“สายด่วน ค่ายสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรม วิถีไทย” – 4 พ.ค. 65

รายการ “สายด่วน สุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย”
โดย กลุ่มแพทย์แผนไทยวิถีธรรม ค้ำจุนโลก
วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม 2565
เวลา 15.00 – 17.00 น.

ประเด็นเด่นจากรายการ

      • ครูบาอาจารย์ได้นำพาเราก้าวบันไดการฝึกฝนขั้นต่อไป เป็นโอกาสให้ได้ฝึกล้างทุกข์ใจ ความกลัว ไม่มีเหตุการณ์ใดที่ไม่มีอุปสรรค ยินดีร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำการเมืองให้มาอยู่ในการบ้าน และพร้อมที่จะสนับสนุนให้กำลังใจทุกท่าน
      • ตั้งแต่รู้จักแพทย์วิถีธรรม ชีวิตเปลี่ยนไปทั้งภายนอกและภายใน ในอดีตเมื่อมีอาการไม่สบาย จะไม่สามารถวินิจฉัยตนเองได้ แต่จะรับประทานเพียงยาที่แพทย์จ่ายให้เท่านั้น ปัจจุบันพึ่งตนเองได้ครบวงจรแล้ว รู้สึกมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่าย
      • กลัวห้องที่มืดและไม่มีผู้คน ไม่กล้าเดินคนเดียว ใช้ธรรมะสอนใจ ทำให้กล้าล้างกิเลส ความกลัวจึงหายไป
      • นำผักที่ปลูกไว้ที่บ้าน มาแบ่งปันเพื่อนบ้าน คัดส่วนที่เป็นยอดอ่อน และนำไปแนะนำวิธีการรับประทานและแบ่งปันความรู้ ทุกท่านยินดีรับไว้
      • ทำงานเป็นหัวหน้า มักตำหนิลูกน้อง เวลาทำผิดพลาด เมื่อต้องมาลงมือทำเอง จึงผิดพลาดในส่วนที่เคยตำหนิผู้อื่นทันที เรียนรู้และนำมาใช้สอนตนให้เท่าทันกิเลสให้มากขึ้น
      • ขาด ๆ เกิน ๆ เจริญในธรรม ใช้คำเหล่านี้สอนใจ เมื่อเกิดสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ หรือเมื่อใจเกิดความชิงชัง ยึดมั่นถือมั่น
      • หงุดหงิดใจที่ได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดคุยเรื่องส่วนตัวกันเป็นระยะเวลานาน คล้ายไม่ตั้งใจทำงาน กัลยาณมิตรให้ข้อคิดว่า เนื่องจากอยากได้ดีจากผู้อื่น จึงทำให้ไม่อยากรับฟัง เกิดสติเห็นความร้อนที่ผุดขึ้นจากข้างใน จึงได้โอกาสล้างกิเลส
      • อยากเข้าร่วมเป็นมวลพลังให้หมู่มิตรดี แต่กิเลสอายที่ตนเองเรียนจบไม่สูง ใช้วิธีกล้าสวนกิเลส พามาทำสิ่งที่ดี ชีวิตจะได้พ้นทุกข์
      • การเข้าร่วมเข็นกงล้อธรรมจักรไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษา แม้ไม่ได้เรียน ก็สามารถมาช่วยกันสร้างสิ่งดีงามได้
      • คุณแม่อายุ 89 ปี ป่วยเป็น “โรคภาวะสมองเสื่อม” มา 7 ปี ปัจจุบันมีอาการกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ มีปัญหาในการรับประทานอาหาร เคี้ยวแล้วกลืนไม่ค่อยได้ ทั้งการดื่มน้ำ ก็ดื่มได้น้อยและมีอาการสำลัก ขอคำแนะนำวิธีปฏิบัติให้คุณแม่คลายทุกข์กายเหล่านี้
      • กลืนน้ำลายหรือกลืนข้าว แล้วมีอาการเจ็บ “ต่อมทอนซิล” เกิดจากสาเหตุใด?

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอฉบับเต็ม]

วันนี้มีพี่น้องทั้งจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทั่วโลก และชาวค่ายเข้าร่วมรายการทั้งหมด 70  ท่าน ดำเนินรายการ โดย คุณกมลชนก ทุมวงษ์ (แหม่ม) คุณพันธุ์ทิพา นุชทิม (กุ้ง) และคุณวิจิตร ตันเดชานุรักษ์

รายการสายด่วนสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย เริ่มต้นรายการด้วยยาเม็ดที่ 6 คือ มาร์ชชิ่ง [คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ] และธรรมะเพื่อความผาสุก คือ การอ่านบททบทวนธรรมยาเม็ดที่ 8 ดังนี้ ข้อ 152-165 [คลิกเพื่ออ่านบททบทวนธรรม] และข้อ 1 – 7  [คลิกเพื่ออ่านบททบทวนธรรม]  


“ช่วงแบ่งปันความประทับใจในบททบทวนธรรม”
“ที่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อดับทุกข์ใจ”

บททบทวนธรรมข้อที่ 145 “อย่าสร้างความสุขให้กับตน ด้วยการสร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่น”

คุณธมกร พลสุวรรณ : ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของคนลักษณะนี้ คือ ผู้ที่ชอบเปิดเพลงเสียงดัง เพื่อหาความสุขใส่ตนเอง แต่เสียงเพลงไปสร้างความรำคาญใจและรบกวนเพื่อนบ้าน หรือคนข้างบ้าน ทำให้ผู้อื่นมีความทุกข์


บททบทวนธรรม ข้อที่ 135 “โลกนี้มีสิ่งดีให้เราได้อาศัย มีอุปสรรค ให้เราได้ฝึกฝน มีอุปสรรค ให้เราได้ใช้วิบาก มีอุปสรรคให้เราได้ล้างทุกข์ใจ”

คุณนวลนภา ยุคันตพรพงษ์ : เป็นช่วงเวลาที่ครูบาอาจารย์นำพาให้พวกเราได้ก้าวบันไดขั้นต่อไป ซึ่งเพียงตระหนักว่าพวกเราจะต้องทำงานใหญ่ ก็รู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นอุปสรรคขวากหนาม คิดแล้วก็ยังไม่กล้า แต่เมื่อได้นึกถึงว่า สิ่งต่าง ๆ ที่ครูบาอาจารย์ได้เรียกร้องและนำพามา นั้นเป็นสิ่งที่พวกเราต้องอาศัย และทำให้ได้มีโอกาสฝึกฝน ถึงแม้ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ให้เป็นเช่นนั้น เป็นช่วงของการได้ชดใช้วิบากกรรม และให้ได้ฝึกล้างทุกข์ใจ เพราะว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่มีอุปสรรค หากรู้สึกกลัวไปล่วงหน้าและไม่ยอมทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ครูบาอาจารย์พาทำ ก็จะยิ่งมีอุปสรรคในชีวิตตลอดไป ฉะนั้นตอนนี้จึงขอเป็นผู้ร่วม “เข็นกงล้อพระธรรมจักร” ฝึกฝนตัวเองให้ขึ้นบันไดก้าวต่อไปที่จะนำพาให้ไปสู่ทางที่พ้นทุกข์มากยิ่งขึ้น โดยการร่วมกันทำ “การเมือง” ให้มาอยู่ใน “การบ้าน” และในชีวิตประจำวันของเรา พร้อมที่จะสนับสนุนให้กำลังใจกับทุก ๆ ท่าน

คุณปัทมา ลีฬหาวงศ์ : พวกเรายังเป็น “ปุถุชนธรรมดา” เมื่อพบเจอปัญหาหรืออุปสรรค ในครั้งแรกอาจหยุดชะงักไป แต่การมาร่วมเรียนรู้พุทธะ ก็จะสามารถที่จะปรับตัวและปรับใจได้ เร็วกว่าผู้ที่ยังไม่ได้ฝึก เปรียบเหมือนในอดีตที่ตัวเราเองก็จะช้า หากยังไม่ได้ฝึก


บททบทวนธรรม ข้อที่ 4 “ต้องกล้าในการทำสิ่งดี ละอายและเกรงกลัวในการทำสิ่งชั่ว ชีวิตจึงจะพ้นทุกข์ได้”

คุณสุดใจ โสะหาบ : ช่วงนี้ได้ยินอาจารย์หมอเขียวและพี่น้องหมู่มิตรดีพูดคุยกันในเรื่อง “การขับเคลื่อนกงล้อพระธรรมจักร” เห็นกิเลสของตนเองที่ไม่ค่อยอยากจะช่วย ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรมเป็นมวลพลังให้กับหมู่มิตรดีและอาจารย์หมอเขียว ความรู้สึกลึก ๆ ในใจอาจมีความอยากช่วย แต่แท้จริง คือ “มีความกลัว และไม่กล้า” เพราะว่าตนเองพูดไม่เก่ง จึงสอนกิเลสไปว่า “ต้องกล้าสิ กล้าในการทำสิ่งดี ๆ จงละอายและเกรงกลัวในสิ่งที่ชั่ว ชีวิตจึงจะพ้นทุกข์ได้ กลัวมาตั้งนานแล้ว มีแต่ทุกข์และทุกข์ เมื่อไหร่จะเลิกเสียที ต้องกล้า เพื่อชีวิตจะได้พ้นทุกข์”

คุณปัทมา ลีฬหาวงศ์ : ตนเองก็เป็น “คนพูดไม่เก่ง พูดน้อยเช่นกัน” หากต้องขึ้นเป็นวิทยากรบนเวที คิดว่าพูดไม่เก่ง จึงไม่อยากออกหน้า แต่ได้ยินอาจารย์หมอเขียวบอกว่า “พูดไม่เก่ง ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้พูดความจริง” ตั้งแต่นั้นมาจึงกล้าขึ้นเวที

คุณวิจิตร ตันเดชานุรักษ์ : หากจะข้ามพ้นความทุกข์ไปได้ ต้องใช้ความเพียรอย่างเดียว” และต้องเพียรไปเรื่อย ๆ เหมือนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมหลายท่านที่จัดรายการต่าง ๆ ความจริงแล้วทุกท่านก็ไม่กล้า แต่เมื่อมีความเพียร จึงทำให้พูดเก่งได้ และมั่นใจได้ว่า ถ้ามีความเพียรจะพูดเก่งได้ทุกคน


บททบทวนธรรมข้อที่ 165 “คุณค่าและความผาสุกของชีวิต คือ ชีวิตที่พอเพียง เรียบง่าย ร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่ดีงาม จิตใจที่เป็นสุข”

คุณนฤมล ยังแช่ม : หลังจากที่ได้มาพบแพทย์วิถีธรรม ชีวิตของตนเองก็เปลี่ยนไปมาก ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ในอดีตจะรับประทานอาหารแบบทางโลก จึงทำให้ป่วยเป็นโรค ซึ่งในเวลานั้นจะไม่รู้สาเหตุ หากเกิดอาการไม่สบาย ก็จะไปพบแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเดียว วินิจฉัยอาการของตนเองก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคอะไร ใช้เพียงยาตามที่แพทย์สั่งให้ แต่มาวันนี้ที่ได้มาปฏิบัติตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ร่างกายเราก็แข็งแรงขึ้น จริง ๆ ก็มาจากภายในด้วย ที่ได้ฟังธรรมะที่ท่านอาจารย์หมอเขียวได้บรรยาย แล้วก็นำมาปฏิบัติ และยังพึ่งตนด้วยการทำผลิตภัณฑ์ใช้เอง เช่น แชมพู น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า จึงรู้สึกว่า “ชีวิตทำไมนั้นง่ายเช่นนี้ ทำไมในอดีตชีวิตดูยุ่งยากทุกอย่างไปเสียทั้งหมด?” ตอนนี้รู้สึกโชคดีมากที่ได้มาพบกับแพทย์วิถีธรรม รู้สึกว่าชีวิตมันเรียบง่ายและมีความสุขมากขึ้น

คุณปัทมา ลีฬหาวงศ์ : ในอดีตพวกเราก็ไม่ได้เรียบง่ายแบบนี้ ทุกท่านก็ล้วนมาจากหน้าที่การงานในสาขาต่าง ๆ ถือว่าอยู่ใน “ระบบทุน” แต่เมื่อได้มาเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ด้านสุขภาพ จนรวมไปถึงการพึ่งตนแบบเรียบง่าย ในการที่จะทำน้ำยาซักผ้า ล้างจาน แชมพู รวมถึงภายหลังพวกเราก็ใช้สิ่งต่าง ๆ น้อยลง โดยสามารถนำมาทำเป็น “สัมมาอาชีพ” จนสามารถนำองค์ความรู้มาแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ รวมถึงมีเรื่องของ “การเกษตร” ที่ทำให้สามารถพึ่งตัวเองได้ 100% เพราะสุดท้ายแล้ว “การทำเกษตรยังสามารถเป็นได้ทั้งอาหารและยา” นำไปแบ่งปันผู้อื่นได้อีกด้วย ถือว่า “ครบวงจร” ในการเรียนรู้ศาสตร์ของ “แพทย์วิถีธรรม”


บททบทวนธรรม ข้อที่ 16 “มาตลีเทพสารถี คือ วิบากดีร้ายที่สร้างสิ่งดีร้ายให้ชีวิต เป็นสิ่งเตือนสิ่งบอกว่า อะไรเป็นกิเลสเป็นโทษ ให้ลดละเลิก อะไรเป็นบุญกุศล เป็นประโยชน์ ให้เข้าถึง อะไรเป็นโทษ ให้เว้นเสีย”

คุณพิชชาภา แซ่ลิ่ม : คุณแม่ได้มาขอแรงบุญให้ช่วยกรอกเอกสารให้ญาติธรรม กิเลสบอกว่า “ไม่อยากทำ จึงได้สอนกิเลสไปว่า ถ้าไม่ทำเราจะทำเอง ทีตนเองยังไปใช้คนอื่น ทำไมยังใช้ได้เลย” จึงพากิเลสไปกรอกเอกสาร กิเลสก็ยอม


บททบทวนธรรม ข้อที่ 42 “ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง ได้พลังสุด ๆ ได้สุขสุด ๆ ยินดีในความชอบชัง เสียพลังสุด ๆ ได้ทุกข์สุด ๆ”

คุณกันติชา รัตนนิรันดร : เมื่อเช้าบอกพี่ให้ไปกวาดพื้นทำความสะอาดบ้าน แต่เมื่อคุณแม่กลับถึงบ้าน คุณแม่ท้วงว่า “บ้านยังไม่สะอาด และให้ไปกวาดใหม่อีกครั้ง” กิเลสสร้างความชังไปที่คุณแม่ว่า “ทำไมไม่ใช้พี่ ทำไมต้องมาใช้เราด้วย แล้วทำไมพี่กวาดไม่สะอาด” แต่ได้สอนกิเลสไปว่า “พี่กวาดไม่สะอาด ตัวเราก็ไปกวาดใหม่สิ กวาดหลาย ๆ รอบ กิเลสจะได้ตายไปหลาย ๆ รอบ” แล้วกิเลสก็ตายไปกับการกวาดบ้าน


บททบทวนธรรมข้อที่ 160 “การให้หรือการแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์ คือ ความเจริญของจิตวิญญาณที่งดงาม มีคุณค่า และผาสุกที่สุดในโลก”

คุณอัญชลี โสภา : ในอดีตเมื่อต้องถึงเวลาที่จะ “แบ่งปัน” ในใจจะมีความรู้สึกติดขัด และมี “ความขี้เหนียว” ที่ไม่อยากให้ แต่เมื่อได้มาอยู่กับแพทย์วิถีธรรม รู้สึกมีความเบิกบานผาสุกทุกครั้งที่ได้แบ่งปัน วันนี้ได้ทำน้ำสกัดไปแบ่งปันให้กับน้องสะใภ้ และเก็บมะม่วงไปแจกเพื่อนบ้าน “รู้สึกมีความสุขใจที่ได้ให้”


บททบทวนธรรม ข้อที่ 107 “กลัว ชั่ว ทุกข์ คือ โง่”

คุณพรณิชา ทองหล่อ : เมื่อวานหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ต้องเดินไปที่ห้องเช็ดตัว คุณแม่บอกให้เดินเข้าไปในห้องก่อน เห็นกิเลสที่ “กลัว และไม่กล้าเข้าไปคนเดียว” จึงเตือนตัวเองถึงธรรมะในข้อนี้ และวางใจให้กล้าเดินเข้าไป โดยเอาหลังชิดผนัง ความกลัวก็หายไป

คุณกิ่งแก้ว ฉัตรมณีวัฒนา : “การที่จะมีความกล้าทำในสิ่งที่ไม่ชอบและไม่ถูกใจ ต้องสวนกิเลส และฝึกฝนบ่อย ๆ” เมื่อนำความกลัวออกมา ไม่นานความกลัวก็จะหายไป และก็จะมีความกล้าไปฆ่าความกลัวได้เรื่อย ๆ


บททบทวนธรรมข้อที่ 3 “นับ 1 ที่เรา เริ่มต้นที่เรา ทำความดีที่เรา นี่คือเส้นทางเพื่อการพึ่งตน และช่วยคนให้พ้นทุกข์”

คุณกัญธิมา ทุมมาลา : ในบ้านมีพืชผักที่พอจะนำมาแบ่งปันได้จำนวนหนึ่ง ผักที่มีเยอะและขึ้นบ่อย คือ “ผักไชยา (คะน้าเม็กซิกัน)” โดยหากยิ่งเป็นช่วงหน้าฝน ผักจะยิ่งโตไวมาก แม้บ้านอื่นจะ “ไม่นิยม” รับประทานผักไชยา เพราะนำไปปรุงอาหารไม่เป็น แต่ตนเองก็มักไปเก็บผักไชยามา แล้วตัดเอาเฉพาะยอดอ่อน นำไปแบ่งปัน พร้อมทั้งแนะนำเพื่อนบ้านว่ารับประทานอย่างไร เมื่อแนะนำไปแล้ว กิเลสก็แอบวิตกว่า “เพื่อนบ้านจะรับประทานกันได้หรือไม่?” แต่ก็สอนกิเลสไปว่า “ไม่รับประทาน ก็ไม่เป็นไร นี่คือการพึ่งตนได้ โดยไม่ต้องไปเสียเงินซื้อผักจากตลาดข้างนอก” ผักไชยาเป็นคะน้าที่มีรสชาติหวาน เมื่อตัดแล้ว จะนำมาเก็บรักษาโดยใส่ถุงเป็นอย่างดี เพราะเป็นผักที่รับประทานอยู่แล้ว เมื่อนำไปแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน ทุกคนก็ยินดีรับเอาไว้ เมื่อมีอีก ก็นำไปแบ่งปันอีก


บททบทวนธรรม ข้อที่ 45 “อยากได้สิ่งใด จงคิดสิ่งนั้นกับผู้อื่น”

คุณประคอง เก็บนาค : เวลาอยู่ที่ทำงาน ด้วยตำแหน่งหน้าที่ในการเป็น “หัวหน้างาน” ก็จะต้องมีคนส่งงานมาให้ตรวจ ตนเองมักสังเกตพบงานของลูกน้องจะผิดพลาดบ่อยมาก บางครั้งจึงหลุดไปต่อว่าลูกน้องไปว่า “ไม่รอบคอบ” แล้วมีอยู่วันหนึ่งลูกน้องไม่อยู่ ทำให้ตนเองต้องทำงานนั้น ๆ ด้วยตัวเอง ในวันนั้นตนเองก็ทำผิดทำพลาดตรงจุดที่ตนเองเคยไปเพ่งโทษลูกน้อง ทำให้ตนเองเท่าทันกิเลสไวมากขึ้น ในการที่จะไม่พูดทันทีในสิ่งที่คิดหรือทำทันทีในสิ่งที่ไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์

คุณกิ่งแก้ว ฉัตรมณีวัฒนา : ยินดีด้วยที่ “เอาประโยชน์จากความพร่องได้” ได้ประโยชน์เต็ม ๆ ได้ล้างกิเลสเต็ม ๆ

คุณปัทมา ลีฬหาวงศ์ : ส่วนตัวมองว่าเหตุการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น จะเข้ามาสอนเราให้ได้เรียนรู้พิจารณาในสิ่งที่เคยทำเคยผิดพลาดไป การที่เคยไปตำหนิผู้อื่น ในวันที่ตัวเราเองทำผิด ก็จะได้เรียนรู้ที่จะรับรู้ความรู้สึกของการถูกตำหนินั้น ทำให้เข้าใจพวกท่านมากขึ้น “การทำพลาดจึงเป็นสิ่งที่ดี ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ เป็นสิ่งที่เข้ามาสอนเรา”


บททบทวนธรรม ข้อที่ 83 “ความยึดมั่นถือมั่น จะทำให้เกิด ความพร่อง ความพลาด ความทุกข์”

คุณบัวคลี่ แม็คคอลี่ย์ : ปกติวันนี้จะต้องทำงานอาชีพเสริม 4 ชั่วโมง แต่วันนี้เจ้าของงานได้ส่งข้อความมายกเลิก จึงคิดว่าจะเข้ามาที่โปรแกรมซูม (ZOOM) แต่เหตุปัจจัยก็จะมีแต่สิ่งที่จะทำให้ไม่อยากเข้ามา เช่น วันนี้ไม่มีฝน ตนเองจึงอยากเอาต้นกล้าไปลงดิน แต่ตนเองก็สวนกิเลสอยู่ตลอดว่า “ไม่ เราจะเข้ามาในโปรแกรมซูม (ZOOM) และจะมาอ่านบททบทวนธรรม” แต่เมื่อลองเข้ามา สัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ขาด ๆ หาย ๆ ผลสุดท้ายจึงไม่ได้อ่านทบทวนธรรม แต่ก็บอกตนเองว่า หากสัญญาณกลับมา ก็จะแบ่งปันสภาวธรรม พยายามท่องสอนใจไว้ตลอดว่า “ขาด ๆ เกิน ๆ เจริญในธรรม” เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้ตนเองกังวลหวั่นไหว คำนี้ช่วยทำให้ผ่อนคลายได้

คุณกิ่งแก้ว ฉัตรมณีวัฒนา : หากรู้จักปรับเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย จะเกิดเป็นความเจริญที่ใจได้ ไม่ว่าสถานการณ์ใด ๆ ใจก็ยังเป็นสุข แต่หากยังไม่ได้มาพบแพทย์วิถีธรรม บางท่านอาจจะยังรู้สึกแย่และยึด แต่ให้มุ่งมั่นทำอย่างต่อเนื่องในการเรียนรู้วิถีชีวิตที่เรียบง่าย เมื่อเวลานานไปก็จะเริ่มเหลือกินเหลือใช้ ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนพวกเราว่า “ถ้าไม่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ก็จะต้องใช้ทั้งชีวิตของเราไปกับการหาเงิน และความรู้สึกว่ามีไม่พอ แต่หากอยู่อย่างเรียบง่ายได้ ก็จะมีเกินพอ”

คุณปัทมา ลีฬหาวงศ์ : การได้มาเรียนรู้พุทธะ จะได้สัมผัสกับความเจริญ ยิ่งกินอยู่แบบเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย ก็จะยิ่งเห็นความจริงว่า สิ่งที่มีอยู่นั้นมีเพียงพอให้ได้กินได้ใช้ในชีวิต นอกจากจะไม่ได้ใช้สิ้นเปลือง ก็ยังสามารถแบ่งปันกับผู้อื่นได้ ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนพวกเราว่า “พุทธะชนะทุกข์” ยิ่งเรียนรู้ตามท่านอาจารย์หมอเขียว ก็จะยิ่งเห็นความคิดที่เปลี่ยนไปและชนะทุกข์ได้จริง ๆ การได้เรียนรู้พุทธะที่ถูกต้องถูกตรง จะทำให้สามารถก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างสบาย “การเรียนรู้ทำให้ยิ่งเติบโต”


บททบทวนธรรมข้อที่ 21 “การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส คือ ความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา และทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา”

คุณชลิดา วรรณเกษมสุข : ได้ร่วมมาบำเพ็ญที่ภูผาฟ้าน้ำ และทำงานร่วมกับหมู่มิตรดีที่หลากหลาย ครั้งหนึ่งมีเพื่อนรุ่นพี่มาชวนพี่เลี้ยงคุยในเรื่องส่วนตัวของตัวเอง และบทสนทนานั้นดำเนินไปเป็นเวลานานมาก 2-3 ชั่วโมง ระหว่างที่ตนเองทำงานร่วมกับพวกท่าน ก็ทำให้ได้ยินเรื่องราว ซึ่งไม่เกี่ยวกับงาน ใจจึงคิดว่า “เรามาบำเพ็ญ เหตุใดไม่ใช้เวลานี้ทำงานให้มาก ๆ” ทำให้มีโทสะเกิดขึ้นในใจ จึงตัดสินใจเดินหนีออกมา จนมาพบกับเพื่อนอีกท่านหนึ่ง และได้พูดคุยระบายกับท่านว่า “เราทนไม่ไหว” แต่ท่านให้ข้อคิดที่ทำให้ตนเองต้องหยุดชะงักไปเลยว่า “ไปอยากได้ดีจากพวกท่านทั้งสองเหล่านั้น ให้กลับไปตรงจุดที่ทั้งสองท่านนั้นยืนพูดคุยอยู่อีกครั้ง” เมื่อเดินกลับไป ก็รู้สึกไม่อยากฟัง แต่ก็ยังได้ยิน แต่ก็ทำงานจนแปลงนานั้นเสร็จ จากนั้นจึงเดินกลับไปพบเพื่อนคนที่แนะนำอีกครั้ง เพื่อนถามว่า “ลดกิเลสไปได้มากเพียงใด?” จึงได้สติและเห็นกิเลสในใจ ความร้อนมากที่มาจากภายในใจ ก็ลดลงมาถึง 40% การที่โกรธหรือชิงชังทั้งสองท่านนั้น เพราะตนเองอยากได้ดีจากพวกท่าน และทำให้ได้ “เข้าใจในความหมายนี้แล้ว” ตนเองจึงได้ขอบคุณเพื่อนท่านที่แนะนำ ที่ทำให้ตนเองได้ล้างกิเลสในความอยากได้ดีจากผู้อื่น ที่ไปหลงอยากให้พวกท่านตั้งใจทำงาน ไม่พูดไม่คุย เมื่อเกิดสติ จึงตระหนักรู้ว่า “ต้องขอบคุณ” พวกท่าน ไม่ใช่ไปกล่าวโทษพวกท่าน ที่มาพูดคุยให้ได้ยินจนเกิดความรำคาญใจ

คุณปัทมา ลีฬหาวงศ์ : ต้องหาประโยชน์จากสิ่งที่ทุกข์ใจให้ได้ในทุกสถานการณ์ หากหลงไปอยากให้ผู้อื่นทำให้ถูกใจ เช่นนั้นก็จะสอนตนเองไม่ได้ “การที่จะสอนตนเองได้นั้น ต้องย้อนกลับมาดูที่ใจตนเอง” กลับมาเห็นตัวเอง เปรียบเหมือนได้บททดสอบให้กับกิเลสของตนเองว่า “ได้เปลี่ยนความคิดใหม่แล้วหรือไม่? ผู้อื่นไม่ได้ทำอะไรผิด ตัวของเรานั่นแหละที่ผิด ที่หลงไปคิดผิด และเพ่งโทษผู้อื่น เอาทุกข์มาสอนใจตน”

คุณกิ่งแก้ว ฉัตรมณีวัฒนา : ต้องขอบคุณเพื่อนท่านนั้นที่ทำให้ได้มาเห็นตัวยึดข้างในใจตนเอง สิ่งที่คิดว่าถูกต้องนั้น อาจจะไม่ใช่ “การทำงานมากนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นความสำเร็จ” งานของเรา คือ “ได้ล้างกิเลส ยิ่งล้างกิเลสได้มาก จึงเป็นความสำเร็จที่แท้จริง”


บททบทวนธรรม ข้อที่ 14 “ไม่มีชีวิตใด หนีพ้นอำนาจแห่งกรรมไปได้ ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว”

คุณสมใจ สิทธิพงษ์ : เมื่อเช้าได้รับฟังหมู่มิตรดีคุยในเรื่อง “การเข็นกงล้อพระธรรมจักร” ในรายการโรงเรียนของหนู รู้สึกมีใจที่อยากจะร่วมบำเพ็ญ และเป็นส่วนหนึ่งในการทำสิ่งดีในครั้งนี้ แต่กิเลสก็มาสร้างความอายให้เกิดขึ้นในใจว่า “ตนเองเรียนจบเพียงประถมศึกษาปีที่ 6 แล้วจะมีสิทธิ์ร่วมบำเพ็ญได้ด้วยหรือ?” กิเลสยังหลอกอีกว่า “ไม่ต้องไปถาม อายหมู่มิตรดีที่ตนเองไม่มีความรู้”

คุณปัทมา ลีฬหาวงศ์ : ระดับชั้นการศึกษาในทางธรรมก็ยังเป็นเพียง “สมมุติ” เท่านั้น เพื่อเป็นการเข็นกงล้อพระธรรมจักร และไม่ได้บังคับในเรื่องคุณสมบัติของผู้เข้าร่วม ไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษาในการร่วมบำเพ็ญ “แม้กระทั่งไม่ได้เรียนใด ๆ มาเลย ก็ยังเข้ามาช่วยกันสร้างสิ่งดีงามได้”

คุณกมลชนก ทุมวงษ์ : ปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้รุ่นน้องหลายท่านได้ร่วมปฏิบัติร่วมกิจกรรมของทางแพทย์วิถีธรรมได้ง่ายมากยิ่งขึ้น พี่น้องที่เข้ามาร่วมรับการอบรม จึงพัฒนาได้ไว และรวดเร็วมากกว่ารุ่นที่ผ่านมา เพราะต้องใช้เวลาเดินทางกันเยอะมาก สื่อการเรียนรู้ก็ไม่ดีเท่าในตอนนี้ จึงอยากเป็นกำลังใจให้หลาย ๆ ท่านให้หมั่นสะสมสิ่งดีไปเรื่อย ๆ


“ช่วงถาม-ตอบปัญหาสดในรายการ”

คุณกนกพร (ลพบุรี)
คำถามที่ 1 : ดูแลคุณแม่อายุ 89 ปี ป่วยเป็น “โรคสมองเสื่อม” มาเป็นเวลา 7 ปี และป่วยเป็น “ภูมิแพ้อากาศ” ตั้งแต่ในช่วงวัยสาว ทุกวันนี้คุณแม่จะทำอะไรตามอารมณ์ บางครั้งรู้เรื่อง แต่บางครั้งพูดไม่ได้ใจความ
ปัญหาในด้านรับประทานอาหาร จะกัดแล้วคายออก และบางครั้งจะเคี้ยวแล้วกลืน อมน้ำไม่กลืน แต่บางครั้งจะกลืนน้ำ จึงดื่มน้ำได้ไม่ถึง 500 ซีซี ต่อวัน อมน้ำลาย แล้วไม่บ้วนทิ้ง บางครั้งจึงทำให้สำลัก
ปัญหาในด้านการนอน ส่วนใหญ่ก็จะเดินพลุกพล่าน จึงเปิดเพลงหรือเสียงสวดมนต์ที่คุณแม่ชอบให้ฟัง และนวดศีรษะหรือทั่วทั้งร่างกายให้คุณแม่ในช่วงเย็นของทุกวัน นาน ๆ ครั้งก็จะแช่มือแช่เท้าด้วยน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ขึ้นอยู่กับสภาพอารมณ์ท่าน
ได้ใช้ใบกัญชา 1 ใบ ใส่น้ำร้อน นำไปให้คุณแม่จิบในช่วงเย็น จิบได้บ้างบางครั้งไม่ได้บ้าง จึงทำให้หลับได้บ้างไม่ได้บ้าง
ในส่วนของ “ผู้ดูแล” บ่อยครั้งที่มักมีความกลัวกังวลไปก่อนว่า คุณแม่จะไม่รับประทานอาหาร ไม่กลืนอาหาร และไม่นอน จึงมักนำธรรมะมาเตือนความคิดตนเองเสมอ “อย่าโกรธ อย่ากลัวเป็น อย่ากลัวตาย อย่ากลัวโรค อย่ากังวล อย่าเร่งผล” และบททบทวนธรรมข้อที่ 8 “สิ่งที่เราได้รับ คือ สิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา และข้อที่ 33 “ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน ได้เท่าไหร่พอใจเท่านั้น พอใจเมื่อไหร่ ก็สุขใจเมื่อนั้น” จึงทำให้ยอมรับกับความคิด และสิ่งที่ทำได้มากขึ้น
อยากสอบถามว่า “หากนำกัญชามาใช้ ควรต้องทำ หรือปรับอะไรเพิ่มเติม หรือไม่? และไม่ควรใช้อะไรบ้าง? และจะสามารถกดจุดลมปราณให้คุณแม่ บริเวณตำแหน่งใดได้บ้างหรือไม่?

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

      • วิเคราะห์เบื้องต้นคุณแม่อาจ “ไม่ค่อยมีอาการหิว” เพราะไม่ค่อยได้ใช้กำลัง และอาจมีภาวะ “ลำบากในการกลืน”
      • แนะนำให้ใช้ยาเม็ดที่ 7 คือ “การรับประทานอาหารปรับสมดุล” โดยลองทำ “อาหารปั่น” ที่ไม่ใช่ปั่นเพียงผักและผลไม้ แต่ “ผสมข้าว” เข้าไปด้วย หากคุณแม่สามารถรับประทานลักษณะนี้ได้ ก็จะได้รับสารอาหารเหมือนรับประทานอาหารปกติ และอาจ “แบ่งมื้ออาหาร ออกเป็นมื้อหนึ่ง ปริมาณอาหารเล็กน้อย” ก็จะทำให้รับประทานได้ง่ายมากขึ้น เพราะการรับประทานทั้งหมดในครั้งเดียว อาจทำให้รับประทานไม่ค่อยลง
      • ผิวหนังที่มีอาการ “ผื่นคัน” แนะนำให้ใช้ยาเม็ดที่ 5 คือ “ลูบหรือทา” ด้วยสมุนไพร เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้น เนื่องจาก “ผู้สูงอายุมีน้ำหล่อเลี้ยงใต้ผิวหนังค่อนข้างน้อย ผิวจึงแห้ง”
      • แนะนำให้ใช้ยาเม็ดที่ 6 คือ “โยคะ และกดจุดลมปราณ” เป็นการกดจุดที่เรียบง่าย เพียงต้องหมั่นใช้ความพากเพียรในการปฏิบัติ โดยในทุกครั้งที่กดจุดให้กับผู้ป่วย หมั่นคอยสังเกตว่า “น้ำหนักที่ลงให้นั้น มากไปหรือไม่?” วิธีนี้จะทำให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย สามารถช่วยผู้ป่วยถอนพิษทุกทิศทุกทาง และทำให้เส้นลมปราณเดินได้ดีสะดวก สามารถกดไล่ตามจุดต่าง ๆ ของท่านตามอาจารย์สอนได้เลย
        คลิกเพื่อรับชมคลิป “โยคะ และกดจุดลมปราณ 2 ชม”
      • “การกดจุดลมปราณที่แนะนำ” คือ ตำแหน่ง “เฟิงฉือ” ซึ่งจะอยู่บริเวิณท้ายทอย ใต้ฐานกะโหลกศีรษะ โดยใช้ปลายนิ้วลาก จากติ่งหูไปที่แอ่งใต้ฐานกะโหลกศีรษะ กดค้างไว้แล้วปล่อย ทำซ้ำ ๆ การกดจุดตำแหน่งนี้จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ เกี่ยวกับสมอง ตา หู จมูก คอ หมุนเวียนได้ดี
      • กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการ “สำลัก” แนะนำให้กดลมปราณเน้นจุดที่อยู่บริเวณร่องระหว่างจมูกกับริมฝีปากด้านบน เรียกว่า ตำแหน่ง “เหยินจง” โดยใช้นิ้วชี้หรือนิ้วโป้งกดก็ได้ กดน้ำหนักเท่าที่คุณแม่สามารถรับได้ เวลากด ให้นับ 1 2 3 แล้วปล่อย ทำ 5-10 ครั้ง จะสามารถลดอาการสำลัก หรือยังช่วยในเรื่องการลดเลือดกำเดาไหลอีกด้วย
        ตำแหน่งอีกหนึ่งจุด คือ “เหอกู่” ที่อยู่บริเวณระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ด้านมือซ้าย วัดประมาณ 1 ข้อนิ้วมือ แล้วจึงกด การกดจุดลมปราณนี้จะสามารถช่วย “ลดอาการปวดทุกอย่าง และลดอาการนอนไม่หลับได้” อีกด้วย
        คลิกเพื่อรับชมคลิป “จุดเห่อกู่ เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่”
      • กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการ “นอนไม่หลับ” มีวิธีแก้อาการได้ในหลากหลายวิธี อีกหนึ่งทางลัดของกดจุดลมปราณที่อยากแนะนำ คือ ตำแหน่ง “ไป๋หุ้ย” ซึ่งอยู่บริเวณกลางศีรษะ โดยใช้นิ้วโป้งทัดไว้ที่หลังหู แล้วลากนิ้วกลางขึ้นไปทาบบริเวณกึ่งกลางศีรษะ เมื่อทราบจุดที่จะกดแล้ว ใช้นิ้วโป้งหรือกำปั้นก็ได้ กดค้างลงไป นับ 1 2 3 แล้วปล่อย ทำแบบนี้ 5-10 ครั้ง จะช่วยทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น และหลับสนิทมากขึ้น หรืออาจใช้ยาเม็ดที่ 4 คือ “แช่มือแช่เท้า” ก็สามารถช่วย “ลดอาการนอนไม่หลับ” ได้เช่นกัน
      • ใช้ยาเม็ดที่ 8 คือ “ธรรมะ” ในการวางใจของตัวเราเอง เพราะการที่คุณแม่ “มีพฤติกรรมที่ทำอะไรก็ตาม แล้วไม่ได้แบบเป็นไปตามที่ผู้ดูแลต้องการให้เป็นนั้น อาจเกิดจากภาวะของโรคและอายุ” เพียงฝึกดูใจตัวเองบ่อย ๆ เพราะการดูแลผู้ป่วยอาจทำให้เกิดภาวะเครียด ใช้ธรรมะเข้าเยียวยารักษาใจเรา ซึ่งที่ผู้ดูแลได้นำ “บททบทวนธรรม” ข้อที่ 33 มาใช้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ทำดีเต็มที่ทุกวัน สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน ทำดีแล้วไม่มีอะไรต้องคาใจ “ต้องเข้าใจวิบากของผู้ป่วยด้วย” คุณแม่อายุมากแล้ว
      • “ความกตัญญูเป็นกุศลอย่างหนึ่ง” หากดูแลคุณแม่ด้วยใจที่มีความสุข และมีความพึงพอใจที่ได้ดูแลผู้มีพระคุณ ทำด้วยความอ่อนโยนเต็มที่เต็มใจ เมื่อปฏิบัติไปด้วยใจที่เป็นกุศล ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สนทนาธรรมกับคุณแม่บ้าง ได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น ยอมรับให้ทุกอย่างเป็นไปตามกุศลของแต่ละท่าน ก็จะเป็นพลังให้คุณแม่ย่อมได้รับแรงเหนี่ยวนำที่เป็นกุศลนั้น อย่างมีความสุข ช่วยลดความกังวลของทั้งคุณแม่และผู้ดูแลอีกด้วย และยังเป็นแรงเหนี่ยวนำให้ได้พบวิธีปฏิบัติแนวทางอื่น ๆ เพิ่มเติม ทำให้ช่วยเหลือคุณแม่ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนั้นรวมอยู่ในหลักปฏิบัติ “ยา 9 เม็ด”
      • ผู้ดูแลสามารถช่วยคุณแม่ที่ป่วยได้โดย “ไม่จำเป็นต้องพึ่งยากัญชา” แต่ให้คุณแม่พึ่งพาจาก “พลังดีของลูกหรือผู้ดูแล” เมื่อส่งพลังที่ดีให้กับคุณแม่แล้ว พร้อมทั้งลดกิเลสที่ตัวเราเอง สิ่งต่าง ๆ จะส่งผลเหนี่ยวนำให้คุณแม่มีอาการที่ดีขึ้น “ไม่แนะนำให้ใช้กัญชา” เนื่องจากเป็นสิ่งที่ “หาได้ยาก และยังมีฤทธิ์ร้อน” ถ้าใช้แล้ว ก็ต้องพึ่งพากัญชาตลอดไป “ทำให้หากบางวันที่ไม่ได้ใช้กัญชา ก็อาจทำให้คุณแม่ยิ่งไม่ได้นอนอีกด้วย”

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]


คุณเหม่ย
คำถามที่ 2 : มีอาการ “กลืนน้ำลาย หรือกลืนข้าว” แล้วจะรู้สึกเจ็บ “ต่อมทอนซิล” มาก เป็นเพราะอะไร?

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

      • เบื้องต้นวิเคราะห์ว่าอาจเป็นอาการ “ต่อมทอมซิลอักเสบ” เกิดจากที่ร่างกายมีภาวะ “ร้อนเกิน” จึงทำให้เกิดอาการอักเสบ
      • วิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ “การอมน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น หรือน้ำสกัดสมุนไพรฤทธิ์เย็น” โดยอมทิ้งไว้ จนน้ำที่อยู่ในช่องปาก มีความอุ่นจัด ๆ แล้วค่อยกลืนลงไป หรืออาจใช้ดอกเกลือผสมน้ำทิ้งไว้ หรือน้ำสกัดดาวดอย (ถ้ามี) นำมาอมและบ้วน สลับกับน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นก็ได้เช่นกัน
      • ใช้ยาเม็ดที่ 5 คือ “พอก” บริเวณคอ ก็จะสามารถช่วยลดอาการได้ดี
      • เสริมด้วยการใช้ยาเม็ดที่ 7 คือ “การรับประทานอาหารปรับสมดุล” เน้นเป็นอาหาร “พืช จืด สบาย” จะทำให้ “ภาวะร้อนเกิน” หายได้ไว ถือได้ว่าเป็นยาเม็ดที่ดีมาก ๆ
      • กรณีที่มีอาการ “กลืนลำบาก” อาจทำให้รับประทานข้าวไม่ได้ แนะนำให้อาจลองรับประทาน “อาหารปั่น” ซึ่งสามารถใส่พืชผักฤทธิ์เย็นเท่าที่มี ข้าวซ้อมมือของอาจารย์หมอเขียวก็ได้ และเพิ่มโปรตีนจากถั่วหลากหลาย ที่มีฤทธิ์เย็น นำถั่วมาต้มสุก ก็จะทำให้นิ่มลง หรืออาจเพิ่มกล้วย ใส่ปริมาณอย่างละเท่า ๆ กัน จะปรุงรสด้วยดอกเกลือ หรือจะไม่ใส่ก็ได้ ผสมรวมกัน จากนั้นปั่นด้วยเครื่องปั่นน้ำผลไม้ธรรมดา จะกรองหรือไม่กรองกากก็ได้ สุดท้ายเทดื่มได้เลย วิธีนี้ช่วยทำให้ “ไม่ขาดสารอาหาร แต่ไม่หิว และรู้สึกอิ่ม”
      • ประสบการณ์จาก “คุณปัทมา ลีฬหาวงศ์ จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม” เคยมีอาการกลืนอาหาร แล้วมีอาการ “เหงือกอักเสบ” ก็ได้ปฏิบัติด้วยวิธีการรับประทานอาหารปั่นเช่นกัน เพื่อปรับสมดุลร้อนเย็น “เมื่อช่องปากไม่ได้มีการบดเคี้ยวอาหาร จึงทำให้บริเวณเหงือกที่มีอาการอักเสบนั้นได้พัก จึงทำให้หายได้เร็ว”
      • คลิกเพื่อรับชมคลิป “อาหารปั่น ฟื้นฟูเซลล์ ครัวหมอเขียว”
      • สามารถถอนพิษร้อนเกินได้ด้วยยาเม็ดอื่น ๆ ซึ่งมีหลากหลายวิธี ปฏิบัติตามเท่าที่ผู้ถามสะดวก เช่น ยาเม็ดที่ 3 คือ “สวนล้างลำไส้ใหญ่” หรือ ดีท็อกซ์ และยาเม็ดที่ 2 คือ “กัวซา” ก็ได้

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]


คุณซี
คำถามที่ 3 : เท้าของคุณย่าอายุเกือบ 90 ปี มี “ก้อนเนื้อ” งอกขึ้นมาระหว่างหัวนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ลักษณะของก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับหัวนิ้วโป้ง มีอาการบวมร้อน
ไม่กล้าพาคุณย่าเข้าโรงพยาบาล อยากขอคำแนะนำวิธีพื้นบ้านในการรักษา อาการแบบนี้จะมีวิธีรักษาให้หายได้หรือไม่?

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

      • วิเคราะห์จากอาการในเบื้องต้น “ก้อนเนื้อ” เกิดจากร่างกายมีภาวะ “ร้อนเกิน”
      • เนื่องจากคุณย่าอายุเกือบ 90 ปีแล้ว จึงแนะนำให้ดูแลด้วยการใช้ยาเม็ดที่ 5 คือ “พอก” ด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน สามารถพอก 1 ครั้ง ต่อวัน หรือจะมากกว่าก็ได้ ทดลองพอกดูก่อน ว่าจะมีผลอย่างไร? เนื่องจากประสบการณ์จากชาวค่ายที่มีเนื้องอกในลักษณะต่าง ๆ มักใช้วิธีการพอก เพราะช่วยทำให้เนื้องอกมีขนาดเล็กลงได้
      • ใช้ยาเม็ดที่ 7 คือ “การรับประทานอาหารปรับสมดุล” ทดลองรับประทานอาหาร “พืช จืด สบาย” แล้วปรับร่างกายให้สมดุล
      • ใช้ยาเม็ดที่ 4 คือ “แช่มือแช่เท้า” แต่อาจต้องดูภาวะร่างกายก่อนว่า ควรแช่แบบร้อนหรือแบบเย็น แช่เท่าที่คุณย่ารู้สึกความสบาย

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]


สรุปเนื้อหาสาระในวันนี้ คือ การอยู่ร่วมกันสร้างองค์ประกอบของการได้มารับฟัง “การอปริหานิยธรรม และการฟังธรรมะ” สังเกตได้ว่าคำถามในด้านสุขภาพจะมีจำนวนลดลง จึงทำให้มีการสนทนาธรรมมากขึ้น เป็นองค์ประกอบให้พี่น้องหมู่มิตรดีทุกท่านได้มีความพากเพียรที่จะร่วมเรียนรู้กันต่อไป

รายงานข่าวโดย :

สมหทัย สินก่อเกียรติ (หมวยหลิน) / ผู้บำเพ็ญคบคุ้น สวนป่านาบุญ 3

Leave a Reply

Your email address will not be published.