พุทธะชนะทุกข์ : ภาคใต้ (พฤษภาคม 2565)

นักศึกษาวิชชารามและจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ร่วมบันทึกเรื่องราวจากชีวิตจริงของตนเองที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือคำสอนของครูบาอาจารย์ …อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โจทย์ พุทธะชนะทุกข์

!สำหรับนักศึกษาสังกัดภาคใต้

นักศึกษาพิมพ์เรื่องราวหรือคัดลอกข้อมูลส่งในส่วนแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

Leave a Reply

Your email address will not be published.

19 thoughts on “พุทธะชนะทุกข์ : ภาคใต้ (พฤษภาคม 2565)”

  1. สำรวย นาคะนนท์

    เรื่อง ศูนย์บาทรักษาทุกโรค ตอน โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
    หมวดหมู่ ร่างกาย
    คำสำคัญ ปัสสาวะมีเลือดปน/ปัสสาวะกะปริดกะปรอย/ดื่มน้ำปัสสาวะ

    โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นโรคที่สร้างความทรมานให้กับผู้เขียนมาอย่างต่อเนื่อง อันเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต และภาวะเร่งรีบจากหน้าที่การงานที่ต้องเป็นผู้ช่วยคุณหมอในห้องผ่าตัด ทำให้ต้องกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ ดื่มน้ำน้อย ลักษณะอาการจะปัสสาวะกะปริดกะปรอยมีเลือดปน เจ็บและแสบ โดยอาการเจ็บและความไม่สบายจะเกิดขึ้นทั้งตัว
    ด้วยความเป็นพยาบาลจึงสามารถเข้าถึงการรักษาที่ดีได้ จึงเลือกใช้ยาที่ดีที่สุดที่มีในโรงพยาบาลขณะนั้น เป็นยาปฎิชีวนะราคาเม็ดละ 70 บาท ต้องทาน 5-7 วัน วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด แม้หายแล้วก็ต้องทานยาต่อจนหมดให้ครบโดสเพื่อป้องกันการดื้อยา แต่ในกรณีของผู้ป่วยทั่วไป ที่ใช้สิทธิการรักษาด้วยบัตรทอง (ประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท รักษาทุกโรค) จะได้รับยาปฎิชีวนะราคาเม็ดละ 7 บาท ซึ่งแน่นอนว่าประสิทธิภาพของยาจะต่างกันมาก
    แม้ว่าจะเลือกใช้ยาที่ดีที่สุดแล้วก็ตาม ผู้เขียนก็เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยๆ เนื่องจากพฤติกรรมยังเหมือนเดิม สิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงคือการได้เรียนรู้ศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ในครั้งนั้นเกิดอาการกลางดึก ปัสสาวะออกมาน้อยและมีเลือดปน ผู้เขียนตัดสินใจดื่มปัสสาวะนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตโดยแยกเอาเลือดออกและผสมน้ำ จากนั้นจะปัสสาวะออกมามากกว่าเดิม ก็ทำซ้ำอีกครั้งเมื่อปัสสาวะครั้งใหม่ หลังจากดื่ม 3 ชั่วโมง อาการต่างๆก็ดีขึ้นรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
    นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างผู้ป่วยที่ช่วยได้ด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยท่านหนึ่งซึ่งมีลูกเป็นพยาบาลพามาหาผู้เขียนที่สวนป่านาบุญ 2 ด้วยอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เจ็บปวดรุนแรง ปัสสาวะน้อยและมีเลือดปน ช่วยรักษาด้วยการกดจุดลมปราณ กัวซา และดื่มปัสสาวะถึงแม้จะมีเลือดปน แล้วดื่มน้ำตามมากๆ ปัสสาวะครั้งต่อไปก็ดื่มอีก ทำอย่างนี้ซ้ำๆ อาการเจ็บปวดทรมานก็หายได้ภายใน 3 ชั่วโมง
    นอกจากจะมีผู้ป่วยมาขอความช่วยเหลือโดยตรงแล้ว ก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่โทรมาขอคำปรึกษาทางโทรศัพท์ ผู้เขียนได้แนะนำด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรมก็สามารถช่วยให้หายหรือบรรเทาอาการได้อย่างดีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ช่วงหลังมีรายการสายด่วนสุขภาพพึ่งตน วิถีธรรมวิถีไทยผู้เขียนจึงเบาแรงไปมาก ซึ่งนับว่าเป็นการรักษา “ศูนย์บาทรักษาทุกโรค” อย่างแท้จริง

    บทความนี้เขียนเมื่อ เดือนเมษายน 2565
    ผู้เขียน นางสาวสำรวย นาคะนนท์ (อายุ 68 ปี)
    ชื่อทางธรรม เพชรเพียรธรรม
    จิตอาสาประจำสวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาอริยปัญญาโท ชั้นปีที่ 3
    เรียนรู้แพทย์วิถีธรรมตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2553
    เหตุผลที่เป็นจิตอาสาเพราะ ได้พบของจริงแล้ว ฟังธรรมะปุ๊บ ก็ศรัทธาปั๊บ

  2. สำรวย นาคะนนท์

    เรื่อง ศูนย์บาทรักษาทุกโรค ตอน ล้างพิษลำไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์)
    หมวดหมู่ ร่างกาย
    คำสำคัญ ท้องเสีย/ท้องอืด/ถ่ายเหลว/อ่อนเพลีย

    อาชีพเดิมของผู้เขียนคือพยาบาลซึ่งทราบรายละเอียดในการส่องกล้องในลำไส้ของผู้ป่วยเป็นอย่างดี โดยก่อนส่องกล้องผู้ป่วยต้องสวนล้างลำไส้เอาอุจจาระออกให้หมด หลังจากนั้นจึงส่องกล้องหาชิ้นเนื้อไปตรวจแล้วเข้าสู่ขบวนการรักษาต่อไป ทั้งๆที่รู้ดีทุกอย่างแต่เมื่อนึกย้อนกลับไปไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมสามารถทานก๋วยจั๊บไส้หมูอย่างอร่อยโดยไม่รู้สึกอะไรได้อย่างไรในเมื่อไส้หมูในก๋วยจั๊บคือลำไส้ใหญ่เป็นที่เก็บอุจจาระลักษณะเดียวกับลำไส้คนทุกอย่าง ผู้เขียนจึงเขียนบทความนี้เพื่อชี้ประเด็นให้เห็นว่าลำไส้ใหญ่เป็นแหล่งรองรับสารพิษจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารอันนำมาซึ่งโรคร้ายได้ พร้อมยกตัวอย่างวิธีการรักษาด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรมที่พึ่งตน เรียบง่าย รักษาหายเร็ว ที่สำคัญคือ รักษาด้วยราคาศูนย์บาทด้วย
    ผู้เขียนมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวบ่อยครั้งจากการรับประทานอาหารที่มีพิษต่อร่างกาย ก่อนที่จะได้เรียนรู้ศาสตร์แพทย์วิถีธรรมจะรักษาด้วยการทานยาให้หยุดถ่าย พร้อมทั้งให้น้ำเกลือทางกระแสเลือด ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่าย แต่เมื่อได้ศึกษาศาสตร์แพทย์วิถีธรรมสามารถรักษาอย่างง่ายดายด้วยการดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้ด้วยน้ำผสมผงถ่าน ถ่านจะช่วยดูดซับพิษในลำไส้ ทำดีท็อกซ์แค่ครั้งเดียวก็หยุดถ่ายเพราะเชื้อในลำไส้ได้ถูกขับออก หลังจากนั้นจึงดื่มน้ำเกลือผสมน้ำตาลเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ เพียงแค่นี้ก็สามารถรักษาอาการท้องเสียให้หายได้เร็วและไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถพึ่งตนเองได้
    อีกหนึ่งตัวอย่างผู้ป่วยเป็นเด็ก 10 ขวบมาเข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมที่สวนป่านาบุญ 2 แต่แอบทานไข่ต้ม เกิดอาการถ่ายเหลวและอาเจียนผู้ปกครองจะพาไปโรงพยาบาลตอนตี 1 ผู้เขียนนำน้ำตาลทราย 1 ช้อนชา ผสมกับเกลือครึ่งช้อนชา ละลายน้ำ 1 แก้ว หรือชิมรสชาติตามต้องการ ทำเป็นน้ำกลือแร่ให้ดื่ม ซึ่งช่วยให้หายอ่อนเพลียจากท้องเสียหรืออาเจียน เมื่อดื่มแล้วอาการของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล และตอนเช้าก็สามารถวิ่งเล่นได้เป็นปกติ
    อีกหนึ่งตัวอย่างยกมาเพื่อฝากเป็นข้อคิดเตือนใจสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่เลี้ยงลูกในยุคที่ต้องใช้ชีวิตแข่งกับเวลา การซื้ออาหารที่สะดวกและพร้อมทานจึงเป็นทางเลือกที่จะซื้อให้ลูกโดยไม่ได้คำนึงว่าจะเกิดโทษภัยตามมาอย่างไร ผู้ป่วยเป็นเด็กหญิงอายุ 17 ปี แม่มักหาของกินง่ายๆเช่นข้าวเหนียวไก่ทอดให้ลูกทาน พฤติกรรมของผู้ป่วยคือทานอาหารเร็วและเคี้ยวไม่ละเอียด จึงเกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด บางครั้งอาเจียนออกมายังเห็นไส้หมูเป็นชิ้นๆ ผู้ป่วยทรมานเพราะมีลมในลำไส้มาก ผู้เขียนจึงใช้สายดีท็อกซ์ช่วยขับลมในลำไส้ออก ใช้เวลารักษาไม่ถึง 3 นาทีอาการปวดก็หายทันที ถ้าไปรักษาที่โรงพยาบาลจะต้องทานยาแก้ท้องอืด ยาขับลม ซึ่งเป็นการประทังอาการชั่วคราว และต้องใช้เวลารักษา 1-2 วันโดยประมาณ
    ผู้เขียนฝากความรู้เพิ่มเติมในการดูแลสุขภาพดังนี้
    1.หากมีอาการท้องเสียแล้วปล่อยให้ถ่ายปกติโดยไม่ได้ดีท็อกซ์มักมีอาการท้องอืดตามมา แต่หากดีท็อกซ์ล้างพิษในลำไส้อาการท้องอืดจะไม่เกิดขึ้น
    2.คนที่ขับถ่ายปกติแล้วเข้าใจว่าไม่ต้องทำดีท็อกซ์ แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีพิษตกค้างอยู่ในลำไส้ การดีท็อกซ์คือการขับพิษไม่ใช่การขับอุจจาระ
    3.การดีท็อกซ์ในขณะท้องเสียจะหายเร็วเพราะเชื้อโรคในลำไส้ได้ถูกขับออกมา
    4.ผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูก คุณหมอจะให้ทานยาถ่ายซึ่งลำไส้จะบีบตัวแรง ซึ่งการดีท็อกซ์จะไม่ทำให้ลำไส้ต้องบีบตัวแรงเช่นนี้
    5.ผู้ป่วยหลายท่านที่ทำดีท็อกซ์แล้วแทบไม่มีน้ำหรืออุจจาระออกมาแสดงว่าร่างกายร้อนมาก ต้องการน้ำไปซับความร้อนจึงดูดซึมน้ำจากลำไส้ใหญ่ไปมาก เมื่อร่างกายเริ่มปรับสมดุลได้การทำดีท็อกซ์ในครั้งต่อไปจะมีน้ำและอุจจาระออกมามากขึ้น
    6.การเรอและการผายลมก็คือขบวนการขับพิษอย่างหนึ่งของร่างกาย
    7.ข้อสุดท้ายสำคัญมาก สำหรับคนที่กลัวการทำดีท็อกซ์ให้ทำใจให้หายกลัวก่อนแล้วค่อยทำดีท็อกซ์ หลายคนกลัวว่าลำไส้จะแตก แต่ในความเป็นจริงลำไส้มีความยืดหยุ่นสูงหากใส่น้ำเข้าไปเกินปริมาณที่ลำไส้จะรับได้ร่างกายก็จะขับออกมาในทันที

    บทความนี้เขียนเมื่อ วันที่ 16 เดือนเมษายน 2565
    ผู้เขียน นางสาวสำรวย นาคะนนท์ (อายุ 68 ปี)
    ชื่อทางธรรม เพชรเพียรธรรม
    จิตอาสาประจำสวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาอริยปัญญาโท ชั้นปีที่ 3
    เรียนรู้แพทย์วิถีธรรมตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2553
    เหตุผลที่เป็นจิตอาสาเพราะ ได้พบของจริงแล้ว ฟังธรรมะปุ๊บ ก็ศรัทธาปั๊บ

  3. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง อ้วกศาตร์
    หมวด จิตใจ
    คำสำคัญ ทุกข์กาย/ทุกข์ใจ/อาเจียน/อาหารมีพิษ/วิราคะ

    “อ้วกศาสตร์” ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคำนี้ในโลกด้วย ศาสตร์นี้ท่านอาจารย์หมอเขียวได้สอนไว้เพื่อใช้ขับพิษออกจากร่างกายและจิตใจ
    หากเราทานอาหารที่มีพิษเข้าไปแล้วอาหารนั้นเคลื่อนลงไปถึงลำไส้ เราสามารถถอนพิษด้วยการดีท็อกซ์ออกได้ แต่หากค้างในกระเพาะจำเป็นต้องทำให้อาเจียนออกมา โดยท่านอาจารย์หมอเขียวแนะนำว่า ในกระเพาะจะมีกรดอยู่มาก เมื่อกรดเหล่านั้นมารวมกับอาหารที่มีพิษและเคลื่อนสวนทางมาที่ลำคอเพื่ออาเจียนออก สิ่งนี้จะทำให้ระบบทางเดินอาหารถูกทำลายด้วยกรดและสารพิษ ซึ่งมีฤทธิ์ร้อนสูง สามารถป้องกันได้ด้วยการดื่มสมุนไพรฤทธิ์เย็นเข้าไปก่อนที่จะอาเจียน และในระหว่างอาเจียนให้ปล่อยร่างกายขับพิษออกอย่างเต็มที่ จะช่วยให้หายจากความทรมานด้วยความรวดเร็ว
    จากความคิดสร้างสรรค์ในการนำพืชผักใกล้ตัวมาทำเมนูต่างๆ โดยไม่คาดคิดว่าหนึ่งในเมนูนั้นจะทำให้ได้ใช้ “อ้วกศาสตร์” หลังจากที่ท่านอาจารย์สอนศาสตร์นี้ไม่นาน ต้นเหตุมาจากความเข้าใจผิดว่า ดอกไม้ที่ดูสวยงามคงไม่มีพิษภัยอะไร (สืบเนื่องจากบทความเรื่อง “กินดอก”) ซึ่งในขณะนั้นที่บ้านของผู้เขียนมีดอกว่านสี่ทิศที่กำลังเบ่งบานสวยงาม ด้วยความอยากลองจึงนำมาชุบแป้งทอด ทอดเสร็จดูน่ากิน กินเสร็จเห็นผลทันที โดยเริ่มมีอาการคลื่นไส้จึงรีบดื่มสมุนไพรฤทธิ์เย็นเข้าไป และปล่อยร่างกายผ่อนคลายให้ขบวนการขับสารพิษทำงานได้เต็มที่
    เป็นครั้งแรกในชีวิตที่สามารถอาเจียนอย่างหมดเกลี้ยง โดยไม่รู้สึกทรมานใดๆ ไม่มีเสียงดังน่ากลัวให้คนในบ้านต้องตกใจ บทเรียนที่ได้คือ ก่อนกินอะไรที่ไม่คุ้นเคยให้พิจารณาก่อน บางอย่างดูสวยดีแต่ไม่มีประโยชน์ และอาจเกิดโทษได้
    อีกนัยหนึ่งของอ้วกศาสตร์คือ “การล้างพิษใจ” หลายอย่างในชีวิตที่เคยหลงผิดว่าเป็นสุขล้ำเลิศ เช่นเดียวกับการหลงผิดว่า ดอกไม้ที่สวยงามไม่มีพิษภัยอะไร และหลงเก็บมันไว้ในใจไม่กำจัดออกให้หมดเกลี้ยง เปรียบเหมือนไม่ยอมปล่อยให้ร่างกายขับสารพิษแต่กลับไปเกร็งตัวไว้ ซึ่งมาจากกิเลสความไม่อยากอ้วก กลัวความทรมาน กิเลสมันสั่งให้เรากลัวที่ต้องรับวิบากที่เคยทำมา มันสั่งให้เราไม่อยากรับ มันสอนเราให้คิดว่าอยากให้วิบากหมดไปเร็วๆ ยิ่งเราเชื่อฟังและทำตามกิเลสมากเท่าไหร่ความทุกข์ทรมานจะมากขึ้นเท่านั้น เราจึงต้องเชื่อพุทธะ ยินดีรับวิบากกรรมที่เคยทำมา เพราะยังไงเราก็หนีไม่พ้น วิบากจะออกผลด้วยความเหมาะสมกับสิ่งที่เราเคยทำมา เราต้องรับจึงจะหมดไป ถ้ารับด้วยความยินดีจะไม่มีวิบากร้ายเพิ่ม แต่ถ้าไม่ยินดีรับความทุกข์ใจนี้จะสร้างวิบากร้ายใหม่ต่ออีกอย่างไม่รู้จบ
    การปฎิบัติตาม “อ้วกศาสตร์” ช่วยให้พ้นทุกทรามานทั้งทางกายและทางใจ เป็นดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “วิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย” วิราคะคือการล้างกิเลสซึ่งเปรียบดั่งพิษทางใจออกให้สิ้นเกลี้ยง โดยการปฎิบัติมรรคทั้ง 8 องค์ อย่างถูกต้องถูกตรงโดยการตั้งศีลมาปฎิบัติเพื่อกำจัดกิเลสออกไปตามลำดับ เป็นสิ่งที่เราต้องพากเพียรปฎิบัติตลอดเวลา เราต้องขยันกว่ากิเลสคือชวนกิเลสมาคิดให้หายทุกข์ อานิสงส์ของการทำเช่นนี้จะช่วยให้ “ใจไร้ทุกข์ ใจดีงาม อิ่มเอิบ เบิกบาน แจ่มใส ไร้กังวล พบกับความผาสุกตลอดกาล”

    เขียนเมื่อ เดือนมีนาคม 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  4. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง ขยะยิ้มได้
    หมวดหมู่ สิ่งแวดล้อม
    คำสำคัญ การบริหารจัดการขยะ/แยกขยะ/ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้/นาถุง/กสิกรรมไร้สารพิษ

    ปัญหาขยะล้นโลกที่คนทั้งโลกยังแก้ไม่ได้ ท่านอาจารย์หมอเขียวได้สอนพร้อมทั้งทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ผู้เขียนจึงน้อมนำมาปฎิบัติตาม นอกจากจะช่วยลดขยะให้โลกแล้ว ยังเป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้อีกด้วย จึงเรียกสิ่งนี้ว่า “ขยะยิ้มได้” โดยมีแนวทางปฎิบัติดังนี้
    1.แยกขยะตั้งแต่ต้นทางเป็น 2 ประเภทคือ ขยะสด และ ขยะแห้ง
    2.ขยะสดแยกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
    2.1 นำมาทำปุ๋ยหมักชีวภาพได้ เช่น เศษอาหารจากครัวเรือน
    2.2 ใช้เป็นอินทรียวัตถุ
    3.ขยะแห้งแยกออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้
    3.1 ขยะอันตราย/ขยะติดเชื้อ ซึ่งเป็นส่วนน้อยประมาณ 1 % จะส่งให้เทศบาลกำจัดด้วยวิธีที่ถูกต้อง
    3.2 ขาย เปลี่ยนขยะให้เป็นรายได้ เป็นขยะในส่วนที่เกินความจำเป็นแล้ว
    3.3 นำกลับมาใช้ใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ถุงพลาสติกที่มีคราบสกปรกซึ่งปกติแล้วจะทิ้ง แต่ตอนนี้เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นล้างและนำกลับมาใช้ใหม่
    3.4 ใช้ทำกสิกรรมไร้สารพิษ ข้อนี้ช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มความสนุกในการทำกสิกรรม ไม่ว่าจะเป็น ถ้วย ถัง กะละมัง หม้อ แกลลอน ขวด ลังโฟม ช้อน ฯลฯ ซึ่งท่านอาจารย์หมอเขียวมีดำริให้ทำ “นาถุง” ช่วยให้ง่ายในการบริหารจัดการ และลดขยะให้โลกได้อย่างมาก
    ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนเสมอว่า เราต้องเอาจากโลกให้น้อยที่สุด เอาเท่าที่จำเป็นกับชีวิต การปฎิบัติตามคำสอนในเรื่องการบริหารจัดการขยะช่วยให้ “สมบัติบ้า” ที่หลงเก็บไว้ด้วยเหตุผลว่ามีความสำคัญ และวันหนึ่งจะได้ใช้ ซึ่งในความเป็นจริงส่วนใหญ่จะไม่ได้ใช้เลย ด้วยการบริหารจัดการที่ถูกต้องทุกอย่างจึงได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์ ช่วยสร้างรายได้ลดรายจ่าย บริเวณบ้านสะอาดตา เหนือกว่าการจัดการขยะภายนอก คือการจัดการขยะภายใน การหลงในโลกธรรม อัตตา ยึดดี ถือดี ชิงชัง รังเกียจ ความโลภ ทั้งหมดนี้คือขยะภายในที่ “ขยะยิ้มได้” ช่วยขัดเกลาสิ่งเหล่านี้ได้ให้เป็นพลังพุทธะได้ด้วย

    เขียนเมื่อ เดือนมีนาคม 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  5. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง สัญชาตญาณนักฆ่า
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ สัญชาตญาณนักฆ่า/ซื้อความสุข/ความกลัว/ความกล้า

    ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนว่า คนส่วนใหญ่หลงอยู่ในสุขลวง แม้ว่าจะมีข้าวของเงินทองมหาศาลกลับถูกความทุกข์ใจเล่นงานเสมออันเกิดจาก “ความอยาก” อย่างไม่สิ้นสุด หลายครั้งที่ความอยากมีมากจนไม่รู้ว่าจริงๆแล้วอยากได้อะไรกันแน่
    เพื่อทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นความสุข มหาเศรษฐีในโลกหลายๆคนจึงทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อความสุขแม้สิ่งนั้นจะอันตรายก็ตาม เช่น บางคนอยากออกไปเที่ยวนอกโลก บางคนยอมจ่ายเงินให้รัฐบาลเพื่อขอเข้าป่าล่าสัตว์ บางคนยอมเสี่ยงอันตรายเข้าไปอยู่ในกรงเหล็กแล้วปล่อยลงไปในทะเล เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับฉลามที่ดุร้ายและอื่นๆอีกมากมาย ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนว่า คนที่ทำเช่นนี้ “น่าสงสาร” มีเงินอย่างเดียวทำไม่ได้ ต้องมีคุณสมบัติพิเศษด้วยคือ “โง่พิเศษ” โง่ที่ถูกกิเลสหลอกและหลงทำตามแทนที่จะได้ความสุขที่ต้องการ กลับพบกับความทุกข์ตลอดกาล
    บทความนี้กล่าวถึง “สัญชาตญาณนักฆ่า” ซึ่งจะถูกปลุกขึ้นมาเมื่อ “มีสัญญาณความกลัวจากเหยื่อ” มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากการที่หลายคนต้องอยู่ในกรงเหล็กจึงจะสามารถเข้าใกล้ฉลามนักฆ่าได้ แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่สามารถว่ายน้ำเคียงคู่กับฉลามเหล่านั้น พร้อมติดตามถ่ายภาพพวกมันได้อย่างสบายๆ ทำให้ฉลามที่ดุร้าย ดูน่ารักเป็นมิตรและเป็นเหมือนสัตว์โลกน่ารักทันที ซึ่งเหตุผลหลักที่เขาสามารถทำได้เช่นนี้คือ “ความกล้า” เป็นความกล้าในใจแล้วแสดงออกมาภายนอก แต่ในทางตรงข้ามหากเกิด “ความกลัว” ขึ้นแค่นิดเดียว ฉลามนักฆ่าจะจับสัญญาณนี้ได้ และพร้อมทำร้ายเขาได้ตลอดเวลา
    “สัญชาตญาณนักฆ่า” เปรียบได้กับ “กิเลส” ความอยากได้และความกลัวเกิดขึ้นตลอดเวลาจนไม่สามารถควบคุมจิตใจตัวเองได้ ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญที่จะถูกกิเลสเล่นงานได้ง่ายขึ้น แต่หากจิตใจเข้มแข็งไม่มีความกลัว กังวล หวั่นไหว กิเลสจะไม่สามารถทำอะไรเราได้เลย
    กิเลสจะกลัวคนที่ไม่กลัวมัน และจะควบคุมจิตใจของคนที่กลัวมัน เราจะถูกกิเลสหลอกอยู่ตลอดเวลาเพราะมันทำงานไม่หยุด มันซ่อนตัวเก่งและมีเหลี่ยมมุมใหม่ๆออกมาเสมอ ในขณะที่กิเลสเข้มแข็งขึ้น จิตใจคนกลับอ่อนแอลงเพราะ “ศีลวิบัติ” ทำให้ “ปัญญาทราม” ปัญญาไม่แหลมคมพอที่จะฆ่ากิเลสได้ จนเกิดเป็นความวิปลาสขึ้น
    ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนให้ตั้งศีลมากำจัดกิเลสให้ตายไปตามลำดับ แล้วปัญญาจะค่อยๆเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นจะสามารถรู้ได้ว่า หากใช้ปัญญาพิจารณาแล้วกิเลสไม่ตาย แต่จิตใจเบิกบานนั่นหมายถึงกิเลสตัวนั้นตายหมดแล้ว เราจะมีจิตใจที่อิ่มเอิบ เบิกบาน แจ่มใส ไร้กังวล แต่หากจิตใจหดหู่ห่อเหี่ยวและพิจารณากิเลสแล้วไม่ตาย แสดงว่ายังมีเหลี่ยมมุมอื่นของกิเลสที่เรายังพิจารณาไปไม่ถึง กิเลสที่ยังไม่หมดเพราะเรายังไม่รู้เท่าทัน ให้พากเพียรล้างเท่าที่รู้ แล้วเราจะรู้มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งสำคัญคือ “อดทน รอคอย ให้อภัย ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ”

    เขียนเมื่อ เดือนมีนาคม 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  6. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง คุณนายระเบียบ
    หมวดหมู่ เหตุการณ์อื่นๆ
    คำสำคัญ อัตตา/ตรวจสอบ/กฎเกณฑ์/ความยืดหยุ่น/ความสำเร็จ

    ขอบคุณผัสสะที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ที่ทำให้เหมือนได้โชค 2 ชั้น ซึ่งเป็นโอกาสได้ล้างใจทั้งในปัจจุบันและล้างความทรงจำที่เลวร้ายในอตีดได้ด้วย
    ผู้เขียนมีความเชื่อมาตลอดว่า ทุกอย่างมีทางออกเสมอ และทุกปัญหามีทางแก้ การจะทำเช่นนี้ได้ดีต้องมีความยืดหยุ่น พร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนได้ทุกสถานการณ์ จึงเกิดผัสสะขึ้นบ่อยครั้งเมื่อต้องทำงานร่วมกับคนที่ไม่รู้จักยืดหยุ่น ทำทุกอย่างตามกฎเกณฑ์เท่านั้น เขามีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า การออกนอกกฎระเบียบมีความผิดมหันต์อันจะนำพาปัญหาไม่รู้จบมาให้ ผู้เขียนชอบเรียกคนประเภทนี้ว่า “คุณนายระเบียบ” เมื่อความเชื่อที่ต่างกันอย่างสุดขั้วมาเจอกัน มักจะจบด้วยความแตกร้าว และกิเลสโดยเฉพาะอัตตาของผู้เขียนจะโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
    หลายครั้งที่คุณนายระเบียบมีอาวุโสมากกว่าผู้เขียน แต่เมื่อกิเลสสำแดงฤทธิ์เต็มที่ก็ไม่มีอะไรควบคุมได้ พร้อมชน พร้อมลุย ตามที่กิเลสมันสั่งการ ส่วนใหญ่แล้วคุณนายระเบียบจะถูกปฎิบัติเหมือนหัวหลักหัวตอ ถูกกระทำเหมือนตายทั้งเป็น คำพูดจบการสนทนาที่ผู้เขียนใช้บ่อยๆเมื่อความอดทนสิ้นสุดลงคือ “ขอคุยกับคนที่มีอำนาจตัดสินใจ” เหตุผลในใจที่อยู่เบื้องหลังคำพูดนี้คือ “ฉันรู้แล้วว่าเธอไม่มีน้ำยา ในเมื่อเธอแก้ปัญหาไม่ได้ ฉันจะไปหาคนอื่นที่แก้ได้ เพราะทุกปัญหามีทางออกแน่นอน” ความคิดในใจนี้เองที่ทำให้คุณนายระเบียบรับรู้ถึงพลังความชั่วได้ แม้ว่าคำพูดที่สื่อสารออกไปจะเป็นประโยคสั้นๆก็ตาม
    ด้วยอัตตาอันแรงกล้าของผู้เขียนที่คิดว่า “ฉันเก่ง ฉันแน่” จึงกร่างเต็มที่โดยไม่สนใจว่าคุณนายระเบียบจะรู้สึกอย่างไร และอัตตาจะยิ่งโตขึ้น ลำพองว่าเป็นผู้ชนะ เมื่อสามารถดำเนินการทุกอย่างได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคุณนายระเบียบ โดยไม่เคยสังเกตตัวเองแม้แต่น้อยว่า มีความทุกข์ กลัว กังวล หวั่นไหว อยู่ตลอดเวลา นั่นคือต้องลุ้นอยู่ตลอดว่า การเลือกวิธีใหม่หรือคนใหม่ที่มาช่วยแก้ปัญหาจะเป็นไปด้วยดีหรือไม่ และความทุกข์ในใจส่งผลถึงสุขภาพกาย เกิดความเจ็บป่วย เป็นโรคกระเพาะอาหาร นอนไม่หลับ แต่เพราะความหลงผิดก็ยังคงทำต่อไปเช่นเดิม
    ความทุกข์ในใจนี้ได้ถูกล้างออกเมื่อได้บำเพ็ญเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์ ได้ร่วมงานกับหมู่มิตรดี โดยเฉพาะฝ่ายพิสูจน์อักษร ฝ่ายนี้ทำงานดีมาก ทำงานเร็ว และละเอียด ช่วยตรวจสอบทุกอย่างให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง และรับรู้ได้ว่าทุกท่านทำงานด้วยใจ ถึงแม้จะดีขนาดนี้ ผู้เขียนก็ยังถูกกิเลสตัวอัตตาในอดีตเล่นงาน โดยถูกมันควบคุมอย่างแนบเนียน กิเลสเริ่มทำงานเมื่อเห็นว่า ฝ่ายพิสูจน์อักษรใช้พจนานุกรมมาตรวจสอบงาน ยิ่งส่งบทความให้ตรวจสอบและมีคำผิดที่ต้องแก้ไขมากเท่าไหร่ อัตตาก็โตมากตามไปด้วย
    ในวันนี้สามารถล้างใจได้ ทำให้รู้สึกเป็นสุข และขอบคุณฝ่ายพิสูจน์อักษรด้วยใจจริง ความคิดที่เปลี่ยนไปคือ บทความที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์เมื่อถูกเผยแพร่ออกไปจะไม่ต้องกังวลว่า จะมีความเหมาะสมหรือไม่ ที่สำคัญมากกว่านั้นคือ การรู้ทันอัตตาเป็นสิ่งมีค่ายิ่ง ดังที่ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนว่า “ความสำเร็จของงานไม่ใช่ความสำเร็จของงาน ความสำเร็จของใจคือความสำเร็จของงาน”

    เขียนเมื่อ วันที่ 16 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  7. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง คำสุภาพ
    หมวดหมู่ เหตุการณ์อื่นๆ
    คำสำคัญ คำหยาบ/กาละอันควร/กิเลสโตกิเลสตาย

    คนส่วนใหญ่มักคิดว่า คำพูดสมัยพ่อขุนรามคำแหงเป็นคำไม่สุภาพ โดยเฉพาะงานที่เป็นทางการจะไม่นำมาใช้เลย ซึ่งผู้เขียนเองก็เป็นคนหนึ่งที่เชื่อเช่นนั้น โดยพยายามหลีกเลี่ยงและคิดว่าตัวเองใช้คำสุภาพมาตลอด
    ผู้เขียนได้มีโอกาสล้างความยึดมั้นถือมั่นเมื่อได้บำเพ็ญเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์ นอกจากจะได้ถ่ายทอดสภาวธรรมของตัวเองแล้ว ยังได้มีโอกาสถ่ายทอดสภาวธรรมของท่านอื่นด้วย เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อมีผัสสะมากระแทกใจด้วยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของฝ่ายพิสูจน์อักษร (ได้ข้อคิดจากบทความพุทธะชนะทุกข์เรื่อง “คุณนายระเบียบ”) ที่นอกจากจะช่วยตรวจสอบคำผิดแล้ว ยังช่วยปรับคำพูดให้เหมาะสมขึ้นด้วย
    เมื่อถูกเปลี่ยนคำพูดที่ใช้ในงานเขียนบ่อยๆ ทำให้ผู้เขียนรู้สึกขุ่นในใจ แม้จะยอมแก้ไขตามแต่ก็คิดว่า “ไม่ใช่” การใช้คำพูดแบบนี้ไม่ใช่สภาวธรรมจริง กระทั่งวันหนึ่งได้ดูคลิปวีดีโอย้อนหลังของท่านอาจารย์หมอเขียวซึ่งบรรยายเมื่อ 6 ปีที่แล้วมีใจความว่า “คำสุภาพ” มาจาก “สุข” บวก “สภาวะ” ดังนั้นคำสุภาพจึงหมายถึง คำพูดที่ทำให้เกิดสภาวะที่เป็นสุขทางใจ เป็นความสุขทางโลกุตระ ไม่ใช่ความสุขทางโลกียะ ถึงแม้จะพูดด้วยคำว่า กู มึง ถ้าทำให้กิเลสตายถือว่าเป็นคำสุภาพ ซึ่งตรงข้ามกับคำพูดทางโลกที่ฟังดูดีไม่มี กู มึง แต่ทำให้กิเลสโตคำพูดนั้นถือว่าเป็นคำหยาบ ไม่สุภาพอย่างยิ่ง จึงได้เข้าใจที่ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนว่า ให้ใช้คำพูดที่ถูกจริตไม่งั้นกิเลสไม่ตาย
    เมื่อฟังท่านอาจารย์หมอเขียวบรรยายถึงช่วงท้ายของวีดีโอนั้น ท่านอาจารย์ได้สอนบทเรียนที่สำคัญว่า ถึงแม้จะพิจารณาแล้วว่าคำพูดนี้ถูกต้องตามสัจจะ ตรงกับสภาวธรรมจริงทุกอย่าง แต่ในการนำไปใช้เราต้องคำนึงถึงกาละอันสมควรด้วย ทุกข์ในใจของผู้เขียนได้ถูกสลายไปทันที พร้อมทั้งระลึกถึงคุณความดีของฝ่ายพิสูจน์อักษรที่ทุกท่านทำงานด้วยใจบริสุทธิ์ และยินดีแก้ไขงานให้เป็นไปตามนั้นด้วยใจที่เป็นสุข รู้สึกเบิกบานว่า บทความพุทธะชนะทุกข์ได้สร้างประโยชน์ตนขึ้นแล้ว หลังจากนี้บทความที่ถูกแก้ไขอย่างดี จะไปสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นอย่างเหมาะสมตามกาละ มีความสะอาดผ่องใส ไร้มลทิน เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่
    ผู้เขียนเคยมีอัตตาจัดและไม่ชอบ “คุณนายระเบียบ” เพราะคิดว่ายึดหลักเกณฑ์ไม่ยืดหยุ่น โดยไม่เคยมองตัวเองเลยว่า “เราเลวมาก” คุณนายระเบียบใช้กฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับ แต่ตัวเราใช้ “กฎกู” เป็นกฏที่สร้างขึ้นมาเองและบังคับให้คนอื่นทำตาม หลงคิดว่าเป็นคนดีแต่ที่แท้แล้วเลวไม่มีที่เปรียบ
    ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์หมอเขียว และหมู่มิตรดีทุกท่านที่ให้โอกาสบำเพ็ญ และได้ล้างความเลวทรามออกจากตัว สาธุ

    เขียนเมื่อ วันที่ 16 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  8. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง โชคดีที่ยอดขายตก
    หมวดหมู่ การงานอาชีพ
    คำสำคัญ จ้างงาน/เลิกจ้าง/สัมมาอาชีวะ/มิจฉาอาชีวะ/พึ่งตน

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความเกียจคร้านจะไม่มีความสูงส่ง มีแต่ความเสื่อมเท่านั้น” คำของพระพุทธเจ้าเป็นจริงตลอดกาล บทเรียนที่ทำให้ได้ลึกซึ้งกับคำสอนนี้มาจากการประกอบอาชีพของผู้เขียนเอง
    อาชีพของผู้เขียนคือ “ค้าขาย” เป็นการแปรรูปเนื้อไก่โดยใช้ชื่อว่า “ไก่การะเกด” ซึ่งสอดคล้องกับชื่อตำบลการะเกด จำหน่ายทั้งปลีกและส่งทั่วประเทศ ที่ผ่านมาเข้าใจว่านี่คืออาชีพสุจริต แต่เมื่อได้เรียนรู้ “สัมมาอาชีวะ” จากท่านอาจารย์หมอเขียวจึงได้ทราบสัจจะว่า การค้าขายสัตว์ตายเป็น “มิจฉาอาชีวะ” ต้องหาทางออกจากอาชีพนี้ตามความเหมาะสม ถ้าออกจากอาชีพนี้ได้เลยก็ดี แต่หากยังต้องอาศัยก็ทำเฉพาะเท่าที่เลี้ยงตนเท่านั้น อย่ามักใหญ่จนเกินไปเพราะวิบากจะแรง
    ก่อนหน้าที่จะเข้ามาเรียนกับสถาบันวิชชารามถือว่าการงานมีความก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ยอดขายไก่การะเกดเพิ่มขึ้นทุกปี ผู้เขียนคิดจะขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น หาเครื่องจักรมาเพิ่ม จ้างคนมากขึ้น นอกจากนี้ยังแจ้งคู่ค้าว่า เตรียมวัตถุดิบอกไก่ไว้ให้เพียงพอด้วย
    ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีจนกระทั่งต้นปี พ.ศ.2565 ยอดขายไก่การะเกดลดลงเกินครึ่งจากยอดขายเดิม แผนที่วางไว้ต้องหยุดชะงัก เครื่องจักรไม่ต้องหาเพิ่ม เกิดผลกระทบกับการจ้างงาน เนื่องจากกำไรที่ได้ไม่คุ้มกับการจ้างงานอีกแล้ว
    หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมาเป็นศิษย์ท่านอาจารย์หมอเขียว คงกินไม่ได้นอนไม่หลับ ความเครียดเล่นงานหนักจนทำให้เจ็บป่วยหนักทั้งร่างกายและจิตใจก็เป็นได้ คำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียวทำให้คิดตรงข้ามได้ด้วยใจจริงว่า “โชคดีที่ยอดขายตก”
    ปัญหาก่อนที่ยอดขายจะตกมีหลายอย่าง อาทิเช่น การจ้างงานหลายๆคนเพิ่มความเครียดให้กับผู้เขียนพอสมควร กล่าวคือ นายจ้างต้องการกำไรโดยประหยัดต้นทุนให้มากที่สุด ลูกจ้างต้องการค่าจ้างโดยทำงานให้น้อยที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณภาพสินค้าจะออกมาไม่ดี เกิดความสูญเสียในขั้นตอนการผลิตอย่างมาก การทำงานไม่เต็มที่ส่งผลให้งานเสร็จไม่ทันตามเวลาที่กำหนด ซึ่งถูกต่อว่าจากลูกค้าบ่อยๆ ทั้งเรื่องคุณภาพสินค้าและระยะเวลาการจัดส่ง ขณะนั้นผู้เขียนปัญญาดับได้แต่นั่งเครียด ไม่รู้ตัวว่าเกิดจากความรักสบาย จ้างงานเพราะเกียจคร้านจึงเกิดความเสื่อมเช่นนี้
    เมื่อยอดขายตกกำไรเหลือน้อยผู้เขียนจึงต้องทำงานเองทั้งหมด ผลดีที่เกิดขึ้นอย่างแรกคือ ลดความเกียจคร้านลง ข้อดีที่ได้ต่อมาโดยไม่คาดคิดคือ สามารถผลิตสินค้าคนเดียวได้ปริมาณผลผลิตใกล้เคียงกับการจ้างงานนับสิบคน แถมใช้เครื่องจักรน้อยกว่า ที่สำคัญคือได้สินค้าคุณภาพตรงตามเวลาที่กำหนด ได้กำไรต่อหน่วยเพิ่มขึ้นด้วย ผู้เขียนจึงระลึกได้ว่าที่ผ่านมาถือว่าได้ใช้วิบาก ทั้งจำนวนเงินลงทุน และสุขภาพใจจากความเครียด ทุกอย่างเริ่มต้นจากใจไร้ทุกข์จึงได้พบกับความ “โชคดีที่ยอดขายตก” เช่นนี้
    อีกหนึ่งบทเรียนที่ได้คือ แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ประเภทแรกตอนทำงานผลิตไก่การะเกดหวังค่าจ้างไม่สนใจคุณภาพของงาน เมื่อถูกเลิกจ้างจะเคว้งคว้าง และคร่ำครวญว่าไม่มีงานทำ ลำบาก เรียกร้องให้จ้างงานเหมือนเดิม ซึ่งต่างจากอีกกลุ่มหนึ่งที่ตอนทำงานผลิตไก่การะเกดจะทำงานเต็มที่ ใส่ใจในทุกรายละเอียด ขยันอดทน ซื่อสัตย์ทำงานดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้พวกเขาจะถูกเลิกจ้างก็ยังสามารถดำรงชีวิตอย่างผาสุกและพึ่งพาตัวเองได้เป็นอย่างดี
    บทเรียนที่มีค่าที่สุดจากเรื่องนี้คือ “อัตตาหิ อัตตโนนาโถ” คนที่พึ่งตนเองไม่ได้มัวแต่เกียจคร้านจะพบกับความเสื่อม มีความกังวลหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความมั่นคงในชีวิต เราต้องลดความเกียจคร้านและพึ่งตนเองให้มากที่สุด การเป็นอยู่ที่ประหยัดเรียบง่าย กินน้อยใช้น้อยเท่าที่จำเป็นจะตัดปัญหา “หาเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้” เพราะเอากิเลสนำชีวิต การเปลี่ยนแปลงในทางเจริญจะทำให้เรากลายเป็น “คนจนมหัศจรรย์ แบ่งปันตลอดกาล”

    เขียนเมื่อ วันที่ 17 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  9. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง สำเนียก
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ จิตอาสา/ธรรมะแท้/เมตตา/การบวช

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปราชญ์เห็นความสุขอันไพบูลย์ พึงสละความสุขพอประมาณเสีย” หมายถึงผู้ที่สามารถเห็นความสุขแท้ เป็นความสุขที่ได้หลุดพ้นจากกิเลส เป็นความสุขทางโลกุตระจะเพียรพยายามปฎิบัติธรรมที่ถูกต้องถูกตรงเพื่อสละ สุขลวง สุขหลอก สุขปลอม สุขไม่มีจริง ซึ่งเป็นความสุขทางโลกียะออกไป
    เมื่อผู้เขียนได้เรียนรู้ธรรมะแท้ จากสัตบุรุษแท้ คือท่านอาจารย์หมอเขียว แม้จะเข้ามาศึกษาเพียงไม่นานก็เกิดความสุขใจที่สามารถกำจัดกิเลสได้ตามลำดับ จึงระลึกไว้เสมอว่า “นี้คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”
    การเข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมในยุคออนไลน์ ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยผู้เขียนเริ่มศึกษาด้วยตัวเองผ่าน You Tube ในเดือนเมษายน ปี พ.ศ.2564 และได้สมัครเข้าเรียนกับสถาบันวิชชาราม ในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ.2564 กระทั่งได้ปวารณาตัวเป็นจิตอาสาคบคุ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2565 โดยในขณะนั้นยังไม่เคยพบท่านอาจารย์หมอเขียว ไม่เคยพบจิตอาสาท่านใด ไม่เคยไปสวนป่านาบุญไหนเลย ซึ่งหากเปรียบเทียบกับจิตอาสารุ่นพี่ที่กว่าจะได้ปวารณาตัวต้องบำเพ็ญนาน ต้องเข้าค่ายหลายค่าย การปวารณาตัวของผู้เขียนจึงถือว่าเร็วมาก
    ผู้เขียนได้ไปที่สวนป่านาบุญ 2 อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราชครั้งแรกในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2565 ได้พบจิตอาสารุ่นพี่และได้เห็นบรรยากาศจริงของการเข้าค่าย ช่วยให้มั่นใจได้มากว่า นี่คือ มิตรดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีอย่างแท้จริง จึงตั้งใจบำเพ็ญอย่างเต็มที่เต็มความสามารถ ทำให้เข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดจิตอาสารุ่นพี่ต้องบำเพ็ญนานกว่าจะได้เป็นจิตอาสา เนื่องจากต้องเข้าใจการปฎิบัติอย่างถูกต้องถูกตรง ต้องสั่งสมสัมมาทิฎฐิ ซึ่งสัมมาทิฎฐิที่ได้ในค่ายออนไลน์โดยส่วนใหญ่จะมาจากคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียวช่วงรายการธรรมะพาพ้นทุกข์ และรายการแพทย์แผนไทยวิถีธรรมค้ำจุนโลก โดยปกติในช่วงเวลานี้ผู้เขียนจะพยายามตัดงานอื่นๆออกเพื่อตั้งใจฟังท่านอาจารย์บรรยายให้เต็มที่ แต่เมื่อต้องไปค่ายจริงช่วงเวลาดังกล่าวจิตอาสาจะมีงานยุ่งมาก จึงไม่ได้ศึกษาในเวลาที่ท่านอาจารย์บรรยายสด ต้องจัดสรรเวลาศึกษาย้อนหลังทาง You Tube การเป็นจิตอาสาจึงต้อง “สำเนียก” คือใส่ใจให้มากว่า สัมมาทิฎฐิเป็นประธาน ต้องมีประธานกำกับ การคิด การพูด การทำ การประกอบกิจกรรมการงานจึงจะถูกต้องถูกตรงสู่การพ้นทุกข์ หาไม่แล้วก็จะพบกับความเสื่อมได้
    ผู้เขียน “สำเนียก” ในคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียวที่ว่า การบวชคือการปฎิบัติแท้ เป็นการปฎิบัติที่ถูกต้องถูกตรงอยู่บนเส้นทางสู่การพ้นทุกข์ คือ มรรคมีองค์ 8 การปวารณาจึงถือเป็นการบวช ทำความผาสุกให้เกิดขึ้นที่ตนก่อนแล้วค่อยช่วยคนที่ศรัทธา ต้องเข้าใจสัจธรรมว่า บางคนมีกุศลได้พบธรรมะแท้ แต่ไม่มีปัญญาฟังธรรมะเข้าใจ และ “สำเนียก” ในคำสอนของท่านอาจารย์อันเป็นเหตุให้จิตอาสาต้องมีเมตตาสูงและต้องพากเพียรอย่างมาก ดังคำสอนของท่านอาจารย์ที่ว่า “พาคนยุคนี้ลดกิเลส ให้จูงอูฐลอดรูเข็มยังง่ายกว่า”

    เขียนเมื่อ วันที่ 17 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  10. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง โลกจินตนาการ
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ จินตนาการ/ฟุ้งซ่าน/อริยสัจสี่/สามโลก

    โลกจินตนาการไร้ขีดจำกัด โลกจินตนาการกว้างไกลไร้พรหมแดน โลกจินตนาการอยู่เหนือกฎเกณฑ์ โลกจินตนาการเต็มไปด้วยอิสรภาพ เมื่ออยู่ในโลกจินตนาการเราจะเป็นใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไรก็ได้ ผู้คนส่วนใหญ่จึงชอบพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการและผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น
    แม้ว่าโลกจินตนาการจะช่วยให้เรารู้สึกมีความสุขได้ แต่หลายครั้งที่ผู้เขียนอยู่ในโลกจินตนาการจนเกิดความฟุ้งซ่าน สมองมึนงง การคิดวิเคราะห์ในโลกของความเป็นจริงจะคลาดเคลื่อนไปอย่างมาก และเมื่อพบว่าโลกแห่งความจริงนั้นโหดร้ายจึงหนีกลับไปอยู่ในโลกจินตนาการอีกครั้ง ทำอยู่เช่นนี้วนไป เหมือนหลอกตัวเองอย่างไม่รู้จบ
    ผู้เขียนลดจินตนาการและอยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อได้เรียนรู้กับท่านอาจารย์หมอเขียว ท่านอาจารย์สอนว่า ความจริงกับความรู้ไม่เหมือนกัน ความรู้กับความรู้สึกก็ต่างกันมาก ตัวอย่างเช่น คนส่วนใหญ่จะจินตนาการไม่ได้ว่า การกินอาหารพืช จืด สบาย ช่วยให้มีความสุขในชีวิต เพราะเขาคิดว่า ความสุขจะหายไป ชีวิตจะขาดสีสัน ผู้เขียนเข้าใจความรู้สึกของคนเหล่านั้นดี เพราะเคยรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน แต่เมื่อสามารถพาตัวเองให้เข้าสู่ความสุขเรื่องอาหารพืช จืด สบายได้ ก็ได้พบกับความสุขที่มากกว่า เป็นความสุขอีกขั้นที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถรู้ได้ด้วยการจินตนาการ
    ยิ่งเรียนรู้ธรรมะที่ถูกต้องถูกตรงสู่การพ้นทุกข์ ยิ่งระลึกได้ว่าโลกจินตนาการที่เคยเข้าใจว่าไร้ขีดจำกัด แท้จริงแล้วถูกจำกัดเท่าที่ปัญญาเรามี ดังเช่นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ทรงรู้แจ้งเห็นจริงในมหาจักรวาล ทรงรู้แจ้งในสามโลก ทั้งมนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก กล่าวโดยสังเขปคือ พระองค์ทรงรู้ว่า มนุษย์แต่ละประเภทมีที่ไปที่มาอย่างไร เหตุใดจึงมีจริตเช่นนี้ จะได้พบกับความทุกข์รูปแบบใดบ้างและจะออกจากทุกข์นั้นได้อย่างไร พระองค์ทรงรู้แจ้งว่าใต้พื้นดินมีอะไรโดยไม่ต้องขุดลงไป ทรงรู้แจ้งว่าในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่มีอะไรบ้างโดยที่ไม่ต้องดำลงไป ทรงรู้แจ้งว่าบนท้องฟ้ามีกลุ่มดาวมากมายโดยไม่ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องออกไป ทรงรู้แจ้งว่าแค่น้ำหยดเล็กๆหยดเดียวก็เป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตมากมายโดยไม่ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดู ซึ่งในมหาจักรวาลนี้มีโลกมนุษย์หลายดวง ดวงอื่นๆ จะเป็นเช่นใดเกินกว่าที่ผู้เขียนจะจินตนาการได้ แต่พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งและเข้าใจจริตของคนในโลกมนุษย์แต่ละดวง ผู้เขียนเคยสงสัยในวิชาเรียนพระพุทธศาสนาเมื่ออาจารย์สอนว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดเทวดา เอ๊ะ! พระพุทธเจ้าทรงมีความรู้ความสามารถมากกว่าเทวดาอีกหรือนี่ พระองค์ทรงทราบว่าเทวดามีกี่ชั้น แต่ละชั้นทำดีอะไรมา และหากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์จะได้เป็นคนแบบใด มีสมบัติและอำนาจเพียงใด หากใช้องค์ประกอบนั้นทำกรรมจะได้ผลอย่างไร ส่วนในนรกพระองค์ก็ทรงทราบว่ามีกี่ขุม แต่ละขุมทรมานมากน้อยเพียงใด ต้องทำอย่างไรถึงจะพ้นจากนรก และหากไม่ต้องการตกนรกจะต้องปฎิบัติตัวเช่นใด สิ่งเหล่านี้มากมายมหาศาลเกินกว่าผู้เขียนจะจินตนาการได้
    ในเมื่อจินตนาการไม่ถึงก็จะหยุดจินตนาการ และเรียนรู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงชี้เส้นทางพ้นทุกข์ คือปฎิบัติมรรคมีองค์ 8 อย่างตั้งมั่น หยุดอยากรู้ข้อมูลที่มากเกินไปเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่าน ซึ่งท่านอาจารย์หมอเขียวบอกว่า พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญ 20 อสงไขยกับเศษแสนกัป เพียงแค่กัปเดียวก็จินตนาการไม่ได้แล้วว่านานแค่ไหน นอกจากนั้นยังเรียนกับพระพุทธเจ้า 500,000 พระองค์ พระองค์ทรงรู้แจ้งเท่าดินทั้งแผ่นดิน แต่สอนแค่อริยสัจสี่เทียบเท่าฝุ่นปลายเล็บ แค่ฝุ่นปลายเล็บ! ก็ปฎิบัติตามและเรียนรู้ตามได้แสนยาก แล้วจะอยากรู้อะไรที่มากกว่านี้ไปเพื่ออะไร?
    ผู้เขียนเตือนตัวเองไม่ให้ประมาท ตั้งศีลมากำจัดกิเลสให้สิ้นเกลี้ยงไปตามลำดับ เพื่อให้หลุดพ้นจากทุกข์ และพบความสุขแท้ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูกรภิกษุ ภิกษุยังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ อย่าถึงความชะล่าใจด้วยเหตุเพียงศีลและวัตร ด้วยการเป็นพหูสูตร ด้วยการได้สมาธิ ด้วยการนอนในที่สงัด หรือด้วยเหตุเพียงความดำริเท่านี้ว่า เราถูกต้องสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ ซึ่งปุถุชนเสพไม่ได้”

    เขียนเมื่อ วันที่ 18 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  11. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง ทางลัด
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ มรรคมีองค์ 8 /สัมมาทิฎฐิ/สมาธิพุทธ/พลังงานหลง

    หลายคนเลือกใช้ “ทางลัด” เพื่อไปให้ถึงจุดหมายได้เร็ว ทางลัดอาจจะมีสำหรับการเดินทางทั่วไป แต่สำหรับการเดินทางพ้นทุกข์นั้น “ทางลัดไม่มีจริง” ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงอริยสัจ 4 ว่า “ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะทางอื่นไม่มี เพราะเหตุนั้นท่านทั้งหลาย จงดำเนินไปตามทางนี้แหละ” ซึ่งท่านอาจารย์หมอเขียวก็ได้เน้นย้ำเรื่องนี้อยู่เสมอ
    สิ่งที่เราต้องปฎิบัติตลอดเวลาเพื่อพ้นทุกข์คือ มรรคมีองค์ 8 โดยการปฎิบัติศีลอย่างตั้งมั่นด้วยปัญญาอันยิ่ง ถ้าปฎิบัติได้ดีจะประมาณทุกอย่างได้อย่างพอเหมาะ เมื่อสามารถทำทุกอย่างได้พอเหมาะพลังจะไม่สูญเสียไปโดยใช่เหตุ เมื่อสามารถรักษาระดับพลังไว้ได้ดีเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้ดี นั่นคือเราจะสามารถปฎิบัติศีลได้ดี เมื่อเราปฎิบัติศีลได้ดีเราก็จะมีปัญญา ปัญญาจะยิ่งเพิ่มและแหลมคมยิ่งขึ้นเมื่อเราปฎิบัติศีลได้ดียิ่งขึ้น
    ผู้เขียนได้พิจารณาเรื่องนี้แล้วจึงระลึกรู้ได้ว่า “เราหลงเดินทางผิดมาตลอดชีวิต การมาเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์หมอเขียวคือการมาเดินให้ถูกทาง” ต้องใช้คำสอนของท่านอาจารย์มาย้ำเตือน และคอยดึงสติของตัวเองกลับมา เพราะพลังงานหลงมีจริง เราจะถูกกิเลสหลอกให้หลงเดินทางผิดอยู่ตลอดเวลา
    ด้วยเหตุผลทั้งหมดผู้เขียนจึงให้ความสำคัญกับการเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์ เพราะนี่คือสิ่งหนึ่งที่คอยดึงให้อยู่ในเส้นทางมรรคมีองค์ 8 ตลอดเวลา ท่านอาจารย์หมอเขียวได้มอบสัมมาทิฎฐิให้กับเราแล้ว เราต้องเอามาปฎิบัติมรรคอีก 7 องค์ที่เหลืออย่างตั้งมั่นด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่มีใครมาคิดแทนเราได้ ไม่มีใครพูดแทนเราได้ ไม่มีใครพยายามแทนเราได้ ไม่มีใครประกอบกิจกรรมการงานแทนเราได้ ไม่มีใครเจริญสติและสมาธิแทนเราได้เลย แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถทำแทนใครได้
    ในแต่ละวันมีหลายอย่างที่เราต้องทำ ก่อนลงมือทำอะไรผู้เขียนจะพิจารณาก่อนว่า สิ่งนี้คือทางพ้นทุกข์หรือไม่? จำเป็นต้องทำสิ่งนี้หรือไม่? เรื่องนี้เร่งด่วนมากน้อยแค่ไหน? ทำแล้วส่งเสริมให้กิเลสโตหรือทำให้กิเลสตาย? เมื่อพิจารณาแล้วหลายเรื่องในชีวิตไม่ต้องทำ หลายเรื่องถูกดันออกไปทำทีหลัง แล้วเอาเวลาเหล่านั้นมาบำเพ็ญเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์ และเมื่อมองย้อนกลับไปแค่ระยะเวลา 2 เดือนโดยประมาณที่บำเพ็ญเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์มาอย่างต่อเนื่องได้พบว่า ผู้เขียนมีชีวิตที่ผาสุกขึ้น มีจิตใจที่ผ่องใสขึ้น สามารถทำใจไร้ทุกข์ได้ดีขึ้นจากการจับอาการและกำจัดกิเลสได้เร็ว โดยกิจกรรมการงานที่เคยหลงว่าสำคัญกับชีวิต แต่ความจริงคือการไม่ได้ทำกิจกรรมการงานนั้นกลับทำให้ชีวิตดีขึ้น เพราะเอาเวลาไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ พลังงานหลงมีจริงซึ่งเกิดจากกิเลสหลอกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มีความสำคัญ
    ท่านอาจารย์หมอเขียวมีดำริให้เขียนบทความพุทธะชนะทุกข์แค่ปีเดียว แต่ผู้เขียนตั้งใจว่าจะเขียนเช่นนี้ตลอดไปเพื่อไม่ให้หลงเดินทางผิดอีก และตั้งแต่สมัครเข้ามาเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์หมอเขียวจนถึงวันที่เขียนบทความนี้ก็ไม่เคยพบท่านจริงๆ ทุกอย่างเรียนผ่านออนไลน์ แม้แต่พูดคุยก็ยังไม่เคยพูดคุยกับท่าน แต่กลับรู้สึกว่าการบำเพ็ญเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์นี้ ทำให้ได้อยู่ใกล้ท่านอาจารย์หมอเขียวตลอดเวลา
    สรุปบทเรียนที่ได้จากการบำเพ็ญเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์ มีดังนี้
    1.ได้ปฎิบัติมรรคมีองค์ 8 ตลอดเวลา ได้พิจารณาและทบทวนตัวเอง โดยเริ่มจากการฟังสัมมาทิฎฐิจากท่านอาจารย์หมอเขียว เมื่อนำมาปฎิบัติจะเกิดสภาวธรรม การพิจารณาสภาวธรรมจะช่วยให้เกิดปัญญา และหลายครั้งจะทำให้พบกิเลสตัวจริงที่ซ่อนตัวอยู่ซึ่งเป็นกิเลสตัวจริงที่ควบคุมให้ทำในสิ่งผิด ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้สามารถกำจัดกิเลสได้ถูกตัว
    2.สามาถกำจัดพลังงานหลงที่เคยถูกหลอกให้เชื่อว่า กิจกรรมการงานที่ไม่สำคัญหลงว่าสำคัญ จนเกิดข้ออ้างว่าไม่มีเวลาเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์ ผู้เขียนได้เอาคำว่า “ไม่มีเวลา” ไปใช้กับเรื่องที่ไม่สำคัญกับชีวิตแทน
    3.การได้ช่วยสัมภาษณ์ และเรียบเรียงเรื่องราวการเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์ของหมู่มิตรดี เป็นการเพิ่มสัมมาทิฎฐิ ลดอัตตา ลดความเห็นแก่ตัว เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจที่บริสุทธิ์
    4.สืบเนื่องจากข้อ 3 การปฎิบัติธรรมต้องมีผัสสะมากระทบ เราจึงจะเห็นกิเลสและกำจัดมันได้ ซึ่งผัสสะจะช่วยให้เห็นกิเลสจากการที่ถูกกิเลสอีกตัวมากระแทก ในทางตรงข้ามการสัมภาษณ์สภาวธรรมเพื่อเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์คือ การเอาพุทธะไปกระแทกพุทธะซึ่งเป็นพุทธะที่นอนเนื่องอยู่ให้แสดงตัวออกมา ฉะนั้นก่อนไปสัมภาษณ์จึงต้องทำความผาสุกที่ตนดึงพลังพุทธะของตัวเองออกมาก่อน แล้วจึงไปช่วยผู้อื่นอย่างเบิกบานแจ่มใสต่อไป
    5.สืบเนื่องจากข้อ 4 การฟังธรรมะให้เข้าใจว่ายากแล้ว แต่เมื่อพบกับสถานการณ์จริงยิ่งยากกว่า จิตใจที่เบิกบานแจ่มใสหรือหดหู่ห่อเหี่ยวจะเป็นสิ่งบอกว่าตอนนี้มีกิเลสออกฤทธิ์อยู่หรือไม่ หากมีให้ใช้ปัญญาพิจารณาว่าเป็นกิเลสตัวใด แล้วจึงกำจัดออกตามลำดับต่อไป ถ้าไม่ได้กำจัดกิเลสออกเราจะถูกกิเลสสั่งการ เราจะเป็นทาสของกิเลส เป็นการเติมพลังให้กิเลสโตขึ้น และเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นเป็นตามด้วย
    6.การเรียนรู้มี 2 ชั้น ชั้นที่ 1 ฟังท่านอาจารย์หมอเขียวบรรยายธรรมะแล้วเข้าใจ(ได้สัมมาทิฎฐิ) ชั้นที่ 2 ได้พบผัสสะจริง ทำจริง เห็นจริง เป็นการได้ปฎิบัติมรรค์อีก 7 องค์ ให้มีอารมณ์เป็นหนึ่งเรียกว่า “สัมมาสมาธิ” หรือ “สมาธิพุทธ” เราต้องพากเพียรทำสมาธิพุทธตลอดเวลา
    7.ทางลัดไม่มีสำหรับทางพ้นทุกข์ มีแต่การตัดทางให้สั้นลงด้วยการกำจัดกิเลสจะช่วยให้เราหลงทางน้อยลง เท่ากับเส้นทางจะค่อยๆสั้นลง ต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริงเพราะ ชีวิตจริงคือนิพพานเป็นสภาพหมดกิเลส ถ้าเราหนีผัสสะหรือสิ่งที่มากระทบเท่ากับไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน การอยู่กับปัจจุบันไม่ใช่การปิดหูปิดตานั่งสมาธิแล้วกำหนดจิตอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่การอยู่กับปัจจุบันจริงๆคือ อยู่กับความรู้สึกจริง อารมณ์จริง อ่านกิเลสจริงในขณะนั้น แล้วจึงใช้ปัญญากำจัดกิเลสต่อไป

    เขียนเมื่อ วันที่ 19 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  12. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง สูตรลับแห่งความสำเร็จ
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ ความสำเร็จ/ทุกข์ต่อเนื่อง/มรรคมีองค์ 8

    นักจิตวิทยาหลายท่านได้บอกสูตรลับแห่งความสำเร็จไว้ว่า
    ความคิด ทำให้เกิด ความรู้สึก
    ความรู้สึก ทำให้เกิด การกระทำ
    การกระทำ ทำให้เกิด ผลลัพธ์
    สูตรนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกและเป็นจริงตามนั้น ผู้เขียนได้ศึกษาเรียนรู้กับอาจารย์ที่เก่งๆ และมีชื่อเสียงเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ คือผลลัพธ์อันยอดเยี่ยม ที่วัดผลด้วยความสุขทางโลกทั้งในด้าน การเงิน อาชีพ ครอบครัว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และสังคม ผู้เขียนเคยเป็นคนหนึ่งที่ยอมถวายชีวิตเพื่อแลกมาซึ่งความสำเร็จคือการอยากให้ชีวิตได้พบกับความสำเร็จในทุกๆด้าน แต่ปัญหาที่พบคือ ยิ่งทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ก็มีความทุกข์เกิดขึ้นตามมามากเท่านั้น
    สมองที่ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันกับโอกาสที่หลั่งไหลเข้ามา เมื่อถึงจุดหนึ่งก็เริ่มอ่อนล้า และจะล้มเลิกเป้าหมายที่เคยลั่นวาจาไว้ได้ง่ายๆ เป็นสภาวะที่เป้าหมายเริ่มไกลออกไป ทำให้เกิดทุกข์ในใจแสนสาหัส เมื่อพักใจได้ระยะหนึ่งก็ฮึดสู้อีกครั้ง ตั้งเป้าหมายอีกครั้ง ล้มเลิกอีกครั้ง แล้วก็พบกับความทุกข์อีกครั้ง พบกับความทุกข์แสนสาหัสครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จบ
    เมื่อได้เรียนรู้กับท่านอาจารย์หมอเขียว ก็มีคำพูดหนึ่งซึ่งจำฝังใจไว้ตลอดว่า “จับจุดเดียว ทลายทุกข์ทั้งแนว” ยิ่งได้เรียนรู้และปฎิบัติตาม ประกอบกับการบำเพ็ญเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์ยิ่งเป็นการทบทวนตัวเองจึงเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้น (ข้อคิดสืบเนื่องจากบทความพุทธะชนะทุกข์เรื่อง “ทางลัด”) จึงระลึกรู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนสูตรลับแห่งความสำเร็จไว้แล้ว เพียงแค่เราทำตามคำสอนนี้ ทุกข์ทั้งหลายในชีวิตจะมลายหายไปตลอดกาลนาน สุดยอดสูตรลับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนคือ
    ธรรมะแท้หรือความรู้ที่ถูกต้องถูกตรง ทำให้เกิด ความคิดที่ถูกต้อง
    ความคิดที่ถูกต้อง ทำให้เกิด การปฎิบัติศีลทุกอริยาบทใน
    ชีวิตที่ถูกต้อง
    (การพูด,การกระทำ,การ
    ประกอบกิจกรรมการงาน
    และสติที่ถูกต้อง)
    การปฎิบัติศีลทุกอริยาบทในชีวิตที่ถูกต้อง(อย่างตั้งมั่น) ทำให้เกิด นิพพาน
    นิพพานคือผลลัพธ์จากการปฎิบัติตามสูตรลับแห่งความสำเร็จ ซึ่งสูตรนี้คือการปฎิบัติมรรค
    มีองค์ 8 จะช่วยให้พบกับความผาสุกไปตามลำดับ โดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือความทุกข์อย่าง
    อื่นซ้อนขึ้นมา ธรรมะแท้หรือความรู้ที่ถูกต้องคือสัมมาทิฎฐิอันเป็นประธานที่นำมาซึ่งนิพพาน แต่
    ที่ผ่านมาเป้าหมายชีวิตที่วางไว้มีมิจฉาทิฎฐิหรือพญามารเป็นผู้ชี้ทางชีวิต นั่นคือการใช้สูตร
    กระทำตามพญามาร = ความฉิบหาย
    ท่านอาจารย์หมอเขียวได้เน้นย้ำคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า “โลกนี้มีแค่ 2 ทางคือ ทางเจริญ
    และทางเสื่อม” กล่าวคือ ในทุกๆการกระทำจะพาไปหาความเจริญ หรือไม่ก็ความเสื่อม โดยการ
    กระทำที่มีสัมมาทิฎฐิเป็นประธานผลลัพธ์ที่ได้คือนิพพาน ส่วนการกระทำที่มีพญามารเป็นประธาน
    ผลลัพธ์ที่ได้คือความฉิบหาย และไม่ว่าจะใช้สูตรใดในชีวิตสุดท้ายแล้วเราเท่านั้นคือคนเลือกและ
    ลงมือปฎิบัติด้วยตัวเอง

    เขียนเมื่อ วันที่ 20 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  13. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง สัญญาณเตือนภัย
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ เห็นโทษภัย/เจริญศีล/พลังตก

    การบำเพ็ญเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์เป็นการเตือนตัวเองว่ากำลังปฎิบัติมรรคมีองค์ 8 อย่างถูกต้อง เมื่อปฎิบัติได้จะเกิดสภาวธรรม เมื่อเกิดสภาวธรรมแล้วก็เอามาเขียนบทความเพื่อถ่ายทอดให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้ ในขั้นตอนการเขียนบทความนี้เองที่เราจะได้บททวนตัวเองอีกครั้ง การทำเช่นนี้ช่วยให้ได้เห็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นจริงๆ เช่น การตั้งศีลทานมื้อเดียวแล้ววันนั้นเราทำงานหนักใช้แรงเยอะจึงทานมื้อที่ 2 เพิ่ม ด้วยเหตุผลว่าร่างกายต้องการพลังงาน ทั้งๆที่หากตรวจดูแล้วจะพบว่าร่างกายไม่ได้ต้องการจริงๆ แต่เหตุผลที่ทานเพิ่มมาจากกิเลสที่ถูกสะสมมาจากการทำธุรกิจ เป็นความกลัวขาดทุน เป็นความอยากได้ทุกครั้งที่มีโอกาสจะเอาได้ เป็นความอยากได้ที่จะดีมากถ้าเกิดจากการลงทุนน้อยที่สุด เมื่อเราพบเหตุผลที่แท้จริงหรือกิเลสที่แท้จริงเช่นนี้จะสามารถขจัดปัญหาได้ถูกจุดจึงพบกับความผาสุกไปตามลำดับ
    เมื่อเราปฎิบัติมรรคได้ดีขึ้น เราจะเป็นคนดีขึ้นซึ่งจะมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งคือ “เราจะมีสัญญาณเตือนภัย” นั้นคือประสาทรูปเราจะดีขึ้น ตัวอย่างเช่นเรื่องการทานอาหาร โดยก่อนที่จะทานอาหารพืช จืด สบาย เราจะทานอาหารที่มีพิษกับร่างกายโดยไม่รู้สึกอะไร สัญญาณเตือนภัยจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ฝึกทานอาหารพืช จืด สบาย ในหลายๆรูปแบบเช่น การฝืดปากฝืดคอ กลืนไม่ค่อยลง แสบลิ้น หรือเกิดอาการแน่นอึดอัดเร็วกว่าคนทั่วไปเมื่อทานอาหารในปริมาณที่เกินความต้องการของร่างกายแล้ว ตัวอย่างสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ช่วยให้เราหยุดกระทำในสิ่งไม่ควรก่อนที่จะเกิดความเสียหายเลวร้ายขึ้น
    ประสาทรูปยิ่งดีมากเท่าไหร่สัญญาณเตือนภัยจะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น เราจะสามารถจับอาการพลังงานตกได้เร็วมากด้วย เราจะถูกกิเลสหลอกในหลายรูปแบบ บางครั้งกิเลสจะบังคับขู่เข็ญเรา บางครั้งมันก็อ้อน บางครั้งก็อ่อนโยน บางครั้งก็มาแบบนุ่มนวลจนเราไม่รู้ตัว เช่น กิเลสมันแค่ชวนให้เราหาวทีเดียว พอเราหาวตามมันหนึ่งครั้งก็จะมีครั้งต่อๆไปตามมาอีกนับไม่ถ้วน หรือกิเลสมันชวนให้เราทำตาปรือ เมื่อเราหลงทำตามมันเพียงเพราะเห็นว่าเล็กน้อยแค่นี้ไม่เป็นอะไรหรอก แต่แค่นี้ก็มากเพียงพอที่จะทำให้พลังของเราลดฮวบลงทั้งตัวอย่างรวดเร็ว และเมื่อรู้ตัวอีกทีเราก็ถูกกิเลสลากลงต่ำซึ่งกว่าจะขึ้นมาได้ต้องตะเกียกตะกายอย่างยากลำบากและยาวนาน บางคนจึงยอมแพ้และยอมจมอยู่ในทุกข์นั้นตลอดกาล
    สิ่งที่เลวร้ายอย่างมากอันเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่ได้รียนรู้ธรรมะที่ถูกต้องถูกตรงคือ “ความหลง” พลังหลงมีจริง เพราะสัญญาณเตือนภัยของเขาจะไม่มี เป็นดังที่ท่านอาจารย์หมอเขียวคอยย้ำเตือนว่า “ชั่วช้า” ถ้าทำชั่วเราจะเห็นผลช้า คนส่วนใหญ่จึงหลงทำชั่วแล้วคิดว่าตัวเองฉลาด คนเสพกิเลสจนหลงจะรักษาความโง่ ความชั่ว ความทุกข์ไว้สุดชีวิต ซึ่งรักษาสิ่งนี้มาหลายล้านชาติแล้ว เป็นดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้ เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น”
    ด้วยเหตุผลทั้งหมดมีมากเพียงพอที่จะพากพียรปฎิบัติมรรคมีองค์ 8 อย่างตั้งมั่นเพื่อความสุขอันไพบูลย์สืบไป

    เขียนเมื่อ วันที่ 20 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  14. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง รักในวัยเรียน
    หมวดหมู่ เหตุการณ์อื่นๆ
    คำสำคัญ อยากได้ดี/โลกธรรม/อัตตา/เปลือกนอก

    ในการเรียนวิชาโภชนปฎิบัติเป็นโอกาสดีที่ได้เห็นกิเลสหลายตัวมาก เริ่มตั้งแต่ได้ทราบว่าคุรุผู้สอนเป็นใคร ก็เกิดความปิติ ยินดี พอใจ ชอบใจ สบายใจ มีความอยากรู้อยากเรียนขึ้นมาทันที เนื่องจากเป็นคุรุที่ประทับใจท่านมานาน ซึ่งเป็นกิเลสที่มีมาตั้งแต่เด็กคือ ถ้าเรารักครูท่านใด เราก็จะรักวิชานั้นด้วย ไม่ว่าคุณครูจะสอนอะไรก็เชื่อฟัง และไม่ว่าจะสั่งอะไรก็พร้อมทำตามทั้งหมด นี่คือ “รักในวัยเรียน” ซึ่งในความหมายของเรื่องนี้ ไม่ใช่ความรักแบบชู้สาว ไม่ใช่รักที่ต้องการครอบครอง ไม่ใช่รักที่หลงใหล แต่เป็นการรักและเคารพในคุณงามความดี เป็นรักที่ทำให้เจริญขึ้น อันเป็นสิ่งสำคัญในการบำเพ็ญธรรม ดังที่ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนว่า “มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของการปฎิบัติสู่การพ้นทุกข์”
    คุรุท่านนี้มีอิทธิพลกับผู้เขียนตั้งแต่เริ่มเข้ามาเรียนในสถาบันวิชชาราม แม้จะได้เรียนกับท่านผ่าน Zoom ไม่เคยพบท่านจริงๆ ก็ยังเป็นแรงเหนี่ยวนำให้ทำดีตามท่านได้ ผู้เขียนถามตัวเองว่านี่เป็นการเคารพศรัทธาจนเกินความจริงหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้คือ “เกือบจะใช่” ต่างกันที่การประมาณ เนื่องจากก่อนเชื่อผู้เขียนจะลองทำตามที่ท่านสอนแล้วจึงเชื่อ เป็นการเชื่อฟังที่ได้ไตร่ตรองและลองทำตามมาแล้ว และเข้าใจว่าทุกคนต่างมีข้อพร่องซึ่งตรงกับสำนวนฝรั่งที่ว่า “Love me love my dog” Dog คือข้อเสียหรือข้อพร่อง สำนวนนี้จึงหมายถึง ถ้ารักใครก็ให้ยอมรับข้อเสียของคนนั้นด้วย กล่าวโดยสรุปคือ เป็นการยอมรับทุกด้านในตัวคนนั้น ซึ่งหากประมาณไม่ดีจะกลายเป็นความหลง รักแบบไม่ลืมหูลืมตา เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นผิดเป็นชอบได้เช่นกัน
    ด้วยเหตุผลทั้งหมดผู้เขียนจึงตั้งใจเรียนวิชาโภชนปฎิบัติ และไม่ว่าคุรุจะสั่งให้ทำอะไรก็จะตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุด โดยงานที่ต้องทำส่งมีทั้งงานกลุ่มและงานรายบุคคล ซึ่งงานรายบุคคลเราจะได้อิสระเต็มที่ ไม่ต้องขอความเห็นจากใคร เราอยากทำงานแบบไหน เมื่อไหร่ ก็ทำได้เต็มที่ เมื่อคุรุบอกว่าให้ถ่ายรูปอาหารส่งโดยจะแต่งรูปหรือไม่แต่งรูปก็ได้ ขอแค่มีสาระสำคัญบรรยายให้ครบถ้วนก็พอ ผู้เขียนแต่งรูปเต็มที่พยายามหาแอพพริเคชั่นมาแต่งรูปให้ดูดี โดยไม่รู้ตัวว่าเริ่มเครียดเพราะการทำเช่นนี้จะไปเบียดเบียนเวลาในการทำกิจกรรมอื่นที่มีประโยชน์มากกว่า ต้องขอบคุณพี่เลี้ยงที่มาเตือนสติให้พิจารณาความสำคัญ ผู้เขียนจึงหยุดแต่งรูปและหันมาสนใจสาระสำคัญแทน ความเครียดจึงลดลงเปลี่ยนเป็นความเบิกบานทันที
    สำหรับงานกลุ่มผู้เขียนทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องฟังมติกลุ่มเป็นหลัก แต่ก็ยังไม่วายอยากได้ดีจากกลุ่มจนได้ ซึ่งยังมีความโชคดีที่ความอยากนั้นไม่รุนแรงถึงขั้นต้องเอาให้ได้ดั่งใจหมายทุกอย่าง หลายครั้งที่กิเลสมันชวนให้ผู้เขียนคิดว่า ทำไมกลุ่มตกลงทำงานกันแค่นี้ ทำไมไม่วางแผนทำให้ดีกว่านี้ ถ้ามีอะไรยุ่งยากผู้เขียนก็พร้อมช่วยเต็มที่อยู่แล้ว แต่เพื่อไม่ให้ฝืดฝืนเกิดไปจึงต้องเอาตามมติหมู่กลุ่ม
    เมื่อได้ทบทวนพฤติกรรมของตัวเองผู้เขียนพบว่า กิเลสตัวที่แรงมากๆคือ โลกธรรม อัตตา อยากให้คนอื่นมองว่าเราดีเราเก่ง อยากได้คำชมจากคนอื่นโดยเฉพาะจากคุรุ พฤติกรรมที่เลวร้ายมากคือ อาหารที่ถ่ายรูปดูดี แต่เวลาจะกินจริงๆกลับเติมน้ำจิ้มสุกี้ เอ๊ะ! นี่เรากำลังสร้างภาพอยู่ จึงเตือนสติตัวเองว่า เรามาเรียนแพทย์วิถีธรรม มาเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์หมอเขียวเพื่อมาลดกิเลส เรายอมตัดผมสั้น (ซึ่งกล้าตัดสั้นเพราะเห็นคุรุเป็นแบบอย่าง) ไม่แต่งหน้า ไม่แต่งตัวเหมือนทางโลกนิยมกันเพื่อลดโลกธรรม อัตตา เป็นอยู่เรียบง่าย ใช้กายนี้เพื่อลดกิเลสเป็นสำคัญ แต่การสร้างภาพคือการเก็บกิเลสไว้ เราจะเก็บมันไว้อีกทำไม แสดงว่าเรายังทำดีแค่เปลือกนอก เมื่อพิจารณาแล้วจึงได้ข้อคิดที่สำคัญมากซึ่งจะใช้เรื่องนี้เตือนสติตัวเองอยู่เสมอคือ “การปฎิบัติศีลต้องปฎิบัติให้ถึงจิต”

    เขียนเมื่อ วันที่ 23 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  15. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง ผีห่าซาตาน
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ เสพกิเลส/เทพปลอม/จอมมาร

    อาหารเป็นสิ่งที่ทำให้กิเลสตายหรือทำให้กิเลสโตก็ได้ ในช่วงชีวิตก่อนมาพบแพทย์วิถีธรรมผู้เขียนใช้อาหารทำให้กิเลสโตมาตลอด จึงตั้งใจไว้ว่าการมาเรียนแพทย์วิถีธรรมจะใช้อาหารเป็นเครื่องมือหนึ่งในการลดกิเลส และใช้เรื่องอาหารเตือนสติให้ระลึกไว้ว่า “การปฎิบัติศีลต้องปฎิบัติให้ถึงจิต” (ข้อคิดสืบเนื่องจากบทความพุทธะชนะทุกข์เรื่อง “รักในวัยเรียน”)
    ผู้เขียนเคยทำคอร์สดูแลสุขภาพและรูปร่าง เป็นคอร์สลดความอ้วนและดูแลสุขภาพควบคู่ไปด้วย ภาพลักษณ์ที่คนส่วนใหญ่มองผู้เขียนคือเป็นคนรักสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และเลือกทานอาหารเป็น (แม้บางครั้งจะไม่มีประโยชน์ก็ตาม) คำพูดหนึ่งที่ผู้เขียนใช้บ่อยและเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่คือ “กินให้อร่อยแล้วออกกำลังกายนิดหน่อยก็พอ” เหตุผลเบื้องหลังคำพูดนี้คือ การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่าย เราสามารถกินตามใจปากและขี้เกียจออกกำลังกายแต่มีสุขภาพดีได้ เป็นการเชิญชวนให้มาเข้าคอร์สฯเพื่อเรียนรู้วิธีนี้ ผู้เขียนสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ทั้งด้านการใช้ชีวิต การทานอาหาร การออกกำลังกาย การแต่งตัวที่โชว์รูปร่างและกล้ามเนื้อ เมื่อนึกย้อนกลับไปและเปรียบเทียบตัวเองในตอนนี้ ซึ่งได้สัมมาทิฎฐิจากท่านอาจารย์หมอเขียวแล้ว จึงได้รู้ว่าที่ผ่านมาเราทำตัวเหมือนถูก “ผีห่าซาตาน” เข้าสิงมาตลอด
    “ผีห่าซาตาน”กำลังเข้าสิงคนทั้งโลก ควบคุมจิตใจให้ทำในสิ่งผิดแล้วหลงคิดว่าถูกต้อง ซึ่งคนรอบตัวของผู้เขียนก็ถูกควบคุมด้วยอำนาจของ “ผีห่าซาตาน” เช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่คนเหล่านั้นจะเห็นว่าการทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความเชื่อของพวกเขาคือสิ่งผิด พวกเขาเชื่อว่า การแต่งตัวดี การทำตัวให้ดูดีในทุกด้าน ทานอาหารอร่อยๆ การใช้ของแพงๆ คือสิ่งสมควรทำ เมื่อผู้เขียนทำในสิ่งตรงข้ามจึงมีเสียงคัดค้านและบอกว่า “โต่งไปแล้ว”
    คนสมัยก่อนจะสอนให้ลูกสาวรักนวลสงวนตัว แต่งกายมิดชิด แต่คนรอบข้างของผู้เขียนกำลังเรียกร้องให้ผู้เขียนกลับไปแต่งตัวโชว์รูปร่างและกล้ามเนื้อเหมือนเดิม เรียกร้องให้ไว้ผมยาว เรียกร้องให้แต่งหน้า เรียกร้องให้ทานอาหารอร่อย เรียกร้องให้ไปเที่ยวเล่นสนุกสนานเหมือนที่พวกเขาทำ ผู้เขียนเลือกที่จะนิ่งและยิ้มไม่โต้เถียงอะไร เพราะต่อให้อธิบายด้วยเหตุผลดีแค่ไหนก็ตาม พวกเขาก็ยังไม่สามารถเข้าใจความสุขที่มากกว่าเช่นนี้ได้
    “ผีห่าซาตาน” เปรียบเหมือนกิเลสที่เมื่อได้ดั่งใจจะทำให้รู้สึกเหมือนเป็นเทพเจ้า หลอกให้สุขเมื่อได้ดั่งใจ ซึ่งแท้ที่จริงเป็นเทพปลอม เป็นจอมมาร คอยหลอกให้คนหลงว่าทำตามแล้วจะได้ความสุขมาง่ายๆ แต่เมื่อทำตามและหลงกับสุขนั้นแล้วจะรู้ว่ายากยิ่งที่จะสุขได้จริง การทำตามกิเลสจะทำให้รู้สึกว่าทุกข์ลดลงเร็วและความสุขเกิดขึ้นเร็ว แต่ในความเป็นจริง จะเกิดทุกข์นานอย่างไม่รู้จบ
    กิเลสเหมือนมีสายสืบอยู่กับเราตลอดเวลา รู้ว่าเรากำลังคิดอะไร แค่คิดจะตั้งศีลมันก็รู้แล้ว มันรู้ไส้รู้พุงเรา มันรู้ความเคลื่อนไหวของเราทั้งหมด มันมีความรู้ความสามารถสูง มันจะคอยตามคลอบงำเราตลอดเวลา กิเลสจะเล่นงานในจุดที่เราโง่ จุดอ่อนแอ เราจึงพ่ายแพ้กิเลสด้วยเหตุผลเดิมๆตลอด
    เราจะลำบากตอนสู้กับกิเลส แต่จะได้สุขนิรันดร์เมื่อชนะมัน ถ้าเราไม่มีปัญญาที่คมชัดจริงๆ กิเลสมันจะไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมเปลี่ยนเป็นพุทธะ เราต้องทำตามเทพจริง ทำตามวิสุทธิเทพ ทำตามสัตบุรุษแท้ ซึ่งจะทำยากในช่วงแรกคนส่วนใหญ่จึงไม่ชอบ ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนเสมอว่า ไม่ยอมเจ็บจะยิ่งเจ็บ เจ็บแสนสาหัส ชนะแล้วจบ เจ็บแล้วจบ ไม่เจ็บไม่จบ เราต้องพากเพียรโดย “ตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง”

    เขียนเมื่อ วันที่ 23 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  16. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง สันดานหมาขี้เรื้อน
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ อัตตา/โทษผู้อื่น/Life Coach

    ผู้เขียนเคยเข้าเรียนหลักสูตรพัฒนาตัวเองหลายหลักสูตรโดยเรียนกับ Life Coach ไม่ว่าจะเรียนกี่หลักสูตรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ทุกหลักสูตรสอนเหมือนกันคือ การเกลียดใครแค่คนเดียวแล้วไม่สามารถกำจัดความรู้สึกนี้ออกไปจากชีวิตได้ ก็มากเพียงพอที่จะทำให้ชีวิตทั้งชีวิตล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จดังที่หวังไว้ ซึ่งผู้เขียนก็เห็นจริงตามนั้น เนื่องจากได้ความทุกข์ใจจากความรู้สึกนี้อยู่ตลอด จึงพากเพียรทำตามทุกวิธีที่ Life Coach ทุกท่านสอน แต่ไม่มีวิธีไหนเลยที่ใช้ได้ผล เหมือนได้แค่ยาบรรเทาอาการ เป็นยาแก้ปวดทางอารมณ์ เมื่อกลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมและพบกับคนที่เราเกลียดเหมือนเดิม เราก็จะป่วยทางใจด้วยโรคเดิม
    ยิ่ง Life Coach มีชื่อเสียงมากเท่าไหร่ ค่าเรียนก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่าทุกข์ในใจที่เรื้อรังมานาน จะหายจากการรักษาแค่ศูนย์บาทด้วยศาสตร์ของท่านอาจารย์หมอเขียว เหตุการณ์ที่ได้รักษาโรคทางใจนี้เกิดขึ้นเมื่อได้รับสายโทรศัพท์จากพี่จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมท่านหนึ่ง เป็นการโทรคุยกันครั้งแรก การสนทนาแค่เพียงสั้นๆ แต่ทำให้ผู้เขียนสติหลุดลอย นิ่งอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก สมองชา อุทานในใจว่า “อะไรเนี่ย ใช่เลย เหมือนเลย แบบนี้เลยที่เราเกลียด” น้ำเสียง การออกคำสั่ง การมองโลกในแง่ร้าย อยากได้การยอมรับ อยากเป็นคนสำคัญ อยากได้ความสนใจ อยากโชว์ความสามารถ รู้แค่วิชาการแต่ทำไม่ได้จริง ทุกอย่างที่เราเกลียดมาครบเลย ผู้เขียนเกือบควบคุมสติไม่ได้ รีบตัดบทแล้ววางสายให้นุ่มนวลที่สุด แล้วพยายามตั้งสติให้ได้แต่ไม่สำเร็จ จึงส่งไลน์ไปขอความช่วยเหลือจากรุ่นพี่จิตอาสาอีกท่านหนึ่งที่สังกัดสวนป่านาบุญ 2 ด้วยกัน ให้ท่านช่วยเรียกสติให้หน่อย ต้องขอบคุณท่านเป็นอย่างสูงที่ช่วยให้ทุกข์ทางใจสงบลงและผ่านช่วงเวลานั้นมาได้
    ถึงแม้ความทุกข์ใจจะสงบลงก็ตาม แต่ด้วยพิษสงที่ร้ายกาจของความทุกข์ทางใจนี้ยังคงเล่นงานผู้เขียนอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในที่สุดทุกข์ก็หายฉับพลันจากการได้ทบทวนบทเรียนในการบำเพ็ญเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระลึกได้ว่า ที่แท้แล้วคนที่เลวตัวจริง เลวครบเครื่องคือใคร ตัวเรานั่นเองที่เป็นแหล่งรวมนิสัยเลวทุกอย่างที่เราไม่ชอบ สิ่งที่เราเกลียดในตัวคนอื่น คือสิ่งที่เราทำมาแล้วทุกอย่าง นี่เรากำลังใช้ “สันดานหมาขี้เรื้อน” คันตลอดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่จะโทษคนอื่นสิ่งอื่นว่าไม่ดี โดยไม่เคยมองตัวเอง การได้เรียนรู้และปฎิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียว หมั่นทบทวนตัวเองด้วยการเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์ช่วยให้สามารถดึงบทเรียนเหล่านั้น มาใช้ในเวลาที่จำเป็นได้ ศูนย์บาทรักษาทุกโรคช่วยรักษาทั้งโรคทางกายและโรคทางใจได้ดีที่สุด ผู้เขียนรู้สึกเบิกบานแจ่มใสขึ้นมาทันที และสามารถขอบคุณพี่ท่านนั้นได้อย่างจริงใจ ที่มาเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นความชั่วในตัวซึ่งจะได้พากเพียรล้างต่อไป
    ผู้เขียนรู้ซึ้งแล้วว่าเพราะเราเคยทำมาเช่นนั้น เราจึงเข้าใจความรู้สึกของเขา และเข้าใจได้ว่าเขาจะได้รับทุกข์อย่างไร เราต้องการให้ผู้อื่นยอมรับ อยากเป็นผู้นำ อยากให้ทุกคนทำตาม อยากโชว์ความสามารถ อยากให้ผู้อื่นรู้ว่าเก่งมีความรู้ความสามารถ อยากเป็นที่สนใจของหมู่กลุ่ม จุดที่ทำให้รู้สึกสงสารตัวเองเมื่อย้อนหลังไปพิจารณานิสัยในอดีตคือ เราเป็นคนมีความรู้ความสามารถ แต่อัตตาที่มากทำให้เราปฎิบัติธรรมไม่ถึงจิต เราคิดว่าเรารู้ แต่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้ เพราะสิ่งที่เรารู้เป็นแค่ภาษายังไม่ใช่สภาวธรรมที่ลึกซึ้ง เมื่อไม่ใช้สภาวะจริงคนรอบข้างจะสามารถรับรู้ได้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะไม่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น ที่สำคัญคือเราจะไม่รับฟังคำติเตียนจากใคร เราจะจมอยู่กับความทุกข์นี้จนกว่าจะรู้ตัวและลดอัตตาของตัวเองลงได้ ตรงกับโศลกธรรมที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ให้ไว้ว่า “คนใดที่รู้ว่าตนโง่ผู้นั้นเริ่มฉลาด ผู้ที่ไม่ยอมรับว่าตนโง่ ผู้นั้นจะโง่ซ้ำซ้อนไปอีกนาน”

    เขียนเมื่อ วันที่ 23 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  17. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง สิ่งเล็กที่ยิ่งใหญ่
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ เร่งเหตุ/เร่งผล/สภาวะลื่นไหล

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า “บุคคลเป็นผู้บริโภคมาก มักง่วงซึม นอนหลับ พลิกกลับไปมา ดุจสุกรใหญ่อันบุคคลปรนเปรอด้วยเหยื่อเมื่อนั้น บุคคลนั้นเป็นคนเขลาเข้าห้องบ่อยๆ จิตนี้ได้เที่ยวไปสู่ที่จารึกตามความปรารถนา ตามความใคร่ ตามความสุขในกาลก่อน วันนี้เราจักข่มจิตนั้นโดยอุบายอันแยบคาย ดุจนายควาญช้างผู้ถือขอข่มช้างผู้ตกมัน ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาท”
    ด้วยคำตรัสของพระพุทธเจ้าผู้เขียนได้เปรียบเทียบตัวเอง ตั้งแต่เรียนรู้ตามท่านอาจารย์หมอเขียว เริ่มจากเรียนรู้เองผ่าน You Tube จนถึงวันที่เขียนบทความนี้เป็นเวลา 1 ปี เต็มแล้ว ในเวลานั้นยังเสพกิเลสตามความอยากโดยไม่รู้ว่าจะก่อโทษภัยมหาศาล ทำไปด้วยความโง่เขลา เหมือนสุกรที่หลงกินเหยื่ออยู่ตลอด ความเปลี่ยนแปลงทางกายค่อยๆเกิดขึ้น และเกิดความเปลี่ยนแปลงทางใจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถคลายปมในใจที่ผูกไว้นานแสนนานซึ่งเคยพยายามแก้แล้วแต่ไม่เคยทำได้ ไม่น่าเชื่อว่าความทุกข์แสนสาหัสนั้นจะมลายหายไปด้วยวิธีที่เรียบง่ายจากการปฎิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียว ตัวอย่างกิเลสตัวใหญ่ที่ล้างได้เช่น เคยเกลียดญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมาก เป็นความเกลียดที่มีมาตั้งแต่ยังไม่เกิดเนื่องจากพ่อแม่ของผู้เขียนก็เกลียดท่านเหมือนกัน จึงเป็นแรงเหนี่ยวนำมาถึงรุ่นลูก แม้ว่าจะพยายามล้างความรู้สึกนี้เท่าใดก็ไม่เคยหาย แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถรักษาหายได้ในเวลาอันรวดเร็วด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรมของท่านอาจารย์หมอเขียว ศูนย์บาทรักษาทุกโรคสามารถรักษาได้ทั้งโรคทางกายและโรคทางใจได้อย่างยอดเยี่ยม (ข้อคิดต่อเนื่องจากบทความพุทธะชนะทุกข์เรื่อง “สันดานหมาขี้เรื้อน”)
    กิเลสตัวใหญ่อีกตัวที่สามารถล้างได้คือ ปมด้อยในวัยเด็กที่ส่งผลมาถึงตอนนี้ที่อายุเกือบ 40 ปีแล้ว และจะส่งผลต่อไปหากเราไม่กำจัดออกซึ่งโชคดีมากที่สามารถทำได้จึงไม่กลายเป็น “คนแก่นิสัยเด็ก” (ข้อคิดต่อเนื่องจากบทความพุทธะชนะทุกข์เรื่อง “แค่นี้เอง”) อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของผู้เขียนคือ การได้รู้จักคำว่า “วิมุติเป็นกำลัง” สามารถทำให้เกิดพละกำลัง เปลี่ยนความอ่อนเอเป็นความเข้มแข็ง เปลี่ยนความเฉยชาเป็นความกระฉับกระเฉงด้วยเวลาอันรวดเร็ว เมื่อรู้วิธีการล้างกิเลสในใจและพากเพียรทำให้ได้เราก็สามารถเปลี่ยนเป็นคนใหม่ในร่างเดิมได้ทันที (ข้อคิดต่อเนื่องจากบทความพุทธะชนะทุกข์เรื่อง “วิมุติเป็นกำลัง”)
    ยิ่งลดกิเลสได้มากความละเอียดและความแหลมคมของปัญญาก็มีมากขึ้น สามารถจับอาการกิเลสได้เร็วและสามารถกำจัดมันได้ทันท่วงทีก่อนที่มันจะขยายใหญ่โต ผู้เขียนพบว่ากิเลสตัวใหญ่เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆที่เรามองข้ามว่ามันไม่มีพิษสงอะไรจึงหลงทำตามมัน แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีเราก็ถูกกิเลสลากลงต่ำจนแทบถอนตัวไม่ขึ้น โดยกว่าเราจะกลับขึ้นมาได้ต้องใช้พลังและตะเกียกตะกายอย่างเต็มความสามารถ และทุกอย่างต้องทำด้วยตัวเองเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้สังเกตุอาการกิเลสเล็กๆได้อย่างดีคือ การเขียนบทความพุทธะชนะทุกข์อย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าหากอยู่ในสภาวะลื่นไหล ทำทุกอย่างได้อย่างไม่ฝืดฝืนร่างกายจะผ่อนคลาย สมองจะปลอดโปร่งเราจะทำทุกอย่างได้ดี เป็นสภาวะที่ไม่มีกิเลสมาก่อกวน แต่หากวันใดที่คิดไม่ค่อยออก สมองไม่ปลอดโปร่ง เหนื่อยมากกว่าจะเขียนได้ ความอดทนน้อยลงร่างกายเกร็งตัว เขียนผิดบ่อยๆ นี่คือสัญญาณว่าเรากำลังมีกิเลสบางอย่างหรือหลายอย่างเล่นงานอยู่ สิ่งที่ต้องทำคือสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อดึงสติกลับมาก่อน แล้วหายใจอย่างผ่อนคลายสบายๆ ตรวจดูร่างกายว่ามีส่วนใดที่เกร็งตัวอยู่ก็คลายออกทีละส่วน แล้วจึงตรวจใจว่ามีกิเลสตัวใดก่อกวน เมื่อพบแล้วจึงล้างออก ล้างตอนที่มันเล็กๆจะล้างง่าย ดั่งที่ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนว่า “ก่อนทำอะไรให้ล้างกิเลสให้ได้ก่อน”
    การเร่งผลเป็นดั่งประกายไฟเล็กๆที่พร้อมจะลุกลามใหญ่โตจนดับได้แสนยาก เราต้องเปลี่ยนมาเป็นเร่งเหตุ ผู้เขียนพบว่าเมื่อเราเปลี่ยนมาเป็นเร่งเหตุให้ดีหลายอย่างจะสำเร็จเร็วมากขึ้น หลายอย่างเป็นแค่ “สิ่งเล็กๆ” ที่เคยมองข้ามแต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องกลับได้ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ การเร่งผลไม่ได้ทำให้เกิดผลแต่จะถ่วงเวลาให้ช้าลง การใจเย็นและเร่งที่เหตุนั่นคือ “สิ่งเล็กที่ยิ่งใหญ่” อย่างแท้จริง
    เขียนเมื่อ วันที่ 24 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  18. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง สบาย VS แทบตาย
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ ศีลข้อ 2/ห้ามลักทรัพย์/อยากได้ดีจากคนอื่น

    ที่ผ่านมาผู้เขียนเคยเข้าใจว่าศีลข้อ 2 คือ ห้ามลักทรัพย์ แต่เมื่อท่านอาจารย์หมอเขียวสอนเรื่องจุลศีล ศีลข้อ 2 ที่ว่า “เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง” เมื่อท่านอาจารย์อธิบายจึงได้ทราบถึงความละเอียดลึกซึ้ง ยากที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจและปฏิบัติตามได้ แต่หากทำได้จะเกิด “อวิปปฎิสาร” คือความไม่เดือดเนื้อร้อนใจอันเกิดจากการปฎิบัติศีลได้ดี
    เมื่อมีสิ่งดีเกิดขึ้นในชีวิตย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนชอบใจ หวังที่จะให้เกิดขึ้น และอยากให้อยู่กับเราตลอดไป ไม่น่าเชื่อว่าการอยากในลักษณะนี้จะผิดศีลข้อ 2 ด้วย นอกจากนี้ความเลวร้ายต่างๆในชีวิตเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ต้องการ เป็นธรรมดาที่เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นเราก็อยากให้สภาพความเลวร้ายนั้นพ้นไปโดยเร็ว มีคำพูดคร่ำครวญที่ได้ยินบ่อยๆคือ “ทำไมสิ่งเลวร้ายต้องเกิดขึ้นกับฉันด้วย” ไม่น่าเชื่อว่าการชังสิ่งเลวร้ายในชีวิตเช่นนี้จะผิดศีลข้อ 2 ด้วย
    การปฎิบัติถูกศีลและผิดศีลเป็นทางแยก 2 ทาง ทางหนึ่งพาไปสู่ความเจริญ อีกทางพาลงต่ำสู่ความเสื่อมถอย หากเราได้สัมมาทิฎฐิ และปฎิบัติได้ถูกต้องถูกตรงชีวิตเราจะ “สบาย” แต่หากทำไม่ได้เสพกิเลสเรื่อยไปชีวิตจะพบกับสภาพ “แทบตาย” ดังที่ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนว่าเราคือคนตัดสินใจเลือกจะให้ชีวิตพบกับสภาพ “สบ๊ายสบาย หรือ แทบต๊ายแทบตาย” ด้วยการปฎิบัติศีลให้ถูกต้องและกำจัดกิเลสให้ได้จนหมดความอยาก หรือเราจะโง่เสพกิเลสและจมอยู่ในความทุกข์ต่อไป
    ผู้เขียนมีประสบการณ์ลดกิเลสด้วยการปฎิบัติศีลข้อ 2 แล้วพบกับความสบายในชีวิตเช่น การเหนียวหนี้ เมื่อก่อนเคยคิดว่าเมื่อมีรายได้เข้ามาต้องจ่ายให้ตัวเองก่อน เจ้าหนี้รวยแล้วเขาไม่เดือดร้อนด้วยเงินแค่นี้หรอก แต่ในวันนี้ผู้เขียนทำในสิ่งตรงข้ามคือใช้หนี้เร็ว สิ่งที่ได้รับคือความสงบทางใจที่มากกว่า เมื่อจิตใจสงบและเป็นสุขก็เป็นแรงเหนี่ยวนำให้ทำดีในสิ่งอื่นๆต่อไปด้วย ตัวอย่างที่ 2 คือ การหยุดอยากได้ดีจากคนอื่นในเรื่องการอยากให้คนอื่นมาชื่นชมในรูปลักษณ์ภายนอก โดยก่อนหน้านี้ผู้เขียนพยายามทำตัวให้ดูดี แต่งหน้าแต่งตัว ทำผม ใส่เสื้อผ้าที่โชว์รูปร่างและกล้ามเนื้อ แต่งรูปสวยๆก่อนลงสื่อออนไลน์ แล้วเสพความสุขจากคำชื่นชมของคนอื่น เมื่อผู้เขียนทำในสิ่งตรงข้าม ผมที่ทุกคนเคยชมว่าสวยก็ตัดสั้นจนแทบไม่ต้องใช้หวี หน้าที่เคยใช้เครื่องสำอางแต่งเติมบำรุงให้ดูดีก็เลิกใช้ทั้งหมด เสื้อผ้าที่โชว์รูปร่างและกล้ามเนื้อซึ่งใส่อย่างภาคภูมิใจและไม่ละอายกลายเป็นแต่งตัวมิดชิดปิดถึงคอ ภาพลักษณ์ที่ต้องการสื่อสารแต่ด้านดีปกปิดความเลวอย่างสุดชีวิตผู้เขียนพบความจริงแล้วว่า ความสุขสบายใจที่ไม่ต้องติดกับภาพลักษณ์จอมปลอมและยอมให้ทุกคนเห็นตัวตนที่แท้จริง ไม่หวังคำชื่นชม โดยระลึกไว้เสมอว่า “กายนี้มีไว้เพื่อลดกิเลสเท่านั้น กิจอื่นนอกจากนี้ไม่มี”
    ทุกอย่างแปรเปลี่ยนตลอดเวลาโดยเฉพาะสภาวะในใจ เมื่อใดก็ตามที่เราเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ นั่นหมายถึงเรากำลังทำผิดศีล เราจึงต้องพากเพียรปฎิบัติศีลจนเกิดเป็นอวิปปฎิสารและปฎิบัติศีลให้ถึงจิต เพราะเป้าหมายสูงสุดของศีลคือ “วิราคะ” ทำได้เช่นนี้ชีวิตเราจะ “สบ๊ายสบาย” แน่นอน

    เขียนเมื่อ วันที่ 24 เดือนเมษายน 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  19. รมิตา ซีบังเกิด รหัส 64098

    พุทธะชนะทุกข์
    160075
    หมวด เศรษฐกิจ
    เรื่อง ความจนสร้างตน
    คำสำคัญ ครอบครัวแตกแยก
    /ความประหยัด /การพึ่งตน /ฐานะมั่นคง /พ้นทุกข์
    ข้าพเจ้าเกิดมาจากครอบครัวที่ลำบากมาก เพราะมารดาแยกทางกับบิดาตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเด็ก ทำให้ต้องใช้ชีวิตด้วยความประหยัด เรียบง่าย ด้วยความขัดสนทางด้านการเงินของมารดา ในสมัยก่อนได้เงินค่าอาหารไปโรงเรียนชั้นประถมไม่เกิน 5 บาท ชั้นมัธยม 10 บาท
    ชั้นปกศ.ต้น 20 บาท ชั้นปกศ.สูง ไปอยู่หอพักได้สัปดาห์ละ 150 บาท บางวันต้องการมีเงินซื้อขนมเพิ่มก็ใช้เดินเท้าไปวิทยาลัยแทนการนั่งรถเมล์
    ช่วงอยู่หอพักต้องนำข้าวสารจากบ้านขึ้นรถเมล์ไปหุงกินกับผัดผักไม่ใส่เนื้อสัตว์เพราะไม่มีเงินซื้อ ด้วยพฤติกรรมนี้จึงไม่ยากลำบากในการลด ละ เลิก การทานเนื้อสัตว์
    ข้าพเจ้าไม่เคยมีความรู้สึกน้อยใจ ท้อใจในวาสนาของตัวเองแต่อย่างใด และไม่เคยมีเพื่อนคนใดรังเกียจเลย เพราะด้วยนิสัยชอบช่วยเหลือเพื่อนๆในเรื่องการเรียน
    เมื่อสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูในอัตราเงินเดือน 1,875 บาท
    ก็พอใช้ไม่มีหนี้สิน และเนื่องจาก
    มีความสามารถในเรื่องการเย็บ ปัก ถักร้อยและงานฝีมือต่างๆ ได้รับจ้างเพื่อนครูถักกล่องใส่ทิชชูขายเกือบทุกคนในโรงเรียนเดียวกัน และเริ่มขายสินค้าหลายๆประเภทตั้งแต่ เสื้อชั้นใน กางเกงใน ถ้วย ชาม หม้อ ผ้าตัดเสื้อ เครื่องสำอาง ทองรูปพรรณ ฯลฯ โดยใช้วิธีการผ่อนชำระเป็นรายเดือน
    ต่อมาเมื่อได้สมรสกับพ่อบ้านและมีบุตรเป็นหญิง 1 คนในขณะที่ข้าพเจ้ายังรับราชการอยู่ ยังหารายได้เสริมอีกหลายอย่างทำให้สามารถเก็บเงินซื้อที่ดินและสร้างบ้านเป็นของตนเองได้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2531 ในขณะมีอายุเพียง 32 ปี และส่งบุตรเรียนจนจบระดับปริญญาโท รับราชการในกระทรวงพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะนี้สมรสแล้วอยู่จังหวัดน่านและมีบ้านเป็นของตนเอง
    กว่าจะผ่านช่วงเวลามาถึงปัจจุบันได้ ข้าพเจ้าต้องใช้ความขยัน ประหยัด อดทน เรียบง่าย สิ่งใดทำเองได้ก็ทำโดยไม่รอช้าเพื่อเป็นการประหยัดและรวดเร็ว ทำให้สะสมความรู้ด้านต่างๆไว้กับตัว และนำมาใช้ในคราวจำเป็น
    เมื่อลาออกจากราชการสนใจที่จะทำอาชีพเกษตรอย่างจริงจัง จึงซื้อที่ดินเพิ่มอีก1แปลง และลงมือทำด้วยความตั้งใจ โดยคิดว่าจะมีรายได้เพิ่มแต่ไม่มีความรู้เรื่องกสิกรรมไร้สารพิษเลย หลังจากได้ฟังและศึกษาจากกสิกรตัวอย่างของบุญนิยมทีวี จึงเริ่มปฎิบัติมาเรื่อยๆจนปัจจุบัน เมื่อมาเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม จึงทำตามคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียวอย่างมุ่งมั่น ไม่ว่าจะเป็นการลด ละ เลิก การใช้สารเคมีในสวนยางพาราและการไม่ใช้สารเคมีในแปลงผักอย่างเคร่งครัดตามคำสอนและจะทำตลอดไป
    เมื่อก่อนข้าพเจ้าเคยคิดว่า” ทำไมชีวิตนี้มันลำบากนัก จนนัก”
    กว่าจะได้อะไรสักอย่างต้อง ปากกัด ตีนถีบ ตลอดเวลา ตอนนี้ได้เข้าใจดีทุกอย่างจากบททบทวนธรรมว่า “สิ่งที่สร้างผลทุกวินาทีให้กับชีวิต คือ วิบากกรรม” และเรื่องราวต่างๆที่เกิดกับตนเองมาจากบททบทวนธรรมว่า”ปัญหาไม่เคยหมดไปจากชีวิตของเรา มีแต่ทุกข์เท่านั้น ที่หมดไปจากใจของเรา”
    ตอนนี้ชีวิตและความคิดของข้าพเจ้าเปลี่ยนไปมาก ไม่เคยคิดโทษชะตากรรมของตนเองที่แสนจะยากลำบากในอดีต กลับภาคภูมิใจที่ความจนได้ทำให้ข้าพเจ้ามีความรู้ ความสามารถในการต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆและสามารถช่วยเหลือ แบ่งปันผู้อื่นได้ตามศักยภาพของตนเอง ดังบททบทวนธรรมว่า “คุณค่าและความผาสุกของการเป็นคน คือ การพึ่งตนและช่วยคนให้พ้นทุกข์”ตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและท่านอาจารย์หมอเขียว
    เมื่อคิดถึงความจนและความยากลำบากครั้งใดก็รู้สึกมีความสุขทุกครั้ง ที่ทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนที่มีความเข้มแข็ง อดทนต่อสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ หรือวันหน้า

    14 พฤษภาม พ.ศ. 2565
    ประวัติผู้เขียน
    ชื่อ รมิตา ซีบังเกิด (ไพรดินพุทธ
    ) อายุ 65 ปี มีบุตรสาว 1 คนสถานภาพ หย่า ไม่มีโรคประจำตัว เป็นจิตอาสาภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันอยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
    เป็นนักศึกษาสถาบันวิชชาราม ระดับอริยปัญญาตรี หลักสูตร 7 ปี และหลักสูตรแพทย์แผนไทยวิถีธรรมค้ำจุนโลกหลักสูตร 6 เดือน