รายการ “วิชาสุขภาพองค์รวม” ครั้งที่ 9

รายการ “วิชาสุขภาพองค์รวม” ครั้งที่ 9
วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม 2564
เวลา 20.00 น.- 21.50 น.

ประเด็นเด่นจากรายการ

    • ติดเชื้อ วางใจ ตายก็ได้ ไม่ตายก็ได้ กลับ “รอดตาย”
    • รู้วิธีพึ่งตนได้ รู้วิธีรักษาโรคได้ทันที 
    • ฝ่าวิกฤตเชื้อร้าย ด้วยสติ
    • อย่าเชื่อใคร จนกว่าจะพิสูจน์การรักษาด้วยตนเอง

[คลิกเพื่อรับชมคลิป]

ครั้งนี้มีนักศึกษาเข้าเรียนผ่านระบบออนไลน์ทั่วโลกมากกว่า 44 ท่าน ดำเนินการสอน โดย ดร.ธนวันต์ ศรีอมรรัตนกุล เรื่อง ประสบการณ์การรักษาอาการของอดีตผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้แก่ คุณประพันธ์ โพธิ์คำ (เท่)


บรรยากาศในห้องเรียนออนไลน์ นักศึกษาทุกท่านตั้งใจสอบถาม แลกเปลี่ยน และร่วมวิเคราะห์ข้อมูลจากอดีตผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อนำความรู้เป็นกรณีศึกษาไว้ช่วยมนุษยชาติต่อไป ดังนี้

อาการของโควิดตั้งแต่เริ่ม จนอาการหายป่วย

อาการป่วยของพี่สาว

    • ตุลาคม 2563 พี่สาวคุณใจถึงศีลไปบ่อนคาสิโน Arizona seaport ก่อนพี่สาวคุณใจถึงศีลมีอาการป่วย คุณใจถึงศีลได้การห้ามพี่สาวไม่ให้มั่วสุมอบายมุข แต่พี่สาวคุณใจถึงศีลไม่เชื่อ คุณใจถึงศีลได้วางใจ และได้ตั้งศีลว่า “ชาตินี้หรือชาติอื่นที่ทำผิดพลาด ขอรับโทษ ขออโหสิกรรม แล้วจะไม่ปฏิบัติต่อไป” เพื่อเตือนตนเองตลอดเวลา ไม่ให้แปรปรวน เพื่อดึงสภาวะจิตใจ เตือนสติให้เรามีธรรมตลอดเวลา
    • สัปดาห์ที่ 1 หลังหลังไปคาสิโนพี่สาวคุณใจถึงศีลเริ่มไอมากขึ้น ไอจนเสียงแทบไม่มี ตอนไปโรงพยาบาล เสียงไอไม่มี เบื่ออาหาร เริ่มนอนทั้งวัน

หมายเหตุ

1. พี่สาวคุณใจถึงศีลเป็นโรคทางเดินหายใจบกพร่อง

2. ทุกเช้าเวลาไปรดน้ำต้นไม้ คุณใจถึงศีลดื่มนม พี่สาวดื่มกาแฟ เมื่อพี่สาวเป็นมากขึ้น คุณใจถึงศีลเริ่มเว้นระยะห่าง แต่ทำได้ค่อนข้างจำกัด

    • สัปดาห์ที่ 2 พี่สาวคุณใจถึงศีลเริ่มนอนมากขึ้น หายใจไม่มีแรง มีอาการเบื่ออาหาร เวลาดื่มน้ำจะกลืนยาก
    • สามวันหลังสัปดาห์ที่ 2 มีอาการหนักขึ้น ลูกชายโทรมาบอกว่าแม่นอนอยู่ที่เย็น ๆ
    • 8-9 ต.ค. 63 พี่สาวคุณใจถึงศีลไม่มีแรง นอนมากขึ้น ไม่อยากไอ ไม่อยากหายใจ ขณะที่ก่อนหน้านี้ตื่นเช้าจะมานั่งคุยกัน
    • 10 ต.ค. 63 ลูกชายมานำตัวพี่สาวไป พนักงานรถมารับครอบเครื่องช่วยหายใจ

อาการป่วยของคุณใจถึงศีล

    • 12 ต.ค.63 เป็นวันแรกที่คุณใจถึงศีลเริ่มมีอาการ คือ
    1. หายใจลำบาก หายใจขัด หายใจไม่สะดวก
    2. กลืนน้ำลายลำบากขึ้น ฝึดคอ
    3. จมูกเริ่มไม่ได้กลิ่น เข้าไปห้องครัว ดมเกลือและมะนาวไม่ได้กลิ่น

เริ่มกลืนอาหารลำบาก เมื่อดื่มน้ำนมธัญพืช ไม่รับรู้รสชาติ ไม่ได้กลิ่น ไม่มีเสลด อาการแสบคอไม่มี

ได้ทานยา 4×100 (4 พลัง) จิบแล้วพ่น แต่อาการไม่ดีขึ้น หลังจากเริ่มมีอาการคุณใจถึงศีลจึงล็อกดาวน์ตัวเองอยู่บ้าน

    • 13 ต.ค.63 อาการหนักขึ้น จึงได้ทานยา 5×100 โดยน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นที่นำมาดื่ม คือ น้ำพุทธโอสถหมักเปลือกมังคุด
    • ก่อน 16 ต.ค.63 รู้สึกเบื่ออาหารเล็กน้อย ไม่มีอาการคลื่นไส้ ขากรรไกรค้างแข็ง ไม่อยากทาน คอไม่สามารถกลืนได้ ต้องฝืนทาน ได้ทำโจ๊กปั่นและใส่เกลือ โจ๊กที่ทานไม่ใสไม่ข้น ใช้หลอดดูดได้ ใช้น้ำโจ๊กปะทังชีวิต
    • 16 ต.ค.63 อาการหนักขึ้น เริ่มปวดร้าวเนื้อตัว มีไข้เล็กน้อย วัดอุณหภูมิจากโทรศัพท์ได้ 5 องศาฟาเรนไฮต์

เริ่มขี้เกียจมากขึ้น นึกถึงอาจารย์หมอเขียว “ถ้าตายขอตายไป ไปเกิดใหม่ในร่างใหม่ทำดีต่อ อยู่ก็ทำหน้าที่ต่อไปจะทำดีต่อ”

หลังจากที่ตั้งจิตแบบนี้อาการปวดเมื่อยตัว ทุเลาลง จึงลุกขึ้นมาหุงอาหาร พยายามฟื้นตัวให้เร็ว

    • สัปดาห์แรก ไม่มีสภาวะ เนื่องจากมุ่งรักษาอาการ ใจเราแกว่ง พอฟื้นตัว เราจับยาเม็ดเลิศเป็นหลัก อาการถึงดีขึ้น

นี่คือสุดยอดของโลก มวลมนุษยชาติ การบำเพ็ญตน และรู้เพียรรู้พัก แม้ตัวเองรอด ก็ใช้ยาเม็ด 8 เป็นหลัก

    • 17-18 ต.ค. 63 การรับรู้รสชาติเพิ่มขึ้น จากการวางขันธ์วางร่าง ยาเม็ด 8 (ใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส) ทำให้เราฟื้นตัวได้เร็ว จากนั้นเริ่มออกกำลังกาย เดินในห้อง ฟังทบทวนธรรม นอนให้น้อยลง พยายามใส่เสื้อแจ็คเก็ตให้เหงื่อออก
    • สัปดาห์ที่ 1-2 ไม่มีความอยากลุกจากที่นอน มีอาการร้อนหยอดน้ำในหูน้ำก็หายหมด เหงื่อไม่ออก ช่วงที่ป่วยจึงใช้เวลานอนทั้งวัน และคลุมโปง
    • สัปดาห์ที่ 2 เริ่มรับรู้รสชาติ ได้ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น และดื่มพุทธโอสถแทนน้ำ ไม่ทานอาหารฤทธิ์ร้อน สภาวะร้อนเกิน ภูมิต้านทานลด ดื่มพุทธะโอสถเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เพราะน้ำอย่างอื่นไม่สามารถทำให้รับรู้ได้ โดยใช้จิบ กลั้วคอ และพ่น
    • ช่วงที่ป่วยหนักเน้นดื่มพุทธโอสถ ทานโจ๊ก และกัวซาระบายพิษร้อน โดยใช้สเปรย์พ่นน้ำธรรมดาหรือน้ำพุทธโอสถในรูหู แล้วดึงใบหู และทำการกัวซาหลังหู น้ำจะลงไปเอง ทิ้งไว้ 1 นาที ไม่มีน้ำออกมาเลย ร่างกายเราร้อนมาก แม้แต่หัวก็ร้อน ปวดเมื่อยเนื้อตัว เอาผ้าขนหนูยาว ๆ ชุปน้ำธรรมดาผสมยา 5X100 หมาด ๆ มาเช็ดตัว เช็ดศีรษะ เนื่องจากปวดร้าวเนื้อตัวจึงไม่ใช้ไม้กัวซา
    • สัปดาห์ที่ 2 เข้าสัปดาห์ที่ 3 จะเป็นจะตายก็ตรงนั้น การไม่มีธรรมะเบียดเบียนคนอื่น ทำให้กลายเป็นดินทั้งแผ่นดิน อะไรก็แก้ไขไม่ได้ ถ้าไม่มียาเม็ดที่ 8 ยกตัวอย่างกรณีพี่สาวที่เตือนก็ไม่เชื่อ ไม่รับรู้ ไม่ปฏิบัติตาม เสพอัตตามากที่สุด ทุกคนต้องฟัง เพราะฉันเป็นพี่สาว ทุกสิ่งต้องขอบคุณท่าน ทำให้เรารู้สภาวะกิเลส นี่คือบทเรียนของเรา นี่คือธรรมะขนานแท้ ทำให้รู้สภาวะธรรม
    • สัปดาห์ที่ 2 ต่อเนื่องไปสัปดาห์ที่ 3 ออกกำลังกาย ด้วยการมาร์ชชิ่ง บิดเนื้อบิดตัว ยกแขน  ออกกำลังกาย รู้สึกไม่สบาย มีอาการป่วยอยู่ ครั่นเนื้อครั่นตัวน้อยลงแล้ว
    • หลัง 20 ต.ค.63 เหงื่อเริ่มออก แต่น้อยมาก
    • สัปดาห์ที่ 3 อาการเริ่มดีขึ้น คลุมโปงในระยะพักผ่อน เหงื่อออกมาชุ่มตัว รู้สึกว่ารอดตายแล้ว ช่วงนี้สำคัญ เริ่มรับรู้กลิ่น ปากที่เคยกลืนไม่ลง ก็กลืนอาหารง่ายขึ้น ทานโจ๊กง่ายขึ้นและข้นขึ้น ช่วงนี้มีอาการร้อนเย็นพันกัน

ยา 9 เม็ดกับการรักษา

    • คุณใจถึงศีล เน้นใช้ยาเม็ดเลิศ (เม็ด 8 และ 9) กับเม็ดหลัก (เม็ด 6 และ 7) และใช้ยาเม็ดเสริม (เม็ด 1-3,5) ในช่วงที่อาการตีกลับ
    • ยาเม็ดที่ 1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุลร้อนเย็น ช่วงตั้งแต่ป่วยจนถึงอาการหนัก สภาวะร่างกายคุณใจถึงศีลร้อนสุดขีด แม้หยอดน้ำที่หูเมื่อหยอดเสร็จน้ำก็หายไป คุณใจถึงศีลได้ดื่มสมุนไพรฤทธิ์เย็น โดยดื่มน้ำพุทธโอสถหมักเปลือกมังคุด ซึ่งได้หมดไปตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 หลังจากนั้นได้ดื่มน้ำพุทธโอสถแทนน้ำในช่วงที่พักรักษาตัวอยู่ในห้องนอน และช่วงที่ป่วยหนักเน้นดื่มพุทธโอสถ หิวเมื่อไหร่ก็ดื่ม และได้นำพุทธโอสถมาจิบ กลั้วคอ และพ่น

ในช่วงที่ไม่สบายได้ทานยา 4X100 และเมื่ออาการหนักขึ้นได้ทานยา 5×100

    • ยาเม็ดที่ 2 กัวซา ใช้การกัวซาระบายพิษร้อน โดยใช้สเปรย์พ่นน้ำธรรมดาหรือน้ำพุทธโอสถในรูหูแล้วดึงใบหู โดยกัวซาศีรษะและหลังใบหูด้วยมือ เมื่อกัวซาใบหูจะทำให้กล้ามเนื้อในรูหูผ่อนคลาย ความร้อนในร่างกายจะออกทางทวารต่าง ๆ เช่น หู จมูก ตา
    • ยาเม็ดที่ 3 การสวนล้างพิษออกจากลำไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) จะทำในวันที่ถ่ายไม่ออก หรือต้องการระบายพิษ หรือหลังจากทำกัวซา ช่วงที่ไม่สบายจะทานอาหารได้น้อย จึงทำให้มีอาการท้องผูก เกิดจากสภาวะร้อน น้ำไม่เหลือ จึงทำดีท็อกซ์ ทำให้อุจจาระอ่อนตัว ทำให้รู้สึกโล่ง และทำให้ได้เรียนรู้ว่าการดีท็อกซ์มีประโยชน์อย่างไร
    • ยาเม็ดที่ 4 การแช่มือแช่เท้า ไม่ได้ทำ
    • ยาเม็ดที่ 5 การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ไม่ได้ทำประจำ คุณใจถึงศีลใช้การหยอด โดยช่วงเช้าสวนล้างโพรงจมูก ด้วยยา 4×100 และอบน้ำใบย่านาง และสูดดมไอน้ำ โดยใช้กะละมัง มีขิงข่าตะไคร้ หอมแดง บุ ต้มกับน้ำด้วยไฟไม่แรง ให้มีไอขึ้นมา แล้วสูดดมโดยใช้ศีรษะกับใบหน้า โดยนำผ้าข้าวม้ามาคลุมโปง เพื่อให้จมูกโล่ง ซึ่งได้ผลดี

ช่วงที่ร่างกายร้อนมาก มีอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ศีรษะก็ร้อน ได้ใช้วิธีการเช็ด คือ นำผ้าขนหนูยาว ๆ ชุปน้ำธรรมดาผสมยา 5X100 หมาด ๆ มาเช็ดตัวและศีรษะ และช่วงสัปดาห์ที่ 1-2 เหงื่อไม่ออก ใช้เวลานอนทั้งวัน และคลุมโปงเพื่อให้เหงื่อออก

    • ยาเม็ดที่ 6 การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร การกดจุดทำเป็นประจำ ถ้ากดจุดทุกอย่างฟื้นตัวได้เร็ว เมื่อมีอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว เวลากดจะเจ็บ ขณะที่ป่วยไม่มีแรงคุณใจถึงศีลจะขยับนิด ๆ หน่อย เพื่อทำให้มีแรง โดยบอกว่าอย่าขี้เกียจลุก เพราะชีวิตจะไม่มีโอกาสได้ลุก คุณใจถึงศีลบอกว่าหลังวางขันธ์วางร่าง ร่างกายฟื้นตัวเร็ว จากนั้นจึงเริ่มออกกำลังกาย โดยการเดินในห้อง นอนให้น้อยลง และพยายามใส่เสื้อแจ็คเก็ตเพื่อให้เหงื่อออก ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์ที่ 3  ออกกำลังกายด้วยการมาร์ชชิ่ง บิดเนื้อบิดตัว ยกแขน  ออกกำลังกาย รู้สึกไม่สบาย มีอาการป่วยอยู่ ครั่นเนื้อครั่นตัวน้อยลงแล้ว
    • ยาเม็ดที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล ในการทานอาหาร เราต้องเฝ้าระวังรักษาอาการของเรา ว่าเราควรใช้อะไร เน้นทานอาหารฤทธิ์เย็น หรือร้อนเย็นผสมผสาน ไม่ให้มีฤทธิ์ร้อนเข้าร่างกาย แม้กระทั่งทานโจ๊กก็ยังทำให้รู้สึกร้อน คุณใจถึงศีลบอกว่า ผู้ป่วยหรือเริ่มป่วย อาหารปั่นมีคุณประโยชน์มากสุด อย่างน้อยให้มีอาหารเข้าไปดีกว่าไม่มีอะไรเลย คนไข้ป่วยหนักจากโควิดให้ทำอาหารปั่นดื่มผสมกับโจ๊กใสๆ ช่วงที่คุณใจถึงศีลป่วยมีอาการเบื่ออาหารเล็กน้อย ได้ทานโจ๊ก โดยใช้ปลายข้าวผสมน้ำผัก แล้วใช้หลอดดูด เนื่องจากขากรรไกรแข็ง อ้าปากไม่ขึ้น รู้สึกไม่อยากอ้าปาก เมื่อขากรรไกรปวดร้าว คล้ายจะล็อค จึงต้องขยันอ้าปาก และการทานโจ๊กช่วงป่วยก็ทำให้ได้พลังจากอาหารที่ทาน

สัปดาห์ที่ 3 อาการเริ่มดีขึ้น เหงื่อออกมาชุ่มตัว รู้สึกว่ารอดตายแล้ว ช่วงนี้สำคัญ เริ่มรับรู้กลิ่น ปากที่เคยกลืนไม่ลง ก็กลืนอาหารง่ายขึ้น ทานโจ๊กง่ายขึ้นและข้นขึ้น ช่วงนี้มีอาการร้อนเย็นพันกัน

    • ยาเม็ดที่ 8 ใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส อาจารย์หมอเขียวบรรยายว่า พระพุทธเจ้าตรัสกับสาวก ถ้าไฟไหม้หัวกับไหม้ผ้า ขจัดตรงไหนก่อน ทำให้เราเห็น ต้องดับที่ใจ ตรงที่ป่วยโควิด 19 ยาเม็ดต่าง ๆ ไม่มีผล อยู่ที่เดียว คือ อยู่ที่ใจ ดับที่ใจก่อน ต้องลดอัตตาลง ตัดกิเลส เบียดเบียนตนเอง เราจะทำอย่างไรกับชีวิตของเรา คือ ไม่ดิ้นรน หวั่นไหว ผ่อนคลายตัวเอง ไม่เครียด ไม่กลัว ทำให้เกิดสติ ควบคุมเหตุการณ์ได้ คิดว่าทำอย่างไรดีกับชีวิต ความหวั่นไหว วิตกกังวล จะทำให้ภูมิต้านทานลดน้อยลง ถ้าเราตั้งมั่นได้ ตรงอื่นได้หมด ทำให้เราขยายผลต่อเนื่อง ละ บาป บำเพ็ญบุญ ถ้าทำตรงนี้ไม่ได้ เม็ดหลัก เม็ดเสริม อาการจะหนักมากขึ้น ทำให้รู้สภาวะว่า ร่างกายเราฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร เม็ดเลิศเท่านั้นที่ทำให้รอดได้ จะมีผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับเม็ดเลิศ ไม่ขึ้นอยู่กับยานั้นมีสรรพคุณอย่างไร

ช่วงสัปดาห์แรกคุณใจถึงศีลมุ่งรักษาอาการ ทำให้ใจแกว่ง เมื่อฟื้นตัว ได้ปฏิบัติยาเม็ดเลิศเป็นหลัก ได้ฟังธรรมโดยเปิดบททบทวนธรรมตลอดทั้งวัน หลับก็เปิด ช่วงที่อาการหนัก เริ่มปวดร้าวเนื้อตัว มีไข้เล็กน้อย คุณใจถึงศีลได้ระลึกถึงอาจารย์หมอเขียว และตั้งจิตวางขันธ์วางร่างว่า “ถ้าตายขอตายไป ไปเกิดใหม่ในร่างใหม่ทำดีต่อ อยู่ก็ทำหน้าที่ต่อไปจะทำดีต่อ”หลังจากนั้นอาการก็ดีขึ้น ปวดเมื่อยตัวทุเลาลง การรับรู้รสชาติเพิ่มมากขึ้น ทำให้ฟื้นตัวได้เร็ว จากนั้นคุณใจถึงศีล ได้ตั้งศีลว่า ถ้ามีชีวิตอยู่ขอบำเพ็ญบุญ ถ้าเรายังมีประโยชน์ต่อคนอื่น ขอรับใช้แพทย์วิถีธรรม ขอสละเพื่อแพทย์วิถีธรรมต่อมวลมนุษยชาติ”

อาการของโควิดคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ แต่โควิดจะปวดเมื้อเนื้อตัวใหญ่กว่าไข้หวัดใหญ่ เมื่อเป็นโควิดมีอาการขี้เกียจลุกจากที่นอน ได้ดื่มพุทธโอสถแทนน้ำ รู้สึกหวั่นวิตก คิดว่าถ้าออกไปข้างนอกจะรบกวนคนอื่น ช่วงที่ไม่สบายปัสสาวะมากกว่า 1 ขวด ไม่มีอาการอยาก เบื่ออาหารเพราะเจ็บคอ ไม่หิวข้าว คุณใจถึงศีลเล่าสภาวะพี่สาวว่า พี่สาวเบื่อชีวิตเพราะทานอาหารลำบาก เพราะกลืนไม่ได้ คุณใจถึงศีลให้ทานโจ๊ก พี่สาวไม่ทาน เพราะทานไปก็ไม่รู้ว่าทานอะไรลงไป เลยรวนไปหมด คนไม่มีสภาวะธรรม จะตีรวนไปหมด แยกไม่ออก ขณะที่คุณใจถึงศีลรู้ทุกอิริยาบถ ควรแก้ไข ปรับอย่างไร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตลอดเวลาที่เจ็บป่วย

คุณใจถึงศีลบอกว่า หลังรอดตายได้ทานยา 5×100 ถ้ามีเสลด สามารถใช้พ่นได้เลยเลย ช่วยยับยั้งและกระตุ้นอย่างดีเยี่ยม เมื่ออาการดีขึ้น ไม่ใช่มีภูมิต้านทาน จะกลับมาเมื่อไหร่ไม่รู้ เมื่อหายจากอาการเจ็บป่วย คุณใจถึงศีล ได้ตั้งจิตใช้ชีวิตช่วยเหลือผู้อื่น หากท่านใดมีข้อสงสัยสามารถ Line call มาได้ตลอด


สรุปอาการของคุณใจถึงศีลและพี่สาว

สัปดาห์ที่ 1-2 พี่สาวและคุณใจถึงศีลอาการเหมือนกัน

สัปดาห์ที่ 3 คุณใจถึงศีลอาการดีขึ้น ขณะที่พี่สาวอาการแย่ลง

สัปดาห์ที่ 4 หมอช่วยไม่ได้ คนไม่มีธรรมะเบียดเบียนตนเอง ทำให้ไม่สามารถรับรู้อะไรได้ทั้งสิ้น ทำให้รู้เลยคนที่มีธรรมะกับไม่มีธรรมะต่างกันอย่างไร


ข้อมูลเพิ่มเติม

    1. ยา 4 พลัง ประกอบด้วยน้ำพุทธโอสถครึ่งแก้ว น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นครึ่งแก้ว ผงถ่าน 1 ช้อนชา และน้ำมันเขียว 1-3 หยด
    2. ยา 5 พลัง คือ ยา 4 พลังแล้วเพิ่มเกลือ
    3. วางขันธ์วางร่าง คือ การเตรียมวางขันธ์ หรือการส่งวิญญาณ ให้สงบผาสุก

สรุปเนื้อหาของวันนี้ คือ

    1. การไม่กลัวโรค เป็นลาภอันประเสริฐทางจิตวิญญาณ แม้มีโรคระบาดอย่างหนัก แต่หากใจเข้มแข็ง ก็สามารถผ่านอุปสรรคทางใจและกายไปได้ด้วยดี
    2. การศึกษาศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ทำให้สามารถพึ่งตนได้มาก และพึ่งผู้อื่นน้อย จึงลดความกังวล โดยสามารถนำความรู้ที่มีนั้นมาใช้แก้ปัญหาสุขภาพใจและกายได้ทันที ไม่ต้องเป็นภาระหมอและพยาบาล ทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่าย
    3. แพทย์ทุกศาสตร์ จะดีหรือไม่ เหมาะหรือไม่กับแต่ละท่าน ต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง

เจริญธรรมสำนึกดีมีใจไร้ทุกข์
ประภัสสร วารี
ผู้จดบันทึก

Leave a Reply

Your email address will not be published.