“สายด่วน ค่ายสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรม วิถีไทย” – 20 ต.ค. 64

รายการ “สายด่วน สุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย”
ช่วง ถามตอบ ปัญหาสุขภาพ
ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม
โดย กลุ่มแพทยแผนไทยวิถีธรรม ค้ำจุนโลก
วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564
เวลา 14.00 – 16.30 น.

ประเด็นเด่นจากรายการ

    • ฝึกหายใจเพิ่มความเย็น แต่ใจยังร้อน
    • โรคไตระยะที่ 5 กับใจที่ต้องกล้า
    • เลิกดื่มนม หรือ เลิกดื่มกิเลส

วันนี้มีพี่น้องทั้งจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทั่วโลก และชาวค่ายเข้าร่วมรายการทั้งหมด 143 ท่าน ดำเนินรายการ โดย คุณกมลขนก ทุมวงษ์ (แหม่ม) และคุณปัทมา ลีฬหาวงศ์  (หมู) ครั้งนี้ยังคงได้รับเกียรติจาก ดร.ใจเพชร กล้าจน (อาจารย์หมอเขียว) ในการเติมเต็มปัญญาเพื่อแก้ปัญหาทั้งสุขภาพกายและใจ

รายการสายด่วนสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย เริ่มต้นรายการด้วยยาเม็ดที่ 6 มาร์ชชิ่ง [คลิกเพื่อชมคลิปวีดีโอ] ต่อด้วยธรรมะเพื่อความผาสุก คือ การอ่านบททบทวนธรรมยาเม็ดที่ 8 ข้อ 41 – 50 [คลิกเพื่ออ่านบททบทวนธรรม] และข้อ 51 [คลิกเพื่ออ่านบททบทวนธรรม


“ช่วงแบ่งปันความประทับใจในบททบทวนธรรม ที่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อดับทุกข์ใจ”

หลังจากอ่านบททบทวนธรรม มีผู้แชร์สภาวธรรมทั้งหมด ดังนี้
บททบทวนธรรม ข้อที่ 48 “คนที่แพ้ไม่ได้ พลาดไม่ได้ พร่องไม่ได้ ทุกข์ตายเลย โง่ที่สุด คนที่แพ้ก็ได้ ชนะก็ได้พลาดก็ได้ ไม่พลาดก็ได้ พร่องก็ได้ ไม่พร่องก็ได้ สบายใจจริง ฉลาดที่สุด”
เป็นคนอะไรก็ได้ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ละความพร่องความพลาด ทำให้เรามีความสุข

บททบทวนธรรม ข้อที่ 49 “ถามว่า ตั้งใจทำดี ทำไมได้แค่นี้ ตอบว่า เพราะทำชั่วมามาก ถามว่า มากแค่ไหน ตอบว่า หาที่ต้นที่สุดไม่ได้ ถามว่า แล้วจะทำอย่างไร ตอบว่า อดทน รอคอย ให้อภัย ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ”
ตอนนี้กำลังเป็นอยู่ ต้องอดทนรอคอย ชาตินี้ไม่ได้ ก็ชาติหน้า

บททบทวนธรรม ข้อที่ 44 “ทีทำชั่ว ยังมีเวลาทำ ทีทำดี ทำไมไม่มีเวลาทำ”
เมื่อเร็ว ๆ นี้ การสมัครเรียนหลักสูตร แพทย์แผนไทยวิถีธรรมค้ำจุนโลก รุ่น 2-3 เข้ามาศึกษา บางเวลาก็คิดถึงเพื่อน พี่ และน้อง ก็ชักชวนเข้ามาเรียน บางคนส่ายหน้า ไม่มีเวลาทำ แต่มีเวลาทำเรื่องอื่น ๆ ทางโลก เรื่องของอบายมุข ซึ่งเป็นทางไม่ดี ไม่พ้นทุกข์ แต่เราพามาศึกษาเรื่อง อาริยสัจ 4 อาริยศีล ซึ่งเป็นปัญญาพาพ้นทุกข์ 90% ปฏิเสธ ความดี ทำยาก ความดีคนส่วนน้อยเข้ามาเรียน เป็นผู้ที่มีเวลาทำดี

บททบทวนธรรม ข้อที่ 41 “สุขจากกิเลส คือ ทุกข์ที่บรรเทาชั่วคราว เหมือนได้เกาขี้กลาก บวกวิบากร้ายไม่สิ้นสุด เลิกซะ!!!”
บททบทวนธรรมนี้นำมาใช้บอกตนเอง

บททบทวนธรรม ข้อที่ 51 “ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน”
ทุกวันนี้ใช้ข้อนี้ใช้ในการทำงานทุกวัน แล้วเรามีความสุขทุกวัน งานออกมาดีหรือไม่ดี เราก็ทำเต็มที่ ดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ ใช้ข้อนี้มาช่วยให้กำลังใจตนเองเต็มที่


“ช่วงถาม-ตอบปัญหาสดในรายการ”

คำถามที่ 1 : เวลาหายใจปรับสมดุลให้ร่างกายเย็นลง ทำไมร่างกายยังร้อนอยู่?

คำแนะนำด้านจิตวิญญาณ : ยาเม็ดที่ 8

การฝึกหายใจนั้น หากเราทำเต็มที่แล้ว ผลจะได้เต็มที่เท่าที่จริงที่สุด การเร่งผล ทำให้ไม่เกิดในสิ่งที่เราเร่งผล จะยิ่งทำให้การฝึกหายใจไม่สามารถช่วยปรับสมดุลร่างกายได้ ให้ทุกท่านมั่นใจว่า ทำแล้วได้ผลจริง

คำแนะนำด้านวัตถุ :

    1. “การฝึกหายใจ” จากในคลิปวีดีโอนั้น จะเป็นการฝึกทั้งแบบเพิ่มความร้อนและแบบเพิ่มความเย็น ช่วงใหม่ ๆ อาจารย์หมอเขียวจะพาฝึกหายใจทั้งร้อนและเย็น
    2. ถ้าหากฝึกหายใจแบบเพิ่มความเย็นแล้ว ยังรู้สึกร่างกายไม่เย็นลง แสดงว่า “ร่างกายมีภาวะร้อนมาก การฝึกหายใจเพิ่มความเย็นนั้น ทำให้ความร้อนในร่างกายลดลงมากแล้ว เพียงแต่ภายในร่างกายร้อน จนทำให้ไม่รู้สึกถึงอาการที่เย็นลง”
    3. ประสบการณ์ที่ได้ไปประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นช่วงอากาศหนาว อาจารย์หมอเขียวจะพาฝึกหายใจเพิ่มความร้อน ทำแล้วรู้สึกว่าร่างกายอุ่นขึ้น จึงรู้ได้ว่าการฝึกหายใจให้ผลจริงกับร่างกาย
    4. การฝึกหายใจ จะต้องดูตามสภาวะของอากาศ หากช่วงมีอากาศหนาวเย็น ควรจะฝึกหายใจให้น้อยลง ไม่งั้นร่างกายจะเย็นมากเกินไป
    5. หากวิธีปรับสมดุลใดที่อาจไม่เหมาะสมกับเรา เราก็สามารถเปลี่ยนไปถอนพิษด้วยวิธีอื่นได้
    6. ปฏิบัติยา 9 เม็ดไปเรื่อย ๆ ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด โดยไม่ต้องคิดหรือหวังว่า “จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา?” ทุกอย่างจะดีเอง

ประสบการณ์ของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่ได้ปฎิบัติยา 9 เม็ด :
ตั้งแต่พบวิธีการรักษาของอาจารย์หมอเขียว ด้วยการใช้ยาเม็ดที่ 8 คือ ฟังธรรมะ ไม่คิดกังวลใด ๆ ใช้ยาเม็ดที่ 6 คือ การกดจุด ใช้ยาเม็ดที่ 7 คือ รับประทานอาหารมื้อเดียวตามสูตรปรับสมดุล จะเป็นมื้อเช้า หรือเย็นก็ได้ และไม่รับประทานต่อ ปฏิบัติเช่นนี้มาเข้าปีที่ 3 ทำให้ไม่มีโรคภัยใด ๆ เลย จนถึงปัจจุบันไม่ได้ไปหาหมอ และไม่ได้กินยาเคมีใด ๆ เลย ผิวพรรณที่มีกระบนใบหน้าก็หายไป


คำถามที่ 2 : ป่วยเป็นโรคไตระยะที่ 5 ปลายประสาทอักเสบ มีอาการไฟฟ้าช็อต จี๊ด ๆ ได้ใช้ยาเม็ดที่ 4 คือ การแช่มือแช่เท้า ทำตามอาจารย์หมอเขียวในยูทูป รู้สึกยิ่งเจ็บ ยิ่งปวด ยิ่งแสบ ทนไม่ไหว จึงไปพบแพทย์แผนปัจจุบัน จึงมีอาการตัวบวม ปวดแสบปวดร้อน จากนั้นลดการรับประทานยาเคมีบางตัวลงไป ยังมีอาการชาขึ้นจนปวดจี๊ด ความดัน ความหวาน เส้นเลือดตีบ อัมพฤกษ์ ตนเองรู้จักแพทย์วิถีธรรมตั้งแต่ปี 2559 มีความสุขทางโลก ตนเองไม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางแพทย์วิถีธรรมได้ เพราะในอดีตไม่สามารถเลิกรับประทานหมูและไข่ได้เลย ไม่ได้ดูแลตนเอง ช่วงที่มีอาการแน่นท้อง ได้ดื่มน้ำสมุนไพร 3 พลังพุทธ มีอาการดีขึ้น ค่อยยังชั่ว ปัจจุบันได้ปฏิบัติยา 9 เม็ดแล้ว แต่ยังทำไม่ครบ โดยใช้ยาเม็ดที่ 8 คือ การสำนึกผิด และรับผิดชอบ โดยขออโหสิกรรม สวดมนต์ ใช้ยาเม็ดที่ 7 คือ รับประทานอาหารรสจืด และพืชผักมากขึ้น ไม่รับประทานไก่ หมู ปลา ตนเองทราบว่าการรับประทานเนื้อสัตว์นั้นไม่ดี จึงเคยหยุดรับประทานเนื้อสัตว์เป็นเวลากว่า 1 เดือน ใช้ยาเม็ดที่ 1 คือ น้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) และย่านาง แต่ตนเองจะทำไม่ค่อยเป็น ในการใช้ยาเม็ดที่ 2 คือ การสวนล้างลำไส้ใหญ่ เพราะมีการขับถ่ายออกมานิดเดียว รู้สึกไม่สบาย ยาเม็ดที่ 2 คือ การกัวซา และยาเม็ดที่ 6 คือ การกดจุด ตอนนี้มีความไม่สบายใจ เพราะตนเองไม่อยากฟอกไต อยากขอคำแนะนำเพิ่มเติม

คำแนะนำด้านจิตวิญญาณ : ยาเม็ดที่ 8

    1. ผู้ป่วยได้ปฏิบัติมาถูกทางแล้ว ฟังแล้วน่าชื่นใจที่ผู้ป่วยกล้าอยู่ในศีล ถ้าคิดไม่ออก ให้เข้ามาหาหมู่กลุ่ม ฆ่ามารได้ ก็จะได้พลังคืน ชีวิตเราก็จะสบายขึ้น นำสิ่งดีเข้ามา และนำสิ่งไม่ดีออกไป
    2. ตั้งใจเพิ่มศีล โดยลด ละ เลิกในสิ่งที่เป็นโทษเป็นภัยก่อน
    3. ใจที่ทุกข์ เพราะไม่อยากฟอกไตนั้น ให้วางใจว่า หากมีเหตุที่จะต้องฟอกไต ก็ไม่ต้องกลัวการฟอกไต กล้าที่จะฟอกไต ยินดีรับยินดีให้หมดไป มารจะมาหลอกให้กลัว อย่าทำร้ายตนเองด้วยการนำความกลัวและกังวลไปใส่ในจิตวิญญาณ
    4. ถ้าเรามีความกล้า และถ้าเราไม่หาย เรายินดีได้ไหม เราต้องมีความกล้าตรงนี้ ถ้าไม่อยาก เราก็จะได้ ถ้าวางใจไม่กลัว ไม่หวั่นไหว ทำจิตให้เบิกบานมั่นคง และกล้าที่จะยอมรับให้ได้ ยินดีที่ได้ชดใช้ เต็มใจรับวิบาก เต็มใจให้หมดไป ยอมรับสำนึกผิด รับเท่าไหร่ หมดเท่านั้น ใจสบาย เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว เลือดลมไหลเวียนสะดวก โรคทุกโรค ก็สามารถหายได้
    5. พากเพียรอ่านบททบทวนธรรมบ่อย ๆ พิจารณาทบทวนว่า “ต้องใช้เวลานานมาก กว่าที่ผู้ป่วยนั้นจะมาป่วยเป็นโรคไต เมื่อป่วยแล้ว จะมาทำให้หายโรคเร็ว ๆ นั้น คงเป็นไปไม่ได้”
    6. วิธีการรักษาด้วยแพทย์วิถีธรรม จะต้องรักษาจาก 2 ด้าน คือ จิตใจและร่างกาย แต่ด้านจิตใจอาจแก้ไขยาก เห็นได้ยาก แนะนำให้ปรับสมดุลด้วยอาหารก่อน จะเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น อาการจะดีขึ้น
    7. การรับประทานเนื้อสัตว์ และอาหารรสจัด เป็นการเสพความสุขมาก ทำให้เสพการได้ดั่งใจมาก จะทำให้ระบบประสาทเพี้ยน จนทำให้หลงคิดว่า การรับประทานอาหารพิษแล้ว ยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย เมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องมาเอาความทุกข์ออก จึงทำให้ขาดความกล้า
    8. แต่ในทางกลับกัน หากเลิกรับประทานสัตว์ใหญ่ จะมีระบบประสาทที่ดีขึ้น และฟังธรรมะเข้าใจมากขึ้น
    9. มีจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมเป็นกองเชียร์ ผู้ป่วยสามารถสอบถามเทคนิคต่าง ๆ จากพี่เลี้ยงเพิ่มเติมได้ สิ่งที่ผู้ป่วยได้เพียรปฏิบัติมานั้น ค่อย ๆ เพียรทำต่อไป

คำแนะนำด้านวัตถุ : ไม่ต้องรอเวลา สามารถรักษาตนเองโดยใช้ยา 9 เม็ดได้เลย เท่าที่ทำได้

    1. พฤติกรรมการรับประทานอาหารในอดีต คือ การรับประทานเนื้อสัตว์ อาหารรสจัด ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่ดี เพราะเป็นพิษร้อน จึงทำให้เบียดเบียนตนเอง กล้ามเนื้อจะไปดันออก แต่ดันไม่ได้ เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก เมื่อผู้ป่วยมีความกังวล จะทำให้กล้ามเนื้อบีบเกร็งค้างตลอด เมื่อไม่เปลี่ยนพฤติกรรม จะทำให้เป็นทุกโรคได้ อาการที่เกิดขึ้นเหล่านี้จึงมาเตือนว่า เรารับประทานอาหารไม่ดีมากเกินไปแล้ว
    2. ลองตั้งใจใหม่ ความรู้สึกไม่สบาย เราเคยรับประทานอาหารรสจัด ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น เราล้วนเป็นผู้กระทำทั้งสิ้น กล้ารับสิ่งที่ทำมา
    3. ให้มีความกล้าที่จะทำวิธีการรักษาต่าง ๆ แต่ถ้าไม่ถูกกัน ก็ต้องกล้าที่จะเลิก บางครั้งร่างกายร้อนมาก ต้องค่อย ๆ ปรับว่า ใช้สมุนไพรใดแล้วสบาย และถูกกันกับตนเอง
    4. ใช้ยาเม็ดที่ 7 คือ เปลี่ยนมารับประทานรสจืดแทน เลิกรับประทานเนื้อสัตว์ให้ได้ ทุกอย่างจะดีขึ้น
    5. ใช้ยาเม็ดที่ 6 คือ การกดจุดเส้นลมปราณ เน้นกดจุดไตที่ฝ่าเท้า
    6. ใช้ยาเม็ดที่ 1 คือ ทดลองดื่มน้ำถ่าน ผสมน้ำมันเขียว ถ้าต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ให้เติมน้ำสมุนไพรในตัว (ปัสสาวะ) โดยก่อนดื่ม ให้อมไว้ก่อน แล้วจิบเรื่อย ๆ จะช่วยระบายลมได้ดีมาก
    7. ใช้ยาเม็ดที่ 3 คือ ทำการสวนล้างลำไส้ใหญ่ 3-4 รอบ หากมีอาการท้องอืด

ประสบการณ์ของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่ได้ปฎิบัติยา 9 เม็ด :
เมื่อก่อนเป็นคนสูบบุหรี่จัดมาก เคยป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 7 เส้น มีอาการลามมาที่ผิวหนัง และภูมิแพ้ เป็นทุกโรค รักษาโดยเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีการรับประทานอาหารก่อน พิจารณาใจที่เคยยึดความอร่อย หรือความไม่อร่อย ว่ามันเป็นโทษ ให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ด้วยใจที่มีความผาสุก มีความกล้าและเรียนรู้ไปพร้อมกับการปฏิบัติศีล จะทำให้เห็นความทุกข์ และโทษภัยของความทุกข์ เห็นสิ่งดี และสิ่งไม่ดีที่ทำไว้ นี่คือความประเสริฐที่สุด กล้ามเนื้อจะคลายตัวทุกจุด ทุกวันนี้ตนเองหายทุกโรคได้ ไม่ต้องรับประทานยาใด ๆ


คำถามที่ 3 : ลูกอายุ 33 ปี ยังชอบดื่มนม และยังรับประทานเนื้อสัตว์ เคยป่วยมีซีสต์ แต่ได้ไปผ่าตัดมาแล้ว อยากพยายามไปแนะนำลูกให้ลดการดื่มนม ขอคำแนะนำสั้น ๆ

คำแนะนำด้านจิตวิญญาณ : ยาเม็ดที่ 8

    1. กรณีศึกษาของ “มหาตมะคานธี” คือ คุณแม่ท่านหนึ่งมีความประสงค์อยากให้ลูกเลิกดื่มนม จึงไปขอคำปรึกษาจากท่านมหาตมะคานธี ท่านจึงต้องรอให้ตนเองสามารถเลิกดื่มนมได้ก่อน จึงไปบอกแนะนำเด็กให้เลิกนม เพราะเมื่อเราทำสิ่งใดยังไม่ได้ เราก็จะไม่มีฤทธิ์ในการบอกผู้อื่น ถ้าอยากมีฤทธิ์ แนะนำให้เพิ่มศีล ล้างความชอบและความชัง เพราะความกลัวจะไปเพิ่มพลังความหวั่นไหวให้ด้านอื่น ๆ เมื่อพวกเราเลิกรับประทานเนื้อสัตว์แล้ว เวลาชวนผู้อื่น ก็จะมีความศรัทธา การจะไปแนะนำสิ่งใดก็ได้ หากเราเลิก หรือลดกิเลสในสิ่งนั้นได้แล้ว ก็จะมีพลังพิเศษ
    2. ทุกคนมีฐานจิตที่แตกต่างกัน ลูกจะทำอะไรนั้น เป็นวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต ต้องแก้ที่ตนเองก่อน เราสามารถแนะนำและให้ข้อมูลลูกได้ว่า “การดื่มนม” คือ การเบียดเบียนชีวิตอื่น แต่ใจของเราต้องไม่อยากและยึดว่า ลูกต้องเลิกหรือไม่เลิกดื่ม
    3. ถึงแนะนำไป ก็จะมีบางท่านที่ไม่สามารถเลิกได้จริง ๆ จึงให้วางใจยินดีที่ให้ลูกจะดื่ม อย่าไปคาดหวังว่าลูกดื่มแล้ว จะไม่ดี ลูกอาจแข็งแรงหรือไม่แข็งแรงเพราะนม
    4. เราไม่ยึดมั่นถือมั่น คือ การทำถูกศีล กล้าให้เขาเป็น หากเราทำดีที่สุดแล้ว หากเราช่วยได้ ก็คือ “วิบากดีของเขา”
    5. ปัญหา คือ “หากเราผิดศีล จะไปสอนผู้อื่นให้มาถูกศีลก่อนนั้น คงไม่ได้” กล้ามเนื้อจะเกร็งตัว ลองตั้งศีลให้ดี

วิธีรับมือ เมื่อรอบตัวมีแต่ “คนทำไม่ดี” โดย อาจารย์หมอเขียว

    1. หากทุกข์หนัก เมื่อเจอคนชั่ว ไม่รู้จะทำใจอย่างไร ตั้งใจฟังนะ เราจะทำใจอย่างไร สิ่งที่เราต้องทำใจแยกเป็น คือ “ส่วนที่เรารับ และ ส่วนที่เขาทำ”
      – สิ่งที่เราทำมา เราไปเจอสิ่งไม่ดีต่าง ๆ เราทำ เราส่งเสริมสิ่งนั้นมา ในปางที่เราไม่ได้บำเพ็ญความดี ให้คนดีเขาทุกข์ใจ ชาตินี้มาเป็นคนดี มีคนชั่วมาทำให้เราทุกข์ใจ กล้ารับ กล้าให้หมดไป ถ้าชังเราทุกข์ จะได้หมดไป รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น ยินดีที่เราได้รับสิ่งไม่ดีที่เราทำมาส่งเสริมมา รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น อาจารย์เจอคนชั่วเยอะ ไม่เห็นทุกข์ วิบากของเราที่เราต้องรับ กล้ารับกล้าให้หมดไป
      – สิ่งที่เขาทำ วิบากกรรมของเราไปยืมไปดล ให้มาทำให้เราทุกข์ ส่วนที่เขาลงมือทำเป็นวิบากของเขาเอง เขาต้องได้รับผลร้าย ถ้าเขารู้เขาไม่ทำหรอก ทุกคนอยากได้ความสุข ไม่อยากได้ทุกข์ แต่เขาหลง ความดีเขายังไม่มากพอ ต้องวนเวียนอยู่อย่างนี้ เอาองค์ประกอบดี ๆ ไปทำความชั่ว เขาต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัส เมื่อทำชั่วไม่ได้ ก็กันมาทำดี จนกว่าทำดีมากพอ จนมีปัญญารับธรรมะได้ จะมีโอกาสเจอหมู่มิตรดี
    2. วิธีการที่เราจะช่วยเขาได้เร็วที่สุด คือ ถ้าช่วยได้ ก็ควรจะทำ เท่าที่เราจะทำได้ ด้วยความเมตตา ถ้าเราทำไม่ได้ ไม่มีช่องทาง ก็ทำตัวอย่างให้ดู เขาจะไปใช้ชาติไหนก็แล้วแต่เขา เหมือนพระพุทธเจ้า ใจเย็นทำให้เทวทัตดูไม่รู้กี่ล้านชาติ แต่เขาบันทึกไว้ในจิต ทำไปทุกภพทุกชาติ จนชาติที่มาพบพพจ ชาติสุดท้ายที่ตรัสรู้ เทวทัตก็ยังไม่เอา ตอนแผ่นดินสูบ เทวทัตจึงเอา
    3. คนทุกวันนี้เอาองค์ประกอบดี ๆ ไปทำชั่วเยอะ ถ้าไปโกรธไปเกลียด เราทุกข์ ยึดว่าเขาทำดีดั่งใจเราหมาย เราจะสุขใจชอบใจ พลังยึด จะไปเหนี่ยวนำให้เขายึดว่า เขาได้ดั่งใจหมายจะสุขใจชอบใจ ถ้าเขาไม่ได้จะทุกข์ใจชอบใจ เราอยากได้ดั่งใจหมายด้านดี ของเขาด้านชั่ว เลยเหนี่ยวนำให้ได้สุขลวง ถ้าเราล้างไม่ได้ จะไปเหนี่ยวนำให้เขาชั่ว อย่าไปเกลียด เข้าใจเขา ไม่มีใครอยากไปทำทุกข์ เป็นวิบาก 11 ประการ ความดียังไม่มากพอ เขาต้องเป็นอย่างนั้น
    4. วันที่เขาทุกข์เกินทน เอาความดีมาใช้ ปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ นี่คือวิธีคิดให้พ้นทุกข์ ถ้าเราเมตตา อุเบกขา ชอบรับวิบากได้พบสิ่งไม่ดีชอบให้หมดไป ส่วนที่เขาทำไม่ได้อย่าไปชอบ เราชอบที่ไปใช้บาปที่เราทำไม่ได้มา กล้ารับกล้าให้หมดไป อย่าชอบอันที่ไม่ถูก รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น
    5. ยินดีที่เราได้เมตตาอุเบกขาเขา ยินดีเขาจะทำชั่ว ก็ให้เขาเป็นตามชั่ว ห้ามได้ก็ห้าม ทำดีให้เขาดู เราก็สบายใจ เป็นประโยชน์ต่อทุกชีวิต เราได้ล้างความยึดมั่นถือมั่น ใจเราสบาย และจะเหนี่ยวนำให้เขาลดความยึดมั่นถือมั่นเร็วที่สุด
    6. อย่าไปใจร้อน ทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น
    7. สนใจและวางไป สุดท้ายพระพุทธเจ้าไม่ให้สนใจ ปล่อยให้ชีวิตทุกชีวิตเป็นไปตามวิบากของแต่ละชีวิต พระพุทธเจ้าไม่ช่วยคนกิเลสหนาที่ขุนไม่ขึ้น ให้เขาได้เรียนรู้ ช่วยไม่ได้ก็ปล่อยไปเลย ไม่ต้องสนใจหรอก
    8. “คิดให้ทุกข์ ยังกล้าทุกข์ สนุกหรือไม่? คิดแล้วหายทุกข์ ทำไมไม่กล้า คิดให้ทุกข์ ยังคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก คิดให้พ้นทุกข์ ทำไมไม่กล้า”
    9. รู้ได้ว่า ดีก็ไม่ใช่สุข หลงติดดี อยากได้ดี ก็เป็นทุกข์ทันที ดีไปติด “เป็นทุกข์” เราไปหลง ถ้าดีดั่งใจหมายจะสุขใจชอบใจ แล้วละลาย เก็บไม่ได้ เก็บสุขไม่ได้ พิจารณาอย่างนั้น ดีไม่ใช่สุข สุขแป๊บเดียวก็หมด ทำให้เรากลัวไม่ได้ตามที่อยากแล้วทุกข์ตลอดกาล
    10. จริง ๆ ชั่วก็ไม่ใช่ทุกข์ เกิดดับ ๆ แล้วเราไปชังเอง แม้ชั่วหมดไป ก็ดีใจชั่วคราว เก็บไม่ได้ เราก็กลัวว่า ชั่วจะเกิด หมดไปก็กลัวจะเข้ามา จะเอาสุขที่ไหน มีแต่ความกลัว ทำลายสุขภาพตัวเอง เหนี่ยวนำให้คนอื่นเป็นตาม เป็นวิบากร้ายต่อตนเองและผู้อื่น
    11. “เราอยากได้ดีได้ชั่วไปทำไม?” ให้วางใจกลาง ๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีดีมีชั่วในโลกตลอดกาล อยากให้ชั่วหมดไป แม้หมดไปก็สุขใจ แว๊บเดียว ไม่ใช่สาระเป็นสุขลวง พระพุทธเจ้าไม่ติดดี ไม่ติดชั่ว สุขในชีวิตเราไม่ชอบไม่ชัง สุขที่สุด คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ดีเกิดได้ ไปชอบได้ เกิดไม่ได้อย่าไปชัง
    12. เราต้องชังการติด การยึด การทำชั่ว เราอย่าคิดให้ทุกข์สิ ต้องคิดให้พ้นทุกข์  อยากไปทุกข์ก็ชังให้หมดโลก ใช้ปัญญา ต้องออกด้วยปัญญา ถ้าชัง ห้ามไม่ได้ อยากชัง ชังไปเลย ๆ เชิญเลย ๆ ชังเข้าไปเลย จะได้ทุกข์ คิดแบบนั้นไปเลย เชียร์กิเลสไปเลย เป็นเรื่องร้ายตลอดกาล เหนี่ยวนำให้คนยึดมั่นถือมั่น
    13. อย่าไปฝืนกิเลสมาก เพราะจะ “เมื่อย” เมื่อพิจารณาความจริง ชนะแบบนั้นได้ก็เอาแบบนั้น ถ้าฝืนแล้วไม่เอา ฝืนเราแหลกลาญ อย่าฝืนเหนื่อย ให้ชังเข้าไปเลย โกรธเข้าไปเลย พอเราทำตามมัน มันจะสงบ หันหน้ามาฟังเรา มันจะเลิกทำเลย สุดท้ายก็เอา
    14. สู้แบบกิเลส 2 ลีลา คือ “ฝืนมัน หรือ ตามมัน” ยอมให้มันคิดชั่ว ๆ เอาเลยคิดเลย ๆ ไม่เหนื่อย แล้วจะหันหน้ามาฟังเรา มันจะสงบ มันจะได้ทำตามใจมัน จะไม่ดิ้น แล้วหันหน้ามาฟังเรา เปิดใจฟังเรา แล้วเราสอน รับรองมันเลิกทำเลย เราฝืนมัน มันปิดหัว มันปิดสวิตช์ เจอกิเลสลีลานี้ คิดตามเลย แกคิดไปแกจะเจออย่างนี้
    15. “ต้องฝึกให้มาก” ฝึกคิดให้หายทุกข์ให้มาก

สรุปเนื้อหาสาระในวันนี้ คือ การหลงในความอยากให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นดั่งใจหมาย ไม่ว่าจะเป็นความอยากให้เกิดขึ้นกับตนเอง หรือเกิดขึ้นกับผู้อื่นนั้น จะยิ่งทำให้ห่างไกลจากการได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตามธรรม เพราะเป็นความยึดมั่นถือมั่นซึ่งทำให้มีวิบากร้ายมากั้นขวางวิบากดีที่รอจะเกิดขึ้น หากเราสามารถฝึกใจตั้งศีล “กล้าที่จะให้เกิดทุกสิ่งได้ แม้แต่เรื่องเลวร้าย” พลังงานที่ดีจากตัวเราจะส่งต่อให้กับตนเองก่อน จนกระทั่งไปถึงผู้อื่นด้วยความผาสุก สิ่งดีจะเกิดขึ้นหรือไม่ ย่อมเป็นไปตามธรรม

รายงานข่าวโดย :
ประภัสสร วารี

Leave a Reply

Your email address will not be published.