“สายด่วน ค่ายสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรม วิถีไทย” – 29 ธ.ค. 64

รายการ “สายด่วน สุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย”
ช่วง ถามตอบ ปัญหาสุขภาพ
#ฉบับพิเศษ ส่งการบ้านกาย-ใจ
ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม
โดย กลุ่มแพทย์แผนไทยวิถีธรรม ค้ำจุนโลก
วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม 2564
เวลา 15.00 – 17.45 น.

ประเด็นเด่นจากรายการ :

    • ฝึกยอมรับด้วยใจผาสุก “ไม่ต้องรอคำชม”
    • เลิกกลัว “คุณไสย” ด้วยหมู่มิตรดี
    • พากเพียร ด้วยใจ “มั่นศีลขวัญ กล้าจน”
    • วันแห่ง “ความกล้า”
    • โดดเดี่ยวที่บ้าน แต่ “เบิกบาน” ในมวลมิตรดี
    • เชื่อมั่น จึงเตรียมพร้อม ด้วย “ใจอาสา”
    • เปลี่ยนชีวิตด้วย “ทางใหม่ที่พ้นทุกข์”
    • เมื่อใจผาสุก “สิ่งมหัศจรรย์” จึงเกิดขึ้น
    • เป็นที่พึ่งให้ตนเองได้ ด้วย “ใจและวิถีไร้สารพิษ” 

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอฉบับเต็ม]

วันนี้มีพี่น้องทั้งจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทั่วโลก และชาวค่ายเข้าร่วมรายการทั้งหมด 92 ท่าน ดำเนินรายการ โดย คุณกมลชนก ทุมวงษ์ (แหม่ม) คุณปัทมา ลีฬหาวงศ์ (หมู) และคุณวิจิตร ตันเดชานุรักษ์

รายการสายด่วนสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย #ฉบับพิเศษ ส่งการบ้านกาย-ใจ ตลอดทั้งรายการจะได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของนักศึกษา และความพากเพียรอดทนรอคอยในการแบ่งปันการบ้านทางจิตวิญญาณ ด้วยใจที่ผาสุก


“ส่งการบ้านกาย-ใจ

คุณอรวรรณ แดงนวล – ฝึกยอมรับด้วยใจผาสุก “ไม่ต้องรอคำชม”

คิดถึงและโทรศัพท์ไปคุยกับเพื่อนรุ่นน้องที่ห่างหายไม่ได้คุยกันมาสักพักหนึ่งแล้ว เมื่อได้กลับมาคุยกัน จึงมีบทสนทนา ดังนี้
รุ่นน้อง : ในอดีตมีศรัทธาในตัวเรามาก ๆ เพราะเป็นผู้หญิงทำงานเก่ง สามารถรับเหมาทำบ้านเป็นหลังเลย แต่หลังจากที่ป่วย “ทำไมคนเก่งคนนั้น หายไปไหนหมดเลย”
คุณอรวรรณ : ก็อยากจะทำเป็นไม่กลัวตายเหมือนกัน แต่มันก็กลัวก็ทุกข์อยู่ ไม่รู้จะหาทางออกตรงไหนดี?
รุ่นน้อง : จะเอาแรงมาจากไหน เห็นรับประทานแต่ผัก ผลไม้ ยิ่งนับวันยิ่งผอม แทนที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีก 1-2 ปี ถ้าทำอยู่แบบนี้ ก็คงอยู่ไม่ได้นานหรอก เพื่อนคนอื่นที่ป่วย ก็ยังรับประทานกุ้ง และสัตว์อยู่เลย

หลังจากได้รับฟัง ก็เห็นความทุกข์ใจ แต่ในความรู้สึกลึก ๆ ก็รู้ว่า เขาไม่เข้าใจเราหรอก ว่าการรับประทานแบบนี้ เรามีความสุขแล้ว แต่หากไปรับประทานอาหารแบบโลกียะตามที่เขาบอกนั้น ก็จะทำให้เรามีทุกข์ ในใจลึก ๆ คิดว่า เขาจะพูดอย่างไร เราก็ไม่สนใจ เราจะรับประทานตามแนวทางนี้ จึงอยากส่งการบ้านเพื่อให้ได้คลายทุกข์ใจของตนเอง เพราะจะพยายามไม่สนใจคำที่รุ่นน้องพูด ไม่เป็นไรให้เขาว่าไป และขอน้อมนำทำตามคำสอนอาจารย์ คือ เราจะทำในสิ่งที่คนอื่นทำได้ยาก และทำดีถูกด่าให้ได้ ถูกว่าให้ได้

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทุกท่านก็ต้องประสบกับเหตุการณ์แบบนี้เช่นกัน เจอคำพูดจากคนรอบข้างต่าง ๆ นานา เช่น “เดี๋ยวจะผอมนะ เดี๋ยวจะขาดโปรตีนนะ” “ไม่รับประทานไข่ เดี๋ยวก็โง่และร่างกายไม่แข็งแรงหรอก”
    • เมื่อเราเข้าใจในเส้นทางนี้แล้ว แต่คนรอบข้างไม่เชื่อ ถึงจะอธิบายกับเขาไป ก็ไม่มีประโยชน์ จึงต้องวางใจให้อภัยรุ่นน้อง ในสักวันหนึ่ง “เขาจะเข้าใจเอง”
    • เป็นผู้ที่โชคดีตามบททบทวนธรรม 123 คือ “เจอผัสสะไม่ดี ได้โชค 3 ชั้น เพราะได้เห็นทุกข์ ได้ล้างทุกข์ และได้ใช้วิบาก ได้ใช้วิบากกรรมที่ไม่ดี ร้ายนั้นก็จะหมดไป ดีก็จะออกฤทธิ์ได้มากขึ้น”
    • การโดนทักเป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าเข้าสู่กระแสความดี ต้องใช้เวลากว่าจะมีความสวยงาม หากวางใจได้ และไม่สนใจ ไม่ว่าใครจะทักผอมหรืออ้วนเกินไป โทรม ไม่สวย ให้ใช้มาเป็นสิ่งที่ได้ฝึกใจ เมื่อผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ไปได้ จะยิ้มให้กับเรื่องราวเหล่านี้ “สิ่งสวยงามจริง ๆ แล้วนั้นอยู่ในใจเรา”
    • “เชื่อชัดเรื่องกรรม” ที่เคยไปปรารถนาดีและหวังดีกับผู้อื่นจนเกินไป ทำให้ตนเองและผู้อื่นทุกข์ใจ วิบากนี้จึงทำให้ได้ชดใช้
    • ไม่ต้องสนใจสิ่งที่ฟังแล้วรู้สึกไม่ดี ให้ฟังแต่สิ่งที่ดี
    • ใช้เรื่องนี้เป็น “โอกาสทอง” ด้วยการผ่าตัดกิเลสว่า “มีความโกรธหรือไม่?” พิจารณาดูใจและค้นหากิเลสว่าตนเองติดเรื่องอะไรอยู่ เพื่อที่จะได้ล้างการยึดติดในความรักสวยรักงาม
    • คุณอรวรรณดูมีพลังงานที่ดีจากเหตุการณ์นี้ ตรงตามบททบทวนธรรมข้อที่ 59 คือ “เย่ ๆ ๆ ไม่หวั่นไหว ใจเป็นสุข”
    • ส่งกำลังใจให้คุณอรวรรณ ตามบททบทวนธรรมกล่าวไว้ในข้อที่ 49 คือ “ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ”

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คุณดวงใจ นวลดี – เลิกกลัว “คุณไสย” ด้วยหมู่มิตรดี

หัวข้อ : เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน
เคยเข้ามาสอบถามหลายครั้งในเรื่อง “คุณไสย” ซึ่งตนเองได้รับคำปรึกษาและความอบอุ่นใจเป็นอย่างมาก วันนี้อยากมาสารภาพว่า “ตอนนี้ไมทุกข์กับเรื่องนี้เท่าไรแล้ว แต่ไม่รู้ว่าตนเองเจ็บป่วยเพราะอะไร รู้สึกเหมือนจะตายในตอนนั้นเลย เพราะร่างกายอ่อนแอมาก ไม่มีกำลัง จากที่ตนเองเคยเป็นคนที่ทำงานหนักมาก่อน จึงคิดว่าตนเอง “ต้องป่วยหนักมาก” ช่วงแรกไม่เคยสงสัยเรื่อง คุณไสยเลย ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นเวลาปี ๆ โดยแพทย์ต้องข้อสงสัยว่า ป่วยเป็น “โรคจิตเวช”  และได้รับยามาตลอดอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นผู้ป่วยในโรคมามากกว่า 10 ปี วิเคราะห์ตนเองแล้ว ที่มีอาการป่วย น่าจะเกิดจากความเครียดที่มีมาก

แต่มีอยู่ช่วงที่ตนเองรู้สึกว่า ชีวิตประจำวันก็อยู่เป็นสุขดี จึงมีการเลิกใช้ยาไป บางครั้งเลิก 3 เดือน หรือ 6 เดือน หรือ 1 ปี หลังจากที่ได้เลิกใช้ยา ก็ไม่รู้สึกว่าตนเองมีอาการอะไร แต่มียุคที่เศรษฐกิจของครองครัวไม่ดี และก็ไม่เคยรู้ว่าสาเหตุที่ตนเองป่วยว่าเกิดจากอะไร จึงมีอาการเครียดมากจนเป็น “โรคซึมเศร้า” ก็รู้สึกรู้ตัวทุกอย่าง แต่ทุุกครั้งที่ไปพบแพทย์แผนปัจจุบัน ท่านก็จะวินิจฉัยตนเองป่วยเป็น “โรคจิตเวช” ตลอด เห็นจิตที่เพ่งโทษการวินิจฉัยของแพทย์ที่รักษา ว่าทำไมจึงชอบมุ่งประเด็นว่าเป็นจิตเวช รู้สึกตนเองบาปที่คิดแบบนี้ เพราะแพทย์ไม่ยอมตรวจให้ละเอียด พอได้แจ้งว่าจะขอให้ช่วยตรวจละเอียด เนื่องจากมีอาการหายใจไม่ดี แพทย์กลับให้เหตุผลว่า ตนเองไม่มีเหตุผลมากเพียงพอที่จะตรวจ หากต้องการตรวจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองมากถึง 20,000 – 30,000 บาท ตนเองก็ไม่มีเงิน และกลัวว่าญาติจะต้องลำบากไปหาเงินมาเพื่อรักษา จึงตัดสินใจไม่ตรวจ แต่สุดท้ายทางโรงพยาบาลก็ยอมตรวจการหายใจให้ แต่ก็ยังมุ่งประเด็นไปแบบเดิม กลับเข้าไปรักษาในห้องแผนกจิตเวชอีกครั้ง และได้รับยาเคมีค่อนข้างแรงมารับประทาน ใช้แล้วมักมีอาการง่วงมาก เพื่อให้นอนจะได้ไม่คิดมาก แต่ตระหนักได้เองว่า “นอนหลับไป ตื่นมาก็คิดต่ออยู่ดี” จึงตัดสินใจเลิกใช้ยา

หลังจากที่หันหลังให้กับโรงพยาบาล จึงนอนป่วยอยู่บนที่นอนอยู่นานพอสมควร มีญาติคอยช่วยดูแล ซึ่งใจตนเองกังวล เพราะไม่รู้ว่าป่วยเป็นอะไร พอคิดอีกว่า หากกลับไปตรวจที่โรงพยาบาล ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ทุกครั้งที่คิดแบบนี้ ก็จะยิ่งทุกข์ใจเข้าไปอีก ร่างกายก็ยิ่งทรุด หากย้อนกลับไปในช่วงที่ร่างกายยังแข็งแรง ทำงานได้เยอะมาก จะมีน้ำหนักมากเกือบถึง 100 กิโลกรัม แต่ช่วงที่มีอาการป่วย น้ำหนักลดลงมาจนเหลือเพียง 60 กิโลกรัม พี่สาวก็เป็นห่วงว่า ตนเองจะรอดชีวิตหรือไม่ จนพี่สาวได้พบอาจารย์หมอเขียว จึงมาบอกตนเองว่า “ให้ลองดื่มน้ำปัสสาวะ และน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น” พี่สาวทำให้ทุกวัน พอได้ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นดีขึ้น ร่างกายมีกำลัง รับประทานอาหารสุขภาพโดยปรุงแต่เกลือ เพราะกลัวตาย และได้เข้าไปฟังคลิปวิดีโอของอาจารย์หมอเขียวจากทาง Youtube จึงได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย หลังจากได้ เพิ่งทราบว่า “เหตุที่ทำให้ร่างกายตนเองทรุดนั้น เป็นเพราะเครียด” 

รู้สึก “ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีมาก ๆ ตนเองมีความสุขในการทำกิจการการงานในทุก ๆ วัน ตลอด 4 ปีที่ผ่าน ยึดคำสอนของอาจารย์หมอเขียวที่ว่า ยา 9 เม็ดรักษาทุกโรค จึงสามารถวินิจฉัยได้ว่า ตนเองเป็นมะเร็ง และภูมิแพ้” แต่ขอสารภาพว่า ยังค้างคาในใจ…

คำถาม : “เรื่องคุณไสย เพราะมีมดเดินออกมาตามร่างกาย” มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพราะอะไร? ถึงใจสงสัย แต่ก็วางใจแล้วว่า ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นอะไรก็ตาม หากสิ่งนี้ได้ออกมาจากร่างกาย ก็ดีเหมือนกัน

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • “คุณไสย” คือ ไสยะ เป็นความมืดดำ และ “มืดบอด” ไม่รู้วิธีในการใช้ชีวิตของเรา เพราะ “มีแต่ความกลัว” แต่ในตอนนี้คุณดวงใจใช้ใจที่มี “ความกล้า” และได้ “เดินมาถูกทางแล้ว” เพราะได้ตื่นจาก “คุณไสย” และ “ตื่นจากความกลัวแล้ว” ใจและร่างกายจึงดีขึ้น
    • คุณดวงใจได้ชัดเจนแล้วว่า การได้ดูแลรักษาตนเองด้วยยา 9 เม็ดแล้วนั้น ทำให้มีอาการดีขึ้น แนะนำให้ “จำความรู้สึกแบบนี้ไว้”
    • ตั้งแต่ได้เข้ามาศึกษาแพทย์วิถีธรรม ฟังอาจารย์หมอเขียว และได้ปฏิบัติดตาม ด้วยการเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตแล้ว คุณดวงใจก็ยืนยันชัดเจนด้วยตนเองว่า มีความรู้สึกดีขึ้น สว่างขึ้น ร่างกยดีขึ้นแล้ว ดีทุกอย่างมาตลอด ไม่มีอะไรที่ไม่ดีเลย เพราะฉะนั้นแสดงว่า “ไม่ได้มีการติดคุณไสยเลย”
    • อาจารย์หมอเขียวสอนให้ “ตั้งศีล” เพื่อให้เห็นทุกข์ในความกลัวที่เราทุกคนมีที่ผ่านมา และทำให้ “มีความสงสัย” เมื่อปฏิบัติศีล จึงทำให้ออกจากความลวงได้ทั้งหมดเลย
    • ปฏิบัติยา 9 เม็ด ฟังธรรมเป็นประจำ และเข้ามาสนทนาธรรมแบ่งปันกันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทำศีลที่ถูกต้อง เอาเพียง “ความสุขในปัจจุบัน” ไม่ต้องสงสัย และกลัวกังวลสิ่งอื่น ๆ แล้ว
    • หากศรัทธาและเชื่อในศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ซึ่งจะมีอาการป่วยเพียง 3 ภาวะเท่านั้น คือ ร้อนเกิน เย็นเกิน และร้อนเย็นเกิดขึ้นพร้อมกัน “ไม่มีชื่อโรคใด ๆ ทั้งนั้น” เมื่อเราสามารถวินิฉัยโรคเองได้ และแก้ไขรักษาด้วยตนเองได้แล้ว “เราจึงเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง” จึงไม่มีความจำเป็นไปตรวจที่อื่น หรือถามแพทย์แผนปัจจุบันเลย เพราะหากเข้าไปแจ้งอาการแบบเดิม พูดวนซ้ำเรื่องเดิม แพทย์จะวินิฉัยอาการกลับมาที่จุดเดิม คือ “จิตเวช” ซึ่งจะทำให้มีวิธีรักษาไปอีกทางหนึ่งเลย

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คุณสนทยา กันทะมูล – พากเพียร ด้วยใจ “มั่นศีลขวัญ กล้าจน”

หัวข้อ : เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน
เคยได้ยินที่พ่ออุ้ย แม่อุ้ย พูดว่า “ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข” ในอดีตให้เราคิดอย่างไร ก็ไม่เป็นไปตามคำอวยพร ชีวิตเราอยู่ร้อน นอนทุกข์ ตอนไปทำมาหากินพ่อบ้านขายลำโพง เราคิดว่าไปส่งเสริมคนไม่ประหยัด ช่วงหนึ่งเราได้รู้จักชาวอโศก เข้าใจชีวิตทางธรรม แรก ๆ ทางบ้านไม่สนับสนุน เริ่มทดลองทำตาม ลด ละ การรับประทานเนื้อสัตว์ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ประหยัด เริ่มเข้ามาเป็นจิตอาสาในปี 2555 จากนั้นเมื่อปี 2546 จนถึง 2560 ชีวิตล้มเหลวในการทำการค้า เพราะถูกโกงเป็นหนี้ก้อนใหญ่ พากเพียรใช้หนี้ จนปลดหนี้สินได้ในปี 2561 จึงรู้สึกไม่อยากเป็นหนี้ แต่ความคิดตนเองและพ่อบ้านไม่ตรงกัน จึงตัดสินใจแยกกันทำตามแนวทางของแต่ละคนที่ต้องการเลือก และในปี 2560 จากที่พ่อบ้านยังทำในแนวทางชีวิตแบบเดิม ๆ และก็เกิดเหตุการณ์หนักหนาสาหัวอีกครั้งเหมือนช่วงปี 2546 ช่วงนั้นเครียดมากจนทำให้ป่วยเป็น “น้ำเหลืองไหลเยิ้มบนร่างกาย” จึงตระหนักรู้ว่า การไม่มีศีล จะได้พบกับการชดใช้วิบากกรรมอย่างไร ไม่รู้จะไปทางไหน

เวลาผ่านไป 10 ปีต่อมา ในปี 2564 ได้เรียนรู้ธรรมะ “ทำให้สบายใจ และมีจิตใจที่แตกต่างกันจากในช่วงที่เกิดปัญหา” ตอนนี้เราซาบซึ้งด้วยความเบิกบาน สภาวธรรมรู้ตัวเต็มที่ เป็นคนวรรณะ 9 ในระดับเบิกบานและดีมาก หนูจะเข้าตระกูล กล้าจน หนูคุยกับแม่ ไม่กล้าคุยกับพ่อ แม่บอกดีนะ วันนี้อยากมาส่งการบ้านเรื่องนี้

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • ใครเจอเรื่องหนัก ศีลเราสูง ได้สมฐานะ เรื่องเลวร้ายแต่เรายินดีได้ โจทย์ที่ผ่านมา
    • ร่วมยินดีกับ “ความกล้าหาญ กล้าจน ที่มีใจ มั่นศีลขวัญ”

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คุณอนงค์ ท่าข้าม – วันแห่ง “ความกล้า”

หัวข้อ : เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน
เมื่อก่อน “อัตตาสูง” พอรู้จักแพทย์วิถีธรรมหายไปหมด เรียนอริยปัญญาตรี สมัครเข้าอบรมหลักสูตรมาทั้งหมด 3 รุ่น ได้รับฟังทุกรุ่น แต่ไม่กล้าส่งการบ้าน วันนี้วางใจ “กล้าหาญ” มาส่งการบ้าน เพราะตั้งแต่ได้เข้ามาเรียนรู้แล้วนั้น “ชีวิตเปลี่ยนจากใจร้อนหายไปหมด”

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คุณพลัฏฐ์ รัตนวชิรินทร์ – โดดเดี่ยวที่บ้าน แต่ “เบิกบาน” ในมวลมิตรดี

หัวข้อ : เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน
“เสพสุข เสพทุกข์” ไม่ได้เข้ามาในแพทย์วิถีธรรม เพราะเป็นทุกข์ ก่อนมาพบแพทย์วิถีธรรม ตนเองจะอยู่ในตำแหน่งของ “เทวดา” สมบูรณ์พูนพร้อมทุกอย่าง พอฟังธรรมะอาจารย์ มีความศรัทธาเชื่อมั่น เมื่อก่อนเสพสุขสารพัด ตนเองเป็นคนมีฐานะ จึงเสพสุขได้ตามที่อยากเสพ พอมาเข้ากลุ่มแพทย์วิถีธรรม จึงเปลี่ยนความคิด และปรับเปลี่ยนชีวิตทั้งหมด “สิ่งที่ได้รับในด้านบวกแบบโลก ๆ” ทำให้ตนเองได้รู้จักคำว่า “ทุกข์” เมื่อก่อนไม่รู้ว่าที่เสพสุข มันเป็นทุกข์ เมื่อรู้จักทุกข์มากขึ้น ทำให้ทุกข์ต่าง ๆ ก็น้อยลง เมื่อก่อนรับประทานอาหารสารพัด มีปัญหาสุขภาพ โดยไม่รู้ว่าเกิดจากการรับประทานแบบผิด และรับประทานเกินจำเป็น จึงทำให้ส่งผลเสียต่อร่างกาย ตอนนี้แก้ไขปัญหาสุขภาพได้ทั้งหมด เข้าใจธรรมะแจ่มแจ้ง เพื่อนฝูงครอบครัวรอบตัว กลับกลายเป็น “ไม่มี เหมือนตนเองอยู่ตัวคนเดียว” เพราะคนในครอบครัว เพื่อนฝูงนั้น ไม่มีใครเดินตามแนวทางนี้ได้เลย ถ้าจะให้ไปเข้าร่วมกลุ่มกับหมู่มิตรดีเต็มตัว ก็ยังไปไม่ได้ เพราะยังมีภาระที่ต้องดูแลรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง ฯลฯ จึงยังต้องอยู่อย่างนี้ เป็นสภาพที่นำมาเล่าสู่กันฟัง

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • จิตอาสาหลายท่านก็เหมือนอยู่คนเดียวในครอบครัวของตนเองเช่นกัน “แต่ไม่เงียบเหงา” เพราะสามารถการอยู่บ้านก็ยังสามารถเข้ามารวมตัวกันได้ในช่องทางออนไลน์
    • การอยู่คนเดียว ถือเป็น “ข้อดี” หากจับประเด็นได้ว่า หากต้องอยู่คนเดียวนั้น ใจเป็นทุกข์หรือไม่?
    • หากเข้าใจในธรรมชาติและหลักธรรม ก็จะทำให้เข้าใจผู้อื่น จากหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ “อาริยสัจ 4” หรือ เส่นทางการพ้นทุกข์ เมื่อเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ จะทำให้เข้าใจและสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสรรพสิ่ง จึงทำให้ชีวิตที่มีความสุขมากกว่าในอดีต
    • การที่มี “ชีวิตเป็นศูนย์” กลับมีความสุขมากกว่า เพราะรู้สึกว่าเป็นอิสรภาพและโล่งมากกว่าเมื่อก่อน
    • หลายครั้งที่ “เคยสนิท” กับเพื่อนคนนี้ แต่อยู่ดี ๆ ก็ “ห่างเหิน” กันออกไป ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเราทุกคนจะมีการใช้เวลาต่อกันและกันเพียงแค่ “บางช่วงของชีวิต” เท่านั้น

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คุณ จารุวรรณ โกมลกุญชร – เชื่อมั่น จึงเตรียมพร้อม ด้วย “ใจอาสา”

หัวข้อ : เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน
รู้จักอาจารย์หมอเขียวจาก “รายการ คนค้นฅน” และได้เข้าค่ายครั้งแรกปี 2554 ที่สุราษฎร์ธานี ฟังแล้วเข้าใจง่าย จากนั้นเรียนรู้สุขภาพ ได้พูดคุยกับจิตอาสาหลาย ๆ ท่านในเรื่องธรรมะและสุขภาพ จากการที่ต้องทำงานในระบบราชการ ทำให้เราเครียด ปวดศีรษะตึงทุกวัน หลังจากที่ได้ไปร่วมเข้าค่ายครั้งแรก ใช้เวลาเพียง 3-4 วัน อาการปวดศีรษะก็หายไป รู้สึกประทับใจ ต่อมามีโอกาสเข้าค่ายครั้งที่ 2 และได้รับประทานอาหารในค่ายฯ มีรสชาติอร่อย รับประทานได้ดี จึงคิดว่าอยากใช้ชีวิตแบบนี้ เพราะตนเองทำงานแล้วเครียด ในใจมีความคิดที่ “อยากเป็นจิตอาสา” จึงเกษียณลาออกมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว และมาบำเพ็ญกับป้าจี ตั้งแต่ปี 2561 ถึงปี 2563 ได้เข้าค่ายจนมีเหตุการณ์โควิด ทำให้ไม่ได้ไปไหน และตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ได้ฟังธรรมะทุกวัน และสมัครเข้าค่ายทุกครั้ง มารับประทานอาหารมังสวิรัติ ลด ละ เลิกเนื้อสัตว์ และไม่รับประทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รู้สึกร่างกายเบาลง ความเจ็บป่วยน้อยลง ใจไม่ทุกข์ไม่เครียด ฟังธรรมะอาจารย์ตลอด เรียนรู้การลดทุกข์กิเลสและศีลละเอียด ได้เรียนรู้ว่าทุกข์มาทางไหน ก็คอยจับให้ทัน ชีวิตเปลี่ยนไปจึงมีความสุข เรียบง่าย ประหยัด เบาสบายทางกายและใจ ทั้ง ๆ ที่ได้รับเงินน้อย แต่มีเงินเก็บมากขึ้น ได้รับประทานอาหารน้อยลง และพยายามลองรับประทานอาหารมื้อเดียว แต่ส่วนใหญ่มื้ออาหารจะมีมื้อเช้าผักปั่น และมื้อเย็นธัญพืช รู้สึกว่าตนเอง “ตัดสินใจถูกต้อง” ที่ได้ลาออกมา

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • เป็น “ผู้ที่มีความตั้งใจจริง” และรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร จึงทำชีวิต “มีความผาสุก”
    • จิตอาสาแสดงความยินดีต้อนรับที่คุณจารุวรรณจะได้มาร่วมบำเพ็ญเป็น “จิตอาสา”

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คุณดินแสงธรรม กล้าจน – เปลี่ยนชีวิตด้วย “ทางใหม่ที่พ้นทุกข์”

หัวข้อ : เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน
เมื่อก่อนเป็นคนอ้วนมีน้ำหนักเยอะถึง 85 กิโลกรัม ไม่รู้ทำอย่างไรให้สุขภาพดี ใช้ชีวิตไปตามที่ได้ยินได้ฟัง คิดว่าทำดีที่สุด สิ่งที่ทำบ้าง คือ ซื้อผักและกับข้าวมารับประทาน เวลาป่วยก็ไปพบแพทย์แผนปัจจุบันทั่วไป ย้อนไปจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ไปพบแพทย์ ในวันช่วงเวลา 02.00 น. เพราะมีอาการเคืองหรือแสบตา เมื่อไปถึงปรากฏว่าเจอแพทย์เพิ่งนอนหลับ และตื่นมาตรวจเรา ในอดีตเป็นแต่ “ผู้รับ” จะได้รับข้าวของน้ำใจจากผู้อื่นเสมอ จะให้ผู้อื่นไม่มาก

ด้านนามธรรม “หากได้ถูกขัดใจ จะทุกข์ทันที เพราะแก้ใจตนเองไม่ได้ แก้ไม่เป็น” มักเป็นคนขี้โกรธ ขี้โมโห กลัวอ้วน กลัวเดินทางคนเดียว กลัวอะไรที่ไม่เคยเห็น เปลี่ยนใหม่ หลังรู้จักแพทย์วิถีธรรม จึงได้มาปลูกผักรับประทาน และดูแลสุขภาพด้วยยา 9 เม็ด จากนั้นจึงเริ่ม “ให้อิสระตนเองและผู้อื่นมากขึ้น” ไม่เป็นทาสกิเลสมาก แบ่งปันมากขึ้น เมื่อก่อนจับกิเลสไม่เป็น จับกิเลสไม่ได้ ไม่รู้ว่าไม่พอใจ เราก็แสดงออกไม่รู้ตัว เราคิดโกรธ เราคิดไม่พอใจคน สิ่งของ แสดงออกในทางไม่พอใจในสิ่งนั้น จึงทำให้ได้มาฝึก หยุดการกระทำทางกาย วาจาที่ไม่ดี เพื่อได้เห็น ฝึกลดละการพูดไม่ดี การกระทำต่าง ๆ ที่ไม่ดี ตอนนี้ทำให้ตนเองเห็นทุกข์ชัดมาก ว่ามีอาการแน่น อึดอัด มันอัดอยู่ข้างใน  ยิ่งทุกข์ตัวใหญ่ ยิ่งอึดอัดแรง ฟังธรรมะทุกวันทำให้มีปัญญาเพิ่มขึ้น และได้หลักความกล้า 8 ประการ มาเติมเต็มปัญญาให้มากขึ้น หากตนเองกลัวอะไร ก็ให้ทำสิ่งตรงข้าม “ความกลัว คือ ความคิดผิด กล้าคิดให้ถูก เลยชัดเจน” ความรู้สึกที่อยู่ข้างในเกิดจากความคิดผิด ไม่ได้ออกมาทางการทำหรือวาจา แค่อยู่ข้างในก็ทำให้เราทุกข์ พัฒนาตนเองจนรู้ว่า “ที่เราทุกข์เพราะคิดผิด” ด้วยการพัฒนาความเร็วในการเปลี่ยนคิดที่ผิด ให้ไม่ออกมาทางกาย วาจา เช่นความคิดที่ไม่ดี จับได้เร็วมากขึ้น ไม่ต้องทุกข์อีกแล้ว คิดผิดก็เปลี่ยน ไม่ดิ้นไม่ทุกข์ ไม่อยากทำในสิ่งที่ผิด ถ้ารู้ว่าเมื่อไหร่คิดผิดก็แก้ให้เร็วที่สุด

วันหนึ่งได้ฟังเพื่อนคุยกัน แล้วเราจะคิดตามสิ่งที่เพื่อนคุยกัน มีอยู่วินาทีหนึ่ง เพื่อนพูดผิด เราอยากพูดคำที่เราคิด ได้รู้สึกถึงพลังงานก้อนหนึ่งที่ดันขึ้นมาให้เราอยากพูด และอยากแสดงความคิดเห็นของเราที่ตรงกันข้ามกับเพื่อน เพราะมีพลังงานดัน และตรงข้ามกับความคิดของเขา จึงทำให้รู้ว่า นี่คือ “กิเลส” แต่หากเป็นพลังงานของพุทธะ “จิตจะสงบ” จะไม่มีพลังร้าย ๆ กดดัน จะไม่มีพลังงานไปต้าน จับได้ก็เปลี่ยนความคิดใหม่ เราไม่พูดคำนั้น เพื่อไม่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะเพี่อนกำลังพูด แล้วจะเกิดการพูดสวน รู้ทันทีว่า ไม่ควรทำ และเราไม่แน่ใจว่าเพื่อนจะมีอัตตาหรือไม่ เราจึงไม่พูดสวน “ความอยากพูดเป็นกิเลสของเรา ต้องล้างมัน” ต้องเห็นว่ามันทุกข์ ว่าจิตที่มี “อัตตา” คือ อยากให้เขาได้ดี และ “อยากเปลี่ยนให้เขาคิดเหมือนเรา” เราจึงแยกได้ว่าเป็นพลังงานนี้เป็นอัตตาหรือกาม เมื่อรู้ทันความคิดว่า นี่คืออัตตา และเราอยากล้างอัตตา “สิ่งนี้ไม่ใช่ความสุขที่เราอยากได้” เราต้องเอาออก ไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นกิเลส ยังฝังลึกอยู่ข้างในโผล่ให้เราเห็นเมื่อเจอผัสสะ ความรู้สึกอยากก็จะลด พลังงานอยากก็เบาลง ความรู้สึก “อยาก” ก็หายไป เพราะได้ปราบกิเลสด้วยการรู้ถึง “สมุทัย หรือ เหตุแห่งทุกข์” คือ เราอยากให้เขาคิดเหมือนเรา ตัวตรงกันข้ามกับสมุทัย คือ “นิโรธ” ได้เห็นจิตตนเองว่าเป็น “มิจฉาทิฐิ” และสิ่งนี้ที่ได้เพียรพิจารณานั้น คือ “มรรค”

ซึ่งก็ยังมีอีกกิเลสอีกหลายอย่างที่ตนเองก็ไม่ต้องพากเพียรฝึกฝนต่อไป จึงขอมาเล่าสู่กับพี่น้องได้รับฟัง ในวิธีปฏิบัติธรรมสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้เราล้างทุกข์มากขึ้น จิตวิญญาณก็เบาโล่งมากขึ้น

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คุณอัญชลี โสภา – เมื่อใจผาสุก “สิ่งมหัศจรรย์” จึงเกิดขึ้น

หัวข้อ : เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน
เริ่มศึกษาเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่ปี 2558 ชีวิตจึงมีสิ่งที่ดีขึ้นเยอะ โดยตนเองเลี่ยงทำกสิกรรมที่ใช้สารเคมีฆ่าวัชพืช แต่ช่วงแรกทุกคนในครอบครัวไม่เห็น และหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเหมอนมีบางอย่างมาช่วย เช่น ช่วงที่มี “หอยเชอรี่ระบาด” ซึ่งเข้ามาที่พื้นที่กสิกรรม “แต่หอยเชอรี่ไม่ทำร้ายพืชที่ได้ปลูกไว้” และเหตุการณ์ช่วงที่ต้นข้าวอ่อน ๆ เจริญเติบโต และมีวัชพืชขึ้นเยอะ สามีบอกว่า “ครั้งนี้จะต้องฉีดสารเคมีนะ” แต่ตนเองวางท่าที “นิ่ง” แต่ผลสุดท้ายแล้วพอเอาน้ำเข้า และใส่ปุ๋ยไป ปรากฏว่า “วัชพืชตาย” เหลือแต่ข้าว ด้วยแรงบุญที่ตนเองตั้งใจที่จะไม่ไปแตะต้องสารเคมีอีก จึงทำให้มีสิ่งที่เกื้อหนุน ชีวิตก็มีความผาสุกขึ้น “ครอบครัวเห็นด้วย”

ในด้านสุขภาพ ตั้งแต่ได้เข้าค่ายแพทย์วิถีธรรมครั้งที่ 1  โดยดูแลตนเองทุกครั้ง เมื่อมีอาการต่าง ๆ คือ กัวซา ทำโยคะ สวนล้างลำไส้ใหญ่ ดื่ม หยอดตา ทาใบหน้าด้วยน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) รู้สึกว่าชุ่มชื่น ชีวิตก็ผาสุก

หัวข้อ : ทุกข์หายฉับพลัน
วันจันทร์ที่แล้วมีความเครียดมาก มีอาการขาอ่อนแรง ดัดตัวโยคะก็ยังไม่คลาย มีความเครียดเยอะมาก เพราะตอนนี้ได้รับผิดชอบทำงานสหกรณ์ ในด้านงานบัญชีและเป็นประธาน จึงมีอาการเครียดมาก รู้สึกเอาไม่อยู่ มีอาการจนถึงตอนเที่ยง จึงติดต่อคนนวดที่ตนเองเคยได้ไปประคบสมุนไพร แต่ปรากฏว่า เขาไม่รับโทรศัพท์ จึงเข้าไปค้นหา “หมอเขียว กัวซาหัว กัวซาหน้า” ก็ปฏิบัติตาม รู้สึกดีขึ้น ชีวิตก็ดีขึ้น

เมื่ออยู่บ้านจะเปิดธรรมะให้ครอบครัวได้ฟังด้วย คุณแม่ของตนเองก็เห็นด้วย เวลามีเรื่องทุกข์อะไร แม่ก็จะบอก “ทำไมไม่กินน้ำปัสสาวะ?” ส่วนคุณพ่อก็มีความนิ่งและใจเย็นลง ชีวิตเป็นอยู่ผาสุกมากขึ้น

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คุณอุรา สังข์ชม – เป็นที่พึ่งให้ตนเองได้ ด้วย “ใจและวิถีไร้สารพิษ” 

หัวข้อ : เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน
ตั้งแต่รู้จักแพทย์วิถีธรรม ชีวิตก็เปลี่ยนไปเยอะ ได้ถือศีล 5 ละอบายมุข ดูแลตนเองด้วยการดื่มและกลั่นน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) สวนล้างลำไส้ใหญ่ กลั่นน้ำสมุนไพร ฟังธรรม ทำให้รู้จัก “อาริยสัจ 4” และสามารถ “เป็นที่พึ่งของตนเองได้”

ตนเองจะเข้าซูมทุกวัน ตอนนี้ไม่ได้เปิดรับชมรายการทีวีเลย ได้ปลูกสมุนไพรใช้เอง และตั้งแต่มีการแจกเมล็ดพันธุ์ ก็เริ่มปลูกมากขึ้น โดยใช้น้ำจุลินทรีย์รด จะขอพากเพียรปฏิบัติเรื่อย ๆ ตามที่อาจารย์หมอเขียวสอน 

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]

สรุปเนื้อหาสาระในวันนี้ คือ ความพากเพียรมุ่งมั่นตั้งใจฝึกฝนของผู้ส่งการบ้านแต่ละท่าน ทำให้ได้ประจักษ์ถึง “การทำจริง ได้จริง จริงในความผาสุกที่ตนเองได้รับ” โดยการเน้นปฏิบัติจนพบความผาสุกทางใจ จึงถูกตรงตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ให้ได้ “พิสูจน์” ด้วยตนเอง มิใช่จากการฟังและเชื่อตามกันจากคำพูดของผู้ใด

รายงานข่าวโดย :
ประภัสสร วารี / สวนป่านาบุญ 1 สังกัดภาคอีสาน

Tags:

Leave a Reply

Your email address will not be published.