“สายด่วน ค่ายสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรม วิถีไทย” – 22 ธ.ค. 64

รายการ “สายด่วน สุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย”
ช่วง ถามตอบ ปัญหาสุขภาพ
ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม
โดย กลุ่มแพทย์แผนไทยวิถีธรรม ค้ำจุนโลก
วันพุธ ที่ 22 ธันวาคม 2564
เวลา 15.00 – 17.30 น.

ประเด็นเด่นจากรายการ

    • ทุกอย่างเกิดขึ้นกับเรา เราทำมาทั้งนั้น “ยินดีได้ไม่ทุกข์”
    • “ไม่คาดหวัง” เราทำดีแล้ว ต้องได้ “ตามอยาก”
    • เตือนใจ หยุดเป็น “ขี้ขโมยความดี”
    • มัดรวมคำถาม “ใบย่านาง”
    • เคยเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
    • ผ่าตัดและหายแล้ว แต่ช่วงหลังกลับมาอ่อนเพลียอีก
    • ปวดหัวเข่า มีเสียงก๊อกแก๊ก มีคนแนะนำให้ใช้ยาอื่น ทำอย่างไรดี?

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอฉบับเต็ม]

วันนี้มีพี่น้องทั้งจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทั่วโลก และชาวค่ายเข้าร่วมรายการทั้งหมด 104 ท่าน ดำเนินรายการ โดย คุณอรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ (หม่วย) คุณปัทมา ลีฬหาวงศ์ (หมู) และคุณวิจิตร ตันเดชานุรักษ์

รายการสายด่วนสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย เริ่มต้นรายการด้วยธรรมะเพื่อความผาสุก คือ การอ่านบททบทวนธรรมยาเม็ดที่ 8 ข้อ 32-40 [คลิก] และข้อ 41 [คลิก]


“ช่วงแบ่งปันความประทับใจในบททบทวนธรรม

ที่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อดับทุกข์ใจ”

บททบทวนธรรม ข้อที่ 42 “ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง ได้พลังสุด ๆ ได้สุขสุด ๆ ยินดีในความชอบชัง เสียพลังสุด ๆ ได้ทุกข์สุด ๆ”  

คุณเพิ่มศีล : อาจารย์สอนทุกอย่างเกิดขึ้นกับเรา เราทำมาทั้งนั้น ยินดีได้ไม่ทุกข์

บททบทวนธรรม ข้อที่ 33 “ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน ได้เท่าไหร่ พอใจเท่านั้น พอใจเมื่อไหร่ ก็สุขใจเมื่อนั้น” 

คุณจิราภรณ์ : ในแต่ละวันเราทำดีที่สุด รู้ว่าอะไรดี ลงมือปฏิบัติ ได้เท่าไหร่พอใจกับที่ได้ ไม่ต้องคาดหวังว่า เราทำดีแล้วต้องได้เท่านั้นเท่านี้ 

บททบทวนธรรม ข้อ 35 “ยึดอาศัยดี ที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง นั้นดี แต่ยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องเกิดดีดั่งใจหมาย ทั้ง ๆ ที่องค์ประกอบเหตุปัจจัย ณ เวลานั้น ไม่สามารถทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริง นั้นไม่ดี”

คุณอรุณรัตน์ : ตอนที่มาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรม เรามาใช้กับตัวเราเอง เกิดความศรัทธา เพราะโรคที่เป็น โรคภูมิแพ้ ไมเกรน แค่ไปค่าย 7 วัน และอยู่ในค่ายของแพทย์วิถีธรรม ไม่รับประทานอะไรนอกจากที่ทางค่ายฯจัดให้ อาการก็หายสนิท มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อนี้ คือ เมื่อศรัทธามาก พอกลับถึงบ้าน ก็ยัดเยียดความดี และจะเอาดีจากสมาชิกในครอบครัว อยากให้พวกเขาหักดิบ คุณพ่อป่วยเป็นโรคไต น้องมีปวดเมื่อย และมีอาการเรออยู่เรื่อย ถ้าได้ใช้แค่ดื่มน้ำอุ่น หยอดด้วยน้ำมันเขียว และผสมผงถ่าน แต่ว่าไม่มีใครในบ้านเชื่อเลย ตนเองจึงโมโห หงุดหงิด จะเป็น “ขี้ขโมย” ตอนนั้นไม่เข้าใจว่า เราไปขโมยอะไร? แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ขโมย คือ “ความดีที่ผู้อื่นยังไม่พร้อมหรือยินดีจะทำ”


“ช่วงถาม-ตอบปัญหาสดในรายการ”

♣ มัดรวมคำถาม “ใบย่านาง” ♣

คำถามที่ 1 : “ซื้อใบย่านางมาเยอะ อยากทราบวิธีการเก็บ ว่าต้องคั้นเป็นน้ำแล้วแช่ช่องแข็ง หรือไม่?”

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • เคยซื้อมาแล้ว แล้วรับประทานไม่ทัน ใบย่านางจึงมีสีดำ ได้คั้นเป็นน้ำ แล้วเก็บแช่ช่องแข็ง หรือใช้ผ้าชุบน้ำห่อไว้ เพื่อจะเก็บไว้ใช้ในวันต่อ ๆ ไป
    • “เก็บตามวัตถุประสงค์” เช่น เก็บไว้ให้ผู้ป่วย หรือเก็บให้ผู้เข้าค่าย
    • “การเก็บมีข้อจำกัด” ถ้ารับประทานคนเดียว แนะนำให้คั้นเป็นน้ำและเก็บแช่ช่องแข็ง
    • สำหรับจิตอาสาต่างประเทศจะนำใบย่านางมาล้างให้สะอาด แล้วใส่ในช่องแช่แข็ง
    • ใบย่านางที่อยู่ในตู้เย็นจะ “แย่งน้ำกัน” ทั้งโดนอากาศดูดและเลี้ยงกันเอง จึงทำให้ “แห้งเร็ว”

คำถามที่ 2 : “ใบย่านางซื้อมาแช่ตู้เย็น เอาออกมาก็ดำและเหนียวใช้ได้ไหมค่ะ”

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • “ไม่แนะนำ” ให้ใช้ทำน้ำสมุนไพร อาจนำไปทำเป็นชาที่ผ่านไฟ
    • นำใบย่านางเอามาเรียง จากนั้น “หุ้มด้วยพลาสติกแรป โดยทำเป็นห่อเล็ก ๆ แล้วห่อด้วยฟอยอีกครั้ง” จากนั้นแช่ในช่องธรรมดา สามารถเก็บได้ 1 เดือน

คำถามที่ 3 : “แช่เย็นน้ำย่านาง เป็นก้อนน้ำแข็ง และโดยช่วงเช้าจะใช้  2 ก้อน ผสมน้ำใบเตยต้ม น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นเข้ม นำมาดื่ม 1 แก้ว จะมีอาการไอ ในช่วงกลางคืน และเวลา 23.00 ถึง 2.00 น. ของวันถัดไป จะมีเสลด จึงไม่ดื่ม 3 วัน อาการไอหายไป อยากทราบว่า ตนเองใส่น้ำย่านางเยอะเกินไป หรือไม่? ผู้ถามป่วย 8 โรค เช่น เบาหวาน ไขมัน และมีค่ามะเร็งในรังไข่สูง ฯลฯ” 

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • หากนำย่านางไปแช่เป็นก้อนน้ำแข็ง จะทำให้เป็น “ฤทธิ์ร้อน” มีความแห้ง และมีเกิดอาการระคายคอ สาเหตุที่ทำให้ “ไอ” จึงอาจมาจากการดื่มแบบเป็นก้อนน้ำแข็ง ถ้าจำเป็นต้องดื่ม แนะนำให้กดน้ำร้อนใส่เพิ่ม และ “ต้องทำให้ก้อนน้ำแข็งละลายจนเป็นน้ำทั้งหมด ก่อนดื่ม” เพื่อลดอุณหภูมิของเขา
    • หากไม่แน่ใจว่า ภาวะอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายดังกล่าว เกิดจากการดื่มน้ำย่านาง มากเกินไปหรือไม่ “ให้ลองปรับมาดื่มน้ำย่านางผสมน้ำร้อนก่อน แล้วผสมกับน้ำใบเตย ตามที่ได้แนะนำไปก่อน” แล้วค่อยลองตรวจดูร่างกายอีกครั้ง ว่าดีขึ้นหรือไม่
    • จากที่ผู้ถามได้ดื่มน้ำย่านางแบบสีเขียวเข้ม จึงทำให้มีการขับของเสียค่อนข้างออกมาเยอะ หากร่างกายไม่สมดุลมาก จะมีอาการขับพิษของเสียออกมา เรียกว่า “ธาตุไฟกำเริบ” ซึ่งมักกำเริบเล่นงานร่างกายให้มีอาการต่าง ๆ ช่วงเวลา 22.00-2.00 น. จึงแนะนำให้ผู้ถาม “ลดหรือเจือจางน้ำย่านาง ให้เป็นสีเขียวจาง ๆ ก่อนดื่ม” เพื่อลดการขับพิษเร็วเกินไป
    • เมื่อดื่มน้ำเย็น จะทำให้ร่างกายร้อน เพราะร่างกายจะต้องเสียพลังงานมาก เพื่อปรับน้ำที่เข้าไปในร่างกาย “ให้อุ่น” เหมือนกับการรับประทานน้ำแข็ง
    • เนื่องจากผู้ถามมีหลายโรค หากมี “อาการคอแห้ง” แสดงว่าเป็น “ภาวะร้อนเกิน” แนะนำให้ใช้น้ำย่านางสด หรือน้ำย่านางสกัด  1 ช้อนผสมน้ำ 1 แก้ว จะนำมาดื่มหรืออมไว้ แล้วค่อย ๆ กลืน อมจนน้ำมีอุณหภูมิปกติ เมื่อน้ำเข้าไปในร่างกาย จึงสามารถย่อยได้เลย ร่างกายรับได้ จึงไม่ให้คอแห้ง

คำถามที่ 4 : “ระหว่างน้ำย่านางสดและน้ำย่านางสกัด สรรพคุณแตกต่างกันอย่างไร?”

คำแนะนำจากจิตอาสา : โครงสร้างลักษณะเซลล์ของ “ใบย่านาง” จะเหมือน “เม็ดเลือดแดง” เพราะฉะนั้นหาก “ดื่มน้ำย่านางสกัดอย่างเดียว” จึงทำให้ “ไม่ได้รับคลอโรฟิลล์”

“น้ำย่านางสด”

    • ใช้ดื่มสำหรับปรับสมดุล “เป็นหลัก”
    • น้ำย่านางสด มีคุณค่าสารอาหารจากใบย่านาง “อยู่ครบ”

“น้ำย่านางสกัด”

    • ใช้ดื่มสำหรับ “เป็นยา” หากไม่จำเป็นไม่ต้องดื่ม แต่ดื่มได้เป็นครั้งคราว เฉพาะช่วงที่ไม่มีน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น
    • น้ำย่านางสกัด มีคุณค่าสารอาหารจากใบย่านาง “ไม่ครบ” เนื่องจากการผ่านร้อน ทำให้สารอาหารบางชนิดหายไป
    • น้ำย่านางสกัด จะมี “ฤทธิ์ร้อนผสมอยู่” เพราะต้องผ่านการต้มหรือกลั่น “แต่ยังมีฤทธิ์เย็นอยู่” หากช่วงที่ร่างกายมี “ภาวะร้อนเกิน” เมื่อดื่มเข้าไป บางครั้งจึง “มีอาการร้อนวูบวาบ” 
    • บางสถานที่จะหาย่านางได้ “ยากมาก” เช่น ภูผาฟ้าน้ำ จึงพึ่งตนด้วยการใช้น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) และจะใช้น้ำย่านางสกัดใน “ช่วงเวลาฉุกเฉินหรือจำเป็นเท่านั้น” เช่น เวลาเดินทาง “ไม่แนะนำให้ใช้น้ำย่านางสกัดบ่อย ๆ”

กรณีศึกษา : ผู้ป่วยบางท่านที่ “ไม่มีเวลา” จึงดื่มน้ำย่านางสกัด “เป็นหลัก” ต่อมาตามร่างกายมีเม็ดขึ้น ทางจิตอาสาจึงแนะนำให้ลองหยุดดื่มน้ำย่านางสกัด 1 สัปดาห์ ปรากฏว่าอาการหายไปและดีขึ้น หลายท่านเข้าใจผิด นึกว่า “น้ำสกัดย่านาง ดีแล้ว” จึงดื่มอย่างต่อเนื่อง จนบางท่านมือเท้าเย็น นี่คือผลของดูแลสุขภาพแบบ “สุดโต่ง” จึงทำให้ร่างกายเย็นเกินไป 

คำถามที่ 5 : “ดื่มน้ำย่านางสกัด ผสมน้ำธรรมดา ในช่วงกลางคืนปกติดี แต่ในช่วงบ่ายเหมือนมีภาวะร้อนวูบวาบ ขอคำแนะนำ” 

    • หากร่างกายเราดื่มน้ำย่านางสกัดเข้าไปมาก ๆ จะทำให้ร่างกายตีกลับเป็นร้อน “ถ้าหากสามารถดื่มแบบสดได้ จะดีกว่า” 
    • สำหรับที่ผู้อาศัยอยู่ต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะพักอาศัยอยู่แฟลตหรือหอ จึงไม่มีพื้นที่ปลูกย่านาง ทำให้ไม่มีใบย่านางสด แต่ “แพทย์วิถีธรรมมีตัวเลือกและทางเลือกที่เรียบง่ายเสมอ” อาจารย์หมอเขียวไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ถ้าไม่มีใบย่านาง ก็สามารถใช้ “ผักฤทธิ์เย็นตัวอื่นได้”
    • สิ่งที่ดีที่สุด คือ “สิ่งที่หาได้ง่ายในช่วงเวลานั้น ๆ”
    • ตรวจดูว่าใช้อะไรแล้ว ร่างกาย “สบาย” หรือ “ไม่สบาย” หากใช้หรือรับประทานอะไร แล้วสบาย แสดงว่าสิ่งนั้นดี ควบคู่กับการอ่านใจตนเองว่า “มีความชอบ และความชัง หรือไม่?”  หากได้ลด ละ เลิกสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย “ประสาทสัมผัสของเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น” เทำให้สามารถประมาณความสบายได้ดีขึ้น โดยนำมาประยุกต์ใช้กับสิ่งที่หาได้ในเวลานั้น 

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คำถามที่ 6 : “ในอดีตป่วยเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หลังจากที่ได้ผ่าตัดเอาออกไปแล้ว ในช่วง 2 ปีแรก ตรวจไม่พบเชื้อมะเร็ง แต่ล่าสุดช่วงโควิด จึงไม่ได้ไปตรวจ ปัจจุบันมีอาการอ่อนเพลียบ่อยมาก เกียจคร้าน ทำอะไรก็ช้า ลุกขึ้นไปทำก็เพลีย อยากพักตลอด มีอาการคล้ายช่วงก่อนผ่าตัด รู้สึกใจอ่อนแอ ไม่มีพลังจะสู้ เหมือนป่วยไม่สุด ยังไม่เจ็บหนักมั้ง โดนสิ่งรอบตัวเหนี่ยวนำไปอีกทางหนึ่ง อาจารย์หมอเขียวสอนว่า มะเร็งไม่ได้เป็นภายในวันสองวัน เราทำมาเยอะ เราเดินหน้า การผ่าตัด ตระหนักได้ว่าถึงจะรักษาหายในตอนนี้ แต่ในวันข้างหน้าก็อาจกลับมาป่วยได้ เพราะมีคนบอกว่า หากผ่าตัดข้างล่างออกแล้ว มะเร็งจะขึ้นมาข้างบน ใจรู้สึกกลัวเล็กน้อย ว่าจะกลับมาป่วยหรือไม่?”

ช่วงแรกมุ่งมั่นมาก 8-9 ปี จากที่คนรอบข้างมองตนเองเป็นตัวอย่างในการดูแลสุขภาพ ช่วงนั้นมีชีวิตที่สุขสบายมาก จนหลงระเริง ดึงไม่กลับ รู้ตัวว่าเดินทางผิด หลังจากได้ปฎิบัติตามอาจารย์หมอเขียว 3 ปี จึงมาเจอมะเร็ง มะเร็งหายได้ด้วยการผ่าตัด ช่วงนั้นทำงาน กิเลสมาเต็ม จึงมีวิบากทำให้ต้องไปเข้ารับการผ่าตัด 6 วัน ได้รับยาเคมีเยอะมาก เมื่อออกมาจากโรงพยาบาล จึงตั้งใจไม่รับยา หลังจากนั้นโรคภูมิแพ้ หอบหืด กลับมาทั้งหมด หลังจากนั้นได้มาปฏิบัติธรรมชาติบำบัด ตอนนั้นต้องต่อสู้กับความอายในใจ เพราะกลับมาป่วย มีอาการซึมเศร้าเข้ามา ปิดบัง เพราะไม่ได้บอกใครว่าตนเองป่วย รู้สึกอ่อนแอ

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • “อาการอ่อนเพลียง่าย หรือ กำลังตก” ให้ตรวจสอบเรื่องอาหารว่าเป็นอย่างไร?  รับประทานเกินพอดี หรือ หรือรับประทานขาด? ใช้แรงเยอะ หรือไม่ใช้แรง? ข้อแนะนำ คือ “ให้รับประทานอาหารตามลำดับ และดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น”
    •  หมั่นมาหาหมู่
    • สิ่งที่คุณรู้สึก “ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นมะเร็ง” แต่บอกว่า “ร่างกายไม่สมดุลร้อนเย็น” จิตอาสาเอง เมื่อป่วย ก็จะเหนื่อยง่าย และขี้เกียจเช่นกัน ไม่ใช่ว่าเป็นมะเร็งที่จะทำให้อ่อนเพลีย “ทุกท่านที่มีภาวะร่างกายไม่สมดุล จะเป็นอย่างนี้” ถ้าปรับสมดุลดี อาการเหล่านี้จะหายไป จะมีกำลังเหลือเฟือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น วางใจว่า “หายเร็วก็ได้ หรือ หายช้าก็ได้”
    • ถามใจตนเองว่า “วิตกกังวลหรือไม่?” เพราะการวิตกกังวลจะทำให้มีอาการทางกายมากขึ้น แต่หากรู้ว่าตนเองวิตกกังวลจริง ๆ ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ก็สามารถไปตรวจเพื่อได้ความชัดเจน ในทางกลับกันหากผู้ป่วยไม่รู้สึกกังวล และเชื่อมั่นในศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ก็มาลองปรับแก้ไขอาการด้วยยา 9 เม็ด ปรับด้วยใจ ควบคู่กับอาหาร และออกกำลังกาย
    • “กิเลส” ยุให้เราผิดศีล คือ “ความประมาท” แต่ถึงประมาทไปแล้ว ก็พิจารณาว่า “ความยึดมั่นถือมั่นนั้นไม่ดี ในเรื่องที่เราทำได้แล้ว ดีเกิดขึ้นแล้ว พอหลงไปประมาท ก็ต้องยอมรับในความพลาดได้ อย่าหลงคิดว่า ไม่น่าพลาดเลย ให้บอกตนเองว่า ก็มันเป็นไปแล้ว ต้องกล้ารับ ตั้งศีลขึ้นมาใหม่ กล้าที่จะลุก เมื่อสบายใจ ร่างกายแข็งแรง” อาการสบายแบบนี้ไม่ใช่ส่งผลร้ายให้วิตกกังวล เพียงแต่น้ำหนักของเขา ทำให้เราดึงตนเองไม่ได้ เพราะไปรับความสบายใน “สิ่งที่เสพไว้” กล้ามเนื้อจะเกร็งตัวทุกครั้ง ตอนนี้กลับมาจุดเดิม คือ “ซึมเศร้า กลัวกังวล เราไม่สบายใจ”
    • เราต้องใช้ “ความกล้า 8 ประการ” [คลิกเพื่อรับชมรายละเอียด] ผู้ถามต้องตรวจสอบตัวเอง หากรู้ว่าได้ทำผิดศีล ก็ให้ตั้งจิตทำใหม่ และหมั่นฟังธรรมเราต้องกล้า “ยินดี” ถือว่าเราโชคดี ไม่มีอะไรยาก ให้เราสำนึกผิด หากจับอาการใจของตนเองได้ทัน เมื่อท้อแท้ ให้เข้ามาหาหมู่ แล้วปฏิบัติยา 9 เม็ด
    • ไม่มีใครทำอะไรกับเรา เราประมาท เพราะไม่รู้ว่า “กำลังของกิเลสมีจริง วิบากมีจริง”  “สิ่งที่สำคัญ คือ เรามีสมดุลร้อนเย็น ยินดีรับจะเพลียก็เพลีย ใจเราจะสั่งสมใหม่”
    • ยินดีต้อนรับสู่บริษัทพุทธะอีกครั้ง ผู้ถามก็ได้ลองเปรียบเทียบสิ่งที่ปฏิบัติมาทั้งหมด “คนเราไม่อาจล้างความกลัวกังวลหวั่นไหวได้ในคราวเดียว” ถ้ามีโอกาส ให้มาเติมพลังบุญกุศล ใช้โอกาสนี้ให้มีค่าที่สุดของเรา มารวมพลังกับหมู่มิตรดีเท่าที่เราทำได้ ฟังธรรม สนทนาธรรม อย่างฮึกเฮิมสนุกสนาน เพียรหมั่นมาเติมพลังกับหมู่มิตรดี แล้วสู้ใหม่ ผู้ถามได้เรียนรู้แล้วว่า “การสู้อยู่คนเดียว หากคนเดียวมีกำลังพอจริง ๆ เราจะสู้เองและทำได้ไปนานแล้ว พิสูจน์ด้วยตนเองได้ว่า การสู้คนเดียว กำลังของเราอาจยังไม่พอ” 

ผู้ถาม : ตอนแรกอยากร้องไห้ ไม่กล้าถาม เพราะอาย

ผู้ดำเนินรายการ : เมื่อได้ฝึกปฏิบัติ คนเรามักจะเจอสถานการณ์แบบนี้ ซึ่งทำให้เห็นแง่มุมและเหลี่ยมต่าง ๆ ของกิเลส หากใจไม่มั่นคง ไม่คอยทบทวน และถ้าไม่พบหมู่กลุ่ม ก็จะโดนลากไปหลงทางอีก

จิตอาสา : กิเลส “ยุให้ทำไม่ดี กลัว ไม่กล้าถาม อาย” ความไม่กล้า คือ “ความกลัว” ในทางกลับกัน มีความกล้าทุกครั้ง “ก็ถูกศีลทุกครั้ง” เราจะร่วมทุกข์อย่างไร? จะเจอมิตรดีอย่างไร? ให้ตระหนักว่า “โลกธรรมไม่มีจริง อายก็จะไม่เจริญ” ความอายทำให้ปรุงไปได้อีกหลายเรื่อง

ผู้ถาม : กล้าเอาความบกพร่องตัวเองมาเปิดเผย จะปรับปรุงตนเอง แล้วจะมาเข้ารายงานให้ทราบ

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คำถามที่ 7 : ปวดหัวเข่า มีเสียงก๊อกแก๊ก มีคนแนะนำให้ใช้ยาอื่น ทำอย่างไรดี?

เรื่องการ “ปวดหัวเข่า” ตนเองได้ปฏิบัติมาประมาณหนึ่ง แล้วมีอาการ “หัวเข่าบวม” แต่พยายามปล่อยวางว่า “หายก็ได้ ไม่หายก็ได้” แต่มีจิตหวั่นไหว เพราะช่วงนี้มีคนเข้ามาแนะนำตลอดใน “เรื่องยารักษา” ว่า “ทำอย่างไรนั้นดี ทำอย่างนี้ดี”   จนถึงขั้นบอกว่า “จะพาหัวหน้าใหญ่มาคุยด้วย” เพราะจะเสนอให้ซื้อยา 2 ขวด ราคา 5,900 บาท จึงแจ้งไปว่า “ไม่เอา ไม่ต้องมา” แต่คนแนะนำก็ยังบอกว่า “รับประทานยาที่แนะนำไปด้วย และปฏิบัติตนเองไปด้วย คงได้” เมื่อวานก็ยังเจออีก เขาบอกว่า “เดี๋ยวจะไปหาที่บ้าน”

จิตอาสาได้แนะนำให้นำ “ดินมาพอก” ที่หัวเข่า ถ้าเป็นแบบนี้จะต้องทำอย่างไร? เพราะตนเองมีอาชีพเป็น “เกษตรกร” เมื่อเช้าพอปั่นจักรยาน ก็หัวเข่าก็มีเสียงดังก๊อกแก๊ก ๆ มีคนแนะนำให้ไปคลินิก ก็คิดว่าจะควรไปดีหรือไม่? สุดท้ายก็ไม่ไป ไปที่ไหนก็มีแต่คนมาแนะนำ ต่อไปนี้ตั้งใจว่าจะไม่ไปไหน จะไม่ออกจากบ้าน ก็จะปฏิบัติของเราอย่างนี้ เริ่มสำนึกบาปที่ตนเองได้ทำ คิดไปคิดมา นี่คือวิบากของเรา ตนเองได้งดการรับประทานเนื้อสัตว์มา เป็นเวลา 24 ปี และมาตั้งศีล ลด ละ เลิกการรับประทานอาหารอร่อย 

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • เมื่อก่อนผู้ถามเคยประกอบอาชีพ “ขายประกันชีวิต” เคยตื้อคนอื่นมาก่อน
    • การที่มีคนมาแนะนำเรา แล้วเราไม่สบายใจ และมีเวทนาเกิดขึ้นกับเรา คือ “กรรมที่เราต้องรับ” ต้องกล้ารับ สิ่งที่เราทำมาทั้งหมด ทุกอย่างเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราชอบ ตอนนี้จึงเกิด “ความชัง” ที่เขามาแนะนำ “ชอบ” ที่เขาไม่มาทัก จะวนเวียน “ยิ่งมายิ่งโชคดี” มาทุกครั้งล้างทุกครั้ง “แบบนี้จึงเป็นกุศล” แต่หากเราชัง “จะกลายเป็นอกุศล” การเปลี่ยนจากความคิดไม่ดี กลายเป็นวางใจไม่ชอบไม่ชัง และเต็มใจรับไป เราจะไม่ทุกข์
    • เวลามีเสียงที่เข้ามา จนไม่สบายใจ แล้วไม่กล้าออกจากบ้าน เพราะกลัวเขามาทัก กลัวเขามาตื้อ “ทำใจในใจให้ได้” 

ผู้ถาม : ไม่อยากฟัง ไม่อยากรับรู้ ขี้เกียจ เขาบอกเราด้วยความปราถนาดี พูด 5 คน เขาหวังดี 5 คน เรามั่นคงอยู่ตรงนี้กับศาสตร์แพทย์วิถีธรรมของอาจารย์หมอเขียว แต่คนอื่นบอกว่า “เราขี้เหนียว”

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • หากไม่อยากให้เขามาทักแบบนี้ ลองวางใจ “กล้า” ให้เขามาทักดูว่าเป็นอย่างไร เพียงเราก็ทำใจมั่นคง ไม่ชังผู้ที่มาทัก “ด้วยการยิ้มรับ ขอบคุณท่าน” ตั้งมั่นในส่วนนี้ ต้องตั้งมั่นในจิตใจ น้อมรับความปรารถนาดีจากผู้ทัก ส่วนเราจะทำหรือไม่ทำนั้น ก็เป็นเรื่องของเรา ผู้ถามยังไม่ได้ตั้งมั่นในส่วนนี้ “วางใจกล้าอยากรับฟังไปเลย” ท่านไม่ได้บีบบังคับเรา เราก็เต็มใจรับ แต่เราไม่ได้บอกว่า เราจะเต็มใจทำ อาจารย์หมอเขียวบอกว่า “ต้องขจัดความกล้ว ตัดความอยาก กล้ารับ เต็มใจรับ เต็มใจให้หมดไป มาทักกี่ทีก็เบาลงทุกที”
    • “ยาเม็ดหลัก” คือ กล้ารับ ตั้งมั่นถูกศีล ตรวจสอบดู หากเร่งผล กลัวไม่หายจากอาการปวดเข่า ก็วางใจกล้ารับ หากไม่กล้ารับ ก็ถือว่า “ผิดศีล” 

จิตอาสา : รู้ได้ทันทีว่า “ลีลาของผู้หวังดี คือ อาชีพขายประกันในอดีตของผู้ถาม” การฟังอบรบของอาชีพประกัน จะสอนให้ผู้ขายส่งความปราถนาดีผ่าน “การขายประกัน” ให้กับทุกคนทำประกัน มีความปราถนาดี ณ วันนี้เหตุการณ์เดียวกัน ไม่ใช้รูปรอยประกัน ให้ผู้ถามหายจากโรค ก็เป็นรูปรอยในชาตินี้ ความยินดีรับตรงประเด็นที่สุด

ผู้ถาม : คนแนะนำมีความปรารถนาดี อยากให้ให้เราหาย และบอกศาสตแพทย์วิถีธรรมร์นี้ ปฏิบัติไปก็ “ไม่รู้เมื่อไหร่หาย” ไปไหนมาไหนไม่ค่อยได้ เขาบอกเราขี้เหนียว ไม่ยอมเสียสละเงินมาดูแลตรงนี้ ให้ใช้หมดหนึ่งขวด มีเงินก็ซื้อดูแลตัวเองไป เขาสอนเราดีมาก

ผู้ดำเนินรายการ : ลักษณะเหมือนที่ผู้ถาม “ชอบหวานล้อม” ให้ลูกค้าจ่ายเงินซื้อประกัน ผู้ถามเชื่อชัดหรือไม่ ว่าเป็นสิ่งจริงที่ได้เจอ เวลาออกไปเจอผู้คน เขาหวังดีให้ใช้ศาสตร์ของเขา ก็กล้ารับ เพราะเคยหว่านล้อมให้เขาเซ็นซื้อประกันกับเรา ทำใจ ให้เขามาหว่านล้อมเยอะ ๆ

ผู้ดำเนินรายการ : เรามีความกล้าเผชิญกับเขา มีความเข้มเข็งกับศาสตร์ที่เราปฏิบัติมากพอหรือไม่?

จิตอาสา : ปัจจุบันที่ทำ จะส่งผลดีหรือไม่? ไปตรวจสอบ ต้อง “เชื่อชัด” ในวิบากที่ทำมา และเชื่อชัดในกรรมใหม่ จะหมดช้าก็ได้ เร็วก็ได้ เขาจะทักก็ได้ไม่ทักก็ได้ ไม่มีความกลัว มีแต่ความกล้า ทำนาไม่ได้ ก็กล้าทำไม่ได้ ถ้าเรากลัวจะทำไม่ได้ “ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในคำพูด ไม่ยึดมั่นถือมั่นในการกระทำ” กลัวอะไรก็แบบนั้น ถ้ากลัวเจ็บ ก็จะเจ็บ ให้ทำใจในใจไปเรื่อย ๆ

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]

สรุปเนื้อหาสาระในวันนี้ คือ หลักของแพทย์วิถีธรรมยืนยันว่า “สิ่งที่เรียบง่าย เท่าที่มีในเวลานั้น ๆ” คือ สิ่งที่ดีที่สุดในการรักษาทั้งโรคใจและกายด้วย “ความพอเพียงทางจิตวิญญาณ” และ “กล้า” รับหรือไม่รับสิ่งที่เราทุกคนต้องเผชิญ ก็จะทำให้มีความผาสุก มีรอยยิ้มเพื่อยอมรับ “ความไม่ได้ดั่งใจ” เรียนรู้การยอมรับความทุกข์ที่เราเคยสร้างไว้กับผู้อื่น ด้วยใจ “ยินดี”

รายงานข่าวโดย :
ประภัสสร วารี / สวนป่านาบุญ 1 สังกัดภาคอีสาน

Leave a Reply

Your email address will not be published.