“สายด่วน ค่ายสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรม วิถีไทย” – 8 ธ.ค. 64

รายการ “สายด่วน สุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย”
ช่วง ถามตอบ ปัญหาสุขภาพ
ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม
โดย กลุ่มแพทย์แผนไทยวิถีธรรม ค้ำจุนโลก
วันพุธที่ 8 ธันวาคม 2564
เวลา 15.00 – 17.30 น.

ประเด็นเด่นจากรายการ

    • กินมื้อเดียวอย่างไร? ให้อยู่ได้ทั้งวัน
    • พาเพื่อนไปร้านอาหารที่มีเนื้อสัตว์ และเหล้า รู้สึกไม่สบายใจ ทำตัวไม่ถูก จะบาปหรือไม่?
    • “หัวใจวายเฉียบพลัน” ผลข้างเคียงจาก “คีโม” หยุดยา น้ำกลับท่วมปอด

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอฉบับเต็ม]

วันนี้มีพี่น้องทั้งจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทั่วโลก และชาวค่ายเข้าร่วมรายการทั้งหมด 102 ท่าน ดำเนินรายการ โดย คุณกิ่งแก้ว ฉัตรมณีวัฒนา (เม) คุณประภัสสร วารี (กุ้ง) และคุณวิจิตร ตันเดชานุรัตน์

รายการสายด่วนสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย เริ่มต้นรายการด้วยธรรมะเพื่อความผาสุก คือ การอ่านบททบทวนธรรมยาเม็ดที่ 8 ข้อ 44 – 50 [คลิก] และข้อ 51– 53 [คลิก]


“ช่วงแบ่งปันความประทับใจในบททบทวนธรรม ที่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อดับทุกข์ใจ”

ผู้แบ่งปันท่านที่ 1: คุณประภาพรรณ
บททบทวนธรรม ข้อที่ 46 “เกิดอะไร จงท่องไว้ กู-เรา-ฉัน ทำมา”

ตนเองไม่สบาย มีอาการผื่นคัน ก็เพราะว่า “เราทำมา เราเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น สัตว์อื่นมา เราก็กินเขามา” ที่เราทำ เพราะว่าเราไม่รู้ พอตนเองได้มาพบอาจารย์หมอเขียว ได้มาพบสัตบุรุษ ตนเองก็เข้าใจและยินดีรับวิบาก ตอนนี้ก็รับวิบากมาได้ 2 เดือนแล้ว อาการก็ดีขึ้นบ้าง และก็กลับมามีผื่นขึ้นบ้าง ตนเองก็วางใจเฉย ๆ กับอาการไป และก็ดูแลสังขารร่างกายของตนเองไป ก็ได้ใช้ยา 9 เม็ดนี่แหละ ตนเองก็เน้นการกดจุดลมปราณ ทำมาร์ชชิ่งเต็มที่เลย และก็ทำเรื่องอาหารปรับสมดุล ก็คอยปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เป็นเวลานานแล้วที่ได้รับประทานอาหารสูตร 1 [คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม] ตอนนี้ก็เลยลองมารับประทานอาหารสูตร 2 [คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม] หากตนเองติดขัดอะไร ก็ได้ปรึกษากับพี่จิตอาสาบ้าง แต่ส่วนมากก็เริ่มรู้ได้ด้วยตัวเองแล้ว ตนเองก็ตั้งหมายว่า “เราต้องดูแลตัวเอง ช่วยตัวเองให้ได้ก่อน แล้วเราถึงจะช่วยผู้อื่นได้” ประสบการณ์ที่ตนเองได้มีตอนนี้ ก็จะเก็บความรู้ไว้ และหากมีผู้อื่นที่มีอาการป่วยแบบนี้ ตนเองก็สามารถเผยแพร่บอกต่อให้ผู้อื่นได้

ผู้แบ่งปันท่านที่ 2: คุณนปภา รัตนวงศา
บททบทวนธรรม ข้อที่ 48 “คนที่แพ้ไม่ได้ พลาดไม่ได้ พร่องไม่ได้ ทุกข์ตายเลย “โง่ที่สุด” คนที่แพ้ก็ได้ ชนะก็ได้ พลาดก็ได้ ไม่พลาดก็ได้ พร่องก็ได้ ไม่พร่องก็ได้ สบายใจจริง “ฉลาดที่สุด”

แต่ก่อนตนเองเป็นคนเป๊ะเว่อร์ คือ “ทุกอย่างต้องได้” ยิ่งตนเองทำงานเกี่ยวกับทางด้านสาธารณสุขด้วย อยู่ในห้องฉุกเฉิน เหมือนกับว่า “การทำงานทุกอย่างเหมือนมีเส้นให้เราเดิน เราจะผิดไปจากนี้ไม่ได้” และตนเองก็คิดว่า “เราต้องทำให้ได้อย่างนี้ เราต้องทำให้ได้ ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็จะพลาด” เพราะฉะนั้นตนเองก็ทำทุกอย่างโดยที่ต้องมีการวางแผนอยู่ตลอด และจะไม่อยู่กับปัจจุบัน จะต้องวางแผนไปเรื่อย ๆ พอตนเองไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน พอมีอะไรพลาดปุ๊บ ก็จะเกิดความทุกข์ตลอดทั้งในเรื่องของอนาคตและในอดีต ก็หลงโง่มานาน ตอนนี้ตนเองก็พยายามมาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น พยายามทำให้ดีที่สุด แต่ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็ต้องดีตามที่เราวางไว้อยู่แล้ว

ผู้แบ่งปันท่านที่ 3: คุณจงกช สุทธิโอสถ
บททบทวนธรรม ข้อที่ 48 “คนที่แพ้ไม่ได้ พลาดไม่ได้ พร่องไม่ได้ ทุกข์ตายเลย “โง่ที่สุด” คนที่แพ้ก็ได้ ชนะก็ได้ พลาดก็ได้ ไม่พลาดก็ได้ พร่องก็ได้ ไม่พร่องก็ได้ สบายใจจริง “ฉลาดที่สุด”

คนเราเกิดมาทั้งชีวิต ไม่เคยมีใครสอนเราเลยว่า “เราต้องควรจะเป็นผู้แพ้” จะมีสักครั้งไหม เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่จะต้องมีการถกเถียงหรือแสดงความคิดเห็นกัน แล้วเราจะมีความคิดไหมว่า “ขอไม่เอาตามใจของเราก็ได้ เรายอมเป็นคนที่แพ้ เพื่อที่จะให้คนอื่นได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำบ้าง” ได้ยินคำว่า “ผู้แพ้” เป็นครั้งแรกจากพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และต่อมาก็มาได้ยินจากอาจารย์หมอเขียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามและแปลกมากกับชีวิตของมนุษย์ทั่วไป แปลกมากตรงที่ว่า หากเราได้เป็นผู้แพ้อย่างสนิทใจ เราจะรู้สึกอย่างไร? ตนเองก็พยายามฝึกฝนเรื่องนี้ด้วยตัวเองมา ในครั้งแรก ๆ ที่ฝึกจะยังไม่รู้สึกสนิทใจหรอก ปากก็บอกว่า “อ่ะ ยอมแพ้ก็ได้” แต่จริง ๆ ในใจลึก ๆ ก็ยังมีคำถามที่เถียงขึ้นมาว่า “แล้วเราจะได้อะไรจากการแพ้ล่ะ?” แต่พอได้ฝึกไปเรื่อย ๆ ตนเองก็เริ่มมีความรู้สึกว่า “เราดีใจที่เราได้เป็นผู้แพ้” จริง ๆ แล้ว พอเราพูดถึงความแพ้ เราควรจะต้องรู้สึกเศร้าใช่ไหม แต่กลับกลายเป็นว่า เกิดความโล่งใจ และรู้สึกว่า “เราไม่เห็นจำเป็นต้องไปคิดต่อเลยว่า เราจะต้องเอาชนะเขาด้วยวิธีไหน” สิ่งนี้ทำให้ตนเองมีกำลังขึ้นมา และมีความยินดีขึ้นมา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แปลกมาก ถ้าเทียบกับตอนที่ไม่ได้เคยฝึกแบบนี้ พอได้ฝึกวางใจเป็นผู้แพ้อย่างแท้จริงแล้ว รู้สึกว่า จะมีสิ่งที่ดี ๆ เกิดขึ้นมา ทั้งที่สิ่งดีที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ได้ฝึกอยู่ก็ตาม โดยที่ตนเองก็ไม่เคยได้เอ่ยปากขอสิ่งนั้นนะ ตอนนี้มีความรู้สึกว่า “การเป็นผู้แพ้มันดีอย่างนี้นี่เอง เราไม่ต้องเสียแรงที่จะไปคิดต่อ”
ลองมาเป็นผู้แพ้กันดูนะ!!

ผู้แบ่งปันท่านที่ 4: คุณสุขแสงพุทธ ชุมจีด
บททบทวนธรรม ข้อที่ 41 “สุขจากกิเลส คือ ทุกข์ที่บรรเทาชั่วคราว เหมือนได้เกาขี้กลาก บวก วิบากร้าย ไม่สิ้นสุด เลิกซะ!!!”

ตนเองรู้สึกชอบใจตอนที่อาจารย์หมอเขียวได้นำ “มาคัณฑิยสูตร” มาอธิบาย ซึ่งเป็นพระสูตรจากพระไตรปิฎกที่ยาวมาก แต่อาจารย์ท่านสามารถย่อมา และทำให้เราเข้าใจความหมายทั้งหมดได้ ท่านได้เปรียบว่า สุขจากกิเลส คือ เหมือนเกาขี้กลาก ขี้เรื้อน ที่เรารู้สึกอยาก ๆ ๆ แล้วเวลาไปเกา ก็รู้สึกมันส์นะ คัน ๆ ก็เกา มันส์ ๆ คัน ๆ เกาเสร็จแล้ว มันก็เป็นแผลเป็น ความคันจากการอยากเกา อยากให้หายคัน มันก็ไม่ได้ไปไหนนะ เพราะเราไม่ได้ล้างความอยาก แต่พอเราได้มาสั่งสมจากความเป็นพุทธะ เราก็มาล้างความอยากได้สุขลวงนี่แหละ กิเลสบอกว่า ถ้าจะทำให้หายอยาก ต้องหาสุขลวง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้หายจริง ๆ เพราะไม่ได้เห็นโทษของความอยากตรงนั้น แต่พุทธะรู้ว่าเราต้องล้างความอยาก และเห็นโทษของความอยาก ที่ตอนแรกเราเห็นว่าเป็นสุข แต่จริง ๆ มันคือทุกข์ เป็นสุขแค่ชั่วคราว บวกวิบากร้าย เวลาเราเสพกิเลสทุกครั้ง หรือพลาดทำมาทุกครั้ง ก็เป็นวิบากร้ายไม่สิ้นสุด
ก็ได้มาเห็นตัวเราว่า “เราก็พลาดทำมานะ เราก็พลาดไปเสพอบายมุขมา เราพลาดไปชอบไปชังมาในกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส” แต่พุทธะ เราจะทำคืน เราจะถ่ายถอนคืนมาเป็นลำดับ ๆ เราก็ได้เห็นผลที่เรามาได้พบสัตบุรุษและหมู่มิตรดีว่า “กิเลสมันคือทุกข์ ทุกข์ที่เราอยากได้ อยากได้ให้เขามาชมเรา อยากได้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่สมใจ” พอเราสั่งสมความอยากแบบนี้ไป ตอนเราไม่ได้สมใจอยาก มันก็ทุกข์ ชิงชัง เวลาใครมาเอาไป มาแย่งไป “เราอยากได้ดี แต่มีเพื่อนมาขัดใจ เราก็ไม่ชอบใจ เพราะเพื่อนไม่ได้มาทำให้เราสมใจ” สุดท้ายเราก็ต้องมารวมพลังกัน สลายความอยากของกิเลสให้เหมือนกับบททบทวนธรรมข้อนี้ และให้เราได้รู้ความจริงมากขึ้น ๆ เมื่อเราได้มาเติมเต็มกัน ตนเองก็จะขอปฏิบัติพากเพียรร่วมกับพี่น้องต่อไป เพื่อที่จะให้ได้รู้ความจริงยิ่งขึ้น ๆ ขออนุโมทนากับทุกท่านด้วย

รายงานผล หลังใช้การรักษาตามหลักการแพทย์วิถีธรรม – คุณสุภัค

จากที่เคยปรึกษาเรื่องอาการของคุณแม่และคุณน้ารักษา ที่มีแผลลอกตกสะเก็ดฝ่าเท้า เพราะเป็นเบาหวาน และอาการที่ได้รับพิษบนฝ่ามือ ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้ว
ปัจจุบันตนเอง “เปิดใจ” ที่จะเริ่มใช้น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) ตามที่จิตอาสาแนะนำให้ “ทำดีด้วยใจที่บริสุทธิ์ “ ให้ลองทำ จึงใช้ยา 9 เม็ดในการรักษาตนเอง โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตนเองมีอาการเดียวกับคุณแม่และคุณน้าเช่นกัน ได้กัวซาบริเวณฝ่ามือด้วยน้ำสมุนไพรในตัว และสวนล้างลำไส้มหญ่ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อขับพิษ พิษที่ฝ่ามือและเท้าก็ซาลงไป และตุ่มก็ยุบแตกร่อนไปเอง อาการดีขึ้นแล้ว 85% จากนั้นมีพิษขึ้นบริเวณดวงตา อาการเหมือน “ตากุ้งยิง” มีแผลที่เกิดขึ้นมาโตขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย จึงใช้ผ้าชุบน้ำปัสสาะผสมน้ำย่านาง ประกบดวงตาเป็นเวลา 2 วัน ก็ยุบลง ขอขอบพระคุณอาจารย์หมอเขียวที่ได้สอนศาสตร์นี้ เพราะเมื่อได้ทดลองปฏิบัติตามแล้ว ด้วยการพิสูจน์ ยืนยันว่าน้ำสมุุนไพรในตัวสามารถใช้ได้จริง จากตอนแรกที่ยังไม่เปิดใจเลย จึงอยากมาแบ่งปันประสบการณ์ในเรื่องของการนำไปใช้จริง และมีสภาวธรรมที่ได้เห็นกิเลสของอาการกิเลสที่เข้ามา เนื่องจากต้องทำงานที่มีความจำเป็นในการใช้มือกับน้ำ และอยากให้แผลตกสะเก็ดหายเร็ว จึงนำยารักษาแผลเชื้อราทั่วไปที่มีมาใช้ ผลปรากฏว่ามีอาการพองร้อนขึ้นมา จนไม่สามารถนอนได้ในช่วงดึก จึงนำมือมาแข่น้ำสมุนไพรในตัวแทน แช่เป็นเวลา 2 ชั่วโมง และยังมาแช่ต่อในช่วงเช้า ทำให้ยุบลง ตอนนี้ไม่สามารถใช้เคมีได้ แม้แต่กระทั่งครีมหรือออยทาผิว เพราะจะมีอาการพองขึ้นมาทันที จึงทำให้ชัดเจนว่า พอเมื่อใจเรามีความอยากขึ้นมา ใจจะพาให้เราอยากกลับไปใช้การรักษาด้วยเคมี การแบ่งปันครั้งนี้เพื่อฝากไว้สำหรับผู้ที่มาถูกทางแล้ว อย่ากลับไปในสิ่งที่ไม่ดีอีก
ตนเองจะฟังธรรมะอาจารย์หมอเขียวทุกวัน หากไม่ทันก็จะฟังย้อนหลัง และยังใช้บททบทวนธรรม คือ “ไม่โง่ ก็ไม่ทุกข์ ที่ยังทุกข์ เพราะยังโง่ทุกข์อยู่” ตอนนี้เรื่องที่หายโง่แล้ว คือ “การใช้สารเคมี ตอนนี้หายโง่แล้ว” ขอบพระคุณมากค่ะ


“ช่วงถาม-ตอบปัญหาสดในรายการ”

คำถามที่ 1 : รับประทานอาหารมื้อเดียวอย่างไร? ให้สามารถอยู่ได้ทั้งวัน

คำแนะนำจากจิตอาสาท่านที่ 1: คุณอรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ

    • แนะนำให้รับประทานอาหารแบบเรียงตามลำดับ อันนี้จะมีส่วนช่วยได้มากเลย โดยเราจะเริ่มต้นจากการดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุลก่อน แล้วรอประมาณ 15 – 20 นาที จากนั้นก็เริ่มรับประทานผลไม้ฤทธิ์เย็น ตามด้วยผลไม้ฤทธิ์ร้อน (ถ้ามี) ต่อมาก็ผักสดฤทธิ์เย็น ตามด้วยผักสดฤทธิ์ร้อน (ถ้ามี) แล้วค่อยมารับประทานข้าวพร้อมกับข้าว ปิดท้ายด้วยถั่วและธัญพืชต่าง ๆ และน้ำซุป (น้ำผ่านไฟ) (ถ้ามี) เราสามารถรับประทานน้ำซุปแทรกได้ระหว่างการรับประทาน หากมีอาการฝืดคอ ที่สำคัญ คือ การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ทำแบบนี้จะทำให้เราอิ่มนาน อิ่มนานจริง ๆ นะ ให้ท่านลองทำแบบนี้ดูก่อนนะ ว่าจะเป็นอย่างไร และทำให้ท่านรับประทานมื้อเดียวได้หรือไม่ บางทีการที่เรารับประทานมื้อที่ 2 หรือ 3 นั้น อาจจะมาจากความอยาก ไม่ใช่ความหิว

คำแนะนำจากจิตอาสาท่านที่ 2: คุณเครือแก้ว คุณะวัฒนา

    • ตนเองก็ได้พยายามฝึกฝนการรับประทานมื้อเดียวมาตั้งแต่ปี 2554 อาจารย์หมอเขียวท่านบอกว่า การรับประทานพืช จืด สบาย เป็นอาหารนิพพาน ก็ค่อย ๆ ฝึกไปแบบล้มลุกคุกคลาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “ใจของเรา อย่าอยาก เมื่อหมดอยาก ก็หมดทุกข์” การรับประทานมื้อเดียวนั้น เราไม่สามารถทำได้ในคราวเดียว พอเวลาเราทำไม่ได้ แล้วเราก็ชอบมาตีตัวเอง บางทีพอหลุดมื้อช่วงตอนเย็น แล้วกิเลสเข้า “พอเห็นอะไร ก็หิวไปหมดเลย ก็สวาปามเลย” ให้เราบอกตัวเองว่า “อ่ะ ไม่เป็นไร ล้มแล้วเลิก แล้ววันรุ่งขึ้น ค่อยตั้งศีลใหม่” ตนเองก็ตั้งอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ สู้ไปเรื่อย ๆ
    • กิเลสก็ชอบหลอกเราไปเรื่อย ๆ แหละว่า “วันนี้เรากินข้าวไม่เต็มท้อง” “วันนี้เรากินข้าวไม่ตามลำดับ” “โอ๊ย!! วันนี้เรารีบ” กิเลสจะมีเหตุผลนานาประการที่จะให้เราไปรับประทาน
      จากประสบการณ์ของตนเองนะ ให้เราลองเช็คตัวเองว่า “เราหิวจริงหรือเปล่า?” “เราหิวเพราะอะไร?” หรือว่าเป็นเพราะกิเลสความอยากรับประทาน
      อยากเพิ่มเติมอีกเรื่อง คือ การรับประทานอาหารแบบช้า ๆ ค่อย ๆ เคี้ยว เคี้ยวให้ละเอียด การที่เราเคี้ยวอาหารให้ละเอียด จะทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ครบ ทำให้อยู่ท้องได้นานด้วย และต้องรับประทานถั่วด้วย
    • ให้ท่านลองตั้งตบะว่า เมื่อจบมื้ออาหารแล้ว จะไม่รับประทานต่อ แล้วก็ไปแปรงฟัน หรือหากอยากจะรับประทานต่อจริง ๆ ให้ท่านเข้าห้องน้ำเลย แล้วดื่มน้ำสมุนไพรในตัวเพื่อเติมพลังก่อน จากนั้นก็มาเช็คดูอีกทีว่า ท่านยังหิวอยู่อีกไหม? แล้วถ้าหิวจริง ๆ ให้ถามตัวเองว่า “เราจะกิน หรือไม่กิน?” “ถ้ากินแล้ว หากเราแปรงฟันไปแล้ว แล้วเราจะต้องไปแปรงฟันอีกไหม? แล้วถ้าไปแปรงฟันอีก แล้วจะเมื่อยไหม?” คือ เราจะต้องคอยคุยกับตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ว่ากิเลสตัวนี้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือว่าเรื่องปลอม “กิเลสลวงเราหรือไม่?” “กิเลสจะทำให้เราหลงทางหรือไม่?” ที่สำคัญ คือ ใจที่เราไม่ทุกข์ จะทำให้เราตั้งตบะตรงนี้ได้ แล้วไปต่อได้เรื่อย ๆ ถ้าวันไหนที่เราทำไม่ได้ เราก็จะไม่ตีตัวเอง เราก็ยอมแพ้บ้างก็ได้ ทำอย่างที่อาจารย์หมอเขียวบอก คือ เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งทุกเรื่องก็ได้ เราก็พากเพียรต่อ พอเราล้ม เราก็ลุกขึ้นมาใหม่ วันหนึ่งที่ท่านอยู่กับหมู่กลุ่มได้แล้ว ก็จะทำให้ท่านยิ่งเข้มแข็ง และท่านก็จะทำได้เอง ก็เป็นกำลังใจให้นะ สาธุ

คำแนะนำจากจิตอาสาท่านที่ 3: คุณภัคธร คุ้มกิตติพร

    • แนะนำให้ท่านลองตั้งศีลดู การตั้งศีล คือ การสังวรณ์และการสำรวมในการบริโภคอาหาร มีการสำรวมเวลาได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังว่า “อันนี้อร่อย” แล้วให้เราลองตรวจสอบดูว่า “อร่อยแล้ว เรากินมากไหม?” เวลาที่มีอะไรมากระทบทางตา ให้เราลองตรวจสอบว่า “เรามีความอยากมากไหม?” ให้ท่านลองตั้งศีลไปเลยก็ได้ว่า จะรับประทาน 1 มื้อ แล้วถ้าไม่ไหว ก็ค่อยปรับเปลี่ยนได้ หากท่านเคยรับประทานมา 4 มื้อ ให้ลองลดเหลือ 3 มื้อ หรือ 3 มื้อครึ่ง ก็ค่อย ๆ พัฒนาไป จนไปเหลือ 2 มื้อ หรือ 2 มื้อครึ่ง จนไปถึง 1 มื้อ ให้เราได้ตรวจสอบใจและพลังกำลังไปจนเราเชื่อชัดว่า มื้อเดียวนะดีที่สุด
    • แล้วก็ให้ตรวจสอบดูด้วยว่า “ใจของเราสบายไหม?” เรามีความยึดมั่นถือมั่นไหมว่า “เรากินมื้อเดียวได้แล้ว เราจะสุขใจ ถ้าเรากินมื้อเดียวไม่ได้แล้ว เราจะทุกข์ใจ”
    • เวลาที่เราพิจารณาคำข้าว ให้ตรวจสอบตั้งแต่เสียงที่ได้ยินว่า “เรามีความอยากไหม? ถ้าได้กินแล้ว สุขใจ ถ้าไม่ได้กินแล้ว ทุกข์ใจ” กิเลสก็จะหลอก ใจก็กระวนกระวาย แล้วก็รับประทานไม่หยุด “อาการที่หยุดไม่อยู่ นี่คือกิเลส” เพราะรับประทานแล้ว ไม่ได้ตรวจสอบ พอรับประทานแล้ว เราเสพสุข “สุขที่ได้มาเพื่อตน” ลักษณะการกินแบบนี้ จิตของเรานั้นจะไม่ได้อยู่ที่ “คำข้าว” แต่จิตไปอยู่ที่ตาของเรา เวลามองอาหาร “เดี๋ยวฉันจะไปกินอันนี้ เดี๋ยวจะไปต่อด้วยอันนั้น” คือ จิตที่พุ่งไปแบบไม่มีสตินะ
    • ความอยากมันจะมีอยู่ 2 ส่วน คือ อยากเพราะเป็นกิเลส และอยากเพราะความหิว
    • หากอยากรับประทานมื้อเดียว เราก็กลัวจะหิว ไม่อิ่มไม่พอ เป็นความกลัวกังวลอย่างหนึ่ง มันเป็นกิเลส มันคือความทุกข์ จะทำให้เรารับประทานเผื่อ กลัวจะไม่พอ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ลองนะ กิเลสทำให้ดูเหมือนจริงเลย ให้เรากลัว เราก็เลยตักอาหารมามาก ๆ บางทีก็จะรับประทานเกินพอดี
    • การรับประทานอาหาร 1 มื้อ หากจะเอาประโยชน์ ให้ตรวจสอบใจของเราว่ามีความกลัวไหม มีความยึดมั่นถือมั่นไหม? เวลาเรารับประทานไปแล้ว แล้วเราไม่ได้ดั่งใจ เราจะมีความทุกข์ไหม? ถ้าวันไหนทำเราพลาดไปแล้ว เรายินดีที่เริ่มต้นใหม่ได้ไหม? อันนี้คือความจริง
    • ตอนนี้ที่ท่าน “เลิกรับประทานเนื้อสัตว์” ก็เป็นส่วนหนึ่งในการที่ไม่เบียดเบียนชีวิตแล้ว และการเลิกอาหารรสจัด แล้วมารับประทานพืช จืด สบาย หรือจะมีรสชาติแบบ 30% 50% หรือ 70% ก็ได้ แล้วแต่ฐานกำลังของเรา เรานั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์ ให้เราทำไป ปรับไปเรื่อย ๆ แล้วก็ตรวจใจของเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าเรารับประทานอาหารแล้ว เรารู้สึกหิวมาก เวลาที่เราทำงานหนัก ๆ มา เราก็มีความอยากรับประทานมาก แล้วไปฝืนที่จะไม่รับประทาน มันจะทำให้เราไม่รู้ว่า การที่รู้สึกหิว ร่างกายของเรานั้นขาดอาหารหรือเปล่า ร่างกายอาจจะต้องการอาหารก็ได้ ถ้าเรามีความสงสัยแบบนี้มาก ร่างกายของเราจะรู้สึกเบาท้อง แต่ไม่มีกำลัง แสดงว่าขาดธาตุอาหาร ให้เราทำใจกล้ารับประทานไปเลย แล้วให้ลองทดสอบดู ถ้าอาหารเกิน ร่างกายก็จะบอกเอง อย่างที่อาจารย์เคยบอกว่า “กินจนกราบพระไม่ได้ แน่นท้องไปหมดเลย” เราก็จะรู้ว่า อันนี้เราประมาณผิดไปแล้ว หรือว่าถึงเราจะหิว เราก็ลองกล้าที่จะไม่ไปรับประทานก็ได้ แล้วลองดูว่าจะหิวแค่ไหน ถ้าเราลดอาหาร และลองไม่รับประทานอาหารให้ครบสักมื้อหนึ่ง เราก็ไม่ตายนะ แต่อย่าไปอดทั้งมื้อเลย อันนี้ก็อยู่ที่ว่าเราจะฝึกตั้งจิตแบบไหน อย่างเช่น ถ้าเราหิว เราลองดื่มน้ำเยอะ ๆ ดูซิว่า เราอยู่ได้ไหม? กำลังของเราเป็นอย่างไร? หรือเราจะกลับไปรับประทานก็ได้ ถ้าเราไม่กังวล ก็ให้เราตรวจสอบใจ
    • สมัยก่อนตนเองก็เคยมีความชอบข้าวที่นุ่ม พอเขาหุงข้าวมา แล้วข้าวแข็ง ก็เกิดความชังขึ้นมา ตอนนั้นก็ไม่ได้โทษว่าเป็นวิบากของตัวเองนะ ก็ไปโทษแม่บ้านเลย “ใครหุงข้าวเนี่ย?” ตนเองก็ไปชังคนที่หุงข้าว ทั้ง ๆ ที่เขาหุงให้เรารับประทาน ก็ดีมากแล้ว อันนี้คือความขาดทุนของตัวเองว่า “เราไม่ได้ตรวจใจ เรามีความชอบความชังในอาหารนั้นอยู่”
    • ส่วนอาหารหวานก็เหมือนกัน ปกติเราก็ต้องคิดว่า อาหารหวานก็ต้องมีรสชาติหวานนะ พอเรารับประทานแล้ว มันไม่หวาน ไม่เหมือนอย่างที่เราคิด หรือว่าจะเป็นผลไม้สีแดงอย่างแตงโม แต่พอรับประทานเข้าไป รู้สึกทำไมรสชาติจืดชืด เราก็รู้สึกชังอีกแล้ว เพราะเราตั้งใจว่ารสนี้ต้องหวาน เราก็มาถามอีกว่า “แตงโม ซื้อที่ไหนเนี่ย!!” เราก็ไปชังเขาอีก เราก็ไปรู้สึกว่า “ทำไมเขาซื้อไม่เป็น”
    • พอเราค่อย ๆ ปฏิบัติลดมื้อไปเรื่อย ๆ และตรวจใจไปด้วย สิ่งที่เราจะได้ คือ การสร้างความกล้าในปัจจุบันทันทีเลย แล้วเราก็จะขจัดความกลัวได้ด้วย เพราะความกลัวเนี่ยแหละ เป็นพลังงานของความโลภและความโกรธ ความกลัวจะเป็นปฏิกิริยาของกิเลส จะทำให้เกิดความได้ดั่งใจและการเสพสุขมาเพื่อตน กิเลสก็จะพุ่งไปเพื่อให้ได้ดั่งใจหมาย ให้เราทำใจให้กล้าที่จะตัดความอยากให้ได้
    • ส่วนเรื่องการรับประทานถั่วและโปรตีนนั้น สิ่งนี้จะทำให้อยู่ท้อง บางครั้งถ้าเรารับประทานผักเยอะ ธาตุของผักก็จะเกิน ร่างกายก็ไม่ต้องการแล้ว ก็ลองตรวจสอบว่าร่างกายของเราขาดอะไร
    • ให้ท่านลองปฏิบัติไปแบบที่รู้สึกไม่ทรมานหรือลำบากนะ หากท่านมีคำถามเพิ่มเติมอะไร ก็เข้ามาคุยกันได้นะ

คำแนะนำจากจิตอาสาท่านที่ 4: คุณประภัสสร วารี

    • ตอนที่รับประทานมื้อเดียวครั้งแรก ตนเองทำตัวน่ารังเกียจมากเลย ด้วยความที่กลัวว่า “จะไม่อิ่ม” ตนเองก็เอาถาดขนาดใหญ่มาก ๆ มาใส่อาหาร แล้วก็รับประทานหมดทั้งถาดเลย พออิ่มเสร็จแล้ว ก็ง่วง พอง่วงเสร็จแล้ว ก็ไปไหนไม่ได้เลย แล้วก็ทรมานอย่างนี้มานานมาก เกิดขึ้นมาจากความกลัวของตัวเองทั้งนั้นเลย พอเริ่มหายกลัวแล้ว ก็เริ่มรับประทานน้อยลง ตอนนี้พอมองย้อนกลับไป ก็ยังคิดอยู่ว่า ตนเองรับประทานมากขนาดนั้นไปได้อย่างไร?

คำแนะนำจากจิตอาสาท่านที่ 5: คุณกิ่งแก้ว ฉัตรมณีวัฒนา

    • การรับประทานมื้อเดียว ประหยัดเวลามาก พอรับประทานหลายมื้อ บางทีจะเสียเวลาทั้งวันในการมาทำอาหาร ตื่นเช้ามาก็ต้องมาเตรียมอาหาร พอเที่ยงก็มาทำอีก ไหนจะมื้อเย็นอีก วัน ๆ หนึ่ง เราไม่ต้องทำอะไรเลย
    • พอมารับประทานมื้อเดียว ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ มันจบเลย เราไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องยากลำบากกับการับประทาน เป็นอะไรที่สบายมากเลย
    • ปัจจุบันตนเองก็พากเพียรอยู่เหมือนกัน ปฏิบัติแบบเดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง ก็ยังรับประทานมื้อเดียวแบบเยอะ ๆ อยู่เหมือนกัน แต่พอปฏิบัติไปเรื่อย ๆ แล้วเริ่มเสถียรแล้ว เราก็จะค่อยมาตัดทอนอาหารที่เยอะเกินในมื้อออกไป เป็นอะไรที่ท้าทายในการได้ฝึกฝน

คำแนะนำจากจิตอาสาท่านที่ 6: คุณจงกช สุทธิโอสถ

    • รู้สึกอนุโมทนาบุญกับท่านนะที่อยากจะรับประทานมื้อเดียว รู้สึกดีใจ เป็นกุศลที่ท่านได้เคยทำมา ที่ได้มาเห็นคุณค่าของการรับประทานมื้อเดียว เพราะเป็น “สิ่งที่ยากมาก” แต่ไม่ใช่ว่าจะบอกให้ท่านท้อนะ
    • ขั้นแรกเลย ให้ท่านค่อย ๆ ลดมื้อลง เพราะว่ากลไกของร่างกายเคยชินกับการรับประทานหลายมื้อ พอร่างกายหลั่งน้ำย่อยออกมา เราจะรู้สึกว่า “ถึงเวลากินอาหารแล้ว เราก็จะต้องไปกิน” อันนี้เป็นธรรมชาติของเรา ที่เราเป็นผู้สร้างขึ้นมา ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ และพอคลอดออกมา เมื่อหิว ก็จะร้องอุแว้ ๆ อย่างเดียว แม่ก็เอานมมาให้ดื่ม พอโตขึ้นมาหน่อย ก็เอาแต่วิ่งเล่น วันหนึ่งเรารับประทานแค่ 2 มื้อ ก็ยังไหว ขอแค่ให้เราได้สนุก เป็นพฤติกรรมของเด็ก พอเราโตขึ้นมา เราก็คิดว่า 3 มื้อนั้น น่าจะกำลังดี
    • พอเรามาฝึกแบบนี้แล้ว เมื่อถึงเวลามื้ออาหารที่เคยรับประทานช่วงนี้ แล้วเราจะตัดใจที่จะไม่รับประทานในมื้อนั้น สิ่งที่จะต้องเจอ คือ พอเดินผ่านครัว ก็จะเห็นเพื่อนที่กำลังรับประทานอาหารอร่อยอยู่ มาต่อด้วย พอได้กลิ่นอาหาร ท้องของเราก็เริ่มจะมีปฏิกิริยา จากนั้นเราก็จะมีความกลัวว่า “เอ๊ะ!! ถ้าเราไม่กิน เราจะหิวไหมนะ?” มีปัจจัยเยอะมากที่จะมาเอาชนะความตั้งใจของเราที่จะรับประทานมื้อเดียว จะทำให้ลังเล ต้องค่อย ๆ ปฏิบัติไป ปรับไปเรื่อย ๆ เพราะร่างกายของเรามันยังไม่ชิน อาจจะใช้เวลาเป็นปี กว่าจะเข้าที่เข้าทาง กว่าเซลล์มันจะปรับตัวได้
    • แนะนำให้ “เข้าหาหมู่กลุ่มที่กำลังฝึกมื้อเดียว” เหมือนกัน จะมีพลังพิเศษที่จะทำให้เราทำได้ ไม่ใช่ว่าคนในแพทย์วิถีธรรมจะรับประทานมื้อเดียวกันทุกคนนะ ท่านต้องเข้าใจและมีความศรัทธามั่นคงแน่วแน่จริง ๆ
    • ส่วนใหญ่คนที่มาใหม่ แล้วจะรับประทานมื้อเดียวได้จริง ๆ คือ “คนที่ป่วยหนัก” ร่างกายของเขาจะไม่ค่อยรับอาหารอยู่แล้ว แต่เขาก็ต้องฝืน ต้องอดทนและก็ไม่ได้เต็มใจที่จะรับประทานมื้อเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้หากเรายังมีร่างกายที่สบาย ๆ อยู่ เราก็ค่อย ๆ ปฏิบัติไป ให้ลองทำดูนะ ไม่ได้มีอะไรผิดอะไรถูก

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คำถามที่ 2 : รับปากกับเพื่อน ว่าจะพาไปร้านอาหารที่มีเนื้อสัตว์ และเหล้า รู้สึกไม่สบายใจ ทำตัวไม่ถูก จะบาปหรือไม่?

คำแนะนำจากจิตอาสาท่านที่ 1: คุณภัคธร คุ้มกิตติพร

    • สิ่งไหนที่พากเพียรจะปฏิบัติแล้ว อยู่ที่เราว่า เลือกที่จะไปหรือไม่ไปก็ได้ แต่ก่อนตนเองก็เคยอยู่ในสังคมแบบนี้นะ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ พอเราได้มาปฏิบัติเรื่องอาหาร พอเขามาชวนให้เราไปด้วย กลับกลายเป็นว่าเพื่อนเขาจะเป็นบาปนะ ไม่ใช่เราเป็นบาป เพราะว่าเราถือศีล แต่เพื่อนเขาไม่รู้ การที่เราจะไปบอกว่า “เราถือศีล” ก็จะแปลก ๆ อยู่ หากห้ามที่ตัวเราได้ ด้วยการปฏิเสธที่จะไม่ไป เว้นแต่ถ้าจำเป็นที่เราจะต้องไป ก็ไปได้ เราก็ไม่ได้ไปรับประทานแบบเพื่อนก็ได้ เพื่อนก็รับประทานแบบของเพื่อนไป เราก็รับประทานในแบบของเราได้ ข้าวเปล่าก็ได้ แต่เราก็ต้องตรวจสอบใจของเราด้วยนะว่า อยู่กับพวกเพื่อนแล้ว เราสบายใจไหม? มีความอึดอัดใจหรือไม่? ถ้าไปกับเพื่อน แล้วสามารถตั้งมั่นได้ ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าแต่ละคนนั้น ฐานจิตก็ไม่เท่ากัน
    • หากว่ายังต้องอยู่ในสังคมแบบนี้ ก็ค่อย ๆ ให้ข้อมูลเพื่อนก็ได้ว่า รับประทานแบบนี้แล้ว รู้สึกสบายกว่า แต่แบบนั้น รู้สึกไม่สบาย มันไม่ดีกับร่างกายของเราเอง อาหารพวกนี้มันไม่ถูกกับเราแล้ว ก็สามารถบอกเพื่อนแบบนี้ได้ บอกความจริงตามที่รู้สึก สำคัญที่สุด คือ
      1. ใจต้องไม่เพ่งโทษถือสาเพื่อน
      2. เรามั่นใจในศีลของเราว่า เราทำสิ่งนี้ แล้วเราไม่มีความอยากในอาหารที่มาหลอกเราด้วยรูปเลย ซึ่งเมื่อก่อนเราเคยติดรูปอาหารเหล่านั้น เพราะกิเลสมักจะมาในรูปของรสอร่อย แค่เราเห็นด้วยตา หรือได้ยินเสียง ก็มีความรู้สึกอร่อยแล้ว พอจิตมีความอยากเมื่อไหร่ ก็จะมุ่งไปสู่การเสพเพื่อสุขเพื่อสม
    • เราต้องใช้ความกล้า กล้าที่จะไป หากจำเป็นต้องไป และต้องกล้าที่จะปฏิเสธ หากรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องไป ใจของเราต้องไม่ทุกข์ ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น จะอยู่สังคมไหน เราก็อยู่ได้ด้วยใจที่ผาสุก ยินดีและกล้าที่จะยอมรับวิบาก เราอยู่ที่ไหน เราก็ฟังธรรมของอาจารย์ได้ เมื่อเรารู้สึกทุกข์หรือเบื่อ กล้ามเนื้อจะเกร็งตัว และนี่คือผิดศีล พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “ใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง” กิเลสบอกเราแบบเหมือนจริงเลย เอาลูกมาอ้างบ้าง เอาหนี้สินมาอ้างบ้าง แล้วเราก็ตีตัวเองอยู่อย่างนั้น เพราะว่าไม่ได้ตรวจใจว่า เรานั้นอยากได้ดั่งใจหมาย “ถ้าเราได้กลับเมืองไทย เราจะสุขใจ ถ้าเราไม่ได้กลับ เราจะทุกข์ใจ” จริง ๆ เป็นภาระหน้าที่ที่เราควรจะอยู่ด้วยซ้ำ จะอยู่ที่ไหน ก็มีประโยชน์ได้หมด หากเราได้รู้ถึงแก่นสาระ “กล้ายินดีให้ได้ทุกเรื่อง เราก็ไม่ทุกข์แล้ว” ถ้าเราไม่ยอมรับวิบาก ก็จะฟุ้งซ่านไป กิเลสมันไม่ได้ทุกข์ แต่เราน่ะทุกข์ แล้วใครป่วยล่ะ? เราน่ะป่วย ใครขาดทุนล่ะ? เราน่ะขาดทุน
    • ให้ตั้งจิตว่าจะกลับไทยก็ได้ ไม่กลับก็ได้ คิดแบบนี้เราก็จะสุขใจอย่างเดียวเลย เพราะเรายินดีที่จะต้องอยู่ และเราก็ยอมรับ อันไหนที่เพื่อนทำดี เราก็เอาด้วย อันไหนที่เขาไม่ดี มันก็เป็นกิเลสของเขา เราก็ทำในส่วนของเราไป “ของใครก็ของใคร ชีวิตของใครก็ของใคร”

คำแนะนำจากจิตอาสาท่านที่ 2: คุณอรวิภา กริฟฟิธส์

    • ตนเองก็อยู่ต่างประเทศเช่นกัน เลยอยากจะเข้ามาให้กำลังใจ อาจารย์หมอเขียวท่านสอนอยู่เสมอว่า “อยู่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้ ถ้าใจเราปฏิบัติธรรม” สมมุติว่าเรากลับไปเมืองไทย บางทีเราก็ไม่ได้ไปอยู่กับอาจารย์ด้วยซ้ำนะ เราก็ยังไปอยู่ที่อื่นเหมือนเดิมนั่นแหละ ทีนี้การปฏิบัติธรรมนั้นอยู่ที่ใจของเรา ทำความผาสุกอยู่ที่เรา เราหรือใครได้รับอะไรไม่ว่าจะดีก็ตามหรือชั่วก็ตาม ก็เพราะว่า “เราทำมา” คนอื่นเขาทำ ก็เป็นของเขา เราก็ควรจะมีเมตตา ถ้าเราช่วยได้ เราก็ช่วย ถ้าช่วยไม่ได้ เราก็ปล่อยวางให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต ให้เราคิดแบบเป็นประโยชน์ให้ได้ในทุกสถานการณ์
    • ตอนที่ตนเองปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ ก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกันว่า “ถ้าเราได้ไปอยู่ใกล้อาจารย์ เราคงจะปฏิบัติธรรมได้ดีได้เร็วนะ คนที่อยู่รอบ ๆ อาจารย์ มีแต่คนที่ลดกิเลส” คิดแบบนี้ เราก็มีจิตที่ไม่ดีแล้ว เราไปเพ่งโทษถือสาผู้อื่น เรามีจิตอกุศล พอเราไปมองเขา เราก็ไปดูถูกเขา เหมือนว่าเราดีกว่าเขา แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก อยู่ที่ไหนก็ตาม ก็ต้องปฏิบัติที่เรานั้นแหละ หากจิตของเราเศร้าหมอง แสดงว่าเรากำลังปฏิบัติผิดอยู่ ถ้าใจมีความอยากแบบยึดมั่นถือมั่นให้ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ก็เป็นทุกข์อยู่ เป็นการผิดศีล เพราะว่ามีความอยากในสิ่งที่เป็นสุขลวง คือ อยากได้มา เป็นสุขชั่วคราว อยู่แปปเดียว
    • ตอนนี้ตนเองก็ต้องใช้วิบากอยู่เช่นกัน แต่ว่าเราก็อยู่แบบที่ว่า “เรารู้ว่า เราอยู่เพื่ออะไร?” แค่เรามีครูบาอาจารย์และมีหมู่กลุ่ม ทุกวันนี้น่ะดีจะตาย เรามีออนไลน์ ตนเองชอบจังเลย เรานั่งอยู่ที่บ้าน เราก็ได้เข้าหมู่ เราเหมือนยิ่งอยู่ใกล้หมู่ ใกล้ครูบาอาจารย์มากขึ้น อยากให้ท่านมาเข้าหมู่บ่อย ๆ นะ มาฟังธรรมด้วยกัน เวลาท่านมีสภาวธรรมอะไร ให้ท่านเอามาพูดคุยด้วยกันกับหมู่ อันนี้จะเป็นการเชื่อมพลังสันนิทาน พอเราเข้ามาบ่อย ๆ ก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนกันนะ แม้เราจะไม่ได้สัมผัสตัวตนกันจริง ๆ แต่ว่าเราก็ได้เห็นกันทุกวัน เราก็ได้มาแชร์สภาวธรรม ได้มาแลกเปลี่ยนกัน สิ่งนี้จะว่าไป ก็เป็นธรรมะจัดสรรนะ ที่เราเข้ามาในโปรแกรมซูมได้ เรายังมีส่วนที่เราจะมาเชื่อมร้อยกัน อยากให้ท่านเข้ามาบ่อย ๆ นะ ท่านอาจจะไม่ต้องทำอะไรก็ได้ แค่มายกไม้ยกมือ ให้เห็นหน้าเห็นตากัน หรือว่าจะมาทักทายกัน ก็ยังดีนะ นี่คือหมู่มิตรดีของเรา
    • ส่วนเรื่องอาหาร ตนเองก็เคยมีประสบการณ์เช่นกัน เพื่อนชวนไป ตนเองก็ไปดื่มแต่น้ำ ตอนหลัง ๆ มา เขาก็ไม่ชวนแล้ว เราก็สามารถหลีกเลี่ยงไปได้ แต่ที่สำคัญ คือ “ใจของเราต้องเป็นสุข”
    • อาศัยอยู่ต่างประเทศ จะไม่มีผักเหมือนที่เมืองไทย ให้ศึกษาว่าผักชนิดไหนเป็นฤทธิ์ร้อนหรือฤทธิ์เย็น พวกฤทธิ์เย็น ก็จะมี แตง แอปเปิ้ล ผักสลัด ซูกินี แต่ไม่ใช่ว่าร่างกายของเราจะต้องการแต่ฤทธิ์เย็นอย่างเดียวนะ รับประทานฤทธิ์ร้อนด้วยก็ได้ เราอาจจะมาผสม ๆ กัน เช่น แครอท ผักเคล ผักสวิสชาร์ด ผักโขม เราก็ปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ให้สมดุลกับร่างกายของเราเท่านั้นเอง

คำแนะนำจากจิตอาสาท่านที่ 3: คุณประภัสสร วารี

    • ตอนนี้ท่านได้อยู่ที่ต่างประเทศ ก็ฝึกล้างกิเลสได้เลย คือ “กิเลสที่อยากกลับเมืองไทย” พอเจอกิเลสตัวนี้แล้ว ให้ท่านลุยไปเลย สู้ไปเลย ใครที่เข้ามาแพทย์วิถีธรรมในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมานี้ มีบุญกุศลมาก ๆ เลยนะ เพราะว่าเราได้เจอพี่น้องทุกวัน มีคำถามอะไร เราก็ถามได้เลย สมัยก่อนพอจบค่ายออกมา พอเรามีคำถาม เราก็ไม่รู้ว่าจะไปถามใคร

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]


คำถามที่ 3 : น้องสาวของตนเองมีก้อนที่หน้าอกโต น้ำท่วมปอด หายใจไม่ออก หัวใจเต้นเร็ว คือ “โรคหัวใจวายเฉียบพลัน” ตรวจแล้ว พบว่าเป็นผลข้างเคียงจากการทำคีโม ในช่วงที่ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แพทย์แผนปัจจุบันได้ให้ยาขับปัสสาวะและยารักษาโรคหัวใจ 3 ตัว เมื่อใช้จะขมปาก จนอยากอาเจียน พอหยุดยาแล้ว น้ำกลับมาท่วมปอดทันที เพราะน้ำหนักจะขึ้นทันที 2 กก. ภายในวันเดียว ตอนนี้แพทย์แผนปัจจุบันให้จำกัดปริมาณน้ำที่ดื่ม เหลือเพียงวันละ 1 ลิตร แต่ผู้ป่วยกลับมีอาการเป็นแผลในปาก คือ “ร้อนใน” จึงให้น้องสาวดื่มน้ำเท่าที่ดื่มได้ และให้ลองสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำปัสสาวะ แต่ไม่มีอุจจาระหรือสิ่งตกค้างอะไรออกมาเลย มีเพียงน้ำออกมา ช่วงก่อนหน้านี้ที่น้องสาวป่วยเป็นมะเร็ง เคยให้ดื่มน้ำใบข้าว แต่รู้สึกว่าถูกกัน จนตั้งแต่ที่เป็นโรคหัวใจ จึงให้ลองดื่มน้ำมะนาว ปรากฏว่าน้องสาวรู้สึกดีขึ้น จึงให้หยุดดื่มน้ำใบข้าวไปก่อน และให้น้องสาวสังเกตจากน้ำหนักตัว หากน้ำหนักเพิ่มมา 2 กิโลกรัม ก็จะใช้ยาขับปัสสาวะ แต่ตอนนี้หยุดใช้ยาที่รักษาโรคหัวใจแล้ว โดยมาดื่มน้ำสูตร 3 พลังหรือ 4 พลัง [คลิกเพื่อชมรายละเอียด] และงดเนื้อสัตว์ เปลี่ยนมารับประทานเป็นพืชผัก ได้ประมาณ 4 เดือนแล้ว ขอคำแนะนำว่าต้องทำอย่างไรได้บ้าง?

คำแนะนำจากจิตอาสาท่านที่ 1: คุณศิริขวัญ แซ่ลิ่ม

    • ขอแบ่งปันประสบการณ์ของคุณแม่ที่ป่วยเป็น “โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง” (Chronic Obstructive Pulmonary Disease หรือ COPD) ขั้นสุดท้ายตั้งแต่ปี 2560 มีอาการหายใจเหนื่อยหอบเหมือนใกล้จะตาย หัวใจเต้นเร็ว ลักษณะเหมือนปลาที่เกยน้ำตื้น จากนั้นคุณแม่ได้ปรับสมดุลด้วยการลด ละ เลิกการรับประทานเนื้อสัตว์ และรับประทานอาหารปรับสมดุล ใช้น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) ดื่มน้ำผงถ่าน น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น และคุณแม่มีความสบายใจ เพราะได้ฟังธรรมะของอาจารย์หมอเขียว จึงมีอาการดีขึ้น ปัจจุบันก็มีชีวิตอยู่ที่แข็งแรง
    • สิ่งที่ผู้ป่วยรักษาอยู่ คือ แพทย์แผนปัจจุบันซึ่งโดยรวมจะไม่ได้เน้นการปรับสมดุล แต่เนื่องจากผู้ป่วยมีปัญหาภาวะโรคหัวใจด้วย แพทย์จึงให้จำกัดน้ำที่บริโภคด้วย แนะนำว่า “วิธีการจำกัดน้ำ” ให้ดูที่ผู้ป่วยเป็นหลัก หากผู้ป่วยยังดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น หรือ น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) หรือ น้ำสะอาด แล้วรู้สึกสบาย แสดงว่ายังสามารถดื่มได้อยู่ เท่าที่สบาย เพราะอาการร้อนในบริเวณปาก เกิดขึ้นจากร่างกายที่มีภาวะร้อนเกิน แต่ถ้าดื่มแล้วรู้สึกแน่นเกินไป แสดงว่าควรจะหยุดดื่ม หรือปรับให้เหมาะสม ซึ่งสามารถรับฟังคำแนะนำจากแพทย์ปผนปัจจุบันได้ แต่เมื่อได้เรียนรู้การปรับสมดุลแล้ว ควรปรับความสมดุลตามภาวะร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งจะไม่เหมือนกันในแต่ละวัน
    • การที่ช่วยกัน “สังเกต” ร่วมกับผู้ป่วย และปรับการดื่มน้ำสมุนไพรให้ถูกกันตามภาวะต่าง ๆ นั้น มาถูกทางแล้ว ให้คอยสังเกตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หากใช้อะไรแล้วสบายตัว แสดงว่าใช่
    • จริง ๆ สิ่งที่ผู้ป่วยได้รับประทานอยู่ในปัจจุบัน คือ “ยาขับปัสสาวะ” อยู่แล้ว และยังไม่แนะนำให้มีการหยุดยาทั้งหมดในตอนนี้เลย แต่ให้ลองหยุดเพียงแค่บางตัวก่อน เพราะยังไม่แข็งแรง โดยใช้ควบคู่ไปกับการดื่มน้ำสมุนไพร
    • ใช้ยาเม็ดที่ 1 คือ ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ดื่มน้ำที่ผสมผงถ่าน 3 ช้อนชา หรืออาจเพิ่มด้วยน้ำสกัดฤทธิ์เย็น และหยอดด้วยน้ำมันเขียว เพื่อระบายพลังงานที่ไม่สมดุลออกไป
    • ใช้ยาเม็ดที่ 2 คือ กัวซาตามบริเวณแขน ขา และแผ่นหลัง เท่าที่สบาย
    • การใช้ยาเม็ดที่ 3 คือ การสวนล้างลำไส้ใหญ่ ในบางครั้งหลังจากทำแล้ว ก็ไม่จำเป็นว่าต้องมีอะไรออกมาเสมอไป เพราะพลังงานที่ไม่สมดุลในร่างกายก็อาจจะถูกขับออกมาในรูปแบบน้ำก็ได้ ซึ่งสามารถสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำปัสสาวะ หรือน้ำสกัดย่านาง หรือผงถ่านก็ได้ โดยอาจกรอกให้เหลือแต่น้ำดำ ๆ ก่อนนำไปสวนล้างลำไส้ใหญ่ก็ได้
    • ใช้ยาเม็ดที่ 5 คือ อาบน้ำด้วยน้ำสมุนไพร จะเป็นช่วงเช้าก็ได้ ไม่เน้นปริมาณ ให้เน้นความสบายเป็นหลัก ไม่ตายตัวในแต่ละวัน
    • ใช้ยาเม็ดที่ 7 คือ การรับประทานอาหารปรับสมดุล ลดเนื้อสัตว์
    • ใช้ยาเม็ดที่สำคัญที่สุด คือ ยาเม็ดที่ 8 คือ “ความสบายใจ” และใจเย็น โดยพาผู้ป่วยลองฟังธรรมะจากอาจารย์หมอเขียวเพิ่มด้วย เพื่อให้เชื่อชัดในวิบากกรรม ว่าการที่น้องป่วยนั้น ก็เกิดจากที่ได้เคยสร้างวิบากร้ายอะไรมาเยอะแยะมากมาย เพื่อให้เขาได้มาแก้ไขในแต่ละวันและอนาคต ด้วยการทำดีเยอะ ๆ ขอส่งกำลังให้ สาธุ

คำแนะนำจากจิตอาสาท่านที่ 2: คุณเพิ่มสุข สังคมศิลป์

    • ขอแบ่งปันประสบการณ์ช่วงที่ยังรักษาตัวในห้องไอซียู โชคดีที่ทางโรงพยาบาลอนุญาตให้สามารถใช้วิธีการรักษาตามหลักการแพทย์วิถีธรรมควบคู่ไปด้วย ช่วงนั้นยังใช้เครื่องช่วยหายใจ เพราะมีอาการ “เส้นเลือดสมองตีบด้านซ้าย” มือยกไม่ขึ้น มีระบบหายใจล้มเหลว หายใจไม่ดี เหนื่อย และยกขาไม่ขึ้น โดยทุกวันจะใช้ “น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) สูตรนาโน” [คลิกเพื่อชมรายละเอียดส่วน “แผลที่บริเวณก้นกบ” ใช้ “น้ำสมุนไพรในตัวหมักกับเปลือกมังคุด” มาประกบที่แผล และฟังธรรมะของอาจารย์หมอเขียว จนอาการดีขึ้นและสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ และยังคงดื่มน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) วันละ 1 ครั้งเพื่อเป็นยามาตลอด ซึ่งก่อนดื่มจะระลึกถึงบุญคุณของครูบาอาจารย์ และพากเพียรทำกายภาพบำบัด โยคะอย่างเดียว เนื่องจากได้เดินออกกำลังกายตามที่แพทย์แผนปัจจุบันแนะนำแล้ว มีอาการขาบวม ใช้เวลารักษารวดเร็วมาก เพียง 3-4 เดือน และสวนล้างลำไส้ใหญ่ โดยได้รับการดูแลจากสมาชิกในครอบครัว จนปัจจุบันเลิกใช้ยาแผนปัจจุบัน ด้วยมีความศรัทธาและเชื่อมั่นในศาสตร์นี้มาก หลังจากนั้นก็ไปบำเพ็ญงานตามค่ายต่าง ๆ ของแพทย์วิถีธรรม เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรักษาโรค ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงดูแลรักษาตนเองด้วยวิธีของหลักแพทย์วิถีธรรมอย่างเดียว ไม่ใช้ศาสตร์อื่นอีกแล้ว
    • อาจารย์หมอเขียวเคยให้แนะนำเรื่อง “ยาละลายลิ่มเลือด” ว่าเป็นยาแอสไพรินชนิดหนึ่ง เมื่อใช้ยารักษาโรคนี้ ก็กลับเพิ่มอีกโรคหนึ่ง ทำให้เกิด “แผล” ที่กระเพาะ จึงแนะนำให้ดื่ม “น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ)” เพราะมีสารสะลายลิ่มเลือดอยู่แล้ว ส่วน “ยาละลายไขมัน” จะใช้เวลา 3 เดือนกว่าที่จะละลายไขมันออกจากเส้นเลือด แต่จะไปพอกที่ตับแทน จึงทำให้ตับแข็ง ส่วน “ยาบำรุงเลือด” ก็มาใช้การดื่ม “น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น” แทน ดื่มมาประมาณ 1 ปี คลอโรฟิลล์ที่อยู่ในน้ำสมุนไพรจะมีโครงสร้างที่ทำให้เพิ่มความเข้มข้นของเลือดได้ดี หากช่วงที่มีอาการหนาว ก็สามารถผสมน้ำร้อนเข้าไปได้
    • แนะนำให้ฟังธรรมะของอาจารย์หมอเขียวไปเรื่อย ๆ จะพบคำตอบได้เสมอ

คำแนะนำจากจิตอาสาท่านที่ 3: คุณภัคธร คุ้มกิตติพร

    • มั่นใจว่าผู้ดูแลน่าจะมีประสบการณ์พอสมควรแล้ว แต่อยากแนะนำเพิ่มในการทำความเข้าใจกันระหว่างผู้ดูแลและผู้ป่วย “เรื่องความสบาย” เพราะความรู้สึกของผู้ดูแลและผู้ป่วยจะไม่เท่ากัน
    • เน้นให้ผู้ป่วย “ทำในสิ่งที่สบายใจและเต็มใจทำ” เพราะหากทำด้วยจิตวิญญาณที่ไม่ทุกข์ กล้ามเนื้อจะคลายตัว เลือดลมไหลเวียนสะดวกทุกครั้งที่ทำ เมื่อผู้ป่วยได้รับประทานอาหารปรับสมดุลเข้าไป ซึ่งมีผลการรักษาร้อยละ 30 ร่างกายก็จะสามารถดึงไปใช้งานได้ดี พลังงานดี ๆ จะสามารถเข้าไปได้ง่าย และระบายพิษที่ไม่ดีออกจากร่างกาย
    • แนะนำให้เพิ่มการตรวจใจควบคู่ไปด้วย เช่น หากทำวิธีใดแล้ว มีอาการดีหรือไม่ดีขึ้น ก็อ่านใจว่า “ใจเป็นอย่างไร?” โดยวางใจไม่ยึด พาผู้ป่วยเปิดใจ “กล้า” หร้อมปรับเปลี่ยนตามภาวะไปเรื่อย ๆ ด้วยใจที่ไม่กังวล หากมีภาวะร้อนเกิน ก็ปรับด้วยฤทธิ์เย็น หรือหากภาวะเย็นเกิน ก็ปรับด้วยฤทธิ์ร้อน ข้อดีของการตรวจใจควบคู่ไปด้วย คือ จะทำให้ง่ายต่อการควบคุมร่างกาย
    • เมื่อผู้ป่วยเข้าใจแล้วว่า “ความกลัว” คือ “อธรรม” และเปลี่ยนเป็น “ความกล้า” ไม่เร่งผล จะหายเร็วหรือหายช้าก็ได้

[คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ]

สรุปเนื้อหาสาระในวันนี้ คือ หลักการรักษาตามศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการฝึกผนตั้งศีล หรือ การรักษาเยียวยาร่างกาย ก็จะใช้ “ความกล้า” พร้อมปรับเปลี่ยนตามภาวะที่เป็นจริงของแต่ละท่าน โดยไม่ยึดมั่นถือมั่นในวิธีเดิม ๆ เพราะภาวะร่างกายในแต่ละบุคคล และแต่ละช่วงเวลานั้นไม่เหมือนกัน ที่สำคัญ คือ ค่อย ๆ ปฏิบัติไปตามลำดับ เพราะหากใจร้อน ก็จะยิ่งทำให้ห่างไกลความผาสุกทั้งกายและใจ

รายงานข่าวโดย :
ศิรินภา คำวงษ์ศรี (เพียรสุขศีล) / สวนป่านาบุญ ๙ สังกัดภาคกลาง

Tags:

Leave a Reply

Your email address will not be published.