ทบทวนชีวิต 63 ตั้งศีล 64 : บัณฑิตา โฟกท์

ทบทวนชีวิต 63 ตั้งศีล 64 : นางบัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม

ทบทวนสภาวธรรม ทบทวนชีวิต ในปี พ.ศ. 2563

สรุปสาระธรรมและทบทวนธรรม

ปีนี้เป็นปีที่ได้รับโอกาสทั้งทางโลกและทางธรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทำให้ข้าพเจ้าได้ก้าวผ่านความกลัวขจัดจิตอสูรกายออกจากจิตของตนเองได้ด้วยใจที่เบิกบานสมบูรณด้วยศีลที่ตั้งมาปฏิบัติ ทำให้เปิดใจต่อการเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์(ซึ่งเคยถูกจิตอสูรกายครอบงำไว้และปิดสวิตซ์หัวใจว่าไม่จำเป็นต้องเรียน ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้) พอเอาชนะจิตความกลัวได้แล้ว ก็มีองค์ประกอบให้ได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆในมือถือและคอมพิวเตอร์ในการทำสื่อต่างๆมากมาย

เช่น การทำภาพประกอบสาระธรรมคำคม การเรียนรู้ฝึกฝนตัดต่อวิดิโอในมือถือ และได้ร่วมหลอมจิตวิญญาณสานพลังให้ความร่วมมือสุดหัวใจ กับ พี่น้องหมู่กลุ่มทั้งกลุ่มเล็ก กลุ่มกลาง และ กลุ่มใหญ่ จัดกิจกรรม ต่างๆ เช่น ร่วมจัดค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมออนไลน์ การเข้าร่วมกิจกรรมสัมภาษณ์ทางซูม การเข้าประชุมอปริหานิยธรรมกับท่านอาจารย์หมอเขียวและพี่น้องจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทั่วโลกทางออนไลน์ในทุกวัน(ที่ตัวเองสะดวก) ร่วมประชุมอปริหานิยรรมทุกสัปดาห์กับท่านอาจารย์หมอเขียวและพี่น้องจิตอาสาทั่วโลก การเข้าค่ายพระไตรปิฎกทางออนไลน์ทั้งสองครั้ง การเข้าร่วมรายการโสเหล่โลกุตระธรรมทางออนไลน์กับท่านพ่อครู ท่านสมณะ ท่านสิกมาตุ และ พี่น้องชาวอโศกทั่วโลก การทำการบ้านนักศึกษาวิชชารามอริยสัจสี่ กสิกรรมไร้สารพิษ และ อาหารสุขภาพแพทย์วิถีธรรม อย่างต่อเนื่อง การร่วมกิจกรรมรีวิวหนังสือของท่านอาจารย์หมอเขียว การให้สัมภาษณ์การนำบททบทวนธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน การเล่าชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากมาเจอแพทย์วิถีธรรม และ ล่าสุดนี้ ได้ร่วมเรียนรู้ รีวิว คลิปรายการคลายรัก คลายทุกข์ ของ ทีมท่านคุรุสถาบันวิชชาราม และ การเรียนรู้ฝึกฝนการเขียนบทความที่ใช้เขียนในเวบไซต์สถาบันวิชชาราม ที่ท่านคุรุเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้เพิ่มสำหรับผู้ที่สนใจ

ข้าพเจ้าก็ได้มีความยินดีสุดหัวใจ สนุกและมีพลังมากในการเข้าร่วมทุกๆกิจกรรม ต้องกราบขอบพระคุณ สถานการณ์โรคระบาดโควิด19 ที่ทำให้มีเวลาหยุดอยู่บ้านได้เรียนรู้เพิ่มพูนองค์ความรู้ทางสื่อเต็มที่และเต็มความสมารถ และเปิดใจเกินร้อย ในการเรียนรู้ทุกอย่าง ที่ ท่านอาจารย์หมอเขียว ท่านคุรุ หรือ พี่น้องหมู่กลุ่มเสนอ หรือแนะนำ เราก็ยินดีเต็มใจอย่างดียิ่งที่จะเข้าร่วม (ตามเวลาที่จัดสรรได้) และเห็นว่าใจตัวแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดที่เห็นได้ชัดเจน คือ ” การที่เราไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจ ไปกับวิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในประเทศโซนยุโรป(เยอรมนี)ที่มีการของระบาดโรคที่รุนแรงก็ตาม เราไม่ได้ตื่นตระหนกหวั่นไหวใด ๆ เลย(แล้วมันก็จะผ่านไปด้วยดี ใจเราดีทุกอย่างก็ดีหมด) แต่เราก็ไม่ได้ประมาท ดูแลตัวเองในส่วนตัวเต็มที่ตามหลักแพทย์วิถีธรรมปรับสมดุลร้อนเย็นของเราไป และปฏิบัติตัวทางสังคมตามนโยบายของหน่วยงานสาธารณสุขที่ประกาศมา

ส่วนทางจิตวิญญาณ เราก็ตั้งศีลมาปฏิบัติเพื่อเพิ่มอธิศีลเช่นการ กิน การอยู่อย่างเรียบง่าย ประหยัดกินน้อยใช้น้อย ไม่สะสม ไม่กักตุน ซื้อหาแต่ของที่จำเป็นจริงๆและ มีการแบ่งปันตามที่เราจะทำได้ รวมทั้งการ เข้าหาหมู่มิตรดีสหายดี แลกเปลี่ยนสภาวธรรมสม่ำเสมอตามที่ท่านอาจารย์หมอเขียวได้เมตตาให้นโยบายไว้ เมื่อใจเรามีธรรมะ และเข้าถึงธรรมะได้ เห็นความสงบร่มเย็นในใจเกิดขึ้นจริงๆ สัมผัสได้ถึงสภาวะที่กล่าวว่า”ธรรมะยิ่งใหญ่ หลอมหัวใจกล้าแกร่ง ” และ รู้สึกว่าการปฏิบัติศีลของเราเป็นการเจริญสติอัตโนมัติในใจเรา และเเป็นเกราะคุ้มครองจิตใจเราทำให้เราได้น้อมนำมา”ดับทุกขอริยสัจ”ได้ทันท่วงทีเมื่อเจอผัสสะทำให้เกิดความผาสุกในชีวิตประจำวันได้จริงๆขอยืนยันอีกพลังหนึ่งค่ะ น้อมกราบขอบพระคุณท่านพ่อครูสมณะโพธิรักธิ์ ท่านสมณะ ท่านสิกมาตุ ท่านอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม ท่านคุรุสถาบันวิชชาราม พี่น้องชาวอโศก พี่น้องจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทั่วโลกที่ได้เมตตา กรุณา ให้โอกาสได้คบคุ้นผ่านทางออนไลน์ จนตัวเองรู้สึกสนิทสนมรักใคร่กลมเกลียวเป็นครอบครัวเดียวกันทั้งกายภาพและทางจิตวิญญาณแน่นแฟ้นคุ้นเคย ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แม้จะอยู่ไกลก็รู้สึกว่าได้อยู่ใกล้ ๆ

ความตั้งใจที่จะตั้งศีล เพิ่มศีล ลดกิเลส ตั้งใจทำดี ในปี พ.ศ. 2564

1. เจริญสติตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน

2.จะทานอาหารพลังพุทธ สลับ น้องพุทธ ตามองค์ประกอบที่จัดสรรได้

3.จะกินน้อยใช้น้อยและใช้ของที่มีอยู่ให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด

4.จะทำกสิกรรมไร้สารพิษต่อเนื่องและแข็งขันมากขึ้น

5.ส่งการบ้านนักศึกษาวิชชารามสม่ำเสมอ

Leave a Reply

Your email address will not be published.