แบ่งปันสภาวธรรม อริยสัจ 4 (43/2564) [29:37]

641025 แบ่งปันสภาวธรรม อริยสัจ 4 (43/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชาราม แบ่งปันสภาวธรรมการใช้หลักอริยสัจ 4 ในชีวิตประจำวัน ประจำวันที่ 18-25 ตุลาคม 2564

สัปดาห์นี้มีผู้แบ่งปันทั้งหมด 29 ท่าน 37 เรื่อง

  1. สุวรรณ กังวานนวกุล
  2. จิราภรณ์ ทองคู่
  3. เสาวรี หวังประเสริฐ ( สืบสานศีล)
  4. นางพรรณทิวา เกตุกลม
  5. นฤมล วงศา
  6. นปภา รัตนวงศา (2)
  7. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์ (2)
  8. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  9. ทิษฏยา โภชนา – ในสายธาร (3)
  10. จิตรา พรหมโคตร
  11. นางภัคเปมิกา อินหว่าง (2)
  12. ชุติวรรณ แสงสำลี
  13. สุมา ไชยช่วย
  14. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์
  15. จิรานันท์ จำปานวน (2)
  16. พรพิทย์ สามสี ( เพื่อนพิทย์)
  17. รมิตา ซีบังเกิด
  18. นาลี​ วิไลสัก (3)
  19. สนทยา กันทะมูล (มั่นศีลขวัญ)
  20. ปิ่น คำเพียงเพชร
  21. อรวิภา กริฟฟิธส์
  22. สำรวม แก้วแกมจันทร์
  23. ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล)
  24. ศศิกาญจน์ กาพย์ไกรแก้ว
  25. จรรญา ชุมจีด (สร้างกลิ่นศีล)
  26. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)
  27. RUAM KETKLOM
  28. สุรีนารถ ราชแป้น
  29. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)

Tags:

40 thoughts on “แบ่งปันสภาวธรรม อริยสัจ 4 (43/2564) [29:37]”

    1. ปิ่น คำเพียงเพชร

      ส่งแบบที่ส่งมานี้ได้เลยค่ะ ส่งสำเร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ทำแบบนี้ถูกต้องแล้วค่ะ

  1. สุวรรณ กังวานนวกุล

    เรื่องที่ 43
    ชื่อเรื่อง รีบชักดาบฟันคอกิเลสก่อนที่มันจะโต
    เรื่องย่อ วันหนึ่งขณะทานข้าวกับถั่วลิสงคั่ว โดยตักข้าวกับถั่ว 1 เม็ด ทานทีละคำ เคี้ยวช้าๆไม่เร่งรีบ ทานไปเรื่อยๆจนถึงประมาณคำที่ 10 ไปเคี้ยวถูกถั่วลิสงที่เป็นถั่วที่เสีย เห็นความชังก่อตัวขึ้นมาในจิต จึงสร้างความยินดีขึ้นมาอย่างเร็วและแรงเพื่อหยุดการก่อตัวของความชัง รู้สึกพอใจมากที่เห็นกิเลสได้เร็วขึ้น
    ทุกข์อริยสัจ__ความเคลื่อนไหวในจิตเมื่อได้รับรสของถั่วเสีย
    สมุทัย______อยากที่จะไม่ต้องทานถั่วเสีย กลัวได้รับพิษจากถั่วเสีย
    นิโรธ_______ไม่ว่าจะทานสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่เป็นพิษก็เบิกบานได้
    มรรค_______มีปัญญาเห็นความทุกข์ที่ก่อตัวขึ้นในจิต สร้างพลังยินดีมาดับความเคลื่อนไหวของกิเลส นึกถึงที่อาจารย์บอกว่า เมื่อเห็นไฟลุกในป่าหญ้าเขาต้องรีบดับไฟนั้นไม่ให้ลุกลาม ความเสียหายก็จะน้อย ความเดือดร้อนจากไฟไหม้ก็จะไม่เกิด หรือเกิดน้อย

  2. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    เรื่อง ผลจากวางใจ

    เนื้อเรื่อง วันหนึ่งได้เอาภาชนะใส่อาหารไปล้างแล้ววางไว้ ตอนเย็นได้ไปเก็บปรากฏว่าภาชนะใส่ของร้อนเจอแต่ฝา ตัวไม่เจอจึงวางใจ เจอก็ได้ไม่เจอก็ได้ วันรุ่งขึ้นปรากฏว่าคนที่หยิบไป พอเขาเอาใส่ข้าวมันปิดฝาไม่ได้จึงเอะใจ บังเอิญเราอยู่แถวนั้น เราก็เลยบอกเขาว่าเขาคงหยิบผิดเพราะของเราก็หาตัวไม่เจอ เพื่อนก็เอามาคืนปรากฎว่าเป็นของเราจริงๆ เราจึงได้ตัวภาชนะมา นี่จะเห็นว่าเมื่อเราวางใจแล้วสิ่งที่เราไม่เห็นก็จะเห็นจนได้

    ทุกข์ ขุ่นใจที่เราหาตัวภาชนะใส่ของร้อน ไม่เจอ

    สมุทัย ถ้าเจอตัวภาชนะจะสุขใจ ถ้าไม่เจอจะทุกข์ใจ

    นิโรธ จะเจอหรือไม่เจอเราก็สุขใจ

    มรรค เราเชื่อชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่าถ้าไม่เจอก็แสดงว่าเราต้องเคยเข้าใจผิดคิดว่าของคนอื่นเป็นของเราในชาตินี้หรือชาติในอดีตแน่นอน ชาตินี้จึงเจอคนเข้าใจผิดคิดว่าของเราเป็นของเขา เราก็วางใจ การวางใจเป็นวิบากดีทำให้คนที่หยิบผิดเอามาคืนเรา ในที่สุดเราก็ได้ของเรากลับคืนมา ช่วงที่ไม่เจอใจเราก็ไม่ทุกข์เรายินดีรับยินดีให้หมดไปแล้วจะโชคดีขึ้น จิตใจก็เบิกบานแจ่มใส

  3. เสาวรี หวังประเสริฐ ( สืบสานศีล )

    เรื่อง ของที่หายไป
    ช่วงนี้การทำงานดูแลผู้ป่วยในชุมชนมีมากขึ้นจากสถานการณ์โควิด จึงต้องช่วยเบิกยาและอุปกรณ์ทำแผลหรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน และสัปดาห์ที่แล้วอสม.โทรมาแจ้งให้ช่วยเบิกชุดทำแผลให้ผู้ป่วยติดเตีย งนำไปใช้ทำแผล
    กดทับที่เกิดจากการนอนนานๆ ก็ดำเนินการให้เป็นที่เรียบร้อย รับสติ็กเกอร์จากห้องยาเพิ่อแจ้งญาติให้มารับไปเบิกจากหน่วยจ่ายกลาง แต่พอนัดหมายญาติมารับปรากฏว่าสติ๊กเกอร์นั้นหายไป
    ทุกข์ ทำของหาย ไม่มีสติ๊กเกอร์ให้ญาติมารับชุดทำแผล
    สมุทัย เหตุแห่งทุกข์กลัวว่าไม่สามารถเบิกชุดทำแผลให้ญาติผู้ป่วย
    นิโรธ สภาพดับทุกข์ไม่กลัว ไม่กังวลว่าจะเบิกชุดทำแผลได้หรือไม่ได้ กล้าที่จะให้เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นด้วยใจที่เบิกบานไปม่ชอบไม่ชัง
    มรรค วิธีดับทุกข์วางใจว่าหาของไม่เจอก็ไม่เป็นไรพิจารณาว่าโชคดีอีกแล้วร้ายหมดไปอีกแล้วพอวางใจได้วันต่อมา ขณะจัดของบนโต๊ะทำงานก็เมองเห็นสติ๊กเกอร์ที่ทำหายไปวางอยู่ตรงหน้า ทำให้ความกลัวกังวลหายไป จิตใจเบิกบาน ใจไร้ทุกข์

  4. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง ยินดีรับ
    เหตุการณ์ :ได้เข้าสวนท่าชนะในส่วนที่ปลูกกล้วยเห็นแล้วใจรู้สึกห่อเหี่ยวกับสภาพที่มีเถาวัลย์ขึ้นพันต้นไม้ถึงยอดเป็นป่าหย่อมไปแล้ว ได้สติรู้ว่านี่เป็นความคิดของมารที่จะเอาแค่วัตถุ ที่จริงเรากำลังทำสิ่งที่มีค่ากว่านี้คือกสิกรรมไร้สารพิษผลิตสิ่งที่เป็นหนึ่งในโลกคืออาหาร

    ทุกข์ : รู้สึกห่อเหี่ยวใจ

    สมุทัย : สุขใจ ชอบใจที่สวนกล้วยไม่รก ทุกข์ใจ ห่อเหี่ยวใจ ที่เห็นสภาพรกๆ

    นิโรธ : แม้สวนกล้วยจะมีสภาพรกๆ หรือไม่ ก็สุขใจ ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : เมื่อจับความรู้สึกห่อเหี่ยวใจได้ รู้ทันทีว่าหลงกลมารอีกแล้วรีบพลิกจิตมาทางพุทธะว่าการทำกสิกรรมไร้สารพิษก็เป็นแบบนี้แหละเราไม่ใช้สารพิษสารเคมีทำลายวัชพืชเพื่อความปลอดภัยในการที่จะนำผลผลิตไปปรุงอาหารเป็นยาถ่ายทอดออกสู่สังคม เพื่อเป็นแรงเหนี่ยวนำในการทำอาหารจากพืชผักที่ปลูกเองไปทำอาหารตามหลัก พืช จืด สบาย เพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืนแล้วจะห่อเหี่ยวให้ทุกข์ใจทำไม ควรยินดีในสิ่งที่ทำอยู่ต่างหาก จึงล้างความรู้สึกห่อเหี่ยวด้วยบททบทวนธรรมข้อ 35 ที่ว่า”ถ้าเราดับทุกข์ใจได้ ก็ไม่มีอะไรที่ดับไม่ได้”ควบคู่กับข้อที่ 40 ว่า”วัตถุไม่เที่ยง มีแต่ใจไร้ทุกข์เท่านั้นที่เที่ยง”หลังจากพิจารณาดังกล่าวแล้วความรู้สึกห่อเหี่ยวหายไปใจกลับมาโปร่ง โล่ง เบิกบานดังเดิม ความรู้สึกยินดีที่กล้าให้สวนมีสภาพที่รกๆก็ได้เกิดขึ้นทันทีเพราะจริงๆแล้วสภาพธรรมชาติของวัตถุไม่เที่ยงมีรกมีเตียนโล่งได้ตามปัจจัยที่เกิดอยู่ เมื่อเราได้พยายามทำเต็มที่แล้ว แต่ยังได้ทำส่วนที่มีคุณค่าอีกส่วนหนึ่งคือการบำเพ็ญเรื่องทำอาหารให้ได้รับรู้
    สรุป เมื่อเข้าใจความจริงว่าวัตถุไม่เที่ยง มีความพร่อง ไม่ยั่งยืน เป็นธรรมดาก็วางใจได้ แต่สิ่งที่ทำอยู่มีค่ากว่าคือได้เสนอสิ่งที่ยั่งยืนของจิตวิญญาณที่แต่ละคนได้เรียนรู้จากอาหาร พืช จืด สบาย ที่เสนอแล้วเอาไปปฏิบัติตามด้วยการลดรสชาติของอาหารลงจนสุขภาพแข็งแรงขึ้นหายโรคตามลำดับ

  5. นฤมล วงศา 64064

    เรื่อง รถติด
    สืบเนื่องจาก work form home มานาน พอกลับมาทำงานเต็มร้อย การเดินทางและปัญหาการจราจรก็เริ่มหวนคืนมาให้ได้ลุ้น และรำคาญใจในแต่ละครั้งเวลาเดินทางไปกลับ แต่เหตุการณ์วันนั้น มีการประสานพลังกับฟ้าฝนที่ตกหนักต่อเนื่องไม่หยุด ปัญหาน้ำรอระบายจึงเป็นเหตุของความล่าช้าเวลาขับรถ แถมมีรถดับบนถนนเป็นระยะ การจราจรก็ยิ่งติดขัด
    ในวันดังกล่าวต้องใช้เวลาในการเดินทางกลับ นานกว่า 3 ชั่วโมง ขณะที่เวลาปกติใช้เวลาไม่เกิน 1-1.5 ชม. แถมรถบริการที่นั่งก็แอร์เย็นเฉียบ สร้างความทรมานและความทุกข์ใจในการการเดินทางอย่างมาก

    ทุกข์ : หงุดหงิด เบื่อหน่าย กับปัญหาการเดินทางที่รถติดเสมอ โดยเฉพาะเวลาฝนตก

    สมุทัย : ไม่ชอบรถติด อยากถึงที่หมายเร็วๆ ถ้ารถติด รถเยอะ จะเริ่มเครียด ไม่ชอบใจ เพราะต้องลุ้นกับการจราจร

    นิโรธ : รถติด-ไม่ติด ฝนตก-ฝนไม่ตก ก็สุขใจ ยินดี ปล่อยไปตามกาละ ไม่เร่งผลในใจ

    มรรค : พิจารณาเหตุอย่างไม่อคติ ไม่เร่งผลตามใจอยาก ก็จะพบว่าทุกสิ่งมันก้เป็นของมันอย่างน้ั้น มิใช่เรื่องเกินคาดเดา เราต่างหากที่ต้องปรับความคิดและเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับกับสถานการณ์ ความหงุดหงิด เบื่อหน่าย ไม่ชอบใจ ก็ไม่ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร ทุกข์ใจไปก็เท่านั้น
    หันกลับมาพิจารณาข้อดีดีกว่า เพราะตนเองก็มีเวลานั่งฟังอาจารย์ผ่าน youtube มากขึ้น แถมจะว่าไปตนเองก็โชคดีแล้วที่ไม่ใช่ผู้ขับรถ เป็นแค่ผุู้ใช้บริการ จะทำอะไรก็ได้ พักผ่อนแอบหลับก็ยังได้ พอคิดได้แบบนี้ ใจก็เริ่มเบาลง และเห็นใจผู้อื่นหรือคนขับ เพราะเขาลำบากกว่าในสถานการณ์เดียวกัน

  6. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง ไม่ต้องมานอนเป็นเพื่อนพ่อ

    เหตุการณ์ ช่วงนี้พ่อมีอาการเหนื่อยหอบ ต้องไปนอนเป็นเพื่อนเพื่อจะได้ฉีดยา พ่นยาให้ ช่วงนี้จะเข้าสวนไม่ไหว ส่วนใหญ่ก็จะเปิดโทรทัศน์ดูเกือบทั้งวันทั้งคืน จนถึงเวลานอน 4-5 ทุ่ม จึงคุยกับท่านว่า ดูโทรทัศน์ให้น้อยลงดีไหม มาอ่านหนังสือก่อนนอนกันดีไหม คืนแรกก็ยอม เอาหนังสือทบทวนธรรมไปนอนอ่าน คืนที่ 2 ยอมปิดไฟนอน วันนี้ก่อน4โมงเย็นน้องแจ้งมาว่า “พ่อบอกว่า พ่อดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องมานอนเป็นเพื่อนแล้วให้น้องเล็กนอนเป็นเพื่อนพ่อก็ได้”

    ทุกข์ ขุ่นใจ พลาดทำวิบากร้ายใหม่ ยัดเยียดจะเอาดีจากพ่ออีกแล้ว

    สมุทัย ชอบที่ปฎิบัติถูก ไม่เอาดีจากพ่อ ชังที่ปฎิบัติผิด เอาดีจากพ่อ

    นิโรธ ปฎิบัติถูกบ้างผิดบ้าง ก็ยินดี เต็มใจ พอใจ ไม่ขุ่นใจ พลาดก็ตั้งศีลใหม่ได้

    มรรค ตั้งศีลมาพิจารณาไตรลักษณ์ ความวิปลาสความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าพ่อดูโทรทัศน์มากทำให้ได้รับพิษร้อนที่ออกมา เพราะโรคที่เป็นอยู่ก็ร้อนเกินมากพอแล้ว ร้อนประทุออกตามหน้าตา เนื้อตัวจนแดงคันทั่วตัว อีกอย่างท่านไม่ค่อยได้เอาพิษออก พิษจึงสะสมในตัวเยอะ ซึ่งเหมือนจะจริงแต่ไม่จริง เมื่อใจเริ่มขุ่นแม้เล็กน้อย ก็เหม็นมาก ก็มาคิดใหม่ว่า ทำไมถึงยังอยากอยู่ อยากไม่สิ้นสุด ได้ถามท่านหรือยัง ท่านยินดีที่จะปิดโทรทัศน์ไหม? ยินดีที่จะนอนไหม? จะเอาตามใจตัวเอง จะเอาดีเกินกุศลที่ทำมา ผิดทางอีกแล้ว ยอมรับในวิบากดีร้ายที่จัดสรรให้ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นดีที่สุดแล้ว พ่อได้พยายามแล้วตามฐานจิตที่ทำได้ แต่เราที่จะเอาเกินจริง ก็พลิกจิตคิดใหม่ รับแต่ของที่เขาให้ อย่าเอาเกินจริง
    มาพิจารณาแล้วนั่นคือตัวเรา แต่ก่อนก็ดูโทรทัศน์เยอะมาก ยังไม่พอยังดูหนังที่เป็นเรื่องต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมหลับยอมนอน ทำมามากกว่าพ่ออีก ก็ขอสำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม ต่อไปจะทำความดีให้มากๆ จะลดกิเลสให้มากๆจะเกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มากๆ
    ใช้บททบทวนธรรม ข้อ3 นับ๑ที่เรา เริ่มต้นที่เรา นี่คือเส้นทางเพื่อการพึ่งตนและช่วยคนให้พ้นทุกข์
    ข้อ 6 การกระทำเดียวกันมีเหตุผลในการกระทำ กว่าล้านเหตุผล ต้องระวัง”อคติ หรือความเข้าใจผิดจากการคาดเดาที่ผิดของเรา”

    สรุป หลังพิจารณาแล้ว เชื่อชัดในวิบากกรรมมีจริง ถ้าเราไม่ชัด ต่อไปเราจะไปเป็นสิ่งนั้นเองเพื่อจะได้เข้าใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะโกรธ ประชดประชันดีแล้วที่ไม่ให้ไปนอนด้วย จะได้นอนที่บ้านสบายกว่าเยอะเลย แต่เมื่อได้พูดคุยกับพ่อเข้าใจที่ผู้สูงอายุนอนหลับยาก ต้องหาอะไรที่มาเสพเพื่อให้ถึงเวลาที่จะนอน เข้าใจ เห็นใจ จะไม่อยากได้เกินที่ท่านทำได้อีก ใจก็เบิกบาน แจ่มใส..สาธุ

  7. วันเพ ตั้งสกุลวงศ์

    เรื่อง รู้ชัดแล้วเรื่องการเจ็บป่วยของร่างกายเรา

    เหตุการณ์ ปัจจุบัน นี้ เราไม่มีโรคประจำตัว ร้ายแรงอะไร แต่ ร่างกายเราก็จะ เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น ปวดเบ้าตา ปวดหัว ปวดท้อง ปวดขา…เราก็หาวิธีแก้ไข ถอนพิษ ตลอด แต่ความเจ็บป่วย นั้นมันก็จะกลับมาอีกเรื่อยๆ เราก็จะหงุดหงิด กังวลหวั่นไหว อยู่ตลอดเวลา วันนี้ เราฟังธรรม จากท่านอาจารย์หมอเขียว เรื่อง อทีนวสัญญา เราจึงได้รู้ชัดว่าสิ่งที่เรา เจ็บป่วยนี้ เพราะเราเคยกิน สัตว์ มาเช่น ชอบกินตาปลา เลยต้องมาเจ็บที่ตา,ชอบกินหัวปลามา เลย ต้องมาปวดหัว, ชอบกินท้องสัตว์มา เลย ต้องมาปวดท้อง,ชอบกินขาสัตว์มา เลย ต้องมาเจ็บที่ขา…

    ทุกข์ หงุดหงิด กลังวล หวั่นไหว เวลา เจ็บป่วย

    สมุทัย ชังเมื่อเจ็บป่วย ชอบ เมื่อไม่เจ็บป่ย

    นิโรธ ไม่ชอบ ไม่ชัง เมื่อเจ็บป่วย หรือ ไม่เจ็บป่วย เพราะเรารู้ว่า ความเจ็บป่วยที่เราได้รับนี้ เราทำมา เราทำมามากก่วานี้ เรายินดีที่ ได้ชดใช้วิบากนี้

    มรรค เมื่อเราเห็นว่า เราเริ่ม เจ็บป่วย ในร่างกาย อีก เราได้รู้แล้วว่า เราได้ชดใช้วิบาก ที่เราเคยทำมาแล้ว ใช้แล้วก็หมดไป เมื่อเราพิจารณาได้ดังนี้แล้ว ก็โล่ง โปร่ง สบายเลย เราก็ตั้งจิตสำนึกผิด ยอมรับผิด ขอขมาลาโทษ เต็มใจรับโทษ ขออโหสิกรรม ตั้งจิตหยุดสิ่งไม่ดี ทำแต่สิ่งที่ดี ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น

    สรุป เมื่อเราได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษ ซ้ำๆ บ่อยๆ เราก็ ได้รู้ทุกข์ และ พ้นทุกย์ไปในที่สุด เราก็ตั้งจิต ขอให้ได้ฟังธรรมที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าตลอดไป

  8. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง กังวลใจกลัวว่าจะไม่ได้สินค้าที่สั่งซื้อทางออนไลน์

    เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ซื้อสินค้าทางออนไลน์ และทางต้นทางก็ได้ส่งสินค้ามาตามที่สัญญากันไว้ แต่เนื่องด้วยปลายทางคือสถานที่ ที่ข้าพเจ้าจะต้องไปรับสินค้า ไม่ได้มีจดหมายมาแจ้งให้ข้าพเจ้าต้องไปรับสินค้า และตัวข้าพเจ้าเองก็ขาดความรอบคอบในการติดตามสินค้า ทำให้สินค้าที่ส่งมาต้องถูกส่งกลับไปยังเจ้าของเดิม ทำให้ต้องเสียเวลารอสินค้าต่อไปอีก

    ทุกข์ : นึกตำหนิตัวเองที่ไม่มีความรอบคอบมากพอ

    สมุทัย : อยากให้ตัวเองรอบคอบในการสั่งซื้อสินค้ามากกว่านี้ เรื่องเพียงเท่านี้ไม่น่าพลาดเลย ไม่ชอบที่ตัวเองทำงานพลาด จะชอบใจและเป็นสุขใจหากทำงานสำเร็จไม่มีอุปสรรคใด ๆ

    นิโรธ : ก็มันได้พลาดได้พร่องไปแล้ว จะแก้ไขก็ทำไม่ได้ ต้องทำใจไม่ให้กังวล ไม่หวั่นไหว ถือว่าเป็นวิบากกรรมที่จะต้องได้ชดใช้ ไม่เป็นไรหรอกชดใช้แล้วก็หมดไปเราก็จะโชคดีขึ้นเหมือนที่พระพุทธเจ้าและท่านอาจารย์หมอเขียวสอนไว้ “ สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” ข้าพเจ้าเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ กำลังพากเพียรมา ลด ละ เลิก กิเลส พลาดเพียงเท่านี้ก็ดีแล้ว

    มรรค : เมื่อเห็นว่าไม่มีความเบิกบานในใจ และไม่สบายตัวหนักตัว จึงได้สติว่า อ่อนี่เรากำลังทุกข์อยู่ กำลังกังวล หวั่นไหว ซึ่งเป็นการเบียดเบียนตัวเอง ก็เลย ตั้งสติและหายใจเข้าลึก ๆ และบอกกับตัวเองว่าทำดีมาตั้งมากตั้งมาย ทำไมให้เรื่องเพียงเท่านี้มาทำให้เป็นทุกข์ มากินพลังทำให้เสียพลังไปละ แค่นี้เองไม่ถึงตายหรอก สิ่งที่ครูบาอาจารย์ได้สอนมานำออกมาใช้ได้ไหม ลองดู (พูดกับกิเลสค่ะ)

    พอได้หายใจออก หายใจเข้าอยู่หลายครั้งร่างกายได้รับออกซิเจนเพิ่ม ทำให้สติปัญญากลับมา จึงคิดได้ว่าสินค้าที่สั่งเป็นเพียงของนอกกาย หากล้มตายลงตอนนี้ ก็เอาไปด้วยไม่ได้ ถ้าตายขณะที่ใจเป็นทุกข์มีหวังได้ตกนรกอย่างแน่นอน แต่ใจที่เป็นสุข ไม่ทุกข์นี่สิ ที่จะติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ พอคิดได้เช่นนี้ใจก็เบา และเบิกบานในใจอย่างเห็นได้ชัด ทุกข์ที่มีอยู่ก็หายไปในทันทีค่ะ สาธุ

  9. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    19/10/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง: ทำไมเล่ายาวจัง
    ในขณะที่ร่วมจัดรายการตอบปัญหาสายด่วนฯ อยู่นั้น มีผู้ถามคำถามท่านหนึ่งส่งคำถามมาให้ผู้เขียนช่วยอ่าน ในรายละเอียดคำถามก็ค่อนข้างยาวมาก เล่ารายละเอียดทุกขั้นตอน พอเปิดโอกาสให้อธิบายเพิ่มเติม ท่านก็อธิบายแบบเดิมซ้ำซึ่งผู้เขียนก็อ่านไปแล้ว ท่านนี้เคยมาร่วมรายการเมื่อเดือนที่แล้ว ท่านก็เล่าเรื่องราวแบบนี้ พอฟังท่านพูดยาว ๆ ก็เริ่มรำคาญ ความคิดของกิเลสมันก็เริ่มทำงาน “ ทำไมพูดยาวจัง จำได้นะเรื่องนี้วันก่อนก็พูดแบบนี้ เราก็อ่านคำถามให้แล้ว ทำไมยังจะยืดยาวอีก ทำไมไม่รู้จักรวบรัดตัดตอน ก็ละเอียดยิบแบบนี้ไงมันเลยป่วยไง ก็ขี้กังวลไง อะไรนิดอะไรหน่อยก็เก็บเอามากังวลไง เมื่อไหร่จะพูดให้จบๆ สักที เวลาก็ใกล้จะหมดแล้ว” กิเลสพาไปเพ่งโทษเขาสารพัด
    ทุกข์ : รำคาญคนพูดยาว
    สมุทัย : ชอบใจถ้าเขาพูดจาให้สั้นกระชับตรงประเด็น รำคาญที่เขาพูดยาว อธิบายละเอียดจนเกินไป พูดเรื่องเดิมๆ ที่เราจำได้
    นิโรธ : เขาจะพูดจาสั้นกระชับตรงประเด็น หรือจะพูดยาว อธิบายละเอียด ยังไงก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค : เมื่อเห็นอาการของกิเลสว่าเรากำลังเพ่งโทษเขา สักพักหนึ่งก็ระลึกขึ้นมาได้ว่าสมัยก่อนตอนที่เราป่วย ก่อนที่จะมาเจอพวธ.เราก็เคยเป็นคนแบบนี้ คือ อะไรนิดอะไรหน่อยก็เก็บมาคิด เราเป็นคนละเอียด ขี้กลัว ขี้กังวลเหมือนกันผู้ร่วมรายการท่านนี้เลย กังวลมากจนทำให้ป่วย
    พิจารณาต่อว่า ไม่มีใครอยากจะเอาเรื่องราวต่าง ๆ เก็บมาคิด จนเป็นทุกข์ เป็นเพราะท่านไม่รู้ เราเองกว่าจะมาเจอครูบาอาจารย์เราก็เคยทุกข์ เคยโง่ แบบนี้มาก่อน การที่เขาได้มาพูดมาเล่าในรายการก็เป็นสิ่งที่ดี (เอาใจเขามาใส่ใจเรา) บางครั้งการที่คนเรามีความทุกข์ใจเพียงแค่ได้เล่าความในใจให้คนที่ไว้ใจฟัง ก็คลายความทุกข์ใจลงไปได้มาก เพราะเขาไว้ใจหมู่กลุ่มนี้เขาเลยกล้าที่จะเปิดเผยเรื่องราวของเขา เขามาให้เราได้ล้างกิเลสในสิ่งที่เราเคยเป็น และยังมาให้เราได้ร่วมกันบำเพ็ญ ดังนั้นเขาจึงไม่ใช่บุคคลที่น่ารำคาญ แต่เขานั้นเป็นผู้มีพระคุณต่อเรา ที่มาให้เราได้สร้างกุศลเพิ่ม

    ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 21 “ การได้พบกับเกตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส คือความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา และทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา”
    สรุป พิจารณาแบบนี้แล้วใจก็โล่งสบายขึ้น แปรเปลี่ยนจากความเพ่งโทษ มาเป็นความเมตตาที่มีต่อเพื่อนมนุษย์

  10. จิตรา พรหมโคตร

    อยากกินมื้อเดียวให้ได้

    เมื่อวานเป็นค่ายวันที่ 8 ของค่ายพระไตรปิฏก เหลืออีก 2 วันจะจบค่ายก็ตั้งศีลว่าจะกินมื้อเดียว ผลปรากฏว่ากินไม่ได้ รู้สึกทุกข์ใจอยากกินมื้อเดียวให้ได้

    ทุกข์:ทุกข์ใจที่กินอาหารมื้อเดียวไม่ได้ มีอาการปวดท้องขึ้นมา

    สมุทัย:อยากกินมื้อเดียวให้ได้ เพราะคิดว่าเป็นประโยชน์ ถ้ากินมื้อเดียวได้จะสุขใจ ถ้ากินมื้อเดียวไม่ได้ก็ทุกข์ใจ

    นิโรธ:จะกินมื้อเดียวได้หรือไม่ได้ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค:ตั้งศีลกล้าเลิกอยากกินมื้อเดียว ยินดียอมรับเมื่อกินมื้อเดียวไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เราจะทำได้ อาจารย์บอกว่าคนกินมื้อเดียวไม่ได้ยังมีกิเลสมาก ยอมรับ ยินดีรับ ยินดีพากเพียรฝึกฝนกินมื้อเดียวต่อไป

  11. นางภัคเปมิกา อินหว่าง

    เรื่อง: เพื่อนหายได้สลายกิเลส

    เหตุการณ์:ช่วงนี้ รู้สึกว้าเหว่ เงียบๆ เพื่อนทางโลกก็ค่อยๆเงียบหายไปเหลือไม่กี่คน
    เพื่อนทางธรรมก็เงียบๆไม่คึกคักเหมือนเคย

    ทุกข์: ไม่แช่มชื่น ที่เพื่อนๆเงียบๆหายไป

    สมุทัย: ถ้ามีเพื่อนๆมาทักมาคุยด้วยจะรู้สึกแช่มชื่น ถ้าเพื่อนๆห่างหายไปรู้สึกเงียบเหงา

    นิโรธ: เมื่อพิจารณาที่ใจ ถึงเพื่อนๆจะมาทักจะมาคุยด้วยหรือไม่ ก็ได้ ใจก็เบิกบานได้ แช่มชื่นได้

    มรรค: เมื่อใจรู้สึกไม่แช่มชื่น เงียบเหงา ที่เพื่อนๆห่างหายไป
    ได้เกิดความคิด ขึ้นมาในใจว่า
    เพื่อนๆหายไปไหน หรือเพื่อนๆมีภาระมีการงานต้องทำ ไม่ว่าง ไม่สะดวก “หรือว่า”เหตุเกิดที่เรา
    กิเลสมันเริ่มโผล่หัว คิดไปต่างๆนาๆ คิดแต่จะเอา คิดแต่อยากมีเพื่อน คิดว่าตัวเองทำดีไม่มากพอ วิบากร้ายของเรา เลยไปดลใจให้เพื่อนๆ ต่างคนต่างเงียบไป
    เมื่อกิเลสมาร มันชวนให้หลงทางพาไปนรก
    เราจึงต้องรีบขจัดมารออกไปโดยเร็ว
    เพื่อล้างกิเลส ให้สิ้นเกลี้ยงถึงความอยากมีเพื่อน “เพื่อนที่ดีที่สุดคือใจเรานี้เอง ”
    “สิ่งที่ดีที่สุดในโลก คือ คบและเคารพมิตรดี ไม่โทษใคร ใจร้ายทุกข์ ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ ในบททบทวนธรรมข้อที่. ๖๗
    เมื่อคิดได้ดังนั้น เราจึงต้องทำความดี ด้วยการเพิ่มศีล การพึ่งตน ช่วยคนให้พ้นทุกข์ เพื่อล้างกิเลสความอยากมีเพื่อน และกล้าที่จะไม่มีเพื่อนให้ได้
    สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เรามา
    ไม่เคยมีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา
    สรุปว่า ได้ความแช่มชื่น ได้ความเบิกบาน เพราะเกิดปัญญา พาพ้นทุกข์จากความอยาก

  12. ชุติวรรณ แสงสำลี

    แบ่งปันสาระธรรมจากการฟังธรรมยามเช้า
    21 ตุลาคม 25 64 ทางช่องหมอเขียว TV
    ลักษณะสายเจโต และสายปัญญา
    # ลักษณะ สายเจโต ต้องมีผัสสะมากระทบเปรี้ยง มันถึงจะปรากฏตัวออกมา ว่าเป็นตัวไหนๆ ไม่เช่นนั้นจะมองไม่เห็นเลยว่าติดตัวไหนอยู่มันจะเบลอๆ ไม่ได้ฝึกอ่านจิตจะอ่านไม่ค่อยชัดมีแต่หลบๆ พอเจอปุ๊บก็อ่านไม่ค่อยชัด ว่าเป็นกิเลสตัวไหนกันแน่จะงงๆ มีแต่จะหลบๆไปเรื่อยๆๆ ก็จะอ่านไม่เก่ง ก็ต้องฝึกมากระทบผัสสะ ฝึกอ่านอาการจึงจะช่วยได้ หรือสายศรัทธาด้วย
    #) ลักษณะ สายปัญญาเป็นสายฟุ้ง ไปทำการงานจะมีผัสสะกับคนนั้นคนนี้อย่างนั้นอย่างนี้ มันก็จะเป็น สายฟุ้งสายกระทบผัสสะ กิเลสตัวเองเยอะก็ไม่ได้รู้จักล้างกิเลสอยากไปเรื่อย อยากไปฟุ้งไปเรื่อยๆจนพันตัวเองไม่รู้อะไรเป็นอะไรเลยนะ จนปวดหัวหมดเรี่ยวหมดแรงลงไป ปรุงไปเรื่องนั้นเรื่องนี้มากเกินไปมันเยอะก็แก้ไม่ได้เหมือนกัน กิเลสก็ออกอาการเยอะอยากก็อยาก ไม่รู้เรื่องไหนบ้างจะติดเลยก็เป็นพวกอีกแบบหนึ่ง ก็จะไปเจอลีลาในเรื่องที่ไม่ถูกใจ ไม่ชอบใจไม่ได้ดั่งใจก็ทุกข์ๆ ไปทำร้ายตัวเองไปแบบนั้น คิดไปได้เรื่อยเปื่อยคิดไปเรื่อยๆบางทีไม่ค่อยได้ทำอะไรหรอกคิดไปก็หมดแรงแล้ว คิดหยุมหยิมคิดไปเรื่อย เอาไปเอามา ไม่ได้ทำอะไรเอาแต่คิด เก่งๆ เขาทำไม่ถูกใจตัวเองก็ทะเลาะไปเรื่อย ฟุ้งไปเรื่อยอยู่อย่างนี้แหละ

    ✔️ วิธีแก้ของสายนี้ทำยังไง ก็ต้องหยุดคิดบ้างลด ผัสสะลงมาบ้างมันมากไปฟุ้งไปมากเกินไป ก็ลดลง ดิ่งลงมาหาเจโต
    ส่วนสายเจโต ก็ต้องออกไปกระทบ ผัสสะ ไปคิดไปพูดไปทำมากขึ้น ๆอาการกิเลสล้างกิเลส

    มันยากมันเยอะเกินไปกระทบผัสสะมากและตัวเองก็คุมกิเลสไม่ได้ เจออะไรมันก็อยากทั้งนั้นมันก็ชอบทั้งนั้น มันก็ชัง ในที่ชอบก็อยากได้มา ที่ชังก็ยังเอาออกไปเยอะแยะไปหมดเลย กระทบไปหมดก็ตายกันพอดีมันก็ไม่ไหวมันก็เกินกำลังมันก็ต้องลดลงมาเวลาแก้ก็ลดลงหน่อย อย่าไปมีปัญหามากเกินไป มาทางเจโตบ้างมาทางสมถะบ้าง ลดกิจกรรมการงานการคิดของตัวเองที่มันคิดมากจนเกินไปลดลงมาบ้าง ลดเป็นเรื่องๆ ลดตรงที่มันมากๆที่จะไปทำเรื่องนั้น เราก็จะมาฝึกอดทนเอาควบคุมเอา ให้มันเหลือน้อย ชนิดที่ตัวเอง จับอาการมันได้ ให้เหลือในเขตที่ตัวเอง จับกิเลสได้ ว่าตอนนี้เราอยากในเรื่องไหน เรื่องไหนที่อยากได้ มาตั้งศีลที่อยากกำจัดกิเลสออกไป มันชอบ สุขก็อยากได้มาชังก็อยากเอาออกไป อยากเอาออกไปมันเรื่องในประเด็นไหนจับให้ชัดๆ ไม่งั้นมึนไปหมดเลยไม่รู้เรื่องไหนบ้าง พวกนี้พวกที่อะไรก็จะเอา อันนี้เขาจะเอา กิเลสนี้ก็จะลดๆๆ

    ** เอาไปเอามากิเลสมันลดเรา เข้าใจไหม แทนที่เราจะลดกิเลส กิเลสมันลดความสุขของเรา อะไรก็จะเอาไปหมดๆๆ กิเลสมันซัดเราตายเลยนะ กิเลสนี้ก็จะลด งานนี้ก็จะทำ แล้วก็เอาเยอะๆด้วยนะ มันคิดได้มาก ไม่ว่าอะไรดีมันก็อยากจะได้ ที่นี่มันก็ทำไม่ทันมันก็ตีตัวเองแล้วก็ซ้อนอีกทีนี้ กิเลสซ้อนไม่รู้เท่าไหร่ๆๆสายนี้ มันกำจัดไม่ได้หรอก เรียนรู้ให้มันชัดว่าคนเรากำจัดกิเลสได้ทีละเรื่อง เท่านั้นแหละ ต่อให้เรารู้มากแค่ไหนๆ เอาแค่การงานอย่างเดียว แต่ที่จริงเราทำได้ทุกอย่างได้ไหม มันไม่ได้หรอกแรงมันไม่พอ แค่งานธรรมดาง่ายๆ ยังทำไม่ทันเลย การงานต้องตีกรอบลงมาเท่าที่มันเป็นไปได้

    ตรวจ ณ ปัจจุบันรู้จักสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ประมาณให้พอเหมาะ กำลังของเราจะทำเรื่องไหน องค์ประกอบมีแค่นี้ เพื่อนฝูงมีเท่านี้ อุปกรณ์มีเท่านี้ เอาเท่านี้เวลาเท่านี้อย่างนี้เป็นต้น

    กิเลสก็เหมือนกันติดกรอบลงมาเอาทีละเรื่องๆ จะไปกำจัดมดทุกเรื่องคราวเดียวเป็นไปไม่ได้หรอก พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราจะกำจัดกิเลสคราวเดียวทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ โลภ แทงตลอด ธรรมทั้งปวงคราวเดียวเป็นไปไม่ได้หรอกให้เอาทีละเรื่องทีละประเด็น เรื่องนี้ประเด็นนี้เอาให้มันชัดทีละเรื่อง อาศัยผัสสะนี้แหละกระทบ และก็ลดผัสสะที่มันมากเกินไป ที่มันปรุงความคิด ที่มันมากเกินไป ตีกรอบ ให้มันพอดี ตั้งศีล มากำจัดกิเลสทีละเรื่องก็จะก้าวหน้าได้เร็วอย่างนี้เป็นต้น สายปัญญาทำ สัมมาทิฏฐิดีๆจะก้าวหน้าได้เร็ว แล้วก็บรรลุได้เร็วที่สุดเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้เร็วด้วย เพราะอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย

    # พิจารณาไตรลักษณ์พิจารณาให้แจ่มแจ้ง ถ้าขยันใช้อันนี้จะบรรลุธรรมได้เร็ว
    สายใจโตก็ตาม ชอบหลบชอบเลี่ยงเจอผัสสะให้มากขึ้นฝึกล้างกิเลสให้มากขึ้น จะเก่งขึ้นๆ ก็จะบรรลุธรรมได้ดีอยู่เหมือนกันอย่างนี้เป็นต้น

  13. สุมา ไชยช่วย

    เรื่อง ใครผิดกันแน่

    เหตุการณ์ วานให้พ่อบ้านเก็บผักวอเตอร์เครส เพื่อทำน้ำปั่น แต่พ่อบ้านดันเก็บอ่อมแซบมาให้

    ทุกข์ ขุ่นใจไม่ได้วอเตอร์เครส

    สมุทัย ชอบถ้าได้ผักตามที่เราสั่ง ชังได้ผักชนิดอื่นมาแทน

    นิโรธ จะได้ผัก ที่ต้องการหรือไม่ได้ ใจไร้ทุกข์

    มรรค เมื่อวานให้พ่อบ้าน เก็บวอเตอร์เครส แต่พ่อบ้านถืออ่อมแซบมาให้ อ้าวนี่มัน อ่อมแซบ น่ะ ไม่ใช่วอเตอร์เครส มารมาสิงเลย เริ่มขุ่นใจเบิกบูด กล่าววาจาออกไป จนป่านนี้ยังไม่รู้จักอีกว่าผักชนิดนี้เขาเรียกว่าอะไร พ่อบ้านก็ใจเย็น ตอบอ้าวไม่ใช่เหรอ เรากำลังเบิกบูดเพราะมารมาสิง พุทธะต้องเบิกบานซิถึงจะถูกทาง ไปเพ่งโทษท่านอีก จริงๆ พ่อบ้านเก็บมาให้ ก็ดีนักหนาแล้ว ยังไปไม่พอใจท่านอีก เวลานี้เราสมควร ได้รับสิ่งนี้เท่านั้น สิ่งที่เราได้รับคือ สิ่งที่เราทำมา จึงสำนึกผิด และ โชคดีที่พ่อบ้านเก็บผักมาผิด มารเลยโผล่ ถ้าพ่อบ้านเก็บผักมาถูกดั่งใจหมาย เราจะไม่เห็นมารตัวนี้ว่ายังมีอยู่ เหตุการณ์นี้ทำให้ได้สำนึกผิดอีกว่า เราเคยตั้งศีลว่าจะทำอะไรด้วย ตนเองให้ได้มากที่สุด นอกจากเกินกำลังจะให้พ่อบ้านช่วย แต่แล้วก็ผิดศีลอีก เก็บผักแค่นี้ก็ยังวานพ่อบ้านอีก ขอสำนึกผิดจริงๆ ต่อแต่นี้จะทำอะไรด้วยตนเอง ให้มากที่สุด อยู่บนความลำบากกุศลธรรม เจริญยิ่ง
    บททบทวนธรรม37
    ปัญหาทั้งหมดในโลก เกิดจาก
    คน..โง่… กว่ากิเลส
    สรุป ใจก็เบาสบาย จะพยายามทำอะไรด้วยตนเอง ให้มากที่สุด

  14. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว))

    เรื่อง เข้าใจเราผิด ก็โอเคนะ
    เหตุการณ์ คือ วันก่อนระหว่างการประชุม มีพี่คนหนึ่งถามคำถามเรา ในขณะที่เรากำลังจะตอบ พี่คนนั้นก็พูดต่อว่าแต่เค้าเข้าใจเรานะ คนเราทำผิดทำพลาดกันได้ พี่เค้าถามเอง ตอบเอง แล้วก็ผ่านเราไปพูดถึงเรื่องอื่นต่อไป เราก็ทำได้แค่ยิ้มรับเท่านั้น

    ทุกข์ – ลังเลใจว่าเราควรจะอธิบายไหม ว่าพี่เค้าเข้าใจเราผิดอยู่

    สมุทัย – อยากที่จะได้อธิบาย จึงสุขใจ พอเราไม่ได้อธิบายก็ไม่สบายใจ

    นิโรธ – กล้าที่จะถูกเข้าใจผิดจากผู้อื่นด้วยความยินดี เบิกบาน ใจไร้ทุกข์

    มรรค – พิจารณาที่ใจของเราว่าการจะได้อธิบาย ความอยากที่จะอธิบาย ความอยากให้คนอื่นเข้าใจเราถูกเสมอและตลอดไป นั้นเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ถึงครั้งนี้เราได้อธิบาย เราก็ยังไม่รู้ว่าเค้าจะเข้าใจเราหรือไม่ วิธีคิดแบบนี้เป็นกลลวงของกิเลส กิเลสจะลวงว่าถ้าได้อธิบายจะสุขใจ แต่ถ้าเราอธิบายแล้ว เค้าไม่ฟัง ไม่เข้าใจ กิเลสก็จะหลอกให้เราหงุดหงิด เริ่มเถียง เริ่มเพ่งโทษ เริ่มก่อวิบากกรรมเพิ่มอย่างไม่สิ้นสุด เพื่อสนองความอยากของเรานั่นเอง เส้นทางกลลวงนี้ เราก็เคยเดินมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในอดีต เส้นทางที่หลอกว่าข้างหน้าจะสุขสมหวัง แต่ในความเป็นจริง มันเป็นเส้นทางเขาวงกตที่เราหลงวนเวียนมานาน จนมาได้พบกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้เรียนรู้จากสัตบุรุษ ทำให้เราเห็นโทษของการเชื่อกิเลส การที่พี่เค้าเข้าใจเราผิด เราได้ชดใช้วิบากที่เราก็เคยเข้าใจคนอื่นผิดมาตั้งเท่าไหร่ รับแล้ว ชดใช้แล้ว ไม่หลงกลกิเลสแล้ว นี่คือเส้นทางพ้นทุกข์ที่ถูกต้อง ใจเราก็คลายความลังเลไป ยิ้มรับความเข้าใจผิดอย่างยินดี

    สรุป – เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น 2 ครั้งใน 1 สัปดาห์ต่อกัน ซึ่งทั้ง 2 ครั้ง เป็นพี่คนละคนกัน แล้วเราก็ไม่มีโอกาสอธิบายเหมือนกัน ใจเราที่เคยลังเล เคยอยาก สลายไป เหลือแต่รอยยิ้มที่กล้ารับในสิ่งที่ไม่ได้สมอยากอย่างเบิกบาน

  15. จิรานันท์ จำปานวน

    เรื่อง : โทรศัพท์ค้าง

    เหตุการณ์ : เราพิมพ์การบ้านได้หลายข้อแล้ว พิมพ์ไปพิมพ์มาโทรศัพท์ก็ค้าง พิมพ์อะไรไม่ได้กดอะไรก็ไม่ไป

    ทุกข์ : หวั่นไหวว่าจะได้พิมพ์ใหม่

    สมุทัย : ชอบถ้าไม่ได้พิมพ์ใหม่ ชังถ้าได้พิมพ์ใหม่

    นิโรธ : จะได้พิมพ์ใหม่ หรือไม่ได้พิมพ์ใหม่ ก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค : ขณะที่โทรศัพท์ค้าง ใจก็หวั่นไหวว่าจะได้พิมพ์ใหม่

    มาร : ฮือ ใกล้จะเสร็จแล้ว จะมาค้างอะไรตอนนี้

    เรา : ยิ่งไม่อยากให้ค้าง ยิ่งจะค้างกันไปใหญ่

    มาร : จะได้พิมพ์ใหม่หรือนี่ พิมพ์มาตั้งนานแล้วนะ

    เรา : ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่ต้องมานั่งเสียดายแล้วเสียพลัง กล้าที่จะพิมพ์ใหม่เลย กล้าๆ หน่อย พุทธะต้องกล้า

    มาร : กล้าก็กล้า

    สรุป ใจสบาย กล้าพิมพ์ใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้นโทรศัพท์ก็กลับสู่สภาพปกติ ข้อมูลที่พิมพ์ไปยังอยู่ครบถ้วน สาธุค่ะ

  16. จิรานันท์ จำปานวน

    เจริญธรรมค่ะ ส่งการบ้านค่ะ เรื่อง : น้ำนมธัญพืช

    เหตุการณ์ : หลังจากแช่ถั่วไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน พอถึงเวลาเช้าก็ได้เวลาทำน้ำนมธัญพืชแล้ว ในขณะนั้นมีฝนตก มีฟ้าร้อง เราต้องออกไปที่ก๊อกน้ำเพื่อล้างถั่วอีกรอบก่อนปั่น และเมื่อปั่นเสร็จก็ต้องล้างอุปกรณ์ด้วย

    ทุกข์ : ขี้เกียจทำน้ำนมธัญพืช

    สมุทัย : ชอบถ้าไม่ทำน้ำนมธัญพืช ชังถ้าทำน้ำนมธัญพืช

    นิโรธ : ยินดี เต็มใจทำน้ำนมธัญพืช

    มรรค : เมื่อมารมันเห็นฝนตก ได้ยินเสียงฟ้าร้อง มันก็มากระซิบบอกเราว่า

    มาร : ไม่ต้องทำหรอก วันนี้ฝนตก ของด 1 วันนะ พรุ่งนี้ค่อยกินนะยายนะ

    เรา : ได้ไงล่ะ อย่ามาสำออยหน่อยเลย ตากฝนนิดหน่อยจะเป็นไรไป ดีซะอีกได้ฝึกตั้งตนอยู่บนความลำบากกุศลธรรมเจริญยิ่ง

    มาร : งั้นไปทำน้ำนมธัญพืชกันเลย

    สรุป ใจสบาย ยินดี เต็มใจทำน้ำนมธัญพืชให้ยายทาน ขอบคุณพลังจากหมู่มิตรดีที่ร่วมกันตั้งศีลเรื่อง ตัวขี้เกียจ ทำให้มีพลังสู้กับมาร สาธุค่ะ

  17. พรพิทย์ สามสี ( เพื่อนพิทย์)

    เรื่อง : เคืองนิด
    วันก่อนได้ไปซื้อพันธ์ผักที่ร้านหนึ่ง พืชผักชนิดนั้นเอามาปลูกแล้วได้ผลดกงามเชียว แต่ซองผักยี่ห้ออะไรลืมแล้วและทิ้งซองผักไปแล้วด้วย วันนี้ได้ไปซื้ออีก เลือกซองผักหลายๆชนิด อยู่สักพักไม่ได้นานมาก ลูกน้องเป็นคนขาย ร้านนี้ค่อนข้างมีลูกค้าไม่ขาดระยะ สักพักเจ้าของร้านก็มาบอกว่าเราว่า เสร็จหรือยังจะได้ทำอย่างอื่นมั่ง
    ทุกข์ : คำพูดเจ้าของร้าน
    สมุทัย : ชอบที่จะให้เจ้าของร้านพูดดี ชังที่เจ้าของร้านพูดเชิงไล่ลูกค้า
    นิโรธ : เจ้าของร้านจะพูดดีก็ได้ ไม่พูดดีก็ได้
    ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : กิเลส : ไม่ชอบใจเจ้าของร้านเลย ซื้อพันธ์ผักก็หลายตังอยู่ เราบอกกิเลสว่า แกอยากได้พฤติกรรมดีๆ คำพูดดีๆ จากคนอื่นอีกแล้ว อาจารย์สอนอยู่หยกๆ หมดอยากหมดทุกข์ สิ้นอยากสิ้นทุกข์ แกขโมยอีกแล้ว แกอยากก็เป็นแรงเหนี่ยวนำให้ตนเอง และเป็นแรงเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นด้วย ไปซื้อครั้งแรกเจ้าของร้านก็พูดดีอยู่ แต่พอไปซื้อครั้งสองก็พูดเหมือนจะไล่รำคาญ แกก็ยึดอีกแล้ว ยึดว่าจะได้ดีดั่งใจหมายใจถึงจะเป็นสุข เย่ ๆ ๆ ดีใจจัง ไม่ได้ดั่งใจ ได้เรียนรู้การจับกิเลส ที่แม่นขึ้น และได้ใช้วิบากด้วย
    เย่ ๆ ๆ ไม่หวั่นไหว ใจเป็นสุข

  18. วันเพ็ญ ตั้งสกุลวงศ์

    เรื่อง กล้ากำจำดความกลัวด้วยความกล้า

    เหตุการณ์ ในจิตของเรา จะมีความกังวล หวั่นไหว อยู่ตลอดเวลา เรื่อง กลัวว่าจะเกิดสิ่งที่ไม่ดี กับ พี่น้องๆ หลานๆ ของเรา ทำให้เราเป็นทุกข์ อยู่เนืองๆ เมื่อเราได้ฟังธรรมมะ ที่ท่านอาจารย์หมอเขียว บรรยาย เรื่องการกำจัดความกลัวด้วยความกล้า 8 ประการ เราได้มาตรวจดูจิตของเราว่า ตอนนี้ยังมีทุกข์เรื่องอะไร อยู่ในจิตบ้าง เราก็ได้พบว่าจิตเรายังมีความกลัว กังวล หวั่นไหว ว่ากลัวว่าจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีกับพี่น้องๆ หลานๆ่เรา อาจารย์หมอเขียว ได้บรรยาย ว่า ให้กล้าที่จะให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้น เลย ถ้าเขามีวิบาก หรือ เรามีวิบากร่วมกับเขามา จะเป็นการสร้างวิบากดีใหม่ รับแล้วก็หมดไป เมื่อเราได้ฟังดังนั้น ใจเรายินดีมาก และคลายทุกข์ลงเลย

    ทุกข์ กลัว กังวล หวั่นไหว ว่าสิ่งไม่ดีจะเกิดกับพี่ น้องๆ หลานๆ เรา

    สมุทัย ชังที่สิ่งไม่ดีจะเกิดกับ พี่ น้องๆ หลาน เรา ชอบที่จะให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับ พี่ น้องๆ หลานๆ เรา

    นิโรธ ไม่ชอบ ไม่ชัง เมื่อจะมีสิ่งดี หรือ ไม่ดี เกิดขึ้น กับพี่ น้องๆ หลานๆ เรา

    มรรค ได้ฟังธรรมะ ที่อาจารย์หมอเขียว บรรยาย เรื่องกล้าจะกำจัด ความกลัวด้วยความกล้า 8 ประการณ์ ท่านบรรยายว่า คนที่กลัวว่าสิ่งที่ไม่ดีจะเกิดกับพี่น้องๆ หลานๆ ให้อย่ากลัว ให้กล้าที่สิ่งไม่ดีจะเกิด กับ พี่น้องๆ หลานๆ เลย ถ้าเขามีวิบากของเขา หรือ เขามีวิบากกับเราร่วมกัน กล้าให้เกิดเลย รับแล้วก็หมดไป แล้วก็จะมีวิบากดีๆเข้ามา เราได้ฟังดังนั้น ใจเรายินดีมาก และโล่งเลย ได้ล้างทุกข์ให้หมดไป ก็ตั้งจิตทำความดีเรื่อยไปใจเย็นข้ามชาติ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น และเข้าร่วมสานพลังกับหมู่มิตรดีและปฏิบัติอริยสัจสี่ ยิ่งๆขึ้นไป

    สรุป เราได้รับประโยชน์ จากการฟังธรรมะ ซ้ำๆ จาก อาจารย์หมอเขียว คือ ทำให้เราได้รู้ทุกย์และล้างทุกข์ออกไปจากใจเราเป็นลำดับๆไป

  19. รมิตา ซีบังเกิด

    รมิตา ซีบังเกิด
    เรื่อง : อย่าสร้างความทุกข์ให้ผู้อื่น
    เหตุการณ์ : ลูกสาวอายุย่าง40ปีแต่งงานมา 3 ปีกว่าแล้วแต่ยังไม่มีบุตรเนื่องจากสามีไม่สมบูรณ์ โทรมาเล่าให้ฟังว่าต้องไปหาหมอเพื่อทำตามขั้นตอนต่างๆนานา ถึงแม้ว่าเราจะมีบุตรคนเดียว ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องมีหลานไว้สืบสกุล แม้แต่บุตรเรายังตั้งใจให้มีคนเดียว เพราะตระหนักถึงความยากลำบากหลายๆอย่าง เราก็ปล่อยให้ลูกคิดเอาเองว่าจะจัดการอย่างไร แต่ใจจริงพอมาปฎิบัติธรรม รู้ชัดว่าทุกชีวิตที่เกิดมาต่างมารับวิบากดีร้ายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
    ทุกข์ : ลำบากใจที่ลูกสาวต้องการมีบุตร
    สมุทัย : ลูกสาวไม่มีบุตรจะชอบใจ ลูกสาวมีบุตรจะไม่ชอบใจ
    นิโรธ : ลูกสาวจะมีบุตรหรือไม่ก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : เมื่อมีครอบครัวสิ่งที่ทุกคนต้องการคือ มีลูกไว้สืบสกุลไม่ว่าจะมีฐานะเช่นไร ลูกเราเขาไม่เคยปฎิบัติธรรมอย่างเรา จะให้เขามาเห็นสัจจะธรรมตามความเป็นจริงเหมือนเราไม่ได้แน่นอน ในเมื่อเขามีครอบครัว เขาก็ต้องมีความคิดแบบคนทั่วๆไป การที่ราจะพูดให้เขาตระหนักถึงวิบากดีวิบากร้ายหรือเชื่อขัดเรื่องกรรมอะไรทำนองนั้น คงคุยกันไม่รู้เรื่องแน่ๆ อาจจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่โต เพราะเราบอกตั้งแต่ตอนก่อนแต่งงานแล้วว่า เราจะไม่เลี้ยงหลานให้ ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น เพราะชีวิตเราเหน็ดเหนื่อยมามากแล้วกับการดูแลทุกคนในครอบครัว ขอพักมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง เราไม่สามารถอดนอนเพื่อดูแลเด็กเล็กๆได้แล้ว พอมาตอนนี้ลูกต้องการมีบุตรก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ได้เป็นเรื่องของเรา พูดให้เขาเกิดความทุกข์ใจทำไม คอยมอง ค่อยให้คำแนะนำปัญหาที่เกิดตามมาดีกว่า จะให้เขาทำตามเราเพื่อให้เราสมใจไม่ได้ ดังบททบทวนธรรมข้อที่ 145 ว่า “อย่าสร้างความสุขให้กับตน ด้วยการสร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่น”
    สรุป คือขณะนี้เรามีความสุขในการปฎิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียว ใช้หลักธรรมะคืออริยสัจ4 เป็นชีวิตที่มีความสุข สงบ เรียบง่าย ลด ละ เลิก ความอยาก ไปตามลำดับๆ และคงยึดถือปฎิบัติตลอดไป ชีวิตใครก็คงเป็นชีวิตเขาเราจะไปแบกให้หนักทำไม

  20. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    21/10/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง: จะคิดให้ทุกข์ทำไม
    ในขณะจัดรายการตอบปัญหาสายด่วนฯ ผู้ถามส่วนใหญ่มักมาปรับทุกข์โดยเป็นเรื่องที่ผู้เขียนคิดว่ามันไม่ควรจะทุกข์ แต่เขาเหล่านั้นกลับเก็บเอามาเป็นปัญหา ความคิดของกิเลสมันก็เริ่มทำงาน “โอ๊ย!!! เรื่องเมื่อหลายสิบปีมาแล้วยังจะเก็บเอามาคิดให้ทุกข์ทำไม รู้หมดทุกเรื่องแล้วทำไมแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ เรื่องแค่นี้แต่ก็คร่ำครวญเหมือนจะเป็นจะตาย ทำไมถึงได้อ่อนแอขนาดนี้….” กิเลสมันไปเพ่งโทษท่านเหล่านั้น
    ทุกข์ : รำคาญคนที่ปรุงความคิดจนทุกข์
    สมุทัย : ชอบใจถ้าเขาไม่เอาความคิดมาปรุงจนเกิดทุกข์ใจ ชังที่เขาขยันปรุงความคิดจนทุกข์
    นิโรธ : เขาจะคิดยังไงก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค : เมื่อเห็นอาการว่าเรากำลังเพ่งโทษเขา ก็พิจารณาว่า ไม่มีใครที่อยากจะทำทุกข์ทับถมตน ทุกคนอยากได้สภาพที่ดีกันทั้งนั้น คนเราต้องโง่ ต้องพลาดกันมาทั้งนั้น ตัวเราเองก็เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อนเหมือนกัน แต่เราโชคดีที่ได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษ ได้เจอหมู่มิตรดี ทำให้เรารู้วิธีออกจากทุกข์นั้นได้เร็ว เราจึงต้องให้โอกาสต้องเมตตาผู้ที่ยังทุกข์อยู่
    จึงตั้งจิตขออโหสิกรรมบุคคลเหล่านั้นที่เราพลาดไปเพ่งโทษเขา

    ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 74 “ ให้ตรวจดูว่าในชีวิตเรา ยังมีเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นหรือเสียหายแล้วทำให้ใจเราเป็นทุกข์ได้ ถ้ามีอยู่แสดงว่าเรายังมีกิเลสเหตุแห่งทุกข์นั้นอยู่ ให้กำจัดกิเลสความยึดมั่นถือมั่นนั้นเสีย”
    สรุป พิจารณาแบบนี้แล้วใจก็โล่งสบายขึ้น แปรเปลี่ยนจากความเพ่งโทษ มาเป็นความเมตตาเห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่ยังวนเวียนอยู่ในความทุกข์ อีกทั้งยังได้เห็นพี่จิตอาสาหลายท่านที่มีเมตตาอดทน ใจเย็นฟัง ช่วยให้ท่านเหล่านั้นคลายความทุกข์ใจ ทำให้เราได้เห็นแบบอย่างที่ดี

  21. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    21/10/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง: สัญญาน Internet ขัดข้อง
    วันนี้ในขณะที่กำลังจะเข้าสู่รายการตอบปัญหาสายด่วนฯ ซึ่งผู้เขียนทำหน้าที่เป็นพิธีกร ก็พบว่าสัญญาณInternet มักจะขัดข้องเป็นระยะ ๆ บางครั้งก็หลุดออกจากโปรแกรมซูม พอจะถึงคิวที่ต้องพูด ภาพและเสียงก็ค้าง ขาดๆ หาย ๆ ทำให้เห็นความกังวลใจว่าเราจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ กลัวว่าเราจะทำให้งานเสีย
    ทุกข์ : กังวลใจว่าจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ
    สมุทัย : ชอบใจถ้าสัญญาน Internet ใช้งานได้ดี ชังที่สัญญาณ Internet ขัดข้อง อยากจะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
    นิโรธ : สัญญาณ Internet ใช้ได้ดีหรือขัดข้องก็ไม่ทุกข์ใจ เพราะเราได้ทำเต็มที่แล้ว
    มรรค : พิจารณาว่า ก่อนที่จะเข้ารายการเราและเพื่อนๆ ทีมงานก็ได้เตรียมตัวกันอย่างเต็มที่แล้ว แต่ในเมื่อสัญญาณ Internet ไม่เป็นใจ เราทำหน้าที่ไม่ได้ ก็ไม่ต้องทุกข์ใจ เราเคยยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ เคยคิดว่ารับงานมาแล้วต้องทำให้ดีที่สุด แต่เมื่อเหตุปัจจัยไม่เอื้ออำนวยก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น เราควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่เราควบคุมใจของเราไม่ให้ทุกข์ได้

    ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 89 “ ในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ ไม่มีอะไรที่เรากำหนดได้ นอกจากใจที่ไม่ทุกข์ของเราเท่านั้นที่เรากำหนดได้”
    สรุป พิจารณาแบบนี้แล้วใจก็โล่งสบายขึ้น ปล่อยวางความกังวลใจลงได้ ไว้วางใจทีมงานว่าเขาจะทำหน้าที่ได้ดีแม้ไม่มีเรา

  22. นางสาวนาลี​ วิไลสัก

    เรื่อง : ปวดเอวแล้วกิเลสตาย

    เหตุการณ์ : ช่วงนี้ฝนตกบ่อยมากเหมาะสมกับงานขุดดิน เราก็โหลดงาน ขุดดินทำแปลงผักติดต่อกันหลายวัน พอมาถึงเช้าวันใหม่เราก็จะมาทำแปลงผักต่อ แต่เวลาก้มลงจะรู้สึกปวดเอว

    ทุกข์ : ใจรู้สึกรำคาญอาการปวดเอว กลัวจะทำงานต่อไม่ได้
    สมุทัย : ชอบถ้าร่างกายแข็งแรงดี จะทำงานได้นาน ชังที่เราปวดเอว และจะทำงานต่อไม่ได้
    นิโรธ : ร่างกายเราจะแข็งแรง และทำงานได้นาน หรือร่างกายเราจะป่วยจนทำงานไม่ได้เลยก็ไม่ชอบไม่ชัง ยินดีใช้วิบากด้วยใจไร้ทุกข์

    มรรค : พอเริ่มรู้สึกปวดเอวมารก็แวบเข้ามา
    มาร : เอ่! วันนี้รู้สึกปวดเอวว่ะ จะทำงานต่อได้นานไหมน้อ
    เรา : ถ้าร่างกายเราป่วยก็ต้องรู้เพียรรู้พัก และปรับสมดุลไป หายดีแล้วค่อยมาทำต่อ ไม่จำเป็นต้องรีบ
    มาร : ก็ฟ้าหลังฝนแบบนี้บรรยากาศกำลังดีเลย ไม่มีแดดไม่มีฝน แถมดินก็อ่อนดี เหมาะกับงานขุดดินจังเลย ถ้าเราช้า เดี๋ยวดินก็จะแข็ง ทำแปลงผักก็ลำบาก
    เรา : เออ! ใช่เลยถ้าดินแข็งจะทำแปลงผักยากกว่านี้ แต่ตอนนี้เรายินดีที่จะปวดเอว ถ้าปวดมากก็ยินดีที่จะพัก และ ยินดีที่จะได้ทำงานตอนดินแข็ง แม้ลำบากก็ยินดีทำ งานขุดดินแข็งเราเคยทำมาแล้วไม่เห็นจะตายเลย แล้วเอ็งจะเอาไงอีกล่ะมาร
    มาร : ไนเมื่อเธอรับสภาพได้หมดทุกอย่างแล้วก็ไม่มีอะไรจะเถียงต่อ ขอทำตามเธอแล้วกันสบายใจกว่า
    สรุป ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงกังวล เครียด ทุกข์มากจนป่วยทำงานไม่ได้หลายวันเลย แต่ตอนนี้พอเราจับได้ว่ามารมาหลอกเราก็พลิกกลับมาทำความยินดีตรงกันข้าม แล้วคุยกับมารไปทำงานไปด้วยไม่กี่นาทียังไม่ได้กินสมุนไพรเลยมารก็สลายกลายเป็นพุทธ ใจก็เบาสบาย อาการปวดเอวหายฉับพลันทันที ทำงานได้สะดวกทั้งวันเลย ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 93 ในโลกนี้…ไม่มีอะไรสำคัญเท่า”การดับทุกข์ใจ…ให้ได้” ขอสำนึกผิด ที่เคยเป็นคนโลภมาก อยากทำอะไรให้ได้เยอะ ๆ เกินความสามารถของตนเอง ซึ่งเป็นแรงเหนี่ยวนำให้คนทั้งโลกโลภตามด้วย ยอมรับผิด และ จะตั้งศีลยินดีที่จะไม่ได้ดังใจหมายทุกเรื่องให้ได้ สาธุค่ะ

  23. สนทยา กันทะมูล มั่นศีลขวัญ

    แม่ลูกคู่รักคู่แค้น Ep 2

    จากที่ได้ มีเรื่องไม่ถูกใจกันกับลูกสาวคนโต จนพูดออกมาว่าต้องยุติการเป็นแม่ลูกกัน เรื่องเกิดเมื่อต้นปี 64 เวลาผ่านไปหลายเดือน แรกๆเราก็รู้สึกเฉยๆ แต่ยิ่งคิดกลับไปกลับมา ยิ่งรู้สึกถึงความเศร้าหมอง ขุ่นมัว ไม่โล่ง ไม่เบาสบาย แสดงว่าสิ่งที่คิดและทำเป็นเรื่องที่ผิดศีล จึงตรวจดูใจอย่างละเอียดค้นพบว่า มีความทุกข์ใจ
    ทุกข ์: อยากให้ลูกได้ดีดั่งใจหมาย
    สมุทัย. : ชอบที่ลูกจะอยู่ในแนวทางที่เราเลือกให้และพาทำ
    ไม่ชอบ/โกรธ/ชัง ที่ลูกจะออกนอกแนวทางที่เราพาทำ
    หวังว่าลูกจะทำในสิ่งที่เราบอกว่าดีไม่ทำในสิ่งที่เราให้ข้อมูลบอกว่าไม่ดี
    นิโรธ. : ลูกจะทำดีในแนวทางที่เราพาทำก็ดีด้วย แต่ถ้าเขาไม่ทำตามก็ต้องยอม ต้องวางใจว่าเราได้ทำหน้าที่เป็นผู้บอกทางเต็มที่แล้ว ส่วนเขาจะทำตามหรือไม่ เป็นวิบากดีร้ายของเรา ของเขา ของโลก ที่ทุกชีวิตจะต้องได้รับตามธรรม
    มรรค. : เมื่อตรวจใจ พบว่ามีการทําผิดศีลแล้ว เพราะ ยิ่งคิดยิ่งทำ ก็ยิ่งมีความเศร้าหมอ งหนักใจ หนักตัว ไม่โล่ง ไม่โปร่ง ไม่เบาสบาย แต่ยังนึกไม่ออก ว่าต้องทำอย่างไร จึงได้ตั้งจิตว่า ขอเพิ่มศีล สำรวมกาย วาจา ใจมากขึ้นกว่าเดิม จึงเริ่มคิดออกว่า เรามีความยึดมั่นถือมั่นเกินขีดที่คนรอบข้างจะรับได้ เกินฐานจิตของเขา เข้มที่เรายืดหยุ่นที่คนอื่น จึงได้ตัดสินใจโทรหาลูกสาวถามข่าวคราว จากที่ไม่ยอมโทรหา คิดแต่ว่าลูกต้องเป็นฝ่ายขอโทษเรา เพราะเขาทำผิด เราเป็นแม่เราทำถูก ยิ่งคิดแบบนั้นยิ่งเศร้ายิ่งขุ่นมัว
    ปรับจิตใหม่ว่า เขาได้ทำดีที่สุดในสถานการณ์ชีวิตของเขาแล้ว ดีกว่านี้แม้จะเกิดไม่ได้ก็ดีแล้ว ที่ร้ายเกิดได้เท่านี้ ชั่วเกิดได้เท่านี้ ดีแล้วที่ร้ายและชั่วไม่ได้เกิดมากกว่านี้
    ดี/ชั่วเป็นสิ่งสมมติ ของจริงคือจิตวิญญาณของแต่ละคน ว่าจะอยู่จุดไหน จะมีฐานจิตยึดมั่นอยู่ตรงไหน ยังมีเวลาอีกนานที่ต้องมาสะสางกัน ไม่ต้องรีบให้บรรลุอรหันต์กันวันนี้ เวลานี้ มันเป็นไปไม่ได้ ยังรับวิบากที่ทำมาไม่ถึงไหนเลย
    ช่วงแรกที่ได้เป็นคนโทรหาลูกแต่ละครั้งจะต้องขัดใจตัวเอง ที่มัวแต่ไปฟังมารพาคิดว่าถ้าเธอเป็นคนโทรไปหาลูกก่อนเขาจะเข้าใจว่าที่เขาทำไปนั้นเป็นเรื่องที่ถูกไม่ต้องโทรให้มันเป็นคนโทรมาจะได้รู้ว่ามันทำผิด แต่ยิ่งคิดยิ่งทำแบบนั้นกลับรู้สึกหนักใจหนักตัว จึงเชื่อเวทนาว่าฐานจิตเราต้องยอม ต้องวางต้องลดอัตตา พอตัดสินใจโทรหาลูกสาวกลับโล่งใจ เบาใจ จะเอาอาหาร กับข้าวที่ไม่มีเนื้อสัตว์ไปให้ลูกสาว มารมาบอกว่า มันคงไม่กินแบบเราแล้ว มันคงไม่เอา แต่ยิ่งคิดกลับ หนักใจไม่โล่ง พอเอาไปส่งให้ลูก ลูกหยิบไปไม่หมดที่เราเอาไปให ้มารบอกว่านี่เห็นไหมมันไม่กินหรอก แต่เราก็ยังเอาไปส่งให้ลูกอีกหลายครั้ง หลังๆมาลูกบอกว่าเห็นแม่เหนื่อยไม่อยากรบกวนแม่ กลายเป็นว่าที่มารบอกเป็นการเดาใจลูกไปเอง เดาผิดอีก ชั่วสมบูรณ์แบบจริงๆ แท้จริง ลูกอาจจะหลงตามเพื่อน ตามสังคมไปบ้าง
    แต่ถ้าเราเชื่อมาร ไม่ทำหน้าที่แม่ ลูกอาจจะหลงไปมากกว่านี้ ตอนนี้แม่กลับใจแล้ว ลดความยึดมั่นถือมั่น ลงอีกระดับหนึ่งแล้ว ยอมรับในความไม่ได้ดั่งใจ แล้วมาทำหน้าที่แม่ตามสมควร ยืนเป็นหลักมั่นอยู่จุดนี้ ไม่หวั่นไหว ลูกจะรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ เวลาที่เขาต้องการ เขาจะมาหาเราเองอย่างเต็มใจ ยิ่งเรายัดเยียด บังคับ เขายิ่งอึดอัด ขัดเคือง เขาทำแบบเดียวกับที่เราทำคือ ทำ ตามใจตัวเอง เราทำตามใจอยากของเรา เขาทำตามใจอยากของเขา เมื่อเราปล่อยวาง ไม่โทษใคร ใจไร้ทุกข์ ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ เขาก็ทำแบบเราด้วย ไม่ดึงดัน ไม่ขัดเคือง พูดกันเข้าใจมากขึ้น แม้จะไม่แนวเดียวกันเลยทั้งหมด แต่ก็พูดกันรู้เรื่องขึ้นกว่าที่ผ่านมา
    ผ่านไปอีกขั้นกับการลดความยึดมั่นถือมั่น 😊

    กราบขอบพระคุณอาจารย์และหมูมิตรดี ที่ได้สร้างแรงเหนี่ยวนำดีๆไว้ในโลกใบนี้
    สาธุ

  24. ปิ่น คำเพียงเพชร

    ไม่พร้อมฉีดวัคซีน

    เนื่องจากเราไม่ใช่ประชากรในประเทศโดยตรง การลงชื่อจองคิวฉีดวัคซีนกับภาครัฐแบบปกติ จึงเป็นการรอคอยที่ยาวนานกว่าประชากรของประเทศโดยตรง จนหลายคนรอไม่ไหวต้องเสียเงินไปฉีดเองกับเอกชน พอดีมีเพื่อนแนะนำให้ติดต่อกับหน่วยงานที่สามารถฉีดวัคซีนให้ได้ แต่เป็นคิวสำรองรอเรียกตัวไปแทนเวลาคิวจริงไม่ไปตามนัด

    ดังนั้นเข็มแรกจึงเป็นการแจ้งให้ไปฉีดแบบกระทันหัน คือไม่รู้วันและเวลาที่ชัดเจน พอดีเจอวันที่เราไม่ได้เตรียมตัว เพราะทำงานด่วนที่เข้ามา จึงนอนดึก สรุปวันนั้นได้นอนแค่ 3 ชั่วโมง เมื่อได้รับการประสานมาว่าให้ไปฉีด ตอนนั้นจึงไม่อยากไปเพราะรู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อม แต่ก็ไป แต่ไปแบบไม่ยินดีเต็มใจ

    ทุกข์ : ขุ่นใจ ไม่ยินดีเต็มใจ เพราะรู้สึกไม่พร้อม เมื่อได้รับแจ้งให้ไปฉีดวัคซีนแบบกระทันหัน โดยไม่ทันได้เตรียมตัว (นอนไม่พอ)

    สมุทัย : ยึดว่าถ้าเขาแจ้งล่วงหน้าก่อน แล้วได้นอนเพียงพอก่อนจะดี ถ้านอนไม่พออาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ยึดอย่างมั่นใจว่าถ้าได้นอนเต็มที่ก่อน จะทำให้ไม่เกิดผลข้างเคียงแน่นอน

    นิโรธ : เขาจะแจ้งล่วงหน้าหรือไม่ จะได้นอนอย่างเต็มที่ก่อนหรือไม่ จะเกิดผลข้างเคียงหรือไม่ เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : ถามตัวเองว่ากลัวตาย กลัวโรค กลัวแพ้หรือ ก็ไม่อยู่แล้ว แต่พอมีกิเลสตัวยึดมั่นถือมั่นว่าต้องนอนพักให้เพียงพอก่อน เขาต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนจึงจะดี ก็ทำให้เรามองไม่เห็นความจริงตามความเป็นจริง ทำให้เรามองข้ามเรื่องวิบากกรรม โดยลืมพิจารณาไปว่าใครจะได้รับสิ่งดีร้ายใดก็ไม่มีอะไรบังเอิญ

    ความจริงก็คือถ้าวิบากร้ายของเราออกฤทธิ์ ถึงคราวที่เราต้องชดใช้วิบาก ไม่ว่าเราจะนอนพอหรือไม่พอ เขาจะแจ้งล่วงหน้าแล้วเราก็ได้เตรียมตัวอย่างดีหรือไม่ ถ้ามันจะต้องแพ้ ถ้าเราจะต้องเจ็บตัว จะต้องได้รับทุกข์ทางกาย มันก็ต้องได้รับอยู่ดี

    ไม่ว่าเหตุการณ์ภายนอก ด้านร่างกายจะต้องได้รับความทุกข์ความเจ็บป่วยหรืออาการไม่สบายอะไร เราก็แค่ทำใจยินดีรับ เต็มใจรับก็เท่านั้นเอง เพราะเราเชื่อชัดเรื่องกรรม ดีว่าเราจะได้รับเรื่องดีร้ายอะไรเท่าไหร่แค่ไหนยังไงก็เราทำมาเองทั้งนั้น ทำมามากกว่านี้ด้วย รับแล้วก็หมดไป รับเท่าไหร่ก็หมดก็เบาเท่านั้นเอง มีแต่ดีกับดี สำคัญคือเราไม่ทุกข์ใจ ไม่กลัวไม่กังวลหวั่นไหวใด ๆ ให้ได้ในทุกสถานการณ์ต่างหาก นี่แหละดี นี่แหละคือเราสอบผ่าน จะยึดให้โง่ให้ทุกข์ทำไม

    เมื่อพิจารณาดังนี้ ความทุกข์จากความยึดมั่นถือมั่นในครั้งนี้ก็สลายไปได้ทันที

  25. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เห็นเขาหลงแล้วเราก็หลงตามเขา
    พ่อบ้านมีเพื่อนมาหา แล้วก็พูดคุยกันเรื่องพระเจ้าดลบันดาลทุกสิ่งอย่าง เขาก็คุยกันของเขาไป ส่วนเราก็มีจิตไปว่าอย่าไปหลงเชื่ออย่างนั้นเลยมันไม่พ้นทุกข์ เราจะรอพระเจ้าไม่ได้เราต้องแก้ไขที่กรรมของเราเอง เห็นจิตตนเองมีความคิดอยากพูดอยากบอก แต่ดูแล้วถ้าพูดออกไปจะแตกร้าวเกิน เราเลยได้แต่นิ่งฟังอยู่ เห็นจิตของตนปรุงอยู่ข้างใน อยากอวด อยากเสนอดี อยากให้เขาได้ทำตาม แต่มันไม่ได้ทำสมใจอยาก จิตมันไม่แช่มชื่น

    ทุกข์ มีจิตไม่แช่มชื่น

    สมุทัย อยากพูดอยากเสนอดีว่ามาปฏิบัติอย่างพุทธะ ไม่มีพระเจ้าที่ไหนมาดลบันดาลอะไรให้เราได้ นอกจากวิบากดีร้ายของเราเท่านนั้น แต่ไม่มีโอกาสได้พูด ยึดดีว่าถ้าได้พูดได้อธิบาย และเปลี่ยนความคิดความเชื่อของเขาได้จะสุขใจชอบใจ

    นิโรธ จะได้พูดหรือไม่ได้พูด ก็มีความยินดีได้ ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค พิจารณาเห็นโทษของความอยากได้ดังใจหมาย ความยึดมั่นถือมั่นในใจเราเป็นทุกข์ กิเลสหลอกให้เราหลงดียึดดีถือดี อยากเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้ ว่าถ้าได้ตามที่อยากจะสุขใจชอบใจ ถ้าไม่ได้ตามที่อยากจะทุกข์ใจไม่ชอบใจ แต่ความจริงแล้วแม้เราได้ตามอยากก็สุขแว๊บเดียว เก็บไม่ได้ ที่เหลืออาจจะเป็นรอยร้าวทางจิตวิญญาณ ถ้าเราประมาณได้ไม่ดีพอ เพราะแต่ละชีวิตมีวิบากกรรมเป็นของของตน มีกรรมให้ผล กรรมดีกรรมชั่วติดตามเราตลอดเวลา

    เราอยากให้เขาเชื่อเรื่องวิบากกรรม แต่เรากลับฝืนวิบากกรรมเสียเอง ไม่ยินดีในผลกุศลอกุศลของเราและคนที่เกี่ยวข้อง เราทำตัวเป็นขโมยคิดเปลี่ยนแปลงผลของวิบากกรรม ก็ในเมื่อเวลานี้เขาต้องเข้าใจได้อย่างนี้ เราควรกล้ารับและกล้ายินดีให้เขาเชื่อและเป็นอย่างที่เขาเป็น เห็นความจริงตามความเป็นจริงว่าแต่ละคน ได้รับอะไร ก็เพราะวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิตให้ผล ก็ในเมื่อเขารับได้เท่านี้เราก็ควรยินดีเท่านี้ แต่เราอยากได้มากกว่าที่เป็นจริง ณ เวลานี้ เราทำผิดศีล เราจึงไม่แช่มชื่น

    แต่ด้วยวิบากดีออกฤทธิ์ที่เราไม่พูดตามกิเลสความอยากของเรา ปิดกั้นไม่ให้เราได้มีโอกาสได้พูดได้อธิบาย เพราะถ้าเราได้พูดจะมีโทษมากกว่าประโยชน์ อาจเกิดวิวาทะกันได้ เรื่องความเชื่อไม่ใช่เรื่องจะเปลี่ยนแปลงกันได้ง่าย ๆ

    เราทำดีที่เราหยุดชั่วที่เรา แต่ก่อนเราก็เคยเชื่อเคยหลงอย่างนั้นมาเหมือนกัน เราควรเมตตากันให้มาก ๆ ให้เวลากัน อดทนรอคอย ทำดีเรื่อยไปใจเย็นข้ามชาติ ไม่มีใครอยากทุกข์อยากชั่ว แต่ที่ยังทุกข์ยังชั่วอยู่ก็เพราะวิบากร้ายกั้นอยู่ หรือเพราะเขาไม่รู้ หรือรู้แต่ยังทำไม่ได้ ก็เหมือนเราเองคิดว่ารู้แล้วแต่ยังโดนกิเลสหลอกให้หลงได้ เพราะเรารู้ไม่รอบ

    ได้สำนึกผิดต่อหมู่มิตรดี พี่น้องเมตตาให้สัมมาทิฏฐิ ขอขอบคุณและอนุโมทนากับพี่น้องทุกท่าน ความไม่แช่มชื่นได้คลายไป

  26. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    24 /10/64
    ชื่อ : สำรวม แก้วแกมจันทร์
    ชื่อเล่น : ป้ารวม
    ชื่อทางธรรม : ร้อยแสงศีล
    จิตอาสา : สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง : ไม่ได้ตัดกล้วย แต่ “ได้ตัดกิเลส”

    เหตุการณ์ :
    เช้าวันที่ 23 ตุลาคม 2564 ตัวเองมีความเต็มใจที่จะช่วยตัดกล้วยให้ยาย เดินตรงไปที่กอกล้วยอย่างตั้งใจมุ่งมั่น เห็นต้นกล้วยที่จะตัด แต่ไม่มีเครือกล้วยให้ตัด เหลือแต่ต้นกล้วยกับใบกล้วย รู้สึกไม่พอใจ เอ๊ะ! ทำไม? คิดเพ่งโทษคนตัดกล้วย ทำไมเอาเฉพาะกล้วย ไม่ตัดต้นกล้วยให้ด้วย ระหว่างที่กำลังตัดใบกล้วยตัดต้นกล้วยอยู่นั้น ก็เหลือบไปเห็นเครือกล้วยที่เริ่มสุก วางพิงไว้กับรั้วลวดหนาม จึงรู้สึกผิดทันที สำนึกผิด รีบขอโทษ ขออภัย วันนี้ไม่ได้ตัดกล้วยตามที่ตั้งใจไว้ แต่ว่า “ได้ตัดกิเลส” แทน

    ทุกข์ : ไม่พอใจคนตัดกล้วย

    สมุทัย : ถ้าได้ตัดกล้วยตามที่ตั้งใจไว้ จะพอใจ สุขใจ แต่ไม่มีกล้วยให้ตัด ไม่พอใจ ทุกข์ใจ

    นิโรธ : ไม่ยึดว่า จะได้ตัดกล้วย หรือไม่ได้ตัดกล้วย ก็มีความยินดี พอใจ เบิกบาน ไร้กังวล ไม่ทุกข์

    มรรค : ความรู้สึกครั้งแรกที่ไม่เห็นกล้วย รู้สึก “ไม่พอใจทันที” เพราะมีความคิดที่ยึดว่า ต้องช่วยตัดกล้วยให้ยาย แต่พอไปตัดกล้วย ไม่มีกล้วยให้ตัด กล้วยหายไป เหลือไว้แต่ต้นกล้วยยืนโด่อยู่ ด้วยสัญชาตญาณของสัญญาเดิม ภพเก่า เป็นการติดภพ ติดชาติ ที่ยังยึดว่า ต้องได้ตัดกล้วยตามที่ตั้งใจ จึงรู้สึกไม่พอใจทันที “ขาดสติ” ทำให้ “โง่ฉับพลัน” แต่ด้วยที่พลังงานของวิบากดียังมีอยู่ ทำให้ “พลังงานที่มองไม่เห็น สร้างสิ่งที่มองเห็น” พอได้สติมา ปัญญาจึงเกิด พิจารณาเห็นได้ถึงกฎของไตรลักษณ์ เกิดขึ้น – ตั้งอยู่ – ดับไป เห็นความวิปลาส เห็นความไม่เที่ยง ความพลาด ความพร่อง การยึดติดกับความคิดของตัวเอง คิดเอาแต่จะให้ได้ ดีเกิดขึ้นนั้น เป็นการคิดเพ่งโทษผู้อื่น เป็นกิเลสมารตัวร้าย จึงทำให้เกิดทุกข์ คือ “ความไม่พอใจ” ส่งผลให้ผิดศีลหมดทุกข้อ ตั้งแต่ข้อ 1 ไป ถึงข้อ 5 “กิเลสมารตัวร้าย” มันทำงาน ในช่วงเวลาแค่ไม่กี่วินาที เพราะ “การเบียนเบียนตนและผู้อื่น” ทำให้ทุกข์ และเศร้าหมองทันทีทันใด จึงตั้งสติใหม่ได้เร็วขึ้น “วิบากดียังมีอยู่ ” คือ ได้เห็นกล้วยทั้งเครืออยู่ในสภาพปกติ จึงรู้สึกว่า “คิดผิดไปแล้ว” คิดใหม่ทันที ยอมรับผิด สำนึกผิดทันที ขอโทษ ขออภัย วันนี้ ไม่ได้ตัดกล้วย แต่ “ได้ตัดกิเลส” แทน คุ้มค่าที่สุด

    สรุป : “ทุกข์” ครั้งนี้เกิดจาก การยึดติดของตัวเอง ไม่พอใจคนตัดกล้วย “ขาดสติ -โง่ฉับพลัน” พอวางสิ่งที่ยึดได้จริง ให้อภัยได้จากใจที่บริสุทธิ์ ไม่เพ่งโทษ ไม่ถือสา ก็เกิดเป็นความยินดี พอใจ เบิกบาน ไร้กังวล ไม่ทุกข์ ขอบคุณคนที่ช่วยตัดกล้วย ทำให้ตัวเองได้เห็นกิเลสเร็วขึ้น แล้วสามารถตัดกิเลสมารร้ายได้ สาธุ

  27. นางภัคเปมิกา อินหว่าง

    เรื่อง:เผาถ่าน เผากิเลส(๑)

    เหตุการณ์:
    วันนี้(22ตค.64)ทำการเผาถ่าน ตั้งแต่เช้า จนค่ำ ก็ยังปิดเตาไม่ได้ เพราะไฟติดช้า เลยต้องรอดูการเปลี่ยนแปลงของการเผาถ่าน จนกว่าจะปิดเตาได้ จนถึง 4ทุ่ม
    ก็แล้ว ยังไม่สามารถปิดเตาได้
    เลยตัดสินใจ กลับเข้าบ้านไปนอน
    ตั้งเวลา ไว้ตี3 จะมาดูเตาอีกครั้ง

    ทุกข์: กังวล กลัวถ่านจะเป็นขี้เถ้า

    สมุทัย: อยากให้ไฟติดเร็ว ได้ปิดเตา ไม่อย่างนั้น จะเป็นขี้เถ้า ชอบ ถ้าถ่านไม่เป็นขี้เถ้า
    ชังหากถ่านเป็นขี้เถ้า

    นิโรธ: ถ่านจะเป็นขี้เถ้าหรือไม่ก็ได้ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค: เมื่อเฝ้าเตาเผาถ่านมาทั้งวัน จนถึง 4ทุ่ม รู้สึกไม่โล่งไม่โปรง
    ครั้นจะรอเฝ้าต่อไปก็เกิดอาการง่วงนอน เลยตัดสินใจไปนอน
    ทำใจว่าเมื่อเราทำดีเต็มที่แล้ว แต่เตาถ่านยังปิดไม่ได้ เราต้องรู้เพียรรู้พัก ถึงแม้ว่าการงานที่ทำ ไม่เป็นไปตามคาดหมาย
    ถ่านจะเป็นขี้เถ้า หรือเป็นถ่านก็ได้
    ตามบททบทวนธรรมข้อที่.๗๖
    ความสำเร็จของงาน
    ไม่ใช่ความสำเร็จของงาน
    ความสำเร็จของใจ
    คือ ความสำเร็จของงาน
    ใจที่ไร้ทุกข์
    ใจที่ยินดี
    ใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า
    งานจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ
    เมื่อเราได้พยายามทำเต็มที่แล้ว
    เพราะเข้าใจเรื่องกรรม
    อย่างแจ่มแจ้ง
    เมื่อใช้บททบทวนธรรมมาพิจารณา ก็วางใจได้ ไม่ทุกข์ ไม่กังวล สบายๆ เบิกบานแจ่มใส

  28. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล)

    ส่งการบ้านอริยสัจ4
    เรื่อง.ลืม..ได้หายทุกข์
    เหตุการณ์.เนื่องจากได้เดินทางไปออกพรรษาที่ทะเลธรรมวันสุดท้าย ตอนมาทำวัตรเช้า ได้เอาพาวเวอร์แบงค์มาชาร์ตไว้ เสร็จภารกิจจึงได้กลับบ้าน เมื่อถึงบ้านจึงตรวจของจึงนึกได้ว่าลืมเอาพาวเวอร์แบงค์กลับมาด้วย จึงได้โทรหาพี่ๆจิตอาสาหลายท่าน แต่ณ.ตอนนั้นไม่มีท่านไหนรับโทรศัพท์เลย

    ทุกข์.กังวลใจที่ลืมพาวเวอร์แบงค์ที่ชาร์ตลืมไว้ จึงโทรไปให้พี่ๆช่วยถอดออกและให้พี่ๆช่วยส่งกลับมาให้ที่บ้าน แต่ไม่มีท่านใดรับโทรศัพท์

    สมุทัย.อยากให้พี่ๆรับโทรศัพท์ตอนนั้นเลยจะได้บอกข้อมูลที่เราจะรบกวนให้ช่วย ถ้าตอนนั้นพี่ๆรับโทรศัพท์ได้บอกแล้วจะชอบใจสุขใจ แต่เมื่อตอนนั้นไม่มีท่านใดรับโทรศัพท์จึงไม่ชอบใจทุกข์ใจ

    นิโรธ.ยินดี ที่พี่ๆท่านจะตอบกลับมาตอนไหนก็ได้ จะรับก็ได้หรือไม่รับโทรศัพท์ก็ได้ จะได้บอกข้อมูลตอนไหนอย่างไรก็สุขใจไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค.ตั้งศีลมาปฏิบัติเห็นถึงไตรลักษณ์ ความวิปลาส ความไม่เที่ยงที่ทำให้ทุกข์ใจ พิจารณาเห็นโทษของความอยากความยึดอยากได้ดั่งใจ ความใจร้อน ที่ทำให้เกิดความรู้สึกทางกายและใจที่ทำให้หวั่นไหว อยากให้พี่ๆรับโทรศัพท์เร็วๆเมื่อพี่ๆไม่ได้รับโทรศัพท์ตามที่ใจเราหมาย เราก็ทุกข์ เห็นถึงความอยากที่ทำให้เราทุกข์ใจ และมาพิจารณาประโยชน์ของการวางใจและล้างความยึดมั่นถือมั่นที่ทำให้ทุกข์ใจได้ ยินดีให้ได้กับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รู้ว่าเราจะได้รับได้ทำอะไรตอนไหนอย่างไร ก็เป็นไปตามกุศลอกุศลของเราและคนที่เกี่ยวข้อง วางใจได้ใจก็ไม่ทุกข์ค่ะ
    สรุปว่า.เมื่อพิจารณาล้างความอยากได้ ใจก็คลายทุกข์ได้เลยค่ะ เปรียบเทียบจากเมื่อก่อนจะมีโลกธรรมเยอะเกรงใจไม่กล้ารบกวนต้องกลับไปเอาเอง แต่ตอนนี้เมื่อยินดีได้กับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นหลังที่ตัดสินใจทำอะไรไปแล้ว หลังจากที่วางใจได้ก็มีพี่ๆทยอยโทรหาและได้จัดการเรื่องจะส่งพาวเวอร์แบงค์กลับมาให้เรียบร้อย แต่อานิสงส์ ที่เราวางใจได้อย่างสิ้นเกลี้ยงและที่ได้ไปปฏิบัติธรรมวันออกพรรษาที่ทะเลธรรม ยิ่งกว่านั้นคือมีพี่ท่านนึงโทรมาบอกว่าท่านอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ท่านไปที่ทะเลธรรมพอดี อาญาติธรรมจึงฝากของมากับท่าน ท่านได้เอามาให้ถึงบ้านในเย็นวันนั้นเลยค่ะ

  29. ศศิกาญจน์ กาพย์ไกรแก้ว (แนน) 64176

    เรื่อง มีหัวหน้างาน อย่ามีมารเป็นหัวหน้าใจ

    เหตุการณ์ : ได้งานที่ใหม่ บริษัทใหม่ เริ่มงานใหม่ และมีหัวหน้างานคนใหม่ เรียนรู้งานใหม่ ลักษณะงานใหม่ ใหม่ทั้งหมด

    ทุกข์ : อึดอัดใจ กดดัน ที่มีหัวหน้างานอายุเท่ากัน เวลาหัวหน้าบอกงานสอนงาน รู้สึกไม่พอใจ

    สมุทัย : ชอบมีหัวหน้างาน หรือคนสอนงานที่อายุมากกว่า ไม่ชอบหัวหน้างานรุ่นอายุเดียวกัน หรือ รุ่นน้อง

    นิโรธ : หัวหน้างาน คนสอนงาน จะอายุมาก อายุเท่ากัน หรืออายุน้อยกว่า ก็ไม่ทุกข์ใจ ไม่อึดอัดใจ ยินดีพอใจได้หมด

    มรรค : เมื่อเกิดความไม่โปร่งไม่โล่งในใจ อึดอัดใจ ตรวจอาการในใจพบว่า กิเลสมารมาเยือนเราและจะเข้าควบคุมเป็นหัวหน้าใจเราซะแล้ว เอาล่ะ ปล่อยให้อยู่นานไม่ได้ ต้องรีบกำจัด รีบล้าง
    ( กดข่มบ้าง เกือบจะร้องไห้น้ำตาคลอ อดทน อดทน อดทน และทำใจเย็นๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆ)
    จะทำให้ลดลง เบาลงยังไงดี ระลึกถึงคำสอนต่างๆของ อาจารย์และพ่อครู ก็คิดออกว่า เรากำลังยึดติด
    กำลังยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวเราของเรา เห็นเจตนาดีของเจ้านายและหัวหน้า ไม่มีมุ่งร้ายกับเราเลย สัมผัสถึงความรู้สึกดีๆ เป็นกรรมดีของเราขนาดไหนที่ได้มาถึงจุดนี้ เป็นสิ่งที่น่ายินดีมากๆนะ มีงานทำเป็นประโยชน์ต่อตัวเรามีรายได้ใช้จ่าย และได้จุนเจือครอบครัว ไม่มีประโยชน์ที่จะอึดอัดใจหรือไม่พอใจ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปคิดแบบนั้น ควรยินดีและพอใจสิ บุญกุศลคนเราทำมาไม่เท่ากัน หัวหน้าเรียนจบ ป.โท มีคุณวุฒิสูงกว่าเรา จิตใจดี ใจเย็น พูดเพราะ ดูบุญของหัวหน้าเราสิ น่ายินดีแค่ไหน ที่เราได้มาร่วมงานด้วย “ศีลไม่เสมอ ไม่ได้เจอกันนะ”
    “อคติทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ สติทำให้เรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก” เราควรมีสติให้มากๆนะ อย่าเอาแต่ใจตัวเอง มันจะเสียหายมากนะ พิจารณาบททบทวนธรรม “การยึดมั่นถือมั่นทำให้เป็นทุกข์”
    พอ ใจเย็นลง กิเลสมาร ก็ค่อยๆคลายจางหายไป ใจเป็นสุขขึ้น ยินดี และพอใจ ที่มีหัวหน้างานอายุเท่ากัน ทำงานด้วยใจยินดี และเป็นสุข

    สาธุค่ะ

  30. นางสาวนาลี​ วิไลสัก

    เรื่อง : พี่สาวมาถอนต้นไม้​ ถอนกิเลส

    เหตุการณ์ : ในกระถางว่านหางจระเข้นั้นมีต้นฟักข้าวขึ้นด้วย พี่สาวจะมาถอนต้นฟักข้าวต้นนั้นไปปลูก แต่ต้นฟักข้าวอยู่ข้างล่าง และ ว่านหางจระเข้อยู่ข้างบน ก่อนจะได้ถอนต้นฟักข้าว ว่านหางจระเข้ก็ต้องถูกถอนออกก่อน แล้วกิเลสเราก็ห่วงว่า​ ว่านหางจระเข้จะเสียหาย

    ทุกข์ : รู้สึกหงุดหงิด หนักหัว กลัวต้นว่านหางจระเข้จะเสียหาย

    สมุทัย : ชอบที่กระถางว่านหางจระเข้อยู่ในสภาพปกติ ชังที่ว่านหางจระเข้จะถูกถอนออก และ เสียหาย

    นิโรธ : กระถางว่านหางจระเข้จะอยู่ในสภาพปกติหรือจะถูกถอนออกจนเสียหาย ก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค : ในระหว่างที่พี่สาวกำลังถอนต้นไม้ในกระถาง​ เราก็เห็นอาการหงุดหงิดในใจ
    มาร : เราได้กล้าต้นไม้​แล้วแบ่งปันครอบครัวท่านไปหลายต้นแล้วนะ แต่ท่านก็ยังจะมายุ่งอะไรกับกระถางว่านหางจระเข้ของเราอีก
    เรา : เฮ้ย! มาร เห็นใจพี่ท่านบ้าง ท่านเอาไปปลูกแล้วแต่ยังไม่ขึ้น​ ท่านก็ต้องหาไปปลูกใหม่ ก็ดีสิ มีคนสนใจจะปลูกอยู่ปลูกกิน
    มาร : ก็ในเมื่อท่านปลูกไม่ขื้นเราบอกให้ท่านมากินมาใช้ที่เราปลูกนี่แหละ เพราะเราเป็นห่วงต้นว่านหางจระเข้ ถ้าได้ถอนแล้วกลัวเขาจะตาย ส่วนต้นฟักข้าวเราไม่สนใจหรอก ที่บ้านเรามีเยอะ
    เรา : โอ้โห! มารเอ็งจะติดแป้นตรงนี้​เหรอ ไหนบอกว่าจะเดินตามรอยพระพุทธเจ้า ขอบอกเลยพระพุทธเจ้าท่านมีปราสาท 3 ฤดู มีรองเท้าทองคำ…พระองค์ท่านไม่ได้หวงอะไรสักอย่างเลย แต่ไอ้มาร​นี่​แค่ต้นไม้กระถางเดียวก็ยังหวงแทบตาย แล้วจะเดินตามรอยพระเวสสันดรทันไหมนี่
    มาร : รู้สึกน่าอายจังเลยเรายังเป็นชูชกหรือนี่​ ขอตายดีกว่า

    สรุปถ้าเป็นแต่ก่อนเราคงจะมีคำสั่งห้ามไม่ให้ใครแตะต้องกระถางต้นไม้ที่เรารัก แต่ตอนนี้เราก็ยังมีความหวงแหนอยู่ในใจ แต่เรายังสามารถนั่งดูพี่สาวถอนต้นไม้ออกจากกระถาง ทีละต้น ๆ พอเราชัดว่าการที่ติดยึดอยู่กับวัตถุนั้นเป็นความต่ำเสื่อมไม่มีทางบรรลุธรรม​ ความหงุดหงิดก็คลายลง ขอตั้งศีลว่าเราจะแบ่งปัน พืชผัก ต้นไม้ทั้งหมดที่มีอยู่ในสวน ใครจะมาเอา มากิน มาใช้ เราจะไม่หวงเลยแม้แต่ต้นเดียว และจะเดินตามรอยพระเวสสันดรต่อไป สาธุค่ะ

  31. นางสาวนาลี​ วิไลสัก

    เรื่อง : กิเลสตัวซ้อนจะมาฆ่าตัวเอง

    เหตุการณ์ : หลังจากที่มารได้ข้อมูลจากเรื่องที่พี่สาวมาถอนต้นไม้ในกระถางว่านหางจระเข้ กิเลสตัวซ้อนก็โผล่ออกมา

    ทุกข์ : ใจรุ่มร้อน ปวดหัวจะแตก เมื่อเห็นว่าตัวเองยังยึดติดกับวัตถุ เพราะมันไม่ใช่ทางที่จะบรรลุธรรม

    สมุทัย : ชอบถ้าเรามีฐานจิตที่สามารถเสียสละวัตถุทุกอย่างที่มีได้ ชังที่ฐานจิตเรายังติดแป้นอยู่กับไอ้ต้นไม้แค่กระถางเดียวก็ยังเสียสละไม่ได้

    นิโรธ : ฐานจิตของเราจะสามารถเสียสละได้มากน้อยแค่ไหนก็ไม่ชอบไม่ชัง ต้องยอมรับในบารมีที่เราเคยสั่งสมมา

    มรรค : พอกิเลสตัวนี้เข้า สมองก็ทึบ หัวแทบจะระเบิด เราก็รีบเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาหมู่กลุ่ม และฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ด้วย จึงได้หอกมาเสียบคอกิเลส
    มาร : เราก็พยายามตั้งจิตจะเดินตามรอยพระเวสสันดรแล้วนะ แต่ทำไมยังทำไม่ได้สักที
    เรา : มารเอ็งอย่าใจร้อนมากนักเลย ก็ในเมื่อเอ็งเคยถนัดสั่งสม ความจะเอาให้ได้ดังใจ โลภ เห็นแก่ตัว…มาหลายภพหลายชาติ แล้วเพิ่งมาฝึกเสียสละไม่กี่ปีนี้เอง จะให้ทำได้เหมือนพระเวสสันดร มันยังไม่ใช่เรื่อง นี่เห็นไหมทุกวินาทีของเอ็งมีแต่ความโลภ แม้กระทั่งมาปฏิบัติธรรมก็ยังโลภ เอ็งจะรีบไปไหนล่ะ ไอ้พวกเปรต ไอ้ลูกน้องชูชก
    มาร : โอ๊ย! ๆๆๆ น่าอายจังเลย แค่ต้นไม้กระถางเดียว​ ยังหวงมากขนาดนี้ ต้องรีบสิ ถ้าติดแป้นอยู่อย่างนี้ไม่มีทางบรรลุธรรมแน่
    เรา : ข้าไม่ได้ติดแป้นนะโว้ย แต่ข้าภูมิใจที่ตนเองเดินตามพระเวสสันดรได้ตั้งเท่านี้ ดีกว่าตอนเป็นลูกน้องชูชกตั้งเยอะเลย
    มาร : เอ่! เราปฏิบัติธรรมแบบไหนนะ ทำไมแต่ละวันเราเห็นแต่ตนเองมีกิเลสตัวติดตัวยึดเยอะเต็มไปหมดเลย เมื่อเป็นแบบนี้เราจะมีโอกาสบรรลุธรรมตามเพื่อนไหมน้อ
    เรา : หลวงปู่โพธิรักษ์ท่านสอนว่าคนเราจะปรับปรุงตนเองให้เป็นคนดีได้ ก็ต้องรู้ว่าตนเองมีข้อบกพร่องอะไร มีข้อไม่ดีอะไร จึงจะทำให้มีโอกาสแก้ไขปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นทุกขณะ คนที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ต้องมีกิเลสเป็นธรรมดา การได้เห็นกิเลสจึงคือความหวังที่จะหมดกิเลส คนฉลาดจึงไม่คิดเสียใจ แต่คิดมุ่งเพื่อจะให้ได้ประโยชน์ และพยายามคิดจะขจัดกิเลสอย่างเบิกบาน
    มาร : เย้ ๆๆ งั้นแสดงว่าเรายังมีโอกาสบรรลุธรรมอยู่

    สรุปกิเลสตัวใจร้อนนี้มาหลอกหลายครั้งแล้ว แต่ละครั้งก็พาให้เราทุกข์หลายสัปดาห์เลย แต่ครั้งนี้เราทุกข์อยู่ครึ่งวันพอเราได้ข้อมูลดี ๆ และเห็นประโยชน์ของการเห็นกิเลสในตน ความใจร้อนก็คลายลง ใจเบิกบาน อาการปวดหัวก็หายฉับพลันเลย ขอตั้งศีลว่าเราจะลดกิเลสแบบพอเพียง ไม่เร่งรีบ ไม่โลภ จะเดินตามรอยพระเวสสันดร สาธุค่ะ

  32. น.ส จรรญา ชุมจีด (สร้างกลิ่นศีล)

    เรื่อง เมื่อรู้ว่าเราไปรบกวนคนอื่น
    เหตุการณ์ วันนี้ตอนเช้าตื่นมาตอนที่ทางฝ่ายสื่อได้เปิดเสียงปลุก ได้ทำการพิมพ์งานที่พี่น้องได้มอบหมายให้ช่วยบำเพ็ญ แต่เป็นการใช้เสียงพิมพ์พิมพ์ด้วยการพูด พอตอนเที่ยงก็มีพี่น้องท่านนึงมาบอกกับเราว่าเราทำเสียงดังไปรบกวนเวลานอนของท่าน เราเลยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่เป็นต้นเหตุทำให้ท่านนอนไม่หลับ
    ตอนนั้นที่เราตัดสินใจที่จะทำแบบนั้นเพราะเห็นว่าทางสื่อได้เปิดเสียงปลุกแล้ว แต่ลืมนึกไปว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะตื่นในตอนนั้น พ่อท่านมาบอกเราก็เลยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจแต่ก็รู้สึกขอบคุณที่ท่านมีบ่เราจะได้รู้รักก็ประมาณการกระทำของตัวเองให้ดีมากขึ้น

    ทุกข์ ไม่สบายใจที่รู้ว่าเราทำเสียงดังไปรบกวนคนอื่น

    สมุทัย ไม่สบายใจที่เราทำเสียงดังไปรบกวนคนอื่น ถ้าสิ่งที่เราทำไม่ไปรบกวนคนอื่นเราก็จะรู้สึกสบายใจ

    นิโรธ ถ้าเราทำอะไรแล้วไปรบกวนคนอื่นโดยที่เราไม่ได้มีเจตนาเราก็ต้องวางใจให้ได้

    มรรค เมื่อมีความทุกข์ใจไม่สบายใจที่เกิดขึ้นเราคิดว่าเราทำสิ่งที่รบกวนเบียดเบียนคนอื่น
    มันไม่จริงกิเลสมันหลอกจริงๆสิ่งที่ท่านได้รับคือสิ่งที่ท่านทำมาส่วนสิ่งที่เราทำเราก็ต้องได้รับแน่นอนเราก็ยินดีรับ ส่วนเหตุการณ์ภายนอกครั้งต่อไปเราก็ต้องระวังประมาณในการกระทำของตัวเองให้มากขึ้น

    สรุปเมื่อเรารู้ทันกิเลสเข้าใจชัดเรื่องกรรมชัดขึ้นเราก็รู้สึกโล่งใจสบายใจ แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนถ้ารู้ว่าเราไปรบกวนคนอื่นความทุกข์ใจก็คงจะมีมากกว่านี้แล้วคิดเรทก็จะหาเหตุผลมาแค่ตัวให้ตัวเอง แต่ตอนนี้รอยินดียอมรับทุกอย่าง ไม่มีกิเลสตัวที่ไม่ยอมรับความจริง แต่มีกิเลสส่วนเหลือที่รู้สึกไม่สบายใจเมื่อรู้ว่าเราไปรบกวนคนอื่น ก็ตั้งจิตตั้งศีลเพิ่มในส่วนที่สามารถทำได้แล้วก็ประมาณในการกระทำที่เราจะทำในครั้งต่อไป

  33. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)

    #กลัวตาบอด

    เมื่อช่วงเย็นของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17/10/64) ขณะที่ผมกำลังดูคลิปในมือถืออยู่ อยู่ๆ ก็สังเกตว่าภาพที่ตัวเองเห็นมีความชัดน้อยลงเรื่อยๆ ในตอนแรกก็คิดว่าเป็นเพราะคลิปในมือถือถ่ายมาไม่ชัดหรือเปล่า ก็เลยลองไปมองอย่างอื่นดูบ้าง แต่ไม่ว่าจะมองอะไรก็ไม่ชัดไปหมด เพียงเท่านั้นผมก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที ซึ่งหลังจากที่ผมเริ่มตั้งสติได้ ผมจึงได้รู้ว่าความทุกข์ใจดังกล่าวเกิดจากจากความกลัวที่จะตาบอด

    ทุกข์ : ทุกข์ใจเพราะกลัวตาบอด

    สมุทัย : จะรู้สึกทุกข์ใจถ้าการเจ็บป่วยในครั้งนี้ทำให้ตาบอดแต่จะสุขใจถ้าการเจ็บป่วยในครั้งนี้ไม่ทำให้ตาบอด

    นิโรธ : สามารถผาสุกใจได้ไม่ว่าความเจ็บป่วยในครั้งนี้จะทำให้ตาบอดหรือไม่

    มรรค : กรณีนี้ผมเดินมรรคโดยเริ่มจากการกำจัดความกลัวที่จะตาบอดด้วยการกล้าที่จะตาบอด คือ ถ้าพยายามดูแลรักษาให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะสามารถทำได้แล้ว แต่ตามันก็ยังจะบอดอยู่ ผมก็กล้าที่จะตาบอดด้วยความยินดี

    จากนั้นผมก็ใช้ความเชื่อและชัดในเรื่องวิบากกรรมมาพิจารณาต่อ โดยพิจารณาว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผมไม่สบายในครั้งนี้ ก็คือวิบากกรรมไม่ดีที่ผมเคยทำมา ซึ่งรับเท่าไหร่มันก็หมดไปเท่านั้น รับมากก็หมดมาก รับน้อยก็หมดน้อย ดังนั้นถ้าไม่ไปสร้างวิบากไม่ดีใหม่ขึ้นมา วิบากไม่ดีที่เคยทำมาก็มีแต่จะหมดไปเท่านั้น

    และผมก็ยังได้นำบททบทวนธรรมบางบทมาร่วมพิจารณา เช่น บทที่ 66 ซึ่งมีเนื้อหาว่า “กายนี้มีไว้เพื่อดับทุกข์ใจเท่านั้นกิจอื่นนอกจากนี้ไม่มี”

  34. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง เจ็บก็ให้มันเจ็บ

    เหตุการณ์ อาการปวดรูมาตอยด์กำเริบ ช่วงนี้ตื่นมาตอนเช้าจะปวดบวมข้อมือขวาและข้อเท้าขวามาก มีผลกับการเขียน การออกกำลังกายจิตใจจึงไม่แช่มชื่น

    ทุกข์ ไม่แช่มชื่น หงุดหงิดกับอาการปวดข้อมือ ข้อเท้า

    สมุทัย ชอบถ้าร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บไม่ปวด ชังถ้าร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บ ปวด

    นิโรธ ร่ายกายจะแข็งแรงหรือไม่แข็งแรง จะเจ็บปวดหรือไม่เจ็บปวดก็แช่มชื่น เบิกบาน

    มรรค ตั้งศีลพิจารณาไตรลักษณ์ ความวิปลาสความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่ปวดก็จะดี ก็จะสุขใจ ชึ่งคิดเหมือนจริงแต่ไม่จริง เพราะเราทำชั่ว ทำไม่ดีมา หาที่ต้นที่สุดมิได้ จะเกิดแต่สิ่งที่ดีเป็นไปไม่ได้ ต้องมีสิ่งดีสิ่งร้ายเป็นธรรมดา เมื่อเกิดสิ่งร้ายสิ่งที่ไม่สบายเจ็บปวดแล้วจะไม่ยอมรับ จะหนี จะไม่เอา ไม่ใช่แล้วผิดทางพุทธะแล้ว ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด โง่แล้วยิ่งผิดมากขึ้นตามพลังสันนิทานสูตร กล้าให้เกิดสิ่งร้ายถ้าวิบากร้ายออกฤทธิ์ ก็ขอยอมรับในความเจ็บปวดด้วยความเต็มใจ เจ็บแค่นี้เอง มือเท้าก็ยังใช้งานได้อยู่ยังพอเขียนหนังสือได้ ยังพอออกกำลังกายได้ แถมยังมีมือข้างซ้ายอีกข้างที่ปกติอยู่ ปวดแค่นี้ก็ดีมากแล้ว
    มาพิจารณาถึงการกินเนื้อสัตว์ ชอบกินกระดูกอ่อนของไก่ที่กรอบๆ ไก่ตายเพราะเรากี่หมื่นกี่แสนตัว ปวดรอบนี้ไม่แน่ว่าเป็นช่วงต้น ช่วงกลาง ช่วงปลายแต่รู้ว่าเราทำมาแน่ นี่แค่ปวดแขน ปวดขาปวดแค่นี้ก็โอดครวญเจ็บจะเป็นจะตาย แต่ไก่ทุกตัวต้องตาย ก็ขอสำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม ตั้งศีลหยุดทำสิ่งไม่ดีอันนั้น จะทำดีให้มากๆ จะลดกิเลสให้มากจะเกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มากๆ
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 65 สุขทุกข์ทางใจแรงเท่ากับดินทั้งแผ่นดิน สุขทุกข์ทางกาย แรงเท่ากับฝุ่นปลายเล็บ

    สรุป หลังพิจารณาแล้วเชื่อชัดในวิบากกรรมที่ทำมา และขอรับโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ พร้อมกับทำสมดุลย์ร้อนเย็น ใช้เทคนิคทำใจให้หายโรคเร็ว ไม่ทุกข์ใจ ไม่ใส่ใจจะหายปวดไม่หายปวดก็ได้ สิ่งที่ได้รับน้อยกว่าที่ทำมา ใจก็เบิกบาน แจ่มใสได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะขอพักไม่ออกกำลังกายอ้างว่าปวด แต่ครั้งนี้ได้ออกกำลังกายทุกวัน ตั้งตนอยู่บนความลำบากกุศลธรรมเจริญยิ่ง..สาธุ

  35. เรื่อง รู้สึกผิด
    เหตุการณ์ : ได้เข้าร่วมรายการ เมื่อสุภาพบุรุษต้องเข้าครัวทำอาหาร ในวันพฤหัสบดีเวลา 13:00 นที่ผ่านมา ภายหลังจบรายการ เรามีความรู้สึกไม่เบิกบาน ที่พูดยืดเยื้อไม่กระชับ ใช้เวลามากกว่าผู้ร่วมรายการคนอื่นๆ
    ทุกข์ : ไม่เบิกบาน
    สมุทัย : ชอบใจถ้าเราพูดได้กระชับกว่านี้ ไม่ชอบใจที่ตัวเองพูดยืดเยื้อมากไป
    นิโรธ : เราจะพูดมากเกินหรือ กะชับ พอดี ก็เบิกบานใจได้
    มรรค : สำนึกผิดยอมรับผิดในสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดไป ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น เพราะเรายังประมาณการพูดให้กระฉับไม่เก่ง ยินดีรับคำติ รับแล้วก็หมดไป ได้เท่าไหร่เอาเท่านั้นพอใจเมื่อไหร่ ก็สุขใจเมื่อนั้นตามบททบทวนธรรมข้อที่ 33 “ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน ได้เท่าไรพอใจเท่านั้น พอใจเมื่อไหร่ก็สุขใจเมื่อนั้น”เมื่อได้ปฏิบัติตามบททบทวนธรรมดังกล่าวแล้ว อาการไม่เบิกบานใจก็หายไป ใจกลับมาเบิกบาน แจ่มใสเหมือนเดิม

  36. สุรีนารถ ราชแป้น

    การบ้านอนิยสัจ 4

    ชื่อ: สุรีนารถ ราชแป้น จิตอาสาสวนป่านาบุญ2 นครศรีธรรมราช

    เรื่อง: การตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่เหมาะสมกับเหตุการณ์

    เหตุการณ์: จากการเป็นผู้ดำเนินการร่วม ในการจัดรายการ ถามตอบ สุขภาพสายด่วนในซูม เนื่องจากหมดเวลาของรายการ ในขณะที่มีผู้ที่ถามปัญหาสุขภาพต่อเนื่องอยู่ และมีจิตอาสาที่จะบำเพ็ญตอบยกมือ อยู่อีก2คน ตัวเองได้รีบตัดรอบ และปิดรายการโดยไม่ได้ถาม ผู้ที่ถามคำถามก่อน ว่าได้คำตอบครบแล้วยัง และอีกประการไม่ได้ถามผู้ร่วมดำเนินรายการคนอื่นๆก่อนว่าจะเอาอย่างไร หลังจากได้ตัดสินใจทำไปแล้ว รู้สึกถึงความผิดพลาดการกระทำของตัวเอง เกิดกิเลส มาร เล่นงาน

    ทุกข์: รู้สึกไม่แช่มชื่น ที่ตัดสินใจผิด ไม่เหมาะสมกับเหตุการณ์
    เกิดความพลาด ความพร่อง
    สมุทัย: ชอบ สุขใจ ถ้าทำการงานออกมาไม่บกพร่อง
    :ชัง ไม่แช่มชื่น ที่ทำการงานออกมามีความพลาด
    ความพร่อง

    นิโรธ: การทำงานได้ สมบูรณ์แบบ หรือมีความพลาด ความพร่อง ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค: ตั้งศีลมาพิจารณาไตรลักษณ์ ความวิปลาส ความยึดมั่น ถือมั่นในการทำงานให้งานออกมาสมบูรณ์แบบ ไม่อยากให้เกิดความพลาดความพร่อง ซึ่งคิดเหมือนจริง แต่ไม่จริง เพราะการกระทำทุกเหตุการณ์ มีทั้งกุศลและอกุศลทั้งของเราและคนอื่นๆที่เกี่ยวข้องที่จะได้รับ เป็นไปตามวิบาก ดี ร้าย เมื่อเราเห็นว่าไม่เกิดดีดั่งใจหมาย มาร มาหลอกให้เกิด ทุกข์ใจ ไม่แช่มชื่น กับการตัดสินใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้น ไม่สามารแก้ไขอะไรได้แล้ว เมื่อจับอาการได้รู้ตัวว่า ผิดทางพุทธะ เชื่อกิเลสก็โง่อีกแล้ว อาจารย์สอนประจำว่าอยาก1ครั้งทุกข์1ครั้ง อยากวันละหลายๆครั้งก็ทุกข์วันละหลายๆครั้ง จึงนึกถึงธรรม 8ประการที่กล้าพาชีวิตพ้นทุกข์ ข้อที่ว่า “กล้าที่จะให้ดีไม่เกิดถ้ามีวิบากขวาง” และใช้ บททบทวนธรรม ข้อที่ 132 คนทำงานลงตัวตลอด ไม่มีปัญหาใดๆ คือคนที่ซวยที่สุด
    ต้องขอบคุณเหตุการณ์จากการบำเพ็ญ ที่ทำให้เห็นกิเลส ได้ล้างกิเลส ได้ใช้วิบาก
    หลังจากได้พิจารณาแล้ว อาการไม่แช่มชื่นก็หายไปซึ่งเกิดขึ้นไม่นาน ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ทุกข์ในใจจะอยู่กับเรานานกว่านี้

  37. นางสาว​ พวงผกา​ โพธิ์กลาง

    641025
    อริยสัจ 4 การบ้าน
    เรื่อง ผิดศีลทำให้ลังเลสงสัย

    เนื้อเรื่อง พอเราเสพตามความอยากของเรา โดยไม่ได้พิจารณาไตรลักษณ์ ก็จะทำให้ปัญญาดับทำให้กลับไปวนสงสัยกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ก็เกิดคำถามเดิม ๆขึ้นในใจ พอไม่แน่ใจก็ไปปรึกษาอีกคน ก็จะได้คำตอบมาตรงกันข้าม ซึ่งทำให้ยิ่งอยากรู้ว่า คำตอบอันไหนที่เราควรนำไปพิจารณาแล้วนำไปฏิบัติ ให้เหมาะกับกาละนี้

    ทุกข์ ขุ่นเคืองใจ อยากได้คำตอบที่ชัดเจน

    สมุทัยเหตุแห่งทุกข์ ยึดว่าถ้าได้คำตอบว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ควรทำในกาละนี้ก็พร้อมจะทำตาม ถ้าไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าสิ่งไหนควรทำในกาลำนี้จะทุกข์ใจไม่สบายใจ

    นิโรธ ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน และทำไม่ถูกกาละ ก็สุขใจก็สบายใจ เบิกบานแจ่มใสได้ตลอดกาล

    มรรค เพิ่มอธิศีลกล้าที่จะไม่เสพตามความอยาก พิจารณาโทษ ประโยชน์ของการที่กล้าไม่ได้ดั่งใจ พิจารณาไตรลักษณ์ ความอยากไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน เป็นแค่มายากล เอาสุขมาล่อเอาทุกข์มาขู่ แล้วดูกำลังว่าสู้ได้แค่ไหนก็ต่อรองกับกิเลส เสพให้น้อยลง แล้วบอกผลที่จะได้รับว่ามันจะเกิดความทุกข์กายทุกข์ใจ เป็นวิบากร้ายดึงเหตุการณ์ร้าย ๆ เข้ามาในชีวิต เป็นแรงเหนี่ยวนำที่ไม่ดีชั่วกัปชัวกัล พิจารณาอย่างนี้บ่อย ๆ ความอยากที่มีกำลังมากก็จะเบาลงตามลำดับ ๆ

  38. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)

    เรื่อง เซ็งสภาพพร่องคนอื่น

    เหตุการณ์ ช่วงโควิด ชีวิตเปลี่ยนแปลง ต้องอยู่บ้าน ทำให้เจอผัสสะกับพ่อบ้าน ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ขึ้น ๆ ลง ๆ ทุกข์กลับไปกลับมา เวลาพ่อบ้านทำอะไร ก็จะจ้องหา เอาอีกแล้ว ผิดอีกแล้ว พลาดอีกแล้ว คิดในใจ หงุดหงิดใจพ่อบ้านทำอะไรไม่ถูกใจเราเลย

    ทุกข์ : เบื่อ เซ็ง หงุดหงิด พ่อบ้านทำอะไรพร่องตลอด

    สมุทัย : ชอบถ้าพ่อบ้าน ทำอะไรถูกใจเรา ไม่ชอบ ถ้าพ่อบ้าน จะอะไรไม่ถูกใจเรา พิจารณาค้นหาไปเจอกิเลส ตัวเห็นแก่ตัว กลัว ถ้าพ่อบ้านทำอะไรพลาดแล้วจะกระทบถึงเรา เราต้องรับผิดชอบอีก กลัวจะต้องไปแก้ปัญหาอีก

    นิโรธ : ไม่ชอบ ไม่ชัง ไม่หวั่นไหว ถ้าพ่อบ้านจะทำอะไรพร่อง ๆ เก้ ๆ กัง ๆ ไม่ถูกใจเรา

    มรรค :
    1.พิจารณาความลวง สภาพพร่อง คือ สภาพไม่ดีในความคิดของเรา เป็นสิ่งที่ตัวเราคิดไปว่า สิ่งนี้เรียกว่า พร่อง ความจริง คือ พ่อบ้านพยายามเต็มที่แล้ว เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ท่านทำได้แล้ว แต่เรากลับไปเพ่งโทษเขา วิบากเพิ่มพูน พอกทุกวัน ตัวเราเองก็เคยพร่อง พลาดแบบนี้โดยไม่ตั้งใจ ไม่มีใครอยากพลาด อยากพร่อง
    2.พิจารณาว่าเราก็เคยทำอะไรแบบนี้ ผิดพลาดพร่อง แล้วถูกพี่สาวตำหนิ เราก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน พ่อบ้านก็คงรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน รู้สึกอึดอัด
    3.ในเรื่องความกลัวที่เราต้องไปแก้ปัญหา พิจารณาเชื่อชัดเรื่องกรรม ถ้าเราจะต้องรับ ก็เป็นวิบากกรรมของเรา การที่เรากลัว เพราะเราไม่เชื่อชัดเรื่องกรรมนั่นเอง จะกลัวทำไม ก็ให้กล้ารับไปเลย
    4. พิจารณา ไตรลักษณ์ของความชัง ความหงุดหงิด เวลามีอารมณ์นี้ทุกข์มาก เสียพลังมาก ซึ่งไม่ดีเลย ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่เสียกับเสีย บาดหมางกับพ่อบ้านด้วย ก่อวิบากใหม่ด้วย

Comments are closed.