“สายด่วน ค่ายสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรม วิถีไทย” – 15 ธ.ค. 64

รายการ “สายด่วน สุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย”
ช่วง ถามตอบ ปัญหาสุขภาพ
ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม
โดย กลุ่มแพทย์แผนไทยวิถีธรรม ค้ำจุนโลก
วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม 2564
เวลา 15.00 – 17.45 น.

ประเด็นเด่นจากรายการ

    • ดูแล “เด็กออทิสติก” ต้องมีพื้นฐานอะไรหรือไม่?
    • “ท้องอืด” ตดเหม็น มือเท้าเย็น แก้ไขอย่างไร?
    • น้ำหนักลด หมดแรง เพราะ “ลดมื้ออาหาร” จริงหรือไม่?
    • น้ำมะพร้าว สามารถดื่มนอกมื้อได้หรือไม่?
    • การตั้งศีล “กดข่มและไม่กดข่ม” แตกต่างกันอย่างไร?

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอฉบับเต็ม]

วันนี้มีพี่น้องทั้งจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทั่วโลก และชาวค่ายเข้าร่วมรายการทั้งหมด 91 ท่าน ดำเนินรายการ โดย คุณกมลชนก ทุมวงษ์ (แหม่ม) คุณอรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ (หม่วย) และคุณวิจิตร ตันเดชานุรัตน์

รายการสายด่วนสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย เริ่มต้นรายการด้วยธรรมะเพื่อความผาสุก คือ การอ่านบททบทวนธรรมยาเม็ดที่ 8 ข้อ 115-120 [คลิก] และข้อ 121-124 [คลิก]


“ช่วงแบ่งปันความประทับใจในบททบทวนธรรม

ที่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อดับทุกข์ใจ”

บททบทวนธรรม ข้อที่ 119 “ปัญหา คือ เครื่องมือฝึกใจ ที่ดีที่สุดในโลก”

คุณ วิภาวัลย์ ถนัดธรรมกุล : ก่อนที่จะได้รู้จักแพทย์วิถีธรรม ปัญหาที่เผชิญมีแต่ทำให้เครียด จิตไปต่อเติมแต่งจนทำให้เกิดทุกข์ เมื่อได้เจออาจารย์หมอเขียว จึงได้รู้ว่าอะไรทำให้เกิดทุกข์ จะดับทุกข์ได้อย่างไร? จะมีความสุขกับปัญหาได้อย่างไร? ได้รู้ว่าปัญหา คือ “เครื่องมือฝึกฝน” ทำให้มีสติ ความโกรธแค้นชิงชังก็หายไป

คุณ ลดาวรรณ : ในอดีตมักสวดมนต์“ขอพรไหว้พระ” เพื่อไม่ให้มีปัญหา เพราะมีความทุกข์เยอะมาก หลงคิดว่าตนเอง “ทำดี” แต่จริง ๆ แล้ว คือ “มีแต่ความอยาก” เป็น “คนขี้ขอ” กลางคืนจะนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ หลังจากได้เข้าค่ายแพทย์วิถีธรรมทางออนไลน์มาตั้งแต่สิงหาคม ปี 2564 เห็นความเปลี่ยนของตนเองเยอะมาก ปัจจุบันเลิกขอพร เพราะมีปัญญาในการพ้นทุกข์แล้ว ปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่ “เขา” แต่อยู่ที่ “เรา” เพราะปัญหามีทุกวันและบางวันก็มีหลายเรื่อง เมื่อจัดการความคิดของตนเองได้ จึงทำให้นอนหลับสบาย “หมดอยากเมื่อไร หมดทุกข์เมื่อนั้น”

บททบทวนธรรม ข้อที่ 11 “สิ่งที่สร้างผลทุกวินาทีให้กับชีวิต คือ วิบากกรรม”

คุณกมลชนก ทุมวงษ์ : ดูแลสุขภาพตนเองดีมาตลอด จึงหลงคิดว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรมากกับร่างกาย แต่พอได้มาเจอกับตนเอง ที่ได้ประสบอุบัติเหตุ คือ “ล้มเท้าพลิก” ซึ่งเกิดเหตุที่ “เท้า” ถึงมา 2 ครั้งแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนคงจะหายจากอาการช้า แต่ครั้งนี้ได้รักษาตามหลักแพทย์วิถีธรรม

    • ด้วยประการแรกคือ “วางใจไร้ทุกข์” และระลึกได้ว่าในอดีตตนเองมักชอบ “รับประทานตีนไก่” จึงทำให้น้อมยอมรับวิบากในครั้งนี้ วันที่เกิดอุบัติเหตุ คือ ช่วงเช้าก่อนเดินทางมาภูผาฟ้าน้ำ ตอนแรกคิดว่าจะไม่เดินทาง เพราะระลึกว่าน่าจะมีกุศลที่จะให้ได้บำเพ็ญอยู่ แต่เพื่อนหากุญแจกลับเข้าบ้านไปพบ จึงตัดสินใจเดินทางไป เพราะใจไม่ยึดว่าต้องไปหรือไม่ไปก็ได้
    • กรณีนี้จะรักษาด้วยน้ำมันเขียวที่มีไม่ได้ เพื่อนจึงนำ “น้ำมันกระดูกไก่” มาให้ และตนเองก็นำน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) มาทาร่วมด้วย และนวดเบา ๆ หลังจากนั้นเมื่อเดินทางถึงภูผาฟ้าน้ำ จิตอาสาจึงมา “จับเส้น” ที่เท้า ซึ่งรู้สึกเจ็บปวดมาก “แช่ด้วยน้ำสมุนไพรผสมน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) และพอกด้วยหยวกกล้วย” ใช้เวลารักษาโดยประมาณ 13 วัน แต่กลับมาก็ไปพบแพทย์เพื่อเอกซเรย์ เพราะคนรอบข้างมีความกังวลใจ ผลตรวจ คือ “บริเวณข้อเท้าไม่มีปัญหาที่กระดูกและเส้นเอ็น” แต่เนื่องจากก่อนหน้า
    • “นิ้วกลางเท้าด้านซ้าย” เนื่องจากได้ประสบอุบัติเหตุ มีผู้โดยสารเหยียบเท้าอย่างแรง ตอนลงจากรถไฟฟ้า แพทย์จึงดึงเท้าให้ ภายหลังมีเนื้อแข็งเหมือนงอกขึ้น จึงรักษาด้วยวิธี “ยาเม็ดที่ 2 คือ กัวซา” บริเวณก้อนนั้น จนอาการดีขึ้น ท่านอาจารย์หมอเขียวได้ถามไถ่อาการ ตอบกลับว่า “ใจไม่ทุกข์” ช่วงเวลานั้นก็บำเพ็ญเท่าที่ทำได้

เมื่อคุณแม่ป่วย หมดสติ หน้าเบี้ยว ก็ได้ใช้วิธีการรักษาด้วยตามหลักแพทย์วิถีธรรม ยา 9 เม็ด ด้วยการทาน้ำปัสสาวะที่ใบหน้า และดูแลคุณแม่จนหมดอายุขัยด้วยโรคชรา

บททบทวนธรรม ข้อที่ 27 “เทคนิคทำใจให้หายโรคเร็ว คือ อย่าโกรธ อย่ากลัวเป็น อย่ากลัวตาย อย่ากลัวโรค อย่าเร่งผล อย่ากังวล”
“อย่าโกรธ คือ เราหรือใครได้รับอะไร ผู้นั้น ทำมา ส่งเสริมมา เพ่งโทษ ถือสา ดูถูก ชิงชังหรือไม่ให้อภัย สิ่งนั้นมาเราหรือใครทำอะไร ผู้นั้นต้องไปรับผลจากการกระทำนั้น ทุกคนล้วนอยากสุข อยากสมบูรณ์ ไม่มีใครอยากทุกข์ อยากพร่องที่ยังทุกข์ ยังพร่อง เพราะไม่รู้หรือรู้แต่ยังทำไม่ได้ ไม่รู้ เพราะมีวิบากร้ายกั้นอยู่ หรือรู้ แต่ยังทำไม่ได้ หรือ เพียรเต็มที่แล้ว แต่ยังมีวิบากร้ายกั้นอยู่ เราทำดีสุดแล้ว พอใจทุกเรื่องให้ได้ แล้วเพียรทำดีต่อไป ด้วยใจไร้ทุกข์”

คุณวิมลวรรณ : ช่วงบ่ายขับรถไปส่งลูก มีความรู้สึกไม่ชอบใจ เมื่อได้เห็นคนอื่นทำบางสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ บอกจิตตนเองว่า “อย่าไปโทษใครว่าผิด” ปกติจะไม่ค่อยทำอาหาร แต่ครั้งน้องซื้ออาหารมาให้ จึงกลับบ้านมา “ต้มเม็ดขนุน” จนลืมแล้วไหม้ แต่ไม่รู้ตัว เมื่อได้กลิ่นไหม้และมีควัน จึงเดินออกไปสำรวจข้างบ้าน เพ่งโทษไปทั่ว ว่าคนนั้นคนนี้ทำ จนมาถึงจุดที่มีก่อสร้าง จึงสอบถาม ว่าทำอะไรไหม้หรือไม่ ทางก่อสร้างแจ้งว่า “ไม่ได้ทำ” ปรากฏว่าพอกลับมาถึงบ้าน ไปที่ครัวจึงเห็นควันเยอะมาก ๆ ไฟเกือบไหม้บ้าน จึงรีบดับแก๊ส ตอนนั้นมี “ความรู้สีกไม่ดีมาก ๆ” จากนั้นจึงเดินกลับไปขอโทษทุกท่านที่ตนเองออกไปถามด้วยความเพ่งโทษ แต่ละท่านก็บอกว่า “ไม่เป็นไร” ไม่ถือ ตนเองรู้สึก “ดีใจมาก ๆ” ได้เรียนรู้ว่า เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แทนที่เราจะไปโทษผู้อื่น ควรกลับดูตนดูที่ตนเองก่อน
หากเป็นในอดีต ตนเองคงจะไม่ขอโทษกับเหตุการณ์นี้ แต่ครั้งนี้ “มีความกล้าที่จะยอมรับผิด” มีใจเบิกบาน แม้ตั้งใจว่า “จะไม่เพ่งโทษ” แต่ก็ยังเพ่งโทษ จึงใช้บททบทวนธรรมมาใช้

คุณภัคธร คุ้มกิตติพร : เมื่อเรามี “สัมมาทิฐิมาก” เพราะได้ “ตั้งศีล” ไว้ จึงจะมี “กิเลสที่ไม่อยากผิดศีล” ไม่อยากพลาดจนทำให้ทุกข์ เพราะฉะนั้นหากเราได้พลั้งที่ผิดพลาด ให้ “สำนึกผิดอยู่ในใจ” ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องขอโทษ หรือหากผู้อื่นทำผิดพลาด และเราไปเพ่งโทษถือสา กิเลสจะมาบอกจนฟุ้งซ่านและยึดมั่นถือมั่น “ไม่น่าพลาดไปเพ่งโทษผู้อื่นเลย ผิดศีลอีกแล้ว” การพลาดผิดศีลนั้นดีแล้ว จะได้รู้ว่า นี่คือทุกข์ของการวางดีไม่ได้ แต่ก็เพียง “ตั้งศีลใหม่” และบอกตนเองว่า “เราทำดีที่สุดแล้ว” วางชั่วได้แล้ว ตอนนี้ก็มาฝึกวางดี “ให้ยินดีว่าเราได้ทำแล้ว” จึงต้องใช้ “ความกล้า” ในการไม่ตามกิเลสฟุ้งซ่านตัวนี้


รายงานผล หลังใช้การรักษา

ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม

คุณพุธพรรณ : ประกอบอาชีพเป็น “ชาวนา” ได้ศึกษาแพทย์วิถีธรรมมาเป็นเวลามากกว่า 3 เดือนแล้ว รู้สึกยินดี มีความสุข ดีใจได้มาร่วมกับหมู่มิตรดีจนรู้สึกเหมือนเป็นวิถีชีวิตของตนเอง เหมือนเป็น “ปาฏิหาริย์”

    • จากที่มีความกังวลในการดื่มน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) ที่จะนำมาแก้อาการ “ลมพิษ” เมื่อได้รับฟังคุณประโยชน์และความรู้จากที่จิตอาสาและพี่น้องทุกท่าน ตามรายการต่าง ๆ ของแพทย์วิถีธรรม หากรับชมไม่ทัน ก็จะไปรับชมย้อนหลัง จึงได้ลองปฏิบัติตามจนอาการดีขึ้น
    • ในอดีตนอนน้อยเพียงไม่เกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน จึงป่วยเป็น “อัมพาตครึ่งหน้าด้านขวา” ด้วยไวรัสที่มากินปลายประสาท มีอาการหายใจไม่ออก หูบอดข้างหนึ่ง ไม่สามารถรับประทานได้ จะต้องใช้หลอดดูด เคยรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันโดยใช้ยาแก้อักเสบ และวิตามินบี 6-12 โรคนี้แพทย์ระบุว่า ไม่มีทางหายขาด จะมีลักษณะเป็นปรสิตในร่างกาย หากไม่ดูแลตนเอง จะมีทำ หากมีโรคอื่น ๆ แทรก เช่น ความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ จะทำให้เป็นอัมพาตทั้งร่างกาย
    • หลังจากที่ได้รับประทานอาหารฤทธิ์เย็น จึงทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานสูง ทำให้สามารถนอนดึกได้มากขึ้น รู้สึกตนเองสดชื่น ต้องการพิสูจน์ว่า หากปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมและศึกษาพระไตรปิฎก “โรคที่ไม่มีสามารถหายขาด” ได้จริงหรือไม่?

คุณภัคธร คุ้มกิตติพร : ต้องดูองค์รวมในวิบากดีและร้ายของเรา บางครั้งร่างกายไม่ได้ต้องการองค์ประกอบที่ดีพร้อมของร่างกายในการทำประโยชน์สูงสุดในเวลานั้น ๆ วางใจทำในสิ่งถูกต้องเท่าที่ทำได้ โดย “ไม่ต้องคาดหวัง” เพราะความหวัง คือ สิ่งที่ไม่เป็นความจริง และไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าร่างกายต้องสมบูรณ์ที่สุด ศีลจาก “ธรรมรส” เมื่อตระหนักรู้ “สาระในสาระ” ในความเพียรที่ถูกต้อง พัฒนาและเข้ามาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ สิ่งดี ๆ ย่อมเกิดขึ้น เพราะผู้ที่ยังไม่กล้า จะได้เห็นเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติ


“ช่วงถาม-ตอบปัญหาสดในรายการ”

คำถามที่ 1 : ตนเองอายุมากแล้ว จึงตั้งใจเลิกทำงาน แต่เคยมีประสบการณ์ในการดูแลหลานที่เป็น “เด็กดาวน์ซินโดรม” มาเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งหลานมีนิสัยดี เชื่อฟังผู้ใหญ่มากกว่าเด็กหลายคนที่ไม่ได้ป่วย ไม่นานมานี้มีครอบครัวหนึ่งติดต่อขอให้ไปช่วยดูแลลูกซึ่งเป็น “เด็กออทิสติก” อายุ 25 ปี ทางครอบครัวแจ้งว่าไม่มีอะไรมาก เพียงแค่ดูแลให้อยู่ในสายตาตลอดเวลาเท่านั้นพอ โดยจะให้ช่วยดูแลสัปดาห์ละ 2 วัน รู้สึกว่าตนเองไม่มีความรู้และประสบการณ์ในการดูแลเด็กออทิสติกมากพอ ทั้งยังมีงานส่วนตัวที่ต้องทำ รวมถึงมีการเรียนด้วยเพราะเป็นนักศึกษาวิชชาราม และยังไม่แน่ใจว่าหลานจะกลับมาอยู่กับตนเองหรือไม่ เนื่องจากหลานอาจสามารถไปส่งตนเองทำงานนี้ได้ จึงรู้สึกแบ่งรับแบ่งสู้ไม่มั่นใจว่าควรรับงานดูแลนี้หรือไม่ อยากทราบว่าตนเองควรมีต้องพื้นฐานอะไรหรือไม่?

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • เบื้องต้นแนะนำให้ลองเก็บข้อมูลลักษณะนิสัยของเด็กท่านนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร เพราะเด็กแต่ละท่านก็มีลักษณะที่แตกต่างกัน
    • การดูแลด้วยหลักปรับสมดุลร่างกายตามศาสตร์แพทย์วิถีธรรม หากพากเพียรทำไปเรื่อย ๆ เด็กที่เป็นโรคนี้ก็จะมีอาการดีขึ้นตามลำดับ โดยใช้ทุกเม็ด ทั้ง “ยาเม็ดเลิศ ยาเม็ดหลัก และยาเม็ดเสริม” [คลิกเพื่อชมทราบละเอียด] เพราะสามารถใช้รักษาได้ทุกโรค
    • การดูแลเด็กผู้ป่วยกลุ่มโรคนี้ จะต้องเน้นใช้ “ความเมตตาและความรัก” ใน “ระดับสูงมาก” เพราะเหนื่อยมาก
    • อย่าเพิ่งเร่งรีบในการเตรียมตัว แต่ลองพิจารณาและพูดคุยกับหลานให้แน่ใจก่อนว่า หลานจะกลับมาจริง ๆ และสามารถสะดวกไปส่งเพื่อทำงานนี้ได้หรือไม่?
    • ไม่ว่าเราจะเตรียมตัวดีเพียงใด แต่ทุกสิ่งก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และสถานการณ์จริงก็อาจไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ หากเชื่อมั่นในประสบการณ์การดูแลเด็กที่ผ่านมา แนะนำให้วางใจ “กล้า” ลุยไปลองเลย เพราะไม่มีถูกหรือผิด และก็จะได้เรียนรู้วิธีการดูแลด้วยตนเอง เพราะผู้ถามมีหลักคิดทางด้านจิตใจ และทางร่างกายด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรมอยู่แล้ว

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คำถามที่ 2 : ป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี ค่อนไปทางตับแข็ง ตนเองเคยได้เข้ามาถามหลายรอบแล้ว มีอาการดีขึ้นเยอะเลย ดูแลตนเองตามศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ดังนี้

    • ก่อนหน้านี้เคยทำการสวนล้างลำไส้ใหญ่ วันละ 3 รอบ รอบละ 2 ครั้ง แต่จิตอาสาแนะนำให้ลด เพราะทำมากเกินไป จนน้ำหนักลดลง แต่ปัจจุบันสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) เพียงช่วงเช้าและเย็น รอบละ 2 ครั้ง
    • ก่อนนอนจะกัวซาที่แผ่นหลัง หน้าท้อง ฝ่าเท้า และขา และโยคะ กดจุดลมปราณบริเวณตับ ม้าม อีกประมาณ 30 นาที
    • ช่วงเย็นจะแช่มือแช่เท้า และอบด้วยสมุนไพรฤทธื์เท่าที่มี เช่น มะกรูด
    • ดื่มน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) ทุกเวลาที่มีโอกาส และดื่ม “น้ำย่านาง” ตลอดเวลา โดยดื่มทั้งช่วงเช้าและเย็น ดื่มถั่วปั่น (ถั่วลูกไก่ ถั่วเขียว ถั่วขาว ถี่วลันเตา ถั่วเหลือง) ในช่วงเช้า รู้สึกมีอาการมือเท้าเย็น ทั้ง ๆ ที่อาการไม่เย็น มีอาการเจ็บด้านข้าง และตัวเหลือง มีคนแนะนำให้ดื่มน้ำหมักเอนไซม์ จึงทำแบบหมักกล้วย โดยใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำย่านาง 1 ขวด เมื่อลองดื่มแล้ว รู้สึกดีขึ้น แต่มีอาการปากและคอแห้ง
    • รับประทานพืช จืด กระเทียม หรือหอมแดง (ฤทธิ์ร้อน) และสายบัว (ฤทธิ์เย็น) ปรุงอาหารด้วยเกลือ ใช้ไฟอ่อน งดรับประทานเนื้อสัตว์แล้ว โดยตั้งศีลงดไข่มาเป็นเวลา 2 เดือน แต่เนื่องจากในอดีตมักรับประทาน “ไข่ลวกโรยพริกไทย” เป็นประจำ คนในครอบครัวมองว่าร่างกายดูผอมมาก ดูไม่สดใส จึงได้ทำเมนูให้ตนเอง ซึ่งรับประทานไข่ไป 1 ฟอง หลังจากนั้นน้ำหนักขึ้น แต่มีสิวขึ้น ท้องอืด ผายลมตลอด มีกลิ่นเหม็น รู้สึกเหมือนมีน้ำในท้อง จิตตกเล็กน้อย จึงไม่เข้าใจถึงสาเหตุว่าทำไมยังมีอาการแบบนี้ ทั้ง ๆ เลิกรับประทานเนื้อสัตว์แล้ว

หากได้รับประทานอาหารปรับสมดุลแล้ว ต้องเพิ่มอาหารฤทธิ์ร้อนเพื่อให้สมดุล ควรแก้ไขอย่างไร?

และอยากทราบว่า น้ำปัสสาวะกลั่นสามารถนำมาหยอดตาได้หรือไม่? และหากกลั่นด้วยหม้ออะลูมิเนียม ใช้ได้หรือไม่?

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • วิเคราะห์การดูแลตนเองของผู้ป่วย มักจะใช้วิธีการดูแลรักษาที่ดีเกินพอเหมาะ และถี่เกินไป จึงควรปรับแต่ละวิธีการ ไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไป อาการที่เกิดขึ้นของผู้ป่วย คือ มีภาวะ “ร้อนเย็นพันกัน”
    • ให้สังเกตตัวชี้วัดว่าร่างกายสมดุลดี คือ จะมีภาวะ “เบากาย สบาย มีกำลัง” ถือว่ามา “ถูกทาง” เช่น อาหารไม่ย่อย ก็ไม่ต้องรับประทาน พอให้ดีขึ้นก่อน ค่อยกลับไปรับประทานก็ได้ หากยืนไม่สบาย ก็นั่ง หรือนั่งไม่สบาย ก็ยืน ปรับเปลี่ยนตามภาวะปัจจุบันขณะ
    • การใช้ยาเม็ดที่ 1 คือ รับประทานสมุนไพรปรับสมดุล การที่ผู้ป่วยลองปรับการดื่มน้ำสมุนไพรมาเพิ่มฤทธิ์ร้อนจากน้ำหมักเอนไซม์ แล้วอาการดีขึ้น ให้ค่อย ๆ เพิ่ม ลองดูว่าปริมาณเท่าไหร่ที่ดื่ม แล้วร่างกายสบาย แต่แนะนำให้ลองดื่ม “น้ำย่านาง”ผสม “น้ำร้อน” จนพออุ่น หากรู้สึกดีขึ้นแล้ว ก็ดื่มเพียงเท่านั้น แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น อาจลองผสม “น้ำตะไคร้” เพื่อปรับสมดุล เมื่ออาหารไม่ย่อย ให้ดื่ม “น้ำถ่าน” โดยผสมผงถ่าน 1 ช้อนชากับน้ำดื่ม เพื่อช่วยพิษในร่างกาย
    • การใช้ยาเม็ดที่ 3 คือ การสวนล้างลำไส้ใหญ่ ให้ทำต่อไป
    • การใช้ยาเม็ดที่ 5 คือ หยอดตาด้วยน้ำปัสสาวะกลั่น สามารถหยอดได้ แต่ด้วยความเข้มข้น อาจทำให้มีอาการแสบมากในช่วงแรกของการหยอดตา เนื่องจากเกิดการกระแทกของฤทธิ์ร้อนและเย็น ลองหยอดไปอีก 2-3 ครั้ง อาการก็จะดีขึ้น อาการแสบจะหายไปเอง และสามารถใช้หม้ออะลูมิเนียมในการกลั่นได้ ไม่ได้มีผลเสียอะไร
    • การใช้ยาเม็ดที่ 6 คือ โยคะ กดจุดลมปราณให้ครบทุกจุด
    • การใช้ยาเม็ดที่ 7 คือ รับประทานอาหารปรับสมดุล ตามศาสตร์แพทย์วิถีธรรม “ควรหลีกเลี่ยง” การรับประทาน “พริกไทย ข่าแก่ และกุยช่าย” เนื่องจากมี “ฤทธิ์ร้อน” มาก จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วย รวมถึง “ไข่” มีฤทธิ์ร้อน เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจึงร้อนเกินและไม่สมดุล จึงแสดงออกมาเป็นอาการต่าง ๆ เพื่อให้เรารู้ แนะนำให้ “กล้าและยินดี” ที่จะเรียนรู้ปรับสมดุล “ยินดีลด ยินดีเลิกอาหารที่ไม่สมดุล” โดยการ “งด” รับประทานไข่ เพราะเป็นการผิดศีล ให้ตั้งจิต “ขอขมาอโหสิกรรม และตั้งศีลใหม่ว่าจะทำผิดอีก” และเมื่อมีภาวะร้อน ก็เพียงปรับให้เย็นลง อะไรที่ไม่เหมาะกับร่างกาย ก็ไม่ควรรับประทาน หากต้องการเพิ่มฤทธิ์ร้อน สามารถเพิ่มเป็นเครื่องต้มยำเล็กน้อย เท่าที่รู้สึกสบาย แนะนำให้รับประทานถั่วไม่เกิน 5 ชนิดต่อวัน เพียงแค่ 1-5 ช้อนแกง บางวันหากธาตุเกิน จะไม่รับประทานถั่วเลยก็ได้ ลองเคี้ยวอาหารให้ช้า ๆ
    • วางใจให้ “ไม่กังวล ไม่กลัว” เมื่อมีใจที่ดี จะสามารถเลือกใช้วิธีได้ “ง่าย” ในการรักษาที่ตรงจุดกับภาวะร่างกายและอากาศ แต่ “ไม่มีอะไรตายตัว” ต้องพร้อมปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความกลัวจะมาหลอกเรื่อย ๆ เพื่อให้เพิ่มกิเลสในการอยากให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ดั่งใจ
    • ดีแล้วที่ผู้ป่วยผิดศีล จะได้มีการเปรียบเทียบได็เห็นทุกข์เห็นโทษของการผิดศีล เพราะทำให้เราเป็นโรคหนัก และทำให้เราเชื่อชัดเรื่องกรรมอย่างแท้จริง ต้อง “กล้าพลาด” อย่าตีตนเอง แต่ให้เริ่มต้นใหม่ตั้งศีลเพื่อขัดเกลา ทำใจในใจต่อไป ให้รู้ว่ความจริงว่า “ไม่ง่าย” แต่ก็ต้องพากเพียรต่อไป
    • แต่หากทำทุกวิธีแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ให้วางใจ “ยินดีกล้าที่จะป่วย”
    • ศึกษา “ความกล้า 8 ประการ” ของอาจารย์หมอเขียว [คลิกเพื่อชมรายละเอียด

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คำถามที่ 3 : ขอคำแนะนำ เคยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ แต่ปัจจุบันไม่มีปัญหาสุขภาพ เนื่องจากดูแลตนเองด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรมจนหายโรคแล้ว ดื่มน้ำในสมุนไพรในตัว น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น (ย่างนาง ใบเตย) รับประทานอาหารปรับสมดุล งดเนื้อสัตว์ ยังไม่กล้าลดอาหารให้เหลือ “มื้อเดียว” จึงได้เริ่มลองตั้งศีล ลดมื้อรับประทานอาหารให้ไม่เกิน 2 มื้อ ดังนี้

    • ทำงานรอบเช้า จะรับประทานอาหาร 2 มื้อครึ่ง คือ มื้อเช้าและเที่ยง เมนูมื้อเช้า คือ อาหารปั่น (แอปเปิล ผักสลัด น้ำย่างนางคั้นสด 1 แก้ว ข้าวกล้องหรือข้าวขาว และถั่ว) เมนูมื้อเที่ยง คือ ผักสลัด ข้าว และถั่ว เช่น วอลนัท (ฤทธิ์ร้อน)
    • ทำงานรอบบ่าย จะรับประทานอาหาร 2 มื้อ คือ ก่อนเที่ยง และหลังเลิกทำงาน ก็จะรับประทานอาหารก่อนเข้านอน คือ แอปเปิล ผักสลัด น้ำผลไม้ปั่น 1 แก้ว และอาหารปั่น (ธัญพืช นมถั่วเหลือง)
    • ทำงานรอบดึก จะรับประทานอาหารมื้อเดียว
    • โดยจะทำอาหารล่วงหน้าและแช่ตู้เย็นไว้ วันถัดไปจึงนำมาอุ่น โดยใช้เวลารับประทานทุกมื้อภายใน 5 นาที หลังจากลดมื้ออาหารแล้ว น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงกังวลว่าตนเองจะทำงานไม่ไหว เพราะทำงานที่บ้านพักคนชรา จึงต้องใช้แรงกายเยอะ และมีอาการรู้สึกหนาวสั่นวิเคราะห์ตนเองแล้ว ร่างกายยังมีแรงกำลังดีอยู่ แต่จะหมดเร็ว เมื่อถึงบ้านแล้ว จะรู้สึกหมดแรง ซึ่งในอดีตไม่เคยมีอาการเหล่านี้ จะรู้สึกพลังเต็มมากกว่า 

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • วิเคราะห์จากการรับประทานอาหารแล้ว “ปกติดี” ไม่มีปัญหาอะไร แต่น่าจะมาจาก “ใจที่กังวล” มากกว่า เนื่องจากเมื่อน้ำหนักลดลงแล้ว จะมีคนรอบข้างทักว่าผอมลง จึงรู้สึกกังวล ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่เริ่มปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรม ที่มักจะโดนทักเรื่องน้ำหนักลดตลอด ถึงน้ำหนักที่ลดลงไปอีก 10 กิโลกรัม แต่หากร่างกายปรับตัวได้แล้ว และยังมีกำลังอยู่ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ไม่นานน้ำหนักก็จะปรับจนลงตัวเอง
    • หากรู้สึก “หมดแรง” และพิจารณาแล้วรู้สึกว่า อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่เพียงพอ ก็สามารถเพิ่มมื้ออาหารได้ เท่าที่จำเป็น ด้วยใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น
    • จากการทำงานที่ทำให้มีช่วงเวลาการรับประทานอาหารที่สั้น จึงทำให้มีภาวะเร่งรีบตลอด ซึ่งจริง ๆ แล้วควรให้เวลาในการรับประทาน จึงทำให้ “เสียพลังงานไปกับการเร่งรีบ” และใจที่ต้องเร่งตามตลอดเวลา รวมด้วยกับความกังวลว่าจะหมดแรง จึงยิ่งทำให้น้ำหนักลดลง ๆ ไปอีก
    • ประสบการณ์จากจิตอาสาที่เคยได้ทำงานดูแลคนชรา และมีความเข้าใจสภาวธรรมของผู้ที่เริ่มปฏิบัติธรรมในช่วงแรก ๆ ว่ามีความปรารถนาที่จะทำสิ่งที่ดี และให้เกิดความสมบูรณ์ แต่ด้วยสภาวะการทำงานที่ต้องเร่งรีบ และอยากทำให้ได้ดีทั้งสองอย่าง เมื่อต้องทำงานรอบเช้า จะไม่สามารถรับประทานได้เพียงพอ จนต้องกลับมารับประทานเพิ่ม จึงเกิดอาการ “ทำทุกข์ทับถมตน” หลงคิดว่าตนเอง “ผิดศีล”
    • แนะนำให้ยอมเสียตัว “อัตตา” (ความยึดดีถือดี) ที่อยากจะให้ได้ดีสมใจของเรา โดยให้วางใจไปรับประทานเพื่อให้ร่างกายมีแรง ถึงจะเห็นใจว่ามี “กิเลส” ที่ยังอยากรับประทานอยู่ แต่ก็ต้องทำไปก่อน เพราะเราไม่สามารถวางทั้ง 2 อย่างได้พร้อมกันในเวลานั้น ๆ ดูเหมือน “ยอมแพ้” แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เพราะจริง ๆ แล้ว เราได้ “ลดอัตตา” ซึ่งเป็นการเพิ่มพลังจิตวิญญาณเช่นกัน ให้ตระหนักรู้ว่า “ตนเองทำอะไรอยู่” รับประทานยอมเสพไปด้วย อ่านใจไปด้วย ให้เห็น “ชอบและชัง”
    • ในสถานการณ์เช่นนี้ที่มีทั้งอัตตา และกิเลส ให้เราเลือก “ลดอย่างใดอย่างหนึ่ง” วางใจให้การปฏิบัติธรรมเป็น “เรื่องสนุก” เช่น เมื่อรู้สึกหิวหรือจะได้รับประทานอาหารที่ชอบเสพ แต่หากพิจารณาถามใจตนเองแล้วว่า “พอทนได้” ก็ให้สามารถฝึกงดหรือลดในเวลานั้นได้ แต่หากไม่ได้ ทุกข์จนมากเกินไป ไม่แนะนำให้งดหรือลด เพราะหาก “ใจกลัวหรือทุกข์” ไม่ว่าจะรับประทานอาหารที่ดีเพียงใด ก็จะ “ไม่ได้ผลดี”
    • ผู้ถามมี “เลือดนักสู้” อย่างแท้จริง เพราะรู้ว่าการทำงานของตนเองมีเวลาน้อย ก็สามารถปรับมารับประทานอาหารสุขภาพแบบปั่น ให้ได้ทันเวลาทำงาน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมานั่งรับประทานอาหารเป็นเวลานานเหมือนท่านอื่น
    • “กล้า” ทำสมดุลให้กับร่างกาย หากอาการหนาวเย็นมาก หากขาดไขมัน ก็ต้องเพิ่มไขมันเข้าไปในร่างกาย แนะนำให้รับประทานอาหารเพิ่มเติม เช่น “ธัญพืช” ส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์ร้อนอยู่ในตัวประมาณ 80% ซึ่งจะเพิ่มพลังให้กับร่างได้อยู่แล้ว และการดื่ม “น้ำขิง” ก็มีฤทธิ์ร้อน จะสามารถเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย และปรับสมดุลได้ดี
    • “การอุ่นอาหารที่ปรุงไว้แล้ว” คุณค่าชองอาหารอาจเสียลงไปบ้างตามอายุของอาหาร แต่สามารถทำตามที่ตนเองสะดวก ไม่เป็นปัญหาอะไร

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คำถามที่ 4 : เพิ่งได้ฝึกกินมื้อเดียว อยากทราบว่า “น้ำมะพร้าว” สามารถดื่มนอกมื้อได้หรือไม่? ส่วนตัวคิดว่าไม่ควร เพราะมีรสหวาน และทำให้อิ่ม เป็นอย่างไร ขอคำแนะนำ

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม น้ำที่สามารถดื่มได้ทั้งวัน ได้แก่ น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น และน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) ดังนั้นหากดื่มน้ำมะพร้าวระหว่างวัน ที่ไม่ใช่มื้อเดียวหลัก ก็จะนับเป็นอีกมื้อหนึ่ง

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คำถามที่ 5 : ขอคำแนะนำ ด้วยความไม่รู้ ยังเถียงกิเลสไม่เก่ง และไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง “การตั้งศีลกดข่มและไม่กดข่ม” ว่าแตกต่างกันอย่างไร? และไม่แน่ใจว่าที่ตนเองตั้งศีลนั้น ถูกหรือไม่?

ได้ตั้งศีลเลิกรับประทานหมู ก็ได้เจอบทสอบ เวลาต้องไปรับประทานอาหาร และสามารถเลิกรับประทานหมูและสัตว์อื่น ๆ ได้ไปเองโดยปริยาย แต่ยังเห็นใจที่มี “กิเลสความอยาก” เมื่อได้กลิ่น และยังนึกถึงสัมผัสนุ่ม ๆ ของเนื้อปลาอยู่ หลังจากนั้นไม่กล้าตั้งศีลอื่นต่อ แต่หมู่มิตรดีเตือนว่าควร “ตั้งศีลเพิ่ม” ส่วนใหญ่จะตั้งเป็นรูปแบบอย่างหนึ่ง เช่น จะอดข้าว 9 มื้อ หรือ จะรับประทานเพียงข้าวโรยเกลือ แต่กลับรู้สึกว่ามีอาการมึน ๆ จึงมีผู้มาชี้แนะว่า แบบนี้เรียกว่า “ตั้งศีลแบบกดข่ม” ได้มีการกลับไป “ทดลอง” ชิมไข่และปลา รู้สึกเหม็นคาวและไม่อร่อย ความรู้สึกที่ชอบไม่เท่าเดิม แต่ไม่มีความชัง

คำแนะนำจากจิตอาสา :

    • “ศีล” เป็นของ “ผู้มีปัญญา” และ “ปัญญา” เป็นของ “ผู้มีศีล”
    • ความหมายของ “ตั้งศีล” คือ “การสู้” มีความชื่นชมผู้ถาม เพราะเล่าว่าตนเองไม่เก่ง แต่ผู้ถามก็ยังสู้ทุกอย่าง ผู้ถามไม่รู้ตัวว่า ตนเองตั้งศีลตลอดเวลา และเข้าใจผิดคิดว่าตนเองไม่กล้าตั้งศีล
    • เป้าหมายของหลักในการตั้งศีล คือ ให้ทำความเข้าใจด้วย “ปัญญา” ว่า การตั้งศีล เป็นการกระทำเพื่อลดโทษสิ่งที่เป็นพิษภัย เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น สัตว์อื่น เมื่อทราบว่าสิ่งใดไม่ดี ก็พากเพียรลด ละ เลิกในสิ่งนั้น ๆ ไป โดยการพิจารณาและ “ให้ปัญญากับกิเลส” ควบคู่ไปด้วย เช่น เราตระหนักรู้ว่า การรับประทานเนื้อสัตว์นั้น “ไม่ดี” เชื่อชัดว่าเบียดเบียนชีวิตอื่นและตนเองแน่ๆ เราจึงเลิกทำสิ่งนั้นด้วย “ความสบายใจ” ลักษณะนี้เรียกว่า “ตั้งศีลแบบไม่กดข่ม” เป็นไปได้ว่าเราได้เคยฝึกเรื่องนั้น ๆ มาหลายภพหลายชาติแล้ว จึงสามารถตัดได้ทันแบบสบายใจ
    • แต่หากว่าเรายังมี “กิเลสความอยาก” ในการทำ “สิ่งที่ไม่ดีนั้น ๆ” อยู่ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า “ไม่ดี” และสิ่งนั้นเป็นภัยเบียดเบียนต่อตนเองและชีวิตอื่น เราจึงต้องใช้ “ขันติ” มากดข่ม ฝืนเลิกทำสิ่งที่ไม่ดีก่อน ลักษณะนี้เรียกว่า “ตั้งศีลแบบกดข่ม” อาจจะสามารถตั้งศีลทำได้เป็นบางวัน บางครั้งบางคราว แต่การตั้งศีลแบบกดข่มก็จะให้พลังเสริมกับจิตวิญญาณ
    • ข้อควรระวังของ “การตั้งศีลแบบกดข่ม” คือ “การลด ละ เลิก” เป็นตัวแสดงว่าจิตวิญญาณของเรานั้น ยังไม่สามารถเลิกสิ่งที่เป็นโทษพิษภัยได้เด็ดขาด จึงทำให้เราอาจไม่สามารถรักษาศีลที่ตั้งนั้น ๆ ได้ไปตลอด ฉะนั้นเราพลาดทำผิดศีลที่ตั้งใจไปแล้ว ไม่ควร “ตีตนทับถมตนเอง”
    • ไม่ต้องกลัว หาก “ผิดศีล” ก็ “ตั้งศีลใหม่” เพียงพิจารณากำหนดรู้ว่า “ตนเองโดนกิเลสลวงอยู่” ตระหนักรู้ว่า นี่คือ “ความชอบหรือความชัง” ทำใจในใจพิจารณาทุกข์โทษภัยของสิ่งที่เราพลาดไปตามกิเลส จากนั้นบอกจิตตนเองว่า ถึงจะ “แพ้ทุกครั้ง” ก็ไม่เป็นไร แต่ใจก็ “ยินดีเป็นสุขได้ทุกครั้ง” ได้ เมื่อเจอผัสสะนี้อีก “พรุ่งนี้เอาใหม่ สู้ใหม่” ชาตินี้ไม่ชนะ ก็ไปสู้ชาติหน้าต่อ เพราะการวางใจ “ยินดี” คือ การตั้งศีลเช่นนั้น
    • การที่ผู้ถามได้พรากตนเองจากการรับประทานไข่และปลานั้น ทำถูกต้องแล้ว จึงทำให้เห็นว่า “รูปของความอร่อย” นั้นหายไป
    • “รสชาติอร่อย” เป็นความลวงที่ในอดีตเราไม่ได้ตระหนักรู้ว่าเป็นเพียง “ระบบประสาทของเราไม่รับรู้ความจริง ตามความเป็นจริง” ว่าเนื้อสัตว์นั้น “คาว” สิ่งที่เราติด คือ “การปรุงแต่งรสชาติและรูป” ด้วยซอสและเครื่องปรุงรส ในเมนูต่าง ๆ จึงไปหลงอยู่ใน “ความลวง” และไม่เห็นโทษของอาหารปรุงแต่งเหล่านี้ หลังจากได้ตั้งศีล จึงได้มี “สัมมาทิฐิ” รู้ชัดในสิ่งนั้นมากขึ้น ได้พิจารณาโทษมากขึ้น เช่น การซื้อซอสหอยนางรมนั้นเป็นโทษ ต้องเป็นทุกข์ไปซื้อเสียเงินโดยไม่จำเป็น และเป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หรือ รับประทานอาหารของมัน ๆ ก็ต้องเสียเวลาล้างจานมัน ๆ จนทุกข์ ถ้า “ปรุงแค่เกลือ” จานก็คงไม่มันขนาดนี้ และประหยัดเงินด้วย
    • ตรวจสอบ “ความอยาก” นั้นไม่ยาก คือ “การตั้งศีล” เราจะเห็น“พลังงานกามของความอยาก” เข้ามาดึงให้เราอยากกลับหาสิ่งนั้น ๆ เช่น ชอบของหวาน เมื่อเราตั้งศีลเลิกของหวาน จิตจะคิดถึงทันที “เทคนิค” คือ เมื่ออยากมาก ๆ ให้ตั้งศีลพรากสิ่งนั้นออกมา
    • ตรวจสอบ “ความชังไม่ชอบ” เช่น ไม่ชอบคน ๆ หนึ่ง ส่วนใหญ่เราจะทำตามกิเลส โดย“หลีกเลี่ยง” ไม่อยากเห็นหน้าบุคคลนั้น แต่จริง ๆ แล้วตนเองไม่รู้ว่า “กำลังทำตามกิเลสอยู่” “เทคนิค” คือ ยิ่งไม่ชอบ ให้ตั้งศีลเผชิญหน้ากับบุคคลนั้น เพื่อตรวจสอบปริมาณอาการความชังของกิเลสตนเอง
    • หลังเราตั้งศีลแล้ว เมื่อเรารู้ว่าตนเองไม่ได้ติดยึดทำในสิ่งนั้น ๆ ที่ต้องมีพื้นฐาน คือ สิ่งที่จะกระทำไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น สัตว์อื่นด้วย เราก็สามารถกลับไปกิน ใช้ และสัมผัสสิ่งนั้น ๆ ได้ เท่าที่จำเป็นและเกิดประโยชน์สูงสุด เช่น เมื่อเรา “รู้ขัด” ว่าไม่ติดในรสอาหารแล้ว ก็สามารถกลับไปรับประทานอาหารปรุงแต่งได้ หากไม่มีสิ่งอื่น บริโภคเพราะจำเป็น หรือ รับประทานอาหารปรุงแต่งเท่าที่มี เพราะยังไม่มีอาหารสุขภาพในเวลานั้น ๆ ได้
    • แนะนำให้ตั้งศีลในสิ่งที่เราติดน้อย ๆ ที่ “เบา ๆ” ก่อน แต่สิ่งที่เรา “หนัก ๆ” ให้วางไว้ก่อน เหมือนนักเพาะกายที่จะต้องค่อย ๆ ฝึก “ความกล้าสละ” อย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงจะทำให้สู้ได้ เรียกว่า “การตั้งศีลตามลำดับ” เพื่อให้พิจารณาความเป็นทุกข์เป็นโทษของกิเลส และไม่โดนกิเลสครอบงำแล้ว “การถอย” ออกมาจากความติดความอยากนั้น ถือว่าเป็น “ความฉลาด” มากแล้ว คือ “ลดหน่อย ๆ” เหมือนนักมวยที่ต่อหน้าไม่สู้ แต่ลับหลังก็เคาะหัวกิเลสสัก 1 ครั้ง ก็ถือว่าดีมากแล้ว
    • ใช้ชีวิตตั้งศีลทุกวัน “แบบสนุก ๆ” สิ่งเป็นโทษใดที่สามารถ “เอาชนะ” ได้แล้ว ก็ตัดทิ้งไปได้เลย แต่หากยังมี “สัญญา” อยู่ เช่น รู้สึกว่าไข่เจียวยังอร่อยอยู่ แสดงว่า “ยังมีความติดอยู่ 50%” ให้เรารู้ว่าอาจต้องฝึกแบบลด ละ เลิกไปก่อน บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับ “กุศลและอกุศลกรรมที่เราทำมา” มาเป็นปัจจัยด้วย เช่น ตั้งใจรับประทานมื้อเดียว แต่บางครั้งก็อาจเป็นเหตุให้ทำไม่ได้ ก็ต้องยอมแพ้ เป็นต้น

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]

สรุปเนื้อหาสาระในวันนี้ คือ จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทุกท่านล้วนผ่านการต่อสู้ในการตั้งศีล ลด ละ เลิกกิเลสของตนเองมาหลากหลายรูปแบบ จึงเชิญชวนพี่น้องมาร่วมลงสนามรบนี้ เรียนรู้ ฝึกฝน พากเพียรไปด้วยกัน เพราะ “การฆ่าที่ไม่บาป” คือ “การฆ่ากิเลส” 

รายงานข่าวโดย :
ศิริพร คำวงษ์ศรี (มั่นผ่องพุทธ) / สวนป่านาบุญ ๙ สังกัดภาคกลาง

Tags:

Leave a Reply

Your email address will not be published.