พุทธะชนะทุกข์ : ภาคอื่น ๆ (มีนาคม 2565) [3]

นักศึกษาวิชชารามและจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ร่วมบันทึกเรื่องราวจากชีวิตจริงของตนเองที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือคำสอนของครูบาอาจารย์ …อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โจทย์ พุทธะชนะทุกข์

!สำหรับนักศึกษาสังกัดภาคอื่น ๆ คือ

  1. ภาคเหนือ สวนป่านาบุญ8 ชุมชนภูผาฟ้าน้ำ ฯลฯ
  2. ภาคอีสาน สวนป่านาบุญ1 สวนป่านาบุญ4
  3. ต่างประเทศ
  4. ฯลฯ

นักศึกษาพิมพ์เรื่องราวหรือคัดลอกข้อมูลส่งในส่วนแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

3 thoughts on “พุทธะชนะทุกข์ : ภาคอื่น ๆ (มีนาคม 2565) [3]”

  1. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    พุทธะชนะทุกข์
    ชื่อ นามสกุล (ชื่อทางธรรม)จิราภรณ์ ทองคู่ (น้ำไพรศีล)
    สังกัด ภาคเหนือ สวนป่านาบุญ 8 จังหวัดเชียงใหม่
    หมวด จิตใจ
    เรื่อง จุดเปลี่ยนที่ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเลิกกินอาหารจากสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิดตลอดชีวิต
    คำสำคัญ อาหารจากสัตว์/ชีวิตร่ำไห้/ตัดสินใจ/ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป

    “…ผู้ใดปรารถนาความสุขเพื่อตนด้วยการเข้าไปตั้งความทุกข์ไว้ในผู้อื่น ผู้นั้นระคนแล้วด้วยความเกี่ยวข้องด้วยเวร ย่อมไม่พ้นไปจากเวร…”

    เนื้อหาส่วนหนึ่งจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ คาถาธรรมบท ปกิณณกวรรคที่ ๒๑ ข้อ ๓๑

    …..

    จุดเริ่มต้นที่ทำให้ข้าพเจ้าคิดที่จะลด ละ เลิก การกินอาหารจากสัตว์ คือ การที่ข้าพเจ้าเจ็บป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ เดี๋ยวก็เป็นผื่นคันเดี๋ยวก็เป็นหวัด ต้องไปพบแพทย์แผนปัจจุบันบ่อย ๆ ได้ยามารับประทานและยาทาก็หายเป็นครั้งคราวหมดยาไม่นานก็เป็นอีก เมื่อประมาณเดือนกันยายน พ.ศ.2557 ข้าพเจ้าได้ไปร่วมงานที่อุทยานบุญนิยมและได้เข้าไปในซุ้มของแพทย์วิถีธรรมได้พบกับจิตอาสาและจะเล่าเรื่องราวให้ฟังท่านแนะนำว่าถ้าเป็นอย่างนี้น่าจะได้มีโอกาสเข้าค่ายที่จะมีขึ้นที่สีมาอโศก ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ข้าพเจ้าตัดสินใจไปทันที เนื่องจากเดือนตุลาคมเป็นเดือนที่ข้าพเจ้าปิดเทอม ข้าพเจ้าก็ถามจิตอาสาว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายไหมและต้องทำอย่างไรบ้าง ท่านตอบว่าไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เอาแต่เครื่องใช้ส่วนตัวและเอาใจไปก็พอแล้ว ที่นั่นไม่มีค่าใช้จ่ายนอกจากซื้อของใช้ส่วนตัวข้าพเจ้างงมากไม่เคยพบไม่เคยเห็นว่ามีของฟรีด้วยหรือ ครั้งนั้นมีค่ายประมาณ 7 วัน พอไปอยู่ค่ายและได้ทานอาหารตามหลักการแพทย์วิถีธรรมข้าพเจ้ามีอาการดีขึ้นภายในสามวันและยิ่งได้ดูคลิปวิดีโอเรื่อง”ชีวิตร่ำไห้”ทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจเลิกทานเนื้อสัตว์ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เมื่อกลับมาที่บ้านข้าพเจ้าไม่ยอมทานเนื้อสัตว์คนที่บ้านแปลกใจมากคิดว่าดิฉันบ้าไปแล้ว ถูกล้างสมองไปแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ไม่สะทกสะท้านอะไร ไม่เสียใจที่ถูกว่ากล่าวเช่นนั้น ได้ปฏิบัติตามคำสอนของครูบาอาจารย์ปรากฏว่าในที่สุดอาการป่วยต่างๆของข้าพเจ้าก็หายไป
    ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้ากินอาหารจากสัตว์มานั้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดใดก็ตาม ก่อนที่เขาจะมาเป็นอาหารให้กิน พวกเขาเหล่านั้นจะต้องเจอกับทั้งความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจมากมายยากเกินที่จินตนาการได้ ส่งผลให้ระดับของทั้งความเมตตากรุณา ความละอายและเกรงกลัวต่อบาปในจิตใจเพิ่มขึ้นมาอย่างมากและก็มากพอที่จะทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า

    “ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อจากนี้ไปไม่ว่าจะเหลือมากน้อยแค่ไหนก็ตามจะไม่ขอเบียดเบียนชีวิตของสัตว์ใดๆ เพื่อนำมาเป็นอาหารอีกต่อไป”

    และจากวันนั้นจนกระทั่งวันนี้ เวลาก็ผ่านไปได้เกือบ 9 ปีแล้ว ที่ไม่ได้กินอาหารจากสัตว์อีกเลย และคิดว่า การตัดสินใจในวันนั้นเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว

    ——————————
    บทความนี้เขียนขึ้นวันที่ 11 มีนาคม 2565
    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ
    จิราภรณ์ ทองคู่(น้ำไพรศีล) อายุ 67 ปี
    เป็นจิตอาสาประจำ สังกัดภาคเหนือ ภูผาฟ้าน้ำ สวนป่านาบุญ8 อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และเป็นนักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี (ชั้นปีที่6) โดยปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ภูผาฟ้าน้ำ จ.เชียงใหม่
    ได้รู้จักกับแพทย์วิถีธรรมและเข้าค่ายครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2557 ด้วยเหตุผล อยากเรียนรู้หลักยา 9 เม็ด เพื่อดูแลและรักษาร่างกายจากการป่วยเป็นภูมิแพ้รบบ โดยที่ปัจจุบันสุขภาพโดยภาพรวมแข็งแรงดี และจากการได้นำหลักยา 9 เม็ด มาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตก็ส่งผลให้ชีวิตในทุกมิติต่างก็เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

  2. อรวิภา กริฟฟิธส์

    พุทธะชนะทุกข์
    ชื่อ อรวิภา กริฟฟิธส์ อายู 53 ปี ชื่อเล่น อร ชื่อทางธรรม กล้าในธรรม กล้าจน
    สังกัด ภาคสวนป่านาบุญ 6 ต่างประเทศ ประเทศออสเตรเลีย
    หมวด จิตใจ
    เรื่อง การตั้งศีลเลิกรับประทานเนื้อสัตว์
    คำสำคัญ เนื้อสัตว์/วิบากร้าย/ศีล 5 /พึ่งตน/พ้นทุกข์
    เมื่อข้าพเจ้าได้พบสัตบุรุษ หมู่มิตรดีและเรียนรู้ตามหลักแพทย์วิถีธรรม ได้ฟังธรรมะของอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน เรื่องการตั้งศีล ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าเป็นชาวพุทธก็ถือศีล 5 อยู่แล้ว แต่วันนั้น เมื่อฟังอาจารย์บรรยายจบ ข้าพเจ้าเห็นว่าการข้าพเจ้ายังเบียดเบียนตนเอง คนอื่น สัตว์อื่นอยู่ ซึ่งการเบียดเบียนทำให้มีโรคมากและมีวิบากร้าย เกิดความรู้ใหม่ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าควรตั้งศีลเลิกการรับประทานเนื้อสัตว์
    ข้าพเจ้าไม่ได้รับประทานสัตว์ใหญ่แล้วในตอนนั้น ข้าพเจ้ามีความคิดอยู่เสมอว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ปลอดภัย เพราะมีสารเคมีสูง แต่ยังเหลือปลาและไข่ เพราะข้าพเจ้าคิดว่ายังต้องการโปรตีนอยู่ เพราะเราไม่มีข้อมูลที่ถูกตรง แต่เมื่อได้เรียนรู้สมดุลร้อนเย็น และกลไกการเกิดการหายของโรค ชัดเจนว่าโรคเกิดจากความไม่สมดุลร้อนเย็นและวิบากร้าย
    เมื่อข้าพเจ้าชัดเจนแล้วว่าจะเลิกรับประทานเนื้อสัตว์ และตั้งศีลมาเลิกเสีย ปรากฏว่าเกิดกิเลสเสียดายของ เพราะข้าพเจ้าซื้อปลาแช่ขังไว้ กักตุนไว้มากอยู่ เลยคิดว่าจะยังไม่เลิกจะรอให้อาหารที่เรากักตุนไว้หมดก่อน แต่ความรู้สึกว่าลึก ๆ ข้าพเจ้าก็ไม่อยากรับประทานเนื้อสัตว์อีกต่อไปแล้ว คิดว่าเราควรเอาอาหารนี้ไปให้คนอื่น ที่เขายังรับประทานเนื้อสัตว์อยู่ แต่ก็โดนกิเลสหลอกอีกว่า เราจะไปส่งเสริมกิเลสคนอื่นเขาหรือเปล่า เกิดความลังเลสงสัยอยู่ ยังโง่อยู่
    ธรรมะจัดสรรมีพลังที่มองไม่เห็นสร้างสิ่งที่มองเห็น และสิ่งที่เป็นอยู่ทุกอย่างเกิดจากพลังวิบากดีร้าย จากอดีตและปัจจุบันสังเคราะห์กันอย่างละ 1 ส่วน ในขณะที่ข้าพเจ้าตัดสินใจไม่ได้ มีความลังเลสงสัย กิเลสก็หลอกข้าพเจ้าได้อยู่ ด้วยพลังความดีคิดอยากเลิกรับประทานเนื้อสัตว์ ข้าพเจ้าบุญถึงรอบ วิบากดีของข้าพเจ้าได้ส่งมาตาลีเทพสารถีมาเตือน
    มาตาลีเทพสารถีคือ สิ่งเตือนสิ่งบอกว่าอะไรเป็นกิเลสเป็นโทษ ให้ลดละเลิก อะไรเป็นบุญกุศล เป็นประโยชน์ให้เข้าถึง อะไรเป็นโทษให้เว้นเสีย แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น คือตู้แช่แข็งของข้าพเจ้าเสียไม่ทำงาน ข้าพเจ้าไม่ได้เสียใจเลยตอนนั้น รู้สึกดีใจ ข้าพเจ้าเข้าใจทันทีเลยว่า ข้าพเจ้าจะเอาประโยชน์จากเหตุการณ์นี้อย่างไร ข้าพเจ้าบอกกับพ่อบ้านว่าไม่ต้องซื้อตู้เย็นใหม่ มันถึงเวลาแล้วที่ข้าพเจ้าจะเลิกการรับประทานเนื้อสัตว์ มาตาลีเทพสารถีมาช่วยให้ข้าพเจ้าตัดสินใจ ข้าพเจ้าจึงได้นำเนื้อสัตว์แช่แข็งต่าง ๆ ไปให้คนอื่นที่เขายังรับประทานอยู่ ด้วยใจเป็นสุขไม่ได้อาลัยอาวรณ์เลย
    จากวันนั้นข้าพเจ้าก็เลิกรับประทานเนื้อสัตว์ พบว่าข้าพเจ้าได้รับอานิสงค์มากมาย ฟังและเข้าใจธรรมะมากขึ้น ด้านจิตใจข้าพเจ้าพบว่าใจเย็นขึ้น มีความเมตตาต่อตนเอง คนอื่น สัตว์อื่นมากขึ้น ไม่โกรธง่ายเหมือนแต่ก่อน ไม่มีความกลัวกังวลระแวงหวั่นไหว เพราะเข้าใจและเชื่อชัดเรื่องกรรม ข้าพเจ้าได้อิสระในการบำเพ็ญกุศลกับหมู่มิตรดี ได้มีกัลยามิตรอยู่ทั่วโลก ซึ่งแบ่งปันความรู้กันมากมาย ข้าพเจ้าพึ่งตนเองได้มากขึ้น เพราะข้าพเจ้าสามารถปลูกผักรับประทานได้เอง ทำให้ได้ทั้งอาหารและยาที่ปลอดภัย ข้าพเจ้ามีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายขึ้น ชีวิตไม่ยุ่งยาก ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในบ้านลงมาก ข้าพเจ้าได้ชีวิตที่มีคุณค่าและผาสุก ของการเป็นคน คือการพึ่งตนและช่วยคนให้พ้นทุกข์

  3. จิราภรณ์ ทองคู่

    พุทธะชนะทุกข์
    ชื่อ นามสกุล (ชื่อทางธรรม)จิราภรณ์ ทองคู่ (น้ำไพรศีล)
    สังกัด ภาคเหนือ ภูผาฟ้าน้ำสวนป่านาบุญ 8 จังหวัดเชียงใหม่
    หมวด สังคม
    เรื่องงานฌาปนกิจที่ข้าพเจ้าต้องการเมื่อเสียชีวิต
    คำสำคัญ ฌาปนกิจ/จิตอาสา/แพทย์วิถีธรรม
    เรื่อง งานฌาปนกิจที่ข้าพเจ้าต้องการเมื่อเสียชีวิต

    โดยทั่วไปเมื่อมีการเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัว การจัดฌาปนกิจ จะมีขั้นตอนที่พอสรุปได้คือ 1. การแจ้งหน่วยงานเพื่อออก
    ใบรับรองการเสียชีวิต 2. ติดต่อสถานที่ในการจัดฌาปนกิจ เช่น วัด และกำหนดวันเวลาสถานที่สำหรับกิจกรรมต่างๆเพื่อประชาสัมพันธ์เช่น การอาบน้ำศพ การสวด
    พระอภิธรรม การกำหนดวันฌาปนกิจ 3. กิจกรรมหลังการฌาปนกิจ เช่น การลอยอังคาร
    ข้าพเจ้าเป็นสมาชิกชุมชนภูผาฟ้าน้ำซึ่งกำเนิดมาได้ประมาณ 2 ปี ชุมชนนี้เป็นชุมชนปิด มีผู้นำคือดร.ใจเพชร กล้าจนและมีชาวชุมชนประมาณ 70 คน ทุกคนเป็นจิตอาสา แพทย์วิถีธรรม มีความเป็นอยู่ร่วมกันแบบสาธารณโภคี มีเป้าหมายในการอยู่รวมกัน เป็นการปฏิบัติธรรมและ
    บำเพ็ญกุศล เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษยชาติที่มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจ เป็นหมู่กลุ่ม เมื่อมีเหตุการเจ็บป่วย ชาวชุมชนก็จะดูแลกันเองด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรม โดยไม่ต้องพึ่งการแพทย์แผนปัจจุบัน นอกจากเกินความสามารถที่จะดูแลกันได้จึงจะเพิ่งการแพทย์แผนปัจจุบัน เมื่อมีการเสียชีวิตลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสียชีวิตของสมาชิกในครั้งนี้ ท่านผู้นำมีนโยบาย ที่จะพึ่งตนเอง โดยการจัดการฌาปนกิจแบบเรียบง่ายเป็นการภายในโดยอาศัย แรง ความร่วมมือจากสมาชิกในชุมชนจัดเตรียม เช่น หาฟืน จัดทำเมรุ เตรียมพื้นที่ นิมนต์
    สมณะมาร่วมพิธีกรรม ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของญาติผู้เสียชีวิตด้วย เนื่องจากผู้เสียชีวิต เป็นสมาชิกของชุมชนประจำอยู่ที่นี่และมีความประสงค์เช่นนั้น พี่น้องในชุมชน
    ทุกคนก็มีส่วนร่วมช่วยกันจัดเตรียมจนงานลุล่วงไปได้ด้วยดี นับเป็นความประทับใจของข้าพเจ้าที่อยู่ในชุมชนให้มีความรู้สึกอบอุ่นใจ ว่า สามารถจะพึ่ง เจ็บ พึ่งป่วย พึ่ง
    ตายได้อย่างแท้จริง ไม่มีอะไรต้องกังวลใจทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจจะอยู่ในชุมชนนี้ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

    บทความนี้เขียนขึ้นวันที่ 30 มีนาคม 2565
    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ
    จิราภรณ์ ทองคู่(น้ำไพรศีล) อายุ 67ปี
    ร่างกายสุขภาพแข็งแรง สถานภาพสมรส มีบุตร 1 คน
    เข้าค่ายครั้งแรก 2557 ด้วยเหตุผลคือ ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ มีน้ำหนองเยิ้มทั้งตัว หายแล้วก็มาเป็นน้ำเหลืองเยิ้มทั้งตัว มีความเครียด ไขมันในเลือดสูง
    ปัจจุบันเป็นจิตอาสาประจำภูผาฟ้าน้ำ สังกัดภาคเหนือ สวนป่านาบุญ 8 จังหวัดเชียงใหม่
    และเป็นนักศึกษาสถาบันวิชชาราม หลักสูตร 7 ปี ระดับอริยปัญญาตรี สาขาแพทย์วิถีธรรม ชั้นปีที่ 6

Comments are closed.