กระดานแบ่งปัน (มิถุนายน – กันยายน ๒๕๖๕)

กระดานแบ่งปัน สังคมแห่งการเรียนรู้วิชชาราม (vijjaram learning society)

ประจำเดือนมิถุนายน – กันยายน ปี พ.ศ. 2565 นักศึกษาวิชชารามทุกชั้นปี ทุกหลักสูตร นักศึกษาเก่า นักศึกษาใหม่ สามารถแบ่งปันการเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย โดยพิมพ์ ชื่อ นามสกุล (รหัสนักศึกษา หรือ (ภาคสมทบ) หรือ (นักศึกษาเก่า) หรือ ฯลฯ) หรือจะใช้นามปากกาก็ได้เช่นกัน

โดยสามารถแบ่งปันเรื่องราวได้มากมายหลากหลาย เช่นดังต่อไปนี้…

  • แบ่งปันสภาวธรรม
  • สรุปสาระธรรม
  • เรื่องราวในชีวิต
  • การดูแลสุขภาพ
  • การเรียนรู้สิ่งใหม่
  • การทบทวนเรื่องเก่า
  • ร้องเรียน ร้องทุกข์
  • บันทึกประจำวัน
  • ทบทวนธรรม
  • ฯลฯ

โดยจะเปิดพื้นที่นี้ใหม่ทุกสัปดาห์และจะไม่สามารถย้อนไปบันทึกหรือแบ่งปันในสัปดาห์เก่าได้

Leave a Reply

Your email address will not be published.

3 thoughts on “กระดานแบ่งปัน (มิถุนายน – กันยายน ๒๕๖๕)”

  1. อรวิภา กริฟฟิธส์

    ทบทวนธรรม
    เรื่อง ความพลัดพราก
    เมื่อวานนี้ได้ร่วมงานรำลึกคุณงามของพ่อคึกฤทธิ์ สังคมศิลป์ ท่านเป็นจิตอาสาที่บำเพ็ญกับพี่น้องแพทย์วิถีธรรม พร้อมกับครอบครัวของท่าน เคยพบท่านตอนไปเข้าค่ายครั้งแรก และก็พบท่านทุกครั้งที่ไปเข้าค่าย ท่านมีมนุษยสัมพันธ์ดี และขยันการงาน ในกิจน้อยใหญ่ของหมู่มิตรดี เราเองก็ซาบซึ่งประทับในกิจวัตรการบำเพ็ญของท่าน และตั้งใจจะพากเพียรลดกิเลสของตัวเองและบำเพ็ญกับหมู่มิตรดีต่อไป

    ตัวเองก็ได้มาคิดทบทวนว่าถ้าเราเองต้องพลัดพราก เรายังมีห่วงอะไรมั้ย ก็พบว่าไม่ได้ห่วงใครเหมือนแต่ก่อนที่จะมารู้จักกับแพทย์วิถีธรรม เพราะตอนนั้นเรายังไม่เชื่อและชัดเรื่องกรรม ยังเป็นพรหมสามหน้า ยังอยากเอาดีดังใจเราหมายอยู่ ยังอยากได้ดีจากผู้อื่นอยู่

    แต่ตอนนี้ได้ฟังธรรมจากอาจารย์หมอเขียวและพ่อครูอยู่บ่อย ๆ ประกอบกับการได้ตั้งศีลขึ้นมาปฏิบัติ จนชัดแจ้งในตนเองเรื่องวิบากกรรม การผิดศีลถูกศีลมีผลเป็นกุศลอกุศล ล้วนเกิดจากการกระทำของเราเองทั้งหมด และพบว่าเราหรือใครจะได้รับอะไรก็เราทำมาทั้งนั้น ไม่มีใครทำดีหรือทำร้ายเราได้ นอกจากวิบากดีร้ายของเราเท่านั้นที่ส่งผลอยู่ตลอดเวลา เราได้รับสิ่งดีก็เพราะเราทำดีมา เราได้รับผลไม่ดีก็เพราะทำไม่ดีมา

    เมื่อเราพิจารณาจนเชื่อชัดในวิบากกรรมอย่างแจ่มแจ้งแล้วก็ไม่มีอะไรคาใจ ไม่ได้ทุกข์ใจกับใครอีกต่อไป ยินดีและกล้าให้ทุกคนเป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต เรามีหน้าที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุุด เท่าที่จะพึงทำได้ ให้โลกและเราได้อาศัย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น เพราะสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นของใคร ไม่มีอะไรต้องทุกข์ใจ เบิกบานแจ่มใสดีกว่า

  2. อรวิภา กริฟฟิธส์

    สภาวธรรม
    เรื่อง ยินดีเมื่อดีไม่เกิด
    พ่อบ้านบอกว่าจะเอาสมุนไพรไปให้เพื่อน เราก็ถามว่าเป็นอะไรเหรอ ท่านว่าเป็นตัวดีทอกเอาพิษจากการฉีดวัคซีนออก เราก็แนะนำที่บ้านเราก็มีปืนนกไส้ หรือดาวดอย แต่พ่อบ้านส่ายหัวทำหน้าไม่เชื่อ ไม่ดี ไม่เพียงพอ ที่จะแก้ไขได้ ไม่ชอบใจที่พ่อบ้านไม่ใ้ช้สิ่งที่เรามี ประหยัดเรียบง่าย หาได้ง่ายใกล้ตัวมาใช้

    เห็นใจเราไม่พอใจ เห็นกิเลสความยึดมั่นถือมั่นในใจเราอยากให้เขาเอาดีอย่างที่ใจเราหมาย จึงได้พิจารณาว่า มันเป็นฐานอาศัยของเขา เขาจะทำอะไรหรือเชื่ออะไรก็เป็นไปตามวิบากดีร้ายของเขา เราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา เราสอนเขาหรือบอกเขาไม่ได้ ก็ให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น แต่เราต้องล้างใจของเราที่มีกิเลส ใจที่ไม่ยินดี เมื่อดีที่เรามุ่งหมายให้เกิดไม่เกิด เราต้องเข้าใจวิบากกรรมของเราและคนที่เกี่ยวข้อง

    ยินดีที่เห็นกิเลสที่อยู่ในใจ ถ้าเขาเห็นดีกับเราทำอย่างที่ใจเราหมายเราคงไม่เห็นกิเลสที่ยังมีอยู่ในใจเรา ใจอยากได้ดีที่ไม่ใช่กุศลของเราและคนที่เกี่ยวข้อง คิดถึงคำสอนของอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน ที่ว่า เมื่อเรามุ่งหมายให้เกิดดีและปราถนาให้ดีเกิด แต่เมื่อดีไม่เกิดดังใจเราหมาย เรากล้าหยุดอยากได้ดีนั้น และยินดีได้แม้ดีไม่เกิด พอใจเมื่อได้ทำให้ดีที่สุดแล้ว (เราได้บอกเขาแล้ว เขาจะเอาหรือไม่เอาก็ได้)

    ยินดีได้ใช้วิบาก ครั้งหนึ่งเราก็ไม่เชื่อสิ่งที่ประหยัดเรียบง่ายอย่างนี้แหละ มีคนดีแนะนำให้ก็ไม่เอา เพราะไม่รู้

  3. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ไม่อยากให้พ่อต้องผ่าตัดหัวใจเพื่อทำบายพาส
    คุณพ่อมีปัญหาเรื่องหัวใจ ได้คุยกับคุณพ่อและถามพ่อว่า พ่อกลัวตายหรือเปล่า พ่อบอกไม่กลัว แต่ก็ไปให้หมอดูว่ามีอะไรที่หมอจะช่วยได้บ้าง หลังจากพบหมอ หมอบอกว่าการเต้นของหัวใจปกติดี แต่ความดันต่ำ ไม่รู้ว่ามีการอุดตันที่ตรงไหนหรือเปล่าจึงได้นัดฉีดสีเพื่อทำเอ็กสเรย์ดูว่ามีอุดตันที่ใดหรือเปล่า และจากนั้นจะวางแผนการรักษาต่อไป อาจทำบอลลูนหรือทำบายพาสเป็นการผ่าตัดใหญ่ ได้ฟังก็เห็นความรู้สึกว่าไม่อยากให้พ่อต้องผ่าตัดใหญ่เลย ทั้งจะเจ็บตัวรักษานาน พ่ออายุมากแล้วจะแปดสิบแล้ว ต้องเสียค่ารักษามากมาย แต่ก็ไม่รู้หลังผ่าตัดแล้ว จะเป็นอย่างไร เราก็คิดเลยไปถึงว่ามันจะไม่คุ้มค่าใช้จ่ายที่จะเสียไป เห็นใจต้วเองมีความกลัวว่าจะเสียหายไม่คุ้ม พอเห็นแบบนี้รู้ว่าเป็นกิเลสกลัวเสียเงินไม่คุ้มค่า ก็เลยสวนกิเลสไปว่า ได้เห็นกิเลสคุ้มค่าแล้ว ส่วนการตัดสินใจรักษานั้นให้เป็นหน้าที่ของพ่อเอาที่ท่านสบายใจ เราต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ก็คุ้มค่าแล้วที่ได้ฆ่ากิเลสความกลัวของเรา