พุทธะชนะทุกข์ : ภาคกลาง (มีนาคม 2565) [1]

นักศึกษาวิชชารามและจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ร่วมบันทึกเรื่องราวจากชีวิตจริงของตนเองที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือคำสอนของครูบาอาจารย์ …อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โจทย์ พุทธะชนะทุกข์

!สำหรับนักศึกษาสังกัดภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก

นักศึกษาพิมพ์เรื่องราวหรือคัดลอกข้อมูลส่งในส่วนแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

1 thought on “พุทธะชนะทุกข์ : ภาคกลาง (มีนาคม 2565) [1]”

  1. อรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ

    ชื่อ นามสกุล (ชื่อทางธรรม) อรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ (หม่วย/ พิมพ์ผ่องศีล)
    สังกัด ภาคกลาง สวนป่านาบุญ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี
    หมวด สุขภาพกาย
    เรื่อง ยึดมั่นผิดๆ
    คำสำคัญ ยึดมั่นผิดๆ/ ยา 9 เม็ด /สถานการณ์เป็นนาย

    หม่วยได้เข้าอบรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมครั้งแรก เดือนมิถุนายน 2555 เพราะป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ ไมเกรน เป็นสิวและกรดไหลย้อน ผลจากการเข้าค่าย 7 วันในครั้งนั้น ไม่น่าเชื่อว่าอาการของโรคต่างๆที่เป็นมาหลายปี ที่เคยต้องไปพบแพทย์เพื่อรับยามารับประทานเป็นประจำนั้นหายหมด เพียงแค่เข้าใจเรื่องของอาหารที่ถูกสมดุลร้อนเย็น และการเอาพิษออก
    ในอดีตที่เรียนรู้ยา 9 เม็ดช่วงแรกๆ หม่วยเน้นแต่เรื่องของรูปธรรม คือยาเม็ด 1-7 (มีฤทธิ์เพียง 30%) จากผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ตนได้รับทำให้มั่นใจในการใช้ยา 9 เม็ดในการดูแลสุขภาพมาก
    (จริงๆช่วงนั้นยังไม่เข้าใจการนำยาเม็ด 8และ9 มาใช้อย่างถูกตรง) ประกอบกับการเข้ามาเป็นจิตอาสาของพวธ.ได้ร่วมทำงานจัดอบรมค่ายสุขภาพทำให้ได้เห็นผู้เข้าค่ายที่ป่วยจากหลากหลายโรค อาทิ มะเร็ง เบาหวาน ไต ความดัน ฯลฯ สามารถหายจากโรคด้วยการใช้เทคนิคของยา 9เม็ดของพวธ.นี้
    จากประสบการณ์ดังกล่าวทำให้หม่วยมีความคิดว่า ผู้ป่วยที่จะมาใช้เทคนิคยา 9 เม็ดในการรักษาตนเองนั้นต้องศรัทธา เชื่อมั่น ทำจริงจังห้ามไปกินยาแผนปัจจุบันที่เป็นส่วนผสมของยาเคมีต่างๆ (เพราะจะเป็นการเอาพิษร้อนเข้าร่างกาย) โดยเฉพาะหากผู้ป่วยนั้นมีสถานภาพได้ชื่อว่าเป็นจิตอาสาพวธ. เพราะจะเป็นการไม่สมควรอย่างมากที่คนในของพวธ.เองกลับไปใช้ศาสตร์การดูแลรักษาสุขภาพตนเองด้วยแพทย์แผนอื่น
    จากความคิดที่ยึดมั่นผิดๆดังกล่าวทำให้หลายๆครั้งที่ได้ยินว่าพี่น้องจิตอาสาป่วยและได้ใช้การรักษาด้วยศาสตร์แพทย์แผนปัจจุบันในโรงพยาบาลต่างๆ ในใจจะรู้สึกเพ่งโทษพี่น้องคนนั้น จนกระทั่งกลางปี 2557 หม่วยไม่สบาย เริ่มจากเป็นเหมือนเล็บเท้าขบที่นิ้วโป้งจนกลายเป็นหนองบวม หม่วยรักษาโดยการพอกด้วยผงถ่านผสมกากใบย่านาง ล้างแผลด้วยน้ำปัสสาวะ ประมาณ 2 อาทิตย์ แผลก็หายปรกติ ผ่านมาประมาณ 1 สัปดาห์หม่วยเกิดปวดท้องมากตอนเวลาประมาณ 1.00น. พร้อมกับมีไข้ แต่ข้างในร่างกายหนาว สั่นจนฟันกระทบกัน น้องสาวต้องเอากระเป๋าน้ำร้อนไฟฟ้ามาวางให้ที่ท้อง สักประมาณ 30 นาทีอาการก็ดีขึ้น รุ่งเช้าที่บ้านต้องการให้ไปโรงพยาบาลเพื่อไปตรวจเช็คว่าเป็นอะไร เพราะยังมีอาการปวดมากหากถูกสัมผัสบริเวณท้อง ประกอบกับไม่มีแรง อ่อนเพลีย และกินข้าวไม่ได้เลย ปากและลำคอไม่รู้สึกอยากอาหารเลยแม้แต่การดื่มน้ำ
    ที่โรงพยาบาลหลังจากเจาะเลือดและตรวจร่างกายเสร็จแพทย์แจ้งว่าติดเชื้อในกระแสเลือด และเนื่องจากความดันต่ำมากแพทย์เกรงจะช็อคเลยสั่งให้นอนเป็นผู็ป่วยใน แพทย์สันนิฐานว่ามาจากแผลที่นิ้วเท้าหรือไม่ก็จากการสวนล้างลำไส้ (หม่วยทำเป็นประจำเกือบทุกวัน) สรุปคือหม่วยต้องนอนรักษาที่โรงพยาบาล โดยให้ยาฆ่าเชื้อทางกระแสเลือดและให้น้ำเกลือ เพราะกินข้าวไม่ได้ (ลำคอรู้สึกตีบตันไม่อยากอาหารเลย) ระหว่าง 4 วันนั้นไม่มีแรงเลย แม้แค่จะลุกขึ้นนั่ง พอไข้ลดในวันที่ 4 และเริ่มมีแรงหมอก็อนุญาติให้ออกจากโรงพยาบาลได้ในวันที่ 5 และใช้วิธีกินยาต่อที่บ้านเพื่อให้ครบ 7วัน
    ผลจากการนอนโรงพยาบาล 4 วัน คือ ขาส่วนร่างโดยเฉพาะเท้าบวมทั้ง 2ข้าง (ใส่รองเท้าไม่เข้า) แขน ขา อ่อนแรง ไม่ถ่ายเลยใน 3 วันแรก วันที่4 ต้องขอแพทย์ให้มาสวนทวารการดูแลตัวเองที่บ้าน หม่วยแช่ตัวด้วยน้ำสมุนไพรทุกเย็น แรกๆไม่กล้าสวนล้างลำไส้ จนกระทั่งคุยกับรุ่นพี่จิตอาสาที่เป็นพยาบาลท่านอธิบายเรื่องหลักการของการสวนล้างลำไส้ให้ฟังอีกครั้งและแนะนำให้สวนล้างลำไส้เพราะจะช่วยระบายพิษร้อนจากร่างกายได้ดี หลังปฏิบัติยาเรื่องการแช่ตัว เรื่องอาหาร การสวนล้างลำไส้และกดจุดลมปราณประมาณ 5 วันร่างกายก็ฟื้นกลับคืน ขาและเท้ายุบเป็นปกติ
    สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ
    1.การกระทำเดียวกัน มีเหตุผลในการกระทำ กว่าล้านเหตุผล ต้องระวัง “อคติ หรือความเข้าใจผิด จากการคาดเดาที่ผิดของเรา” หลายๆครั้งสถานการณ์เป็นนาย ที่เราต้องพร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยน ตลอดเวลา ไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยเฉพาะยึดในสิ่งที่ผิดสัจจะ เหมือนที่ตัวเองเข้าใจ
    2.การแพทย์วิถีธรรมก็คือศาสตร์การแพทย์ทุกแผน ที่เราเลือกนำมาบูรณาการให้เข้ากับหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ.เวลานั้นๆที่เหมาะสมกับเรา ไม่เฉพาะเจาะจงว่าต้องศาสตร์นี้หรือวิธีการนี้เท่านั้น
    3.ความรู้ที่พร่องๆของตนเอง ตั้งแต่ปี 2556-2557 ที่สมัครเป็นจิตอาสาและไปช่วยงานค่ายอย่างสม่ำเสมอเวลาจัดค่ายอบรม แต่ละเลยการฟังและทบทวนองค์ความรู้ของยา 9 เม็ด ชอบขลุกอยู่แต่ในครัว ทำให้ไม่รอบรู้จริง ไม่รู้เหลี่ยมมุมที่หลากหลายของเทคนิคยา 9 เม็ด เมื่อเข้าใจทำให้เกิดปัญญา เข้าใจการใช้ยา 9 เม็ดแบบไม่ยึดมั่นถือมั่น
    ___________________________________
    บทความนี้เขียนขึ้นวันที่ 26 มีนาคม 2565
    ประวัติผู้เขียนโดยย่อ
    อรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ อายุ 56 ปี
    ร่างกายสุขภาพแข็งแรง สถานภาพโสด
    เข้าค่ายครั้งแรก 2555 ด้วยเหตุผล สนใจแพทย์ทางเลือกเพื่อรักษาตัวเอง
    ปัจจุบันเป็นจิตอาสา สังกัดภาคกลาง สวนป่านาบุญ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี
    การศึกษา ป.ตรีจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันอาศรมศิลป์ สถาบันวิชชาราม
    ป.โทจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ และเป็นนักศึกษาสถาบันวิชชาราม ระดับอริยปัญญาโท

Comments are closed.