“สายด่วน ค่ายสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรม วิถีไทย” – 30 มี.ค. 65

รายการ “สายด่วน สุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย”
ช่วง ถามตอบ ปัญหาสุขภาพ
ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม
โดย กลุ่มแพทย์แผนไทยวิถีธรรม ค้ำจุนโลก
วันพุธ ที่ 30 มีนาคม 2565
เวลา 15.30 – 17.45 น.

ประเด็นเด่นจากรายการ

      • เรียนรู้ที่จะ “สร้างสุขบนความทุกข์” ด้วยการเข้าร่วมฟังแพทย์วิถีธรรมเรื่อย ๆ จึงจะเข้าใจประโยคนี้
      • ยึดที่ไม่ผิด คือ “ยึดความไม่ยึดมั่นถือมั่น” ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นดีที่สุดแล้ว
      • “มีเนื้องอกที่มดลูก 8 เซนติเมตร” หายไปได้ด้วย “ยา 9 เม็ด” ในเวลา 1 ปี
      • “ถ้าเราไม่เข้าใจผู้อื่น แสดงว่าเราไม่เข้าใจตัวเอง” ความเข้าใจต่าง ๆ จะมีมากขึ้น หากเหตุการณ์นั้น ๆ “เกิดขึ้นกับตัวเราเอง”
      • “ทำ…ในสิ่งที่ผู้อื่นทำได้ยาก เป็น…ในสิ่งที่ผู้อื่นเป็นได้ยาก สละ…ในสิ่งที่ผู้อื่นสละได้ยาก พ้นทุกข์…ในสิ่งที่ผู้อื่นพ้นทุกข์ได้ยาก ชนะ…ในสิ่งที่ผู้อื่นชนะได้ยาก”
      • “ป่วยเป็น 3 ต้อ ต้อหิน ต้อกระจก ต้อเนื้อ” ศึกษาแพทย์วิถีธรรมทำให้ไม่กังวล และทำตัวมีความสุขได้
      • “อ่านบททบทวนธรรม ได้อานิสงส์เหนี่ยวนำสิ่งที่ดี” ได้ความรู้ ได้ปัญญาเพิ่มขึ้น ได้ปรับปรุงตัวและแก้ไขข้อพร่องของตัวเอง
      • สอบถามวิธีการที่จะอยู่กับผู้ที่ชอบมาพูดถึงบุคคลที่ 3 ในทางที่ไม่ดี จะวางตัวปฏิบัติตนให้ “ถูกศีล” ในเรื่องนี้?
      • ป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ มีภาวะ “นอนติดเตียง” ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มีน้องสาวดูแล แต่ยังมีภาวะเครียดและนอนไม่หลับ ต้องทำอย่างไร?

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอฉบับเต็ม]

วันนี้มีพี่น้องทั้งจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทั่วโลก และชาวค่ายเข้าร่วมรายการทั้งหมด 81  ท่าน ดำเนินรายการ โดย  คุณกมลชนก ทุมวงษ์ (แหม่ม) คุณประภัสสร วารี (กุ้ง) และคุณวิจิตร ตันเดชานุรักษ์

รายการสายด่วนสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย เริ่มต้นรายการด้วยยาเม็ดที่ 6 คือ มาร์ชชิ่ง [คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ] และธรรมะเพื่อความผาสุก คือ การอ่านบททบทวนธรรมยาเม็ดที่ 8 ข้อ ดังนี้ 142 – 150 [คลิกเพื่ออ่านบททบทวนธรรม] และข้อ 151 – 161 [คลิกเพื่ออ่านบททบทวนธรรม


“ช่วงแบ่งปันความประทับใจในบททบทวนธรรม”

“ที่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อดับทุกข์ใจ”

บททบทวนธรรม ข้อที่ 149 “ความสุขแท้ คือ ไม่ทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไร ในสถานการณ์ใด”

คุณภัชรศรี สุขวิเศษสม : “สิ่งที่เราได้รับ ตรงกับสิ่งที่เป็นจริงเสมอ” เพราะ “ความสุขแท้ คือ การไม่ทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรในสถานการณ์ใดก็ตาม” ในอดีตเวลาที่ตนเองไม่ได้ดั่งใจ จะเป็นคนอารมณ์ร้อน “สารพัดขี้” ขี้โมโห ไม่ว่าขี้ใด ๆ แต่ในวันนี้ตนเองสามารถ “สร้างสุขจากความทุกข์นั้นได้” ผัสสะที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็น “ขุมทรัพย์” และเป็นประโยชน์ การพากเพียรมาอยู่กับหมู่มิตรดี เรียนรู้จากสิ่งที่ครูบาอาจารย์พร่ำสอน ทำให้สร้างสุขได้ในทุกสถานการณ์จริง ๆ ทุกวันนี้เราเป็นคนรวยมาก รวยอาหาร มีทุกอย่างได้แบ่งปัน “ไม่เคยคิดว่าจะมีความมั่นคงในชีวิตได้ขนาดนี้ และยังมีมากจนสามารถแบ่งปันผู้อื่นได้ทุกวัน” รู้สึกขอบคุณครูบาอาจารย์ที่ได้สั่งสอนตนเองมา

คุณประภัสสร วารี : “การสร้างสุขบนความทุกข์” ในช่วงแรกอาจจะ “ยังนึกไม่ออก” แต่ถ้าได้เข้ามาร่วมฟังแพทย์วิถีธรรมเรื่อย ๆ จะ “เข้าใจประโยคนี้”


บททบทวนธรรม ข้อที่ 147 “ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ดีที่สุดแล้ว” Everything happens for the best
และบททบทวนธรรม ข้อที่ 142 “ยึดที่ไม่ผิด” คือ “ยึดความไม่ยึดมั่นถือมั่น”

คุณชมเพลิน พรมจินดา : ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 147 เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น “ดีที่สุดแล้ว” ก่อนเริ่มอ่านบททบทวนธรรม เราตั้งใจจะมาเข้าร่วมกิจกรรมด้วย แต่เมื่อมีสายโทรศัพท์เข้ามา จึง “ตัดใจ” ไม่อ่านบททบทวนธรรม และเปลี่ยนมาเป็นแบ่งปันสภาวธรรมแทนดีกว่า
ช่วงที่มีประชุมอปริหานิยธรรม มีผู้บำเพ็ญคบคุ้นท่านหนึ่ง ได้ขอให้ตนเองเป็น “แม่ไก่” ของท่าน จริง ๆ แล้วได้มีข้อตกลงที่สวนป่านาบุญ 2 มีมติว่า “ไม่ว่าท่านใดก็ตาม หากจะมาขอให้รับเป็นแม่ไก่ จะต้องมาทำความรู้จัก คบคุ้นกันให้ได้สักระยะหนึ่งก่อน” แต่ผู้บำเพ็ญคบคุ้นท่านนั้นที่มาขอให้รับเป็นแม่ไก่ในช่วงประชุมอปริหานิยธรรม “ท่านไม่ได้แจ้งล่วงหน้า” แม้ตนเองจะตกใจ แต่ก็ “ไม่ยึด” ในสิ่งที่เคยตกลงกันไว้ บททบทวนธรรมข้อที่ 142 นี้จึงได้เตือนใจตนเองไว้ให้ “ไม่ยึดในความยึดมั่นถือมั่น” ทั้งหลาย

คุณอรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ : ในการทำหน้าที่เป็น “ผู้ดำเนินรายการ” หลายครั้งต้องจัดเรียงลำดับรายชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายท่าน แต่ “ผลแสดงตัวเลข” ในอุปกรณ์ของแต่ละท่าน “จะแตกต่างกัน” บางครั้งให้ผลแสดงไม่เหมือนกัน ตนเองก็ต้องปรับเปลี่ยนกับเรื่องนี้เสมอ แต่ “ไม่รู้สึกหงุดหงิด” และก็ได้อยู่ในสภาวะของ “ความไม่ยึดมั่นถือมั่น” เช่นเดียวกัน


บททบทวนธรรม ข้อที่ 158 “ศูนย์บาทรักษาทุกโรค”

คุณอุษา บุตรพรม : ครั้งแรกที่ได้ยินบททบทวนธรรมข้อนี้ รู้สึกว่า “เรื่องนี้ไม่มีอยู่จริง” แต่พอได้เข้ามาเรียนรู้กับท่านอาจารย์หมอเขียว และ “ปฏิบัติตาม” จึงรู้เลยว่า ศาสตร์ยา 9 เม็ดนั้นรักษาได้ทุกโรค และ “0 บาท” อย่างแท้จริง รู้สึกประทับใจ เพราะตั้งแต่ปฏิบัติตามศาสตร์นี้มา “ทุกอย่างมีแต่ดีขึ้น” และมีแต่ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติ จิตใจก็แจ่มใสเบิกบาน
ปี พ.ศ. 2563 ได้ตรวจเจอเนื้องอกในมดลูก 8 เซนติเมตร แพทย์แผนปัจจุบันแนะนำให้ “ผ่าตัด” แต่ตนเองได้แจ้งท่านว่า “ยังไม่พร้อม” จึงเริ่มตามหา “แพทย์แผนทางเลือก” เพื่อรักษาตนเอง จนมาเจอหมอเขียวผ่านทางเฟซบุ๊ก “หมอเขียวแฟนคลับ” จึงได้เรียนรู้ที่จะมา “ทำอาหาร ให้เป็นยารักษาตัวเอง” ปฏิบัติตามยาทั้ง 9 ข้อ โดยปฏิบัติด้วยตนเองแบบ “ไม่มีพี่เลี้ยง” เนื้องอก “ลดลง” มา 1 เซนติเมตร หลังจากนั้นได้มาเข้าค่าย และปฏิบัติร่วมกับหมู่มิตรดี “เนื้องอกหายไปทั้งหมด”
ด้วยความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามศาสตร์นี้อย่างมาก และ “ต้องการหายมากกว่าต้องการในเรื่องอื่น” จึงสามารถตัดใจ “ลดเนื้อสัตว์แบบหักดิบ” เพราะตนเองกลัวโรคมากกว่ากลัวการที่จะไม่ได้รับประทานเนื้อสัตว์ และต้องการ “หายจากโรค” มากกว่า สิ่งใดที่อาจารย์สอนว่า “ไม่ดี” ตนเองจะเลิกทั้งหมด เลิกแบบ “หักดิบ”
รู้สึกว่าแนวทางนี้ คือ “ใช่” อาจารย์หมอเขียวสอนให้เราทุกคนเป็น “หมอรักษาตัวเอง” แต่ถ้าไปรักษาตามแผนปัจจุบัน ก็จะโดน “ผ่าตัดอย่างเดียว” ไม่ก็ฉีดยาให้เล็กลง “ค่าใช้จ่ายต่อเข็มนั้น สูงมาก” ตนเองไม่ได้ต้องการวิธีการรักษาแบบนั้น ช่วงที่ปฏิบัติ “คนเดียว” ก็จะยังมี “ความลังเลสงสัย” แต่เมื่อมา “อยู่กับหมู่กลุ่ม ก็หมดสิ้นในความสงสัย” ปัจจุบันนี้ “แม้จะไม่มีเนื้องอกแล้ว แต่ก็ไม่คิดจะกลับไปรับประทานเนื้อสัตว์อีก” เพราะรู้สึกเกรงกลัวต่อ “บาป” โลกข้างนอกนั้นวุ่นวาย และไม่คิดจะกลับออกไปอยู่แบบเดิม ในจุดที่จะทำให้ตนเองป่วยอีกแล้ว

คุณอรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ : ผู้แบ่งปันสภาวธรรม มีความกล้าที่จะ “ลดกิเลส” และรู้หลักการปฏิบัติยาเม็ดเลิศ คือ ยาเม็ดที่ 8 “ธรรมะ” และยาเม็ดที่ 9 “การรู้เพียรรู้พัก” เมื่อรอบธรรมมาถึง ก็ปฏิบัติได้เลย โดยไม่ต้องฝืน

คุณประภัสสร วารี : ถึงแม้ผู้แบ่งปันสภาวธรรม จะปฏิบัติเองโดยไม่มีพี่เลี้ยงในตอนต้น ก็ยัง “มุ่งมั่น” จนเนื้องอกลดลงไปได้ถึง 1 เซนติเมตร หลังจากที่เข้าค่าย ได้รับพลังจากหมู่มิตรดี และมีพี่เลี้ยง เนื้องอก 8 เซนติเมตร ทั้งหมดนี้ก็หายไปได้ ถือเป็น “ตัวอย่างที่ดี” ของผู้ปฏิบัติ


บททบทวนธรรม ข้อที่ 9 “ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่น แสดงว่า เรายังไม่เข้าใจตนเอง”

คุณณฐิตา อินชัยยงค์ : ในชีวิตมีหลายเหตุการณ์ที่ตนเอง “มองผู้อื่น ในแง่ร้าย และไม่ชอบใจในสิ่งที่ผู้อื่นทำ” วันหนึ่งเมื่อตัวเราได้ไปอยู่ในสถานการณ์นั้น ๆ เอง จึงทำให้ตนเองเข้าใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้น ได้เห็นความจริงว่า ตนเองก็ยังไม่เข้าใจผู้อื่น และจริง ๆ แล้วคนที่พลาด หรือคนที่พร่อง นั่นคือ “ตัวเราเอง” ที่ไปมองในข้อด้อยของผู้อื่น “เกิดปัญญา” ตระหนักได้ว่า เวลาเกิดเรื่องราวที่ผู้อื่นกระทำให้ตนเองไม่ได้ดั่งใจ และไม่ได้เป็นแบบที่ตนเองชอบ จะต้องมองหา “ข้อดีของคน ๆ นั้นให้เจอ” เมตตาและเข้าใจผู้อื่นให้มาก เพราะไม่มีใครอยากที่อยากจะพลาดหรือพร่อง ยิ่งไปกว่านั้นเราไม่ควร “เอาทุกข์ไปทับถมผู้อื่น”


บททบทวนธรรม ข้อที่ 145 “อย่าสร้างความสุขให้กับตน ด้วยการสร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่น”

คุณกอบกุล ดีสุกใส : สมัยก่อนที่ตนเองยังไม่รู้จักกับแพทย์วิถีธรรม เคยได้กระทำ “ไม่ดี” กับผู้อื่นไว้ เมื่อได้มาศึกษาและตั้งใจปฏิบัติตามแนวทางนี้ จึงคอยเตือนตนเสมอมาว่า “จะไม่สร้างความทุกข์ให้กับใครอีก”

คุณบุญพิมพ์ไพร แซ่ลิ่ม : ตนเองชอบดื่ม “ชาเย็น” แต่รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ “ไม่มีเวลา” ออกไปหาซื้อมาให้ได้ตลอด จึงตั้งศีลที่จะไม่รบกวนพวกท่าน และตั้งใจแล้วว่า “จะลดการดื่มชาเย็นให้น้อยลง”


บททบทวนธรรม ข้อที่ 151 “เราจะทำ ในสิ่งที่คนอื่นทำได้ยาก เราจะเป็น ในสิ่งที่คนอื่นเป็นได้ยาก เราจะสละ ในสิ่งที่คนอื่นสละได้ยาก เราจะพ้นทุกข์ในสิ่งที่คนอื่น พ้นทุกข์ได้ยาก (ทุกข์จากสุขปลอมทุกข์จริง) เราจะชนะ ในสิ่งที่คนอื่นชนะได้ยาก (ชนะกิเลสเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง)”

คุณกิรณา สุขสุดกุลธน : ช่วงหนึ่งของชีวิต เคยประสบพบแต่ “อุปสรรค” ตลอด จนรู้สึก “ท้อ” ตอนนั้น “ไม่รู้ตัวว่ามีกิเลสและความอยากได้ดั่งใจเต็มไปหมด” จนมาได้พบแพทย์วิถีธรรม และปฏิบัติกับหมู่กลุ่ม ก็เกิดศีลที่จะ “ลด ละ เลิก ไม่เบียดเบียนสัตว์และใคร ๆ อยู่อย่างพึ่งพาตนเองให้ได้ กินน้อย มีน้อย ใช้น้อย” และก็ยัง “มีมากพอ” ที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่น “สิ่งที่โลกข้างนอกทำได้ยาก ในหมู่กลุ่มมิตรดีนี้กลับทำได้ง่าย” เรา “สละ” ได้ในขณะที่ “มีน้อย” เพราะเรา “กล้าทำในสิ่งที่ยาก” สละความสบาย สละทรัพย์สิน สละความสุขเพื่อ “พิสูจน์” คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และอาจารย์หมอเขียว เรียนรู้ที่จะใช้ “ปัญญา” พิจารณาเสมอว่า สิ่งใดควรรับหรือสิ่งใดไม่ควรรับ ไม่เพียงแต่หาไว้เพื่อกักตุน จึง “เข้าใจทุกข์ จากสุขปลอม แต่เป็นทุกข์จริง”


บททบทวนธรรม ข้อที่ 138 “จงเผชิญกับปัญหาอุปสรรค ที่มีอยู่คู่โลกตลอดกาลนาน อย่างมีชีวิตชีวาให้ได้”

คุณธมกร พลสุวรรณ : ตนเองป่วยเป็น “ต้อหิน ต้อกระจก ต้อเนื้อ” ทราบมาว่า ต้อหินจะทำให้ตาบอด มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคน ๆ หนึ่ง หลังจากได้มาศึกษาแพทย์วิถีธรรม และบททบทวนธรรม รู้เลยว่า “ตนเองจะทำใจ และอยู่กับโรคได้อย่างผาสุก และมีชีวิตชีวา” ตอนนี้ไม่กังวลใด ๆ แล้ว สิ่งใดที่ต้องเป็นไป ก็ให้เป็นไป “ทุกปัญหาในโลก ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องนี้เข้ามา ก็จะมีปัญหาเรื่องอื่นเข้ามา” อยู่ที่ว่าตัวเรา “จะอยู่กับปัญหาให้ได้อย่างไร แบบมีความสุขและมีชีวิตชีวามากกว่า”

คุณประภัสสร วารี : ท่านอาจารย์หมอเขียวได้เคยแนะนำพี่น้องท่านหนึ่ง ในเรื่องที่มีอาการ “ปวดตา” ตลอดเวลาไว้ว่า “ต้องกล้า กล้าตาบอด” หลังจากที่พี่น้องท่านนั้นได้รับฟัง “อาการเจ็บปวดตา ที่มีมานาน ก็หายไปเลย” นี่คือ “ฤทธิ์ของยาเม็ดที่ 8 คือ ใจ” สำคัญมาก และขอให้เราทุกคนดูแลตนเองด้วย “ยา 9 เม็ด” ไปเรื่อย ๆ อย่างรู้เพียรรู้พัก

คุณกมลชนก ทุมวงษ์ : ครั้งหนึ่งไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนที่ปฏิบัติธรรม เพื่อนได้บำบัดดวงตาที่เป็น “โรคต้อหิน” ด้วยการใช้วิธีหยอดตาด้วย “น้ำสมุนไพรในตัว” (ปัสสาวะ) รักษาด้วยวิธีนี้ไปเพียง 1 เดือนเท่านั้น โรคต้อหินก็หายไป “โดยไม่ต้องไปผ่าตัด” ส่วนตัวเคยมีอาการ “สายตาสั้น” มองไม่เห็นป้ายรถประจำทาง จึงใช้น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) บำบัดจน “สายตากลับมามองเห็นได้เป็นปกติ” วิธีที่ปฏิบัติเป็นประจำ คือ “พกขวดหยอดตาไว้ตลอด และจะใช้หยอดเวลาที่เคืองตา” ซึ่งจะหยอดได้ทั้งวัน หรือจะกรอกน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) ใส่แก้ว สำหรับไว้ล้างดวงตา ช่วงที่ดวงตามีอาการไม่สบาย หรือโดยทั่วไปอาจจะใช้ “น้ำสมุนไพรสกัดย่านาง” แทนก็ได้ สามารถใช้ได้ทั้งสองอย่าง
ข้อแนะนำสำหรับล้างดวงตา : ควรใช้น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) แบบ “สด” ที่ไม่ค้างคืน จะทำให้รู้สึกเบาสบาย แต่หากน้ำที่ออกมา “มีสีเข้ม” ท่านสามารถผสมน้ำสะอาด หรือผสมน้ำสมุนไพรสกัดฤทธิ์เย็น ให้มีความเจือจาง มากกว่านั้นยังสามารถนำไป “แช่มือแช่เท้า” เพิ่มเติมได้อีกด้วย


บททบทวนธรรม ข้อที่ 55 “อย่าดื้อต่อศีล ดื้อต่อศีล ทำให้ทุกข์หนัก ทุกข์หนักมาก ทุกข์หนักที่สุด”

คุณโนอาร์ทาน เลาเวอร์ : บางที “ผิดศีล” แอบไปรับประทานขนมหวาน เพียงแค่นี้ก็ได้ “วิบากร้าย” เป็นความทุกข์ใจแล้ว เพราะตนเอง “ดื้อ” ต่อศีล


บททบทวนธรรม ข้อที่ 58 “เย่ ๆ ๆ ดีใจจัง ไม่ได้ดั่งใจ แย่ ๆ ๆ ซวยแน่เรา เอาแต่ใจ”

คุณสวรส เลาเวอร์ : ตอนลูกชายเรียนภาษาอยู่กับพ่อบ้านต่างชาติ ตนเอง “กลัวว่าลูกจะไม่ได้อ่านบททบทวนธรรม และแสดงความไม่ได้ดั่งใจออกไป” จึงได้เห็นกิเลสว่า เป็นตัวเราเองที่ “เอาแต่ใจ อยากให้ทุกอย่างได้ดั่งใจ” และก็รู้ว่า “หากได้ดั่งใจ วิบากก็จะเพิ่ม กิเลสก็จะพอก” จึงวางใจได้ “ลูกจะอ่านหรือไม่อ่านบททบทวนธรรมก็ได้” ตนเองได้สามารถวางใจกับตรงนี้ได้


บททบทวนธรรม ข้อที่ 67 “สิ่งที่ดีที่สุดในโลก คือ คบและเคารพมิตรดี ไม่โทษใคร ใจไร้ทุกข์ ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ”

คุณพวงผา โพธิ์กลาง : มานั่งรอแบ่งปันสภาวธรรมได้เป็นเวลานานพอสมควร “เห็นจิตที่รีบ จิตที่เร่ง” พอเห็นทัน ก็พลิกจิตทันทีว่า มานั่งนาน ๆ ก็ดี “ได้ประโยชน์จากการฟังเรื่องราวของผู้อื่น และยังได้ส่งพลังเหนี่ยวนำช่วยเพื่อน ๆ ที่ทุกข์ใจอีกแรงหนึ่งด้วย” คิดได้แบบนี้ “ใจก็เบา นั่งยิ้มและรอฟังทุกคนได้อย่างใจเย็น” ยิ่งได้เห็นความร่วมมือร่วมแรงของหมู่กลุ่มที่จะช่วยผู้คนให้พ้นทุกข์ “รู้สึกซาบซึ้ง” เตือนให้เราเข้าใจชัดในเรื่อง “การคบเคารพมิตรดีมากเข้าไปอีก” ในอดีตอาจจะ “เข้าใจเพียงภาษา” หลังจากได้เข้ามาคบคุ้นกับหมู่มิตรดี จึงได้เรียนรู้ที่จะ “ปรับเข้าดูมาที่ตัวเรา” เราพร่องและพลาดตรงไหน “จนเกิดปัญญามากขึ้น” แววไวในการงาน ได้รับแต่ประโยชน์ “ถ้าเราไม่คบเคารพมิตรดี ก็ไม่อาจทำให้ตนเองไปถึงจุดนั้นได้จริง ๆ”

คุณประภัสสร วารี : การที่ผู้แบ่งปันสภาวธรรมได้มา “นั่งร่วมวงสนทนา” ด้วยกันตรงนี้ ถึงแม้ “ไม่ได้พูด” ก็ถือเป็นการแสดงออกทาง “ภาษากาย” ที่เหนี่ยวนำมวลพลังที่ดีให้มารวมอยู่ด้วยกันแล้ว

คุณกมลชนก ทุมวงษ์ : อาจมีที่ตนเองสงสัยว่า ทำไมไม่จัดลำดับให้มีการถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ ก่อนการแบ่งปันสภาวธรรม แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า “การแบ่งปันสภาวธรรม เป็นการส่งแรงเหนี่ยวนำที่ดีให้กับผู้อื่น” และได้ประโยชน์ร่วมกันด้วย ทำให้ “มีกำลังใจ และคลายทุกข์กายทุกข์ใจมากยิ่งขึ้น”


“ช่วงถาม-ตอบปัญหาสดในรายการ”

คุณวาริศา สังข์ทอง

คำถามที่ 1 : คนรอบข้างมักชอบมาพูดถึงบุคคลที่ 3 “ในทางที่ไม่ดี” ในอดีตจะเข้าร่วมคุยเป็นไปในทางนั้นด้วย แต่ปัจจุบันรู้ชัดแล้วว่า การกระทำแบบนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเลย อยากสอบถามว่า ” จะวางตัวปฏิบัติตนให้ “ถูกศีล” ในเรื่องนี้ ต้องทำอย่างไร? ส่วนตัวเคยตั้งศีลไว้ว่า “เราจะพูดแต่ในสิ่งที่ดีในแต่ละวัน”

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

      • การพูดคุยนั้น แม้เป็น “เพียงคำพูด” แต่ก็เป็นแรงเหนี่ยวนำ ชักนำได้เช่นกัน หากเราพูด “เรื่องไม่ดี” ก็จะชักนำ “สิ่งไม่ดี” ให้กับโลกและตัวเรา เหมือนที่อาจารย์หมอเขียวบอกว่า “เราต้องพูดสิ่งที่ทำให้บรรลุธรรม”
      • หากได้มีการตั้งศีลที่จะ “ไม่เพ่งโทษ และไม่นินทาผู้อื่นไว้” ก็จะมีเหตุการณ์เข้ามาทดสอบ เมื่อสิ่งนี้เข้ามา ก็ให้วางใจ “ยินดี” ได้เลย แนะนำให้ผู้ถามชวนคนรอบข้าง ผู้ที่กำลังกล่าวถึงบุคคลที่ 3 ในทางที่ไม่ดี มามองหา “ข้อดีของบุคคลที่ 3” ให้ได้ แต่ถ้าหากเขาจะยังเพ่งโทษและนินทา ก็ปล่อยให้เป็นไปตามวิบากของผู้นั้น “หลักคิดที่ถูก คือ พยายามหาจุดดีให้พูดถึงเอาไว้เสมอ”
      • ความทุกข์ที่ไม่อยากให้ผู้อื่นมาพูดในสิ่งไม่ดี นั้นเกิดมาจาก “ความไม่อยาก” ฉะนั้น จึงต้อง “ควบคุมที่ตัวเราเอง” ในเมื่อ “ไม่รู้จักผู้อื่นดีพอ ก็ไม่ควรเดาใจผู้อื่น จะดีกว่า” ผู้อื่นจะดีหรือไม่ดีจริง ก็เป็นไม่ดีของท่าน พิจารณาตามบททบทวนธรรมว่า การเดาเรื่องเหตุใดก็ตาม ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิด สิ่งนั้นก็เป็น “บาป” เพราะเป็นการไปเพ่งโทษผู้อื่น
      • แก้ที่ใจของเรา ดีกว่าไปเสพสุขจากการพูดถึงผู้อื่น ซึ่งเป็น “ความสุขที่ไม่เที่ยง” มาให้ปัญญาที่ตัวเรา “หยุดเพ่งโทษ หยุดผสมโรง” พิจารณาผลที่จะเป็น “ภัยไม่ดี” เหนี่ยวนำให้เกิดแต่สิ่ง “เป็นโทษ” เข้าใจว่า แต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน ใครทำกรรมดี ก็ย่อมได้รับผลดี ใครทำกรรมชั่ว ก็ย่อมได้รับผลชั่วเช่นกัน
      • มองเหมือนว่า “เป็นคนดี ที่ไม่ชอบนินทาผู้อื่น” สังเกตว่า ถึงแม้ว่าผู้อื่นจะพูดหรือไม่พูด ก็จะมี “ความชัง” เกิดขึ้นในใจแล้ว หากสภาพจิตชังอะไร ก็มักจะได้สิ่งนั้น “สิ่งที่ต้องเอาออกจากใจของเรา คือ ความชัง ซึ่งเป็นกิเลสและสร้างทุกข์” วางใจว่า ผู้อื่นจะพูดหรือไม่พูดเรื่องใดก็ได้ มีอะไรเกิดขึ้น “ฝึกเลิกชัง ด้วยความชอบหรือยินดีให้ได้ ชีวิตควรฝึกที่จะยินดีให้ได้ทั้งเรื่องที่ชอบ และเรื่องที่ชัง”
      • อาจารย์หมอเขียวบอกว่า การที่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับในชีวิตของเรา นี่เป็น “ผัสสะ” อย่างหนึ่งที่เข้ามาเพื่อ “ทดสอบความกล้าแข็งของเรา ว่าจะสู้กับกิเลสไหวหรือไม่?” ตระหนักรู้ให้ได้ว่า บางครั้งที่ตัวเราเองอยากที่จะผสมโรงร่วมกับผู้อื่น เพราะชีวิตของเราก็กำลังต้องฝึกต่อสู้กับกิเลสบางอย่างในใจของเรา ว่าจะผ่านไปได้หรือไม่

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]


คุณรุ่ง

คำถามที่ 2 : ป่วยเป็น “โรคเส้นเลือดในสมองตีบ” มีภาวะ “นอนติดเตียง” มาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว และมีอาการ “พูดไม่ชัด” ตั้งแต่กำเนิด ปัจจุบันยังใช้ยาแพทย์แผนปัจจุบันอยู่ รู้สึกกังวลเครียด ท้อกับร่างกายตนเอง จน “นอนไม่หลับ” ได้ดื่มน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) มาเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว มีความสนใจปฏิบัติตามศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ยา 9 เม็ด แต่ไม่สามารถทำเองได้ จึงอยากทราบว่า จะสามารถดื่มน้ำปัสสาวะไปเรื่อย ๆ ได้หรือไม่? จะมีปัญหาต่อร่างกายหรือไม่?

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

      • ผู้ป่วยอาจมีข้อจำกัดบางอย่าง แต่ก็สามารถรักษาตนเองด้วยศาสตร์ ยา 9 เม็ด “เท่าที่ทำได้”
      • ปัจจุบันที่ผู้ป่วยใช้ยาเม็ดที่ 1 คือ “ดื่มน้ำสมุนไพรในตัว” (ปัสสาวะ) ก็เป็นการปรับสมดุลร่างกายที่ “ดี” อยู่แล้ว แต่ให้คอยสังเกต “สี” ของน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) หากมี “สีเข้ม” ก็สามารถผสมน้ำให้เจือจาง ก่อนดื่ม แต่หากมี “สีอ่อน” ก็สามารถดื่มได้เลย
        ซึ่งอาจารย์หมอเขียวได้กล่าวถึง “ประโยชน์ของการใช้น้ำปัสสาวะ” มี 2 ประการ ดังนี้
          1. รักษาได้ทุกโรค
          2. หายได้ทุกโรค
      • ใช้ยาเม็ดที่ 8 คือ “จิตใจ” เพราะสำคัญที่สุด ด้วยการเปิดบททบทวนธรรม และธรรมะของอาจารย์หมอเขียวฟังทุกวัน “เพราะเมื่อใจสบาย ก็จะมีผลในการรักษาถึง 70% บวกลบ” และที่เหลืออีก 30% หากวางใจดี ไม่ว่าผู้ป่วยจะหยิบใช้วิธีใดก็ตาม ผลที่ได้จากการดูแลรักษาตนเอง ก็จะเกินมากกว่า 100% แนะนำให้แก้ที่ใจของตนเองก่อน ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น “กล้ายอมรับ ในวิบากที่เราทำมา” ไม่เร่งผล วางใจไร้กังวล อาการเจ็บป่วยจะหายเมื่อไหร่ก็ได้ หายเร็วหรือช้าก็ได้
        แนะนำให้ลองระลึกถึงว่า มีสิ่งใดที่ผู้ป่วยเคยได้ทำกรรมอะไรกับใครไว้ ก็ให้ “ขออโหสิกรรม”
      • ใช้ยาเม็ดที่ 7 คือ “รับประทานอาหารปรับสมดุล งดเนื้อสัตว์ และเน้นรับประทานอาหารที่เป็นพืชผัก” ให้ดื่มน้ำผัก และ “เคี้ยวอาหารให้ละเอียด”
      • ใช้ยาเม็ดที่ 6 คือ “ลมหายใจของเรา” ซึ่งสิ่งที่ผู้ป่วยสามารถช่วยตนเองได้ ด้วยการ “เติมออกซิเจน” ให้กับตัวเอง “หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ” เมื่อฝึกลมหายใจให้เข้าไปในร่างกายตัวเอง ก็จะรู้สึกสบายขึ้น เพราะร่างกายคนเราต้องการออกซิเจน
        แม้ขยับตัวไม่ได้ ขณะอยู่บนเตียง ก็สามารถ “กดจุดลมปราณ” ได้ ทำเท่าที่สามารถทำไหว เมื่อผู้ป่วยได้เคลื่อนไหวแล้ว จะรู้สึกดีขึ้น
      • อาการ “นอนไม่หลับ” อาจเกิดจากสาเหตุที่เป็นพิษในร่างกาย คือ “ความร้อนหรืออาจมาจากเรื่องใจ” สามารถใช้ยาเม็ดที่ 2 คือ “กัวซา ด้วยผ้าขนหนู” เพียงนำผ้าไปชุบน้ำ และบิดหมาด ๆ จากนั้นนำมากัวซาเช็ดตัวตามร่างกายทั่วทุกส่วน ก็จะทำให้ “รู้สึกสบายขึ้น จึงสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น”
      • การแบ่งปันประสบการณ์จาก “คุณเพิ่มสุข สังคมศิลป์” จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม เคยเจ็บป่วยด้วย “โรคติดเชื้อในกระแสเลือด” มีอาการดังนี้
          1. ระบบการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ต้องใช้ “เครื่องช่วยหายใจ และได้รับประทานอาหารทางสายยาง”
          2. “หมดสติ” จากการติดเชื้อ เพราะเส้นเลือดอุดตัน และเส้นเลือดในสมองตีบด้านซ้าย จึงทำให้ด้านขวาจะไม่สามารถใช้งานได้ ยกขาไม่ขึ้น
          3. มี “โปรตีน” ในกระแสเลือดต่ำ
          4. “ไตวาย”
          5. “สมองอักเสบ” จากการติดเชื้อ
          6. มีโรคแทรกซ้อน คือ “แผลกดทับ” บริเวณก้นกบ ลึก 3 เซนติเมตร ต้องไปขูดแผลที่ห้องผ่าตัดถึง 2 ครั้ง
          7. “มีไข้” ประมาณ 1 สัปดาห์ ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล แพทย์ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในการช่วยฟื้นคืนชีพ และต้องอยู่ในห้องไอซียูเป็นเวลาถึง 17 วัน
          8. ป่วย “ติดเตียง” แม้แต่ “พลิกตัว” สมาชิกในครอบครัวจะช่วยพลิกให้ และต้องคอยช่วยดูแลให้ทุกอย่าง ในทุกกิจกรรมทั้งหมด เพราะ “ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย”

หลังจากที่อาการดีขึ้น “นักกายภาพบำบัด” ได้เข้ามาสอนวิธีการออกกำลังกาย แต่ตนเอง “ไม่อยากปฏิบัติตาม” นักกายภาพบำบัดจึงบอกว่า “ชีวิตคนเรา ไม่ได้อยู่บนเตียงเสมอไปนะ เราต้องเดิน” ตนเองจึงเริ่มออกกำลังกาย โดยจะยกขาธรรมดา “เมื่อทำได้ ก็จะมีความมั่นใจ” จึงเริ่มจากการเดินรอบ ๆ เตียง จนสามารถเดินออกไปนอกห้องได้
ช่วงที่อยู่ในโรงพยาบาล ตั้งแต่ในห้องไอซียู ครอบครัวจะใช้ศาสตร์ “ยา 9 เม็ด” ในการดูแลรักษามาตลอด เช่น ดื่มน้ำย่านาง และน้ำถ่าน จะปฏิบัติตามศาสตร์แพทย์วิถีธรรมทุกอย่าง เพียงแต่ “ไม่ได้แจ้งแพทย์ผู้ดูแล” เวลาท่านสอบถามว่า “ได้ทำอะไรมา?” ตนเองก็จะตอบว่า “ไม่ได้ทำอะไร”

ในช่วงแรกของการรักษาจะใช้ยาแพทย์แผนปัจจุบัน แต่หลังจากที่ได้ใช้ “น้ำสมุนไพรในตัว” (ปัสสาวะ) มีตัวชี้วัด ดังนี้

          1. อัตราการครองไตขึ้น จาก 34% เป็น 82%
            หลังจากออกจากโรงพยาบาลไป ก็รู้ได้ว่า “ใช้ได้ผลจริง ๆ จึงนำมาใช้แทนยาแผนปัจจุบัน”
            หลังจากนั้นอีกเพียง 2 สัปดาห์ อัตราการครองไตจาก 82% ก็ขึ้นเป็น 87%
          2. ค่าเม็ดเลือดขาว ที่มีแค่ 3900 (คนปกติจะมีเพียง 5000 ขึ้น) ก็ขึ้นไปที่ 7800

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงใช้ “น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) เป็นยา มาโดยตลอด” มีการใช้ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

          1. “หยอด” ตาและจมูก
          2. หลังจากแปรงฟันเสร็จ ก็จะ “อม” ไว้ในช่องปาก ทำให้ฟันแข็งแรงดี

ช่วงเจ็บป่วยและต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล “จะเปิดฟังธรรมะของอาจารย์หมอเขียวตลอดทั้งวัน” สิ่งที่ฟื้นใจของตนเองขึ้นมาได้ คือ คำสอนของอาจารย์หมอเขียวที่ว่า “ตายก็จะไปเกิดใหม่ จะมาทำดีต่อ อยู่ก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” ใจจึงคลาย ไม่กังวล ตายก็ให้มันตาย ถึงเวลาที่จะตาย อย่างไรก็ต้องตาย “ทำให้ดีที่สุด จะหายหรือไม่หาย ก็เป็นเรื่องของกาย เพียงวางใจให้สบาย กล้าที่จะทำ จะหายชาตินี้ก็ได้ หรือจะหายชาติหน้าก็ได้”

สำนึกว่าเป็น “วิบากกรรมของตนเองที่ได้กระทำไว้” ระลึกถึงในช่วงสมัยยังเด็ก “เคยฆ่าปลา ฆ่ากบ และฆ่าสารพัด” เมื่อต้องมาเจ็บป่วย ทำให้มีอาการออกมาทั้งหมด จากสิ่งที่ตนเองเคยได้ทำไว้ จึงตั้งจิต “ขออโหสิกรรม”

ซึ่งในการฟื้นร่างกายของใจและกายของตนเองขึ้นมานั้น ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน แต่ยังมีอาการ “ไหล่ติด” จึงต้องทำกายภาพบำบัด ใช้เวลารักษา 4 เดือน และอาการ “มือเหยียดไม่ได้” ใช้เวลารักษา 1 ปี ลูกสาวสังเกตว่า “เราพูดเร็ว รับประทานอาหารเร็ว” จึงปรับตัว ทำให้ดีขึ้น และในการเข้าอบรมค่ายสุขภาพพึ่งตนฯ ตนเองก็จะเข้าร่วมทำกิจกรรมตามที่ค่ายจัดให้ทั้งหมด สุขภาพดีขึ้น จากที่มีภาวะ “กล้ามเนื้อหัวใจตายไปแล้ว ก็สามารถกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้” และพยายามหัดใช้มือ หัดคัดลายมือ หัดพับถุง เมื่อสามารถทำกิจกรรมได้ด้วยตนเอง จึงไม่ต้องขอให้ผู้อื่นทำสิ่งต่าง ๆ ให้

ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบันก็ยังใช้ยา 9 เม็ด ในดูแลตัวเองอยู่เป็นประจำ โดยจะตื่นเช้า ไหว้พระ สวดมนต์ ทำโยคะ สวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) รับประทานอาหาร ทำกิจกรรมการงานไป หากพักมากเกินไป ร่างกายของเราก็จะไม่ต้องการ จึงต้องออกกำลังกายบ้าง กัวซาด้วยตัวเอง นวดตัวเอง และวางใจว่า “หายก็หาย ไม่หายก็ได้”

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]

สรุปเนื้อหาสาระในวันนี้ คือ ทุกข์ที่เข้ามานั้น จะทำให้เราเห็นธรรม และเกิดปัญญา เมื่อเราทุกข์ เราก็จะสามารถเรียนรู้ได้ว่า “จะดับทุกข์ได้อย่างไร?” อาจารย์หมอเขียวเคยกล่าวไว้ “อย่ากลัวความทุกข์” ให้เอาประโยชน์จากทุกข์ให้ได้ หากเราเห็นทุกข์ และสามารถ “เอาประโยชน์จากทุกข์ได้ เราก็จะพ้นทุกข์” ดังนั้น เมื่อเห็นทุกข์จึงเห็นธรรม เมื่อเห็นธรรม จึงจะล้างทุกข์ได้ สุดท้ายเราจึงจะได้ “พ้นทุกข์” และเจริญในธรรมอย่างผาสุกยั่งยืน

รายงานข่าวโดย :

สมหทัย สินก่อเกียรติ (หมวยหลิน) / ผู้บำเพ็ญ

Tags:

Leave a Reply

Your email address will not be published.