แบ่งปันสภาวธรรม อริยสัจ 4 (52/2564)

641231 แบ่งปันสภาวธรรม อริยสัจ 4 (52/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชาราม แบ่งปันสภาวธรรมการใช้หลักอริยสัจ 4 ในชีวิตประจำวัน ประจำวันที่ 20-31 ธันวาคม 2564

!?ปิดรับบทความในวันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม 2564 เที่ยงคืน ตามเวลาในประเทศไทย

?กรอกข้อมูลในช่องความคิดเห็นด้านล่าง

Leave a Reply

Your email address will not be published.

24 thoughts on “แบ่งปันสภาวธรรม อริยสัจ 4 (52/2564)”

  1. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง ห่วงแม่

    เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาแม่เกิดอุบัติเหตุหกล้มเป็นครั้งที่ 3 ในช่วงเวลา 1 เดือน ช่วงนี้แม่หกล้มติดต่อกันหลายครั้ง จนเกิดอาการหวั่นไหว และเป็นห่วงแม่ กลัวว่าท่านจะเสียชีวิตไปอย่างกระทันหัน อยากจะไปกอดและดูแลท่านก่อนที่ท่านจะจากไป

    ทุกข์ : เกิดอาการกลัว กังวล หวั่นไหว เพราะเป็นห่วงแม่

    สมุทัย : ไม่อยากให้แม่หกล้มบ่อย ไม่อยากให้แม่บาดเจ็บ และไม่อยากให้แม่ตายในเวลานี้ หากแม่มีสุขภาพแข็งแรงจะชอบใจและเป็นสุขใจ

    นิโรธ : ถึงแม้ว่าแม่จะเสียชีวิตไปอย่างกระทันหันก็จะพยายามทำใจให้ได้ว่าความเกิดกับความตายเป็นของคู่กัน ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วไม่ตาย ทุกคนก็ต้องตายกันทั้งนั้น หากแม่ท่านถึงเวลาที่จะไปข้าพเจ้าก็ไม่สามารถไปห้ามไม่ให้ท่านไม่ตายได้เลย

    มรรค : ข้าพเจ้าได้น้อมคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยท่านอาจารย์หมอเขียวได้นำมาขยาย พิจารณาว่าสิ่งใดที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา ทุกชีวิตล้วนแต่เกิดมาด้วยวิบากกรรมของแต่ละชีวิต ไม่มีใครหนีวิบากกรรม และผลของกรรมที่ทำมาได้

    แม่ของข้าพเจ้าท่านก็ได้เกิดมาและได้ทำหน้าที่ของท่านจนถึงช่วงบั้นปลายของชีวิตท่านแล้ว หากเวลานั้นมาถึงสมควรที่ท่านจะคืนร่างเดิมสู่แผ่นดินและต้องไปเปลี่ยนร่างใหม่ก็ควรจะปล่อยท่านไป ข้าพเจ้าต่างหากควรจะต้องหันมาพิจารณาถึงความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์และกิเลสที่เกิดขึ้นภายในใจของตัวเองและล้างกิเลสเหล่านั้นออกไป ไม่ให้ใจเป็นทุกข์ ไม่เบียดเบียนตัวเอง นั้นต่างหากคือสิ่งที่จะต้องกระทำ

    ท่านอาจารย์หมอเขียวกล่าวไว้ว่า พลังงานของความไม่กลัว ไม่กังวล ไม่หวั่นไหว สามารถเป็นแรงเหนี่ยวนำที่ดี ที่จะส่งไปถึงแม่ทำให้ท่านได้รับพลังงานดี ๆ คือใจที่ไม่มีความกลัว กังวล หวั่นไหว ก็จะช่วยทำให้ท่านสบายใจ และถึงแม้ท่านจะจากโลกนี้ไป ท่านก็จะไปด้วยใจที่ไม่กังวล

    พอพิจารณาถึงจุดนี้ จิตใจที่เป็นทุกข์ก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง จากความทุกข์ที่มีอยู่ 100 เปอร์เซ็นต์ก็เหลืออยู่ไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ข้าพเจ้าจะพยายามพากเพียรล้างความทุกข์ที่เหลืออยู่ไปเรื่อย ๆ จะขยันฟังธรรมจากท่านอาจารย์และน้อมนำมาปฎิบัติเพื่อนำความผาสุกมาสู่ตัวเองต่อไป ค่ะสาธุ

  2. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ตั้งศีลเลิกปรุงขนมกิน
    เคยได้ตั้งศีลกินขนมที่ตนเองทำเท่านั้น แล้วก็ปรากฏว่าทั้งวันใช้เวลาปรุงแต่งขนมอยู่ในหัว บางทีก็เสียเวลาดูคลิปที่เขาทำ ดูแล้วก็เกิดความอยากที่จะทำกินบ้าง แต่ด้วยตั้งศีลกินข้าวมื้อเดียว พอทำกับข้าวในมื้อนั้นเสร็จแล้วก็ไม่อยากทำขนมแล้ว (ก็มันต้องใช้เวลามาปรุงมาประกอบ) แต่ก็ยังอยากกินขนมอยู่ มีหลายครั้งกินข้าวอิ่มแล้วก็ต้องไปทำขนมไว้กินอีก ตอนแรกพอทำเสร็จก็กิน (กิเลสหลอกว่าซิม) กินแล้วก็เกิดความไม่สบายตัว มีวิบากเบียดเบียนตัวเอง ผิดศีล กายไม่สบาย แสบปากแสบคอ กรดไหลย้อน ปวดท้อง ใจก็ไม่แช่มชื่น

    ตอนหลังทำขนมแต่ไม่กินนอกมื้ออาหารแล้ว แต่ทำไว้กินในวันอื่น เพราะรู้ว่ากินนอกมื้อแล้วมันไม่สุข มันชัดเจนในทุกข์และวิบากจากการผิดศีล แต่ก็มีความสุขจากการได้ปรุงขึ้นมา เห็นจิตตัวเองมีความสุขจากการได้เสพรูปของขนมที่ตัวเองทำขึ้นมา แม้ไม่ได้เสพรสชาติจึงรู้ว่าตัวเองติดในรูปของขนม เห็นแต่รูปก็มีความสุขแม้ว่าไม่ได้กิน และครั้งนี้ก็เหมือนกันอยากทำขนม

    ทุกข์ ไม่แช่มชื่น ไม่โปร่ง ไม่โล่ง

    สมุทัย อยากทำขนมถ้าได้ทำจะสุขใจชอบใจ ไม่ได้ทำจะทุกข์ใจไม่ชอบใจ

    นิโรธ จะได้ทำขนมหรือไม่ได้ทำขนมก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค ได้พิจารณาว่าการอยากได้สมใจอยากเป็นของไม่เที่ยง เดี๋ยวก็อยาก พอได้สมอยากก็สุขแป๊บเดียว เป็นสุขที่ไม่มีจริงเก็บไม่ได้ รบกวนตัวเองเบียดเบียนตัวเอง ต้องเสียทุนรอน แรงงานและเวลา ไปแสวงหามาปรุงมาเสพ พอได้สมใจอยากก็สุขเล็กน้อย แล้วต้องมารับวิบากร้าย จากการเบียดเบียนตนเองอีก เราเอามาเกิน ร่างกายเขาไม่รับ ต้องเสียเวลากำจัดพิษออก แทนที่จะเอาเวลามาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างอื่น แถมเป็นแรงเหนี่ยวนำที่ไม่ดีต่อผู้อื่นอีก เมื่อพิจารณาเห็นทุกข์ชัดเจนอย่างนี้ จึงได้ตั้งศีลขึ้นมาเพื่อเลิกกินขนม โดยอาศัยความกล้า กล้าที่จะทำสิ่งดี เลิกและละอายในการทำสิ่งชั่ว พอตั้งจิตขึ้นมาอย่างนี้ต่อหน้าหมู่มิตรดี รู้สึกมีพลังและเบิกบาน ยินดีในการเลิกปรุงขนมขึ้นมาเสพอีกต่อไป

  3. กาญจนา คงภูชงค์

    ส่งการบ้าน
    เรื่อง ..ผู้ช่วยที่ดี
    เหตุการณ์..ในทุกเช้าที่เข้าฟังธรรมะบางทีพ่อบ้านเขาก็สงบนั่งฟังได้ดี แต่บางวันเขามาช่วยงัดกิเลสเราให้เราได้ใช้ปัญญามาดับกิเลสซะงั้น เช่นอยู่ดีๆก็บอกว่า เอาโทรศัพท์มาหน่อย จะเปิดเพลงฟังแล้ว หรือบอกเอามาหน่อยจะดูยูทูปแล้ว นี่คือเหตุการณ์ที่ให้เราได้ดับทุกข์ใจและได้ล้างความยึดมั่น ถือมั่นที่จะยอมให้เกิดสิ่งดีก็ได้ สิ่งที่ไม่ได้ดังใจหมายก็ได้
    ทุกข์..ขุ่นใจมี่พ่อบ้านชอบมาเอาโทรศัพท์ไปใช้ตอนฟังธรรม
    สมุทัย..ชอบที่พ่อบ้านไม่มาเอาโทรศัพท์ไปใช้ ชังที่เขาชอบมาเอาไปตอนเราฟังธรรม
    นิโรธ..พ่อบ้านจะเอาไปใช้ตอนไหนก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค..เมื่อเราพิจารณาดูเหตุการณ์ที่เราได้ฟังธรรมแล้วเขาจะมาเอาโทรศัพท์ไปใช้กลางคันแบบนี้ว่า เรายึดว่าถ้าได้ฟังธรรมโดยราบรื่นจะสุขใจ แต่พอเขามาขัดจังหวะให้การฟังสะดุดทำให้เราทุกข์ใจ ก็เลยมาตรวจใจเราจะยอมเขาได้มั้ย ก็ในเมื่อเราได้เข้ามาศึกษาธรรมะ พุทธะก็สอนให้เราวางให้ได้ อาจารย์ก็สอนให้เรา ยอม แม้ไม่ได้ดั่งใจเรา ก็ได้อ่านใจตัวเองว่าเราทุกข์มั้ยเมื่อเกิดเหตุที่ไม่ได้ดั่งใจนี้ เราจึงได้รู้ว่านี่คือข้อสอบสดๆให้เราได้ล้างกิเลส จึงยิ้มรับบททดสอบนี้ด้วยความยินดี เพราะทุกวินาทีเราต้องเตรียมพร้อมรับกับเรื่องทุกเรื่องที่เข้ามาให้เราได้แก้ไขและอ่านใจ และได้ล้างกิเลส ทำความผาสุขให้ตัวเองและผู้อื่น ได้เจอวิบากแค่นี้ก็ดีมากแล้ว ใจเป็นสุขเลยคะ ต้องขอบคุณเขาที่มาช่วยให้เราได้ใช้ปัญญาแก้ไขเรื่องนี้ กราบสาธุอาจารย์และคุรุทุกท่านที่ให้ปัญญาในการแก้ปัญหาคะ สาธุ

  4. ทิษฏยา โภชนา (ในสายธรรม)

    อริยสัจ 4
    เรื่อง : ไปทำตรงอื่นได้ไหม
    ไปช่วยงานศพญาติที่วัด ในขณะที่กำลังนั่งหั่นผักอยู่นั้น ก็มีคนนำเนื้อหมูชิ้นใหญ่มานั่งหั่นติดกับที่เรานั่ง เมื่อได้กลิ่นเหม็นคาวก็เกิดอาการรังเกียจ รู้สึกอยากจะอาเจียน ไม่อยากให้เขามาทำใกล้ตรงที่เรานั่ง คิดว่าที่นั่งมีตั้งมากมายทำไมต้องมานั่งตรงนี้ด้วย
    ทุกข์ : เหม็นกลิ่นเนื้อหมู
    สมุทัย : 1.อยากให้เขาเอาเนื้อหมูไปนั่งหั่นที่อื่น
    2.ชอบใจถ้าไม่ต้องได้กลิ่นคาวของเนื้อหมู ชังกลิ่นคาวของเนื้อหมู
    นิโรธ : 1.เขาจะนั่งหั่นเนื้อหมูตรงไหนก็ไม่ทุกข์ใจ
    2.กลิ่นคาวของเนื้อหมูจะโชยมาเข้าจมูกบ้างก็ไม่ต้องทุกข์ใจ
    มรรค : พิจารณาว่าเมื่อก่อนเราก็เคยชอบกินเนื้อหมูมาก ตลอดชีวิตที่ผ่านมาก็คิดว่ากินไปหลายสิบตัว เมื่อก่อนเราว่าเนื้อหมูนี่หอมมาก เอามาทำอะไรก็อร่อย แต่วันนี้เลิกกินได้แล้ว ทำมาเป็นรังเกียจกลิ่นนี้ เขาไม่ได้เอาเนื้อหมูมาหั่นผิดที่ มีแต่ใจเรานี่แหละที่อยู่ผิดที่ไปชิงชังกลิ่นคาวนี้
    สำนึกผิดได้ว่าที่ผ่านมาเรานี่แหละที่ เป็นแรงเหนี่ยวนำที่ทำให้คนอื่นทำตามมามาก ความดีเรายังไม่มากพอที่จะเป็นแรงเหนี่ยวนำที่ดีให้คนอื่นเลิกกินเนื้อสัตว์ จะไปโทษใครได้ จึงยินดีรับวิบากที่เคยพลาดทำมา
    ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 94 “ เมื่อเกิดเรื่องที่เรารู้สึกไม่ดี โดยสัจจะแสดงว่า เราทำหรือส่งเสริมสิ่งผิดสิ่งไม่ดีมา ในชาตินี้หรือชาติก่อน ๆ เมื่อทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด จะเป็นวิบากร้ายใหม่ ที่ทำให้วิบากร้ายเก่าที่ รับก็ไม่มีวันหมดเกลี้ยงได้ง่าย ไม่มีวันหมดเกลี้ยงได้เร็ว แต่จะหมดเกลี้ยงได้ยาก และหมดเกลี้ยงได้ช้า และวิบากร้ายใหม่ก็จะเพิ่มอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ”
    สรุป พิจารณาแบบนี้แล้วโล่งขึ้น แต่ทางเหตุการณ์คือ ร่างกายมีความรู้สึกคลื่นไส้กับกลิ่นคาวของเนื้อหมูจริง ๆ โชคดีที่งานที่รับผิดชอบตอนนั้นใกล้เสร็จแล้ว จึงกลั่นหายใจและรีบทำให้เสร็จแล้วเดินออกไปจากจุดนั้นไป

  5. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง หนังสือหาย
    เหตุการณ์ : ขณะเตรียมข้อมูลที่จะพูดในรายการจากหนังสือเล่มหนึ่งแต่ไม่เห็นจึงเริ่มหาตรงนั้นตรงนี้ในที่ๆเคยวางแต่ไม่เจอเวลาก็กระชั้นชิดมาเรื่อยๆยังไม่เจอแต่กลับเจอความรู้สึกไม่แล้วใจยังหวังที่จะเจอหนังสือนั้นอยู่พยายามถามคนนั้นคนนี้แต่ละคนช่วยกันหาก็ยังไม่เจอ จึงทำใจ วางใจจะเจอหรือไม่เจอก็ได้

    ทุกข์ : รู้สึกไม่แล้วใจ ที่หาหนังสือไม่เจอ

    สมุทัย : อยากและยึดว่าต้องเจอหนังสือ ชอบถ้าเจอหนังสือ ชังที่ไม่เจอหนังสือ

    นิโรธ : จะเจอหนังสือก็ได้ ไม่เจอ ก็ได้ใจไร้ทุกข์ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค : เมื่อใจยังยึดอยากเจอหนังสือยิ่งหายิ่งไม่แล้วใจ เดี๋ยวหาๆวนไปวนมา อยู่หลายวัน พอคิดได้ว่าแล้วเราจะมาเสียเวลาหาวัตถุแค่นี้นะหรือ ไม่ใช่แล้ว สู้เอาเวลาไปล้างความยึดความอยาก ความรู้สึกไม่แล้วใจ ซึ่งเป็นกิเลสวายร้ายที่พาเราครุ่นคิด ใจไม่โปร่งไม่โล่งอยู่ตลอดออกดีกว่าไหม จึงอาศัยบททบทวนธรรมข้อที่ 93 มาช่วยล้าง คือ”ในโลกนี้..ไม่มีอะไรสำคัญเท่า”การดับทุกข์ใจ..ให้ได้”พิจารณาแล้ว เป็นจริงตามนี้เราล้างความอยากความยึด ออกได้ความรู้สึกไม่แล้วใจไปเมื่อเราได้ความแล้วใจกลับมาใจก็โปร่ง โล่ง เบา สบาย
    สรุป เมื่อจับความยึด อยากที่ทำให้รู้สึกไม่แล้วใจ เป็นทุกข์ ได้พิจารณาชัดแล้วล้างออกได้ใจหมดอยาก หมดทุกข์ โปร่ง โล่ง เบา สบาย ผาสุก

  6. นาง สมเพียร ลิ่มตระกูล

    ส่งการบ้านอริยสัจ 4 21 ธ.ค 64
    นาง สมเพียร ลิ่มตระกูล (เอื้อเอ็นดู)
    รหัสนักศึกษา. 64844
    เรื่อง. ไปงานเพื่อฟ้าดินที่ทะเลธรรม
    ทุกข์. ไม่สบายใจที่ปีใหม่ลูกชายที่อยู่กรุงเทพฯ จะมาเยี่ยมแม่ เพราะซึ่งช่วงโควิดไม่ได้เจอกันนานแล้ว แต่แม่จะไปร่วมงานเพื่อฟ้าดินที่ทะเลธรรม

    สมุทัย.ไม่อยากให้ลูกชายมาในช่วงปีใหม่ ถ้าลูกชายมาหาจะทุกข์ใจถ้าลูกชายไปไม่มาจะสุขใจ เพื่อจะได้ไปงานเพื่อฟ้าดินที่ทะเลธรรม

    นิโรธ.ยินดีถ้าลูกจะมาหาช่วงปีใหม่ จะได้ไปงานเพื่อฟ้าดินที่ทะเลธรรมก็สุขใจ หรือไม่ได้ไปงานก็สุขใจไดั

    มรรค.ปล่อยวาง ความยึดมั่นถือมั่น ว่าจะได้เจอลูกก็ได้ไม่ได้เจอลูกก็ได้ ตามบททบทวนธรรม คือ อดทน รอคอย ให้อภัย ทำดีเรื่อยไปใจเย็นข้าชาติ ตั้งศีล ปีนี้ “จะช่วยคนให้พ้นทุกข์”

  7. นางภัคเปมิกา อินหว่าง

    เรื่อง:โดนเข้าแล้ว
    เหตุการณ์: วันนี้ (17/12/64)ได้มีโทรศัพท์เข้ามา พูดคุยถึง เรื่องการส่งพัสดุ สั่งของออนไลน์ ว่าเราเป็นผู้ส่งของผิดกฎหมาย ออกนอกประเทศถูกอายัติอยู่ที่ด่านศุลกากร จ.เชียงใหม่ ให้เรารีบดำเนินการแจ้งความออนไลน์ไปยัง สภอ.เมืองเชียงใหม่ เขาอ้างตัวเป็นร้อยเวร เป็นสารวัตร เป็นผู้กำกับ เราก็คิดว่าเป็นการคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อแจ้งความ คุยกันไปคุยกันมา เรื่องมันชักยุ่ง โยงไปถึงเรื่องคดีฟอกเงิน เขาอ้างว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ฟอกเงินผิดกฎหมายด้วย
    คุยไป ใช้เวลาประมาณเกือบ 2ชม.
    เราคิดว่าเป็นไงเป็นกัน ถึงคราววิบากเข้า ที่จะต้องเจอเรื่องร้าย
    ขบวนการมิจฉาชีพหลอกลวง เป็นขบวนการ เอากฎหมายมาขู่ มาอ้างถึงคดีความอาญา
    เราก็เชื่อไปบ้าง ถอยบ้าง แต่ก็เกิดความกังวลอยู่ไม่น้อย เลยให้ข้อมูลส่วนตัวกับพวกมิจฉาชีพไปเยอะ รวมถึงข้อมูลบัญชีธนาคาร
    แต่ เราก็เอะใจ คิดใหม่ ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามที่ พวกมิจฉาชีพทีโทร มาเพื่อให้เรา โอนเงินทุกบัญชีให้พวกเขา
    ทุกข์: ไม่เบิกบานกับการถูกมิจฉาชีพมาล้วงเอาข้อมูลส่วนตัว
    สมุทัย:ชอบหากไม่โดนล้วงข้อมูลส่วนตัว ชังที่โดนล้วงเอาข้อมูลส่วนตัว
    นิโรธ:จะถูกโดนล้วงข้อมูลหรือไม่ ก็ไม่หวั่นไหว ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค:เมื่อเกิดเรื่องที่เราคาดไม่ถึง เรามาพิจารณาที่ใจ จากการโดนพวกมิจฉาชีพหลอกให้เราเชื่อถึงเหตุการณ์ที่ เราเป็นคนส่งพัสดุผิดกฎหมาย แล้วโดนอายัติ เชื่อมโยงไปถึงขบวนการฟอกเงิน เป็นเงินจำนวนหลัก100 ล้านซึ่งมันเป็นคดีอาญาที่ร้ายมาก ซึ่งมันเกิดจาก การที่เราสั่งซื้อของออนไลน์อยู่เป็นนิจ และทำกิจหลายอย่าง เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลส่วนตัว จนเราเชื่อไปและให้ข้อมูล ไปเยอะมาก รวมถึงเลขประจำตัวประชาชน เลขบัญชีธนาคาร ยอดเงินธนาคาร ที่มีในบัญชี ทุกบัญชี
    เมื่อเรามีปัญญาตามทัน ถึงเหตุการณ์ของพวกมิจฉาชีพ
    ทำให้เรารอดพ้นจากการถูกหลอก เพื่อโอนเงินให้พวกเขา
    เรามาพิจารณา อีกครั้ง ว่า การที่เรามีเงินเก็บ กับธนาคาร ทำให้มีวิบาก ต้องเป็นทุกข์กับสมบัติ ที่เราสะสมมา ต้องมาเจอเรื่องร้าย
    เลยต้องหยิบเอาบททบทวนธรรมข้อที่.๘๑ เหนือความเก่ง คือ วิบากร้าย เก่งแค่ไหนว่าแน่ ก็แพ้วิบากร้าย ร้ายแค่ไหนว่าแน่ ก็แพ้วิบากดี วิบากดีที่แน่แท้ ที่ดีที่สุด คือ ใจไร้ทุกข์ ใจดีงาม
    เมื่อพิจารณาที่ใจเราได้ เราก็คลายกังวล ไม่ว่าอะไรจะเกิด เรื่องดีหรือร้าย เรารับมันได้ เพราะเราทำมาทั้งนั้น จะเกิดเรื่องร้าย ก็ต้องยอมรับมันให้ได้ เป็นการใช้วิบากที่เราเคยทำมา
    รับแล้วหมดไป ไม่มีอะไรคาใจ
    สุดท้าย เราก็คลายทุกข์ คลายกังวล เบิกบานด้วยความผาสุก

  8. พรทิพย์ ไทยเอียด

    เรื่อง ให้คนอื่นยืมเงิน

    สถาการณ์
    มีคนรู้จักที่เป็นญาติเราห่างๆ ไม่ค่อยได้พบเจอ คบคุ้นกันสักเท่าไหร่ จะเจอกันบ้างพูดคุยกันบ้างก็ต่อเมื่อมีงานบุญ งานบวช งานศพ ต่างๆ ในหมู่บ้านเท่านั้น ทักมายืมเงินเรา 2000 ทางแชท บอกว่าขอยืมและจะคืนหลังยืมประมาณ 7-10 วัน แต่หลังจาก นัั้นมานับถึงตอนนี้ก็น่าจะเกือบๆ 2 เดือน เขาก็ยังไม่คืน โดยตอนที่โอนให้ไป ในใจเราก็คิดว่าเราจะรอดูว่าที่เขารับปากไว้นั้นจะเป็นจริงไหม

    ทุกข์ มีอาการครุ่นคิดในใจลึกๆว่า เขาจะเเป็นคนที่ไม่รักษาคำพูดหรือไม่แค่นั้น(แต่ใจจริงเราก็ไม่ได้อยากได้เงินคืนสักเท่าไหร่ เพราะคิดไว้แต่แรกแล้วว่าเราน่าจะได้ใช้วิบากอีกรอบแน่ๆ เพราะแทบทุกครั้งที่ใครมายืมเงินหรือยืมของๆเรา เราจะไม่เคยได้คืนเลย แทบทุกครั้ง) จิตมันแพ่งไปที่คำพูดและสัจจะที่ให้ไว้ ไม่ได้เพ่งไปอยากได้เงินคืน

    สมุทัย
    ชอบใจถ้าเขาจะรักษาสัจจะที่ให้ไว้ และรู้สึกชังถ้าเขาไม่รักษาสัจจะ

    นิโรธ
    ไม่ชอบไม่ชังในสิ่งดีหรือไม่ดีของผู้อื่นที่มากระทำต่อเรา เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราไม่มีอะไรบังเอิญ มันคือผลจากการทำวิบากดีร้ายของตัวเราเองทั้งสิ้น เข้าใจและยอมรับในวิบากด้วยใจที่เบิกบานและยินดี

    มรรค
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ ๑๑ สิ่งที่สร้างผลทุกวินาทีให้กับชีวิตคือ วิบากกรรม ข้อที่ ๑๒ วิบากกรรมมีจริงทำอะไรได้ผลอะไรก็เกิดจากการกระทำของเราเองทั้งหมด เจอเรื่องดี…เพราะทำดีมา เจอเรื่องไม่ดี…เพราะทำไม่ดีมาทั้งในปัจจุบันและอดีต
    สังเคราะห์กันอย่างละ ๑ ส่วน และข้อที่ ๒๑ การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเราป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า
    ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลสคือ ความหลงชิงชังรังเกียจหลงยึดมั่นถือมั่นในใจเราและทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา

    สรุป
    เมื่อทำความเข้าใจทุกอย่างแล้ว ก็วางใจ ปล่อยให้วิบากดีร้ายทำหน้าที่ ส่วนตัวเราก็วางใจและยอมรับในผลที่จะเกิดขึ้น ความยินดีและสุขใจก็เกิดขึ้นในใจ สาธุ

  9. ธัญมน หมวดเหมน (มั่นแสงธรรม)

    ชื่อเรื่อง :โทษของการผิดศีล
    เนื้อหา : วันนี้ทำผิดศีล เรื่องกินอาหารมั่วไม่ตามลำดับและไม่ได้พิจารณาอาหารตามที่ได้ตั้งศีลไว้ ว่าจะพิจารณาอาหารคือจะเลือกกินอาหารที่ไม่เป็นโทษเข้าร่างกาย เช่น น้ำตาล และจะกินอาหารตามลำดับ
    ทำให้ตอนลงฐานปฏิบัติงานร่วมกับหมู่กลุ่มมีความรู้สึกว่ามีเสียงพูดเหน็บแนม ทำให้เห็นความชังในวาจาเหมือนเสียดสีนั้น ไม่อยากพูดคุยกับเจ้าของคำพูดนั้น จึงต้องรีบพิจารณาล้างกิเลสที่ในใจตัวเอง
    ทุกข์ : ชัง ไม่ชอบใจ ไม่พอใจที่เหมือนเพื่อนพูดกระทบ
    สมุทัย: ผิดศีลทำให้ได้รับโทษของการทุศีล คือ จะได้ยินเหมือนถูกว่า
    นิโรธ: เพื่อนจะพูดเสียดสี เหน็บเหน็บแนมหรือไม่ก็ไม่ทุกข์ใจ(ให้ได้) เพราะเราผิดศีลมา
    มรรค : เมื่อสำนึกได้ว่าที่ตัวเองรู้สึกเหมือนถูกว่านั้น เพราะทำผิดศีลมา จึงตั้งจิตขอโทษ ขออโหสิกรรมและตั้งจิตตั้งศีลใหม่ว่าจะสำรวมอินทรีย์ ประมาณในการกินและจะพิจารณาเรื่องอาหารให้ดีขึ้นกว่านี้
    แต่อาการชิงชังเจ้าของเสียงที่พูดเหน็บแนมก็ยังไม่คลาย มันยังมีอาการขุ่นอยู่ในใจ ทำให้ไม่อยากพูดคุยด้วย จึงรู้ว่าใจเรายังไม่ยอมรับผิดจริงๆ ยังเพ่งโทษผู้อื่นอยู่ จึงมานั่งคุยกับกิเลสตัวเอง พิจารณาถึงโทษของอาการชังว่ามันทำให้ใจไม่สุข ใจเป็นทุกข์ มันขัดเคือง ขุ่นมัว ไม่ผ่องใส ไม่แช่มชื่นใจอยู่อย่างนั้น
    และมันเป็นการสร้างวิบากร้ายใหม่ให้กับตัวเองด้วยที่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด ยังสำนึกผิดได้ไม่จริง ความคิดที่คิดว่าตัวเองสำนึกผิดแล้วยังเข้าไม่ถึงจิต เรายังพูดโกหกอยู่ ยังไม่ยอมรับผิดอย่างจริงใจ เต็มใจว่าสิ่งที่ตัวเองได้รับอยู่เกิดจากตัวเองทำไม่ดี ทำผิดศีลมา ไม่ใช่เขาที่มาทำไม่ดีกับเราแต่เพราะวิบากร้ายจากการทำผิดศีลของเราไปดึงเขาให้มาทำไม่ดีกับเรา ที่เราได้รับสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าพอใจนั้นถูกต้องตามธรรมแล้ว การที่เราชังเพื่อนว่ามาพูดไม่ดีกับเรานั้น แสดงว่าเราทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด แล้วยังจะโยนความผิดนั้นให้ผู้อื่นอีกต่อหนึ่ง มันชั่วเกินไปแล้ว(กิเลส) เรา น่าอายจริงๆ นึกถึงคำกล่าวของอาจารย์หมอที่ว่า “ที่ใครมาทำไม่ดีกับเรานั้นมันถูกต้องแล้ว ถูกต้องตามวิบาก(ร้าย) เราไง” พิจารณาซ้ำๆ จนกิเลสเขายอมสลายไป (ในครั้งนี้) ก็จะพากเพียรเรียนรู้สู้กิเลสต่อไป สาธุ

  10. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง จะเอาดีจากเพื่อน
    เหตุการณ์ : วันท้ายๆของค่ายขณะออกรายการช่วงเช้ามีเพื่อนโทรมาหา ไม่ได้รับสายทันทีเพราะกำลังพูดพอดี หลังจากพูดจบปิดไมค์แล้วรับสายเสียงเพื่อนแว่วมาว่า “ทำไมไม่รับสาย”น้ำเสียงกร้าวและดุดันผิดจากเดิมมาก มารอ้าว ทันที รู้สึกของขึ้น แต่แป๊บเดียวก็สงบแล้วทำรายการต่อ

    ทุกข์ : รู้สึกของขึ้น ที่ได้ยินคำถามแบบเอาเรื่องดุดัน จากเพื่อน

    สมุทัย : หลงยึดมั่นถือมั่นถือสาในคำพูดของเพื่อน อยากได้คำถามดีๆที่ได้ดั่งใจ เราถึงจะชอบ พอเพื่อนถามแบบนั้นจึงชัง

    นิโรธ : เพื่อนจะพูดดีได้ดั่งใจ หรือไม่ ก็ได้ ใจไร้ทุกข์ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค : พอจับได้ว่าหลงยึดเข้าแล้วรีบพิจารณาว่าการยึดมั่นถือมั่น จะเอาดีจากเพื่อนให้เขาพูดในสิ่งที่เราหมายจะได้ยิน ถือสาทำให้ทุกข์ เสื่อมต่ำล้าช้า ไม่เจริญ จึงรีบสลัดความรู้สึกของขึ้นออกจากใจโดยเร็วด้วยบททบทวนธรรมข้อที่ 83 ว่า”ความยึดมั่นถือมั่น จะทำให้เกิด ความพร่อง ความพลาด ความทุกข์” หลังจากพิจารณาได้รู้ความจริงว่ายึด อยาก ถือสา จะเอาดีให้ได้ดั่งใจเราหมายพาทุกข์จริงๆ อีกอย่างเพื่อนไม่ทราบว่าเราติดอะไรที่ไม่รับแล้วเราจะไปถือสาเขาได้อย่างไร พอเราได้บอกว่าออกรายการอยู่เสียงเขาก็อ่อนลง เราเองก็สำนึกผิดที่ไปถือสาคำพูดเพื่อน พอล้างออกได้ ใจที่เบา โล่ง เบิกบาน ผาสุก ตามเคยกลับมา
    สรุป ยึด อยาก พาทุกข์ หมดอยาก หมดทุกข์ ผาสุก ยั่งยืน

  11. พรพิทย์ สามสี (เพื่อนพิทย์)

    เรื่อง : หงุดหงิดสองเรื่อง
    วันๆหนึ่ง เรารู้ว่าพ่อบ้านมีงานทำเยอะอยู่ เขาขยันการงานมากๆ แต่เราก็แบ่งเบาภาระตามที่เราช่วยได้ตามกำลัง วันนี้เราพูดกับพ่อบ้านว่า ถ้าพอสะดวกวันไหน ช่วยไปตัดหญ้าให้ตรงสวนที่ปลูกกล้วยใกล้ๆบ้าน ที่บอกปฎิเสธ ก่อนหน้านี้เราก็ออกปากขอช่วยหลายครั้ง แต่ส่วนมากเขาจะปฏิเสธ เราจ้างบ้าง 1 ครั้ง ถากถางเอาเองบ้างเมื่อพอเวลา ส่วนใหญ่เราจะต้องไปช่วยพ่อบ้านในสวนที่ ปลูกยาง ปลูกกล้วย ปลูกถั่ว ปลูกฟัก ปลูกมะละกอ มะเขือ ปลูกผักสวนครัว ปลูกนิดหน่อยไว้กิน
    วันนี้เราไปในที่ใกล้บ้านที่ปลูกกล้วย (ที่ชวนพ่อบ้านไปตัดหญ้า) เราตัดกล้วยสุกเสร็จ ก็เก็บทางมาพร้าวต้นเป็นของพี่น้องท่านอื่น แต่ท่านไม่ค่อยใส่ใจเก็ทางพร้าว ปล่อยให้หล่นใส่ในที่ของเราเป็นประจำ เราต้องตามเก็บอยู่เป็นกิจวัต
    มีเจ้าของ 2 เจ้า เราได้เลือบไปเห็น หมุด(ที่ปักเขตแดน)โดนเหล็กปักข้าง หมุดก็เลยหลุดออกจากดิน คราวก่อนก็เป็นแบบนี้ อีกฝั่งเขาก็เอาเหล็กมาปักข้างหมุด หมุดแตกเช่นกัน
    ทุกข์ : เบื่อคนมักง่าย
    สมุทัย : ชอบที่จะไม่มาเอาเหล็กมาปักทับหมุด
    ชังนิสัยมักง่าย
    นิโรธ : หมุดจะแตกเพราะโดนปักเหล็กทับก็ได้ ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : กิเลส : มันบอกมันเบื่อนิสัยคนมักง่าย ที่ดินตรงนี้สู้กับ ทางพร้าวเอยที่เจ้าของไม่ยอมเก็บ หมุดแตกเอย พ่อบ้านเอยเรื่องตัดหญ้า เรา : บอกกิเลสไปว่าแกจะคิดให้เสียพลังทำไม ทุกครั้งที่แกคิดเรื่องนี้แกเสียพลังทุกครั้ง แกก็อยากนะไม่ได้ดั่งใจแกเลยเสียพลัง แก้ไขไปนั่นเป็นเพียงวัตถุ แกต้องแก้ไขใจ
    ที่อย่างที่ได้รับ คือแกทำมา ได้ใช้วิบากแล้วจะโชคดีขึ้น อุปสรรคและปัญหาทำให้มีชีวิตชีวา
    อย่ากลัวปัญหา กล้าที่เผชิญกับปัญหา
    บททบทวนธรรม ๙๐
    วัตถุไม่เที่ยง
    มีแต่ใจไร้ทุกข์เท่านั่นที่เที่ยง

  12. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง อย่ามาหลอกให้ยาก

    เหตุการณ์ ได้ไปฉีดยาวัคซีนเข็มแรก ขณะฉีดมีปวดแขนเล็กน้อย กลับมาเวลาน้อยไม่ทันปรับสมดุลย์ต้องมาประชุมพิธีกรก่อนเข้าทำรายการสายด่วนสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย ประชุมอปริหานิยธรรมก่อนจัดรายการ ต่อด้วยจัดรายการ และสรุปหลังจัดรายการต่อเนื่องเกือบ 7-8 ชั่วโมง กิเลสมาหลอกว่ารู้สึกเหนื่อย ง่วงนอนอยากพักผ่อน ไม่อยากประชุมจัดรายการ

    ทุกข์ รู้สึกเหนื่อยๆ ง่วงนอน ไม่อยากประชุมและร่วมจัดรายการ

    สมุทัย ชอบที่จะได้นอนพักผ่อน สบายๆ ชังที่ต้องประชุมและจัดรายการต่อเนื่องหลายชั่วโมง

    นิโรธ จะได้ร่วมประชุม จัดรายการหรือไม่ก็สุขใจ วางใจได้ไม่ชอบไม่ชัง ใจไร้ทุกข์

    มรรค ตั้งศีลมาพิจารณาไตรลักษณ์ ความวิปลาส ความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าได้จัดรายการตามที่หมู่ให้รับผิดชอบก็จะดี จะไม่ทิ้งภาระให้ผู้อื่น แต่ถ้าร่างกายไม่ไหว เหนื่อย ง่วงนอน ฝืดฝืนเกินก็กลับมาดูใจว่าใจเริ่มทุกข์ ก็ผิดทางพุทธะแล้ว พุทธะต้องไม่ทุกข์ใจ ถ้าร่างกายยังไหวอยู่ ก็จะทำหน้าที่ต่อไป ดังคำของพระพุทธเจ้า ท่านอาจารย์หมอเขียว กล่าวว่า ตั้งตนอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง แต่ถ้าไม่ไหวฝืดฝืนเกินก็ยังมีทีมพิธีกรรับผิดชอบพร้อมทำรายการตลอดเวลา สามารถหยุดพักได้โดยไม่ต้องกังวลอะไรเลย
    กิเลสมาร มาหลอกให้ทุกข์ว่า
    มาร : ฉีดยามานะ พักผ่อนเถอะ เดี่ยวจะไม่สบายเป็นหนักมากกว่านี้
    เรา : ยาเข็มเล็กนิดเดียวเอง แต่ใจที่ไม่อยากเข้าประชุม ขี้เกียจแล้ว อย่ามาหลอกกันเลย ขอร่วมจัดรายการก่อนนะ ถ้าไม่ไหว ก็จะแจ้งให้หมู่ทราบ
    มาร :พักเถอะ แจ้งหมู่ตอนนี้เลย ไม่ต้องร่วมประชุม
    เรา :ไม่ ยังไม่ขอพัก ตอนนี้แค่เมื่อยตัวนิดหน่อย แค่เหนื่อย ง่วงนอน ปวดแขนนิดเดียวเอง ถ้าเป็นมาก ไม่ไหวจะแจ้งหมู่ทราบ ถ้าเอ็งไม่อยากสร้างกุศลก็นอนพักก่อน แต่เราขอสร้างกุศลก่อน ตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง สู้ๆ ขอเข้าประชุมก่อนนะ
    มาร :ได้ ยอมแพ้ ขอร่วมทำกุศลด้วยนะ
    ใช้บททบทวนธรรมข้อ 33 “ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน ได้เท่าไหร่พอใจเท่านั้น พอใจเมื่อไหร่ ก็สุขใจเมื่อนั้น
    สรุป หลังพิจารณาแล้ว เมื่อใจไม่ทุกข์ ไม่กังวลก็ร่วมกิจกรรมได้ต่อเนื่อง จนถึงเวลาสรุปกายใจหลังจัดค่ายรู้สึกปวดหัวปวดเมื่อยตัวมากขึ้น หนาวๆร้อนๆ ปวดแขนมากขึ้น ก็ยอมลดอัตตาตัวตนลง ขอหยุดพักไปเอาพิษออกด้วยการแช่มือแช่เท้า สวนล้างลำไส้ ดื่มน้ำ 4พลัง อาการก็ดีขึ้น ัหัวโล่ง ทุกขฺ์หายฉับพลัน นอนพัก ตื่นเช้ามาออกกำลังกาย เข้าซูมร่วมกิจกรรมได้ อาการหายปกติ แต่ถ้าเป็นแต่ก่อนคงจะขอนอนพัก ไม่จัดรายการแน่นอน แต่ครั้งนี้รู้จักประมาณอาการได้ดีขึ้น สุขสนุกกับกิจกรรมการจัดรายการด้วยใจเป็นสุข..สาธุค่ะ

  13. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    ส่งการบ้านอริยสัจสี่ 24|12|2564

    เรื่อง ต้องเอาประโยชน์ให้ได้ในทุกสถานการณ์

    เหตุการณ์ เรากำลังขุดแปลงเพื่อปลูกผักอยู่ มีพี่น้องขึ้นมาทำงาน พอท่านเริ่มลงมือทำงาน ท่านก็จะเรียกให้เราไปช่วยท่านรดฉี่ รดน้ำหมักผัก เรารู้สึกชัง และหงุดหงิดขึ้นมาและได้ตอบท่านไปว่า เราจะขุดแปลงผักให้เสร็จ ให้ท่านทำไป แต่เราก็ยังทุกข์อยู่ เบิกบูดอยู่ในใจมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ได้ล้างทุกข์ออก หรือพยายามล้างแล้วแต่ไม่โล่ง วันต่อมามีพี่น้องอีกท่านหนึ่ง ขึ้นมาช่วยทำงาน เราได้คุยสภาวะธรรมกับท่านและเล่าเหตุการณ์ให้ท่านฟัง ท่านได้ตอบว่า ให้ตรวจดูใจเราถ้าเราไม่ทำตามที่ท่านบอก แล้วเรายังทุกข์ไหม ถ้ายังทุกข์อยู่ ครั้งต่อไปให้ทำตามที่ท่านบอกดูแล้วตรวจดูว่ายังทุกข์อยู่ไหม เราบอกว่าถ้าสิ่งไหนไม่ถูกต้องเราจะไม่ทำ ท่านตอบว่า พุทธะไม่มีคำว่าถูกหรือผิด พุทธะมีแต่คำว่าสุขและทุกข์ พอท่านพูดคำนี้มาเราโล่งเลย เลิกชัง ใจเบิกบานเลย ท่านบอกว่า ท่านชอบธรรมะของอาจารย์ที่ว่า ต้องเอาประโยชน์ให้ได้ทุกสถานการณ์ เราได้ขอบพระคุณท่านไป

    ทุกข์ รู้สึกขุ่นใจเมื่อพี่น้องเรียกให้ไปช่วยงาน ในขณะที่เรากำลังขุดแปลงผักอยู่

    สมุทัย ชังเมื่อพี่น้องเรียกให้ไปทำงาน ชอบไม่ให้ท่านเรียกไปทำงานอื่น

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชัง เมื่อท่านจะเรียก หรือไม่เรียกให้ไปทำงานอื่น

    มรรค ได้นำเอาธรรมะที่ท่านอาจารย์ หมอเขียว บรรยายว่าหาประโยชน์ให้ได้ทุกสถานการณ์ และได้ตั้งจิตสำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ เต็มใจรับโทษ ขออโหสิกรรม และตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดี และจะทำแต่สิ่งที่ดีช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น จิตเราก็รู้สึกโล่งโปร่งสบาย

    สรุป เราต้องหาประโยชน์ให้ได้ทุกสถานการณ์ ถึงแม้ว่าเราจะประสบทุกข์ เราก็ต้องหาประโยชน์ให้ได้ และหมั่นฟังธรรมะของท่านอาจารย์ อยู่เนืองๆ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ให้แก้ไขที่ตนเอง ไม่ใช่ไปโทษคนอื่น หรือไปแก้ไขที่คนอื่น ก็จะทำให้เราพ้นทุกข์

  14. นฤมล ยังแช่ม

    ห่วง

    แม่มีอาการหลงลืมมากขึ้นรึเปล่านะ แม่ใส่เสื้อผ้าสีดำนอน บอกให้แม่เปลี่ยน แต่แม่ไม่เปลี่ยน งั้นเราก็เปลี่ยนความคิดของตัวเองดีกว่า ท่านสบายใจที่จะใส่สีอะไรก็แล้วแต่ท่าน เราไปยุ่งอะไรกับท่าน

    ทุกข์ ทุกข์ใจที่แม่มีอาการหลงลืมเพิ่มขึ้น (ในความคิดของตัวเอง)

    สมุทัย อยากที่จะให้แม่จะไม่หลงลืมเพิ่มขึ้น

    นิโรธ กล้าที่จะให้แม่เป็นในสิ่งที่แม่เป็น เพราะแม่ก็มีวิบากของแม่ รับแล้วก็หมดไป แม่ก็จะพ้นทุกข์ได้เร็วขึ้น

    มรรค พิจารณาว่าถ้าเราเป็นห่วงแม่แบบทุกข์ ก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรแม่ได้ และยังทำให้แม่พ้นทุกข์ได้ช้ากว่าเดิมอีก เป็นห่วงแบบพุทธะดีกว่า ให้ท่านได้เป็นอิสระ เราต้องเมตตาแม่มาก ๆ และทำในสิ่งที่เราควรทำคือลดกิเลสที่ตัวเอง ทำตัวอย่างที่ดีให้ท่านดู แล้วท่านจะทำได้เมื่อไรก็แล้วแต่วิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต ถ้าเรายังทุกข์อยู่ จะไปช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์ได้อย่างไร

  15. ทิษฏยา โภชนา (ในสายธรรม)

    อริยสัจ 4
    เรื่อง : ไม่น่าบอกเลย
    คนข้างบ้านของผู้เขียนมีอาชีพขายเหล้าเถื่อน แต่ละวันก็จะมีลูกค้าจ้าวประจำแวะเวียนกันมาซื้อ วันนี้ในขณะที่กำลังทำงานอยู่หน้าบ้าน ก็มีชายแปลกหน้าขี่รถมาถามว่า ร้านขายเหล้าอยู่ตรงไหน ผู้เขียนกำลังเพลินอยู่กับงาน ไม่ทันได้คิดอะไรก็ชี้ไปยังบ้านที่ขาย พอบอกไปแล้ว ก็นึกขึ้นมาได้ว่า นี่เรากำลังทำผิดอยู่นี่นา ไปบอกทางให้คนไปทำผิดศีลนี้นา คิดแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกผิด ที่เราไม่น่าทำพลาดเลย
    ทุกข์ : รู้สึกผิดที่ไปบอกทางให้คนไปซื้อเหล้า
    สมุทัย : ชอบใจถ้าเราจะไม่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนทำผิดศีล ชังที่ตนเองไปส่งเสริมให้คนอื่นทำผิด
    นิโรธ : เมื่อรู้ว่าตนเองพลาดทำผิดไปแล้วก็ไม่ต้องทุกข์ใจ ไม่ไปตีตัวเองซ้ำ
    มรรค : เรารู้สึกผิดที่เผลอไปบอกทางให้คนไปซื้อเหล้า เรากลัวว่าวิบากร้ายจะตกถึงเรา แล้วก็ไปโทษตัวเองว่าไม่น่าพลาดเลย แต่เมื่อตรวจใจดูแล้ว เราไม่ได้ตั้งใจ และในใจเราไม่เคยมีความคิดที่จะส่งเสริม/สนับสนุนให้คนกินเหล้าหรือทำผิดศีลเลย ดังนั้นเมื่อพลาดไปแล้วก็ไม่ต้องทุกข์ใจ ไม่ต้องไปตีตัวเองซ้ำ ตั้งจิตใหม่ ว่าคราวต่อๆไปจะมีสติให้มากกว่านี้
    ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 50 “ อดีตที่ผิดพลาดให้สำนึก ปัจจุบันที่ผิดพลาดจากกิเลส หรือ จากการประมาณที่ไม่พอเหมาะให้แก้ไข ”
    สรุป พิจารณาแบบนี้แล้วค่อย ๆ คลายความรู้สึกผิดลงไปได้

  16. เพ็ญศรี มงคลชาติไทย

    ส่ง​ การบ้านค่ะ
    เรื่องความใจร้อน
    เหตุการณ์​ : พอได้ตั้งศีลถ้าเจอผัสสะใดๆจะไม่ใจร้อน​ แล้วก็เกิดขึ้น​ คืิอว่า​ อดีตพ่อบ้านที่อย่าขาดกันแล้วคือเขามีอาชีพเสริมออกทะเลหาปลา​ เขาได้แวะมากินน้ำเย็นที่บ้าน​ เคยบอกเขาว่าถ้าเท้าสกปรกให้เขาเดินอ้อมมาเข้าทางด้านข้างแล้วมาล้างเท้าก่อนเข้าบ้าน​ แต่เขาก็ไม่ทำ
    ทุกข์​ : เคยพูดแล้วก็ไม่ทำตาม
    สมุทัย​ : ชอบที่เราพูดแล้วเขาทำตาม​ ชังทึ่เราพูดแล้วเขาไม่ทำตาม
    นิโรธ​ : เราพูดไปเขาจะทำตามหรือไม่ทำก็ไม่ชอบไม่ชัง​ ใจไร้ทุกข์
    มรรค​ : มาพิจารณา​ การได้ตั้งศีลว่าไม่ใจร้อนผัสสะก็มาลองใจเลยค่ะ​ แต่ก็จับได้ค่ะ​ คือเขาเดินเข้ามาในตัวบ้านเลยแล้วก็กินน้ำเย็น​ ถึงจะไปล้างเท้าที่เปื้อน
    พอสำนึกได้​ นี่มันคงเป็นวิบากกรรมเราที่เคยทำมา เราจะไปขุ่นเคืองหรือเพ่งโทษเขาทำไม​ นี่มันตัวเราไม่ใช่เขา​ จะไปชังทำไม​ เพราะความขุ่นข้องหมองใจไม่ใช่พุทธะ
    ตรงกับบททบทวนธรรมที่ว่าสิ่งที่เราได้รับ​ คือสิ่งที่เราทำมา​ ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา
    สรุป​ : ความใจร้อนเบาและไม่มีเลยค่ะ

  17. ชุติวรรณ แสงสำลี

    เรื่อง ปรับสมดุลหนาวเย็นใจเย็นทุกข์หายฉับพลัน
    ทุกข์:สัมผัสความหนาวเย็นที่รู้สึกหนาวมากขึ้นทำให้มือเย็นมากกว่าทุกข์วัน
    สมุทัย:ชอบรับทุกข์ความหยาวเย็นน้อยๆไม่ชอบความหนาวเย็นที่มากเกินไป
    นิโรธ:สัมผัสความหนาวเย็นจะเท่าเดิมหรือหนาวเย็นมากขึ้นก็ยินดีรับสุขใจได้
    มรรค : กิเลสหลอกว่าวันนี้ชังความหนาวเย็นมากกว่าทุกวัน กลัวจะทนไม่ไหว ที่หนาวๆมาก็ทนได้กำลังดีแล้ว กิเลสบอกถ้าหนาวเย็นกว่านี้กลัวมือจะทุกข์หนาวนานๆมันชอบความหนาวพอรับได้เป็นสภาพคุ้นชินแล้ว
    พุทธะ:ได้สัมผัสความหนาวเย็นเพิ่มขึ้นโชคดีแล้ว ได้เจอของจริงพิสูจน์ว่าเราอยู่ได้ ปรับใจก่อน อย่าตกใจ กับความไม่เที่ยงของอากาศ ยอมรับความจริงสัมผัสความหนาวเย็นได้ฝึกลมหายใจ ได้ออกกำลังกายยามเช้าสู้กับความหนาวเย็นสดๆนี่แหละ ร่างกายจะแข็งแรงพอเราสู้ความเย็นที่เพิ่มขึ้นได้ ใจไร้ทุกข์ มันไม่เที่ยงเดี๋ยวเพิ่มเดี๋ยวลดก็หายไป เกิดๆดับๆ เราควบคุมอากาศหนาวเย็นไม่ได้ แต่เราควบคุมใจได้ให้ยินดีรับสุขใจได้ทุกสถานการณ์ก็ดีมากแล้ว หลังจากนั้นก็ปรับมาสัมผัสวัตถุเทน้ำร้อนใส่แก้วสแตนเลสแล้วใช้มือจับแก้วก็ทำให้มืออุ่นขึ้นอย่างมาก พอน้ำเริ่มอุ่นก็ดื่มน้ำต่อเลยสบายใจสบายกาย

  18. เสาวรี หวังประเสริฐ ( สืบสานศีล )

    เรื่อง กลัวสู้กิเลสไม่ได้
    ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้หลังจากทำงานบ้านมีอาการหิวบ่อยกว่าปกติถามกิเลสไปว่าเธอทำไมอยากกินอาหารตลอดเลยเราไม่ต้องการอาหารแล้วเราพอแล้ว พอวันอาทิตย์ช่วงสายๆตั้งใจสู้กับกิเลสโดยไม่กินตามความอยาก
    ทุกข์; กลัวสู้กิเลสไม่ได้
    สมุทัย ;เหตุแห่งทุกข์ชังที่สู้กิเลสไม่ได้ชอบที่สู้กิเลสได
    นิโรธ ;สภาพดับทุกข์ไม่ชอบไม่ชังไม่ว่าเราจะสู้กิเลสได้หรือไม่ได้ก็ตาม
    มรรค ; วิธีดับทุกข์พิจารณาว่าอาการหิวบ่อยเกิดจากร่างกายขาดอาหารหรือว่าความอยากเท่านั้นพิจารณาโทษของการกินเกินสมดุล ความอยากเป็นกิเลสต้องกล้าทำดีด้วยใจที่เบิกบาน ไม่กลัวที่จะสู้กับกิเลสอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นแพ้ก็ได้ชนะก็ได้ ด้วยใจไร้ทุกข์พิจารณาซ้ำๆจนไม่มีความกลัวกังวลที่จะสู้กับกิเลส

  19. ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน อริยสัจ4
    เรื่อง.จับได้แล้ว..ว่าเกรงใจ
    เหตุการณ์.เนื่องจากวันนี้มีการบันทึกเทปรายการ สายด่วนสุขภาพ-วิถีธรรมวิถีไทย จึงมีการประชุมเพื่อเตรียมรายการ และเนื่องจากตัวเองรับหน้าที่จะทำหน้าที่บำเพ็ญเป็นพิธีกร จึงได้แบ่งหน้าที่กันเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากที่บ้านมีการเลื่อยไม้ที่อยู่หลังบ้านนิดเดียว จึงจับได้ว่ามีกิเลส คือ ความเกรงใจ กลัวว่าเสียงจะดังจะเข้ามารบกวนในรายการรึปล่าว จึงขออนุญาตพี่น้องหมู่กลุ่มขอทำหน้าที่เบื้องหลัง โดยที่ไม่ต้องใช้เสียงค่ะ

    ทุกข์.รู้สึกเกรงใจ ถ้าวันนี้จัดทำรายการ แล้วถ้ามีการเลื่อยไม้หลังบ้าน กลัวว่าจะมีเสียงรบกวนตอนทำบันทึกเทปรายการ

    สมุทัย.ไม่อยากที่จะให้มีเสียงรบกวนตอนที่ทำรายการ ถ้าไม่มีเสียงรบกวนตอนจัดทำรายการ(จากเรา)จะชอบใจสุขใจ แต่ถ้าวันนี้ต้องทำรายการโดยจะมีเสียงรบกวน(จากเรา)จะทุกข์ใจไม่ชอบใจ

    นิโรธ. ถ้าจำเป็นต้องทำรายการในสถานการณ์ที่มีความพลาดความพร่องมีเสียงรบกวนก็ได้ ไม่มีเสียงรบกวนก็ได้ ก็ยินดีไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค.ตั้งศีลมาปฏิบัติมาพิจารณาเห็นถึงความวิปลาสที่อยู่ในจิต เห็นถึงของอาการกิเลสความยึดความลวงที่มาทำให้เราทุกข์ใจ เห็นถึงความยึดให้งานว่าต้องออกมาสมบูรณ์ ไม่มีเสียงรบกวนก็น่าจะดี เหมือนจะดีแต่ไม่ดีเพราะเราอยากให้วัตถุข้างนอกเงียบ(สมบูรณ์)แต่ความจริงในใจของเราเองมีเสียงรบกวนในใจแรงมาก ที่ทำให้ตัวเองทุกข์ใจอยู่ จึงหันมาพิจารณาทำใจในใจตัวเองให้เงียบก่อน ก่อนที่จะไปทำวัตถุภายนอกให้สมบูรณ์ เพราะคิดว่าใครท่านใดจะได้รับประโยชน์จะการที่เราจะสื่อสารออกไป จะได้แค่ไหนอย่างไร ก็ให้เป็นไปตามวิบากกุศลอกุศลของผู้นั้นของเราหรือคนที่เกี่ยวข้อง ธรรมะจัดสรรให้เป็นไปตามธรรม ส่วนตัวเราก็เต็มใจทำเต็มที่ในฐานของตัวเองด้วยใจที่ผาสุกค่ะ

    สรุปว่า. หลังจากที่พิจารณาแล้วก็ทำให้ใจโล่งขึ้น ใจโล่งเสียงที่คิดว่าจะรบกวนก็ไม่รบกวนเพราะจากที่วางใจได้ พี่ที่มาเลื่อยไม้ให้ท่านก็เลื่อยเสร็จพอดีค่ะ และตัวเองก็ได้ทำหน้าที่เบื้องหลังของการบันทึกเทปรายการอย่างเบิกบานค่ะ

  20. น.ส.จาริยา จันทร์ภักดี

    เรื่อง เลี่ยงสารพิษ
    เหตุการณ์ ได้เข้าอบรมเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรอำเภอแนะนำให้ปลูกข้าวไร่ เพื่อเลี่ยงสารพิษที่ทางโรงสีใช้เคลือบเม็ดข้าว มีการให้ปลูกปาล์ม เลี้ยงสัตว์พอปาล์มจะหมดอายุ เกษตรอำเภอท่านบอกวิธีให้เจาะต้นปาล์มใช้ยาเคมีหยอดให้ย่อยสลาย รู้สึกอึดอัดขัดใจที่ใช้เคมี
    ทุกข์ : อึดอัดขัดใจ
    สมุทัย : ชอบถ้าท่านเกษตรอำเภอไม่แนะนำวิธีใช้เคมีมาสลายต้นปาล์ม
    รู้สึกไม่สบายใจอึดอัดขัดใจที่ท่านเกษตรแนะนำวิธีใช้ยาเคมีในการย่อยสลายต้นปาล์ม
    นิโรธ : ท่านเกษตรอำเภอจะแนะนำให้ใช้ยาเคมีฆ่าต้นปาล์มเพื่อย่อยสลายหรือไม่ ก็จะไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : ตัวเองได้ทำเกษตรอินทรีย์ก็นั่งรับฟังก็เอาแต่สาระที่รับได้ กิเลสไหนบอกว่าเลี่ยงสารพิษท่านว่าปลูกข้าวไร้สารพิษเอาเข้าจริง แนะนำใช้ยาเคมีฆ่าต้นปาล์มเฉยได้ตอบกิเลสจะให้เขาทำไร้สารทันทีไม่ได้หรอก เขาแนะให้ปลูกข้าวเลี่ยงสารเคลือบก็เป็นบุญแล้ว เมื่อไหร่จะเลิกเอาดีจากเขาเสียที
    ได้ มาเทียบเคียงบททบทวนธรรมข้อที่148″ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่มีข้อดี
    มีข้อดีได้หมด
    มีประโยชน์ได้หมด ต้องหาข้อดี
    หาประโยชน์ให้ได้ในทุกเรื่อง”
    ได้พิจารณาแล้วอาการอึดอัดขัดใจก็หายไปใจกลับมาเบิกบานแจ่มใส

  21. เพชรรัตน์​ ราญคำรัตน์

    เรื่อง.. อยากเกินประมาณ
    น้องชายแต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่จังหวัดระยองค่ะส่วนข้าพเจ้าอยู่ที่จังหวัดเลย
    น้องโทรมาบอกว่า
    .. แม่ของแฟนป่วยหกล้มกระดูกแตกที่สะโพก..
    .. ข้าพเจ้าเลยอาสาว่าถ้าให้พี่ช่วยดูแลก็ได้.. น้องชายก็ยินดีมาก​ ปัญหามีอยู่ว่าที่จ.เลยตัวเราก็มีหน้าที่ดูแลพ่ออยู่แล้ว​ถ้าไปดูแลคนป่วยที่ระยองพ่อก็ต้องอยู่กับหลานสาวสองคน​ ซึ่งทุกคนก็เป็นห่วงพ่อ
    แต่เรามองว่าช่วงนี้พ่อโอเคไม่ได้เป็นไรมาก
    ก็เลยอยากช่วยคนที่เจ็บหนักก่อน​ อีกอย่างก็เป็นความรู้สึกส่วนตัวว่าถ้ามีโอกาสที่พอตะช่วยอะไรน้องได้ก็อยากช่วยเพราะน้องก็ช่วยเราไว้มาก

    ทุกข์.. ที่ไม่ได้ไปช่วยดูแลคนป่วยที่ระยอง​ มีอาการขุ่นๆในใจ

    สมุทัย.. อยากไปช่วยดูแลคนป่วยที่ระยองแต่ทุกคนบอกว่าไม่ต้องไปเพราะถ้าไปใครจะอยู่กับพ่อ​ รู้สึกว่าทุกคนไม่มีน้ำใจเห็นแก่ตัว

    นิโรธ..อ่านอาการฝืดฝืน​ อัตกิลมัทถะในจิต​ ไม่โล่งไม่โปร่งในการที่จะทำดีในครั้งนี้
    อะไรๆก็ติดขัดไม่ลงตัว​ ทำใจว่าดีที่เกิดไม่ได้เพราะองค์ประกอบและเหตุปัจจัยไม่สามารถทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริง​ ก็ไม่ต้องทำ พอวางดีนั้นได้ทุกข์ก็ดับปั๊บ

    มรรค.. การฟังเสียงใจตัวเองฟังเสียงทุกคน​ ปรโตโฆษะฟังเสียงอื่นสิ่งอื่นด้วยหัวใจ
    ที่ไม่อยาก​ แต่ประมาณการกระทำว่าจริงๆ
    ทุกอย่างฝืดฝืนทั้งๆที่เรายินดีมาก
    แต่คนนี้ก็ห้ามคนนั้นก็ห้าม​
    แม้แต่การเดินทางก็ไม่สะดวกเพราะเป็นยุคโควิด
    -พ่ออยู่กับหลานเป็นอะไรมาหลานก็ปรับสมดุลให้ไม่ได้
    -หลายคนห้ามไม่ให้ไป​ เกินสามเสียง​ เกินสามครั้ง
    -ในใจเราเองก็ฝืดฝืนมากจากการประมาณด้วยองค์ประกอบทั้งหมด
    ฟ้าปิดในการทำดีครั้งนี้ทุกทาง
    พบว่าเมื่อเราอยากมันคือตัณหา
    เมื่อมีตัณหาในเรื่องนั้นมากๆแม้อยากทำดี
    ก็มีอุปสรรค
    เมื่อพบตัณหาและวางอยากลงได้
    ทุกอย่างก็โล่งโปร่งเบาสบายค่ะ

  22. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง ภาษาไทยหาย

    เมื่อคืนได้ทำการลบข้อมูลในมือถือที่เป็นขยะออก เพื่อให้เครื่องทำงานได้เร็วขึ้น ทำการลบอยู่นานเลยทีเดียว พอปิดเครื่องตื่นเช้ามาเปิดเครื่องปรากฎว่าภาษาเปลี่ยนเป็นภาษาต่างประเทศ ไม่สามารถพิมพ์เป็นภาษาไทยได้

    ทุกข์ : ตกใจ ! ที่เห็นแป้นพิมพ์ไม่สามารถพิมพ์ภาษาไทยได้

    สมุทัย : อยากให้มือถือสามารถพิมพ์ภาษาไทยได้ตามปกติ ถ้าไม่สามารถพิมพ์ภาษาไทยได้จะทุกข์ใจไม่สบายใจ

    นิโรธ : ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ ว่าอาจจะเป็นผลมาจากการลบขยะในเครื่องจึงทำให้ข้อมูลบางตัวโดนลบไปด้วย วางใจไว้ก่อนค่อย ๆ คิดหาทางแก้ไขต่อไป

    มรรค : ถึงแม้ในมือถือจะไม่สามารถพิมพ์ภาษาไทยได้ แต่ในคอมพิวเตอร์ยังสามารถพิมพ์ภาษาไทยในไลน์ได้ ก็ไม่เป็นไรมาส่งไลน์ในคอมพิวเตอร์แทน

    หลังจากนั่นผ่านไปประมาณ 10 นาที ปัญญาก็เกิดขึ้น นึกขึ้นได้ว่าควรทำอย่างไร จึงได้ลองแก้ไข ปรากฎว่าภาษาไทยกลับมาตามปกติ มือถือข้าพเจ้าสามารถพิมพ์ภาษาไทยได้ แล้ว เย้ !

    ผลของการล้างทุกข์ใจได้ก่อน คิอสุขทั้งหมดทั้งมวล เหมือนพระพุทธเจ้าและท่านอาจารย์หมอเขียวสอนไว้เลยค่ะ สาธุ

  23. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    2 มกราคม 2565
    ชื่อ : สำรวม แก้วแกมจันทร์
    ชื่อเล่น : ป้ารวม
    ชื่อทางธรรม : ร้อยแสงศีล
    จิตอาสา : สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง : “การยึด ทำให้ทุกข์”

    เหตุการณ์ : วันนี้ได้เข้าไปพูดในรายการสายด่วน.. ด้วยที่มีความยึดที่จะพูด เนื่องในโอกาสวันปีใหม่ ตั้งใจว่าขอร่วมกิจกรรมในการตั้งศีลร่วมกับหมู่กลุ่ม พอถึงคิวที่ตัวเองต้องพูด ก็ลืมเปิดไมด์เฉยเลย ทำให้สะดุด กว่าจะเปิดได้ เสียเวลานิดหนึ่ง ทำให้ช้าและไม่ต่อเนื่อง เริ่มพูดไปสักพัก นึกได้ว่าลืมแนะนำตัว ก็ต้องพูดย้อนมาแนะนำตัว พอแนะนำตัวเสร็จ ก็ไปพูดเรื่องอื่นๆ อีกตั้งนาน กว่าจะได้พูดว่า “ปีใหม่นี้ขอตั้งศีล คือ “จะไม่อยากได้ดีจากใคร” เกิดความรู้สึกไม่พอใจในการพูดของตัวเอง จึงทุกข์
    ทุกข์ : ไม่พอใจ ที่ตัวเองพูดไม่ดี

    สมุทัย : ยึดว่าถ้าพูดดี สั้น กระชับ ไม่เสียเวลาก็จะพอใจ สุขใจ แต่พูดมาก พูดยาว พลาดและพร่อง จึงไม่พอใจ ทุกข์

    นิโรธ : ยอมวางความยึดติดเดิมๆ ไม่ว่าจะพูดดี พูดพลาดบ้าง พร่องบ้าง ก็ยินดี พอใจ เบิกบาน ไม่ทุกข์

    มรรค : หลังพูดเสร็จ ก็มาตรวจใจตัวเองว่า ทุกข์เรื่องอะไร ทุกข์ทำไม ตั้งสติได่ ใช้ปํญญาญาณของพุทธะ พิจารณา ใคร่ครวญ ทำใจในใจ ทำไมพูดไม่ดี เกิดความพลาดความพร่อง พบว่า เพราะการยึดมั่นถือมั่นของเราเองว่า การพูดให้ได้ดีนั้นต้องสั้นและกระชับ แต่พูดมาก พูดยาว จนเกิดความพลาดและพร่อง ไม่พอใจ จึงทำให้ทุกข์ พุทธะบอกกิเลสว่า การยึดมั่นถือมั่นเป็นทุกข์ แลัวยังยึดอยู่อีกหรือ ยึดก็ได้วางก็ได้ ขอยอมและวางดีกว่า จะพูดดี หรือพูดไม่ดี มันก็ผ่านไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ปัญหาและอุปสรรค ทำให้เกิดความพลาด ความพร่องได้เสมอ เป็นธรรมดา เพราะในโลกนี้ ไม่มีอะไรเที่ยง การเปิด-ปิดไมด์ก็เหมือนกัน บางครั้งมีเสียงดัง เสียงไม่ดัง ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะวัตถุทั้งหลายไม่เที่ยง การจัดลำดับความคิดที่จะพูด ก็เช่นกัน พร่องได้พลาดได้เสมอ ไม่ซ้ำเติมตัวเอง ไม่โทษเหตุปัจจัยที่มากระทบ ยินดี พอใจให้ได้ทุกสถานการณ์

    สรุป : การพูดวันนี้ อ่านใจตัวเองแล้วว่า พูดไม่ดี มีความพลาด ความพร่อง ด้วยความยึดของตัวเอง ที่ยังมีสัญญาเดิมว่า ต้องพูดให้ได้ดีเท่านั้น แต่พอได้สติ ก็ยังมีปัญญาของพุทธะ ที่สามารถช่วยล้างตัวยึดให้เป็นตัวยอม แล้ววางลงได้ ด้วยความยินดี พอใจ เบิกบานได้ สบายใจ ไม่ทุกข์แล้ว ขอบคุณเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ที่ทำให้ได้เห็นกิเลส จับมันได้ และสามารถจัดการให้มันยอมพุทธะได้
    คิดในการพูด ก็เช่นกัน พร่องได้ พลาดได้เสมอ ไม่ซ้ำเติมตัวเอง ไม่โทษเหตุปัจจัยที่มากระทบ ก็มีความยินดี พอใจให้ได้ทุกสถานการณ์

    สรุป : การพูดวันนี้ อ่านใจตัวเองแล้วว่า พูดไม่ดี มีความพลาด ความพร่อง ด้วยความยึดของตัวเอง ที่ยังมีสัญญาเดิมว่า ต้องพูดให้ดีเท่านั้น แต่พอได้สติ ก็ยังมีปัญญาของพุทธะ ที่สามารถช่วยล้างตัวยึดให้เป็นตัวยอม แล้ววางลงได้ ด้วยความยินดี พอใจ เบิกบานได้ สบายใจ ไม่ทุกข์แล้ว

  24. นางสาว จาริยา จันทร์ภักดี

    เรื่อง ตัดผม
    เหตุการณ์:ผมฟูไปให้ช่างตัดซอยให้บาง ปรากฏว่าช่างตัดผมให้ว้าวแหว่ง ดูเหมือนหนูแทะ รู้สึกไม่สบายใจเลยที่ผมแหว่ง
    ทุกข์ : ไม่สบายใจที่เห็นผมแหว่ง
    สมุทัย: ชอบที่ช่างตัดผมได้เป็น
    ทรงไม่ว้าวแหว่ง
    ชัง ที่ช่างตัดผมว้าวแหว่งไม่เป็นทรงมองดูเหมือนหนูแทะ
    นิโรธ : ช่างจะตัดผมให้เราว้าวแหว่ง เหมือนหนูแทะหรือไม่ ก็จะไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : กิเลสที่หลงทรงผม บอกว่าทรงผมเหมือนโดนหนูแทะเลย ได้ตอบสวนไปว่า ช่างตัดผมให้เราว้าวแหว่ง ทำเป็นไม่สบายใจ นึกถึงตอนที่เรา หัดตัดผมให้หลาน
    ตอนเด็กๆ แหว่งหลานไม่บ่นเลย
    วิบากเราต้องรับ รับเพื่อหมดไป นี่ถ้าหน้าตาไม่พอดีคงไม่ดีแน่ ได้มาเทียบเคียงกับบททบทวนธรรม ข้อที่46″เกิดอะไรขึ้น จงท่องไว้
    “กู-เรา-ฉัน-ทำมา”ได้มาพิจารณาแล้วทำให้ อาการไม่สบายใจหายไป ใจกลับมาเบิกบานเช่นเดิม