พุทธะชนะทุกข์ : ภาคกลาง (กันยายน 2565)

นักศึกษาวิชชารามและจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ร่วมบันทึกเรื่องราวจากชีวิตจริงของตนเองที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือคำสอนของครูบาอาจารย์ …อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โจทย์ พุทธะชนะทุกข์

!สำหรับนักศึกษาสังกัดภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก

นักศึกษาพิมพ์เรื่องราวหรือคัดลอกข้อมูลส่งในส่วนแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

Leave a Reply

Your email address will not be published.

14 thoughts on “พุทธะชนะทุกข์ : ภาคกลาง (กันยายน 2565)”

  1. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    เรื่อง : ยินดีได้แม้ไม่ได้ดังใจหมายที่จะรีบปิดร้านไปพักผ่อนถอนพิษ

    วันสบายต้อนรับผู้มาเยือนถึงตอนเย็นแม้มาช่วงปิดร้านแล้วอีก2รายก็ยิ้มยินดีต้อนรับเข้าใจในเวลาที่ยืดหยุ่นได้เมื่อใจไม่ยึดติดก็เป็นเวลาที่เหมาะสมลงตัวเก็บประโยชน์ได้กิเลสความไม่ได้ดังใจจะปิดร้านตามเวลาหมดไป🙄

    เปลี่ยนเป็นยินดีแม้ไม่ได้ดังใจ ขอบพระคุณที่ท่านมาเป็นโจทย์ให้ได้ฝึกซ้ำๆจนรู้สึกยินดีได้อย่างแท้จริงไม่กินพลัง🤣

    พลิกกลับให้เป็นดีได้อีกเมื่อให้เวลาพูดคุยให้กำลังใจซึ่งกันและกันไม่ได้เน้นการขายแต่ให้ความเบิกบานแจกรอยยิ้มและรับความสุขใจกลับมาก่อนจากลาของทุกท่านที่มาเยือน😁

    มีพลังเข้าร่วมเรียนรู้วิชาตัดต่อทางซูมตั้งใจว่าจะแค่เป็นมวลฟังเฉยๆ แต่กิเลสถูกใจเหมือนได้ของเล่นชิ้นใหม่ 🤩

    มีมานะจะทำทันทีแต่ด้วยเวลาของวันที่หมดลงรวมทั้งฟังธรรมะพาพ้นทุกข์ที่ท่านอาจารย์เน้นอุปกิเลส16ตัวที่13มานะที่ล้างได้ยากสำหรับคนเก่งทุกคนที่ต้องเจอบททดสอบนี้จะหลงติดยึดดีที่วางลงไม่ได้จะต้องฝึกยินดีให้ได้แม้ไม่ได้ดังใจหมาย😄

    โดยเฉพาะกับการทำงานร่วมหมู่มิตรดีสหายดีที่จะเป็นองค์ประกอบให้ได้ล้างความติดยึดในการวางดีได้หรือไม่😍

    จึงวางมือจากการทำดีที่จะทดลองตัดต่อคลิปที่ดูน่าสนุกท้าทายการทำงานแต่หมดเวลาทำงานที่3ทุ่มจึงตัดรอบไม่ต่อเวลาทำต่อไปที่จะเป็นภัยต่อร่างกายที่โหมงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว😙

    ยินดีแม้ไม่ได้ดังใจหมาย
    วางดีได้รู้ตัดรู้ต่อ
    ไม่อยู่ภายใต้กิเลสตัวขยัน
    ติดดีเกินไปอีกต่อไปแล้ว😇

    เย็นน้อมพุทธ กล้าจน
    650903

  2. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    เรื่อง : แมวไม่อยู่หนูเริงร่า

    อันเนื่องจากรุ่นพี่ออกนอกพื้นที่ตั้งแต่เช้ามืดรับอาสาอยู่โยงเนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ขอบำเพ็ญเปิดร้านค้ากองบุญแทนที่จะตามหมู่กลุ่มออกไปฝึกโตเป็นผู้ใหญ่อยู่ได้ด้วยตนเอง😉

    ใช้เวลาการเตรียมอาหารเสร็จฟ้าสางพอดีมีเวลาเดินเร็วรับแสงตะวันยามเช้าสดขื่นแจ่มใสฟังการส่งการบ้านโรงเรียนของหนูไปด้วย😄
    มีผู้มาเยือนตั้งแต่8โมงเช้าอย่างต่อเนื่องไม่กังวลหวั่นไหวกับการช่วยเหลือตัวเองเข็นข้าวอย่างกระปรี้กระเปร่า🤣

    หาช่วงเวลากินอาหารที่เตรียมไว้แล้วตามลำดับ
    ตบท้ายด้วยผงถั่วลูกไก่1ช้อนโต้ะที่ใส่ไว้ก้นชามข้าวต้มได้ความนัวครีมคล้ายไข่แดงแต่ไม่คาวเรียบง่ายกินง่ายสบายท้องได้พลัง😋

    รุ่นพี่กลับมาจากไปธุระข้างนอกเร็วเกินคาดช่วงเวลาเที่ยงได้ช่วยดูแลผู้มาเยือนช่วงก่อนปิดร้านที่เข้าจัดรายการสายด่วนถามตอบปัญหาสุขภาพออนไลน์😙

    เกิดกิเลสกังวลหวั่นไหวเสียงรุ่นพี่และผู้มาเยือนเข้าไมค์ตอนพูดช่วยจัดรายการ🙄

    ทุกข์ : ชังเสียงอันดังของรุ่นพี่ที่บรรยายยาเก้าเม็ดยาวนานไม่ใช่การขายธรรมดาแม้เป็นเวลาที่ควรปิดร้านแล้ว

    สมุทัย : สุขใจถ้ารุ่นพี่ปิดการขายหยุดสาธยายเร็วๆ ทุกข์ใจที่รุ่นพี่สาธยายมนต์ด้วยเสียงอันดังอย่างต่อเนื่องยาวนาน

    นิโรธ : สุขใจไม่ว่ารุ่นพี่จะบรรยายด้วยเสียงอันดังและยาวนานแค่ไหน

    มรรค : เมื่อพิจารณาอ่านใจว่าเราก็เคยทำเช่นนี้มาก่อนมองเห็นภาพตนเองก็ละอายและยินดีชดใช้วิบากที่เคยทำมามาก

    รวมทั้งหยุดการพูดที่จะไปแทรกช่วยท่านที่ชอบเคยทำมาก่อน กลับรู้สึกยินดีที่ท่านได้บำเพ็ญเต็มที่จากที่ชังเสียงดังและเร่งให้ท่านหยุดพูดเร็วกลายเป็นดีใจที่ท่านได้ช่วยแก้ไขอาการเจ็บป่วยผู้มาเยือนแต่ละท่าน ไม่ได้เน้นที่การขายผลิตภัณฑ์

    เมื่อคลายใจไม่กังวลหวั่นไหวกับเหตุการณ์ข้างนอกแต่อ่านใจหาทุกข์ป้จจุบันทำให้ได้ฝึกฟังอย่างสุขสบายใจไร้กังวล ช่วยจัดรายการเป็นพิธีกรที่พูดเท่าที่จำเป็น แต่เมื่อต้องพูดก็ไม่มีเสียงแทรกเข้าไปอย่างที่กังวลหวั่นไหว😁

    ขอบพระคุณทุกเหตการณ์ให้ฝึกปฏิยัติวางดียินดีแม้ไม่ได้ดังใจหมายเลขที่11ดีสุดเหมาะสมสมควรได้ณ.เวลานั้นๆ เก็บประโยชน์ตนประโยชน์ท่านได้กับทุกสถานการณ์ณ.ขณะปัจจุบัน😇

    พร้อมยึด พร้อมวาง
    ผาสุกผ่องใสยั่งยืน
    รีบยิ้มยอมเย็น😍

  3. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    เรื่อง : ปากบวมดีกว่ากิเลสบวม

    เหมือนหาทุกข์ไม่เจอแต่เมื่ออ่านใจทุกผัสสะที่มากระทบทั้ง6อายตนะเกิดความชอบชังจนตัดให้เป็นกลาง😉

    ไม่เสียพลังยินดีกับทุกเหตุการณ์เริ่มจากการกินที่สัมผัสรสเปรี้ยวของแกงส้มที่เปรี้ยวมากจนขึ้นตาให้รู้ว่าเปรี้ยวเก็บประโยชน์ตัดรสชาดด้วยผักลวกก็กินได้อย่างสบาย😋

    ระหว่างกินก็มีทั้งผู้มาเยือนหน้าร้านและเสียงโทรเข้ามาตลอดทั้งเครื่องส่วนตัวและที่ศูนย์🤩

    เมื่อยินดีวางการกิน
    ไปต้อนรับไม่ได้ทุกข์
    หงุดหงิดรำคาญเหมือนแต่ก่อน ไม่เสียพลังและเป็นแรงเหนี่ยวนำที่ดีให้เสียเวลาไม่มากที่สำคัญไม่ทุกข์ใจเหนื่อยใจในเวลานั้น❤️

    เข้าใจถึงการสำรวมกายวาจาใจให้ถูกศีลโดยเฉพาะการพูดที่อาจเผลอไปผิดศีลเบียดเบียนผู้อื่น มีสัญญาณเตือนที่กินอยู่ดีๆริมฝีปากเจ่อขึ้นมา🙄

    ทุกข์ : มดกัดปากเปล่งบวมแดงปวดตุ้บๆ

    สมุทัย : ทุกข์ใจที่เจ็บริมฝีปากบวมอักเสบ สุขใจถ้าปากหายบวมไม่เจ็บอักเสบ

    นิโรธ : สุขใจไม่ว่าปากจะหายปวดบวมหรือไม่ก็ตาม

    มรรค : ยินดีรับชดใช้วิบากกลับมามองที่ตนว่าผิดศีลเถียงรุ่นพี่ รีบสงบปากที่ผิดศีลไปเบียดเบียนท่าน

    พร้อมกับที่ท่านทรุดตัวลงร้องเรียกให้ช่วยเพราะมีอาการเกร็งชาที่เท้าเรียกให้หยิบเอ็นยืดให้เมื่อท่านทาเสร็จหายอย่างไวจึงได้ทาที่ปากตามอาการปวดบวมค่อยๆหายไปตามลำดับกินข้าวเสร็จ ปากหายปวดบวมยุบลงเป็นปกติทันที👍

    เมื่อวางใจยินดีชดใช้วิบากไม่เสียเวลาไปโทษมดถือสารุ่นพี่หยุดการผิดศีลเกิดปัญญาได้บำเพ็ญหยุดการกินไปช่วยเหลือท่านด้วยความยินดีส่งพลังซึ่งกันและกันแก้ไขอาการเจ็บป่วยให้หายได้ฉับพลัน🤣

    ขอบพระคุณทุกเหตุการณ์เข้ามาเป็นบททดสอบให้ได้ขัดเกลากิเลสให้เบาบางจางคลายไปทุกวัน😇

    ยิ้มยอมเย็น

    เย็นน้อมพุทธ กล้าจน
    650905

  4. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    เรื่อง : โดดเดี่ยวเดียวดาย

    ช่วงอปริหานิยธรรมเกิดความเปรียบเทียบในใจของการจัดค่ายในที่ต่างๆ

    ทุกข์ : อับเฉาที่พี่น้องหมู่กลุ่มเดิมไม่ได้ลงชื่อบำเพ็ญที่สวนสาม

    สมุทัย : สุขใจถ้ามีพี่น้องจิตอาสามาช่วยกันบำเพ็ญเหมือนเดิม ทุกข์ใจเมื่อไม่มีใครมาเหมือนเดิม

    นิโรธ : สุขใจไม่ว่าพี่น้องจิตอาสาจะมาบำเพ็ญหรือไม่ก็ตาม

    มรรค : เดินหนทางการดับทุกข์อ่านใจเปลี่ยนความคิดที่จะอยากได้ดังใจหมาย

    เข้าใจองค์ประกอบของจิตอาสาทุกท่านที่พร้อมบำเพ็ญในสถานที่ต่างๆล้วนเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลผองชนที่เดือดร้อนไปทุกที่ในสถานการณ์ปัจจุบันร่วมกันกระจายกำลังเช่นนี้ดีมากแล้วตามนโยบายของอาจารย์

    พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสสวนหมัดกิเลสว่าถ้าไม่มีความพร่องความขาดแคลนจะไม่เกิดนวัตกรรมใหม่ กิเลสตัวอับเฉาทุกข์ใจหายไปพลันมีกำลังใจฮึกเหิม😁

    เมื่อได้ฟังครูอาจารย์ให้กำลังใจจิตอาสาบเพ็ญเต็มที่ทุกแห่งหนล้วนเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านได้พึงตนและช่วยคนตามสโลแกนของแพทย์วิถีธรรมเป็นฐานให้จิตอาสาหน้าใหม่บำเพ็ญแทนที่จิตอาสารุ่นเดิมที่ต้องกระจายกำลังออกไปช่วยเหลือผู้คนตามฐานตามบารมีของท่าน😉

    จึงยินดีกับการจัดค่ายสุขภาพในสถานที่ต่างๆทั่วโลกเป็นอีกการฝึกยินดีแม้ไม่ได้ดังใจหมาย😍

    ขอบพระคุณเหตุการณ์และหมู่กลุ่มที่มาช่วยขัดเกลากิเลสในใจตนให้เบาบางจางคลายเกิดความผาสุกได้ในทุกขณะปัจจุบันจะไม่งอแงท้อแท้เป็นจระเข้ขวางคลองอีกต่อไป😇

    ยิ้มยอมเย็น

    เย็นน้อมพุทธ กล้าจน
    650906

  5. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    เรื่อง : รีบฆ่ากิเลสก่อนที่จะรีบเข้ารายการเสวนา

    เกิดกิเลสความรีบเร่งรุ่นพี่ยกภาระการเขียนราคามะละกอแต่ละลูกในเวลาที่กระชั้นชิดที่จะเข้าเสวนารายการอาหารที่รับปากรุ่นน้องที่จะเข้าช่วย🙄

    แต่รุ่นพี่ให้ความไว้วางใจแบ่งเบาภาระท่านที่ทุกครั้งจะทำการชั่งมะละกอทุกลูกติดสติ้กเกอร์ด้วยตัวท่านเองสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยเรามีหน้าที่แค่ลำเลียงจัดวางหน้าร้าน🤗

    แต่ครั้งนี้เมื่อต้องทำทุกอย่างเริ่มเข้าใจว่ารุ่นพี่ทำสิ่งที่ทำได้ยากเหมือนง่ายคือสงติ้กเกองร์ที่เป็นขอบต้องตัดเองเป็นชิ้นเล็กแลัแกะยากสุดๆเมื่อได้ลงมือทำทั้งกระบวนการบวกกับความใจร้อนในตอนแรกแกะไม่ออกสักชิ้น

    ทุกข์ : กังวลหวั่นไหวเข้ารายการเสวนาอาหารไม่ทัน

    สมุทัย : ทุกข์ใจถ้าไม่เสร็จภารกิจเข้ารายการไม่ทัน สุขใจถ้าเสร็จภารกิจจัดมะละกอเข้ารายการทัน

    นิโรธ : สุขใจแม้เข้ารายการทันหรือไม่ก็ตาม

    มรรค : เดินหาหนทางดับทุกข์ที่ไม่ใจร้อนยินดีที่ได้รับมอบหมายหน้าที่เข้าใจความเป็นวรรณะเก้าของรุ่นพี่ที่ใช้สติ้กเกอร์เก่าหาวิธีแกะที่พบเทคนิคทำได้หลังจากฝึกฝนบวกกับความใจเย็นงานในใจเป็นสุข😇

    วางใจว่าทำไม่เสร็จก็ค่อยมาติดทีหลังก็ได้ สิ่งยากก็เป็ยง่ายคล่องตัวไม่มีใจทุกข์ทับถมทำให้เสร็จภารกิจ

    เข้ารายการได้ทันเวลาพอดีจัดรายการอย่างเบิกบานไม่มีใครมาหน้าร้านค้าหรือมือถือเข้าเพียงแค่ครั้งเดียวหมดเวลาอย่างไม่รู้ตัว😁

    วางใจ ไม่ยึด
    ไม่อยาก ไม่ทุกข์
    ผาสุกยั่งยืน

    เย็นน้อมพุทธ กล้าจน
    650907

  6. เมตตา โพธิสุทธิ์

    พุทธะชนะทุกข์
    ชื่อจริง : เมตตา โพธิสุทธิ์.
    (ชื่อเล่น ชื่อทางธรรม) : –
    สังกัดภาคกลาง : สวนป่านาบุญ 9 อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี
    หมวดเหตุการณ์ต่างๆ: จิตใจ
    คำสำคัญ : ผ่าตัดหัวใจ, ICU, อาถรรพ์, ความเสี่ยง, ง่อย, น้ำท่วมปอด
    เรื่อง : “ทุกข์ครั้งที่ 2” 12 กรกฎา วันอาถรรพ์
    หลังจากข้าพเจ้า เปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติได้เป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ตอนนั้น ลูกชายคนเล็กของข้าพเจ้าซึ่งเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด อายุได้ประมาณ 9 เดือน สามารถสังเกตเห็นอาการป่วยได้ชัดเจนคือ เล็บมือเล็บเท้าเป็นสีม่วง บริเวณหน้าผากและขอบปากเป็นสีเขียว ริมฝีปากเป็นสีแดงเข้ม และในช่วงอากาศร้อนๆ หลายครั้งมีอาการตัวอ่อน และนิ่งไป ต้องปฐมพยาบาลตามที่คุณหมอเคยแนะนำไว้คือ การให้นอนหงาย งอเขาทั้งสองข้างขึ้น เพื่อจะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงปอดและร่างกายได้ดีขึ้น
    ข้าพเจ้าพาลูกไปพบแพทย์ตามนัด เป็นระยะๆ โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อลูกอายุได้ประมาณ 1 เดือน จนในวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ลูกอายุประมาณ 9 เดือน ได้รับการติดต่อจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ให้พาลูกไปเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการสวนหัวใจ โดยจะทำการรักษาในวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 แต่ต้องเข้าพักในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2559 เพื่อเตรียมการรักษา เมื่อทราบข่าวจากโรงพยาบาลข้าพเจ้าได้นึกทบทวนถึงเหตุการณ์ในอดีต พบว่าวันที่ 12 กรกฎาคม ระยะเวลาห่างกัน 5 ปีพอดีๆ มีเรื่องราวที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องทุกข์ทรมานใจจนต้องร้องไห้ออกมา ถึง 2 ครั้ง
    ครั้งแรก คือ 12 กรกฎาคม 2549 ข้าพเจ้าย้ายที่ทำงาน จากอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาปฏิบัติหน้าที่ ที่อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ตามคำร้องขอของตนเอง เป็นเรื่องน่าสงสัยว่าในเมื่อย้ายตามคำร้องขอของตนเอง แล้วจะเศร้าทำไม? คำตอบคือ การย้ายที่ทำงานใหม่ เปรียบเสมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ สถานที่ใหม่ กับคนใหม่ๆ ที่ข้าพเจ้าไม่รู้จักมาก่อน ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าใครคือใคร และที่สำคัญอีกอย่างคือ ความห่วงหา อาลัยอาวรณ์ ทั้งสถานที่ ทั้งบุคคล
    ครั้งที่สอง คือ 12 กรกฎาคม 2554 ข้าพเจ้าย้ายที่ทำงาน จาก ที่ทำการปกครองจังหวัดสุพรรณบุรี ไปปฏิบัติหน้าที่ที่อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท เนื่องจากสอบเลื่อนระดับได้ ซึ่งการสอบได้ ของข้าพเจ้าครั้งนี้ แม่ของข้าพเจ้ามีความยินดีและภูมิใจในตัวของข้าพเจ้ามาก แต่ตัวของข้าพเจ้าเองกลับรู้สึกเศร้าใจเป็นที่สุด มีความกังวลใจหลายเรื่อง แม่ต้องอยู่บ้านคนเดียว ขับรถไม่เป็น ใครจะดูแล ใครจะซื้อหาของใช้ หากับข้าวให้ ใครจะคอยหายาให้เมื่อยามเจ็บป่วย มีหมาอีก 1 ตัว ซึ่งเป็นหมาที่มีนิสัยแปลก รักเจ้าของ คือข้าพเจ้าเพียงคนเดียว มันจะไม่แสดงความสนิทสนมหรือเล่นกับใครเลย แม้แต่แม่ของข้าพเจ้าซึ่งให้อาหารกินทุกวัน สิ่งเหล่านี้เป็นความผูกพัน ที่ข้าพเจ้าไม่อยากจากไปแม้จะเป็นเพียงชั่วคราว
    ความทุกข์จากทั้งสองเหตุการณ์ สามารถสลายไปด้วยดีเมื่อเวลาผ่านไป แต่จากทั้งสองเหตุการณ์นี้ทำให้ข้าพเจ้าเป็นกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของข้าพเจ้าในวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 นี้
    ข้าพเจ้าพาลูกเข้าพักในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2559 ตามที่ได้นัดหมาย และเริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษา และแล้วในวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 สิ่งร้ายๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าตามที่กังวลไว้จริง ๆ บ่ายวันนั้นหลังจากทำการสวนหัวใจเสร็จแล้ว คุณหมอแจ้งผลการรักษาว่าพยายามจะทำบอลลูน ลิ้นหัวใจให้ แต่ปรากฏว่าที่เหนือลิ้นหัวใจก็ตีบด้วย จึงจะช่วยให้อาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อถอดเครื่องให้ออกซิเจนออก ออกซิเจนในร่างกายลดลงจากเดิม 70 เหลือ 50 จำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และถูกส่งตัวเข้าห้อง ICU ตอนเวลาประมาณ 18.00 น. คุณหมอเจ้าของไข้แจ้งว่าต้องทำการผ่าตัดด่วน ตอนนี้! และเนื่องจากเป็นการผ่าตัดด่วนจึงมีความเสี่ยง เมื่อได้ยินคำว่า “ความเสี่ยง” น้ำตาที่ไหลออกมาอยู่แล้วก็ยิ่งไหล
    ออกมามากขึ้น
    แต่ในขณะที่ต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ ขณะที่ลูกชายนอนนิ่ง หลับตา ใส่ท่อช่วยหายใจอยู่ในห้อง ICU ของโรงพยาบาลเด็กก็ยังมีสิ่งดีดีเกิดขึ้น ข้าพเจ้าเคยมีอคติกับคุณหมอเจ้าของไข้ เนื่องจากคุณหมอซึ่งเป็นเพศหญิง มักจะมีอารมณ์แปรปรวน และพูดจากับข้าพเจ้าด้วยน้ำเสียงและคำพูดที่ไม่ถูกใจข้าพเจ้าอยู่เสมอ แต่วันนี้คุณหมอเอาใจใส่ในความเป็นความตายของเด็กน้อยลูกชายของข้าพเจ้าจนข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจ เป็นอย่างมาก คุณหมอเจ้าของไข้พาข้าพเจ้าเดินไปพบคุณหมอผ่าตัดที่โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อพูดคุยกับ คุณหมอผ่าตัดเรื่องความเสี่ยง ซึ่งถ้าหากท่านจะบอกให้ข้าพเจ้าเดินไปเองเพียงลำพังก็สามารถทำได้ และหลังจากที่คุณหมอเจ้าของไข้พาข้าพเจ้ามาพบคุณหมอผ่าตัดที่โรงพยาบาลราชวิถีแล้ว ท่านก็เดินกลับไป ที่โรงพยาบาลเด็กเพื่อพาลูกชายของข้าพเจ้ามาผ่าตัดที่โรงพยาบาลราชวิถี วันนี้น้ำตาของข้าพเจ้านองหน้า ด้วยความทุกข์ระทม แต่ข้าพเจ้าให้คะแนนคุณหมอเจ้าของไข้เต็มร้อย
    คุณหมอผ่าตัดแจ้งว่าจะทำการผ่าตัดเพื่อใส่เส้นเลือดเทียม จากหัวใจไปปอดเพื่อให้เลือด ไปเลี้ยงปอดได้มากขึ้น การผ่าตัดมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ข้าพเจ้าต้องลงนามข้อตกลงยินยอม
    คืนนั้นเวลาประมาณ 20.00 น. ทีมแพทย์และพยาบาลประจำห้องผ่าตัดโรงพยาบาลราชวิถีพร้อมแล้ว แต่ คนไข้ยังไม่มา ทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอ จนเวลาประมาณ 20.30 น. ประตูลิฟต์เปิดออก คุณหมอเจ้าของไข้มาพร้อมกับเตียงเข็นผู้ป่วยที่มีลูกชายของข้าพเจ้าซึ่งนอนนิ่งหลับตาใส่ท่อช่วยหายใจ อยู่ด้านบน คุณหมอผ่าตัดถามคุณหมอเจ้าของไข้ว่า “ทำไม่ช้าจัง?” คุณหมอคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าฟังไม่รู้เรื่อง แต่พอจะเดาได้ว่าลูกคงมีอาการเข้าขั้นวิกฤตอะไรบางอย่างที่ทำให้ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลเด็ก ต้องใช้เวลาในการช่วยชีวิต ทำให้การเดินทางเกิดความล่าช้า และมาทราบภายหลังว่าสาเหตุของความล่าช้า เกิดจากหัวใจของลูกบีบตัวน้อยลง
    ลูกชายเข้าห้องผ่าตัดจนเวลาผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง คุณหมอทำการผ่าตัดใส่เส้นเลือดเทียมสำเร็จ คุณหมอผ่าตัดออกมาจากห้องผ่าตัดก่อนคนไข้ และมาพูดคุยกับข้าพเจ้าที่หน้าห้องผ่าตัดว่า “ถ้ากลับบ้านไป ต้องให้กินยา Warfarin (วาฟาริน) (ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือที่เรียกกันว่ายาละลายลิ่มเลือด ใช้เพื่อช่วยลดการแข็งตัวของเลือด) ทุกวัน ห้ามหยุด ถ้าไม่อย่างนั้นเลือดจะแข็งตัวและอุดตัน อยู่ในเส้นเลือดเทียม ข้าพเจ้าฟังคุณหมอผ่าตัดพูดแล้วอึ้งไปสักพัก ก่อนที่จะตอบคุณหมอว่า “ค่ะ” ปกติข้าพเจ้าไม่ชอบกินยา เมื่อป่วยก็จะใช้วิธีการพักผ่อนและปล่อยให้อาการป่วยค่อยๆ หายไปเอง เพราะคิดว่ายาทุกชนิดมีผลข้างเคียง และที่สำคัญข้าพเจ้าคิดว่าสาเหตุที่ลูกชายของข้าพเจ้าเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ก็เพราะข้าพเจ้ากินยาแก้อักเสบอย่างแรง ที่ซื้อมาจากร้านขายยาตอนช่วง 1-2 เดือนแรกที่เริ่มตั้งครรภ์ การที่คุณหมอผ่าตัดบอกว่าต้องกินยาตลอดชีวิต จึงทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผิดหวังกับการรักษา ลูกของข้าพเจ้า ต้องกินยาตลอดชีวิตเลยหรือ มีวิธีการอื่นที่ดีกว่านี้ไหม? ข้าพเจ้าหวังมากเกินไป หากจะเทียบกันระหว่าง การเสียชีวิต กับการมีชีวิตอยู่แต่ต้องกินยาตลอดชีวิต การมีชีวิตอยู่ย่อมจะดีกว่าอยู่แล้วมิใช่หรือ?
    คืนนั้น ข้าพเจ้าเดินกลับไปนอนพักที่บ้านพักพิง โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ เพื่อครอบครัวผู้ป่วยเด็ก (Ronald McDonald House) ของ มูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ตั้งอยู่โรงพยาบาลเด็ก ก่อนจะหลับตาลง ข้าพเจ้าดูเวลาและรอให้เลยเที่ยงคืนของวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 ไปก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าผ่านพ้นวันอาถรรพ์ไปแล้ว ไม่ได้รับโทรศัพท์จากทางโรงพยาบาลราชวิถีมั่นใจได้ว่าลูกชายของข้าพเจ้ายังคง มีชีวิตอยู่
    เช้าวันรุ่งขึ้น (13 กรกฎาคม 2559) ห้อง ICU โรงพยาบาลราชวิถีโทรแจ้งให้ไปพบคุณหมอผ่าตัดด่วน คุณหมอจะทำการผ่าตัดใหม่ เกิดอะไรขึ้น? เมื่อได้พบกับคุณหมอผ่าตัดจึงได้ทราบว่าการผ่าตัด ใส่เส้นเลือดเทียมเมื่อคืนไม่ช่วยให้เลือดจากหัวใจผ่านไปปอดได้มากขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้ง ๆ ที่เส้นเลือดเทียมที่ใส่เข้าไปมีขนาดใหญ่มาก ใหญ่เท่าแท่งดินสอ และจากกรณีอาการหัวใจบีบตัวน้อยลงที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ก่อนเดินทางมาผ่าตัด คุณหมอเจ้าของไข้ยืนยันว่าไม่ได้ทำการปั้มหัวใจ แต่พยายามรักษาด้วยการให้ยากระตุ้น การผ่าตัดใหม่ครั้งนี้ มีความเสียง 50:50 คุณหมอให้ข้าพเจ้าตัดสินใจว่าจะยินยอมให้คุณหมอทำการผ่าตัดหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจข้าพเจ้าถามคุณหมอว่า “ถ้าเขาจะต้องเสียชีวิต เขาจะเสียชีวิตในขณะที่กำลังหลับอยู่ใช่หรือไม่?”คุณหมอตอบว่า “หมอก็ไม่รู้เหมือนกัน”การที่ข้าพเจ้าถามคุณหมอไปเช่นนั้น เพราะคิดว่าถ้าลูกชายของข้าพเจ้าจะเสียชีวิตก็ขอให้เขาจากไปในขณะที่นอนหลับ เพราะหากตื่นขึ้นมาก็จะต้องประสบกับความเจ็บปวดทรมานก่อนที่จะเสียชีวิตไป ในวันนั้นข้าพเจ้าต้องเขียนหนังสือยินยอมให้คุณหมอทำการผ่าตัด ด้วยลายมือทุกตัวอักษร
    ลูกชายของข้าพเจ้าถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัด เวลาประมาณ 08.30 น. ระหว่างนั่งรอลูก อยู่หน้าห้องผ่าตัด ข้าพเจ้าคิดจินตนาการถึงแต่เรื่องเลวร้าย ลูกชายของข้าพเจ้าจะเสียชีวิตไหม? คิดเลือกรูปถ่ายของลูกที่จะใช้ตั้งหน้าศพหากเขาเสียชีวิต เป็นภาพที่ถ่ายเล่นกันเมื่อวันแรกที่เข้าพักเพื่อรอการรักษา ที่โรงพยาบาลเด็ก ระหว่างนั้นมีบุคลากรการแพทย์หลายๆ ท่านออกมาแจ้งอาการเป็นระยะๆ รวมถึงแจ้งอัตราการรอดชีวิต จากเดิมที่คุณหมอผ่าตัดแจ้งไว้ว่า 50:50 ลดลงเหลือเพียง 30:70 คือรอดชีวิต 30 เปอร์เซ็นต์ เสียชีวิต 70 เปอร์เซ็นต์ หัวใจบีบตัวน้อย จำเป็นต้องใส่เครื่องหัวใจและปอดเทียม (ECMO) จึงยังไม่สามารถปิดแผลผ่าตัดที่หน้าอกได้ คุณหมอทำการแก้ไขความพิการให้ทุกอย่าง
    ลูกชายของข้าพเจ้าออกจากห้องผ่าตัดเวลาประมาณ 15.30 น. และถูกส่งตัวเข้าห้อง ICU รวมเวลาผ่าตัดครั้งนี้ประมาณ 7 ชั่วโมง คุณหมอผ่าตัดแจ้งว่า นับเป็นการผ่าตัดที่นานที่สุด คุณหมอสร้างลิ้นหัวใจเทียมให้ 1 อัน จากกล้ามเนื้อหัวใจของตัวเขาเอง อัตราการรอดชีวิต 40 : 60 นอกจากนี้คุณหมอผ่าตัดยังบอกอีกว่า ถ้าเขารอดชีวิตกลับไป ให้บวชเณรสัก 1 ครั้ง และบวชพระอีก 1 พรรษา ตอนนั้นข้าพเจ้า พยักหน้ารับปากท่านไปตามมารยาท แต่ในใจยังแย้งนิดๆ เพราะคิดว่าการบวช (ในทางโลกๆ) นั้น ไม่ได้ช่วยให้ คนเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นคนดีขึ้นได้ ข้าพเจ้าจำได้ว่าตอนนั้นข้าพเจ้าได้ถามคุณหมอผ่าตัดว่า หากโตขึ้น เขาจะต้องผ่าตัดอีกหรือไม่ แต่ไม่ได้รับคำตอบจากคุณหมอ ข้าพเจ้าเข้าเยี่ยมลูกในห้อง ICU เห็นลูกหน้าซีด ปากซีด ทั้งตัวไม่มีสีเลือดเลย มีสภาพเหมือนศพ พยาบาลบอกว่าเขาเสียเลือดมากจากการผ่าตัด มีสายระโยงระยางต่อออกมาจากหน้าอกที่ถูกปิดไว้ด้วยผ้าปิดแผล มีเครื่องมืออุปกรณ์การช่วยชีวิตมากมายตั้งอยู่ข้างเตียงทั้งสองฝั่งจนข้าพเจ้าแทบจะหาทียืนไม่ได้ ข้าพเจ้าเห็นสภาพลูกแล้วอยากบอกคุณหมอว่า “คุณหมอคะ ช่วยถอดอุปกรณ์ทุกอย่างออกจากร่างของลูกได้ไหม ข้าพเจ้าจะพาลูกกลับบ้าน” ในความคิดข้าพเจ้าอยากอุ้มลูกอยู่ในอ้อมกอด แล้วให้เขาเสียชีวิตในอ้อมกอดของข้าพเจ้า แทนการเสียชีวิตอยู่กับเครื่องมืออุปกรณ์การช่วยชีวิตอย่างเดียวดายแบบนี้ อย่างน้อยก่อนจะเสียชีวิต ก็จะได้รับความอบอุ่น และได้รู้ว่าแม่ ยังอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
    วันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเข้าเยี่ยมลูกในห้อง ICU ขณะที่ลูกนอนนิ่ง หลับตา แต่เวลาที่ข้าพเจ้าพูดคุยด้วย เห็นน้ำตาของลูกไหลออกมา ความดันสูงขึ้น กระดิกนิ้วมือ วันนี้ปากของลูกมีสีชมพู แม้พยาบาลผู้ดูแลจะบอกว่าอาการของลูกยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรดีขึ้นเลย แต่ข้าพเจ้ากลับเห็นตรงกันข้าม ข้าพเจ้าสบายใจขึ้น ความคิดที่จะขอให้คุณหมอถอดอุปกรณ์การช่วยชีวิตทุกอย่างออกจากตัวลูก แล้วขออุ้มลูกกลับบ้านเป็นอัน เลิกล้มไป
    เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลแจ้งค่าใช้จ่ายในการรักษาทั้งหมดประมาณ 3 แสน 5 หมื่นบาท ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เบิกได้จากสิทธิสวัสดิการข้าราชการ มีส่วนเกินที่ต้องจ่ายชำระเอง เพียงจำนวน 17,332 บาท (หนึ่งหมื่นเจ็ดพันสามร้อยสามสิบสองบาทถ้วน)
    ข้าพเจ้านำเงินทั้งหมดส่วนที่ตั้งใจจะเก็บสะสมไว้เป็นทุนสำรองในชีวิตของลูก ซึ่งเก็บสะสมมาตั้งแต่ลูกเกิด จำนวน 14,802.37 บาท (หนึ่งหมื่นสี่พันแปดร้อยสองบาทสามสิบเจ็ดสตางค์) ไปบริจาคให้มูลนิธิ และโรงพยาบาลทั้งหมด คิดว่าจบแล้วนะชีวิตนี้ ต่อไปจะคือชีวิตใหม่ การกระทำของข้าพเจ้าครั้งนั้น อยู่บนความไม่พอใจและไม่เห็นด้วยของพ่อบ้าน
    อาการของลูกดีขึ้นเรื่อย ๆ 4 วัน หลังผ่าตัด สามารถถอดเครื่องหัวใจและปอดเทียม (ECMO) ได้ และอีก 2 วัน หลังจากนั้นจึงสามารถเย็บปิดบาดแผลผ่าตัดที่หน้าอกได้ และจากที่ต้องนอนหงายตลอด เป็นเวลานานเนื่องจากมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่อพ่วงออกมาจากช่องอก จึงเป็นแผลกดทับที่ศีรษะและเป็นแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้ หลังจากเย็บปิดแผลที่หน้าอกได้ 4 วัน จึงสามารถถอดท่อช่วยหายใจออกได้ จากนั้นเป็นการเริ่มให้อาหารเป็นนม ข้าวต้มหรือโจ๊กที่มีเนื้อสัตว์ปะปนอยู่ ข้าพเจ้ามีความกังวล แต่ก็ยังไม่กล้าพอที่จะแจ้ง ทีมแพทย์และพยาบาลว่าลูกชายกินอาหารมังสวิรัติ
    อยู่ห้อง ICU ได้ 18 วัน (30 กรกฎาคม 2559) จึงย้ายออกจากห้อง ICU ไปอยู่ห้องศัลยกรรมหัวใจ ตอนแรกข้าพเจ้ารู้สึกยินดีและสบายใจว่าลูกมีอาการดีขึ้นแล้ว จะได้อยู่ดูแลและเล่นกับลูก ได้อย่างมีความสุขให้หายคิดถึงเสียที แต่แทนที่ข้าพเจ้าจะรู้สึกยินดีอย่างที่หวังไว้เช่นนั้น กลับต้องรู้สึกผิดหวัง ลูกชายวัย 9 เดือนของข้าพเจ้าซึ่งเคยคลานและลุกขึ้นยืนได้ ขณะนี้พัฒนาการย้อนกลับไปเป็นเด็กวัย 3 เดือน ที่พิการง่อยเปลี้ยเสียขา นอนนิ่งไม่สามารถขยับตัว แขนขาไม่มีแรง นิ้วมือหงิกงอ ไม่สามารถหยิบจับอะไร ได้เลย ทำได้เพียงแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าและแววตา ร้องไห้ไม่มีเสียง นักกายภาพบำบัดบอกว่าต้องใช้เวลา 1-2 เท่าของระยะเวลาที่นอนอยู่นิ่งๆ จึงจะคืนกลับสู่สภาพปกติ ข้าพเจ้านับรอยบาดแผลในร่างกาย ของลูกได้ 34 แผล เป็นแผลที่เกิดจากการผ่าตัดซึ่งเป็นแผลใหญ่ 2 แผล นอกนั้นเป็นแผลเล็กๆ ที่เกิดจากการเจาะเลือด ให้น้ำเกลือ หรือให้ยาและดูดของเสียออกจากร่างกาย
    ข้าพเจ้าเฝ้าสังเกตพัฒนาการของลูก ดีขึ้นอย่างรวดเร็วน่าอัศจรรย์มาก เริ่มจากขยับแขนได้ เอามือ2 ข้างมาจับกัน ขยับสันหลังได้ ส่ายหัวได้ การเคลื่อนไหวดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้ากังวลคือ ตาข้างขวาของลูกหรี่ลงกว่าตาข้างซ้าย นักกายภาพบำบัดบอกว่าเป็นผลมาจากสมอง เท่านั้นยังไม่พอยังมีสิ่งที่เลวร้ายกว่านี้ คือ ในช่วงเวลาที่เข้ามาพักรักษาตัวในห้องศัลยกรรมหัวใจ เมื่อถอดสายออกซิเจนออกแล้ว ลูกมีอาการเหนื่อยตลอดเวลาเนื่องจากมีน้ำท่วมปอดข้างขวา คุณหมอผู้ดูแลพยายามรักษาโดยการให้ยาขับออกทางปัสสาวะ จนระยะเวลาผ่านไป 7 วันก็ยังไม่มีทีท่าว่าอาการเหนื่อยจะลดน้อยลง จนข้าพเจ้ารู้สึกเป็นกังวลเพราะลางานมาหลายวันแล้ว ต้องการกลับบ้านเร็วๆ จนรู้สึกเป็นทุกข์
    เช้าวันหนึ่ง (7สิงหาคม 2559) เป็นวันที่ได้เห็นรอยยิ้มแรกของลูกในขณะนั่งในเปลโยกเด็ก ที่คุณพยาบาลหามาให้ แต่เช้าวันนี้คุณหมอผู้ดูแลไม่ได้ออกตรวจ มีแต่ทีมแพทย์ฝึกหัดที่ออกตรวจตอนเช้าข้าพเจ้าจึงกล้าเอ๋ยปากสอบถามทีมแพทย์ฝึกหัดว่า “เมื่อไรจะได้กลับบ้าน” ได้คำตอบกลับมาว่า “ไม่คุ้มกันเลยถ้ากลับบ้านไปแล้วอาการหนัก ต้องใส่ท่อกลับมาเพราะหัวใจวาย” ข้าพเจ้าได้แต่นิ่ง ไม่มีคำพูดใดๆ และบ่าย วันนั้นเอง ความทุกข์ก็ได้วนกลับมาหาข้าพเจ้าอีกครั้ง คุณหมอผู้ดูแลเข้ามาจัดการกับอาการน้ำท่วมปอด ที่ข้าพเจ้ากังวล ด้วยการเจาะรูเข้าไปที่ข้างลำตัวด้านขวาของลูกเพื่อใส่สายดูดน้ำออกมาจากปอด การกระทำดังกล่าวทำให้ข้าพเจ้าต้องเสียน้ำตาอีกครั้ง เพียงข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องของลูกรู้สึกสงสารจนก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อคุณหมอเจาะเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากลับมาอุ้มลูกนอนไว้บนตัก เมื่อลูกเห็นหน้าแม่ก็หยุดร้องไห้คงเพราะรู้สึกอบอุ่นและไม่ได้มีอาการเจ็บปวดเพราะคุณหมอฉีดยาชาให้ แต่ข้าพเจ้ายังไม่หยุดร้องไห้ด้วยความสงสารลูก นั่นเป็นความอ่อนแอทางจิตใจของข้าพเจ้าเอง หลังจากเจาะสายดูดน้ำออกมาจากปอด การหายใจของลูกดีขึ้นทันทีไม่มีอาการเหนื่อยหอบแล้ว
    วิบากกรรมยังไม่หมดแค่นี้ หัวใจของผู้เป็นแม่อย่างข้าพเจ้าต้องสลายอีกครั้ง เมื่อรู้ผลตรวจว่าสิ่งที่ท่วมปอดนั้นไม่ใช่น้ำ แต่เป็นไขมัน คุณหมอรักษาโดยการปรับอาหาร ให้งดอาหารที่มีไขมันทุกชนิด เปลี่ยนนมใหม่ สั่งอาหารให้เป็นข้าวต้มขาวกับปลานึ่ง ไก่นึ่งไม่ติดมัน และถ้าใช้วิธีนี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นจะต้องผ่าตัดใหม่ เมื่อได้ยินคำว่า “ผ่าตัดใหม่!” ข้าพเจ้าถึงกับต้องอุทาน “โฮ” ออกมาจนคุณหมอได้ยินและรู้สึกได้ถึงความกังวล คำพูดของคุณหมอผู้ดูแลปลอบใจแม่อย่างข้าพเจ้าได้ดีที่สุด คุณหมอพูดว่า “เขารอดแล้ว” พยาบาลบอกว่าน้ำที่ดูดออกจากปอดเป็นของเสียเดิมที่ขับออกมาไม่ใช่น้ำที่กินเข้าไปใหม่ การอยู่ในห้องศัลยกรรมหัวใจต้องชั่งน้ำหนักฉี่ของลูกตลอดเวลา จึงรู้ว่าน้ำที่กินเข้าไปใหม่กับปริมาณปัสสาวะที่ขับออกมา มีอัตราเท่าๆ กัน
    วันต่อมาอาหารที่จัดให้เป็น ข้าวต้มขาว ไก่ต้มฟัก และปลานึ่งใส่ใบตั้งโอ๋ ข้าพเจ้าป้อนอาหารลูกด้วยข้าวต้มขาวกับฟัก และใบตั้งโอ๋ที่อยู่ในปลานึ่ง ลูกกินเยอะมากและดูสนุก ข้าพเจ้ารวบรวมความกล้า เพื่อจะบอกคุณหมอผู้ดูแลว่า ลูกกินมังสวิรัติ เหตุที่ต้องรวบรวมความกล้าเพราะที่ผ่านมาเคยบอกกับคุณหมอบางท่านว่าลูกกินมังสวิรัติ แล้วโดนซักถามเหตุผล สุดท้ายก็ใส่ข้อความตอบกลับมาว่า ต้องกินเนื้อสัตว์ ต้องกินตับสัตว์ ต้องกินเลือดสัตว์ เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน แต่เมื่อข้าพเจ้าได้บอกกับคุณหมอผู้ดูแลท่านนี้ ท่านมีหน้าตาท่าทีที่ยินดี และถามกลับมาว่า “ทำไมถึงกิน ถืออะไร” ข้าพเจ้าตอบไปว่า “เขามีกรรมติดตัว มามากพอแล้ว ไม่อยากให้เขาสร้างกรรมใหม่ขึ้นอีก” คุณหมอจึงสั่งอาหารให้ใหม่ เป็นอาหารมังสวิรัติ ไม่มีเนื้อสัตว์ ลงท้ายด้วยคำว่า “เด็กกินมังสวิรัติ”
    อยู่โรงพยาบาลมาหลายวัน รู้สึกหมดหวังทุกข์จนอยากหาที่พึ่งทางใจ มีคนแนะนำให้ทำ “พิธีซื้อเตียง” ตอนนั้นข้าพเจ้าเหมือนคนหมดหนทางไม่มีเส้นทางจะเดิน จึงตัดสินใจยอมทำพิธีกรรมนั้น ด้วยเงิน 8 บาท พวงมาลัย 1 พวง และใส่เงินในตู้บริจาคหน้าห้องศัลยกรรมหัวใจ 80 บาท รวม 108 บาท ก่อนจะทำพิธีก็ต้องรอให้คนไข้อื่นๆ หลับก่อน เพราะอายคนที่เขาจะมองเห็น
    (การทำพิธีซื้อเตียง คือ การวางเหรียญใต้หมอน บนหัวนอน หรือในลิ้นชัก เพื่อขอซื้อเตียงจากวิญญาณต่าง ๆ ที่สถิตอยู่ในบริเวณนั้นให้รับทราบว่า เราในฐานะผู้อาศัยได้ทำการซื้อที่หลับนอนได้อย่างถูกต้องตามธรรมเนียมแล้ว และเป็นการให้เกียรติกับเจ้าของที่ ดังนั้นผู้ซื้อต้องได้รับการดูแลจากเจ้าของที่เป็นอย่างดี คือ จะต้องไม่มีสิ่งใดมารบกวนระหว่างที่พักอาศัย ความเชื่อดังกล่าวนี้มักจะนิยมปฏิบัติกัน ระหว่างที่ต้องนอนต่างถิ่น และนอนโรงพยาบาล )
    ระหว่างพักรักษาตัวอยู่ในห้องศัลยกรรมหัวใจนั้น ป้าคนหนึ่งซึ่งมาเฝ้าลูกชายที่เข้ารับการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจมาลากลับบ้าน ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าใจจนร้องไห้ออกมา เพราะคิดว่าใครๆ ที่เขาเข้ามาทีหลังต่างก็ทยอยกลับบ้านกันไปจนหมดแล้ว แต่ข้าพเจ้ากับลูกยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับเมื่อไร ป้าคนนั้นเห็นข้าพเจ้าร้องไห้จึงพูดว่า “เราเข้าใจเธอเลย สามีเราก็เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้วในขณะเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ ปีนี้ลูกชายก็ผ่าตัดอีก” คำพูดของป้าทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่า ไม่ใช่แต่เฉพาะข้าพเจ้าหรอกที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ร้ายๆ คนอื่นๆเขาก็ได้รับ ต้องได้เจอเหมือนกัน แต่เขาจะทุกข์ทนและจะแสดงความอ่อนแอออกมาหรือไม่เท่านั้นเอง
    หลังจากใส่สายดูดน้ำออกจากปอดได้ 8 วัน พยาบาลถอดสายดูดน้ำออกให้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ยังมีน้ำไหลออกมาจากแผลไม่หยุด พยาบาลบอกว่าปอดสามารถรักษาตัวเองให้หายได้เหมือนคนมีแผล แผลก็สามารถหายเองได้จากนั้นอีก 2 วันคุณหมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ รวมระยะเวลาอยู่ห้องศัลยกรรมหัวใจ 19 วัน รวมระยะเวลาอยู่ในโรงพยาบาลทั้งหมด 37 วัน
    หลังจากกลับบ้านข้าพเจ้าสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูก จากเดิมที่มักจะหยิบของ ด้วยมือข้างซ้าย กลับมาถนัดหยิบของด้วยมือข้างขวา ส่วนมือข้างซ้ายไม่ค่อยมีกำลังแต่ก็ยังสามารถหยิบจับสิ่งของได้ปกติ กลับบ้านได้ 1 สัปดาห์ ต้องกลับไปพบคุณหมอผู้ดูแลตามนัด เพื่อตัดไหมที่แผลข้างลำตัวด้านขวาตรงที่เจาะน้ำออกจากปอดให้ คุณหมอแจ้งว่าอนาคตต้องผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนลิ้นหัวใจใหม่! ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจ ก็ที่ผ่านมาคุณหมอผ่าตัดบอกว่าได้สร้างลิ้นหัวใจให้ใหม่แล้วจากกล้ามเนื้อหัวใจของตัวเขาเอง และในวันผ่าตัดข้าพเจ้าก็ได้สอบถามคุณหมอผ่าตัดแล้วว่าหากโตขึ้นเขาจะต้องผ่าตัดใหม่อีกหรือไม่ แต่วันนั้นไม่ได้รับคำตอบจากคุณหมอผ่าตัด แล้วทำไมวันนี้คุณหมอผู้ดูแลจึงบอกว่าเมื่อโตขึ้นต้องผ่าตัด เพื่อเปลี่ยนลิ้นหัวใจใหม่ สอบถามคุณหมอได้ความกระจ่างว่า ลิ้นหัวใจที่สร้างขึ้นใหม่แม้จะสร้างจากกล้ามเนื้อหัวใจ ก็ไม่ใช่ลิ้นหัวใจที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จึงไม่มีเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงส่งผลให้ไม่โตตามตัว จึงจำเป็นต้องผ่าตัดใหม่
    ข้าพเจ้าเชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้า และเชื่อว่ายิ่งได้ชดใช้วิบากในชาตินี้ไปมากเท่าใด ถ้าไม่ได้ ก่อวิบากร้ายให้มากขึ้น ชาติต่อๆ ไปก็จะเหลือวิบากให้ต้องชดใช้น้อยลง ในชาตินี้ข้าพเจ้าได้กำหนดให้ลูกชายกินอาหารมังสวิรัติ เพื่อลดการเบียดเบียนเพื่อนร่วมโลก และจะได้ไม่ต้องก่อวิบากที่จะติดตัวไปในชาติหน้า ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าคิดว่า การที่เราจะอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ดลบันดาลช่วยเหลืออะไรแก่เรานั้น มันเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ได้สั่งสมกุศลกรรมดีๆ ไว้ก่อน แต่หลังจากที่ได้พบและฟังคำสอนของท่านอาจารย์ จึงได้รู้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดลบันดาลสิ่งดี สิ่งร้ายให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเรานั้น แท้จริงไม่ใช่อื่นใดเลย แต่คือกุศลกรรมและอกุศลที่เราได้สร้างสมมานั่นเอง
    ปัจจุบันลูกชายคนนี้อายุ 7 ปี เติบโตและมีพัฒนาการเหมือนเด็กทั่วๆไป กินอาหารมังสวิรัติ แต่ยังกินไข่และนม มีบางครั้งที่บุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อของเขาเองที่เมื่อพาออกไปนอกบ้านก็มักจะให้กินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ เช่น ลูกชิ้น ไส้กรอก ซึ่งก็ถือเป็นเครื่องมือให้ข้าพเจ้าต้องนำมาล้างใจเสมอ ถ้าต่อไป ในอนาคตเขาจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองไปกินอาหารที่มีเนื้อสัตว์เหมือนคนส่วนใหญ่ในโลกก็เป็นสิ่งที่เขาเลือกและตัดสินใจเอง ก็เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องทำใจยอมรับ ตอนนี้ยังต้องเข้ารับการตรวจรักษาเป็นประจำ ปีละ 1 ครั้ง ยังมีอาการหัวใจโตและหัวใจรั่ว แต่ยังสามารถเล่นได้ตามปกติ คุณหมอเจ้าของไข้บอกว่าถ้ายังไม่มีอาการเหนื่อยก็สามารถปล่อยไว้ก่อนได้ แต่ถ้าเมื่อใดแสดงอาการออกมาก็เท่ากับว่าหนักแล้ว และต้องรีบทำการผ่าตัดโดยเร็วที่สุด ข้าพเจ้ารู้ว่าดีว่าวิบากกรรมยังชดใช้ไม่หมดในชาตินี้ ยังรอวันที่จะมาถึง รอเวลาต้องชดใช้ และ ถ้าจะมีวันที่เขาต้องจากไปก่อนจริงๆ ข้าพเจ้ายอมรับว่าต้องเศร้าและเสียใจมาก ข้าพเจ้ามักจะพูดคุยกับลูก เรื่องความตายเสมอๆ เพราะเมื่อถึงเวลาต้องผ่าตัดมาถึง ก็เท่ากับเกิดความเสี่ยงที่จะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ ลูกเคยบอกกับข้าพเจ้าว่า “ถ้าหนูตายก่อน หนูจะไปเป็นอัศวินรอแม่อยู่บนฟ้านะ”
    สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสบายใจคือ “ชดใช้แล้วก็หมดไป” ตามบททบทวนธรรม ที่กลั่นออกมาจากพระไตรปิฎก โดยท่านอาจารย์หมอเขียว
    10 เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ เพราะเราเคยทำ
    เช่นนั้นมามากกว่านั้น เมื่อได้รับแล้วก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น
    11 สิ่งที่สร้างผลทุกวินาทีให้กับชีวิต คือ วิบากกรรม
    12 วิบากกรรมมีจริง ทำอะไร ได้ผลอะไร ก็เกิดจากการกระทำของเราเองทั้งหมด เจอเรื่องดี…เพราะทำดีมา เจอเรื่องไม่ดี… เพราะทำไม่ดีมา ทั้งในปัจจุบันและอดีต สังเคราะห์กันอย่างละ 1 ส่วน

    บทความนี้เขียนขึ้นวันที่ 6 กันยายน 2565
    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ
    นางสาวเมตตา โพธิสุทธิ์ อายุ 41 ปี
    การศึกษาสูงสุดทางโลก
    ปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต และ บัญชีบัณฑิต
    จาก มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช
    ปัจจุบัน รับราชการ ในตำแหน่ง นักวิชาการเงินและบัญชี ที่ทำการปกครองจังหวัดสุพรรณบุรี
    สุขภาพแข็งแรง สถานภาพสมรส แต่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย มีบุตรชาย 2 คน
    ยังไม่เคยเข้าค่ายแพทย์วิถีธรรม แต่เคยร่วมกิจกรรม ที่ส่วนป่านาบุญ 9 แค่ 2 วัน แล้วติดตามทางสื่อฯ
    ปัจจุบันเป็นผู้คบคุ้น สังกัดภาคกลาง สวนป่านาบุญ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี
    เป็นนักศึกษาสถาบันวิชชาราม ระดับอริยปัญญาตรี หลักสูตร 7 ปี รหัสนักศึกษา 64306
    และเป็นนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิทยาลัยชุมชน การดูแลสุขภาพวิถีธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง รุ่นที่ 3
    ……………………………

  7. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    ขอโอกาสส่งการบ้านค่ะ

    เรื่อง : ทุกข์ไม่มีจริงหรือ?

    เกิดกิเลสอิจฉาในความไม่มีทุกข์ของจิตอาสา

    ทุกข์ : ขุ่นใจเมื่อท่านบอกว่าไม่มีทุกข์

    สมุทัย : สุขใจถ้าท่านจะพบทุกข์ ทุกข์ใจเมื่อท่านหาทุกข์ไม่เจอ

    นิโรธ : สุขใจไม่ว่าท่านจะพบทุกข์หรือไม่ก็เป็นเรื่องของท่าน สุขใจได้ไม่ทำตามตัญหาความอยากได้ดังใจหมายของตนเอง

    มรรค : พิจารณาเรื่องกรรมว่าเคยทำมาและไม่เดาใจผู้อื่นก็จะหยุดความอยากได้ดังใจหมายของตนเอง เดินหนทางดับทุกข์พิจารณาว่าสุขทุกข์ไม่ได้อยู่นานแม้ตัวเราเองยังจับอาการไม่ได้อยู่นานเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ไม่เที่ยงไม่มีตัวตนไม่มีสาระ

    แล้วจะไปเผือกเรื่องของชาวบ้านจนแสดงกิริยาชั่วหยาบพูดแทรกท่านตอนส่งการบ้านทางซูม

    จึงสำนึกผิดเมื่อเพื่อนติงมาทำให้กลับมามองที่ตัวเองว่าเกิดกิเลสหลายตัวของตัวเองที่ค้างคายังต้องกำจัดให้สิ้นเกลี้ยงยังไปยุ่งเรื่องชาวบ้านแล้วพูดไม่ดีใส่ท่าน

    จึงขอใช้ญาณ7พระโสดาบันสำนึกผิดยอมรับผิดขอโทษขออโหสิกรรมตั้งจิตไม่ทำกิริยาชั่วหยาบที่ออกมาทั้งกายวาจาใจไม่ล่วงเกินท่านอีกต่อไป

    รู้สึกผ่อนคลายสุขใจได้แม้ไม่ได้ดังใจหมาย😍

    เย็นน้อมพุทธ กล้าจน
    650913

  8. กุลธิดา แซ่ตั้ง

    ชื่อ นส.กุลธิดา แซ่ตั้ง ( หมู )
    ชื่อทางธรรม พิมพ์เพียรพุทธ กล้าจน อายุ 51 ปี
    อาศัยอยู่ จ.นนทบุรี
    สังกัดภาคกลาง สวนป่านาบุญ 9 จ.สุพรรณบุรี
    หมวดสุขภาพกาย
    เรื่อง มหัศจรรย์ยาดีตาแดงหายได้ง๊ายง่าย
    คำสำคัญ โรคตาแดง ,สมุนไพรในตัว
    สมัยเด็กเคยสัมผัสเชื้อตาแดง และเป็นโรคตาแดงหลายครั้ง รู้สึกทรมาน ขี้ตาเยอะมาก ยิ่งถ้าหลับแล้วตื่นขึ้นมาขี้ตาแห้งกรัง ตื่นมาลืมตาไม่ได้เรียกว่าต้องแคะแกะขี้ตาที่มากออกก่อน ปวดตา ตาแดงมากด้วย คุณพ่อให้หยอดตาด้วยยาหยอดตา 2 ชนิด เวลายาไหลลงคอขมมาก รสชาติบอกได้ยากและไม่ชอบ บางทียาหมดก็ยังไม่หาย ต้องไปรับยาเพิ่ม บางครั้ง 2 สัปดาห์ยังไม่หาย รู้สึกไม่ประทับใจ ไม่ชอบ เวลาเป็นก็ทุกข์ใจ กลัว ไม่ชอบ ไม่อยากเป็น ไม่อยากใช้ยา ไม่อยากมีประสบการณ์แบบเดิมอีก เมื่อโตขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งครั้งและทุกข์ ไปโรงพยาบาล รักษาแบบแผนปัจจุบัน
    เมื่อได้รู้จักแพทย์วิถีธรรม มีองค์ความรู้ในการพึ่งตน ได้เป็นตาแดงอีก จึงไม่เลือกใช้การรักษาแบบแผนปัจจุบันที่เคยใช้ ซึ่งมีความยุ่งยากทั้งกับการเดินทางไป รพ. ใช้เวลาเยอะ มีค่าใช้จ่าย ฯ จึงตัดสินใจลองพึ่งตน โดยเลือกใช้น้ำสมุนไพรในตัว ได้วางใจล้างความกลัว ชิงชัง รังเกียจน้ำสมุนไพรในตัว ได้นำน้าสมุนไพรในตัวมาล้าง หยอดตา รู้สึกสบายตาตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ โดยได้ล้างและหยอดตา วันละหลายครั้ง ราว 4-6 ครั้ง/วัน อาการต่างๆดีขึ้นตั้งแต่วันแรก , 3 วันก็เกือบหาย ขี้ตาน้อยลงมากโดยเฉพาะหลังตื่นนอน ทำให้ลืมตาได้ง่ายขึ้น ตาแดงน้อยลงและอาการปวดตาน้อยลงมาก วันที่ 4 อาการต่างๆ หายกลับมาเป็นปกติ รู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของน้ำสมุนไพรในตัว ประทับใจ เป็นอีกสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรู้สึกและประจักษ์กับตัวเองว่า การดูแลตัวเองง่ายกว่าที่คิด มีความเชื่อมั่น ศรัทธาในแพทย์วิถีธรรมมากยิ่งขึ้น
    สรุป ข้าพเจ้าเป็นโรคตาแดงมีอาการ มีขี้ตาปริมาณมาก ปวดตา ตาแดงอักเสบ ได้รักษาด้วยตัวเองหายอย่างง่ายดายด้วยการใช้น้ำสมุนไพรในตัว ล้างและหยอดตา 4-6 ครั้ง / วัน อาการดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ เพียง 4 วัน อาการต่างๆหายไป กลับเป็นปกติ เป็นวิธีที่เรียบง่ายได้ผลจริง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายหรือความยุ่งยากแต่อย่างใด
    “ พึ่งตนเรียบง่าย สไตล์ พวธ. ”

    บทความนี้เขียนขึ้นวันที่ 11 เมย. พศ.2565
    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ
    ชื่อ นส.กุลธิดา แซ่ตั้ง ( หมู )
    ชื่อทางธรรม พิมพ์เพียรพุทธ กล้าจน อายุ 51 ปี
    สถานภาพโสด
    อาศัยอยู่ จ.นนทบุรี
    สุขภาพโดยรวมแข็งแรง เป็นภูมิแพ้ อากาศ ฝุ่น ขน แมลง
    เริ่มศึกษาศาสตร์แพทย์วิถีธรรมปี 2550
    มีความสนใจในการปฏิบัติธรรม การพึ่งตน การดูแลตนที่เรียบง่าย
    เป็นผู้คบคุ้นภาคกลาง สังกัดสวนป่านาบุญ 9
    เป็นนักศึกษาวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี อาริยปัญญาตรี ปีที่ 1

  9. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    ขอโอกาสส่งการบ้าน

    เรื่อง : ใจร้อนยึดดีเผาตนและผู้อื่น

    เนื่องจากพี่ชายตรวจพบอาการเจ็บป่วยจึงชวนมาเข้าค่ายสุขภาพซักครั้งฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง

    ทุกข์ : ทุกข์ใจที่พี่ชายเจ็บป่วยแต่ไม่มาเข้าค่ายสุขภาพ

    สมุทัย : สุขใจถ้าพี่ชายมาเข้าค่ายสุขภาพ ทุกข์ใจถ้าพี่ชายไม่มาเข้าค่ายสุขภาพ

    นิโรธ : สุขใจไม่ว่าพี่ชายจะมาเข้าค่ายสุขภาพหรือไม่ ยินดีสุขใจได้วางดีเข้าใจความไม่เที่ยงและกรรมวิบากกุศลอกุศลเมื่อถึงรอบท่านจะมาเอง

    มรรค : เดินมรรคด้วยการดับทุกข์ที่ต้นเหตุไม่ยึดว่าพี่ขายจะต้องมาเข้าค่ายสุขภาพวางใจยึดดีเข้าใจเรื่องกรรมวิบากที่กุศลยังไม่ถึงรอบทั้งตนเองและพี่ชายยังทำดีไม่มากพอที่จะถึงรอบบุญให้ท่านเข้าค่ายสุขภาพเต็มรูปแบบ

    ยินดีพอใจที่ท่านมาอาทิตย์ละครั้ง ร่วมรับประทานอาหารพืชจืดสบายนำกลับไปพร้อมพืชผักไปปลูกปฏิยัติเองที่บ้าน ได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว

    โล่งใจไม่ใจร้อนบีบบังคับยัดเยียดพี่ชายอีกต่อไปโชคดีมากแล้วที่ท่านได้มาพูดคุยพบปะรุ่นพี่จิตอาสาเสริมเติมเต็มการดูแลสุขภาพอย่างเป็นกันเองซี่งหาโอกาสเช่นนี้ไม่ได้ในค่ายสุขภาพ

    ความคิดแบบมารโง่ทุกข์หายไปฉับพลันวางความยึดดีเกิดพลังใจส่งไปถึงท่านให้ผ่อนคลายฝึกปฏิบัติไปตามลำดับค่อยเป็นค่อยไปวางใจที่ท่านจะใช้การรักษาร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน

    ยินดีเต็มใจพอใจสุขใจแม้ไม่ได้ดังใจหมายพบความสุขในทุกขณะปัจจุบันไม่ปล่อยให้กิเลสตัวใจร้อนยึดดีมาเป็นเงื่อนไขให้ใจเป็นทุกข์ รู้ความจริงตามความเป็นจริงไม่ผิดศีลเบียดเบียนตนเองคนอื่นสัตว์อื่นสั่งสมกรรมวิบากอีกต่อไป

    เย็นน้อมพุทธ กล้าจน
    650916

  10. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    ขอโอกาสส่งการบ้าน

    เรื่อง : เสียดายมะลกอ

    ลงมือปฏิบัติศีลที่ตั้งตบะยินดีแม้ไม่ได้ดังใจหมายไว้ และกล้านำมาทดลองใช้ เช่น ทุกข์ใจทุกครั้งที่เห็นมะละกอสุกโดนสัตว์แทะคาต้นแล้วจะต้องไปเรียกให้รุ่นพี่ช่วยสอยเพราะต้นทั้งสูงและอยู่ในพงป่ารกมาก

    ทุกข์ : ทุกข์ใจเสียดายมะละกอที่กำลังโดนแทะกินคาต้น

    สมุทัย : สุขใจถ้ามะละกอได้ถูกเก็บลงมาได้ครบ ทุกข์ใจถ้ามะละกอไม่ถูกเก็บลงมา

    นิโรธ : สุขใจไม่ว่ามะละกอจะถูกเก็บลงมาได้หรือไม่ก็ตาม

    มรรค : 1. พิจารณาโทษของการมีความอยาก ร้อนรุ่มกลุ้มใจจนปวดข้อมือ และประโยชน์ของการไม่มีความอยากเบากายสบายมีกำลัง
    2. พิจารณาปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นด้วยความเชื่อเรื่องวิบากกรรม มีวิบากดีลงมือปฏิบัติแม้ต้นจะสูงเพียงใดได้มะละกอมากินมาใช้ ได้
    3. พิจารณาไตรลักษณ์ของสุขลวงจากการได้ดั่งใจ ได้มะละกอมามันก็สุขแป๊บเดียว แล้วก็ทุกข์ต่อ ตราบเท่าที่ยังมีความอยากแบบยึดมั่นถือมั่นนั้นอยู่หาหนทางดับทุกข์ไม่เรียกรุ่นพี่เหมือนทุกทีท่านมีงานภาระหน้าที่เต็มหน้าตักอยู่แล้ว

    เพิ่มความกล้าลุยเข้าป่าพึ่งตนตั้งจิตว่าทำเท่าที่ได้ลากที่สอยเอี้อมสุดๆก็ได้มะละกอถึง4ลูกเตรียมที่จะสุกและในป่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเพียงแค่ยุงและมดที่รังควานเล็กน้อยแทบไม่มากัดเลยเจ็บหรือคันเพราะยินดีที่จะชดใช้วิบาก

    สุขใจที่ตัดสินใจแก้ไขปัญหาด้วยตนเมื่อวางใจทำเท่าที่ได้จึงได้ผลดีกว่าที่คิดตามใจกิเลสที่ไม่กล้าลงมือพึ่งตนมีข้ออ้างสารพัด

    แต่เมื่อคิดแบบพุทธะก็ได้ผลที่จะหยุดระงับการเพ่งโทษถือสาบุคคลรอบข้างกลับมามองที่ตนเองรู้ความจริงตามความเป็นจริงทำเท่าที่กุศลและอกุศลที่ควรได้หาสุขพบได้กับทุกข์สถานการณ์

    ทำได้ไม่ยากไม่ลำบากสำหรับการยิ้มยอมเย็น

    เย็นน้อมพุทธ กล้าจน
    650917

  11. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    เรื่อง : อัดกิเลสให้เสร็จดีกว่าอัดคลิปวิดีโอให้เสร็จ

    ช่วงเช้าไฟดับอยู่นานบรรยากาศเงียบสงบออกจากไลน์คอลโรงเรียนของหนูและซูมเพื่อรักษาแบตเตอรี่ ยังไม่มีผู้มาเยือนร้านค้ากองบุญ ไม่มีการโทรเข้า

    ถือโอกาสเชิญชวนทุกท่านที่อยู่สวนสามอัดคลิปการไม่กินเนื้อสัตว์ส่งฝ่ายสื่อร่วมประชาสัมพันธ์เทศกาลกินเจ ใช้มือถือถ่ายคลิปวัดีโอให้ทุกท่านได้แต่ตัวเองต้องถ่ายตัวเองไม่ได้เสียที
    มีปัญหาจัดมุมกล้องไม่ได้และเสียงค่อย

    ทุกข์ : หงุดหงิดใจไม่แช่มชื่นถ่ายคลิปวีดีโอของตัวเองไม่ได้

    สมุทัย : สุขใจถ้าได้ถ่ายคลิปวัดีโอสำเร็จ ทุกข์ใจถ้าถ่ายคลิปวัดีโอไม่สำเร็จ

    นิโรธ : สุขใจยินดีพอใจแม้จะถ่ายคลิปวีดัโอได้สำเร็จหรือไม่ก็ตาม

    มรรค : ตั้งสติยอมวางมือจากการหาเครื่องมือช่วยทำให้เสียงดังทีคลิปค่อยทำเมื่อไรก็ได้ยังมีเวลาไม่ใจร้อน

    1. พิจารณาโทษของการอยากได้สุขสมใจอยากทำคลิปให้สำเร็จเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง เป็นสุขลวง สุขหลอก สุขไม่มีจริง ได้มาก็สุขแป๊บเดียว อยากได้มาก ๆ ทำชั่วได้ทุกเรื่อง ร่างกายเจ็บป่วย เป็นแรงเหนี่ยวนำที่ไม่ดี นำเรื่องร้ายมาสู่ตนเองและผู้อื่น

    พิจารณาประโยชน์ของการยินดีได้แม้ไม่ได้สุขสมใจอยาก ทำให้เบาสบายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อ ร่างกายแข็งแรง เป็นแรงเหนี่ยวนำที่ดี นำเรื่องดีมาให้ เข้าใจรู้ความจริงตามความเป็นจริง

    พิจารณาเรื่องกรรม เข้าใจกุศลอกุศล ที่ออกฤทธิ์ กุศลออกฤทธิ์ก็ยินดี ได้อาศัย อกุศลออกฤทธิ์ก็ยินดีได้ใช้วิบากร้าย ใช้แล้วก็หมดไป

    เมื่อพิจารณาแล้วประเมินผล อ่านใจของเราว่าความอยากได้ดั่งหมายมันลดลงมั้ย และจิตใจมีความยินดีขึ้นมั้ยค่ะ เราก็จะชัดเจนในไตรลักษณ์ ว่าเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนจริงพิจารณาประโยชน์ที่ทำไม่ได้สละเวลาช่วงไฟดับให้บำเพ็ญช่วยรุ่นพี่ถ่ายทำคลิปไม่มีเสียงใดรบกวน

    2. พิจารณาโทษถ้ารีบร้อนก็ยิ่งทุกข์ใจเมื่อไม่ได้ดังใจหมาย จนรู้สึกร้อนปวดลูกตาซ้ายและปวดหลัง เทพมาลาตีสารถีมาเตือนว่ากิเลสตัณหาความอยากยึดมั่นถือมั่นจนป่วยเศร้าหมองไม่แช่มชื่นจึงวางมือรู้พัก

    3. ไฟฟ้าสว่างกลับคืนมาตามกฏไตรลักษณ์เสียงต่างๆกลับคืนมายังพอมีเวลามีwifiเข้าซูม ใช้โนัตบุ้คอัดคลิปตัวเองได้ทันเวลาที่มีผู้มาเยือนร้านค้ากองบุญพอดีอาการปวดหลังปวดตาหายไป

    ขอบพระคุณทุกเหตุการณ์และผัสสะที่มาให้อ่านใจรีบใจเย็นไม่รีบใจร้อน
    มีโอกาสบำเพ็ญตามเหตุและปัจจัยรู้ความจริงตามความเป็นจริงสุขได้กับทุกสถานการณ์

    เย็นน้อมพุทธ กล้าจน
    650920

  12. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    เรื่อง : ไม่พูดตามใจกิเลส

    เป็นวันที่ได้ช่วยรุ่นพี่ในการเข้าระบบการทดสอบวัดผลภาษาอังกฤษได้หมู่มิตรดีสหายดีช่วยเสริมหนุนกันจนเข้าระบบพร้อมเข้าสอบในวันรุ่งขึ้น

    ดูเหมือนหาทุกข์ไม่พบก็ยังเห็นความไม่ได้ดังใจช่วงเข้าร่วมรายการสายด่วนออนไลน์ยกมือขอแชร์สภาวะเทศกาลกินเจ

    ทุกข์ : กังวลหวั่นไหวไม่ถึงคิวเสียที

    สมุทัย : สุขใจถ้าได้พูด ทุกข์ใจถ้าไม่ได้พูด

    นิโรธ : สุขใจแม้ได้พูดหรือไม่ได้พูด ยินดีเบิกบานแม้ไม่ได้ดังใจหมาย

    มรรค : กลับมาอ่านใจว่าเริ่มไม่แช่มชื่นรอต่อไปก็ยิ่งเครียดนำกิเลสไปพูดด้วยจีงตัดรอบวางใจสละคิวเอามือลงขอฟังอย่างเดียว

    ไประบายพิษก่อนที่จะค่ำเกินไปแล้วก็ได้คิวเมื่อกลับมายกมือก่อนหมดเวลาได้สรุปการกินเจตั้งแต่เด็กจนมาถึงการกินพืชจืดสบายทุกวันแข็งแรงทั้งกายและใจท่ามกลางหมู่มิตรดีสหายดีเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของการพ้นทุกข์

    เย็นน้อมพุทธ กล้าจน
    650923

  13. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    ขอโอกาสส่งการบ้าน

    เรื่อง : ตัดสินใจก่อนถามหมู่

    รับปากร่วมบำเพ็ญผงฝาดไปบ้านราชช่วยเหลือน้ำท่วมโดยที่ยังไม่ปรึกษารุ่นพี่เนื่องจากงานประจำมีมากล้นอยู่แล้ว แจ้งไปแล้วท่านนิ่งเฉยไม่ตอบ

    ทุกข์ : กังวลหวั่นไหวที่รุ่นพี่จะไม่เห็นด้วยกับการส่งผงฝาดไปข่วยเหลือ

    สมุทัย : สุขใจถ้ารุ่นพี่เห็นด้วยกับการบำเพ็ญ ทุกข์ใจถ้าท่านไม่เห็นด้วย

    นิโรธ : สุขใจแม้ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม
    ยินดีได้แม้ไม่ได้ดังใจหมาย

    มรรค : เพิ่มความกล้าถามท่านด้วยใจเป็นกลางยอมรับความจริงตามความเป็นจริงขอความคิดเห็นอีกครั้งแบบพร้อมวางการบำเพ็ญนี้ถ้าท่านไม่สะดวกหรือส่งเป็นถุงใหญ่

    ท่านกลับตอบมาว่าค่อยๆกรอกเป็นถุงเล็กติดสติ้กเกอร์ให้พร้อมเพื่อใช้สะดวกกระจายแบ่งปันได้ง่าย จัดสรรเวลาร่วมมือกันกรอกลงถุงเล็กคงสะสมได้จำนวนพอสมควรเพื่อจัดส่งไปบ้านราชได้

    โล่งใจยินดีเมื่อวางใจเตรียมรับความไม่ได้ดังใจหมายกลับกลายเป็นดีท่านไม่ปฏิเสธกิจกรรมบำเพ็ญเสียสละแบ่งปันเเช่นนี้ถ้ายังมีกิเลสเสี้ยมให้ใจเป็นทุกข์เดาใจท่าน

    ขลาดกลัวจนทุกข์ใจลืมกลับมามองที่ตัวเราว่าเคยทำเช่นนี้มาก่อนได้ให้ชดใช้วิบากที่เราก็เคยพลาดทำกริยาเช่นนี้มาก่อน

    เพิ่มความเพียรยิ้มยอมเย็นให้มากๆเก็บประโยชน์สุขให้ได้กับทุกสถานการณ์และทุกขณะปัจจุบันไม่ปล่อยกิเลสเพ่งโทษถือสาให้ลอยนวลอีกต่อไปพร้อมฝึกซ้ำๆไม่เก็บติดตัวข้ามภพข้ามชาติ

    เย็นน้อมพุทธ กล้าจน
    650928

  14. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    ขอโอกาสส่งการบ้านค่ะ

    เรื่อง : ไม่มีใครสร้างทุกข์ให้กับเราได้นอกจากตัวเราเอง

    เกิดความไม่ได้ดังใจเมื่อเห็นต่างว่าควรจัดค่ายเดือนพย.ตามกำหนดเดิมแต่หมู่ให้แจ้งยกเลิกไปจัดพร้อมทุกศูนย์เกิดกิเลสเหนื่อยกับการแจ้งยกเลิกไม่พอใจที่ไม่ได้แจ้งหมู่กลุ่มใหญ่ที่ท่านอาจไม่ได้มาบำเพ็ญที่สวนสามอีกต่อไปและคงต้องเลือกไปศูนย์ใหญ่

    ทุกข์ : กังวลหวั่นไหวที่จัดค่ายพร้อมศูนย์ใหญ่อื่นๆ

    สมุทัย : สุขใจถ้าได้จัดค่ายไม่ตรงกับศูนย์อื่นๆ ทุกข์ใจถ้าจัดค่ายพร้อมศูนย์อื่น

    นิโรธ : สุขใจได้ไม่ว่าจะจัดค่ายตรงกับศูนย์อื่นๆหรือไม่

    พอรู้ตัวว่ามีเงื่อนไขให้ใจทุกข์หมองเศร้าที่หวั่นใจว่าคงไม่มีโอกาสพบพี่น้องหมู่กลุ่มบางท่าน มาจากกิเลสความกลัวของตัวเองที่จะไม่มีพี่น้องหมู่กลุ่มมาช่วยจัดค่ายที่สวนสามอีกต่อไป

    เมื่อวางใจแล้วเห็นความมั่นใจของรุ่นพี่ที่จะพึ่งตนและมั่นใจว่าผู้เข้าค่ายสุขภาพเป็นจิตอาสาได้ทุกท่าน

    อ่านใจกำจัดความทุกข์ที่ไม่ได้ดังใจจากการขอให้จัดตามกำหนดเดิมไปก่อนแม้จะเห็นด้วยกับเหตุผลของการจัดพร้อมกันทุกศูนย์เพื่อหลอมรวมพลังตามนโยบายครูอาจารย์

    แต่จิตเศร้าหมองของมานะถือดีในความคิดของตัวเองว่าถูกต้องครอบงำจนเกิดทุกข์เศร้าหมองช่วงเช้า

    เมื่อขจัดความยึดดีถือดีด้วยการยึดมติหมู่และมองเห็นความเด็ดขาดวางแผนการพึ่งตนปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดค่าย

    จึงเกิดฉันทะยินดีประชาสัมพันธ์ยกเลิกแผ่นโฆษณาการจัดค่ายเดือนพฤศจิกายนไปจนกว่าทราบกำหนดวันตามศูนย์ต่างๆพร้อมกัน

    หลงไปทุกข์ใจเมื่อไม่ได้ดังใจหมายชั่ววูป
    จะไม่สาบแช่งตัวเองและคนอื่นให้มีความสุขที่ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป

    พร้อมฝึกฝนสุขใจได้แม้ไม่ได้ดังใจในทุกขณะปัจจุบัน

    เย็นน้อมพุทธ กล้าจน
    651021