พุทธะชนะทุกข์ : ภาคอื่น ๆ (เมษายน 2565) [1]

นักศึกษาวิชชารามและจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ร่วมบันทึกเรื่องราวจากชีวิตจริงของตนเองที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือคำสอนของครูบาอาจารย์ …อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โจทย์ พุทธะชนะทุกข์

!สำหรับนักศึกษาสังกัดภาคอื่น ๆ คือ

  1. ภาคเหนือ สวนป่านาบุญ8 ชุมชนภูผาฟ้าน้ำ ฯลฯ
  2. ภาคอีสาน สวนป่านาบุญ1 สวนป่านาบุญ4
  3. ต่างประเทศ
  4. ฯลฯ

นักศึกษาพิมพ์เรื่องราวหรือคัดลอกข้อมูลส่งในส่วนแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

1 thought on “พุทธะชนะทุกข์ : ภาคอื่น ๆ (เมษายน 2565) [1]”

  1. นาง สมใจ สิทธิพงษ์

    พุทธะ ชนะทุกข์
    ชื่อ นางสมใจ สิทธิพงษ์ ( ชื่อทางธรรม เพียรพ้นทุกข์)
    สังกัด ภาคอีสาน สวนป่านาบุญ 1 จังหวัดมุกดาหาร
    หมวด สุขภาพ
    เรื่องโรค กล้ามเนื้ออ่อนแรงเรื้อรัง
    คำสำคัญ/การใช้ ยาแพทย์แผนปัจจุบัน/ยา9เม็ด

    เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน ข้าพเจ้าเป็นผู้ป่วย เป็นประจำด้วยอาการ เกร็งชัก ไข้ขึ้นสูง มีอาการ เจ็บคอปวดหัวมาก รับประทานอาหารได้น้อย เนื่องจากอาการอักเสบที่ในลำคอ ทำให้ร่างกายซูบผอม อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวน้อย ไม่มีพลังชีวิต ทำงานได้ไม่เหมือนคนปกติทั่วไป (มือไม่มีแรงแม้แต่จะรับเงินลูกค้าที่มาซื้อของ ขาก็ไม่มีแรงที่จะเดินขึ้นบันไดได้ต้องนั่งพักก่อนถึงจะเดินต่อได้)

    ได้รักษาตามอาการมาเป็นระยะเวลาหลายปี ไปพบแพทย์ แพทย์ก็จะให้ยารักษาตามอาการ เช่นยาแก้ปวดหัว ยาบำรุงร่างกาย ยาบำรุงสมอง ยาบำรุงปลายประสาท ยาเจริญอาหาร ยาแก้อาเจียน ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ รวมแล้ววันหนึ่งๆ ต้องรับประทานยา ประมาณ 20 เม็ดต่อวัน ทำไมต้องรับประทานยาถึงขนาดนั้นก็เพราะว่าแพทย์ จะจัดยาตามอาการที่เรา มีอาการเจ็บป่วย ณ ตอนนั้น

    การรับประทานยา เป็นประจำทำให้ เซลล์ทุกส่วนในร่างกายเราก็เสื่อมลงไปด้วย ทำให้ร่างกายอ่อนแอขาไม่มีแรง มาตลอดเป็นระยะเวลายาวนานต้อง เสียค่ารักษา เดือนละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท ท่านผู้อ่านก็จะสงสัยว่า มีอาการแค่นี้ทำไมต้องรับประทานยา วันละหลายเม็ดขนาดนี้ ก็คือเวลาเรามีไข้ หมอก็จ่ายยาแก้ไข้ เวลาเรามีปวดหัวร่วมด้วยก็ จะจ่ายยาคลายกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อที่ต้นคอตึงแข็งทำให้มีอาการปวดหัว พอปวดหัวมากๆ ก็จะนอนไม่หลับ แพทย์ก็จะจ่ายยา ผ่อนคลาย ช่วยให้นอนหลับ ช่วงที่เรามีอาการไม่สบายเราก็จะรับประทานอาหารไม่ได้ แพทย์ก็จะจ่ายยาเจริญอาหาร ช่วงที่เราไม่สบายบางครั้งรับประทานอาหารไปแล้วมีอาการอาเจียน แพทย์ก็จะจ่ายยาแก้อาเจียน พอเจ็บป่วยหลายวัน อาการยังไม่ดีขึ้นก็ไปพบแพทย์อีก

    ข้าพเจ้ามีคำถามในใจว่า ชีวิตเราจะต้องพบแพทย์หรือกินยาตลอดไปเลยหรือ? ถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ แม้ไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป ทำให้เราทุกข์ใจ เวลาไปพบปะผู้คน หรืออยู่กับครอบครัวก็จะเป็นภาระให้ครอบครัว ผู้ที่พบเห็นเราก็จะ มองเราว่าเป็นคนขี้โรคต้อง รับประทานยาตลอดเวลาร่วมกิจกรรมอะไรกับ เพื่อนๆก็ เป็นคน ทำการงานได้ไม่เต็มที่ ข้าพเจ้าก็เลยไม่อยากออกไปไหนอยู่แต่กับบ้าน ค้าขายอยู่แต่ที่ร้านอย่างเดียว ไม่ค่อยอยากไป พบเจอ หมู่เพื่อน

    หลังจาก ได้มารู้จักแพทย์ทางเลือก คือแพทย์วิถีธรรมค่ายสุขภาพ ท่าน อาจารย์หมอเขียว (ดร.ใจเพชร กล้าจน )
    ได้เรียนรู้ เทคนิค การดูแลสุขภาพทั้ง 9 ข้อ ก็มีบางข้อที่เราพอทำได้ในเวลานั้น

    เทคนิคทาง 9 ข้อมีดังนี้
    ข้อที่ 1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล
    ข้อที่ 2 การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษขูด ลม
    ข้อที่ 3 การสวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์)
    ข้อที่ 4 การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบาย ด้วยน้ำสมุนไพร
    ข้อที่ 5 การพอกทา หยอด ประคบอบ อาบ เช็ดด้วยสมุนไพร ที่ถูกกัน ( ที่ใช้แล้วรู้สึกสบาย)
    ข้อที่ 6 ออกกำลังกาย กดจุดลมปราณโยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง
    ข้อที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุลร่างกาย
    ข้อที่ 8 ใช้ธรรมะละบาป บำเพ็ญบุญ เพิ่มพูนใจไร้กังวล
    ข้อที่ 9 รู้เพียรรู้พักให้พอดี
    ได้ใช้ข้อที่ 1 คือการรับประทาน สมุนไพรปรับสมดุล
    สมุนไพรที่มี เช่น นำใบย่านาง ใบเตย หญ้าม้า เบญจรงค์ 5 สี นำมาปั่นรวมกันเป็นน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ผสมน้ำดื่ม ตลอดทั้งวัน ทำให้ร่างกายที่ร้อนเกิน จากสาเหตุ ความเจ็บป่วยและได้รับยา
    ที่มีสารพิษตกค้างในร่างกาย น้ำสมุนไพรชนิดนี้มี ส่วนที่ไปฟื้นฟูเซลล์ ทำให้ร่างกาย ดีขึ้นมาได้มากค่ะ

    และใช้ข้อที่ 2 คือการกัวซา หรือขุดพิษ ขุดลม ก็จะใช้ไม้กัวซา ขูดบริเวณแผ่นหลังและลำคอ ตามข้อมือ ตามแขน ใช้ร่วมกับขี้ผึ้งย่านางฤทธิ์เย็นที่ทำจาก ใบย่านาง และส่วนผสมสมุนไพรต่างๆที่มีฤทธิ์เย็นทำให้ร่างกาย ดีขึ้นถอนพิษออกจากร่างกาย ด้วยการขยายเส้นเลือดเส้นลม ช่วงที่เวลาเราขูด เส้นเลือดลมจะขยายก็จะขับพิษร้อนถอนพิษไข้ออกทางรูขุมขน ของร่างกาย ทำให้ร่างกาย ดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องใช้ยา

    และข้อที่ 3 การสวนล้างลำไส้ใหญ่หรือดีท็อกซษโดยใช้ น้ำเปล่าผสมกับน้ำสมุนไพร ที่เราปั่น ไว้จากการรับประทานเอามาเป็นส่วนโดยใช้น้ำเปล่าประมาณ 1000 ซีซีผสมกับน้ำร้อนให้อุ่นประมาณ ครึ่งถึง 1 แก้ว แล้วก็ใช้น้ำสมุนไพรที่เป็นหัว ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมแบบเจือจาง สวนล้างลำไส้ใหญ่ทางทวาร ก็จะทำให้เราขับถ่ายออกมา เป็นอุจจาระ จากที่เคย ท้องผูกเป็นประจำ เพราะอาการร้อนเกิน ทำให้อุจจาระเป็นเม็ดแข็ง ไม่ขับถ่ายเป็นปกติ พอร่างกายเราร้อนเกินก็จะ ตีกลับเป็นไข้ปวดเมื่อยตามร่างกายพอเราได้ทำสวนล้างลำไส้ช่วยระบายพิษออกทางอุจจาระร่างกายก็เย็นลงอาการเจ็บป่วยเป็นไข้ตัวร้อนหรืออาการต่างๆเมื่อพิษได้ระบายออกแล้วเซลล์ทุกส่วนในร่างกายจากที่ถูกความร้อนเผาจนเสื่อมก็ค่อยๆฟื้นขึ้นมาดูดซึม หรือขับพิษออกมีแรงที่จะดันพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น

    แล้วก็มาใช้ข้อที่ 7 คือการรับประทานอาหารปรับสมดุลร่างกาย ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานอาหารเช่นแต่ก่อน ดื่มน้ำเย็นเป็นประจำพอเลิกดื่มน้ำเย็นอาการ เจ็บคอ คออักเสบก็หายไป แล้วก็มาปรุงอาหารรับประทานเองจากที่แต่ก่อนคิดว่าไม่มีเวลาปรุงอาหารเองสั่งตามร้านอาหารตามสั่งหรือสั่งซื้อสำเร็จมารับประทานในส่วนนั้นจะมีพวกผงชูรสมากและอาหารรสจัดเป็นอาหารอุ่นซ้ำซ้ำทำให้ ความร้อนเข้าไปอยู่ในอาหารมากเกิน เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเราไม่สมดุลพอเรามาปรุงอาหารเองใหม่สดแล้วก็ลดในการใช้ผงชูรสหรือใช้พืชผักสดมาปรุงอาหาร ทำให้เราได้ อาหารที่ใหม่สด และเลือกรับประทานอาหาร ที่มีฤทธิ์ร้อนฤทธิ์เย็นจากที่เราได้ไปเรียนรู้มาในค่ายว่าอะไรเหมาะกับร่างกายเรา ณ ตอนนั้น ทำให้ร่างกายเราดีขึ้นมากและเวลามีอาการเจ็บป่วยก็ไม่ต้องใช้ยาโดยมาปรับเปลี่ยนเป็นการใช้อาหาร แทน

    และได้ใช้ข้อ 8 คือการใช้ธรรมะละบาปบำเพ็ญบุญเพิ่มพูนใจไร้กังวลจากการฟังธรรมะบรรยายของท่านอาจารย์หมอเขียว ดรใจเพชร กล้าจน ที่ท่านบรรยายถึงบาปและบุญเรื่องกรรมและผลของกรรม เราเชื่อชัดเรื่องกรรมมากขึ้น ว่าสิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา เมื่อเรายอมรับความจริง เช่นนี้เราก็ไม่ทุกข์ใจอะไรกับการที่เรามีอาการเจ็บป่วย พอใจเราสบายขึ้นไร้กังวล เราก็กินอิ่มนอนหลับร่างกายก็ฟื้นได้เร็ว

    ข้าพเจ้าขอสรุปว่า
    ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าไม่ได้ ไปพบแพทย์ไม่ได้กินยามานานกว่า 7 ปีแล้วค่ะ หลังจากได้ปฏิบัติตามเทคนิค 9 ข้อ และเลิกกินเนื้อสัตว์ เลิกเบียดเบียนสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ด้วยค่ะ ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมากสามารถทำงานได้ปกติเหมือนคนทั่วไปค่ะ พ่อบ้านยังบอกว่าต้องขอบคุณท่านอาจารย์หมอเขียว ทุกครั้งที่พูดคุยกับหมู่เพื่อนค่ะ
    “นี่นะถ้าเมียผมไม่ได้ ไปรู้จักท่านอาจารย์หมอเขียวนะ คงตายไปแล้วมั้งเพราะผมคิดว่าผมแต่งงานกับหม้อยาวันๆหอบหิ้วแต่ถุงยาเหมือนคนแก่หิ้วตะกร้าหมากอย่างไรอย่างนั้นเลยเมียผม” ( เป็นคำพูดของพ่อบ้านที่ ได้ยินประจำเวลาเขาคุยกับหมู่เพื่อนค่ะ)

    ปัจจุบันนี้ร่างกาย แข็งแรงขึ้นมากจะเห็นได้จากที่เคยมีอาการ 3 วันต่อ 1 สัปดาห์ ต่อมาก็เป็น 2 ครั้งต่อ 1 เดือน เช่นอาการเจ็บคอมีตุ่มหนองจนอักเสบเพราะเกิดจากที่เราดื่มน้ำเย็นเป็นประจำ พอตัดต้นเหตุด้วยการเลิกดื่มน้ำเย็นมาดื่มน้ำอุ่นนะภูมิห้องและดื่มน้ำให้ มากขึ้นความร้อนในตัวก็ลดลงร่างกายได้รับน้ำที่เพียงพอ ต่อร่างกายอาการท้องผูกก็ลดลงไปด้วยและได้ทำดีท็อกซ์ร่วมด้วยทุกวันวันละ 2 ครั้งเช้าและก่อนนอน อาการป่วยไข้ก็หายไปด้วย

    โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงก็หายด้วยการขูดกัวซาแผ่นหลังทุกวัน ช่วงเช้าหลังจาก ที่ตื่นนอนทุกวัน ทำให้มีแรงขายของได้ตลอดทั้งวัน ถ้าบางวันมีอาการไม่สบายระหว่างวันก็ใช้วิธีกัวซาหลังมือฝ่ามือ ตามข้อมือ และแขนทั้งสองข้างใช้น้ำมันเขียวใส่ตรงกลางศีรษะและบริเวณลำคอ บ่าไหล่ ขูดกัวซาไปด้วยขายของไปด้วยช่วงที่ไม่มีลูกค้าอาการต่างๆที่มีเช่น ปวดหัวตัวร้อน คลื่นไส้อาเจียน ก็ทุเลาลงและหายไปโดยที่ไม่ต้องกินยาเหมือนแต่ก่อน
    ผลจากการปฏิบัติตัวตามข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว อาการของขาที่ไม่มีแรงที่จะขึ้นบันไดชั้นที่ 2 ของบ้านก็ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน ในช่วงที่ยังไม่ได้เรียนรู้ยา 9 เม็ด เคยมีคำถามในใจอยู่เสมอว่า เราจะอยู่บ้านใหม่ได้กี่วันหนอแค่ขึ้นบันได ก็ขึ้นไม่ไหวต้องนั่งพักก่อนจึงจะเดินไปต่อได้

    จากการที่ได้มาปฏิบัติตามหลักของแพทย์วิถีธรรม ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น โรคภัยไข้เจ็บที่มีก็ลดลงตามลำดับทำให้ทำงานได้มากขึ้นชีวิตอยู่อย่างผาสุกมากขึ้น โดยที่เรามั่นใจได้เลยว่าเรามีพืชผักสมุนไพรเป็นยาและเราได้รับประทาน อาหารเป็นยาทำให้ร่างกายเราฟื้น ได้อย่างเร็วมากจากแต่ก่อน เหมือนถูกบังคับให้กินยามาตลอด ตอนนี้มาเปลี่ยนจิตวิญญาณ ว่าเราต้องนำอาหารมาเป็นยา และกินอาหารเป็นยาให้ได้ และก็ทำได้แล้วค่ะ

    ข้าพเจ้ามีความมั่นใจในศาสตร์การรักษา ที่ได้เรียนรู้มาตามวิธีปฏิบัติของแพทย์วิถีธรรม และยังได้ ฟังธรรมะจากท่านอาจารย์ ที่นำมาบรรยายทั้งเรื่อง ร่างกายและจิตใจ จะขอ ใช้แนวทางการรักษากายใจ ทางนี้ตลอดไป
    ขอน้อมกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน และ พี่น้องจิตอาสาทุกท่านหมู่มิตรดีทุกท่านที่แนะนำให้ความรู้กับข้าพเจ้าตลอดมา น้อมกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

    บทความนี้เขียน ณ วันที่ 14 เมษายน 2565
    ประวัติโดยย่อ
    สมใจ สิทธิพงษ์อายุ 53 ปี ตอนนี้ร่างกายแข็งแรง
    สถานภาพ หม้าย มีบุตร 1 คน
    เข้าค่ายครั้งแรก 2553 ด้วยอาการเจ็บป่วยทางกายและใจ ปัจจุบัน เป็นจิตอาสา คบคุ้น สังกัด ภาคอีสาน สวนป่านาบุญ 1 จังหวัดมุกดาหาร และเป็นนักศึกษาสถาบันวิชาราม หลักสูตร อริยะปัญญาตรี 7 ปี ชั้นปีที่ 1 และประกาศนียบัตร แพทย์แผนไทยวิถีธรรมค้ำจุนโลก หลักสูตร 6 เดือน

Comments are closed.