“สายด่วน ค่ายสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรม วิถีไทย” – 23 มี.ค. 65

รายการ “สายด่วน สุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย”
ช่วง ถามตอบ ปัญหาสุขภาพ
ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม
โดย กลุ่มแพทย์แผนไทยวิถีธรรม ค้ำจุนโลก
วันพุธ ที่ 23 มีนาคม 2565
เวลา 15.30 – 17.45 น.

ประเด็นเด่นจากรายการ

      • “สายตาสั้นและเอียง” หายได้จากการเรียนรู้ที่จะคืนสมดุลให้ร่างกาย
      • กิเลส “ขี้อ้าง” หาเหตุผลให้ไม่ทำดี จะบอกมันอย่างไร?
      • “ทำดีเต็มที่” ให้ได้ทุกวัน ก็ “สุขใจเต็มที่” ได้ทุกวัน
      • เป็น “ผู้ให้” ก่อนแบบ “ไม่หวังผล” ให้สิ่งใดไป ก็จะได้รับสิ่งนั้นกลับมา
      • “หูอื้ออักเสบ” มีเสียงในหูทำให้ปวดหัวตลอด ควรทำอย่างไรให้อาการลดลง?
      • ตรวจพบถุงน้ำ 5 เซนติเมตร ที่ “รังไข่” และโตขึ้นเป็น 6 เซนติเมตร ใน 3 เดือน ใจกังวลว่า ควรผ่าตัดหรือไม่?
      • “วัวไม่มีหนัง” สร้างทุกข์ใหญ่ให้ทั้งกายใจ จะแก้ได้อย่างไร?

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอฉบับเต็ม]

วันนี้มีพี่น้องทั้งจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทั่วโลก และชาวค่ายเข้าร่วมรายการทั้งหมด 94  ท่าน ดำเนินรายการ โดย  คุณประภัสสร วารี (กุ้ง) คุณกมลชนก ทุมวงษ์ (แหม่ม) และคุณวิจิตร ตันเดชานุรักษ์

รายการสายด่วนสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย เริ่มต้นรายการด้วยยาเม็ดที่ 6 คือ มาร์ชชิ่ง [คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ] และธรรมะเพื่อความผาสุก คือ การอ่านบททบทวนธรรมยาเม็ดที่ 8 ข้อ ดังนี้ 28 – 30 [คลิกเพื่ออ่านบททบทวนธรรม] ข้อ 31 – 40 [คลิกเพื่ออ่านบททบทวนธรรม] และข้อ 41 – 45 [คลิกเพื่ออ่านบททบทวนธรรม


“ช่วงทำความรู้จักจิตอาสาผู้ดำเนินรายการ”
“แบ่งปันประสบการณ์แพทย์วิถีธรรมนำพ้นทุกข์”

คุณกมลชนก ทุมวงษ์ : ก่อนที่จะมาเจอแพทย์วิถีธรรมสายตาทั้งสั้นและเอียง ครั้งหนึ่งเมื่อต้องเดินทางพร้อมกับหลาน ด้วยรถสาธารณะแบบสองแถว สังเกตว่าตนเอง “มองไม่เห็นป้ายบอกทาง” ที่ตัวรถ และก็หลานด้วยเช่นกัน  จึงชวนกันไป “ตรวจวัดสายตา” พบว่า ทั้งตนเองหลานมีอาการ “สายตาสั้น” ถึง 150 ทั้งคู่  เมื่อได้มาพบแพทย์วิถีธรรม จึงนำมาปรับใช้เรียนรู้ที่จะคืนสมดุลให้แก่ร่างกาย “อาการสายตาสั้นและเอียงนั้นก็หายไป ไม่ต้องใส่แว่นและคอนแทคเลนส์อีกเลย” แต่ขณะที่หลานของตนเอง ที่ได้วัดสายตามาพร้อม ๆ กัน ปัจจุบันสายตาสั้นเข้าหลัก 400 กว่าแล้ว ซึ่งหลานยังไม่ได้เข้ามาปฏิบัติตามแนวนี้ จึงขอยืนยันว่า “แพทย์วิถีธรรมสามารถใช้รักษาโรคได้จริง ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม”

คุณประภัสสร วารี : ก่อนมาพบแพทย์วิถีธรรมเป็นคนที่อยากได้อยากมี จนหลายโรคถามหาไปหมด “ทั้งโรคเสียงในหัว โรคจมูกไม่ได้กลิ่น โรคภูมิแพ้ โรคผื่นคันและโรคอื่น ๆ” ในวันที่ป่วยได้เรียนรู้ว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่สิ่งใดเลย แต่เป็นร่างกายที่แข็งแรงไม่เจ็บไข้” การที่ได้มาพบแพทย์วิถีธรรม เปรียบเสมือนได้โชค “รางวัลที่ 1” เพราะโรคทั้งหลายที่เป็นนั้น ก็หายไปหมดสิ้น

คุณวิจิตร ตันเดชานุรักษ์ : “พึ่งตนเรียบง่าย” เป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้จากแพทย์วิถีธรรม ได้เรียนรู้มาใช้ทั้งกับตนเอง สมาชิกในครอบครัว และเครือญาติ เป็นการเรียนรู้ที่เรียบง่ายและพึ่งตนได้อย่างแท้จริง ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวันหรือกับความเจ็บป่วยก็ตาม


“ช่วงแบ่งปันความประทับใจในบททบทวนธรรม”

“ที่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อดับทุกข์ใจ”

บททบทวนธรรม ข้อที่ 44 “ทีทำชั่ว ยังมีเวลาทำ ทีทำดี ทำไมไม่มีเวลาทำ”

คุณโนอาร์ทาน เลาเวอร์ : ใช้หลักการ “สวนกิเลส” ที่ชอบขี้เกียจล้างจาน เมื่อกิเลสมันบ่นขี้เกียจล้าง จะบอกกิเลสไปว่า “ถ้าไม่ล้างจะเอาอะไรใส่ข้าว” แล้วกิเลสจึงตายไป

คุณสมใจ สิทธิพงษ์ : ก่อนยกมืออ่านบทบทวนธรรม “กิเลสอ้างโน่นอ้างนี่ ไม่ทันแล้วป่านนี้ จะอ่านทันหรือไม่?” ใจกังวล พอได้บอกกิเลสไปว่า “ทีทำงานอย่างอื่น ยังมีเวลาทำ”  จึงรีบทำเลย ลองยกมือดู เพื่อให้ได้บำเพ็ญอ่าน เหมือนว่า “กิเลสไม่ค่อยกล้าเข้าหมู่เข้ากลุ่ม” กลัวพูดไม่ดีพูดไม่ถูก เลยเตือนกิเลสไปว่า “การเข้าหมู่เข้ากลุ่ม คือ การได้ทำความดี” ทีเวลาทำชั่วมาตั้งมากตั้งมาย ในอดีตยังทำได้ ก็เมื่อตนเองเป็นคนพูดไม่เก่งพูดไม่ตรง ทำไมไม่ฝึกฝน คุรุสอนให้ “ขยันฝึก” จึงเป็นโอกาสด้วยที่จะมาทำดีกับหมู่คนดี


บททบทวนธรรม ข้อที่ 33 “ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน ได้เท่าไหร่พอใจเท่านั้น พอใจเมื่อไหร่ ก็สุขใจเมื่อนั้น”

คุณอรวิภา กริฟฟิธส์ : เวลาได้ทำกิจกรรมดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไร พอหมดวันก็จะนึก “เสียดาย” ที่เวลาหมด เพราะ “อยากทำต่อ” แต่ปัจจุบันได้คิดใหม่ ตื่นเช้ามาก็ทำ “ความยินดีให้ได้ทุกวัน” พอหมดเวลาก็ยินดีพอใจ เมื่อก่อนยังไม่รู้ มีแต่ “ความโลภ” ตอนนี้รู้สึกยินดีกับทุกวันได้แล้ว ยินดีกับทุกกิจกรรมที่ได้บำเพ็ญกับพี่น้อง วันนี้ไปทำสวน รื้อแปลง ตัดแต่ง พอมองไปก็เห็นว่า “ทำได้เท่านี้ก็ดีแล้ว ยินดี ทำดีเต็มที่ทุกวันก็สุขใจเต็มที่ทุกวัน”


บททบทวนธรรม ข้อที่ 45 “อยากได้สิ่งใด จงคิดสิ่งนั้นกับผู้อื่น”

คุณธมกร พลสุวรรณ : ช่วงที่มีอายุประมาณ 30 ปี ตอนนั้นใช้เวลากับสามีอยู่ที่ต่างจังหวัด เมื่อได้มากรุงเทพฯ ก็จะแวะเยี่ยมคุณแม่ เวลานั้นคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ มีวันหนึ่งคุณแม่เห็นเรานอนอยู่ ก็เดินมาลูบหัว และพูดกับเราด้วยความสงสารว่า “แม่เป็นห่วงที่ลูกต้องไปอยู่ต่างจังหวัด ห่วงว่าลูกจะเหนื่อย” ตนเองนอนอยู่ ก็ทำเป็นเหมือนหลับไม่รู้สึกตัว แต่พอได้ยินก็รู้สึกว่า “เราห่างเหินกับท่าน” จึงถามตนเองว่า “เราได้ให้ความรักแบบนี้กับท่านหรือไม่?” จึงเกิดความตั้งใจจะเปลี่ยน หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ได้พบคุณแม่ท่านก็จะ “มอบความรักให้กับท่านตลอด” เพราะคิดว่า สิ่งที่คุณแม่ได้ให้เรา เราก็อยากจะ “ตอบแทน” คุณแม่ด้วยเช่นเดียวกัน และคิดว่า ถ้าเราอยากให้ลูกมาทำสิ่งใด เราก็ต้องปฏิบัติกับแม่เราแบบนี้ก่อน ดั่งที่คุณแม่ทำให้เรา ต้องเป็น “ผู้ให้” ความรักนั้นออกไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นกับลูกหรือครอบครัว ให้ก่อนแบบ “ไม่หวัง” ความรักของคุณแม่ทำให้เรารู้สึก “อบอุ่น” เข้าไปข้างใน และยังจำความรู้สึกนั้นได้ แม้คุณแม่จะเสียไป มากกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม

คุณประภัสสร วารี : “ให้…แล้วคิดที่จะไม่เอาอะไรจากใคร ให้ได้” บางท่านคิดว่าการสอนลูก คือ การส่งลูกเข้า “โรงเรียน” แต่สิ่งที่เราได้กระทำกัล “บุพการี” เป็นการสอนลูกหลานได้อย่างดีที่สุด

คุณกมลชนก ทุมวงษ์ : ในอดีตไม่สนิทกับคุณแม่ โดยเลี้ยงดูมา “แบบบ้าน ๆ” แต่เมื่อคุณแม่ป่วย ตนเองรู้สึกว่า หากอยากให้ความรัก ก็จงให้เลย


บททบทวนธรรม ข้อที่ 39 “วิธีแก้ปัญหา ทุกปัญหาในโลก คือ ลดกิเลสเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง ลดกิเลสลดทุกปัญหา เพิ่มกิเลสเพิ่มทุกปัญหา”

ครูพิม : หลังจากฟังคุณธมกร รู้สึกไปไม่เป็นเหมือนกัน “คิดถึงคุณแม่” ประทับใจบททบทวนธรรมข้อนี้ พยายามลดกิเลสอยู่ “พากเพียรอยู่ แต่ก็ยังพลาด สู้กับมันทุกวัน แต่บางวันก็แพ้” พยายามพากเพียรออกจาก “ทุกข์” อยู่ ฟังอาจารย์แล้ว พยายามนำมาปฏิบัติ วันที่แพ้กิเลสก็จะรู้สึก “เสียใจ” จะมีเสพติด “เรื่องอาหารการกิน” พอตนเองได้ “ทำผิด ใจก็จะไม่เป็นสุข ก็จะมีเรื่องร้ายเข้ามา” ก็ได้เรียนรู้ว่า การที่เราหลงไปกับกิเลส มันมี “ผลเสีย” กับเรา จึงพยายามเข้ามาในซูม เพราะได้ปัญญาเพิ่มขึ้น และพลังที่ได้จากหมู่กลุ่ม “มีค่า” มาก

คุณประภัสสร วารี : “ทุกคนล้วนแพ้ แต่แพ้แล้วเรารู้สึกอย่างไร?” หาประโยชน์ให้พบ การล้มลุกคลุกคลาน สามารถนำมาเป็น “บทเรียน” และการได้เข้ามาร่วมกับหมู่มิตรดี ร่วมกันแบ่งปันสภาวธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ดี ไม่ต้องมองผู้อื่นว่า “ไปได้เร็ว” เพราะทุกท่านมีฐานจิตไม่เหมือนกัน เมื่อรู้ว่าตนเอง “แพ้ในจุดไหน ก็จะได้รู้ว่าต้องสู้จุดนั้น” บรรยากาศเหมือน “ครอบครัว” พี่น้องเป็นห่วงครูพิม ก็จะเข้ามาพูดให้กำลังใจกันและกัน เพราะเราจะพัฒนาตนเองไปด้วยกัน

คุณชุติวรรณ แสงสำลี : ยินดีที่ได้เห็นครูพิมท่ามกลางมวลมิตรดี สิ่งใดที่เรายังพลาดอยู่ ทุกข์อยู่ “สิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจหมาย จึงไม่สมใจ” ต้องแยกให้เป็นว่า “กิเลสคิด” หากยังปรารถนาในอดีตซึ่งผ่านไปแล้ว ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ให้รู้ว่า “ลมหายใจ” ในทุกวินาที “มีคุณค่ามากที่สุด” เรามีความสุขสดชื่น เราไม่ได้พลาดอะไรเลย “ความพลาด คือ อดีตที่ผ่านไปแล้ว” เมื่อฝึกแล้ว จึงทำให้ไม่ติดยึด และ “ยอมรับ” ในความพร่อง ความสมบูรณ์ ยินดีเท่าที่ทำได้ แม้จะทำได้เพียง 1% ก็ “ยอมรับตามความเป็นจริง” ไม่มีอะไรเสีย เราทำให้ดีที่สุดแล้ว “ปัจจุบัน คือ การไม่หลงเชื่อในกิเลส และทำใจให้ผ่องใส” ซึ่งต้องใช้ “ความกล้า” ที่จะฝ่าทะลุทะลวงออกมาได้ ขอให้สู้ต่อไป จะเป็นกำลังใจให้ครูพิม


“ช่วงถาม-ตอบปัญหาสดในรายการ”

คำถามที่ 1 : ปัญหาของน้องสาวอายุ 50 ปี มีอาการเป็น “โรคหูอื้อ” มีเสียงในหู มาตลอดในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา แพ้ยาแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะใช้แล้วตัวบวม อาเจียนตลอด ตนเองได้เรียนรู้ศาสตร์แพทย์วิถีธรรมอยู่ จึงแนะนำให้น้องสาวลองมาปฏิบัติดู โดยเริ่มจากงดเนื้อสัตว์ใหญ่ ทำผักปั่น ทำอาหารด้วยถั่วธัญพืช ใช้น้ำสมุนไพรสกัดฤทธิ์เย็น น้ำพลังศีล และน้ำมันเขียว ส่วนตัวเราทราบว่า น้องสาวมี “ภาวะร้อนเกิน” ปฏิบัติได้ระยะหนึ่ง “อาการทุเลาลง” แต่ยังไม่หายขาด และได้หยุดการใช้ยาแพทย์แผนปัจจุบัน แต่หลังจากที่น้องสาวรู้สึกสบายตัวขึ้น อาการดีขึ้นแล้ว ก็กลับไปใช้ชีวิต “ลั้ลล้า” แบบเดิม เดินทางสนุกสนานในสังคม ท่องเที่ยวโดยสาร “เครื่องบิน” และกลับไปรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงรสแบบจัดเต็ม จึงได้ตักเตือนไปแล้ว สุดท้ายล่าสุดน้องสาวกลับมามีอาการ “หูอื้อรุนแรง” อีกครั้ง จนปวดศีรษะด้านขวา ต้องใช้ยาระงับปวด แต่อาการไม่ดีขึ้น เมื่อมาลองใช้น้ำสมุนไพรสกัดฤทธิ์เย็น “หยอดหู” ก็พบว่ามี “น้ำเขียว ๆ” ไหลออกมาจากหู น้องสาวจึงคาดเดาว่า “หูติดเชื้อ” จึงได้แนะนำให้ใช้น้ำปัสสาวะหยอดหู เพื่อระบายความร้อน และน้องสาวก็กลับมาปฏิบัติตามอยู่ แต่ก็ยังมีอาการปวดตุ๊บ ๆ ตลอด อยากทราบว่าควรแก้อย่างไร?

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

    • “เสียงที่เกิดขึ้นในหัว” อาจเป็นผลจาก “ความเครียด” เพราะหาก “ยิ่งเครียดยิ่งกลัว” ใจก็จะสร้างพิษเพิ่มขึ้นมาอีก การต้องเจ็บป่วยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ต้องระบายพิษซึ่งเป็นความร้อนที่อาจขึ้นไปทางศีรษะหรือลงไปที่เท้า
    • พี่สาวในฐานะ “ผู้ปรารถนาดี” ต้องดูใจเราด้วยว่า แนะนำหรือบอกเค้าแล้ว “ใจตนเองเป็นอย่างไร ตรวจดูว่ามีความยึดหรือไม่?” ใจมีความอยากให้น้องสาวต้องทำหรือตามด้วยหรือไม่? ยังมีใจที่เป็น “พรหม 3 หน้า” อยู่หรือไม่? หากบอกน้องสาวแล้ว สามารถ “วางใจได้ จะเกิดเป็นพลังดี” คือ เหนี่ยวนำให้น้องสาวรู้สึก “เย็น” แต่หาก “วางไม่ได้ จะเกิดเป็นพลังลบ” ใส่เข้าไปที่ตัวน้องสาว
    • “เนื้อสัตว์” มีความเป็น “กรด” จึงสร้างความร้อนให้ระบบร่างกายอย่างมาก ต้อง “ลด ละ เลิกเนื้อสัตว์” ไม่งั้นวิบากจะเอาเรื่อง “รุนแรง” กลับไปทำสิ่งที่เคยทำแล้ว อาการดีขึ้น แนะนำให้ “แก้ไขจากวิบากกรรม ร่วมกันกับทางวัตถุ” ซึ่งทางด้านวัตถุ คิดว่าทำมากแล้ว ตอนนี้อาจเพิ่มขั้นตอนใน “การยอมรับวิบาก” ที่เป็นผลจาก “การกลับไปกินเนื้อสัตว์”
    • อาจารย์หมอเขียวเคยบอกว่า “สิ่งที่ทำร้ายร่างกายมากที่สุด คือ การเดินทางด้วยเครื่องบิน”
    • การที่กลับไปรับประทานเนื้อสัตว์ ทั้งยังเดินทางด้วยเครื่องบิน ประกอบกับน้องสาวมีความเครียดจากโรค และใจมีความกลัวกังวล ทั้ง 4 ปัจจัยนี้ให้เกิด “ผลลบ” ด้วยกันทั้งสิ้น แนะนำให้ “ปรับสมดุลร่างกาย”
    • ใช้ยาเม็ดที่ 9 คือ “พักผ่อนให้เพียงพอ”
    • ใช้ยาเม็ดที่ 1 คือ “ดื่มน้ำสมุนไพรในตัว” (ปัสสาวะ) ช่วยขับพิษร้อน
    • อาจใช้ยาเม็ดที่ 2 คือ “วิธีกัวซา บริเวณศีรษะ” ร่วมกับการใช้ยาเม็ดที่ 5 คือ “หมักน้ำปัสสาวะบนศีรษะ” แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ สามารถใช้น้ำสมุนไพรสกัดฤทธิ์เย็นแทน แล้วนำ “ผ้ามาคลุมศีรษะ”
    • ใช้ยาเม็ดที่ 3 คือ “การสวนล้างลำไส้ใหญ่” (ดีท็อกซ์) ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วย “ระบายความร้อน” ด้วย

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]


คำถามที่ 2 : เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้ไปพบแพทย์และตรวจพบว่ามี “ถุงน้ำที่รังไข่” ประมาณ 5 เซนติเมตร จึงขอเวลากับทางแพทย์ว่า ภายใน 3 เดือน จะกลับมาดูแลรักษาตัวเอง แต่ล่าสุดเมื่อกลับไปตรวจอีกครั้ง ปรากฏว่าถุงน้ำมีขนาด “ใหญ่ขึ้น” เป็น 6 เซนติเมตร จึงไม่เข้าใจ ปฏิบัติตามเพียงแค่เรื่องอาหาร และตั้งศีล โดยไม่ค่อยได้ดื่มน้ำผัก รับประทาน “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” แต่ส่วนใหญ่จะปรุงอาหารด้วย “ดอกเกลือ” และ “พริกไทย” จะปรุงจัดบ้างเป็นบางครั้ง โดยปัจจุบันเลิกเนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้น “ไข่” เนื่องจากกังวลว่าจะ “ขาดโปรตีน” จึงรับประทานไข่ ถึง 12 ฟอง ต่อเดือน เน้นรับประทานเต้าหู้ขาว ถั่วเหลืองค่อนข้างเยอะ ก็จะมีรับประทานถั่วเขียว ถั่วลิสง และถั่วลูกไก่บ้าง

ขณะนี้ตนเองอายุ 62 ปี แล้ว แพทย์เตือนว่า ถ้าขนาดใหญ่กว่า 6 เซนติเมตร อาจจะเป็นอันตราย ทำให้ถุงน้ำแตกได้ จึงแนะนำให้ผ่าตัดเอามดลูกออก ด้านอาการจะมีเจ็บปวดบ้างแต่น้อย และเนื่องจากเร็ว ๆ นี้วางแผนจะเดินทางไปต่างประเทศ ถ้าไม่ผ่าตัดตอนนี้ ก็กังวลว่าจะไปมีอาการที่ต่างประเทศ “รู้สึกกังวลใจ” ว่าจะผ่าตัดออกดีหรือไม่?

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

    • “ฟังธรรมะของอาจารย์หมอเขียว” เพราะตามหลักศาสตร์แพทย์วิถีธรรมนั้น ยาเม็ดที่ 8 คือ “ใจ” ซึ่งมีความสำคัญมาก หากใจ “เร่งผล” ก็จะยิ่งทำให้ “ถุงน้ำ” ขยายใหญ่ขึ้น แนะนำให้ “ทำใจให้สบาย ไม่ต้องกังวล” หากยิ่งเครียดก็จะทำให้ร่างกายแย่กว่าเดิม แพทย์วิถีธรรมเน้นว่า “ร่างกายสมดุลจึงจะหายได้” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ ถ้าไม่ผ่าตัดก็ต้องพากเพียร และปรับสมดุลด้วย “ยา 9 เม็ด”
    • การแนะนำในการตัดสินใจครั้งนี้ คือ ต้องเลือกด้วย “ความกล้า และไม่กลัว” หากจะ “ไม่ผ่าตัด ต้องเพิ่มศีล” แต่หากจะ “ผ่าตัดก็ผ่าออกเลย ด้วยใจที่ไม่กังวล”
    • ใช้ยาเม็ดที่ 7 คือ ลดรับประทานอาหารที่เป็นพิษร้อน ต้อง “ขยัน” ปฏิบัติเพิ่มขึ้นใน “เรื่องปรับสมดุลอาหาร” ด้วยการระบายพิษออก “ปรุงอาหารฤทธิ์ร้อนและเย็นให้สมดุล” ถึงจะ “ดี” ต่อร่างกาย เนื่องจากซีสต์ถุงน้ำไม่ยุบลง เพราะปฏิบัติ “ไม่เข้มข้น” มากพอ อาจต่อรองกับแพทย์ขยายอีกสักระยะ แล้วกลับมาปฏิบัติอย่าง “จริงจัง” ลดกิเลส ปฏิบัติให้เต็มที่ “หากไม่ทำเต็มที่ ผลก็ได้ไม่มาก”
    • ผู้ถามได้ “รับประทานเนื้อสัตว์ มาเป็นเวลาถึงเกือบ 62 ปี” แต่เพิ่งสามารถ “เลิกรับประทานเนื้อสัตว์ได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น” การที่จะทำให้ “ถุงน้ำยุบหายไป เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” เพราะผู้ถามนั้นรับประทานมา “ทั้งชีวิต” จึงยังมีโปรตีนหลงเหลืออยู่ในร่างกายแน่นอน จริง ๆ แล้วสารอาหารนั้น “มาก” พอแล้ว แต่ที่ยังไม่พอ เพราะ “ความกลัว” และถ้ามีความกลัว ก็จะ “กินพลังงาน” ร่างกายของเราไปเยอะมาก
    • การรับประทาน “ไข่” ถึงเดือนละ 12 ฟองนั้น นับแล้วถือว่า รับประทาน “วันเว้นวัน” ซึ่งเป็นปริมาณที่ยังเยอะอยู่มาก แนะนำให้ “ตั้งศีล” ลดการรับประทานไข่ ปรับเปลี่ยนมารับประทาน “โปรตีนด้วยถั่วและพืช”
    • การรับประทาน “ถั่ว” ควรจะหมุนเวียนถั่วให้ “หลากหลายชนิด ไม่เน้นชนิดเดียว” สำหรับนักมังสวิรัติ การรับประทาน “ถั่วเหลือง” มากเกินไป ก็อาจทำให้มี “ก้อน” เกิดขึ้นได้ และ “โปรตีนสำหรับร่างกายของคนเรา ต้องการเพียง 1-5 ช้อนแกง ต่อวันเท่านั้น”
    • อาการ “นอนไม่หลับ” นั้นเป็น “ภาวะร้อนเกิน” จึงต้องแก้ไขให้เป็นภาวะที่ “ตรงกันข้าม” กับอาการของร่างกายในเวลานั้น ๆ
    • ใช้ยาเม็ดที่ 2 คือ “กัวซา” บริเวณหน้าท้อง ตรงจุดรังไข่ และมดลูก
    • ใช้ยาเม็ดที่ 3 คือ “การสวนล้างลำไส้ใหญ่” (ดีท็อกซ์) ในการระบายพิษ
    • ใช้ยาเม็ดที่ 6 คือ “การออกกำลังกาย” เพราะมีความสำคัญในการปรับสมดุลร่างกาย
    • “การเดินทางไปต่างประเทศ” จะมีการดูแลรักษาที่ “ไม่สะดวกสบาย” หากเปรียบเทียบกับในประเทศไทย เพราะในต่างประเทศ หากเกิด “เหตุฉุกเฉิน” สถานพยาบาลจะมี “เวลาปิดทำการ” ในวันหยุด แนะนำว่าอาจจะต้องเลือกว่า “จะสามารถเลื่อนการเดินทางออกไปก่อนได้หรือไม่?” เพื่อลดความเสี่ยง ต้องตัดสินใจว่า “จะเลือกสุขภาพ หรือ การท่องเที่ยว ว่าสิ่งใดมีความสำคัญมากกว่ากัน”
    • กรณีศึกษาโดย “จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม” หลังจากที่หลายท่านได้ “ลด ละ เลิกการรับประทานไข่ และปรับเปลี่ยนอาหาร “ แล้ว “เนื้องอกลดลงได้จริง ๆ”
    • การแบ่งปันประสบการณ์จาก “คุณปริศนา อิรนพไพบูลย์” จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม เคยมี “ซีสต์ในปีกมดลูก” ได้ไปพบแพทย์ถึง 3 ท่าน โดยสรุปมีแพทย์ 2 ท่าน ที่เสนอให้ผ่าตัดออกทั้ง 2 ข้างเลย จึงได้ทำการผ่าตัดไปในช่วงอายุวัย 42 ปี ตามวิบากกรรมของตนเองในเวลานั้น ๆ เพราะยังไม่ได้พบอาจารย์หมอเขียว ซึ่งตนเองเป็น “มังสวิรัติ” อยู่แล้ว คิดว่าสาเหตุน่าจะมาจาก “ความเครียด” ไม่ได้กลัวเรื่องการขาดสารอาหาร “การวางใจต่างหากที่จะช่วยเราได้” ปัจจุบันอายุย่างเข้า 67 ปีแล้ว มั่นใจว่า “ถ้าเราสู้ ก็มีทางชนะ”
    • การแบ่งปันประสบการณ์จาก “คุณปุณยนุช ภูมิอมร” จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ช่วงอายุ 47 ปี เคยมี “ซีสต์ในรังไข่ และเนื้องอกที่เต้านม” ได้ปฏิบัติใช้เพียงยา 9 เม็ด ก็สามารถ “หายได้ โดยไม่ต้องผ่าตัด” การเกิดโรคระบบภายในของ “รังไข่” นั้น กว่าจะพบอาการนั้น มีลักษณะ “จะค่อย ๆ เกิดอาการ” การหายจากโรค “ก็จะค่อย ๆ หายเช่นกัน” อาการจะดีขึ้นเอง จึงต้อง “ไม่กลัว”

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]


คำถามที่ 3 : เดือนที่แล้ว ได้ฟังอาจารย์หมอเขียว เรื่อง “วัวไม่มีหนัง” มีคนมาบอกว่า “เหมือนตัวเราเองเลย” นึกภาพ และคิดตามว่า “วัวคงเจ็บน่าดู” จะช่วยทำให้วัวทรมานน้อยลงกว่านี้ได้อย่างไร? ต้องหาอะไรมาคลุมหรือไม่? หมายถึง “คนที่มีกิเลส และไม่มีศีล” ใช่หรือไม่?

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

    • อาจารย์หมอเขียวกล่าวในการบรรยายว่า “คนไม่มีหนัง วัวไม่มีหนัง มันจะกลัวไปหมด” ระแวงหวั่นไหวไปหมด ใจก็ทุกข์หนัก กายก็ทุกข์หนัก อยากได้ความแข็งแรง แต่ตัวเองก็ยังมีความกลัวอยู่อย่างนั้น กลัวจะเกิดเรื่องร้ายแง่นั้นเชิงนี้ ยิ่งกลัวร่างกายยิ่งทรุด ยิ่งทำความดีได้น้อย ยิ่งเป็นภาระคนอื่น ยิ่งแย่เข้าไปอีก “นี่แหละ ทุกข์จากกิเลส และความอยาก” ที่มีรากเหง้าจาก “สุขหลอกสุขปลอม” ที่ทำให้เกิดปัญหาไม่รู้สุดไม่รู้แล้ว “ยารักษาตัวจริง คือ อริยธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ถูกตรง” จึงจะสู้ได้ จะเบาบางลงไป เพราะใจไร้ทุกข์
    • “วัวไม่มีหนัง เปรียบเหมือนคนไม่ได้ปฏิบัติศีลและยังเสพกิเลสอยู่” หนังก็ไม่มีหุ้ม ไม่มีศีลคุ้มครอง ความดีไม่ทำ ทำแต่อกุศล ติดกิเลส ชีวิตตกอยู่ใน “อวิชชา”  หาความสุขไม่ได้ “พอไม่มีหนังก็เจ็บแสบร้อน” ไปอยู่ไหนก็จะเจ็บแสบร้อน เหมือนไม่มีหนังไม่มีอะไรคุ้มครอง
    • “สะดุ้ง” เมื่อได้ฟังอาจารย์หมอเขียวได้กล่าวไว้

บททบทวนธรรมข้อที่ 29 คือ วิธีแก้ปัญหาทุกปัญหาในโลก มีดังนี้

      1. คบและเคารพมิตรดี
      2. มีอริยศีล
      3. ทำสมดุลร้อนเย็น
      4. พึ่งตน
      5. แบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์
    • และบททบทวนธรรมข้อที่ 39 คือ “ลดกิเลส เหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง ลดกิเลส ลดทุกปัญหา เพิ่มกิเลส เพิ่มทุกปัญหา”
    • “วัวอยากมีหนัง” ก็ให้ “เพิ่มศีล” ขึ้นมา
    • [คลิกเพื่อรับชมคลิปวิดีโอ] เนื้อหา “วัวไม่มีหนัง หลงสุขปลอม พักยกชั่วคราว มาทุกข์ใหม่” จาก รายการ เก็บเล็กเก็บน้อย 
    • อ้างอิงเนื้อหาจาก “พระไตรปิฎก” เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค

๓. ปุตตมังสสูตร

[๒๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า แม่โคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ก็จะถูกพวกตัวสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน หากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและกัดกิน ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดและจิกกิน เป็นอันว่าแม่โคนมตัวนั้นที่ไร้หนังหุ้มจะไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใด ๆ ก็ถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ กัดกินอยู่ร่ำไป ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่าพึงเห็นผัสสาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนด รู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ เวทนาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ อีกแล้ว ฯ

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]

สรุปเนื้อหาสาระในวันนี้ คือ การแก้ปัญหาใด ๆ ในโลกนั้นทำได้ด้วย “การพากเพียรลดกิเลส เหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง” ด้วยความกล้าที่จะ “ไม่กลัว” กล้าที่จะตั้งศีลสมาธิปัญญาให้ถูกตรง ทุกข์จากกิเลสที่เป็นความอยาก จึงจะหายไปเบาไปได้ “การขับพิษ” นั้นต้องทำทั้งทางวัตถุและจิตใจ เมื่อตั้งมั่นที่จะ “ตั้งศีล” ให้วางใจไร้กังวล ปรับเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะคืนสมดุลให้แก่ร่างกาย แล้วทุกโรคจะหายได้ ไม่ขึ้นอยู่กับอายุ แต่เป็นการปฏิบัติที่ถึงพร้อมและเต็มรอบ พากเพียรสู่ “ความสุขแท้ที่ผาสุกยั่งยืน”

รายงานข่าวโดย :

สมหทัย สินก่อเกียรติ (หมวยหลิน) / ผู้บำเพ็ญ

Tags:

Leave a Reply

Your email address will not be published.