แบ่งปันการเรียนรู้อริยสัจ 4 (กรกฎาคม – กันยายน 65)

แบ่งปันการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน

นักศึกษาสถาบันวิชชาราม แบ่งปันสภาวธรรมจากการเรียนรู้การใช้หลักอริยสัจ 4 ประจำเดือน กรกฎาคม-กันยายน 2565

?กรอกข้อมูลในช่องความคิดเห็นด้านล่าง

Leave a Reply

Your email address will not be published.

47 thoughts on “แบ่งปันการเรียนรู้อริยสัจ 4 (กรกฎาคม – กันยายน 65)”

  1. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ไม่อยากให้พ่อผ่าตัด
    คุณพ่อเข้าโรงพยาบาล หมอตรวจแล้วพบว่า มีเส้นเลือดตีบตันอยู่ 3 เส้น มีเส้นหนึ่งอยู่ติดขั้วหัวใจ การผ่าตัดทำบายพาสก็เป็นการเสี่ยงอยู่เหมือนกัน ผ่าตัดเสร็จก็ต้องมาพักฟื้นอีกนาน ถ้าไม่เสียชีวิตในห้องผ่าตัด เมื่อได้รับฟังข่าวใจมีความรู้ไม่อยากให้พ่อต้องผ่าตัดเลย ได้โทรคุยกับพ่อว่ามีเจ็บมีปวดหรือเปล่า พ่อบอกว่าไม่ได้มีความเจ็บปวด แต่เดินไกลไม่ได้ มีอาการเหนื่อยหอบ ก็ถามพ่อว่าพ่อกลัวตายหรือเปล่าพ่อก็ว่าไม่กลัว งั้นเรากลับบ้านไปปรับสมดุลอาหารดีกว่ามั้ย ถ้ามันจะตายก็ยินดีตาย ตายก็ไปเกิดใหม่เอาร่างใหม่กลับมาทำดีต่อ พ่อก็ฟังดูเข้าใจตกลงเราจะกลับบ้าน ปรับพฤติกรรม ทำสมดุลร้อนเย็นอยู่บ้านไม่ต้องมาผ่าตัดให้เจ็บเนื้อเจ็บตัว แต่พอพยาบาลเข้ามาก็มาพูดพ่อกลับอยากผ่าตัด

    ทุกข์ รู้สึกสลดใจที่พ่อจะผ่าตัด

    สมุทัย ไม่อยากให้พ่อผ่าตัด เพราะมีความเสี่ยงสูง ค่าใช้จ่ายสูงและต้องการคนดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย กว่าจะฟื้นถ้าไม่เสียชีวิตขณะผ่าตัด ยึดว่าถ้าพ่อไม่ผ่าตัดจะสุขใจชอบใจ

    นิโรธ พ่อจะผ่าตัดหรือไม่ผ่าตัดก็ไม่ชอบไม่ชัง ยินดีชดใช้ตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิตจะให้ผล

    มรรค ได้พิจารณาเรื่องกรรมวิบาก วิบากกรรมมีจริงเราหรือใครจะได้รับอะไร ก็มาจากวิบากรรมสังเคราะห์จากอดีตและปัจจุบัน ได้พิจารณาความอยากในปัจจุบันของเราที่ไม่อยากให้พ่อผ่าตัด เป็นวิบากใหม่จึงได้ล้างความอยากของเราพ่อจะผ่าตัดหรือไม่ก็ให้เป็นสิทธิของพ่อและวิบากดีร้ายของเราและพ่อ ยินดีรับยินดีให้หมดไป ไม่มีอะไรคาใจไม่เอาอะไร เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นยุติธรรมเสมอ พอเราวางใจน้องสาวก็โทรมาเล่าขั้นตอนเตรียมการผ่าตัด ซึ่งก็มีหลายอย่างที่ต้องเตรียมทั้งห้องผ่าต้ด เลือดที่จะใช้ซึ่งต้องใช้เลือดเป็นจำนวนมาก ตอนนี้มีไม่พอก็เลยคงให้พ่อกลับบ้านก่อนแล้วนัดกันอีกที เหตุการณ์ครั้งนี้เราได้เห็นชัดเจนในวิบากกรรม เราไม่สามารถไปกำหนดอะไรให้เป็นดังใจเราหมายได้เลย ทุกชีวิตมีวิบากร้ายไล่ล่าอยู่ตลอดเวลา เขาจะให้ผลอย่างไร เราก็พร้อมที่จะยอมรับทั้งกุศลและอกุศล เรามีหน้าที่ทำทุกอย่างให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้แล้ววางผล ที่สำคัญใจไร้ทุกข์ สาธุค่ะ

  2. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    ส่งการบ้านอริยสัจสี่ วันที่ 09|07|2565

    เรื่อง เรียนทางโลก เรียนทางธรรม

    เหตุการณ์ อยู่ๆก็ได้เข้ามาเรียนปริญญาโทโดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นคนที่ไม่ชอบเรียน ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบงานเอกสาร มีอยู่วันนึงมีพี่น้องพูดถึงเรื่องเรียนปริญญาโท เราก็พูดขึ้นมาว่า เราเป็นคนไม่ชอบเรียน ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบงานเอกสาร พี่น้องบอกว่าอันนี้ก็ต้องล้างนะ อันนี้มันก็เป็นกิเลสตัวนึงนะ ท่านบอกว่าเราไม่ได้เรียนไว้ไปทำมาหากินทางโลกภายนอก แต่เราเรียนไว้เพื่อ ไว้ช่วยเหลืองานท่านอาจารย์ และไว้ช่วยเหลือคน และสังคมภายหน้า กิเลสเขาชอบตรงนี้ และท่านบอกว่า ไม่เรียนชาตินี้ก็ต้องเรียนชาติหน้า กิเลสเขากลัวตรงนี้เพราะเราไม่รู้ว่าชาติหน้าเราจะไปเกิดนะตรงไหน เรารู้ว่าถ้าเราเรียนคนเดียวคงจะหนัก แต่ถ้าเราเรียนกับหมู่กลุ่มนี้ เราจะช่วยกันได้ และไม่ต้องเรียนหนักมาก พอตัดสินใจเรียนแล้วก็ได้เห็นกิเลสหลายตัวมากเช่นตัวกลัว ตัวกังวล ก็ล้างได้บ้างไม่ได้บ้าง พี่น้องช่วยล้างบ้าง พอมาได้เรียนแล้วก็ได้มาเห็นกิเลสอีกหลายตัวมากเช่น ตัวยึดจะเอาดี เอาให้ได้มาก ตัวอิจฉา ตัวงอน ตัวเศร้า ตัวเสียใจ พออาจารย์ให้การบ้านมาเราทำได้ก็ดีใจ วันไหนอาจารย์ชมก็ฟู วันไหนอาจารย์ไม่ชมเราแต่ชมคนอื่นก็เสียใจ ก็ได้ล้างเป็นระยะๆ พอมาเมื่อคืนวันที่ 08|07|2565 ก็ทุกข์ที่อาจารย์ไม่ชมเรา เราเห็นว่ากิเลสเขาคอตกเลยนะ เศร้า เสียใจ แต่เราก็ล้างว่าในเมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว ได้แค่นี้พอใจแค่นี้ เราต้องยินดีซิ ได้เห็นทุกข์ ได้ล้างทุกข์ ได้หมดกรรม เราไม่ได้เรียนมาเพื่อเอาคำชม หนรือมาเอาคะแนนสูงๆ เขาก็ยอม โล่ง หลับอย่างสบาย พอเช้าเราก็มาคุยกับพี่น้อง พี่น้องช่วยล้างท่านพูดดีมากค่ะ เรามีกุศลและอกุศลแค่นี้ ที่กิเลสเขาทุกข์แสดงว่าเขาอยากได้คำชมจากอาจารย์ พี่น้องบอกว่าชมก็ได้ไม่ชมก็ได้ ท่านพูดอีกหลายอย่างตอนนี้จำไม่ค่อยได้แล้ว แต่รู้ว่า ตอนนี้เราเบาไปเยอะมากเลยเราวางไปตั้งแต่ตอนกลางคืนแล้ว แต่พอมาคุยกับพี่น้องแล้วเราเบาและยอมหมดเลย ปรากฏว่า ได้เกิดปฏิหาริย์ขึ้นหลังจากที่เราวางได้แล้ว ก็ได้มาเปิด iPad จะมาดูว่า อาจารย์ส่งงานมาให้ใหม่หรือยัง ปนรากฏว่า อาจารย์ได้เขียนคำชมมาว่า presentation นี้เป็นประโยชน์มากเลย เราก็ได้ไปบอกพี่น้องที่ได้ให้สัมมาทิฏฐิกับเราแล้วเราก็บอกว่า ไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรเหมือนจะร้องไห้เพราะ เรามีความรู้สึกว่าเหมือนจะดีใจ เหมือนจะร้องไห้ เพื่อนบอกว่าเป็นปิติ ที่เราทำดีที่สุดแล้วแต่เราไม่ได้คำชมนั้นเป็นเพราะตัวอยากได้ของเรา มันเป็นพลังงานมาปิดกลั้นเอาไว้ พอเราวางได้แล้ว พลังงานอกุศลมันหายไป เราได้เห็นคำสั่งสอนของอาจารย์หมอเขียว ที่ท่านสอนแล้วเรายังสงสัยอยู่เข้ามามาก เช่นความชอบความชัง ความไม่ได้ดั่งใจ ความยึดดี มันก็เป็นกิเลสทั้งนั้น ให้เราค่อยๆล้างไปทีละตัว จะเป็นอุเบกขา ก็จะทำให้เราล้างกิเลสได้ไปเป็นลำดับๆค่ะ

    ทุกข์ เสียใจที่ไม่ได้คำชมจากอาจารย์

    สมุทัย อยากได้คำชม

    นิโรธ จะได้คำชมหรือไมได้ก็ไม่ทุกข์

    มรรค ในเมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามกุศลและอกุศล ที่เราได้ทำมา

    สรุป เมื่อเราได้เห็นกิเลสนี้กลับเป็นประโยชน์มาก และเราได้มาอยู่ในหมู่มิตรด้วย ทำให้เราได้เห็นทุกข์ ได้ล้างทุกข์ และได้ชดใช้วิบาก เราได้โชคสามชั้นเลยค่ะ ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์หมอเขียว และพี่น้องหมู่มิตรดีทุกท่านค่ะ สาธุค่ะ

  3. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    อริยสัจสี่ วันอาทิตย์ที่ 10|07|2565

    เรื่อง ต้องป่วยก่อนถึงจะตั้งศีล

    เหตุการณ์ ตอนนี้กิเลสกินผลไม้หวาน และของหวานโตมากเลย จะตั้งศีลลดละเลิก ก็เสียดายเอาไว้ก่อนๆ พอกินของหวานเข้าไปแล้ว จะรู้สึกปากขมตลอดพุทธะจะบอกตลอด ให้หยุดกินได้แล้ว ต้องรอให้ป่วยก่อนหรือจึงจะหยุด ช่วงเช้ามืด ร่างกายจะอ่อนเพลียมากไม่อยากตื่นเลย และขมปากตลอด แต่ก็ฝืนตื่นขึ้นมาออกกำลังกายตอนเช้าตลอด จนได้กลิ่นเหม็นออกมาจากลำคอ ก็เลยรู้สึกว่า มาตาลีเขามาเตือนแล้วนะ วันนี้ก็เลยตั้งศีลหยุดกินของหวาน และผลไม้หวาน พอเราตั้งศีลหยุดกิน เขาก็ไม่ดิ้น ไม่ได้ทรมารอะไรมากเลย รู้สึกเพลียน้อยลงด้วย

    ทุกข์ ชังที่ร่างกายป่วย

    สมุทัย ชอบที่จะร่างกายแข็งแรง

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังร่างกายจะป่วยหรือแข็งแรง

    มรรค ก็ดีเมื่อร่างกายป่วยเราก็จะได้ลด ละ เลิก กิเลสซะที ถ้ายังแข็งแรงอยู่ กิเลสเขาก็ยังไม่ยอมหยุดกินหรอก ดั่งดั่งที่เพลงท่านอาจารย์ร้องไว้ว่า ไม่เห็นโรงศพ ไม่หลั่งน้ำตา และที่ท่านอาจารย์หมอเขียว ได้ให้สัมมาทิฏฐิไว้ว่า ใจถึงๆหน่อยแล้วจะไม่ทุกข์หรอก ใจถึงธรรมจะหายทุกข์ วันนี้ก็รู้สึกเบาสบายดี

    สรุป ดั่งที่ท่านอาจารย์หมอเขียว ได้ให้ปัญญาไว้จริงๆ ว่า ใจถึงๆหน่อยจะไม่ทุกข์หรอก ใจถึงธรรม จะหายทุกข์ สาธุค่ะ ต้องกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์หมอเขียวมากๆค่ะ

  4. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ฝึกวางดี
    มีกิจกรรมเย็บกระเป๋าผ้าเพื่อแบ่งปันที่ชุมชนเวลา 9.15-12.00น แต่เรามีรายการอาหารเวลา10.45-11.45น ใจก็ลังเลว่าเรามีเวลาอยู่ 1 ชั่วโมงนะที่เราน่าจะไปร่วมกิจกรรมเย็บกระเป๋าได้ มันก็เป็นกิจกรรมที่เป็นกุศลทั้งนั้น เห็นใจลังเล ใช้เวลาอยู่นานพิจารณาว่าเหตุการณ์นี้มาเพื่อให้เราได้เรียนรู้อะไร เขามาเพื่อให้เราเรียนรู้การตัดการวาง บางอย่างแม้ดีแต่ถ้ามันฝืดฝืนเกินแสดงว่าเราต้องวางดีนั้น มันไม่ใช่กุศลของเราและคนที่เกี่ยวข้อง

    ทุกข์ กังวล ลังเลใจ

    สมุทัย อยากบำเพ็ญการงานหลายอย่างด้วยใจเป็นสุข

    นิโรธ จะได้ทำกิจกรรมการงานอะไรก็ยินดีทำ และยินดีวางได้ด้วยใจไร้ทุกข์ เมื่อองค์ประกอบไม่เหมาะสม

    มรรค ได้พิจารณาเห็นใจที่ยึดอยากให้ดีเกิดอย่างใจหมาย พอเห็นอย่างนี้จึงได้คลายความยึดมั่นถือมั่นในใจเรา เมื่อมีดีให้บำเพ็ญเราก็ควรทำถ้าเราทำได้ แต่ถ้ามันฝืดฝืนเกินเราก็ควรต้องวางดีนั้นเสีย เราได้พิจารณากรรมและเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่าไม่ใช่กุศลของเราและคนที่เกี่ยวข้อง ณ เวลานั้น ใจก็ยินดีวางดีได้ด้วยใจไร้ทุกข์
    ดังบททบทวนธรรม ข้อ 135 โลกนี้มีสิ่งดีให้เราได้อาศัย มีอุปสรรคให้เราได้ใช้วิบาก มีอุปสรรคให้เราได้ล้างทุกข์ใจ

  5. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    การบ้านอริยสัจสี่ วันอาทิตย์ที่24|07|2565

    เรื่อง ตั้งศีลพูดแต่ที่จำเป็น

    เหตุการณ์ เป็นคนกิเลสชอบพูดเยอะเกินความจำเป็น และหลังจากพูดแล้วชอบกลับมาตีตัวเอง ทำให้ทุกข์ตลอด ก็เลยตั้งศีลพูดแต่ที่จำเป็น ตั้งมา 4 วันแล้ว แต่ก็ยังทำไม่ค่อยได้เลย กิเลสเขาดันขึ้นมาเวลาที่จะพูด เรารู้ทันบ้างไม่ทันบ้าง บางวันพูดมากว่าเดิมอีก จนเพื่อนสะกิดว่ แกตั้งศีลพูดน้อยไม่ใช่หรือ ทำไมพูดมากจัง เราก็จึงได้สติ

    ทุกข์ พูดมาก

    สมุทัย อยากพูดเท่าที่จำเป็น

    นิโรธ จะพูดมากหรือพูดเท่าที่จำเป็นก็ไม่ทุกข์

    มรรค เราก็ได้ทำดีที่สุดแล้ว เราทำได้แค่นี้ เราก็พอใจแค่นี้ ท่านอาจารย์ได้เคยให้สัมมาทิฏฐิว่า อย่าใจร้อน อย่าตีตัวเอง ค่อยๆตั้งศีล ลด ละ เลิก กิเลสไปเรื่อยๆ รู้แล้วแก้ไข เราก็ตั้งจิตสำนึกผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม ที่เราผิดศีล และเราก็จะตั้งศีล ลดละเลิก กิเลสตัวนี้ต่อไป

    สรุป เราต้องพอใจกับสิ่งที่เราทำได้ ถ้าเราได้พยายามดีแล้ว ต้องทำความยินดีให้ได้ทุกสถานการณ์ อย่างที่ท่านอาจารย์ได้สอนไว้

  6. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    ส่งการบ้านอริยสัจสี่ วันจันทร์ที่ 25|07|2565

    เรื่อง กิเลสซ้อนไม่เห็น เลยยังทุกข์อยู่

    เหตุการณ์ เมื่อวานเพิ่งส่งการบ้านอริยสัจสี่ ไปว่า ตั้งศีลพูดแต่สิ่งที่จำเป็น แต่ก็ยังพูดเกินความจำเป็นอยู่ บางครั้งพูดมากกว่าเดิม เราเห็นก้อนที่เขาดันขึ้นมาอยากพูด ถ้าเรามีสติเราก็จะรู้ทัน เห็นและหยุดได้ แต่ถ้าเราไม่มีสติ เราจะไม่เห็น หรือบางครั้งเห็นแต่ไม่มีสติที่จะหยุดเขา ตอนพูดนี่กิเลสเขาก็ดันขึ้นมาและบอกว่า สิ่ง ทีจะพูดนี้ดีแล้ว ตอนพูดไปนะก็เห็นว่าดีและสมควรแล้ว แต่พอหลังจากนั้น บางทีผ่านมาครึ่งวันแล้ว หรือเช้าอีกวันนึง กิเลสเขาก็บอกมาว่า คำนั้น คำนี้พูดออกไปทำไม ไม่ดีนะ ไม่สมควรเลย ก็มาคิดแล้วก็ทุกข์แต่เราก็ล้างเขาแล้วว่า แกไม่ต้องมาทำให้ฉันทุกข์เลย ตอนจะพูดแกก็ว่าดีแล้ว ตอนนี้แกอย่ามาหลอกให้ฉันทุกข์เลย เพราะมีแกนี่แหละเลยทำให้ฉันทุกข์ แต่มันก็ยังไม่หายทุกข์ มันก็ยังขึ้นมาเรื่อยๆ พอมาวันนี้คุยกับพี่น้องหมู่กลุ่ม เล่าให้ท่านฟัง ท่านพูดออกมาตรงประเด็นมากเลย ทำให้เราโล่งเลยหายทุกข์เลย ท่านพูดว่าเป็นเพราะมีกิเลสซ้อนเราไม่เห็นเลยตามไม่ทัน มันมีกิเลสซ้อนว่าจะไปแก้กิเลสที่มันผ่านไปแล้ว คือเราพูดไปแล้ว เราทำไปแล้ว ไม่ดีเลยไม่น่าพูดเลย ไปทุกข์กับเรื่องที่ผ่านมาแล้วจะไปแก้ตรงนั้น แต่ไม่ได้ดูกิเลสที่กำลังเกิดขึ้นมาใหม่คือ มาตีตัวเองทำให้เราทุกข์ ท่านบอกว่า ล้างให้ถูกตัว และตรงประเด็นจะได้หายทุกข์ ท่านบอกว่าเราก็ทำดีที่สุดแล้ว คือ ได้ตั้งศีลที่จะลด ละ เลิกแล้ว แต่เราทำได้แค่นี้ เราก็ต้องยินดีในสิ่งที่เราทำได้ ไม่ใช่มาตีตัวเอง

    ทุกข์ ชังเมื่อมีกิเลสซ้อนแล้วไม่รู้

    สมุทัย ชอบที่จะรู้เมื่อมีกิเลสซ้อน

    นิโรธ จะรู้หรือไม่รู้เมื่อมีกิเลสซ้อน ก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค ในเมื่อเราทำดีที่สุดแล้วแต่เราก็ยังตามกิเลสไม่ทัน เราก็จะไม่ทุกข์ เพราะเราก็ยังมีอาจารย์ มีพี่น้องหมู่กลุ่มอยู่ เมื่อทุกข์เราก็เข้าปรึกษาหมู่กลุ่ม ถ้าหมู่กลุ่มช่วยไม่ได้เราก็จะขอสัมมาทิฏฐิกับท่านอาจารย์ และเราก็จะตั้งศีลลด ละ เลิก กิเลสตัวนี้ต่อไป

    สรุป นี่แหละคือประโยชน์ของการมี อาจารย์ และหมู่มิตรดี ทำให้เราพ้นทุกข์ได้

  7. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง อยากทำขนมกิน
    คิดอยากทำขนมกิน ซึ่งก็ไม่ได้ทำมานานแล้ว เพราะต้องใช้เวลามากในการปรุง เราก็กินอาหารมื้อเดียวด้วย แม้ได้ทำตอนนี้ก็ไม่ได้กินเพราะมันเลยเวลากินแล้ว และมันก็ไม่จำเป็น จึงไม่ทำตามที่คิด แต่ในใจยังมีความคิดว่าถ้าได้ทำจะสุุขใจชอบใจ

    ทุุกข์ ฟุ้งซ่านคิดอยากทำขนมกิน ไม่โปร่งไม่โล่ง

    สมุทัย อยากทำขนมกิน ถ้าได้ทำจะสุขใจชอบใจ ไม่ได้ทำจะทุกข์ใจไม่ใชอบใจ

    นิโรธ ได้ทำขนมกินหรือไม่ได้ทำขนมกินก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค ได้พิจารณาเห็นว่าความอยากทำขนมเป็นทุกข์ ทุกข์ที่ต้องคิดแสวงหาวัตถุดิบมาทำ เสียทุนรอนแรงงานและเวลา และสุขสมใจอยากเป็นสุขลวงสุขหลอก สุขไม่มีจริง แม้ได้ทำขนมขึ้นมากินก็ไม่ใช่สุุขที่แท้จริง เก็บไม่ได้ ไม่มีตัวตน เราก็เคยทำขนมกินมาตั้งมากมายแต่สุขเหล่านั้นก็ไม่อยู่กับเรา เราจะไม่หลงทำตามกิเลสความอยากของเรา มันไม่ตายหรอกถ้าไม่ได้ทำตามกิเลส แต่ถ้าทำตามใจ ทำตามกิเลสก็มีแต่จะทำให้กิเลสโต มันเอาเราตายแน่ เพราะถ้าทำตามกิเลสก็มีแต่ทุกข์และทุกข์ เป็นคุกที่กักขังใจเรา ทำให้ไม่โปร่งไม่โล่ง ขาดอิสระ

    ได้พิจารณาเห็นว่าขนมก็คืออาหารอย่างหนึ่ง ที่ทำจากแป้งและน้ำตาลผ่านกรรมวิธี ทำให้สูญเสียคุณค่าทางอาหารและพลังชีวิต ซึ่งเราต้องเสียเวลาทุนรอนและแรงงานมาปรุงแต่งเพื่อเสพ เมื่อได้เสพก็สุขแป็บเดียวไม่อยู่นาน ไม่ได้จำเป็นต่อร่างกายเลย แถมไม่ดีต่อสุขภาพ เป็นการเบียดเบียนต่อตนเอง ที่ต้องเสียเวลาหามาเพื่อสนองต่อความต้องการของตัวเอง แทนที่จะเอาเวลามาทำสิ่งดี ๆ และการงานที่เป็นประโยชน์ แถมเป็นแรงเหนี่ยวนำที่ไม่ดีอีก เอามามาก เอามาเกิน โลกก็ขาดแคลน เป็นวิบากร้ายดึงเรื่องร้ายมาสู่ตนเองและผู้อื่น

    เมื่อได้พิจารณาอย่างนี้ใจก็คลายจากความคิดฟุ้งซ่านอยากทำขนมกิน ใจกลับยินดีที่ได้เห็นกิเลสและได้ล้างกิเลส ฝืนไว้ได้กำไร สาธุ

  8. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ไม่ชอบใจที่พ่อบ้านจะไปเล่นแบตมินตัน
    วันนี้พอทำรายการอาหารเสร็จก็ได้รับรางวัลเลย พ่อบ้านมาบอกว่าเขาจะไปเล่นตีแบตกับเพื่อน เราเห็นอาการไม่พอใจของเราเป็นอย่างมาก ขอบคุณพ่อบ้านนะที่มาชี้ขุมทรัพย์ ทำให้เห็นว่าเรายังมีความยึดมั่นถือในใจเรา ยึดว่าถ้าเขาไม่เล่นจะสุขใจชอบใจ เราเห็นว่าการละเล่นเป็นอบายมุข แต่เขาก็อยู่ในโลกของเขาในฐานของเขา เราจะไปห้ามเขาได้อย่างไร เราต้องจัดการกับใจของเราดีกว่า ใจที่มีชอบชังอยู่ เป็นใจที่ไม่อุเบกขา ยังมีเงื่อนไขให้ใจเป็นทุกข์อยู่

    ทุกข์ ขุ่นใจ ไม่พอใจที่พ่อบ้านไปเล่นตีแบตมินตัน

    สมุทัย ไม่อยากให้พ่อบ้านไปเล่นแบตมินตัน ยึดว่าการละเล่นเป็นอบายมุข ไม่ชอบใจที่เขาไปเล่น

    นิโรธ ใครเขาจะเล่นแบตมินตันหรือไม่ก็ไม่ชอบชัง ให้ทุกคนเป็นอย่างที่เขาอยากจะเป็น เพราะทุกชีวิตต้องได้เรียนรู้วิบากดีร้ายด้วยตัวของเขาเอง

    มรรค เราเห็นกิเลสความชังของเรา เป็นสิ่งที่ไม่น่าได้น่าเป็นน่ามี ความยึดมั่นถือมั่นในใจเรา เป็นสิ่งที่เราควรที่จะจัดการเอาออกไปมากกว่า เราอยากให้พ่อบ้านเห็นอย่างที่เราเห็น เราเป็นขโมย จะไปเอาดีจากคนอื่น เป็นความคิดที่ไม่ดี ผิดศีล เราขอสำนึกผิด สารภาพผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม ตั้งจิตเลิกเอาดีจากผู้อื่น พ่อบ้านเขาก็มีวิบากของเขา เขามีกิเลสของเขา เราจะไปให้คนอื่นเป็นอย่างใจเราหมายไม่ได้ เราต้องปล่อยให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น วันใดวันหนึ่งในภายภาคหน้า เมื่อเขาเห็นทุกข์จนเกินทนเขาก็จะเลิกเอง แล้วเขาจะปฏิบัติธรรมสู่ความพ้นทุุกข์

    ตอนนี้เราขอทำนาเราดีกว่า กิเลสที่จะทำให้ใจเราขุ่นมัวเป็นกิเลสของเรา เกิดที่เราเพราะเรามีความเห็นผิด คิดผิด เราอยากได้ดังใจเราหมาย อยากได้มาก ๆ ก็ทำชั่วได้ทุกเรื่อง เราก็ต้องดับที่ใจของเรา เราต้องกล้ายินดีที่จะไม่เอาสุขสมใจอยาก ใครเขาจะทำอะไรไม่ใช่สุขทุกข์ในใจเรา ได้ใช้บททบทวนธรรม ข้อที่ 2 เราต้องรู้ว่าแต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน เราจึงควรประมาณการกระทำให้เหมาะสมกับฐานจิตของเราและฐานจิตของผู้อื่น คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อน ดีที่สุด

    สรุป พ่อบ้านก็ไปเล่นแบตมินตันกับเพื่อนเขา เราก็ไม่ได้ทุกข์ใจ แต่ได้บอกกับเขาว่าการละเล่นเป็นอบายมุข สิ้นเปลืองทุนรอนแรงงาน เป็นการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลือง เป็นแรงเหนี่ยวนำที่ไม่ดี เอามามาก ๆ ก็โลกขาดแคลน ทำให้เป็นภัยต่อตนเองและผู้อื่น

  9. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    เรื่อง ได้ประโยชน์จากผัสสะ

    เหตุการณ์ ตอนเช้าวันพฤหัสบดีที่ 05|08|2565 ได้มีผัสสะกับเพื่อน และได้เห็นพลังโกรธเป็นมวลสีดำอยู่ในอก มีกิเลสหลายตัวเกิดซ้อนขึ้นมาเยอะมาก เห็นแต่ล้างทันบ้างไม่ทันบ้าง มันเกิดขึ้นและตั้งอยู่นานพอสมควร แล้วมันก็ดับไป แต่มันก็จะขึ้นมาอีกเป็นระยะๆ และทำให้เราได้เกิดปัญญา และคำสอนของท่านอาจารย์ก็ได้ผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ และได้นำคำสอน ของพระพุทธเจ้าและท่านอาจารย์มาใช้ล้างกิเลสและดับทุกข์ ให้ใช้ปัญญาพิจารณาไตรลักษณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา รับแล้วหมดไป และเราได้เกิดปัญญาว่า ให้ยุ่งกับคนอื่นให้น้อยลง ให้พูดเท่าที่จำเป็น พูดมากผิดมาก พูดน้อยผิดน้อย เราตั้งศีลว่าจะพูดให้น้อยที่สุด แต่เราก็ทำไม่ได้เลย แต่พอมาเกิดผัสสะครั้งนี้ ทำให้เราได้คิด และเห็นประโยชน์ของการตั้งศีล ถ้าเราไม่ตั้งศีลอันนี้เราจะไม่เห็นกิเลสตัวโทษของการพูดมากเลย

    ทุกข์ ชังที่ชอบยุ่งกับเรื่องของคนอื่น

    สมุทัย ชอบที่จะไม่ยุ่งกับเรื่องของคนอื่น

    นิโรธ จะยุ่งกับคนอื่นหรือไม่ยุ่งกับคนอื่นก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค ตอนนี้เราตั้งศีลแล้วว่า จะพูดเท่าที่จำเป็นแล้วแต่เราก็ยังทำไม่ค่อยได้ และเราก็จะตั้งศีลใหม่ว่า จะยุ่งกับคนอื่นให้น้อยลง แต่เราก็ได้รับประโยชน์จาการมีผัสสะครั้งนี้ เรานำคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียวมาใช้คือเอาประโยชน์ให้ได้ทุกสถานการณ์ คือได้ใช้วิบาก ได้เห็นทุกข์ ได้รู้ทุกข์และได้ดับทุกข์ รับแล้วหมดไป และได้เกิดปัญญารู้ว่า การพูดมาก และการยุ่งกับคนอื่นมากจะทำให้เกิดทุกข์

    สรุป เอาประโยชน์ให้ได้ทุกสถานการณ์ แม้พบทุกข์ก็หาสุขได้

  10. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    การบ้านอริยสัจสี่ วันเสาร์ ที่10|08|2565

    เรื่อง รับแล้วหมดไป

    เหตุการณ์ วันศุกร์ที่ 05082565 ได้กินผัดหมี่เตี๊ยวเข้าไป 2 ชามในตอนเช้า และเมื่อประมาณ 11 am นั่งแล้วรู้สึกเจ็บปวดก้น หลังจากนั้นอีกไม่นาน รู้สึกบ้านหมุน เวียนหัวมาก เลยลงนอน พอนอนและหลับตา รู้สึกบ้านหมุน หัวหมุนอย่างแรง เหมือนจิตจะออกจากร่าง เมื่อ ลืมตา และขยับตัวเมื่อไหร่ทรมานมากเลย เวียนหัว คลื่นไส้มากๆ เลยต้องนอนหลับตา ไม่อยาก กระดุกกระดิกตัวเลย เกิดกิเลสหลายตัวเข้ามาแต่ก็ฆ่าได้บ้าง กลัวตาย อยากหาย คิดว่าจะหายเมื่อไหร่ พรุ่งนี้จะหายไหม กลัวไปทำงานไม่ได้ เพื่อนๆได้มากัวซาให้ หลังจากนั้นหนาวมากเพราะใช้ยาหม่องเย็น แต่ก็ไม่ได้บอกใคร เพราะไม่อยากแม้แต่จะพูด จะขยับเขยื้อน และจิตก็ได้ไปคิดถึง ตอนที่ไปทำมุ้งป้องกันนก และเวลามีนกเข้าก็เข้าไปจับนก แล้วเอาใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงและรูดซิบไว้ และจับนกตัวต่อไปหรือบางครั้งก็ซ่อมรอยรั่วก่อน แล้วจึงเอานกมาใส่กรง ตอนที่เราทำเราก็รู้สึกว่านกเขาจะอึดอัดไหม อีกจิตนึงก็บอกว่า ไม่อึดอัดหรอก กางเกงมันนิ่ม แต่จิตก็บอกว่าวิบากนี้แหละ ก็ได้นอน ใช้ญาณเจ็ดพระโสดาบัน สำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ เต็มใจรับโทษ ขออโหสิกรรม ตั้งจิตหยุดสิ่งไม่ดี จะทำแต่สิ่งที่ดี ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น แต่ตอนนอนก็ได้ประโยชน์มากคือได้มีสติฟังพี่น้อง ป เอก พูดเรื่องเขียนวิทยานิพนธ์ และก็ได้พิจารณาใช้บททบทวนธรรม อริยสัจสี่ และคำสอนของพระพุทธเจ้า และท่านอาจารย์หมอเขียวมาฆ่ากิเลส ว่า อย่าโกรธ อย่ากลัวเป็น อย่ากลัวตาย อย่ากลัวโรค อย่าเร่งผล อย่ากังวล อยู่ก็ได้ ตายก็ได้ หายก็ได้ไม่หายก็ได้ หายตอนนี้ก็ได้ หายตอนไหนก็ได้ชั่งหัวมัน จิตนิ่งมากเลย อยู่กับปัจจุบันได้มากที่สุด พอตอนเย็นเพื่อนมาพาไปนอนห้องพยาบาล แต่ยังเวียนหัวอยู่ เพื่อนบอกจะช่วยกันหิ้วไปห้องพยาบาล ก็เลยฝืนลุกขึ้นแต่ยังลืมตาไม่ได้ พอขยับตัวลุกขึ้น เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียนออกมา อย่างแรง

    ทุกข์ ชังที่เวียนหัว

    สมุทัย ชอบที่จะไม่เวียนหัว

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังจะเวียนหัวหรือไม่เวียนหัว

    มรรค เราก็ได้ประโยชน์ จากการเวียนหัวครั้งนี้ คือได้ฟังการบรรยายเรื่องการเขียนวิทยานิพนธ์ของพี่น้อง ป เอก และได้มีสติอยู่กับปัจจุบันมาก ได้ใช้สติพิจารณาเวทนา และได้ใช้อริยสัจสี่ฆ่ากิเลสได้ ได้ชดใช้วิบาก รับแล้วหมดไป และก็ได้ใช้ญาณเจ็ดพระโสดาบัน สำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม ตั้งจิตหยุดสิ่งไม่ดี ทำแต่สิ่งที่ดี ช่วยหรือเกื้อกูลผู้อื่นค่ะ

    สรุป เราได้นำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และของท่านอาจารย์หมอเขียว มาใช้ได้คือ แม้ตกทุกข์ก็ยังหาสุขได้ เอาประโยชน์ให้ได้ทุกสถานการณ์ ยินดีให้ได้ทุกเรื่องค่ะ กราบขอบพระคุณ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านอาจารย์หมอเขียว และขอบพระคุณพี่น้องหมู่กลุ่มที่มาช่วยทบทวนธรรมและสนนาธรรม กันบ่อยๆ

  11. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    อริยสัจสี่ วัน พฤหัสบดี ที่ 18|08|2565

    เรื่อง ปรุงอกุศล

    เหตุการณ์ ตอนนี้ได้ตามดูการเกิดความคิด และความปรุงแต่งของกิเลส และได้พบว่า การที่จะเกิดสักกายทิฏฐิ นั้น ได้ เกิด สัญญา เกิดขึ้นแล้วมีจิตเข้าไปจับ แล้วหลังจากนั้นก็มีการสังขาร เกิดขึ้น มีทั้งสังขารที่เป็น กุศล และเป็น อกุศล วันแรกๆที่เราเห็น เราได้เห็นว่า วันนั้นมีการสังขารเป็น อกุศล เกือบทั้งวัน ปรุงชั่ว เยอะมาก พร้อมที่จะมีเรื่องกับทุกคนเลย เลยเกิดอาการเหนื่อยใจและทุกข์มาก แต่หลังจากนั้นเราก็ได้สติ และเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านอาจารย์หมอเขียว และหมู่มิตรดี มาพิจารณาว่า ให้ยินดีให้ได้ทุกสถานการณ์ หรือเอาประโยชน์ให้ได้ทุกเรื่อง คือ ให้เรายินดีที่ได้เห็นกิเลสตัวนี้ เราจะได้ใช้อริยสัจสี่ ลด ละ เลิก ให้หมดไป

    ทุกข์ ชังที่ปรุงชั่ว(อกุศล)

    สมุทัย ชอบที่จะปรุงดี (กุศล)

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังว่าจะปรุงชั่วหรือปรุงดี

    มรรค เมื่อเกิดการ สังขารอกุศล (การปรุงชั่ว)เราต้องยินดี ที่ได้เห็นเขา และได้ใช้ปัญญาใช้อริยสัจสี่ ลด ละ เลิก ล้างกิเลสตัวนี้ไปเรื่อยๆ

    สรุป ไม่ว่าจะเกิดการสังขาร อกุศล หรือ กุศล เราก็ไม่ทุกข์ เพราะเรามีวิชาการล้างทุกข์ด้วยอริยสัจสี่ ของพระพุทธเจ้า และท่านอาจารย์หมอเขียวนำมาสั่งสอน

  12. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    การบ้านอริยสัจสี่ วันพุธที่ 25|08|2565

    เรื่อง เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม

    เหตุการณ์ ได้มีอาการป่วย ปวดหัวข้างเดียว คลื่นไส้ อยากอาเจียน มาหลายวัน เห็นว่าจิตทุกข์ ห่อเหี่ยว เศร้าหมอง ก็พยายามทำใจให้ยินดีเมื่อเห็นร่างกายป่วย แต่ก็ทำยากมาก มันเหนื่อยเพลีย ไม่มีแรง กลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ เพราะปวดหัว ก็ทำการกัวซา ก็ดีขึ้นนิดหน่อย ก็กินน้ำเยอะๆ ก็เลยต้องตื่นฉี่บ่อยมาก เราก็รู้ว่าสาเหตุที่ป่วยนี้มาจากกิเลสการเสพอาหาร ตอนกินมันชอบมันเลยหยุดไม่ได้ ทั้งๆที่รู้ว่าเรากินของเผ็ดร้อนไม่ได้ เช่นขิง หอม กระเทียม พริกไทย พริก แต่ตอนกินกิเลสเขาหลอกว่า โอกินแล้วสดชื่น ได้พลัง สงสัยร่างกายขาดและต้องการ เลยกินมา 2-3 วัน ได้เรื่องเลย หลังจากนั้น มีอาการนี้เลย ทำอย่างไรก็ไม่หาย ต้องรอให้พิษเขาหมดไปเอง พอมาวันนี้ตอนตีสาม ได้ฟังธรรมมะท่านอาจารย์ ได้สภาวะธรรมตรงมากๆเลย คือ กิเลสมันบางทีก็เบื่อๆ บางทีก็อยากๆ (เรื่องกิน) ถ้าชอบได้มาก็กลัวจะหมดไป ยังไม่ได้ก็อยากได้มา ถ้าชังก็ไม่อยากได้มา ได้มาก็อยากให้หมดไป พอมันอิ่มมันก็รู้สึกเบื่อๆ พอนานๆไปมันก็รู้สึกอยาก เห็นสภาวะนี้มานานพอสมควร มันสลับไปสลับมา วันนี้ได้ฟังธรรมจากอาจารย์ซ้ำอีก ก็มีพลังที่จะ ใช้ปัญญา ลด ละเลิก กิเลสขึ้นมาทันที

    ทุกข์ ชังที่ป่วย

    สมุทัย ชอบที่จะไม่ป่วย

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชัง เมื่อรู้สึกป่วยหรือไม่ป่วย

    มรรค เมื่อเราป่วย เราก็เห็นทุกข์ เมื่อเราเห็นทุกข์เราก็จะหาทางออกจากทุกข์ อย่างเราป่วยครั้งนี้เราก็รู้ว่าสาเหตุมาจากความอยาก ความชอบชัง เราก็เกิดปัญญา และเกิดพลัง ที่จะออกจากทุกข์

    สรุป เมื่อเห็นทุกข์จึงเห็นธรรม

  13. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์

    ต้นมะเขือเทศตายแล้ว
    เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ท่านสมณะได้ส่งมะเขือเทศมาให้เกือบ 2 กิโล ท่านแจ้งว่าให้เอาไปกิน ลูกไหนเสีย ก็เอาไปปลูก เอและพ่อบ้านก็แบ่งหน้าที่กัน เอจัดสรรมะเขือเทศไปทำกับข้าว พ่อบ้านไปปลูก ผ่านมาหลายเดือน ต้นมะเขือเทศติดดอกสะพรั่งเต็มทั้ง 2 ต้น เอเฝ้ารอจะเก็บลูกมะเขือเทศมากิน รอไป ดอกก็ร่วงไป ไม่ติดลูกซักที จนเข้าหน้าฝน ฝนตกหนักมาหลายเดือน จนวันหนึ่ง มะเขือเทศต้นหนึ่ง ราขาวขึ้นที่ราก ลามไปเยอะมาก วันรุ่งขึ้น ต้นเหี่ยวเฉาตายไป เหลือต้นใหญ่อีกต้นไว้ ต้นใหญ่ติดลูกพอดี เอก็รอ จนเมื่อสองวันก่อน ฝนตกติดต่อกันทุกวัน และแล้วเหตุการณ์เดิมก็เกิดขึ้น ราขาวขึ้นที่รากและต้นก็เหี่ยวเฉาไป ลูกมะเขือเทศโตแค่ปลายก้อยก็ตายไป

    ทุกข์ เศร้าใจ เสียดายที่ต้นมะเขือเทศสองต้นใหญ่ตายไป
    สมุทัย อยากให้ต้นมะเขือเทศปลอดภัย ไม่ตาย ออกดอกออกผลให้ได้กิน
    นิโรธ ต้นมะเขือเทศจะปลอดภัยก็ไม่ต้องชอบ ต้นมะเขือเทศจะตายก็ไม่ต้องชัง
    มรรค มองเห็นความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งที่ขัดแย้งกับความยึดความหวังของเราเอง ทุกสิ่งอย่างมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ความยึด ความอยากของเราที่อยากให้มะเขือเทศติดลูก มะเขือเทศต้องแข็งแรง มะเขือเทศต้องไม่ตาย นั่นไม่ยอมดับไป ทำให้ใจเราทุกข์ เราเศร้า
    การที่ต้นมะเขือเทศรากเน่า เพราะเชื้อราก็เป็นปกติของต้นไม้ที่สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นไปตามธรรมชาติ ถึงรากมันไม่เน่า วันใดวันหนึ่ง ต้นมะเขือเทศก็ย่อมเสื่อมสลายตายไปตามเวลา เหมือนกับทุกข์ใจที่เกิดขึ้นกับเรา เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็มองลงไปให้เห็นความไม่เที่ยงของทุกข์ มันเกิดขึ้นได้ ตั้งอยู่ได้ แล้วมันก็ดับไปได้เช่นกัน ยิ่งเราไม่เอาความอยาก ความยึดของเราไปจับไว้ ทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้นเช่นกัน
    สรุป เอต้องขอบใจต้นมะเขือเทศสองต้นนี้ ที่มาให้เอได้เห็นความปกติของธรรมชาติ  เอเรียนรู้ว่าวิธีการแก้ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปลูกใหม่ หรือ ไปตลาดซื้อมะเขือดทศ เพราะนั่นแก้ที่เหตุการณ์ ไม่ได้แก้ที่ทุกข์ใจ ดังนั้นหากมีเหตุการณ์ใกล้เคียงกันเกิดขึ้นในอนาคต ต้นมะเขือเทศสองต้นนี้ก็จะเป็นครู เป็นประสบการณ์ที่เอได้เรียนรู้ฝึกฝน เพื่อฝึกวางใจให้ไร้ทุกข์

  14. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว))

    จะบันทึกเสียงกี่รอบ ก็ยินดี
    เมื่อวันก่อน ขณะที่กำลังจะเตรียมบันทึกเสียงรายการข่าว ก็เช็คว่าสภาพรอบตัวไม่มีเสียงรบกวนแล้ว จึงเริ่มบันทึกเสียง พอบันทึกไปได้ประมาณครึ่งทาง คู่สามีภรรยาข้างบ้าน ก็ทะเลาะกันเสียงดัง เอก็หยุดบันทึกเสียง รอจนเค้าหยุดทะเลาะกัน จึงเริ่มบันทึกเสียงใหม่ ขณะที่กำลังบันทึกเสียงครั้งที่สองได้ไปเกือบเท่าเดิม สามีของข้างบ้านก็บิดมอเตอร์ไซค์เสียงดังแล้วก็ขี่ออกไป เอก็หยุดบันทึกเสียงอีกครั้ง สองครั้งแล้วนะ เอคิด หลังจากรออีกซักพัก ไม่น่าจะมีเสียงอะไรรบกวนอีกแล้ว ก็เลยเริ่มบันทึกเสียงรอบที่สาม รอบนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี

    ทุกข์ รำคาญใจทำไมต้องมาทะเลาะกันตอนนี้ ทำให้เอเสียเวลาบันทึกเสียง

    สมุทัย อยากให้บันทึกเสียงสำเร็จเรียบร้อยดีตั้งแต่ครั้งแรก

    นิโรธ ไม่ว่าจะบันทึกเสียงหนึ่งครั้ง หรือ อีกกี่ครั้ง ก็ใจไร้ทุกข์

    มรรค มองเห็นความรำคาญใจที่เกิดขึ้นเล็กน้อย ที่เกิดจากความใจร้อนอยากทำงานให้เสร็จเร็ว เสร็จในครั้งเดียว ซึ่งในความจริงไม่มีอะไรสมบูรณ์ ทุกอย่างพลาดได้ พร่องได้ ถึงไม่มีเสียงสามีภรรยาข้างบ้านทะเลาะกัน เสียงมอเตอร์ไซค์ ก็อาจมีเสียงอื่นๆ เหตุอื่นๆ หรือแม้กระทั่งเราอ่านออกเสียงผิดเองก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่พอเหตุการณ์เกิดเพราะคนอื่น ความเคยชินเดิมๆ จะพาให้เราไปคิดเพ่งโทษ รำคาญคนอื่น แต่ในครั้งนี้เราไม่ได้คิดเพ่งโทษ ถือสาใครเลย เรายินดีที่เห็นวิบากมาให้เราได้ชดใช้ แม้ครั้งที่ 1 ชดใช้แล้วด้วยใจไร้ทุกข์ วิบากก็ทดสอบเราอีกเป็นครั้งที่ 2 ว่าเราใจไร้ทุกข์ได้จริงไหม และเมื่อใจเรายืนยันว่าไร้ทุกข์ และยินดีชดใช้ การบันทึกเสียงครั้งที่ 3 จึงสำเร็จไปด้วยดี

    สรุป เหตุการณ์นี้ทำให้เอได้เห็นความต่างของตัวเองจากอดีตกับปัจจุบัน ถึงความใจร้อน หงุดหงิด ขี้รำคาญ เปลี่ยนเป็นใจเย็นลง ไม่โวยวาย เพราะการเชื่อชัดในวิบากกกรรม การยินดีชดใช้ในสิ่งที่เราเคยทำกับผู้อื่นมา ทำให้ทุกข์ใจสลายไปอย่างง่ายดาย ขอบคุณเหตุการณ์นี้ทำให้เอได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น

  15. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ไม่มีใครผิดต่อเรา
    จะไปอาบน้ำ เห็นเหยือกน้ำอยู่บนโต๊ะเลยเอาน้ำไปต้มอาบ พ่อบ้านตะโกนเสียงดัง เราฟังว่าน้ำกรอง (เอาไว้ดื่ม) พอเราได้ยินดังนั้นเลยเทน้ำจากเหยือกใส่ขวดน้ำดื่ม พ่อบ้านว่าทำไมเทน้ำไม่ได้กรองใส่ขวดน้ำดื่ม แล้วก็ว่าเราว่าเธอก็น่าจะรู้ว่าน้ำในเหยือกยังไม่กรอง เห็นใจเริ่มขุ่นขึ้น จึงได้เงียบเสียงลงไม่ได้โต้ตอบกับพ่อบ้าน หันมาจัดการกับกิเลสตัวเอง กิเลสมันบ่นในใจว่าก็ฉันรู้ว่าน้ำในเหยือกไม่ได้กรองจึงจะเอาไปต้มอาบไง พ่อบ้านเห็นเราเงียบเสียงจึงกล่าวขอโทษเรา ก็เลยบอกท่านว่าไม่ใช่ความผิดของใครหรอกเป็นการเข้าใจผิด ฉันเองก็ฟังผิด

    ทุกข์ ขุ่นใจ ไม่ยินดี

    สมุทัย ไม่อยากให้พ่อบ้านตะโกนว่าเรา ชอบใจถ้าพ่อบ้านพูดด้วยดี ๆ

    นิโรธ พ่อบ้านจะพูดดีหรือพูดไม่ดีก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค เมื่อพิจารณาเห็นว่าไม่ชอบน้ำเสียงของพ่อบ้านเลย ถ้าเป็นเมื่อก่อนล่ะก็สวนหมัดไปแล้ว คราวนี้เห็นอาการขุ่นใจจึงหันมาบอกกิเลสเงียบไปเลยแก เราไปหลงยึดว่าพ่อบ้านต้องพูดอย่างที่ใจเราต้องการ คือพูดดี ๆ ดีนะที่พ่อบ้านตะโกนใส่เราไม่งั้นฉันไม่เห็นแกแน่ ฉันไม่โกรธพ่อบ้านหรอก ท่านหวังดีกลัวว่าเราจะดื่มน้ำไม่ได้กรอง ท่านไม่รู้ว่าเรากำลังจะต้มน้ำอาบไง จึงรีบตะโกนมาบอก แต่เราก็ฟังผิดเอง เลยเข้าใจผิดไป

    ไม่มีใครผิดต่อเรา เราเท่านั้นที่ผิดต่อเรา ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ ได้ชดใช้วิบากร้ายที่เราเคยพลาดทำมา เราเคยทำไม่ดีมา เคยตะโกนใส่ผู้อื่นมา เราทำมามากกว่านั้นด้วย ใจก็คลายความขุ่นใจลง ยินดีที่ได้เห็นกิเลสและหยุดได้เร็วกว่าแต่ก่อน แต่ดีกว่านี้ยังมีอีกจะพากเพียรต่อไปค่ะ สาธุค่ะ

  16. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์

    กินผัดไทใส่ไข่ดีไหม
    วันก่อนมีญาติธรรมโทรมาแจ้งว่าจะขึ้นบ้านใหม่ มีสมณะอโศกมา 2 รูป ถ้าสะดวกให้มาช่วยกันทำอาหารถวายสมณะด้วย เราก็ตอบรับด้วยความยินดี พอไปถึงก็ถามว่ามีเมนูอะไรบ้าง หนึ่งในเมนูที่เจ้าภาพบอกมาคือ ผัดไท ซึ่งเป็นอาหารโปรด ใจก็ยินดี ระหว่างที่เตรียมเมนูส้มตำอยู่ ก็สังเกตว่าแม่ครัวต่อยไข่ใส่อ่างผสมหลายฟอง ใจก็เริ่มคิดว่า “เอ๊ะ ท่านสมณะไม่ฉันเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ทำไมวันนี้ถึงมีการใช้ไข่ด้วย ” แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป ซักพักก็มีคนถาม แม่ครัวจึงตอบว่า เตรียมไข่ไว้ใส่ในผัดไท สิ้นคำตอบของแม่ครัว ก็มีเสียงกระซิบ 2 เสียงในหัวทันที ว่า “กินหรือไม่กินผัดไทดีน้อ”

    ทุกข์ ใจลังเลว่ากินผัดไทที่ใส่ไข่ หรือ จะไม่กินผัดไทใส่ไข่ดี หรือ จะบอกแม่ครัวดีว่า เราไม่กินไข่แล้ว ผัดแยกด้วยได้ไหม

    สมุทัย อยากกินผัดไทที่ไม่ใส่ไข่ ชอบถ้าได้กินผัดไทแบบที่ตัวเองชอบและไม่ผิดศีล

    นิโรธ แม่ครัวจะทำผัดไทใส่ไข่ และ เราไม่ได้กินผัดไท ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค พิจารณาความจริงตามความเป็นจริง ว่าการกินเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เป็นการผิดศีลข้อ 1 พิจารณาให้เห็นลีลาของกิเลสที่พยายามหลอกล่อว่า เจ้าภาพเค้าทำเลี้ยง กินนิด กินหน่อย เจ้าภาพจะได้ไม่เสียกำลังใจ กินแบบเขี่ยๆ เอาก็ได้ จะไปบอกให้เค้าทำแบบไม่ใส่ไข่ ก็จะสร้างความลำบากกับแม่ครัว ระหว่างที่กิเลสบอกถึงข้อดีของการกินผัดไทใส่ไข่ จิตพุทธะก็ถามกลับไปว่า เพราะเราแข็งแรงดีอยู่ใช่ไหม เลยคิดว่ากินนิด กินหน่อย ผิดศีลไม่ถึงตาย แต่ถ้าเราป่วยหนัก กินไข่แล้วจะต้องตาย จะยังยอมกินนิด กินหน่อย กินแบบเขี่ย อีกไหม กิเลสก็ว่า ถ้าแบบนั้น ไม่กินเด็ดขาด อาหารอย่างอื่น ข้าว ผักสด ผลไม้ ส้มตำ เกลือ มีอยู่เต็มโต๊ะ เรากินของแบบนั้นก็ได้ ไม่ผิดศีล ไม่สร้างวิบากใหม่ และร่างกายแข็งแรง ในเวลานั้น เราล้างความอยากกินด้วยการชี้ให้เห็นโทษของการมีกิเลส เพราะมีความอยากกิน ถึงกับยอมเสียสัตย์ เสียศีล ที่เพียรทำมา ทั้งๆ ที่อาหารที่เรากินได้มีอีกมากมาย อีกทั้งอาจารย์หมอเขียวได้สอนว่า “บำเพ็ญศีล ต้องรักษาศีลยิ่งชีวิต ยอมเสียชีพ แต่ไม่ยอมเสียศีล” เมื่อพูดคุยจนกิเลสสลาย ความลังเลสงสัยก็หมดไป ไม่อยากกินผัดไทใส่ไข่ได้อย่างยินดี

    สรุป สุดท้ายแม่ครัวก็ทำผัดไท 2 แบบ คือ แบบมีไข่ และ ไม่มีไข่สำหรับท่านสมณะ ตอนหลังเลิกงานเพื่อนก็มาบอกว่ามีผัดไทเหลือ เอาใส่ถุงกลับบ้านไปกินซักหน่อยไหม เราก็เห็นแล้วว่าแม่ครัวเอาผัดไท 2 หม้อรวมกันแล้ว เราก็ตอบกลับไปว่า ไม่เป็นไรค่ะ ตั้งศีลไม่กินไข่ไว้ เพื่อนก็ว่ากินโดนนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอก เราก็ตอบกลับไปอย่างยินดีว่า ขอบคุณนะคะ แบ่งให้ท่านอื่นที่เค้ากินได้ จะได้ประโยชน์กว่า ตอนนี้เสียงในหัวเราเหลือเสียงเดียวแล้ว ว่าวันนี้เรามาบำเพ็ญ ไม่ได้มาทำผิดศีล บำเพ็ญด้วยใจผาสุก

  17. ประพันธ์ โพธิ์คำ เท่ ใจถึงศีล กล้าจน

    เนื้อเรื่อง เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กันยายา พ.ศ.2565 ตั้งแต่เวลาประมาณ 15.00 นาฬิกา ได้เริ่ม
    มีอาการปวดฟันซี่ที่เป็นเขี้ยวข้างขวามือและลุกลามไปยังซี่อื่นๆ จนกระทั่งถึงเวลา
    ประมาณ 21.30 นาฬิกาซึ่งเป็นเวลาใกล้จะเลิกงาน จึงได้สังเกตุเห็นว่าใบหน้าซีกขวามือ
    บริเวณร่องจมูกและแก้มเริ่มมีอาการบวมขึ้นแต่ไม่มากนัก เมื่อเดินทางกลับถึงบ้านแล้ว
    ร่างกายเริ่มมีอาการไข้หนาวสะท้านเล็กน้อย จึงได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเพ่อนอนพักผ่อน
    จนกระทั่งรุ่งเช้า(วันเสาร์ที่ 3 กันยายน 2565) ตื่นขึ้นจึงได้รู้ว่าใบหน้าซีกขวามือบวมขึ้น
    มากกว่าวันก่อน แต่อาการปวดเหงือก รากฟัน ลดลงเล็กน้อย ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าว
    ได้ทำการรักษาด้วนการอมน้ำสมุมไพรในตัว ส่วนใบหน้าส่วนที่บวมนั้นใช้น้ำมันเขียวชะโลม
    และยาหม่องฤทธิ์เย็นทา ในช่วงเวลาที่เกิดอาการตึงใบหน้า เพื่อลดอาการบวม และทำการ
    สวนล้างลำไส้ใหญ่เพื่อลดพิษร้อนในร่างกายด้วยน้ำสมุนไพรในตัว จนกระทั่งตื่นนอนใน
    ช่วงเวลาประมาณ 4.30 นาฬิกาของวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ.2565 ได้เข้าห้องซูม
    มีตติ้ง ซึ่งตรงกับช่วงอ่านบททบทวนธรรมและแบ่งปันประสบการณ์ในการนำบททบทวน
    ธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน ในช่วงที่ตัวเองแบ่งปันประสบการณ์ในการใช้บททบทวนธรรม
    ในการดูแลรักษาอาการที่ตัวเองป่วยอยู่นั้น มีความรู้สึกว่า สวมแว่นแล้วไม่ตึงตรงส่วนขอบ
    ตาด้านล่าง จึงได้รู้ว่าอาการบวมที่ใบหน้าลดลงอย่างมากมาย แต่อาการไข้ที่เกิดจากอักเสบ
    นั้นก็ลดลงด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังคงมีอาการหนาวในบางคราวที่กระทบกับความเย็นตรงช่อง
    ปรับอากาศและเจ็บปวดเวลาเอาอาหารใส่ปาก จะรู้สึกตึงรมฝีปากบริเวณที่มีอาการบวม
    แต่โดยรวมแล้วอาการต่างๆดีขึ้นมากและสามารถกินข้าวต้มได้มากขึ้นกว่าวันก่อนๆ ที่กิน
    ได้เฉพาะน้ำข้าวต้มผสมเกลือ ซึ่งเหตุการณ์เจ็บป่วยนั้นเป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ พยาธิทุกข์
    (ทุกข์จากความเจ็บป่วย) แม้จะเป็นอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น ก็เป็นเพียงอาการเจ็บป่วยที่
    ร่างกาย

    การใช้อริยสัจ ๔ และ มรรคมีองค์ ๘ เพื่อปรับสภาวะของใจและรักษาอาการเจ็บป่วยทาง
    กาย ที่เกิดขึ้น:-

    ๑-อริยสัจ ๔
    ๑.๑-ทุกขอริยสัจ(รู้แจ้งทุกข์) คือ ความวิตก ความกังวล หวั่นไหว ที่ไม่สามารถจะทำงาน
    ตามปกติและทำกิจกรรมอื่นๆในสวนหลังบ้าน ช่วงเช้า ก่อนจะไปทำงานตามปกติ

    ๑.๒-ทุกขสมุทัยอริยสัจ(รู้แจ้งเหตุให้เกิดทุกข์ ) คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่
    ความอยาก ที่ไม่ต้องการให้เกิดอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย ที่เหงือก รากฟัน เส้น
    ประสาทฟัน แก้มซีกขวามือ ไม่ชอบและชังที่มีอาการป่วย

    ๑.๓-ทุกขนิโรธอริยสัจ(รู้แจ้งความดับทุกข์ ) คือ สภาพแห่งความดับทุกข์ ได้แก่
    การระลึกได้ว่า ทำใจ ชอบใจจะไปทำงานไม่ได้ก็ไม่เป็นไร จะลงจากบ้านไปทำสวน
    หลังบ้านไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ชังที่ไปทำงานไม่ได้ ไม่ชังที่ไม่สามารถลงไปทำกิจกรรม
    ในสวนหลังช่วงเช้าไม่ได้

    ๑.๔-ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ(รู้แจ้งข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ )
    วิธีปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ คือ มรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ
    สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
    เมื่อร่างกายของเราป่วย ตัวของเราก็จะได้เห็น ได้เรียนรู้ แก้ไข ปรับเปลี่ยนทั้งทุกข์
    กายและทุกข์ใจ เมื่อตัวของเราเห็นทุกข์ ก็จะปฏิบัติตัวเพื่อหาทางให้หลุดพ้นจากทุกข์กาย
    ทุกข์ใจ และการที่เราป่วยในครั้งนี้ ทำให้ตัวของเรารู้ว่า สาเหตุมาจากกิเลส ความอยาก
    ความชอบชัง และทำให้เกิดปัญญา แนวทาง และ มีพลัง ในการที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ดังกล่าวมา

  18. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ยินดีได้มั้ยไม่ได้ดังใจนะ
    ขณะนั่งรับฟังการบ้านนักศึกษาคุณป้าท่านหนึ่งอยู่ ในขณะที่ท่านกำลังพูดก็มีพี่ท่านหนึ่งมาพูดแทรกท่าน เราเกิดอาการขัดใจ ไม่ยินดี อยากให้พี่ท่านนั้นหยุดพูดแทรกคุณป้าเสียที เห็นอาการกิเลสความอยากได้ดังใจหมายของเรา จึงได้บอกกิเลสว่าแกต่างหากล่ะที่ควรหยุด หยุดอยากได้ดังใจ หยุดอยากได้ดีจากคนอื่นเสียที แล้วคำพูดของอาจารย์ก็เข้ามา ยินดีได้มั้ยไม่ได้ดังใจนะ ทำใจในใจอยู่สักพัก ยิ้มออกค่ะ

    ทุกข์ รู้สึกขัดใจ ไม่ยินดี

    สมุทัย อยากให้พี่ท่านนั้นหยุดพูดแทรกคุณป้า ยึดว่าถ้าพี่ท่านไม่พูดแทรกจะสุขใจชอบใจ

    นิโรธ พี่ท่านนั้นจะพูดแทรกหรือไม่พูดแทรกก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค เมื่อพิจารณาเห็นความอยากได้ดังใจหมายของเรา เป็นทุกข์ พอไม่ได้เราก็เกิดอาการขัดใจ ใจไม่ยินดี ใจไม่ยินดีก็ตกนรกเร้าร้อนเดือดเนื้อร้อนใจ เราเบียดเบียนตนเองผิดศีลข้อ 1 ไม่มีใครทำดีทำร้ายให้เราได้นอกจากเราเท่านั้น เราทำใจโง่ ๆ ทุกข์ ๆ ให้เราเอง แล้วเราจะยังโง่ไปอยากได้ดีจากผู้อื่นอีก อยากได้มาก ๆ ทำชั่วได้ทุกเรื่อง เราทำตัวเป็นขโมยผิดศีลข้อ 2 จะเอาดีเอากุศลที่ไม่ใช้ของเรา กุศลของเราเวลานี้คือยินดีฟังที่พี่เขาพูดแทรกคุณป้า ยินดีที่เราได้ชดใช้วิบากที่เราเคยพลาดทำมา เราเองก็เคยเป็นมา เคยส่งเสริมมาทั้งนั้น ขอโทษ ขออโหสิกรรม ตั้งใจหยุดความอยากได้ดังใจ หยุดอยากเอาดีจากผู้อื่น ซึ่งเป็นสุขลวงสุขหลอกสุขไม่มีจริง

    พอเราพิจารณาก็เห็นความจริงตามความเป็นจริง ความอยากได้ดังใจหมายลดลง เปลี่ยนเป็นความยินดีแม้ไม่ได้ดังใจแทน เห็นความไม่เที่ยงของความอยากได้ดังใจหมาย ที่ลดลงและจางคลายไปในที่สุด

    กราบขอบคุณคำสอนของอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน “เป็นสุขได้มั้ย ไม่ได้ดังใจนะ” ขอบคุณเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่ทำให้เราได้เห็นกิเลสและได้ล้างกิเลสความอยากได้ดังใจของเรา สาธุค่ะ

  19. สมทรง นาคแสงทอง

    เรื่อง กลัวการเขียนอริสัจ 4 ผิดพลาด
    เมื่อมีกิจกรรมที่ต้องเขียนอริยสัจ 4 กับหมู่กลุ่มในการเรียนสถาบันวิชชาราม เนื่องจากไม่ได้ฝึกฝนการเขียนมานาน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจกลัวเขียนอริยสัจ 4 ผิดพลาด

    (ทุกข์) กลัว ไม่มั่นใจ

    (สมุทัย)อยากเขียนอริยสัจ 4 โดยไม่ผิดพลาด

    (นิโรธ) จะเขียนอริยสัจ 4 ผิดพลาดหรือไม่ผิดพลาด ใจเป็นสุข

    (มรรค)หนทางเดินสู่ความพ้นทุกข์ ล้างความกลัวด้วยความกล้า กล้าลงมือเขียนการบ้านอริสัจ 4 พอได้เขียนแล้วจิตใจโล่งโปร่งสบายใจเบิกบานด้วยงานใน ไม่ยึดมั้นถือมั่นว่าจะเขียนดีก็ได้ ผิดพลาดก็ได้ ใจก็เป็นสุข
    ========================
    13 กันยายน 2565 เขียนการบ้านอริยสัจ 4 ส่งเพื่อฝึกฝนขัดเกลากิเลส อย่างมีปัญญาที่พาพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
    ///ชื่อ สมทรง นาคแสงทอง ///(ชื่อทางธรรมพ้นทุกข์)(ชื่อเล่นติ๋ม)อายุ 67ปี อริยปัญาตรีปีที่ 4 หลักสูตร 7 ปี สถาบันวิชชาราม กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์หมอเขียว(ดร.ใจเพชร กล้าจน) อนุโมทนาสาธุในทุกๆกุศลค่ะ สาธุ

  20. ประพันธ์ โพธิ์คำ เท่ ใจถึงศีล กล้าจน

    สภาวธรรมประจำสัปดาห์ ณ วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ.2565
    ชื่อเรื่อง ไม่ได้ดั่งใจอยาก
    เนื้อเรื่อง หรือ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่อังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ.2565(เวลา
    ท้องถิ่นของเมือง Mesquite (Dallas) Texas USA) เวลาประมาณหนึ่งทุ่มสามสิบนาที
    ซึ่งอยู่ในช่วงที่ตัวของเราเริ่มจะส่งการบ้านในรายการพุทธชนะทุกข์ เรื่อง แต่ละคนมีฐาน
    จิตที่แตกต่างกัน นั้น ได้ร้องขอให้คุรุเอ และคุรุชุน นำข้อมูลการบ้านที่ส่งลงในโปรแกรม
    ไลน์ห้องพุทธชนะทุกข์ นั้น ได้เกิดเหตุอันไม่พึงปรารถนา ของเราเอง นั่นก็คือ เครื่องแล็ป
    ท๊อปของเราที่ใช้ในการเข้าร่วมประชุมโปรแกรมห้องซูมมีทติ้ง ห้องอปริหานิยธรรม เกิดการ
    แช่แข็ง แน่นิ่ง รวน ไม่ทำงานให้ตอบสนองการทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ นิ่งสนิท ไม่สอด
    คล้องกับคุรุทั้งสองและบุคคลอื่นๆในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ไม่ได้ดั่งใจเรา ไม่สมใจเรา
    ไม่ทันใจของเรา
    การปรับสภาวะที่เกิดขึ้นด้วยการใช้อริยสัจ ๔ และ มรรคมีองค์ ๘ :-
    อริยสัจ ๔
    ทุกขอริยสัจ(รู้แจ้งทุกข์) คือ ไม่ได้ดั่งใจ ไม่พอใจ ไมทันใจ ไม่สมใจอยาก ในการ
    ทำงานของเครื่องแล๊ปท๊อป ไม่ตอบสนองตามที่ใจของเราต้องการ
    ทุกขสมุทัยอริยสัจ(รู้แจ้งเหตุให้เกิดทุกข์ ) อาการอยากของใจให้เครื่องแล๊ปท๊อป
    ตอบสอนงการทำงานให้ได้ดั่งที่ใจของเราต้องการ
    ทุกขนิโรธอริยสัจ(รู้แจ้งความดับทุกข์ ) กล่าว คือ แม้ว่าเครื่องแล๊ปท๊อปจะทำงาน
    ให้นั้น ไม่ได้ดังใจอยาก ไม่ตอบสนองให้ทันกับความต้องการในการทำงาน ใจของเราก็
    สามารถรอให้เครื่องแล๊ปท๊อปค่อยๆปรับสภาวะการทำงาน อย่างใจที่เป็นสุขสมใจ
    ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ(รู้แจ้งข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ )
    วิธีปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ คือ มรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ คือ
    สัมมาทิฏฐิ ความรู้ในทุกข์ แนวคิดที่ถูกต้อง ความเห็นชอบ ในการที่ใจของเรา
    สามารถอดทน รอคอย ต่อการทำงานที่ไม่ตอบสนองของเครื่องแล๊ปท๊อป
    สัมมาสังกัปปะ ความดำริในอันไม่เบียดเบียน พิจารณาตั้งอธิฐานจิตที่จะไม่
    เบียดเบียน หรือ ทำร้าย คนอื่น สัตว์อื่น ไม่เบียดเบียนฝืนการทำงานของเครื่องแล๊ปท๊อป
    สัมมาวาจา ด้วยการไม่รำพึงรำพัน บ่นในใจ หรือสบถคำคำหยาบคาย ไม่โวย
    วาย กับตัวเอง
    สัมมาอาชีวะ ได้แก่ การทำงานในส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อมิให้เป็นการฝืดฝืน
    เครื่องแล๊ปท๊อป
    สัมมาวายามะ ด้วยการ อดทน รอคอย ให้เครื่องแล๊ปท๊อปค่อยๆดำเนินการไป
    เรื่อยๆ จนกว่าจะตอบสนองการทำงานให้ได้ดั่งใจ ด้วยความสุขสมใจ และทำงานในส่วน
    อื่นๆ ด้วยความ รื่นเริง เบิกบาน แจ่ใส
    สัมมาสติ ประคับ ประคอง ใช้ความคิดในแนวทางที่ดี เพื่อสรรหาต่อการทำงาน
    ในส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกัน
    สัมมาสมาธิ ได้แก่ การมีความมั่นคง ไม่กระวนกระวายใจ ในสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ
    ไม่ได้อย่างที่ใจอยาก ใจต้องการ

  21. สุรีนารถ ราชแป้น. Sureenart ratchapan

    อริยสัจ4. ส่งการบ้านครั้งที่1
    ชื่อเรื่อง:ไม่รู้ว่าบททบทวนธรรมถึงข้อไหน

    เหตุการณ์:ในการทำรายการสายด่วนวันจันทร์ได้แบ่งงานกันเรียบร้อย ในไลน์กลุ่มมีการถามถึงว่าบททบทวนธรรมถึงข้อไหนคะ ตัวเองตอบว่ายังไม่รู้เหมือนกัน ก็เลยเข้าไปดูในไลน์ที่เคยส่งต่อๆกันมา ก็ยังไม่เห็นเลยคิดว่าไม่เป็นไรคงมีคนอื่นในกลุ่มที่รู้ แต่เห็นยังเงียบ ก็เลยเข้าไป ส่งข้อความถามส่วนตัวในซูม สักพักใหญ่ๆก็ยังไม่ได้คำตอบใกล้เวลาเข้ารายการสายด่วน ใจก็คิดไปว่าทำไมทีมวันอาทิตย์จึงไม่ลงข้อมูลไว้ให้ พอได้โอกาสจึงถามในซูม จึงได้คำตอบมา

    ทุกข์:รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยที่จะเข้ารายการสายด่วนแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าบททบทวนธรรมถึงข้อใด

    สมุทัย:อยากได้ความพร้อม สมบูรณ์ในการทำงานจะสุขใจ หากมีความพร่องจะอึดอัดไม่สบายใจ

    นิโรธ: จะมีความพร้อมหรือมีความพร่องในกิจการงานใดๆ ก็จะไม่สุขไม่ทุกข์

    มรรค:มาพิจารณาความวิปลาสของกิเลส ความอยาก ความ ยึดมั่นถือมั่นในใจในความพร้อม สมบูรณ์ของงาน ที่เป็นเหตุให้ใจเป็นทุกข์ เกิดความลวง ความสุขไม่มีอยู่จริง เมื่อใจคิดว่าทำไมทีมวันอาทิตย์ไม่โอเค จับได้ว่าตนเองมีกิเลสคิดเพ่งโทษผู้อื่น เป็นความอยาก กามตัณหาที่เกิดขึ้นในใจ เป็นการผิดศีลที่ตั้งศีลไว้ว่าจะไม่คิดเพ่งโทษผู้อื่น คิดแล้วเป็นทุกข์ และเป็นวิบากร้าย ยังเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นเป็นตาม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นกุศล อกุศลของเราที่เคยทำมา เพราะเราก็เคยทำเช่นนี้มากับผู้อื่นเหมือนกัน ทุกอย่างรับแล้วก็หมดไป จึงขอโทษขออภัยขออโหสิกรรม และยินดีรับ ยินดีชดใช้ ไม่สร้างวิบากใหม่เพิ่ม
    ได้ใช้บททบทวนธรรม ข้อที่78 “ความสมบูรณ์ หรือความสำเร็จของกิจกรรมการงานคือความลวง ลวงให้ยึดลวงให้ทุกข์ ส่วนความสำเร็จของใจที่พ้นทุกข์ พ้นความยึดมั่นถือมั่น คือความจริง
    ซึ่งอาการอึดอัดก็มีอยุ่ไม่นาน ก็เบิกบานแจ่มใส ใจไร้ทุกข์

  22. สุรีนารถ ราชแป้น Sureenart ratchapan

    อริยสัจ4 เรื่องที่2
    เรื่อง พี่ชายป่วยหนัก
    เหตุการณ์: จากการที่พี่ชายป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด ถึงวันนัดตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ก็ได้โทรบอกพี่ไปว่าพรุ่งนี้ไม่ได้ไปช่วยดูแลนะ เพราะกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง คนในบ้านเป็นโควิด 19 ไม่อยากไปเป็นผู้แพร่เชื้อ
    แต่วันรุ่งขึ้น ช่วงก่อนเที่ยงพี่สะใภ้ได้โทรมาบอกว่าพี่ชายมีอาการเหนื่อยมากขณะรอหมอหน้าห้องตรวจตอนนี้เข้าหัองฉุกเฉินแล้ว หมอจะต้องใส่ท่อช่วยหายใจจะเอาอย่างไร ก็ได้ตอบพี่สะใภ้ไปว่า ตอนนี้ตัวเองก็ไปไม่ได้เพราะเป็นโควิด19เสียแล้ว ก็ให้ตัดสินใจตามที่หมอเห็นสมควรแล้วกัน ตกลงพี่ชายก็ได้ใส่ท่อช่วยหายใจ รักษาที่หอผู้ป่วยหนัก4วัน หมอจึงให้กลับบ้านอยู่ที่บ้าน ได้1วัน ก็เสียชีวิต

    ทุกข์:รู้สึกสงสาร จิตใจห่อเหี่ยว เมื่อทราบข่าว พี่ขายป่วยหนัก

    สมุทัย:อยากไปช่วยดูแล ในเวลาที่พี่ชายกำลังแย่ อากาหนักจากโรคที่เป็น ต้องการให้กำลังใจและแบ่งเบาภาระพี่สะใภ้ ซึ่งทั้งสองท่านไม่มีบุตร
    หากได้ไปช่วยดูแลจะได้ดั่งใจจะสุขใจ พอไม่ได้ไปช่วยดูแลจะทุกข์ใจรู้สึกสงสารจิตใจห่อเหี่ยว

    นิโรธ:ยินดี สุขใจได้แม้จะได้ไปหรือไม่ได้ไปดูแลพี่ชาย

    มรรค:ตั้งศีลมาปฏิบัติ พิจารณาความวิปลาส ความไม่เที่ยง ตามกฎของไตรลักษณ์ ถ้าได้ดั่งใจอยาก จะสุขใจซึ่งมันไม่เที่ยงไม่มีอยู่จริง แต่ตอนนี้มีทุกข์จริง ทำให้มีจิตใจห่อเหี่ยว หมองๆ ถ้าเป็นแบบนี้นานจะทำให้ร่างกายที่กำลังป่วยหายช้าลงได้ และจะเหนี่ยวนำให้คนอื่นเป็นตามด้วย คิดแล้วทุกข์เป็นวิบากร้าย ผิดศีลจึงต้องหันมาพิจารณาต่อสู้กับกิเลสคิดแบบพุทธะ
    จึงได้ใช้ บททบทวนธรรม ข้อที่ 147 ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ดีที่สุดแล้ว (Everthing happens for the best) ทุกอย่างไม่มีอะไรบังเอิญ ที่กำหนดมาให้เราเป็นโควิด19 ในขณะเดียวกันพี่ชายก็มาป่วยหนัก ต้องเชื่อชัดในเรื่องวิบากกรรม มันเป็นกุศล อกุศลของครอบครัวเราที่ต้องได้รับ ต้องชดใช้ มันเป็นของเราก็ต้องรับ ตัวเองก็ใช้วิบากที่ป่วยเป็นโวิด19 พี่ชายก็เป็นวิบากของท่านที่ต้องทำให้น้องที่เป็นพยาบาลมาช่วยดูแลไม่ได้ ตอนที่ตัวเองกำลังแย่ ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ดีที่สุดได้เท่านี้ เมื่อพิจารณาได้แบบนี้ใจก็คลายทุกข์ลง ยินดีได้แม้ไม่ได้ดั่งที่ใจอยากตามต้องการ
    ส่วนเหตุการณ์นั้นเมื่อตัวเองตรวจ ATK เป็นลบก็ได้ไปเยี่ยม และดูแลท่านก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต

  23. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ยินดีได้มั้ยไม่ได้ดั่งใจนะ
    ขณะนั่งรับฟังการบ้านนักศึกษาคุณป้าท่านหนึ่งอยู่ ในขณะที่ท่านกำลังพูดก็มีพี่ท่านหนึ่งมาพูดแทรกท่าน เราเกิดอาการขัดใจ ไม่ยินดี อยากให้พี่ท่านนั้นหยุดพูดแทรกคุณป้าเสียที เห็นอาการกิเลสความอยากได้ดั่งใจหมายของเรา จึงได้บอกกิเลสว่าแกต่างหากล่ะที่ควรหยุด หยุดอยากได้ดั่งใจ หยุดอยากได้ดีจากคนอื่นเสียที แล้วคำพูดของอาจารย์ก็เข้ามา ยินดีได้มั้ยไม่ได้ดั่งใจนะ ทำใจในใจอยู่สักพัก ยิ้มออกค่ะ

    ทุกข์ รู้สึกขัดใจ ไม่ยินดี

    สมุทัย อยากให้พี่ท่านนั้นหยุดพูดแทรกคุณป้า ยึดว่าถ้าพี่ท่านไม่พูดแทรกจะสุขใจชอบใจ

    นิโรธ พี่ท่านนั้นจะพูดแทรกหรือไม่พูดแทรกก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค เมื่อพิจารณาเห็นความอยากได้ดั่งใจหมายของเรา เป็นทุกข์ พอไม่ได้เราก็เกิดอาการขัดใจ ใจไม่ยินดี ใจไม่ยินดีก็ตกนรกเร้าร้อนเดือดเนื้อร้อนใจ เราเบียดเบียนตนเองผิดศีลข้อ 1 ไม่มีใครทำดีทำร้ายให้เราได้นอกจากเราเท่านั้น เราทำใจโง่ ๆ ทุกข์ ๆ ให้เราเอง แล้วเราจะยังโง่ไปอยากได้ดีจากผู้อื่นอีก อยากได้มาก ๆ ทำชั่วได้ทุกเรื่อง เราทำตัวเป็นขโมยผิดศีลข้อ 2 จะเอาดีเอากุศลที่ไม่ใช้ของเรา กุศลของเราเวลานี้คือยินดีฟังที่พี่เขาพูดแทรกคุณป้า ยินดีที่เราได้ชดใช้วิบากที่เราเคยพลาดทำมา เราเองก็เคยเป็นมา เคยส่งเสริมมาทั้งนั้น ขอโทษ ขออโหสิกรรม ตั้งใจหยุดความอยากได้ดังใจ หยุดอยากเอาดีจากผู้อื่น ซึ่งเป็นสุขลวงสุขหลอกสุขไม่มีจริง

    พอเราพิจารณาก็เห็นความจริงตามความเป็นจริง ความอยากได้ดั่งใจหมายลดลง เปลี่ยนเป็นความยินดีแม้ไม่ได้ดั่งใจแทน เห็นความไม่เที่ยงของความอยากได้ดั่งใจหมาย ที่ลดลงและจางคลายไปในที่สุด

    กราบขอบคุณคำสอนของอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน “เป็นสุขได้มั้ย ไม่ได้ดั่งใจนะ” ขอบคุณเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่ทำให้เราได้เห็นกิเลสและได้ล้างกิเลสความอยากได้ดั่งใจของเรา สาธุค่ะ

  24. น.ส นาลี วิไลสัก (นาดี กล้าสู่ศีล)

    เรื่องที่ 1
    ส่งการบ้าน วิชา ธรรมะโอสถ
    หัวข้อ อริยสัจ4
    น.ส นาลี วิไลสัก (นาดี กล้าสู่ศีล)

    เรื่อง : ชังโรคตุ่มคันที่กลับมาเยือน

    เหตุการณ์ : หลังจากที่เราหายป่วยจากอาการที่เป็นตุ่มคันเป็นแผลน้ำเหลืองไหลเยิ้มมาได้ 2 เดือน เราก็ผิดศีลไปกินอาหารปรุงอร่อย(มีฤทธิ์ร้อนเยอะ)และกินผักดองด้วย พอตกช่วงตี 1 ของวันที่ 10 เดือนกันยายนปี 2565 ก็รู้สึกว่ามีอาการคันขึ้นมาอีก จนทรมานไม่ได้หลับไม่ได้นอนครั้งนี้ผื่นคันแพร่กระจ่ายไปเร็วกว่าครั้งก่อน แค่ข้ามคืนอาการผื่นคันกระจายไปทั่วร่างกาย
    ทุกข์ : รู้สึกรำคาญ ตกใจเล็กน้อยที่ตุ่มคันกลับมาเยือนอีกครั้ง
    สมุทัย : อยากให้โรคผื่นคันหายไปสนิทจะสุขใจ ชังที่โรคผื่นคันกลับมาเยือนเราอีกครั้ง
    นิโรธ : ยินดีรับวิบากแม้โรคผื่นคันยังไม่หายหรือกลับมาเป็นอีกครั้งก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค : พอเรารู้สึกว่ามีอาการคันทั่วร่างกายเราก็รีบมาอ่านใจก็เลยเจอมาร
    มาร : เฮ้ย! มันเกิดอะไรขึ้นทำไมเราคันไปทั่วร่างกายเลยจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เอ๊ะ! หรือว่าโรคคันที่เราเคยเป็นมานั้นจะกลับมาอีกครั้ง
    เรา : ใช่อาการคันกลับมาอีก เอ็งก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอว่าเอ็งไปทำพฤติกรรมไม่ดีมา ไปกินอะไรมานี่ มันเป็นฝีมือเองทั้งนั้นเลย เอ็งยังจะมาทำเป็นตกใจทำไมล่ะ เป็นผื่นคันแล้วทำไมเอ็งมีปัญหาอะไรป่ะ

    มาร : มีปัญหาสิ เรายังจำได้เลยว่าเมื่อเดือนก่อนเราทรมานกับโรคคันนี้เกือบ 3 เดือน โอ๊ยนึกสภาพแล้วไม่อยากพรรณนาเลย
    เรา : เออใช่ เอ็งจำเหตุการณ์ครั้งก่อนได้หมด แต่เอ็งก็ยังชั่วเหมือนเดิม ไปเสพกิเลสเหมือนเดิมและป่วยเหมือนเดิม โรคผื่นคันนี้เกิดขึ้นกับเรา 2 ครั้งแล้ว ถ้าดูด้วยตานอกจะเห็นว่าเป็นเรื่องร้ายเข้ามาในชีวิต แต่ถ้าดูด้วยตาพุทธะจะเห็นว่าเขาเป็นมิตรดีกับเราเขาเอาเรื่องดีมาสะกิดเรา
    มาร : คนเป็นโรคน่ะมันใช่เรื่องดีที่ไหนวะงงๆ
    เรา : มาร ที่เอ็งงงน่ะไม่แปลกหรอกเพราะเอ็งโง่ไง เอ็งก็เลยงง มานี่เลยมารมาอ่านบททบทวนทำข้อที่ 25 เมื่อเกิดทุกข์ใจ ทุกข์กาย เรื่องร้ายเข้ามาในชีวิต เข้ามาเพื่อ ให้เราได้ชดใช้ ให้เราไม่ประมาท ให้เราเพิ่มอริยศีล ให้เราได้สำนึก ให้เราได้หมดวิบาก ตอนนี้เอ็งชัดหรือยังล่ะ มารทุกครั้งที่เราป่วยมันเกิดจากฝีมือเองทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็นวิบากกรรมที่ได้กระทำไว้ในอดีต ทำไว้เยอะมากหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ แต่เขาทยอยมาให้เราได้ชดใช้แค่นี้มันน้อยมากแล้ว ถ้าเทียบกับที่เราเคยทำมา ส่วนวิบากกรรมใหม่เราก็ยังเลิกไม่ได้ ทุกวันนี้เราก็ยังเสพกิเลสกินของที่ชอบ และยังไปหงุดหงิด เพ่งโทษ ถือสาคนอื่น เห็นไหมวิบากกรรมเก่ายังใช้ไม่หมดเลยและวิบากร้ายใหม่ก็สร้างเพิ่ม คนที่กระทำชั่วเช่นนี้จะให้เกิดแต่สิ่งดีๆกับชีวิตจะเป็นไปได้หรือ
    มาร:เออเราชัดแล้ว ฝีมือเราจริงๆ มารสลายกลายเป็นพุทธะ
    เรา : ให้ข้อมูลตอกย้ำตัวเองว่า ถ้าเราไม่ป่วยเราก็จะเผลอใจไปเสพกิเลสดั่งใจหมายหลงตนหลงตัวไม่ยอมเพิ่มอธิศีล แต่พอเรามีอาการป่วยเป็นมิตรดีคอยสะกิดเรา ก็เลยทำชั่วเยอะไม่ได้พอเราจะออกนอกลู่นอกทาง มิตรดีก็จะคอยดึงเราเข้ามาอยู่ในศีล นี่แหละเขาเรียกว่าศีลเป็นประกันภัยคุ้มครองชีวิต
    แต่ถ้าเรายังไม่ยอมรับวิบากยังกลัวอาการป่วยชิงชังกังวลเร่งผล อยากให้หายป่วยเร็วๆ กล้ามเนื้อก็ยิ่งจะเกร็งตัว และผิดรูปผิดร่าง เป็นเหตุให้โรคที่เป็นอยู่ก็ไม่หาย แถมยังจะได้โรคใหม่เพิ่มด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังจะเป็นแรงเหนี่ยวนำให้คนทั้งโลกคิดตามทุกข์ตามกลัวโรคตามเรา ซึ่งเป็นวิบากร่วมที่เราต้องได้รับ เพราะเราเป็นแรงเหนี่ยวนำเขามา ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาระดับโลกที่ยังแก้ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้
    ตรงกันข้ามถ้าเรายินดีเต็มใจยอมรับวิบาก และแก้ไขข้อพร่องของตนเอง เพิ่มอธิศีลยิ่งๆขึ้นไปก็จะเกิดวิบากดีคุ้มครอง กล้ามเนื้อคลายตัวเลือดลมไหลเวียนดี วิบากดีก็จะเกิด และดันวิบากร้ายออกไป พลังลมปราณทะลุทะลวงผลักดันสิ่งที่เป็นพิษออกจากร่างกาย พลังชีวิตดูดเอาสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์เข้าสู้ร่างกาย โรคที่เป็นอยู่ก็จะลดลงเป็นลำดับๆ และหายไปแถมยังเป็นแรงเหนี่ยวนำให้คนทั้งโลกคิดดีทำดีมองทุกอย่างไปในแง่ดีตามเราด้วย ก็จะเกิดแต่สิ่งที่ดีต่อเราต่อโลก
    สรุป : พอพิจารณาแบบนี้แล้ว ความทุกข์ใจคลายลง มาเปรียบเทียบครั้งก่อน เราเป็นตุ่มคันเราทุกข์ใจเป็นเดือน แต่เราป่วยรอบนี้เราคุยกับกิเลสตั้งแต่ตี1จนถึงเช้า กิเลสก็ไปแล้ว แม้อาการคันยังอยู่แต่เราไม่ทุกข์ใจเราอยู่ด้วยกันแบบเป็นมิตร

  25. น.ส นาลี วิไลสัก (นาดี กล้าสู่ศีล)

    14/9/2565 เรื่องที่ 2
    ส่งการบ้าน วิชาธรรมโอสถ
    นางสาวนาลี วิไลสัก (กล้าสู่ศีล)
    หัวข้อ อริยสัจ 4
    เรื่อง : อยากสอบ
    เหตุการณ์ : เห็นคุรุแจ้งมาว่า ให้นักศึกษาส่งการบ้านอริยสัจ 4 วิชาธรรมโอสถจะหมดเขตในวันที่ 15 กันยายน 2565 นี้ กิเลสก็รีบเสนอหน้ามาทันที

    ทุกข์ : รู้สึกอึดอัด หนักเนื้อหนักตัว กลัวจะจัดสรรเวลามาสอบไม่ทัน

    สมุทัย : ชอบถ้าเราจัดสรรเวลามาสอบทันตามกำหนด ชังที่เราจัดสรรเวลามาสอบไม่ได้

    นิโรธ : เราจะจัดสรรเวลามาสอบทันตามกำหนดหรือไม่ ก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค : เมื่อรู้สึกอึดอัดก็หันมาตรวจใจ
    มาร : เห็นเพื่อนมาส่งการบ้านอริยสัจ 4 (สอบจบวิชาธรรมโอสถ)ทุกวัน แต่เราจัดสรรเวลามาสอบไม่ได้ เพราะเป็นช่วงวันราชการ เราจะทำอย่างไรหนอจึงจะได้สอบ
    เรา : ก็เรามีสัมภาระวิบากต้องรับผิดชอบ ชีวิตเราไม่ได้ลงตัวเหมือนเพื่อนนี่ แล้วเอ็งจะโลภไปถึงไหน ถ้าไม่ได้สอบเอ็งจะทำไม
    มาร : ถ้าไม่ได้สอบเราก็ไม่ได้จบหลักสูตรพร้อมเพื่อนสิ เห็นเพื่อนจบก็อยากจบด้วย
    เรา : เอ็งเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่ามาร เพื่อนจบเป็นเรื่องของเพื่อน แต่เรายังทุกข์ใจ อึดอัดอยู่นี่ จะจบอริยสัจ 4 ได้งัยล่ะ เรื่องอริยสัจ 4 ไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาอย่างเราจะจบกันได้ง่าย ๆ นะ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นแหละ จึงจะจบอริยสัจ 4 ได้ ส่วนเรายังต้องเรียนอีกยาวตลอดชีวิต เอ็งเข้าใจรึยังมาร
    มาร : เข้าใจแล้ว ยินดีที่จะเรียนอริยสัจ 4 ตลอดชีวิต
    สรุป : เราจะได้สอบ หรือไม่ได้สอบก็ไม่มีปัญหา เพราะเรายังต้องเรียนเรื่องอริยสัจ 4 ตลอดชีวิต พอพิจารณาแบบนี้แล้ว ใจก็เบาสบาย ความอึดอัดหายไป ร่างกายเบาสบาย

  26. ประพันธ์ โพธิ์คำ เท่ ใจถึงศีล กล้าจน

    สภาวธรรมประจำสัปดาห์ ณ วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ.2565
    ชื่อเรื่อง กังวลใจว่าจะใช้กระจกมองด้านท้ายรถไม่ได้
    เนื้อเรื่อง หรือ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น – เมื่อวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2565 เวลา
    ประมาณช่วง 4.00-4.30 นาฬิกา(4.00-4.30 โมงเย็น)
    ในขณะที่ขับรถยนต์จากปากทางของถนนใหญ่เข้าไปในถนนย่อย เพื่อส่งอาหารให้
    ลูกค้า โดยขับรถยนต์เข้าไปในถนนย่อย ในทิศทางจาก ถนนไชโร่ เข้าไปด้านในของถนนที่
    ชื่อว่า ซานตา แอนนา โดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเท่าที่ควร จึงได้เกิดอุบัติเหตุ กระจกที่
    สำหรับใช้มองท้ายรถยนต์ ด้านผู้โดยสารกระแทกกับขอบประตูหลังด้านผู้ขับขี่ซึ่งเป็นรถ
    ของคู่กรณี เนื่องจากกะระยะผิดพลาด จึงทำให้รถยนต์ของคู่กรณี ชำรุด ไม่สามารถปิดได้
    การปรับสภาวะที่เกิดขึ้นด้วยการใช้อริยสัจ ๔ และ มรรคมีองค์ ๘ :-
    ๑-ทุกข์ คือ กังวลใจที่อาจจะใช้กระจกมองด้านท้ายรถไม่ได้ หรือ ไม่ดีเท่าที่ควร
    ๒-สมุทัย คือ ไม่ชอบใจที่กระจกสำหรับมองท้ายรถยนต์ชำรุด
    ๓-นิโรธ คือ ใช้กระจกมองด้านท้ายของรถยนต์ทั้งๆที่ชำรุด ด้วยความยินดี พอใจ ไร้ความ
    กังวล และใจของเราที่เป็นสุขตลอดเวลาที่ขับขี่รถยนต์
    ๔-มรรค คือ
    สัมมาทิฏฐิ แนวคิดที่ถูกต้อง ความเห็นชอบ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามทำนอง
    คลองธรรม เพื่อไม่ให้เกิด ความกังวลใจ ความชอบชัง ความไม่ชอบไม่ชัง
    สัมมาสังกัปปะ ความใฝ่ใจที่ถูกต้อง ความดำริในอันไม่เบียดเบียน พิจารณา
    ตั้งอธิฐานจิตที่จะไม่เบียดเบียนตัวเอง ในอันที่จะสร้างทุกข์ ความวิตก กังวล หวาดระแวง
    สงสัย ให้กับตัวเอง
    สัมมาวาจา การพูดจาที่ถูกต้อง การงดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูด
    ส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ การไม่ปรารภกับตัวเอง
    สบถ ก่นด่า ให้กับตัวเอง
    สัมมากัมมันตะ การกระทำที่ถูกต้อง งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้
    งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
    สัมมาอาชีวะ การดำรงชีพถูกต้อง ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จการเลี้ยงชีพ
    ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ ปฏิบัติภาระกิจประจำวันของตัวเรา ด้วยความ เบิกบาน แจ่มใส
    สุขใจ กับการที่ต้องใช้สิ่งของที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบใจ ไม่ได้ดั่งใจปรารภนา
    สัมมาวายามะ ความพากเพียรที่ถูกต้อง เกิดฉันทะพยายาม ปรารภความเพียร
    ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ พื่อความตั้งอยู่ไม่เลือนหาย เจริญยิ่ง ไพบูลย์ มีขึ้น เต็มเปี่ยมแห่ง
    กุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว
    สัมมาสติ การระลึกประจำใจที่ถูกต้อง มีความเพียร ที่จะมีสติอยู่ ตั้งมั่นในอริยศีล
    ที่ตั้งใจปฏิบัติ เพื่อให้ค่อยๆพ้นทุกข์
    สัมมาสมาธิ การตั้งใจมั่นที่ถูกต้อง มีปีติอยู่เป็นสุข มีความผ่องใส ไม่มีวิตก
    ไม่มีวิจาร สงบสุขได้แม้บางสิ่งบางอย่างจะไม่เป็นดั่งที่ใจหมายเอาไว้
    ———————————————————————————

  27. สุรีนารถ ราชแป้น Sureenart ratchapan

    #การบ้านธรรมโอสถ เรื่องที่1
    อริยสัจ4
    ชื่อเรื่อง:ไม่รู้ว่าบททบทวนธรรมถึงข้อไหน

    เหตุการณ์:ในการทำสายด่วนวันจันทร์ได้แบ่งงานกันเรียบร้อย ในไลน์กลุ่มมีการถามถึงว่าบททบทวนธรรมถึงข้อไหนคะ ตัวเองตอบว่ายังไม่รู้เหมือนกัน ก็เลยเข้าไปดูในไลน์ที่เคยส่งต่อๆกันมา ก็ยังไม่เห็นเลยคิดว่าไม่เป็นไรคงมีคนอื่นในกลุ่มที่รู้ แต่เห็นยังเงียบ ก็เลยเข้าไป ส่งข้อความถามส่วนตัวในซูม สักพักใหญ่ๆก็ยังไม่ได้คำตอบใกล้เวลาเข้ารายการสายด่วน ใจก็คิดไปว่าทำไมทีมวันอาทิตย์จึงไม่ลงข้อมูลไว้ให้ พอได้โอกาสจึงถามในซูม จึงได้คำตอบมา

    ทุกข์:รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยที่จะเข้ารายการสายด่วนแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าบททบทวนธรรมถึงข้อใด

    สมุทัย:อยากได้ความพร้อม สมบูรณ์ในการทำงานจะสุขใจ หากมีความพร่องจะอึดอัดไม่สบายใจ

    นิโรธ: จะมีความพร้อมหรือมีความพร่องในกิจการงานใดๆ ก็ไม่จะสุขไม่ทุกข์

    มรรค:มาพิจารณาความวิปลาสของกิเลส ความอยาก ความ ยึดมั่นถือมั่นในใจในความพร้อม สมบูรณ์ของงาน ที่เป็นเหตุให้ใจเป็นทุกข์ เกิดความลวง ความสุขไม่มีอยู่จริง เมื่อใจคิดว่าทำไมทีมวันอาทิตย์ไม่ส่งต่อ จับได้ว่าตนเองมีกิเลสคิดเพ่งโทษผู้อื่น เป็นความอยาก กามตัณหาที่เกิดขึ้นในใจ เป็นการผิดศีลที่ตั้งศีลไว้ว่าจะไม่คิดเพ่งโทษผู้อื่น คิดแล้วเป็นทุกข์ และเป็นวิบากร้าย ยังเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นเป็นตาม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นกุศล อกุศลของเราที่เคยทำมา เพราะเราก็เคยทำเช่นนี้มากับผู้อื่นเหมือนกัน ทุกอย่างรับแล้วก็หมดไป จึงขอโทษขออภัยขออโหสิกรรม และยินดีรับ ยินดีชดใช้ ไม่สร้างวิบากใหม่เพิ่ม
    ได้ใช้บททบทวนธรรม ข้อที่78 “ความสมบูรณ์ หรือความสำเร็จของกิจกรรมการงานคือความลวง ลวงให้ยึดลวงให้ทุกข์ ส่วนความสำเร็จของใจที่พ้นทุกข์ พ้นความยึดมั่นถือมั่น คือความจริง
    ต้องขอบคุณผัสสะครั้งนี้ที่ทำให้เห็นกิเลส ได้ล้างกิเลส ได้ชดใช้วิบาก ซึ่งอาการอึดอัดก็มีอยู่ไม่นาน ก็เบิกบานแจ่มใส ใจไร้ทุกข์

    ส่งการบ้าน วิชา ธรรมโอสถ เรื่องที่2 อริยสัจ4
    เรื่อง พี่ชายป่วยหนัก
    เหตุการณ์: จากการที่พี่ชายป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด ถึงวันนัดตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ก็ได้โทรบอกพี่ไปว่าพรุ่งนี้ไม่ได้ไปช่วยดูแลนะ เพราะกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง คนในบ้านเป็นโควิด 19 ไม่อยากไปเป็นผู้แพร่เชื้อ
    แต่วันรุ่งขึ้น ช่วงก่อนเที่ยงพี่สะใภ้ได้โทรมาบอกว่าพี่ชายมีอาการเหนื่อยมากขณะรอหมอหน้าห้องตรวจตอนนี้เข้าห้องฉุกเฉินแล้ว หมอจะต้องใส่ท่อช่วยหายใจจะเอาอย่างไร ก็ได้ตอบพี่สะใภ้ไปว่า ตอนนี้ตัวเองก็ไปไม่ได้เพราะเป็นโควิด19เสียแล้ว ก็ให้ตัดสินใจตามที่หมอเห็นสมควรแล้วกัน ตกลงพี่ชายก็ได้ใส่ท่อช่วยหายใจ รักษาที่หอผู้ป่วยหนัก4วัน หมอจึงให้กลับบ้านอยู่ที่บ้าน ได้1วัน ก็เสียชีวิต

    ทุกข์: รู้สึกสงสาร จิตใจห่อเหี่ยว เมื่อทราบข่าวพี่ชายป่วยหนัก

    สมุทัย: อยากไปช่วยดูแล ในเวลาที่พี่ชายกำลังแย่ อาการหนักจากโรคที่เป็น ต้องการให้กำลังใจและแบ่งเบาภาระพี่สะใภ้ ซึ่งทั้งสองท่านไม่มีบุตร
    หากได้ไปช่วยดูแลจะได้ดั่งใจจะสุขใจ พอไม่ได้ไปช่วยดูแลจะทุกข์ใจรู้สึกสงสารจิตใจห่อเหี่ยว

    นิโรธ: ยินดี สุขใจได้แม้จะได้ไปหรือไม่ได้ไปดูแลพี่ชาย

    มรรค:ตั้งศีลมาปฏิบัติ พิจารณาความวิปลาส ความไม่เที่ยง ตามกฎของไตรลักษณ์ ถ้าได้ดั่งใจอยาก จะสุขใจซึ่งมันไม่เที่ยงไม่มีอยู่จริง แต่ตอนนี้มีทุกข์จริง ทำให้มีจิตใจห่อเหี่ยว หมองๆ ถ้าเป็นแบบนี้นานจะทำให้ร่างกายที่กำลังป่วยหายช้าลงได้ และจะเหนี่ยวนำให้คนอื่นเป็นตามด้วย คิดแล้วทุกข์เป็นวิบากร้าย ผิดศีลจึงต้องหันมาพิจารณาต่อสู้กับกิเลสคิดแบบพุทธะ
    จึงได้ใช้ บททบทวนธรรม ข้อที่ 147 ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ดีที่สุดแล้ว (Everything happens for the best) ทุกอย่างไม่มีอะไรบังเอิญ ที่กำหนดมาให้เราเป็นโควิด19 ในขณะเดียวกันพี่ชายก็มาป่วยหนัก ต้องเชื่อชัดในเรื่องวิบากกรรม มันเป็นกุศล อกุศลของครอบครัวเราที่เราต้องได้รับ ต้องชดใช้ มันเป็นของเราก็ต้องรับ ตัวเองก็ใช้วิบากที่ป่วยเป็นโควิด19 พี่ชายก็เป็นวิบากของท่านที่ต้องทำให้น้องที่เป็นพยาบาลมาช่วยดูแลไม่ได้ ตอนที่ตัวเองกำลังแย่ ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ดีที่สุดได้เท่านี้ เมื่อพิจารณาได้แบบนี้ใจก็คลายทุกข์ลง ยินดีได้แม้ไม่ได้ดั่งที่ใจอยากตามต้องการ
    ส่วนเหตุการณ์นั้นเมื่อตัวเองตรวจ ATK เป็นลบก็ได้ไปเยี่ยม และดูแลท่านก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต

  28. ประพันธ์ โพธิ์คำ เท่ ใจถึงศีล กล้าจน

    สภาวธรรมประจำสัปดาห์ ณ วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2565
    ชื่อเรื่อง อุบัติเหตุที่เกิดจากความเลินเล่อ ไม่ระมัดระวัง
    เนื้อเรื่อง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2565 ช่วงเวลาประมาณ 15.00 นาฬิกา
    หลังจากที่ได้ช่วยอาสาสมัครจำหน่ายสินค้าที่ระลึกและสินค้าประเภทผ้าต่างๆ(ที่สั่งมา
    จากประเทศไทยเพื่อจำหน่ายให้กับคนไทยและชาวต่างชาติต่างๆในเมืองดัลลัส มลรัฐ
    เท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา) นั้น ได้ทำการดูแลเก็บเศษขยะที่ตกอยู่ตามพื้นในบริเวณ
    ที่ตั้งร้านค้าของวัดพุทธดัลลัส แต่ในขณะที่กำลังเดินขึ้นไปบนลานระเบียงไม้ที่ติดกับร้าน
    ค้าของที่ระลึกนั้น ด้วยความเลินเล่อ ไม่ได้สังเกตุว่าตรงช่วงบริเวณนั้น เป็นพื้นที่สูงต่ำต่าง
    ระดับที่ไม่เท่ากันเป็นอย่างมากและระดับไม่เท่ากับช่วงอื่นๆของระเบียง จึงทำให้เท้าซ้าย
    ที่กำลังจะก้าวขึ้นระเบียงสดุดกับขอบระเบียง ทำให้ร่างกายของตัวเองเซถลาไปข้างหน้า
    โดยแขนและมือขวายื่นล้ำหน้าออกไปเพื่อค้ำยันกับสิ่งกีดขวางข้างหน้า เพื่อไม่ให้ใบหน้า
    กระแทกกับโต๊ะที่อยู่บนพื้นระเบียงนั้น แต่ปรากฎว่าแขนและมือขวาที่ยื่นออกไปเพื่อจะค้ำ
    ยัน กลับกลายเป็นการทำให้ยันเก้าอี้ไถลออกไป และ แม่นยิ่งกว่าจับวางอย่างพอดี ทำให้
    เปลือกตาระหว่างหางคิ้วกับขอบดวงตากระแทกกับขอบโต๊ะเหล็ก มีเลือดไหลออกมา ซึ่ง
    เพื่อนอาสาสมัครฯ ที่ยังอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ได้ทำการช่วยปฐมพยาบาลด้วยการนำ
    กระดาษเช็ดหน้าซับเลือดที่ออกมา จนกระทั่งเลือดที่ค่อยๆไหลออกมาน้อยลง แต่ก็ยังมี
    เลือดซึมออกมา
    การปรับสภาวะที่เกิดขึ้นด้วยการใช้อริยสัจ ๔ และ มรรคมีองค์ ๘ :-
    ๑-อริยสัจ ๔
    ๑.๑-ทุกขอริยสัจ คือ ทุกข์ที่เกิดจากใจเจ็บปวดไปตามอาการของเปลือกตาระหว่างหางคิ้ว
    กับขอบดวงตาที่กระแทกกับขอบโต๊ะเหล็ก แตกเป็นแผล
    ๑.๒. ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ไม่ชอบใจ หงุดหงิดใจ ที่เปลือกตากระแทกกับขอบโต๊ะ
    ๑.๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ แม้จะเกิดบาดแผลที่เปลือกตา ก็สบายใจ ไม่ทำใจให้ป่วยหรือ
    ปวดไปตามอาการป่วยของร่างกาย
    ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
    คือ มรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา
    สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
    สัมมาทิฏฐิ ความรู้ในทุกข์ ระลึกแต่เพียงว่า เหตุการณืที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพียง
    ทุกข์ของร่างกายที่เท่ากับฝุ่นปลายเล็บเท่านั้น และเมื่อได้พิจารณาแล้ว ก็รักษาไปตาม
    อาการด้วยน้ำสมุนไพรภายในร่างกายของเรา ก็จะทำให้อาการเจ็บป่วย ทุเลาลง จนกระ
    ทั่งเป็นปกติ ขจัดออกไปไม่ให้เกิดทุกข์ที่ใจ กล่าวคือ ประคองใจ ไม่ให้เกิดการ หวาดกลัว
    หวาดระแวง หวั่นไหว วิตก กังวล ให้มากความ
    สัมมาสังกัปปะ ความดำริในอันไม่เบียดเบียน พิจารณาตั้งอธิฐานจิตที่จะไม่
    เบียดเบียน หรือ ทำร้าย ตัวเอง ในอันที่จะสร้างทุกข์ทับถมใจตัวเงเพิ่มขึ้น
    สัมมาวาจา การงดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจาก
    การพูดคำหยาบ งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งโทษตัวเองให้กับตัวเองให้มากขึ้นไปอีก
    สัมมากัมมันตะ การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขา
    มิได้ให้ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
    สัมมาอาชีวะ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จการเลี้ยง
    ชีพด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ
    สัมมาวายามะ เกิดฉันทะพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้
    เพื่อใจของตัวเองอยู่ในอริยศีลทั้งตั้งไว้
    สัมมาสติ มีความเพียร ที่ตั้งความรู้สึกนึกคิด ที่จะไม่คล้อยตามอาการทาง
    ร่างกาย
    สัมมาสมาธิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุข
    อันเกิดแต่สมาธิ
    ———————————————————————————

  29. น.ส นาลี วิไลสัก(นาดี กล้าสู่ศีล)

    15/9/2565
    ส่งการบ้าน วิชาธรรมโอสถ
    หัวข้อ อริยสัจ 4
    นางสาวนาลี วิไลสัก(กล้าสู่ศีล)

    เรื่อง : ไม่กล้าส่งการบ้านภาษาอังกฤษ

    เหตุการณ์ : คุรุแจ้งให้นักศึกษาส่งการบ้านภาษาอังกฤษ ท่านให้โอกาสพวกเราทำการบ้านมาส่งหลายเดือนแล้ว แต่เราก็ไม่ยอมส่ง จนท่านแจ้งมาว่าจะหมดเขตส่งในวันที่ 10 กันยายน 2565 เราเห็นเพื่อนส่ง จนเกือบครบทุกท่านแล้ว แต่เราก็ยังเฉยอยู่

    ทุกข์ : รู้สึกมึน ๆ ตื้อ ๆ เขิน ๆ อาย ๆ ไม่กล้าส่งการบ้านภาษาอังกฤษ

    สมุทัย : ชอบถ้าเราทำการบ้านภาษาอังกฤษออกมาดูดีพอใช้ได้เหมือนของเพื่อน ชังที่เราทำการบ้านภาษาอังกฤษออกมาขี้เหร่ ไม่เหมือนของเพื่อน

    นิโรธ : การบ้านภาษาอังกฤษที่เราทำ จะออกมาดูดี พอใช้ได้เหมือนของเพื่อน หรือขี้เหร่มากกว่าเพื่อน ก็ไม่ชอบไม่ชังยอมรับความจริงด้วยใจไร้ทุกข์

    มรรค : พอถึงวันสุดท้ายที่ 10 กันยายน ก็หันมาตรวจใจ จึงพบว่ามารมาขวางไม่ยอมให้เราส่งการบ้าน
    เราถาม : มาร เอ็งมีปัญหาอะไร ทำไมไม่ยอมส่งการบ้าน
    มาร : เราอายไม่กล้าส่ง เพราะตอนเราไปเปิดดูคลิปการบ้านของเพื่อนดูดีอลังการมากเลย มีการอัดในซูม มีการแชร์สกรีนด้วย แต่ของเราอัดคลิปวิดีโอแบบบ้าน ๆ สำเนียงก็แบบบ้าน ๆ การออกเสียงไม่ได้เหมือนเพื่อน เราไม่ส่งดีกว่า ถ้าสอบไม่ผ่านเรายินดีเรียนซ้ำชั้น
    เรา : โอ้โหมาร เอ็งนี่โง่ไม่เข้าท่าเลยนะ คุรุไม่ได้มุ่งเป้าให้เราทำการบ้านออกมาดูดีอลังการเกินความสามารถของเรา แต่คุรุเมตตา ให้โอกาสพวกเราหยิบผัสสะต่าง ๆ ที่เรากระทบในขณะที่เรียน มาเป็นเครื่องมือในการล้างความโง่ ล้างความไม่ได้ดั่งใจหมาย ถ้าเอ็งปล่อยให้พลาดโอกาสนี้ เอ็งเสียของเปล่า ๆ ของแบบนี้หายากนะ
    มาร : ก็เราเห็นของเพื่อนออกมาดูดีอลังการ 100% น้ำเสียงออกมาเหมือนเสียงเจ้าของภาษาเลย ถ้าเอาของเราไปเปรียบเทียบ ของเราได้แค่ 10% ก็เลยไม่แน่ใจว่าคุรุจะเอามั้ยแบบของเรา
    เรา : คุรุจะเอาหรือไม่เอา ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลย ที่สำคัญคือพุทธะเอา
    มาร : พุทธะเอาอะไร
    เรา : พุทธะเอาดีที่ 11 ไง เอาใจที่อยู่เหนือโลกธรรม ใจที่ไร้ตัวตน การสอบจบชั้นเรียนคือสมมุติโลก แต่พุทธะสอบที่ใจไร้ทุกข์ แค่เรายอมเอาความจริงที่เราเป็นอยู่ เอาความขี้เหร่ ความซื่อ ๆ ความโง่ของตนเองออกมาให้หมู่กลุ่มรู้จัก เราก็ได้คะแนนเต็มที่ใจของเรา 100% แล้วนะ ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที 102 ทำตามจริงที่เป็นไปได้จริง ชีวิตก็ไม่มีอะไรทุกข์
    เราไม่เกงนะถูกแล้วเราจะได้อ่อนน้อมถ่อมตน ได้เห็นความไม่ได้ดัง ไม่ต้องสะสมโลกธรรม หน้าที่หลักของเราคือพากเพียรลดกิเลสไปจนพ้นทุกข์
    มาร : ตกลง เอาคะแนนที่ใจเรา 100%
    สรุป พอเราคุยกับมารรู้เรื่อง ความรู้สึกมึน ๆ ตื้อ ๆ ก็หายไป เราก็เลยกล้าส่งการบ้านที่ขี้เหร่ออกไป ด้วยใจเบิกบาน

  30. สุรีนารถ ราชแป้น Sureenart ratchapan

    ส่งการบ้านเรื่องที่3 #สุรีนารถ
    อริยสัจ 4

    เรื่อง: งานเขียนในชีวิตจิตอาสา

    เหตุการณ์: จากการเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม มาหลายปี และเป็นนักศึกษาวิชชาราม รวมถึงการเป็นนักศึกษาวิทยาลัยชุมชนมีหลายฐานงานที่ให้บำเพ็ญ ซึ่งเป็นงานเขียนทางวิชาการ เช่นการเขียน ทุกข์อริยสัจ พุทธะชนะทุกข์ เขียนบทความต่างๆ ล้วนเป็นงานบำเพ็ญ สื่อธรรมะหรือประสบการณ์ในการแบ่งปันเล่าสู่กันฟัง การทำการบ้านส่งของนักศึกษา ตนเองได้ตรวจพบความไม่ขยัน ขี้เกียจ ผลัดวันประกันพรุ่ง ในการทำงานเขียน จะทำเป็นงานหลังๆ หรือจะทำในวันที่ใกล้หมดกำหนดส่ง มาเร่งทำในวันหลังๆเหลือเวลาในการทำน้อย บางครั้งก็ทำให้ผลงานออกมาไม่ค่อยดีนัก

    ทุกข์: ไม่แช่มชื่น ผลัดวันประกันพรุ่ง ในการบำเพ็ญงานเขียน หรือการทำการบ้านในการเป็นนักศึกษาวิชชารามและนักศึกษาวิทยาลัยชุมชน เข่นการเขียนอริยสัจ4 การเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์

    สมุทัย: ชอบใจ สุขใจ ที่ทำงานบำเพ็ญที่ไม่ต้องเขียน ไม่แช่มชื่น ไม่ชอบใจ ที่ต้องทำงาน ทำการบ้านที่ต้องเขียนเป็นเรื่องราว

    นิโรธ: ยินดีบำเพ็ญทุกงาน ที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องเขียนหรืองานอื่นๆด้วยใจที่เบิกบาน

    มรรค: มาพิจารณาหักลำกิเลสที่มาหลอกให้เป็นทุกข์ ความไม่อยากทำ ก็คือความอยากที่เป็นตัณหา ก่อให้เกิดทุกข์ เกิดวิบากร้ายต่อตนเอง นำไปสู่โลกสันนิวาส การที่ตนเองมาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรม ต้องการเดินไปสู่โลกของพุทธะ จึงหันมาล้างกิเลสเหตุแห่งทุกข์โดยการ
    พิจารณาข้อดีของการเขียน สื่อธรรมะออกไป ไม่ว่าจะเป็นการเขียน บทความพุทธะชนะทุกข์ ของประสบการณ์จิตอาสา หรือการเขียน อริยสัจ 4 ในวิชาธรรมโอสถ ของหลักสูตร วิทยาลัยชุมชน ผู้เขียนจะได้บำเพ็ญแบ่งปันธรรมะ เป็นการได้ทบทวนธรรม ใคร่ครวญธรรม เสวนาธรรมผ่านตัวอักษร เป็นเหตุแห่งการพ้นทุกข์ ตั้งใจให้มีฉันทะ ในการเขียน ไม่ขี้เกียจ ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง ตั้งศีลลดกิเลส หากเชื่อกิเลสทำตามกิเลสก็จะโง่พิเศษ และการเขียนจะทำให้ได้ฝึกการใช้ภาษาให้เหมาะสม เขียนคำให้ถูกต้อง มีแต่ประโยชน์ล้วนๆ
    เมื่อเราเขียนออกมาแล้ว ได้สื่อสารหรือได้เผยแพร่ออกไป ได้ประโยชน์ กับผู้อื่นที่กำลังมีสภาวะหรือปัญหาแบบเดียวกันก็ได้
    ดังนั้นต้องตั้งศีลมาปฏิบัติ ทำอย่างเบิกบานเพื่อสร้างวิบากดี จะไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ขี้เกียจ ต้องขยัน ทำทุกงานที่ทำได้
    เมื่อได้ล้างความขี้เกียจ รีบลงมือเขียน ก็เขียนไปได้ด้วยความเต็มใจ ตั้งใจเขียน ด้วยความเบิกบาน ใจไร้ทุกข์

  31. กุลธิดา แซ่ตั้ง

    “ เรื่องพี่สาวที่รัก ”
    *พี่สาวอยากให้ทุกคนในครอบครัวดูแลสุขภาพตัวเอง คอยบอกและกระตุ้น จัดการทุกคน ทำประกันให้พี่น้องหลานๆ พี่น้องบ่นอึดอัด บางครั้งปฏิเสธ ต่อต้าน รำคาญ ไม่เข้าใจในความปรารถนาดีของท่าน
    *ตัวเองรู้สึกห่วง สงสารพี่สาวที่รัก ปรารถนาดี ใส่ใจครอบครัว แต่ต้องเหนื่อย เครียด ต้องวุ่นวาย ดูแลและจัดการชีวิตของคนอื่น อยากให้พี่สาววางใจอนุญาตให้แต่ละคนได้ใช้ชีวิตอย่างที่เขาเลือก เลยมักจะพูดคุยกับพี่สาวให้วางใจดูแลสุขภาพกายใจของตน อย่านำเรื่องของคนอื่นมาแบกไว้จนทำให้ตนลำบากกาย ลำบากใจจนเกินไป อนุญาตให้เขายอมรับความช่วยเหลือในบางครั้งเมื่อเขาต้องการหรือปฏิเสธความช่วยเหลือที่เค้าไม่ต้องการได้ แต่พี่สาวก็มักจะยืนยันว่าเขาจะทำหน้าที่ในแบบของเขาแล้วก็บ่นว่าทุกข์…ฯ
    อริยสัจ 4
    1. ทุกข์ ตัวเองรู้สึกไม่สบายใจ ไม่โล่งใจ ห่วง กังวล มีบางช่วงมีสถานการณ์ที่หน้าเป็นห่วงมากก็รู้สึกไม่สบายกายคือรู้สึกอึดอัดบริเวณช่วงอก
    2. สมุทัย มีความอยากให้พี่สาววางใจ เลิกห่วงกังวล จัดการชีวิตคนอื่น ไม่อยากให้พี่สาวเครียด เหนื่อย ลำบาก ทุกข์
    3. นิโรธ แม้พี่สาวจะไม่วางใจ ยังห่วงกังวลเครียด เหนื่อย ลำบาก ทุกข์กับการจัดการชีวิตคนอื่น ตนก็ไม่รู้สึก กังวล ทุกข์
    4. มรรค พิจารณาว่าเราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา ช่วยได้ก็ช่วยให้เป็นไปตามวิบากดีของเขาช่วยไม่ได้ก็ให้เป็นไปตามวิบากร้ายของเขาให้เขาทำอย่างที่เขาอยากทำ เราเพียงเมตตาปรารถนาดีทำหน้าที่ของน้องที่ดี ช่วยเหลือ รับฟัง เข้าใจ ให้กำลังใจ และชวนดูแลสุขภาพกาย ชวนคิดชวนมองถึงการวางใจ ดับทุกข์ใจบ้างด้วยใจที่ไม่คาดหวัง ดูแลสุขภาพกาย ใจของตนเอง คบและเคารพมิตรดี ฟังธรรมจากสัตบุรุษ น้อมมาประพฤติตาม

  32. กุลธิดา แซ่ตั้ง

    เรื่องตกรถ
    วันที่ 7 กันยายน 2565 มีนัดกับครอบครัวเดินทางไปอำเภอสีคิ้วจังหวัดนครราชสีมาต้องไปเจอกันที่คลองไผ่ ตัวเองจองตั๋วไว้ในคืนวันที่ 6 กันยายน เพื่อเดินทาง 6:30 น ของเช้าวันที่ 7 กันยายน ในคืนวันที่ 6 กันยายน ฝนตกทั้งคืน ทำให้เช้าวันที่ 7 กันยายนน้ำท่วมบางจุดรถติดมาก กลัว กังวล เล็กน้อยว่าจะไปไม่ทันขึ้นรถ แต่มีสติรู้ว่าเราไม่ได้อยาก หรือเจตนาที่จะไปช้า ด้วยเหตุปัจจัยและความจริงอาจทันหรือไม่ทันก็เป็นได้ จึงวางใจว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามเหตุปัจจัย แล้ววางแผนจัดการโทรแจ้ง บ.ทัวร์เป็นระยะ จนสุดท้ายประเมินจากข้อมูลกูเกิลแล้วเวลาในการเดินทางเพิ่มขึ้น รถมากขึ้น ติดมากขึ้น จึงขอเลื่อนตั๋วเป็น 8.00 น. ได้ไปถึงหมอชิต 2 เวลา 7 โมงนิดๆ วางใจสบายๆ ไปหาข้าวรับประทาน รอรถเที่ยว 8 โมงเช้า ซึ่งระหว่างทางยังไม่ถึงหมอชิต 2 มีความกังวลเล็กๆอีกอย่างว่านัดพี่สาวไปรับระหว่างทางที่ ต.คลองไผ่ เพื่อเดินทางไปพบกับอีกทีม ได้มีการวางใจและ โทรแจ้งพี่สาวเป็นระยะ เพื่อเขาสามารถวางแผนเวลาในการมารอรับเราที่คลองไผ่ได้ในเวลาที่เหมาะสม มีการแจ้งอีกทีมเป็นระยะเช่นกัน
    สรุป มีความกังวลแต่ไม่มาก ได้วางใจ และวางแผนลงมือจัดการดีที่สุดด้วยใจสงบ
    Erything happens for the best : )
    อริยสัจสี่
    1.ทุกข์ กลัว กังวลใจ ไม่สุขสบาย
    2.สมุทัย อยากไปให้ทัน ไม่อยากพบความยุ่งยากการจัดการ
    3.นิโรธ จะไปทันรถออกหรือไม่ ทันเวลาที่นัดพี่สาว ทีมหรือไม่ ก็ไม่ทุกข์ จัดการสิ่งที่ต้องทำตามความจริงได้โดยใจสงบ
    4.มรรค มีการวางใจ ว่า everything happened for the best ตั้งใจ วางแผน จัดการทุกสิ่ง จากเหตุการณ์จริงว่าต้องทำสิ่งใดบ้างเป็นขั้นตอนแล้วลงมือปฏิบัติให้ดีที่สุดตามเหตุปัจจัย

  33. กุลธิดา แซ่ตั้ง

    เรื่องกระเป๋าสตางค์หาย
    เวลาต้องเดินทางต่างจังหวัด หรือกลับบ้านต่างจังหวัด ตนมักจะเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์เป็นใบเล็กเรียบง่ายไม่พกอะไรมากมีเพียงบัตรประชาชน ใบขับขี่ และเงินไม่เกินสองพันบาท การกลับบ้านครั้งนี้ วันก่อนเดินทางกลับพกกระเป๋าสตางค์ไปตลาดซื้อของแล้วแวะเข้าบ้านน้องชายวางกระเป๋าสตางค์ไว้บนโต๊ะ เกรงลืม เลยหยิบใส่กระเป๋ากางเกง แล้วรอหลานสาวเตรียมของไปนอนบ้านพี่สาว เมื่อหลานพร้อมก็ขับรถไปบ้านพี่สาว เมื่อถึงทำภารกิจหลายอย่าง นึกถึงกระเป๋าสตางค์ปรากฏว่าหาเท่าไรก็ไม่เจอ กังวลว่าหายได้อย่างไร ที่ไหน เสียดายเงิน เสียดายบัตรถ้าหายจะวุ่นวาย แต่ลึกๆในใจรู้สึกว่าเดี๋ยวก็เจอเพราะปกติไม่ค่อยทำของหาย มักวางของเป็นที่ทาง และเผื่อใจว่าอาจหายก็ได้ ใครได้ไปคงได้เงินไปใช้ก็ดี มีบุญสัมพันธ์ เราก็ต้องจัดการทำธุรกรรมเรื่องบัตรประชาชนและใบขับขี เตือนตนให้มีสติมากขึ้นในการทำสิ่งต่างๆ และยิ้มรับ เอาประโยชน์จากทุกสิ่งทุกเหตุการณ์ให้ได้ จึงคลายทุกข์ใจ คลายกังวล ทบทวนเหตุการณ์ว่าไปที่ใด ทำอะไรบ้าง เพื่อย้อนไปหาตามจุดต่างๆอย่างละเอียด รวมถึงจุดที่เรามักวางของไว้ แต่ไม่พบ พยายามทบทวนอีกก็ไม่มีข้อมูลเพิ่มแล้ว วางใจว่าคงไม่เจอ ก็รับได้ จากนั้นขอให้หลานสาวช่วยหา บอกลักษณะกระเป๋าสตางค์ หลานสาวบอกคุ้นๆเหมือนเห็น เขาจึงหาในกระเป๋าสะพายของเขาปรากฏว่าพบ : ) เขาบอก แบบรีบๆ คว้า เก็บแบบไม่ได้สังเกต รับรู้ความรู้สึกตัวว่า รู้สึกยินดี โล่งใจที่พบ จะได้ไม่ต้องเสียของ และไม่ต้องยุ่งยากจัดการ ขำหลานล้อเธอว่าป้า ไม่รู้สึกโกรธหลานเลย
    อริยสัจสี่
    1.ทุกข์ กังวล กลัวความยุ่งยาก ไม่สบายตัว
    2.สมุทัย อยากให้เงินไม่หาย ไม่อยากยุ่งยากจัดการ
    3.นิโรธ กระเป๋าสตางค์และของภายในกระเป๋าสตางค์จะอยู่หรือหายก็ไม่ทุกข์ จะพบกับการจัดการยุ่งยากหรือไม่ก็ไม่ทุกข์
    4.มรรค พิจารณาว่าสิ่งใดเกิดขึ้นล้วนดีที่สุดแล้ว Everything happens for the best ยอมรับ ยิ้มรับและหาประโยชน์จากทุกสิ่งทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ หากหายคนที่พบก็จะได้ประโยชน์ ยินดีด้วย วางใจแล้วเลือกทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ตามเหตุปัจจัย

  34. ประพันธ์ โพธิ์คำ เท่ ใจถึงศีล กล้าจน

    สภาวธรรมประจำสัปดาห์ ณ วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ.2565
    ชื่อเรื่อง วิบากร้ายเล่นงานอย่างต่อเนื่อง
    เนื้อเรื่อง หรือ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น สืบเนื่องมาจากเมื่อ วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม
    2565 ช่วงเวลาประมาณ 07.00 นาฬิกา(7 โมงเช้า) การที่ตัวของเรามีอารมณ์หงุดหงิด
    จริงๆ (กิเลส-มาร ไม่ได้ดั่งใจ ไม่ชอบใจ) และ ได้ชิงชัง เพ่งโทษ ใส่ร้าย ผู้อื่น โดยที่ตัว
    ของเราไม่รู้เลยว่าใครเป็นผู้กระทำ คัดกิ่งกฐืนณรงค์หน้าห้องพักออกอย่างไม่เป็นระเบียบ
    เรียบร้อยนั้น และต่อมาในวันพุธที่ 20 กรกฎาคม 2565 ได้เกิดอุบัติเหตุ ข้อนิ้วนางมือขวา
    ด้านนิ้วก้อยถูกเศษไม้ทิ่มตำ ทำให้เป็นบาดแผล

    การปรับสภาวะที่เกิดขึ้นด้วยการใช้อริยสัจ ๔ และ มรรคมีองค์ ๘ :-
    อริยสัจ ๔
    ทุกขอริยสัจ คือ ใจมีความรู้สึกได้ทันที ที่ข้อนิ้วนางมือขวาถูกเศษไม้ทิ่มตำ
    ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ อยากให้ไม่บาดเจ็บที่ข้อนิ้วนางมือขวา
    ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ กล้าที่จะเจ็บปวด ก้ายอมรับวิบาก้ายยินดีรับความเจ็บปวด เป็นสุขใจ
    ให้ได้ว่า เจ็บอีกแล้ว ได้รับวิบากร้ายอีกแล้ว
    ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ
    สัมมาสังกัปปะ ความดำริในอันไม่เบียดเบียน พิจารณาตั้งอธิฐานจิตที่จะไม่
    เบียดเบียน ตัวเองและคนอื่นๆ ด้วย บททบทวนธรรม ที่นำพาชีวิตให้พ้นจากนรกตลอด
    กาลนาน ไม่ใส่ร้ายผู้อื่น ไม่ชิงชังผู้อื่น ไม่เพ่งโทษผู้อื่น ทั้งๆที่ตัวของเรา ไม่ทราบ ไม่
    เห็นตัวของผู้ที่กระทำการตัดกิ่งกฐินณรงค์

  35. ประพันธ์ โพธิ์คำ เท่ ใจถึงศีล กล้าจน

    ชื่อนายประพันธ์ นามสกุล โพธ์คำ ชื่อเล่น เท่ ปี 61 ระดีบ 3 สังกัด 5
    รุ่น 008 ลำดับ 087 รหัส 61 1 5 008 087
    สถาบันวิชชาราม ใบส่งงานการบ้าน(ต่างประเทศ)
    E-Mail :- taedallastx@gmail.com
    รหัส นศ. 61 1 5 008 087 นายประพันธ์ โพธิ์คำ
    ชื่อเล่น เท่
    เบอร์โทรติดต่อ 1-214-435-0648
    สภาวธรรมประจำสัปดาห์ ณ วันศุกร์ที่ 16 เดือนกันยายน พ.ศ.2565
    เรื่อง :- ความ วิตก กังวล หวั่นไหว กลัว ไม่สบายใจ
    เนื้อเรื่อง ในวันศักร์ที่ 16 กัยายน พ.ศ.2565 เวลาช่วงประมาณ 16.30-17.00
    นาฬิกา เป็นช่วงเวลาระหว่างการทำงาน ในขณะที่กำลังขับรถยนต์เพื่อส่งอาหารให้
    กับลูกค้า สายตาได้เหลือบเห็นที่หน้าปัดรถยนต์แสงไฟของดวงไฟที่แสดงความ
    บกพร่องของเครื่องยนต์ได้สว่างขึ้นถึงสามดวง ในความเข้าใจของตัวเอง ซึ่งอาจจะ
    หมายถึงเครื่องยนต์บกพร่องถึงสามจุด ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ตัวของเรามีความ
    วิตก กังวล หวั่นไหว กลัว ว่าในขณะที่ขับขี่รถยนต์เพื่อทำงานนั้น เครื่องยนต์อาจจะ
    ทำงานอย่างบกพร่องหรือเครื่องยนต์ไม่ทำงาน แต่ก็ได้ขับขี่รถยนต์จนกระทั่งเลิกงาน
    ปรับสภาวะธรรมด้วยการใช้อริยสัจ ๔ และ มรรคมีองค์ ๘ :-
    1-ทุกข์ คือ ความไม่สบายใจ ที่จะต้องขับขี่รถยนต์ที่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์นักในขณะที่
    ทำงานส่งอาหารให้ลูกค้า

    2. สมุทัย คือ สาเหตุแห่งทุกข์ ความ วิตก กังวล หวั่นไหว กลัว ไม่สบายใจ ที่จะต้อง
    ใช้รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ทำงานอย่างไม่สมบูรณ์

    3. นิโรธ คือ สภาพแห่งการดับทุกข์หรือความไม่มีทุกข์ ด้วยการ ตัดความ วิตก กังวล
    หวั่นไหว กลัว ไม่สบายใจ ด้วยความ ม่วิตก ไม่กังวล ไม่หวั่นไหว ไม่กลัว

    4. มรรค คือ วิธีการดับทุกข์ หนทางแห่งการดับทุกข์ กล้าที่จะขับขี่รถยนต์ทำงาน
    ต่อไปด้วยความ สุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจ สบายใจ ไร้กังวล หากเครื่องยนต์ไม่ทำงาน
    ต่อไป ก็ไม่กลัวอะไร หากเครื่องเกิดดับ ก็ดับไป ตัวของเราไม่สามารถที่จะทำอะไ
    ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ ไม่สามารถควบคุมได้หรือแก้ไขอะไร
    ได้ดั่งใจที่ปรารถนา ด้วยการใช้บททบทวนธรรมข้อที่ ๑๓๘. จงเผชิญกับปัญหาอุป
    สรรคที่มีอยู่คู่โลกตลอดกาลนาน อย่างมีชีวิตชีวา ให้ได้

  36. ประพันธ์ โพธิ์คำ เท่ ใจถึงศีล กล้าจน

    ชื่อนายประพันธ์ นามสกุล โพธ์คำ ชื่อทางธรรม ใจถึงศีล กล้าจน ชื่อเล่น เท่
    นักศึกษาอริยปํญญาตรี หลักสูตร 7 ปี สาขาวิชา จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม
    รหัส นศ. 61 1 5 008 087
    ปัจจุบันอายุ 73 ปี พำนักอยู่ที่ เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา
    E-Mail :- jaithungsillax@gmail.com
    สภาวธรรมประจำสัปดาห์ ณ วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน .ศ.2565

    ชื่อเรื่อง โอ้ย คัน คัน คัน คันมากๆ คันจริงๆ
    เนื้อเรื่อง ในวันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ.2565 ช่วงเวลาประมาณสามทุ่มครึ่ง(เวลา
    ท้องถิ่น ณ เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา) ขณะขับรถยนต์อยู่บน
    เส้นทางที่ใช้ความเร็วสูงเพื่อจะกลับบ้าน ได้เกิดอาการคันช่องนิ้วเท้าทั้งห้าของเท้า
    ซ้ายอย่างรุนแรง ทำอะไร ก็ทำไม่ได้ จะใช้เท้าขวาเกาเท้าซ้ายทั้งรองเท้า ก็เกาไม่
    ได้ เพราะเท้าขวากำลังเหยียบคันเร่งความเร็ว จะใช้มือทั้งสองเกา ก็เกาไม่ได้ เพราะ
    มือทั้งสองควบคุมการขับเคลื่อนรถรถยนต์ที่พวงมาลัย จึงจำต้องทนตามสภาวะและ
    สถานการณ์จนถึงบ้าน อาการคันก็ยังคงมีอยู่ไม่จางคลายหายไป ในเวลาถัดมาได้
    เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่ออาบน้ำ ในขณะที่อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ถัดจากนั้นได้ทำ
    การล้างเท้าโดยใช้นิ้วมือเซาะร่องระหว่างนิ้วเท้าทั้งห้าให้สะอาด แต่อาการคันก็เพียง
    แต่ทุเลาลงเท่านั้น
    การปรับสภาวะธรรมด้วยอริยสัจ ๔ และ มรรคมีองค์ ๘ :-

    1-ทุกข์ คือ ไม่สบายใจ ที่จะใช้เท้าหรือมือ เการ่องนิ้วเท้าข้างซ้าย ก็ไม่สามารถเกาได้

    2. สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ อยาก
    อยากที่ 1- อยากให้อาการคันไม่เกิดขึ้นในระหว่างขับรถยนต์บนเส้นทางที่
    ใช้ความเร็วสูง
    อยากที่ 2- เมื่ออาการคันเกิดขึ้นแล้ว ก็อยากให้อาการคันจางคลายหายไป
    อยากที่ 3- เมื่ออาการคันไม่จางคลายหายไปดั่งใจต้องการ ก็อยากจะทำการ
    เกาอาการคันนั้น จะใช้เท้าขวาเกาทั้งรองเท้า ก็เกาไม่ได้ เพราะเท้าขวากำลังเหยียบ
    คันเร่งความเร็ว มือก็ควบคุมการขับเคลื่อนรถยนต์อยู่ที่พวงมาลัย
    อยากที่ 4- เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ก็ได้อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายและฝ่า
    เท้าทั้งสอง โดยเฉพาะฝ่าเท้าข้างซ้ายทั้งเกาทั้งทำความสะอาดด้วยการใช้นิ้วมือเซาะ
    ช่วงระหว่างนิ้วทั้งห้า
    อยากที่ 5- เมือได้มีโอกาสทำความสะอาดเซาะร่องนิ้วเท้าทั้งห้าแล้ว ก็อยาก
    ทำความสะอาด เพื่อให้อาการคันหายไปในฉับพลันทันที
    อยากที่ 5- เมื่ออารการคันไม่หายไปในฉับพลันทันที ก็ไม่อยากให้อาการคัน
    นั้นดำรงคงอยู่นานๆ

    3. นิโรธ คือ ดับความทุกข์ด้วยการดับความอยากทั้ง 5 ปรกการ ด้วยใจที่เป็นสุขใจ แม้
    อาการคันจะยังคงอยู่ไม่หายไป ก็ชั่งหัวมัน อยากคันนัก ก็ให้มันคันไปด้วยใจที่ไม่ทุกข์
    ไม่ให้เกิดอาการคันที่ใจ ตามอาการของร่างกาย

    4. มรรค คือ หนทางแห่งการดับทุกข์ วิธีการดับทุกข์ ด้วยสัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจ
    ถูกต้อง ด้วย
    4.1- สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง ด้วยบททบทวนธรรมข้อที่ ๑๔๙ ความสุข
    แท้ คือไม่ทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไร ในสถานการณ์ใด กล่าวคือ ไม่ทุกข์ใจ แม้อาการ
    คันยังคงเป็นอยู่ อยากคันนัก็คันไป ทั้งๆที่ได้ทำความสะอาดและเกาตามอาการคัน ก็
    เป็นสุขใจได้ แม้ไม่ได้ดั่งใจ ไม่สมใจอยาก
    4.2- สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง ตามพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระ
    สุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เจลสูตร ให้รีบเพียรเพื่อตรัสรู้
    เหมือนรีบดับไฟบนศีรษะ ดั่งใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า ไม่ใส่ใจถึงผ้าหรือศีรษะที่ถูก
    ไฟไหม้ แล้วพึงกระทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความไม่ย่นย่อ ความ
    ไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะอย่างแรงกล้า เพื่อตรัสรู้อริยสัจ ๔ ที่ยังไม่ตรัสรู้ตาม
    ความเป็นจริง
    4.3- สัมมาสติ คือการระลึกประจำใจถูกต้อง เรื่องในอดีตที่ตัวของเรา เคยทำไม่ดีมา
    ซึ่งไม่อาจจะกลับไปแก้ไขได้ เพียงแต่ในปัจจุบันระลึกถึงที่จะไม่กระทำผิดซ้ำอีก
    4.4-สัมมาสมาธิ คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง ดล่าวคือ ในปัจจุบันนี้ก็แก้ไข ปรับปรุ่งตัว ด้วย
    การ บำเพ็ญบุญ ละบาป ไม่ทำให้ ตัวเอง คนอื่น สัตว์อื่น เดือดร้อนเพราะตัวของเราอีก
    ต่อไป

  37. Natchawan Sriphetsongsaeng

    @พวธ.หมวยหมายมิ่งพุทธ พุทธะชนะทุกข์ 130092 ชื่อ ณัชวรรณ ศรีเพชรส่องแสง ชื่อเล่น หมวย ชื่อทางธรรม หมายมิ่งพุทธ รหัส 13สังกัด ภาคใต้สวนป่านาบุญ2 จังหวัดนครศรีธรรมราช

    เรื่องผิดศีลกินสามมื้อเพราะป่วยเนื่องจากติดไข้หวัดจากลูกชายมานั่งคุยใกล้ๆก็ไม่ได้ตรวจไม่ไป โรงพยาบาลรักษาตัวเองที่บ้านกันเมื่อวานเป็นเยอะนอนซมเดินยังไม่ไหวปวดตัวทำงานไม่ไหวลุกมาหุงข้าวต้มแต่กินไม่ลงอาเจียนด้วยวันนี้ลุกไหวแล้วกินได้ไม่เยอะทำอะไรมากยังไม่ค่อยไหวเวียนหัวอยู่เลยมาสารภาพผิดขอขมาต่อหมู่กลุ่มสิ่งใดที่ได้ล่วงเกินกายวาจาใจกับท่านสมณะคุรุหมู่กลุ่มณ.ที่นี้ด้วยคะ
    ทุกข์(:)รู้สึกหวั่นไหวไม่ชอบที่ร่างกายเจ็บป่วย
    สมุทัย(:)อยากให้สุขภาพร่างกายเป็นปกติจะสุขใจชอบใจเมื่อร่างกายไม่สบายจึงไม่ได้ดั่งใจที่ต้องรับวิบากร่วมกับลูกชาย
    นิโรธ(:)ใจของเราไม่เพ่งโทษลูกใจไร้ทุกข์ที่รับวิบากร่วม ยินดีชดใช้
    มรรค(:)พิจารณาว่าอย่ากลัวเป็นอย่ากลัวตายอย่ากลัวโรคอย่ากังวลอย่าหวั่นไหวใจเป็นสุขตาย…ก็ไปเกิดใหม่จะทำดีต่อ อยู่…ก็ทำหน้าที่ทำดีต่อไป

    หมายมิ่งพุทธ
    650912

    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ ณัชวรรณ ศรีเพชรส่องแสง ชื่อเล่น หมวย ชื่อทางธรรม หมายมิ่งพุทธ อายุ 66 ปี ร่างกายแข็งแรงสถานภาพหม้าย มีบุตรชาย หญิง ทั้งหมด4คนเข้าค่ายครั้งแรกเมื่อประมาณ พ.ศ.2559 และได้ติดตามฟังปัจจุบันเป็นจิตอาสาผู้คบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ2จังหวัดนครศรีธรรมราช และเป็นนักศึกษาวิชชาราม หลักสูตร7ปี ระดับอริยปัญญาตรี

  38. จิตรา พรหมโคตร

    ชื่อ นางจิตรา นามสกุล พรหมโคตร

    ชื่อทางธรรม มั่นแก่นพุทธ

    ชื่อเล่น ตาลพบุรี

    นักศึกษาอริยปัญญาโทหลักสูตร ๗ ปี สาขาจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม

    ปัจจุบันอายุ ๖๓ ปี อาศัยอยู่ที่จังหวัดลพบุรี

    ส่งการบ้านอริยสัจ ๔

    ครั้งที่ ๒ วันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๕

    เรื่อง อยากเขียนอริยสัจ ๔ ให้ได้

    เหตุการณ์ กลับจากไปเป็นเพื่อนน้องสะใภ้ที่อำเภอได้เห็นกิเลสตัวเองอยากเป็นคนสำคัญของน้องสะไภ้และได้ต่อสู้จนผ่านไปด้วยดี เมื่อมาถึงบ้านก็จะมาเขียนอริยสัจ๔ ส่งเป็นการบ้านแต่เขียนเท่าไรก็เขียนไม่ได้

    ทุกข์ :เกิดความใจร้อนที่จะเขียนอริยสัจ ๔ อย่างที่ตั้งใจไว้

    สมุทัย: อยากจะเขียนอริยสัจ ๔ ให้ได้อย่างที่ตั้งใจไว้เมื่อไม่ได้ตามที่อยากจึงเป็นทุกข์

    นิโรธ: สุขใจให้ได้แม้ไม่ได้ดั่งใจใจไร้ทุกข์ แม้จะเขียนอริยสัจ ๔ ไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้

    มรรค: เริ่มต้นที่สัมมาทิฏฐิทำความเข้าใจให้ถูกต้องด้วยการพิจารณาว่า

    ๑. พิจารณาวิบากกรรมเราไม่สามารถเขียนอริยสัจ ๔ ได้ตามที่ตั้งใจไว้ก็เพราะมีวิบากร้ายขวางกั่นอยู่ให้เราเขียนไม่ได้ เราจึงยอมรับวิบากกรรม ยินดีรับสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้จริง ณ เวลานั้น

    ๒. พิจารณาโทษของการมีความอยากแบบยึดมั่นถือมั่นเพราะมันทำให้เราทุกข์ เมื่อเขียนไม่ได้สมใจ และพิจารณาประโยชน์ของการไม่มีความยึดมั่นถือมั่นคือแม้เขียนไม่ได้สมใจอยากก็ไม่ทุกข์ ทำใจในใจให้เห็นชัดเจนว่าการไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นดีกว่าเลิศยอดกว่า เพราะถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่นเราก็สุขสบายใจได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง คือ จะเขียนได้หรือไม่ได้เราก็สุขใจได้

    ๓.พิจารณาไตรลักษณ์ของสุขลวงให้เห็นความไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนของความสุขสมใจที่ได้เขียนอริยสัจ ๔ได้ตามที่ตั้งใจไว้ เพราะต่อให้วันนี้เขียนได้ตามที่ตั้งใจไว้มันก็รู้สึกเป็นสุขแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เสร็จแล้วก็ยึดต่อว่าพรุ่งนี้จะต้องเขียนอริยสัจ ๔ ได้เราก็ทุกข์อีก ดังนั้น ความสุขสมใจที่ได้เขียนอริยสัจ ๔ จึงเป็นเพียงสุขลวง ไม่เที่ยง ไม่มีจริงและจริงๆแล้วมันมีแต่ทุกข์ทำให้เรากังวลอยู่ทุกวันว่าจะเขียนอริยสัจ ๔ ให้ได้ เมื่อเห็นชัดเจนแล้วได้เขียนอริยสัจ ๔ ได้สมใจนั้นไม่ใช่ความสุขจริง แต่ทำให้เราทุกข์ ทุกครั้งที่ยังอยากเขียนอริยสัจ ๔ ให้ได้สมใจอยากจึงจางคลายจากความอยาก ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นทิ้ง สุขลวงที่ไม่มีจริงไปเลยดีกว่า เมื่อเขียนเสร็จตามที่ได้นำแนวทางของคุรุชุนมาเขียนก็หัวเราะเบิกบานแจ่มใสได้ทันทีเพราะมันได้ล้างตัวยึดมั่นถือมั่นที่จะเขียนอริยสัจ๔ให้ได้ จริงๆได้ ๑๐๐%

  39. สุรีนารถ ราชแป้น Sureenart ratchapan

    ส่งการบ้านเรื่องที่3 #ฉบับแก้ไข #สุรีนารถ
    อริยสัจ 4

    เรื่อง: งานเขียนในชีวิตจิตอาสา

    เหตุการณ์: จากการเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม มาหลายปี และเป็นนักศึกษาวิชชาราม รวมถึงการเป็นนักศึกษาวิทยาลัยชุมชนมีหลายฐานงานที่ให้บำเพ็ญ ซึ่งเป็นงานเขียนทางวิชาการ เช่นการเขียน ทุกข์อริยสัจ พุทธะชนะทุกข์ เขียนบทความต่างๆ ล้วนเป็นงานบำเพ็ญ สื่อธรรมะหรือประสบการณ์ในการแบ่งปันเล่าสู่กันฟัง การทำการบ้านส่งของนักศึกษา ตนเองได้ตรวจพบความไม่ขยัน ขี้เกียจ ผลัดวันประกันพรุ่ง ในการทำงานเขียน จะทำเป็นงานหลังๆ หรือจะทำในวันที่ใกล้หมดกำหนดส่ง มาเร่งทำในวันหลังๆเหลือเวลาในการทำน้อย บางครั้งก็ทำให้ผลงานออกมาไม่ค่อยดีนัก

    ทุกข์: ไม่แช่มชื่น ผลัดวันประกันพรุ่ง ในการบำเพ็ญงานเขียน หรือการทำการบ้านในการเป็นนักศึกษาวิชชารามและนักศึกษาวิทยาลัยชุมชน เข่นการเขียนอริยสัจ4 การเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์

    สมุทัย: ชอบใจ สุขใจ ที่ทำงานบำเพ็ญที่ไม่ต้องเขียน ไม่แช่มชื่น ไม่ชอบใจ ที่ต้องทำงาน ทำการบ้านที่ต้องเขียนเป็นเรื่องราว

    นิโรธ: ยินดีบำเพ็ญทุกงาน ที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องเขียนหรืองานอื่นๆด้วยใจที่เบิกบาน และตั้งป้าหมายในการเขียนงานพุทธะชนะทุกข์ หรือเขียน อริยสัจ4ให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1เรื่อง

    มรรค: มาพิจารณาหักลำกิเลสที่มาหลอกให้เป็นทุกข์ ความไม่อยากทำ ก็คือความอยากที่เป็นตัณหา เป็นอบายมุข ก่อให้เกิดทุกข์ เกิดวิบากร้ายต่อตนเอง นำไปสู่โลกสันนิวาส การที่ตนเองมาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรม ต้องการเดินไปสู่โลกของพุทธะ จึงหันมาล้างกิเลสเหตุแห่งทุกข์โดยการ
    พิจารณาข้อดีของการเขียน สื่อธรรมะออกไป ไม่ว่าจะเป็นการเขียน บทความพุทธะชนะทุกข์ ของประสบการณ์จิตอาสา หรือการเขียน อริยสัจ 4 ในวิชาธรรมโอสถ ของหลักสูตร วิทยาลัยชุมชน ผู้เขียนจะได้บำเพ็ญแบ่งปันธรรมะ เป็นการได้ทบทวนธรรม ใคร่ครวญธรรม เสวนาธรรมผ่านตัวอักษร เป็นเหตุแห่งการพ้นทุกข์ ตั้งใจให้มีฉันทะ ในการเขียน ไม่ขี้เกียจ ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง ตั้งศีลลดกิเลส หากเชื่อกิเลสทำตามกิเลสก็จะโง่พิเศษ และการเขียนจะทำให้ได้ฝึกการใช้ภาษาให้เหมาะสม เขียนคำให้ถูกต้อง มีแต่ประโยชน์ล้วนๆ
    เมื่อเราเขียนออกมาแล้ว ได้สื่อสารหรือได้เผยแพร่ออกไป ได้ประโยชน์ กับผู้อื่นที่กำลังมีสภาวะหรือปัญหาแบบเดียวกันก็ได้
    ดังนั้นต้องตั้งศีลมาปฏิบัติ ทำอย่างเบิกบานเพื่อสร้างวิบากดี จะไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ขี้เกียจ ต้องขยัน ทำทุกงานที่ทำได้
    เมื่อได้ล้างความขี้เกียจ รีบลงมือเขียน ก็เขียนไปได้ด้วยความเต็มใจ ตั้งใจเขียน ด้วยความเบิกบาน ใจไร้ทุกข์
    สรุป ผลจากการได้ล้างความขี้เกียจที่เป็นกิเลสตัวร้าย ทำให้ลดทุกข์ลงได้100% มีฉันทะในการเขียนเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

  40. Natchawan Sriphetsongsaeng

    พุทธะชนะทุกข์ 130102
    ชื่อ ณัชวรรณ ศรีเพชรส่องแสง ชื่อเล่น หมวย ชื่อทางธรรม หมายมิ่งพุทธ รหัส 13 สังกัด ภาคใต้สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช

    เรื่อง. ชังผงถ่านปรับสมดุลร่างกาย

    เหตุการณ์. เนื่องจากต้องรับวิบากเจ็บป่วยติดโควิด 19 ก็ได้ปรับสมดุลร่างกายด้วยการต้มสมุนไพรกิน อบ อาบ แต่ยังไม่ทำน้ำสามพลังสี่พลัง จับได้ว่าไม่อยากกินผงถ่านปรับสมดุลร่างกาย ใจมีความชัง
    ผงถ่านว่าสีดำๆ เลอะเทอะแถมกลืนแล้วติดคออีกต่างหาก..

    ทุกข์ – รังเกียจ ลำบากใจ ชังผงถ่าน ไม่ชอบสีดำๆเลอะเทอะแถมกลืนยากติดคออีกต่างหาก

    สมุทัย – ไม่ชอบที่ต้องใช้ผงถ่าน…รู้สึกว่าถ้าต้องกินผงถ่านจะทุกข์ใจ ถ้าไม่ต้องกินจะชอบใจสุขใจ เพราะรู้สึกรังเกียจ ดูเหมือนสกปรกเลอะเทอะและกลืนยาก

    นิโรธ – มีความยินดีได้ ไม่ชอบไม่ชัง ยินดีที่จะกินก็ได้ไม่กินก็ได้ด้วยใจไร้ทุกข์

    มรรค – พิจารณาเห็นกิเลสล้างกิเลส เห็นความชังเป็นสิ่งสำคัญที่สร้างทุกข์ใจ ได้ล้างความชังสาเหตุที่ทำให้ทุกข์ใจ เห็นประโยชน์ของผงถ่านและทำให้ได้ล้างความชังผงถ่านได้ และเห็นโทษของความชังผงถ่านเป็นกิเลสที่อยู่ในใจทำให้ทุกข์ใจ ทำให้ไม่กล้าใช้ แต่แล้วเปลี่ยนลองมาใช้ผงถ่านปรับสมดุลร่างกายด้วยใจไร้ทุกข์ เข้าใจ เชื่อ และ ชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง ว่าเป็นรหัสเป็นปัญญาที่จำเป็นที่สุด
    ที่สำคัญที่สุดมีฤทธิ์ที่สุด ในการดับทุกข์
    ในการคลายความยึดมั่นถือมั่น ในการเข้าสู่ความผาสุกที่แท้จริง วิบากต้องรับกิเลสต้องล้าง พุทธะจึงจะเกิด

    สรุป. เมื่อพุทธะเกิดทำให้เรามีปัญญาแก้ปัญหาทุกข์กายทุกข์ใจได้

    หมายมิ่งพุทธ
    650914

    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ ณัชวรรณ ศรีเพชรส่องแสง ชื่อเล่น หมวย ชื่อทางธรรม หมายมิ่งพุทธ อายุ 66 ปี ร่างกายแข็งแรงสถานภาพหม้าย มีบุตรชาย หญิง ทั้งหมด 4 คน เข้าค่ายครั้งแรกเมื่อประมาณ พ.ศ. 2559 และได้ติดตามฟัง ปัจจุบันเป็นจิตอาสาผู้คบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช และเป็นนักศึกษาวิชชาราม ระดับอริยปัญญาตรี หลักสูตร 7 ปี

  41. ประพันธ์ โพธิ์คำ เท่ ใจถึงศีล กล้าจน

    สภาวธรรมประจำสัปดาห์ ณ วันพุธ ที่ 21 เดือน กนยายน พ.ศ.2565
    ชื่อเรื่อง อึออัด วิตก กังวล หวั่นไหว
    เนื้อเรื่อง ในช่วงเวลากลางเดือน จะเป็นช่วงที่ค่าใช้จ่ายต่างๆประดังกันเข้ามา โดย
    การได้รับคำแจ้งเตือนกล่าวคือ จดหมายธรรมดา อี-เมล์ ระบส่งข้อความอิเล็คโทรนิค
    ต่างๆ และมีการหักชำระรายการค่าใช้จ่ายๆ ด้วยระบบอัตโนมัติจากบัญชีเงินธนาคาร
    และแจ้งการบริการด้วยการส่งข้อความเข้าโทรศัพท์ของเรา บางรายการก็ได้รับชำระ
    ไปแล้ว บางรายการก็รอดำเนินการอยู่ แต่ส่วนที่ทำให้เกิดความอึดอัดใจก็คือ ค่าใช้
    จ่ายในการใช้โทรศัพท์ที่จะถึงเวลาการชำระในวันที่ 26 ของทุกเดือน ซึ่งในบัญชีเงิน
    ฝากในธนาคารของเรานั้น ได้รับการแจ้งเตือนว่า ได้มีการเบิกเงินเกินบัญชีไปแล้ว จึง
    ทำให้เกิดอาการ วิตก กังวล หวั่นไหว ในเรื่องของการใช้บริการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ
    โดยอัตโนมัติจะถูกระงับ ซึ่งอาจจะทำให้ตัวของเราเองจะต้องเข้าสู่ระบบการชำระค่า
    ใช้จ่ายต่างๆแบบธรรมดาด้วยเดินทางการชำระที่ศูนย์ให้บริการต่างๆ
    ปรับสภาวะธรรมด้วยอริยสัจ ๔ และ มรรค ๘ :-
    1-ทุกข์ คือ ไม่สบายใจ ทุกข์ใจ อึดอัด วิตก กังวล หวั่นไหว ที่บัญชีเงินฝากในธนาคาร
    ของเรามีไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระในช่วงนี้
    2. สมุทัย คือ สาเหตุแห่งทุกข์ ด้วยตวาม วิตก กังวล หวั่นไหว กลัวจะถูกระงับการได้
    รับบริการหักค่าใช้จ่ายต่างๆโดยอัตโนมัติออนไลน์

    3. นิโรธ คือ ไม่วิตก ไม่กังวล ไม่หวั่นไหว ไม่กลัว และ ยินดี พอใจ สุขใจ เบิกบาน
    แม้การได้รับบริการต่างๆทางออนไลน์จะถูกระงับและเข้าสู่กระบวนการชำระค่าใช้จ่าย
    ต่างๆแบบธรรมดา
    4. มรรค คือ พิจาณาวิธีการต่างๆเพื่อดับดับทุกข์ด้วย
    4.1. สัมมาทิฏฐิ ความเข้าใจถูกต้อง เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา ไม่มีอะไรบังเอิญ
    ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ เพราะเราเคยทำเช่นนั้นมามากกว่านั้น
    4.2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้องว่า วิบากกรรมมีจริง ทำอะไร ได้ผลอะไร
    ก็เกิดจากการกระทำของเราเองทั้งหมด เจอเรื่องดีเพราะทำดีมา เจอเรื่องไม่ดีเพราะ
    ทำไม่ดีมาทั้งในปัจจุบันและอดีต สังเคราะห์กันอย่างละ 1 ส่วน
    4.3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง ไม่พูดจาส่อเสียด ไม่ใส่ร้ายป้าสี นินทาว่าร้าย
    แม้กระทั่งการรำพึงรำพันกับตัวเองในสิ่งที่ไม่ดีต่างๆดังที่กล่าวมา
    4.4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง ไม่มีใครทำดีกับเราได้ นอกจากตัวเราเอง
    ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากตัวเราเอง เราเป็นทายาทของกรรม เรามีกรรมเป็น
    กำเนิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจักทำกรรมอันใดไว้ ดีก็
    ตาม ชั่วก็ตาม เราจักได้รับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน ไม่มีอะไรดลบันดาลสิ่งดีสิ่ง
    ร้ายให้เราได้ นอกจากวิบากดีร้ายของเราเท่านั้น ที่ดลบันดาลสิ่งดีสิ่งร้ายให้เราได้
    เราทำดีก็ได้รับผลดี เราทำชั่วก็ได้รับผลชั่ว
    4.5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง ที่ต้องพึ่งตัวเองให้ได้เป็นหลัก ก่อนที่จะพึ่ง
    พาอาศัยคนอื่นๆที่ไม่แน่นอน กล่าวคือ ชีวิต…ต้องฝึกให้อยู่อย่างประหยัดเรียบง่าย
    ให้ได้ ประหยัด คือกินน้อยใช้น้อยในขีดที่แข็งแรงที่สุด ไม่ทรมานตน ไม่เสียหาย
    จำเป็นจึงใช้ ไม่จำเป็นไม่ใช้ เป็นประโยชน์จึงใช้ เป็นโทษไม่ใช้ เพื่อก้าวไปสู่ชีวิต
    ที่พอเพียงเรียบง่าย ร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่ดีงาม จิตใจที่เป็นสุข

  42. ประพันธ์ โพธิ์คำ เท่ ใจถึงศีล กล้าจน

    ชื่อเรื่อง :- ไม่เป็นอย่างที่ใจอยาก
    เนื้อเรื่อง ในกระบวนการรับสั่งอาหารทางโทรศัพท์และออนไลน์อื่นเพื่อที่จะทำการส่ง
    อาหารตามที่ลูกค้าสั่งมานั้น เริ่มตั้งแต่รับรายการจากลูกค้าในช่องทางใดช่องทางหนึ่ง
    าแล้ว ในขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในหลายๆขั้นตอน ก็คือการนำกล่องอาหารลงใน
    หีบห่อเพื่อจะให้ไดว์เวอร์นำไปส่งให้ถึงบ้านลูกค้าในแต่ละสถานที่ ซึ่งมีทั้งที่เป็นบ้าน
    อพาร์ทเม้นต์ คอนโดมิเนี่นม สถานที่ทางราชการ บริษัท สำนักงาน และอื่นๆ ในการ
    นำส่งอาหารนั้น บางครั้งมีลูกค้าเพียงรายเดียว บางครั้งมีลูกค้าสองถึงสามราย ขึ้นไป
    ซึ่งไดว์เวอร์จะต้องวางแผนจัดการนำส่งให้ถึงลูกค้าแต่ละรายภายในสามสิบนาทีถึงสี่
    สิบห้านาที ในช่วงเวลาที่มีลูกค้าตั้งแต่สองถึงสามรายขึ้นไป เจ้าของร้านอาหารจะกำ
    ชับให้ไดว์เวอร์นำอาหารไปส่งให้ลูกค้ารายก่อน รายใดเป็นรายถัดๆกันไป บางครั้งก็
    เป็นไปตามลำดับก่อนหลัง บางคราวก็เป็นไปตามเส้นทางที่ถึงลูกค้ารายใดก่อนไล่
    เรียงกันไปตามลำดับ ซึ่งในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ทำให้ไดว์เวอร์เกิดอารมณ์ที่ไม่ค่อย
    จะพึงพอใจ หงุดหงิดกับนักกับการกำชับบัญชาการของเจ้าของร้านอาหาร กล่าวคือ
    ไดว์เวอร์คิดว่า จะอะไรกันนักกันหนา และไดว์เวอร์เองนั้นก็รู้ว่าควรจะส่งรายใดก่อน
    รายใดเป็นราบถัดๆไป ในบางคราวเจ้าของร้านอาหารก็จะกำชับให้ส่งอาหารถึงลูกค้า
    รายใดเป็นพิเศษเร่งด่วนก่อนรายอื่นๆ ซึ่งก็อาจจะทำให้มีปากเสียงกันบ้างระหว่างเจ้า
    ของร้านอาหารกับไดว์เวอร์ แม้กระนั้นก็ตามไดว์เวอร์ก็นำอาหารไปส่งลูกค้าตามที่
    เจ้าของร้านบอกกล่าวให้ไปส่งรายใดก่อน แต่ก็เกิดปัญหาว่าลูกค้าบางรายโทรศัพท์
    กลับมาที่ร้ายอาหารว่าอาหารของเขาอยู่ไหน ทำไมจึงยังส่งให้ไม่ถึงสักที เจ้าของ
    ร้านอาหารก็จะโทรศัพท์ถึงไดว์เวอร์ว่าอยู่ไหนแล้ว ทำไมจึงยังส่งอาหารไม่ถึงลูกค้า
    รายที่โทรศัพท์สักที ไดว์เวอร์ก็บอกว่า “อ้าว ก็ให้ไปส่งลูกค้าตามที่กำชับไว้ จะเอา
    อย่างไรกันแน่” เจ้าของร้านอาหารก็จะเร่งรัดให้เอาไปส่งให้ลูกค้าตามที่ต้องการ บาง
    ครั้งก็ทำให้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ที่มีปัญหาก็คือ ไม่อาจทำตามที่เจ้าของร้านอาหาร
    ต้องการดั่งใจได้

    ปรับสภาวะธรรมด้วยอริยสัจ ๔ และ มรรค ๘ :-
    1-ทุกข์ คือ ทุกข์ใจ หวั่นเกรง กังวล ไม่อาจจะกระทำตามที่เจ้าของร้านอาหารและ
    ลูกค้าต้องการตามความประสงค์ได้ ซึ่งทำให้อาหารส่งถึงลูกค้าช้ากว่าช่วงเวลาที่
    กำหนดหรือบอกกล่าวกับลูกค้า หรือ ลูกค้าสั่งยกเลิก ปฏิเสธ ที่จะรับอาหารตามที่
    ก็จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งฝ่ายเจ้าของร้านอาหารและฝ่ายไดว์เวอร์ที่ต้องเสีย
    ประวัติในการทำงานส่งอาหารและสินค้า อีกทั้งเสียความรู้สึกด้วยกันทั้งเจ้าของ
    ร้านอาหาร ไดว์เวอร์และลูกค้า

    2. สมุทัย คือ สาเหตุแห่งทุกข์นั้น ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ได้สมใจอยากก็เป็น
    สุขใจไม่ได้สมใอยากก็ทุกข์ใจ เกิดความ อึดอัด รำคาญ ร้อนรุ่ม ที่ไม่อาจจะกระทำใน
    สิ่งที่ตัวเราเองต้องการจะกระทำ

    3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์หรือตัณหาดับโดยไม่หลือ ไม่มีความอยากการเอาชนะ ไม่มี
    วิวาทะกับเจ้าของร้านอาหาร ไม่ยึดมั่นถือมั่นในการที่ต้องทำตามที่ตัวเราเองต้องการ
    ไม่ได้สมใจอยากก็เป็นสุขใจ ใจไร้ทุกข์ ไร้กังวล ไม่อึดอัดที่จะต้องกระทำตามความ
    กำชับบัญชาของเจ้าของร้านอาหาร แม้จะต้องกระทำในสิ่งที่ตัวเราเองต้องการจะกระ-
    -ทำไม่ได้ก็เป็นสุจใจ เบิกบาน แจ่มใส

    4. มรรค คือ หนทางแห่งการดับทุกข์ วิธีการดับทุกข์ทั้งปวง
    พิจารณาวิบากกรรม ตามบททบทวนธรรม ข้อที่ ๑๒. วิบากกรรมมีจริง ทำอะไร
    ได้ผลอะไร ก็เกิดจากการกระทำของเราเองทั้งหมด เจอเรื่องดีเพราะทำดีมา เจอเรื่อง-
    -ไม่ดีเพราะทำไม่ดีมา ทั้งในปัจจุบันและอดีต สังเคราะห์กันอย่างละ 1 ส่วน
    พิจารณาโทษ ของความอยาก เป็นทุกข์ต้องการเอาชนะ ต้องการให้เจ้าของ
    ร้านอาหารกระทำตามและยอมรับการทำงานเรา ทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจอยาก แต่เมื่อได้เห็น
    โทษอย่างแท้จริง ก็ทำให้ตัวของเราขจัดทุกข์นั้นๆได้ด้วยการเป็นสุขใจได้แม้ไม่ได้ดั่ง
    ใจที่อยาก
    พิจารณาประโยชน์ของการไม่มีความอยาก ได้รับความสบายใจ ไม่อึดอัด ไม่
    ขัดเคืองใจ อีกทั้งเป็นสุขใจแม้ไม่ได้ดั่งใจอยาก ก็ทำให้มีผลที่ดีต่อร่างกายกล้ามเนื้อ
    หัวใจไม่เกร็งบีบรัดอึดอัดใจ มีระบบหายใจที่ดีขึ้น ตลอดจนกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆของ
    ร่างกายก็มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น
    พิจารณาไตรลักษณ์ของสุขลวง ซึ่งโดยแท้จริงแล้วความต้องการ ความอยาก
    ได้ใคร่ดีที่ใจของเราต้องการนั้น เราก็ได้รับความดีใจ สมใจอยาก เพียวเดี๋ยวเดียว ชั่ว
    ครู่ชั่วยามเท่านั้น ไม่ได้มีความดีใจ สมใจอยากตลอดไป และตัวของเราก็จะต้องสร้าง
    ความต้องการ สร้างความอยากได้ใคร่ดีขึ้นมาใหม่ สับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดเวลา
    แล้วอย่างนี้ตัวของเราจะสร้างความสุขลวงแต่ทุกข์ใจไปทำไม สุขใจได้ในทุกๆปัจจุบัน
    แม้ไม่ได้ดั่งใจอยาก เจริญธรรมสำนึกดี มีใจไร้ทุกข์ ให้ได้ในทุกๆปัจจุบัน

  43. ประพันธ์ โพธิ์คำ เท่ ใจถึงศีล กล้าจน

    ชื่อเรื่อง :- ต้องยอมรับผืด ทั้งๆที่ไม่ได้กระทำผิด
    เนื้อเรื่อง ในขณะที่กำลังปฏิบ้ติหน้าที่การงานที่กระทำเป็นประจำทุกวันนั้น กล่าวคือ
    ในวันนี้(วันอาทิตย์ที่ 25 กัยยายน 2565) ได้ขับรถยนต์ไปส่งอาหารให้กับลูกค้า เมื่อ
    ถึงจุดหมายปลายทางและทำการปรับให้รถยนต์เข้าจอดบริเวณลานจอดรถยนต์ของ
    อพาร์ทเม้นต์และกำลังจะเดินไปยังบ้านของลูกค้านั้น ได้มีคนดำ(Black people) ออก
    มาจากอพาร์ทเม้นต์ของเขา และบอกกับเราว่า ได้ขับรถยนต์ชนกับขอบกั้นเครื่องปรับ
    อากาศของเขา คนดำนั้นได้ทำการเดินดูรถยนต์ของเราทั้งด้านหน้าและด้านหลังของ
    รถยนต์ ทั้งๆที่ไม่ได้ชนแต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่คนดำนั้นก็ไม่ยอมและยังได้เรียกร้องค่า
    เสียหายจากเราเป็นจำนวนเงิน 10.-เหรียญ์(10.-US. Dollar) แม้จะชี้แจงอย่างไรก็ไม่
    ยอมฟัง ในขณะที่กำลังจะเกิดอารมณ์เสียและเริ่มจะมีเสียงดังด้วยกันทั้งสองฝ่ายขึ้นมา
    จึงได้บอกกับคนดำนั้นว่า ขอไปส่งอาหารให้ลูกค้าก่อนแล้วจะกลับมา เมื่อได้ส่งอาหาร
    ให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้วและเดินกลับมาที่รถยนต์ของเรา ในใจก็นึกว่าคนดำนั้นได้กลับ
    เข้าไปในอพาร์ทเม้นต์ของเขาแล้ว แต่ปรากฎว่าคนดำนั้นก็ยังคงยืนรอนอกอพาร์ทเม้นต์
    ของเขาที่บริเวณลานจอดรถยนต์และยังได้แสดงอาการสัมทับให้เราจ่ายค่าเสียหายดัง
    กล่าวให้ได้ เราจึงคิดได้ว่า เป็นการป่วยการเปล่าๆที่จะทำให้ตัวของเราเสียเวลาในการ
    ทำงาน อีกทั้งยังอาจจะทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท เรื่องราวก็อาจจะลุกลามใหญ่โตขึ้น
    โดยไม่จำเป็น ตัวของเราจึงคิดว่ายอมชำระเงินตามที่คนดำนั้นเรียกร้องจะดีกว่าการที่จะ
    ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันทั้งสองฝ่าย อีกทั้งบริเวณนั้นเป็นอพาร์ทเม้นต์ในถิ่นที่อยู่
    อาศัยของคนดำที่ไม่ค่อยจะเป็นที่พึงปรารถนาของสังคมส่วนมาก ยอมหลีกเลี่ยงออกมา
    จากบริเวณนั้น จะเป็นการดีที่สุด

    ปรับสภาวะธรรมด้วยอริยสัจ ๔ และ มรรค ๘ :-
    1-ทุกข์ คือ ทุกข์ใจว่า ทำไมต้องรับผิด ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำ

    2. สมุทัย คือ สาเหตุแห่งทุกข์นั้น คือความอยากที่ไม่อาจจะกระทำในสิ่งที่ตัวเราเอง
    ต้องการจะกระทำ ไม่ได้ดั่งใจอยากที่ต้องการเอาชนะ มีวิวาทะกับคู่กรณี ยึดมั่น ถือมั่น
    ว่าตัวของเราไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำผิด

    3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์หรือตัณหาดับโดยไม่หลือ ไม่มีความอยากการเอาชนะ ไม่มี
    วิวาทะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นที่ต้องการเอาชนะคู่กรณี ยอมแพ้ ยอมชำระค่าเสียหายอย่างเป็น
    สุขใจ ใจไร้ทุกข์ ใจไร้กังวล เบิกบาน แจ่มใส

    4. มรรค คือ หนทางแห่งการดับทุกข์ วิธีการดับทุกข์ทั้งปวง
    พิจารณาวิบากกรรม ตามบททบทวนธรรม ข้อที่ ๒๐. เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา
    โลกนี้ไม่มีใครผิดต่อเรา เราเท่านั้นที่ผิดต่อเรา คนอื่นที่ทำไม่ดีนั้น เขาผิดต่อตัวเขาเอง
    เท่านั้น และเขาก็ต้องได้รับวิบากร้ายนั้นเอง เขาจึงไม่ได้ผิดต่อเรา แต่เขานั้นผิดต่อตัว
    เขาเอง ถ้าเรายังเห็นว่า คนที่ทำไม่ดีกับเรา เป็นคนผิดต่อเรา แสดงว่า เรานั่นแหละผิด
    อย่าโทษใครในโลกใบนี้ ผู้ใดที่โทษผู้อื่นว่าผิดต่อตัวเรา จะไม่มีทางบรรลุธรรม นี่คือคน
    ที่ไม่ยอมรับความจริง เพราะไม่เข้าใจเรื่อง “กรรม” อย่างแจ่มแจ้งว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างที่
    ทุกคนได้รับ ล้วนเกิดจากการกระทำของตนเองเท่านั้น เมื่อรับผลดีร้ายจากการกระทำ
    แล้ว ผลนั้นก็จบดับไป และสุดท้ายเมื่อปรินิพพาน ทุกคนก็ต้องสูญจากทั้งดีและร้ายไป
    ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของใคร เพราะสุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดับไป จึงไม่ต้องยึดมั่น
    ถือมั่น ไม่ต้องทุกข์กับอะไร”
    พิจารณาโทษ ของความอยากซึ่งเป็นทุกข์ต้องการเอาชนะคู่กรณี ทุกข์ที่ไม่ได้
    ดั่งใจอยาก แต่เมื่อได้เห็นโทษอย่างแท้จริง ก็ทำให้ตัวของเราขจัดทุกข์นั้นๆได้ด้วยการ
    เป็นยอมรับผิดอย่างเป็นสุขใจได้แม้ไม่ได้ดั่งใจที่อยาก
    พิจารณาประโยชน์ของการไม่มีความอยาก ไม่เสียเวลา ไม่มีการวิวาทะกับคู่กรณี
    อารมณ์ไม่เสียจากการที่ต้องมีวิวาทะกับคู่กรณี
    พิจารณาไตรลักษณ์ของสุขลวง ความต้องการ ความอยาก ได้ใคร่ดีที่ใจของเรา
    ต้องการนั้น ก็เกิดขึ้นมาตามที่เราได้รับความดีใจ สมใจอยาก เพียวเดี๋ยวเดียว ชั่วครู่ชั่ว
    ยามเท่านั้น ไม่ได้มีความดีใจ สมใจอยากตลอดไป และตัวของเราก็จะต้องสร้างความ
    ต้องการ สร้างความอยากได้ใคร่ดีขึ้นมาใหม่ สับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดเวลา แล้วอย่าง
    นี้ตัวของเราจะสร้างความสุขลวงแต่ทุกข์ใจไปทำไม สุขใจได้ในทุกๆปัจจุบัน แม้ไม่ได้
    ดั่งใจอยาก เจริญธรรมสำนึกดี มีใจไร้ทุกข์ ให้ได้ในทุกๆปัจจุบัน

  44. พรณพิมพ์ ทองหล่อ

    เรื่อง ไม่อยากส่งการบ้าน
    เหตุการณ์ วิชาธรรมะโอสถ มีการบ้านให้เขียนอริยสัจ4ส่ง

    ทุกข์ ไม่ชอบเขียนการบ้านแบบอริยสัจ4

    สมุทัย อยากเขียนแบบคุยกับกิเลสมากกว่าเขียนแยกเป็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

    นิโรธ เขียนการบ้านแบบคุยกับกิเลสหรือแบบอริยสัจ4 จะเขียนแบบไหนใจก็เป็นสุข

    มรรค พิจารณาความชอบชังทำให้เป็นทุกข์ อ.หมอเขียวสอนว่า อยากได้สิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ จึงเปลี่ยนความคิดว่าการเขียนการบ้านแบบอริยสัจ4 ทำให้เราได้ฝึกคิดวิเคราะห์การแยกทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค กิเลสแทรกขึ้นมาว่า กลัวเขียนผิด จึงบอกกิเลสว่า เขียนถูกผิดไม่ใช่ประเด็น สิ่งสำคัญคือเขียนด้วยใจที่ไม่ทุกข์ ถ้าเขียนผิดเดี๋ยวคุรุก็ช่วยแก้ไขให้ ดีซะอีก ทำให้เราได้ปัญญาเพิ่ม เมื่อพิจารณาตามจึงคลายใจ ไม่ชอบไม่ชังไม่กลัวในการเขียนอริยสัจ4แล้วค่ะ

  45. พรณพิมพ์ ทองหล่อ

    เรื่อง กลัวน้ำท่วม
    เหตุการณ์ ฟังข่าวปีนี้น้ำอาจท่วมเหมือนปี2554 เพราะฝนตกหนักและมีพายุหลายลูก เมื่อฟังข่าวเลยนึกถึงปี2554 เพราะปีนั้นน้ำท่วมบ้านตัวเองสูงเมตรกว่า น้ำขังในบ้านหลายเดือน ข้าวของเสียหาย เสียเงินซ่อมแซมบ้าน

    ทุกข์ กลัวน้ำท่วมบ้านอีกครั้ง

    สมุทัย ฝนตกหนักจึงไม่อยากให้น้ำท่วม จะสุขใจถ้าน้ำไม่ท่วมอีก

    นิโรธ น้ำจะท่วมบ้านหรือไม่ท่วมบ้านก็ได้ใจไม่ทุกข์

    มรรค พิจารณาว่าเราไม่สามารถห้ามฝน ห้ามพายุได้ ทั้งหมดเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้าน้ำจะท่วมอีกครั้งก็เป็นวิบากที่เราต้องรับ อย่างน้อยเราก็มีประสบการณ์เรื่องน้ำท่วมตอนปี54แล้ว ว่าเราต้องรับมืออย่างไร และทำให้เราได้พิจารณาเรื่องการสะสมข้าวของเครื่องใช้ที่มากเกินความจำเป็น เราแก้ไขโดยยกของขึ้นชั้นบนเท่าที่ทำได้ แก้ทางใจ ปล่อยวาง ทุกข์ใจไปก็เท่านั้น ดังบททบทวนธรรมข้อที่40 วิธีแก้ปัญหาง่ายนิดเดียว อันไหนแก้ได้ก็แก้ แก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องแก้

  46. พรณพิมพ์ ทองหล่อ

    เรื่อง ทำไมอาจารย์ไม่เรียกชื่อเรา
    เหตุการณ์ วันนี้เรียนป.โท ออนไลน์ ฟังอาจารย์บรรยายแล้วมีช่วงพูดคุยแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เรียน โดยอาจารย์เรียกชื่อนักศึกษาให้ตอบ เราอยากตอบมาก รอให้อาจารย์เรียกชื่อ แต่จนจบคลาสเรียนอาจารย์ก็ไม่เรียกชื่อเรา

    ทุกข์ ชังที่อาจารย์ไม่เรียกชื่อเราให้ตอบ

    สมุทัย อยากตอบ อยากแสดงความคิดเห็นมาก จะสุขใจถ้าอาจารย์เรียกชื่อเรา

    นิโรธ อาจารย์จะเรียกชื่อเราหรือไม่เรียกก็ได้ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค พิจารณาว่า อยากได้สิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ต้องขอบคุณอาจารย์วิชานี้มากที่ทำให้เราเห็นกิเลสความอยาก ความไม่ได้ดังใจ ความโกรธออกมาก ถ้าอาจารย์เรียกชื่อให้เราตอบ เราก็จะสุขใจ สมใจ และไม่เห็นกิเลสที่ซ่อนอยู่ เรียนครั้งนี้คุ้มสุดๆ ดังบททบทวนธรรมข้อที่58 เย่ๆๆ ดีใจจัง ไม่ได้ดังใจ (วิบากหมด กิเลสตาย ได้กุศล) แย่ๆๆ ซวยแน่เรา เอาแต่ใจ (วิบากเพิ่ม กิเลสพอก งอกอกุศล)

  47. ประพันธ์ โพธิ์คำ เท่ ใจถึงศีล กล้าจน

    ชื่อเรื่อง :- ได้ดั่งใจจะชอบใจ ไม่ได้ดั่งใจ จะไม่ชอบใจ
    เนื้อเรื่อง เมื่อเช้าตรู่ของวันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ.2565ซึ่งเป็นช่วงเวลาประมาณ
    6.30 นาฬิกา(เวลาท้องถิ่นของเมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา) ซึ่งตรงกับ
    เวลาในประเทศไทยคือ 18.30 นาฬิกา ร่างกายได้เกิดอาการอยากจะขับถ่ายหนัก
    จึงได้เข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายอุจจาระออกไป แต่ปรากฎว่าถ่ายออกมาได้น้อยและค่อนข้าง
    จะถ่ายยาก ถัดจากนั้นเวลาประมาณ 7.00 นาฬิกา จึงได้ทำการดีท๊อกซ์ด้วย้ำสมุนไพร
    ฤทธิ์เย็นผสมกับน้ำสมุนไพรในตัว เมื่อปล่อยน้ำเข้าไปในลำไส้ใหญ่ได้ประมาณครึ่ง
    หนึ่งของน้ำดีท๊อกซ์ ก็เกิดอาการอั้นไม่อยู่อยากขับถ่ายออกไปและก็ได้ทำการนั่งขับ
    ถ่ายออกไป แต่ก็ยังออกไปได้น้อย และนึกว่าต้องปล่อยน้ำส่วนที่เหลือเข้าไปให้หมด
    แต่ปรากฎว่าปล่อยน้ำเข้าไปยังไม่เท่าไร ก็เกิดอาการอยากจะขับถ่ายออกไปทันที่ ไม่
    สามารถอั้นเอาไว้ดั่งที่ใจต้องการ แต่ก็ยังถ่ายได้น้อยมาก จึงตั้งใจว่าเมื่อเดืนทางถึง
    ร้านอาหารที่ทำงานแล้วจะกินมะขามคลุกและตามด้วยน้ำผักผลไม้ปั่นเพื่อให้เป็นยา
    ระบายขับถ่าย และก็เป็นอย่างที่ใจต้องการ กล่าวคือ ได้ถ่ายถึงสามครั้ง
    ปรับสภาวะธรรมด้วยอริยสัจ ๔ และ มรรค ๘ :-
    1-ทุกข์ คือ ทุกข์ใจ ที่ถึงเวลาถ่ายอุจจาระ ถ่ายออกมาน้อยมาก แต่ใจต้องการอยาก
    ที่จะให้ถ่ายออกมามากๆ

    2. สมุทัย คือ สาเหตุแห่งทุกข์นั้น ความอยากที่ต้องการถ่ายอุจจาระออกมามากๆ แต่
    ไม่ได้ถ่ายออกมาดั่งที่ใจต้องการ

    3. นิโรธ คือ ถึงแม้จะมีการถ่ายออกมาอย่างไร ก็เป็นสุขใจ พอใจ เบิกบาน แจ่มใส

    4. มรรค คือ หนทางแห่งการดับทุกข์ วิธีการดับทุกข์ทั้งปวง
    พิจารณาวิบากกรรม หรือการกระทำ ที่ผ่านมาในอดีตจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ทุกๆ
    สิ่ง ทุกๆอย่างที่ตัวของเรากระทำมานั้น เราต้องได้รับ ตามบททบทวนธรรม
    ข้อที่ ๑๑. สิ่งที่สร้างผลทุกวินาทีให้กับชีวิต คือ วิบากกรรม
    ข้อที่ ๑๒. วิบากกรรมมีจริง ทำอะไร ได้ผลอะไร ก็เกิดจากการกระทำของเราเองทั้งหมด
    เจอเรื่องดีเพราะทำดีมา เจอเรื่องไม่ดีเพราะทำไม่ดีมา ทั้งในปัจจุบันและอดีต สังเคราะห์
    กันอย่างละ 1 ส่วน
    ข้อที่ ๑๓. ไม่มีใครทำดีกับเราได้ นอกจากตัวเราเอง ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากตัว
    เราเอง เราเป็นทายาทของกรรม เรามีกรรมเป็นกำเนิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เรามีกรรม
    เป็นที่พึ่งอาศัย เราจักทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักได้รับผลของกรรมนั้นอย่าง
    แน่นอน ไม่มีอะไรดลบันดาลสิ่งดีสิ่งร้ายให้เราได้ นอกจากวิบากดีร้ายของเราเท่านั้น ที่ดล
    บันดาลสิ่งดีสิ่งร้ายให้เราได้ เราทำดีก็ได้รับผลดี เราทำชั่วก็ได้รับผลชั่ว
    พิจารณาโทษ ของความอยากซึ่งเป็นทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจอยาก ทำให้เเกิดผลร้าย
    ต่อจิตวิญญาณและร่างกาย และเมื่อได้เห็นโทษอย่างแท้จริง ก็ทำให้ตัวของเราเป็นสุขใจ
    ได้แม้ไม่ได้ดั่งใจที่อยาก
    พิจารณาประโยชน์ของการไม่มีความอยาก ได้รับความสุขใจ สบายใจ เบิกบาน
    แจ่มใส ในทุกๆปัจจุบัน
    พิจารณาไตรลักษณ์ของสุขลวง ซึ่งโดยแท้จริงแล้วความต้องการ ความอยาก
    เราก็ได้รับความดีใจ สมใจอยาก เพียวเดี๋ยวเดียว ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ไม่ได้มีความดีใจ
    สมใจอยากตลอดไป และความอยากได้ใคร่ดีขึ้นมาใหม่ หมุนเวียนตลอดเวลา แล้วอย่างนี้
    ตัวของเราจะสร้างความสุขลวงแต่ทุกข์ใจไปทำไม สุขใจได้ในทุกๆปัจจุบัน แม้ไม่ได้ดั่งใจ
    อยาก เจริญธรรมสำนึกดี มีใจไร้ทุกข์ ให้ได้ในทุกๆปัจจุบัน