ข่าวการเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์ และสรีรวิทยาพื้นฐาน ครั้งที่ 10

การเรียนวิชา กายวิภาคศาสตร์ และสรีรวิทยาพื้นฐาน ครั้งที่ 10 : เรื่อง ระบบน้ำเหลืองและภูมิคุ้มกัน

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม 2564 เวลา 20.00 – 22.00 น.

มีนักศึกษาเข้าเรียนผ่านระบบออนไลน์ทั่วโลกมากกว่า 40 ท่าน ดำเนินการสอน โดย แพทย์หญิงกานดา ศักดิ์ศรชัย เรื่อง ระบบน้ำเหลืองและภูมิคุ้มกัน (Lymphatic and Immune Systems)

บรรยากาศในห้องเรียนออนไลน์ที่นักศึกษาวิทยาลัยชุมชน จังหวัดมุกดาหาร และ สถาบันวิชชาราม มาเข้าเรียนกันเป็นปกติตามนัดหมายมีความเป็นกันเอง สบาย ๆ ไม่เคร่งเครียด ผู้สอนมีความชำนาญในการอธิบายและสอนเนื้อหาสาระได้กระชับ ฟังแล้วเข้าใจง่าย มีตารางสรุปเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 ระบบน้ำเหลืองและภูมิคุ้มกัน (Lymphatic and Immune Systems)

เป้าหมายวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ มี 4 ข้อ

    1.  นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องระบบน้ำเหลืองและภูมิคุ้มกัน
    2.  นักศึกษาสามารถบอกอวัยวะหลักของระบบน้ำเหลืองและภูมิคุ้มกัน
    3.  นักศึกษาสามารถอธิบายหน้าที่ของแต่ละอวัยวะในระบบน้ำเหลืองและภูมิคุ้มกัน
    4.  นักศึกษาสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ของระบบน้ำเหลืองและภูมิคุ้มกันกับการดูแลสุขภาพแพทย์วิถีธรรมได้

มีการทำแบบฝึกหัดในช่วงท้าย 10 ข้อก่อนจบรายการและจากกันไป เมื่อได้เรียนรู้เนื้อหาในเรื่องระบบน้ำเหลืองและภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ ดักจับและทำลาย เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายมีเม็ดเลือดขาวอยู่ในเลือดผลิตจากไขกระดูก ระบบน้ำเหลืองมีต่อมน้ำเหลืองและท่อน้ำเหลืองทั่วร่างกาย ต่อมไทมัส อยู่ในช่องอกช่วงบน  ม้าม อยู่ในช่วงท้องซ้ายบน

ประกอบด้วยอวัยวะหลัก

    1. กระดูก
    2. ต่อมน้ำเหลือง
    3. ต่อมไทมัส
    4. ม้าม

1. กระดูก

มีไขกระดูกเป็นแหล่งผลิตเม็ดเลือดขาวและเป็นเซลล์ต้นกำเนิด เม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

เม็ดเลือดขาว(White blood cellsleukocytes) ลักษณะโดยทั่วไป

    • มีรูปร่างกลมขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดง
    • ไม่มีสี
    • มีนิวเคลียส
    • มีอายุประมาณ 7 – 14 วัน ก็จะถูกทำลาย

เม็ดเลือดขาว ในร่างกายมีอยู่หลายชนิดทำหน้าที่ต่อต้านและทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย แหล่งที่สร้างเม็ดเลือดขาวได้แก่ ม้าม ไขกระดูกและต่อมน้ำเหลือง เป็นเซลล์ของระบบคุ้มกันซึ่งคอยป้องกันร่างกายจากทั้งเชื้อก่อโรคและสารแปลกปลอม

2. ระบบน้ำเหลือง(Lymphatie system)

เป็นระบบลำเลียงสารต่าง ๆ ให้กลับเข้าสู่เส้นเลือด โดยเฉพาะสารอาหารพวกกรดไขมันที่ดูดซับจากลำไส้เล็ก ระบบน้ำเหลืองจะไม่มีอวัยวะสำหรับสูบฉีดไปยังส่วนต่าง ๆ  ประกอบไปด้วย น้ำเหลือง ท่อน้ำเหลืองและอวัยวะน้ำเหลือง

    • น้ำเหลือง(Lymph)ส่วนประกอบของน้ำเหลืองคล้ายกับในเลือดแต่ไม่มีเม็ดเลือดแดง เป็นของเหลวที่ซึมผ่านผนังเส้นเลือดฝอยออกมาอยู่ระหว่างเซลล์หรือรอบ ๆ เซลล์เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในน้ำเหลืองจะมีโปรตีน โมเลกุลเล็กเช่น อัลบูมินและสารที่มีโมเลกุลเล็ก ๆ เช่น ก๊าซ น้ำ น้ำตาลกลูโคส
    • ท่อน้ำเหลือง(Lymph vessel)เป็นท่อตันมีอยู่ทั่วร่างกายมีขนาดต่าง ๆ กันมีลักษณะคล้ายหลอดเลือดดำ คือมีลิ้นกั้นป้องกันการไหลกลับของน้ำเหลืองจะไหลไปตามท่อน้ำเหลืองโดยอาศัยปัจจัย การหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่จะไปกดหรือคลายท่อน้ำเหลือง  ความแตกต่างระหว่างความดันไฮโดรสเตติกซึ่งท่อน้ำเหลืองขนาดเล็กมีมากกว่าท่อน้ำเหลืองขนาดใหญ่ การหายใจเข้าซึ่งมีผลขยายทรวงอกและลดความดันทำให้ท่อน้ำเหลืองขยายตัว

3. ต่อมไทมัส (Thymus gland)

เป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ตอนอายุน้อยและถ้าอายุมากจะเล็กลงและฝ่อในที่สุดเป็นต่อมไร้ท่ออยู่ตรงทรวงอกกรอบเส้นเลือดใหญ่ของหัวใจ ทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟไซต์ มีหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคและสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายรวมทั้งการต้านอวัยวะที่ปลูกถ่ายจากผู้อื่นด้วย

4. ม้าม(Spleen)

เป็นอวัยวะน้ำเหลืองที่ใหญ่ที่สุดมีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมาย ไม่มีท่อน้ำเหลืองเลยสามารถยืดหดได้ นุ่มมีสีม่วงอยู่ใกล้ ๆ กับกระเพาะอาหารใต้กระบังลมด้านซ้าย รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว มีหน้าที่

    • ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแล้ว
    • สร้างเม็ดเลือดขาว พวกลิมโฟไซด์และโมโนไซด์ ซื่งทำหน้าที่ป้องกันสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่เข้าไปในกระแสเลือด
    • สร้างแอนติบอดี
    • ในสภาพผิดปกติ สามารถสร้างเม็ดเลือดแดงได้

ระบบภูมิคุ้มกัน

ร่างกายของคนเรามีสภาพภูมิคุ้มกันสิ่งแปลกปลอมที่อาจก่อให้เกิดโรคได้ร่างกายโดยมีกลไกกำจัดสิ่งแปลกปลอมตามธรรมชาติประกอบด้วย 2 ระบบ

1. ระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ(Innate immunity) เป็นระบบที่มีไว้คุ้มกันร่างกายจากเชื้อโรคโดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเป็นเชื้ออะไรระบบนี้แยกออกเป็น 4 ลักษณะตามวิธีการทำงาน คือ

1.1 ส่วนของร่างกายตามธรรมชาติที่มีกลไกกำจัดสิ่งแปลกปลอมได้แก่

    • ผิวหนังป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและสร้างเหงื่อใช้ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
    • สารคัดหลั่ง เช่น น้ำตา น้ำลาย น้ำกรดในกระเพาะอาหาร
    • ขนจมูก น้ำเมือกในจมูกใช้ป้องกันฝุ่นละอองและเชื้อโรคเข้าสู่ทางเดินหายใจ
    • เซลล์เม็ดเลือดขาว สร้างสารต้านเชื้อโรคเรียกว่า แอนติบอดี้ใช้ทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย

1.2 กลไกการอักเสบ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอม เซลล์มาโครฟาจจะส่งสารเคมีบอกให้เม็ดเลือดขาวมาที่บริเวณนั้น ทำให้เกิดอาการ ปวด บวม แดง ร้อน ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นเป็นไข้ ความร้อนจะช่วยทำลายแบคทีเรียด้วยอีกทางหนึ่ง

1.3 เซลล์นักฆ่า เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดเล็กผลิตจากระบบน้ำเหลือง ม้ามและต่อมไทมัส ทำหน้าที่ขจัดสิ่งแปลกปลอมได้ทั้งเชื้อโรคและเซลล์มะเร็ง

1.4 ระบบช่วยฆ่า ประกอบด้วยโปรตีนหลายสิบชนิดกระจายอยู่ในกระแสเลือดช่วยสนับสนุนกระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมทำงานได้โดยง่าย

2. ระบบภูมิคุ้มกันแบบเจาะจงเชื้อ(Adaptive immunity) เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านเฉพาะโรค ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันจากสิ่งแปลกปลอมหรือ เชื้อโรคเช่นการฉีดวัคซีน การเคยได้รับเชื้อโรคมี2 แบบ

    • Cell Mediated Immune Response(CMIR) T-cell
    • Humeral Immune Response B-cell

ภูมิคุ้มกันที่รับมาเป็นวิธีการให้แอนติบอดีแก่ร่างกายโดยตรงเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันทันที เช่นการฉีดเซรุ่มแก้พิษงู ใช้ฉีดเมื่อถูกงูกัด ทันที

ภูมิคุ้มกันก่อเอง เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจนหรือสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก ได้แก่วัคซีน(เชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่ถูกทำให้ตายหรืออ่อนฤทธิ์)และทอกซอยด์(สารพิษของแบคทีเรียที่ทำให้หมดพิษ)

โรคระบบน้ำเหลืองและภูมิคุ้มกันที่พบบ่อย

    1. ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โรคภูมิแพ้
    2. ต่อมทอนซิลอักเสบ
    3. โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE)
    4. โรคติดเชื้อ HIV

ประยุกต์เข้ากับการแพทย์วิถีธรรม

แพทย์วิถีธรรม พบว่าความกังวลเป็นโรคเนื่องจากมีผลทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว เส้นลมปราณติดขัด เกิดพิษสะสม ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

วิธีแก้ไขเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงทำได้โดย

    1. ลดความกังวล โดยการปรับสมดุลจิตใจด้วยยาเม็ดเลิศ
    2. ลดการนำพิษเข้า,ปรับสมดุลร่างกายด้วยยาเม็ดหลัก
    3. ระบายพิษสะสมและปรับสมดุลร่างกายด้วยยาเม็ดเสริม

สรุปเนื้อหาของวันนี้ คือ

    1.  เรียนรู้ระบบน้ำเหลืองและภูมิคุ้มกัน หน้าที่ของอวัยวะที่สำคัญในระบบ และความเชื่อมโยงกับศาสตร์แพทย์วิถีธรรม
    2.  เรียนรู้กับหมู่มิตรดีด้วยความผาสุก ร่วมทำบททดสอบอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่าจะได้คะแนนเท่าไร เพียงได้คะแนนความพ้นทุกข์เต็มที่ ยินดี พอใจ ไร้กังวล

[ติดตามเพิ่มเติม]

เจริญธรรม สำนึกดี มีอภัย ใจไร้ทุกข์
บันทึกรายงานโดย : สุดใจ โสะหาบ

Leave a Reply

Your email address will not be published.