กระดานแบ่งปัน (เมษายน ๒๕๖๕) [5]

กระดานแบ่งปัน สังคมแห่งการเรียนรู้วิชชาราม (vijjaram learning society)

ประจำเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2565 นักศึกษาวิชชารามทุกชั้นปี ทุกหลักสูตร นักศึกษาเก่า นักศึกษาใหม่ สามารถแบ่งปันการเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย โดยพิมพ์ ชื่อ นามสกุล (รหัสนักศึกษา หรือ (ภาคสมทบ) หรือ (นักศึกษาเก่า) หรือ ฯลฯ) หรือจะใช้นามปากกาก็ได้เช่นกัน

โดยสามารถแบ่งปันเรื่องราวได้มากมายหลากหลาย เช่นดังต่อไปนี้…

  • แบ่งปันสภาวธรรม
  • สรุปสาระธรรม
  • เรื่องราวในชีวิต
  • การดูแลสุขภาพ
  • การเรียนรู้สิ่งใหม่
  • การทบทวนเรื่องเก่า
  • ร้องเรียน ร้องทุกข์
  • บันทึกประจำวัน
  • ทบทวนธรรม
  • ฯลฯ

โดยจะเปิดพื้นที่นี้ใหม่ทุกสัปดาห์และจะไม่สามารถย้อนไปบันทึกหรือแบ่งปันในสัปดาห์เก่าได้

5 thoughts on “กระดานแบ่งปัน (เมษายน ๒๕๖๕) [5]”

  1. อรวิภา กริฟฟิธส์

    สภาวธรรม
    ฝึกงานแอดมินร้านค้าบ้านราชช้อป
    ได้มีโอกาสเข้าร่วมเรียนรู้การเป็นแอดมินรับ order ลูกค้าออนไลน์ การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้เห็นความอดทนของผู้สอนที่พยายามช่วยเหลือผู้ที่ไม่เข้าใจ เริ่มตั้งแต่การดาวน์โหลดแอปใหม่ ๆ ก็รู้สึกสนุกดีกับพลังหมู่ที่ทำงานร่วมกัน่ ตัวเองนั้นไม่มีพื้นฐานในงานนี้เลย ตอนแรกก็ตั้งใจเข้ามาสังเกตการ แต่เมื่อได้ลงมือปฏิบัติก็รู้สึกว่าน่าจะทำได้ อาจจะต้องใช้เวลาสักเล็กน้อยในเบื้องต้น ลูกค้าอาจจะต้องรอนานหน่อย แต่เราก็ทำงานกันเป็นทีมซึ่งช่วยลดความกลัวกังวลลงได้ แต่เราก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น พร้อมฝึกพร้อมวาง เมื่อเราเพียรเต็มที่แล้วเราก็ยินดีเท่าที่เรามีบารมีจะทำได้ เท่าที่องค์ประกอบกุศลอกุศลที่เขาให้เราทำ ตอนแรกก็คิดจะวางแล้วเพราะว่าโทรศัพท์เราเก่า ไม่สามารถโหลดแอปที่จะทำงานได้ แต่พอเราวางใจได้ ก็คิดออกขอยืมโทรศัพท์พ่อบ้านมาดาวน์โหลดแทน ชัดเจนว่าเรายึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้เลย แม้สิ่งที่เราอยากทำจะเป็นสิ่งดีก็ตาม ถ้าไม่ใช่กุศลของเรา ณ เวลานั้น เราก็จะไม่ได้ทำ แต่ถ้าเป็นกุศลของเราที่จะได้ทำ ก็จะไม่มีอะไรมาขัดขวางเส้นทางการทำดีของเรา เมื่อเราประมาณแล้วว่าเส้นทางโปร่งโล่ง ไม่ลำบากเกินไม่ฝืดฝืนเกิน ไม่ทรมานเกิน ไม่เสียหายเกิน ไม่วิวาทเกิน หรือลำบากแต่ก็ยังพอลุยไปได้ ขอบคุณทุกผัสสะที่เข้ามาให้ได้เรียนรู้

  2. อรวิภา กริฟฟิธส์

    สาภาวธรรม
    วันนี้มีโอกาสได้ฟังธรรมจากการสนทนาธรรมของพี่น้อง ว่าถ้าคนที่เรารักดีต่อเราแล้วเราปลื้มใจเราจะล้างใจของเราอย่างไร ท่านสิกขมาตุได้ให้ข้อคิดว่า ใครเขาทำดีก็เป็นดีของเขา ใครเขาทำไม่ดีก็เป็นไม่ดีของเขา แต่ถ้าเราไปยึดมั่นถือว่า คนนี้เป็นลูกของเรา เป็นพ่อแม่ของเรา เป็นคนรักของเรา ถ้าเรามีความยึดมั่นในใจว่าเป็นของ ๆ เรา พอเขาทำถูกใจเราหมายเราก็เสพความดีของเขาได้ดังใจปลื้มว่า นี่ลูกเรา นี่คนรักของเขา เราเอาใจไปผูกไว้กับสิ่งที่ไม่เที่ยงก็มีแต่ทุกข์เท่านั้น แต่ถ้าเรารู้ความจริงตามความเป็นจริง เราจะไม่มีสุขมีทุกข์จากการกระทำของคนอื่น แต่เราจะรู้ความจริงว่าถ้าเขาทำดีเราเคารพในส่วนดีของเขา ถ้าเขาทำไม่ดีเราก็เมตตาในส่วนด้อยของเขา เราไม่ได้ไปสุขไปทุกข์กับการกระทำของคนอื่น มีแต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง คนที่ทำดีเราก็เคารพได้และเอาเป็นตัวอย่างการทำดีของเรา แต่ถ้าเขาทำไม่ดีเราก็เมตตาในส่วนด้อยของเขา ชีวิตก็ไม่มีอะไรทุกข์ ได้ฟังอย่างนี้แล้วรู้สึกว่าใจมันเบาโปร่งโล่ง สบายเลย เพราะเราจะไม่ไปแอบเสพแอบปลื้ม สุขทุกข์ของจากการกระทำของผู้อื่น แต่เราจะมั่นอ่านอาการกิเลสในใจเราและแก้ไขการกระทำของเราเอง สาธุ

  3. พรทิพย์ ไทยเอียด

    สรุปสาระธรรม

    หัวใจของความสำเร็จในการแก้ปัญหาทุกปัญหา ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม คือ อย่ากลัว หยุดความกลัวและความหวั่นไหวในทุกเรื่องให้ได้ กล้าที่จะยอมรับในสิ่งดีและสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นกับชิวิตด้วยจิตที่เบิกบาน ยินดี และมีความสุขให้ได้

    21/04/2565

  4. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ถั่วคั่วยั่วกิเลส
    วันนี้คั่วถั่วลิสงเอาไว้สำหรับทำกับข้าว ขณะที่กำลังกระเทาะเปลือกถั่วอยู่นั้น กลิ่นหอมของถั่วก็โชยเข้าเตะจมูก กิเลสก็มากระชิบ กินสักเม็ด ชิม ๆ เห็นจิตเกิดอาการอยากกิน เราตั้งศีลกินมื้อเดียว จึงได้สวนลำกิเลสไปว่า เราไม่หิว ไม่กิน กินเกินเกิดวิบากร้าย เอามามากทำให้โลกขาดแคลน ใจก็คลายจากความอยากกินถั่วลง ก็เห็นความจริงตามความเป็นจริง ถั่วเขาก็มีกลิ่นอย่างนั้น เราก็เคยกินมาแล้ว รสของถั่วเป็นอย่างไรเราก็รู้ ความอยากได้สุขสมใจอยากเป็นสุขไม่เที่ยงแท้ ไม่มีจริง เป็นทุกข์ พอใจเราคลายจากความอยากกินลง เราก็เห็นชัดเจนในความไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนแท้ของกิเลส เราไม่ได้ไปสุขไปทุกข์กับการได้กินไม่ได้กินถั่วอีกต่อไป ขอบคุณการคั่วถั่วทำให้เราเห็นว่า เรายังมีกิเลสตัวนี้อยู่ ทำให้ได้ล้างกิเลส คลายความอยากได้สุขสมใจอยากลงได้ ใจมีความยินดีเบิกบานที่เราไม่ต้องเอามาเกินความจำเป็น ไม่ได้เบียดเบียนตัวเองให้ลำบากที่ต้องมาย่อยอาหาร รู้สึกโล่ง เบาสบาย สาธุค่ะ

  5. อรวิภา กริฟฟิธส์

    สรุปสาระธรรม
    เรื่อง ความเป็นกลางของพุทธ คือฐานอุเบกขา
    จากการฟังธรรมะบรรยายของอาจารย์ หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน การปฏิบัติธรรมต้องปฏบัติไปสู่ความเป็นกลางของพุทธคือการปฏิบัติตามโอวาทปาติโมกข์ คือบาปทั้งปวงไม่ทำยินดีในอุเบกขา ทำดีที่ทำได้ด้วยใจไร้ทุกข์ ทำจิตใจให้ผ่องใสเอาประโยชน์ให้ได้ทุกเรื่อง
    ชีวิตต้องปฏิบัติเข้าสู่ฐานอุเบกขาให้ได้ในแต่ละเรื่อง พิจารณาโทษของความไม่เป็นกลางว่าจะนำเรื่องร้าย เหตุการณ์ร้ายมาสู่ชีวิต พิจารณาประโยชน์ของความเป็นกลาง คือไม่โต่งไปทางเสพสุขลวง ตั้งแต่หยาบกลาง ละเอียด จะทำให้พ้นทุกข์ใจ ทุกข์กายและเรื่องร้าย ไม่ชอบไม่ชัง ไม่ดูดไม่ผลัก ไม่รักไม่เกลียด
    ความเป็นกลางของพุทธคือพ้นทุกข์ ดีงาม ผาสุก เบิกบานแจ่มใส เห็นความจริงตามความเป็นจริง ไม่โทษใครใจไร้ทุกข์ ไม่ทะเลาะวิวาท ยินดีได้หมด คนมีปัญญาแม้ตกทุกข์ก็ยังหาสุขพบ เข้าใจวิบากกรรม เพราะไม่มีใครทำดีทำร้ายให้เราได้นอกจากวิบากดีร้ายของเราเท่านั้น

Comments are closed.