แบ่งปันการเรียนรู้อริยสัจ 4 (ุมกราคม 65)

แบ่งปันการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน

นักศึกษาสถาบันวิชชาราม แบ่งปันสภาวธรรมจากการเรียนรู้การใช้หลักอริยสัจ 4  ประจำวันที่ 1-31 มกราคม 2565

!?ปิดรับบทความในวันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2565 เที่ยงคืน ตามเวลาในประเทศไทย

?กรอกข้อมูลในช่องความคิดเห็นด้านล่าง

Leave a Reply

Your email address will not be published.

18 thoughts on “แบ่งปันการเรียนรู้อริยสัจ 4 (ุมกราคม 65)”

  1. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง เลิกเป็นผู้จัดการ
    ในช่วงคริสมาสต์ ได้รับเชคของขวัญจากคุณพ่อคุณแม่ แล้ววิญญาณของความอยากเป็นผู้จัดการเงินจำนวนนั้นเกิดขึ้น กิเลสกลัวว่าพ่อบ้านจะใช้เงินไปในทางฟุ้มเฟือย เราไม่อยากให้ท่านใช้เงินไปในทางนั้น เห็นความกลัวกังวลเกิดขึ้น

    ทุกข์ กลัวพ่อบ้านใช้เงินในทางฟุ้มเฟือย

    สมุทัย อยากเป็นผู้จัดการการใช้จ่ายเงิน กลัวว่าพ่อบ้านจะใช้จ่ายในทางที่ไม่จำเป็นฟุ้มเฟือย ชอบถ้าเราได้ควบคุมการใช้จ่าย

    นิโรธ จะได้ควบคุมการใช้จ่ายหรือไม่ก็ไม่ทุกข์ใจ กล้าให้เกิดสิ่งเลวร้ายขึ้นได้

    มรรค พิจารณาโทษความอยากได้ดั่งใจหมายของเราว่ามันเป็นทุกข์เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เป็นแรงเหนี่ยวนำที่ไม่ดี ทำตัวเป็นขโมย ขโมยเอาดีจากคนอื่น แม้ว่าเราได้ดังใจหมายก็เป็นสุขชั่วคราว เก็บไม่ได้ กิเลสอัตตาของเราก็โต พออยากได้มาก ๆ ก็กลัวจะไม่ได้ กิเลสมักหลอกบอกเราว่า ถ้าไม่ได้ดูแลการใช้จ่ายจะเกิดความเสียหาย เพ่งโทษว่าพ่อบ้านจะเอาเงินไปใช้ในทางที่ฟุ้มเฟือย ที่จริงท่านจะใช้แบบนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้

    ความจริงเราหรือใครจะได้รับอะไรก็เป็นกรรมของผู้นั้น เขาทำดีก็ได้รับสิ่งดี ถ้าเขาทำกรรมชั่วเขาก็ได้รับสิ่งชั่วเอง เราช่วยเขาได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็ปล่อยวาง จึงได้สวนลำกิเลสไปว่า ต่อให้เขาเอาไปทำเสียหายจนหมดเลย แต่เราจะไม่ให้ความกลัวเกิดขึ้นในใจเรา เราจะยินดีรับแม้ร้ายสุด ๆ เกิดขึ้นก็ตาม เมื่อคิดได้ดังนี้ก็คลายความอยากที่จะเป็นผู้จัดการเงินจำนวนนั้น จึงบอกกับพ่อบ้านว่าใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นนะ อย่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ท่านก็รับปาก

    ตั้งศีลจะไม่จัดการชีวิตใคร ไม่เอาดีจากใคร ให้ทุกชีวิตได้อิสระในการดำเนินชีวิต ทำความผาสุกที่ตนช่วยคนที่ศัทธา เข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนได้รับล้วนเกิดจากการกระทำของตนเองเท่านั้น เมื่อรับผลดีร้ายจากการกระทำแล้ว ผลนั้นก็จบดับไป และสุดท้ายเมื่อปรินิพพานทุกคนก็ต้องสูญจากทั้งดีและร้ายไป ไม่มีอะไรเป็นของใคร เพราะสุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดับไป จึงไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ไม่ต้องทุกข์กับอะไร

  2. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง อย่าไปอยากได้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
    ได้คุยกับน้องสาวคนเล็ก ซึ่งเขาดูแลเด็ก ๆ ก็เลยให้ข้อคิดกับน้องสาวว่า ควรสอนเด็ก ๆ ทำสวนหรือกิจกรรมต่าง ๆ พาเด็กเข้ามาคบคุ้นหมู่มิตรดี เพราะเดียวนี้มีซูมให้ติดต่อถึงกันได้สะดวก สมัครเรียนและเข้าค่ายออนไลน์กับแพทย์วิถีธรรม เพียงแต่เราจัดเวลาเข้ามาเรียนรู้ แล้วน้องสาวก็เลยตอบกลับมาว่า ตอนนี้พี่ก็ไม่ได้ทำงานแล้วน่าจะกลับมาอยู่บ้าน มาช่วยพาพวกเราทำสิ เกิดความคิดอยากกลับบ้าน คิดว่าถ้าได้กลับบ้านจะเกิดประโยชน์มาก จะได้พาเด็ก ๆ เข้าซุม เรียนรู้การทำกสิกรรมต่าง ๆ แล้วก็เกิดอาการฟุ้งในหัวว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้(เรื่องดี ๆ ทั้งนั้น) แล้วก็นำเรื่องมาอปริหากับพ่อบ้าน พ่อบ้านบอกว่าก็ดี แต่ช่วงนี้โควิดระบาดมากอยู่ เอาไว้สักปี สองปีแล้วพิจารณาอีกที เห็นอาการจิตไม่แช่มชื่น ไม่โปร่งไม่โล่ง

    ทุกข์ ไม่แช่มชื่น ไม่โปร่งไม่โล่ง

    สมทัย อยากกลับบ้านที่เมืองไทย คิดว่าการได้กลับบ้านจะเป็นประโยชน์มาก พาเด็ก ๆ มาคบคุ้นหมู่มิตรดี

    นิโรธ จะได้กลับบ้านที่เมืองไทยหรือไม่ก็ไม่ทุกข์ใจ ยินดีได้ในทุกสถานการณ์

    มรรค เมื่อเกิดอาการจิตไม่แช่มชื่นไม่โปร่งไม่โลง รู้แล้วมารเข้า มันเอาสุขมาล่อว่าถ้าได้กลับบ้านสมใจอยากจะสุขใจชอบใจ แล้วก็ฟุ้งไปด้วยว่าจะได้ทำกิจกรรมดี ๆ กับเด็ก ๆ (ไม่รู้ว่าเด็ก ๆ เขาจะเอาด้วยหรือเปล่า)เห็นกิเลสตัวยึดดีถือดีหลงดีของเรา ว่าได้สมใจจะสุขใจชอบใจ พอพ่อบ้านคัดค้านมันเลยออกอาการไม่แช่มชื่น ไม่โปร่งไม่โล่ง

    ได้พิจารณาโทษของความอยากว่ามันเป็นทุกข์ ความอยากได้สมใจอยากเป็นกลลวงของกิเลส มันลวงให้หลงโดยการเอาสุขที่ไม่มีจริงมาล่อ คือหลอกว่าถ้าได้กลับบ้านที่เมืองไทยจะทำประโยชน์ให้กับเด็ก ๆ ได้มากกว่า แต่ความจริงมันก็ไม่แน่หรอก แม้ได้สมใจอยากมันก็สุขชั่วคราว ไม่มีจริง ไม่เที่ยง ชั่วเดี๋ยวเดียวมันเปลี่ยนแปลง ก็ดูเพียงพ่อบ้านคัดค้านมันแสดงอาการไม่แช่มชื่นเสียแล้ว เพราะมันไม่ได้ดังใจ ชีวิตจะเอาอะไร สุข ๆ ทุกข์ ๆ ๆ ๆ ๆ อยู่อย่างนี้เหรอ

    คิดทำดีน่ะดีแล้ว แต่ดีไหนที่ทำไม่ได้เราก็ต้องพร้อมวาง ไม่ต้องไปอยาก กล้าที่จะไม่ให้ดีเกิดดังใจเราหมายได้ ยินดีพอใจในทุกสถานการณ์ให้ได้ ทำแต่ดีที่ทำได้ด้วยใจไร้ทุกข์

    พิจารณาเรื่องกรรม เข้าใจตอนนี้ไม่ใช่กุศลของเราและเด็ก ๆ จะบำเพ็ญร่วมกัน ณ เวลานี้ทุกคนอยู่ในที่ของตัวเองปลอดภัยที่สุด แต่ถ้าเด็ก ๆ เขาสนใจเขาก็สามารถเข้ามาในซูมได้ เราก็สามารถทำกิจกรรมผ่านออนไลน์ได้ แต่เราก็ไม่ได้ไปคาดหวังเอาดีจากใคร เพียงแต่จะชี้แนะเท่านั้น ส่วนเขาจะทำหรือไม่ก็ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต

    กิเลสมักหลอกให้เราหลง ความยึดมั่นถือมั่นในใจเรา เพราะความจริงไม่มีใครทำดีทำร้ายเราได้ นอกจากวิบากดีร้ายของเราเอง ใจก็คลายความยึดมั่นถือมั่นลง เกิดความปิติเบิกบานยินดี พุทธะเกิด เลิกอยากได้ดีที่เป็นไปไม่ได้ ณ เวลานั้น ๆ

  3. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง ไม่รับงาน
    เมื่อเช้าไปทำงานทำความสะอาดให้เจ้านาย ท่านได้ถามข้าพเจ้าว่าสนใจจะรับงานเพิ่มหรือไม่ ทันที่ที่ได้ยินคำถามใจข้าพเจ้าก้เต้นตุ่มๆ มีอาการตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะข้าพเจ้าได้ตั้งศีลไว้ว่าจะไม่ทำงานเพิ่มอีกแล้วเพราะงานที่ทำอยู่ก็พอที่จะเลี้ยงชีพของตัวเองได้เพียงพอแล้ว แต่อาการของใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นว่ากิเลสมันดิ้นมันอยากรับงานเพิ่ม แต่จิตที่ตั้งมั่นแน่วแน่ก็ได้สวนขึ้นมาทันทีว่าไม่เอาแล้ว พอแล้วรู้ไหมว่าพอ เข้าใจความหมายคำว่าพออยู่ใช่ไหม เธอก็ไม่ได้โง่ที่จะไม่เข้าใจคำว่าพอแล้วนะพรพรรณ จิตพุทธะบอกข้าพเจ้า จึงได้ตอบเจ้านายไปว่าไม่ค่ะ พอแล้ว !

    ทุกข์ : มีอาการหวั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเจ้านายถามว่าสนใจรับทำงานเพิ่มไหม?

    สมุทัย : อยากล้างกิเลสตัวที่เคยอยากได้ อยากเป็นอยากมีออกไปจากใจให้เกลี้ยง ไม่อยากให้อาการหวั่นไหวเกิดขึ้นเมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้จากเจ้านาย ถ้าหากไม่มีอาการหวั่นไหวจะชอบใจและเป็นสุขใจ

    นิโรธ : ข้าพเจ้าจะขอพากเพียรล้างกิเลสความหวั่นไหวตัวนี้ ไปเรื่อย ๆ แม้ไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็จะขอพยายามตามให้รู้เท่าทัน และพิจารณาถึงโทษของกิเลส แม้ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะแพ้และไม่ทันกิเลสก็จะไม่ทำทุกข์ทับถมตัวเอง

    มรรค : ท่านอาจารย์หมอเขียวได้กล่าวว่าความหวั่นไหวเป็นโรคเมื่อใดที่มีความกลัว กังวล หวั่นไหว จะทำให้ปัญญาดับคิดอะไรไม่ออก ฉะนั้นแล้วข้าพเจ้าจะพยายามพากเพียรฝึกฝน พิจารณาถึงประโยชน์ของความไม่มีความหวั่นไหว เพื่อจะได้ไม่สูญเสียพลังงานไปโดยไม่มีประโยชน์ ครั้งนี้ข้าพเจ้ามีความทุกข์อยู่ไม่ถึง 5 นาที เพราะได้พิจารณาถึงการไม่มีกิเลสตัวนี้และมีศีลที่ได้ตั้งเอาไว้คุ้มครอง จึงทำให้ไม่หลงไปกับกิเลส จากนั้นใจก็เบาสบายหายเป็นปกติค่ะ

  4. ทิษฏยา โภชนา (ในสายธรรม)

    การบ้านอริยสัจ 4
    เรื่อง : ไม่น่าพูดเลย
    เพื่อนมาปรับทุกข์ให้ฟัง เมื่อฟังแล้วก็จับประเด็นได้ว่า ที่เขาทุกข์เพราะความไม่ได้สมใจอยากตามที่เขาต้องการ จึงชี้ขุมทรัพย์ให้เขาไป ซึ่งเขาก็รับฟังโดยดี แต่เมื่อพูดไปแล้ว ความคิดของกิเลสมันก็เข้ามาแทรกว่า สิ่งที่เราบอกเพื่อนไปจะทำให้เขาไม่พอใจเรารึป่าว เราไม่น่าแนะนำเขาแบบนี้เลย กิเลสมันไม่อยากให้เราเจ็บตัว มันบอกว่าอยู่เฉย ๆ น่าจะดีกว่า จะพูดออกไปให้เปลืองตัวทำไม

    ทุกข์ : กลัวเพื่อนจะไม่พอใจ

    สมุทัย : อยากให้เพื่อนพอใจในสิ่งที่เราพูด

    นิโรธ : เพื่อนจะพอใจหรือไม่พอใจ ก็ไม่ต้องทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาว่า เมื่อเห็นว่าเพื่อนกำลังคิด พูด ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะตัวเขาเองก็ทุกข์ และเป็นจุดที่เขาติดเรื่องนี้มานานแล้ว หากมีโอกาสก็ควรบอกกล่าว เพื่อให้เขาได้เห็นและได้แก้ไข เราไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวโทษ/ซ้ำเติมให้เพื่อนเสียใจเลย ถ้าเรารักและปรารถนาดีกับเขา เราก็ควรที่จะบอกกล่าว ดีกว่าเพิกเฉย หรือพูดเพื่อส่งเสริมกิเลสเขา เพราะเราคือหมู่มิตรดีของเขา ในเมื่อเราทำดีเต็มที่แล้วในฐานะเพื่อน จะไปทุกข์ใจทำไม

    ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 115 “ ทำดีเต็มที่ทุกครั้งก็ชนะทุกครั้ง”

    สรุป พิจารณาแบบนี้แล้วใจโล่งขึ้น เพื่อนจะเข้าใจเราหรือไม่เข้าใจเราก็ไม่ทุกข์ใจ

  5. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง วางเร็ว สุขเร็ว
    เหตุการณ์ : เห็นพ่อบ้านปลูกต้นชมพู่ข้างบ้านพอเห็น มารชิงเสนอหน้าทันที รู้สึกขุ่นใจ จึงถามไปว่า ทำไมปลูกไกลออกไปน่าจะปลูกชิดขอบๆเผื่อสร้างโรงเรือน พ่อบ้านตอบกลับว่า ยังไม่รู้จะได้สร้างหรือเปล่า ปลูกไปก่อน ได้ฟังก็เงียบเพราะถ้าไม่หยุดคงยาว หยุดที่เราเถอะ ปลูกแล้วก็แล้ว
    ทุกข์ : รู้สึกขุ่นใจ ที่พ่อบ้านปลูกชมพู่ตรงนั้น

    สมุทัย : ยึดมั่นถือมั่นว่าพ่อบ้านต้องปลูกชมพู่ตรงที่เราคิดไว้ ถ้าพ่อบ้านปลูกตรงกับความคิดเราแล้วจะชอบใจ สุขใจ พอพ่อบ้านปลูกผิดจากที่คิดไว้ จึงทุกข์ใจ ไม่ชอบใจ

    นิโรธ : พ่อบ้านจะปลูกตรงที่เราคิดไว้ หรือ ปลูกออกไป ปลูกตรงไหน ก็ได้ ใจไร้ทุกข์

    มรรค : พอจับความรู้สึกขุ่นใจได้ รู้ว่าเกิดเพราะเรามีความยึดมั่นถือว่าต้องปลูกตรงนั้น รีบปิดปากเงียบหันมาวางที่ใจต้วเองทันที รู้ว่าตัวเองอยากให้พ่อบ้านปลูกชิดขอบๆ แต่พ่อบ้านก็มีเหตุผลแย้งมาจึงชิงยอมดีกว่าก่อนจะชักหอกปากใส่กัน ทำใจว่าไม่เป็นไรปลูกแล้วก็แล้วเพราะปลูกเกือบเสร็จเหลือต้นสุดท้าย อีกอย่างเราเองมีตัณหาล้ำหน้าไปเผื่อโน่นเผื่อนี่ ไม่ยอมรับความจริงในปัจจุบันเพราะต้นชมพู่สมควรปลูกแล้วต่อไปข้างหน้าค่อยว่ากันตามเหตุปัจจัย พอคิดได้ ความรู้สึกขุ่นใจหายไปทันที ความผาสุกกลับมาตามปกติ ตรงกับบททบทวนธรรมข้อ 101 ที่ว่า”ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นให้ได้ “จึงจะได้” หลังจากที่เราวางความยึดมั่นถือมั่นลงได้จริงๆเราจึงได้ เพราะวันรุ่งขึ้นพ่อบ้านมาบอกว่าจะย้ายต้นชมพู่ที่ปลูกเรียบร้อยแล้วมาปลูกตรงที่เราคิดไว้ เพราะเขากลับไปคิดแล้วว่าหากโตขึ้นจะย้ายคงยาก เลยย้ายเสียก่อน จากนั้นก็ช่วยกันย้ายต้นชมพู่ทีละต้นจนสำเส็จ
    สรุป ความ ยึดมั่นถือมั่น ทำให้ขุ่นใจ ทุกข์ใจ วางใจได้ กล้ารับสิ่งดี สิ่งร้าย ที่จะเกิดให้ได้ สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป

  6. น.ส.จาริยา จันทร์ภักดี

    เรื่อง เปิดปิดไมค์
    เหตุการณ์ วันจันทร์ที่ผ่านมา ตัวได้เองได้ยกมือจองคิวอ่านบททบทวนธรรม พอใกล้จะถึงคิวได้เอามือลงพี่น้องทุกท่านอ่านมาถึงคิวที่ตัวเองจะอ่าน ก็เปิดเสียงแตะแล้ว ก็เปิดไม่ได้ มีเสียงพิธีกรพูดว่าน้องจาริยาหลุดออกไปแล้วให้ท่านอื่นอ่านแทนไปก่อนรู้สึกหวั่นไหวนิดหนึ่ง
    ทุกข์ : หวั่นไหว
    สมุทัย : ชอบถ้าเปิดเสียงได้ อ่านบททบทวนธรรมกับพี่น้อง
    รู้สึกหวั่นไหวที่เปิดเสียงไม่ได้
    นิโรธ : จะเปิดเสียงได้ไม่ได้หรือไม่ ก็จะไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : ได้เปลี่ยนความคิด ก็ดีเหมือนกันนะ ที่เราเปิดเสียงไม่ได้ เป็นโจทย์ให้เราได้ทำการบ้านเลย กิเลส บอกว่าบททบทวนธรรมข้อที่เราอ่านมันสั้นดีนะไม่ต้องจ้องมองจอนาน เลยตอบกิเลสไปว่า ถึงข้อที่เราจะอ่านสั้นก็ไม่เป็นไรให้พี่น้องท่านอื่นอ่านแทนก็ดีเหมือนกัน เราก็ได้ประโยชน์เป็นผู้ฟังที่ดีได้ กิเลสตัวติดดีเลยสงบ ได้เทียบเคียงกับบททบทวนธรรมข้อที่ตัวเองได้คิวอ่านข้อที่ 112″ สุขจากการให้ ด้วยใจที่บริสุทธิ์ ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่กว่าการเอา
    ได้พิจารณาแล้วทำให้อาการหวั่นไหวหายไป ได้สภาวธรรมตรงๆใจกลับมาเบิกบานแจ่มใส

  7. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    ส่งการบ้านอริยสัจสี่ วันที่ 7 มกราคม 2565

    เรื่อง กิเลสเยอะมาก

    เหตุการณ์ พยายามจะตั้งศีลขึ้นมาปฏิบัติสู้กับกิเลส แต่กิเลสมันเยอะมาก เลยรู้สึกท้อ ไม่รู้จะสู้กับกิเลสตัวไหนก่อน

    ทุกข์ รู้สึกท้อเมื่อรู้ว่ามีกิเลสเยอะมาก

    สมุทัย อยากไม่มีกิเลส

    นิโรธ จะไม่ท้อไม่ว่าจะมีกิเลสมากหรือไม่มีกิเลส

    มรรค จะพยายามพรากเพียรตั้งศีลมาสู้กับกิเลสไปเรื่อยๆ ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนว่าให้กำจัดมันทีละตัว ตัวไหนที่มีกำลังออ่นสุดให้กำจัดมันก่อน

    สรุป เมื่อเราเห็นกิเลสเยอะมาก ทำให้เรายินดีเราจะได้ตั้งศีลกำจัดเขาไปทีละตัว เราต้องหาประโยชน์ให้ได้ในทุกเรื่อง เราจะค่อยๆพรากเพียรตั้งศีลมากำจัดมันเป็นลำดับๆไป

  8. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง ให้ไม่จริง

    เหตุการณ์ เนื่องจากมีน้องเลี้ยง ที่ต้องดูแล ท่านเป็นอัมพฤกษ์ ไม่ได้ทำงานอยู่ในความดูแลของแม่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ฟังธรรม และใช้ยา 9เม็ดจึงคิดจะช่วยเหลือท่าน โดยชื้ออุปกรณ์สวนล้างลำไส้ ไม้กัวซาน้ำมันกัวซา และหนังสืออาหารให้
    มีเหตุของถึงพื้นที่แล้ว แต่ติดต่อเพื่อส่งของปลายทางไม่ได้

    ทุกข์ ขุ่นใจ ไม่พอใจที่ติดต่อส่งของปลายทางไม่ได้

    สมุทัย ชอบ ถ้าติดต่อส่งของปลายทางได้สามารถรับของได้ทันที ชังถ้าติดต่อส่งของปลายทางไม่ได้

    นิโรธ จะติดต่อได้หรือไม่ได้ก็ยินดีได้ ในทุกสถานการณ์ ไม่ขุ่นใจ ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค ตั้งศีลมาพิจารณาไตรลักษณ์ ความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าติดต่อได้เลยทันทีที่พนักงานส่งของติดต่อมานั้นดี แต่เมื่อติดต่อไม่ได้ก็ดี จะได้ล้างในสิ่งที่ทุกอย่างต้องสมบูรณ์ ต้องสำเร็จ ต้องไม่มีปัญหา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ในโลกนี้พร่องอยู่เป็นนิตย์ ต้องอยู่กับความพร่อง ความพลาดให้ได้ในทุกสถานการณ์ เราทำชั่วมาหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ ทุกอย่างเป็นไปตามกุศล อกุศลที่ทำมา ในเมื่อให้แล้วก็วางใจทุกอย่างที่เกิดขึ้นดีที่สุดแล้ว ทุกคนไม่มีใครอยากพลาดอยากพร่อง เมื่อใจเริ่มขุ่นใจ ไม่พอใจผิดทางพุทธะแล้ว คิดใหม่ให้แล้วคิดที่จะไม่เอาอะไรให้ได้ เหตุการณ์ที่เกิดมาเพื่อให้เราได้ล้างในสิ่งที่ไม่สมบูรณ์
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 82 จงฝึกอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตที่พร่องอยู่เป็นนิตย์ อย่างผาสุกให้ได้

    สรุป หลังพิจารณาแล้ว ก็คิดได้ว่าเคยมีเบอร์แม่ ของน้องที่ติดต่อเพื่อรับของได้ การส่งของจึงสำเร็จ ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะโกรธที่ติดต่อไม่ได้ ซื้อของให้แล้วทำไมไม่ใส่ใจติดต่อไม่ได้ แต่ครั้งนี้มาทำใจที่เราไม่มองออกไปนอกตัว นั่นคือเราไม่ใช่เขา เราทำมามากกว่านั้น เมื่อวางใจได้ ก็ส่งของได้สำเร็จ หรือถ้าส่งของไม่สำเร็จ ใจก็ไม่ทุกข์ได้..สาธุ

  9. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง ไม่อยากเจอ
    เหตุการณ์ : ขณะคุยธุระอยู่ที่บ้านเพื่อน มีโทรศัพท์มาถึงเพื่อนได้ความว่าจะมีคนมาที่บ้าน พอเพื่อนบอกว่าเป็นใคร รู้สึกกังวลใจขึ้นมาทันที เนื่องจากเป็นคนที่ไม่อยากเจอเพราะเคยคุยกันแล้วเข้าใจผิดกันมาก่อน

    ทุกข์ : รู้สึกกังวลใจ ที่จะต้องเจอคน คนนี้

    สมุทัย : กลัวเกิดการผิดใจกับเขาอีก ถ้าไม่เจอเขาจะชอบ พอจะได้เจอเขาจึงชัง

    นิโรธ : จะเจอเขา ก็ได้ ไม่เจอก็ได้ ใจไร้ทุกข์ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค : ล้างความกลัวด้วยความกล้า กล้าที่จะเจอเขา กล้าที่จะให้เกิดเรื่องเข้าใจถูกหรือผิดให้ได้ ยินดีรับทุกเรื่องให้ได้เขาอาจเปลี่ยนไปแล้ว แต่คนที่ยังไม่เปลี่ยนกลายเป็นเรานี่แหละที่ยังยึดว่าเขาจะเป็นอย่างที่เคยเป็น เราต้องกล้าที่จะคุยกับเขา กล้ารับทั้งดีหรือร้าย ที่จะเกิดขึ้นอย่าคิดฟุ้งไปก่อน อาจไม่เป็นตามที่กังวลก็เป็นได้ แล้วจะกังวลให้ทุกข์ไปใย โง่ไม่เสร็จจริงๆจึงล้างใจด้วยบททบทวนธรรมข้อที่ 42 ว่า”ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง ได้พลังสุดๆ ได้สุขสุดๆ ยินดีในความชอบชัง เสียพลังสุดๆ ได้ทุกข์สุดๆ”เมื่อพิจารณาและล้างความรู้สึกกังวลก็หายไป ได้พลังสุดๆ ได้สุขสุดๆ พร้อมเจอเขาด้วยความยินดี ในที่สุดก็ได้เจอเขาพูดคุยกันด้วยดีไม่เป็นอย่างที่คิด ท่าทีของเปลี่ยนไปจริงๆ
    สรุป เมื่อล้างความกลัวด้วยความกล้าและพร้อมรับสิ่งดีสิ่งร้าย ความกังวลหมดไป ใจก็มีพลังและสุขสุดๆจริงๆ

  10. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล)

    ส่งการบ้านอริยสัจสี่
    เรื่อง.บำเพ็ญค่าส่ง (ฆ่าส่งกิเลส)
    เหตุการณ์.เนื่องจากได้สั่งถั่วจากพี่จิตอาสาท่านหนึ่งตอนแรกจะสั่ง 10 กก.เพื่อจะแบ่งปันไปที่ภูผาฟ้าน้ำให้พี่น้องได้ทานถั่วกัน แต่เมื่อพี่ได้รวบรวมราคาแล้วก็รู้สึกว่ามันเกินกำลังของตัวเอง จึงได้บอกท่านไปว่าขอสั่งแค่ 5 กก.ก็แล้วกัน
    และท่านก็บอกว่าเดี๋ยวท่านจะบำเพ็ญค่าส่งให้
    ตัวเองก็บอกว่าไม่เป็นไรค่ะยังพอส่งได้อยู่ แต่ขณะนั้นจับได้ว่าเรากำลังมีกิเลสอยู่ และได้มาทำใจในใจ จากที่คิดว่าจะต้องเป็นคนเสียค่าส่งเองจะไม่รบกวนพี่ท่าน แต่ก็มาประมาณแล้ว ก็ตัดสินใจเปลี่ยนคำที่จะส่งข้อความไปหาท่าน เป็นคำว่า ขอบคุณและอนุโมทนาบุญในส่วนที่ร่วมกันแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์ค่ะ

    ทุกข์.รู้สึกเกรงใจ พี่จิตอาสาที่ต้องบำเพ็ญค่าส่งให้ที่จะส่งถั่วไปที่ภูผาฟ้าน้ำ

    สมุทัย.ไม่อยากรบกวนพี่จิตอาสาเรื่องที่บำเพ็ญค่าส่งให้ ถ้าได้จ่ายค่าส่งเองจะชอบใจสุขใจ แต่เมื่อต้องให้พี่ท่านมาบำเพ็ญค่าส่งให้จึงรู้สึกเกรงใจ ทำให้ ทุกข์ใจไม่ชอบใจ

    นิโรธ. เมื่อสิ่งทีเราทำคือ การแบ่งปันที่บริสุทธิ์ จะส่งของไปให้ผู้มีศีลทาน ก็ยินดีไม่ว่าตัวเองจะซื้อเองแล้วเสียค่าส่งเองหรือจะให้พี่ท่านได้ร่วมบำเพ็ญในกุศลครั้งนี้ ก็สุขใจไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค.ตั้งศีลพิจารณาเห็นอาการที่ทำให้ทุกข์ ทำให้ยึด ทำให้โง่ ของกิเลส ก็มาทบทวนกับตัวเองว่า แล้วเราจะทุกข์หรือเกรงใจทำไม เมื่อพี่ท่านก็ประมาณแล้ว ขณะเราเองก็ยังบอกกับพี่ท่านเลยว่าตอนแรกจะสั่ง 10 กก.แต่เมื่อดูแล้วการที่เราจะแบ่งปันอะไรอย่างไรก็ต้องทำตามฐานฐานะที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง พี่ท่านก็เช่นกันท่านก็ประมาณแล้วว่า ไม่ได้เบียดเบียนท่านเช่นกัน เพราะฉะนั้นเราก็มาลดอัตตาตัวตน แล้ววางความยึดของตัวเองลง และมาร่วมกันบำเพ็ญในการสร้างบุญลดกิเลสที่ตัวเอง และร่วมกุศลในการส่งถั่วไปให้อาจารย์และพี่น้องด้วยใจที่ผาสุขค่ะ
    สรุปว่า.หลังที่พิจารณาไปเรื่อยๆกิเลสก็จางคลายใจก็โล่งไร้ทุกข์ไร้กังวลราบคาบค่ะ
    และอนุโมทนาบุญพี่ด้วยตอนนี้ถั่วส่งถึงภูผาฟ้าน้ำเรียบร้อยแล้วค่ะ
    สาธุค่ะ..

  11. กาญจนา คงภูชงค์

    ขออนุญาตส่งการบ้านคะ
    เรื่อง..แพ้ เพื่อชนะ เหตุการณ์…ได้ตั้งศีลว่า จะกินข้าวมื้อเดียวแต่ก็ แพ้กิเลส ใน ตอนเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ทำกับข้าว
    ทุกข์…ไม่เบิกบานใจเพราะ..แพ้กิเลส
    สมุทัย ..ชอบที่ ตั้งศีลไว้แล้วทำได้ ชัง ที่ตั้งศีล แล้วทำไม่ได้
    นิโรธ… เมื่อเราตั้งศีลแล้วเราทำไม่ได้ เราแพ้กิเลสเราก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค… เมื่อเราได้พิจารณาถึงเหตุให้แพ้กิเลส ทำให้เราไม่เบิกบาน กลายเป็นคนไม่รักษาคำพูด ที่ว่าจะไม่กินข้าวตอนเย็นให้ได้ และเหตุที่ทำให้เราหิว เพราะเราต้องเข้าครัวทำอาหารตอนเย็นให้พ่อบ้านและลูก กิเลสก็เลยทำให้เราแพ้ มันต่อรองว่ากินข้าวสักช้อนก็ยังดีนะๆ แต่เมื่อแพ้เราก็มาอ่านใจตัวเองว่า เราได้ฝึกลองปฎิบัติมาหลายวันแล้ว วันนี้จะลองตามใจกิเลส เพื่อจะได้อ่านใจตัวเอง หลังจากที่ได้กินตามที่อยาก แล้วใจเป็นไง เลยตั้งจิตถึงพระพุทธเจ้าว่า ลูกขออนุญาตลองผิดศีลที่ตั้งไว้สักครั้งนะคะ กับเรื่องที่ว่าจะไม่กินข้าวเย็น ขอรับโทษเต็มใจรับโทษเพื่อว่าจะได้อ่านใจว่าหิวจริงมั้ย มานึกๆดูแล้วทำไมไม่ห้ามกิเลส ว่าค่อยกินพรุ่งนี้ดีมั้ย รู้เห็นเป็นใจกันทำผิดพลาดแบบนี้ไม่ดีแน่ เดี๋ยววันอื่นก็จะมีข้ออ้างอีกแหละ พอคิดทบทวนแล้วคือได้กินไป1คำ ใจมันก็บอกพอได้แล้ว แค่นี้ดีเยอะแล้ว ต่อไปต้องพูดกับกิเลสว่าเรามาตั้งศีลให้มั่นคงทุกวันดีกว่านะ เพื่อชืวิตที่ดีขึ้น
    เมื่อเห็นความพลาด ความพร่องของเราชัดขึ้น จึงใช้ปัญญามาดับทุกข์ได้ทัน จะไปทุกข์ทำไมให้เบียนเบียนตัวเองละ ใจไร้ทุกข์ใจดีงามคือสุขยิ่งกว่า ความเบิกบานใจก็ปรากฎให้เราได้สัมผัส ตรงตาม บททบทวนธรรมข้อที่73 เมื่อเรามุ่งหมาย
    และพยายามหยุดชั่ว
    มุ่งหมายให้เกิดดี
    และพยายามทำดีอย่างเต็มที่แล้ว ยอมหรือกล้าให้เกิดสิ่งเลวร้ายสุดๆ ทุกเรื่องให้ได้
    ชีวิตก็ไม่มีอะไรทุกข์ใจ

  12. เสาวรี หวังประเสริฐ ( สืบสานศีล )

    เรื่อง อยากได้ดั่งใจหมาย
    วันหยุดเสาร์ อาทิตย์นี้พี่สาวมารับชวนไปเยี่ยมแม่ที่บ้าน พี่สาวคนโตการเดินทางก็ราบรื่นดี ระหว่างที่อยู่บ้าน
    พี่สาวคนโต ชวนให้มาซื้อบ้านเพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆกันและจะได้ช่วยดูแลแม่ซึ่งอายุมากก็อยากให้ลูกหลานมาอยู่ใกล้ๆกัน
    ทุกข์ อยากย้ายมาอยู่ใกล้ๆแม่
    สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ชอบที่ได้มาอยู่ใกล้ๆแม่ ชังที่ไม่ได้มาอยู่ใกล้
    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังไม่ว่าจะได้มาอยู่ใกล้แม่หรือไม่ได้มาก็ตาม
    มรรค วิธีดับทุกข์พิจารณาประโยชน์ที่จะได้มาอยู่ใกล้กับแม่ ทบทวนว่าถ้ามาอยู่ใกล้แม่ๆจะสุขใจไม่ได้มาจะทุกข์ใจ การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเราไม่ได้ดั่งใจเราเป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่าที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลสคือความหลงชิงชังรังเกียจหลงยึดมั่นถือมั่นในใจเราและทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา ทบทวนซ้ำๆทำให้วางใจได้ ไม่ทุกข์ไม่กลัวแม้จะได้มาหรือไม่ได้มาอยู่กับแม่ก็ตาม

  13. พรณพิมพ์ ทองหล่อ

    เรื่อง หวงโต๊ะทำงาน (มาก)

    เหตุการณ์ : มาทำงาน เห็นเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานตัวเองเลื่อนไม่เหมือนเดิม ปกติถ้ามีใครมาขยับจะรู้ทันที ถามน้องที่สนิทเลยทราบว่า มีคนมานั่งที่โต๊ะทำงานเรา

    ทุกข์ :โกรธมากที่มีคนมาใช้โต๊ะทำงานเรา โต๊ะในห้องมีตั้งมากมาย นี่มันโต๊ะส่วนตัวนะมานั่งทำไม อุตส่าห์เอาที่กั้นมากั้นแล้วยังจะเข้ามานั่งโดยไม่ขออนุญาตอีก

    สมุทัย : ชอบที่ไม่มีคนมายุ่งกับโต๊ะทำงานเรา ชังที่มีคนมาใช้โต๊ะทำงานเรา

    นิโรธ : เค้าจะมานั่งโต๊ะเราก็ได้ จะไม่มานั่งก็ได้ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : จับอาการโกรธ เมื่อรู้ว่ามีคนมาใช้โต๊ะทำงานเราโดยไม่ขออนุญาต ค่อยๆพิจารณาตามว่า ถ้าคิดแบบนี้ใจเรานั่นแหละที่จะทุกข์ เราก็เคยไปเอาของคนอื่นมาใช้โดยไม่ได้ขออนุญาตเหมือนกัน ถ้าเรื่องแค่นี้ยังยึดติดว่าเป็นของๆเรา แล้วเรื่องอื่นๆจะปล่อยวางได้อย่างไร พอคิดได้แบบนี้ก็คลายใจขึ้นมา แต่ไม่ทั้งหมดเพราะความหวงของมีเยอะต้องค่อยๆล้างออก

    สรุป : ความโกรธลดลงครึ่งนึง อีกครึ่งนึงจะพากเพียรต่อ ได้ปัญญาว่ายึดเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้น ตอนนี้ใจเบิกบานเป็นสุขมากขึ้น

  14. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)

    ชื่อเรื่อง พูดละเอียดเกิน

    เหตุการณ์ ที่ทำงานนัดประชุม เตรียมความพร้อม หัวหน้าฝ่ายมาใหม่ พนักงานอย่างเรา ต้องมาพรีเซ็นต์ เนื้องานที่ตัวเองทำในฝ่ายบัญชี ผัสสะเกิดเมื่อน้องท่านหนึ่งได้พูดอธิบายงานตัวเองแบบละเอียดเกินไป ซึ่งจริง ๆ ไม่ต้องละเอียดขนาดนั้นก็ได้ มีอาการกระตือรือร้นและรับปากทุกอย่าง แต่ความเป็นจริงยังไม่สามารถทำได้ พอฟังแล้วเกิดอาการหงุดหงิดในใจ แต่ไม่มีอาการทางกายออกมา

    ทุกข์ หงุดหงิด รำคาญใจ น้องคนนี้พูดจาไม่จริง พูดโอเวอร์ อธิบายงานละเอียดเกินไป ไม่จำเป็น

    สมุทัย ชอบ ถ้าน้องจะไม่พูดแบบนี้ ชังถ้าน้องจะพูดแบบนี้

    นิโรธ น้องจะพูดอย่างไร ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค เห็นอาการใจตัวเอง เลยนั่งมองตอนที่น้องคนนี้พูดไป ถามตัวเองว่าเราไม่ชอบอะไร แต่เราเห็นสภาพพร่อง สภาพที่ไม่เป็นไปดังใจเราอยากจะให้เป็น จริงๆ น้องทำดีที่สุดแล้วเท่าที่น้องเข้าใจ น้องพยายามอธิบาย วนเวียนๆ ทำให้เห็นความตั้งใจจริงของน้อง สภาพที่เราอยากได้ดังใจ มันก็หายไป เข้าใจมากขึ้น เข้าใจว่าทุกคนทำดีที่สุดของแต่ละคนแล้ว กิเลสตัวอยากได้ของเรามากกว่า จะไปเอาอะไรจากเขา กิเลสตัวไม่ชอบสภาพพร่องที่มองเห็น

  15. นฤมล ยังแช่ม

    ทุกข์กับการลดกิเลส

    เริ่มต้นที่ลด ละ เลิก การกินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ต่อมาก็เป็นขนมที่ชอบคือ กล้วยฉาบ กล้วยตาก สารพัดกล้วย ข้าวเหนียว ลดการกินถั่วเหลือแค่ 2 ช้อนโต๊ะ ผลไม้ก็เหลือแค่กล้วย เพราะผลไม้ที่ซื้อมากินมีสารเคมีก็แพ้ กินไม่ได้มีตุ่มขึ้นที่ตัว กินข้าวเคี้ยวละเอียดบ้าง บางวันกิเลสเข้าก็ทำไม่ได้ กินอาหารตอนสาย ๆ ได้บ้าง บางวันกิเลสก็ไม่ยอมก็ต้องกินข้าวแต่เช้าตั้งแต่ 6 โมงเช้าหรือไม่ก็ตั้งแต่ตี 4 ตี 5 กินมื้อเดียว กิเลสมีความโลภกินเเกิน นอนเป็นงูหลาม ก็หลายครั้ง ตอนที่ทุกข์ก็บอกว่าจะไม่ทำอีกแล้ว แต่พอครั้งใหม่กิิเลสก็ชวนกินเกินก็หลายรอบ เป็นสภาพวนซ้ำ วัฎฎะ ที่ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ ไม่เข็ด ไม่หลาบ โง่ ชั่ว ทุกข์ ซ้ำซาก ไม่รู้จะโง่ไปถึงไหน ไม่มียางอาย หน้าด้าน เสพแล้วเสพอีก กิเลสมันถามว่านี้จะไม่เหลืออะไรไว้ให้มันเสพบ้างเลยเหรอ จะลดทั้งหมดเลยใช่ไหม ปัญญายังไม่มากพอที่จะออกจากทุกข์บางครั้งก็รู้สึกท้อ แต่จะให้กลับไปกินเหมือนเดิมก็คงไม่ไหว เพราะมันทุกข์มากกว่านี้ ถึงตอนนี้จะทุกข์ แต่ถ้าผ่านไปได้ก็ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก

    ทุกข์ ทุกข์ใจที่ต้องลดในสิ่งที่ชอบ

    สมุทัย สุขใจที่ได้กินในสิ่งที่ชอบ ทุกข์ใจที่ไม่ได้กินในสิ่งที่ชอบ

    นิโรธ ได้กินหรือไม่ได้กินในสิ่งที่ชอบก็สุขได้

    มรรค พิจารณาว่าที่ผ่านมาก็กินมาตั้งกี่ปีแล้ว ยังทุกข์ไม่พอหรือไง ตายไปก็ไม่มีร่างให้เสพแล้ว จะรอให้ตายก่อนหรือไงถึงจะเลิกกิน ความอร่อยก็ไม่มีเก็บไม่ได้ไม่มีตัวตน แค่อยากก็ทุกข์แล้ว ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้องทุกข์ ฝึกทำตามกิเลสก็ทำมานานแล้ว ทำไมไม่ฝึกแบบพุทธะบ้าง อาหารกินได้แค่ชาตินี้ แต่ใจที่ไม่ทุกข์จากกิเลส สุขไม่มีวันสิ้นสุด นี่้คือจุดหมายของเรา มีความสุขไปทุกปัจจุบันที่ทำได้ ไม่ต้องรอให้ไปถึงจุดหมาย เริ่มต้นที่เรา นับหนึ่งที่เรา สู้ ๆ

  16. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง เลิศ หลัก เสริม
    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมาได้มีโอกาสบำเพ็ญรายการสายด่วนกับพี่น้องหมู่มิตรดี ในช่วงตอบคำถามมีพี่น้องท่านป่วยเป็นมะเร็งเข้ามาถามคำถาม ท่านมีอาการกลัวกังวล หวั่นไหวมาก พอพี่น้องยกมือขึ้นตอบคำถาม ตอบไม่ตรงใจเราเน้นไปในทางวัตถุมากเกินไป (ในความคิดของเรา) เราเกิดความอยากให้พี่น้องพูดเรื่องใจ คือยาเม็ดเลิศก่อน ตัวเองก็ได้ยกมืออยากจะตอบคำถามนั้นด้วย แต่พอพิธีกรไม่เรียกเรา ก็เลยเอามือลงก็คอยฟังว่าพี่น้องจะตอบอย่างไร ตอบอยู่นานมากก็ยังวน ๆ อยู่ในเรื่องวัตถุ กิเลสมันดิ้นอยากเอาดีจากเพื่อน ไลน์บอกเพื่อนตัดรอบเถอะ แต่พี่น้องก็ไม่เห็นด้วย เห็นใจมันดิ้นรนจะพยายามส่งสัญญาณให้พี่น้องพูดตามหัวข้อเม็ด เลิศ หลัก เสริม โดยการแชร์สกรีน ได้เห็นความอึดอัดใจ ก็เลยมาทำใจตัวเอง นี่เรากำลังจะเอาดีจากคนอื่น

    ทุกข์ อึดอัด ร้อนใจ อยากให้พี่น้องพูดเน้นหัวข้อยาเม็ดเลิศก่อน

    สมุทัย อยากให้พี่น้องพูดเน้นหัวข้อยาเม็ดเลิศก่อน ค่อยพูดเม็ดหลัก เม็ดเสริม ถ้าพี่น้องพูดเน้นเม็ดหลักจะสุขใจชอบใจ

    นิโรธ พี่น้องจะพูดเน้นเม็ดไหนก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค เมื่อได้พิจารณาเห็นความอึดอัด ร้อนใจ กิเลสความอยากเอาดีจากผู้อื่นอย่างยึดมั่นถือมั่น ก็ได้พิจารณาโทษภัยของความอยากอย่างยึดมั่นถือมั่นของเรา ว่าถ้าได้สมใจอยากจะสุขใจชอบใจ ก็เป็นเพียงสุขเพียงชั่วคราวเก็บไม่ได้ พอไม่สมใจอยากก็ทุกข์ใจไม่ชอบใจ อยากได้มาก ๆ ทำชั่วได้ทุกเรื่อง มันก็ดิ้นรน ร้อนใจ พยายามส่งสัญญาณให้พี่น้อง ทำตามที่เราต้องการ ยกมือขอแสดงความเห็นบ้าง โดยการแชร์สกรีนบ้าง ส่งไลน์ไปหาเพื่อนบ้าง

    พอเพื่อนไม่ทำตามที่ตนเองต้องการได้สติ รู้สึกละอาย รู้สึกสำนึกผิด ตั้งจิตขอโทษ ขออโหสิกรรม ตั้งใจหยุดสิ่งที่ไม่ดี ทำใจพิจารณาเรื่องกรรมว่าเราหรือใคร ได้รับอะไรขึ้นอยู่กับกุศล อกุศลของแต่ละท่าน ที่จะออกฤทธิ์ในเวลานั้น ๆ และพี่น้องท่านนี้ ท่านก็มีกุศลที่จะได้เรียนรู้ตามที่เป็นจริงของท่าน ณ เวลานั้น

    ได้พิจารณาเห็นใจคลายความยึดมั่น ถือมั่น ที่จะเอาดีจากผู้อื่น ยินดีรับแต่ของที่เขาให้ ทำให้เห็นความไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนแท้ของกิเลส ที่มันเกิด ดับ ตอนที่มันไม่ได้ดังใจก็ดิ้นรนจะเอา สร้างทุกข์อึดอัด ร้อนใจ
    แต่พอเราเข้าใจได้พิจารณาเห็นความจริง ตามความเป็นจริง เข้าใจวิบากกรรมอย่างแจ่มแจ้ง ในกุศลอกุศล แล้วความอึดอัด ร้อนใจก็คลายลง ใจคลายความอึดอัด รู้สึกเบิกบานยินดี พอเราวางใจแล้วพี่น้องก็ให้โอกาสเราได้แสดงความคิดเห็น

  17. พรทิพย์ ไทยเอียด

    เรื่อง อสูรกายตัวแม่คือเรา

    ทุกข์ มีอาการทุกข์ใจ เครียด กังวล จากพฤติกรรมความไม่กล้าพูดไม่กล้าแสดงออกของตัวเอง

    สมุทัย ภาวะการขาดความกล้า ขาดความมั่นใจในการพูดของตัวเองต่อที่สาธารณะ

    นิโรธ กล้าและมั่นใจในการพูดต่อที่สาธารณะให้ได้ด้วยใจที่เป็นสุข สงบ ผ่อนคลายจากความเครียดกังวล

    มรรค บอกสอนตัวเองว่าถ้าหากเราต้องการความเจริญในธรรม เราต้องมีความกล้าหาญ การไม่พูด เก็บงำความรู้ไว้คนเเดียว ไม่แบ่งปันผู้อื่นจะยิ่งทำให้เราปัญญาดับ อัตตายิ่งโต ประโยชน์ตน ประโยชนืท่านไม่เกิดแก่ใครเลย แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรที่เราจะยังรักษาความโง่นี้ไว้ให้อยู่กับตัวเราไปตลอด ้เราศึกษาธรรมะเพื่อการบรรลุธรรมมีชีวิตที่ผาสุข แต่สิ่งที่เรากำลังทำ คือทำทุกข์ ทำความเครียด ความกังวล ให้กับตัวเอง เลี้ยงอสูรกายไว้ในตน มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ทำแบบนี้กับตัวเอง เมื่อบอกสอนตัวเองได้แบบนี้แล้วจังตัดความกลัวออกสร้างพลังงานในจิตใจใหม่แล้วยกมือส่งการบ้าน โดยมีการพิจารณาใจที่มันคลายทุกข์ได้เมื่อถูกเรียกชื่อให้ส่งการบ้าน เริ่มรู้สึกว่าใจเราไม่เครียด ไม่กลัวได้แล้วระดับหนึ่ง เหลือความตื่นเต้นหน่อยๆที่ต้องล้างต่อให้จบต่อไป

    สรุป ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ ใจที่กล้า ใจที่ไม่กังวล ไม่หวั่นไหวมันสร้างสุขให้กับชีวิตได้จริงๆ ส่วนใจที่มันกลัว กังวล หวั่นไหว มันก็สร้างทุกข์ให้กับชีวิตเราตลอดได้เช่นกัน ถ้าเราไม่มีปัญญาแก้ไข สาธุค่ะ

  18. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    ส่งการบ้านอริยสัจสี่ วันศุกร์ที่ 14 มกราคม 2565

    เรื่อง กิเลสมันน้อยใจเพื่อน
    เหตุการณ์ มีเพื่อนเดินผ่านมา เพื่อนท่านนี้ท่านจะแนะนำสภาวะธรรมในการชำระกิเลสได้ดีมาก ด้วยความเกรงใจท่านเราจึงไม่ได้เรียกท่าน แต่ใจอยากให้ท่านหันมามองเรา เราจะได้คุยกับท่าน เรื่องสภาวะธรรม แต่ท่านไม่ได้หันมา เจ้ากิเลสจึงน้อยใจ

    ทุกข์ น้อยใจเพื่อน

    สมุทัย อยากให้เพื่อนมาคุยสภาวะธรรมด้วย

    นิโรธ เพื่อนจะมาคุยสภาวะธรรมด้วยหรือไม่ก็ไม่น้อยใจ

    มรรค เราได้มาตรวจใจดูว่าจะน้อยใจอะไรนี่ คำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำสั่งสอนของท่านอาจารย์หมอเขียว ได้ให้ไว้เป็นแนวทางมากมาย ทั้งบททบทวนธรรมอีก 165 ข้อ ของท่านอาจารย์ ก็ศึกษาให้หมดเถอะ ไม่ต้องไปหวังพึ่งคนอื่นหรอก พึ่งตัวเองให้มากๆเถอะ พอเราคิดได้ดังนั้นเราก็ได้เกิดปัญญาคลายทุกข์ลง

    สรุป เราได้น้อมเอาคำสั่งสอนของอาจารย์ และบททวนธรรมของท่านอาจารย์มาศึกษา และฟังซ้ำๆ และนำมาปฏิบัติไปเรื่อยๆ