พุทธะชนะทุกข์ : ภาคกลาง (เมษายน 2565) [4]

นักศึกษาวิชชารามและจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ร่วมบันทึกเรื่องราวจากชีวิตจริงของตนเองที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือคำสอนของครูบาอาจารย์ …อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โจทย์ พุทธะชนะทุกข์

!สำหรับนักศึกษาสังกัดภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก

นักศึกษาพิมพ์เรื่องราวหรือคัดลอกข้อมูลส่งในส่วนแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

4 thoughts on “พุทธะชนะทุกข์ : ภาคกลาง (เมษายน 2565) [4]”

  1. วิภาวัลย์ ถนัดธรรมกุล

    ชื่อ นามสกุล (ชื่อทางธรรม)
    น.ส.วิภาวัลย์ ถนัดธรรมกุล ประณีตบุญ (หมวย)
    จิตอาสาสังกัด ภาคกลาง สวนป่านาบุญ 3 จังหวัดปทุมธานี
    หมวด สุขภาพกายใจ
    เรื่อง สุขภาพดีขึ้นด้วยยา 9 เม็ด
    คำสำคัญ สุขภาพดีด้วยยา 9 เม็ด /น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น/น้ำหนักลด
    คำสำคัญ ไม่รู้จะยึดหลักธรรมอะไร/ ยา 9 เม็ด /สถานการณ์เป็นเหตุ

    หมวยได้เข้าอบรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมครั้งแรก เดือนกันยายน2554 เพราะต้องการศึกษาธรรมะ ข้อธรรม (กายในกาย จิตในจิต) ส่วนทางด้านสุขภาพ หมวยมีหลายโรค ความดันสูง ไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ โรคอ้วน เครียด มะเร็งมดลูก และช่วงที่มาเข้าค่ายยังมีอาการของโรคต่างๆอยู่
    ผลจากการเข้าค่าย7วันในครั้งนั้น
    สิ่งที่ได้ คือ จิตใจที่สงบ กายที่เป็นปกติ ไม่มึนหัว ตัวเบา น้ำหนักลดลง 3 กิโลกรัม สิ่งสำคัญหมวยหยุดการทานยาทั้งหมดที่เคย ทาน ไม่ใช้ยาในการรักษาโรคจวบจนปัจจุบัน
    สิ่งที่ได้ในค่ายคือได้ทำน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นในค่าย (พี่แดงท่านอยู่งามวงศ์วาน) ท่านขาดคนช่วย ท่านจึงเปิดโอกาสให้ได้ฝึกฝน ได้เรียนรู้จนจบตลอดค่าย และได้เรียนรู้การทำอาหารปรับสมดุลในค่ายจากจิตอาสารุ่นพี่ ตลอดค่ายได้แต่ช่วยทำงานสองฐานทั้งวัน ในขณะนั้นรู้สึกแปลกใจมากเพียงแค่ดื่มน้ำสมุนไพร ทานอาหารพืช จืด สบาย ผลที่ได้รับคือ ทำให้เบาตัว คล่องตัวไม่เหนื่อยง่ายเช่นเดิม (เดิม น.น. 75กิโลกรัม ปัจจุบัน 60-63 กิโลกรัม) และได้ฟังธรรมท่านอาจารย์ (หมอเขียว) ในเวลากลางคืน และสิ่งเหล่านี้เองที่เปลี่ยนแปลงหมวยมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อการปฏิบัติทำให้ได้ผลดีจึงได้ปฏิบัติเป็นปกติจนถึงปัจจุบัน
    จากวันนั้นจนวันนี้หมวยไม่ต้องเข้า โรงพยาบาลหาหมอ ไม่ต้องกินยา เป็นคนที่หลายท่านบอกว่า(หมวย)แข็งแรงดีมากเพียงแค่เรื่องอาหารที่ถูกสมดุลร้อนเย็น กินตามลำดับ กินตาม สภาพร่างกาย และสภาพอากาศ
    ในการเรียนรู้ยา9เม็ด ช่วงแรกๆ หมวยเน้นยาเม็ดที่1-7(มีฤทธิ์เพียง30%)และเม็ด 8 (ยาเม็ดเลิศ)จากผลทางด้านสุขภาพที่ดีขึ้นได้ฝึกฝนมาตลอดในการพัฒนาคุณภาพน้ำสมุนไพรและอาหาร ในการลองถูกลองผิดโดยใช้ตนเองเป็นเครื่องมือ เรียนรู้จนมั่นใจและแบ่งปันออกไปสู่เพื่อนๆ ส่วนยาเม็ดที่ 8 ซึ่งเป็นยาเม็ดเลิศทำให้ใจสงบ ใจสบาย ไม่ค่อยทุกข์ใจดั่งก่อน แต่ยังไม่เข้าใจหลักในการวางดี วางความยึด วางกิเลส ความอยากทั้งปวง คิดว่าต้องได้ดั่งใจหมายแล้วจะสุขใจ ถ้าไม่ได้จะทุกข์ใจ เพราะอยากก็ทุกข์ใจ จนหมดอยากก็หมดทุกข์ จนทุกข์หายเอง แต่ระยะหนึ่งก็ต้องรับทุกข์ทรมานใจ เริ่มค่อยๆเรียนรู้แต่ก็ยังมีอยาก มีทุกข์อยู่บางครั้งบางคราว
    สิ่งที่ได้เรียนรู้จากค่ายนี้
    1 ได้เรียนรู้ยา9เม็ดที่ถูกตรงไม่ใช่เพราะการบอกต่อสอน ดั่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า อย่าเชื่อเพราะเราคถาคตกล่าว อย่าเชื่อเพราะเคยได้ยินมา แต่จงเชื่อเพราะได้ปฏิบัติจริง
    2 จากการฝึกฝนเรียนรู้ปฏิบัติ ได้สมัครเป็นจิตอาสาในปี พ ศ 2555และได้รัยเมตตาจากท่านอาจารย์ให้เป็น1ใน9 ฐานภาคกลางบางมด (ในอดีต) ได้ร่วมบำเพ็ญกับท่านอาจารย์ในกลุ่มซับขวัญช่วง ปื 2554 (ปีน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทย) ได้รับความรู้จากการบำเพ็ญช่วยเหลือผู้อื่น ผลที่ได้รับคือความสุขใจ และจากการได้ไปร่วมบำเพ็ญช่วยงานค่ายทำให้ได้ทบทวนองค์ความรู้ได้เห็นกิเลส ได้ล้างกิเลส ได้เรียนรู้เหลี่ยมมุมของกิเลส ในการอยากที่จะเอาให้ได้ ทำให้มีปัญญาในการดับทุกข์มีสติมากขึ้น สิ่งสำคัญได้เรียนรู้ หลักที่จะยึดตามสัตบุรุษที่ถูกตรง ที่พาพ้นทุกข์ได้จริง จากท่านอาจารย์หมอเขียว
    บทความนี้เขียนวันที่ 27 มีนาคม 2565
    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ
    วิภาวัลย์ ถนัดธรรมกุล อายุ 67 ปี
    ร่างกายสุขภาพแข็งแรง มีครอบครัว มีบุตรสาว1คน ทำงานอยู่ต่างประเทศ
    เข้าค่ายครั้งแรกปี2554 ด้วยเหตุผล ศึกษาธรรมะและเรียนรู้แพทย์ทางเลือกเพื่อดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว
    ปัจจุบันเป็นจิตอาสา สังกัดภาดกลาง สวนป่านาบุญ3 จังหวัดปทุมธานี

  2. จิราวรรณ ดาโรจน์

    จิราวรรณ ดาโรจน์ (หน่อง) / ชื่อทางธรรม เย็นไพรศีล
    สังกัด ภาคกลาง สวนป่านาบุญ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี
    หมวด เหตุการณ์ต่างๆ
    เรื่อง ชังคำตำหนิของอาจารย์วิชาภาษาอังกฤษ
    คำสำคัญ ; ชังคำตำหนิ, เพ่งโทษ, ถือสา, วิบาก

    เทอมแรกของการเรียนป.เอก มีเรียนวิชาภาษาอังกฤษ อาจารย์สั่งงานให้เขียนบทความภาษาอังกฤษคนละ 1 ชิ้นงาน โดยกำหนดรูปแบบและหัวข้อเรื่องมาให้ เราทำของตัวเองเสร็จแล้ว มีเพื่อนท่านหนึ่งท่านไม่ถนัดภาษาอังกฤษและคิดว่าคงทำไม่ทันแน่ๆ เราจึงช่วยเขียนบทความให้เพื่อนไปประมาณ 60 % เพื่อท่านไปทำต่อได้ แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องนำเสนอ ปรากฎว่างานของเราถูกติโน่นนี่มากพอสมควรเพราะสไลด์ที่นำเสนอไม่ถูกใจอาจารย์ นั่นเพราะวิบากร้ายของเราเอง และในช่วงใกล้จะจบการนำเสนอ อาจารย์มีการเพิ่มเติมในบางข้อ โดยมิได้สั่งไว้ก่อน เราจึงไม่ได้ทำเพิ่มตามที่ท่านต้องการ พอได้ชี้แจงกับอาจารย์ไปแล้วว่าท่านไม่ได้สั่ง ท่านไม่ยอมรับ แต่กลับใช้อารมณ์เหวี่ยงกลับมา จากนั้นเราก็ถูกท่านตำหนิอย่างมากมาย นิสิตทุกคนรับทราบอารมณ์ที่กำลังร้อนของท่าน จึงไม่มีใครกล้าแย้งว่าท่านไม่ได้สั่ง บางท่านรีบแก้งานก่อนที่จะนำเสนอเป็นรายต่อไป ส่วนท่านที่ปรับงานไม่ทัน อาจารย์ก็ไม่ได้ว่าอะไรมาก นี่เป็นวิบากของเราแท้ๆ แต่ตอนอยู่ในชั้นเรียน มีความไม่ชอบใจเล็กๆเกิดขึ้น ได้สมถะกดข่มเอาไว้ก่อน ไม่มีอาการแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางใดๆ และได้ขอโทษอาจารย์โดยบอกว่าเราคงเข้าใจผิด ยอมรับผิด
    พอมาถึงคราวที่เพื่อนคนที่เราช่วยเขียนงานให้บางส่วน ได้นำเสนอบทความนั้น ปรากฏว่าอาจารย์ชื่นชมว่าเขียนดี ทำดี เราเกิดอาการน้อยใจแกมชังลีลาอาจารย์นิดๆ อะไรเนี่ย! เราก็มีส่วนร่วมในการเขียน แต่ตอนเรานำเสนอของเราโดนตำหนิยับ อาจารย์ไม่ได้เกลียดอะไรเราเป็นพิเศษหรอก ท่านเมตตาทุกคนเท่ากัน แต่นี่คือวิบากร้ายของเราที่เราต้องรับ ยินดีรับ เต็มใจรับ คนอื่นไม่โดน โดนแต่เรา มันเป็นอะไรไม่ได้ นอกจากวิบากร้ายของเรา โชคดีที่ได้มีโอกาสเห็นกิเลส ได้ล้างกิเลส ตัวเพ่งโทษถือสาที่ยังมีหลงเหลือ เมื่อถูกกระแทกแรงๆหลายครั้ง
    เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เราได้ล้างกิเลสตัวเพ่งโทษถือสา คนที่มาตำหนิเรา ด้วยการยินดีรับ เต็มใจรับ คิดว่านี่คือวิบากร้ายของเรา รับแล้วก็ทะยอยหมดไป และได้รู้ว่า ถ้าตำหนิครั้งเดียวยังรับไหว ต้องเพิ่มเป็นหลายๆครั้งเพื่อให้ได้มีโอกาสเห็นกิเลสชัดๆ ว่าหวั่นไหวแค่ไหน ยังเก็บอาการได้หรือไม่ เมื่อยินดีรับ ทุกข์หายฉับพลัน จิตใจก็เบิกบานจากการล้างตัวเพ่งโทษถือสาตัวนี้คิดว่าเป็นวิบากดีอันหนึ่งที่ทำให้เราสามารถสอบผ่าน MCU- GET (การทดสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย) ได้ด้วยคะแนนเฉลี่ยเกินเกณฑ์เพียง 1 % แบบเฉียดฉิวจริงๆ

    ___________________________________
    บทความนี้เขียนขึ้นวันที่ 31 มีนาคม 2565
    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ
    จิราวรรณ ดาโรจน์ อายุ 57 ปี สถานภาพ สมรส
    สุขภาพร่างกาย แข็งแรง
    เข้าค่ายครั้งแรก 2555 ด้วยเหตุผล สนใจแพทย์ทางเลือกเพื่อรักษาตัวเอง
    ปัจจุบันเป็นจิตอาสา สังกัดภาคกลาง สวนป่านาบุญ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี
    การศึกษา ป.ตรี เภสัชศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยมหิดล
    ป.โท MBA จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(NIDA)
    กำลังศึกษา ป.เอก พุทธศาสตร์ สาขาพระไตรปิฎก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
    และ กำลังศึกษาอริยปัญญาตรี สถาบันวิชชาราม

  3. สมทรง นาคแสงทอง

    ชื่อ สมทรง นาคแสงทอง (ติ๋ม) (ชื่อทางธรรม พ้นทุกข์)
    สังกัด ภาคกลาง สวนป่านาบุญ 3 จังหวัด ปทุมธานี
    หมวดจิตใจ
    เรื่อง ตัดสินใจเริ่ม เลิกกินสัตว์ใหญ่
    คำสำคัญ อาหาร/ตัดสินใจ/ความละอายเกรงกลัวต่อบาป/เลิกกินเนื้อสัตว์

    เนื้อหาคือเคยขาบวม
    ถึงบวมมากสังเกตตอนขาบวมใหญ่ขึ้นถึง 3 ครั้ง 3 ครา เลยนึกขึ้นได้ว่า ต้องเกิดจากการกินอาหารที่เป็นบาปแน่เลย ใต้จิตสำนึกจึงเห็นโทษจากการกินเนื้อสัตว์ใหญ่เช่นเนื้อวัว เป็นต้น เห็นโทษจากการกินสัตว์ใหญ่ทันที จึงยอมรับบาป รับโทษที่ทำมาโดยสัจจะ

    ต่อมาตัดสินใจในทันทีที่นึกได้ ณ. ขณะนั้นว่า เราควรเลิกกินสัตว์เถอะ เป็นบาปมากนะ ตัดสินใจเด็ดขาดตอนนั้นเลย เรื่องเนื้อวัว ไม่กินอีกเลย แล้วขาบวมมากๆแทบทนไม่ไหวก็ค่อยๆหายไป และหายบวมได้ในที่สุด

    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็คิดดีไม่กินสัตว์ใหญ่และลด ละ เลิก มาตามลำดับ พูดดี
    ด้วยการตั้งใจบอกกล่าวผู้ใกล้ชิดเช่นคุณแม่ ณ. เวลานั้น
    แม่ก็ได้กลิ่นเหม็นเนื้อสัตว์เช่นกัน แม่ก็ละ ลด ไม่กินสัตว์ใหญ่ เช่นกัน เพราะแม่เดินผ่านร้านขายเนื้อวัวแม่ก็เหม็นแล้ว
    ผู้เขียนปกติเป็นคนกลัวบาปกรรม ที่ผู้ใหญ่พูดสั่งสอนอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าทำอะไรพลาดไป แม้เล็กแม้น้อยผู้ใหญ่ก็จะคอยบอกว่าระวังบาปกรรมมีจริงนะ ผู้เขียนจึงมีความเกรงกลัวต่อบาปมาตั้งแต่เล็ก จึงค่อนข้างเป็นเด็กไม่ดื้อขยัน เชื่อฟังผู้ใหญ่ ไม่เคยโดนตี นี้คือ เหตุการณ์ของจิตใจเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะทำอะไร จิตใจมาก่อนเลยค่ะ นี้คือที่มาจากการเริ่มต้นจากการละ ลด เลิก ตลอดมาตามลำดับ

    เมื่อได้มาพบแพทย์วิถีธรรมก็เลยไม่ยาก เรื่องการกินสบายๆ กินผักก็ได้ กินข้าวกับผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เมื่อ สิบกว่าปีที่แล้ว ในขณะที่ตอนนั้น ยังกินไข่อยู่เพราะเข้าใจว่าไข่ไม่ใช่เนื้อ

    สรุปสาระท้ายนี้ ผู้เขียนขอจบเรื่องราว
    ที่น่าสนใจไว้เพียงแค่นี้ก่อนนะคะ ขอความสุขกาย สุขใจ ได้ถึงท่านผู้อ่าน ผู้ติดตาม
    หากผิดพลาดประการใดหรือคำพูดที่ผู้เขียนสื่อสารออกไปไม่เหมาะสม ก็ขอน้อมรับคำติชมเพื่อเป็นครูต่อไป สาธุค่ะ
    ___________________________________
    บทความนี้เขียนขึ้นวันที่ 3 เมษายน 2565
    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ
    ชื่อ สมทรง นาคแสงทอง อายุ 67 ปี
    สถานภาพ ไม่ได้สมรสแยกกันอยู่
    สุขภาพแข็งแรง
    เข้าค่ายครั้งแรก พ.ศ.2555
    ปัจจุบันเป็นจิตอาสา สังกัดภาคกลาง สวนป่านาบุญ 3 จังหวัด ปทุมธานี

  4. อรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ

    ชื่อ นวลนภา ยุคันตพรพงษ์
    ( จิ๋ว ) เย็นน้อมพุทธ กล้าจน
    สังกัดภาคกลาง สวนป่านาบุญ 3
    จังหวัดปทุมธานี
    หมวด: เหตุการณ์อื่นๆ
    เรื่อง : ออกจากข้องได้ด้วยการเลิกกินเนื้อสัตว์
    คำสำคัญ : อาหารเนื้อสัตว์, เจ็บป่วย, ตั้งศีล

    การถูกปลูกฝังว่าเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก 5 หมู่ทำให้กินเนื้อสัตว์มาตั้งแต่เด็กเป็นอาหารที่สืบทอดกันมาตั้งแต่วัย 3 ขวบเท่าที่จำความได้หลงเสพอาหารเนื้อสัตว์ที่มีอยู่ทุกมื้ออาหารโดยที่บางมื้อแทบจะไม่มีผัก ทำให้ไม่กินผักจนเคยชินจนก่อให้เกิดเป็นสาเหตุหลักต่อระบบขับถ่ายมีอาการท้องผูกจนเป็นริดสีดวงขยายวงใหญ่จนเป็นเรื้อรังเป็นสมบัติส่วนตัว และอาจสืบเนืองเพิ่มก้อนเนื้อร้ายจากการที่ร่างกายไม่ได้ระบายพิษไม่ขับถ่ายมากกว่า 1 สัปดาห์ หรือบางครั้งเป็นเดือนก่อให้เกิดโรคภัยเรื้อรังจนต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

    จึงเป็นผู้ที่เจ็บป่วยหลายโรคตั้งแต่เด็กที่เป็นทั้งโรคภูมิแพ้ผิวหนัง, ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ, ท้องผูก, น้ำเหลืองเสียเกิดการปะทุตามผิวหนัง, เป็นหวัดปวดหัวตัวร้อนเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำแก้ไขอาการที่ปลายเหตุด้วยการกินยาและยังคงมีพฤติกรรมเดิมๆกินอาหารเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ตั้งแต่เด็กจนเข้าสู่วัยครึ่งร้อยจึงจะมีโอกาสเข้าค่ายสุขภาพที่โรงเรียนผู้นำกลางปี2558 แม้ว่าจะทานอาหารมังสวิรัติที่ยังมีไข่นมและปลา ที่ถูกปลูกฝังว่าควรทานปลากรอบเพื่อเสริมแคลเซียมบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

    แต่เปลี่ยนความคิดเมื่อดูคลิปชีวิตร่ำไห้ จากการเข้าค่ายสุขภาพครั้งแรกเลิกการกินปลาไข่และนมได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากความละอายและเกรงกลัวต่อบาปอย่างแรงกล้าจึงเลิกกินอาหารที่มีส่วนประกอบดังกล่าวได้ไม่ยากไม่ลำบาก ผลพลอยได้คือได้เลิกเสพขนมปัง เบเกอรี่ ไอศกรีมของโปรดที่มีทั้งนมและไข่ทำให้เป็นการดูแลสุขภาพที่ต้นเหตุของการเจ็บป่วยดังที่กล่าวรวมทั้งการกินยาแก้ปวดตามข้อกระดูกต่างๆที่มาจากการออกกำลังกายเกินพอดีจนติดการกินยาคลายเส้นกล้ามเนื้อแต่ยังใช้ชีวิตเดิมเสพอาหารอร่อยรสจัดและขนม นม เนยแม้ไม่กินเนื้อสัตว์ แก้ไขปัญหาอาการเจ็บป่วยด้วยยาเป็นกำมือ จนเกิดผลของหน้าบวมเป็นพระจันทร์จากการกินยาสเตียรอยด์หลายปี

    ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงจังตั้งศีลไม่กินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ไข่ นม น้ำผึ้ง รังนกที่ไม่เบียดเบียนสัตว์ จึงได้อานิสงส์ อาการเจ็บป่วยทางกายดีขึ้นตามลำดับ ประกอบการลาออกจากงานวงการอุตสาหกรรมเข้ามาเป็นจิตอาสาประจำที่สวนป่านาบุญ 3 ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 ผลจากการตั้งศีลกินมื้อเดียวเมื่อเข้าค่ายพระไตรปิฎกแฟนพันธุ์แท้ตุลาคม พ.ศ. 2558 จึงลาออกจากงานได้อย่างง่ายดาย หลุดพ้นจากการกักขังที่ใช้ชีวิตเดิมแล้วเจ็บป่วย ไม่สามารถแก้ไขอาการเจ็บป่วยด้วยยาของแพทย์แผนปัจจุบันที่ไม่หายและเพิ่มผลข้างเคียง อาจเป็นสาเหตุของโรคร้ายอีกมากมายหลายโรคที่ผู้เขียนอาจเป็นเช่น มะเร็ง ไตวาย รูมาตอย SLEฯลฯ ถ้าผู้เขียนไม่เด็ดขาดลาออกจากงานมาฝึกฝนบำเพ็ญทั้งบุญ กุศล เป็นจิตอาสาประจำที่สวนป่านาบุญ 3 จนทุกวันนี้ เป็นเวลา 7 ปีเกือบ 8 ปี ที่พิสูจน์สัจจะอานิสงส์ของการไม่กินเนื้อสัตว์

    ดังที่พระพุทธเจ้าตรัส ใช้ ญาณ 7 พระโสดาบันข้อที่ 4 สำนึกผิดยอมรับผิดตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดีอันนั้นเมื่อตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดีอันนั้นหรือทั้งสิ่งที่ไม่ดีกิเลสอื่นๆที่เราและเลิกได้เมื่อชัดเจนคือ 1. เชื่อชัดเรื่องกรรมว่าใช่อย่างนี้จะทำให้มีบาปเบาบางลงได้และไม่โทษใครก็รู้ว่าเป็นวิบากของเราไม่โทษคนอื่น ไม่โกรธคนอื่นก็ล้างความโกรธได้ 2. มีกิเลสตัวไหนที่ชำระได้เหลืออยู่ว่าเป็นเหตุที่ทำให้เกิดวิบากร้ายต่อตนเองและผู้อื่นตลอดกาลจะเกิดเวลาอะไรนำปัญญาที่เฉลียวฉลาดเรื่องกิน มาชำระกิเลสความอยากความกลัวที่ไม่ได้ตามที่อยาก ณ.ปัจจุบัน และสื่อความกล้าที่จะไม่ได้ตามที่อยากก็ชำระกิเลส จะสลายไปตามลำดับในเรื่องของการเชื่อชัดเรื่องกรรมจะทำให้ชำระกิเลสได้มีฤทธิ์ยิ่งขึ้นดังที่พระพุทธเจ้าตรัสในมหาจัตตารีสกประสูติ สัมมาทิฏฐิ 10 ที่ถูกต้องถูกตรง 10 ข้อ ในข้อที่ 4 คือที่ทำดีทำชั่วมีอยู่เมื่อเชื่อชัดได้มากขึ้นก็จะทำให้ล้างกิเลสได้ เมื่อทำผิดศีลธรรมตามใจกิเลส ปัญหาจะทำให้สร้างวิบากร้ายทั้งหมดทั้งมวลได้ เมื่อชำระกิเลสก็จะรับวิบากร้ายทั้งหมดทั้งมวลได้ วิบากร้ายใหม่ทั้งหมดทั้งมวลไม่มีอีกเลยในเรื่องนั้นและยังเหนี่ยวนำคนอื่นให้ทำตาม

    ก็จะดูดสิ่งดีเพื่อสิ่งนั้นสิ่งร้ายจะทำให้ชำระกิเลสได้จริงเอาปัจจุบันที่มีกิเลสและกลัวอย่างไร เรื่องไหน ก็ชำระตัวนั้น ไม่ว่าจะเรื่องชั่ว เรื่องดี มีความกลัวแค่ไหน ประมาณการกระทำให้พอเหมาะของเรา ทั้งด้านร่างกาย เหตุการIณ์ใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ประมาณด้านเหตุการณ์ ร่างกาย เรื่องสมดุลร้อนเย็นทำให้ดี และชดใช้วิบากที่เคยพลาดทำมา ก็ไม่มีอะไรยากถ้ามีศีลกำกับให้เกิดปัญญาชำระกิเลสไม่เวียนกลับไปเสพสุขลวงอีกต่อไปอย่างยั่งยืนถาวรสุขกายสบายใจไร้กังวล เกิดสภาพขององค์คุณอุเบกขา 5 ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากด้วยความเพียรอย่างต่อเนื่องท่ามกลางหมู่มิตรดี สหายดีเป็นทั้งหมดทั้งสิ้น สู่มรรคมีองค์แปดทางพ้นทุกข์อย่างยั่งยืน ด้วยการลดละเลิกการไม่กินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์หลุดพ้นจากข้องของกิเลสได้จริงๆ พิสูจน์ด้วยตัวผู้เขียนเองที่พบเส้นทางวิมุตติหลุดพ้นอิสระจากชาติภพกิเลส

    บทความนี้เขียนขึ้นวันที่ 10 เมษายน 2565
    ประวัติโดยย่อ
    นวลนภา ยุคันตพรพงษ์ (จิ๋ว เย็นน้อมพุทธ) อายุ 57 ปี
    แข็งแรงดี สภานภาพโสด
    เข้าค่ายครั้งแรก 2558 ด้วยเหตุผลปวดตามข้อ
    ปัจจุบัน เป็นจิตอาสาประจำ สังกัดภาคกลาง สวนป่านาบุญ 3 จังหวัดปทุมธานี
    เป็นนักศึกษาสถาบันวิชชาราม
    หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี

Comments are closed.