พุทธะชนะทุกข์ : ภาคใต้ (มิถุนายน 2565) [3]

นักศึกษาวิชชารามและจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ร่วมบันทึกเรื่องราวจากชีวิตจริงของตนเองที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือคำสอนของครูบาอาจารย์ …อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โจทย์ พุทธะชนะทุกข์

!สำหรับนักศึกษาสังกัดภาคใต้

นักศึกษาพิมพ์เรื่องราวหรือคัดลอกข้อมูลส่งในส่วนแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

3 thoughts on “พุทธะชนะทุกข์ : ภาคใต้ (มิถุนายน 2565) [3]”

  1. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง ฆ่ามัน
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ ฆ่ากิเลส/ขึ้นหลังเสือ/วิบากกรรม/พึ่งตน/ช่วยคนอื่น

    ผู้เขียนชอบฟังธรรมะจากท่านอาจารย์หมอเขียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ตรงกับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่เคยได้รับมาก่อนจะฟังอย่างเพลิดเพลินมาก ความทุกข์ที่หาทางออกไม่ได้ถูกคลายลงด้วยคำสอนของท่านอาจารย์ เพราะเห็นทุกข์จึงเห็นธรรม จะเห็นธรรมได้ต้องเจ็บ ไม่เจ็บไม่รู้ คนที่หลงทำตามกิเลสหลงทำตามใจตัวเองคือ “คนโง่” ยิ่งเสพกิเลสมากยิ่งหลงมาก เหมือนการขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้เพราะลงมาเมื่อไหร่จะถูกเสือกินตาย เช่นเดียวกับการเสพกิเลสจะเลิกยาก ฉะนั้นวิธีเดียวที่จะลงจากหลังเสือได้คือ “ฆ่ามัน” เสือเปรียบได้กับกิเลส เราต้องฆ่ากิเลสให้ตายก่อนหลังจากนั้นจะสามารถชี้แนวทางการฆ่ากิเลสให้ผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    เหตุการณ์ที่ทำให้ประจักษ์ชัดในสัจธรรมข้อนี้คือ มีรุ่นน้องท่านหนึ่งมาขอคำแนะนำจากผู้เขียนว่าจะอ่านหนังสืออย่างไรให้จำดี จึงแบ่งปันประสบการณ์ตัวเองว่าควรจัดสรรเวลาอ่านอย่างไร ควรอ่านนานเท่าไหร่ ที่สำคัญคือการมีสมาธิจดจ่อหากพากเพียรอย่างพอเหมาะจะช่วยให้เกิดความสุขในการอ่านหนังสือ จะสนุกในการเรียนรู้ และสมาธิที่ได้จากการอ่านหนังสือนี้ยังช่วยให้การทำกิจกรรมการงานอื่นๆในชีวิตดีขึ้นได้ด้วย ผู้เขียนเน้นย้ำเรื่องสำคัญว่าลองไปปรับใช้หากวิธีนี้ใช้ได้ผลก็ดี แต่หากใช้ไม่ได้ผลกับตัวเองก็ให้เปลี่ยนวิธีใหม่ โชคดีที่รุ่นน้องท่านนี้ทำตามแล้วได้ผล และเห็นความสุขอย่างชัดเจน
    วันต่อมารุ่นน้องท่านเดิมมาขอคำปรึกษาเรื่องการมีแฟน เขาเล่าว่าตอนคบกันใหม่ๆก็มีความสุขดี แต่ตอนนี้ไม่มีความสุขจนส่งผลกระทบกับเรื่องอื่นๆในชีวิตด้วย ผู้เขียนจึงแบ่งปันข้อคิดจากประสบการณ์ของตัวเองที่เคยมีแฟนแต่ต้องเลิกกันด้วยเหตุผลว่า อยู่ไกลกันและพ่อ แม่ ญาติพี่น้องของผู้เขียนไม่ชอบที่เป็นพ่อหม้ายมีลูกติด ทั้งๆที่เขาก็เป็นคนดี ผู้เขียนชี้แนะให้รุ่นน้องเห็นว่า ตอนนี้ที่ไม่มีความสุขเพราะแฟนเรามาสนองความอยากให้เราไม่ได้ การที่คนสองคนตกลงเป็นแฟนกันและบอกว่ารักกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วแต่ละคนต่างรักตัวเอง คิดว่าอีกฝ่ายจะมาสนองความต้องการของเราได้เช่น เราอยากมีแฟนเพราะอยากให้แฟนมาคอยให้กำลังใจเวลาที่เราเหนื่อยเราท้อ อยากมีแฟนหน้าตาดีเพราะเวลาที่ไปไหนมาไหนด้วยกันจะรู้สึกภูมิใจ อยากให้แฟนมาเอาใจทำตามใจเรา อยากมีแฟนเพราะคิดว่าจะมีคนช่วยคิดช่วยทำช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัว และรักกันยาวนานดูแลกันและกันจนแก่เฒ่า ทุกอย่างคือความอยากของเรา และแฟนก็มีความอยากของเขา ความอยากนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ความสามารถในการสนองความอยากให้แก่กันและกันจะน้อยลงเรื่อยๆ นั่นจึงเป็นที่มาของปัญหาชีวิตคู่ที่ไปไม่รอด เรายังโชคดีที่เป็นแค่แฟน ยังไม่ได้แต่งงานเป็นสามีภรรยากัน จึงต้องพิจารณาให้ดีว่าจะเลือกมีแฟนแล้วสนองความอยากของเขาได้ต่อไปหรือไม่
    หลังจากฟังการแบ่งปันประสบการณ์ของผู้เขียน รุ่นน้องท่านนี้เห็นด้วยกับการใช้ชีวิตโสด พร้อมทั้งคิดว่าจะไปบอกเลิกแฟนอย่างไรให้เจ็บช้ำน้อยที่สุด หลายวันต่อมาเขากลับมาหาผู้เขียนอีกครั้งด้วยสีหน้าหดหู่ห่อเหี่ยว พร้อมกับบอกว่าพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ เมื่อแฟนไม่ยอมเลิกเขาก็ใจอ่อนทุกที ยิ่งปล่อยไว้นานความทุกข์ใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเขาไม่มีความสุขเลย ผู้เขียนจึงแนะนำเพิ่มเติมว่าเราต้องมีความเด็ดขาด ถ้าไม่เด็ดจะไม่ขาด และมีอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องระลึกไว้คือ “วิบากกรม” การที่เรารู้โทษภัยของสิ่งที่ทำอยู่แต่ออกมาไม่ได้เป็นลักษณะของปัญญาดับ คนปัญญาดับเพราะมีวิบากเคยไปเพ่งโทษพระอริยะมา ซึ่งแต่ละคนเคยทำผิดเช่นนี้มาหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ เราจึงต้องยอมรับสัจธรรมเรื่องนี้ และพากเพียรทำสิ่งที่ดีในสิ่งที่ทำได้ต่อไป โดยไม่ต้องโทษว่าใครผิด ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเองหรือแฟนเรา แล้วในที่สุดเราจะหลุดพ้นจากเรื่องนี้ได้เอง การสนทนาช่วยให้รุ่นน้องสบายใจขึ้นมาระดับหนึ่ง และเมื่อพบกันในวันต่อๆมาก็เห็นความสดใสเกิดขึ้นตามลำดับ แม้ว่าเรื่องนี้จะผ่านมาหลายเดือนแต่เขาก็ยังเลิกกับแฟนไม่ได้ก็ตาม
    คำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียวทำให้ผู้เขียนระลึกได้ว่า กิเลสของใครคนนั้นต้องเป็นคนฆ่าเอง การที่เราฆ่ากิเลสได้เราจะมีพลังในการช่วยคนอื่น และยิ่งช่วยคนอื่นได้มากพลังเราก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น การฆ่ากิเลสคือการใช้พิษฆ่าพิษโดยเราจะใช้ทุกข์ของกิเลสทำลายกิเลส กิเลสมันจะแพ้ทุกข์ของมันเอง เราต้องยอมเจ็บ กล้าเจ็บ กล้าที่จะไม่ทำตามกิเลส เช่นเดียวกับการเป็นฝีก็ต้องกล้าผ่าฝีออก การโดนหนามตำก็ต้องกล้าบ่งหนามออก ทำตัวเองให้เป็นพระคือเป็นคนที่มีความกล้าแกร่ง เป็นผู้กล้า อย่าทำตัวเป็นนารีคือเป็นคนอ่อนแอเวลาไม่ได้ตามกิเลสก็จะงอแงทุกข์ทรมาน ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ พึงเตือนตัวเองไว้เสมอว่า “ฆ่ามัน” ฆ่ากิเลสให้สิ้นเกลี้ยงด้วยตัวเองแล้วเราจะได้ความผาสุกอย่างสูงสุดในชีวิต

    เขียนเมื่อ วันที่ 25 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  2. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง เป็นหนี้
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ นิวรณ์ 5/หนี้กิเลส/พ้นทุกข์

    ผู้เขียนเคยมีความอยากหลายอย่างและหากมีเหตุการณ์หรือมีใครมาขัดขวางไม่ให้ได้ในสิ่งนั้นก็จะเกลียดชัง โกรธแค้นจนถึงขั้นอาฆาตพยาบาท เมื่อสะสมความทุกข์ใจไว้มากๆก็จะเกิดอาการอึดอัด ฟุ้งซ่าน รำคาญ หดหู่ ซึมเศร้า เหงาหงอย ไม่แช่มชื่น ซังกะตาย บื้อๆมึนๆ ไม่มีชีวิตชีวา หลงสุขโลกียะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาแม้แต่การ “เป็นหนี้”
    เมื่อได้มาเรียนรู้กับท่านอาจารย์หมอเขียวจึงเข้าใจว่าลักษณะที่ผู้เขียนเคยหลงเรียกว่า “นิวรณ์ 5” ซึ่งสิ่งที่สร้างความทุกข์ที่แท้จริงไม่ใช่หนี้ทางโลกแต่มันคือ “หนี้กิเลส” ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก” การผิดศีล การทำตามที่กิเลสสั่งการคือการเป็นหนี้กิเลส เป็นการยืมสุขปลอมมาใช้ เวลาที่กิเลสมันทวงคืนมันจะทวงโหด และหากเราไม่ยอมใช้หนี้กิเลสก็จะโดนดอกเบี้ยทบต้นจนกลายเป็นหนี้พอกพูนมหาศาล
    หนทางที่จะช่วยให้พ้นหนี้กิเลสคือ การตั้งศีลแล้วปฎิบัติอย่างถูกต้องถูกตรงให้ถึงจิต แล้วใช้ปัญญากำจัดกิเลสให้สิ้นเกลี้ยงไปตามลำดับ การปฎิบัติเช่นนี้นอกจากจะช่วยให้พ้นหนี้แล้วยังช่วยให้มีทุนเหลือด้วย นั่นคือการมีพลังกุศลคอยช่วยเรา
    พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบเทียบคนที่พ้นหนี้กิเลสหรือสามารถออกจากนิวรณ์ 5 ได้สำเร็จว่าเปรียบดั่ง
    1.คนป่วยหนักแล้วหายป่วย
    2.คนติดคุกแล้วพ้นโทษ
    3.คนมีทรัพย์ที่ต้องเดินทางทุรกันดาร หาซื้ออาหารยาก แล้วสามารถพ้นทางทุรกันดารนั้นมาได้
    4.คนเป็นทาสถูกทุบตี ต้องพึ่งพาคนอื่น ทำอะไรตามใจไม่ได้ ไม่มีอิสระ แล้วสามารถพ้นความเป็นทาส พบกับความเป็นไทยแก่ตัวได้
    ไม่ว่าปัญหาในชีวิตจะหนักแค่ไหน มันก็ไม่หนักเท่าปัญหาในใจ นั่นคือสิ่งที่เราต้องพากเพียรแก้ไข ซึ่งวิธีแก้ปัญหาทุกอย่างในชีวิตที่ท่านอาจารย์หมอเขียวเน้นย้ำว่า “จับจุดเดียว ทลายทุกข์ทั้งแนว” นั่นคือการตั้งศีลมาปฎิบัติและกำจัดกิเลสไปตามลำดับ ปฎิบัติมรรคมีองค์ 8 อย่างตั้งมั่น ไม่เติมความชอบชังเพราะมันคืออาหารของกิเลส และต้องสังวรไว้ว่าเราสร้างกิเลสขึ้นมาได้ แต่เราจะสั่งมันไม่ได้ การใจร้อนเป็นการเติมพลังให้กิเลสและปิดกั้นการบรรลุธรรม

    เขียนเมื่อ วันที่ 25 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  3. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง ยาเปลี่ยนสันดาน
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ อาหารเสริม/ยีน/วิทยาศาสตร์/อายุยืน

    นักวิทยาศาสตร์พบว่า อนุมูลอิสระเกิดขึ้นในร่างกายตลอดเวลา ซึ่งหากกำจัดออกจากร่างกายไม่ได้จะสะสมก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ส่งผลให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง ติดเชื้อง่าย อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง จึงได้คิดค้นยาหรืออาหารเสริมต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกาย ซึ่งราคาจะแพงตามคุณภาพของผลิตภัณฑ์นั้นๆ นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคิดค้นเครื่องวัดระดับภูมิต้านทานในร่างกายซึ่งจะบอกได้ว่า แต่ละคนมีความอดทนต่อโรคได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงหากมีการติดเชื้อหรือเจ็บป่วยจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหนด้วย
    ในช่วงที่โรคโควิด 19 ระบาดใหม่ๆ ผู้เขียนเคยไปวัดระดับภูมิต้านทานค่าที่วัดได้อยู่ในระดับ 30,000 จากค่าสูงสุด 100,000 ซึ่งถือว่าร่างกายผู้เขียนอ่อนแอมาก ช่วงนั้นผู้เขียนไม่ได้ใส่ใจสุขภาพ พักผ่อนน้อย ทำงานหนัก เครียด อดนอน จึงได้ตระหนักว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใส่ใจสุขภาพโดยด่วน ในวันนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้แนะนำอาหารเสริมที่ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพที่ผู้เขียนประสบอยู่ ซึ่งตามหลักวิทยาศาตร์อาหารเสริมที่คิดค้นมาจะช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั่นคือ การไปปรับที่ยีนของร่างกายก็จะช่วยให้เราหายเป็นปกติ แม้ขณะนั้นผู้เขียนจะไม่เข้าใจมากนักแต่ก็ได้เห็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเห็นดีด้วยที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ ผู้เขียนสะดุดกับคำพูดของเจ้าหน้าที่ที่บอกว่าเคยเอาเครื่องนี้ไปวัดร่างกายของผู้ปฎิบัติธรรมท่านหนึ่งที่อยู่อย่างเรียบง่ายไม่กินเนื้อสัตว์ และไม่ทานอาหารเสริมใดๆ เมื่อวัดแล้วค่าที่ได้เต็มแสนเลย ขณะนั้นแค่ฟังและคิดว่าการใช้ชีวิตแบบผู้ปฎิบัติธรรมเป็นเรื่องยากที่น้อยคนจะทำได้
    หลังจากผู้เขียนใส่ใจสุขภาพ ทานอาหารเสริม ออกกำลังกาย และศึกษาเชิงลึกในเรื่องสุขภาพมากขึ้นจนเข้าใจว่า การที่เราเป็นเราทุกวันนี้เพราะมียีนแต่ละกลุ่มคอยควบคุมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะภายนอก สูงต่ำ ดำขาว ผมตรงผมหยิก สีนัยน์ตา ฯลฯ นอกจากนี้ยีนยังควบคุมลักษณะนิสัย รวมทั้งการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายด้วยเช่น การชอบทานอาหารมีประโยชน์ การเผาผลาญไขมันในร่างกาย ขบวนการ Metabolism ขบวนการฟื้นฟูการอักเสบของเซลล์ ขบวนการขับของเสียออกจากเซลล์ ขบวนการจัดการสารอาหารในหลอดเลือด จนถึงขั้นทำให้อายุยืนยาวขึ้นจากการทำให้ปลายเทโลเมียร์ของโครโมโซมที่ยาวขึ้น เป็นต้น ซึ่งความชาญฉลาดของนักวิทยาศาสตร์ทำให้คิดค้นอาหารเสริมที่ช่วยเปลี่ยนยีนที่ควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้สำเร็จ ซึ่งต้องทานอย่างต่อเนื่อง และแน่นอนว่าอาหารเสริมเหล่านั้นมีราคาแพงมาก ผู้เขียนเรียกอาหารเสริมเหล่านี้ว่า “ยาเปลี่ยนสันดาน” แต่เปลี่ยนได้แค่สันดานบางอย่างและได้ผลกับบางคนเพราะบางคนสะสมสันดานที่ไม่ดีไว้มาก อาหารเสริมเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถช่วยได้เช่น เรื่องการทานอาหารขยะหรืออาหารที่ไม่ดีกับสุขภาพ อาหารเสริมนี้จะไปช่วยเปลี่ยนกลุ่มยีนที่ควบคุมการอยากทานอาหารเพื่อสุขภาพ ช่วยให้เห็นคุณค่าและอยากทานอาหารสุขภาพมากขึ้น
    นับเป็นความพยายามของนักวิทยาศาตร์เพื่อเอาชนะผลข้างเคียงจากการทำตามความอยากโดยไม่ต้องการลดความอยากนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อยากมีชีวิตและสุขภาพที่ดีอย่างเต็มที่โดยได้เสพกิเลสอย่างเต็มที่เหมือนเดิม แต่ในที่สุดก็หนีความจริงไม่พ้นคือ แม้อาหารเสริมจะมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนยีนควบคุมจิตใจได้แต่ก็ยังเปลี่ยนไม่ทันกับความอยากที่เพิ่มขึ้นของคนยุคนี้ ซึ่งสามารถสนองความอยากได้เร็ว สนองกิเลสได้เร็ว ความเลวจึงมาก ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนว่า กิเลสมีพัฒนาการคนสมัยก่อนกิเลสไม่หนาขนาดนี้ แต่เพราะไม่ได้ลดกิเลสจึงพอกหนาขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นคนเลวมากในยุคนี้
    “แรงบริโภคนิยม” ทำให้คนหาความจริงแท้ในชีวิตไม่เจอ ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการในชีวิต จากวิถีชีวิตที่อยู่อย่างเรียบง่ายสบายๆ กลายเป็นการใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแสนสาหัสอย่างทุกวันนี้ ชีวิตจึงตกเป็นทาสความทุกข์และถูกจองจำไว้จนดิ้นไม่หลุด เพราะกิเลสมันวางค่ายกลไว้ในใจเรา เราต้องแก้ค่ายกลหรือพิจารณากิเลสให้ถูกจริตจึงจะจัดการกับกิเลสตัวนั้นก็จะสามารถหลุดออกจากค่ายกลได้ตามลำดับ
    จากวันนั้นจนถึงวันที่เขียนบทความนี้ผ่านมาแล้ว 3 ปี ในที่สุดผู้เขียนก็ได้พบว่า “ยาเปลี่ยนสันดาน” ที่แท้จริงแล้วนั้นคือการปฎิบัติตามธรรมะที่ถูกต้องถูกตรงตามท่านอาจารย์หมอเขียว ตั้งศีลมาปฎิบัติลดละเลิกกิเลสให้ได้ตามลำดับ การลดกิเลสเป็นสิ่งยากที่สุด แต่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่คนมีปัญญาพร้อมพากเพียรปฎิบัติให้ถึงความสุขอันไพบูลย์สืบไป

    เขียนเมื่อ วันที่ 25 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

Comments are closed.