แบ่งปันการเรียนรู้อริยสัจ 4 (เมษายน 65) [17]

แบ่งปันการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน

นักศึกษาสถาบันวิชชาราม แบ่งปันสภาวธรรมจากการเรียนรู้การใช้หลักอริยสัจ 4 ประจำวันที่ 1-30 เมษายน 2565

!?ปิดรับบทความในวันที่ 30 เมษายน 2565 เที่ยงคืน ตามเวลาในประเทศไทย

?กรอกข้อมูลในช่องความคิดเห็นด้านล่าง

17 thoughts on “แบ่งปันการเรียนรู้อริยสัจ 4 (เมษายน 65) [17]”

  1. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    ส่งการบ้านอริยสัจสี่ วันที่ 1|04|2565

    เรื่อง มือดำเล็บทำ

    เหตุการณ์ ลงทำแปลงเกษตรกรรมแล้วเล็บและมือดำมาก ล้างก็ไม่ค่อยออก เราก็รู้ได้เลยว่านี่เป็นวิบากกรรม เมื่อก่อนเราจะเป็นคนที่ชังคนที่มือและเท้าดำสกปรก ถ้าเห็นใครมือดำเท้าดำ สกปรก จะชังและตำหนิอยู่ในใจตลอด หรือพูดกับเพื่อน ตอนนี้เรามาเป็นเอง เราก็เลยรู้ว่า ไม่มีใครอยากสกปรกหรอก เราจึงตั้งจิตสำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ เต็มใจรับโทษ ขออโหสิกรรม ตั้งจิตทำแต่สิ่งที่ดี ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น

    ทุกข์ ชังเมื่อเล็บดำและมือสกปรก

    สมุทัย ชอบเมื่อเล็บและมือสอาด

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังเมื่อเล็บและมือจะสะอาดหรือสกปรก

    มรรค เมื่อเล็บและมือดำเราก็พยายามล้างและทำความสะอาดให้ดีที่สุด และตอนทำเกษตรกรรมเราก็จะพยายามใส่ถุงมือทุกครั้ง มันจะยังดำอยู่เราก็วางใจ และต่อไปเห็นมือและเท้าคนอื่นจะดำหรือสกปรก เราก็จะไม่ชังหรือไม่ตำหนิใครอีก และเราก็ได้ใช้ ญาณเจ็ดพระโสดาบัน สำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ เต็มใจรับโทษ แล้วเราก็คายความชังลงไปได้บ้าง

    สรุป เราเริ่มเห็นชัดวิบากกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะกับเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราไปชังคนเล็บและมือดำ วิบากกรรมก็ยังให้ผลเราได้เห็นชัดมาก ดั่งที่พระพุทธเจ้าและท่านอาจารย์ได้สอนว่ากรรมแม้เล็กน้อยก็ให้ผลมาก

  2. นางสาวจากริยา จันทร์ภักดี

    เรื่อง เลือกวิธีรักษา
    เหตุการณ์ : 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พ่อป่วย ขาอ่อนแรงต้องเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉิน คุณหมอทำการฉีดสีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อดูอาการ ปรากฏว่า เจอเนื้องอก 3 เซ็นสมองบวม น้องสาวเป็นพยาบาล ได้คุยกับคุณหมอจะผ่าตัดรพ. อำเภอส่งตัวไปโรงพยาบาลศูนย์ คุณหมอศัลยกรรมอ่านแผ่นฟิล์มเอกซเรย์ แล้วบอกว่าก้อนเนื้ออักเสบต้องผ่าตัด
    ทุกข์ : กังวลใจ
    สมุทัย : ชอบถ้าพ่อไม่ต้องผ่าตัดสมอง ในเมื่อพ่อไม่เต็มใจ
    ไม่สบายใจถ้าพ่อต้องผ่าตัดสมองโดยที่พ่อไม่เต็มใจผ่า
    นิโรธ : พ่อจะเข้ารับการผ่าตัดสมองหรือไม่
    ก็จะ ไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : ได้ทำใจ ในเมื่อคุณหมอยืนยัน ขอคำตอบอีก 2 วัน และพูดต่ออีกว่าไม่ผ่าตัดแล้วส่งมาทำซากอะไร กิเลสบอกว่าคุณหมอพูดไม่ดีเลยนะ เลยได้ตอบกิเลสไปว่า อ้อนี่แหละวิบากร้ายให้ผลที่พ่อเราชอบรับประทานเนื้อสัตว์มามาก ทำให้วิบากร้ายยืมคุณหมอมาพูดไม่ดีให้รับผลไง ได้รับแล้ว ก็หมดไป วิบากดีมา พ่อบอกว่าจะลดละเนื้อสัตว์เนื้อหมูและไก่ ลง เพื่อจะมาทานอาหารปรับตามสูตรหมอเขียว ได้มาเทียบเคียงบททบทวนธรรมข้อที่ 11″สิ่งที่สร้างผลทุกวินาที ให้กับชีวิต คือวิบากกรรม”
    ได้มาพิจารณาแล้ว ทำให้หายกังวลใจ ได้ปรับอาหารตามที่พ่อเลือกวิธีการรักษา ทำให้ใจกลับมาเบิกบานแจ่มใสได้

  3. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง สมบัติของเรา
    ให้พ่อบ้านชื้อแครอทและมันเทศมาให้ แล้วพบว่าผักเน่า ทันทีที่เห็นว่าผักเน่าเราก็กำลังจะไปต่อว่าพ่อบ้านว่าช์้มาได้อย่างไรไม่ดูว่าของอยู่ในสภาพดีหรือเปล่า แต่ไหวตัวทันนี่มันสมบัติของเรา ไม่ใช่ความผิดของพ่อบ้าน เราควรยินดีรับอกุศลของเรา

    ทุกข์ ไม่ยินดีที่เห็นผักเน่าเสีย

    สมุทัย อยากได้ผักที่อยู่ในสภาพดี ถ้าผักอยู่ในสภาพดีจะสุขใจชอบใจ

    นิโรธ ผักจะอยู่ในสภาพดีหรือไม่ก็ยินดีรับยินดีชดใช้

    มรรค เชื่อว่าไม่มีใครอยากพร่องอยากพลาด พ่อบ้านท่านไม่ได้มีเจตนาจะซื้อมันเน่า มาให้เราแน่นอน แต่วิบากร้ายของเราทำให้ท่านไม่เห็นว่ามันเน่า ท่านจึงได้ซื้อมาให้เรา มันเป็นสมบัติของเรา เราควรยินดดีรับยินดีชดใช้ ใช้แล้วก็หมดไป จึงไม่ได้ต่อว่าพ่อบ้าน ยินดีชดใช้วิบาก จึงไม่ได้เกิดวิวาทะจึงอยู่ด้วยความเบิกบานยินดี ไม่มีวิบากใหม่ เพราะเราหรือใครได้รับอะไร็เพราะเราทำมาทั้งนั้น

  4. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4
    เรื่อง จองคิวส่งการบ้าน

    เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาข้าพเจ้าตั้งใจจะเข้าไปจองคิวเพื่อส่งการบ้านในห้องไลน์โรงเรียนของหนู เวลาตามนัดข้าพเจ้าก็กดจองคิวทันทีคิดว่ายังไงก็คงได้คิวจากลำดับ 1- 5 อย่างแน่นอน แต่ที่ไหนได้ข้าพเจ้าตกไปที่คิว 13 เลยเห็นอาการทางกายเกิดขึ้นทันทีคือหน้าร้อนวูบ หมดแรงไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอาการทางใจคือ งง เป็นกังวลใจ

    ทุกข์ : กังวลใจกลัวว่าจะไม่ได้ส่งการบ้าน

    สมุทัย : ถ้าได้ส่งการบ้านในวันนั้นจะมีความสุขใจ ชอบใจ

    นิโรธ : ไม่ชอบ ไม่ชังถ้าหากไม่ได้ส่งการบ้านในวันนั้น ก็ไปส่งวันถัดไปก็ได้

    มรรค: ตามหนังสือบททบทวนธรรมท่านอาจารย์หมอเขียวได้กล่าวไว้ว่า “ความสำเร็จของงานไม่ใช่ความสำเร็จของงาน ความสำเร็จของใจต่างหากคือความสำเร็จของงาน” สิ่งที่ยึดในเวลานี้คือใจที่อยากส่งการบ้านเพื่อคุรุจะได้ชี้แนะ และให้ปัญญาเพื่อข้าพเจ้าจะได้นำมาแก้ไขปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น พอไม่ได้คิวที่ตั้งใจเอาไว้ จึงทำให้หมดแรง หมดหวัง เพราะเจ้ากิเลสตัวอยากให้งานสำเร็จดั่งใจหมาย โดยที่ลืมมาดูใจ

    เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 10 นาที สติกลับมาอยู่กับตัวจึงเริ่มมีปัญญาว่า เอ้า เราก็ส่งวันหลังก็ได้นี่ไม่จำเป็นต้องส่งวันนี้ก็ได้ ทุกข์ที่มีอยู่ก็หายไปในทันทีค่ะ จึงได้เรียนแจ้งคุรุขอเลื่อนการส่งการบ้านไปเป็นวันถัดไป

    สติแตก เพราะความอยากได้ดั่งใจ หลงเชื่อกิเลสจึงส่งผลทำให้ข้าพเจ้าเสียพลัง แต่โชคดีที่ยังสามารถตั้งสติ แล้วใช้ปัญญาที่มีอยู่เพียงน้อยนิด ล้างทุกข์ในครั้งนี้ได้สำเร็จค่ะ สาธุ

  5. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    ส่งการบ้านอริยสัจสี่ วันที่ 09|04|2565

    เรื่อง เข้าใจผิด
    เหตุการณ์ มีเพื่อนได้เดินทางไปทำงานที่ศูนย์อื่น และได้ line มาถามเรื่องลูกว่าเป็นไงบ้าง เพื่อนได้ฝากให้ดูแลลูกด้วยก่อนไป เราได้พูดกับเด็กว่าแม่จะกลับมาวันที่ 04|04|2565 นะ เด็กบอกว่าแม่ไม่มาก็ไม่เป็นไร เราเลยบอกว่า เดี๋ยวจะบอกแม่ มีพี่น้องหมู่กลุ่มเดินผ่านมาได้ยิน และพูดว่า ทำไมพูดกับเด็กอย่างนั้นละ แล้วก็เดินจากไป เราก็งงว่าเราพูดอะไรผิด เราก็ถามเพื่อนที่นั่งอยู่กับเราว่าเราพูดอะไรผิด วันต่อมามีพี่น้องหมู่กลุ่มอีกท่านนึงมาถามว่า มีคนมาบอกท่านว่า เราไปพูดกับเด็กว่าแม่จะไม่กลับมาแล้ว เราก็อธิบายให้ท่านฟัง ท่านก็เข้าใจ

    ทุกข์ ชังที่เพื่อนมาเข้าใจผิด

    สมุทัย ชอบให้เพื่อนเข้าใจถูก

    นิโรธ เพื่อนจะเข้าใจถูกหรือผิดก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค เราได้สอนกิเลสมารว่า เพื่อนจะเข้าใจผิด หรือพูดอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน เราชัดเจนว่าเราพูดอะไรออกไป และบอกกิเลสมันอีกว่าแล้วแกละไม่เคยเข้าใจใครผิดหรือไง และได้เอาบททบทวนธรรมที่ท่านอาจารย์สอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีอะไรบังเอิญ รับแล้วหมดไป โชคดีอีกแล้วเรา

    สรุป เราเชื่อชัดเรื่องกรรมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา เราเคยไปเข้าใจผิดคนอื่นไว้ เราจึงได้รับวิบากครั้งนี้ เราจึงไม่ทุกข์และทำความยินดีได้ในเหตุการณ์นี้ เพราะรู้ว่ารับแล้วหมดไป โชคดีอีกแล้วเรา

  6. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    ส่งการบ้านอริยสัจสี่ วันที่ 11|1|2565

    เรื่อง ทรมานมาก

    เหตุการณ์ วันนี้เป็นวันที่กิเลสได้ดั่งใจมาก ได้กินขนมปังที่ทำที่ศูนย์ไป 3 ปอนด์ ขนมเปี๊ยะไป 3 ชิ้น ถั่วตัดไป 2 ชิ้น และกินขนมจีนแกงเขียวหวาน ส้มตำขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว หลังจากนั้นหิวน้ำมาก กินน้ำไปเยอะมาก หลังจากนั้นแรงตก เพลียมากเลย ขึ้นไปนอนได้ ครึ่งชั่วโมง ตื่นขึ้นมาอึดอัดทองมากเลย นอนท่าไหนก็ไม่ได้ มันทรมานมากอึดอัด ลุกมานั่งก็ทรมาน อยากนอน ผุดลุก พลุดนั่งอยู่นาน น้ำลายเหนียวมาก รู้เลยว่าพิษเยอะมาก และกินไม่สมดุลย์ มันทรมานมากเหมือนจะตายให้ได้เลย จนต้องพูดออกมาว่า ยอมแล้ว กลัวแล้ว จึงเรอออกมา จึงค่อยยังชั่ว และนอนต่อได้

    ทุกข์ ชังที่อึดอัดท้อง

    สมุทัย ชอบที่จะไม่อึดอัดท้อง

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังจะอึดอัดท้องหรือไม่

    มรรค ในขณะที่ทรมานท้องอึดอัดนั้นก็ได้ระลึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียว ว่ากินอาหารมากแน่นจนกราบพระไม่ได้ นั่งก็ไม่ได้ นอนก็ไม่ได้ และท่านอาจารย์ได้สอนว่า ถ้าเราทำตามกิเลสจะสบายตอนทำตามมัน แต่เมื่อเจอวิบากจะทรมานนาน ทุกข์ไม่รู้จบ
    เรามาพิจารณาดู มันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว เพราะตอนที่เรากินเราลืมไม่ได้ สอนกิเลสเลย ทำตามมันทุกอย่าง เราได้เห็นแจ้งมากๆวันนี้ ว่าการมีกิเลสนี้ทุกข์จริงๆ เราตั้งใจว่าเราจะต้องกำจัด และต่อสู้กับมัน เราจะได้ไม่ร้องมาเจ็บซ้ำซากอย่างนี้ และเราได้ตั้งจิตสำนึกผิดยอมรับผิด ขอโทษ เต็มใจรับโทษ ขอโหสิกรรม จะตั้งจิตหยุดสิ่งไม่ดีจะทำแต่สิ่งที่ดี ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น เราจะขอตั้งศีลว่า ก่อนกินอาหารจะสอนกิเลสก่อนทุกครั้ง

    สรุป เราเห็นชัดแจ้งของทุกข์ที่เกิดจากการมีกิเลสแล้ว ดังคำสอนของอาจารย์ที่ว่า เจ็บแล้วจบ ไม่เจ็บไม่จบ เราไม่ยอมเจ็บตอนกำจัดกิเลส เราจึงไม่จบ จึงต้องมาเจ็บซ้ำๆ หลายครั้งมาก

  7. นางสาวจาริยา จันทร์ภักดี

    เรื่อง ใจตุ๊บตั๊บ
    พอได้ฟังประกาศรวมพลคนใจเพชรเชิญพี่น้องให้เตรียมตัวขึ้นมาบำเพ็ญ ร่วมช่วงนี้ กำลังทำแปลงนาปลูกข้าวเพื่อจะใด้ปลูกข้าวทันฤดูกาล และก็อีกรอบที่ 2 วันจิตอาสาบำเพ็ญบูชาครูช่วงมิถุนายน ซึ่งตัวเองมีงานบำเพ็ญ กับพ่อซึ่งป่วยเป็นก้อนเนื้อในสมอง ต้องช่วยทำอาหารให้ทุกมื้อพ่อและแม่ก็ถือไม้เท้ากันทั้ง 2ท่านซึ่งตัวเอง จะไม่ได้ไปร่วมบำเพ็ญได้ในช่วงนี้ ใจเต้นตุ๊บตั๊บๆ อยากไปร่วมบำเพ็ญด้วยแยกไม่ได้ ติดการบำเพ็ญพ่อที่ป่วยเนื้องอกในสมอง เลยได้บำเพ็ญพระในบ้าน ได้ดูแลด้วยศาสตร์พวธ.ยา9 เม็ด ในการปรับสมดุล
    อาหาร ตามที่พ่อจะรับได้ตามฐานของท่าน
    ทุกข์ : กังวลใจ
    สมุทัย: คิดจะไปจะร่วมบำเพ็ญกับพี่น้อง
    ชอบที่จะได้ร่วมบำเพ็ญร่วมกิจกรรมรวมพลคนใจเพชร
    กับพี่น้องมิตรดี
    ไม่สบายใจ ที่ไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมรวมพล
    คนใจเพชรกับพี่น้องมิตรดี
    นิโรธ : จะได้ไปบำเพ็ญร่วมกิจกรรมรวมพลคนใจเพชร ในช่วงนี้ได้หรือไม่ ก็จะไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : ระลึกถึงพี่น้องทุกท่าน ที่ไปบำเพ็ญ กิเลสตัวเอง แอบคิด ถ้าเราไปด้วยได้ก็จะดีหน้อ เลยบอกกิเลสว่า จะเอาดีอีกหรือไง เรามีงานบำเพ็ญต้องทำหน้าที่ดูแลบิดามารดาก่อน ทำอาหารให้พ่อต้องดูแลใก้ลชิดเต็มกำลังก่อนนะ นี่ก็เป็นการช่วยเข็นกงล้อพระธรรมจักรเช่นกัน ให้ประมาณตนเองก่อนช่วงนี้ทำได้แต่ ส่งกำลังใจก่อนนะ เราลูกพุทธะ มั่นล้างกิเลสบำเพ็ญที่ไหนก็ไม่ทุกข์ให้ได้
    ได้มาเทียบเคียง กับบททบทวนธรรมข้อที่ 112″สุขจากการให้ด้วยใจที่บริสุทธิ์ ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่กว่าการเอา”
    ได้มาพิจารณาแล้ว ความกังวลใจหายไป ใจกลับมาเต้นปกติเบิกบานแจ่มใส

  8. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    ส่งการบ้านอริยสัจสี่ วัน พฤหัสบดี ที่ 14|04|2565

    เรื่อง เห็นทุกข์เมื่อตั้งศีล

    เหตุการณ์ ได้กินข้าวมื้อเดียวมาหลายวันแล้ว แต่ยังไม่ได้ตั้งศีลกินมื้อเดียว ไม่รู้สึกหิวและไม่อยากกินอาหารเลยที่ผ่านมา เราก็คิดว่าเราทำได้แล้ว และวันพุธที่ 13|04|2565 ได้ตั้งศีลกินมื้อเดียว พอตั้งศีลปุ๊บเขาก็รู้สึกหิวทันทีเลย ก็ทำให้เราลังเล แต่ก็ผ่านมาได้ พอวันนี้วันพฤหัสที่ 14|04|2565 ก็ตั้งศีลเหมือนเดิม วันนี้หิวมากเลยเกือบจะยกเลิกศีล ก็พยายามสอนเขา เขาก็วนกลับมาเรื่อยๆ เขาทำอาการเหมือนจริงมากเลย หิวมาก เลอ คลื่นไส้ อ่อนแรง เพลีย เราเกือบแพ้แล้ว แต่ก็ได้ระลึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์ว่า ให้กัดฟันหยุ้มก้นสู้กับกิเลสตายเป็นตาย และก็มีพี่น้อง 2 ท่านนั่งอยู่ด้วย ท่านก็ได้ช่วยสอน ช่วยด่ากิเลส เราก็เลยฮึดสู้ ก็กินน้ำเข้าไปเยอะๆ พอขึ้นไปทำงาน ความหิวก็หายไป เราลืมไปเลย พอมานั่งฟังธรรมก็คิดขึ้นมาได้ว่าความหิวเขาหายไปแล้ว จึงได้ใช้ปัญญาเปรียบเทียบตอนมีกิเลสว่ามันทุกข์มากเลย กับตอนไม่มีกิเลสว่ามันสุข โล่ง สบาย เบา

    ทุกข์ ไม่อยากยกเลิกศีล

    สมุทัย อยากยกเลิกศีล

    นิโรธ จะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกศีลก็ไม่ทุกข์

    มรรค เมื่อเราได้ต่อสู้กับกับกิเลส สอนเขา คุยกับเขา ต่อรองกับเขาเต็มที่แล้ว ถ้าร่างกายหิวจริงๆ และจะต้องยกเลิกศีลเราก็จะไม่ทุกข์ แต่นี่เราก็ได้ต่อสู้และชนะเขามาได้ ได้ระลึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์ว่า ให้กัดฟันหยุ้มกันสู้กับกิเลสให้เต็มที่ก่อน และได้มีพลังหมู่มิตรดีช่วยด้วย เราก็ชนะมาได้ และได้ใช้ปัญญาเปรียบเทียบระหว่างมีกิเลสกับไม่มีกิเลสมันต่างกันยังไง เราได้เห็นว่าตอนมีกิเลสมันทุกข์มากทุรนทุราย กระสับกระส่าย จะทำตามเขาให้ได้เลย แต่ตอนไม่มีกิเลส มันเบา สุข โล่ง สบายจริงๆ

    สรุป ถ้า้ราได้นำคำสั่งสอนของท่านอาจารย์มาปฏิบัติจริงๆ และ มาสานพลังกับหมู่มิตรดี ก็จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้จริงๆ

  9. เสาวรี หวังประเสริฐ ( สืบสานศีล )

    เรื่อง ติดแป้น
    เมื่อทบทวนตนเองจากการปฏิบัติตัวเมื่อไม่ได้ไปเข้าค่ายร่วมกับหมู่มิตรดีและต้องทำงานภายใต้สถานการณ์โรคติดต่อโควิด ทำให้จิตใจมีความกังวลหวั่นไหวจากความสามารถในการปฏิบัติศีลให้ถูกตรง พัฒนาตังเองได้ยากลำบากมากขึ้น
    ทุกข์ กลัวกังวลว่าจะปฏิบัติตัวไม่ถูกตรงตามศีล
    สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ชอบให้ตัวเองปฏิบัติศีลให้ถูกตรง ชังที่ตนเองปฏิบัติผิด
    นิโรธ สภาพดับทุกข์ไม่ชอบไม่ชังเมื่อปฏิบัตัวถูกหรือไม่ถูกศีลทำใจรับว่าปฏิบัติได้ก็ดีไม่ได้ก็ดี มีใจไร้ทุกข์
    ไร้กังวลดีเกิดก็ดี ร้ายเกิดก็ดีโชคดีอีกแล้วร้ายหมดไปอีกแล้วจะได้โชคดีขึ้น
    มรรค วิธีดับทุกข์พิจารณาประโยชน์ของการปฏิบัติศีลช่วยให้เกิดปัญญาเมื่อปฏิบัติศีลได้ถูกตรงทำให้ใจไร้ทุกข์ไร้กังวลเป็นพลังอันบริสุทธิ์ เมื่อปฏิบัตืไม่ถูกตรงก็ได้เรียนรู้และใช้บททบทวนธรรมเข้าใจเรื่องกรรมว่าสิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมาไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมาเมื่อยอมรับและเข้าใจเรื่องกรรมได้ ก็ไม่มีอะไรต้องทุกข์ใจ เบิกบานแจ่มใสดีกว่า

  10. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    19 เมษายน 2565
    ชื่อ : สำรวม แก้วแกมจันทร์
    ชื่อเล่น : ป้ารวม
    ชื่อทางธรรม : ร้อยแสงศีล กล้าจน
    จิตอาสา : สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง : “อยากกินข้าวต้มมัด แต่ไม่กิน”

    เหตุการณ์ : บ่ายวันหนึ่ง แม่ของลูกสะใภ้ ให้ข้าวต้มมัดมาประมาณ 30 ห่อ วางอยู่บนโต๊ะ กิเลสอยากกินทันที ลูกชวนกิน บอกลูกว่าค่อยกินพรุ่งนี้(ลูกรู้ว่าแม่กินมื้อเดียว) ทั้งๆ ที่ใจของกิเลสมันยังอยากกินอยู่
    ทุกข์ : อยากกิน ข่มใจ ทรมาน หนักตัว

    สมุทัย : ถ้ากินข้าวต้มมัดได้ดั่งใจ พอใจ ไม่กิน ข่มใจ ทรมาน หนักตัว ทุกข์

    นิโรธ : วางใจเด็ดขาดว่า ไม่กิน ร่างกาย เบา สบาย ใจเบิกบาน ไม่ทุกข์

    มรรค : เห็นข้าวต้มมัด อยากกินทันที ภพเก่า ชอบมาก ติดรสชาติอร่อย ตั้งสติใช้ปัญญาพุทธะคุยกับกิเลสว่า
    ทำไมเอ็งอยากกิน
    มันตอบว่า อร่อยๆ ชอบกินๆ
    ถามอีก หิวมั้ย
    มันตอบว่า ไม่หิว แต่อยากกิน
    ข้าไม่กินโว้ย ไม่กิน ไม่กิน ได้ยินมั้ย
    มันดิ้นๆ มันอยากกินๆ
    เอ็งอยากกิน ข้าไม่กิน ได้ยินมั้ยๆ
    ถ้าร่างกายต้องการ หิว จะกินเอาประโยชน์ กินพอประมาณ เพื่อให้ร่างกายสมดุล

    ข้าวเหนียวฤทธิ์ร้อน กะทิฤทธิ์ร้อน กล้วยงอมฤทธิ์ร้อน ไฟร้อน นึ่งนานร้อนมาก อากาศร้อน กินเกินร่างกายป่วย ร่างกายมีภาวะร้อนอยู่ ไม่หิว ไม่อยู่ในมื้ออาหาร “ไม่กิน”

    เอ็งอยากกิน ข้าไม่กิน จำไว้นะ ไอ้กิเลสชั่ว ไม่โง่กับเอ็งอีกต่อไป จำไว้ๆๆ

    ต่อสู้กับกิเลส ประมาณ 10 นาที เดินไปเดินมา ใจกิเลสอยากกินๆ ต้องสวนหมัดกับมันแรงๆ ซ้ำๆ

    ในที่สุด มันยอม นิ่ง สงบ ลงได้ ความอยากกิน มันหายไปตอนไหนไม่รู้ รู้สึกโล่ง เบากาย ใจเบิกบาน ไม่ทุกข์

    สรุปว่า
    กิเลสตัวอยาก ติดรสชาติ เอาออกไปยากมากๆ นำปัญญาพุทธะมาใช้ ทำใจในใจ สู้กับมัน พิจารณาโทษ ประโยชน์
    ถ้าอยากกิน บอกมันว่า ไม่กินๆๆๆ กินเกินป่วย กิเลสกลัวป่วย ยังอยากกิน สู้กับมัน เด็ดขาดกับมัน “ไม่กิน”

    ในที่สุด กิเลสยอม หมดอยาก เบากาย เบิกบาน ไม่ทุกข์

  11. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง กิเลสสกปรก
    เช้าวันนี้รู้สึกรีบเร่งในตอนเช้า พอทำสมูทตี้เสร็จเทใส่แก้วแล้วเลอะด้านนอกแก้วเล็กน้อย ไม่ทันได้สังเกตจนพ่อบ้านมาจับแก้วท่านจึงได้บอกว่าแก้วเลอะ เราตอนนั้นล้างจานอยู่ก็ว่าจะเอาผ้าล้างจานไปเช็ดแก้ว พ่อบ้านยกแก้วหนีแล้วพูดว่าสกปรก เห็นใจตัวเองไม่พอใจที่ได้ยินพ่อบ้านพูดอย่างนั้น ผ้าก็เป็นผ้าล้างจานและจะเช็ดภายนอกแก้ว แต่เราก็เร็วขึ้นพอจับอาการไม่ชอบใจได้ จึงขอบคุณท่านที่ชี้ขุมทรัพย์ให้เราเห็นกิเลสของเรา มันมีอยู่ก็ยังสกปรกอยู่ต้องล้าง

    ทุกข์ ขุ่นเคืองใจ

    สมุทัย อยากเช็ดแก้วที่เลอะ ไม่อยากให้พ่อบ้านว่าผ้าสกปรก เรายึดว่าผ้าเราไม่ได้สกปรกและเช็ดภายนอกแก้วไม่ได้ทำให้โดนอาหารในแก้วเลย

    นิโรธ ได้เช็ดแก้วหรือไม่ได้เช็ดแก้วและพ่อบ้านท่านจะว่าผ้าเราสกปรกหรือไม่ก็ไม่ทุกข์ใจ ยินดีได้ในทุกสถานการณ์

    มรรค ได้พิจารณาเห็นว่าเราอยากได้ทำตามที่เราอยากคือเช็ดแก้วที่เลอะด้านนอก และเราไม่เห็นว่าผ้าสกปรกแต่อย่างไรและเราจะเช็ดภายนอกแก้วไม่ได้โดนอาหารข้างใน เรามีความยึดมั่นถือมั่นในใจเราว่าทำแล้วก็จบไป แต่พอพ่อบ้านทักว่าผ้าสกปรก เราเห็นความขุนใจเกิดขึ้นในใจเรา มันไม่จบเรายังมีกิเลสไม่ชอบใจไม่พอใจ พ่อบ้านท่านพูดไม่ผิดหรอก ใจที่มีความยึดมั่นถือมั่นอยากได้สุขสมใจอยากนั้นเป็นกิเลส เป็นสิ่งที่สกปรกควรกำจัดออก ขอบคุณพ่อบ้านที่ทำให้เราได้เห็นกิเลสและได้ล้างกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในใจเรา กิเลสมักหลอกบอกว่าถ้าได้ทำตามที่ตัวเองเห็นว่าดีจะสุขใจชอบใจ พอโดนขัดก็ไม่สุขใจไม่ชอบใจ รู้ยินดีที่ได้ใช้วิบาก เมื่อไม่ใช่กุศลของเราที่จะได้บำเพ็ญก็ยินดีหยุดไม่ทำตามอยาก พ่อบ้านท่านก็ไปหาผ้าอื่นมาเช็ดแทน เราได้ยอมให้ท่านทำตามที่ท่านอยากทำ ใช้บททบทวนธรรม คือ ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน ได้เท่าไหร่พอใจเท่านั้น พอใจเมื่อไหร่ ก็สุขใจเมื่อนั้น ยึดอาศัยดี ที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง นั้นดี แต่ยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องเกิดดีดั่งใจหมายทั้ง ๆ ที่องค์ประกอบเหตุปัจจัย ณ เวลานั้น ไม่สามารถทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริง นั้นไม่ดี สาธุค่ะ

  12. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง กิเลสอยากทำหลาย ๆ อย่างในคราวเดียว

    วันนี้ผู้เขียนได้ลองทำภาพเพื่อใช้ประกอบในงานทำคลิปวิดีโอ ขณะที่ทำก็มีความเบิกบาน และสนุกในการทำงานมากเรียกว่าฉันทะเกินร้อย ทำไปทำมาเหมือนกับว่าตรงนั้นก็ดี ตรงนี้ก็ดี หรือว่าจะเปลี่ยนตรงนั้นให้เป็นอย่างนี้ดี ในขณะที่ทำกิเลสตัวอยากให้มันได้ดี ก็แข่งกันออกมา ชี้แจงเหตุผลต่าง ๆ มากมายบอกว่าทำอย่างนี้ดีกว่า ง่ายและสวยกว่ากันเยอะ ส่วนอีกตัวก็มารอและก็สวนขึ้นมาทันทีเช่นกันว่า ของฉันดีกว่าของเธอนะไม่ดีหรอก

    ทุกข์ : สับสน คันหัวใจตัวเอง

    สมุทัย : อยากให้ตัวเองทำงานไปทีละอย่าง ๆ ถ้าหมู่กลุ่มว่าไม่สมควรค่อยนำกลับมาแก้ไข ชอบที่จะไม่ขัดแย้งในใจขณะที่ทำงาน อยากให้ตัวเองมีความนิ่งมากกว่านี้
    นิโรธ : ถึงแม้ว่าจะมีการขัดแย้งในใจขณะที่ทำงานก็จะไม่ทุกข์ ไม่คันหัวใจ เพราะถ้าขัดแย้งแล้วงานออกมาทันการและไม่เบียดเบียนตัวเองก็น่าจะถือว่าไม่มีปัญหาอะไร

    มรรค : หลังจากนั่งทำงานไปสักระยะ ก็เริ่มหัวร้อน (สงสัยคันหัวใจตัวเอง) เริ่มรู้แล้วว่ามีความอยากเข้าแล้ว เลยต้องออกจากหน้าคอม. เพื่อไปหาน้ำดื่ม ขณะดื่มน้ำก็ได้คุยกับกิเลสว่าทำเท่าที่คิดเอาไว้ไปก่อน อย่างพึ่งไปคิดถึงแผนต่อไป อยู่ในปัจจุบันก่อนนะ งานเราจะเสร็จพรุ่งนี้ก็ไม่เห็นเป็นไร (ผู้เขียนคุยกับกิเลส) กิเลสก็ฟังอยู่เฉย ๆ เหมือนอยากจะเถียงแต่ก็ไม่เถียง จากนั้นก็กลับเข้ามาทำงานต่อ งานครั้งนี้ผู้เขียนได้ทำตามเวลาที่คิดเอาไว้และไม่ได้เบียดเบียนตัวเอง และยังทำให้เห็นกิเลสตัวได้ดั่งใจ และอาการดีใจเมื่อทำสิ่งนั้นได้สำเร็จอยู่ ทุกข์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นทุกข์เพียงสั้น ๆ งานที่ทำก็สำเร็จลงและความดีใจ ได้ดั่งใจนั้นก็สลายหายไป เสมือนไม่เคยได้สัมผัสอย่างนั้นเลย “ความสำเร็จของงานคือความสำเร็จของใจจริง ๆ” สาธุ

  13. พรทิพย์ ไทยเอียด

    ชื่อเรื่อง ไม่เด็ด จึงไม่ขาด สักที!

    เหตุการณ์ ด้วยปกตินิสัยของเราที่เป็นคน ค่อนข้างจะเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยชอบอนุโลมในทุกๆเรื่อง ไม่ค่อยมีความเด็ดขาดในเรื่องๆใดๆ และเมื่อได้มาปฏิบัติศีลและมีการตั้งอธิศีลในหลายๆครั้ง ก็มักจะทำไม่สำเร็จ ล้มเหลวไม่เป็นท่าอยู่บ่อยครั้ง และเมื่อมาพิจารณาเหตุดังกล่าวทำให้พบว่า ไม่ว่าเราจะคิดทำการงานหรือสิ่งใดๆ ก็มักทำได้แบบครึ่งๆกลางๆ สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่เรามักเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนความคิดเอากลางคันหันไปทำงานใหม่ หรือสิ่งใหม่เอาดื้อๆ โดยทิ้งงานเหรือความคิดเก่าไว้แค่นั้น จากการไม่เอาจริงเอาจัง ไม่เด็ดขาด ไม่แกร่งกล้า ห้าวหาญในการทำกิจกรรม การงานหรือสิ่งใดๆนี้ ผลคือทำให้การปฏิบัติศีลของเราก็ไม่ก้าวหน้าไปด้วย และการดำเนินชีวิตจึงประสบแต่ปัญหาให้ต้องแก้ไขอยู่ตลอดเวลา
    ทุกข์ ใจที่มีอาการหมองๆ ไม่ผ่องใส ไม่เบิกบาน ยินดี ในการทำหรือไม่ทำกิจกรรมการงานใดๆ

    สมุทัย ความไม่เด็ดขาด ไม่มั่นคง ไม่แกร่งกล้า ไม่ห้าวหาญในการคิดและตัดสินใจ

    นิโรธ ใจที่มั่นคง เด็ดขาด แกร่งกล้า ห้าวหาญในการตัดสินใจทำหรือไม่ทำสิ่งใดๆ ใจที่มีความยินดี เบิกบาน แจ่มใส ไร้ทุกข์

    มรรค ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 60 ที่ว่า “ใจที่เป็นสุข สุขที่สุดในโลก ใจที่เป้นทุกข์ ทุกข์ที่สุดในโลก” ข้อ 63 ที่ว่า “ยินดี พอใจ ไร้กังวล” และข้อที่ 74 ที่ว่า “ให้ตรวจดูว่าในชีวิตเรา ยังมีเรื่องที่เกิดขึ้นหรือเสียหายแล้ว ทำให้ใจเราเป็นทุกข์ได้ ถ้ามีอยู่แสดงว่า ยังมีกิเลส… เหตุแห่งทุกข์อยู่ ให้กำจัดความยึดมั่น ถือมั่นนั้นเสีย”

  14. พรทิพย์ ไทยเอียด

    ชื่อเรื่อง เรียนตามเพื่อนไม่ทันจึงทุกข์ใจ

    เหตุการณ์
    จากการที่เราสมัครเรียนกับสถาบันวิชชารามรวม 3หลักสูตร ได้แก่หลักสูตรแพทย์แผนไทยวิถีธรรมค้ำจุนโลก หลักสูตร อริยปัญญาตรี 7 ปี หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิทยาลัยชุมชน การดูแลสุขภาพวิถีธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หลักสูตร 1 ปี และหลักสูตรประกาศนียบัตร 6 เดือนไว้ ปัญหาเกิดขึ้นเพราะตัวเรามีภาระที่ต้องรับผิดชอบที่บ้านมากมายจนไม่มีเวลาว่าง อีกทั้งมีสมาชิกในบ้านที่เกิดอาการเจ็บป่วยให้เราต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากพ่อบ้านที่ประสบอุบัติเหตุ ลูก 2 คน และแม่ ที่ติดเชื้อโควิด ทำให้เราไม่ค่อยได้ติดตามข่าวคราวองหมู่กลุ่ม ไม่ได้เข้ากลุ่มหรือเข้าห้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เกิดความวิตก กังวล กลัวเรียนไม่รู้เรื่อง ตามเพื่อนไม่ทัน ประกอบกับเราใช้สื่อและเทคโนโลยีไม่ค่อยเป็นและไม่มีเวลาในการเรียนรู้เพิ่มเติม ครั้นจะขอความช่วยเหลือหรือโทรถามบุคคลอื่น ก็เกิดความเกรงใจเพราะเข้าใจว่าต่างคนต่างก็มีภาระรับผิดชอบงานหมู่กลุ่มอยู่กันหลายหน้าที่แล้ว จะมาเอาภาระตัวเราคนเดียว โดยทำให้เสียประโยชน์ที่สำคัญกว่าของหมู่ใหญ่ก็ไม่น่าจะเป็นการสมควร

    ทุกข์ สภาพจิตใจที่เครียด วิตกกังวล ทุกข์ใจ

    สมุทัย สมัครเรียนไว้แต่ไม่ได้เข้าเรียนตามงานและการบ้านไม่ทัน /ใช้สื่อและเทคโนโลยีไม่เก่งและไม่มีเวลาในการเรียนรู้

    นิโรธ เลิกเครียด เลิกกังวล ทำได้แค่ไหน เรียนรู้ได้ทันแค่ไหนเอาแค่นั้น จบหรือไม่จบหลักสูตร หรือจะจบเมื่อไหร่ ใจก็ไร้ทุกข์ ไม่เครียด ไม่กังวลต่อไป

    มรรค ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 76 ที่ว่า “ความสำเร็จของงาน ไม่ใช่ ความสำเร็จของงาน ความสำเร็จของใจ คือความสำเร็จของงาน ใจที่ไร้ทุกข์ ใจที่ยินดี ใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า งานจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เมื่อเราได้พยายามทำเต็มที่แล้ว เพราะเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง” และข้อที่ 78 ที่ว่า .ความสมบูรณ์หรือความสำเร็จของกิจกรรมการงาน คือความลวง ลวงให้ยึด ลวงให้ทุกข์ ส่วนความสำเร็จของใจที่พ้นทุกข์ พ้นความยึดมั่นถือมั่น คือความจริง”

    สรุป หลังจากที่ได้อ่านบททบทวนธรรมนี้แล้วได้นำมาพิจารณาเหตุแห่งทุกข์ที่เกิดที่ใจ ทำให้สามารถผ่อนคลายความวิตกกังวล ลดอาการทุกข์ใจลงได้ในที่สุด

  15. พรทิพย์ ไทยเอียด

    ชื่อเรื่อง เพราะกดข่มจึงอมทุกข์

    เหตุการณ์
    ด้วยก่อนหน้านี้เราเคยมีปัญหากับพ่อบ้านแล้วเราเลือกที่จะเป็นฝ่ายยอมขอโทษเขาโดยมีความตั้งใจที่จะ ชดใช้วิบากระหว่างเราและเขาให้หมดไป แต่เมื่อกลับมาอยู่ด้วยกันแล้วพ่อบ้านเขายังทำพฤติกรรมที่เราไม่ชอบใจ ไม่ได้ดั่งใจตามที่เราคาดหวัง เช่น เราหวังอยากให้เขาเลิกสูบบุหรี่ เลิกกินเหล้า เลิกติดเพื่อน แล้วหันมาให้ความสำคัญกับครอบครัวบ้าง ปรากฏว่าเขาก็ยังคงมีพฤติกรรมแบบเดิม จึงสร้างความรู้สึกขุ่นใจ ชิงชัง รังเกียจในพฤติกรรมไม่ดีของเขาให้เราทุกข์อยู่เสมอๆ พอเรามาพิจรณาทีหลังถึงรู้ว่าที่เรายอมเขาไปในตอนแรกนั้น เป็นเพราะเรากดข่ม เรายังทำใจยอมรับในพฤติกรรมไม่ดีทั้งหลายของพ่อบ้านยังได้ไม่หมดเลย

    ทุกข์ อาการขุ่นใจ อาการหมองใจ ชิงชังรังเกียจในพฤติกรรมของพ่อบ้าน

    สมุทัย อยากได้สิ่งดี อยากให้พ่อบ้านทำตามที่เราคาดหวัง พอไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เราจึงทุกข์ใจ

    นิโรธ หยุดคาดหวัง หยุดอยากได้ดีในพฤติกรรมที่เขาไม่ได้ให้ ไม่เป็นขโมยและไม่เป็นลูกหนี้ที่หนีหนี้

    มรรค ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 8 ที่ว่า “สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมาไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา”
    ข้อที่ 10 “เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเราไม่มีอะไรบังเอิญทุกอย่างยุติธรรมเสมอเพราะเราเคยทำเช่นนั้นมามากกว่านั้นเมื่อได้รับแล้วก็หมดไปเราก็จะโชคดีขึ้น”
    ข้อที่ 12 “ วิบากกรรมมีจริงทำอะไร ได้ผลอะไรก็เกิดจากการกระทำของเราเองทั้งหมดเจอเรื่องดีเพราะทำดีมาเจอเรื่องไม่ดีเพราะทำไม่ดีมาทั้งในปัจจุบันและอดีตสังเคราะห์กันอย่างละ 1 ส่วน”
    ข้อที่ 72 “ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทุกข์ใจความทุกข์ใจไม่ได้แก้ปัญหามีแต่เพิ่มปัญหาสุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดับไปจะทุกข์ใจไปทำไมเบิกบานแจ่มใสดีกว่า”
    ข้อที่ 73 “เมื่อเรามุ่งหมายและพยายามหยุดชั่วมุ่งหมายให้เกิดดีและพยายามทำดีอย่างเต็มที่แล้วยอมหรือกล้าให้เกิดสิ่งเลวร้ายสุดๆทุกเรื่องให้ได้ชีวิตก็ไม่มีอะไรทุกข์ใจ”

    สรุป หลังจากมีการพิจารณาบททบทวนธรรมบ่อยๆซ้ำไปมาหลายๆครั้ง ทำให้อาการขุ่นใจ ทุกข์ใจทั้งหมด ค่อยๆคลายลงและ หายไปได้ในที่สุด

  16. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    อริยสัจสี่ วันศุกร์ที่ 22|04|2565

    เรื่อง โดนทากเกาะ

    เหตุการณ์ วันนี้ตอนเช้าเพื่อนๆที่ภูผาฟ้าน้ำโดนทากเกาะกัน ท่านนึงโดนเกาะ 4 ตัว อีกท่านนึงโดนเกาะ 8 ตัว เราเห็นเขามีเลือดไหลออกเยอะมากที่ขาก็ไปดูกับเขา พอตอนเย็นขึ้นไปทำแปลงเกษตรกรรมก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอมาอาบน้ำ เห็นมีอะไรดำๆอยู่ที่หน้าขา มันเหมือนเป็นก้อนอะไร หลังจากนั้นจิตแวบไปคิดว่านี่คือทาก ก็ร้องขึ้นมา ตกใจกลัว และเอาเสื้อดึงออก เขาเกาะแน่นมาก ต้องดึงอย่างแรงถึง 2 ครั้งจึงออก หลังจากดึงเขาออก เลือดไหลออกไม่หยุด ใช้ดาวดอยขยี้ และโป๊ะไว้ เลือดจึงค่อยๆหยุด

    ทุกข์ ชังเมื่อโดนทากเกาะ

    สมุทัย ชอบเมื่อไม่โดนทากเกาะ

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังเมื่อทากจะเกาะหรือไม่เกาะ

    มรรค ตอนแรกเมื่อโดนทากเกาะก็รู้สึก ทุกข์ เศร้า ขยะแขยง แต่เมื่อระลึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์ที่ว่า เอาประโยชน์ให้ได้ทุกสถานการณ์ ว่าร้ายหมดอีกแล้วเรา เมื่อเรามีวิบากต้องโดน ได้รับแล้วก็หมดไป และตั้งจิตสำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม จะตั้งจิตหยุดสิ่งไม่ดีจะทำแต่สิ่งที่ดีช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น จิตใจก็คลายความทุกข์ เศร้า ลง

    สรุป องค์พระพุทธเจ้า และท่านอาจารย์หมอเขียว ได้สอนไว้ว่า โลกนี้ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างยุติธรรมเสมอ ถ้าเรามีวิบากอะไรเราก็จะได้รับสิ่งนั้น รับแล้วหมดไป จะมีสิ่งดีเพิ่มขึ้น

  17. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    อริยสัจสี่ วันจันทร์ ที่ 25|04|2565

    เรื่อง กิเลสโต

    เหตุการณ์ ตอนที่มาอยู่ภูผาได้ 3,4 เดือนแรก เรากำจัดกิเลสได้มากกว่าตอนนี้ ตอนนี้รู้สึกว่า กิเลสโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมากจนรู้สึกทุกข์มาก เคยกินข้าววันละมื้อได้ และเห็นกิเลสชัด และสามารถ ลด ละ เลิก ล้างกิเลสได้ดี แต่หลังจากที่ไปเพ่งโทษผู้อื่น หรือหมิ่นผู้อื่น หลังจากนั้นก็ต้องป่วยเลยต้องมากิน 2 มื้อ และก็กลับมากิน วันละมื้อเดียวอีก และก็ป่วยต้องกลับไปกิน 2 มื้ออีก ตอนนี้จะเริ่มมากินมื้อเดียว แต่กิเลสเขายังไม่ยอม ทั้งๆที่มื้อที่ 2 เราก็ไม่รู้สึกหิว แต่กิเลสเขาก็ยังหรอกเราว่าเดี๋ยวหิว เดี๋ยวไม่มีแรงทำงาน เดี๋ยวผอม และกิเลสก็แตกตัวไปมาก บางครั้งร่างกายอ่อนแอมาก เหนื่อยและเพลีย นอนไม่อยากตื่นเลย ทำงานก็ไม่ค่อยไหว ตอนที่มีอาการเหล่านี้ พุทธะ ก็บอกว่า พรุ่งนี้ต้องกินข้าวต้มกับเกลือกับผักลวก และจะไม่กินของหวานและผลไม้หวาน แต่พอลงมาเจอผัสสะ ก็เหมือนเดิมสู้กิเลสไม่ไหว จนรผู้สึกทุกข์มาก

    ทุกข์ ชังที่กิเลสโต

    สมุทัย ชอบที่กิเลสไม่โต

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังเมื่อกิเลสจะโตหรือไม่โต

    มรรค เรารู้ว่ากิเลสโต แต่เรายังไม่มีความกล้าที่จะชำระกิเลส และไม่มีปัญญาชำระกิเลส เราเลยรู้สึกทุกข์ เราได้ฟังธรรมะจากอาจารย์ท่านสอนว่า อย่าใจร้อน อย่าทำทุกข์ทับถมตัวเอง อย่าอยากได้เกินกว่าที่เป็นไปได้จริง ค่อยๆทำไปที่ละเรื่องๆ เราได้ฟังแล้วเราก็คลายทุกข์ลงไปได้เยอะ และเราตั้งใจอ่านเวทนาในใจให้ออก และชำระกิเลสไปเป็นลำดับๆ พรุ่งนี้เราจะตั้งศีลไม่กินของหวาน

    สรุป ถ้าเราปล่อยให้เกิเลสโต และแตกตัวขึ้นแล้วยากที่จะกำจัดเขา เราต้องเริ่มอ่านเวทนาในใจให้ออกและชำระกิเลสไปเป็นลำดับๆ เพราะพระพุทธเจ้า และท่านอาจารย์หมอเขียว ได้สอนว่าถ้าชำระกิเลสได้จะสุขมาก เราอยากจะเข้าถึงสุขนั้น

Comments are closed.