คลายรักคลายทุกข์ ep.9 วิธีปล่อยวางความรัก สวดมนต์คลายพิษรัก

รายการคลายรักคลายทุกข์ตอนนี้ เป็นการขยายเนื้อหาจากตอนก่อนเกี่ยวกับการสวดมนต์เพื่อปล่อยวางความรัก จึงได้นำเสนอ “สวดมนต์คลายพิษรัก” มาในตอนนี้

การสวดมนต์นั้นจะเป็นการช่วยให้ทุกข์จากความรักนั้นลดน้อยลงได้ไหม ก็ขึ้นอยู่กับนำบทสวดใดมาใช้ และพิจารณาลงที่ใด ถ้าพิจารณาลงที่ใจที่มีกิเลสก็ถือว่าตรงเป้า ถ้าพิจารณาไปนอกกายก็หลุดเป้า บทสวดมนต์ที่นำมาคุยกันในวันนี้คือบท  อภิณหปัจจเวกขณปาฐะ เมื่อเนื้อหาบางส่วนดังนี้

ชะราธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโต
เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้

พยาธิธัมโมมหิ พยาธิง อะนะตีโต
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้

มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต
เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้

สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว
เราจะละเว้นเป็นต่างๆ คือว่าจะพลัดพรากจากของรักของเจริญใจ ทั้งหลายทั้งปวง

*บทสวดเต็มมีความยาวมากกว่านี้ แต่ในรายการคลายรักคลายทุกข์ในตอนนี้จะยกมาพูดกันเพียงเท่านี้ก่อน

เนื้อหาบางส่วน

ความรักก็เปรียบเสมือนหมากฝรั่ง ที่ตอนเคี้ยวใหม่ๆมันจะมีรสหวาน แต่พอเคี้ยวๆไปมันจะมีแต่รสจืด จะเหลือแต่ความเมื่อยกราม สัมผัสทุกอย่างมันยังอยู่แต่ว่ารสหวานมันหายไป ความรักมันก็เป็นอย่างนั้นนะครับ รสในที่นี้ก็คือรสที่เราปั้นขึ้นมาเอง ว่ามันมีว่ามันสุขอย่างนั้นอย่างนี้ เขาให้เราถึงขนาดนี้เขาดีกับเราถึงขนาดนั้น มันเป็นรสสุขที่เราปั้นขึ้นมา แต่พอล่วงเลยผ่านไปแล้วก็เคี้ยวรสนั้นจนเบื่อ จนรสนั้นค่อยๆสลายไปกับความโง่ของเรา ความจริงคือรสนี้มันไม่มี รสสุขมันไม่มี “รสจากความรักจริงๆมันไม่มี” แต่ว่าเราไปปั้นเอง

พอเราไปปั้นมันก็มีความคาดหวังใช่ไหม ความคาดหวังมันก็โด่ง แต่สิ่งที่มาลดความคาดหวังก็คือความจริง ความจริงมันจะทำให้กร๊าฟค่อยๆตก อันนี้คือสภาพของความชรา นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราคบๆกันไป ทำไมการกระทำอย่างเดิมแต่มันไม่สุขเท่าเดิม ถึงจะพยายามให้รู้สึกสุขมันก็จะไม่สุขเท่าเดิม

แต่จิตที่เป็นกิเลสมันก็ยอมไม่ได้ มันก็อยากเสพสุขที่มากกว่า ส่วนความจริงของสัจจะมันก็จะบอกเราว่ามันไม่มีสุข แต่กิเลสมันก็อยากเสพมากขึ้น แล้วในความจริงมันก็บอกว่าไม่มีสุข เพราะฉะนั้นวิธีแก้ปัญหาของคนส่วนใหญ่ก็คือไปหาคู่ใหม่… นี่คือลักษณะที่เป็นในโลก พอรักมันชรา เขาก็จะไปหาสิ่งใหม่มาเสพ เพราะว่ารสเดิมมันจืด แต่สุดท้ายมันก็หนีไม่ได้หรอก สุดท้ายแม้ไปหาคนใหม่ความรักก็ต้องจืดต้องจางต้องแก่ไปอีกเป็นธรรมดา


รายละเอียด

เนื้อหาหลัก วิธีปล่อยวางความรัก

วันบันทึกรายการ 10 ธันวาคม 2563

ผู้ดำเนินรายการ 1.ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ 2.ตรงพุทธ ทองไพบูลย์ 3.วรางคณา ไตรยสุทธิ์ (พุทธพรฟ้า) 4. ปิ่น คำเพียงเพชร

ปก : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

ตัดต่อ : ปิ่น คำเพียงเพชร

รีวิวเนื้อหาในตอนนี้

ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

การสวดมนต์เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ชาวพุทธในยุคปัจจุบันใช้เพื่อเป็นเครื่องหาความเจริญให้แก่ตน แม้แต่การสวดมนต์เพื่อคลายทุกข์จากความรักก็ยังเป็นคำแนะนำที่เคยได้ยินกันอยู่บ้าง อาจจะเพราะทำให้ใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น คือสวดแล้วพิจารณาถึงเนื้อหาในบทสวดนั้น ๆ ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร เราควรทำใจตามอย่างไร จุดมุ่งหมายที่ควรจะไปของเราคือสภาพแบบไหน และจะเข้าถึงสิ่งนั้นได้อย่างไร ในรายการคลายรักคลายทุกข์ ชุด วิธีปล่อยวางความรัก ตอนนี้จะมาคุยเรื่อง สวดมนต์คลายพิษรัก จะวางอย่างไร จะคลายอย่างไร และจะสวดกันอย่างไร ก็ลองติดตามกันครับ

ตรงพุทธ ทองไพบูลย์

รายการคลายรักคลายทุกข์  ในตอนนี้มาร่วมพูดคุยกันว่าการปล่อยวางความรัก โดยใช้บทสวดมนต์จะเป็นอย่างไร จะใช้บทสวดมนต์มาช่วยที่จะทำให้คลายความยึดมั่นถือมั่น คลายความทุกข์

บทที่ยกมาคือบทอภิณหปัจจเวกขณปาฐะโดยเป็นการใช้บทสวดมนต์แบบแปลเป็นภาษาไทย เพื่อการพิจารณาความหมายที่ง่าย เข้าใจถึงความหมาย บทนี้หลัก ๆ คือการพิจารณาถึงความชรา ความเจ็บไข้ ความตาย การพลัดพรากซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ นำมาพิจารณาในแง่มุมความรักเรื่องการมีคู่ เมื่อต้องเจอสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วสิ่งที่ทำให้ทุกข์ ในเมื่อคนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ หลงไปในโลกียะสุข ย่อมไม่อยากให้เกิดความชรา ความเจ็บไข้ ความตายในความรักของตนแน่นอน ทุกข์มีอันหวังได้ต้องเจอไม่เร็วก็ช้า

การสวดมนต์ที่ถูกวิธีคือการได้น้อมใจ พิจารณาตามคำสอน และปฏิบัติตามจะได้อานิสงส์มากเป็นบุญ ชำระกิเลสได้จริง  คลายทุกข์ได้จริง ชีวิตผาสุกขึ้นตามลำดับ

พุทธพรฟ้า

การสวดมนต์หากจะเป็นประโยชน์สูงสุดที่จะช่วยให้ลดทุกข์ได้อย่างมีปัญญา ควรพิจารณาความหมายและน้อมให้ถึงใจตามความหมายนั้น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาทุกข์ทางใจ ในครั้งนี้ได้นำบทสวดมนต์ “อภิณหปัจจเวกขณปาฐะ” ที่เป็นการพิจารณาถึงความชรา ความเจ็บไข้ ความตาย และการพลัดพรากจากของรักทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเป็นการขยายความหมายในการนำมาแก้พิษ (ทุกข์) จากความรักให้เข้าใจง่ายและลึกซึ้งถึงต้นเหตุของความยึดมั่นในใจ การสนทนาครั้งนี้มีความน่าสนใจให้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติที่น่าจะไม่เคยได้ฟังที่ไหนมาก่อน

ปิ่น คำเพียงเพชร

รายการคลายรักคลายทุกข์ ep. 9 วิธีปล่อยวางความรัก ตอน สวดมนต์คลายพิษรัก จะพูดถึงบทสวดมนต์บทหนึ่ง คือ บทสวดมนต์ “อภิณ

หปัจเวกขณปาฐะ” ที่เนื้อหาก็จะพูดถึงการ แก่ เจ็บ แล้วก็พลัดพรากหรือตาย และ ใน EP นี้ก็จะมีการนำเนื้อหาในบทสวดมนต์นี้เชื่อมโยงไปถึงเรื่องของความรักด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าส่วนตัวยังไม่เคยพิจารณาเชื่อมโยงมาถึงเรื่องความรักมาก่อน

แต่พอได้มาลองพิจารณาคิดตามดู ก็ปรากฏว่ามันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คือเมื่อเรามองย้อนกลับไปดู ไม่ว่าจะเป็นความรักของตัวเราเองก็ดีหรือความรักของคนรอบข้างเพื่อนฝูงก็ดี หรือแม้แต่ความรักของคนในโลกนี้ก็ดี เราก็จะเห็นได้ว่าความรักของเราหรือของคนในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ก็มีการ เกิดขึ้นตั้งอยู่ อย่างเช่น ช่วงโปรโมชั่น ตอนที่รักกันใหม่ก็จะหวานชื่นสดใส่ แล้วก็จะแก่ คือพอรักกันนานไปก็จะรู้สึกเฉยกับความรักมากขึ้น คือจะรู้สึกได้ว่าความรักเริ่มจะไม่สดใสหรือหวานเหมือนตอนรักกันใหม่ๆเลย แล้วก็จะมีเจ็บป่วย คือ มีระหองระแหงกันบ้าง ไม่เข้าใจกันบ้าง งอนกัน ทะเลาะกันบ้าง ซึ่งก็เปรียบเสมือนความรักกำลังอยู่ในสภาพป่วยนั่นเอง และแล้วสุดท้ายก็จะไม่พ้นสภาพของการพลัดพราก ซึ่งอาจจะตายจากกัน หรือความรักไม่สมหวัง สุดท้ายไปกันไม่ได้ก็ต้องแยกทางกัน ฯ จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ สรุปก็คือความรักไม่ได้ไปต่อ ก็คือรักได้ตายไปจากกันและกันนั่นเอง

พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

ขออนุญาตขอโอกาส แสดงความรู้สึก(สภาวะ) แบ่งปันที่ได้จาก “รายการโสดดีหรือมีคู่” วันที่ 10 ธันวาคม 2563 คือเป็นรายการที่ได้นำเอาธรรมะ คำสอนของพระพุทธเจ้า (บทสวด) มาอธิบายเชื่อมโยงให้เข้าใจว่า การมีคู่หรือเป็นโสด เกี่ยวเนื่องกับบทสวดนี้อย่างไร บทนี้ได้กล่าวหรือแปลออกมาเป็นอาการของทุกข์หรือสุข ที่เกี่ยวกับความรักอย่างไร และทำให้ผู้ฟังได้สภาวะด้วยว่า อาการที่เมื่อมีความรัก หรือมีทุกข์ พอได้สวดมนต์บทนี้แล้ว จะสามารถทำให้มีปัญญากำจัดทุกข์ได้อย่างไร ท่านคุรุ และพิธีกร นำเข้าเรื่องและอธิบาย ให้เข้าใจง่ายและตนเองได้สภาวะตาม บางสภาวะก็ตรงกับของตนเอง บางสภาวะก็อยากจะแบ่งปัน แต่คิดว่าหากมีโอกาส ครั้งต่อไปจะขออนุญาตแบ่งปันสภาวะของตนเองร่วมด้วยค่ะ สาธุ


Leave a Reply

Your email address will not be published.

3 thoughts on “คลายรักคลายทุกข์ ep.9 วิธีปล่อยวางความรัก สวดมนต์คลายพิษรัก”

  1. บัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม

    “สวดมนต์คลายพิษรัก” เป็นหัวข้อเรื่องที่น่าสนใจจริงๆ ซึ่งเมื่อก่อนตัวเองก็เคยสวดมนต์เวลามีความทุกข์จากความรัก เช่นเวลาคิดถึงคนรัก หรือเวลาน้อยใจที่คนรักไม่ตามใจ ก็จะเลือกบทสวดมนต์ที่ตัวเองชอบมาสวดคือ บทสรรเสริญพระพุทธคุณ ชินบัญชร และพาหุงมหากาเพื่อให้ใจสงบลง ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้เราเข้าใจเรื่องวิบากกรรมความรักแบบคนคู่ได้ชัดเจนกว่าเมื่อก่อนและได้พิจารณาความไม่เที่ยงของความรักแบบคนคู่ ใจเราก็คลายจากความคิดถึง เมื่อต้องห่างกันในระยะเวลาหนึ่ง และคลายจากอาการน้อยใจในเรื่องต่างๆไปมาก ซึ่งก็ได้น้อมนำคำสอนครูบาอาจารย์แต่ละท่านมาพิจารณาประกอบเพื่อให้ใจไม่ทุกข์จากความรักประเภทนี้ ก็เห็นว่าทุกข์ลดลงเป็นลำดับๆ ในคลิปวิดิโอนี้ ท่านคุรุพิธีกรแต่ละท่านได้แสดงความคิดเห็นในแต่ละมุมมองได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ การหยิบยก บทพิจารณาสังขาร อภิณหปัจจเวกขณปาฐะ แล้วเปรียบเทียบขยายอธิบายให้ได้เข้าใจชัดเจนว่า ความรักแบบคนคู่นี้มันไม่เที่ยงจริงๆ ซึ่งเราก็ได้ซาบซึ้งใจจากประสบการณ์จริงของตัวเอง และได้เตรียมใจไว้ตั้งแต่คบกับพ่อบ้านและก่อนแต่งงานแล้ว ท่านเป็นคนบอกเราเองว่า “อยู่กันไปหลายๆปี จะไม่ได้สวีทหวานแบบนี้นะ อาจจะมีบ้างโมโหให้กัน ดุว่ากัน แล้วก็อย่ามาน้อยใจ เป็นเด็กๆนะ “เราก็เข้าใจนะเพราะว่าตอนเราแต่งงานก็อายุ34ปีแล้ว เข้าใจชีวิตมาพอสมควร ตอนนั้นคือจะแต่งก็ได้ไม่แต่งก็ได้เราก็อยู่ของเราได้ แต่ในเมื่อได้แต่งงานแล้ว จะด้วยบุพกรรมใดเราก็ยอมรับได้ ก็ถือว่าได้มาเรียนรู้การใช้ชีวิตคู่ให้ชัดๆได้ปฏิบัติธรรมในชีวิตคนคู่ ซึ่งก็พิสูจน์ได้ว่าแม้คนคู่จะมีวิบากมากในการปฏิบัติธรรม แต่ธรรมะของพระพุทธองค์เมื่อน้อมจิตพิจารณาให้ถึงจิตทำอย่างตั้งมั่นให้ถึงใจและให้ลึกถึงกิเลสต้นตอเหตุแห่งทุกข์ ก็สามารถคลายทุกข์จากความรักได้ พ้นทุกข์ได้จริงๆเช่นกัน เรียนเชิญพี่น้องที่กำลังทุกข์ในเรื่องความรักเข้ามาฟังคลิปวิดิโอชุดนี้ เพื่อจะได้”คลายพิษรัก”ออกจากใจได้นะคะ กราบอนุโมทนาสาธุกับทีมคุรุพิธีกร ทุกท่านค่ะ

  2. โยธกา รือเซ็นแบรก์

    คลายรัก คลายทุกข์ ep 9
    สวดมนต์ คลายพิษรัก

    -ประทับใจ ผู้ดำเนินรายการ ขยายบทสวดมนต์ อภิณหปัจจเวกขณปาฐะ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความยึดมั่นถือมั่น ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก มาเปรียบเทียบกับความรัก ซึ่งเมื่อก่อนและแม้จะเข้ามาปฏิบัติธรรมตามแนวทาง แพทย์วิถีธรรมแล้ว ก็ยังเข้าใจว่าบทปลงสังขาร ก็คือการพิจารณา สังขารร่างกายของเรานั้นไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา

    พอได้ฟังทำให้เข้าใจความหมายลึกลงเข้าไปอีก แล้วนำมาเปรียบเทียบกับ ความรักที่ทุกคนไฝ่หาแล้วยึดมั่นถือมั่น เป็นเจ้าของ ไม่ใช่แต่คู่ครอง ลูกพ่อ -แม่ พี่น้อง หรืออะไรๆที่เรามี ก็ยังยึดว่าต้องเที่ยงและเป็นของเราตลอดไป ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง อยากจะให้เป็นอย่างใจ.
    -ทางโลก ความแก่เป็นธรรมดา
    =ความลวง= ไม่เคยคิดถึงความแก่ในความรัก ความเสื่อมคลายในรัก ไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงอยากมีความสุข อยากให้อยู่เช่นนั้นตลอด
    -ทางธรรม- =ความจริง= รักแรกใหม่ๆ ก็ดีไปหมด มีความสุขสดชื่นได้ดั่งใจทุกอย่าง นานหลายวันเดือน ปี ความสวย หล่อและเหี่ยว แก่ลงๆมองแล้วไม่สดชื่น เข้าความรักหมดไปเหลือแต่ความเบื่อหน่าย แล้วก็วิ่งหารักใหม่ๆต่อไป
    – ทางโลกเรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
    -ความลวง-ความรักไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่อยากให้มีปัญหา ขัดใจ ทะเลาะเบาะแว้ง ว่าไงว่าตามกัน และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป เชื่ออย่างนั้น
    ทางธรรม ความจริง =เมื่อความรักเจ็บป่วยและจืดจาง เบื่อหน่าย ไม่เหมือนเดิมแล้วก็เกิด สงครามความรัก ต่างฝ่ายก็เริ่มเรียกร้องเอาแต่ใจ ใครรักมากคนนั้นก็ทนทุกข์ทรมานมากกว่า เพราะต้องคอยทำตามใจอีกฝ่าย เมื่อตอบสนองตามความต้องการไม่ได้พยาบาท อาฆาต และชิงชัง บางคู่เลิกลา และบางคู่ชดใช้ด้วยชีวิต ทำบาปใหม่ อย่างเช่นมีลูกที่ยังเล็กต้องดูแล พ่อ,แม่ ทนอยู่ ,แยกทาง ตายจากกัน ต่างคนต่างมีครอบครัวใหม่ ทิ้งภาระ ให้ตา ยาย ทำบาป (วิบากกรรม )หลายชั้น .

    -ทางโลก-เรามีความตายเป็นธรรมดา
    – ความลวง กลัวไม่อยากให้คู่ชีวิต ลูก พ่อ แม่ พี่น้องตายจาก ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย
    -ทางธรรมความรักตายจากกันไปแล้ว ความจริง จะต้องการหรือไม่ ก็หนีไม่พ้นแม้แต่ตัวเราเอง ถ้าพิจารณาความตายเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจากเป็นหรือจากตายก็ไม่ทุกข์ใจ เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไป
    -เราจะละเว้นเป็นต่างๆ คือว่าเราจะต้องพลัดพราก จากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง
    ความลวง – ไม่อยากพลัดพรากจากของรักต่างๆ ความสุข ความทรงจำดีๆ อยากเก็บเอาไว้ตลอดกาล
    ความจริง –ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความสุข สุดท้าย เก็บไว้ไม่ได้ สูญสลายไปตามกาลเวลา
    ทุกความรักไม่ว่าจะรักอะไร มีแต่ทุกข์ ทั้งหมด

    **เพราะฉะนั้น การสวดมนต์ บท อภิณหปัจจเวกขณปาฐะ และทำความเข้าใจความหมายให้ลึกซึ้ง เวลาที่มีความทุกข์ใจมากๆการสวดมนต์ จะทำให้ลืมความทุกข์เพราะเอาใจไปจดจ่อในบทสวดมนต์ หรือจะใช้เป็น กรรมฐานเจริญสติภาวนา พิจารณาก็ใช้ได้ดีเพราะปฏิบัติได้ตลอดเวลาไม่จะทำอะไร .

    -ประโยชน์ตนที่ได้ ทำให้เข้าใจในบทสวดมนต์มากยิ่งขึ้นและนำมาเจริญภาวนา ร่วมกับฟังธรรมะจากสัตบุรุษ ครูบาอาจารย์,ทบทวนธรรม,สนทนาธรรมกับหมู่มิตรดีบ่อยๆทำให้คลายรัก คลายความยึดมั่นถือมั่นในชีวิตคู่ ,ลูกพ่อ แม่ พี่น้อง ลงไปมาก

    สรุป -ความรักทางโลกวุ่นวายสับสนวุ่นวาย หลอกลวง,ไม่จริงใจ ไดั่ดั่งใจก็รัก ขัดใจเมื่อไหร่เกลียดรักมากเกลียดมาก และ พยาบาท ปองร้าย
    -แต่ความรักทางธรรมรักที่ไม่มีกิเลสเจือปน รักแบบพุทธะยั่งยืนยาวนาน เมตตา อุเบกขา มีแต่ให้ ไม่หวังผลตอบแทนอะไร

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า
    “ยินดีในธรรม ชนะความยินดีทั้งปวง
    รสในธรรม ชนะรสทั้งปวง ”

    ตั้งตนเป็นคนโสดถือว่าเป็น “บัณฑิต”
    “คนโง่” ฝักใฝ่ในเมถุนย่อมเศร้าหมอง
    คำตรัสพระพุทธเจ้า หนังสือ ไขรหัสับสุดขอบฟ้า หน้า 74

    กราบสาธุค่ะ.

  3. อรวิภา กริฟฟิธส์

    ประโยชน์ที่ได้จากการฟัง รายการคลายรักคลายทุกข์ในหัวข้อ การนำบทสวดมนต์มาใช้ในการคลายพิษรัก โดยในรายได้ใช้บทสวดมนต์ในบทอภิณหปัจจเวกขณปาฐะ จากประสบการณ์ที่ตนเองสูญเสียพ่อบ้านไปตอนนั้นซึ่งก็ได้ใช้บทสวดนี้ในการพิจารณาตามให้คลายความเศร้าโศกจากการจากไปของท่านเหมือนกัน ตอนนั้นยังไม่รู้จักกับแพทย์วิถีธรรมซึ่งก็ช่วยได้ในระดับหนึ่งแต่ยังเป็นการพิจารณาภายนอก ไม่ถึงขั้นจิตวิญญาณของกิเลสที่เกิดดับเกิดดับอยู่ข้างใน และตนเองก็ได้ระหกระเหินไปตามกระแสวิบากจนได้มาแต่งงานใหม่อีกเพราะเราไม่เข้าใจตนเอง ไม่รู้ทุกข์อริยสัจ ไม่เข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง เราก็ไปสร้างสัมภาระวิบากใหม่ก็หมุนวนอยู่ในสังสารวัฏ เพราะเราไม่เข้าความหมายที่ลึกซึ้งของบทสวดมนต์ เราคิดว่าเราสูญเสียของรักของหวง วัตถุ สิ่งของ เป็นของภายนอก เมื่อเราสูญเสียก็แสวงหาสิ่งมาทดแทนที่เราเสียไป แต่พอตอนได้มาพบแพทย์วิถีธรรมได้พบสัตบุรุษและหมู่มิตรดี ได้ฟังการอธิบายบทสวดมนต์บทนี้ลึกลงไปที่เกิดของกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตก็ทำให้เข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นว่าใจเราต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน บุคคล เรา เขา สิ่งของหรือเหตุการณ์ต่างๆ เพราะการยึดมั่นถือมั่นเป็นเหตุให้เกิดตายไม่สิ้นสุด เราปราถนาให้เกิดสิ่งดีและตั้งใจทำดีเต็มที่แต่ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเกิดดีตามที่ใจเราหมาย ดีเกิดก็ดีเราได้อาศัย ดีไม่เกิดก็ดีเราได้ใช้วิบาก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป คิดดีทำดีไว้ก่อนดีที่สุด สาธุ