การบ้าน อริยสัจ 4 (38/2564) [29:36]

640919 การบ้าน อริยสัจ 4 (38/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 13-19 กันยายน 2564 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สรุปสัปดาห์นี้มีนักศึกษาส่งผลงาน 29 ท่าน 36 เรื่อง

  1. นางจิราภรณ์ ทองคู่
  2. สีอำไพ วิไลสัก (น้องปุ้ย) นักเรียนวิชชารามสมทบ
  3. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์ (2)
  4. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  5. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์
  6. โยธกา รือเซ็นแบร์ก (2)
  7. นางสาวนาลี วิไลสัก (3)
  8. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล)
  9. สุดใจ​ โสะหาบ
  10. เพิ่มสุข สังคมศิลป์  (3)
  11. ชวนชม คำท้วม
  12. พรพิทย์ สามสี (เพื่อนพิทย์)
  13. พิมพ์ใจ ชาตะศิริ
  14. รักใจ โปวอนุสรณ์
  15. อรวิภา กริฟฟิธส์
  16. นปภา รัตนวงศา
  17. นส.พรเพียรพุทธ โพธิ์กลาง​ ทิพย์ (2)
  18. มั่นศีลขวัญ. นางสนทยา กันทะมูล
  19. ศิริพร คำวงษ์ศรี
  20. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
  21. จิ๊บ แพรลายไม้ กล้าจน
  22. ภูเพียรธรรม กล้าจน
  23. สุมา ไชยช่วย
  24. นฤมล ยังแช่ม
  25. ณ้ฐพร คงประเสริฐ
  26. น.ส.จาริยา จันทร์ภักดี
  27. รมิตา ซีบังเกิด
  28. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)
  29. ชุติวรรณ แสงสำลี

Tags:

40 thoughts on “การบ้าน อริยสัจ 4 (38/2564) [29:36]”

  1. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    เรื่อง อยู่ดีๆก็ไม่สบาย

    เนื้อเรื่อง วันหนึ่งช่วงเย็น มีการประชุมเพื่อจัดค่ายสุขภาพวิถีธรรมวิถีไทย ก็มีอาการไม่สบายขึ้นมาคือเมาหัว วิงเวียน อยากอาเจียน จึงบอกเพื่อนว่ารู้สึกไม่สบายขออนุญาตไปนอนก่อนนะ

    ทุกข์ รู้สึกขุ่นใจว่าทำไมอยู่ดีๆจึงไม่สบาย

    สมุทัย ถ้าสบายดีจะสุขใจแต่ถ้าไม่สบายจะทุกข์ใจ

    นิโรธ จะสบายหรือไม่สบายก็ยินดีก็สุขใจ

    มรรค เมื่อมานอนก็คิดทบทวนว่าทำไมจึงไม่สบาย ก็ได้คำตอบว่าเราทำกรรมไว้ในอดีตและปัจจุบันคือไปเบียดเบียนตนเอง คนอื่น สัตว์อื่น สารพัดวิธีและไปมอมเมาคนมามากจึงต้องมารับกรรมในครั้งนี้ จึงยินดีรับยินดีให้หมดไปและไม่กลัวสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา จิตก็เบิกบานแจ่มใส

  2. สีอำไพ วิไลสัก (น้องปุ้ย) นักเรียนวิชชารามสมทบ

    13/9/2564
    ชื่อ น้องสีอำไพ วิไลสัก(ปุ้ย) อายุ 7 ขวบ
    นักเรียนวิชชารามภาคสมทบ

    เรื่อง : เลิกกินโจ๊กเพื่อรอให้ตาหายป่วย

    เหตุการณ์ : น้องปุ้ยชอบกินโจ๊กมากๆ แต่ก็ลดการกินโจ๊กมาได้หลายเดือนแล้ว(ลดด้วยการไม่ต้องให้น้องปุ้ยได้เห็นโจ๊ก) แต่เมื่อวานน้าเอาโจ๊กมาให้ กิเลสเห็นแล้วอยากกิน

    ทุกข์ : ใจไม่เบิกบาน เห็นโจ๊กแล้วอยากกิน
    สมุทัย : ชังที่จะไม่ได้กินโจ๊ก
    นิโรธ : ยินดีที่ไม่ได้กินโจ๊ก ด้วยใจเบิกบาน

    มรรค : น้องปุ้ยบอกกิเลสว่าในโจ๊กนั้นมีสวนประกอบที่เป็นเนื้อสัตว์ ถ้ากินไปก็จะผิดศีล แต่กิเลสก็ยังอยากกินอยู่ แล้วน้องปุ้ยก็คุยกับกิเลสต่อว่า เอ้อ! ช่วงนี้ตาป่วยหนักนอนอยู่ รพ หลายวันแล้วเราอยากไปดูแลตาก็ไปไม่ได้กลัวโควิด งั้นสิ่งเดียวที่เราจะช่วยตาได้ตอนนี้คือลดกิเลสเลิกกินโจ๊ก รอให้ตาหายป่วย เพราะลุงหมอเขียวเคยสอนไว้ว่า การลดกิเลสจะช่วยให้เกิดเหตุการดี ๆ ขึ้นกับชีวิตเรา กับครอบครัวเรา..พอกิเลสเชื่อว่าการเลิกกินโจ๊กอาจจะช่วยให้ตาหายป่วยกิเลสก็ยอมตั้งศีลเลิกกินโจ๊กด้วยใจเบิกบาน แต่ในความเป็นจริงตาจะหายป่วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิบากดีร้ายของท่าน เราเพิ่มศีลรอ พลังเพิ่มศีลของเรา ตาจะไดรับพลังนี้ด้วยเพราะตาอุปการะเรา

  3. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    เรื่อง เหมือนเขายังไม่เชื่อเรา

    มีคนมาถามเราว่าไปฉีดวัคซีนป้อนกันโรคโควิดหรือยัง เราตอบว่ายังไม่ได้ฉีด เอาไว้สะดวกเมื่อไหร่ค่อยไปฉีด เราบอกว่าจะฉีดก็ได้ ไม่ฉีดก็ได้ เราไม่ได้กลัววัคซีน และเราก็ไม่ได้กลัวโควิดด้วย เมื่อถึงเวลาหรือมีความจำเป็นเมื่อไหร่ เราค่อยไปฉีด ผ่านไปหลายวัน เขามาถามเราอีกว่าไปฉีดวัคซีนหรือยัง เราก็ตอบเหมือนเดิม แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยเชื่อว่าเราไม่ได้กลัววัคซีน ไม่ได้ต่อต้านการฉีดวัคซีน เขาพูดเปรย ๆ ว่าอย่าไปมีอัตตา อย่ายึดมั่นถือมั่น ถ้าไปฉีดได้ก็ไปฉีดเถอะ มันก็แค่วัคซีน …ใช่เลย มันก็แค่วัคซีนเท่านั้น

    ทุกข์ – รู้สึกอึดอัดใจที่เขายังไม่เชื่อว่าเราพูดจริง เบื่อหน่ายที่ต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ แบบเดิมหลายครั้ง

    สมุทัย – มีความอยาก คืออยากให้เขาเชื่อตามที่เราพูด อยากให้เขาเข้าใจเราตามที่เราเป็นจริง ๆ

    นิโรธ – หมดอยาก เลิกอยาก เขาจะเชื่อตามที่เราพูดก็ได้ ไม่เชื่อที่เราพูดก็ได้ เชื่อหรือไม่เชื่อเราก็สุขสบายใจ ไร้กังวล

    มรรค – พิจารณาวิบากกรรมให้มันชัดว่า เราเองก็เคยไม่เชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูด เคยสงสัยเคลือบแคลงคนอื่นมาก่อน เคยแม้กระทั่งดูถูกดูหมิ่นคนดี ๆ มาก่อน เราทำวิบากในเรื่องแบบนี้มามาก ดังนั้น จึงสมควรแล้วที่เราพูดแล้วเขาจะยังไม่เชื่อ เรื่องนี้มันเป็นโอกาสดีที่เราจะได้สำนึกผิด ได้เรียนรู้ที่จะไม่ไปดูถูกดูหมิ่น ไม่ไปเคลือบแคลงสงสัยคำพูดของผู้อื่นอีก เวลานี้เราต้องยอมรับการถูกดูหมิ่น ถูกสงสัย ถูกเข้าใจผิดด้วยความยินดีให้ได้ เป็นการชดใช้ เมื่อวิบากกรรมเบาบางลง ความเข้าใจผิดก็จะลดลงหรือหมดไปเอง

    นอกจากนี้ ก็พิจารณาโทษของความอยากในเรื่องนี้ให้แจ่มแจ้ง พิจารณาความอยากแบบยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าเขาเชื่อเราจึงจะสุขใจ ถ้าเขาไม่เชื่อเราจะทุกข์ใจ คิดแบบนี้มันรังแต่จะเป็นทุกข์ได้ตลอดเวลา คิดแบบนี้มันไม่มีประโยชน์อะไร เปลี่ยนมาคิดแบบพุทธะดีกว่า ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นดีกว่า ถ้าเขาเชื่อเราก็ดี หรือเขาไม่เชื่อเราก็ดี ไม่มีปัญหาอะไร เราไม่ได้อยากให้เขาต้องเชื่อเรา เราไม่ชังถ้าเขาจะไม่เชื่อเรา คิดแบบนี้เป็นประโยชน์กว่า เราก็สุขสบายใจไรักังวลได้ตลอดเวลา

    หลังจากพิจารณาอย่างนี้แล้ว เราก็สบายใจดี เขาหรือใครจะมาถามเรื่องวัคซีนอีกกี่รอบ กี่ครั้ง เราก็ไม่มีปัญหา เราตอบไปแล้วเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อเราก็ไม่ทุกข์ใจ

  4. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง เบลอไม่สำเร็จ

    ในช่วงทำการตัดต่อคลิป“ตอบปัญหาสุขภาพออนไลน์ สุขภาพพึ่งตน วิถีธรรมวิถีไทย” พวกเราพี่น้องในกลุ่มเห็นควรว่าน่าจะทำการเบลอภาพของพี่น้องทางบ้านท่านหนึ่ง เพราะท่านไม่สวมเสื้อในรายการทำให้ภาพที่ออกมาสู่สาธารณะชน ดูไม่เหมาะสม ข้าพเจ้าจึงขออาสาบำเพ็ญทำการเบลอภาพท่านนั้น เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ทำการบันทึกและส่งคลิปออก ปรากฏว่าภาพที่คิดว่าเบลอสำเร็จนั้น ยังไม่ได้เบลอเลย เห็นอาการร้อนวูปไปทั่วตัว ใจแป้วเล็กน้อยและเกิดความสงสัยว่าก็เราทำเรียบร้อยแล้วนี่นา ? จึงทำให้ต้องเสียเวลาย้อนกลับเข้าไปทำใหม่เป็นรอบที่ 2

    ทุกข์ : ใจแป้ว และเกิดความสงสัยในใจว่า..ทำไมภาพพี่น้องท่านนั้นจึงไม่เบลอ !

    สมุทัย : อยากให้ภาพพี่น้องทางบ้านท่านนั้นเบลอเหมือนที่ข้าพเจ้าได้เห็นก่อนที่จะทำการส่งออก ไม่ชอบใจที่ภาพพี่น้องท่านนั้นไม่เบลอ

    นิโรธ : แม้นว่าภาพพี่น้องทางบ้านท่านนั้นไม่เบลอ ก็จะไม่ทุกข์ใจ ไม่เบลอก็ทำใหม่ รอบ 2 หรือ รอบ 3 ก็ได้

    มรรค : เมื่อบันทึกข้อมูลและส่งคลิปที่เบลอเสร็จเรียบร้อยแล้วออกมา และเห็นว่าภาพท่านนั้นยังไม่เบลอ (นึกในใจว่า โอ้ะ ! นี่เราต้องทำใหม่เหรอ) เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที แล้วก็หายไป จากนั้นก็เริ่มทำการเบลอภาพพี่น้องท่านนั้น เป็นครั้งที่ 2 โดยไม่รีรอและไม่เสียเวลาสงสัยนาน จึงทำการเบลอนั้นสำเร็จ

    ท่านอาจารย์หมอเขียวสอนไว้ว่า ถ้าทุกข์หรือมีอาการไม่โล่งไม่โปร่งแสดงว่าสิ่ง ๆ นั้นเราปฎิบัติผิดทางแล้ว เมื่อได้ตรวจหาสาเหตุต้นตอของการทำงานผิดพลาดหรือทุกข์ในครั้งนี้ก็พบว่า เกิดจากความใจร้อน และอยากให้งานสำเร็จได้ดั่งใจหมาย จึงทำให้เป็นแรงเหนี่ยวนำ นำวิบากกรรมเข้ามาทดสอบและให้ข้าพเจ้าได้ชดใช้ในสิ่งที่กำลังติดยึดอยู่

    พอได้สำนึกผิดถึงโทษภัยที่เกิดขึ้น ซึ่งมีผลกระทบเบียดเบียนทางกายและใจ เสียพลัง จึงได้ทำการขอโทษขออโหสิกรรมกับตัวเองและทุกท่าน ทุกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง ทุกข์ครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นาน เพียงเสี้ยววินาที เท่านั้นเอง ค่ะ สาธุ

  5. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์

    การบ้านอริยสัจ 4
    วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว)
    เรื่อง แค่ไม่กลัว ก็ชนะ

    เหตุการณ์ คือ หลายสัปดาห์ก่อน มีพี่คนที่หนึ่งมาทาบทามให้ช่วยงานซึ่งเราก็ยินดีช่วย ต่อมาพอมีคนรู้ว่าเราช่วยงานพี่ท่านนี้อยู่และพอทำได้ พี่ท่านที่สองก็มาขอให้เราช่วยงานบ้าง และขอเพิ่มเวลาช่วยงานจากหนึ่งวันเป็นสองวัน เราก็ตอบตกลงไป สัปดาห์ต่อมาพี่ท่านที่สองก็มาขอให้ช่วยเพิ่มเป็นสามวัน ตอนนั้นใจก็กังวลว่างานน่าจะเยอะเกิน จะไม่มีเวลาทำงานอื่นที่รับผิดชอบอื่นอยู่ได้เต็มที่

    ทุกข์ – กังวลใจไม่อยากรับงานของพี่ท่านที่สองเพิ่ม กลัวว่าจะทำให้งานอื่นที่รับผิดชอบอยู่ทำได้ไม่ดี

    สมุทัย – ความกลัวที่ไม่อยากรับงานเกินมือ ชังถ้าต้องรับงานเกินมือ

    นิโรธ – สลายความกลัว ไม่ชอบ ไม่ชัง งานจะเกินมือ ล้นมือ งานจะออกมาดี ไม่ดี ก็ไม่ต้องอยาก ไม่ต้องยึด ใจไร้ทุกข์

    มรรค – พิจารณาโทษของความกลัว ความอยาก ความยึด ว่าทำให้ใจทุกข์ ความกลัวไปปิดกั้นทำให้ใจเราชัง ไม่อยากบำเพ็ญเพิ่ม ปิดปัญญาให้เราไม่สามารถไตร่ตรองและประมาณกำลังอย่างรอบคอบได้ มองประโยชน์ของการสลายความอยาก ความยึด เป็นโอกาสที่ให้เราบำเพ็ญทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และได้สลายกิเลสความขี้เกียจที่ยังมีหลงเหลืออยู่ด้วย รวมทั้งได้มีโอกาสชดใช้วิบากกรรมที่เราเองก็เคยไปขอให้คนอื่นช่วยงานโดยที่เค้าอาจจะลำบากใจแต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน เมื่อพิจารณาตามปัญญาที่เรามีแล้ว ก็พบว่ากิเลสความกลัวนี้ไม่ดี ไม่มีประโยชน์ ไม่ต้องเก็บไว้ เราก็ตอบรับงานที่พี่ขอมาอย่างใจไร้ทุกข์ ยินดีบำเพ็ญอย่างเต็มใจ และพร้อมทำเต็มที่ เต็มกำลัง

    สรุป – หลังจากสลายกิเลสไปแล้ว ก็ยินดี วางแผนเตรียมงาน อีกสองวันต่อมา มีเพื่อนอีกท่านแจ้งมาว่ารู้เรื่องที่เราได้งานบำเพ็ญเพิ่ม และเค้ายินดีจะช่วยเราแบ่งเบาภาระงานโดยจะแบ่งงานไปหนึ่งวัน ผลจากการวางใจ วิบากดีก็เริ่มทำงานเช่นกัน ทำดีเต็มที่ ก็ “ชนะทุกครั้ง”

  6. โยธกา รือเซ็นแบร์ก

    เรื่อง ไม่เห็นภาพ

    ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เข้าร่วมรายการกสิกรรมไร้สารพิษชีวิตผาสุก เข้าไปตอนแรกพี่น้องกำลังเล่าเรื่องการปลูกผักริมระเบียงของท่านอยู่แต่ก็มองไม่เห็นภาพที่พูดถึง ก็คิดอยู่ว่าทำไมไม่มีภาพขึ้นหน้าจอ พอถึงคิวของเราแนะนำชื่อและเล่าเรื่องการทำสวนและปลูกผัก ผลไม้ อะไรบ้างไปเรื่อยๆและก็รอว่าเมื่อไหร่ภาพผัก ผลไม้จะขึ้นมา จึงบอกว่าไม่เห็นรูปภาพเลยค่ะ และทีมสื่อขึ้นมาแต่จอภาพดำๆ เห็นใจตัวเองพะวักพะวน ไม่มั่นใจ จะพูดยังไงให้ตรงกับภาพที่ออกทางสื่อ แต่ก็พยายามเล่าเรื่องการทำกสิกรรมไปเรื่อยๆอย่างเก้อ ๆ เขิน ๆแต่ทำหน้าที่ของเราจนจบแบบไม่มั่นใจ

    ทุกข์ : พะวักพะวน ไม่มั่นใจ ไม่เห็นรูปภาพจะพูดต่อยังไงดี

    สมุทัย :อยากเห็นภาพ ชอบ-ที่เห็นภาพผัก ผลไม้เพื่อจะเล่าให้ตรง ชังที่ไม่เห็นรูปภาพผัก ผลไม้

    นิโรธ : วางใจ เบิกบานใจ แม้ไม่เห็นภาพ ผัก ผลไม้ ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณายอมรับความเป็นจริงว่าเป็นวิบากเราถ้ามัวแต่ พะวักพะวน กังวลใจนิดๆ ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาไม่มีประโยชน์ ตั้งสติ สงบใจ ขึ้นเวทีมาแล้ว ทำหน้าที่ตรงหน้านี้ให้เต็มที่ ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้ ยิ้มรับวิบากด้วยใจเบิกบาน.
    กราบขอบพระคุณพิธีกรพี่น้องจิตอาสาที่เมตตาช่วยตั้งคำถาม และพูดเสริมเพิ่มเติม ทำให้ผ่านไปด้วยดี. กราบสาธุค่ะ

  7. นางสาวนาลี วิไลสัก

    14/9/2564
    เรื่อง : ปฏิบัติธรรมในขณะที่ดูแลพ่อป่วย

    เหตุการณ์ : ช่วงนี้พ่อป่วยอาการหนักได้ 9 วันแล้ว ป่วยจนเบลอพูดไม่รู้เรื่องไม่รู้ตัวด้วย นอน รพ หลายคืนแล้วอาการก็ยังไม่หาย

    ทุกข์ : รู้สึกเหนื่อยเพลีย กังวลที่เห็นพ่อป่วยทรมาน พูดไม่รู้เรื่อง พฤติกรรมไม่เหมือนเดิม
    สมุทัย : ชอบถ้าพ่อหายป่วยกลับมาเป็นปกติ ชังที่เห็นพ่อป่วยแบบทรมาน หรืออาจจะกลายเป็นคนสติไม่ดี
    นิโรธ : พ่อจะหายป่วยเป็นปกติหรือจะต้องป่วยจนสติไม่ดีก็ไม่ชอบไม่ชัง ใจไร้ทุกข์

    มรรค : หันมาตรวจใจพบว่ามารเข้ามากวนเป็นคราว ๆ
    มาร : สงสารพ่อมากเลย ทำไมท่านจึงป่วยทระมานขนาดนี้
    เรา : สงสารแล้วเป็นทุกข์ใจแบบนี้คือความลวงของเอ็งต่างหากล่ะมาร ข้าไม่เชื่อเอ็งหรอกเพราะข้าเข้าใจสัจจะ คนทุกคนมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ไม่มีไครหนีจากวิบากกรรมของตัวเองได้หรอก พ่อก็มีวิบากกรรมที่ท่านได้พลาดทำมา เราจะโลภอยากให้พ่อได้สภาพดี ๆ เกินสิ่งที่เป็นไปได้จริงหรือจะไปขวางวิบากร้ายไม่ให้มาถึงพ่อก็ไม่ได้ เพราะไครกระทำกรรมอันใดไว้จะดีหรือร้ายก็ต้องได้รับกรรมนั้นเป็นธรรมดา ถ้าเชื่อมารเดี๋ยวก็ป่วยเพิ่มอีกคน แล้วใครจะดูแลพ่อล่ะ
    มาร : ถ้าพ่อต้องป่วยจนกลายเป็นคนสติไม่ดีล่ะ ท่านก็จะทรมานตลอดชีวิตสิ
    เรา : เฮ้ย! มารฟุ้งซ่านไปใหญ่แล้ว ตอนนี้อาการของพ่อยังอยู่ในช่วงรักษาอยู่ จะหายหรือไม่หายก็ขึ้นอยู่กับวิบากดีร้ายของท่าน และคนที่เกี่ยวข้อง เราเป็นลูกก็ทำหน้าที่ลูกให้เต็มที่แล้วเพิ่มศีลด้วยการวางดีที่เอาดีจากพ่อนั้นซะ ถึงพ่อจะไม่หายเราก็รับได้เพราะมันเป็นวิบากร่วมของคนในครอบครัวจะได้ใช้วิบากชุดใหญ่แล้วก็จบดับไป แต่ถ้าครอบครัวเราไม่มีวิบากตัวนี้อาการของพ่อก็จะหายไปเก็บไม่ได้ ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 11 สิ่งที่สร้างผลทุกวินาทีให้กับชีวิตคือ วิบากกรรม

    สรุปถ้าเปรียบเทียบกับปีก่อน(เมื่อ 4 ปีที่แล้วยังไม่เจอแพทย์วิถีธรรม) พ่อป่วยถูกผ่าตัดลำไส้เราทุกข์ใจมากจนร้องห่มร้องไห้ควบคุมตัวเองไม่ได้เลย แต่ครั้งนี้พ่อป่วยหนักกว่าปีก่อน ถ้าจะถามว่าใจเรายังทุกข์ไหม กิเลสตัวนั้นก็ยังเข้ามาให้เราทุกข์ใจเป็นคราว ๆ อยู่ 2 วัน แต่ไม่ทุกข์ใจมาก เราก็จับอาการกิเลสนั้นได้ และพิจารณาจนกิเลสสลาย ตอนนี้พ่อยังป่วยอยู่แต่เราไม่กังวลแล้วแรงกลับมาเหมือนเดิม ดูแลพ่อด้วยใจไร้ทุกข์ค่ะ

  8. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล)

    ส่งการบ้านอริยสัจ 4
    เรื่อง.จดบันทึก..ล้างทุกข์
    เหตุการณ์. มีพี่จิตอาสาท่านให้โอกาสเราได้บำเพ็ญ ในรายการ ตอบปัญหา สายด่วน สุขภาพ พี่ท่านให้เราช่วยจด เวลาเริ่มถามคำถาม รายชื่อของผู้ป่วยที่จะถาม คำถามที่เขาถาม และคำตอบที่อาจารย์ตอบ

    ทุกข์. มีความกังวลว่าจะจดบันทึกงานที่ได้รับมอบหมายได้ทันรึปล่าว

    สมุทัย.อยากที่จะให้งานที่ได้รับมอบหมายออกมาดีๆ ไม่มีข้อบกพร่อง

    นิโรธ. งานที่ได้รับมอบหมายจดทันก็ได้ ไม่ทันก็ได้ งานที่ได้รับมอบหมายจะออกมาอย่างไรก็ได้ จะพร่องก็ได้ ไม่พร่องก็ได้ ถ้าเราได้ทำเต็มที่แล้ว ก็ยินดีได้ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค.ตั้งศีลมาปฏิบัติพิจารณาเห็นไตรลักษณ์
    ความวิปลาส ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ จับได้ว่ามีอาการกังวล กลัวจะจดข้อมูลได้ไม่ครบ เห็นถึงความยึดมั่นถือมั่นของความที่ใจอยากให้เป็นดั่งใจหมาย ยึดความสมบูรณ์ จึงมาพิจารณาถึงโทษของความยึดมั่นถือมั่น ที่ทำให้เราทุกข์ใจ มันเป็นความลวง ลวงให้ทุกข์ ลวงให้ยึด มาทำใจในใจ วางใจได้ว่าจะทำให้เต็มที่ก่อน จะจดทันหรือไม่ทันก็ให้เป็นไปตามธรรมได้แค่ไหนแค่นั้น แล้วมาพิจารณาประโยชน์ของการวางใจ ล้างความยึดมั่นถือมั่นได้ ทำให้ใจไร้ทุกข์ไม่กังวล ขณะที่จดไปฟังอาจารย์ไป อาจารย์บอกว่า ต้องกล้ายินดีรับให้ได้ทั้งสิ่งดีและไม่ดีที่เกิดขึ้นให้ได้ จึงทำให้มีสติขึ้นมา เราต้องกล้าต้องไม่กลัวที่จะเจอกับความพร่องความพลาด มันคือความจริง ที่ทำให้เราคลายทุกข์ใจได้ตามลำดับ
    และได้ใช้บททบทวนธรรม ข้อที่ 78 มาพิจารณาร่วมด้วย คือ ความสมบูรณ์ หรือ ความสำเร็จของกิจกรรมการงงาน คือ ความลวง ลวงให้ยึด ลวงให้ทุกข์ ส่วนความสำเร็จของใจที่พ้นทุกข์ พ้นความยึดมั่นถือมั่น คือ ความจริง แล้วก็ตั้งใจจดไปด้วยใจเบิกบาน

    สรุปว่า.เมื่อจบรายการก็ได้คุยกับพี่ท่านที่ให้โอกาสมอบหมายงานให้บำเพ็ญแล้ว ที่จริงท่านก็บันทึกอยู่ด้วยเช่นกัน แต่ให้เราช่วยจดด้วยอีกแรง แต่เราไม่รู้ แต่ก็ได้เห็นได้ว่าเมื่อวางใจได้ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่เที่ยงจริงๆ กลับกลายเป็นว่าทั้งข้อมูลที่พี่ท่านจดได้แต่อาจจะขาดไปบ้างก็มีที่เราจดได้ทันก็ได้เอามารวมกันจึงได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ ให้ได้ส่งข้อมูลนี้ให้กับผู้อื่นได้รับประโยชน์ต่อไปค่ะ
    เปรียบเทียบกับเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้ฟังธรรมะจากอาจารย์ถ้าเจอเหตุการณ์ประมาณนี้ ก็จะปฏิเสธหรือถ้าทำก็จะมีความกังวลมาก จิตใจกลัวกังวลหวั่นไหว แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อเราเข้าใจชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง มีความยินดีเป็นที่ทำ ก็ไม่มีอะไรน่ากังวลเลย
    และยินดีที่จะบำเพ็ญในทุกฐานงานที่พี่น้องให้โอกาสได้บำเพ็ญ ทำอย่างใจไร้ทุกข์ค่ะ

  9. สุดใจ​ โสะหาบ

    เรื่อง​  การฝึกเป็นพิธีกร

    ช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมาไดมีการประชุมในการจัดค่ายสุขภาพในวันอาทิตย์ว่าจะจัดในรูปแบบไหนใครจะรับผิดชอบงานส่วนไหน​ ก่อนหน้านี้ก็มีการพูดคุยกันในกลุ่มว่าจะต้องฝึกเรียนรู้งานในกลุ่มให้ไดทุกอย่างเพื่อจะได้ทำงานแทนกันได้ สำหรับตัวเองงานเรื่องอื่นก็พอจะทำได้​ แต่ครั้งนี้มาถึงคิวที่ต้องมาฝึกเป็นพิธีกร​ ก็รู้สึกกังวลเพราะกลัวว่าจะทำหน้าที่ได้ไม่ดี​ เพราะเราเป็นคนพูดน้อยและตื่นเต้นเวลาพูด​ เลยบอกว่าจะขอเป็นคราวหน้า​แต่มีน้องหมู่มิตรดีชี้แนะให้ว่า​ถ้าไม่ทำครั้งนี้ครั้งหน้าก็ต้องได้ทำและครั้งนี้ก็มีพี่น้องที่เป็นพิธีกรอีกท่านก็จะได้ช่วยฝึกให้ด้วยก็ได้ใช้ปัญญาคิดตามที่น้องท่านนั้นพูดว่ามันเป็นความจริงถ้ามัวผลัดวันประกันพรุ่งมันก็จะเพิ่มทุกข์ใจไปเรื่อย​ ๆ​ ก็เลยตัดสินใจตกลง​ ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที​ ได้ใช้ความกล้าชนะความกลัวได้ระดับหนึ่ง

    ทุกข์​ : กังวลใจ

    สมุทัย​ : กลัวงานที่ได้รับมอบหมายออกมาไม่ดี

    นิโรธ​ : งานที่ได้รับมอบหมายจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ไม่ทุกข์ใจเพราะเราได้ทำเต็มที่แล้ว

    มรรค​ : ด้านจิตใจในช่วงแรกจับได้ว่ามีความกังวลหวั่นไหวกลัวจะทำงานได้ไม่ดีด้านร่างกาย​ ก็ตื่นเต้นนึกคำพูดไม่ออกจึงได้เอาบททบทวนธรรมข้อที่​ 4​ มาใช้ในการพิจารณา คือ​ ต้องกล้าในการทำดี​ ละอายและเกรงกลัวในการทำสิ่งชั่วชีวิตจึงจะพ้นทุกข์ได้​ และได้ฟังธรรมจาก​ อาจารย์หมอเขียว​ ว่าต้องกล้าทำในสิ่งที่เรากลัวให้ได้​ชีวิตจึงจะพ้นทุกข์​ บอกตัวเองว่าเราต้องกล้ายินดีรับให้ได้ไม่ว่างานที่ได้รับมอบหมายจะออกมาดีหรือไม่ดีก็เต็มใจรับ​ เพราะเราได้ทำเต็มที่แล้ว​ ก็วางใจทำให้คลายทุกข์ใจได้ระดับหนึ่ง

    สรุป​ ได้เอาความกล้ามาชนะความกลัวทำให้สบายใจดับทุกข์ได้และต้องขอขอบคุณหมู่มิตรดีที่ได้ช่วยชี้แนะในการดับทุกข์ใจในครั้งนี้ สาธุค่ะ

  10. เพิ่มสุข สังคมศิลป์ รหัสนักศึกษาวิชชาราม 6111008035

    สมุดการบ้านหาย
    การเรียนวิชาอริยสัจ ๔ ให้ส่งการบ้านและสอบอริยสัจ ๔ อย่างน้อย ๗ เรื่อง แต่ตั้งแต่เปิดเทอมมายังไม่เคยส่งจึงเขียนไว้ให้ลูกสาวพิมพ์ให้ ด้วยความช่วยเหลือของหมู่มิตรดีตรวจทานให้จึงใช้เวลาเขียนสามวัน พอเขียนจบเจ็ดเรื่องก็เอาสมุดให้ลูก แต่วันต่อมาไปทวงถามเขาว่าพิมพ์ให้หรือยัง ลูกสาวบอกว่าทำสมุดหาย
    ทุกข์ ไม่มีการบ้านส่ง
    สมุทัย ชังที่สมุดการบ้านหาย
    นิโรธ สมุดการบ้านหายก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค มันเป็นวิบากกรรมของเรา สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา เพราะเราทำเช่นนั้นมามากกว่านั้น เราแสบสุด ๆ ก็ต้องได้รับสุด ๆ มันจะได้หมดไปสุด ๆ เราจะได้สุขสุด ๆ

  11. นางเพิ่มสุข สังคมศิลป์ รหัสนักศึกษาวิชชาราม 6111008035

    มันอยู่ที่ใจ

    ในการเรียนวิชาโภชนปฏิบัติ มีงานกลุ่ม ๑ ครั้งและงานเดี่ยว ๑๐ ครั้ง มีความคิดว่าเป็นการเรียนที่ต้องใช้ความพยายามสูงมาก รู้สึกเป็นทุกข์

    ทุกข์ ไม่อยากเรียนวิชาโภชนปฏิบัติ
    สมุทัย ชังที่ต้องใช้ความพยายามสูง ขอบที่ไม่ต้องใช้ความพยายามสูง
    นิโรธ เรียนก็ต้องสุขให้ได้
    มรรค พิจารณาประโยชน์ของวิชาโภชนปฏิบัติว่ามีประโยชน์ต่อตนเองและได้เผยแพร่ความรู้ให้ผู้อื่น ลดกิเลส ล้างความชัง ยินดีที่ได้มาเรียน

    บททบทวนธรรมที่นำมาใช้คือ
    บทที่ ๑๔๘
    ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่มีข้อดี
    มีข้อดีได้หมด มีประโยชน์ได้หมด
    ต้องหาข้อดี หาประโยชน์ให้ได้ทุกเรื่อง

  12. นางเพิ่มสุข สังคมศิลป์ รหัสนักศึกษาวิชชาราม 6111008035

    เรื่อง รู้ แล้วพ้นทุกข์ไหม
    หลังการเรียนมีการทำบททดสอบแต่ผ่านไปหนึ่งเดือนยังไม่ทราบผล อยากรู้คะแนนสอบ จึงเกิดความทุกข์
    ทุกข์ อยากรู้ผลคะแนนสอบ
    สมุทัย รู้ผลคะแนนสอบจะสุขใจ ไม่รู้ผลคะแนนสอบจะทุกข์ใจ
    นิโรธ รู้หรือไม่รู้ก็เป็นสุขได้ ผลคะแนนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการศึกษาเล่าเรียน
    การได้คะแนนมากอาจทำให้เกิดความทะนงตน
    การได้คะแนนน้อยก็เป็นสุขได้เพราะได้ทำเต็มความสามารถแล้ว
    มรรค รู้หรือไม่รู้ผลคะแนนก็เป็นสุขได้

    ใช้บททบทวนธรรม บทที่ ๗๗
    ระวัง กิเลสมักจะหลอกให้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่สำคัญยิ่ง ๆ ขึ้นไป

  13. นางเพิ่มสุข สังคมศิลป์ รหัสนักศึกษาวิชชาราม 6111008035

    สอบด้วยใจไร้ทุกข์

    ที่ภูผาฟ้าน้ำมีการสอบวิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยมร่วมกับลานนาอโศก เดือนละ ๑ ครั้ง ตนเองจัดสรรเวลาไปฟังธรรมไม่ลงตัวจึงไม่ได้ฟังเทศน์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ กลัวสอบได้คะแนนน้อยจึงเกิดความทุกข์

    ทุกข์ กังวลใจ กลัวสอบได้คะแนนน้อย
    สมุทัย ชังที่สอบได้คะแนนน้อย ชอบที่สอบได้คะแนนมาก
    นิโรธ สอบด้วยใจไร้ทุกข์ ได้คะแนนน้อยก็สุขใจ ได้คะแนนมากก็ไม่ดีใจเกินไป
    มรรค
    -ตั้งศีล
    -ฟังเทศน์ให้มากขึ้น
    -ทบทวนธรรมกับหมู่มิตรดี
    -ศึกษาจากหนังสือ วารสาร
    -ทำใจว่าการได้คะแนนมาก สุขใจแวบเดียวก็หมดไป การได้คะแนนน้อยมีสุขได้เพราะทำเต็มที่แล้ว
    -ท่องคำสอนของอาจารย์หมอเขียวก่อนสอบทุกครั้งว่า”สอบด้วยใจไร้ทุกข์”

  14. โยธกา รือเซ็นแบร์ก

    .เรื่อง ไม่ได้อยากลืม

    คุณพ่อบ้านไปรับที่ทำงานแต่งานยังไม่เสร็จพอลูกค้าออกไปท่านก็บอกรีบๆหน่อยจะไปดูบอลเราก็ขอเวลานิดนึงได้ไหมท่านบอกได้แต่เร็วๆนะก็รีบหากระเป๋าใส่รองเท้าวิ่งตามออกมาแต่พอผ่านไฟแดงมา 2-3 ไฟแดงนึกได้ว่าไม่ได้มือถือมาด้วย แต่ก็ไม่ได้บอกท่านพอมาถึงบ้านท่านจอดรถ จึงขอกุญแจรถบอกจะกลับไปที่ร้านลืมมือถือมาท่านก็เสียงดังใ “รู้เลยว่าลูกได้ใคร”เดี๋ยวลืมนั่นลืมนี่และอีกหลายคำเห็นใจตัวเอง ฉุนกึกยั้งปากไม่ทันจึงเถียงออกไปก็คุณเร่งให้ฉันเร็วๆฉันจึงลืม ท่านก็พูดต่ออีกว่าเธอลืมจนเป็นนิสัยของเธอ พอรถขับเลี้ยวไปถึงไฟแดงประมาณ 5 นาที รู้สึกตัว ท่านพูดความจริงเรากับลูกก็ลืมบ่อยจริงๆว่าเราเหมือนกันก็ถูกที่สุดแล้วจึงหัวเราะออกมากับตัวเอง ความโมโห ฉุนหายไปเลย

    ทุกข์ : ฉุนกึก มาว่าเรากับลูก

    สมุทัย : ไม่ชอบที่มาว่าเราขี้ลืมเพราะเราไม่ได้อยากลืม
    ยึดดีถ้าว่าให้ว่าเราคนเดียวไม่ต้องเอาคนมารวมด้วย

    นิโรธ : ไม่ชอบไม่ชัง แม้ท่านจะว่าเราขี้ลืมก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาระลึกถึงบททบทวนธรรม
    ” สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา ”
    เราเองก็เคยไปว่าท่านเหมือนกับแม่ท่าน
    เราโชคดีแล้วที่ได้ใช้หนี้ วิบากกรรมมีจริงทำอะไรก็ได้แบบนั้น ท่านว่าลูกเราเหมือนเราก็ดีแล้วนี่ ยอมรับความจริงเรากับลูกก็เป็นอย่างท่านพูดจริงๆนั่นถ้าเรายอมรับความจริงได้ คงไม่เสียเวลาเถียง ให้เสียงพลัง หลงทุกข์ตั้งหลายนาที กราบขอบพระคุณที่ท่านเตือนความจำให้สติกลับมา.

  15. ชวนชม คำท้วม

    ส่งการบ้าน
    นาง ชวนชม คำท้วม
    ชื่อทางธรรม สู่ร่มศีล
    จิตอาสา ส่วนป่านาบุญ 2
    ชื่อเรื่อง ไม่มองตัวเองเลย
    เหตุการณ์ ในสัปดาห์นี้ได้ทะเลาะกับพ่อบ้านบ่อยมาก จนรู้สึกทุกข์ใจ เบื่อหน่ายกับชีวิตคู่ ทุกข์จนขนาดคิดที่จะหนีออกจากความจริง คิดอยากจะหนีไปให้ไกลจากพ่อบ้าน สาเหตุมาจากหนูเป็นคนขี้บ่น เขาพูดมาเราเถียงไป ไม่ยอมพ่อบ้าน พ่อบ้านก็ไม่ยอม ต่างคนต่างมีอัตตา และวันแม่ที่ผ่านมา ลูกชายก็พูดบอกว่า แม่อยู่กับพ่อนะ ขอให้พ่อกับแม่อยู่ด้วยกันนานๆ ก็คิดที่ทน จะอยู่เพื่อลูก แต่มันทุกข์เหลือเกิน
    ทุกข์ ไม่ชอบใจที่เรากับพ่อบ้านทะเลาะกันบ่อย
    สมุทัย ชอบถ้าเรากับพ่อบ้านไม่ทะเลาะกันบ่อย ชังที่เรากับพ่อบ้านทะเลาะกันบ่อย
    นิโรธ เรากับพ่อบ้านจะทะเลาะกันบ่อยหรือไม่ทะเลาะกันเลย เราก็ไม่ชอบไม่ชัง เราก็ใจไร้ทุกข์
    มรรค ต้นเหตุแห่งทุกข์ มาจากตัวเราที่ ไม่ยอมเอาแต่ใจตัวเอง และเราก็สร้างวิบากกรรมเพิ่ม ไม่ยอมชดใช้กรรมในเรื่องคู่ เรายิ่งเพิ่มกรรม ทำกรรมใหม่ และหนูก็ปรับใจใหม่ จะรับ ยินดีรับกรรม อย่างเบิกบาน จะพยายามเป็นทาสีภรรยา จะปิดวาจา จะพูดให้น้อยลงค่ะ เมื่อมีอาการโกรธก็จะจับกิเลสให้ได้ และยังมีอาการชังพ่อบ้านหาว่าเขา เป็นต้นเหตุเสมอ ไม่เคยหันมามองตัวเอง ตรงกับบททบทวนธรรม ทำร้ายเขามาตั้งมากตั้งมาย ยังมีหน้ามาโกรธมาเกลียดเขาอีก มันชั่วเกินไปแล้วเรา พ่อพิจารณาใจก็ไร้ทุกข์ค่ะ สาธุค่ะ

  16. พรพิทย์ สามสี (เพื่อนพิทย์)

    เรื่อง : ทิ้งสะเปะสะปะอย่างเคย
    พ่อบ้านได้ซื้อกุ้งมาจากตลาด ก่อนเก็บตู้เย็น พ่อบ้านก็จัดแจงล้างกุ้ง เด็ดเอาหัวกุ้งออก ล้างเรียบร้อย แล้วเอาเข้าตู้เย็น พ่อบ้านซื้อกุ้งมาไม่ได้เอามากินเอง แต่ซื้อเอาไว้เผื่อวันไหน หลานน้อยมาบ้าน จะได้ทำกับข้าวให้หลานกิน พอสักพักเราเดินมาตรงอ่างน้ำข้างครัว เห็นเปลือกกุ้ง
    หัวกุ้ง ทิ้งอยู่ตรงนั่น เราเคยบอกหลายหนแล้วทิ้งใส่ที่ ทิ้งใส่ถังซิ เราจะได้ไม่ต้องตามเก็บหาง
    พ่อบ้านชอบทิ้งหลายๆอย่าง ให้เราเก็บหางอยู่บ่อยครั้ง
    ทุกข์ : กี่ครั้งๆ ก็ทิ้งแบบนี้
    สมุทัย : ชอบที่จะให้พ่อบ้าน ทิ้งใส่ที่ ใส่ถังให้เรียบร้อย ชังนะตามเก็บบ่อย งานบ้านเราก็เยอะแล้ว
    นิโรธ : พ่อบ้านจะทิ้งใส่ที่ ใส่ถัง ไม่ใส่ที่ ไม่ใส่ถัง ยินดีในความ ไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : กิเลส : มันบอกว่ามันเบื่อเอามากๆ ที่จะต้องตามเก็บขยะ ที่พ่อบ้าน ทิ้งแบบไม่ลงถังให้เราตามเก็บอยู่ร่ำไป เรา : ก็บอกกิเลสไปว่านั่นคือเงาของเอ็ง ก็ทิ้งมาให้คนอื่นเก็บหางมาไม่รู้กี่ครี้ง หาที่ต้นที่สุดไม่ได้ เต็มใจยินดีที่จะเก็บหางด้วยความยินดี เต็มใจ อย่างผาสุขให้ได้
    บททบทวนธรรม ๔๒
    ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง
    ได้พลังสุด ๆ ได้สุขสุด ๆ
    ยินดีในความชอบชัง
    เสียพลังสุด ๆ ได้ทุกข์สุด ๆ
    กิเลสเขาก็คลายลง แต่ยังไม่หมด 100%
    ค่อยพรากเพียรล้างต่อไป

  17. พิมพ์ใจ ชาตะศิริ

    เรื่อง กลัวพูดผิดในการออกสื่อ (ฉบับแก้ไข)
    เหตุการณ์ ได้มีโอกาสเข้าไปตอบ คำถามในกลุ่ม Admin สายด่วน ก็มีจิตอาสาแต่ละท่านตอบเก่งๆทั้งนั้น ค่ายออนไลน์ครั้งที่ 3 ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมตอบ 2 3 เคส แรกๆ พี่น้องจิตอาสาชวนให้เข้าไปร่วมแต่ไม่กล้าค่ะ ยกตัวอย่าง ผู้เข้าค่ายถามนอนไม่หลับก็จะตอบ คำถามว่าต้องปรับสมดุลร้อนเย็นสวนล้างลำไส้ดื่มน้ำใบขี้เหล็กก่อนนอนและทำสมาธิก่อนนอนค่ะ บอกเสร็จแล้วก็ยังหวั่นไหวอยู่ว่าเราตอบถูกหรือเปล่า พอดีมีคำคอมเม้นจากผู้ชมทางบ้านอานกได้นำมาสื่ออ่านให้พวกเราฟังในหมู่กลุ่มและมีท่านอาจารย์อยู่ด้วย ผู้ชมทางบ้านได้คอมเม้นว่าให้อาจารย์หมอเขียว คัดกรองจิตอาสาที่มาตอบคำถามด้วย เอาที่มีคุณภาพ หลังจากนั้นมาท่าน อาจารย์ก็มาร่วมตอบคำถามทุกครั้งค่ะ ช่วงหลังพี่พิมพ์ก็ไม่กล้า เข้าตอบคำถาม และไม่เปิดหน้ากล้อง ก็คอยหยิบเอาความรู้จากในหมู่กลุ่ม เพื่อนำมาพัฒนาตัวเอง

    ทุกข์_ รู้สึกตื่นเต้น กลัว กังวลหวั่นไหว กลัวพูดผิด ขณะออกสื่อ

    สมุทัย ไม่อยากพูดผิดอยากพูดให้ได้ดีที่สุด

    นิโรธ แม้เราจะพูดผิดก็ได้หรือไม่ผิดก็ได้ไม่หวั่นไหวใจเป็นสุข

    มรรค พิจารณาตัวเองล้างกิเลสความกลัวระแวงหวั่นไหวด้วยใจผาสุขและสุดท้ายอาการ กลัวระแวงหวั่นไหวก็จะสลายไปเอง

  18. นางสาวนาลี​ วิไลสัก

    16/9/2564
    เรื่อง : พ่อแอบทานยา แต่เราแอบคบกิเลส อันตรายทั้งคู่

    เหตุการณ์ : อยู่ในบ้านของพ่อแม่เขายังใช้ยาปฏิชีวนะอยู่ เขามักจะเอายาที่เขากินเหลือแล้วแขวนไว้ตามเสา วันนั้นพ่อรู้สึกปวดเอว แต่ไม่บอกใครแล้วท่านก็แอบเอายาที่แขวนไว้ตามเสานั้นแหละมาทานเอง 3 ครั้ง ภายใน 1 วัน แต่ไม่รู้ว่าแต่ละครั้งทานมากเท่าไหร่ จากนั้นท่านก็ป่วยหนักจนเกือบจะทิ้งร่าง

    ทุกข์ : รู้สึกพลังตก อึดอัดใจที่พ่อไปทานยาแบบมั่ว ๆ จนร่างกายป่วยย่ำแย่
    สมุทัย : ชอบถ้าเวลาพ่อไม่สบายแล้วบอกให้ลูกหลานช่วย ชังที่พ่อแอบกินยาแบบมั่ว ๆ
    นิโรธ : เวลาพ่อไม่สบายท่านจะบอกให้ลูกหลานช่วยหรือไม่ก็ไม่ชอบไม่ชัง เข้าใจเรื่องกรรม

    มรรค : มาดูลีลาของมารที่ชอบโทษผู้อื่น
    มาร : โอ๊ย ๆๆ แบบนี้แย่แน่ ๆ คนในบ้านก็รู้นิว่าพ่อชอบทานยาแบบมั่ว ๆ ยาที่กินเหลือทำไมเขาไม่เก็บให้ดี ๆ หน่อย
    เรา : ไม่มีอะไรแย่ไปมากกว่าการโทษผู้อื่นหรอก เพราะมันผิดศีล ทุกอย่างมีมาตั้งแต่เหตุ อย่าโทษใครในโลกใบนี้ เพราะมันคือวิบากกรรมร่วมของคนในครอบครัว ไม่มีใครปรารถนาให้เกิดสิ่งเลวร้าย แต่วิบากร้ายเป็นผู้เจาะช่องให้เกิดมันก็ต้องเกิด
    มาร : แล้วพ่อก็อีกคนแหละที่ชอบแอบทานยาแบบมั่ว ๆ ทำไม่ท่านไม่กลัวอันตรายบ้างล่ะ
    เรา : ที่ท่านทำไปเพราะท่านไม่รู้ ถ้าท่านรู้ว่ามันจะอันตรายขนาดนี้ ท่านไม่ทำหรอก คนผิดศีลก็ต้องโดนวิบากร้ายเล่นงานให้เกิดวิปลาสแบบนี้แหละ ท่านอยากหายป่วยแต่วิบากไม่ยอม ตอนนี้ร่างกายของท่านก็ป่วยจนย่ำแย่ไปหมด แล้วเราจะเอาอะไรจากท่านอีกล่ะ
    มาร : ไม่เอาอะไรจากท่านแล้ว เห็นใจท่าน

    สรุปถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงอาละวาดคนในบ้านออกมาทางกายวาจาแล้ว แต่ตอนนี้เรายังมีแอบเพ่งโทษเขาในใจ พอเราชัดเรื่องกรรมแล้ว ความอึดอัดใจก็คลายลง พลังกับมา ตรงกับบดทบทวนธรรมข้อที่ 110 ความเข้าใจ ความเชื่อ และ ชัด เรื่องกรรมเท่านั้น จึงจะคลายความยึดมั่นถือมั่นได้ เมื่อรู้ตัวก็ขอสำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม จะตั้งจิตเลิกเพ่งโทษผู้อื่น สาธุค่ะ

  19. รักใจ โปวอนุสรณ์

    เรื่อง มือสมัครเล่นปลูกผัก
    เมื่อ ประมาณ สี่วันก่อนขณะที่ดิฉันเอาเม็ดผักบุ้งที่งอกรากแล้วไปลงแปลงผัก แม่ก็เดินเข้ามาบอกว่าต้องรดนำ้ผักวันละสองครั้ง ต้นไม้นี้มีวัชพืชต้อง เด็ดออก และต้องทำโน้นทำนี่ต่อ (ซึ่งดิฉันจำไม่ได้ว่าคือทำอะไร) เวลาฟังอยู่ตอนนั้นดิฉันก็เกิดความรำคาญ เหมือนกับว่าเขามาคอยชี้ คอยจี้ให้ทำ

    ทุกข์- รำคาญจากเสียงจ้ำจี้
    สมุทัย- ความคิดว่าความหมายจากเสียงที่ได้ยินเป็นการจู้จี้จุกจิก
    นิโรธ- ความรำคาญจางคลายลงอย่างรวดเร็ว
    มรรค- จับอาการรำคาญให้เร็ว และ คิดใหม่ว่าเขาหวังดีที่ช่วยแนะนำ ควรรับไว้พิจารณา และทำตามถ้าเป็นประโยชน์จริง

  20. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    เรื่อง ยังกลัวอยู่

    วันอังคารที่ 17 กันยายน 2564 ช่วงเวลาค่ำ ผมทำหน้าที่บันทึกวิดีโอรายการ “สายด่วนสุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย” เมื่อจบรายการผมก็ปิดห้องประชุม รอเครื่องคอมพิวเตอร์ทำการแปลงไฟล์วิดีโอที่บันทึกไว้ ระหว่างนั้นก็รอเข้าประชุมอปริหานิยธรรมทางโปรแกรมซูมต่อ แต่รอสักพักใหญ่แล้วก็ไม่มีใครส่งลิงก์การประชุม จนกระทั่งมีคนโพสต์ถามในไลน์ และผมเริ่มเอะใจว่าเราต้องเป็นคนส่งลิงก์เองหรือเปล่า ไม่ทันไร พี่จิตอาสาท่านหนึ่งก็โทรมาบอกให้ผมส่งลิงก์ได้แล้ว ผมถึงนึกขึ้นได้ว่า เรานั่นแหละที่ต้องเป็นคนส่งลิงก์ ลืมไปเสียสนิทเลย แต่พอรู้แล้วว่าเราต้องส่งลิงก์ ก็รู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย เพราะอาจารย์และพี่น้องจิตอาสาทั่วโลกกำลังรอเราส่งลิงก์อยู่ ด้วยความที่ไม่ได้เตรียมพร้อมไว้ก่อนเลย ทำให้ต้องเร่งรีบ แต่ก็รีบได้ไม่เร็วนัก เนื่องจากต้องเปิดหาชื่อบัญชีและรหัสผ่านเพื่อเข้าสู่ระบบโปรแกรมซูมใหม่อีกครั้ง มีขั้นตอนหลายขั้นกว่าจะส่งลิงก์ได้ ระหว่างนั้นเอง จับความรู้สึกของตัวเองได้ว่า ยังมีความหวั่นไหวอยู่ แม้จะไม่มาก แต่ก็มีอยู่

    ทุกข์ – กลัวถูกตำหนิว่าส่งลิงก์ช้า ทำให้อาจารย์และพี่น้องอีกนับร้อยคนต้องรอนาน

    สมุทัย – ตัณหา คือความอยากให้อาจารย์และพี่น้องได้ประชุมเร็ว อยากทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จสมบูรณ์โดยไม่ล่าช้า ไม่อยากให้ผิดพลาด ไม่อยากถูกตำหนิว่าไม่รับผิดชอบ

    นิโรธ – ดับทุกความอยาก ล้างทุกความกลัว กังวล หวั่นไหว ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเราจะต้องทำหน้าที่ได้ดีไปเสียทุกครั้ง จะส่งลิงก์ได้เร็วหรือช้า หรือแม้แต่ส่งไม่ได้เลย ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค – พิจารณาให้เห็นแจ่มแจ้งว่า การที่เราไม่อยากผิดพลาด ไม่อยากถูกตำหนิ มีความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าเกิดผิดพลาดหรือถูกตำหนิแล้วจะทุกข์ใจ ถ้าไม่ผิดพลาดหรือไม่ถูกตำหนิจึงจะสุขใจ ความคิดแบบนี้มันคือกิเลส เป็นความคิดที่มีแต่จะทำให้ทุกข์ใจได้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่ผิดพลาดเลย หรือไม่ถูกตำหนิเลย โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ความบกพร่องผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนความอยากให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเป็นความลวง เราต้องตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะสลายความคิดผิด ๆ แบบกิเลสให้หมดไป เพราะมันมีแต่โทษ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

    นอกจากนี้ ก็พิจารณาซ้ำลงไปอีกว่า การที่เราหลงลืมจนเกิดความผิดพลาดในการส่งลิงก์ ซึ่งเป็นเรื่องง่าย ๆ ถ้าเรารู้ตัวล่วงหน้าว่าเราต้องเป็นคนทำ มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะผิดพลาด แต่เราก็ต้องพลาด เหตุการณ์แบบนี้ต้องเกิดขึ้นเพราะมันคือวิบากกรรมของเราเอง เรานั่นแหละที่เคยไปตำหนิ ดูหมิ่นคนอื่นที่ทำหน้าที่บกพร่องหรือผิดพลาดมาก่อน เรานั่นแหละที่เคยไม่ยอมให้อภัยข้อบกพร่องผิดพลาดของผู้อื่นมาก่อน ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว วิบากร้ายนั้นเองที่มาดลใจให้เราหลงลืมและผิดพลาดเองบ้าง เพื่อให้เราได้ชดใช้ ได้สำนึกผิด และได้เรียนรู้ที่จะให้อภัยตนเอง ให้อภัยผู้อื่นเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น

    ในวันนั้น เมื่อได้พิจารณาโทษของกิเลสไปได้สักพักหนึ่ง ความรู้สึกกระวนกระวายใจก็เบาบางลง ความกลัวที่ทำให้ร้อนรนก็สงบลง และเมื่อได้มาทบทวนอีกครั้งในการเขียนการบ้านชิ้นนี้ ก็ยิ่งทำให้เราปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นได้มากขึ้น รู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้นที่ได้ชดใช้วิบากร้ายที่ตัวเองเคยทำมา รับแล้วก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น

  21. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง โยคะใช้กรรม
    ทุกเช้าตื่นขึ้นมาเข้าซูมบำเพ็ญกายบริหารโยคะกดจุด แต่มีอยู่ท่านั่งไขว้ขาแขนขวาไผ่หลังไปมือซ้ายมาจับกัน หายใจเข้าเงยหน้าขึ้น พอมาถึงตรงนี้ทีไรจะมีอาการกลัวเจ็บขนลุกขึ้นมา ใจไม่เบิกบานยินดีเพราะทำท่านี้ทีไรจะเจ็บแขนมาก
    ทุกข์ ใจไม่เบิกบานยินดี กลัวเจ็บแขนเวลาทำโยคะ

    สมุทัย ไม่อยากเจ็บแขน เวลาทำโยคะ ยึดว่าถ้าไม่เจ็บแขนเวลาโยคะจะสุขใจชอบใจ

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังเวลาเจ็บแขนตอนทำโยคะ ยินดีชดใช้วิบากกรรม

    มรรค เห็นใจที่มีความชังเกิดขึ้นรู้ทันเลยกิเลสมันมาหลอกเรา ทำให้เราไม่อยากทำโยคะท่านี้เลย เกิดความกลัวเจ็บขึ้นมา อยากหยุดทำโยคะท่านี้ กิเลสมันบอกว่าไม่เอา ไม่เอา เจ็บ ๆ ก็ตอบกลับกิเลสไปว่าทำโยคะท่านี้แหล่ะจะทำให้หายเจ็บ เป็นโอกาสดีได้ชดใช้วิบากกรรมที่เราเคยพลาดทำมาด้วย (แต่ก่อนเราชอบกินปีกไก่) รับเต็ม ๆ หมดเต็ม ๆ เจ็บก็ให้มันเจ็บ ปวดก็ให้มันปวด เป็นไงเป็นกัน พอคิดอย่างนี้เห็นใจคลายความกลัวลงไป แล้วเราทำโยคะด้วยความเบิกบานยินดี แขนก็ยังเจ็บอยู่ แต่ใจไม่ได้มีความกลัวกังวลหวั่นไหวอีกต่อไป ทุกครั้งที่ทำโยคะอาการเจ็บแขนก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ สาธุค่ะ

  22. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง แพงเกินไปไหม

    เหตุการณ์ จากการทดลองใช้แผงโซลาร์เซลล์ ผลิตไฟได้มากกว่าที่ใช้ ทำให้มิเตอร์ไฟตีกลับ ทางไฟฟ้ามาติดมิเตอร์ไฟให้แบบกันย้อนโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ และให้เราปิดระบบกันย้อนโซล่าเซลล์ด้วย มีผลให้ค่าไฟเดือนนี้บิลมา 3000 กว่าบาทซึ่งปกติ 700 บาท รู้สึกขุ่นใจ โดนแกล้งหรือเปล่าเนี่ย

    ทุกข์ ขุ่นใจ ไม่พอใจคิดว่าโดนแกล้งเรื่องค่าไฟ

    สมุทัย ชอบถ้าบิลค่าไฟอยู่ในระดับที่ใช้อยู่ ชังถ้าบิลค่าไฟขึ้นมากกว่าเดิมมาก

    นิโรธ บิลค่าไฟจะมากจะน้อยหรือจะเท่าเดิม ก็ไม่ชอบไม่ชัง ใจไร้ทุกข์

    มรรค ตั้งศีลมาพิจารณาไตรลักษณ์ ความวิปลาสความยึดมั่นถือมั่นว่า การใช้ไฟจะเป็นไปแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เราคิดเหมือนจริงแต่ไม่จริง เพราะลูกชายคนโตได้กลับมาอยู่ที่บ้านด้วย แถมยังซื้อคอมพิวเตอร์เพิ่มมาอีกตัว อีกอย่างไม่ได้ศึกษาการใช้ระบบโซล่าเซลล์ให้ดีทำให้ปิดระบบกันย้อนเหมือนไม่ได้ใช้ไฟแดดเลย แต่คิดว่ายังใช้ได้อยู่ จึงไม่ได้ระวังเรื่องการใช้ไฟฟ้า ยังใช้ปกติจึงต้องจ่ายแพงเกินที่จ่ายไปมาก พิจารณาโทษของการคิดแบบกิเลสที่ใจเริ่มขุ่น มองไปนอกตัว ผิดทางแล้วไม่ใช่พุทธะ จิตวิปลาส ไม่มีใครทำกับเราได้นอกจากวิบากดีร้ายของเราเท่านั้น เราทำดีก็ได้รับผลดี ในเมื่อเราทำชั่วมา หาที่ต้นที่สุดไม่ได้ ก็ต้องได้รับผลชั่ว ผลร้าย เมื่อของนี้เกิดขึ้นกับเรามันเป็นสมบัติของเรา ไม่ใช่ของการไฟฟ้า ก็ขอรับด้วยความยินดี เต็มใจ รับเต็มๆหมดเต็มๆ รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น
    พร้อมทั้งสำนึกผิดยอมรับผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม ที่ไปเพ่งโทษการไฟฟ้า ขอตั้งจิตทำความดีให้มากๆลดกิเลสให้มากๆ เกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มากๆ
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่110 ความเข้าใจ ความเชื่อ และชัดเรื่องกรรมเท่านั้นจึงจะคลายความยึดมั่นถือมั่นได้

    สรุป หลังพิจารณาแล้วยิ่งเชื่อชัดในเรื่องวิบากกรรม เราทำมา จึงยอมโดยไม่มีข้อแม้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงโกรธ ไม่ยอม บุกไปถึงที่การไฟฟ้าแน่ๆ แต่ครั้งนี้ใจเย็น พิจารณาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ เมื่อสังเคราะห์แล้วก็ยอม นิ่ง สงบ ใจก็เบิกบาน แจ่มใส..สาธุ

  23. นส.พรเพียรพุทธ โพธิ์กลาง​ ทิพย์

    ทิพย์​​ เรื่องไม่ชอบที่ทรมาน​ เนื้อเรื่อง​ ​เกิดอาการปวดหัวหนักมาก​เส้นประสาทที่อยู่ไกล้หูกระตุกทรมานมาก​ แก้ตามอาการ​ เป็นอยู่​ 3​ วัน​ ได้ซาบซึ้งกับอาการที่ปวด​ เลยรู้ว่าความตายไม่ได้น่ากลัวเท่ากับความทรมาน​ทุกข์​ที่​ไม่​ชอบความทรมาน​ สมุทัยเหตุแห่งทุกข์ยึดว่าถ้าปวดหัวธรรมดาไม่ปวดมากจนถึงขั้นทรมานจะสุขใจจะชอบใจพอมีอาการปวดหัวที่รุนแรงมากจนถึงขั้นทรมานก็ทุกข์ใจไม่ชอบใจ​ นิโรธ​ จะปวดทรมานแค่ไหนก็ไม่ทุกข์ใจยินดีรับยินดีให้หมดไปใจไร้ทุกข์ใจดีงาม​ มรรคพิจารณาไตรลักษณ์ความทรมานไม่เที่ยงมันเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป​มันไม่ใช่ตัวเราของเราบังคับไม่ได้พิจารณากรรมใหม่มีกิเลสชอบรูปรสของอาหารและยังเสพตามกิเลสบอกอยู่ทำให้ร่างกายไม่สมดุลโต่งไปทางร้อนพจารณากรรมเก่าเคยทุบหัวปลาหัวไก่เคยบที่หัวคนทำให้ต้องมารับวิบากปวดหัวในครั้งนี้ตั้งจิตขอโทษขออโหสิกรรมจะไม่ทำให้ชีวิตใดต้องมาเจ็บปวดเพราะเราอีก​ชั่วไม่ทำทำแต่ดีที่ทำได้

  24. มั่นศีลขวัญ. นางสนทยา กันทะมูล

    ชื่อเรื่อง ฉันเป็นคนแข็งแรงที่สุด
    ต้องเป็นเราที่จะเป็นคนดูแลทุกคนในบ้าน
    เราต้องเป็นคนดูแลเขา ไม่ใช่ให้เขามาดูแลเรา เพราะเรานี่แหละ ที่เป็นคนที่แข็งแรงที่สุด เข้มแข็ง ฉลาด เก่งที่สุด
    ปัญหาทุกอย่างในบ้านต้องเป็นเรา ที่เป็นคนแก้ปัญหา เราไม่ใช่ตัวสร้างปัญหา เราไม่ใช่คนอ่อนแอ
    เป็นความคิดที่. ยึดมั่นถือมั่น มาก ๆ
    ในวันที่ 6 สิงหาคม 2564 เกิด อุบัติเหตุ กับเรา เหยียบ แผ่นกระดานบันได ที่ยังไม่ได้ยึด สกรู ตกลงมาในระดับความสูงเกือบ 2 เมตร
    เป็นผลทำให้ ไม่สามารถขยับตัวได้ 2 วันเต็มๆ
    ต้องขับถ่ายและอาบน้ำ ด้วยการช่วยเหลือจากพ่อบ้าน
    @ทุกข์ทางใจ.
    ขุ่นเคืองที่ต้องถูกคนอื่นดูแล
    @ เหตุแห่งทุกข์.
    ชอบที่จะเป็นคนช่วยเหลือคนอื่น
    ชังที่จะเป็นคนถูกคนอื่นช่วยเหลือ
    กลัวที่จะต้องไปตอบแทนเขา
    กลัวที่จะเป็นหนี้บุญคุณเขา
    @สภาพดับทุกข์
    สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา น้อมรับสิ่งที่เราทำมาอย่างเบิกบาน
    @ เส้นทางดับทุกข์
    เมื่อเราได้เคยช่วยเหลือใครมา เวลาที่เราต้องการความช่วยเหลือเราก็สมควรได้รับความช่วยเหลือนั้นเป็นการให้โอกาสเขาได้ชดใช้
    ให้โอกาสเราได้ชดใช้ด้วยเช่นกัน
    ความยึดมั่นถือมั่น
    ทำให้ใจเป็นทุกข์
    จะมีวิบากร้ายมาทำลาย
    ทำให้ไม่สำเร็จหรือสำเร็จช้าหรือสำเร็จเร็ว
    แต่มีเรื่องร้าย เป็นบาป
    มีวิบากร้ายเจือผลไม่สมบูรณ์
    จะสำเร็จความผาสุกทางจิตวิญญาณ
    ที่ยอดเยี่ยมยั่งยืนช้าที่สุด
    ทำให้เกิดการบาดเจ็บปวดร้าว
    ทางจิตวิญญาณได้มากที่สุด
    และเป็นพลังที่ทำให้ตนหรือผู้อื่น ทำชั่วได้ทุกเรื่อง
    ไม่ยึดมั่นถือมั่น
    จะทำให้ใจเป็นสุข จะมีวิบากดีมาช่วย
    ทำให้สำเร็จได้เร็ว เป็นบุญที่เต็มที่สุด
    ไม่มีวิบากร้ายเจือ จะสำเร็จเร็วที่สุดสมบูรณ์ที่สุด
    ไม่เกิดการบาดเจ็บ ปวดร้าวทางจิตวิญญาณ
    และเป็นพลังที่ทำให้ตนหรือผู้อื่น
    ทำสิ่งดีได้ทุกเรื่อง เมื่อถึงเวลาอันควร
    เป็นบุญกุศลสูงสุด

    1. มั่นศีลขวัญ. นางสนทยา กันทะมูล

      ตอนที่ตกลงมาแล้ว ก็เริ่มตรวจใจ ตรวจกาย แน่ใจว่าไม่ต้องโทรเรียกรถพยาบาล ไม่ได้ยึดว่าต้องดูแลตัวเองที่บ้านด้วยเทคนิค 9 ข้อ หรือชังไม่ไปโรงพยาบาล ใจคิดได้ว่าเมื่อตรวจดูแล้ว จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ก็จะขอให้พ่อบ้านเรียกรถพยาบาล แต่พบว่า ไม่ได้มี กระดูกแตกหักเสียหายหรือบาดแผลแม้แต่น้อย น่าจะมีแต่ อาการบอบช้ำ ของ กล้ามเนื้อ และเส้นลมปราณ กับกระดูกเคลื่อนนิดหน่อยน่าจะพอแก้ไขด้วยโยคะได้ในระยะยาว
      ในหัวก็วางแผนการถอนพิษ บอกให้พ่อบ้านหยิบน้ำปัสสาวะมาก่อนอย่างแรก แล้วให้ตัดต้นกล้วย ขอกาบกล้วยมานอนทับ
      2 วันแรกขยับได้แต่มือขวาและลำคอเท่านั้น พ่อบ้านต้องช่วยเรื่องเช็ดตัว การขับถ่าย ทำกับข้าวให้ พร้อมเสิร์ฟ ล้างจานให้ และเก็บกวาดทุกอย่างให้ เรารู้สึกว่าละอายใจ กระดากใจที่เขามาทำให้ แทนที่เราจะเป็นคนทำให้เขา มันเป็นความอึดอัด ขัดเคือง ขุ่นๆ แต่ไม่มาก มาคิดได้ว่า เราเคยช่วยคนมาก็มากถึงเวลาที่เราต้องได้รับการช่วยเหลือ จากคนอื่นบ้าง สมควรแล้ว
      เพราะผิดศีลดูหนังหวงเฟยหง เลยต้องตก ต้องกระโดด แบบหวงเฟยหง แต่อันนี้ของจริง ไม่ใช่หนัง
      ต้องมานอนดูใบไม้ปลิว ขัดใจมากที่ไม่ได้ไปทำงาน ไม่ค่อยได้เห็นวิวนี้ เพราะวันๆ ขุดดิน ปลูกผัก ทำงานในสวน เมื่อเห็นคนนอนกลางวันก็จะรู้สึกรำคาญรำคาญ แต่เมื่อต้องมานอนให้ลมพัดก็เย็นสบายดี รู้สึกได้ว่าเราขาดการรู้เพียงรูัพัก คราวนี้ได้นอนๆนั่งๆ รวมเวลาประมาณ 24 วัน
      ช่วงที่พอจะลุกเดินได้หน่อย ลูกชายกำลังเก็บผักบุ้ง เราเห็นว่าเขาเก็บไม่เป็น จึงบอกให้เขาเอาเราขี่หลังไปแถวๆหลุมผักบุ้ง เพื่อจะช่วยเขาเก็บ คิดได้ก็ขำว่า เรานี่แสบจริงๆ เอาแต่ใจตัวเอง อัตราจัดมาก จะทำอะไรให้ได้ดั่งใจเราตลอด ทนเห็นความล้มเหลวไม่ได้ ทนดูความไม่ได้ดั่งใจไม่ได้ คิดว่าเราจะอยู่ค้ำฟ้า ทำอะไรได้ทุกอย่างด้วยตัวเอง แค่ต้องมานอนดูเขาทำสิ่งที่ไม่ได้ดังใจ ก็ทนไม่ได้แล้ว ถ้าต้องตายไปจริงๆเวลานี้ จะห่วงหาอาลัยอาวรณ์ขนาดไหน ยึดมั่นถือมั่นเกินไปแล้ว
      พอเดินขะโหยกขะเหยกได้ ก็ไปถอนหญ้าใต้ต้นข้าวโพด จนเจ็บหลัง ปวดข้อมือ ก็กลับมากดจุดถอนพิษ พอกทา วนไป ปกติไม่ค่อยมียาหม่อง น้ำมันเขียวติดตัว เพราะคิดว่าตัวเราไม่จำเป็นต้องใช้ ให้คนอื่นที่เขาจำเป็นได้ใช้ดีกว่า เราแข็งแรง เราโอเค เราไม่ต้องใช้ มีคืนหนึ่ง ปวดบั้นเอวมาก และได้เอายาหม่องเย็นมาทาแล้วรู้สึกดีขึ้น จับความรู้สึกได้ว่า ตัวเองด้อยค่า ดูถูกอุปกรณ์ถอนพิษ ว่าเหมาะกับคนอ่อนแอเท่านั้น เราไม่ต้องใช้ เป็นการดูถูก ยกตนข่มท่าน ที่แรงมาก ไม่เคยคิดมาก่อนว่าความคิดชั่วๆแบบนี้เราจะเคยมี
      เจ็บคราวนี้เจอความชั่วของตัวเองเยอะมาก ทำให้ลดความยึดมั่นถือมั่นลงไปเยอะ ประมาณหนึ่ง แต่ก็เหลืออีกเยอะ โปรดติดตามตอนต่อไป ในการต่อสู้กับตัว ยึดมั่นถือมั่น ขอกำลังใจด้วยค่ะ
      สาธุ

  25. ศิริพร คำวงษ์ศรี

    ชื่อเรื่อง : ต้องอปริหานิยธรรม หรือไม่?

    การได้มาทำงานทางธรรมร่วมกับพี่น้องหมู่มิตรดี และสานพลังสืบสานงานของครูบาอาจารย์ที่เคารพรัก ถือเป็นโชคดีของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกนี้ แต่เมื่อได้ทำงานหลากหลายกลุ่ม บางกลุ่มสามารถมีเวลาได้อปริหานิยธรรมกันอย่างลงตัว บางกลุ่มทีมงานก็มีจุดเวลาที่ว่างไม่ตรงกัน บวกกับวิบากที่ให้มีข้อพร่อง และไม่สามารถอปริหานิยธรรมพร้อมกันได้ ได้เห็นพี่น้องท่านกลุ่มอื่นอปริหานิยธรรมในหมู่ใหญ่ จึงมีกิเลสอยากทำบ้าง แต่องค์ประกอบไม่พร้อมทั้งตนเองและท่านอื่น ๆ ในทีม มีวิบากไม่สามารถเข้าห้องสนทนาได้ แต่ใจก็คิดว่าเราอปริหานิยธรรมกันเองก่อนหน้านี้มามากแล้วนะ บวกกับว่าพี่น้องท่านอื่นมีเรื่องสำคัญที่ต้องอปริหานิยธรรมในหมู่ใหญ่ ซึ่งมีเวลาจำกัดให้ไปรู้เพียรรู้พัก กิเลสสงสัยว่าจำเป็นต้องอปริหานิยธรรมต่อหน้าหมู่หรือไม่? ใจไม่ได้ยึดว่าจะต้องอปริหานิยธรรมเท่านั้น หรือไม่อปริหานิยธรรม จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ แต่ใจไปปรุงยึดคิดว่า พี่น้องส่วนใหญ่น่าจะคิดว่าเราควรอปริหานิยธรรมต่อหน้าหมู่ใหญ่ แต่ตนเองก็ยังไม่พร้อมอปริหา

    ทุกข์ คือ ใจกังวล ว่าควรหรือไม่ควรอปริหานิยธรรม

    สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) คือ ใจปรุงแต่ง กังวลกลัวว่าพี่น้องส่วนใหญ่น่าจะคิดว่าเราควรอปริหานิยธรรมต่อหน้าหมู่ใหญ่

    นิโรธ (สภาพดับทุกข์) คือ ไม่ชอบไม่ชังพี่น้องส่วนใหญ่จะคิดว่าเราควรอปริหานิยธรรมต่อหน้าหมู่ใหญ่หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องของเรา ยินดี พอใจ ไร้กังวล ใจเบาสบาย ปล่อยให้เป็นไปตามธรรม จะอปริหานิยธรรมหรือไม่ก็ได้ ทุกอย่างมีเหตุปัจจัยตามธรรม

    มรรค (ทางเดินสู่ความพ้นทุกข์) คือ บอกหมู่มิตรดีใกล้ตัว (น้องสาว) ทันที ว่ามีกิเลสทำให้มีความรู้สึกและความคิดแบบนี้ พิจารณาตามคำแนะนำว่า หากเราไม่มีสภาวธรรม เราไม่จำเป็นต้องอปริหานิยธรรมต่อหน้าหมู่ใหญ่ก็ได้ เป็นสิ่งที่ดีถูกต้องตามธรรมแล้ว กลุ่มที่เราทำงานด้วยนั้น ได้อปริหานิยธรรมเตรียมงาน และพูดคุยกันมาเยอะมากแล้ว จึงไม่มีปัญหาอะไรต้องคุยเพิ่ม จะหลงยึดว่าต้องคุยอปริหานิยธรรมพร้อมกันต่อหน้าหมู่ใหญ่ ให้ทุกข์ใจไปทำไม? ทั้ง ๆ ที่ องค์ประกอบของเราก็ไม่พร้อมในเวลานั้น ๆ เช่น ตัวเราเองก็กำลังทำหน้าที่อื่นอยู่ รู้สึกว่ายังไม่พร้อม แต่ย้อนแย้งอยากให้ตนเองและสมาชิกในกลุ่มพร้อมหน้ากันอปริหานิยธรรม และหลังจากวันนั้นได้สนทนากับหมู่มิตรดีท่านอื่นในทีมเพิ่มเติม ปรากฏว่า สมาชิกส่วนใหญ่ในทีมงานมองว่าทุกอย่างลงตัวตามที่เราได้ประชุมไว้แล้ว และได้รู้ว่าสมาชิกหลายท่านไม่สามารถเข้าห้องสนทนาโปรแกรมซูมได้ในเวลาที่มีอปริหานิยธรรมต่อหน้าหมู่ใหญ่ จึงพิจารณาเห็นวิบากของความโลภความอยาก ที่อยากจะได้การอปริหานิยธรรมแบบสมบูรณ์ แบบพร้อมหน้า วิบากจึงยิ่งกั้นทำให้ไม่ได้อปริหานิยธรรม พิจารณาโทษของความยึดติดดีของตนเอง ถึงการอปริหานิยธรรมจะเป็นสิ่งที่ดีสูงสุดของการทำงานร่วมกัน แต่สุดท้ายก็ต้องทิ้งได้ สละได้ หากเหตุปัจจัยไม่อำนวย พร้อมวางพร้อมปรับพร้อมเปลี่ยน เป้าหมายของการอปริหานิยธรรม คือ การพ้นทุกข์ ลดความยัดแย้งในการทำงาน ซึ่งหากเราก็ได้ทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่แล้ว วางใจ ทิ้งโลกธรรม ใครจะคิดอย่างไร เป็นสิทธิ์ของแต่ละท่าน เราไม่ควรเดาใจผู้อื่น เพราะเป็นผิดศีล และทุกสิ่งย่อมเกิดขึ้นจากวิบากดีร้ายของเรา จะต้องไปยึดติดใน “รูป” ว่าต้องมีการอปริหานิยธรรมต่อหน้าหมู่ใหญ่ไปเพื่ออะไร เพียงเพราะอยากต้องทำเหมือนกลุ่มอื่น และให้ได้สภาพสมใจตนเอง อย่างนั้นหรือ? น้อมสำนึกผิด ระลึกได้ที่ในอดีตเมื่อปีก่อน เพื่อนในกลุ่มไม่อปริหานิยธรรม ก็ไปเพ่งโทษและไม่เข้าใจเพื่อน ทั้ง ๆ ที่เพื่อนไม่พร้อม วันนี้วิบากเลยให้มาเพ่งโทษที่ตนเองไม่สามารถอปริหานิยธรรมได้เช่นกัน โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิจ จะหลงเอาความสมบูรณ์อะไรนักหนา กิเลสนี่โง่จริง ๆ สุดท้ายแล้วองค์ประกอบ คือ การไม่อปริหานิยธรรมในรอบนี้ลงตัวตามธรรมแล้ว ตั้งจิตจะพากเพียรไม่เพ่งโทษผู้อื่นเท่าที่จะทำได้ สาธุ

  26. นางสาวนาลี​ วิไลสัก

    17/9/2564
    ชื่อ​ นางสาวนาลี​ วิไลสัก
    เรื่อง : กิเลสมาแวะเวียนขณะที่อยู่โรงพยาบาล

    เหตุการณ์ : เนื่องจากพ่อป่วยนอน รพ เกือบ 2 สัปดาแล้ว เราเป็นผู้เฝ้าดูแลพ่อเป็นประจำทั้งกลางวัน และ กลางคึน กิเลสก็เข้ามาแวะเวียนเรื่อย

    ทุกข์ : รู้สึกปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ใจร้อน อยากให้พ่อได้ออกจาก รพ เร็ว ๆ
    สมุทัย : ชอบถ้าพ่อหายป่วย และได้ออกจาก รพ เร็ว ๆ ชังที่พ่อป่วยนาน และไม่ได้ออกจาก รพ สักที
    นิโรธ : พ่อจะหายป่วย และได้ออกจาก รพ เร็วหรือไม่ก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค : หันมาตรวจใจพบว่ามารดื้อด้าน
    มาร : อยู่ รพ นานแล้วน่ะ เมื่อไหร่พ่อจะหายป่วย และได้ออกจาก รพ สักทีหวา
    เรา : เอ็งจะรีบไปไหนมาร ตอนเสพกิเลสน่ะ เอ็งเสพแปบเดียวเปล่า
    มาร : ตอนเสพกิเลสก็เสพนานอยู่ แต่ตอนนี้มันเหนื่อย ปวดหัว..หน้างานต่าง ๆ ค้างไว้เยอะเลย
    เรา : แหม! ที่เคยไปเสพกิเลสแหลกลาญจนทำให้ร่างกายเจ็บป่วย และ เกิดเรื่องเร็วร้ายในชีวิต มาทั้งชีวิตไม่เห็นจะบ่นว่าเหนื่อย พอได้โอกาสดูแลผู้มีพระคุณขนาดนี้ยังมาทำเป็นเหนื่อย งานข้างนอกเราสะดวกทำตอนไหนก็ได้ แม้ไม่ได้ทำ ก็ไม่เสียหายมากหรอก แต่งานที่สำคัญที่สุดต้องรีบทำคืองานจับมารมาเผาด้วยปัญญาแห่งพุทธะ555 โอกาสนี้เหมาะที่สุดประโยชน์มหาศาลเลยได้ทั้งกุศล ได้ทั้งบุญ(ฆ่ากิเลสตายตั้งหลายตัวในระหว่างที่อยู่ รพ)
    มาร : ก็ ๆๆ ถ้าพ่อหายป่วยแล้วได้ออกจาก รพ เร็วก็ดีไม่ไช่หรือ
    เรา : 555มาร! เอ็งอย่ามาหลอกข้าให้เหนื่อยเลย ข้ารู้จักเอ็งดี ถ้าพ่อหายป่วยแล้วได้ออกจาก รพ น่ะดีมากเลย แต่อันที่ไม่ดีก็ตรงที่เอ็งอยากนี้แหละ พ่อจะได้ออกจาก รพ เร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับวิบากดีร้ายของท่าน ส่วนที่เราได้รับก็เพราะเราเคยทำวิบากร่วมกันมารับแล้วก็หมดไปจะได้โชคดีขึ้น

    สรุปเมื่อก่อนเวลาไปดูแลญาติที่ รพ เราจะทุกข์ใจมากร้อนรนกลัวติดเชื้อโรคใน รพ กลัวสารพัดเรื่อง อยากให้ญาติออกจาก รพ เร็ว ๆ ทุกวัน แต่ตอนนี้เราไม่ได้ทุกข์ใจแบบนั้นแล้ว ในระหว่างที่อยู่ รพ เกือบ 2 สัปดายังเห็นกิเลสตัวนี้เข้ามาแวบ ๆ แต่ละครั้งก็คุยกับมันไม่เกิน 5 นาทีมันก็ไป แล้วก็เข้ามาใหม่ตั้ง 3 ครั้ง ตอนนี้ยังอยู่ รพ แต่ไม่ใจร้อนแล้ว อาการปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อคลายลง เพราะเรายินดีที่จะดูแลพ่อไม่ว่าจะอยู่ใน รพ หรือนอก รพ จะติดตามจับกิเลสตัวนี้ต่อไปค่ะ

  27. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

    ชังการฉีดวัคซีน

    กลับไปบ้านกรุงเทพฯ เมื่อหลายเดือนก่อน ที่บ้านรบเร้าให้ไปสมัครฉีดวัคซีนอยู่หลายครั้ง จนหลังจากนั้นก็ยอมไปสมัคร แล้วกลับมารอคิวอยู่ที่บ้านสวนต่างจังหวัด พอถึงวันใกล้ฉีดรู้สึกว่ามีความไม่แช่มชื่นอยู่ในใจ เพราะได้ข่าวว่ามีคนแพ้เยอะ และคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องทนทุกข์ถ้าเราเกิดอาการแพ้ขึ้นมา

    ทุกข์ : ความไม่แช่มชื่น กังวล ชิงชัง ในความเจ็บป่วยที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น
    สมุทัย : ความชังที่ต้องเสี่ยงต่อการป่วย รู้สึกว่าถ้าป่วยจะเสียเวลาทำงานอื่น ๆ
    นิโรธ : จะป่วย จะเพลียกี่วัน ก็ยินดีเต็มใจเรียนรู้การพัก เต็มใจรู้จักความเจ็บป่วย ว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต

    มรรค : เมื่อจับอาการไม่แช่มชื่นได้ จึงค้นไปในใจว่ากังวลอะไร ถึงไม่อยากป่วย เพราะปีก่อนเคยป่วย แล้วทำได้แต่นอนพักเป็นหลักอยู่เกือบสัปดาห์ ทำงานเบา ๆ อีกหนึ่งสัปดาห์ รู้สึกว่าเสียการเสียงานไปหมด

    ความป่วยแบบที่เกิดขึ้นเองนี่ก็พอยอมรับได้ แต่ไปฉีดวัคซีนนี่มันไปหาทางป่วยเอาเอง แต่จะว่ารนหาที่ก็ไม่ใช่ เพราะทางบ้านเขาก็อยากให้เราฉีด เราฉีดเขาก็สบายใจ มันก็ช่วยคลายกังวลเขาได้บ้าง ส่วนถ้าเราจะฉีดมาแล้วป่วยมันก็ต้องยอมรับวิบาก ถึงเวลาต้องป่วยต้องพัก มันก็ต้องพัก ถึงจะไม่อยากให้พัก วิบากกรรมเข้าจะให้พักให้นอนเฉย ๆ ก็ต้องนอน

    พอจับอาการยึดดีได้ ก็ได้ล้างความยึดดีในการงานนั้น ๆ ไปตามลำดับ เห็นประโยชน์ของความป่วย เช่น ได้ใช้วิบากบาปที่ทำมา ได้เข้าใจคนที่เขาป่วย ได้ตรวจความยึดในการงาน ซึ่งมันก็มีประโยชน์อยู่ ส่วนไม่ป่วยก็เป็นประโยชน์อยู่แล้ว

    ถึงวันไปฉีดวัคซีนก็ไม่ได้กังวลอะไร รับรู้ตามความเป็นจริงว่าถูกฉีด ดูอาการ กลับบ้าน วางใจใช้ชีวิตตามปกติ สรุปว่าอ่อนเพลียเล็กน้อย ก็เลยพักเพิ่มอีกหนึ่งวัน แล้วค่อยเดินทางกลับบ้านสวนต่างจังหวัด

    กลับมาถึงพายุเข้าฝนตกติดต่อกันหลายสัปดาห์ งานถากถางก็ไม่ได้ทำ กลายเป็นงานหน้าจอ จึงสรุปได้ว่า แม้จะไม่เจ็บป่วยจนทำงานที่อยากทำไม่ได้ แต่เมื่อวิบากเขาไม่ให้ทำงานที่อยากทำ เขาก็จะสร้างเหตุปัจจัยให้มันทำไม่ได้อยู่ดี

  28. จิ๊บ แพรลายไม้ กล้าจน

    เรื่อง “มันไม่ใช่ยา”

    เหตุการณ์ : น้องชายส่งข้อมูลมาให้ว่าน้ำสกัดใบกระท่อมมีสรรพคุณอย่างไร ครั้งแรกที่เห็นข้อมูล ก็คิดในใจว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับสารเสพติด ควรจะโทรไปบอกเขาดีไหม ว่าเราไม่สนับสนุนให้ทำผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ก็เลยหันไปคุยพี่จิตอาสาที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ กันว่า มันมีความยึดดีอยากจะให้เขามีความคิดสัมมาทิฏฐิกว่านี้ แต่สุดท้ายก็ตั้งสติถามตัวเองก่อนว่า เค้าก็พยายามพากเพียรค่อย ๆ ปรับตัวให้มาในสายสุขภาพ โดยพยายามจะทำการแปรรูปสมุนไพรในรูปแบบต่าง ๆ เราก็แนะนำเขาไปหลายอย่าง ซึ่งเขาก็ทำตามมาตลอด แต่อยู่ดี ๆ วันนี้ก็ดันมาถามข้อมูลของใบกระท่อม และส่งสรรพคุณมาให้ดูด้วยว่ามันมีข้อมูลทางด้านสุขภาพในเว็บไซต์เยอะแยะมากมาย สุดท้ายก็ตัดสินใจ LINE ไปบอกเขาว่าถ้าเค้าจะลองทำก็ได้ แต่เราคงไม่สนับสนุน และได้ให้ข้อมูลรายละเอียดตามจริงถึงกฎกติกาว่าสินค้าอะไรที่น่าจะนำไปโพสต์ขายได้และอ้างอิงไปถึงมิจฉาวณิชชาห้า และมิจฉาอาชีวะห้า เขาก็ส่งสติกเกอร์มาว่าขอบคุณสำหรับข้อมูล เราก็แอบฟูใจนิด ๆ ว่าเค้าเชื่อในสิ่งที่เราบอกและเข้าใจถึงเรื่องวิบากว่าถ้าทำแล้วจะเจอแต่เรื่องเมา ๆ แต่พอเห็นที่เขาโพสต์ล่าสุดที่เขาส่งในไลน์ครอบครัว ถึงสรรพคุณตัวนี้อีก ก็อยากจะไลน์ไปบอกทันทีว่าไม่ให้โพสต์ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจ ไม่ทำ เพราะคิดว่าเราให้ข้อมูลไปน่าจะครบทุกด้านแล้วที่เหลือต้องให้เขาไปลองเอง

    ทุกข์ : อึดอัดขัดเคืองใจที่เขายังมาโพสต์ถึงผลิตภัณฑ์ตัวนี้ มันมีอาการแปล๊บ ๆ ที่หัวใจอยากจะโทรไปบอกหรือส่ง LINE ทันทีเพื่อให้เขาไม่ต้องโพสต์ข้อมูลเหล่านี้

    สมุทัย : ถ้าเค้าไม่ทำผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็จะสุขใจแต่ แต่พอไปเห็นข้อมูลล่าสุดที่เขาส่งใน LINE ครอบครัวเค้าก็ส่งผลิตภัณฑ์ตัวนี้พร้อมสรรพคุณเข้าไปใจมันไม่ชอบอยากให้เขาไม่พูดถึงเรื่องนี้

    นิโรธ : เขาจะเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้เป็นยามีประโยชน์และจะยังทำต่อไปก็เป็นเรื่องของเขา เราให้ข้อมูลแล้วก็จบเค้าจะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ ใจก็สบาย

    มรรค: ครั้งแรกที่เขาเชื่อฟังและไม่มาหาพูดถึงเรื่องสินค้าตัวนี้ก็คิดว่า เรื่องมันจบแล้ว เราให้ข้อมูลเค้าไปครบแล้วทุกด้าน แต่พอมาเห็นข้อมูลอีกครั้งที่เขายังโพสต์อยู่ก็คิดว่า ไหนเธอยอมรับสุด ๆ แล้วว่าท้ายที่สุดถ้าเขายังคงจะทำอยู่ เราก็แค่ยอมรับความจริงตามความเป็นจริงว่า ฐานเขาได้แค่นี้ แต่เราก็คงไม่ไปสนับสนุนหรือว่าโกรธเกลียดในสิ่งที่เขาคิดว่าดี เพราะเขาได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว จากที่เขาไม่เคยเข้าค่ายไม่เคยสนใจ แต่ในวันนี้เค้าก็ยังยินดีที่จะมาเปลี่ยนสัมมาอาชีพ เริ่มสนใจผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพ และก่อนหน้านี้ก็ยังมาปรึกษา และทดลองทำในสิ่งที่เราแนะนำ ทั้งน้ำสกัดย่านาง ผงถ่านและสมุนไพรที่เขามี เค้าทำเสร็จก็ส่งตัวอย่างมาให้เราดูพร้อมรายละเอียด แล้วเราจะเอาอะไรจากเขา อีกจิตนึกนึกคือ ปรารถนาอยากให้เค้าสมบูรณ์แบบ ตามใจเราว่าเค้าจะต้องทำผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบหมอเขียว 100% ไม่มีสิ่งอื่นมาเจือปน เห็นความชั่วในใจตัวเองที่อยากให้เขาได้ดีเกินฐาน และความโลกมากที่ได้คืบจะเอาศอก แล้วยังนึกหาเหตุผลสารพัดที่จะไปโน้มน้าวให้เขาเลิกคิดเรื่องนี้ แต่ท้ายที่สุดที่มันเห็นกิเลสตัวเล็กกว่านั้นก็คือ มันมีความอายที่น้องเรา ญาติหรือคนรู้จักมาทำในสิ่งที่ไม่เป็นไปตามกฎกติกาขององค์กร ผิดศีล เพราะเราคิดว่า เราควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น แต่ลืมนึกไปว่าเค้าก็มีฐานอาศัยของเขา เรามีหน้าที่แค่ให้ข้อมูลถูกผิดเท่าที่เราจะสามารถให้ได้ ที่เหลือใครจะทำหรือไม่ทำก็เป็นสิทธิของเขา แต่ถ้าเขาจะมาให้เราช่วยนำเสนอ ก็คงจะบอกเขาไปตรง ๆ ว่าเรื่องนี้เราขอไม่มีส่วนร่วมในวิบาก แต่ถ้าเขายังยืนกรานจะทำก็ต้องบอกเขาไปตรงตรงว่าจะมีวิบากร้ายตามมา ทำให้หลงมัวเมา และยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับเขาก็ได้ เพราะเราคงไม่มีกำลังมากพอที่จะเปลี่ยนความคิดให้เขามาทำแบบ 100% ได้ในตอนนี้ ก็ต้องวางใจ และนึกทบทวนว่าขนาดกิเลสบางตัวของเราก็ยังต้องใช้เวลา เราฟังอาจารย์มาตั้งหลายปี กิเลสบางตัวเราก็ยังขอเก็บเอาไว้ลึกลึกในใจอยู่เลยว่าตัวนี้ขอเป็นตัวสุดท้าย แล้วนี่เค้าไม่เคยเรียนรู้เลย เค้ายอมรับและเชื่อฟังทำตามที่เราแนะนำตั้งหลายเรื่องแล้วยังจะไปเอาอะไรกับเค้าอีก สุดท้ายก็คิดว่าทุกอย่างยุติธรรมเสมอ เพราะเราเคยทำเช่นนั้นมามากกว่านั้น ก่อนจะมาเจอแพทย์วิถีธรรมก็ไปเชียร์ให้คนหลงมัวเมาตั้งหลายเรื่อง ทั้งเรื่องแต่งตัว เรื่องเที่ยว เรื่องกินเรื่องเสพสิ่งต่าง ๆ แค่นี้ก็ถือว่าเราได้ชดใช้วิบากผ่านเหตุการณ์นี้ และตั้งจิตว่าชาติใดภพใด ก็จะพยายามพากเพียรไม่ไปเชียร์หรือสนับสนุนให้ใครหลงมัวเมาหรือเสพกิเลส และยอมรับได้ว่าทุกคนมีที่อาศัยของตัวเอง วันนึงถ้าเขาทุกข์จนถึงที่สุด หรือเค้ามีปัญญาครบพร้อมทั้งกุศลและอกุศลของเรา ± กันแล้ว หรือมีเหตุปัจจัย ก็ค่อยทำความเข้าใจกับเขาใหม่ ตอนนี้ก็ดีมากแล้วที่เขาแค่ส่งข้อมูลในห้องครอบครัว ในเพจที่เราช่วยเขาในการค้าแบบออนไลน์เค้าก็ไม่ได้เอาสินค้าตัวนี้ไปใส่ ก็คิดว่าอย่างน้อยเค้าก็ยังสัมมาทิฏฐิมากกว่าในครั้งก่อน ๆ ยอมรับความจริงข้อนี้ได้ก็สบายใจ ได้แค่นี้ก็ดีนักหนาแล้ว จะเอาอะไรอีกอย่างน้อยเราก็ได้ให้ข้อมูลที่ครบทุกด้านในความคิดของเรา แล้วที่เหลือก็เป็นเรื่องของเขาทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ วางใจได้

    1. จิ๊บ แพรลายไม้ กล้าจน

      เปลี่ยนชื่อเรื่อง “เป็นห่วงนะ เดี๋ยวเจอวิบากเยอะ”

      เพิ่ม สมุทัย : ยึดไม่อยากให้เขามีวิบากมากกว่าเดิม ที่ผ่านมาก็เมามากแล้ว อย่าเพิ่มวิบากอีกเลย

  29. นส.พรเพียรพุทธ โพธิ์กลาง​ ทิพย์

    640919 เรื่องผัดไทย?
    เนื้อเรื่อง​ ผัดไทยออกจากกระร้อน​ ๆ​ กิเลสบอกน่ากินมาก​ เดิมเป็นคนชอบกินผัดไทยมาก​ กิเลสบอกเธอต้องตัก​ 2​ รอบนะถึงจะอื่ม​ เราก็เชื่อกิเลส​ กิเลสบอกกินเร็ว​ ๆเดี๋ยวหมดก่อน​ เราก็ยอมทำตามกิเลส​ เคี้ยวเร็วเคี้ยวไม่ละเอียดเพราะปวดฟันเหงือกบวมแต่ก็ทำตามที่กิเลสบอก​ พอกินหมดรีบไปตักรอบที่​ 2​ ปรากฎว่าเหลือนิดเดียว​ และมีน้องมาทีหลังยังไม่ได้​ คราวนี้พุทธได้โอกาสเสียสละให้น้องคนนั้น​ ทั้ง​ ๆ​ที่กิเลสยังเสียดายอยู่​ แต่ตอนนี้พลังพุทธมากกว่ากิเลส​ กิเลสก็จ๋อยไปเลย
    ทุกข์​ กลัวผัดไทยจะหมด
    สมุทัยเหตุแห่งทุกข์​ ยึดว่าถ้าได้กินผัดไทยจนอิ่มจะสุขใจชอบใจ​ แต่ถ้ากินผัดไทยไม่อิ่มก็ทุกข์ใจไม่ชอบใจ
    นิโรธ​ กินผัดไทยอิ่มหรือไม่อิ่มเราก็สุขใจได้ตลอดกาล
    มรรค​ พิจารณาไตรลักษณ์​ ความอยากมันไม่เที่ยง​ มันเป็นทุกข์​ มันไม่มีตัวตน​ มันเกิดขึ้นได้มันก็ดับได้​ มันเป็นเพียงอุปทานที่เราเคยยึดไว้มันไม่ใช่สุขมันเป็นทุกข์​ ทุกข์ตั้งแต่กลัวจะไม่ได้มา​ ได้มาก็กลัวจะหมดไป​ ความอยากไม่มีวันหมดสิ้น​ ใจเราต่างหากที่จะกล้าตัดความอยากให้มันหมดไปจากใจเรา​ กล้าที่จะไม่ได้ดั่งใจ​ กล้าที่จะเสียสละ​ สละ​ สละไปไม่พัวพัน​ อยู่เหนือความอยากให้ได้นี่คือสิ่งที่ควรได้ควรมี​ และมีคุณค่าที่สุดในโลกค่ะ​ เราจะไม่เป็นทาสของความอยากอีกต่อไป

  30. ภูเพียรธรรม กล้าจน

    19 กันยายน 2564
    เรื่อง อยากหายตาแห้ง

    เหตุการณ์ – ช่วงนี้ ตื่นเช้ามา มักจะมีอาการตาแห้ง ปวดเบ้าตา มีขี้ตาแห้งบ้าง ปกติหยอดน้ำปัสสาวะทุกเช้าหลังตื่นนอน แต่ช่วงนี้ เมื่อหยอดตาด้วยน้ำปัสสาวะ ยิ่งจะรู้สึกว่าปวดเบ้าตามากขึ้น บางวันก็ปวดข้อมือซ้ายร่วมมือด้วย ข้อมืออ่อนแรง เมื่อรู้สึกว่ามีพิษร้อนสะสมมากแล้ว จากการทำงานหน้าคอมนานๆ ด้วย พอไปถอนพิษ อาบน้ำ ดีท็อกซ์ กัวซาตรงข้อมือด้วยน้ำปัสสาวะ ที่รู้สึกอ่อนแรง จุดปอดตรงข้อมือซ้าย ก็ดีขึ้น ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า พอร่างกายไม่สบาย มีอาการที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็จะรู้สึกไม่ชอบใจ/ชังสภาพแบบนี้ ทันที ชอบสภาพที่รู้สึกว่า เราสบายดีแข็งแรง ๆ ไม่ได้เป็นอะไร เราคิดว่า เราทำสมดุลร้อนเย็นด้านอาหารได้ดี แต่ทำไมยังไม่สบายอยู่

    ทุกข์ – ใจไม่สดชื่น ไม่แช่มชื่น ไม่เบิกบาน มีความวิตก กลัวกังวล และสับสนในบางครั้ง

    สมุทัย – มีความใจร้อน ไม่ชอบใจที่ไม่ได้ดั่งใจหมาย ชอบอาการไม่ปวดเบ้าตา ชังที่มีอาการเจ็บเบ้าตาและปวดข้อมือ

    นิโรธ – เบ้าตาจะปวดหรือไม่ปวด และข้อมือจะอ่อนแรงหรือไม่อ่อนแรง ก็สุขใจได้

    มรรค – สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่ทำมา รับเต็มๆ หมดเต็มๆ รับแล้วก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น ถ้ายังไม่ยอมรับความจริง ไม่ทำดีใหม่ ด้วยความยินดี คิดแต่จะอยากได้สภาพดีเหมือนเดิม หายเร็วๆ โดยไม่ทำความดีใหม่ วิบากร้ายก็จะยิ่งเพิ่ม ความปวดก็จะยิ่งไม่หมดไป ความชังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ทุกข์ก็จะยิ่งสะสมเพิ่มขึ้น แต่เมื่อยอมรับวิบากและทำความเข้าใจเรื่องกรรมให้แจ่มแจ้ง ว่าไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากตัวเราเอง เราทำมาทั้งหมด รับเต็มๆ หมดเต็มๆ รับแล้วหมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น ให้รับด้วยความยินดี ยินดีรับวิบากร้ายด้วยความยินดี และตั้งจิตสำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม ตั้งจิตที่จะทำความดีใหม่ หมั่นระลึกเอาประโยชน์ให้ได้ในทุกสถานการณ์ด้วยความยินดี ตั้งจิตพากเพียรทำสมดุลร้อนเย็นให้ดีขึ้น ยิ่งขึ้น ๆ ความปวดเบ้าตา ข้อมืออ่อนแรง ความไม่สบายทางกายทั้งหลาย จะดีหรือไม่ดีก็ได้ ให้ตรวจใจเราเสมอๆ ให้ยินดีรับด้วยความยินดี พอใจ เต็มใจ ในสิ่งที่เราได้รับที่ไม่ชอบใจ ไม่สุขใจ ให้ได้ เบิกบาน แจ่มใส ดีกว่า

    เพราะความชอบให้ทุกอย่างเป็นไปให้ได้ดั่งใจหมาย ทั้งร่างกายและกิจกรรมการงาน แต่ผลไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เมื่อก่อนไม่เคยปวดเบ้าตาปวดข้อมือ ด้วยว่า เราก็กินอาหารสุขภาพ รสดีอยู่นะ แต่ทำไมยังปวดตรงนั้นตรงนี้ได้ มันไม่ชอบใจ มันก็ได้ว่า การกินเกินสมดุลร้อนเย็นนิดเดียว ก็ทำให้ไม่สบายได้ แม้จะกินธรรมชาติมากๆ แล้วก็ตาม แต่ความเอาเกิน กินผลไม้เกิน ความหวานเป็นเหตุจากผลไม้เกิน ซึ่งเขาก็มาเตือนให้เห็น วันนี้ (180964) ก็มาเตือน พอความหวานจากผลไม้เกิน กินแก้วมังกรแดง ริมฝีปากก็บวมนิด ๆ เลย เขาให้วาง ทั้งใจและกาย พักการกินผลไม้ไว้ เปลี่ยนไปกินข้าวกับผักลวก ผัดผักก่อน ความบวมที่ริมฝีปากลดลง ค่อยกลับมาทดลองกินข้าวกับผลไม้ใหม่ ไม่กินผลไม้เพรียว ๆ ก็ดีขึ้นเล็กน้อย

    เหตุการณ์ครั้งนี้ รู้แต่ว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้น เราหาสาเหตุได้ไม่ชัดเจน คิดแล้วก็สับสน ด้วยมีหลายเรื่อง ก็พยายามยินดีให้ได้ เอาประโยชน์ให้ได้ทุกสถานการณ์ ยินดีให้ได้ทุกเรื่อง แม้จะไม่สบายตา มีความไม่ปกติ ปวดตา ก็เพราะเราทำมา เราผิดศีล ไปทำไม่ดีมาหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ มีความชังหลายๆ เรื่อง ไม่ล้างความชังนี้เอง เหตุการณ์ร่างกายวัตถุนั้น มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์ ทุกข์ ๆ ๆ มันก็มีแต่ทุกข์ ๆ เท่านั้น ให้เข้าใจให้ได้ว่า จิตเรามันวิปลาส จิตเรามีความยึดมั่นถือมั่น ยึดว่าร่างกายนั้นเที่ยง ไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ยึดว่าตาเรานั้นจะไม่ปวด จะสบายดี จริงๆ นั้นดีแล้ว ที่ตาปวด เขามาเตือนแล้ว ว่าเราผิดศีลมากแล้ว เราควรจะให้เวลาในการถอนพิษกาย ยินดีที่จะดูแลร่างกายให้ดีขึ้น แต่เขาจะดีหรือไม่ดีดั่งใจหมายก็ได้ ให้เรายินดีว่าเราได้ทำดีหรือยัง ถ้าเราทำดีเต็มที่แล้ว เราก็ไม่ต้องกลัวกังวลเลย ว่าเขาจะเป็นอะไรก็ได้ ยินดี ให้ได้ทุกสถานการณ์ ให้ทำความดีใหม่ ให้เข้าใจว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง แม้แต่ร่างกายของเรา เขามีความเสื่อมเป็นธรรมดา รับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความยินดี เข้าใจได้ว่า ที่ตาและข้อมือไม่สบาย เพราะการบริโภคอย่างไม่มีประมาณ ชอบ จึงเสพปริมาณเกิน แม้จะคิดว่าเรากินอาหารจืดดี แต่จริงๆ เราก็ยังเสพของทอด แม้ของนั้นจะบริสุทธิ์เพียงใดก็ตาม อย่างข้าวตังทำเอง ติดของสุขภาพดี ว่าพี่น้องทำกันเอง พอกิน มันมีความเค็มนิดๆ ชอบความเค็ม ถ้าให้กินข้าวเหนียวนึ่งจะไม่ชอบ แต่พอกินเป็นข้าวตัง ชอบ มันชอบความกรอบ ติดเคี้ยว จึงทำให้ฟันสึกด้วยนี้เอง ก็พยายามจะลดการเคี้ยวลง หรือเคี้ยวของที่นิ่ม ไม่แข็งมาก เคี้ยวให้ช้าลง กินให้ช้าลง ด้วยประมาท จึงไม่ประมาณ จึงเกิดความทุกข์กาย ทุกข์ใจตามมา

    ดังนั้น เมื่อชัดแล้ว ตั้งจิตใหม่ ทำดีให้มาก ๆ ลดความกลัววิตกกังวล กับอาการไม่สบายต่าง ๆ ตามร่างกาย ตามรักษาใจเราให้ไร้ทุกข์ ให้ดีงาม ทำดีด้วยความยินดีดีกว่า ไม่หลงว่า ยินดีแล้วตาจะหายปวด ให้ยินดีเต็มที่ ตาจะปวดก็ได้ ไม่ปวดก็ได้ เรายินดีได้ตลอด เขาจะหายตอนไหนก็ได้ จะหายก็ได้ ไม่หายก็ได้ เรามีความยินดี ได้หมด จะพากเพียรทำไปเรื่อยๆ ด้วยความยินดี

  31. สุมา ไชยช่วย

    เรื่อง มีปากไม่ต้องพูดทุกเรื่องก็ได้

    เหตุการณ์ อยู่ๆพ่อบ้านปอกเปลือกกล้วยน้ำว้าออกจากลูก แล้ววางไว้ เราเห็นก็เลยบอกว่าปอกเปลือกออกทำไม ไว้ทั้งเปลือกก็ดีอยู่แล้วพ่อบ้านสวนกลับทันทีว่า มีปากไม่ต้องพูดทุกเรื่องก็ได้ ใครจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของคนๆนั้น

    ทุกข์ ไม่ชอบใจคำพูดของพ่อบ้าน

    สมุทัย ชอบถ้าพ่อบ้านพูดดีๆ ชังพ่อบ้านพูดแบบว่าเรา

    นิโรธ พ่อบ้านจะพูดอย่างไรก็ได้ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค ธรรมดามีกล้วยเหลืออยู่ พ่อบ้านไม่เคยปอกเปลือกออกจากกล้วย วันนั้นดันมาปอกเปลือกออก เรากลัวดำ เดี๋ยวกินไม่ได้ก็เลยถามว่าปอกเปลือกทำไม กล้วยมันอยู่ในเปลือกก็ดีอยู่แล้ว พ่อบ้านสวนกลับทันที มีปากไม่ต้องพูดทุกเรื่องก็ได้ ใครจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของคนๆนั้น ธรรมดาพ่อบ้านจะไม่ตอบโต้ เราเลยอึ้ง ถึงเวลาได้ชดใช้วิบาก ปากเราก็ใช่ย่อยซะที่ไหน
    ที่ผ่านๆมา พูดไม่คิด พูดมาก พูดกระทบกระแทกแดดดัน ต่างๆนานา เป็นนิสัย พูดออก
    ไปโดนไม่เคยคิดถึงใจคนอื่นเลย จึงตั้งจิตสำนึกผิด ตั้งจิตหยุดทำ สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่ราทำมาทั้งนั้น
    บททบทวนธรรม8
    สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา
    ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ
    โดยที่เราไม่เคยทำมา
    สรุป ใจก็เบิกบานได้

  32. นฤมล ยังแช่ม

    หวงผักไร้สารพิษ

    ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน ใบอ่อมแซบกำลังเติบโตดี ใบเขียว น่ากิน แต่วันนี้ใบทำไมดูเหี่ยว ๆ เห็นพ่อเดินมาก็เลยถามพ่อว่า มาฉีดยาแถวนี้หรือเปล่า พ่อบอกว่าฉีด อาการไม่พอใจเกิดขึ้นทันที พูดสวนกลับไปทันทีว่า พ่อฉีดทำไม ผักนี้เอาไว้กินนะ มีที่ตั้งเยอะแยะทำไมไม่ฉีดมาฉีดอะไรแถวนี้ พูดไปก็เก็บผักไปด้วยความขุ่นใจ

    ทุกข์ : ไม่พอใจที่พ่อมาฉีดยาเคมีบริเวณที่เราปลูกผักไว้กิน

    สมุทัย : ชอบที่พ่อไม่มาฉีดยาเคมีใกล้บริเวณที่เราปลูกผัก ชังที่พ่อมาฉีดยาเคมีบริเวณที่เราปลูกผักไว้

    นิโรธ : พ่อไม่ฉีดยาเคมีบริเวณที่เราปลูกผักก็สุขใจ พ่อฉีดยาเคมีบริเวณที่เราปลูกผักก็สุขใจได้

    มรรค : หลังจากที่ได้พูดกับพ่อไปแล้ว ก็ได้สติว่าเราได้พูดด้วยคำพูดที่ไม่ดีไปแล้วเพราะตอนนั้นมีกิเลสปน คือความไม่พอใจ เกิดความรู้สึกละอายว่า การกระทำ คำพูดของเราที่พูดออกไปนั้นเป็นสิ่งไม่ดี นี้เรากำลังทุกข์อยู่นะ สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา กินไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็กินผักอ่อมแซบบ้านอาที่ท่านอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้ หรือกินผักอื่นก็ได้

  33. ณ้ฐพร คงประเสริฐ

    เรื่อง​ การฝึกเป็นพิธีกร

    วันเสาร์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมอปริหานิยธรรมกลุ่มย่อย ในการรับผิดชอบเป็นทีมพาพี่น้องจัดค่ายสายด่วน สุขภาพพึ่งตนวิถีธรรมวิถีไทย ในทุกวันอาทิตย์ ว่าจะจัดในรูปแบบไหนใครจะรับผิดชอบงานส่วนไหน​

    ก่อนหน้านี้ก็มีการพูดคุยกันในกลุ่มว่าจะควรฝึกเรียนรู้งานในกลุ่มในบทบาทต่าง ๆ ให้ได้หลายบทบาท เพื่อจะได้ทำงานแทนกันได้ สำหรับครั้งนี้หมู่เสนอเรามาทำหน้าที่เป็นพิธีกร งานนี้คิดว่าพอทำได้ ​

    แต่รู้สึกกังวลใจเล็กน้อยเพราะกลัวว่ากลุ่มจะขาดหน้าที่ในบทบาทสาธารณสุขในการช่วยตอบคำถามพี่น้องไป ​ เพราะเราเป็นทีมสาธารณสุขเพียงไม่กี่คนในกลุ่ม เลยบอกพี่น้องว่าจะขอให้พี่น้องช่วยกันตอบได้เลย เพราะยาเก้าเม็ดรักษาได้ทุกโรค พี่น้องก็ได้มีโอกาสฝึกตอบดู พี่น้องหลายท่านก็ยินดีจะช่วยกันตอบ ​ รู้สึกโล่งใจมากขึ้น​

    ทุกข์​ : กังวลใจ

    สมุทัย​ : เห็นตัวยึดในบทบาทหัวโขนที่ตนเองเป็นบุคคลากรสาธารณสุขในกลุ่ม ที่มีไม่กี่ท่าน จึงส่งผลให้เกิดความกังวลว่าจะขาดแคลนผู้ตอบคำถามไป ถ้าเรามาทำหน้าที่พิธีกร ทำให้การจัดค่ายฯพร่อง

    นิโรธ​ : งานที่ได้รับมอบหมายจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ไม่ทุกข์ใจเพราะเราได้ทำเต็มที่แล้ว จะได้ทำหน้าที่ไหนที่เราทำได้ก็ผาสุกได้ทุกหน้าที่

    มรรค​ : ในด้านจิตใจในช่วงแรกจับได้ว่ามีความกังวลหวั่นไหว กลัวงานจะพร่อง ได้พิจารณาล้างความหวั่นไหวในความติดยึดที่เห็น ด้วยการไม่ทำตามกิเลส ด้วยการน้อมนำทำตามมติหมู่ และสมัครใจทำหน้าที่พิธีกร

    ยังเห็นกิเลสดิ้นอยู่ในใจน้อย ๆ ที่ยังเหลือไม่หมดไป ส่งผลให้เอาข้อมูลในอปริหานิยธรรมหมู่ใหญ่ในคืนวันเสาร์ มาปรุงต่ออีกแม้กำลังความกังวลจะลดลง แต่ยังไม่หมดไป ตัดสินใจเข้าหาหมู่กลุ่มเพื่อช่วยเหลือ

    ทำให้ไปเขียนเสนอหมู่กลุ่มในห้องไลน์ย่อย ว่าจะขอนัดหมายคุรุพี่น้องพบนอกรอบเพิ่มดีไหม มีพี่น้องตอบรับ และได้มาพบกัน ก็ได้นำข้อมูลที่ได้เพิ่มเติมมาปรึกษาหารือใหม่อีกรอบภายหลังอปริหานิยธรรมในคืนวันเสาร์ เพื่อสอบถามพี่น้องว่าจะยังยืนยันให้เราเป็นพิธีกรอยู่ใหม ในใจลึก ๆ รู้สึกผิด สำนึกผิด ที่เราไม่เด็ดขาดกับกิเลสที่เหลือ ส่งผลกระทบให้คุรุและพี่น้องต้องเสียเวลามาพูดคุยกันอีก ทำให้แต่ละท่านมีเวลาพักผ่อนน้อยลง จึงตั้งจิตขอโทษ ขออโหสิกรรม​

    ตั้งศีลเพิ่ม ที่จะล้างกิเลสติดยึดตัวนี้ ให้สิ้นเกลี้ยงไปตามลำดับ เท่าที่จะสามารถทำได้ อย่างเต็มกำลัง ขออนุโมทนากับองค์ประกอบที่พบเจอในปัจจุบัน ให้ได้ทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่านไปพร้อม ๆกัน

    พิจารณาถึงคำที่อาจารย์หมอเขียวได้ย้ำบ่อย ๆ ว่า​ ต้องกล้าในการทำดี​ ละอายและเกรงกลัวในการทำสิ่งชั่ว ชีวิตจึงจะพ้นทุกข์ได้​ ต้องกล้าทำในสิ่งที่เรากลัวให้ได้ ​ชีวิตจึงจะพ้นทุกข์​ พอใจในปัจจุบันขณะ พากเพียรต่อไป

    สรุป​ ได้เอาความกล้ามาชนะความกังวล หวั่นไหว ทำให้มีพลังมาบำเพ็ญกุศลร่วมกับหมู่กลุ่ม ได้ต่อเนื่องด้วยใจเบิกบานยิ่งขึ้น

  34. น.ส.จาริยา จันทร์ภักดี

    เรื่อง โรงเรือนล้ม
    เหตุการณ์ : โรงเรือนต้นไม้ที่ใช้ท่อพีวีซีเก่าซึ่งไม่เท่ากันเมื่อต้นไม้โตขึ้นจึงดันตาข่ายหลุดโรงเรือนเลยล้ม ทำให้รู้สึกรำคาญใจ

    ทุกข์ : รำคาญใจ

    สมุทัย : ยึดว่าโรงเรือนที่มีอยู่ต้องแข็งแรง ชอบที่โรงเรือนแข็งแรง ชังที่โรงเรือนล้ม

    นิโรธ : โรงเรือนจะล้ม หรือไม่ ก็ได้ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค : วางใจยอมรับความจริงที่โรงเรือนล้มเพราะตัวเองเอาของเก่าที่ไม่เท่ากันมาใช้เพราะคิดว่าได้ใช้ของให้เป็นประโยชน์แถมประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย เหตุการณ์นี้สอดคล้องกับบททบทวนธรรมข้อที่ 56 ว่า”ทุกเสี้ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยง อย่ายึดมั่นถือมั่น ต้องพร้อมรับ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยน ตลอดเวลา”หลังจากได้พิจารณาแล้ว ความรู้สึกรำคาญหายไป ใจกลับมาเบิกบาน จากนั้นก็ซ่อมโรงเรือนต่อได้จนสำเร็จ

  35. รมิตา ซีบังเกิด

    รมิตา ซีบังเกิด
    เรื่อง : กรรมใครกรรมเขา
    เหตุการณ์ : ลูกเขยของเพื่อนข้างบ้านถูกโขมยข้อมูลจากเฟส ไปใช้ในการยืมเงินกับคนที่รู้จักสนิทสนมกันหลายคน รวมยอดเงินประมาณ 17,000 บาท ทำให้เราเกิดความคิดฟุ้งซ่าน วิตกกังวลว่า คนที่เราสนิทสนมกันจะถูกหลอกเหมือนเหตุการณ์ดังกล่าว จึงส่งข้อความไปบอกทุกคนเลย เพื่อป้องกันไว้ก่อนเพราะ เคยถูกเหตุการณ์ลักษณะนี้เมื่อสองปีที่แล้ว
    ทุกข์ : ฟุ้งซ่านว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับตัวเอง
    สมุทัย : ถ้าไม่เกิดเรื่องร้ายจะดีใจ ถ้าเกิดเรื่องร้ายจะทุกข์ใจ
    นิโรธ : จะเกิดเรื่องดีหรือเรื่องร้ายก็จะไม่ทุกข์ใจ
    มรรค : ได้สอบถามเพื่อนข้างบ้านว่ามิจฉาชีพใช้วิธีการใดถึงได้หลอกเงินจากคนต่างๆหลายคนในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เราก็ได้เล่าให้เขาฟังถึงวิธีการที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อป้องกันตัวเองไว้ก่อน หลังจากนั้นตัวเองกลับมาคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา เสียเองว่าจะเกิดกับตัวเองบ้างจึงส่งข้อความไปบอกกับคนที่คุ้นเคยให้ระวังตัวเอาไว้ พอได้บอกไปแล้วก็คลายความฟุ้งซ่าน วิตกกังวลลงได้
    และคิดว่าถ้าจะต้องเกิดเหตุการณ์ไม่ดีนั้นจริงๆ ก็คงเป็นวิบากกรรมเขา วิบากกรรมเรา ดังบททบทวนธรรมข้อที่ 11ว่า “สิ่งที่สร้างผลทุกวินาทีให้กับชีวิต คือ วิบากกรรม” แล้วคิดย้อนไปว่าเมื่อก่อนเราคงปฎิบัติธรรมบกพร่อง จึงเกิดเรื่องร้ายขึ้นได้ ตอนนี้จึงพยายามสร้างกรรมดี ด้วยการลด ละ กิเลสเพื่อไปสู่ความผาสุกที่ยั่งยืนต่อไป

  36. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    17/09/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง: เข้าไม่ได้สักที
    ได้รับหน้าที่จากหมู่กลุ่มสวนป่านาบุญ 2 ให้ทำหน้าที่เก็บรวบรวมคำถามจากห้องChat สายด่วนสุขภาพฯ เพื่อส่งต่อให้กับผู้ดำเนินรายการ ในวันที่สวนป่านาบุญ 2 รับผิดชอบ แต่พอถึงวันดังกล่าว ผู้เขียนไม่สามารถเข้าไปในลิ้งซูมได้ พยายามเข้าอยู่นานมากแล้ว เวลาก็จวนเจียนเข้ามาทุกที ใจก็เริ่มจะหงุดหงิด ความคิดกิเลสมันเข้าแทรกทันที “ ทำไมถึงเข้าไม่ได้เอาตอนนี้นะ ถ้าเข้าไม่ได้แล้วจะทำไง หมู่กลุ่มก็ฝากฝังงาน่ให้เรารับผิดชอบเสียด้วยสิ….โอ๊ย…เร็ว ๆ เข้าสิ จะถึงเวลาอยู่แล้ว ” ว่าแล้วก็พยายามกระหน่ำคลิกเม้าคอมพิวเตอร์ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งเข้าไม่ได้ ใจก็ร้อนขึ้น ความร้อนก็เริ่มขึ้นหน้า ด้วยความหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจ
    ทุกข์ : ไม่ได้ดั่งใจที่คอมพิวเตอร์ไม่ตอบสนอง ทำให้ไม่สามารถเข้าลิงค์ซูมได้
    สมุทัย : ชอบใจถ้าคอมพิวเตอร์ใช้งานได้ดี ชังที่คอมพิวเตอร์ไม่ตอบสนองดังที่ใจต้องการ อยากจะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เต็มที่
    นิโรธ : คอมพิวเตอร์จะทำงานได้ดี หรือ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร จะได้ทำงานหรือไม่ได้ทำงานตามที่หมู่กลุ่มมอบหมายให้ก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค : พิจารณาว่า ผู้เขียนเป็นคนใจร้อน ถ้าจะทำอะไรก็ต้องมุ่งมั่นทำให้เต็มที่ อยากให้ทุกอย่างสำเร็จไปได้ด้วยดี เมื่อไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ก็เกิดความทุกข์ใจ ร่างกายก็ทุกข์ตามไปด้วย การที่คอมพิวเตอร์ไม่ตอบสนองนั้นเป็นตัวแทนของมาตลีเทพให้เราเห็นถึงความใจร้อนของเรา การที่เราชอบควบคุมให้เป็นไปตามเป้า การจะเอาให้ได้เร็ว ๆ (เขามาเตือนให้เราใจเย็นลง) เขามาให้เห็นถึงความไม่เที่ยง (โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิจ) มีหลายสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม ดังนั้นเราก็ต้องทำใจยอมรับเรื่องนี้ให้ได้ พิจารณาต่อว่า ถ้าเราได้พยายามทำทุกสิ่งอย่างเต็มที่แล้ว แต่เหตุปัจจัยไม่เอื้ออำนวย นั่นก็ไม่ใช่เวลาของเรา ดังนั้นก็พร้อมที่จะวางใจ ได้ทำหน้าที่ก็ดี ไม่ได้ทำก็ไม่เป็นไร
    ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 82 “ จงฝึกอยู่กับความจริงของชีวิตที่พร่องอยู่เป็นนิตย์อย่างผาสุกให้ได้ ” และข้อที่ 83 “ ความยึดมั่นถือมั่นจะทำให้เกิดความพร่อง ความพลาด ความทุกข์”

    บทสรุป พิจารณาแบบนี้แล้วใจโล่งขึ้น วางใจได้ว่าเข้าซูมได้ก็ดี เข้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผ่านไปสักพักหนึ่งก็มีความคิดแวบเข้ามาว่า “ให้ลองรีสตาร์ทเครื่องใหม่” พอลองทำตาม ก็สามารถเข้าซูมได้ ได้ร่วมบำเพ็ญกับหมู่กลุ่มตั้งแต่นาทีแรกอย่างหวุดหวิด

  37. ชุติวรรณ แสงสำลี

    เรื่อง : เสียงเพชรจากใจเพชรเสียงธรรมแท้ ได้ปัญญา

    เหตุการณ์: เวลาฟังธรรมะยามเช้าเสียงเพชรจากใจเพชร รู้สึกว่าเสียงอาจารย์จะเหมือนตีบๆเสียงบี้ๆเหมือนผู้ไม่สบายดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติฟังแล้วเหมือนคนเป็นหวัดฟังทุกวันก็เหมือนอาจารย์ไม่สบายทุกวัน ซึ่งขัดแย้งกับตอนบรรยายปกติ ฟังเสียงช่วงเช้าเหมือนเสียงคนสูงวัยมาก และก็พูดเร็วบางครั้งฟังไม่ทันทั้งที่เนื้อหาดี น่าติดตาม  เสียงจริงของท่านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่เป็นสัตบุรุษได้มีน้ำเสียงที่ไพเราะ ทุ้ม กังวาล น่าฟังอยู่แล้วที่เป็นบารมีของพระโพธิ์สัตว์ ที่ได้มาบำเพ็ญในยุคปัจจุบันอธิบายธรรมะให้ฟังเข้าใจง่าย ชัดเจน  

    ทุกข์: ฟังเสียงอาจารย์ที่ดัดแปลงใหม่ต่างไปจากเสียงจริงที่บรรยายปกติเป็นเสียงเพชรจากใจเพชรหลายวันเข้ารู้สึกทุกข์
    มึนๆ เมาๆ ฟังธรรมบรรยายไม่ค่อยรู้เรื่อง น้ำเสียงไม่ชัดเจนเหมือนคนลิ้นแข็งที่มีอาการไม่สบาย รู้สึกใจ ไม่โปร่ง ไม่โล่ง

    สมุทัย: อยากฟังเสียงอาจารย์แบบปกติ  พูดชัดเจน ฟังง่าย เข้าใจง่าย รู้สึกสุขใจ สบายใจ ไม่อยากฟังเสียงอาจารย์ ที่ไม่ปกติ พูดไม่ค่อยชัด ฟังยาก รู้สึกอยากได้สภาพเสียงดีๆ กลับคืนมา เมื่อได้ยินได้ฟังอีกจะไม่พอใจ ไม่แช่มชื่น

    นิโรธ: เมื่อได้ฟังเสียงอาจารย์จะเป็นเสียงปกติของท่านหรือฟังเสียงอาจารย์ที่แตกต่างไปจากเดิม ก็ชอบได้เป็นสุขใจได้ ไม่ยึดมั่นถือมั่น เสียงที่พร่อง เอาประโยชน์ได้ ทำให้พ้นทุกข์ได้ใจก็เป็นสุขได้ทุกสถานการณ์

    มรรค:
    คิดแบบกิเลส: หลอกให้ยึดเสียงที่ไพเราะ เสียงที่ทุ้มกังวาล ฟังที่ไรก็สุขใจ มีพลัง แต่พอได้ฟังเสียงเพชรจากใจเพชรนี้นานขึ้น ซ้ำๆ ติดต่อกันทุกเช้า เสียงนี้เหมือนคนป่วย ฟังบ่อยๆ หลายๆวัน ไม่ยินดีจะฟังแล้ว มันรู้สึกมึน เมาๆ

    คิดแบบพุทธะ : พิจารณาว่าเสียงนี้แปรปรวนไม่เที่ยงหนอ แม้เสียงของท่านอาจารย์ก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา เราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูป สภาพเสียงอยากให้เป็น แม้จะฟังเหมือนเสียงคนแก่ เหมือนคนไม่สบาย แต่ก็เป็นเสียงพูดถึงสาระประโยชน์มากกว่า
    เสียงที่พร่องๆ แบบนี้  ก็ดีนะ มันแปรปรวนได้ไม่เที่ยงหนอ ดีซิจะได้ฝึกประสาทรูป ว่าเราสามารถแยกประสาทการรับรู้ของเสียงที่พร่องได้ ไหม พอเราแยกเสียงได้ ก็เข้าใจชัดอะไรเป็นเสียงแท้เสียงธรรมที่ผู้พูดๆออกมามีประโยชน์มีค่า และเสียงปลอมที่ปรุงแต่งขึ้นเป็นสุขัลลิก สุขปลอม ทุกข์ปลอม ไม่มีอยู่จริง จะไปทุกข์ ทำไม พิจารณาแบบนี้กิเลสมันลงสลายไปทันที อาการมึนๆ เมาๆ ก็ไม่มี แล้ว รู้ความจริงตามความเป็นจริง แม้เสียงที่เราได้รับ
    ทำให้มีอาการมึนๆ เมาๆ เพราะเราเคยทำมา เป็นวิบากให้ได้รับได้ชดใช้ หมดไป เราก็หายมึน หายเมา
    ไม่ว่าจะได้ยินเสียงใดๆที่มาจากท่านอาจารย์ก็เอาประโยชน์ หมด เพราะมีสาระ แก่นแท้คือเสียงแห่งธรรมที่เป็นเสียงจริงของจริงให้เราได้อาศัย ใจก็โล่ง  แช่มชื่น ปามุชชะ เบิกบาน ยินดีแจ่มใสยามเช้า
    เอาความจริงไปสลายความลวงได้
    สุขลวงหายไป ทุกข์จริงก็หายไป  มันก็ดับไป มีแต่สุขใจ ยินดีรับฟังเสียงได้ทุกรูปแบบทุกสภาพไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูป ในตนของผู้ใด

    สรุป: เสียงจริงเสียงธรรมจากใจเราเองที่เป็นเสียงเพชรจากใจเพชรนี้ด้วยส่วนหนึ่งทำให้ได้รับพลังเปลี่ยนเป็นกายแข็งแรง ใจผาสุก.

  38. ชุติวรรณ แสงสำลี

    อริยสัจ4 (13-19ก.ย64)
    เรื่อง : เสียงเพชรจากใจเพชรเสียงธรรมแท้ ได้ปัญญา

    เหตุการณ์: เวลาฟังธรรมะยามเช้าเสียงเพชรจากใจเพชร รู้สึกว่าเสียงอาจารย์จะเหมือนตีบๆเสียงบี้ๆเหมือนผู้ไม่สบายดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติฟังแล้วเหมือนคนเป็นหวัดฟังทุกวันก็เหมือนอาจารย์ไม่สบายทุกวัน ซึ่งขัดแย้งกับตอนบรรยายปกติ ฟังเสียงช่วงเช้าเหมือนเสียงคนสูงวัยมาก และก็พูดเร็วบางครั้งฟังไม่ทันทั้งที่เนื้อหาดี น่าติดตาม  เสียงจริงของท่านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่เป็นสัตบุรุษได้มีน้ำเสียงที่ไพเราะ ทุ้ม กังวาน น่าฟังอยู่แล้วที่เป็นบารมีของพระโพธิ์สัตว์ ที่ได้มาบำเพ็ญในยุคปัจจุบันอธิบายธรรมะให้ฟังเข้าใจง่าย ชัดเจน
    รู้สึกเสียดายเวลา การลงทุนความเสียสละทุ่มเททุกองค์ประกอบ เพื่อทำให้เสียงดีที่ส่งถึงประชาชนให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในการฟังธรรมะ พอเป็นเสียงเพี้ยนไม่ใช่เสียงจริงของท่าน ก็เลยกลัวว่าประชาชนจะฟังเสียงไม่ชัดเหมือนที่เราเป็นด้วย

    ทุกข์: ฟังเสียงอาจารย์ที่ดัดแปลงใหม่ต่างไปจากเสียงจริงที่บรรยายปกติเป็นเสียงเพชรจากใจเพชรหลายวันเข้ารู้สึกทุกข์
    มึนๆ เมาๆ ฟังธรรมบรรยายไม่ค่อยรู้เรื่อง น้ำเสียงไม่ชัดเจนเหมือนคนลิ้นแข็งที่มีอาการไม่สบาย รู้สึกใจ ไม่โปร่ง ไม่โล่ง

    สมุทัย: อยากฟังเสียงอาจารย์แบบปกติ  พูดชัดเจน ฟังง่าย เข้าใจง่าย รู้สึกสุขใจ สบายใจ ไม่อยากฟังเสียงอาจารย์ ที่ไม่ปกติ พูดไม่ค่อยชัด ฟังยาก รู้สึกอยากได้สภาพเสียงดีๆ กลับคืนมา ถ้ายังไม่ได้กลับคืนมาเมื่อได้ยินเสียงพร่องๆ แบบนี้ใจไม่แช่มชื่น

    นิโรธ: เมื่อได้ฟังเสียงอาจารย์จะเป็นเสียงปกติของท่านหรือฟังเสียงอาจารย์ที่แตกต่างไปจากเดิม ก็ชอบได้เป็นสุขใจได้ ไม่ยึดมั่นถือมั่น เสียงที่พร่อง เอาประโยชน์ได้ ทำให้พ้นทุกข์ได้ใจก็เป็นสุขได้ทุกสถานการณ์

    มรรค:
    คิดแบบกิเลส: หลอกให้ยึดเสียงที่ไพเราะ เสียงที่ทุ้มกังวาน ฟังที่ไรก็สุขใจ มีพลัง แต่พอได้ฟังเสียงเพชรจากใจเพชรนี้นานขึ้น ซ้ำๆ ติดต่อกันทุกเช้า เสียงนี้เหมือนคนป่วย ฟังบ่อยๆ หลายๆวัน ไม่ยินดีจะฟังแล้ว มันรู้สึกมึน เมาๆ

    คิดแบบพุทธะ : พิจารณาว่าเสียงนี้แปรปรวนไม่เที่ยงหนอ แม้เสียงของท่านอาจารย์ก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา เราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูป สภาพเสียงอยากให้เป็น แม้จะฟังเหมือนเสียงคนแก่ เหมือนคนไม่สบาย แต่ก็เป็นเสียงพูดถึงสาระประโยชน์มากกว่า
    เสียงที่พร่องๆ แบบนี้  ก็ดีนะ มันแปรปรวนได้ไม่เที่ยงหนอ ดีซิจะได้ฝึกปสาทรูป ว่าเราสามารถแยกประสาทการรับรู้ของเสียงที่พร่องได้ ไหม พอเราแยกเสียงได้ ก็เข้าใจชัดอะไรเป็นเสียงแท้เสียงธรรมที่ผู้พูดๆออกมามีประโยชน์มีค่า และเสียงปลอมที่ปรุงแต่งขึ้นเป็นสุขัลลิก สุขปลอม ทุกข์ปลอม ไม่มีอยู่จริง จะไปทุกข์ ทำไม พิจารณาแบบนี้กิเลสมันลงสลายไปทันที อาการมึนๆ เมาๆ ก็ไม่มี แล้ว รู้ความจริงตามความเป็นจริง แม้เสียงที่เราได้รับ
    ทำให้มีอาการมึนๆ เมาๆ เพราะเราเคยทำมา เป็นวิบากให้ได้รับได้ชดใช้ หมดไป เราก็หายมึน หายเมา
    ไม่ว่าจะได้ยินเสียงใดๆที่มาจากท่านอาจารย์ก็เอาประโยชน์ หมด เพราะมีสาระ แก่นแท้คือเสียงแห่งธรรมที่เป็นเสียงจริงของจริงให้เราได้อาศัย ใจก็โล่ง  แช่มชื่น ปามุชชะ เบิกบาน ยินดีแจ่มใสยามเช้า
    เอาความจริงไปสลายความลวงได้
    สุขลวงหายไป ทุกข์จริงก็หายไป  มันก็ดับไป มีแต่สุขใจ ยินดีรับฟังเสียงได้ทุกรูปแบบทุกสภาพไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูป ในตนของผู้ใด ขออนุโมทนาคุณงามความดีบุญและกุศลพี่น้องจิตอาสาผู้เกี่ยวข้องในการบำเพ็ญทุกท่าน ค่ะ

    สรุป: เสียงจริงเสียงธรรมจากใจเราเองที่เป็นเสียงเพชรจากใจเพชรนี้ด้วยส่วนหนึ่งทำให้ได้รับพลังเปลี่ยนเป็นกายแข็งแรง ใจผาสุก.

Comments are closed.