สรุปข่าวห้องเรียน วิชา อริยสัจ 4 สัปดาห์ที่ 33

สรุปข่าวห้องเรียน วิชา อริยสัจ 4 สัปดาห์ที่ 33

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2564 เวลา 12.00-15.30 น.

วันนี้มีนักศึกษาให้ความสนใจเข้าร่วมศึกษาเรียนรู้ทั้งหมด 48 ท่าน บรรยากาศในห้องเรียนเต็มไปความเบิกบาน คุณแพรลายไม้ กล้าจน ผู้ดำเนินรายการ เปิดห้องเรียนด้วยสโลแกน พูดคุยภาษาโลกุตระ อริยสัจ 4 จากนั้น ดร. วรางคณา ไตรยสุทธิ์ (คุรุพุทธพรฟ้า) ได้ชี้แจงรายละเอียดหลักเกณฑ์ การให้คะแนน วิชา อริยสัจ 4 60 เปอร์เซ็นต์ ดังนี้

    • ควรปรับปรุง     7 คะแนน
    • พอใช้             10 คะแนน
    • ดี                    13 คะแนน
    • ดีมาก             15 คะแนน

จากนั้นคุณปิ่น คำเพียงเพชร ได้แจ้ง หลักการโหวตให้คะแนน สำหรับนักศึกษาที่มาเสนอการบ้านในชั้นเรียน ดังนี้

    1. ความเบิกบานระหว่างการนำเสนอ
    2. การนำเสนอที่กระชับ เข้าใจได้ง่าย
    3. การเขียนถูกต้องตามหัวข้อ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
    4. การบ้านที่นำเสนอ สามารถปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ได้ตามลำดับ

วันนี้มีนักศึกษานำเสนอการบ้าน เพื่อบำเพ็ญทั้งหมด 4 ท่าน

  1. คุณอรวิภา กริฟฟิธส์ เรื่อง รู้เพียรรู้พัก
    ทุกข์จากมีความลังเลใจอยากเข้าร่วมบำเพ็ญงานกับพี่น้องแต่ร่างกายเหนื่อยล้า ท่านได้ใช้หลักอริยสัจ 4 พิจารณาความอยากเป็นทุกข์ เมื่ออยากมาก ๆ ก็ทำชั่วได้ทุกเรื่อง เมื่อร่างกายไม่พร้อมฝืดฝืนเกินก็ควรได้พักผ่อน เพราะการพักผ่อนเป็นประโยชน์ต่อเราเวลานี้
    มีพี่น้องนักศึกษาและคุรุได้ร่วมแลกเปลี่ยน คุรุดิณห์ ไอราวัลวัฒณ์ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่า ท่านเคยเป็นโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเหมือนกัน ท่านว่าแสงที่ไม่พอก็มีส่วนทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้เช่นกัน เมื่อท่านปรับแสงไฟอาการของท่านก็หายไป
    คุรุพุทธพรฟ้าได้ ร่วมให้ความเห็นว่าเรายึดอะไรให้พิจารณาในเหลี่ยมของความยึดและล้างความยึดมั่นถือมั่นของเราเพิ่มเติม คุณโยธกา รือเซ็นแบร์กได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่า ท่านว่าเองเป็นถึงขั้นตาอักเสบ เราต้องรู้จักการประมาณการกระทำของเรา อย่างรู้เพียรรู้พัก
  2. คุณประคอง เก็บนาค เรื่อง กลัวตาย
    เนื่องจากท่านไปฉีดวัคซีนเข็มที่สองแล้วเกิดอาการแพ้อย่างหนักจนกระทั้งท่านคิดว่าท่านต้องตาย เกิดอาการกลัวความตายอย่างทรมาน ท่านจึงได้พิจารณาทำใจว่าตายก็ได้ การบำเพ็ญกับครูบาอาจารย์หมู่มิตรดี เราก็ทำเต็มที่ดีเท่าที่เราทำได้แล้ว ไม่มีเราท่านอื่น ๆ ก็ยังบำเพ็ญกันต่อไปได้ ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว กุศลวิบากดีร้ายเราจะมีเท่านี้ก็รับเท่านี้ ได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว ใจเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น ตั้งสติอยู่กับลมหายใจ ณ ปัจจุบัน จนผลอยหลับไปได้ในที่สุด อาจารย์ ดร.ใจเพชร กล้าจน ได้ร่วมสังเคราะห์ว่าถ้าไม่ได้เรียนรู้การพึ่งตนและมีหลักธรรมะให้ใจพ้นทุกข์มาก่อนจะทำใจไม่ได้ คนทั่วไปเขาจึงมีความกังวลหวั่นไหวมากและเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้เร็ว
  3. คุณปิ่น คำเพียงเพชร เรื่อง รางวัลของนักบำเพ็ญ
    ท่านมีทุกข์อัดอั้นใจ ท้อใจ น้อยใจ จนถอดใจคิดจะถอนตัวออกจากทีม ยึดว่าในเมื่อทำเต็มที่แล้วแต่ก็ยังพร่องยังพลาดอยู่ ก็แปลว่างานนี้ไม่เหมาะกับเรา ท่านได้พิจารณาเห็นความจริงว่า อาการอัดอั้นใจ ท้อใจน้อยใจ ไม่อยากทนรับคำตินี่มันคือกิเลส มันคืออัตตาของเรา ท่านคิดถึงคำสอนของอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน ท่านสอนว่า คำติคำชี้ขุมทรัพย์จากพี่น้องหมูมิตินี่แหละ เป็นรางวัลของนักบำเพ็ญ ที่จะทำให้เราเจริญในธรรม เป็นองค์ประกอบเป็นเครื่องมือให้เราได้เห็นกิเลสและได้ฝึกล้างกิเลสไปตามลำดับ
  4. คุณวิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว) เรื่อง หยุด (อยากดี)ได้ไหม
    ท่านมีทุกข์เกิดความรู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ มีความอยากให้พี่น้องท่านหยุดพูดนอกเรื่องในระหว่างการประชุม เนื่องจากมีความยึดดีว่าท่านพูดเรื่องที่ประชุมกันจะชอบใจ ท่านได้พิจารณาโทษของการมีความอยากได้ดั่งใจ ว่ามันเป็นทุกข์ มันทำให้เราหงุดหงิด ฟังประชุมไม่ค่อยรู้เรื่อง โทษของการมีความยึด มันทำให้เราไปเพ่งโทษผู้อื่น สร้างวิบากกรรมใหม่ ท่านนึกถึงคำอาจารย์ที่พูดว่า “ถ้าเค้ารู้ เค้าไม่ทำอย่างนั้นหรอก เค้าทำเพราะเค้าไม่รู้” แต่เราที่รู้ตัวแล้วว่ามีทุกข์ จับกิเลสตัวอยาก ตัวยึดได้แล้ว เราจึงหันมาล้างกิเลสในใจ ใจก็คลายลง และก็ร่วมประชุมต่อไปใจเบิกบาน

อาจารย์ ดร.ใจเพชร กล้าจน ได้ให้สัมมาทิฏฐิ เรื่องการเข้าใจนอื่นกับการเข้าใจตนเอง เช่นทุกคนอยากพ้นทุกข์อยากทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งนั้น เราต้องชัดว่าทุกคนอยากได้ความสมบูรณ์ ถ้าเขารู้เขาไม่ทำหรอกมันจะช่วยล้างความยึดมั่นถือมั่นในใจเรา (ใจเราเข้าใจผิดว่าเขาดีขึ้นได้มากกว่านี้ ทำไมไม่ทำ ที่จริงแล้วเรายึดเราอยากให้เขาดีกว่านี้) ถ้าเราเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งและรู้ว่าเป็นวิบากดีร้ายของเราและคนที่เกี่ยวข้อง เราต้องรู้ทั้งสองคือทั้งนอกและในจะคลายทุกข์ใจได้ ทุกคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน เป็นทายาทของกรรม มันจึงจะคลายอาฆาต ทุกคนรักสุขเกลียดทุกข์ ที่เขาทำเพราะเขาไม่รู้ เราชัดอย่างนี้อย่าอยากได้มากกว่านั้น กว่าที่เป็นไปได้จริง ความจริงคือเขาเป็นมากกว่านั้นไม่ได้ เราต้องเลิกยึด คลายทุกข์ข้างนอกได้ ก็คลายความยึดมั่นถือมั่นข้างในได้ ข้างนอกข้างในสัมพันธ์กัน พระพุทธเจ้าให้เราเข้าใจคนอื่น ให้เข้าใจว่าผู้นั้นมีกรรมเป็นของ ๆ ตน เป็นทายาทกรรมของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล ถ้าเราเข้าใจว่าเขาดีกว่านั้นไม่ได้ จะคลายความยึดมั่นถือมั่น จะคลายทุกข์เลย พิจารณากรรมของเราที่อยากได้มากกว่าเป็นไปได้จริง เราหรือใครได้รับอะไรก็ตามกุศลอกุศลของเราและเขา

ในช่วงท้าย คุณปิ่นได้ประชาสัมพันธ์ ห้องเรียน วิชาอริยสัจ 4 ทุกวันอังคาร โดยพี่น้องทางภาคใต้และทุกวันพุธโดยพี่น้องทางภาคกลาง จัดขึ้นในเวลา 18.00-20.00 น. เรียนเชิญพี่น้องนักศึกษาและผู้ที่สนใจร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เช่นเคยเราจากลากันด้วย สโลแกน พูดคุยภาษาโลกุตระ อริยสัจ 4

อนุโมทนาสาธุกับพี่น้องนักศึกษาทุกท่าน

เจริญธรรม สำนึกดี มีใจไร้ทุกข์
อรวิภา กริฟฟิธส์ : รายงาน

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *