พุทธะชนะทุกข์ : ภาคใต้ (เมษายน 2565) [16]

นักศึกษาวิชชารามและจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ร่วมบันทึกเรื่องราวจากชีวิตจริงของตนเองที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือคำสอนของครูบาอาจารย์ …อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โจทย์ พุทธะชนะทุกข์

!สำหรับนักศึกษาสังกัดภาคใต้

นักศึกษาพิมพ์เรื่องราวหรือคัดลอกข้อมูลส่งในส่วนแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

16 thoughts on “พุทธะชนะทุกข์ : ภาคใต้ (เมษายน 2565) [16]”

  1. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง ลูกแม่อยู่ไหน
    หมวด จิตใจ
    คำสำคัญ หลงกิเลส/กินลูก/หาความสุข/หลงทาง

    พ่อแม่รักลูกยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง เป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นจนชินตา ไม่ใช่แค่มนุษย์ที่เป็นเช่นนี้ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องลูกของตัวเองเช่นกัน
    ในอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งได้เรียนรู้จากท่านอาจารย์หมอเขียวคือ การมีลูกเป็นกิเลสตัวใหญ่ โดยแค่คิดอยากจะมีลูกกิเลสก็เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว เพราะคิดว่าเมื่อมีลูกความสุขต่างๆจะถ่าโถมเข้ามา ความสมบูรณ์ของชีวิตคู่จะมีมากขึ้น เมื่อมีลูกแล้วก็หวังในสิ่งต่างๆ จากลูก อยากให้ลูกดีดั่งใจหมายจะมีความสุขใจ ชอบใจ สบายใจ
    จะมีใครเชื่อบ้างว่า พ่อแม่จะกินลูกของตัวเองได้! กินทั้งๆที่ยังรักอยู่ กินแล้วยังร้องเรียกหาว่า “ลูกแม่อยู่ไหน” เปรียบดั่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 16 ข้อ 240 ปุตตมังสสูตร เป็นเรื่องราวของสองสามีภรรยาที่พาลูกน้อยอันเป็นที่รักเดินทางไปในทางทุรกันดาร เมื่อเดินทางไประยะหนึ่งเกิดการขาดแคลนอาหารเพื่อให้ตัวเองรอดตายพ่อแม่จึงกินลูกตัวเอง! แล้วมารำพึงรำพันร้องหาความสุขจากลูกอย่างน่าเวทนา
    ในครั้งแรกที่ได้เรียนเรื่องปุตตมังสสูตรจากท่านอาจารย์หมอเขียว ก็คิดในใจว่ามีด้วยเหรอพ่อแม่ที่กินลูก ในที่สุดก็ได้ประจักษ์ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นจริงตลอดกาล เมื่อได้ดูสารคดีเรื่องมังกรโคมาโด ในสภาวะที่ขาดแคลนอาหารมันจะกินลูกตัวเอง! ทำให้ระลึกได้ทันทีว่ายิ่งคนเราเสพกิเลสมากๆ พฤติกรรมก็จะไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน
    ทุกชีวิตรักสุขเกลียดทุกข์ ลูกเปรียบได้กับความสุข แต่เพราะความหลงผิดทำให้ “กินลูก” หรือหลงทำลายความสุขนั้น แล้วค่อยตามหาต่อไปว่าความสุขอยู่ไหน แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอเหมือนทางทุรกันดารที่ยิ่งเดินก็ยิ่งพบความลำบาก ยิ่งหลงทางจุดหมายยิ่งห่างไกลออกไปเรื่อยๆ
    ความลึกซึ้งของคำสอนนี้ได้มาจากบทเรียนชีวิตของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ที่ยอมเป็นภรรยาน้อย และทำทุกอย่างเพื่อดึงสามีไว้ เอาอกเอาใจ ทำอาหาร ดูแลบ้าน ทำตัวเองให้สวย หาของดีๆให้สามี แม้สิ่งนั้นจะได้มาอย่างผิดกฎหมายก็ตาม สุดท้ายเขาต้องถูกดำเนินคดีข้อหายักยอกเงินบริษัทเป็นเงินก้อนใหญ่ สิ่งที่เพื่อนคนนี้ทำทั้งหมด เพราะต้องการความสุข โดยไม่รู้เลยว่า การทำเช่นนี้คือการทำลายความสุขนั้นลง มิหนำซ้ำยังสร้างทุกข์ให้พอกพูนขึ้นไปเรื่อยๆอีกด้วย ปัจจุบันนี้นอกจากเขาจะไม่ได้อยู่กับสามีแล้ว พ่อแม่ที่เริ่มแก่และสุขภาพอ่อนแอก็ไม่มีคนดูแลด้วย เป็นดั่งที่ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนว่า คนที่หลงวิปลาสเขาทำไปเพราะไม่รู้ ถ้ารู้เขาจะไม่ทำ คนแบบนี้น่าสงสารเราต้องเมตตาต่อเขาให้มากๆ
    การหลงวิปลาสเกิดจากอวิชชา พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง” เป็นมลทินกว่ามลทิน เป็นมลทินที่เลวร้ายที่สุด การหลงในอวิชชาทำให้หลงเสพกิเลสไปเรื่อยๆ เหมือนหลงไปในทางทุรกันดาร ยิ่งเสพกิเลสนานยิ่งหลงนาน เมื่อหลงเดินทางผิดจะถึงเป้าหมายช้า เปรียบเหมือนทางจะยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ เราต้องตัดกิเลสเพื่อตัดทางนั้นให้สั้นลง
    ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์หมอเขียวซึ่งเป็นสัตบุรุษแท้ คอยสอนความรู้ที่ถูกต้องถูกตรงเป็นทางที่นำพาสู่การพ้นทุกข์อย่างแท้จริง และหาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

    เขียนเมื่อ เดือนมีนาคม 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  2. สมเพียร สุวรรณรัตน์(เอื้อเอ็นดู)

    เรื่อง กำลังใจจากเจ้าภาพ
    หมวด จิตใจ
    คำสำคัญ งานศพ/สูญเสีย/วางร่างวางขันธ์/ใจไร้ทุกข์

    โดยปกติแล้วการไปร่วมงานศพ ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้เสียชีวิต และให้กำลังใจกับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เรื่องราวที่จะเล่านี้เป็นสิ่งตรงข้าม เมื่อเจ้าภาพงานศพให้กำลังใจผู้มาร่วมงาน ช่วยบอกวิธีการทำใจ เพราะเจ้าภาพสามารถทำใจได้อย่างดีทำให้ไม่มีความทุกข์ใจใดๆ อันเกิดจากคำสอนเรื่อง การวางร่างวางขันธ์ของท่านอาจารย์หมอเขียว
    ป้าสมต้องอยู่บ้านคนเดียวเมื่อสามีวางร่างวางขันธ์ลง ถือเป็นความโชคดีที่ป้าสมได้สามีที่ดี ขยันทำงาน เลี้ยงดูครอบครัวอย่างดี ไม่นอกใจ เรามีบุตรชายด้วยกัน 3 คน และต้องถือเป็นความโชคดียิ่งขึ้นเมื่อบุตรชายทั้ง 3 คน ต่างก็เป็นคนดี
    ชีวิตก่อนแต่งงานหลังเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ป้าสมไปเป็นครูสอนเด็กอนุบาลอยู่ที่จังหวัดยะลา อาศัยอยู่กับพี่สาว แต่ด้วยความทุรกันดาร ลำบากในการเดินทาง และมีมุสลิมมาชอบ ป้าสมกลัว จึงย้ายกลับมาอยู่บ้านที่จังหวัดสงขลา ป้าสมสอบเข้าทำงานเป็นพยาบาลได้ แต่ไม่ทราบ เพราะหน่วยงานส่งหนังสือมาทางรถไฟให้ไปรายงานตัว สามีซึ่งในขณะนั้นยังคบกันเป็นแฟนเป็นคนรับหนังสือแทน แล้วเขาไม่บอกเพราะไม่อยากให้ป้าสมไปทำงานที่อื่น ป้าสมเพิ่งมารู้ความจริงจากเพื่อนหลังจากแต่งงานมีบุตรแล้ว ก็ไม่ได้ถือโทษโกรธสามีเลย
    หลังแต่งงานแล้วป้าสมเป็นแม่ค้าขายไก่ทอดเจ้าแรกในอำเภอควนเนียง ลูกค้าติดใจในรสชาติ ขายดีมาก ส่วนสามีเปิดร้านขายของ ซึ่งเป็นร้านใหญ่ที่สุดในอำเภอควนเนียง เป็นที่รู้กันของลูกค้าว่า ถ้าอยากได้อะไรให้มาร้านนี้ มีสินค้าครบครัน อีกทั้งยังมีการทำสวนผลไม้ ทำนา และสวนยางพารา นอกเหนือจากนี้ก็มีการเลี้ยงและขายทั้งสัตว์เป็นและสัตว์ตายด้วย
    เมื่อป้าสมเข้ามาเรียนแพทย์วิถีธรรม สามีไม่เชื่อแต่ก็ไม่ห้าม ในขณะที่ป้าสมสุขภาพดีขึ้น สามีกลับมีโรคประจำตัวคือ ความดันโลหิตสูง เพราะสูบบุหรี่และกินเหล้า รักษาด้วยการทานยาที่คลินิก แต่อาการป่วยก็ไม่ถึงขั้นรุนแรง ยังคงใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ
    จนกระทั่งวันหนึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หลังจากสามีไม่ได้ทานยาแค่ 3 วัน เพราะคลินิกปิด วันนั้นป้าสมกลับจากดูแลสวน ซึ่งโดยปกติเมื่อมาถึงบ้านสามีจะมาเปิดประตูรั้วให้ แต่วันนั้นไม่เห็นสามีมาเปิดประตูรั้วให้อย่างเช่นทุกครั้ง ป้าสมจึงรีบขึ้นไปดูบนห้องนอนปรากฎว่า สามีนอนนิ่งเสียชีวิตอยู่บนเตียงแล้ว เนื่องจากได้เรียนรู้จากท่านอาจารย์หมอเขียว ป้าสมตรวจใจตัวเองก็ไม่ได้ตกใจ ไม่มีความกลัว และไม่มีความกังวลใดๆ ควบคุมสติของตัวเองได้ดี หลังจากขนของที่ได้จากสวนลงจากรถเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยโทรหาบุตรชาย ขณะนั้นบุตรชายยังไม่รับสาย จึงโทรไปหาน้องสาวของสามีซึ่งเป็นหมออนามัย
    ทุกคนจะร้องไห้เสียใจ ป้าสมก็คอยให้กำลังใจ และทำตัวอย่างให้ดู ธรรมะที่ได้เรียนรู้จากท่านอาจารย์หมอเขียวโดยเฉพาะค่ายวางร่างวางขันธ์ช่วยให้ป้าสมทำใจได้อย่างดี และการที่ป้าสมทำใจได้เช่นนี้ก็มีพลังส่งไปถึงคนรอบข้างให้ควบคุมสติได้ดีขึ้นด้วย
    บุตรชายจัดงานศพให้บิดาแบบทางโลกอย่างสมเกียรติ โดยได้ขอพระราชทานเพลิงศพ ป้าสมคอยให้กำลังใจแขกผู้มาร่วมงาน ไม่ให้เขาต้องเสียใจมากเกินไป การทำใจยอมรับความสูญเสียได้ คือความหมดอยาก เมื่อหมดอยากก็หมดทุกข์ แล้วเราก็จะได้พบกับความผาสุกที่ยั่งยืน

    เขียนเมื่อ เดือนมีนาคม 2565
    ผู้เขียน นางสมเพียร สุวรรณรัตน์ (อายุ 75 ปี)
    ชื่อทางธรรม เอื้อเอ็นดู
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม อริยปัญญาโท ชั้นปีที่ 3
    จิตอาสาประจำสวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรม ปี 2554 เนื่องจาก หมอที่ดีที่สุดในโลกคือตัวเราเอง รักษาทั้งโรคทางกายและใจ ให้หายได้อย่างสิ้นซาก

  3. สมเพียร สุวรรณรัตน์(เอื้อเอ็นดู)

    เรื่อง อย่ารอเคาะโลง
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ ทำดี/งานศพ/สัมมาทิฎฐิ/อาสวะ

    ก่อนที่โรคโควิค 19 จะระบาดหนักจนรัฐบาลต้องประกาศล๊อกดาวน์ ป้าสมเดินทางด้วยรถตู้จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปเข้าค่ายแพทย์วิถีธรรมที่ภูผาฟ้าน้ำ ในครั้งนั้นป้าสมขึ้นเวทีเพื่อส่งการบ้านสภาวธรรม ซึ่งทำให้หลายคนตกใจ บางคนร้องไห้ ในขณะที่ป้าสมใจไร้ทุกข์ ไม่กังวลหวั่นไหวใดๆ นี่คือสิ่งมีค่าที่ได้จากการปฎิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียว และสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ช่วยเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่า ระหว่างการหลงเสพกิเลสใช้ชีวิตที่ติดสุขแบบโลกียะ แตกต่างอย่างมากกับการเดินบนเส้นทางพุทธะซึ่งได้ความสุขแบบโลกุตระ
    เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจากการว่างร่างวางขันธ์ของพี่สาวในวัย 84 ปี ด้วยความชรา ซึ่งป้าสมรักพี่สาวมาก คอยดูแลช่วยเหลือกันมาตลอด ตั้งแต่เด็กเรียนมัธยมก็ไปอาศัยอยู่กับท่าน ซึ่งท่านไปมีครอบครัวที่จังหวัดสตูล เมื่อป้าสมมาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรม ก็นำศาสตร์นี้ไปแบ่งปันโดยเฉพาะน้ำมันเขียวซึ่งท่านชอบมาก การดูแลกันและกันด้วย “ดี” ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ป้าสมไม่เสียใจเวลาที่ต้องจากกัน
    คนส่วนใหญ่ที่หลงเสพกิเลสจะแยกไม่ออกว่า “ดี” ที่แท้แล้วเป็นเช่นไร ภาพที่เห็นจนชินตาเมื่อสูญเสียคนที่รักไป คนส่วนใหญ่จะร้องไห้อย่างไร้สติ รำพึงรำพันว่ายังไม่ได้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้ ยังไม่ได้ดูแลเต็มที่ ฉะนั้นในงานศพจึงต้องจัดให้ใหญ่เต็มที่ เพราะนี้คือสิ่ง “ดี” อย่างสุดท้ายที่จะทำให้กัน
    งานศพที่ถูกจัดขึ้นอย่าง “โอรส” เป็นภาษาใต้หมายถึง จัดงานแบบใหญ่โต ถึงแม้จะต้องเป็นหนี้ เพื่อทำให้ดูดี เลี้ยงอาหารเต็มที่ เน้นเนื้อสัตว์จึงจะเรียกว่ามีศักดิ์ศรี อวดกันว่างานนี้แกงหมูกี่ตัว วัวกี่ตัว อาหารต้องใส่ผักน้อยๆ ถ้าใส่ผักมากถือว่างานไม่ใหญ่ เป็นงานที่เต็มไปด้วยกิเลส อบายมุขแทบทุกชนิดมารวมกัน ทั้งเล่นไพ่ กินเหล้า สูบบุหรี่ เอาเงินใส่ซองถวายพระ เอาเนื้อสัตว์ถวายพระ คนตาย 1 คน ชีวิตสัตว์ตายตามอีกหลายชีวิต กิเลสของคนที่ยังอยู่ก็โตขึ้น สร้างความทุกข์ต่อเนื่องไม่รู้จบ
    นอกจากนี้ยังต้องลุ้นว่า เงินใส่ซองทำบุญจะพอกับเงินที่ลงทุนจัดงานหรือไม่ และจะยิ่งเป็นปัญหาอย่างมากหากญาติพี่น้องไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน ภาษาใต้เรียก “หิบวาน” คือแอบเอาเงินทำบุญไว้เอง
    ป้าสมขอฝากข้อคิดไว้ว่า สิ่งที่จะทำให้เราคิด และทำ ให้ถูกและ “ดี” ได้จริงๆคือ การปฎิบัติมรรคมีองค์ 8 อย่างตั้งมั่น สิ่งนี้ช่วยให้เราทำดีต่อกันอย่างเต็มที่ในขณะที่ยังมีชีวิต โดยการชวนกันลดกิเลสเหตุแห่งทุกข์ จะไม่เกิดเหตุการณ์ “เคาะโลง” เรียกให้คนตายแล้วมากินของที่ชอบ เราจะมีปัญญารู้ว่า อย่าหวังพึ่งการทำบุญกรวดน้ำ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลเมื่อตายจากกันแล้ว สาธุ

    เขียนเมื่อ เดือนมีนาคม 2565
    ผู้เขียน นางสมเพียร สุวรรณรัตน์ (อายุ 75 ปี)
    ชื่อทางธรรม เอื้อเอ็นดู
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม อริยปัญญาโท ชั้นปีที่ 3

  4. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง เราเป็นแค่ผู้บอกทาง
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ พึ่งตน/พี่เลี้ยง/ทางพ้นทุกข์/จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม

    การได้บำเพ็ญเขียนพุทธะชนะทุกข์ได้รับอานิสงส์มากมาย หนึ่งในปัญญาสำคัญที่แจ่มแจ้งอย่างยิ่งคือ “ทำความผาสุกที่ตน ช่วยคนที่ศรัทธา” เราไม่สามารถช่วยใครให้พ้นทุกข์ได้ถ้าเรายังทุกข์อยู่ ซึ่งนี่คือคุณสมบัติหลักที่ต้องทำให้ได้ หากคิดจะสมัครเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม
    เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มกราคม 2565 เป็นวันประชุมอปริหานิยธรรมจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทั่วโลก และในวันนั้นผู้เขียนได้ปวารณาเป็นผู้คบคุ้น (จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมชั้นต้น) ซึ่งสามารถมีพี่เลี้ยงหรือแม่ไก่ได้ 2 ท่าน ระหว่างนั่งรอคิวก็คิดแล้วว่า จะขอพี่จิตอาสาจากสวนป่านาบุญ 2 มาเป็นพี่เลี้ยง และในขณะนั้นท่านทั้ง 2 ก็อยู่ใน Zoom พอดี เหตุวุ่นวายใจเกิดขึ้นเมื่อมีผู้ปวารณาตัวก่อนหน้าขอพี่เลี้ยง 3 ท่าน ผู้เขียนก็คิดทันทีว่า อยากขอพี่เลี้ยงเพิ่มด้วย โดยอยากขอคุรุที่มีความประทับใจท่านมานานให้มาเป็นพี่เลี้ยงด้วย แต่ก็ลังเลว่าจะเหมาะสมมั้ย เพราะท่านก็มีงานยุ่งมาก และอีกอย่างผู้เขียนก็ยังมีพี่เลี้ยงเดิมที่เป็นพี่เลี้ยงมาตั้งแต่เข้ามาเรียนกับสถาบันวิชชาราม ซึ่งเท่ากับว่ามีพี่เลี้ยง 3 ท่านแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็พอแล้ว เราจะเอาพี่เลี้ยงมาทำไมมากมาย ในเมื่อเราเองก็ต้องพึ่งพาตนเองให้มากอยู่แล้ว จิตใจจึงเริ่มสงบลงการปวารณาก็ผ่านไปด้วยดี
    ในการประชุมอปริหานิยธรรมของคืนวันหนึ่ง มีผู้คบคุ้นขอเบอร์โทรศัพท์คุรุท่านนี้ ผู้เขียนรีบจับปากกาเตรียมจดทันที แต่เพราะใกล้เวลาเลิกประชุมแล้ว ท่านจึงเปลี่ยนใจไม่บอกเบอร์โทรศัพท์ทาง Zoom แต่จะส่งไลน์ให้ผู้คบคุ้นท่านนั้นแทน หลายวันต่อมาได้ทบทวนพฤติกรรมตัวเองจึงได้ระลึกรู้ว่า “ขอบคุณตัวเอง” ที่ไม่ขอคุรุเป็นพี่เลี้ยงในวันปวารณา และ ขอบคุณคุรุที่ไม่บอกเบอร์โทรศัพท์ใน Zoom เพราะหากมีท่านเป็นพี่เลี้ยงสมดังใจ คิดว่าจะยึดติดกับท่านมาก เมื่อเจอผัสสะ หรือมีปัญหาเกิดขึ้นเป็นไปได้ว่าจะรีบปรึกษาท่านทันที กล่าวโดยสรุปคือ ปัญญาจะค่อยๆลดลง เหตุเพราะพึ่งตนเองน้อยลง นอกจากจะทำให้ปัญญาเสื่อมลงแล้วก็จะมีส่วนทำให้คุรุ เจริญในธรรมช้าลงด้วยเพราะมัวเสียเวลากับผู้เขียน (ได้ข้อคิดจากพุทธะชนะทุกข์เรื่อง “คนนิสัยสัตว์”)
    ในวันนี้ต้องเตือนตัวเองไว้ว่า “การเดินทางสู่การพ้นทุกข์ ไม่มีใครแบกใครได้ ทุกคนต้องเดินไปด้วยตัวเอง” ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนเสมอว่า พระพุทธเจ้าและพระอริยสาวก เป็นแค่ผู้บอกทาง ส่วนการเดินทางคือเรื่องของแต่ละชีวิต ผู้เขียนไม่ได้เข้ามาสมัครเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมเพื่อให้ท่านอาจารย์หมอเขียวแบก! ท่านช่วยเราอย่างเต็มที่แล้ว องค์ประกอบทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว เหลือแค่เราพากเพียรเดินทางที่ถูกต้องถูกตรงด้วยตัวเองเท่านั้นจึงจะพ้นทุกข์และพบความผาสุกที่แท้จริงได้

    เขียนเมื่อ เดือนมีนาคม 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  5. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง เชื้อชูชก
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ เสพกิเลส/ทำความผาสุกที่ตน/พรหม 4 หน้า

    “อย่าไปเสียเวลากับคนกิเลสหนาที่ขุนไม่ขึ้น
    เพราะถ้ามัวเสียเวลา
    กับคนกิเลสหนาที่ขุนไม่ขึ้น
    มันเป็นวิบากร้าย
    ต่อตนเอง…ต่อผู้อื่น”
    (บททบทวนธรรมข้อ 129)
    คนจำนวนมากยอมตัดหัวถวายเพื่อให้สมปรารถนาของกิเลส เพราะไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ตลอดกาล ยิ่งอยากมากก็หิวมาก ทั้งความหิวทางกายและทางใจ ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง หิวทางกายหิวประมาณหนึ่ง หิวทางใจหิวยิ่งกว่า ยิ่งเสพก็ยิ่งหิว เพราะกิเลสแตกตัวได้ไม่รู้จบ อยากไม่รู้จบ หิวไม่รู้จบ ทุกข์ไม่รู้จบ คนไม่รู้จักพอเป็นคนขาดแคลนความผาสุกเป็น “เชื้อชูชก” เพราะเหตุนี้เองหลายคนจึงจมอยู่ในกองกิเลสที่ถูกทับถมไว้หลายชั้น กลายเป็นดอกบัวเหล่าที่ 4 ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า “สอนไม่ได้” คนเสพกิเลสมากจะเข้าถึงแพทย์วิถีธรรมได้ยาก เพราะปัญญาดับ
    การเข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมได้ปัญญาจากท่านอาจารย์หมอเขียว ทำให้เห็นความจริงของชีวิต เมื่อมองไปรอบๆตัว เห็นคนที่เต็มไปด้วยทุกข์ แต่หาทางออกไม่ได้ และที่เลวร้ายมากกว่าคือ เราไม่สามารถไปบอกหรือเตือนอะไรเขาได้เลย ด้วยความมืดดับของปัญญาจึงไม่สามารถฟังธรรมะแท้ที่ถูกต้องถูกตรงให้เข้าใจได้ โง่พิเศษ โง่ดักดาน โง่ไม่มีที่เปรียบ โง่ไม่เสร็จ โง่ไม่รู้จักเข็ด โง่ไม่รู้จบรู้แล้ว โง่ไม่มีสิ่งใดเทียบเท่า
    ความโง่ทั้งหมดที่กล่าวมา ผู้เขียนเคยเป็นมาแล้ว เชื้อชูชกก็มีอยู่ในตัวเองด้วย หลายครั้งที่เข้าเรียนคอร์สต่างๆ เพื่อสร้างธุรกิจ เพิ่มรายได้ เพิ่มยอดขาย เพิ่มเทคนิคให้ลูกค้าซื้อ และเข้าเรียนคอร์ส NLP (Neuro Linguistic Programming) ซึ่งเคยหลงว่าดีที่สุด แต่เมื่อท่านอาจารย์หมอเขียวอธิบายให้ฟังว่า มันคือการทำให้คนเพิ่มกิเลสได้สำเร็จ โดยหลงคิดว่าเป็นคนประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต เมื่อได้ทราบความจริงดังนี้ก็ยกมือสาธุท่านอาจารย์หมอเขียว เป็นบุญอย่างมากที่ได้ปัญญาพาพ้นทุกข์ที่ถูกต้องถูกตรงจากท่าน
    ทุกวันนี้เมื่อมองไปรอบตัวเต็มไปด้วยคนทุกข์ใจที่มองไม่เห็นทางออก ยิ่งลึกซึ้งว่า “แพทย์วิถีธรรมเป็นวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน” แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องประมาณให้ถูกต้องว่า ต้องเป็นพรหมที่ครบ 4 หน้า อย่ายัดเยียดอะไรให้ใครโดยที่เขาไม่พร้อมรับ “ทำความผาสุกที่ตน ช่วยคนที่ศรัทธา” ดีที่สุดดังบททบทวนธรรมข้อที่ 3
    “นับ ๑ ที่เรา
    เริ่มต้นที่เรา ทำความดีที่เรา
    นี่คือ…เส้นทางเพื่อการพึ่งตน
    และช่วยคนให้พ้นทุกข์”

    เขียนเมื่อ เดือนมีนาคม 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  6. สมเพียร สุวรรณรัตน์(เอื้อเอ็นดู)

    เรื่อง พึ่งตน เรียบง่าย สไตล์ป้าสม
    หมวดหมู่ การงานอาชีพ
    คำสำคัญ รวย/เรียบง่าย/มักง่าย/การใช้ชีวิต

    ถ้าคิดตามมูลค่าทางเศรษฐกิจต้องถือว่า ป้าสมคือมหาเศรษฐีคนหนึ่ง ไม่มีความกังวลเรื่องเงิน ไม่กังวลเรื่องความเป็นอยู่ ไม่กังวลเรื่องอาหารการกิน การมีอยู่มีกินอย่างเหลือเฟือของป้าสมทำให้ได้แบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างสม่ำเสมอ
    เป็นธรรมดาของคนมั่งมีที่จะชอบช้อบปิ้งจับจ่ายใช้สอย ป้าสมเองก็เป็นเช่นนั้น แม้จะอายุ 75 ปีแล้ว แต่ก็ชอบเดินช้อบปิ้งตลอด เพราะมีซุปเปอร์มาร์เก็ตเป็นของตัวเอง
    ป้าสมมีอิสระที่จะคิด พูด ทำอะไรกับใครตอนไหนก็ได้ โดยไม่มีใครมาคัดค้าน อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่า ป้าสมมีสมบัติเงินทองหลายร้อยหลายพันล้าน แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงดังที่ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนไว้ คือความมีอยู่มีกินในปัจจัยที่จำเป็นต่อชีวิต ไม่ได้วัดกันที่เงินทองข้าวของที่ทางโลกยึดติดกัน นอกเหนือจากนั้นคือ ความสุขทางใจ เป็นความสุขทางโลกุตระ ที่สามารถลดกิเลสได้ตามลำดับ เป็นความสุขที่ไม่ว่าจะอธิบายให้ละเอียดแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้คนที่หลงในความสุขทางโลกียะเข้าใจได้
    ป้าสมสามารถพึ่งตนเองได้ และมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย แต่ไม่มักง่าย กินอาหารวันละมื้อ เป็นอาหารพืช จืด สบาย อยู่บ้านคนเดียวในสวน ซึ่งถือว่าเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่สามารถเข้าไปเดินเลือกเก็บกินของสดๆ มาทานได้ตลอด ไม่ว่าแก๊สหุงต้มจะราคาสูงขึ้นแค่ไหนก็ไม่เดือดร้อนเพราะป้าสมใช้ไม้ฟืน ไม่ต้องกังวลเรื่องปุ๋ยราคาแพงเพราะผลิตเองได้ โดยสรุปคือ ข้าวของต่างๆที่พากันขึ้นราคา แทบไม่กระทบชีวิตของป้าสมเลย
    ป้าสมเคยไปอยู่กับลูกหลังจากสามีเสียชีวิต แต่พิจารณาแล้วว่ามาอยู่คนเดียวดีกว่า เพื่อไม่สร้างวิบากให้ลูก เช่น เวลาลูกกินข้าวเสร็จแล้วไม่ล้างจาน ป้าสมก็จะล้างให้ ช่วยกวาดบ้าน ถูบ้าน ทำทุกอย่างเหมือนรับใช้ลูก การอยู่คนเดียวไม่ทำให้รู้สึกกลัว ว้าเหว่ อ้างว้าง คิดว่า เราเกิดมาคนเดียว ตายคนเดียว
    การอยู่คนเดียวจะไม่มีใครมาขัดขวางความคิด มีสติมากกว่า เลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร คนเราไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนเยอะ ขอให้เป็นเพื่อนดีก็พอ เพื่อนดีหรือหมู่มิตรดีสำคัญกว่าพี่น้อง เนื่องจากพี่น้องจะไม่เข้าใจเราแต่หมู่มิตรดีจะเข้าใจ สิ่งที่สำคัญคือ ถ้าอยู่กับคนทั่วไปที่ไม่ได้เรียนแพทย์วิถีธรรม “กิเลสจะโตมากกว่าตาย” แต่ถ้าอยู่กับหมู่มิตรดีที่เรียนรู้การลดกิเลสที่ถูกต้องถูกตรง “กิเลสจะตายมากกว่าโต”

    เขียนเมื่อ เดือนมีนาคม 2565
    ผู้เขียน นางสมเพียร สุวรรณรัตน์ (อายุ 75 ปี)
    ชื่อทางธรรม เอื้อเอ็นดู
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม อริยปัญญาโท ชั้นปีที่ 3

  7. สมเพียร สุวรรณรัตน์(เอื้อเอ็นดู)

    เครื่องมือฆ่ากิเลส

    เรื่อง เครื่องมือฆ่ากิเลส
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ ตั้งศีล/อินทรีย์พละ/พากเพียร

    ถ้าอยากรู้ว่าเรามีความอยาก หรือกิเลสมากแค่ไหน ให้ลองตั้งศีลเลิกเสพกิเลสตัวนั้นดู แล้วจะเห็นอาการดิ้นทุรนทุราย หลังจากกิเลสแสดงตัวออกมา เราค่อยใช้ปัญญาพิจารณาโทษภัยเพื่อล้างกิเลสให้สิ้นซากนี่คือ “เครื่องมือฆ่ากิเลส” ที่ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนไว้
    การตั้งศีลครั้งแรกของป้าสมเกิดขึ้นในค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ที่สวนป่านาบุญ 1 จังหวัดมุกดาหาร ในปี 2561 โดยตั้งศีล “เลิกกินเส้น” ป้าสมยืนตั้งศีลบนเวที สร้างความฮือฮา และเป็นแรงเหนี่ยวนำให้คนอื่นทำตามด้วย โดยเฉพาะพี่น้องจากสวนป่านาบุญ 2 นอกจากตั้งศีลเลิกกินเส้นเหมือนกันแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้ เลิกทำเมนูเส้นในค่ายของสวนป่านาบูญ 2 ด้วย
    การฆ่ากิเลสให้ตายต้องใช้ปัญญาพิจารณา สำหรับเรื่องการกินเส้น ป้าสมได้ข้อมูลมาจากท่านอาจารย์หมอเขียวว่า มีสารพิษมาก และผ่านกรรมวิธีการผลิตหลายขั้นตอน จนไม่เหลือคุณค่าทางอาหารใดๆ นอกจากนี้ภาคใต้จะมีเทศกาลบุญสารทเดือนสิบ ตามความเชื่อจะใช้ขนมทำบุญอุทิศส่วนบุญให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยมีความเชื่อว่า ต้องเอาขนมลาที่มีลักษณะเป็นเส้นให้เปรตกิน เพราะเปรตปากเท่ารูเข็ม การกินเส้นจึงชวนให้คิดว่า “ปากเหมือนเปรต”
    ศีลข้อต่อมาที่ตั้งคือ ไม่กินขนมถาดที่ใส่กล่องพลาสติก จะกินเฉพาะที่ห่อใบตอง เพราะไม่อยากสร้างขยะให้โลก และล่าสุดตั้งศีลเรื่อง ไม่กินเต้าหู้ เพราะยุคนี้มีถั่วเหลืองที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม จะทำให้ผู้บริโภคขี้หลงขี้ลืม ซึ่งเป็นสิ่งที่ป้าสมเคยชอบทานมาก
    การปฎิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียวอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี ทำให้อินทรีย์พละของป้าสมแก่กล้า ตั้งศีลแล้วสามารถทำได้ตลอด ไม่ทรมาน แต่กว่าจะมีอินทรีย์พละที่แก่กล้าเช่นนี้ ต้องฝึกปฎิบัติต่อเนื่องให้มากพอ คนส่วนใหญ่คิดว่า การไปวัดรับศีลจากพระจะถือว่าเป็นคนมีศีลแล้ว แต่เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะศีลเราต้องปฎิบัติให้ถึงจิต มีความละเอียดลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่การรับศีลจากพระแล้วออกจากวัดมาก็นินทากัน กินเนื้อสัตว์ นี้ก็คือการผิดศีลแล้ว
    การตั้งศีลเป็นเรื่องของใจ ไม่มีใครทำแทนและบังคับกันได้ แต่ละคนต้องพากเพียรด้วยตัวเอง ป้าสมขอให้ทุกคนเจริญในศีลลดกิเลสได้ตามลำดับโดยทั่วหน้ากัน สาธุคะ

    เขียนเมื่อ เดือนมีนาคม 2565
    ผู้เขียน นางสมเพียร สุวรรณรัตน์ (อายุ 75 ปี)
    ชื่อทางธรรม เอื้อเอ็นดู
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม อริยปัญญาโท ชั้นปีที่ 3

  8. สำรวย นาคะนนท์

    เมื่อฉันป่วย

    เรื่อง เมื่อฉันป่วย
    หมวดหมู่ จิตใจ
    คำสำคัญ เจ็บป่วย/จิตใจ/หมอดูแลตัวเอง

    ก่อนจะมาพบแพทย์วิถีธรรมผู้เขียนทำงานเป็นพยาบาล อยู่ในระบบการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน จากประสบการณ์อันยาวนานทำให้ช่วยรักษาผู้ป่วยได้มากมาย แต่รักษาแล้วไม่หายเกิดอาการข้างเคียง เจ็บป่วยตลอดชีวิตมีมากกว่า นอกจากนี้หากผู้เขียนมีอาการเจ็บป่วยเอง ก็สามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพสูงได้ แม้กระนั้นก็ยังถูกโรครุมเร้าหลายโรค ต้องทานยาตลอดชีวิต ไม่ต่างกับผู้ป่วยที่มารักษาเลย
    บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อชี้ประเด็นปัญหาและการแก้ไขที่ถูกต้องถูกตรงในการรักษาตัวเอง อีกทั้งผู้อ่านจะสามารถทำความเข้าใจได้ในเบื้องต้นได้ว่า การดูแลตัวเองอย่างได้ผล ประหยัด เรียบง่าย ใช้ของใกล้ตัว สามารถพึ่งตนเอง ตามหลักแพทย์วิถีธรรมซึ่งเป็นแพทย์แผนบูรณาการณ์โดยเอาข้อดีของการแพทย์ทุกศาสตร์มารวมกัน โดยมิได้มีเจตนาลบหลู่แพทย์แผนอื่นแต่อย่างใด
    การใช้แพทย์วิถีธรรมดูแลตัวเองนั้น นอกจากจะช่วยให้โรคทางกายหายแล้ว ยังช่วยรักษาโรคทางใจได้อย่างดี ซึ่งมีรายละเอียดที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนพอสังเขปดังนี้

    ด้านร่างกาย
    ก่อนพบแพทย์วิถีธรรม
    1.เป็นโรคประจำตัว 2 โรคคือ โรคความดันโลหิตสูงในบางครั้งสามารถแก้ไขอาการได้เองโดยไม่ต้องทานยา และโรคไขมันในเลือดสูง ทั้ง 2 โรคต้องทานยานานกว่า 4 ปี
    2.โรคที่ต้องทานยาตลอด โดยทานยาทุกครั้งที่มีอาการคือ โรคกระเพาะอาหาร ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบและภาวะบีบบังคับจากการทำงานคือต้องเป็นผู้ช่วยคุณหมอในห้องผ่าตัด บางวันไม่ได้ทานมื้อเช้า กว่าจะได้ทานมื้อแรกก็เกือบบ่าย 2 พอได้ทานก็เหมือนปลดปล่อยตัวเอง ทานเต็มที่ ทานจนแน่นท้อง ทานอาหารเนื้อสัตว์ และรสชาติจัดจ้าน อีกทั้งยังเร่งรีบ ทานเร็ว เคี้ยวอาหารไม่ละเอียดด้วย
    3.อาการป่วยที่เป็นบ่อยครั้งคือ ท้องเสียง่ายจากอาหารเป็นพิษ
    4.การปฎิบัติหน้าที่ที่บีบคั้นจากการทำงาน เกิดเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยๆ
    5.ด้วยน้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม ทำให้ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่คล่องตัวในการทำงาน
    6.เกิดอาการบ้านหมุน ซึ่งทางโรงพยาบาลวินิจฉัยว่าเป็นวัยทอง ซึ่งมียาไว้ตลอดเพราะต้องทานยาทุกครั้งที่มีอาการ

    หลังพบแพทย์วิถีธรรม
    1.ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2553 หยุดทานยาทุกอย่าง ยาที่เบิกมาแล้วก็คืนโรงพยาบาลทั้งหมด
    2.โรคความดันโลหิตและโรคไขมันในเลือดหายเป็นปกติแล้วด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรม โดยในช่วงแรกจะวัดความดันโลหิตทุกวัน จากนั้นวัดความดันโลหิตสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่ออาการดีขึ้นก็ขยายเวลาวัดความดันโลหิตเป็นเดือนละครั้ง และสุดท้ายเหลือวัดความดันเมื่อนึกขึ้นได้เท่านั้น
    3.ร่างกายมีพละกำลัง ความกระปรี้กระเปร่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องด้วยน้ำหนักตัวลดลงจากเดิมเหลือ 40 กิโลกรัม

    ด้านจิตใจที่ปรับได้หลังจากพบแพทย์วิถีธรรม
    1.ความยึดดีลดลง ก่อนหน้านี้ต้องให้เกิดดีดั่งใจหมาย ต้องทำให้สำเร็จทุกอย่าง จากพรหม 3 หน้า ตอนนี้เป็นพรหม 4 หน้าแล้ว
    2.ลดความอยากได้ดีจากคนอื่น ลดอัตตาตัวตนลง เช่น อยากให้หลานรักดี อยากให้ทำตัวดีๆ อยากให้ทำตามที่ตัวเองคิด และอีกเหตุการณ์ที่สำคัญคือ ในงานศพแม่ของผู้เขียนทุกคนต้องทำตามคำสั่งไม่มีใครอยากขัดใจ เป็นช่วงที่อัตตาโตมาก เป็นการส่งเสริมกิเลสซึ่งกันและกันโดยต่างฝ่ายต่างไม่รู้ตัว
    3.ล้างใจเรื่องผอมโดยดูความแข็งแรงมีพลังเต็ม ถึงแม้ร่างกายจะผอมก็ไม่มีปัญหา ลดความยึดติดในโลกธรรม ไม่หลงยึดในคำพูดของคนอื่น
    4.ด้วยญาติต้องการให้กลับไปอยู่บ้านเพราะเห็นว่าผอมมาก โดยเข้าใจว่าเป็นเพราะทำงานเหนื่อยไม่ได้พักผ่อนและไม่กินเนื้อสัตว์ เมื่อมีความกดดันจากญาติผู้เขียนใช้วิธีขอยืดเวลาอยู่ต่อเรื่อยๆ ในที่สุดมีหลานคนหนึ่งทำท่าขึงขังเพราะต้องการให้กลับไปอยู่บ้านให้ได้ เขาถามว่า “อาไปอยู่สวนป่านาบุญ 2 ทำไม อยู่แล้วต้องทำงานหนัก เงินก็ไม่ได้ เหนื่อยก็เหนื่อย ได้อะไรขึ้นมาบ้าง?” ผู้เขียนนั่งสงบนิ่งแล้วตอบเรียบๆว่า “ได้ความสุข” หลานได้ยินแค่นี้ก็ลุกขึ้นไปเลยไม่พูดอะไรต่อ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครรบกวนอีกเลย
    5.ไม่ว่าใครจะถามว่า มาทนลำบากทำไม? ก็สามารถวางเฉยได้ เพราะต่อให้อธิบายอย่างไร ถ้าใจเขามีอคติ ก็ไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจได้อยู่ดี ผู้เขียนเข้าใจดีว่า การมาช่วยงานที่สวนป่านาบุญ 2 สามารถทำประโยชน์ได้อย่างมาก สิ่งสำคัญมากๆคือได้ทำงานในตลอด (จับอาการกิเลส และ ใช้ปัญญา ลด ละ เลิก กิเลสตัวนั้น) แต่ถ้าออกจากที่นี่กิเลสจะโต การอยู่บ้านประโยชน์จะน้อย ชีวิตเหมือนไม่มีค่า ทำได้แค่ นั่ง นอน กิน ถ่าย
    6.จิตวิญญาณที่คอยเพ่งโทษคนอื่นลดลงอย่างมาก เช่น ก่อนหน้าที่จะเรียนรู้แพทย์วิถีธรรม มักพูดในทำนองว่า “ใครเอาของไปไหนอีกแล้ว” ตอนนี้เปลี่ยนคำพูดเป็น “เราเอาของไปวางไว้ที่ไหนอีกแล้ว”
    7.ความมีสติในการพิจารณาไตร่ตรอง พิจารณาสิ่งต่างๆ ทำได้ดีขึ้นอย่างมาก
    โรคที่คนทั้งโลกพากันหวาดกลัวและยกให้เป็น “โรคร้าย” และบอกว่ารักษาไม่หาย ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ต้องใช้ยาแพงๆ หมอดีๆ โรงพยาบาลดังๆ เป็นสิ่งที่แพทย์วิถีธรรมช่วยรักษาได้ด้วยค่ารักษาศูนย์บาท ในบทความต่อๆไป ผู้เขียนจะยกตัวอย่างแต่ละโรค พร้อมรายละเอียดการรักษา และยกตัวอย่างผู้ป่วย อันจะเป็นประโยชน์สำหรับความเจ็บป่วยทางกาย และเหนือกว่านั้นคือ รักษาโรคใจให้หายขาดได้ด้วย ในเบื้องต้นขอแจ้งให้ทุกท่านทราบความจริงว่า “หมอที่ดีที่สุดคือ ตัวเราเอง”

    บทความนี้เขียนเมื่อ เดือนเมษายน 2565
    ผู้เขียน นางสาวสำรวย นาคะนนท์ (อายุ 68 ปี)
    ชื่อทางธรรม เพชรเพียรธรรม
    จิตอาสาประจำสวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาอริยปัญญาโท ชั้นปีที่ 3
    เรียนรู้แพทย์วิถีธรรมตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2553
    เหตุผลที่เป็นจิตอาสาเพราะ ได้พบของจริงแล้ว ฟังธรรมะปุ๊บ ก็ศรัทธาปั๊บ

  9. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง อาหารเป็นยาราคาศูนย์บาท
    หมวด จิตใจ
    คำสำคัญ อาหารวรรณะ 9/อาหารพืช/เรียบง่าย/มักง่าย

    คนเรามักสรรหาอาหารที่อร่อยๆ เพราะถูกกิเลสหลอกว่า ได้กินเป็นสุข ไม่ได้กินเป็นทุกข์ ทั้งๆที่เรารู้ว่าสิ่งนั้นไม่มีประโยชน์ มีสารพิษ สารเคมี และผ่านกรรมวิธีการผลิตมากจนกลายเป็นซากพืชซากสัตว์ ไม่เหลือคุณค่าทางอาหารอยู่เลย เข้าทำนองว่า “รู้หมดแต่อดไม่ได้”
    ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนให้กินอาหารพืช จืด สบาย เป็นอาหารที่ดีที่สุดในโลก หาได้ง่ายอยู่ใกล้ตัว สามารถพึ่งตนเองได้ ปลูกอยู่ปลูกกินได้ ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ลดโรคภัยต่างๆ เป็นดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อาหารเป็นหนึ่งในโลก”
    อาหารช่วยสะท้อนกิเลสได้อย่างดี และได้สังเกตุตัวเองหลายครั้งว่า เวลาที่คิดถึงอาหารอร่อยๆ หรือคิดว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรทานดี แม้ว่าจะเป็นอาหารพืช จืด สบาย แค่คิดถึงเมนูก็กลืนน้ำลายอยากกินทันที กิเลสความอยากสามารถทำให้เสียพลัง ความสามารถในการควบคุมตัวเองจะน้อยลง ส่งผลให้มีโอกาสผิดศีลในเรื่องอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย
    การฝึกให้ “บรรลุธรรมทุกคำข้าว” มีคุณค่าอย่างมาก การนั่งเคี้ยวอาหารอย่างละเอียด ค่อยๆทานอย่างไม่เร่งรีบ พิจารณาประโยชน์ของอาหาร “กินเอาประโยชน์ กินกันตาย กินให้หายหิว” และกินอาหารตามลำดับ ทำให้อิ่มท้อง สบาย เบากาย มีกำลัง ไม่หิวเร็วเหมือนการกินตามกิเลส การฝึกทานอาหารเช่นนี้ทำให้ได้รู้จักกับ “ความอิ่มที่แท้จริง” อิ่มพอดีกับที่ร่างกายต้องการ น้อยกว่านี้กำลังจะไม่พอ ถ้าเกินกว่านี้จะเป็นโทษ เรี่ยวแรงจะน้อยลง ในครั้งแรกที่สามารถทำได้ รู้สึกได้เลยว่า กำลังของร่างกายค่อยๆเพิ่มขึ้น ในทุกๆคำที่กลืนอาหารลงไป เมื่อถึงจุดที่อิ่มพอดีรู้สึกสำนึกในบุญคุณของท่านอาจารย์หมอเขียว จึงยกมือพนมระลึกถึงท่าน เกิดมาสามสิบกว่าปีเพิ่งจะรู้ว่า “ความอิ่มเป็นเช่นนี้เอง”
    ก่อนนี้เคยเชื่อว่า ยาสมุนไพรคือ ของหายาก อยู่แสนไกล บางอย่างแพง มาคู่กับความขม สุดยอดของหมอที่จะปรุงสมุนไพรได้ต้องมีครูหมอที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ นอกจากนี้เมื่อได้ยินคำว่าสมุนไพร ยังไม่ทันได้กิน รสขมก็เกิดขึ้นในคอทันที แต่ความเชื่อต้องเปลี่ยนไปเมื่อท่านอาจารย์สอนให้กินผักพื้นบ้าน ซึ่งเปรียบได้กับหญ้ากับแก้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก พลังชีวิตที่สูงเกิดเองตามธรรมชาติ โตง่าย ตายยาก จะช่วยให้คนกินแข็งแรงด้วย
    ในช่วงที่ฝึกใหม่ๆ จะติดตามรายการอาหารพืช จืด สบาย ห่างไกลโรค แล้วมาปรับให้เหมาะสมกับตัวเรา เพื่อให้ทานง่ายขึ้นก็ใช้วิธี ปั่น ซอย ทานแบบเมี่ยง อาหารสำหรับคนวรรณะ 9 เป็นอยู่เรียบง่าย ไม่ใช่มักง่าย เป็นคุณค่าสูงสุดของชีวิตนั่นคือ “อาหารเป็นยาราคาศูนย์บาท”
    อาหารเป็นได้ทั้งเครื่องมือทำให้กิเลสตายหรือจะทำให้กิเลสโตก็ได้ โดยหากทำตามกิเลสสั่ง เราจะสรรหาของอร่อยแม้จะลำบากแค่ไหนก็ตามเพื่อสนองคำสั่งของกิเลส หรือหากติดในโลกธรรมโดยการจัดจานอาหารให้ดูดีสวยงาม น่าทาน หรือการนำเสนอว่าเรากินอาหารเพื่อสุขภาพปรุงรสแค่เกลือ แต่เมื่อลับตาคนก็แอบเติมเครื่องปรุงเพิ่ม ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถกดข่มความรู้สึกที่แท้จริงในใจไว้ได้ตลอด และเมื่อมันปรากฎตัวให้ทุกคนในโลกเห็น เราจะได้พบความทุกข์และระลึกรู้ได้ว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่การล้างกิเลสให้สิ้นเกลี้ยงต่างหาก

    เขียนเมื่อ เดือนมีนาคม 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  10. รมิตา ซีบังเกิด รหัส 64098

    พุทธะชนะทุกข์
    160051
    หมวด ร่างกาย
    เรื่อง เมื่อข้าพเจ้าติดโควิด 19
    คำสำคัญ โควิด 19/ธรรมะ/ยา 9เม็ด
    เมื่อประมาณเดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 ข้าพเจ้าได้ติดเชื้อโควิด 19 จากเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นผู้คบคุ้นกันมาหลายปี เวลาพูดคุยกันจึงลืมที่จะสวมแมสและใกล้ชิดกัน เหตุที่ต้องตรวจหาเชื้อโควิด 19 เพราะเพื่อนบ้านบอกว่าครอบครัวเขาติดทั้งหมด ข้าพเจ้า
    จึงตรวจด้วยชุดตรวจผลก็ออกมาว่าติดเชื้อโควิด 19 จึงรายงานผลการตรวจไปให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลของอำเภอทราบเพื่อเข้าระบบ
    ในวันรุ่งขึ้นได้ไปตรวจซ้ำอีกครั้งที่โรงพยาบาลผลก็ออกมาชัดเจน ทางโรงพยาบาลได้มอบชุดดูแลสุขภาพตนเองได้แก่ ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ยาแก้ไอ
    ยาลดไข้ ที่วัดอุณหภูมิร่างกาย ที่วัดอ๊อกซิเจน แบบบันทึกสุขภาพ โดยต้องบันทึกและรายงานผลทางไลน์ให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทราบทุกวัน
    ในระยะเวลา 10 วันที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านได้ดูแลตัวเอง สิ่งแรกคือ การนำธรรมะ คำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียว
    (ดร.ใจเพชร กล้าจน) มาใช้ในการวางใจไม่ให้วิตก กังวล ด้วยบททบทวนธรรมข้อที่ 27 ว่า “เทคนิคทำใจให้หายโรคเร็ว คือ อย่าโกรธ อย่ากลัวตาย อย่ากลัวโรค อย่าเร่งผล อย่ากังวล”
    “อย่าโกรธ คือ ไม่โกรธเพื่อนบ้านที่นำเชื้อโควิด 19 มาติดเรา”
    “อย่ากลัวตาย คือ มีเหตุการณ์ว่าผู้ติดเชื้อบางรายเสียชีวิต แต่ข้าพเจ้ามาคิดว่า ถ้าเราจะต้องเจ็บป่วยจนถึงกับเสียชีวิต ก็เต็มใจ เราจะได้ไปเกิดใหม่ เพื่อทำดีต่อ แต่ถ้าไม่เสียชีวิตก็ทำหน้าที่ต่อไป จะทำดีต่อ”
    “อย่ากลัวโรค เพราะสูตรแก้โรคของข้าพเจ้าคือ ใจไร้ทุกข์ ใจดีงาม รู้เพียร รู้พัก และทำสมดุลร้อนเย็น”
    ในการทำสมดุลร้อนเย็นที่ปฎิบัติแล้วสามารถทำให้อาการไม่รุนแรงและหายได้ในเวลาอันรวดเร็วมีดังนี้
    1 นำสมุนไพรใกล้บ้าน ใกล้ตัว มาต้ม ดม ดื่ม สมุนไพรที่นำมาใช้ได้แก่ ดาวดอย (ปืนนกไส้) ใบเตย ใบมิ้นท์ ตะไคร้ ขิง ต้มแล้วสูดดมเข้าจมูกและปาก พออุ่นๆนำมาดื่มทำให้บรรเทาอาการคัดจมูกและอาการไอ
    2 นำดาวดอย ใบย่านาง ใบข้าว มาปั่นให้ละเอียดแล้วกรองเป็นน้ำสมุนไพรดื่มแทนน้ำตลอดทั้งวัน ซึ่งช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ขับเหงื่อและพิษออกมาได้มาก จึงทำให้อาการไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว
    3 นำสมุนไพรในตัวมาสกัดโดยใส่ใบย่านาง ใบเตย ใบมิ้นท์ เวลาปัสสาวะออกมาเท่าไหร่ก็นำมาสกัดทั้งหมด นำมาผสมน้ำดื่มแทนน้ำตลอดทั้งวันซึ่งทำให้ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว
    4 ทำน้ำสมุนไพรสูตรสามพลังดื่มร่วมด้วยจนอาการของโรคโควิด 19 หายเป็นปกติทุกอย่าง
    5 อาหารในช่วงที่ป่วยเน้นการต้มข้าวต้มโรยเกลือเป็นหลัก พออาการทุเลาก็เริ่มใส่ผักรวมในข้าวต้มโรยเกลือ จนอาการเกือบหายเป็นปกติจึงเริ่มทานข้าวสวยกับผัดผัก ต้มจืดผัก
    6 เมื่อกักตัวครบ 10 วัน เริ่มออกกำลังกายด้วยการไปทำงานในสวนและแปลงผัก ทำให้ได้ขับเหงื่อออกมา ร่างกายจึงรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าและแข็งแรงดีดังเดิม
    สรุปว่าถ้าข้าพเจ้าไม่ได้ใช้หลักการดูแลสุขภาพด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรม แต่ต้องใช้ยาแผนปัจจุบันก็ไม่รู้ว่าจะหายได้รวดเร็วอย่างนี้หรือไม่ หรืออาจจะเกิดผลข้างเคียงจากการทานยาก็เป็นไปได้
    จึงขอยืนยันว่าชีวิตของข้าพเจ้า อยู่รอด ปลอดภัยจากโรคโควิด 19 ด้วยหลักยา 9 เม็ดอย่างแน่นอน ที่สำคัญคือ จิตใจที่ไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง ดังบททบทวนธรรมที่ว่า “ถ้าเราดับทุกข์ใจได้ ก็ไม่มีทุกข์อะไรที่ดับไม่ได้”

    6 เมษายน พ.ศ. 2565
    ประวัติผู้เขียน
    ชื่อ รมิตา ซีบังเกิด (ไพรดินพุทธ
    ) อายุ 65 ปี มีบุตรสาว 1 คนสถานภาพ หย่า ไม่มีโรคประจำตัว เป็นจิตอาสาภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันอยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
    เป็นนักศึกษาสถาบันวิชชาราม ระดับอริยปัญญาตรี หลักสูตร 7 ปี และหลักสูตรแพทย์แผนไทยวิถีธรรมค้ำจุนโลกหลักสูตร 6 เดือน

  11. ปาวิดา ทองธวัฒน์

    เรื่อง กินดอก
    หมวด เศรษฐกิจ
    คำสำคัญ ลงทุน/เสือนอนกิน/เจ้าหนี้/ลูกหนี้

    จากการติดตามรายการอาหารพืช จืด สบาย ห่างไกลโรค ช่วยเพิ่มความรู้สึกอยากทานผักได้อย่างดี อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นความคิดต่อยอดเมนูอาหารได้ด้วย
    หลายๆคนประหลาดใจเมื่อผู้เขียนได้นำเสนอเมนูจาก “ดอกไม้” นานาชนิดผ่าน Facebook เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยดึงดูดความสนใจเรื่องอาหารพืชและมีคำถามว่า ดอกไม้ทานได้ด้วยเหรอ? นอกจากนี้ยังเพิ่มความน่าสนใจด้วยการใช้ชีวิตแบบแพทย์วิถีธรรมได้เป็นอย่างดี
    ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการออกแบบเมนูจากพืชผักต่างๆ ก็สังเกตอาการในใจได้อย่างหนึ่งว่า ทุกครั้งที่วางแผนคิดเรื่องเมนูไว้ล่วงหน้าว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร ความอยากอาหารจะมากขึ้น การควบคุมตัวเองเริ่มน้อยลง เป็นต้นเหตุให้ทุศีลได้ง่าย
    อาการในใจนี่เองที่ช่วยให้ได้เห็นอีกนัยหนึ่งของคำว่า “กินดอก” ถ้าเราอยู่ในฐานะ “เจ้าหนี้” เราจะมีความสุขจากการกินดอก และการลงทุนหลายๆครั้งก็หวังว่าจะได้เป็นเสือนอนกิน แต่ในทางตรงกันข้ามหากเราคือ “ลูกหนี้” การถูกกินดอกเหมือนถูกฝังทั้งเป็น ทำงานใช้หนี้ไม่มีวันจบสิ้น ทำให้ได้นึกถึงคำพูดตลกร้ายที่คนส่วนใหญ่ฟังแล้วหัวเราะ แต่เมื่อหัวเราะเสร็จก็ต้องพยักหน้ารับว่า ตนเองก็คิดเช่นนี้ คือคำว่า “เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่เงินคือพ่อของพระเจ้าอีกทีนึง”
    เมื่อคนส่วนใหญ่ในโลกต้องการ “กินดอก” จึงมีคนสนองความต้องการนี้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ดังที่ได้ยินกันบ่อยๆว่า “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” หลายคนซื้อหวยไม่เคยถูก แต่ยังซื้อต่อไปจนหมดตัวด้วยหวังว่า โชค ลาภ วาสนา จะต้องหล่นลงมาใส่หัวกบาลเราสักวัน
    หลายคนติดการพนันจนถอนตัวไม่ขึ้น หลายคนอยากรวย ยอมลงทุนจนเกินกำลังเกินแรง ขาดทุนแต่ก็ยังทำต่อ เพราะอยากได้เหมือนคนอื่น ความอยากของคนทวีความรุนแรงถึงขั้นยอมติดโรคร้ายเพื่อให้ได้เงินประกัน ในขณะที่บริษัทประกันก็เตรียมกลยุทธ์รองรับไว้อย่างดีเพื่อให้จ่ายน้อยที่สุด
    การจมอยู่ในความสุขทางโลกียะ ความสุขจอมปลอม ความสุขที่ไม่มีจริง ทำให้หลายคนต้องรักษาฟอร์มทำให้ตัวเองดูดี ซึ่งทำได้แค่เปลือกนอกแต่เน่าในข้างในกลวง หนี้สินเล่นงานจนแทบเอาตัวไม่รอด บางคนเป็นโรคหนักเป็นทุกข์หนัก กระทั่งตายก็ขอตายแบบสวยๆ
    ด้วยเหตุผลทั้งหมดซึ่งมากเพียงพอที่จะเลือกเชื่อฟังและใช้ชีวิตตามคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียวยอมเป็น “คนจนมหัศจรรย์ แบ่งปันตลอดกาล” ดีที่สุดแล้ว ผู้เขียนได้ยกเลิกประกัน ถอนเงินลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ อยู่อย่างเรียบง่าย กินน้อยใช้น้อย ใช้ชีวิตตรงข้ามกับความเชื่อเดิมแต่กลับมีความสุขมากกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้เลย

    เขียนเมื่อ เดือนมีนาคม 2565
    โดย นางสาวปาวิดา ทองธวัฒน์ (อายุ 38 ปี)
    จิตอาสาคบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    นักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี
    เข้ามาเรียนรู้แพทย์วิถีธรรมเมื่อ เดือนเมษายน 2564 เข้าใจลึกซึ้งว่า “นี่คือวิชาที่ทุกชีวิตต้องเรียน”

  12. Natchawan Sriphatsongsaeng

    130072
    เรื่อง กิเลส โลภ โกรธ หลง
    หมวด จิตใจ
    คำสำคัญ ผัสสะ / ที่ดิน /โลภ / โกรธ / หลง
    เนื่องจากฉันต้องมาพบกับวิบากร่วมเป็นผัสสะที่มากระทบอยู่สองโจทย์ ซึ่งเป็นผัสสะที่คล้ายคลึงกันที่ฉันเห็นตัวกิเลสของ ความโลภ โกรธ หลง ของผู้ที่อยู่ในโลกของโลกียะ ฉันต้องพบเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน และ ณ ที่นี้ฉันจะไม่ขอเอ่ยถึงบุคคลที่ สาม สี่ ที่เกี่ยวข้องกับสองโจทย์นี้พอสังเขปค่ะ

    ซึ่งฉันมีทางออก มีที่ไปของฉัน เตรียมไว้แล้ว แต่สิ่งที่ฉันต้องรู้เห็นนั้น ฉันไม่ได้มีความยินดีร่วมกับบุคคลที่สาม สี่ นั้นเลย จึงเกิดการต่อว่า ตำหนิ ในใจ พอนึกขึ้นได้ ฉันด่ากิเลส ตักเตือนกิเลส สอนกิเลส อยู่ตลอด จนกระทั่งได้ตั้งเพิ่มอธิศีล ให้ดูตน มองตน เห็นชั่วของตน เพื่อจะดับกิเลสในใจนี้ อย่างไร ๆ ก็ไม่ยอมลงสักที

    จนกระทั่งมีโอกาสส่งผัสสะกับท่านอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน ทำให้ฉันเกิดปัญญาชัดแจ้ง เห็นจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่นะ ดีนะ พบกับผัสสะนี้ มาให้ได้ล้างได้เห็นกิเลส ดีใจที่ได้รับเรื่องดี ๆ นี้ได้ชดใช้วิบากร่วมแล้ว

    จับประเด็นให้ถูก ล้างใจตนเองว่า ชังที่ไม่ได้ดั่งใจใช่ไหม เห็นพฤติกรรมเหล่านั้นแล้วฉันกลัวบาป จะต้องร่วมชดใช้วิบากบวกดอกเบี้ยด้วย

    สรุปท่านอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน ได้ให้ปัญญาเกิดแก่ฉันว่า ตัวเราไม่ได้ยินดีด้วย ก็ไม่บาปอะไร ไม่ชอบ ไม่ชัง ” ไม่ดูด ไม่ผลัก ” เป็นอย่างนี้นี่เอง
    ใครทำอย่างไร ก็รับอย่างนั้น จนถึงทุกข์ที่สุด ท้ายที่สุด ก็จะทำความดีเรื่องที่ดีๆให้ถูกต้องกันเอง
    เป็นบุญ ดีใจค่ะ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ที่เข็นกงล้อพระธรรมจักร ร่วมกันเกาะกลุ่มขึ้นรถด่วนขบวนสุดท้าย

    ท้ายสุดสำนึกในบุญคุณ ขอนอบน้อมกราบท่านพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ท่านอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน อย่างสูง

    บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2565
    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ ชื่อ ณัชวรรณ ศรีเพชรส่องแสง (หมวย) อายุ 66 ปี
    ร่างกายแข็งแรง สถานภาพ หม้าย มีบุตร ชาย หญิง ทั้งหมด 4 คน
    เข้าค่ายครั้งแรกเมื่อประมาณ พ.ศ. 2559 และได้ติดตามฟัง
    ปัจจุบันเป็นจิตอาสาผู้คบคุ้น สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช และเป็นนักศึกษาวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี

  13. ทัศนีย์​ จันทา

    150032 พุทธะชนะทุกข์
    ชื่อ ทัศนีย์ จันทา ชื่อเล่นแตงไทย อายุ50ปี (รหัส15)
    (ผู้คบคุ้น) สังกัดสวนป่านาบุญ2 ตั้งอยู่ที่อำเภอชะอวด  จังหวัด นครศรีธรรมราช

    เรื่อง..เลิกกินเนื้อสัตว์ได้ตลอดชีวิต

    หมวด..จิตใจ
    คำสำคัญ/ คร่าชีวิต/ อาฆาต/ ชีวิตร่ำไห้/เอาใจเขามาใส่ใจเรา
           ก่อนหน้านี้แตงกินเจมาก่อนที่จะมารู้จักแพทย์วิถีธรรมมาประมาณ4ปี  แต่เป็นเจแบบปรุงอร่อย
    สาเหตุที่กินเจเพราะได้ดูคลิปวีดีโอชีวิตร่ำไห้  พอดูแล้วสงสารสัตว์  เขาก็รักตัวกลัวตายเหมือนกัน เขาวิ่งหนีสุดชีวิตเพื่อที่จะเอาตัวรอด  แต่สุดท้ายเขาก็หนีไม่พ้นตกเป็นอาหารของเรา ย้อนคิดถึงตอนที่เราไปตกปลาดึงเขาขึ้นมาเขาพยายามดิ้นสุดชีวิตปากแหว่งก็ยอม แต่เราก็ใช้ความสามารถจับสัตว์ทุกชนิดมากิน ไม่ว่าเขาจะอยู่บนฟ้า ในน้ำ บนบก แม้อยู่ในใต้ดินเราก็หามากินเพื่อตอบสนองกิเลสของตนเอง  วัว ควายก็เช่นกันตอนเราเลี้ยงเขาก็ให้ความรักเขาแต่สุดท้ายเราก็ส่งเขาเข้าโรงฆ่าสัตว์  ตอนที่เราให้เขาขึ้นรถเขาไม่ยอมสี่ขายันแต่ก็สู้แรงคนไม่ได้ เขาขึ้นรถไปน้ำตาเขาไหลแต่เรากลับเห็นเป็นเรื่องธรรมดา หารู้ไม่ว่าเราได้ทำร้ายชีวิตเขาเป็นต้นเหตุของคำว่าอาฆาต พยาบาท ไม่รู้จักจบจักสิ้น ตั้งแต่วันนั้นแตงก็ตั้งปณิธานไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิดตลอดชีวิต

    แต่พอได้มารู้จักแพทย์วิถีธรรม  และได้มาเรียนรู้กลับพบว่าที่แตงกินมาก่อนนั้นเป็นการกินที่ไม่ถูกต้อง  จึงหันมาพึ่งตนและดูแลทานอาหารสุขภาพมากขึ้น จากเมื่อก่อนกินแบบตามใจปาก ไม่เป็นเวล่ำเวลาเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย ตอนนี้จัดระเบียบให้ตัวเองรู้จักประมาณในการกินมากขึ้น  ตัดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ทิ้งไป ทานสิ่งที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น เรียนรู้ผักฤทธิ์ร้อน ฤทธิ์เย็นว่าควรใช้ตอนไหน พิจารณาประโยชน์ และโทษของอาหารให้มากว่าเรากินเพื่ออะไร ได้ประโยชน์อย่างไร มีโทษแบบไหน เมื่อได้คำตอบแล้วเราก็จะกินอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ได้อย่างไม่ฝืดไม่ฝืน สัตว์ทุกตัวเขาเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมที่เขาเคยทำไว้ หากเราไปคร่าชีวิตเขามาวิบากกรรมก็จะวนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด

    ก่อนจบแตงมีบทแผ่เมตตาซึ่งได้มาจากการที่ไปปฎิบัติธรรมมาฝาก เมื่อก่อนเราท่องบอกว่าจงเป็นสุขเป็นสุขเถิดอย่าได้จองเวรซึ่งกันและกันเลยแต่เราก็จับเขามากินมันยุติธรรมกับพวกเขาแล้วหรือ  เวลาเราทำบุญ เราอธิฐานขอให้สุขภาพแข็งแรง  แต่เรายังทำร้ายเขา เอาเขามากิน เขาเจ็บและทรมาน จะได้ตามที่ขอหรือไม่?  ดังนั้นลองพิจารณาบทแผ่เมตตาบทนี้ดีกว่านะคะ

                   สัพเพสัตตา
    เสียงร้องขอชีวิตจิตหวาดหวั่น  เสียงห้ำหั่นเข่นฆ่าน่าสยอง เสียงซวบซาบ คมดาบเชือดเลือดไหลนอง  เสียงกรีดร้องสะท้อนจิตสะกิดใจ เสียงสัพเพสัพตาพาให้คิด ว่าชีวิตนี้มีค่ากว่าสิ่งไหน อเวราอย่ามีเวรอย่าเป็นภัย ชีวิตใคร ใครก็หวง อย่าล่วงเกิน
    ท่องสัพเพสัพตามาแต่ไหน ยังเข้าใจเนื้อแท้แค่ผิวเผิน  ยังฆ่าบ้าง กินบ้าง อย่างเพลิดเพลิน  ยังใช้เงินซื้อชีวิต อนิจจา  สัตว์เกิดกายมาใช้กรรมที่ทำไว้  เป็น เป็ด ไก่ กุ้ง ปู เป็น หมู หมา  ตามเหตุต้นผลกรรมที่ทำมา  มิใช่ฟ้าประทานไว้ให้เรากิน
    มีปัญญาแต่ไฉนจึงไม่คิด มองชีวิต กลับเห็น เป็นทรัพย์สิน  เสียงกรีดร้อง ก่อนตายใครได้ยิน  น้ำตารินเมื่อถูกเชือดเลือดกระเซ็น  พูดว่าเขาเกิดมาเป็นอาหาร  เขาลนลาน หนีตาย มีใครเห็น เขาจนใจ สู้ไม่ได้เถียงไม่เป็น  ช่างเลือดเย็น เข่นฆ่าไม่ปราณี
    มีพืชผักมากมายนับไม่หมด  ทุกกลิ่นรส สดใส หลากหลายสี  ธรรมชาติจัดวางไว้ดิบดี  สัตว์วิ่งหนี พืชเต็มใจให้กินมัน เพราะเรากินเขาจึงฆ่าเอามาขาย เราสบายแต่สัตว์โลก ต้องการโศกศัลย์ ท่องสัพเพสัพตามาทุกวัน เมตตากันโปรดอย่าฆ่าและอย่ากิน…สาธุค่ะ

    ท่านใดที่ได้อ่านบทความนี้ โปรดพิจารณา ว่าที่เราไม่กินเนื้อสัตว์เพราะอะไร  หากเราให้ความสำคัญว่า ไม่กินเนื้อสัตว์เพราะอยากให้สุขภาพแข็งแรง หากวันหนึ่งสุขภาพเราแข็งแรงดีแล้วเราจะกลับไปกินอีกหรือไม่? ก็ไม่แน่

    แต่หากท่านไม่ทานเนื้อสัตว์เพราะสงสารสัตว์เหล่านั้น เอาใจเขามาใส่ใจเรา หากเราเป็นผู้ถูกกระทำบ้างเราจะเป็นอย่างไร ดังนั้นเรารักชีวิต รักครอบครัวเราฉันใด สัตว์เขาก็คิดอย่างนั้น เราไม่อยากเจ็บปวดอย่างไร เขาก็ไม่อยากอย่างนั้นเหมือนกัน 
    ขอเพียงท่านมีจิตเมตตาที่แท้จริง ท่านจะเลิกทานเนื้อสัตว์ได้อย่างถาวรและมั่นคง..สาธุค่ะ

    เขียนเมื่อเดือน 9 เมษายน 2565

    ประวัติของผู้เขียนโดยย่อ
    ชื่อ ทัศนีย์  จันทา  อายุ 50ปี สถานภาพสมรส มีบุตร2คน เกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์
    ปัจจุบันเป็นนักศึกษาวิชชาราม  ระดับอริยปัญญาตรี หลักสูตร7ปี ชั้นปีที่1 (เป็นผู้คบคุ้น )สังกัดสวนป่านาบุญ2 ตั้งอยู่ที่ อำเภอ ชะอวด  จังหวัดนครศรีธรรมราช

  14. รมิตา ซีบังเกิด รหัส 64098

    พุทธะชนะทุกข์
    160066
    ชื่อ รมิตา ซีบังเกิด
    ชื่อทางธรรม ไพรดินพุทธ
    สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช

    หมวด : การงานอาชีพ

    เรื่อง : การทำสวนยางพาราไร้สารพิษ

    คำสำคัญ : โรคพืช/สารเคมี/การพึ่งตน/จุลินทรีย์/คำสอน/จิตอาสา/การแบ่งปัน/พ้นทุกข์

    ข้าพเจ้าเป็นข้าราชการบำนาญครูอายุ 65 ปี อาชีพรองคือการทำสวนยางพาราที่อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
    หลังจากลาออกจากราชการเมื่อปีพ.ศ. 2551 ได้ให้ความสำคัญในการทำสวนยางพาราเพิ่มมากขึ้นๆ เพราะจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว
    การทำสวนยางพาราในอดีตคือใช้ยาฆ่าหญ้าฉีดเมื่อหญ้ารก
    ระยะต้นฝน(พฤษภาคม)และปลายฝน(พฤศจิกายน) จะใส่ปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆที่เคยใช้มา การดูแลเอาใจใส่ก็ไม่ได้พิเศษอะไร เนื่องจากหลายปีก่อนยางพาราไม่ค่อยมีโรคพืชรบกวนมากนัก อาจมีเพียงถูกลมพายุพัดล้มบ้างเป็นบางปี ในส่วนของลูกจ้างกรีดยางก็ค่อนข้างมีความซื่อสัตย์และขยัน เพราะเป็นญาติบ้างคนคุ้นเคยบ้าง ความหนักใจจึงมีไม่มากหนัก ซึ่งต่างจากปัจจุบันพอควร ก็พยายามวางใจว่า”สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา”
    ผ่านมา 10 กว่าปีสวนยางพาราที่ดูแลอยู่มีปัญหาโรคพืชเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น โรคใบร่วง โรครากเน่า โรคหน้าตายนึ่ง(หน้าแห้ง) ได้เข้ารับการอบรมจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางประจำเขตที่อยู่ เจ้าหน้าที่แนะนำให้ใช้สารเคมีหลายอย่าง เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ต้นยางพารา เราก็ทำตามเพื่อหวังให้ต้นยางพารามีสภาพที่ดีขึ้นและเสียหายน้อยที่สุด ปรากฏว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก จึงหันมาศึกษา ค้นคว้า หาความรู้ จากแหล่งข้อมูลต่างๆในการใช้อินทรียวัตถุและจุลินทรีย์ชนิดต่างๆมาใช้ในการดูแลสวนยางพาราแทนการใช้สารเคมี ผลปรากฎว่าได้ผลดีขึ้นเป็นลำดับๆจึงคิดว่าน่าจะมาถูกทางแล้ว
    ปัจจุบันเมื่อเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม จึงยิ่งปฎิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียวอย่างเข้มข้น โดยใช้ธรรมะในเรื่องของการพึ่งตนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่นจากการฉีดยาหญ้าก็เปลี่ยนเป็นตัดหญ้าแทน โรคพืชที่เป็นก็แก้ด้วยการใช้จุลินทรีย์ที่ทำขึ้นเองไม่ต้องสั่งซื้อจากบริษัทต่างๆ จึงทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากพอควร แต่งานที่ต้องใช้แรงงานมากๆก็จ้างคนงานทำ ประมาณปีละ 3-4 ครั้ง สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมคือผลผลิตและเปอร์เซนต์น้ำยางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเพราะยึดหลักการทำงานจากธรรมะของอาจารย์หมอเขียวว่า “ทำเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน”
    เมื่อรายได้จากการทำสวนยางเพิ่มขึ้นโดยยึดหลักไร้สารพิษ ก็สามารถนำรายได้ไปแบ่งปันแก่บุคคลใกล้ตัว ไกลตัว เพิ่มมากขึ้นตามกำลังที่สามาถทำได้ โดยยึดหลักคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียวว่า “สุขจากการให้ ด้วยใจที่บริสุทธิ์ สุขสบายใจ ที่สุดในโลก เป็นสุขที่สุข ที่สุดในโลก”
    ยิ่งปฎิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียวมากขึ้นๆ ยิ่งพบทางสว่างให้กับชีวิตหลายแง่ หลายมุม โดยเฉพาะในเรื่องของ”การพึ่งตน และช่วยคนให้พ้นทุกข์” จึงขอดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพการงานให้ถูกต้องตามธรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

  15. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์

    พุทธะชนะทุกข์
    ชื่อ นามสกุล (ชื่อทางธรรม) วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว)
    สังกัด ภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    หมวด เหตุการณ์อื่น ๆ
    เรื่อง ยอมแม่
    คำสำคัญ โควิด / มังสวิรัติ / วางใจ /ความอยาก / หวังดี / ตั้งศีล
    ———————————
    เมื่อแม่ผู้เขียนโทรมาบอกว่าน้องสาวที่อยู่ด้วยกันกับแม่สองคนติดโควิด น้องต้องแยกไปกักตัวเองบนชั้นสามของบ้าน แม่ของผู้เขียนก็อายุเยอะมากแล้ว ทำให้ลูก ๆ ทุกคนเป็นห่วงแม่มาก ผู้เขียนได้โทรไปคุยกับแม่ แม่ก็เล่าเรื่องที่ตัวเองไม่ได้กังวลเรื่องจะติดโควิด แต่เป็นห่วงน้องสาวผู้เขียนมากกว่า พอคุยกันไป ผู้เขียนก็แนะนำให้แม่ลองปรับอาหารที่ทำกินเองและทำให้น้องสาวช่วงกักตัว เปลี่ยนเป็นอาหารมังสวิรัติแทน เป็นอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ ซึ่งแม่ผู้เขียนก็เห็นดีด้วย ผู้เขียนเสนอว่า “จะได้ทำกุศลใหญ่ และไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์” แม่จึงให้ผู้เขียนลองโทรไปคุยกับน้องสาวดู น้องเค้าก็ตกลงเห็นด้วยเช่นกัน

    เวลาผ่านไป 3 – 4 วัน ผู้เขียนก็โทรไปสอบถามอาการของแม่และน้องสาวอีกครั้งหนึ่ง น้องก็ว่าอาการดีขึ้นมากแล้ว เหลือน้ำมูกอีกนิดหน่อย ส่วนแม่ผู้เขียนก็ยังปกติดี ทุกอย่างก็ดีขึ้น ผู้เขียนก็ได้ถามแม่ว่า กินอาหารมังสวิรัติมา 4 วันแล้ว ร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง แม่ตอบว่า ไม่ได้กิน น้องสาวก็ไม่ได้กิน ร่างกายก็หายดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะได้ไปฉีดวัคซีนมา ทำให้อาการโรคมีน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว

    พอผู้เขียนได้ฟังคำตอบแม่ว่า ไม่ได้กินอาหารมังสวิรัติ กินแค่มื้อเช้าอย่างเดียว ไม่ได้กินทั้งวัน ทุกวัน ผู้เขียนก็ตอบแม่ไปว่า ก็ดีแล้ว เอาเท่าที่ได้ เอาเท่าที่สะดวก แข็งแรงปลอดภัย คือ ดีที่สุด หลังจากนั้น ก็คุยเรื่องทั่วไปกับแม่อีกซักพักก็วางสายไป

    ในทุกการกระทำ เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผลตามมา เมื่อก่อนถ้าแม่ผู้เขียนตอบแบบนี้ มีหวังได้ว่าจะทะเลาะกัน ตามมาด้วยความน้อยใจ ความเสียใจ ว่ารับปากกันแล้ว ทำไมไม่ทำ มันดีต่อแม่และน้องนะ และจบลงที่ผู้เขียนทุกข์ใจไปอีกหลายวัน แต่ครั้งนี้ คำตอบของผู้เขียน ไม่ได้สร้างวิวาทะระหว่างผู้เขียนและแม่ บรรยากาศการสนทนาก็เป็นไปด้วยดี

    จากเหตุการณ์ ที่เอ่ยชักชวนให้แม่มากินมังสวิรัติ ผู้เขียนเห็นกิเลสแอบแฝงความอยากเอาดีจากแม่ อยากให้ได้ตามที่เราหวังดี ถ้าเค้าทำตาม ผู้เขียนจะสุขใจ ตอนนั้นพอคิดในใจ คำพูดเชิญชวนให้เห็นข้อดีเลยหลุดออกมา แต่พอถึงเวลาที่ผู้เขียนได้รับรู้ว่า แม่และน้องไม่ได้กินอย่างที่หวัง ผู้เขียนกลับไม่รู้สึกทุกข์ใจ เพราะเค้าจะทำตามเรา ก็ไม่สุขใจ เค้าจะไม่ทำตามเรา ก็ไม่ทุกข์ใจ ทุกอย่างเป็นไปตามวิบากดี-ร้ายของแต่ละคน

    ผู้เขียนเองก็เคยผ่านเส้นทางนี้มาก่อนแล้ว เส้นทางความอยากเอาดีจากแม่ในคราบของความหวังดี จนตัวเองเป็นทุกข์ บทเรียนทุกข์หลายปีที่ผ่านมาระหว่างแม่และผู้เขียน ทำให้ผู้เขียนเข็ดแล้ว ไม่อยากสร้างทุกข์ใจเพิ่ม ไม่อยากสร้างวิบากกรรมใหม่ อาจารย์หมอเขียว (ดร. ใจเพชร กล้าจน) เคยกล่าวว่า “อย่าสร้างเงื่อนไขให้ใจเป็นทุกข์” ผู้เขียนรับรู้และเข้าใจชัดมาก ว่าความอยากเอาดีจากคนอื่นแล้วไม่ได้สมใจ มันทุกข์ขนาดไหน ตั้งแต่วันที่เข้าใจ ก็ท่องไว้ในใจเสมอว่า เริ่มต้นที่หยุดอยากให้ได้ ใจก็ไร้ทุกข์ แม้มันจะยาก แต่ก็ไม่ท้อ

    เกือบสองปีมาแล้วที่ผู้เขียนได้ตั้งศีล “ยอม” แม่ ยินยอมชดใช้วิบากที่ตัวเองเคยดื้อกับแม่มานาน ผู้เขียนเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงไม่โกรธ ไม่เคือง ไม่โมโหแม่ คำตอบก็คือ อานิสงส์ของการตั้งศีล อานิสงส์ของการฟังธรรมและเพียรปฏิบัติ อาจารย์หมอเขียวเคยกล่าวว่า “เวลามีคำถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม ให้ตอบว่า ทำมา ทำมา ทำมา” ผู้เขียนเพียร “ทำ (ศีล/ดี) มา” ตั้งหลายปี ดอกผลของการปฏิบัติ “ดี” จึงบังเกิดเช่นนี้ การสนทนาทางโทรศัพท์วันนั้นของแม่และผู้เขียนจึงจบลงด้วยใจไร้ทุกข์นั่นเอง
    ——————————–
    บทความนี้เขียนขึ้นวันที่ 9 เมษายน 2565
    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ
    วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว) อายุ 48 ปี
    ร่างกายสุขภาพแข็งแรง สถานภาพสมรส ไม่มีบุตร
    เข้าค่ายครั้งแรก 2559 ด้วยเหตุผล สนใจในเรื่องธรรมะ การสลายทุกข์ทางใจ
    ปัจจุบันเป็นเตรียมจิตอาสา สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    และเป็นนักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี

  16. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์

    พุทธะชนะทุกข์
    ชื่อ นามสกุล (ชื่อทางธรรม) วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว)
    สังกัด ภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    หมวด เหตุการณ์อื่น ๆ
    เรื่อง น้ำมันถูกกับบทเรียนราคาแพง
    คำสำคัญ น้ำมันรถ / กิเลสหลอก

    หลายวันก่อนผู้เขียนบอกพ่อบ้านว่าเติมน้ำมันรถดีไหม เหลืออยู่ 2 ขีด เขาว่ายังไม่ต้องเติมหรอก ผู้เขียนก็ว่าตกลงตามนั้น พอกลับถึงบ้าน เปิดเฟสบุ๊คเจอข่าวว่าพรุ่งนี้น้ำมันขึ้น 50 สตางค์ ใจก็แอบคิดเลยว่า “อ้าว เสียดาย” แล้วก็บอกตัวเองว่า “พลาดแล้ว ไม่ได้เติมน้ำมันราคาถูก” ผู้เขียนคิดไปว่ากุศลนั้นคงยังไม่ใช่ของเรา วันรุ่งขึ้นตอนค่ำก็เห็นอีกข่าว ว่าน้ำมันลดราคาลง 60 สตางค์ ใจก็แอบคิดอีกว่า “โชคดีแล้ว” แปลว่ากุศลรอบนี้เป็นของเรา ผู้เขียนก็บอกและชวนพ่อบ้านไปเติมน้ำมันรถกันพรุ่งนี้
    จากเหตุการณ์นี้ ดูเหมือนผู้เขียนจะวางใจได้ ไม่ทุกข์ใจตอนน้ำมันแพงขึ้น และมีความสบายใจดีตอนน้ำมันลดราคาลง แต่ในความเป็นจริง คือ ผู้เขียนแพ้ โดนกิเลสหลอกอยู่ต่างหาก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะพอผู้เขียนพลาดไม่ได้ตามใจอยาก กิเลสก็สรรหาคำมาปลอบใจว่า “มันไม่ใช่ของของเรา อย่าไปเอาดีเกินกุศลของเราเลย” ดูเหมือนจะเพียงพอให้คลายใจได้ ไม่รู้สึกเสียดาย หรือเสียใจ แต่พอเราสมหวังได้เติมน้ำมันราคาถูกลง ก็ดีใจ กิเลสก็รีบมาบอกว่า “เห็นไหม เห็นไหม กุศลของเธอมาแล้ว โชคดีจริง ๆ”
    แต่ในความเป็นจริง สภาพใจที่ไร้ทุกข์ ชนะทุกข์ คือ จะเติมน้ำมันแพง ก็ไม่ต้องชัง จะเติมน้ำมันที่ถูกลง ก็ไม่ต้องชอบ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใจก็ไม่ต้องชอบ ไม่ต้องชัง ผู้เขียนต้องขอบคุณเหตุการณ์นี้ที่ทำให้เห็นว่า ผู้เขียนยังลดกิเลสได้ไม่ดีพอ ผู้เขียนไปหลงดีใจว่าได้ดั่งใจ ได้เติมน้ำมันราคาถูกลง

    ในแต่ละชีวิตจะมีเรื่องดี เรื่องร้ายสลับหมุนเวียนกันเข้ามาอยู่แล้ว วันใดวันหนึ่ง ชีวิตมันต้องมีไม่ได้ดั่งใจอยู่แล้ว ยิ่งเราไปมัวแต่สะสมชีวิตที่ได้ดั่งใจ พอถึงวันที่เราไม่ได้ดั่งใจ กิเลสส่วนที่เหลือ ที่เรายังลดไม่ได้ มันจะกลับมาเสียบแทงเรา การที่คิดว่า เรากุศลดี ได้อะไรมาดี ๆ ก็โชคดีอีกแล้ว แต่ในความเป็นจริง เราสะสมความได้ดั่งใจมาอย่างสม่ำเสมอ หยอดกระปุกกิเลสทุกครั้งที่ได้ดีดั่งใจ เพราะเชื่อว่าวิบากดีออกฤทธิ์ แต่เมื่อใดไม่มีสิ่งดี ๆ ออกฤทธิ์ วันนั้นเราจะเหมือนตกนรกใหญ่ เพราะสะสมความได้ดั่งใจมาตลอดนั่นเอง

    จากวันนี้ไป ผู้เขียนจะพากเพียรลดความได้ดั่งใจ จะเพิ่มศีลให้ตัวเองในการฝึกเห็นกิเลส จับกิเลส และล้างกิเลสตามหลักอริยสัจสี่ และเมื่อถึงวันที่ได้ดั่งใจ และ ไม่ได้ดั่งใจ ก็จะไม่สุขและไม่ทุกข์ เพราะทุกอย่างไม่เที่ยง มีแต่ใจไร้ทุกข์เท่านั้นที่เที่ยง
    ——————————–
    บทความนี้เขียนขึ้นวันที่ 10 เมษายน 2565
    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ
    วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว) อายุ 48 ปี
    ร่างกายสุขภาพแข็งแรง สถานภาพสมรส ไม่มีบุตร
    เข้าค่ายครั้งแรก 2559 ด้วยเหตุผล สนใจในเรื่องธรรมะ การสลายทุกข์ทางใจ
    ปัจจุบันเป็นเตรียมจิตอาสา สังกัดภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช
    และเป็นนักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี

Comments are closed.