“สายด่วน ค่ายสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรม วิถีไทย” – 9 มี.ค. 65

รายการ “สายด่วน สุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย”
ช่วง ถามตอบ ปัญหาสุขภาพ
ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม
โดย กลุ่มแพทย์แผนไทยวิถีธรรม ค้ำจุนโลก
วันพุธ ที่ 9 มีนาคม 2565
เวลา 15.00 – 17.45 น.

ประเด็นเด่นจากรายการ

    • ซาบซึ้งใจ “หมู่มิตรดี” คอยช่วยเหลือ แม้หลงกิเลส
    • หยิบ “ปัญญา” ใช้เป็นหมอดูแลตนเองได้ “ไม่เป็นภาระหมอพยาบาล”
    • “เลิกเนื้อสัตว์” แบบไม่ต้องกดข่ม
    • “ต่างแดน” มีทั้งพืชอาหารและยา จะมีอะไร “ผาสุก” ไปมากกว่านี้
    • “รวมพลัง พวธ.” คิดดี พูดดี ทำดี เสนอดี สลายอัตตา
    • ไล่กิเลส “น้อยใจ” ไปให้ไกล ใจก็ผาสุก
    • “โทษ” ของการเสพกิเลส และการฝึกจิตกับอาหาร
    • “น้ำ 3 พลัง” สำเร็จรูป แก้อาการ “อาหารเป็นพิษ” จะขอดื่มทุกวันได้หรือไม่?
    • “ก้อน” บริเวณหน้าท้อง เหนือสะดือ เคลื่อนได้ เป็น “เส้นเลือดโป่งพองที่ช่องท้อง” หรือไม่?
    • “มะเร็งตับ” ยังใช้ “ถุงปัสสาวะ” สามารถทำ “ปัสสาวะนาโน” ได้หรือไม่?
    • “เนื้องอก” และ “มะเร็งระยะสุดท้าย” แน่นตึงบริเวณท้อง
    • “เครื่องดื่มธัญพืช” ชนิดผงสำเร็จรูป ดื่มต่อเนื่อง จะมีผลเสียหรือไม่?

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอฉบับเต็ม]

วันนี้มีพี่น้องทั้งจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทั่วโลก และชาวค่ายเข้าร่วมรายการทั้งหมด 88 ท่าน ดำเนินรายการ โดย คุณกิ่งแก้ว ฉัตรมณีวัฒนา (เม) คุณอรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ (หม่วย) และคุณวิจิตร ตันเดชานุรักษ์

รายการสายด่วนสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย เริ่มต้นรายการด้วยยาเม็ดที่ 6 คือ มาร์ชชิ่ง [คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ] และธรรมะเพื่อความผาสุก คือ การอ่านบททบทวนธรรมยาเม็ดที่ 8 ข้อ 152-162 [คลิกเพื่ออ่านบททบทวนธรรม]


“ช่วงแบ่งปันความประทับใจในบททบทวนธรรม”

“ที่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อดับทุกข์ใจ”

บททบทวนธรรม ข้อที่ 154 “หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ ตัวเราเอง”

คุณชลิดา วรรณเกษมสุข : ตนเองมีความศรัทธาในอาจารย์หมอเขียว จึงจะทดลองใช้ศาสตร์ของท่าน ถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่ได้ใช้ศาสตร์ยา 9 เม็ด ได้ครบก็ตาม จากที่ได้เข้าไปเรียนรู้ ณ สวนป่านาบุญ 9 และมีโอกาสทำกสิกรรมกับเพื่อนพี่น้องหมู่มิตรดี แต่สามารถทำให้ “ทุกข์หายฉับพลันได้”  และมีเหตุการณ์ที่ตนเองไป “ตามใจกิเลส” โดยรับประทาน “ข้าวเหนียวส้มตำ” เป็นเวลา 2 วัน ทั้ง ๆ ที่ตนเองมี “เนื้องอกบริเวณหน้าอก” จึงทำให้มีอาการปวดมาก จนต้องร้องออกมา เพื่อน ๆ จึงมาช่วย “กัวซา” ให้ และได้ “สวนล้างลำไส้ใหญ่” เพราะร่างกายร้อนมาก มีอาการเจ็บปวดในช่วงเวลาที่ต้องเดินทาง เพื่อนขับรถไปเรื่อย ๆ ก็จะบอกตนเองว่า “เจ็บก็ให้มันเจ็บ ปวดก็ให้มันปวด” และเมื่อได้แวะเข้าห้องน้ำ จึงดื่ม “น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) แบบนาโน” ด้วยการเขย่า หลังจากดื่มแล้ว รู้สึกดีขึ้น และยังใช้ผสมกับ “ตำลึง” ที่เจอข้างทาง นำมา “พอก” บริเวณที่มีอาการปวด จนถึงที่หมาย ทำให้มีอาการดีขึ้นเยอะมาก จากนั้นจึงนำมาทั้ง “อาบและประคบ” ในวันรุ่งขึ้น “อาการปวดหายไปทั้งหมด” ในวันต่อมาเพื่อนจึง “ต้มข้าวใส่เกลือ” ให้รับประทาน จากที่ “เมื่อวานเหมือนไก่เหงา วันนี้เหมือนลิง” สามารถปีนต้นมะขามได้เลย และยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ ที่เพื่อนได้เข้ามาช่วยแก้อาการป่วยให้ใน “เวลากลางคืน” รู้สึกอายมากที่ยังดูแลตนเองไม่ได้เสียที จึงทำให้ได้รู้ซึ้งกับคำว่า “หมู่มิตรดี” ที่คอยช่วยเหลือกัน

ก้อนเนื้องอก และอาการเจ็บ เหมือนเป็น “ผู้จัดการ” ที่คอยเตือน เมื่อเราทำตนเองทำสิ่งที่ไม่ดี “หากใครเจ็บ” แนะนำให้พี่น้องลองปฏิบัติยาทุกเม็ดที่อาจารย์หมอเขียวสอน บางครั้งอาจ “ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล” ก็ได้ อาจารย์หมอเขียว “ไม่ได้จ้างให้พูด แต่พูดจากใจจริง”

ตนเองมีเป้าหมายในใจว่า อยากบำเพ็ญตนเองเป็น “จิตอาสา” ปัจจุบันมีที่ดินที่ในจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดแพร่ หากท่านใดอยู่ในพื้นที่และสนใจ สามารถเข้าไปปลูกผัก ทำกสิกรรมไร้สารพิษได้ สามารถติดต่อมาได้ที่ 0646923953

คุณประภัสสร วารี : ใช้เวลาเพียง 1 คืน ก็มีอาการดีขึนได้ ในการปฏิบัติยาเม็ดภายนอก และทำให้อาการเจ็บป่วยบรรเทาได้ ถือว่าเป็น “ตัวอย่างที่ดี” มาก ๆ


บททบทวนธรรม ข้อที่ 155 “ถ้าสุขภาพพึ่งตนเกิดไม่ได้ หมอและคนไข้จะพากันป่วยตาย”

คุณนฤมล ยังแช่ม : ตามที่ท่านอาจารย์หมอเขียวได้สอนยา 9 เม็ด เมื่อเราป่วย เราก็สามารถดูแลตนเองได้ จึงไม่ต้องไปรักษาที่โรงพยาบาล เพราะได้ใช้อาหาร และสิ่งใกล้ตัวนำมาใช้รักษาตนเอง และทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อเราดูแลตนเองได้ ก็จะเป็นการ “แบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล” ด้วย และ “หากคิดหาหนทางแก้ไขในเรื่องใดไม่ได้ ก็สามารถเพิ่มศีล” เพื่อจะทำให้สามารถมี “ปัญญา” ในการเลือกยาเม็ดที่ 1 -9 นำมาใช้ได้อย่างดี

คุณประภัสสร วารี : เพิ่งได้พาคุณแม่ไป “โรงพยาบาล มีผู้คนจำนวนเยอะและล้นมาก ที่มารอคิวรักษา” หลังจากพบแพทย์ คุณแม่ก็ “ได้รับยาถุงใหญ่มาก หากเราไม่ดูแลตนเองให้ดี ก็ต้องไปโรงพยาบาลและต้องมาวนใช้อยู่แบบนี้”


บททบทวนธรรม ข้อที่ 90 “วัตถุไม่เที่ยง มีแต่ใจไร้ทุกข์ เท่านั้นที่เที่ยง”

คุณบัวคลี่ แม็คคอลี่ย์ : ตนเองยังไม่สามารถบำเพ็ญเป็นจิตอาสาได้ เพราะเหตุปัจจัย “ยังไม่พร้อม” จึงขอร่วมขออนุโมทนาบุญกับคุณชลิดา กับจิตที่เป็นกุศลในความปรารถนาที่จะบำเพ็ญเป็น “จิตอาสา”

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ได้ไปซื้อวัตถุดิบเพื่อนำมาปรุงอาหาร แต่เนื่องจากถุงบรรจุวัตถุดิบที่จะซื้อ เป็นซองทึบ จึงให้พ่อบ้านอ่านข้อมูล เพราะตนเองอ่านไม่ออก เมื่อกลับบ้าน พอเปิดถุงออกมา ปรากฏว่าไม่ใช่วัตถุดิบที่ตนเองต้องการ ได้เห็นจิตที่ “ไม่พอใจ” แต่ก็สามารถวางใจได้ “ไม่โกรธ” และยังวางใจอีกว่า ตนเองก็สามารถนำไปใช้ในเมนูอื่น ๆ ได้ ส่วนตัวค่อย ๆ เลิกเนื้อสัตว์มาเรื่อย ๆ ในช่วงที่เดินทางมาประเทศไทย เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เห็นจิตตนเองว่ารู้สึก “ไม่กดข่ม” เลย สามารถรับประทานอาหารไร้เนื้อสัตว์ได้อย่างสบายมาก และมีโอกาสได้ไป “สันติอโศก” หากได้อยู่กรุงเทพฯ นานกว่านี้ ก็อยากจะเข้าไป “ฟังธรรม” ที่อโศกด้วย หลังจากเดินทางกลับมาที่ต่างประเทศแล้ว ยังรับประทานเนื้อสัตว์อยู่บ้าง แต่ไม่มาก อาจยังมีชิมบ้าง และได้เห็นกิเลสว่ายังมี “ความอยาก” อยู่

คุณกมลชนก ทุมวงษ์ : หากพวกเราพากเพียรอยู่ใน “หมู่มิตรดี” จระเข้ก็จะ “ไม่ลากลงคลอง” ได้ง่าย

คุณประภัสสร วารี : คุณบัวคลี่ได้กักตัวในประเทศไทยเป็นเวลาไม่นาน และก็ต้องกลับไปต่างประเทศแล้ว แต่ก็ยังสามารถเข้ามา “แบ่งปันประสบการณ์กับพี่น้องหมู่มิตรดีผ่านช่องทางออนไลน์ได้อีก”


บททบทวนธรรม ข้อที่ 164 “กสิกรรมไร้สารพิษ คือ ความมั่นคงด้าน อาหาร ยา และปัจจัยที่จำเป็นต่อชีวิต คือ ความมั่นคงของชีวิต ทำให้ชีวิตอยู่รอด ทำให้ชีวิตอยู่เย็นเป็นสุข”

คุณอรวิภา กริฟฟิธส์ : “ทำกสิกรรมไร้สารพิษที่บ้าน ทำให้ชีวิตผาสุกที่สุดในโลก ชีวิตจะเอาอะไรมากไปกว่านี้อีก” ได้ผลผลิต “ทั้งอาหารและยา” ยังสามารถปลูก “ดาวดอย” ที่ออสเตรเลียได้ เพียงทำให้ชีวิต “เรียบง่าย” ได้ปฏิบัติตามคำสอนของอาจารย์หมอเขียวในเรื่อง “การปรับสมดุลร้อนเย็น” เรียนรู้ฝึกรับประทาน “หญ้ากับแก้” จนยิ่งทำให้ใช้ชีวิตได้ง่ายมากยิ่งขึ้นไปอีก

คุณประภัสสร วารี : ได้เห็นกสิกรรมของคุณอรวิภาทางเฟซบุ๊ก ท่านปลูกได้เยอะและเก่งมาก อาหารไร้สารพิษดีจริง ๆ ยิ่งเมื่อปลูกเอง และได้เด็ดออกมาจากต้น ก็จะมี “ความสุขทางใจ” พืชชนิดใดที่ “ปลูกขึ้นง่าย” เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายก็จะ “แข็งแรง” ไปด้วย

คุณกมลชนก ทุมวงษ์ : อาหารเป็นหนึ่งในโลก “คนเจ็บป่วยได้ ก็เพราะอาหาร คนจะแข็งแรงได้ ก็เพราะอาหาร”


บททบทวนธรรม ข้อที่ 62 “รวมพลัง พวธ. / พลัง พวธ. (กล่าวทั้งหมด 3 ครั้ง) คิดดี พูดดี ทำดี เสนอดี สลายอัตตา สามัคคี นี้ผาสุก เย่”

คุณโนอาร์ทาน เลาเวอร์ : ต้องการอ่านบททบทวนธรรมบทนี้


บททบทวนธรรม ข้อที่ 156 “กิเลสโลภโกรธหลง เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่วงการสุขภาพ ไม่รู้!!!”

คุณพิชชาภา แซ่ลิ่ม : ช่วงที่กำลังเรียนอยู่ และไม่ทราบคุณครูกำลังคุยกับใคร กิเลสบอกให้ตนเองรู้สึก “น้อยใจ” จึงด่ากิเลสว่า “ตนเองต้องเคยไปทำกับผู้อื่นแบบนี้มา ถ้าไม่รับ ใครจะรับล่ะ?” สุดท้ายจึงได้ไปอยู่ห้องสีเขียว (พุทธะ) ในการลดกิเลสครั้งนี้ จึงได้อีก 1 แต้ม หลังจากนั้นรู้สึกตนเองใจเป็น “สุข” มีพลังเพิ่มขึ้น “เพราะไม่มีกิเลส”

คุณอรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ : น้อง ๆ โชคดีมากที่ได้ฝึกปฏิบัติลดกิเลส และดูกิเลสได้ในแต่ละวัน ทำให้ได้สร้างคนที่มี “คุณภาพ” แต่ตนเองได้มารู้จักการฆ่ากิเลสจริง ๆ ในช่วงที่มีอายุประมาณ 40 ปี ก่อนหน้านี้ไม่เคยเข้าใจ และในช่วงแรกที่เริ่มรู้จักกิเลส ก็ยัง “ไม่ยอมล้างกิเลส เพราะกิเลสทำให้หลงสุข” แต่ตอนนี้มีปัญญาค่อย ๆ เริ่มเกิด และรู้ว่า “การฆ่ากิเลสนั้นดีอย่างไร” เป็นคุณค่าของชีวิตอย่างมาก
วันนี้ขอสารภาพได้ไป “เสพกิเลส” คือ รับประทานมะยงชิด ซึ่งมีรสหวานมาก ด้วยที่ตนเอง “ติดรสหวาน” หลังจากรับประทานเข้าไป จึงเผลอหลับไป พอตื่นขึ้นมา รู้สึกตกใจ เพราะเสพกิเลสจนมี “วิบาก” ทำให้ลืมว่าต้องจัดรายการสายด่วนฯ จึงกราบขมาพี่น้องหมู่มิตรดี ที่ตนเองไม่รู้จักประมาณในการบริโภค วันนี้ตนเองจึงต้องไปอยู่ห้องแดง (กิเลส)

คุณกมลชนก ทุมวงษ์ : ขนาดอายุยังน้อย ก็ยังสามารถฆ่ากิเลสได้ดีขนาดนี้ ถ้าโตขึ้นแล้ว จะสู้ได้ดีขนาดไหน ก็จะยิ่งจับกิเลสได้ใน “หลายเหลี่ยมหลายมุม”

คุณบัวคลี่ แม็คคอลี่ย์ : ช่วงที่อยู่ต่างประเทศ และพ่อบ้านไม่อยู่บ้าน จึงตั้งใจรักษา “ศีล 8” ด้วยการรับประทานอาหารมื้อเดียว และไม่รับประทานเนื้อสัตว์ โดยช่วงแรกตั้งใจจะสวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) ด้วยการรับประทาน “ผลไม้” ทั้งวัน แต่ปรากฏว่า “ร่างกายไม่ไหว รู้สึกจะเป็นลม” จากความโลภที่ปฏิบัติ “เกินตัว” จึงไปหาอาหารมารับประทาน จนรู้สึกดีขึ้น และตนเองยังพยายาม “ตั้งศีลในวันพระ” คือ งดรับประทานอาหารหลัง 17.00 น. เมื่อปฏิบัติได้ รู้สึกดีมาก เพราะเบากาย มีกำลัง ไม่เหนื่อย ยังมีเหตุการณ์ที่ตนเองมักโดนคนรอบข้างพูดว่า “ผอม” จึงได้ฝึก “ล้างโลกธรรม”
ช่วงที่อยู่ในประเทศไทย มีความตั้งใจที่จะไปสวนป่านาบุญ 3 เพื่อไปทักทายพี่น้องหมู่มิตรดี แต่บุญยังไม่ถึงรอบ เพราะใจยังไม่บริสุทธิ์มากพอ จึงต้องพากเพียรฝึกฝนเพิ่ม

คุณประภัสสร วารี : เป็นสิ่งที่ดีมากใน “การฆ่ากิเลสทุกวัน” พรุ่งนี้ก็ฆ่ากิเลสแบบนี้อีก
ตนเองก็มัก “แพ้กิเลส” ในเรื่องการรับประทานอาหารมื้อเดียวบ่อยมากเช่นกัน ซึ่งการรับประทานอาหาร “มื้อเดียว” สร้างศีลได้ดีจริง ๆ และทำให้ “ตรวจสอบโรคได้” ว่าร่างกายสบายหรือไม่สบาย แต่บางครั้งตนเองต้องไปทำงาน และมีเวลารับประทานอาหารเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น จึงทำให้ต้องแบ่งเป็น 2 มื้อ และยังมีวิบากที่เคยโดนว่า “ผอมมาก” รู้สึกสำนึกผิด แต่ยอมรับวิบากกรรม และหากเมื่อไหร่ที่สามารถลอกคราบได้เสร็จ ก็คือ “หมดวิบากกรรม”

คุณนวลนภา ยุคันตพรพงษ์ : การรับประทานอาหารมื้อเดียว จะยิ่งมีกิเลสเยอะ จึงต้อง “ประมาณในการรับประทานอาหาร” วันนี้ได้ไปส่งบทความ “การรับประทานอาหารมื้อเดียว มีอานิสงส์อย่างไร?” หากปฏิบัติได้จริง ก็จะทำให้ “อ่านกิเลสได้ชัดเจน” มากขึ้น และหากปฏิบัติด้วยความเคยชิน ก็จะเป็นเหตุแห่ง “การบรรลุธรรม” ทำให้ร่างกายได้พักผ่อน เมื่อมีอายุมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารครบ 3 มื้อก็ได้ ตามหลักของอุโบสถศีล จะอ่านกิเลสและตามทัน สิ่งที่แนะนำให้ปฏิบัติเพิ่มเติม คือ “การรับประทานอาหารตามลำดับ และเคี้ยวอาหารให้ละเอียดจนเป็นอณูเล็ก ๆ เพราะจะยิ่งทำให้อิ่มนาน” แต่ถ้ารับประทานด้วยกิเลส ก็จะเหมือน “งูหลาม” ที่ไม่รู้ตัว ทำให้บริโภคอาหาร 1 มื้อ แต่เหมือนรับประทาน 3 มื้อ และ “ตัวชี้วัดว่าสุขภาพแข็งแรงหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนัก”


“ช่วงถาม-ตอบปัญหาสดในรายการ”

คุณชลิดา วรรณเกษมสุข

คำถามที่ 1 : “อาหารเป็นพิษ” เพราะรับประทานอาหารสำเร็จรูปและอาหารหมดอายุ โดยมีอาการ “แน่นจุก หายใจไม่ออก และเป็นลมไปแบบไม่รู้ตัว” หมู่มิตรดีได้ช่วยกดจุดลมปราณ กัวซา และให้ “ดื่มน้ำ 3 พลังสำเร็จรูป” ที่มีอยู่ในบ้าน ทำให้มีอาการดีขึ้น ในวันถัดไปได้ดื่มปัสสาวะแล้ว รสชาติเหมือนน้ำมะพร้าว หรืออาจเหมือนมะพร้าวเมี่ยงคำ ปัสสาวะออกมา “ใส” มาก จากปกติปัสสาวะเคยมักมีรสขม อยากสอบถามว่า “น้ำ 3 พลังสำเร็จรูป สามารถดื่มทุกวันได้หรือไม่?”

ศึกษาแพทย์วิถีธรรมมาเป็นเวลา 1 ปี แล้ว เนื่องจากมีโรคประจำตัว คือ “เนื้องอก บริเวณหน้าอกด้านขวา” แต่ยังไม่เป็นมะเร็ง ได้ดูแลตนเองด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ดังนี้

  1. ยาเม็ดที่ 5 คือ การพอก ด้วยการใช้ “ตำลึง” นำมาตำ และพอกบริเวณหน้าอก ประคบ อบ อาบด้วยสมุนไพร
  2. ยาเม็ดที่ 7 คือ รับประทานอาหารพืช จืด สบาย งดรับประทานเนื้อ นม ไข่ เมื่อไปพลาดรับประทานเนื้อสัตว์ อาการร่างกายจะเตือนทันที
  3. ยาเม็ดที่ 3 คือ สวนล้างลำไส้ใหญ่
  4. ยาเม็ดที่ 6 คือ กดจุดลมปราณ โยคะ ช่วงตี 4-5 และมาร์ชชิ่ง
    **ตนเองรู้สึกไม่กล้าถามคำถามกับจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม เพราะรู้สึกอาย**

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

      • น้ำ 3 พลังสำเร็จรูป ถือว่าเป็น “ยา” เมื่อใช้ดื่มจนอาการป่วย “หายแล้ว” แนะนำว่า “ไม่ควรดื่มต่อ และไม่ควรดื่มทุกวัน”
      • แนะนำให้ทำ “น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นแบบสด” สำหรับดื่ม จะดีกว่า แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ และหากต้องกักตัวอยู่ ก็สามารถดื่มไปก่อนได้ “เท่าที่รู้สึกสบาย”
      • “กดจุดลมปราณ และโยคะ” สามารถปฏิบัติเป็นประจำต่อไป
      • “การถามคำถาม คือ การบำเพ็ญบุญกุศลอย่างหนึ่ง” เพื่อให้ผู้ที่ไม่กล้าถาม ได้รับฟังคำตอบและรับทราบข้อมูลไปด้วย เพื่อที่จะได้รับคำตอบไปพร้อม ๆ กัน ไม่ต้องรู้สึกเกรงใจ และควรวางใจ “กล้าหาญ” ที่จะถาม แต่ถ้าไม่สะดวกถามจริง ๆ ก็ไม่เป็นไร
      • สามารถศึกษารายละเอียด “น้ำ 3 พลัง” ได้เพิ่มเติม [คลิกเพื่อชมรายละเอียดน้ำ 3 พลัง]

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]


คุณปภาพิศา มงคลธนาวุฒิ

คำถามที่ 2 : เวลาทำโยคะ “ท่าธนู” หรือเวลาหลังรับประทานอาหารอิ่ม และได้เอนกายนอนราบ จะคลำพบ “ก้อน” บริเวณหน้าท้อง มีลักษณะนูนขึ้นเหนือสะดือ สามารถเคลื่อนได้ และมีการเต้นของชีพจร จะรู้สึกเหมือนมีหัวใจ 2 จุด ไม่รู้สึกเจ็บ เพื่อนทักว่าเป็น “เส้นเลือดโป่งพองที่ช่องท้อง” หรือไม่?

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

      • ประสบการณ์จากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม เคยพบ “ก้อน” บริเวณใต้หน้าอก หากไปพบแพทย์แผนปัจจุบัน ก็จะให้ใช้ยาชนิดรับประทาน เพื่อทำให้ก้อนสลาย หรืออาจจะต้องให้ “ผ่าตัด”
      • “ก้อนที่สามารถเคลื่อนไหวได้” เป็นน้ำที่ไปเกินในร่างกาย และลักษณะเหมือนมีอาการเต้น คล้ายจังหวะของหัวใจ ก็เป็นเพียง “ชีพจรในร่างกาย” เท่านั้น “จึงไม่ต้องกังวลใจ”
      • ปรับสมดุลกายและใจไปเรื่อย ๆ เราทุกคนล้วน “มีก้อนเนื้อเกิน” กันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องทุกข์ใจ
      • ใช้ยาเม็ดที่ 8 คือ “ตรวจดูใจตนเอง” เพื่อที่จะทำการ “ฆ่ากิเลสความกังวล” บางครั้งไม่รู้ตัวว่ากังวลจากคำพูดของคนรอบข้าง หรือจากแพทย์หรือไม่ เมื่อดูใจไม่ทัน และ “ไม่แนะนำให้คลำบ่อย ๆ” เพราะทุกครั้งที่คลำ ก็จะทุกข์ และ “หากใจยิ่งทุกข์ ก้อนก็จะยิ่งโต และอาจจะยิ่งเป็นโรคร้ายเกิดขึ้นมาได้จริง ๆ”
        หากไม่ส่งใจไปทุกข์กังวล ไม่ลังเลสงสัย ไม่นานก้อนก็จะหายไปเอง ไม่จำเป็นต้องใช้ยาเคมี “หากใจไม่ยึด ก็ไม่มีอะไรทำร้ายเราได้” ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง
      • “หากได้ตัดความกลัวไปแล้ว ยังมีอาการอยู่” แนะนำให้เข้ามาปรึกษาในรายการสายด่วนฯ ได้อีกครั้ง การพูดคุยเป็นสิ่งที่ดีมาก และสามารถพูดคุยได้ทุกวัน
      • ใช้ยาเม็ดที่ 5 คือ “ทา” ด้วยน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) เพราะจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “ฟาโกไซโทซิส” (Phagocytosis) ที่ไปล้อมรอบเนื้อส่วนที่เกิน และจะทำให้ก้อนเนื้อเล็กลง
      • ใช้ยาเม็ดที่ 6 คือ “โยคะ” ปฏิบัติต่อไป เป็นสิ่งที่ดีแล้ว โดย “เน้นกดจุดลมปราณ” ในการบริหารซูเปอร์เพาเวอร์ “ท่าปลาวาฬ และท่าซิทอัพ” จะเป็นการเกร็งกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรง ทำให้ขับถ่ายดี ช่วยรีดส่วนเกิน สร้างสารเอ็นดอร์ฟิน ทำให้มีความเบิกบานแจ่มใส และหลังจากออกกำลัง ทำโยคะ หากร่างกายยังรู้สึกเบาสบาย ถือว่าดีแล้ว
      • ใช้ยาเม็ดที่ 3 คือ “สวนล้างไส้ใหญ่”
      • ใช้ยาเม็ดที่ 7 คือ “ปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร” ให้เป็น “มื้อเดียว” เพราะจะทำให้อาหาร “ไม่เป็นส่วนเกิน” ในร่างกาย

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]


คุณปาริชาต หรือคุณเม้าส์
คำถามที่ 3 : คุณแม่ป่วยเป็น “มะเร็งตับ ระยะที่ 4” อยากให้คุณแม่ดื่มน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) “แบบนาโน” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันคุณแม่ยังใส่สายต่อกับถุงปัสสาวะอยู่ จะสามารถนำมาใช้เพื่อทำ “ปัสสาวะนาโน” ได้หรือไม่? และตอนนี้มีอาการเท้าบวม จะสามารถกดจุดลมปราณ “จุดเหอกู่” ได้หรือไม่?

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

      • ศาสตร์แพทย์วิถีธรรม จะเน้นใช้พุทธศาสตร์เป็นหลัก แนะนำให้ “ศึกษาความรู้ของยา 9 เม็ด” ก่อนที่จะทำน้ำปัสสาวะนาโน ตามลิงก์นี้ https://morkeaw.net/health-care/buddhist-dhamma-medicine/
      • หากผู้ดูแลได้ “ทำความสะอาด” และดูแลถุงเก็บปัสสาวะอย่างดีอยู่อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถถอดถุงปัสสาวะ และนำมาให้คุณแม่ “ดื่มได้”
      • แนะนำให้ใช้ “น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) แบบสด” เพื่อลองเปรียบเทียบดูก่อนว่า มีอาการดีขึ้นหรือไม่ โดยเริ่มให้จากดื่มปริมาณน้อย ใช้เพียง 1 ช้อนโต๊ะ และตรวจดูว่าน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) “มีสีเข้มหรือไม่?” หาก “ใส” ก็สามารถนำมาใช้ดื่มได้ทั้งหมด แต่หากมีสี “เข้ม” แนะนำให้ผสมน้ำ สัดส่วน 1 : 1 หรือผสมเจือจาง เท่าที่ผู้ป่วยดื่มแล้วไม่รู้สึกฝืดฝืนกับผู้ป่วย และคอยสังเกตดูปฏิกิริยาหลังจากดื่มก่อน
      • เบื้องต้น “ไม่แนะนำให้ใช้น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) แบบนาโน” เพราะมีอานุภาพสูงมาก จึงอาจแรงเกินไปสำหรับผู้ป่วย
      • “ไม่แนะนำ” ให้ดื่มช่วงเวลาเย็นหรือกลางคืน เพราะจะทำให้สดชื่น และอาจนอนไม่หลับ เว้นแต่หากคุณแม่มีอาการไม่สบาย หรือนอนไม่หลับอยู่แล้ว ก็สามารถให้ดื่มได้ เพราะจะสามารถแก้ไขอาการได้เลย
      • ใช้ยาเม็ดที่ 6 คือ “กดจุดลมปราณ” (มี 6 เส้นขา และ 6 เส้นแขน) สามารถ “กดจุดลมปราณได้ทุกเส้น” เพราะมีแต่ส่งผลดี
      • ศึกษารายละเอียดได้ จาก “คู่มือสุขภาพพึ่งตน” ตามลิงก์นี้ https://morkeaw.net/self-sufficiency-health-guide-for-covid-19/
        รวมคลิป “การกดจุดลมปราณ และโยคะ” : https://youtu.be/CAngR0oIzRg
      • สามารถกดจุดลมปราณ “เหอกู่” ได้ เส้นนี้จะอยู่บริเวณกึ่งกลาง ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของมือ ซึ่งวัดเข้ามาทางด้านหลังมือ จากง่ามมือ “หนึ่งข้อนิ้วโป้ง” หากกดตำแหน่งนี้ จะช่วยระบายพิษจากลำไส้ใหญ่ได้ดีมาก
      • ศึกษารายละเอียดได้ “การกดจุดลมปราณ เหอกู๋” ได้ตามลิงก์นี้ https://youtu.be/ybg5nHxP3_o
      • [คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]

คุณเนตรนภา

คำถามที่ 4 : ป่วยเป็น “เนื้องอก และมะเร็งระยะสุดท้าย” นอนไม่ค่อยหลับ เพราะมีอาการแน่นตึงบริเวณท้องเป็นช่วง ๆ รับประทานอาหารได้เพียงเล็กน้อย มีอาการไอ เท้าบวมและเย็น รู้สึกเหนื่อยมาก อยากสอบถามว่า “จะสามารถใช้น้ำย่านาง ผสมน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) และนำมาพอกบริเวณท้องตลอดทั้งคืน ได้หรือไม่?”

ศึกษาศาสตร์แพทย์วิถีธรรม มาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และดูแลด้วยการใช้ยา 9 เม็ด ดังนี้

  1. ยาเม็ดที่ 7 คือ “งดรับประทานเนื้อสัตว์ ทำอาหารปั่นด้วยข้าว ผัก ผลไม้” โดยจะกรองให้เหลือแต่น้ำ และนำมาดื่ม” เพราะมีอาการแน่นท้อง
  2. ยาเม็ดที่ 1 คือ “ดื่มน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ)” ทุกเช้า และช่วงที่มีอาการแน่นท้อง
  3. ยาเม็ดที่ 3 คือ “สวนล้างลำไส้ใหญ่” ด้วยน้ำด่าง และน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ในช่วงเวลาเช้าและเย็น
  4. ยาเม็ดที่ 5 คือ “เช็ด” ด้วยน้ำย่านาง และน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ)
  5. ยาเม็ดที่ 8 คือ “เปิดทบทวนธรรม” ฟังเป็นประจำ
  6. ยาเม็ดที่ 6 คือ “กดจุดลมปราณ” ช่วงเวลาตี 4 เป็นประจำ
  7. ยาเม็ดที่ 4 คือ “แช่มือแช่เท้า” ด้วยน้ำอุ่น

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

      • ศาสตร์แพทย์วิถีธรรม จะเน้นใช้พุทธศาสตร์เป็นหลัก แนะนำให้ศึกษาความรู้ของ “ยา 9 เม็ด” เพิ่มเติม ตามลิงก์นี้ : https://morkeaw.net/health-care/buddhist-dhamma-medicine/
      • การแก้ไขอาการนั้นไม่สามารถหายได้ภายในครั้งเดียว จะต้องทำไปเรื่อย ๆ “อย่าใจร้อน” หากใช้วิธีนี้แล้ว “มีอาการดีขึ้น ถือว่ามาถูกทางแล้ว” ให้เชื่อมั่นในตัวเอง และสิ่งที่ปฏิบัติอยู่
      • “สามารถใช้ยาจากแพทย์แผนไทยอื่นได้” เท่าที่สบายใจ หากใช้แล้วรู้สึกดี ก็สามารถใช้ต่อไปได้
      • ใช้ยาเม็ดที่ 8 คือ”ธรรมะกับจิตใจ” ด้วยการฟังธรรมของอาจารย์หมอเขียว เพื่อที่จะเข้าใจหลักธรรมในการดูแลตนเอง เนื่องจากตามศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ใจที่เป็นสุขจะมีประสิทธิผลในการรักษาถึง 70 % ส่วนการใช้ยาเม็ดอื่น ๆ นั้น เป็นเพียงการบรรเทาร่างกายภายนอก มีประสิทธิผลในการรักษาเพียง 30 % เพราะ “ร่างกายไม่แน่นอน หากดีขึ้นแล้ว ก็อาจกลับมามีอาการอีกครั้งได้”
        วางใจ “ไม่เร่งผล ไม่กลัว ไม่กังวล” ดูแลร่างกายและใจอย่างดีที่สุด ให้อยู่กับ “ปัจจุบันขณะ” ด้วยใจที่ผาสุกที่สุด “เมื่อตัดความกังวลทางใจได้ ก็จะช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้เช่นกัน”
      • ใช้ยาเม็ดที่ 3 คือ “สวนล้างลำไส้ใหญ่” เพื่อช่วยลดอาการแน่นท้อง ซึ่งต้องคอยสังเกต “ภาวะของผู้ป่วย” เช่น หากมีภาวะร้อน แนะนำให้ใช้น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น
      • ใช้ยาเม็ดที่ 4 คือ “แช่มือแช่เท้า” ด้วยน้ำอุ่น หรืออาจใช้ยาเม็ดที่ 5 คือ “ประคบ” บริเวณเท้าด้วย ลูกประคบ หรือจะใส่น้ำอุ่นลงในขวดน้ำ และใช้ผ้าห่อนำมาประคบ โดยผู้ดูแลต้องตรวจเช็กว่า “ร้อนเกินไป” สำหรับผู้ป่วยหรือไม่ “เพื่อลดอาการเท้าบวมและเย็น”
      • ใช้ยาเม็ดที่ 2 คือ “เช็ด” ให้ผู้ป่วย ด้วยผ้าชุบน้ำ หากร่างกายข้างในมีภาวะร้อน ให้ใช้น้ำเย็น แต่หากร่างกายมีภาวะเย็น ก็ใช้น้ำร้อนพออุ่นมาเช็ด
      • ใช้ยาเม็ดที่ 7 คือ “อาหารปรับสมดุล” การทำ “อาหารปั่น” จะทำให้สามารถรับประทานได้ง่าย และย่อยง่ายสำหรับผู้ป่วย โดยใส่น้ำ ผัก และถั่วปั่นรวมกัน และค่อย ๆ รับประทาน หรือจะทำ “ข้าวต้มสุขภาพโรยเกลือ” ก็จะสามารถฟื้นฟูร่างกายได้เร็ว ทำให้ขับพิษที่อยู่ในร่างกายออกมาได้ดี
        แนะนำให้ลองรับประทาน “แบบมีเนื้อกากอาหาร” และลองดูว่า มีอาการแน่นท้องหรือไม่?
        “ลดปริมาณการรับประทานถั่วต้มสุก” ให้เหลือเพียงไม่เกิน 5 ช้อนแกงต่อวัน และไม่รับประทานเกินมากกว่านี้ เพราะอาจทำให้แน่นท้องและท้องอืดได้ ยกตัวอย่าง เช่น หากรับประทานถั่วครบ 5 ช้อนแกง ในมื้อเช้าแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานถั่วอีกในช่วงเย็น
      • ใช้ยาเม็ดที่ 6 คือ “กดจุดลมปราณ โดยเน้นออกแรงให้มีน้ำหนักการกด” เหมือนหมอนวดกดให้ จะช่วยขับลมออกได้ดียิ่งขึ้น ไม่แนะนำให้กดจุดลมปราณแบบลูบคลำ โดยตัวชี้วัดว่า การกดจุดลมปราณที่ปฏิบัติอยู่นั้นได้ผล คือ ผู้ป่วยจะมีอาการอยาก “หาว” หรือ “ผายลม” หรือ “เรอ” ออกมา แสดงว่ามีการขับพิษออกแล้ว ปล่อยให้ผู้ป่วยระบายออกมาได้เลย
        แนะนำให้ฝึกทำโยคะ “ท่านอน” คลิกเพื่อรับชมคลิป ตามลิงก์นี้

        และ “ฝึกการปรับสมดุลด้วยลมหายใจ” เพิ่มเติม คลิกเพื่อรับชมคลิป ตามลิงก์นี้
        https://youtu.be/wViCm3OEEvs
      • ใช้ยาเม็ดที่ 1 คือ “ดื่มน้ำสมุนไพร” แนะนำให้ใช้สูตร “น้ำ 4 พลัง” คือ ผสมน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นสดหรือแบบสกัด 1 – 3 ช้อนโต๊ะ / ผงถ่าน 1/2 – 1 ช้อนชา / น้ำมันเขียว 1 – 3 หยอด และน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ – 1/2 แก้ว หรือใช้เท่าที่สะดวก จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมด เทใส่ขวดและเขย่าเหมือนยาแก้ไอ เมื่อมีอาการเจ็บคอ และไอ สามารถดื่มแบบค่อย ๆ จิบ “สรรพคุณของน้ำ 4 พลัง คือ จะช่วยทำให้ระบบการหายใจโล่งขึ้น” และใช้ยาเม็ดที่ 5 คือ “หยอดล้างจมูก” ด้วยน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) ล้างเข้าไปในจมูก จนน้ำล้างถึงไซนัส ไหลลงไปจนถึงลำคอ
        รวมข้อมูลไว้แบบกระชับ สามารถศึกษารายละเอียดได้ จาก “คู่มือสุขภาพพึ่งตน” ตามลิงก์นี้ https://morkeaw.net/self-sufficiency-health-guide-for-covid-19/

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]


คุณบัวคลี่ แม็คคอลี่ย์

คำถามที่ 5 : “เครื่องดื่มธัญพืช ชนิดผงสำเร็จรูป” ซื้อมาเยอะมากถึง 1 กิโลกรัม ถ้านำมาชงดื่มต่อเนื่อง จนกว่าจะหมด มีผลเสียหรือไม่?

คำแนะนำจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม :

      • “ไม่ควรดื่ม” เครื่องดื่มชงสำเร็จรูปทุกรูปแบบ เพราะจะมีฤทธิ์ร้อนมาก เนื่องจากผ่านกระบวนการของอุตสาหกรรมเยอะมาก
      •  แนะนำให้ “ทำน้ำธัญพืช รับประทานเอง” เพราะจะมีคุณค่าทางสารอาหารที่มากกว่า โดยสามารถทำไว้สัปดาห์ละ 1 ครั้งก็ได้ “ด้วยการหมุนเวียนสลับการใช้ถั่ว” ในการทำแต่ละครั้ง เพื่อไม่ให้มีธาตุที่เยอะเกินไป
      • แนะนำให้ “ทิ้ง” เครื่องดื่มผงสำเร็จรูปได้เลย เพราะ “ขึ้นรา” ง่ายมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ซื้อไปรับประทาน จะมองไม่เห็น โดยสามารถนำไปทำเป็น “ปุ๋ย” ได้อย่างดีมาก
      • หลักแพทย์วิถีธรรม จะใช้อาหารที่มี “พลังสด” เป็นหลัก และ “ไม่แนะนำให้รับประทานอาหารที่ตากแห้งหรืออบกรอบ” เช่น ผักตากแห้ง ผักอบกรอบ วิธีนี้จะเป็นการกรอบในการเลือกอาหารสุขภาพที่ดีสำหรับร่างกาย
      • ผู้ถามเป็น “ตัวอย่างที่ดี” ในการกล้าถาม เพื่อให้ผู้ที่ร่วมรับฟังในรายการสายด่วนฯ “ได้รับประโยชน์” ไปด้วย เมื่อสามารถเริ่มต้นกล้าถามได้ และวางใจว่าทุกท่านเป็น “พี่น้องกัน” ก็จะรู้สึกสบายใจที่ได้พูดคุยกัน

[คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ]

สรุปเนื้อหาสาระในวันนี้ คือ พลัง “ความกล้า” ในการถามปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจ เป็นการบำเพ็ญกุศลอย่างหนึ่ง ที่เหนี่ยวนำให้ผู้อื่นได้มีความกล้า และละทิ้งความกลัวในใจ ทั้งยังเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ให้ได้รับคำตอบไปพร้อมกับตนเองอีกด้วย
คำคมเพชร จากใจเพชร คือ”สมบัติไม่ใช่ที่พึ่งที่แท้จริง ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ที่พึ่งที่แท้จริงคือบุญกุศล เอาติดตัวไปได้ตลอดทุกภพทุกชาติ
“พญายม” คือ ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความแก่ ความเสื่อม ความตายใกล้เข้ามาแล้ว ท่านได้เตรียมเสบียงของท่านแล้วหรือยัง? ทรัพย์สมบัติวัตถุข้าวของ เอาไปข้ามภพข้ามชาติไม่ได้นะ”

รายงานข่าวโดย :
ศิริพร คำวงษ์ศรี (มั่นผ่องพุทธ) / สวนป่านาบุญ ๙ สังกัดภาคกลาง

Leave a Reply

Your email address will not be published.