แบ่งปันสภาวธรรม อริยสัจ 4 (51/2564)

641219 แบ่งปันสภาวธรรม อริยสัจ 4 (51/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชาราม แบ่งปันสภาวธรรมการใช้หลักอริยสัจ 4 ในชีวิตประจำวัน ประจำวันที่ 13-19 ธันวาคม 2564

!?ปิดรับบทความในวันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 2564 เที่ยงคืน ตามเวลาในประเทศไทย

?กรอกข้อมูลในช่องความคิดเห็นด้านล่าง

Leave a Reply

Your email address will not be published.

14 thoughts on “แบ่งปันสภาวธรรม อริยสัจ 4 (51/2564)”

  1. ศิริพร คำวงษ์ศรี

    ชื่อเรื่อง : ห่วงแม่ หรือห่วงตัวเอง?
    ในระยะนี้มีกิเลสเป็นห่วงแม่เป็นพิเศษ เพราะได้ผ่านเรื่องราวในการรับวิบากร้ายที่พวกเราเคยทำไว้ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ กับการต้องเผชิญกับคนพาลในบ้านตนเอง พร้อมทั้งแม่มีอาการปวดข้อบริเวณต้นขา และมีภาวะนอนไม่ค่อยหลับ เสนอให้แม่ย้ายออกจากบ้าน แม่ก็ยังมีวิบากทางใจที่ทำให้ไม่กล้าออกจากบ้านเสียที ด้วยความที่อยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ปกป้องคนที่เรารัก จึงทำให้กังวลไม่กล้าไปไหน กลัวแม่จะต้องเผชิญเรื่องร้าย ๆ เพียงลำพัง ใจข้างในรู้สึกไม่ไปไม่มา

    ทุกข์ คือ กังวลใจ ร้อนรน เป็นห่วง พยาบาท นอนไม่หลับในบางวัน
    สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) คือ ไม่อยากให้แม่เผชิญเรื่องร้ายคนเดียว และอยากให้แม่ออกมาจากบ้าน
    นิโรธ (สภาพดับทุกข์) คือ ไม่ชอบไม่ชัง แม่อยากออกจากบ้านหรือไม่อยากออกจากบ้านก็ได้ แม่จะได้เผชิญกับวิบากดีหรือร้ายอะไรก็ตาม ก็วางใจยินดี พอใจ ไร้กังวล น้อมยอมรับให้แม่ได้รับผลกรรมในสิ่งที่ตนเองเคยทำไว้ด้วยใจผาสุก
    มรรค (ทางเดินสู่ความพ้นทุกข์) คือ พิจารณากรรมที่ตนเองเคยทำให้ผู้อื่นกังวลใจ ทำให้ผู้อื่นเป็นห่วงมามากจริง ๆ ในอดีต “เราทำมาทั้งนั้น” พากเพียรที่จะพิจารณาโทษของความชังพยาบาทในตัวคนพาลที่จะเข้ามาทำร้ายแม่ ว่าเป็นวิบากดีร้ายของแม่เอง การที่แม่และตนเองต้องมาเผชิญหรือดึงคนพาลเข้ามาในชีวิต ก็เพราะต้องเคยเป็นคนพาลมาก่อน ตั้งจิตอธิษฐานพากเพียรไม่ทำพฤติกรรมแบบนี้กับใคร อยากเสพกิเลสดีนัก ก็ต้องมาเจอวิบากร้ายไม่รู้จบรู้แล้วเป็นธรรมดา ถ้ายังไม่เลิกเสพก็ต้องเจออีก ก็ต้องทำใจยอมรับให้ได้ เสพมาเอง จะมาบ่นเอาอะไร? และที่อยากทำตัวเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ปกป้องแม่ ก็จะเอาตัวเอาตนทั้งนั้น อยากเสพการเป็นคนสำคัญในชีวิตคนอื่น จริง ๆ ก็แค่ห่วงตนเองว่า กลัวคนอื่นว่า หาว่าดูแลแม่ไม่ดีพอ ปกป้องแม่ไม่ได้ หลงคิดไปว่าเราเนี่ยแหละ คือ คนที่ต้องช่วยแม่ แต่ไม่พิจารณาให้ดีว่า ถ้าเราตายจากแม่ไป แม่จะทำอย่างไร? แม่ก็คงอ่อนแอ รับมือไม่ไหว ตกลงห่วงแม่จริงหรือไม่?
    ขณะพิมพ์ไป ใจรู้สึกเบามากขึ้น อาจจะยังยึดอยู่ แต่ดีขึ้นตามลำดับ มีรอยยิ้มที่มุมปาก เห็นความโง่ไม่รู้จบรู้แล้ว แต่เราทำได้เท่านี้ ก็ดีมากแล้ว จะพยายามไม่ตีตนเอง สาธุค่ะ

  2. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง กลัวถูกเข้าใจผิด
    ไปบ้านพ่อแม่ของพ่อบ้าน ไปช่วยทำความสะอาดสวนให้ท่าน พอทำงานเสร็จก่อนกลับบ้านก็เลยนั่งคุยกับคุณพ่อคุณแม่ ก้นยังไม่ถึงเก้าอี้เลยก็ได้ยินพ่อบ้านก็พูดขึ้นว่า เราอยากได้ของขวัญคริสมาส พอได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกอายและอึดอัด ไม่ชอบใจที่พ่อบ้านอ้างชื่อเรา แล้วเห็นหน้าคุณพ่อคุณแม่ทำหน้างง ๆ เราก็เข้าใจว่าพ่อบ้านพูดเล่น แต่เราไม่ชอบ กลัวคุณพ่อคุณแม่จะเข้าใจเราผิด

    ทุกข์ อาย อึดอัด ไม่ชอบใจ กลัวคุณพ่อคุณแม่จะเข้าใจผิด

    สมุทัย ไม่อยากให้พ่อบ้านพูดเล่น กลัวว่าท่านทั้งสองจะเข้าใจผิด ถ้าท่านเข้าใจผิดจะทุกข์ใจไม่ชอบใจ

    นิโรธ พ่อบ้านจะพูดเล่นและคุณพ่อคุณแม่จะเข้าใจผิดก็ไม่ทุกข์ใจ ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของเราและคนที่เกี่ยวของ

    มรรค กิเลสหลอกให้เรากลัวว่าถ้าพ่อบ้านพูดเล่น จะทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจเราผิด พอเรากลัวมาก ๆ ก็ทำผิด เบียดเบียนตนเองและเพ่งโทษถือสาผู้อื่น ก็ได้พิจารณาว่าพ่อบ้านพูดเล่นก็เป็นวิบากของพ่อบ้าน เราช่วยท่านได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็ปล่อยวาง ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของท่าน ใจเราที่ไปชอบไปชังเป็นกิเลสของเรา เป็นแรงเหนี่ยวนำไม่ดี เราหรือใครได้รับอะไรก็ผู้นั้นทำมาส่งเสริมมา ทุกคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล ถ้าคุณพ่อคุณแม่จะเข้าใจเราผิดก็เป็นวิบากร้ายของเรา เราก็ยินดีรับ ยินดีให้หมดไป

    พอเราจับได้ว่าเรากลัวก็เลยล้างความกลัวด้วยความกล้า เรากล้าให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจเราผิดได้ ถ้าอกุศลของเราและคนเกี่ยวข้องออกฤทธิ์ เราก็ยินดีให้ร้ายเกิด เพราะเราหรือใครได้รับอะไร ก็เราทำมาทั้งนั้น พอคิดได้อย่างนี้ใจก็เบิกบาน ไม่ได้กลัวกังวลต่อไป สาธุค่ะ

  3. พรทิพย์ ไทยเอียด 64096

    เรื่อง สุขแบบได้เกาขี้กลากจากการเอาใจกิเลสจริ้งๆ
    เหตุการณ์ โดยปกติของตัวเอง ด้วยความเป็นอาชีพครูที่มีการปิดเทอมเป็นประจำ ทำให้เราได้โอกาสในการคิดหาและให้เหตุผลแก่ตัวเองว่า เปิดเทอมใหม่ เราต้องมีอะไรใหม่ๆบ้างในการไปโรงเรียนในวันแรกๆเช่นรองเท้าใหม่ ชุดทำงานใหม่ กระเป๋าใบใหม่ ซึ่งเราจะทำแบบนี้แทบทุกครั้ง อยากได้อะไรแบบไหนก็จะตัดสินใจซื้อๆๆ ตามที่กิเลสต้องการ จนเรียกได้ว่าเป็นกิจวัตรก่อนวันเปิดเทอมเลยทีเดียว
    จนกระทั่งได้มาเรียนรู้ฟังธรรมเข้าใจในธรรมและบททบทวนธรรมแล้วนำมาตรวจอ่านพฤติกรรมและจิตใจตัวเอง เราจึงได้รู้ว่าที่ผ่านๆมาเราเองก็เคยรู้สึกอยู่บ่อยๆครั้งไปว่า เรามีความดีใจ สุขใจภูมิใจจากการได้ครอบครอง เสื้อผ้าหรือสิ่งของใหม่ๆที่เราซื้อมาได้แค่ไม่นาน แล้วความรู้สึกเหล่านั้นมันก็หายไป มันเกิดขึ้นแค่แว้ปเดียวส่วนที่เหลือคือความเป็นธรรมดา ความรู้สึกต่อของเหล่านั้นก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าสิ่งอื่นที่เราเคยมี แถมหลายๆครั้งยังเรายังเคยทุกข์จากการตัดสินใจที่ผิดไปหลงซื้อข้าวของเหล่านั้นมาในขณะที่เรายังไม่มีความพร้อมด้านการเงินที่มากพอหรือยังมีอย่างอื่นที่ควรทำ ควรซื้อมากกว่า แต่เราก็อดตามใจกิเลสอยากได้ในสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ต้องไปซื้อหามาทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็น ทำให้การใช้ชีวิตที่ผ่านๆมาเป็นแบบฟุ่มเฟือย ไร้เหตุผล สนองกิเลส ตัณหา อุปาทาน ยึด อยากอย่างเต็มที่ จึงต้องทำงานหาเงินมาให้พอกับการสนองความอยาก โดยเอาชีวิตตนเป็นทาสรับใช้กิเลสอย่างซื่อสัตย์ ชีวิตเลยหาความสงบสุขไม่ได้ คิดแต่เรื่องการหาเงินอย่างเดียว ชีวิตจึงมีแต่ความทุกข์และความเครียดอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้คือความโง่ อันเกิดจากกิเลสอยากทั้งสิ้น

    ทุกข์ มีอาการทุกข์กาย ทุกใจ เครียด จากการหาเงินมาสนองความอยาก(เกาขี้กลาก)ของตัวเอง

    สมุทัย กิเลสยึด อยากได้ในข้าวของ เครื่องใช้ส่วนตัวใหม่ๆ ทั้งๆที่หลายๆครั้ง ความจำเป็นและสภาพคล่องทางการเงินก็ยังไม่ค่อยดีมากนัก

    นิโรธ หยุดความอยาก หยุดการเอาใจโดยการตามใจกิเลส ด้วยการพิจารณาให้เห็นถึงโทษ ประโยชน์ ข้อดี ข้อเสียที่เกิดขึ้นในภายหลัง หลังจากที่เราได้ทำตามใจกิเลศไปแล้วในแต่ละครั้ง เรามีความสุขกี่นาที มีความทุกข์กี่วันและต้องทำงานหาเงิน เป็นทาสกิเลสต่อไปอีกนานเท่าใด ตัวกิเลสอยากจึงจะหยุด (วันนั้นไม่มีอย่างแน่นอน มีแต่กิเลสจะโตขึ้นๆ เรานั่นแหละจะตายก่อนกิเลสหมด)

    มรรค ใช้บททบทวนธรรมเพื่อพิจารณาตัดกิเลศ ข้อที่ว่า สุขจากการทำตามใจกิเลส เหมือนทุกข์ที่บรรเทา จาการเกาขี้กลาก ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน ยิ่งคันก็ยิ่งเกา สุดท้าย ผิวหนัง ร่างกายเราก็เป็นแผลเหวอะหวะ บาดเจ็บไปทั้งตัว ก็ยังไม่หายความคัน ครั้นชีวิตเราตายไป ความอยากนั้นก็ตามเราไปให้ได้เกาต่อในชาติ ภพ ต่อไป ไม่มีวันจบสิ้น ตัดความอยากตั้งแต่วันนี้ ความสุขแท้ของกายและใจก็เกิดขึ้้นนทันที ไม่ต้องเอาชีวิตแรงงานตนเองไปเป็นทาส ทำงานหาเงินเพื่อมาสนองกิเลส ชีวิตก็มีความสุข แถมการกระทำของเราก็ยังเหนี่ยวนำให้ผู้พบเห็นรอบข้าง อย่างน้อยก็ลูกๆได้เรียนรู้และปฏิบัติตาม จากการเห็นตัวอย่างที่เรา

  4. พรทิพย์ ไทยเอียด 64096

    เรื่อง ขโมยเก่งจริ้งๆ

    เหตุการณ์
    จากการที่ตัวเองมีลูกสาวอยู่ 2 คน และเราก็มักจะบอกสอนเขาในทุกเรื่อง ด้วยความรักและความห่วงใยเขา สิ่งใดที่เขาทำแล้วไม่ถูกต้อง(ตามใจเราคิด) เราก็จะพยายามสอนเขา บอกเขาให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม พอเขาไม่ทำตามที่เราบอก เราก็ทุกข์ใจ โดยเฉพาะลูกสาวคนโต ทำให้เราทุกข์ใจมาก เป็นคนดื้อ เถียงเก่ง การกระทำของเขาที่ทำให้เราทุกข์มากคือเขาจะเป็นคน ที่กินและทำงานในเวลาคืนและนอนพักผ่อนในเวลากลางวัน และอาหารที่กิน ส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารสำเร็จรูป อาหารสมัยใหม่ เรากลัวเขาจะเจ็บป่วย เลยพูดบ่นเขาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทุกครั้งที่คุยกัน บรรยากาศในการคุยจะไม่ดีเลยสักครั้ง ทั้งเขาและเราต่างก็ทุกข์ใจกันไปคนละทาง อีกทั้งจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตดังกล่าวของเขา ทำให้เขาไม่ค่อยได้ช่วยเหลือการงานอะไรที่บ้านเลย พอเราบอก เตือนเขา เขาก็จะอ้างเหตุผลสารพัดมาลบล้างคำพูดเรา ส่วนเราเองก็ต้องทำงานทั้งที่โรงเรียน งานกสิกรรม งานดูแลทำความสะอาดบ้านและข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างในบ้าน งานซักรีดเสื้อผ้า งานครัว งานเพาะเลี้ยงเห็ด ดูแลรดน้ำ ถอนหญ้า ให้ปุ๋ย ให้น้ำหมักผักและต้นไม้ที่ปลูกไว้ รอบๆบ้าน ดูแลให้อาหารสัตว์เลี้ยง หมา แมว ไก่ ทุกอย่างเราดูแลเองหมด วันๆแทบจะไม่ได้พักลย มีลูกสาวคนเล็กที่พอจะช่วยเหลืองานครัวได้อยู่บ้าง พอเราเหนื่อย เราก็บ่น และบอกขอให้เขาสละเวลามาช่วยงานบ้านเราบ้าง เขาก็อ้างเหตุผลของเขา เขาไม่ว่าง เขาต้องทำงานของเขา ซึ่งเราก็บอกเขาว่าทุกคนในบ้านก็ต้องช่วยกันทำงานบ้านบ้าง เราเองก็มีงานประจำที่ต้องทำเหมือนๆกัน แต่เราก็ยังแบ่งเวลา สละเวลา มาทำงานที่เป็นงานส่วนรวมของครอบครัว ที่ต้องกินใช้ร่วมกัน ได้เลย แต่ละวันทำงานเยอะแยะเต็มไปหมด ไม่มีเวลาได้หยุดพักเลย บ่นแบบนี้หลายๆครั้งเข้า มีอยู่วันหนึ่งเขาก็ใช้คำพูดสวนเรามาว่า “ก็งานทุกอย่างที่แม่ทำ ส่วนใหญ่เป็นงานที่แม่ยึดและแม่อยากทำทั้งนั้น เขาไม่ได้อยากทำในสิ่งที่แม่ทำเลย ทำไมต้องไปบังคับให้เขาอยากทำในสิ่งเดียวกันกับแม่ด้วย เขาก็มีงาน มีเรื่องที่ต้องทำ ต้องแก้ปัญหาของเขา ” ด้วยคำพูดนี้ของลูกเลย ประกอบกับคำสอนบังเอฺิญระลึกได้ จากการฟังธรรมของอาจารย์หมอเขียว ทำให้เราเกิดสติ รู้ตัวว่าการกระทำและความคิดเอาแต่ใจ เอาแต่ได้ รู้แต่ทุกข์ และปัญหา ของตนเอง ตัวเรานี่มันช่างชั่วร้ายจริงๆ มันสร้างทุกข์ให้ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้างมาตลอด ไม่เคยรู้ตัวเลย

    ทุกข์ ทุกข์ใจ กังวล เครียด กลัวลูกไม่สบายเพราะเหตุที่ลูกใช้ชีวิตประจำวันที่ผิดไปจากปกติ
    กินอาหารที่ไม่ดี และไม่ช่วยแบ่งเบาภาระงานของครอบครัว

    สมุทัย ลูกสาวใช้ชีวิตประจำวันที่ผิดไปจากปกติ กินอาหารไม่ดี มีพิษ และลูกไม่ได้ช่วยแบ่งเบา
    ภาระงานของครอบครัว

    นิโรธ
    วางใจว่าลูกสาวจะใช้ชีวิตประจำวันที่ผิดไปหรือจะกินอาหารไม่ดีมีพิษอย่างไรก็ได้ เราได้บอก สอนให้ข้อมูลที่ถูกต้องไปแล้วก็ถือว่าเราได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ส่วนเขาจะรับเอาไปใช้ได้แค่ไหนก็แล้วแต่เขา เราไม่ใช่สัตบุรุษที่จะไปบอกสอนเขาได้ทั้งหมด ก็ปล่อยให้วิบากที่เป็นสัตบุรุษของเขา บอกสอนเขาแทน ส่วนการที่ลูกไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระงานของครอบครัว ก็ต้องทำใจ วางใจตามที่ลูกได้บอกให้สติแก่เราว่า งานที่เรายุ่ง จนไม่มีเวลาพักนั้น ล้วนเป็นงานส่วนใหญ่ที่เราสร้างมันขึ้นมาจากความยึดอยากของเราเองทั้งสิ้น เราก็ต้องรับผิดชอบ แก้ปัญหาเอง ส่วนลูกจะคิดได้ หรือเห็นใจเราจะได้มาช่วยแบ่งเบางานของเราหรือไม่นั้น เราก็ต้องเข้าใจให้ได้ว่า มันก็ขึ้นอยู่กับวิบากดีร้ายของตัวเราเองด้วย

    มรรค
    หยุดอยากได้ดีจากคนอื่น หยุดอยากให้คนอื่นมาทำดีหรือช่วยเหลือเราในสิ่งใดๆก็ตาม เพราะที่เราไม่ได้สิ่งดีๆจากผู้อื่น นั่นย่อมหมายถึง เราต้องเคยทำสิ่งที่ไม่ดีไว้ต่อคนอื่น เราต้องยอมรับในวิบากไม่ดีของตนเอง จึงจะถูก ไม่ใช่ไปบังคับหรือขโมยดีเอาจากคนอื่น ที่เขาไม่พร้อมจะให้ ยิ่งบังคับจะเอา เขาก็ยิ่งจะไม่ให้ เท่ากับเป้นการก่อวิบากร้ายเพิ่ม เมื่อคิดแบบนี้ได้ทุกอย่างในครอบครัวก็เลยมีความสงบขึ้น ต่างคนต่างรับผิดชอบงานหรือหน้าที่ของตน ไม่เกิดการทะเลาะหรือหงุดหงิดขุ่นใจเพราะคำพูดบ่นของเรา ครอบครัวมีความสุข สงบขึ้น (ลูกสาวเป็นคนบอก ยืนยันมาค่ะ)

  5. นางภัคเปมิกา อินหว่าง

    เรื่อง: พ่อ
    เหตุการณ์: ที่ท่าน้ำเป็นเขตอภ้ยทาน มีปลามาอาศัยอยู่มากมาย มีเรือนแพเพื่อเป็นที่พักผ่อน ที่ให้อาหารปลา
    พ่อ ท่านเป็นคนไม่นี่งดูดาย ยามน้ำหลาก น้ำลด ก็คอยดูแล เรือนแพ ดึงเชือก ผ่อนเชือก ที่ผูกแพไว้ ปัดกวาด ล้าง เช็ดถู กวาดดิน กวาดขี้โคลน ทำโน่น ทำนี้ ดูแลไม่ขาดตกบกพร่อง (พ่ออายุ 88 ปี)
    วันนี้(14/12/64) ท่านได้ลงไปแก้เชือก ผูกเชือก ในน้ำ ทำตามลำพัง คนเดียว และช่วงนี้อากาศค่อนข้างเย็น ท่านลงไปแช่น้ำอยู่นาน ทำให้เกิด ตะคริว และหนาวสั่นสะท้าน แต่พ่อก็พอมีแรงขึ้นมาบ้านได้ เรียกหลาน ให้ไปตามเรา
    เราอยู่คนละบ้านกับพ่อ ห่างกันระยะทางประมาณ 500เมตร
    เราก็รีบมาโดยเร็วพลัน เมื่อเห็นอาการพ่อ เรารู้สึกทุกข์ในใจขึ้นมาทันที พ่อหนาวสั่นสะท้าน
    ฟันกระทบกัน และพ่อกัดฟันดังกรอดๆ เนื้อตัวเย็นไปทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจับส่วนไหน เย็นเหมือนน้ำแข็ง หน้าตาซีดเผือด
    ทุกข์: เป็นห่วงพ่อ กลัวพ่ออาการหนัก
    สมุทัย: ชอบที่พ่ออาการไม่หนัก ทุกข์ที่พ่ออาการหนัก
    นิโรธ: พ่อจะอาการหนักหรือไม่ เราก็วางใจได้ ไม่สุข ไม่ทุกข์
    มรรค: เมื่อเห็นอาการพ่อ เกิดทุกข์ในใจ แต่ก็ไม่หวันไหว เกิดปัญญา ที่จะบรรเทาอาการป่วยของพ่อได้ ด้วยสติและความพากเพียรที่อาจารย์พาทำ และสอนมา
    เกิดปํญญา พาให้พ้นทุกข์ได้ด้วย อริยสัจ4
    เริ่มด้วยการกดจุด 8 จุด ทั้งแขนและขา ตามด้วยการสูดดมน้ำมันเขียว อาการดีขึ้นเล็กน้อย พ่อยังหนาวสั่นสะท้าน สติมา ว่าพ่อป่วยจากอาการเย็นเกิน ให้พ่อบ้านต้มน้ำร้อนใส่ขวดมาให้พ่อกอดเพื่อให้ร่างกายอุ่นขึ้น ตามด้วยต้มสมุนไพรฤทธิ์ร้อน ข่า ตะไคร่ ใบมะกรูด น้ำมันเขียว ให้พ่อสูดดม ดื่ม จนอาการหนาวสั่นเริ่มทุเลาลง ภายในประมาณ30นาที พ่อก็สามารถลุกขึ้นไปฉี่ ได้ถึง 2ครั้ง อาการ ป่วยนั้นก็จางหายไป สามารถลุกขึ้นไป กินน้ำนมธัญพืชและกินข้าวได้ ลุกขึ้นลงไปเดินรอบๆบ้านได้
    แต่ยังมีอาการมึน ไม่โปร่ง ไม่โล่ง เราก็กัวซาหลัง กัวซาศรีษะ กดจุด โยคะอีกรอบ พ่อบอก ว่า “โล่ง ตาแจ้งวาวเลย” อารมณ์ดี กล่าวถึงอาจารย์หมอเขียว ชื่นชมท่านว่าเป็นพระโพธิสัตว์ นำพระไตรปิฏกมากล่าวมาสอน
    ตอนที่เรากำลังบำเพ็ญดูแลพ่อ เราพิจารณาที่ใจ ว่า เราจะพาพ่อไปโรงพยาบาลดีหรือไม่ แต่อีกใจเขาบอกว่า ไม่ต้องพาไป เพราะไป รพ.แล้วอาจจะไม่ได้กลับบ้านก็ได้
    หมอก็จะใช้วิธีรักษาตามอาการแพทย์แผนปัจจุบัน
    ซึ่งอาการของพ่อเราคิดว่า ทำตามหลักการแพทย์วิถีธรรมก็คงหาย
    เพราะเราเชื่อมั่นในคำสอนอาจารย์หมอเขียว ใจเราจึงไม่หวั่นไหว สามารถดูแลพ่อ ด้วยการไม่กลัว
    ด้วยความกล้า และศรัทธาเชื่อมั่น
    หลักการแพทย์พุทธศาสตร์ บวกวิบากดีร้ายของพ่อและของเรา
    ตามบททบทวนธรรมข้อที่.๗๕.ถ้าเราดับทุกข์ใจได้
    ก็ไม่มีทุกข์อะไรที่ดับไม่ได้.
    ทำให้เราไม่ทุกข์ไม่หวั่นไหว
    สามารถดูแลพ่อให้หายจากอาการร้อนเย็นไม่สมดุลได้ ใจเราจึงโล่ง โปร่ง สบาย หายกังวน เพราะเราดับทุกข์ใจได้

  6. พรพิทย์ สามสี (เพื่อนพิทย์)

    เรื่อง : มองพี่น้องในแง่ลบ (แง่ไม่ดี)
    ระหว่างขายของอยู่ที่ตลาดนัด ก็ได้มีพี่น้องจากที่ว่าการอำเภอ อบต. อสม. บัณฑิตอาสา พากันมาเดินที่ตลาดนัด มากันเยอะแยะมากมาย เพื่อจะมาโปรโมทให้ผู้คนไปรับการฉีดวัคซีน และเพื่อถาม พ่อค้า แม่ค้า ว่าได้รับการฉีดวัคซีนแล้วหรือยัง
    ทุกข์ : มาทำไมตั้งเยอะ
    สมุทัย : ชอบที่จะให้พี่น้องแบ่งคนมาเดินโปรโมทแต่เพียงพอดี ประหยัดบุคคลากร
    และรู้จักใช้เวลาของ หน่วยงาน หรือราชการให้คุ้มค่า
    นิโรธ : จะมาเดินเยอะก็ได้ ไม่เยอะก็ได้
    ยินดีในความ ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : กิเลส : มันบอกว่ามาเดินทำไมพากันมาตั้งเยอะแยะ ที่สำนักงานไม่มีงานทำหรือไง
    พวกคุณทำได้แค่นี้เองหรือ ทีเลือกตั้งไม่มาโปรโมทบ้างว่า ห้ามซื้อสิทธิ์ ขายเสียง กันนะ
    เรา : รู้สึกเหนื่อย และเสียพลังกับความคิดเช่นนั้น จึงบอกกิเลสไปว่า ถ้าเราไม่เข้าใจตนเอง เราจะไม่เข้าผู้อื่น เขาทำเพราะเขาไม่รู้
    เขาทำตามหน้าที่ของเขา เราต้องเป็น พรหมสี่หน้า ที่เราได้พบเห็นเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจเรา นั่นคือเงาของเราด้วย แล้วกิเลสก็สลาย ใจก็เบา
    สบาย
    บททบทวนธรรม ๒๑
    การได้พบกับเหตุการณ์
    ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา
    เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า
    ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส
    คือ ความยึดมั่นถือมั่นในใจเรา
    และทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา

  7. น.ส.จาริยา จันทร์ภักดี

    เรื่อง เครื่องเออเร่อ
    เหตุการณ์ ตอนประชุมห้อง1ก่อนสายด่วนหรือเข้าฟังห้องประชุม1เข้าไปกดจอยฟังได้นิดหนึ่งก็หลุดออกมาจะเขียนคำว่า เออเร่อทุกครั้งเลย ได้กดต่อเรื่อยไปก็ยังหลุดออกมาอยู่ที่ห้องหลักที่อจ.บรรยายเวลาเข้าห้องประชุมอปริหานิยธรรมก็จะเออเร่อตลอดไม่ทราบสาเหตุทำให้กังวลใจไม่ได้เจอพี่น้องที่สนทนาร่วมอปริหานิยธรรมกัน
    ทุกข์ : ไม่แช่มชื่น
    สมุทัย : ยึดว่าต้องได้รับฟังที่พี่น้องร่วมสนทนากัน
    ชอบถ้าหน้าจอมือถือไม่เออเร่อจะได้รับฟังพี่น้องร่วมสนทนา
    ชังที่หน้าจอขึ้นเออเร่อและไม่สามารถเข้าร่วมฟังพี่น้องร่วมอปริหานิยธรรมได้
    นิโรธ : หน้าจอมือถือ เออเร่อหรือไม่ ก็จะ ไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : ช่วงนี้หน้าจอเออเร่อ ทำให้กิเลสใจร้อนกดเข้าไปสามรอบก็หลุดออกทุกครั้งเลยบอกกิเลส ว่าถึงเธอกดไปเรื่อยๆก็เอเร่อหลุด เธอใจเย็นดีกว่ามั๊ย หน้าจอเออเร่อใจเราไม่เออเร่อก็แช่มชื่นได้นะมาฟังห้องใหญ่ไม่ต้องกดหลายรอบดีกว่ามั๊ยล่ะ
    ได้มาเทียยเคียงบททบทวนธรรมข้อที่102″ทำตามจริงที่เป็นไปได้จริง ชีวิตก็ไม่มีอะไรทุกข์”
    นำมาพิจารณารับความจริงตามความเป็นจริงแล้วทำให้อาการไม่แช่มชื่นจางหายไปใจกลับมาเบิกบานรับฟังธรรมะที่อจ.หมอเขียวบรรยายในห้องใหญ่

  8. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    ส่งการบ้านอริยสัจสี่ วันที่ 18|12|2564

    เรื่อง ทุกข์หายฉับพลันข้างแปลง

    เหตุการณ์ เมื่อวันที่11|12|2564 ได้ขึ้นไปทำแปลงเพื่อจะปลูกผัก แต่จอบที่ใช้ขุดแปลงหลวมทั้ง 2 อัน ตอนเที่ยงได้เอาจอบมาซ่อมให้แน่นขึ้น พอลงมาได้ถามพี่น้องให้ช่วยสอนทำให้จอบแน่นหน่อย แต่พี่น้องเมตตาบอกว่าจะทำให้ เราก็ขอบพระคุณพี่น้องไป และบอกว่า ตอนบ่าย จะมาเอา ตอนบ่ายเราก็มาเอาจอบขึ้นไป แต่ไม่ได้ตรวจสอบดูก่อน พอขึ้นไปทำแปลง ปรากฏว่า จอบยังหลวมเหมือนเดิม ก็คิดในใจว่า เดี๋ยวจะลงมาต่อว่าพี่น้องที่ทำให้ พอลงมาเจอพี่น้องก็ได้ บอกพี่น้องว่า จอบยังหลวมเหมือนเดิมเลย เหมือนยังไม่ได้ซ่อมเลยค่ะ พี่น้องบอกว่า ท่านซ่อมแล้ว ท่านบอกว่าท่านตอกตะปูแล้วอันละ 2 ตัว ทั้ง 2 อัน พอท่านดูท่านบอกว่า 2 อันนี้ไม่ใช่ เราก็คิดว่า คงมีใครมาเปลี่ยนเอาไป แต่พี่น้องก็ซ่อม อันนี้ให้ใหม่แล้ว เราก็ใช้งานได้แล้ว แต่ใจยังขุ่นอยู่ คิดตลอดว่าใครมาเปลี่ยนเอาไปนะ พอวันต่อมา เราไปทำแปลงก็ยังคิดอยู่ตลอด ลืมล้างอริยสัจสี่ พอดีมีน้องจะมาขุดแปลงช่วย เราก็ฟ้องใหญ่เลยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่น้องท่านกับพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ราบเรียบว่า ก็ดีแล้ว พี่น้องจะได้เอาไปใช้ พอเราไดยินเช่นนั้นเราก็หายขุ่นใจทันทีเลย เรียกว่าทุกหายฉับพลันทันทีเลย ใจเราโล่งโปร่งสบาย หายขุ่นใจเป็นปลิดทิ้งเลย เราได้ขอบพระคุณน้องท่านนี้มากๆเลย

    ทุกข์ ขุ่นใจที่จอบหาย

    สมุทัย ชังเมื่อมีคนมาเปลี่ยนเอาจอบไป ชอบที่ไม่มีคนมาเปลี่ยนเอาจอบไป

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชัง ว่าจอบจะถูกเปลี่ยนไปหรือไม่

    มรรค เราได้พิจารณาแล้วว่า ถึงแม้จอบนี้จะโดนพี่น้องเปลี่ยนไป เราก็ยินดี และปลื้มปิติ ด้วยซ้ำไป ว่าเออเราได้นำจอบมาซ่อมให้พี่น้องได้อีกด้วย เพราะถึงแม้จอบนี้จะอยู่กับเรา หรือพี่น้องจะเปลี่ยนเอาไป จอบนี้ก็ได้นำไปใช้งาน ใช้ประโยชน์ให้กับหมู่กลุ่มเช่นเดียวกัน

    สรุป เราก็ได้นำเรื่องนี้มาพิจารณาว่า การที่เราจะทุกข์ หรือจะหายทุกข์ได้นี้ แค่ พลิกจิตนิดเดียวเอง คือพลิกจากจิตมารมาเป็นจิตพุทธะ คือคิดจากลบให้เป็นบวก เราก็หายทุกข์ได้ในฉับพลัน สาธุค่ะ และได้ขอบพระคุณ และ อนุโมทนาบุญกับพี่น้องทั้ง 2 ท่านมาณ ที่นี้ด้วยค่ะ ที่ได้ช่วยซ่อมจอบ และ ช่วยทำให้เราได้หายทุกข์ฉับพลันข้างแปลงได้

  9. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน อริยสัจ4
    เรื่อง.กล้วยฉาบปราบกิเลส
    เหตุการณ์.เนื่องจากได้ตั้งศีลจะไม่ทำขนมแล้วไปแบ่งปันเพื่อจะสนองความอยากให้ของตนเองและไปสนองความหลงความติดในรูปรสกลิ่นเสียงของกล้วยฉาบของตัวเองและผู้อื่น แต่แล้วก็พร่องศีลเพราะไปทำกล้วยฉาบอีก เพราะเห็นว่าเรามีกล้วยผลใหญ่ๆที่ปลูกเองค่ะ ตอนแรกที่มีลุงจะให้กล้วยมาฉาบก็ปฏิเสธท่านไปได้ แต่เมื่อมีกล้วยของตัวเองเลยทนกิเลสรบร้าวไม่ไหวค่ะ

    ทุกข์.ขัดใจที่ตัวเองผิดศีลไม่สามารถเอาชนะกิเลสในการที่จะขนมได้

    สมุทัย.ทุกข์ใจที่ได้ทำขนมแล้วรู้สึกว่าตัวเองผิดศีลเพราะแพ้กิเลส ถ้าไม่ทำขนมแล้วคิดว่าไม่ผิดศีลจะสุขใจชอบใจ

    นิโรธ.ยินดีที่ทำขนมก็ได้ไม่ทำก็ได้ จะผิลศีลก็ได้ไม่ผิดศีลก็ได้ ก็จะสุขใจไร้กังวล

    มรรค.ตั้งศีลมาปฏิบัติพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ ความวิปลาส ความไม่เที่ยงของอาการกิเลสกับสิ่งที่เราหลงไปยึดมั่นถือมั่นที่ทำให้ทุกข์ใจ ถ้าทำได้ดั่งใจจะสุขใจเมื่อทำไม่ได้ดั่งใจหมายก็ทำให้ทุกข์ใจ กิเลสจะหลอกว่า ทำแล้วดีนะไม่ต้องซื้อขนม ทำกินเองแถมได้แบ่งปันด้วยนะ แต่ก็ดูลงไปอีกว่าที่ทำเพราะกิเลสมีความอยากที่จะให้คนอื่นมั้ย ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรแต่ถ้ามีก็จะได้ล้างกิเลสส่วนเหลือตัวนี้ออก หรือถ้าคิดว่าการแบ่งปันของเราจะไปส่งเสริมกิเลสความติดของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของผู้อื่นมั้ย ก็คิดว่าเอาสติอยู่กับปัจจุบัน อย่าเอาความอยากดี(ตัณหาล้ำหน้า)เพราะว่าถ้าเราแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์ไปแล้ว ท่านไหนจะรับไปเสริมหรือไม่เสริมกิเลสก็เป็นไปตามกุศลอกุศลเราผู้อื่นและคนที่เกี่ยวข้อง ที่จะเก็บประโยชน์กับสิ่งนั้นส่วนเรื่องตั้งศีลที่จะไม่ทำขนมก็จะตั้งศีลต่อไปค่ะ
    สุรป.เมื่อพิจารณาอาการของกิเลสไปเรื่อยๆก็ทำให้ใจโล่งลงได้ตามลำดับ เปรียบเทียบกับเมื่อก่อนถ้าทำแล้วผิดศีลพร่องศีลก็จะทำทุกข์ทับถมตน แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากค่ะ ถ้าผิดก็สำนึกผิดขอโทษของอโหสิกรรม ตั้งจิตทำความดีให้มากๆช่วยเหลือผู้อื่นให้มากๆ สาธุค่ะ

  10. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    19/12/64
    ชื่อ นางสำรวม แก้วแกมจันทร์
    ชื่อเล่น “ป้ารวม”
    ชื่อทางธรรม “ร้อยแสงศีล”
    จิตอาสา สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง “กล้า ที่จะไม่กลัว”

    เหตุการณ์ :
    เช้าวันที่ 17 ธันวาคม 2564 ทำกิจกรรม 5 ส. เคลียร์พื้นที่งานทะเบียน สวนป่านาบุญ 2 เตรียมความพร้อมที่จะเปิดจัดค่ายฯ มกราคม 2565 (ปิดศูนย์ฯ ช่วงโควิด นาน 2 ปี) เห็นชั้นวางไม้และตู้ไม้ใส่เอกสาร ถูกปลวกกัดกินและสร้างรังอยู่ยึดพื้นที่เต็มหมดแล้ว ได้เวลาที่ต้องรื้อรังปลวกทำลายทิ้ง บางส่วนก็ต้องย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ให้เขา ด้วยความจำเป็นต้องเคลียร์พื้นที่เร่งด่วน จึงตัดสินใจ “กล้า ที่จะไม่กลัว” รื้อชั้นวางและตู้ไม้ ทำลายรังปลวกให้หมดไป ก่อนที่จะได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงมากกว่านี้

    ทุกข์ : ไม่ชอบ – ชัง ไม่พอใจ ที่ปลวกมากัดกินเอกสาร ตู้ไม้ จำเป็นต้องรื้อรังปลวก ทำลายตู้ไม้ทิ้งไป

    สมุทัย : ถ้าไม่มีปลวกมากัดกินเอกสาร ไม่กัดกินตู้ไม้ ไม่ยึดพื้นที่ จะชอบ-พอใจ สุขใจ แต่ปลวกเข้ามากัดกินทำรัง ยึดพื้นที่ ต้องรื้อรังปลวก ต้องทำลายตู้ไม้ทิ้ง ไม่ชอบ-ชัง ไม่พอใจ ทุกข์

    นิโรธ : จะมีปลวกหรือไม่มีปลวกมากัดกิน ทำรังหรือไม่ ก็เป็นเหตุการณ์และวัตถุ ที่ไม่เที่ยง พร่องได้มพลาดได้ เกิดขึ้นดับไป เป็นธรรมดาเป็นธรรมชาติ ตามกฎของไตรลักษณ์ วางใจไม่ชอบ-ไม่ชังในวัตถุและเหตุการณ์ เบิกบาน ยินดี พอใจ ไร้กังวล ไม่ทุกข์

    มรรค : เมื่อได้เห็นปลวกกัดกินเอกสาร ชั้นวาง ตู้ไม้ เสียหายหมดแล้ว จากที่เคยยึดก็วางใจได้ว่า เกิดจากความประมาทที่ไม่ได้ป้องกันไว้ก่อน ยอมรับผิด ยินดีรับผิด ไม่ซ้ำเติมตัวเอง ไม่โทษใครเพราะ “วัตถุ/เหตุการณ์ไม่เที่ยง” แต่ก็ต้องรื้อทำลายรังปลวกทิ้ง ณ เวลานั่นรู้สึกว่ามีความทุกข์เกิดขึ้นแว็บหนึ่งว่า เป็นการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ แต่ก็เกิดความกล้าที่จะไม่กลัว ที่เกิดขึ้นทันที ณ วินาทีนั้นเช่นกันว่า ถ้าเราไม่กำจัดปลวกด้วยการรื้อทำลายทิ้งไป เราจะปล่อยให้ปลวกยึดพื้นที่เลยหรือ จึงกล้าที่จะไม่กลัว ลงมือกำจัดปลวก รื้อรังไปทิ้งทำลาย เพราะเชื่อชัดในคำสอนของอาจารย์หมอ ที่ว่า ตั้งจิตด้วยความบริสุทธิ์ว่า ใจที่ไม่ได้เจตนา “ทำดี เท่าที่ทำได้” “ไม่เบียดเบียนใคร” “ยอมเสียหายให้ไดัทุกเรื่อง ให้ได้” จึงทำใจในใจด้วยความเบิกบาน “ยินดี พอใจ ไร้กังวล”

    สรุป : กล้าที่จะไม่กลัวให้ได้ทุกเรื่องแม้ว่า ต้องกำจัด ทำลายรังปลวก กล้ายอมรับวิบากดี-วิบากร้าย กล้ายอมเสียหายให้ได้ทุกเรื่อง ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ด้วยความยินดี พอใจ ไร้กังวล ไม่ทำทุกข์ทับถมตัวเอง ซึ่งทำได้แล้ว

  11. สุมา ไชยช่วย

    เรื่อง ไม่เที่ยง

    เหตุการณ์ หาจอบไม่เจอเลยพูดขึ้นว่า เมื่อวานมีสองอันนี่ หายไปไหนอันหนึ่ง ท่านตอบว่ามันไม่เที่ยง

    ทุกข์ ขัองใจตอบไม่ตรงคำถาม

    สทุทัย ชอบถ้าท่านตอบว่าจอบอยู่ไหน ชังตอบไม่ตรงคำถาม

    นิโรธ ท่านตอบไม่ตรงคำถาม ก็ได้ใจไร้ทุกข์

    มรรค เมื่อได้ถามว่าเมื่อวานมีจอบสองอัน วันนี้ทำไมมีอันเดียว ได้คำตอบว่ามันไม่เที่ยง กิเลสบอกไรเนี่ยแทนที่จะบอก ไม่เห็นหรือไม่รู้ เลยข้องใจ เลยบอกกิเลสไปว่าท่านก็ ตอบว่าไม่เที่ยงแล้วไง ก็มันไม่เที่ยงตามที่ท่านกล่าวจริงๆนี่ วัตถุข้าวของ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก ใบนี้ไม่มีอะไรเที่ยง นอกจากใจไร้ทุกข์เท่านั้นกิเลสจึงสงบได้
    บททบทวนธรรม147
    ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ดีที่สุดแล้ว
    สรุปใจไร้ทุกข์

  12. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง ยอมได้แล้ว

    เหตุการณ์ เนื่องจากได้มาศึกษาศาสตร์ธรรมชาติพึ่งตน เป็นหมอดูแลตัวเองของแพทย์วิถีธรรมทำให้หลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนมาตลอด จนอสม.ที่รับผิดชอบ ต้องมาถามหลายครั้ง ก็ยังยืนยันไม่ฉีดเช่นเดิม จนครั้งนี้น่าจะเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นภาระให้ อสม. ที่รับผิดชอบ ทำงานไม่ได้ตามเกณฑ์ คงจะถึงเวลาที่ทั้งครอบครัวต้องไปฉีดยา เพื่อรับผิดชอบต่อสังคม แต่ใจยังไม่อยากฉีดยาเต็มที่ 100%

    ทุกข์ กังวลใจ ไม่เต็มใจที่จะฉีดยาวัคชีนเพราะกลัวได้ผลข้างเคียงในอนาคต

    สมุทัย ชอบถ้าใจไม่กังวลใจ เต็มใจที่จะรับวัคซีน ชังที่รู้สึกใจกังวล ไม่เต็มใจที่จะรับวัคซีน

    นิโรธ สามารถทำใจรับวัคซีนด้วยความชอบใจ เต็มใจ จะเกิดผลหรือไม่เกิดผลข้างเคียงก็เต็มใจรับตามวิบากดีร้ายด้วยใจไร้ทุกข์

    มรรค ตั้งศีลมาพิจารณาไตรลักษณ์ ความวิปลาส ความยึดมั่นถือมั่นว่า ได้ศึกษาแพทย์วิถีธรรมแล้วไม่ต้องรับวัคซีนก็ได้ ซึ่งแนวทางนี้ถ้าอยู่ในศูนย์ไม่เสี่ยงกับการติดเชื้อ แต่ถ้าอยู่นอกศูนย์ยิ่งอยู่ที่บ้านก็ยังมีความเสี่ยง ที่สำคัญสังคมรอบนอกไม่เข้าใจในแนวทางการปฏิบัติของเรา มีการเพ่งโทษถือสาที่ไม่ทำตามหมู่ และได้ทำความเดือดร้อนให้ อสม.ที่รับผิดชอบด้วย เมื่อใจเริ่มกังวลผิดทางพุทธะแล้ว พุทธะต้องไม่ทุกข์ใจ ไม่กังวลใจ ให้อยู่กับปัจจุบัน ถ้าเราทำแต่วิบากดี ณ.ปัจจุบันใจไม่ทุกข์ไม่กังวล อดีตก็จะดี อนาคตไม่ต้องวาดฝันฟุ้งซ่านให้เสียเวลาในสิ่งที่มาไม่ถึง ถ้าวิบากดีออกฤทธิ์ไม่มีอะไรทำร้ายเราได้ แต่ถ้าวิบากร้ายออกฤทธิ์หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น เรายังอยู่ในสังคมจึงต้องรับผิดชอบต่อหมู่ใหญ่ ลดอัตตาตัวตนลงมาความรู้ทางโลกที่ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด เป็นคนตัวเล็กพร้อมน้อมรับฟัง เป็นคนที่น้ำไม่ล้นแก้ว ทำตามมติหมู่ที่ทุกคนต้องปฎิบัติ ลดความกังวล ความกลัวลง จะกลัวให้โง่ ให้ทุกข์ทำไม อย่างดีก็มีอาการแพ้วัคซีนหรืออย่างมากก็ตาย ก็ตายมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว จะกลัวทำไม ใจก็หมดความกังวล ได้ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 137
    “เวลาชีวิต มีน้อยนัก สั้นนัก อย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่า จงละบาป บำเพ็ญกุศล และยินดี พอใจ เต็มใจ สุขใจมีชีวิตชีวา ในทุกเสี้ยววินาทีของชีวิต”

    สรุป หลังจากพิจารณาแล้ว ความกังวลใจหมดไป มีแต่ความแกล้วกล้าอาจหาญ เตรียมพร้อมที่จะไปฉีดวัคชีน ถ้าเป็นแต่ก่อนก็คงจะไม่ยอมหัวชนฝา แตกร้าวกันแน่นอน ฉันเก่ง ฉันมีดีในตัว แต่ตอนนี้ยอม ยอมถ้าวิบากร้ายออกฤทธิ์ก็เต็มใจรับ รับแล้วก็หมดไป ก็จะโชคดีขึ้น มีแต่ได้กับได้อย่างเดียวไม่มีเสียเลย..สาธุ

  13. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง ยินดีใช้หนี้ เหตุการณ์ : ช่วงฝนตกมีต้นยางล้ม4ต้นน้องที่กรีดยางชวนเพื่อนมาตัดไปขายไม้ เขาตัดเสร็จบอกว่าคนที่เอาไม้ไปขายยังไม่มาจะเอาเงินค่าไม้มาให้ เราก็รับทราบ จนเวลาล่วงเลยไปสองสามอาทิตย์ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเราก็ไม่ได้พูดกระไรแต่รู้สึกคลางแคลงใจที่เขาผิดคำพูด ปลายฝนมียางล้มอีก 4 ต้น เขาก็มาตัดเหมือนเดิม แล้วก็เงียบแบบไร้วี่แววอีกเหมือนเดิม

    ทุกข์ : รู้สึกคลางแคลงใจ ที่เขาเงียบไม่แจ้งอะไรเลย

    สมุทัย : หลงยึดมั่นถือมั่นว่าทำไมเขาไม่ทำตามที่พูด ชอบถ้าเขาทำตามที่พูด ชังที่เขาพูดแต่ไม่ทำแถมเงียบไปเฉยๆ

    นิโรธ : เขาจะทำตามที่พูดไว้ หรือไม่ ก็ได้ ไม่ชอบ ไม่ชัง ใจไร้ทุกข์

    มรรค : ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ที่จะเอาดีจากเขา หันมาดูใจตัวเองรู้ว่าเราทำสิ่งนี้มาก่อนและทำมากกว่านี้แน่ๆ แทนที่จะถามว่า ทำไมๆเขาไม่ทำตามที่พูด เราได้รับสิ่งนี้ เพราะวิบากร้ายของเราเองที่ดึงเขามาทำให้เกิดเพื่อให้เราจะได้สำนึก ได้ใช้หนี้ ใช้วิบาก กับสิ่งชั่วที่ทำมาหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ เราต้องอดทน รอคอยให้อภัย ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ และล้างความรู้สึกคลางแคลงใจ ด้วยบททบทวนธรรมข้อที่110คือ”ความเข้าใจ ความเชื่อ และ ชัด เรื่องกรรมเท่านั้น จึงจะคลายความยึดมั่นถือมั่นได้” หลังพิจารณาเข้าใจชัดตามนั้นความรู้สึกคลางแคลงใจก็จางคลายและหายไปเพราะเราทำมาๆ รับแล้วหมดไปเราจะโชคดีขึ้น
    สรุป เมื่อเชื่อชัดเรื่องกรรม เราก็ไม่ยึดว่าเขาต้องทำตามที่พูด เขาจะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ ใจเราก็ผาสุก ผ่องใส ได้

  14. เรื่อง เราทำเอง
    เหตุการณ์ : ลงทำงานในสวนติดต่อกัน 2 วัน มีอาการเจ็บที่ปลายลิ้น ได้นึกทบทวนว่า มันเกิดจากร้อนเย็นไม่สมดุลในเรื่องอะไร จึงรู้ว่าขณะที่เราทำงาน เราดื่มน้ำน้อยไป เป็นเหตุให้ร่างกายร้อนมาก โดยเฉพาะหัวใจระบายความร้อนออกมาที่ปลายลิ้น
    ทุกข์ : กังวลใจที่เจ็บปลายลิ้น
    สมุทัย : ยึดมั่นถือมั่นว่า ชอบใจถ้าไม่เจ็บที่ปลายลิ้น ชังที่เจ็บปลายลิ้น
    นิโรธ : จะเจ็บปลายลิ้น หรือไม่ ก็ได้ ไม่กังวลใจ
    มรรค : ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น กล้าที่จะให้เกิดดีก็ได้ เกิดร้ายก็ได้ ด้วยใจที่ไม่กลัวไม่กังวล เพราะเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่า ปัจจุบันหยุดทำชั่วแล้วก็มีแต่ทำดีอย่างเดียว ส่วนร้ายที่เกิดขึ้นจากกรรมเก่าที่เคยพลาดทำมาในอดีต ยินดีรับยินดีชดใช้ วิบากร้ายก็หมดไปทุกครั้งที่เราได้ชดใช้ ตามบททบทวนธรรมข้อที่ 110 “ความเข้าใจ ความเชื่อและชัดเรื่องกรรมเท่านั้น จึงจะคลายความยึดมั่นถือมั่นได้”เมื่อได้พิจารณาตามบททบทวนธรรมดังกล่าวแล้ว ความกังวลใจก็หายไป ส่วนอาการเจ็บที่ปลายลิ้น แก้ไขด้วยการทำสมดุลร้อนเย็น อาการเจ็บที่ปลายลิ้นก็ทุเลาลงทันที