การบ้าน อริยสัจ 4 (37/2564) [32:34]

640912 การบ้าน อริยสัจ 4 (37/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 6-12 กันยายน 2564 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สัปดาห์นี้มีผู้ส่งการบ้าน 32 ท่าน 34 เรื่อง

  1. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  2. น.ส.จาริยา จันทร์ภักดี (2)
  3. ดินแสงธรรม กล้าจน
  4. โยธกา รือเซ็นแบร์ก
  5. พวงบุปผา หนูรัก
  6. ชุติวรรณ แสงสำลี
  7. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล)
  8. พรพิทย์ สามสี (เพื่อนพิทย์)
  9. รมิตา ซีบังเกิด
  10. อรวิภา กริฟฟิธส์
  11. สุชนา ทิวถนอม
  12. รักใจ โปวอนุสรณ์
  13. ธัญมน หมวดเหมน (มั่นแสงธรรม)
  14. คมเวช หงส์เชิดชัย
  15. วิภาวัลย์ ถนัดธรรมกุล (ประณีตบุญ)
  16. สมทรง นาคแสงทอง
  17. เสาวรี หวังประเสริฐ
  18. กมลชนก ทุมวงษ์
  19. นปภา รัตนวงศา (2)
  20. นฤมล ยังแช่ม
  21. นงลักษณ์ สมศรี (ลายใบไม้ จุก)
  22. สุมา ไชยช่วย
  23. นางสาวนาลี วิไลสัก
  24. สริตา บัวแก้ว
  25. พิมพ์ใจ ชาตะศิริ
  26. ประภัสสร ชาญชัยชูจิต (เพียรพิมพ์พุทธ)
  27. ปัทมา ลีฬหาวงศ์
  28. Ruam Ketklom
  29. น.ส จรรญา ชุมจีด (สร้างกลิ่นศีล)
  30. สุพร สุดงาม
  31. สำรวม แก้วแกมจันทร์
  32. นางพรรณทิวา เกตุกลม

Tags:

37 thoughts on “การบ้าน อริยสัจ 4 (37/2564) [32:34]”

  1. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง วันของสุนัข

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาขณะขับรถกลับบ้านด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใจก็จดจ่อในการควบคุมความเร็วของรถยนต์ ขณะนั้นเองก็เหลือบไปเห็นสุนัขสีดำตัวไม่ใหญ่ มากยืนอยู่กลางถนน ในใจก็สะดุดคิดขึ้นมาทันทีเลยว่า ถ้าอยู่ที่เมืองไทย มีหวังโดยรถชนตายแน่ ๆ เลยหมาน้อยเอ้ย..

    ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั่นเอง รถคันที่วิ่งอยู่ข้างหน้าก็ค่อยเบรค จนจอดแล้วเปิดไฟกระพริบ ใจของข้าพเจ้าก็วิ่งไปจ่อที่เจ้าของรถยนต์คันนั้น และคิดว่าสงสัยเขาคงจอดเพื่อลงไปช่วยสุนัข ตัวนั้นแน่ ๆ เลย และแล้วเจ้าของรถก็วิ่งเข้าไปหาสุนัขตัวนั้นเพื่อจะไปช่วยนำออกมาจากถนน ในใจตัวเองก็คิดขึ้นทันทีเลย เกือบไปแล้ว เกือบไปเพ่งโทษผู้ชายใจดีท่านนั้นเข้าแล้วสิเรา

    ทุกข์ : มีความสงสัยเล็กน้อยว่าสุนัขตัวนี้เป็นของใคร ทำไมปล่อยให้มายืนอยู่กลางถนนเช่นนี้

    สมุทัย : อยากจะให้เจ้าของสุนัขมานำสุนัขออกไปจากถนน เพราะไม่งั้นอาจจะโดนรถชนตายแน่ ๆ

    นิโรธ :สุนัขตัวนี้จะเป็นของใครและจะมายืนอยู่กลางถนนหรือไม่ก็เป็นเรื่องของสุนัข ไม่ใช่เรื่องของข้าพเจ้า ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาลงไปถึงทุกข์ของการสงสัย ว่ามันทำให้เสียพลัง ทำให้เราเสียสมาธิในการจดจ่ออยู่กับการขับรถ และมันทำให้ทุกข์ที่ต้องไปคิดอยากที่จะหาทางให้สุนัขออกไปจากถนน อยากจะให้เจ้าของสุนัขมาพบเร็ว ๆ ซึ่งในขณะที่คิดไปมันก็ทำให้เสียพลัง และทั้งเป็นการเบียดเบียนตัวเองด้วย

    เมื่อพิจารณาได้เช่นนั้นก็เลยเลิกคิดเลิกสงสัย และได้อนุโมทนาบุญกับผู้ชายใจดีท่านนั้นที่ช่วยสุนัข ด้วยใจที่เบิกบานและชื่นชมในการมีน้ำใจของท่านในครั้งนี้

    คิดว่ามันคงเป็นวิบากกรรมของผู้ชายท่านนั้นกับสุนัขที่เคยได้ให้ความช่วยเหลือกันมานั่นเอง ความทุกข์ที่มีก็หายไปในทันที ค่ะ

  2. น.ส.จาริยา จันทร์ภักดี

    เรื่อง น้องไม่ปลูก
    เหตุการณ์ : ตัวเองปลูกผักพื้นบ้านไว้แต่บ้านน้องสาวไม่ค่อยปลูกผักไว้กิน รู้สึกขุ่นใจเล็กน้อยที่น้องที่ปล่อยพื้นที่ให้ว่างหรือปลูกแต่ดอกไม้ที่กินไม่ได้

    ทุกข์ : รู้สึกขุ่นใจ ที่น้องสาวไม่ปลูกผักที่กินได้

    สมุทัย : ยึดว่าน้องต้องปลูกผักที่กินได้ไว้เป็นอาหาร ชอบถ้าน้องปลูกผักไว้กิน ชังที่น้องปลูกแต่สิ่งกินไม่ได้

    นิโรธ : น้องสาวจะปลูกผักที่กินได้ หรือไม่ ก็ไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : วางที่ใจเรา ว่าน้องสาวจะปลูกผักกินได้หรือดอกไม้ก็แล้วแต่เขาจะเห็นประโยชน์ในสิ่งที่เขาปลูกด้วยตัวเขาเองดีกว่า ได้พิจารณาล้างใจด้วยบททบทวนธรรมข้อที่ 121ว่า “โจทย์ทุกโจทย์ เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ เป็นเครื่องมือฝึกจิตของเรา ให้เป็นสุขอย่างถูกต้องตามธรรม” หลังจากพิจารณาแล้ว ความรู้สึกขุ่นใจ จางคลายและหายไป ใจกลับมาเบิกบานดังเดิม

  3. ดินแสงธรรม กล้าจน

    เรื่อง มีปัญญาเร็วขึ้น
    วันนั้นต้องเดินสวนกันกับอาจารย์หมอเขียว เราก็ตระเตรียมว่าจะยืน ณ ที่ควรตรงไหนจุดไหนดี เพื่อจะยกมือคารวะอาจารย์ เมื่อได้ที่ที่ควรแล้ว อาจารย์เดินมาเราก็ยกมือไหว้ ยิ้ม และเดินสวนกันไปธรรมดาๆ เหตุการณ์ภายนอก ณ เวลานั้นที่เห็นว่าตัวเองทำลงไปก็มีเพียงเท่านี้
    แต่วินาทีหลังจากนั้น สังเกตว่าร่างกายตัวเองหยุดเดินแล้วยืนอยู่นิ่งๆ และมีอาการครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เหมือนลืมอะไรไปนะ คิดไม่ออก แล้ววินาทีต่อมาสติสัมปชัญญะก็มาจับทีอาการจิต เฮ้ย..ทำไมอยู่ดีๆ จิตมันหมองนะ (วะ) เหมือนมีก้อนพลังงานอะไรบางๆ ในใจ ทำให้ใจไม่โล่งไม่โปร่งไม่สงบเหมือนตอนก่อนจะเจออาจารย์นะ เอ…แบบนี้แปลว่ามีกิเลสแล้วหล่ะ มีกิเลสก็ต้องล้างกิเลสซิ เสียงอาจารย์และเสียงหมู่มิตรดีก้องอยู่ใจจิตเรา เออ..ใช่ๆ มีกิเลสต้องล้างกิเลสก่อน อย่าเพิ่งไปทำอย่างอื่น ไม่นานหรอก
    จากนั้นก็เลยเดินไปยืนในจุดที่ไม่ขวางทางคนอื่น แล้วค่อยๆ ระลึกย้อนกลับไปว่า วินาทีก่อนหน้านี้ กิเลสมันคิดอะไร มีอะไรผิดพลาดที่เรายังไม่รู้ตัว ย้อนไปใกล้ที่สุดก่อน เมื่อกี้เราไหว้อาจารย์ ตอนนั้นเรายิ้ม อาจารย์ยกมือรับทราบ ตรวจดูแล้วใจก็โล่งว่างดีนะ ไม่มีอะไร งั้นย้อนออกไปอีกหน่อยซิว่า ก่อนไหว้อาจารย์ล่ะคิดอะไร (คิดอยู่แว้บหนึ่ง) อ๋อ….คิดออกแล้ว ตอนก่อนจะไหว้อาจารย์ เรากำลังเตรียมว่าจะยืนตรงไหนดี แต่กิเลสมันก็ตระเตรียมการของมันด้วยเหมือนกันนะ มันบอกให้เราขยับเสื้อให้เข้าที่ เดี๋ยวอาจารย์เห็นว่าเราอ้วน เราก็เอามือขยับเสื้อมาปิดท้องโดยไม่รู้ตัว
    อ๋อ..คิดออกแล้ว เหตุนี้นี่เองที่ทำให้ใจเราไม่โล่งไม่โปร่งอยู่ตอนนี้ ไม่โล่งเพราะกิเลสไม่อยาก คือ ไม่อยากให้อาจารย์เห็นว่าเราอ้วน แต่พอเราเห็นหน้าตากิเลสตัวนี้ชัดเจนแจ่มแจ้ง จับได้คาหนังคาเขา เพราะเวลาเพิ่งผ่านไปไม่ถึงนาทีนี่เอง เรากลับรู้สึกปิติกับความเร็วของสติและปัญญา และขณะเดียวกันก็สังเกตว่า ก้อนพลังงานที่ทำให้ใจที่ไม่โล่งไม่โปร่งอยู่เมื่อกี้นี้สลายหายไปหมดเลย แล้วก็หัวเราะขำอยู่คนเดียว

    ทุกข์ : อายอาจารย์
    สมุทัย : ไม่อยากให้อาจารย์เห็นเราอ้วน อยากให้อาจารย์เห็นเราผอม
    นิโรธ : อาจารย์เห็นเราอ้วนก็ได้ อาจารย์จะเห็นเราผอมก็ได้
    มรรค :
    ตอนนั้นรู้สึกละอายใจเลยนะ (ละอายที่มีกิเลส) ตอนที่รู้ว่านี่เรามีกิเลสอายอาจารย์อยู่นะ ซึ่งประเด็นนี้เราถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่เรามีความละอาย และเกรงกลัวต่อบาป แปลว่า เรามีหิริโอตัปปะแล้ว แบบนี้คาดหวังได้ว่าไม่นานเราก็จะออกจากกิเลสตัวนี้ได้ไม่ยาก
    ต่อมาเมื่อรู้ว่ามีกิเลสก็ต้องล้างกิเลสซิ ถามว่าวินาทีที่ทุกข์เราล้างยังไง เพราะมันเกิดและดับเร็ว ภายในเวลาไม่กี่วินาทีที่เราจัดการกับหมอง ความไม่โล่งไม่โปร่งใจได้ เรายังเล่าไม่ได้ว่าเราล้างยังไง แต่เมื่อระลึกไปเรื่อยๆ เราจะรู้ว่า อ๋อ…ตอนนั้นเราล้างยังไง อย่างแรกที่เห็นคือ เห็นว่าจิตเรามีความเป็นอัตโนมัติที่จะสแกนหาอยู่ตลอดเวลาว่ามีอะไรแปลกปลอมเข้ามาไหม ถ้าไม่สงบ หมองๆ แปลว่างานเข้าแล้ว (กิเลสเข้าแล้ว)
    สิ่งที่จิตบันทึกไว้คือ เมื่อมีกิเลสต้องล้างกิเลส ทำอะไรอยู่ก็ทำไป แต่ต้องล้างกิเลสก่อน ทำงานไปล้างกิเลสไป หรือหยุดทำงานแป๊บนึงล้างกิเลสก่อนแล้วค่อยทำงานต่อ และจิตเขาบันทึกข้อมูลจากการได้ฟังธรรม สนทนาธรรม และบททบทวนธรรมไว้แล้ว ถึงเวลาเขาก็สามารถจะดึงข้อมูลออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว การฝึกทำแบบนี้บ่อยๆ จะทำให้มีปัญญาเร็วขึ้น บททบทวนธรรมที่ใช้ครั้งนี้คือ วิบากต้องรับ กิเลสต้องล้าง พุทธะจึงจะเกิด
    วิบากต้องรับ คืออะไร วิบากที่ต้องรับคือ ใจที่หมองๆ ไม่โล่งไม่โปร่งไม่สงบไง ต้องยินดีรับเพราะเราทำตามกิเลสมา กิเลสบอกว่าให้อายอาจารย์ ให้เอาเสื้อปิดท้อง เราก็ทำตามกิเลสไปหมด ก็ต้องเต็มใจรับ เต็มใจให้หมดไป รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น
    กิเลสต้องล้าง คืออะไร กิเลสที่ต้องล้างตัวนี้คือ ความอาย แล้วความอายล้างยังไง อย่างแรกคือเราเห็นไตรลักษณ์ชัดเจนเลย คือ เห็นความน่าเกลียดของกิเลส ทำไมมันต้องอาย ทำไมสุขสงบใจไม่ได้ ซึ่งเราไม่อยากเก็บสภาพนี้ไว้แน่นอน ต่อมาเห็นว่ามันไม่เที่ยง เห็นเลยว่ากิเลสเป็นสุขปลอม คือ เห็นเลยว่ากิเลสความอายนี่มันเป็นความลวง มันไม่ดีเลย ทำไมต้องหลบๆซ่อนๆ ต้องเอาเสื้อปิดท้อง มันไม่ใช่ของจริง ของจริงคือมันต้องกล้ายอมรับความจริงซิ ยอมรับว่าเราอ้วนขึ้น ยอมรับว่าเราเสพกิเลสเกินพอดี เราไม่ทำสมดุลร้อนเย็นให้พอดี ที่ผ่านมาเราล้างกิเลสเครียดเรื่องเรียนป.เอกได้ไม่ดีพอ ผลมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ถูกต้องแล้ว และสุดท้ายเราก็เห็นความไม่มีตัวตนว่า กิเลสความอายครั้งนี้มันสลายไปแล้ว สลายไปเอง ความหมอง ไม่โล่งไม่โปร่งก็หายไปด้วย วันนี้ก็เลยยิ้มเบิกบานได้แล้ว พุทธะเกิดแล้ว ไปทำงานต่อได้ วันหน้าไม่รู้วันนี้สู้ไม่ถอย สู้กิเลสอย่างรู้เพียรรู้พัก
    วันต่อมาเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เราได้ตรวจกิเลสความอายตัวนี้อีกครั้งว่ามันยังเหลือไหม เหลือเท่าไหร่ วันนั้นเป็นวันสอบป.เอกทางออนไลน์ ต้องใส่เสื้อมหาวิทยาลัย เป็นเสื้อยืด ตัวค่อนข้างเล็กใส่แล้วจะแนบตัวพอดีแบบผู้หญิงทั่วไป แล้วต้องเดินมาเจออาจารย์หมอเขียวนั่งอยู่ด้วย ตอนนั้นรู้สึกโล่งสบายใจดีมาก ไม่เห็นอาการอายเหมือนครั้งก่อน อาจจะเป็นเพราะไม่ได้เดินสวนกัน หรือต้องสอบแล้วไม่มีเวลามาอายหรอกก็ไม่รู้ ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร วันนี้ตัดสินว่าไม่มีก็คือไม่มี แต่ก็ไม่ประมาทว่าหมดเกลี้ยง ถ้าวันหน้ามีกิเลสตัวนี้โผล่มาอีกก็แค่ล้างมันออกไปทุกครั้งที่เจอ และจะเพียรล้างจนกว่ามันจะหมดสิ้นเกลี้ยงค่ะ สาธุค่ะ

    1. ดินแสงธรรม กล้าจน

      ขอแก้ไขการบ้านค่ะ ลำดับเรื่องราวใหม่ค่ะ
      เรื่อง มีปัญญาเร็วขึ้น
      วันนั้นต้องเดินสวนกันกับอาจารย์หมอเขียว เราก็ตระเตรียมว่าจะยืน ณ ที่ควรตรงไหนจุดไหนดี เพื่อจะยกมือคารวะอาจารย์ เมื่อได้ที่ที่เหมาะควรแล้ว อาจารย์เดินมาเราก็ยกมือไหว้ ยิ้ม และเดินสวนกันไปธรรมดาๆ เหตุการณ์ภายนอก ณ เวลานั้นที่เห็นว่าตัวเองทำลงไปก็มีเพียงเท่านี้ แต่ทำไมในใจมันหมองๆ ไม่ค่อยโล่งเหมือนก่อนจะเจออาจารย์ แต่แล้วภายในไม่กี่วินาทีต่อมาความหมองก็หายไป ใจก็กลับโล่งโปร่ง เบิกบานแจ่มใสเหมือนเดิม คำถามที่ถามตัวเอง คือ ในช่วงไม่กี่วินาทีนั้นเกิดอะไรขึ้นใจบ้าง เมื่อทบทวน ใคร่ครวญจนเข้าใจดีแล้ว จึงนำมาเขียนเป็นอริยสัจ 4 ได้ดังนี้
      ทุกข์ : อายอาจารย์
      สมุทัย : ไม่อยากให้อาจารย์เห็นเราอ้วน อยากให้อาจารย์เห็นเราผอม
      นิโรธ : อาจารย์เห็นเราอ้วนก็ได้ อาจารย์จะเห็นเราผอมก็ได้
      มรรค :
      มรรคในครั้งนี้คือ เตวิชโช การระลึกย้อนกลับไปให้รู้เห็นความรู้สึกในวินาทีที่เรามีกิเลส เพื่อจะได้ล้างมันออก
      จากการที่ได้ปฏิบัติกับกิเลสตัวนี้มา ประเมินว่าเป็นตัวที่ล้างไม่ยาก เพราะขนาดมันเล็กลงกว่าแต่ก่อน แต่ความยากจะอยู่ที่การจับตัวตนของมันให้ได้ว่ามันคิดอะไร ตอนไหน และมันสั่งให้เราคิดหรือทำอะไร ตอนนั้นพอจับได้ว่า ไม่อยากให้อาจารย์เห็นเราอ้วน อยากให้อาจารย์เห็นเราผอม ก็ล้างออกได้ไม่ยาก บอกมันแค่ว่าอาจารย์เห็นเราอ้วนก็ได้ อาจารย์จะเห็นเราผอมก็ได้ มันก็ยอมสลายแล้ว
      แต่จะขอเล่าขั้นตอนที่ว่ายากคือ การค้นหาเข้าใปภายในจิตของเรา เพื่อจับอาการของกิเลสให้ได้ โดยระลึกจากเหตุการณ์ธรรมดาๆ ภายนอกที่เดินสวนกับอาจารย์นั้นแหละ พอสวนกันไปแล้ว เราสังเกตต่อไปว่า ทำไมตัวเองต้องหยุดเดินแล้วยืนอยู่นิ่งๆ และมีอาการครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เหมือนลืมอะไรไปนะคิดไม่ออก ทบทวนไปก็เห็นอีกว่า เฮ้ย..ทำไมอยู่ดีๆ จิตมันหมองนะ (วะ) และเหมือนมีก้อนพลังงานอะไรบางๆ ในใจ ทำให้ใจไม่โล่งไม่โปร่งไม่สงบเหมือนตอนก่อนจะเจออาจารย์นะ เอ…แบบนี้แปลว่ามีกิเลสแล้วหล่ะ มีกิเลสก็ต้องล้างกิเลสซิ เสียงอาจารย์และเสียงหมู่มิตรดีก้องอยู่ใจจิตเรา สติและสัมปชัญญะมาเต็ม เห็นด้วยอย่างยิ่ง มีกิเลสต้องล้างกิเลสก่อน อย่าเพิ่งไปทำอย่างอื่น
      รู้แล้วแหละว่ามีกิเลสก็ต้องล้างกิเลส แต่ตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่า กิเลสตัวไหนกำลังก่อกวนเราอยู่ ดังนั้นก็ต้องรู้ให้ได้ก่อนว่ากิเลสที่ว่ามันคือกิเลสอะไร การจะรู้ว่ามันคือกิเลสอะไรก็ต้องอาศัยการระลึกย้อนกลับไปในเหตุการณ์เหมือนเดิม และอาศัยความนิ่งสงบของจิตพอสมควร เราก็เลยเดินไปยืนในจุดที่ไม่ขวางทางคนอื่น แล้วค่อยๆ ระลึกย้อนกลับไปว่า วินาทีก่อนหน้านี้ กิเลสมันคิดอะไร มีอะไรผิดพลาดที่เรายังไม่รู้ตัว ย้อนไปใกล้ที่สุดก่อน คือ เมื่อกี้เราไหว้อาจารย์ ตอนนั้นเรายิ้ม อาจารย์ยกมือรับทราบ ตรวจดูแล้วใจก็โล่งว่างดีนะ ไม่มีอะไร งั้นย้อนออกไปอีกหน่อยซิว่า ก่อนไหว้อาจารย์ล่ะคิดอะไร (คิดอยู่แว้บหนึ่ง) อ๋อ….คิดออกแล้ว ตอนก่อนจะไหว้อาจารย์ เรากำลังเตรียมว่าจะยืนตรงไหนดี แต่กิเลสมันก็ตระเตรียมการของมันด้วยเหมือนกันนะ (ตอนแรกเราไม่เห็นเลยนะว่ากิเลสมันบอกอย่างนี้ แต่พอเราเอาจริงกับมัน เตวิชโชไปก็เลยเห็นมัน) มันบอกให้เราขยับเสื้อให้เข้าที่ เดี๋ยวอาจารย์เห็นว่าเราอ้วน เราก็เอามือขยับเสื้อมาปิดท้องโดยไม่รู้ตัว โอ้ย..กิเลสไม่อยากให้อาจารย์เห็นว่าเราอ้วนนี่เองที่ทำให้เราหมอง เจอแล้วๆ สิ่งนี้แหละที่เราต้องการจะหาให้เจอ จับได้คาหนังคาเขาด้วย เพราะเวลาเพิ่งผ่านไปไม่ถึงนาทีนี่เอง พอเราเห็นหน้าตากิเลสตัวนี้ชัดเจนแจ่มแจ้ง วินาทีนี้ก้อนพลังงานที่ทำให้ใจไม่โล่งไม่โปร่งอยู่เมื่อกี้นี้สลายหายไปหมดแล้ว และเราก็รู้สึกปิติกับความเร็วของสติและปัญญาที่มากขึ้น แล้วก็หัวเราะขำอยู่คนเดียวกับเหตุผลโง่ๆ ของกิเลส
      หลังจากจับตัวกิเลสได้แล้วก็รู้สึกละอายใจเลยนะ (ละอายที่มีกิเลส) ที่รู้ว่านี่เรามีกิเลสอายอาจารย์อยู่นะ ซึ่งประเด็นนี้เราถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป แปลว่า เรามีหิริโอตัปปะแล้ว แบบนี้คาดหวังได้ว่าไม่นานเราก็จะออกจากกิเลสตัวนี้ได้ แต่ตัวกิเลส (ที่อาย) น่ะไม่ดี เพราะมันทุกข์ และสิ่งที่จิตบันทึกไว้แล้วคือ ทำอะไรอยู่ก็ทำไป แต่มีกิเลสต้องล้างกิเลสก่อน ทำงานไปล้างกิเลสไปก็ได้ แต่เรื่องนี้ขอหยุดทำงานแป๊บนึงนะ ล้างกิเลสก่อนแล้วค่อยไปทำงานต่อ จับตัวกิเลสได้แล้วล้างไม่นานหรอก เพราะจิตเขาบันทึกข้อมูลจากการได้ฟังธรรม สนทนาธรรม และบททบทวนธรรมไว้หมดแล้ว ถึงเวลาเขาก็สามารถจะดึงข้อมูลออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว
      บททบทวนธรรมที่ใช้ครั้งนี้คือ วิบากต้องรับ กิเลสต้องล้าง พุทธะจึงจะเกิด
      วิบากต้องรับ คืออะไร วิบากที่ต้องรับคือ ใจที่หมองๆ ใจไม่โล่งไม่โปร่งไม่สงบไง ต้องยินดีรับความหมอง เพราะเราทำตามกิเลสมา กิเลสบอกว่าให้อายอาจารย์ ให้เอาเสื้อปิดท้อง เราก็ทำตามกิเลสไปหมด ก็ต้องเต็มใจหมอง หมองเท่าไหร่ก็หมดเท่านั้น
      กิเลสต้องล้าง คืออะไร กิเลสที่ต้องล้างคือ ความอายอาจารย์ แล้วความอายอาจารย์ล้างยังไง อย่างแรกคือเราเห็นไตรลักษณ์ชัดเจนเลย คือ เห็นความน่าเกลียดของมัน มันทำให้ใจไม่สุข ไม่สงบ มันทำให้ใจลุกรี้ลุกรน ซึ่งเราไม่อยากเก็บสภาพใจแบบนี้ไว้แน่นอน ต่อมาเห็นว่ามันไม่เที่ยง เห็นเลยว่ากิเลสหลอกเรา มันลวง มันเป็นของปลอม คือ เห็นเลยว่าความอายอาจารย์นี่มันไม่ดีเลย ทำให้เราต้องหลบๆ ซ่อนๆ ทำไมต้องขยับเสื้อมาปิดท้อง มันให้เราหนีความจริง ให้อยู่บนความเพ้อ ให้เราอยากได้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ เราก็เลยทุกข์ ไม่อยากทุกข์ก็ต้องกล้ายอมรับความจริงซิ ยอมรับว่าเราอ้วนขึ้น ยอมรับว่าเราเสพกิเลสเกินพอดี เราไม่ทำสมดุลร้อนเย็นให้พอดี ที่ผ่านมาเราล้างกิเลสเครียดเรื่องเรียนป.เอกได้ไม่ดีพอ ผลมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ถูกต้องแล้ว บอกกิเลสแบบนี้มันจำนนต่อความจริง มันเห็นด้วยกับเราทั้งหมด สุดท้ายเราก็เห็นความไม่มีตัวตนของมัน พอมันเข้าใจมันก็ยอมสลายไปเอง เมื่อความอายหายไป ความหมอง ความไม่โล่งไม่โปร่งก็หายไปด้วย ก็เลยยิ้มเบิกบานได้ พุทธะเกิดแล้ว ไปทำงานต่อได้ วันหน้าไม่รู้วันนี้สู้ไม่ถอย สู้กิเลสอย่างรู้เพียรรู้พัก
      วันต่อมาเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เราได้ตรวจกิเลสความอายตัวนี้อีกครั้งว่ามันยังเหลือไหม เหลือเท่าไหร่ วันนั้นเป็นวันสอบป.เอกทางออนไลน์ ต้องใส่เสื้อมหาวิทยาลัย เป็นเสื้อยืด ตัวค่อนข้างเล็กใส่แล้วจะแนบตัวพอดีแบบผู้หญิงทั่วไป แล้วต้องเดินมาเจออาจารย์หมอเขียวนั่งอยู่ด้วย ตอนนั้นรู้สึกโล่งสบายใจดีมาก ไม่เห็นอาการอายเหมือนครั้งก่อนเลย อาจจะเป็นเพราะไม่ได้เดินสวนกัน หรือจะต้องเข้าห้องสอบแล้วไม่มีเวลามาอายหรอกก็ไม่รู้ แต่ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร วันนี้ตัดสินว่าไม่มีกิเลสก็คือไม่มี แต่ก็ไม่ประมาทว่าหมดเกลี้ยง ถ้าวันหน้ามันโผล่หน้ามาอีก มันอายอาจารย์อีก ก็แค่ล้างมันออกไปทุกครั้งที่เจอ และจะเพียรล้างไปจนกว่ามันจะหมดสิ้นเกลี้ยงค่ะ สาธุค่ะ

  4. โยธกา รือเซ็นแบร์ก

    อริยสัจ ๔

    เรื่อง น้อยใจ

    คุณพ่อบ้านพยายามบอกให้ข้าพเจ้าทำโอนเงินจ่ายค่าเช่า ค่าอะไรๆต่างผ่านคอมฯมาเป็นปี แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยอยากจะทำเมื่อถึงวันหนึ่งที่จะต้องเรียนรู้โอนผ่านมือถือ คุณพ่อบ้านช่วยบอกจะได้ไม่เสียเวลาไปต่อแแถว
    แต่ทำรอบแรกไม่ผ่านมือไปกดผิดจึงต้องกลับมาเริ่มใหม่หมด หูได้ยินน้ำเสียง ตามองเห็นกริยาอาการไม่พอใจของท่าน เห็นอาการของใจ โห้ผิดครั้งเดียวเอง น้อยใจเล็กๆ ใจไม่แช่มชื่น บอกตัวเองอดทนยิ้มๆไว้ไม่เป็นไรน่าท่านกำลังสอนเพื่อให้เราพึ่งตนเองและได้จะได้แบ่งเบาภาระของท่านด้วย แต่ความน้อยใจ ไม่แช่มชื่นก็ยังไม่หายไป
    ทุกข์ : น้อยใจ ไม่แช่มชื่น แค่ครั้งเดียวเอง

    สมุทัย : อยากจะให้ท่านค่อยๆบอกและอดทนมากกว่านี้จะสุขใจ ไม่ชอบที่ท่านเสียงดังใส่

    นิโรธ : วางใจ แม้ท่านจะพูด ทำกริยาอะไรก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : ตั้งสติ สงบใจ พิจารณาเราเห็นแก่ตัวมาหลายปี ชอบทำในสิ่งที่ทำง่าย อันใหนยากไม่อยากทำไม่อยากเรียนรู้ ปัดภาระให้ท่านไปเลย เรื่องของเราแท้ๆพิจารณาถึงประโยชน์การเรียนรู้ใหม่และเป็นสิ่งที่จำเป็นและถึงเวลาที่เราต้องทำได้เองและไม่ต้องรอให้ท่านทำให้ต้องกราบขอบคุณท่านที่เมตตาจะทำให้เรามาหลายปีแล้วพิจารณาถึงความดีของท่านใจก็คลายเบาลง
    ระลึกถึงบททบทวนธรรม สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้ นี่คือสมบัติของเรา เราทำมามากกว่านี้อีก ท่านดุนะดีแล้ว ถ้าเอาใจก็จะทำไม่เป็นต่อไป ความน้อยใจคลายลงไปตามลำดับและหายไป
    สรุปว่า ใช้เวลาทำ ประมาณ 10นาทีกว่า ๆ ก็ทำได้แล้ว และบอกท่านว่าขอเวลา สัก 5ครั้ง ท่านบอกให้ 10ครั้งเลย.
    ##ขณะที่กำลังเขียนท่านมาถามว่าเขียนอะไร ตอบท่านเขียนการบ้านอริยสัจ เรื่องน้อยใจ ท่านบอกขอโทษ เธอก็บอกฉันได้นะบางทีก็ลืมตัวไป.

  5. พวงบุปผา หนูรัก

    การบ้านอริยสัจ 4 วันที่ 8 กันยายน 2564
    ความทุกข์จากการถูกคอมเมนท์ในการออกรายการสด จากทีมผู้จัด
    ชื่อ พวงบุปผา หนูรัก (ผักบุ้ง) สู่แดนฝัน
    เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กันยายน 2564 มีโอกาสได้เข้า Zoom ในรายการ ใช้ชีวิตให้ผาสุกอย่างไร ในยุคโควิด อย่างเราจะมีอะไรทำ นอกจาก ทำงาน เรียน ป.เอก และร่วมบำเพ็ญบุญกับจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ทำงานก็ทำอยู่บ้าน บางวันก็ไปที่ สำนักงานไม่มีเนื้อหาให้พูด การเข้า Zoom บำเพ็ญก็สร้างความผาสุกได้อยู่แล้ว เรื่องที่ทำความผาสุกได้อีกเรื่องคือ เรื่องเรียน ป.เอก ก็เลยพูดลงรายละเอียดมากหน่อย และก็พูดเรื่องฉีดวัคซีนนิดหน่อย (นอกเรื่อง) เราก็เป็นคนความจำไม่ค่อยดี ไม่ถนัดท่อง ๆ แล้วไปพูด ชอบพูดสด ๆ คิดออกมาแล้วพูดจากประสบการณ์ อาจจะไม่เหมาะที่จะออกรายการ ตอนที่กำลังพูดอยู่ก็ถูก คอมเม้นท์ พูดจบแล้วก็ถูกคอมเม้นท์ อีก ก็เลยรู้สึกตำหนิตัวเอง ว่าเราแย่ขนาดนี้เลยหรือ ต่อไปเขาคงไม่ให้เราออกรายการอีก เราเองกพร่องที่ไม่ได้เตรียมตัวมาพูด และที่สำคัญ สิ่งที่เราพูดไปนั้นจะทำให้องค์กร เสียหายหรือเปล่า แต่ก็ได้ล้างทุกข์ออกไปบางเรื่องแล้ว ต่อไปเขาคงไม่ให้เราพูดอีก เรื่องนี้ตัดใจได้ เพราะปกติเราก็ไม่ได้ออกรายการอยู่แล้ว จะทุกข์ใจไปทำไม แต่ก็ยังทุกข์อยู่ เอาออกไม่ได้ในเรื่องที่ว่า เราจะทำให้องค์กรเสียหายหรือเปล่า วันนั้นก็มองหาอาจารย์อยู่ว่า อาจารย์จะออกมาพูดช่องไหนบ้าง แต่ไม่เห็นเลย จนถึงเวลา 18.00 น.แล้ว อาการทุกข์ก็ยังแก้ไม่ได้ จะทำรายการสดตอบปัญหาแล้ว และก็ได้ระบายไปกับพี่จิตอาสานิดหน่อยในรายการ ให้พอทำงานต่อได้ พี่เขาก็ให้กำลังใจ จึงลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ จนถึงผู้ถามปัญหาสุขภาพรายแรก เขามีความทุกข์ทั้งทางกายทางใจ ทางกายแก้ได้แล้วแต่ใจยังทุกข์อยู่ พี่ๆ จิตอาสา ก็ตอบไปหลายท่านแล้ว เขาก็พอคลายใจได้ แต่เรายังทุกข์ใจอยู่เลย จนอาจารย์หมอเขียวออกมาตอบปัญหาให้พี่เขา และตัวเองก็ได้ยินสิ่งที่อาจารย์ พูดอยู่คำหนึ่งคือ “มันไม่มีอะไรเสียหายหรอก” พอได้ยินคำนี้เราเองหายทุกข์เลย เพราะติดใจอยู่กับเรื่องที่เราพูดไปในรายการ ว่าจำทำให้องค์กรเสียหายหรือเปล่า พอได้ยินคำนี้จากอาจารย์ ก็เลยคลายทุกข์ได้ สาธุค่ะ
    ทุกข์ เพราะกลัวว่าองค์กรจะเสียหายเพราะการพูดของเรา
    สมุทัย ไม่อยากให้องค์กร หรือใคร ๆ เสียหายจากจากการพูดของเรา
    นิโรธ ไม่ว่าเราจะเสียหาย หรือองค์กรจะเสียหาย หรือใคร ๆ จะเสียหาย ก็เป็นวิบากดีร้ายของแต่ละคนที่เกิดจากเราเป็นผัสสะ เขาไม่พอใจก็ให้เขาไม่พอใจไป เราก็เบิกบานแจ่มใสต่อไปดีกว่า
    มรรค เกิดจากการได้ฟังธรรมจากอาจารย์ทำให้ได้สติกลับมา และทบทวนว่าสิ่งที่เราทำก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้เสียหายมาก ส่วนคนที่คอมเมนท์เขาคงหวังดีกับเรากับองค์กร เท่านั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจจะให้เราทุกข์ใจ สาธุ ค่ะ

  6. ชุติวรรณ แสงสำลี

    เรื่อง สิ่งของที่เสียหายไม่มีค่ามากพอเท่ากับใจที่เสียหาย
    เหตุการณ์ โน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าของเราที่ใช้มีอาการเครื่องดับบ่อยๆขณะใช้ทำงาน บางครั้งก็ใช้ได้ดี บางครั้งก็ใช้ได้ไม่ดี ดับบ่อยมาก กลัวว่าโน๊ตบุคจะเสียแล้วก็จะขาดเครื่องมือหลักในการบำเพ็ญที่เราต้องอาศัยสิ่งนี้เป็นหลัก
    ทุกข์ กลัวโน๊ตบุ๊คเสียใช้งานไม่ได้อีก มันเป็นสมบัติส่วนตัวที่เป็นเครื่องมือบำเพ็ญที่สำคัญ
    สมุทัย กลัวสิ่งที่ไม่อยากได้ถ้าโน๊ตบุคเสียใช้งานไม่ได้เป็นทุกข์ใจ ถ้าโน๊ตบุคไม่เสียบ่อยใช้งานได้ดีเป็นสุขใจ
    นิโรธ โน๊ตบุุ๊คเสียใช้งานไม่ได้เลยก็เป็นสุขใจ โน๊ตบุคไม่เสียใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้างเราก็เป็นสุขใจ
    มรรค ปฏิบัติ เพิ่มศีล ตรวจสอบดู ทานอาหารสูตร1-2 มากขึ้น ทำจิตใจให้่ผ่องใส บางวันทำได้ดี โน๊ตบุ๊คก็ใช้งานได้ดีทั้งวันเครื่องไม่ดับ แต่ถ้าทานอาหารปรุงมากไปและใจร้อน เครื่องจะดับบ่อย แต่ก็ไม่มีอะไรเที่ยง เครื่องมันก็ดับบ่อยๆจริงๆ ทำใจว่ากล้ารับในสิ่งที่เรากลัวได้ ไม่หวั่นไหว ถ้าโน๊ตบุคเกิดเสียหายแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วช่างมันไม่ได้มีให้อาศัยก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น เมื่อเราไม่มีโน๊ตบุคใช้ก็ดี ได้พักมือ จะได้ไม่โดนความร้อนที่มากเกินไปเครื่องมันเก่าแล้วมันก็ร้อนมาก ใจเราปล่อยวางได้ เราทำเต็มที่แล้วใช้งานมานานแล้ว ถึงเวลาก็ต้องหมดประสิทธิภาพ พิจารณามันเป็นวัตถุไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ใช้แล้วย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา แล้วดูแลเต็มที่แล้ว มันจะเสียก็เสียไป เราก็ใช้คุ้มค่ามามากพอแล้วเราใช้ทำงานบำเพ็ญกุศลก็เป็นสิ่งดีงามเจริญมากแล้ว ใจเราก็เป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ เราทำกุศลอย่างอื่นๆก็ได้ เลยไปขัดล้างห้องน้ำหญิง พอล้างเสร็จ ไม่ถึงชั่วโมง พี่น้องจิตอาสาท่านหนึ่งมาบอกว่าให้ไปเอาโน๊ตบุคที่ท่านมีอีกตัวหนึ่งมาใช้ ขอบคุณกุศลที่คุ้มครองให้เราได้รับสิ่งที่ใช้เป็นประโยชน์ต่อไป

  7. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล)

    ส่งการบ้านอริยสัจ4
    เรื่อง. คำปรึกษาล้างทุกข์
    เหตุการณ์.เนื่องจากเรื่องที่เพื่อนมาพูดคุยขอคำปรึกษาจากเราตอนที่เพื่อนมีความทุกข์ ทำให้เพื่อนได้เล่าเรื่องที่เพื่อนไปทำผิดศีลมา และเราก็ได้ให้คำปรึกษาให้เขาลดละเลิกแล้วก็บอกวิธีทางที่ดีๆที่เป็นประโยชน์ที่สุดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เท่าที่ได้ตามฐานของเรา และจะรับฟังและแนะนำอย่างเดิมมาตลอด จนเรื่องราวมาถึงตอนที่เพื่อนได้สารภาพผิดกับหมู่กลุ่ม ทำให้มีพี่จิตอาสาที่เราศัทธามากท่านหนึ่ง ท่านได้พูดในที่ประชุมในหมู่กลุ่มว่า เพราะเพื่อนที่มาปรึกษากับเราเหมือนจะมาปรึกษาผิดคน ที่ไปทำนิสัยกร่างกับพี่น้องในศูนย์ เมื่อได้ยินคำนั้นจับได้ทันทีว่ารู้สึกว่าไม่พอใจกับคำพูดนั้น

    ทุกข์.ไม่พอใจกับคำพูดที่แปลความหมายว่าเราเป็นคนทำให้เขาทำผิดทำนอสัยกร่างกับพี่น้อง ทั้งที่ความจริงคือเราทำดีด้วยใจที่บริสุทธิ์จริงๆ

    สมุทัย.อยากได้สภาพดีๆ อยากให้พี่ท่านพูดทำตามความเป็นจริง และอยากให้พี่น้องเข้าใจตามความจริงตามความเป็นจริง ที่เราเป็น ที่เราบอกให้คำปรึกษาแบบบริสุทธ์ใจจะชอบใจสุขใจ แต่เมื่อได้ยินคำพูดเหมือนว่าพี่น้องจะเข้าใจว่าที่เพื่อนไปทำนิสัยกร่างเพราะมาปรึกษาเราจึงรู้สึกทุกข์ใจไม่ชอบใจ

    นิโรธ. พี่น้องท่านจะพูดอย่างไรหรือพี่น้องจะเข้าใจความจริงแค่ไหนก็ยินดี ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค.ตั้งศีลมาปฏิบัติพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ ความวิปลาส ความไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ ของอาการกิเลสที่เราหลงไปยึดมั่นถือมั่นที่ทำให้ทุกข์ใจ พิจารณาเห็นถึงโทษของความยึดมั่นถือมั่นว่าทุกคนจะต้องเข้าใจตามความจริงว่า กิเลสบอกว่า เราเป็นแค่คนบอกทางที่ดีให้เขาแล้วด้วยใจที่บริสุทธิ์ ส่วนการปฏิบัติตัวกร่างหรือไม่กร่างก็น่าจะอยู่ที่เจ้าตัวมากกว่า เราทำถูกแล้วไม่น่าจะผิดอะไร พี่น้องน่าจะเข้าใจเรานะ แต่ที่จริงแล้วไม่ถูกต้อง เพราะผิดสัจจะ ผิดทางพุทธะ เพราะคิดแล้วทุกข์ สัจจะความจริงตามความเป็นจริงคือ เราต้องเข้าใจชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มเเจ้ง ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ดีที่สุดแล้ว ต่อให้เราบอกในสิ่งที่ถูกต้องกับเพื่อนที่มาปรึกษาเราไป แต่มันต้องให้เพื่อนที่มาปรึกษาเราทำพฤติกรรมกร่างตามคำพูดนั้นแหละ เพื่อที่ทำให้เราได้เห็นว่ายังมีกิเลสส่วนเหลือเรื่องนี้อยู่ ต้องยินดีรับ เต็มใจรับ วิบากจะได้คลี่คลาย เราจะโชคดีขึ้น ไม่ไปเพ่งโทษถือสาใคร และได้เห็นกิเลสตัวติดตัวยึด ตัวกลัว ไม่ยินดีรับ กลัวการถูกเข้าใจผิด เมื่อได้เห็นได้มาพิจารณาชัดของกิเลสส่วนเหลือ และมาพูดคุยกับพี่น้องหมู่มิตรดีจึงทำให้ใจคลายทุกข์ลงได้ตามลำดับ และใช้บททบทวนธรรมร่วมด้วยคือ ข้อที่ 143 ทำดีถูกด่า.. ให้ได้ ถูกแกล้ง..ให้ได้ ถูกนินทา.. ให้ได้ ถูกว่า..ให้ได้
    ถูกดูถูก..ให้ได้ ถูกเข้าใจผิด..ให้ได้ ถูกทำไม่ดีสารพัดเรื่อง..ให้ได้ เพราะเราทำมาทั้งนั้น

    สรุปว่า.จากที่เกิดผัสสะแล้วทุกข์อยู่ประมาณ2วัน เมื่อพิจารณาได้พิจารณา อ่านทบทวน บททบทวนธรรมข้อนี้หลายๆเที่ยว ร่วมกับได้โทรพูดคุยกับน้องก็ทำให้ทุกข์ลดลงได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะทุกข์มาก กลัวไปหมด กลัวพี่น้องจะมองเราเป็นคนไม่น่ารัก กลัวหลายๆเรื่อง แต่ตอนนี้เข้าใจชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า วิบากกรรมของเราจัดสรรเรื่องราวมาให้เราได้ใช้วิบากกิเลสส่วนเหลือของเรา คิดว่าถ้าเราจะต้องรับวิบากต่อให้เราทำดีหรือทำไม่ดี ก็จะมีเหตุให้ทุกคนคิดพูดทำ สิ่งดีสิ่งร้ายให้เรามาใช้วิบากทั้งน้ัน เพราะฉะนั้นยินดีรับด้วยใจไร้ทุกข์ค่ะ

  8. พรพิทย์ สามสี (เพื่อนพิทย์)

    เรื่อง : ข้อต่อถนน
    เรามีความจำเป็นที่จะตัองใช้ถนนเส้นทางนี้
    เพื่อลงไปทำสวน ถนนเส้นนี้เพิ่งปรับปรุงใหม่
    รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด สามารถวิ่งได้ เราใช้มอเตอร์ไซดเป็นพาหนะ ระหว่างช่วงข้อต่อถนนลงไปสวนเราก็สูงอยู่ ตอนลงเราไม่ค่อยกังวล แต่ตอนขาขึ้น เรากลัวมาก เพราะถนนเขาสูงใช้ได้ ถ้าขี่ไม่ดีข้างหน้าเป็นคลอง เราอาจพลาดล้มลงคลองน้ำได้ หรือวันไหนฝนตกลื่น
    ก็อาจพลาดล้มได้ เราก็เป็นคนกลัวความสูงมากด้วย เรามานึกถึงผู้เกี่ยวข้องทำถนน ว่าเขาคิดได้ยังไง เขาไม่เห็นใจประชาชน ก็อีแค่รอยต่อแค่นิดเดียว น่าจะทำให้พี่น้องที่ต้องใช้เส้นทางนั้นสะดวกสบายไม่ได้เชียวหรือ มานึกถึงพนักงานขับรถทำถนนด้วย ว่าแม้ใครไม่สั่งให้ทำตรงช่วงรอยต่อตรงทางลงไปถนนอีกสาย (ถนนอีกสายทางลงของเดิมถนนไม่ได้ปรับปรุง)ถ้าพี่น้องพนักงานขับรถทำถนน มีใจสักนิดท่านก็สามารถทำทางลงเองได้ พี่น้องที่ใช้เส้นทางนั้นจะได้สะดวกสบายขึ้นนิด แต่ท่านที่เกี่ยวข้องในการทำถนน ท่านไม่ได้มาใช้เส้นทางนั้นบ่อย ท่านจึงไม่รู้สึก
    ทุกข์ : เขาคิดไม่ได้
    สมุทัย : ชอบที่จะให้เขาทำถนนช่วงรอยต่อทางลงให้ดีกว่านี้นิด
    นิโรธ : เขาจะทำทางลงช่วงรอยต่อก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ยินดี พอใจ
    มรรค : กิเลส : มันบอกว่าไม่พอใจ ทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำถนน และพนักงานขับรถทำถนน ก็พวกเขาไม่มาเดินทางนี้บ่อย จึงไม่รู้สึกถึงความเดือดร้อนของพี่น้องที่ต้องใช้เส้นทางลง
    เรา : บอกกิเลสทุกอย่างที่เราได้รับคือสิ่งเราทำมา โชคดีอีกแล้วได้ใช้วิบาก อาจารย์หมอเขียวสอนว่าให้ ยินดี พอใจ เต็มใจ แล้วจะเอาทุกข์มาแต่ไหน
    บททบทวนธรรม ๖
    การกระทำเดียวกัน มีเหตุผลในการกระทำ
    กว่าล้านเหตุผล ต้องระวัง อคติ
    หรือความเข้าใจผิด จากการคาดเดาที่ผิดของเรา
    บททบทวนธรรม ๗
    หลัก ๕ ข้อ ที่นำพาชีวิต
    พ้นจากนรกตลอดกาลนาน
    อย่าทายใจผู้อื่น อย่าใส่ร้ายผู้อื่น
    อย่าโกหกผู้อื่น อย่าชิงชังผู้อื่น
    อย่าเบียดเบียนผู้อื่น

  9. รมิตา ซีบังเกิด

    รมิตา ซีบังเกิด
    เรื่อง : การฉีดวัคซีนเข็มที่ 2
    เหตุการณ์ : ก่อนวันฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ได้เตรียมตัวด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ได้ทำงานหนัก กินอาหารปรับสมดุล ดื่มน้ำสกัดสมุนไพรพลังศีล แต่ในคืนนั้นได้พูดคุยกับคนคุ้นเคย เขาบอกว่าญาติเขาฉีดวัคซีนยี่ห้อดังกล่าว ได้ป่วยและเสียชีวิตไป 2 คน
    ทุกข์ : กังวลใจอันตรายที่จะเกิดจากการฉีดวัคซีน
    สมุทัย : ชอบที่ฉีดวัคซีนแล้วไม่เกิดอันตราย ชังที่ฉีดวัคซีนแล้วเกิดอันตราย
    นิโรธ : จะเกิดอันตรายจากการฉีดวัคซีนหรือไม่ก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าจากคนคุ้นเคยว่าญาติเขาเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีนยี่ห้อที่กำลังฉีดในวันรุ่งขึ้น ในตอนแรกได้ซักถามว่า ญาติมีโรคประจำหรือเปล่าเขาบอกว่าใช่ จึงบอกเขาว่าน่าจะไม่ใช่เสียชีวิตเพราะวัคซีน คงเป็นเพราะเขาป่วยด้วยโรคอื่นมาก่อนหน้านี้แน่ ในเมื่อเราได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เหตุใดจึงต้องกังวล หวั่นไหว และถึงแม้จะเกิดอันตรายจนถึงกับต้องเสียชีวิต ก็ยินดี โดยใช้บททบทวนธรรมข้อ ที่ว่า”ตายก็ไปเกิดใหม่ จะทำดีต่อ อยู่ก็ทำหน้าที่ต่อไป จะทำดีต่อ” ตามคำสอนของท่านอ.หมอเขียว
    ที่เราท่องอยู่ประจำ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ให้เป็นไป ยอมรับได้ด้วยความผาสุก เบิกบานใจ ความวิตกกังวลหายไปสิ้นเชิง

  10. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ต้องกล้าตัดสินใจ
    วันนี้ได้รับจดหมายจากที่ทำงานว่าไม่ให้เข้าที่ทำงานถ้าไม่ฉีดวัคซีน สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็เตรียมใจมานานแล้วล่ะ เราก็คอยดูว่าวิบากจะจัดสรรให้แบบไหน ในที่สุดก็ได้คำตอบคือ พ่อบ้านไม่ยอมให้เราฉีดวัคซีน ส่วนที่ทำงานก็เราต้องฉีดวัคซีนจึงจะทำงานต่อไปได้ รู้สึกอึดอัดไม่ชอบใจที่ถูกบังคับให้ต้องเลือก กลัวว่าตัดสินใจเลือกผิด

    ทุกข์ รู้สึกอึดอัดใจที่ต้องเลือก กลัวว่าตัดสินใจเลือกผิด

    สมุทัย ไม่อยากเลือก ไม่ชอบใจที่มีเหตุการณ์ที่เราต้องตัดสินใจเลือก กลัวว่าเราจะเลือกผิด

    นิโรธ ไม่สร้างเงื่อนไขให้ใจเป็นทุกข์ ต้องพร้อมกล้ายินดีรับวิบากดีร้ายที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของเราให้ได้

    มรรค พิจารณาว่าอาการความอึดอัดใจ ความกลัวว่าตัวเองจะตัดสินใจเลือกผิด เป็นกิเลส เป็นความเบียดเบียนตนเอง กลัวไม่ได้ดังใจ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เรากลัวจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้

    เมื่อมีเหตุการณ์ที่เราต้องตัดสินใจเลือก ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ฝึกการประมาณ โดยเอาข้อมูลที่เรามีมาสังเคราะห์กันตามวิบากดีร้ายของเราและคนที่เกี่ยวข้อง เมื่อตัดสินใจแล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไรเราก็พร้อมยินดีรับ

    บททบทวนธรรม ข้อที่ 147 ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดีที่สุดแล้ว (everything happens for the best) ยินดีได้ถ้าดีเกิดดังใจเราหมาย ก็ดีเป็นกุศลของเราออกฤทธิ์ให้เราได้อาศัย และยินดีได้แม้ว่าดีไม่เกิดดั่งใจเราหมาย ก็ดีอกุศลของเราออกฤทธิ์ให้เราได้ชดใช้ รับแล้วก็หมดไป วิบากร้ายหมดเราก็จะโชคดีขึ้น

    เมื่อได้พิจารณาตามก็ไม่มีอะไรคาใจ จิตก็เบิกบานยินดี พร้อมสู่ปัญหาและอุปสรรคด้วยใจไร้ทุกข์ สาธุค่ะ

  11. สุชนา ทิวถนอม

    อยากได้ดีดั่งใจหมาย

    ช่วงนี้เป็นรอบบุญที่ได้บำเพ็ญดูแลผู้มีพระคุณคือคุณพ่อซึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันและไต ฟอกไตอาทิตย์ละ 2 ครั้ง คุณพ่อมักจะชอบรับประทานอาหารพวก ของหวาน น้ำหวาน และเนื้อสัตว์ที่มันๆเช่นขาหมู อาหารเหล่านี้ทำให้น้ำตาลขึ้นสูง ความดันขึ้นสูง ค่าของเสียในเลือดสูง ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ทำร้ายพ่อ ก็เลยเตือนเขาว่ามันไม่ดีนะ อย่ากินเลย เตือนรอบแรก เขาก็ทำหน้ามึน ถามว่าทำไมจะกินไม่ได้ เราก็อธิบายผลลัพธ์ที่จะตามมา พ่อก็บอกกินนิดเดียว ไม่เป็นไรหรอกมั๊ง เราก็บอกว่าที่ผ่านมาก็กินนิดเดียว ผลเลือดต่างๆก็เลยแย่ไง แล้วก็ทำให้เขามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร จำไม่ได้หรอ? ท้ายที่สุดพ่อก็โมโห ขึ้นเสียงดัง กูจะกิน มึงอย่ามายุ่ง

    ทุกข์ : ความไม่สบายใจ ความกลัวและกังวลห่วงว่าพ่อจะมีอาการไม่สบาย เพราะที่ผ่านมา เขาปฏิบัติตัวเช่นนั้น แล้วเกิดอาการไม่สบาย คลื่นไส้ อาเจียน เพลีย หมดแรง กินอะไรไม่ได้เลย จนต้องไปฟอกไต

    สมุทัย : เราอยากให้พ่อเราทำตามที่เราแนะนำ ที่เราเห็นว่าดีแต่พ่อไม่ทำจึงเกิดความคับข้องใจ

    นิโรธ : สภาพที่เราสามารถยอมรับ กล้าที่จะเผชิญความจริงให้ได้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อก็เป็นคนเลือก เขาก็ต้องรับผลที่เขาเลือก เราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรตรงนั้นได้ และเราก็แค่คอยแก้ไขสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามอาการของเขาไปอย่างไม่ทุกข์ใจ ไม่อึดอัดคับข้องใจ เพราะเราก็ได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว

    มรรค : การพิจารณากล้ายอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ทำใจปล่อยวางให้ได้ อะไรจะเกิดก็ดีทั้งนั้น ฝึกความอดทนที่จะเห็นพ่อทำในสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจเรา และสามารถยอมรับโดยไม่แสดงอาการขุ่นข้องหมองใจ หรือทะเลาะเบาะแว้ง จนทำให้เกิดความบาดหมาง และทำใจให้ไม่ทุกข์ยามที่เราไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีดั่งใจหมายให้ได้ อีกข้อหนึ่งคือการตั้งศีล ไม่โกรธเขา เพรากล้วผิดศีลแล้วจะเจอสิ่งที่ไม่ดี พอเวลาเริ่มมีอาหารหงุดหงิดเขาก็จะนึกถึงศีลที่เราตั้งไว้ว่าจะไม่โกรธเขา ตอนแรกๆมันเหมือนกดข่ม แต่พอเจอบ่อยๆมันก็กลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ไม่ยาก เพราะโลกนี้มีความพร่องอยู่เป็นนิจ เอาใจไปผูกยึดไว้กับสิ่งที่ไม่มีตัวตนอย่าความอยากได้ดีดั่งใจหมาย มันย่อมเป็นทุกข์ อยากพ้นทุกข์จึงจำเป็นต้องปล่อยวาง

  12. รักใจ โปวอนุสรณ์

    เรื่อง ฟังคนชอบบ่น
    ช่วงนี้เรากลับมาอยู่กับพ่อแม่ เวลาส่วนใหญ่จะอยู่กับแม่ พ่อกับแม่อยู่ด้วยกันมานานหลายสิบปี แต่แม่ไม่ค่อยพอใจในพฤติกรรมบางอย่างของพ่อ ซึ่งสะสม เก็บกด มาเป็นระยะเวลานาน เวลาเห็นพ่อทำอะไร พูดอะไร ที่ไม่ถูก
    ใจ ก็มักจะบ่น หรือ ประชดประชัน ให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง
    ทุกข์: บางครั้งที่ฟังคำบ่น จะรู้สึกรำคาญ
    สมุทัย: สาเหตุที่เกิดความรำคาญ เพราะ เราจับอาการเหนื่อยหน่ายในคำบ่น ไม่ทัน คิดว่าทุกคนก็มี อุปนิสัย ประจำตัวเอง คนอื่นอาจจะไม่ชอบ หรือ ชอบ เป็นเรื่องธรรมดา แม่ไม่จำเป็นต้องรังเกียจ “พฤติกรรมนั้น” จนต้องบ่นออกมา
    นิโรธ: “ฟัง” ด้วยความเข้าใจ ไม่เกิดความรำคาญ สบายใจ
    มรรค: พยายาม “ จับ อุปกิเลส” ให้ทัน และ ทำความเข้าใจ ว่า แม่ไว้วางใจ เลย อยากปรับทุกข์ ระบายความอึดอัดใจ ให้ฟัง เค้าก็อดทน ทำงานหนักเพื่อประคองครอบครัวมานาน หลายสิบปี มีโอกาส ก็จะปลอบใจเขา หรือ อธิบายเหตุผล แง่มุมอื่นๆ ในพฤติกรรมของพ่อ

  13. ธัญมน หมวดเหมน (มั่นแสงธรรม)

    ชื่อเรื่อง :ยึดดี

    สืบเนื่องมาจากที่ทำโทรศัพท์ตัวเองแช่ในน้ำ จนโทรศัพท์ใช้งานไม่ได้จนต้องส่งซ่อมอยู่หลายอาทิตย์ ทำให้ได้รู้กิเลสแต่ละตัวของตัวเองว่ายังมีตัวไหนเหลืออยู่บ้าง มาก น้อย หนัก เบาแค่ไหน โดยช่วงที่รอโทรศัพท์ส่งซ่อมอยู่นั้นก็มีกิเลสบางตัวโผล่มาทำให้เราเกิดอาการหวั่นไหวอยู่เป็นระยะ โดยเขาจะคอยมากระซิบบอกเราว่าเฮ้ย เราจะส่งการบ้านวิชาอริยสัจ 4 รวมทั้งวิชาอื่นๆไม่ทันแน่ๆ(เห็นความติดดี ติดสมบูรณ์ของตัวเองที่จะไม่เคยให้การบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมายบกพร่อง) แต่พอเรามีสติเห็นและรู้ทันว่าเขา(กิเลส)กำลังจะมาทำให้เราคิดให้ตัวเองเกิดทุกข์เขาก็จะหายไป

    ทุกข์: กังวล รู้สึกพร่องๆ ไม่สบายใจกลัวส่งการบ้านจากวิชาที่เรียนอยู่ไม่ทัน
    สมุทัย:ยึดมั่นถือมั่นในความสมบูรณ์ ไม่ชอบความพร่อง ไม่ชอบให้เกิดความคั่งค้างของงานทุกอย่าง โดยเฉพาะงานที่เราเห็นว่ามีประโยชน์และสำคัญมากๆอย่างเช่น การบ้านอริยสัจ 4
    นิโรธ:จะได้ส่งการบ้านครบหรือไม่ครบหรือพร่องไปบ้าง ช้าไปบ้างหรือจะไม่ได้ส่งเลยก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค:พิจารณาตามความเป็นจริงว่าสิ่งดีที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงอยู่ทุกวินาทีปัจจุบัน คือทำใจเราให้ไม่ทุกข์กับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้เท่านั้น เพราะไม่ว่าอะไรที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้น แท้จริงแล้วมันไม่มีอะไร เราไม่ได้อะไร นอกจากการทำใจเราให้พ้นทุกข์ พ้นจากความยึดมั่นถือมั่นให้ได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเราของเราจนต้องเอาใจเข้าไปติดยึดจนทำให้เกิดความทุกข์ใจ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นองค์ประกอบให้เราได้เรียนรู้และปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์เท่านั้น ตรงกับบททบททวนธรรมที่อาจารย์หมอเขียว กลั่นมาจากพตป.ข้อที่ 82 ว่า “จงฝึกอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตที่พร่องอยู่เป็นนิตย์ อย่างผาสุกให้ได้” ข้อ 77 ว่า “ระวัง…กิเลสมักจะหลอกให้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่สำคัญยิ่งๆขึ้นไป” และข้อ 78 ว่า”ความ สมบูรณ์ หรือความสำเร็จของกิจกรรมการงาน คือความลวง ลวงให้ยึด ลวงให้ทุก ส่วนความสำเร็จของใจที่พ้นทุกข์ ผลความยึดมั่นถือมั่นคือความจริง” ข้อ 83 ว่า “ความยึดมั่นถือมั่นจะทำให้เกิดความพร่อง ความพลาด ความทุกข์” และจะคอยบอกกับกิเลสตัวเองว่า ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะความยึดมั่นถือมั่นเป็นการเชื่อกิเลส ไม่เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า และสาวกแท้ ก็จะมีแต่ทุกข์และทุกข์ ไปตลอดกาลนาน

  14. คมเวช หงส์เชิดชัย

    หัวเรื่อง.อาการขาบวม
    ทุกข์ : มีความกังวลใจที่เท้าขวาบวม และมีอาการคัน รู้สึกไม่ชอบใจ รำคาญใจและเมื่อคันก็จะเกา ยิ่งคันก็ยิ่งเกาจนเป็นผื่นแดงมากและกลัวว่าจะไปกระทบกับเท้าที่บวมด้วย
    สมุทัย : ได้ไลน์คุยกับพี่สุที่ร.พ.โพธาราม พี่สุบอกให้ลดยาความดันซึ่งปกติ จะรับประทานครั้งละ ½ เม็ด และครั้งนี้ให้งดยาตัวนี้ไปเลยไม่ต้องกิน สักประมาณ 2-3 วัน อาการเท้าบวมก็ลดลงเป็นปกติ
    นิโรธ : การที่เราทำไปเท้าเรายังบวมอยู่ ทำไมเราถึงได้คันที่ขา ไม่ได้ทำให้เราหายจากอาการเจ็บป่วยได้ เท้าก็บวม อาการคันก็เป็นอีก เราต้องดับที่ใจ เราต้องวางอาการที่ทุกข์ใจที่คัน และบวม ไม่ต้องไปเกามันอีก
    ดังที่ อ. หมอเขียวสอนไว้
    มรรค : ต้องทำใจว่าไม่ต้องกลัวเพราะ ยิ่งกลัวเรายิ่งแพ้ จะเป็นอะไรให้คิดว่า หายก็ได้ ไม่หายก็ได้ ไม่ให้ใจเป็นทุกข์ เพราะทุกข์เกิดจากความหวั่นไหวเป็นปัจจัยให้ป่วย

  15. วิภาวัลย์ ถนัดธรรมกุล (ประณีตบุญ)

    เรื่อง น้ำร้อนลวกแขนแต่ไม่ลวกใจ

    เนื้อเรื่อง ที่บ้านหุงข้าวด้วยซึ้งนึ่งข้าว ในวันนั่นด้วยความประมาทยกน้ำ ซึ้งชั้นล่างพลาดพลิกกลับน้ำร้อนเดือดลวกมาที่ข้อมือขวา

    ทุกข์ : น้ำร้อนลวกข้อมือ ปวดแสบปวดร้อน ทำให้ทำงานไม่ถนัด

    สมุทัย : ตนเองประมาททำให้ถูกน้ำร้อนลวกข้อมือขวา ทำให้เห็นวิบากกรรมที่เคยทำมาในอดีต

    นิโรธ : วางใจที่แขนเจ็บทำอะไรไม่ถนัด ไม่กลัวว่ามันจะเจ็บปวด ไม่หวั่นไหว กล้าที่จะรับผลกรรมนั่น ให้วิบากกรรมนั้นผ่านไป

    มรรค : เมื่อไม่กล้วความทุกข์ ทรมานกาย มันไม่ทรมานที่ใจ มันอยู่แค่ข้อมือ มันจะหายเจ็บเมื่อไรก็ได้ กล้าที่จะรับผลให้วิบากผ่านไปได้ชดใช้เวรกรรมด้วยใจไร้ทุกข์ ดังบททบทวนธรรมข้อ25 เมื่อเกิดทุกข์ใจทุกข์กาย เรื่องร้ายเข้ามาในชีวิต เข้ามาเพื่อให้เราได้ชดใช้ ให้เราไม่ประมาท ให้เราเพิ่มอริยศีล ให้เราได้สำนึก ให้เราได้หมดวิบาก

  16. สมทรง นาคแสงทอง

    เรื่อง ทุกข์มา ปัญญาเกิด
    จากเชียงใหม่ถึงบ้าน เดือนตุลา64ลูกชายนี้ ไปพากลับมารับชวัญ ลูกชายอยู่ดูแลแม่ทั้งวัน
    ไม่แปลผันช่วยแม่ ให้ลุกนั่งทั้งลุกยืน ช่วยทั้งวันช่วยทั้งคืน จนหายดีทุกวันนี้แม่แข็งแรงจน8เดือนผ่านไป ใจเป็นสุขเริ่มสนุก
    การบำเพ็ญเห็นประโยชน์
    10 มิถุนายน 2564 ขออนุญาต ไม่ให้พลาดขอลูกมา หาสวน๙งานวันเกิด
    11 มิถุนายน 2564 เป็นวันดีลูกอนุญาต ดั่งคาตฝันขอขอบคุณ เจริญธรรมสาธุกาล ให้ลูกหลานเจริญวัย ใจสู่ธรรมนำสู่ชัย

    ทุกข์ : ไม่สบายใจกังวลถ้าไม่ได้มาสวน๙

    สมุทัย : อยากมาสวน๙ ถ้าได้มาใจจะเป็นสุข ถ้าไม่ได้ใจเป็นทุกข์

    นิโรธ : พิจารณา อุเบกขาตั้งศีลคิดดี พูดดี ทำดีเป็นที่ตั้ง ด้วยกายวาจาใจ ไม่ยึดมั่นถือมั่น จะได้มาสวน๙หรือไม่ได้มาสวนน๙ใจก็เป็นสุข ไม่ยึดมั่นถือมั่นในทุกสถานการณ์ เอาประโยชน์อย่างพุทธ

    มรรค : ตั้งศีลปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อยู่ในกรอบของพุทธ ด้วยธรรมะรักษาใจ นี้คือหนทางเดินสู่ความพ้นทุกข์

  17. เสาวรี หวังประเสริฐ

    เรื่อง ผู้ป่วยไม่ได้รับวัคซีน
    สัปห์ดาที่ผ่านมามีแม่เด็กอายุ17ปีมาขอรับการฉีดวัคซีนให้ลูกชายซึ่งมีความผิดปกติแต่กำเนิดด้านสติปัญญาซึ่งได้เรียนปรึกษากุมารแพทย์แล้วลงความเห็นว่ายังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะฉีดให้ได้แต่คุณแม่ไม่ยอมจะขอฉีดโดยแม่เด็กโวยวายไม่ยอมจะร้องเรียน
    ทุกข์ : กลัวกังวลที่แม่เด็กไม่ยอมรับการตัดสินใจของคุณหมอ
    สมุทัย : เหตุแห่งทุกข์ชังที่แม่เด็กไม่เข้าใจและไม่ยอมรับการตัดสินใจของคุณหมอชอบที่แม่เด็กเข้าใจและยอมรับการตัดสินใจของคุณหมอ
    นิโรธ : สภาพดับทุกข์ไม่ชอบไม่ชังที่แม่เด็กไม่เข้าใจและไม่ยอมรับการตัดสินใจของคุณหมอ
    มรรค : วิธีดับทุกข์พิจารณาประโยชน์และโทษที่เด็กจะต้องได้รับวัคซีนว่าอะไรมากกว่ากันอธิบายให้แม่เด็กเข้าใจ ทบทวนธรรม”การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดังใจเราเป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่าที่ทำให้ได้ล้างกิเลสคือความหลงชิงชังรังเกียจหลงยึดมั่นถือมั่นในใจเราและทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา”
    ผลของการพิจารณาและอธิบายให้แม่เด็กเข้าใจให้ใจเย็นลงและยอมกลับบ้านโดยไม่ได้รับการฉีดวัคซีนในวันนั้นด้วยอาการสงบทำให้จิตใจของเราหลุดพ้นจากความกลัวกังวลมีพลังผาสุกผ่องใสไร้ทุกข์ไร้กังวลสามารถทำงานต่อได้ตามปกติ

  18. เสาวรี หวังประเสริฐ ( สืบสานศีล )

    เรื่อง ผู้ป่วยไม่ได้รับวัคซีน
    สัปห์ดาที่ผ่านมามีแม่เด็กอายุ17ขอมาฉีดวัคซีนโควิดซึ่งได้นำประวัติของเด็กเรียนปรึกษากุมารแพทย์ผลแพทย์วินิจฉัยว่าเด็กยังไม่เข้าเกณฑ์ที่จังหวัดกำหนดในรอบนี้ ที่นัดฉีดวันที่ 8 กันยายน 2564 แต่แม่เด็กไม่ยอมรับโวยวายจะขอฉีดวัคซีนให้ได้ถ้าไม่ได้จะร้องเรียน
    ทุกข์: กลัวกังวลที่แม่เด็กไม่ยอมรับการตัดสินใจของแพทย์
    สมุทัย: เหตุแห่งทุกข์ชอบที่แม่เด็กยอมรับและเข้าใจการตัดสินใจของแพทย์ ชังที่แม่เด็กไม่ยอมรับและไม่เข้าใจการตัดสินใจของแพทย์
    นิโรธ: สภาพดับทุกข์ ไม่ชอบไม่ชังที่แม่เด็กไม่ยอมรับและไม่เข้าใจการตัดสินใจของแพทย์
    มรรค: พิจารณาประโยชน์และโทษของการได้รับหรือไม่ได้รับวัคซีนของเด็กแล้วอธิบายให้แม่เด็กฟังโดยพิจารณาบททบทวนธรรม”การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเราไม่ได้ดั่งใจเราเป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่าที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลสคือความหลงชิงชังรังเกียจหลงยึดมั่นถือมั่นในใจเราและทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา”
    ผลของการพิจารณาและใช้บททบทวนธรรมช่วยให้สามารถอธิบายให้แม่เด็กยอมกลับไปโดยไม่ได้รับวัคซีนในวันนั้นโดยมีเงื่อนไขว่าจะติดตามมารับวัคซีนตามแพทย์นัดครั้งต่อไป ทำให้จิตใจเรามีพลังผาสุกผ่องใสไร้ทุกข์ไรความกลัวกังวลหวั่นไหวต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้

  19. กมลชนก ทุมวงษ์

    เรื่อง น้องแมวเหมียว : กมลชนก ทุมวงษ์
    เนื้อเรื่อง
    เพื่อนข้างบ้านได้ขายบ้านแล้วย้ายไปต่างจังหวัดทิ้งแมวตัวเมียไว้ตัวนึง พี่สาวได้เอาข้าวให้มันกินทุกวันจนกระทั่งมีลูกสามตัวแล้วมันก็พาลูกมาที่บ้านซึ่งแหม่มก็ปฏิเสธตลอดกับพี่สาวว่า ไม่เลี้ยง เพราะว่า เคยเลี้ยงหมามาหลายปีแล้วตาย ไม่อยากจะเสียใจกับการตายของมัน จึงทุกข์ที่มันมาอาศัยอยู่ที่หน้าบ้านแต่ก็ไม่ไล่เพราะสงสารลูกมันที่ต้องร่อนเร่ไปข้างนอกอีก

    ก่อนหน้านี้มันก็ไปเกิดลูกอยู่ตรงข้ามบ้านจากนั้นมันก็คาบลูกไปอีกบ้านนึง พี่สาวก็เอาข้าวและซื้อของต่างๆไม่ให้มัน บ้านนั้นเขาก็ดูแลดี ที่นี้พี่สาวก็ไปทำงานข้างนอกจะกลับมาวันศุกร์เมื่อมันเห็นพี่สาวมามันก็คาบลูกมาไว้ที่บ้านพี่สาวก็บอกว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวเขาไปทำงานวันจันทร์มันก็พาลูกกลับไปไว้ที่บ้านของเพื่อนบ้านเหมือนเดิม ปรากฏว่า มันไม่กลับไป เพื่อนบ้านก็มาเอาลูกมันไปไว้ในกล่องแล้วหลายครั้งมันก็ไปคาบลูกมันกลับมาไว้ที่บ้านแหม่มอีก

    เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เลยต้องเอาข้าวให้มันกินทุกวันเพราะพี่สาวไม่อยู่บ้าน ใจก็ไม่อยากจะเลี้ยงแต่ก็สงสารลูกมัน เมื่อพี่สาวกลับมา แหม่มก็บ่นว่าเอาข้าวให้มันกินมันก็มาอยู่บ้าน เย็นวันนั้นลูกแมวโดนรถชนอีกวันก็ตาย เช้าก็เอาไปฝัง โทรไปบอกพี่สาวให้พี่สาวเอาที่เหลือไปให้เพื่อนเลี้ยงเถอะ แกก็บอก เออเดี๋ยวมันโตแล้วมันก็ไปเอง ก็เลยทำใจว่า จะเลี้ยงก็เลี้ยงก็เลยไม่คิดอะไรแล้ว เย็นวันนั้นก็ไปซื้อทรายมาใส่กระบะไว้ให้มันขี้เยี่ยว พอวันรุ่งขึ้นลูกแมวหายไปสองตัวก้มหาใต้ท้องรถเห็นอยู่ 1 ตัวก็เลยเข้ามาทำของในบ้านพอออกไปดูอีกครั้งหายไปหมด 2 ตัวไม่เห็นอีกเลย

    ทุกข์ เศร้าใจ กังวลใจ (สงสาร) ที่
    ต้องมาเลี้ยงแมว

    สมุทัย ชอบที่จะไม่ได้เลี้ยงแมว
    ชังที่ได้เลี้ยงแมว ยึดว่าจะ
    ไม่เลี้ยงสัตว์อีก

    นิโรธ จะได้เลี้ยงแมวหรือไม่ได้
    เลี้ยงแมวก็จะไม่ทุกข์ใจ
    ได้เลี้ยงก็ได้ ไม่ได้เลี้ยง
    ก็ได้

    มรรค ได้ล้างการติด การยึดมั่น
    ถือมั่นได้ เพราะเคยตั้งจิตเอาไว้ว่าจะไม่เลี้ยงสัตว์ใดๆอีกหลังจากเคยเลี้ยงหมาแล้วได้เสียชีวิต ได้รู้ว่าเรายังติดยึดตัวนี้อยู่ และเชื่อชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่าการพลัดพราก และการเสียชีวิตของแมวต่อหน้า ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา การเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งเท่านั้น จึงสามารถลดทุกข์ และพบความผาสุขที่แท้จริงได้

    ดังบททบทวนธรรมของท่านอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน
    ข้อที่ 109 ความเข้าใจ เชื่อ และ ชัดเรื่องการทำอย่างแจ่มแจ้ง เป็นรหัส เป็นปัญญา ที่จำเป็นที่สุด สำคัญที่สุด มีฤทธิ์ที่สุด ในการดับทุกข์ ในการคลายความยึดมั่นถือมั่น ในการเข้าสู่ความผาสุกที่แท้จริง วิบากต้องรับ กิเลสต้องล้าง พุทธะจึงจะเกิด
    ข้อที่ 110 ความเข้าใจ ความเชื่อ และ ชัดเรื่องกรรมเท่านั้น จึงจะคลายความยึดมั่นถือมั่นได้
    ข้อที่ 111 ความไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ ไม่ชัดเรื่องกรรม ทำให้ยึดมั่นถือมั่น ทำให้เป็นทุกข์ ส่วนความเข้าใจ เชื่อ ชัดเรื่องกรรม ทำให้ไม่ยึดมั่นถือมั่นทำให้เป็นสุข

  20. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง จะเอาไม่เลิก

    เหตุการณ์ ช่วงนี้พ่อเริ่มหอบมา 3-4 วันแล้ว จึงต้องเข้าไปนอนดูแลทุกคืน แต่พ่อมีปัญหาเรื่องการนอนถ้านอนเร็วจะนอนไม่หลับ ท่านก็จะเปิดโทรทัศน์เพื่อจะให้ง่วงนอน ผู้สูงอายุก็จะเปิดเสียงดัง จะตรงกับมีรายการ สายด่วนสุขภาพวิถีธรรม วิถีไทย และประชุมอปริหานิยธรรม คุยกับท่านเรื่องให้ลดเสียงลงแต่ก็ยังเสียงดัง มีความรู้สึกขุ่นใจ รำคาญ หงุดหงิด

    ทุกข์ ขุ่นใจ รำคาญ หงุดหงิดพ่อเปิดโทรทัศน์เสียงดัง ฟังธรรมะไม่ได้

    สมุทัย ชอบใจถ้าได้ฟังธรรมะ พ่อเปิดโทรทัศน์เสียงดังพอประมาณ ชังถ้าไม่ได้ฟังธรรมะ พ่อเปิดโทรทัศน์เสียงดัง

    นิโรธ จะได้ฟังหรือไม่ได้ฟังธรรมะ
    พ่อท่านจะเปิดโทรทัศน์เสียงดังประมาณไหน
    ก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค ตั้งศีลมาพิจารณาไตรลักษณ์ ความวิปลาสความยึดมั่นถือมั่นว่า การได้ฟังธรรม ได้ฟังการแลกเปลี่ยนสภาวะธรรม เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งเหมือนจะจริง แต่ก็ไม่จริง ก็แสดงว่าณ.เวลานั้น ไม่ใช่เวลาที่เราจะได้ประโยชน์ในการฟังธรรมนั้น เราไม่เข้าใจในอกุศล จึงมีเหตุการณ์นี้มาแทรก มากวนใจ เพื่อให้เราได้รับ ได้ล้าง รับแล้วก็หมดไปก็จะโชคดีขึ้น เต็มใจรับ รับเต็มๆหมดเต็มๆ โชคดีอีกแล้วร้ายหมดไปอีกแล้ว เมื่อเริ่มขุ่นใจ รำคาญ หงุดหงิดใจก็ผิดทางแล้ว มองออกไปนอกตัวอีกแล้วหันกลับมาใหม่ นั่นตัวเราไม่ใช่พ่อ แต่ก่อนจะฟังเพลงถ้าเปิดฟังเบาๆจะไม่ชอบ ชอบเสียงดังเปิดให้บ้านอื่นได้ยินด้วย ไม่ได้สนใจใครจะเดือดร้อน รำคาญแค่ไหน พ่อก็ลดเสียงลงมามากแล้วแต่เรานี่แหละที่จะเอามากกว่านั้น ผิดศีลผิดทางพุทธะแล้ว จึงยินดีรับด้วยความเต็มใจ เอาประโยชน์ในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นให้ได้ เห็นประโยชน์ของการคิดแบบพุทธะ เห็นโทษของการคิดแบบมาร ตั้งศีลมาล้างความวิปลาสนี้ต่อไปอีก พร้อมสำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรมจะหยุดทำสิ่งไม่ดีอันนั้น จะตั้งใจทำดีให้มากๆ จะลดกิเลสให้มากๆ

    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 82 จงฝึกอยู่กับความเป็นจริงของชีวิต ที่พร่องอยู่เป็นนิตย์อย่างผาสุกให้ได้

    สรุป หลังพิจารณาแล้ว เชื่อชัดในสิ่งที่เราทำมา ทำมาก็ต้องรับ ชึ่งก็ถูกต้องแล้ว ไม่เช่นนั้นเราก็ต้องไปเป็นอย่างท่านเพื่อให้เราได้เรียนรู้ แต่รู้แน่ชัดแล้วว่า เราทำมาและทำมามากกว่านั้นด้วย นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะมีวิวาทะ แต่ครั้งนี้แค่รู้สึกขุ่นใจ รำคาญใจแต่เมื่อได้วิปัสนาแล้วใจก็เบิกบาน แจ่มใส..สาธุ

  21. ทีมแอดมิน ทุ่งนา

    ฉีดวัคซีน

    หลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรกวันที่ 18 ส.ค.64 คือ Sinovac แบบไม่ได้เตรียมตัว แต่บังเอิญได้กินน้ำสมุนไพร ทายาเขียว ฉีดพ่นสเปรย์สมุนไพรพลังศีล ที่แขน ผลข้างคือง่วงนอน แล้วก็รอยเขียวเล็กน้อยที่หัวไหล่ แล้วเข็มที่ 2 ก็มาถึงวันที่ 8 ก.ย. 64 เตรียมตัวพร้อม ตอนที่ฉีด ไม่เจ็บ รู้สึกสบายดี แล้วตอนเย็น เกิดอาการร้อน ๆ หนาว ๆ ต้มน้ำสมุนไพรอาบแล้วนี้ กินน้ำถ่านแล้ว ด้านวัตถุก็ทำหมดแล้ว

    ทุกข์ คือ ทุกข์ใจที่ร่างกายไม่สมดุล เป็นไข้

    สมุทย คือ ชอบที่ร่ายกายอยู่ในภาวะที่สมดุล ไม่เป็นไข้ ชัง อาการที่ไม่สมดุล เป็นไข้

    นิโรธ คือ ร่างกายอยู่ในภาวะที่สมดุลก็สุขใจ ร่างกายอยู่ในภาวะที่ไม่สมดุลก็สุขใจให้ได้

    มรรค คือ พิจารณาว่าในเรื่องของด้านวัตถุเราทำหมดแล้ว ก็เหลือด้านจิตใจที่อาจารย์สอนบอกว่ากล้าให้ได้ กล้าที่จะเป็นไข้ กล้าไม่ทุกข์ กลัวทุกข์ แล้วแต่วิบากดีร้ายที่เราทำมา ถ้าวิบากดีมันจะไม่เป็นก็ไม่เป็น ถ้าวิบากร้ายมาต้องเป็นไข้ มันก็ต้องเป็น ความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ สิ่งนี้คือสิ่งที่ได้รับ รับได้ในสิ่งที่ด้รับ ทรัพย์ของเรา เป็นแค่นี้ก็ดีมากแล้ว คนอื่นเป็นมากกว่าเราอีก จะทุกข์ไปทำไม

    หลับไป ทั้ง ๆ มีอาการไข้ดด้วยใจไม่ทุกข์ ตื่นมาแก้ไขความสมดุลเท่าที่ทำได้

  22. นฤมล ยังแช่ม

    ฉีดวัคซีน

    หลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรกวันที่ 18 ส.ค.64 คือ Sinovac แบบไม่ได้เตรียมตัว แต่บังเอิญได้กินน้ำสมุนไพร ทายาเขียว ฉีดพ่นสเปรย์สมุนไพรพลังศีล ที่แขน ผลข้างคือง่วงนอน แล้วก็รอยเขียวเล็กน้อยที่หัวไหล่ แล้วเข็มที่ 2 ก็มาถึงวันที่ 8 ก.ย. 64 เตรียมตัวพร้อม ตอนที่ฉีด ไม่เจ็บ รู้สึกสบายดี แล้วตอนเย็น เกิดอาการร้อน ๆ หนาว ๆ ต้มน้ำสมุนไพรอาบแล้วนี้ กินน้ำถ่านแล้ว ด้านวัตถุก็ทำหมดแล้ว

    ทุกข์ คือ ทุกข์ใจที่ร่างกายไม่สมดุล เป็นไข้

    สมุทย คือ ชอบที่ร่ายกายอยู่ในภาวะที่สมดุล ไม่เป็นไข้ ชัง อาการที่ไม่สมดุล เป็นไข้

    นิโรธ คือ ร่างกายอยู่ในภาวะที่สมดุลก็สุขใจ ร่างกายอยู่ในภาวะที่ไม่สมดุลก็สุขใจให้ได้

    มรรค คือ พิจารณาว่าในเรื่องของด้านวัตถุเราทำหมดแล้ว ก็เหลือด้านจิตใจที่อาจารย์สอนบอกว่ากล้าให้ได้ กล้าที่จะเป็นไข้ กล้าไม่ทุกข์ กลัวทุกข์ แล้วแต่วิบากดีร้ายที่เราทำมา ถ้าวิบากดีมันจะไม่เป็นก็ไม่เป็น ถ้าวิบากร้ายมาต้องเป็นไข้ มันก็ต้องเป็น ความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ สิ่งนี้คือสิ่งที่ได้รับ รับได้ในสิ่งที่ด้รับ ทรัพย์ของเรา เป็นแค่นี้ก็ดีมากแล้ว คนอื่นเป็นมากกว่าเราอีก จะทุกข์ไปทำไม

    หลับไป ทั้ง ๆ มีอาการไข้ดด้วยใจไม่ทุกข์ ตื่นมาแก้ไขความสมดุลเท่าที่ทำได้

  23. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง จะเอาเกินจริง
    เหตุการณ์ เหตุจากการจัดรายการ “สายด่วนสุขภาพวิถีธรรม วิธีไทย”ได้ทำหน้าที่เป็นพิธีกรร่วม มีเหตุให้กังวลใจคือ มีผู้มาร่วม 200กว่าคน 7ช่อง ที่ต้องเข้าไปดูผู้ที่ฝากคำถามอยู่ในซูมไหม? คำถามก็มีทั้งของเก่าและของใหม่ รู้สึกไม่แช่มชื่น ร้อนรน แยกแยะตัวเองไม่ถูก จะเอาอย่างไงดี

    ทุกข์ รู้สึกไม่แช่มชื่น จะดำเนินรายการไปแบบไหน จะต่ออย่างไรดี

    สมุทัย ชอบถ้าดำเนินรายการได้ราบรื่น ชังถ้าดำเนินรายการแล้วสะดุด ติดขัด ไม่ลื่นไหล

    นิโรธ รายการจะดำเนินไปแบบไหนก็ยอมรับได้ จะราบรื่น จะติดขัดก็ไม่ชอบไม่ชัง ใจไร้ทุกข์

    มรรค ตั้งศีลมาพิจารณาไตรลักษณ์ ความวิปลาส ความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าจัดรายการได้ราบรื่น ลื่นไหล ไม่ติดขัด ก็จะชอบใจ ซึ่งเหมือนจะจริง แต่ไม่จริง ทุกอย่างเป็นไปตามกุศล อกุศล ของเรา ของโลก เมื่ออกุศลออกฤทธิ์ก็จะไม่ราบรื่น ไม่ลื่นไหล ติดๆขัดๆ แต่เมื่อติดขัดแล้วยอมรับได้ด้วยใจที่ไร้ทุกข์ได้นั่นละ ดีที่สุดแล้ว พิจารณาโทษของความคิดแบบมาร ที่ใจไม่แช่มชื่น กังวล ผิดแล้วผิดทางพุทธะแล้ว จะเอามากกว่าที่ควรจะได้รับ และไม่ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คิดใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นมันดีที่สุดแล้ว วิบากดีร้ายจัดสรรมาให้ได้แบบนี้ โชคดีแล้วที่ติดขัด วุ่นวายใจ ก็ได้ใช้วิบาก ใช้แล้ววิบากก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น ยอมรับด้วยความเต็มใจ ไปเอาดีที่ดีกว่า ยอมรับในความไม่ราบรื่น เพราะได้ทำชั่วมา หาที่ต้นที่สุดมิได้ รับเต็มๆหมดเต็มๆ รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรเสียหาย เพราะเสียได้หายไปหมดแล้ว
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 119 ปัญหาคือเครื่องมือฝึกใจที่ดีที่สุดในโลก
    ีดีแล้วที่เกิดปัญหาให้ได้ฝึกล้างใจ

    สรุป หลังพิจารณาแล้ว เชื่อชัด เชื่อมั่นในกุศล อกุศล กุศลาทำมา อกุศลทำมา ยอมรับได้ในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เต็มใจรับทั้งดีและร้ายด้วยความเต็มใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะขอพูดคุยกับหมู่ หรือโทรศัพท์พูดคุยกับใครต่อใครให้วุ่นวาย แต่ครั้งนี้มาดูที่ตัวเอง กลับมาดูที่ใจตัวเองได้ ยิ่งได้พูดคุยกับหมู่กลุ่มและยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นดีที่สุดแล้ว ใจก็สดชื่น เบิกบาน..สาธุ

  24. นงลักษณ์ สมศรี (ลายใบไม้ จุก)

    เรื่อง ของอาจารย์ (น้ำผักปั่น)

    ทุกข์ : เพราะพี่น้องไม่รู้ว่าเป็นของอาจารย์
    สมุทัย : เราไปยึดมั่นถือมั่นว่าเค้าต้องรู้สิ ว่าเป็นของอาจารย์
    นิโรธ : ท่านจะรู้หรือไม่รู้ก็ได้ จะถามก่อนหรือไม่ถามก็ไม่เป็นไร ไม่ควรจะไปคิดเอาเองว่าทุกคนต้องรู้ ใครจะรู้หรือไม่รู้เราก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค : เพราะเราเคยถือวิสาสะ ทำอะไรโดยไม่ถามก่อน ทำให้เราได้ใช้วิบากไม่ดีจากการกระทำของเรา ตั้งจิตขออโหสิกรรม สำนึกผิด ต่อทุกเหตุการณ์ที่เราพลาดทำมา และกล่าวขออภัยและขอบคุณกับพี่น้องที่ท่านมาเป็นเครื่องมือที่เราได้เห็นความชัง ความยึดมั่นถือมั่น ที่เราคิดว่ามันน้อยลงแล้ว ทันทีที่ระลึกได้
    แม้พี่น้องจะกินของที่เตรียมไว้ให้อาจารย์หมด ก็ทำใหม่ได้ อาจารย์เคยพูดว่า
    “ถ้าพี่น้องกินหมด อาจารย์ก็ไม่ได้กิน ถ้าอาจารย์ได้กิน พี่น้องก็ไม่ได้กิน” คิดเป็นธรรมะสองให้ได้ทุกเรื่อง ถ้าเรามีเมตตา เราจะไม่ถือสา ไม่เพ่งโทษใครอีก เพราะเป็นความโชคดี ที่เราได้มาดูแล เตรียมอาหารสมุนไพรให้อริยะบุคคล มากขนาดนี้
    เวลาเจอผัสสะ เจอทุกข์ ก็ได้ฟังธรรมจากพระโพธิสัตว์ หรือมีพี่น้อง เมตตามาช่วย ให้คลายจากกิเลส คลายทุกข์ จนเห็นทุกข์สนุกดี
    มีเหตุการณ์ ที่ประทับใจมากคือ ภาพที่ผู้ติดตาม ท่านเดินมาบอกว่า “อาจารย์กินน้ำมะพร้าวปั่น ที่(เตรียมไว้ให้ผู้ติดตาม)หมดเลยครับ” พร้อมรอยยิ้มยินดี เราก็ตอบไปว่าไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวทำให้ใหม่ทำให้รู้สึกว่านี่แหละ ครั้งต่อไปเราจะแววไว ในความคิด การกระทำแบบนี้บ้าง เพราะท่านทำเป็นตัวอย่างที่ดีให้เราเห็นเป็นแรงเหนี่ยวนำที่มีค่ามาก ทำให้ทุกข์ใจคลายลงหมดสิ้น

  25. สุมา ไชยช่วย

    เรื่อง บอกแล้วทำไมไม่ช่วย

    เหตุการณ์ มีญาติลูกพี่ลูกน้องแม่เขาเสีย เขาไม่ค่อยมีเงิน ก็ได้บอกพี่และน้อง น้องก็ช่วยเหลือญาติรวมทั้งเรา แต่พี่ชายไม่ยอมช่วยอะไรเขาเลยและไม่ไปงานด้วย

    ทุกข์ ขุ่นใจหวังว่าพี่น่าจะได้ช่วยเหลือญาติบ้าง

    สมุทัย ชอบถ้าพี่ชายช่วยเหลือญาติ ชังเขาไม่ยอมช่วยเหลือ

    นิโรธ พี่ชายจะช่วยเหลือหรือไม่ช่วยก็ได้ ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค เกิดความขุ่นใจพี่ชายว่า เขาใจดำจังทำไมไม่ยอมช่วยเหลือบ้างน่ะทั้งๆที่ตัวเองก็มีเราก็ได้มาพิจราณาใจที่เราเป็นทุกข์ ทั้งๆที่เราบอกแล้ว พี่ชายจะช่วยหรือไม่ช่วยก็เรื่อง ของเขาแต่เราดันไปขุ่นใจ และคิดว่าเขาใจดำอีกมันผิดทาง พุทธะต้องเบิกบาน เลยตั้งจิตสำนึกผิดยอมรับผิด พี่ชายมาแสดงให้เห็นถึงอดีตที่เราเคยใจดำต่างหาก เพราะเคยมีญาติเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือ แต่เราก็เมินเฉย ทำให้สำนึกผิดจริงๆ ได้มองเห็นตัวเองในอดีตที่ทำไม่ดีมา จึงตั้งศีลเพิ่มขึ้น
    บททบทวนธรรม50
    อดีตที่ผิดพลาด ให้สำนึก
    ปัจจุบันที่ผิดพลาด จากกิเลส หรือ
    จากการประมาณ ที่ไม่พอเหมาะ ให้แก้ไข
    สรุป ใจก็เบาสบาย

  26. นางสาวนาลี วิไลสัก

    9/9/2564
    เรื่อง : หาแบบฟอร์มไม่เจอแต่เจอกิเลส

    เหตุการ : เห็นคุรุส่งลิงค์สมัครนักศึกษาใหม่มา ตัวเองก็คลิกเข้าไปหาแบบฟอร์มที่จะกรอกข้อสอบเพื่อสมัครใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง แต่หาแบบฟอร์มไม่เจอ แล้วก็ถามเพื่อนแต่ท่านก็ไม่ให้คำตอบ ที่ท่านไม่ตอบ ท่านอาจจะยังหาไม่เจอเหมือนเรา

    ทุกข์ : มึนหัว ลังเล ไม่แน่ใจว่าเป็นลิงค์นี้หรือเปล่าที่เราจะกรอกข้อสอบ
    สมุทัย : ชอบถ้าเราหาแบบฟอร์มเจอเร็ว ๆ ชังที่ไม่ได้คำตอบว่าเป็นลิงค์อันใด
    นิโรธ : แม้จะหาแบบฟอร์มไม่เจอ และไม่ได้คำตอบที่เราต้องการก็ไม่ชอบไม่ชัง ใจร่มเย็น

    มรรค : หันมาตรวจใจ ขณะ ที่หาแบบฟอร์มยังไม่เจอมารก็แวบเข้ามา
    มาร : เอ! เขากรอกข้อสอบกันตรงไหนน่ะ ทำไมเราหาไม่เจอสักที
    เรา : หาไม่เจอ ก็ไม่เจอ ทำไมต้องลังเลด้วยหล่ะ มันใช่หรือ ลังเลแล้วจะเจองั้นหรือ
    มาร : ก็ไม่แน่ใจนิว่ามันเป็นลิงค์อันใดกันแน่ที่มีแบบฟอร์มข้อสอบ
    เรา : ดีแล้วที่วิบากเข้ามาบัง ไม่ให้เจอแบบฟอร์ม แต่มาเจอมาร เอามารออกก่อนคุ้มสุดคุ้ม ส่วนแบบฟอร์มทำตอนไหนก็ได้ ยังมีเวลาหลายวันอยู่ไม่เร่งไม่รีบ ลิงค์นี้อาจจะเป็นแค่ลิงค์ที่คุรุส่งมาเพื่อประชาสัมพันธ์ก็ได้ ส่วนแบบฟอร์มข้อสอบคุรุอาจจะมีนัดให้มาสอบพร้อมกันที่หลังก็ได้

    สรุปพอคิดมาถึงตรงนี้มันก็ดึกแล้วเราวางใจได้แล้ว อาการมึนหัวก็คลายไป ไม่ลังเลแล้วจะรอติดตามคุรุจะแนะนำให้ทำยังไงค่อยทำตามแล้วกัน พอวางใจได้เราเห็นว่าเอ! ตัวหนังสือมันเล็กไปก็จะกดเพื่อขยายตัวหนังสือให้อ่านงายน่อย ปรากฎว่าแบบฟอร์มมันเด้งขึ้นมาค่ะ ก่อนหน้านั้นเราก็ไม่รู้ว่าต้องคลิกเข้าไปที่ละข้อ

  27. สริตา บัวแก้ว

    ชื่อเรื่อง มันเรื่องของเค้า

    คนงานไม่สบาย บีก็ขอให้เค้าไปหาหมอเพื่อตรวจว่าติดโควิดหรือเป็นอะไรเปล่า แต่เค้าก็ไม่ยอมไป บีก็เลยให้สมุนไพรฟ้าทะลายโจร + ทำน้ำพลังให้ดื่ม แต่เขาก็ยังไม่ อาการไม่ดีขึ้น มาทราบทีหลังว่าไม่กินยาอะไรเลย แต่ไปซื้อยาชุดมากิน อาการก็หนักขึ้น ก็แอบไปหาหมอคลีนิค ฉีดยา วันรุ่งขึ้น ก็เดินมาบอกไม่ไหวแล้ว

    ทุกข์ : มันเซ็งในชั่วขณะ แล้วรู้สึกว่าทำไมเค้าไม่ฟังเราแต่แรก อยากให้ฟังเรา เชื่อเราจะได้ไม่เป็นหนักขนาดนี้
    สมุทัย : เพราะเราอยากและยึดดี และคิดว่าเค้าเป็นลูกน้องเรา ต้องฟังคือยึดว่าเป็นเรา เป็นของๆเรา
    นิโรธ : คนงานอยากจะรักษาวิธีไหนก็เป็นสิทธิ์ของเขา เราไม่ควรไปชังในสิ่งเขาตัดสินใจเพราะมันเป็นฐานและวิบากของเขา
    มรรค 1. ล้างความยึดมั่นถือมั่นของใจได้สำเร็จ คือความสำเร็จที่แท้จริง
    2. ตัวเรายังไม่เข้าใจคนอื่น แสดงว่า เรายังไม่เข้าใจตัวเอง
    3. เราต้องรู้ว่าแต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน (ข้อ2)

  28. พิมพ์ใจ ชาตะศิริ

    อง.กลัวพูดผิดในการออกสื่อ : พิมพ์ใจ ชาตะศิริ

    ทุกข์ : มีอาการตื่นเต้น กลัวกังวล หวั่นไหวในการพูดเพราะความรู้ความสามารถเรายังพร่องเยอะ พยายามเรียนรู้แต่ความจำที่นำเสนอ ไม่เก่งเหมือนเพื่อน รู้สึกโกรธตัวเอง

    สมุทัย : แม้เราพูดผิดก็ได้ ไม่ผิดก็ได้ไม่ต้องกังวลหวั่นไหว

    นิโรธ : ต้องวางใจแม้เราพูดผิด พูดไม่เก่ง พยายามฝึกฝนไปเรื่อยด้วยความผาสุก

    มรรค : พิจารณาตัวเองแม้พูดผิดพูดไม่เก่งก็ไม่ต้องหวั่นไหวใจเป็นสุข

  29. ประภัสสร ชาญชัยชูจิต (เพียรพิมพ์พุทธ)

    เรื่อง พี่สาวเป็นมะเร็ง

    ได้กลับบ้านที่ต่างจังหวัดและได้เห็นพี่สาวผิดปกติ เช่นเวลาเดินต้องเกาะผนังหรือเก้าอี้ น้ำหนักลด เมื่อกลับกรุงเทพฯ จึงได้ปรึกษากับพี่น้องที่อยู่กรุงเทพฯ และมติส่วนใหญ่ให้ไปรับมาดูแลที่กรุงเทพฯ จึงให้พี่ชายไปรับมาในช่วงสงกรานต์
    เพื่อที่จะหาสถานพยาบาลในการตรวจรักษา ในที่สุดก็ได้ที่สถาบันประสาท

    ทุกข์ : เมื่อคุณหมอบอกพี่สาวเป็นมะเร็งขั้น4 ระยะลุกลามอยู่ได้ 6 เดือน

    สมุทัย : สุขใจหากคุณหมอไม่พูดว่าพี่อยู่ได้ 6 เดือน ชังที่คุณหมอพูดว่าพี่อยู่ได้ 6 เดือน

    นิโรธ : คุณหมอจะพูดอย่างไรเราก็ไม่ทุกข์ เพราะไม่ว่าพี่สาวจะอยู่ได้แค่ 6 เดือนหรือนานกว่านั้นก็ยอมรับตามความเป็นจริง

    มรรค : เอาประโยชน์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยินดีที่ได้ดูแลพี่ในช่วงหนึ่งของชีวิตและจะดูแลให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยใจผาสุก

  30. ปัทมา ลีฬหาวงศ์

    เรื่อง พูดไม่จริง

    ทุกข์จากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดว่าจะเป็นไปได้ไม่คาดคิดแบบไม่ได้ตั้งตัวอยู่ๆน้องก็ปิดบ้านแล้วก็ไม่ได้บอกว่าไปไหนทั้งที่เมื่อวานยังทำกับข้าวไปให้ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องนำอาหารให้หลานทุกวันโทรก็ไม่รับก่อนหน้านั้นเขามาขอบัตรไปกดเงินเลยคิดว่าเขาคงไม่มีคืน ซึ่งก็เป็นปกติอยู่แล้วคิดว่าอาจไปต่างจังหวัดพอ 3 วันผ่านไปน้องอีกคนมาบอกว่าไม่ต้องเจอเด็กแล้วนะ เพราะเราเลี้ยงเด็กไม่ดีทำให้ลูกเขาสมาธิสั้น ซึ่งเด็กก็ปกติดีหรือเขาเป็นอย่างไรก็ไม่เห็นเป็นอะไรก็เลี้ยงอย่างที่เขาเป็นเลยคิดว่าลูกเขาไม่ให้เลี้ยงก็ไม่เป็นไรเขาบอกอีกว่าห้ามขึ้นรถน้องอีกเราก็คิดอีกเราก็พึ่งตัวเองอยู่แล้วเราก็ไม่เป็นไรและอีกมากมายแล้วก็ไม่เป็นไรตัดไว้หมดเพราะเขาเลี้ยงน้องคนเล็กตั้งแต่แม่ตายเขาอายุ 10 เดือนเด็ก 10 ขวบเลี้ยงน้อง 10 เดือนสอนทำงานเรียนจนจบปโทเลี้ยงไว้เป็นแม่กับลูกคือให้ได้ทุกอย่างอยู่แล้ว
    แต่สุดท้ายน้องคนที่มาบอกก็บอกว่าต่อไปนี้ห้ามเจอเด็กห้ามทักทายเพราะเขาส่งครูที่โรงเรียนไว้แล้วเขาไปบอกครูว่าป้าสมาธิสั้นห้ามให้เจอเด็กแล้วบอกว่าเราไปโกหกว่าเรียนอาศรมศิลป์ทั้งที่ไม่ได้เรียนเราเลยงงว่าคิดได้ยังไง
    ปกติน้องคนที่มาบอกเป็นคนที่เชื่อไม่ได้อยู่แล้วโดยนิสัยเราเลยโทรไปถามน้องที่เป็นแม่เด็กว่าพูดจริงไหมเขาบอกว่าพูดจริงเท่านั้นแหละทุกทับถมทันทีเงินที่เหลืออยู่มีค่าน้ำค่าไฟค่าโทรศัพท์รายเดือนเข้าเงินเริมหมด น้องคนที่มาบอกว่าอยากทำอะไรเราบอกว่าขอขอขายอาหารมังสวิรัติเพราะขายผักและอาหารสุขภาพเพราะมีโครงการร่วมกับเครือข่ายเขาลงทุนให้แต่งร้านให้และให้ทุนหมุนเวียนเขาบอกให้ไปดูที่เราซื้อเราซึ่งออกจากบ้านไปดูแล้วตกลงเขาเช่าตึกเราจึงทำสัญญากับเครือข่ายเครือข่ายเอาช่างมายกตู้เย็นมาให้แต่ผ่านไป 6 เดือนเขาขนของเขาเข้ามาเต็ม
    เราก็บอกเขาจะแต่งร้านแต่ทำไม่ได้สรุปคือหลอกให้เราออกจากบ้านเพื่อมาให้ทำงานให้เขาบอกว่าจะจ้างเราให้ไปทำงานดูแลร้านขายพลาสติกน้องคนนี้เวลาใช้คนจะด่ารุนแรงปากร้ายถ้าทำงานด้วยไม่ได้แน่นอนจึงไปขอยกเลิกสัญญา

    ทุกข์ : ที่น้องว่าเราพูดไม่จริง

    สมุทัย : ไม่ชอบที่เขาว่าเราโกหกเพราะเราเกลียดคนโกหก

    นิโรธ : น้องจะพูดอย่างไรเราก็ยินดีเพราะเข้าใจและรู้ว่ามันคือวิบากกรรมเขาและวิบากกรรมเราแก้ไขได้ด้วยการทำดีไม่มีถือสาไปเรื่อยๆและวันใดวันหนึ่งข้างหน้าในชาตินี้หรือชาติหน้าหรือชาติอื่นๆสืบไปความเข้าใจผิดนั้นก็จะหมดไปเองใช้บททบทวนธรรมนี้ให้ปัญญาในการดับทุกข์

    มรรค : ยินดีเต็มใจรับทุกข์ดับพ้นทุกข์

  31. เรื่อง ขี้ลืม
    เหตุการณ์ : วันนี้หุงข้าวเองเมื่อถึงเวลา จากนั้นก็ไปทำงานอื่นต่อ ถึงเวลาเที่ยงก็พักมาทำกับข้าวกัน พอถึงเวลาจะกินข้าว เตรียมยกหม้อหุงข้าว จึงได้รู้ว่าลืมปิดฝาหม้อหุงข้าว ผลคือด้านบนข้าวแข็งเหมือนจะไม่สุก ด้านล่างข้าวนิ่ม จึงรู้สึกโมโหตัวเอง
    ทุกข์ :โมโหตัวเอง
    สมุทัย : ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเองจะไม่บกพร่อง ไม่ผิดพลาด ชอบใจถ้าได้ปิดฝาหม้อหุงข้าว ชังที่ลืมปิดฝาหม้อหุงข้าว
    นิโรธ : จะลืมปิดฝาหม้อหุงข้าวหรือไม่ ก็ไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น เชื่ออย่างแจ่มแจ้งในเรื่องของวิบากดีวิบากร้าย เมื่อใดที่วิบากดีออกฤทธิ์ เส้นทางการดำเนินชีวิตก็จะโปร่งโล่งดี แต่เมื่อใดก็ตามที่วิบากร้ายออกฤทธิ์ การดำเนินชีวิตก็จะเกิดการบกพร่อง ผิดพลาด และเป็นทุกข์ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่เราเคยทำมา ทำให้ชาตินี้ต้องมาชดใช้วิบาก สำนึกผิดยอมรับผิด เต็มใจรับโทษ รับแล้ววิบากร้ายก็หมดไป ซึ่งต่อไปก็จะมีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตตามบททบทวนธรรมข้อที่ 82 “จงฝึกอยู่กับความเป็นจริงของชีวิต ที่พร่องอยู่เป็นนิตย์ อย่างผาสุขให้ได้ ” เมื่อได้พิจารณาตามบททบทวนธรรมดังกล่าวแล้วอาการโมโหตัวเองก็หายไป จิตใจ กลับมาเบิกบาน แจ่มใสเหมือนเดิม

  32. น.ส จรรญา ชุมจีด (สร้างกลิ่นศีล)

    เรื่อง กลัวไม่มีฟืนก่อไฟทำกับข้าว

    เหตุการณ์ ไปเอาฟืนที่โรงเก็บฟืนพอจะหยิบฟืนที่อยู่ในเข่ง ก็มีพี่น้องท่านนึงบอกว่าเอาไปใช้ไม่ได้เพราะว่าเขาจะเอาไว้ทำน้ำกลั่นสมุนไพร พอได้ยินแบบนั้นเราก็คิดว่าแล้วจะเอาฟืนที่ไหนไปก่อไฟทำกับข้าวเพราะฟืนที่เหลือที่ยังไม่ได้ผ่าก็เป็นฟืนที่เปียกใช้ไม่ได้
    ก็คิดในใจว่าเราจำเป็นต้องใช้ตอนนี้แต่ต้มน้ำกลั่นสมุนไพรยังไม่ได้ทำตอนนี้ทำไมถึงไม่ให้เราเอาไปใช้ก่อน แล้วเราจะเอาพื้นที่ไหนไปก่อไฟทำกับข้าวให้อาจารย์ก็เกิดความกังวลใจไม่สบายใจ

    ทุกข์ ทุกข์ใจที่กลัวว่าจะไม่มีพื้นไปก่อไฟทำกับข้าว

    สมุทัย ทุกข์ใจไม่ชอบใจที่ไม่มีฟืนไปก่อไฟทำกับข้าว จะสุขใจชอบใจถ้ามีฟืนไปก่อไฟทำกับข้าว

    นิโรธ จะมีฟืนหรือไม่มีฟืนไปก่อไฟทำกับข้าวเราก็ยินดีสุขใจไม่กังวลใจได้

    มรรค ตั้งศีลมาปฏิบัติให้เกิดปัญญาพิจารณาไตรลักษณ์ให้เห็นความวิปลาส ความทุกข์ใจจากความยึดมั่นถือมั่น เวลามีผัสสะมา
    กระทบเวลาที่ไม่ได้ดั่งใจหมาย ล้างความยึดมั่นถือมั่นว่าต้องเกิดดีดังใจหมายเราถึงจะสุขใจ พิจารณาให้เห็นว่าเราจะได้อะไรหรือไม่ได้อะไรล้วนเกิดจากกุศลและอกุศลที่เราเคยทำมา เวลาอกุศลออกฤทธิ์ต่อให้เป็นเรื่องที่ดีที่สมควรจะได้มันก็ไม่ได้เพราะมันไม่ไช่กุศลของเราไม่ใช่ของของเราในเวลานั้น ต้องกล้าที่จะให้เกิดเรื่องดีและไม่ดีกับเราด้วยความยินดีสาธุค่ะ

    สรุป ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาที่เกิดเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจในสิ่งที่เราคิดว่ามันสมควรจะเกิดเราก็จะเกิดความไม่พอใจและทุกข์ใจมากกว่านี้ แต่ตอนนี้มันมีความทุกข์ใจไม่มากและใช้เวลาไม่นานในการพิจารณาให้เห็นกิเลสและล้างกิเลสได้

  33. สุพร สุดงาม

    การบ้านอริยสัจ4
    เรื่อง1.เขียนการบ้านอริยสัจ4 ไม่ทัน
    ทุกข์ เขียนการบ้านอริยสัจ 4 ไม่ทัน
    สมุทัย ชอบที่จะเขียนให้ทันได้ ถ้าเขียนได้ก็จะสุขใจ ถ้าเขียนไม่ทันก็จะทุกข์ใจ
    นิโรธดีเขียนทันหรือเขียนไม่ทันก็สุขใจให้ได้ มรรค พิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยงของกิเลสความไม่ใช่ตัวตนของเราแล้วจะเกิดความไม่ยึดมั่นถือมั่นได้ทำก็ทุกข์ไม่ได้ทำก็ไม่เป็นไรสุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับไป ไม่มีอะไรเป็นของใครจะทุกข์ใจไปทำไม เบิกบานแจ่มใสดีกว่า
    เรื่อง2.วิตกกังวลว่าตอนแก่จะไปอยู่ที่ไหน
    ทุกข์ เรื่องตอนแก่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน
    สมุทัยมีกิเลสอยากอยู่ที่ที่ตัวเองมีความสุขความสบาย
    นิโรธ อยู่ที่ไหนก็สุขใจให้ได้
    มรรค ทำใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากวิบากของเราสิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมาไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่ทำมารับแล้วก็หมดไปเราก็จะโชคดีขึ้น
    เรื่อง3.กังวลว่าผู้อื่นไม่ชอบตน
    ทุกข์ กังวลว่าผู้อื่นไม่ชอบตน
    สมุทัย อยากให้ผู้อื่นชอบตนถ้าผู้อื่นไม่ชอบตนก็จะทุกข์ใจถ้าผู้อื่นชอบตนก็จะสุขใจ
    นิโรธ ใครจะชอบหรือไม่ชอบใจเราเราก็สุขใจให้ได้
    มรรค ทำใจว่ารับเต็มๆหมดเต็มๆเป็นไงเป็นกันรับเท่าไหร่หมดเท่านั้นเราแสบสุดๆมันก็ต้องรับสุดมันจะได้หมดไปสุดๆ สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมาไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยไม่ทำมาทุกอย่างยุติธรรมเสมอ
    เรื่องที่ 4.ทุกข์ใจที่จะต้องออกไปทำงานข้างนอกเนื่องจากโควิดกำลังระบาดจึงทำให้เกิดความวิตกกังวล
    สมุทัย จะสุขใจถ้าไม่ต้องออกไปทำงานข้างนอก
    นิโรธ จะออกไปก็สุขใจหรือไม่ออกไปก็สุขใจ
    มรรค ทำใจว่าเมื่อเราทำที่ให้ดีที่สุดแล้วก็ไม่ต้องทุกข์ใจเพราะสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นของใครแม้กระทั่งร่างกายของเรา ถ้าวิบากดีก็จะแข็งแรงถ้าวิบากร้ายก็ให้ยินดีรับ รับแล้วก็หมดไปจะทุกข์ใจไปทำไมไม่มีอะไรต้องทุกข์ใจทุกอย่างไม่เที่ยงรับเต็มๆหมดเต็มๆเป็นไงเป็นกันรับเท่าไหร่หมดเท่านั้น
    เรื่องที่ 5. ทุกข์ใจเรื่องรถสตาร์ทไม่ติดกลัวออกไปทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่ได้
    สมุทัย การที่รถสตาร์ทติดก็จะสุขใจสตาร์ทไม่ติดก็จะทุกข์ใจและเกิดจากความเกรงใจไม่กล้ารบกวนผู้อื่นถ้าขอร้องแล้วผู้อื่นซ่อมรถให้ก็จะสุขใจไม่ซ่อมรถให้ก็จะทุกข์ใจ
    นิโรธถ้ารถสตาร์ทไม่ติดก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมาสิ่งที่เราไม่ได้รับคือสิ่งที่เราไม่ได้ทำมาไม่มีอะไรต้องทุกข์ใจถ้าได้แก้ไขปัญหาเต็มที่แล้วทำใจว่าการไม่ได้ดั่งใจเป็นการใช้วิบากร้ายใช้แล้วก็จะหมดไปจะทุกข์ใจไปทำไมเบิกบานแจ่มใสดีกว่าเพราะการทุกข์ใจไม่มีประโยชน์อะไรมีแต่เพิ่มทุกข์ทับถมตน
    เรื่องที่ 6.ทุกข์ใจเรื่องไม่อยากลำบาก
    สมุทัย ชอบความสบาย
    นิโรธ ถึงลำบากก็จะสุขใจให้ได้
    มรรค ความลำบากก่อให้เกิดความเจริญความสุขความแข็งแรงและสิ่งดีๆให้แก่ชีวิตเป็นการเพิ่มความสามารถในการพึ่งตนและเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้อื่นต่อไปเกิดวิบากดีไม่มีที่สิ้นสุดยิ่งลำบากยิ่งแกร่งยิ่งลำบากยิ่งเพิ่มความสามารถยิ่งลำบากยิ่งเพิ่มความรู้จริงยิ่งลำบากยิ่งทำให้ชีวิตมีคุณค่ามีประโยชน์ต่อบุคคลอื่นเป็นการสร้างนิสัยที่ติดข้ามภพข้ามชาติมีประโยชน์ต่อความสำเร็จในอนาคตลำบากตอนนี้ดีกว่าลำบากตอนท้าย
    เรื่องที่ 7 วิตกกังวลกลัวตนเองจะเจ็บป่วยเนื่องจากต้องทำงานใช้คอมพิวเตอร์มากและคอมพิวเตอร์เครื่องเก่ามันร้อนมาก
    สมุทัยชอบใจที่จะให้ตนเองมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ทุกประการ
    นิโรธเราจะแข็งแรงหรือไม่แข็งแรงก็สุขใจให้ได้กล้ารับยินดีรับให้ได้ทุกเรื่อง
    มรรค ทำใจว่ารับเต็มๆหมดเต็มเต็มๆสุดท้ายรับแล้วก็หมดไป รับเท่าไหร่หมดเท่านั้นจะทุกข์ใจไปทำไม การทุกข์ใจเป็นการทับถมตน เป็นทุกข์ทั้งแผ่นดินโลกหรือเรื่องร้ายเป็นแค่ฝุ่นปลายเล็บถ้าเราไม่ทุกข์ใจ ความทุกข์ใจมันไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวเราของเรา ถ้าเราไม่ทุกข์ใจโรคหรือเรื่องร้ายก็จะทำทำให้เราทุกข์ใจไม่ได้

  34. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    12/09/64
    ชื่อ นางสำรวม แก้วแกมจันทร์
    ชื่อเล่น “ป้ารวม”
    ชื่อทางธรรม “ร้อยแสงศีล”
    จิตอาสา สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง “ยอมได้จริง..ใจเบิกบาน ”

    เหตุการณ์
    ช่วงนี้ได้แบ่งเวลาเก็บเมล็ดพันธุ์ ผัก ผลไม้ ต่างๆ จากสวนที่บ้าน ซึ่งไร้สารเคมี เพาะชำใส่ในถุงดำ เลี้ยงไว้ให้โต เพื่อปลูกเพิ่ม อีกส่วนไว้แบ่งปันผู้ที่สนใจ เพื่อจะได้ช่วยกันขยายพันธุ์ ถุงดำที่ซื้อมาก่อนนั้นหมด ต้องไปซื้อเพิ่มอีก เป็นครั้งที่ 3 จึงไปซื้อถุงดำที่ต้องการ ถามคนขายชาย : กิโลเท่าไหร่
    เขาตอบ : กิโล 55 บาท
    เราบอก : เอา 1 กิโล พร้อมกับส่งแบงค์ 100 ให้เขาไป สังเกตเห็นว่า คนขายรีบ เราก็รีบ จึงไม่ได้ดูตอนที่เขาชั่งถุง ขณะที่เขากำลังเตรียมเงินทอนให้ คนขายหญิงบอกคนขายชายว่า เงินทอน จะทอนให้เอง คนขายหญิงส่งถุงดำให้เราพร้อมเงินทอน เรารับถุงดำกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านก็เอาถุงดำไปชั่ง ปรากฏว่า ชั่งได้ 9 ขีด น้ำหนักขาดไป 1 ขีด รู้สึกขุ่น ไม่พอใจ คิดว่าไปบอกเขาดีมั้ย ลูกได้ช่วยตัดสินใจว่า : ไม่ต้องไป เขาโกงก็เป็นเรื่องของเขา เราวางใจได้เร็ว ด้วยความยินดี ยอมได้จริงจากใจ ยอมแล้ว ใจเบิกบาน

    ทุกข์ : ขุ่น ไม่พอใจ ที่คนขายโกงตาชั่ง
    สมุทัย : ถ้าคนขายไม่โกง จะพอใจ สุขใจ แต่คนขายโกง รู้สึกขุ่น ไม่พอใจ ทุกข์ใจ
    นิโรธ : คนขายเขาจะโกงหรือไม่โกง ก็เป็นฐานจิตของเขา เรายอมได้ด้วยใจที่ยินดี พอใจ สุขใจ เบิกบาน ใจไม่ทุกข์
    มรรค : ตอนแรก เมื่อรู้ว่าถูกโกง ขุ่นใจ ไม่พอใจ เพราะใจของกิเลสที่มีความอยากให้เขามีความซื่อสัตย์ แต่ผ่านไปไม่นาน ก็ได้สติคืนมา เกิดความสว่าง สงบ ในวิธึคิด เบิกบานได้ ด้วยพลังปัญญาญาณของพุทธะ เมื่อได้พิจารณาใคร่ครวญอย่างมีสติ ทำใจในใจอย่างละเอียด เห็นความวิปลาส ความไม่เที่ยง เห็นความพร่อง-ความพลาด เข้าใจในความพร่อง-ความพลาด ที่เกิดขึ้น ทั้งได้รับแรงเหนี่ยวนำจากลูก จึงวางใจได้ด้วยความยินดี ยอมได้จริงจากใจ ยอม… แล้วยิ้มได้อย่างเบิกบาน ยอมแล้วดี..เพราะว่า ความพร่อง-ความพลาดที่เกิด นั้น เป็นการได้้ชดใช้วิบากกรรม ที่ตัวเองอาจเคยพลาดทำมา ไม่ทับถมตนและให้อภัย ไม่ถือสาผู้อื่นได้ ทั้งนี้ตัวเองได้เคร่งครัดในศีล ได้ตั้งอธิศีลว่า จะไม่ถือสา จะไม่เพ่งโทษ จะไม่เอาดี(เกิน)จากใคร เพราะฐานจิตของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรประมาณในการกระทำให้เหมาะสมกับฐานจิตของเราและฐานจิตของผู้อื่น “คิดดี พูดดี ทำดี ไว้ก่อน ดีที่สุด” ตรงกับบททบทวนธรรมที่ 2 และบทที่ 3 คือ นับหนึ่งที่เรา เริ่มต้นที่เรา เราไม่อยากเอาดี(เกิน)จากใครอีกแล้ว
    สรุปว่า เมื่อนับหนึ่งที่เรา เริ่มต้นที่เรา ยอมรับในความพร่อง-ความพลาด ให้อภัย ไม่ถือสา ยอมได้จริง..ใจเบิกบาน กิเลสตัวอยากได้ดี(เกิน)จากคนอื่น และอัตตามานะตัวไม่ยอม มันหายไปทันที ใจที่บริสุทธิ์ของพุทธะ โล่ง โปร่ง เบากาย สบายใจ พอใจ สุขใจ เบิกบาน ใจไม่ทุกข์

  35. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง ทำมาๆ
    เหตุการณ์ : ช่วงนี้มีค่ายออนไลน์จิตอาสาทั่วโลกมารวมกันมากมายเห็นลีลาท่าทางของบางท่านในรายการต่างๆรู้สึกคันหัวใจที่เขาแสดงออกมา

    ทุกข์ : คันหัวใจ ที่เห็นลีลาการแสดงออกของบางคน

    สมุทัย : อยากได้พฤติกรรมดีๆจากคนอื่น ชอบ ถ้าบางท่านแสดงท่าทาง ลีลาดีๆ ชังที่เขาแสดงออกมาไม่ดี

    นิโรธ : เขาจะแสดงท่าทางลีลาออกมาดี หรือไม่ดี อย่างไรก็ได้ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค : เมื่อจับตัวเองได้ว่าเราอยากได้พฤติกรรมดีๆจากคนอื่นเป็นความคิดของมารเต็มๆ รีบพิจารณา ความยึด ความอยากได้ดั่งใจหมาย ที่เป็นความเห็นแกตัวของเรา จะเอาดีจากเขาเป็นขโมยผิดศีล ชัดๆ เมื่อได้คิดว่าเราโง่แล้วนี่ จะไปคันหัวใจทำไม เราไม่เคยเป็นแบบนี้หรือเราเองก็เป็นมาทั้งนั้น มากกว่านี้ด้วยซ้ำต้องล้างใจจากคำถามว่า ทำไมๆๆเขาทำอย่างนั้น อย่างนี้มาเป็น ทำมาๆๆ ด้วยการใช้บททบทวนธรรมช่วยคือข้อที่ 47ว่า”เมื่อเกิดเรื่องไม่ชอบใจ ไม่เข้าใจแล้วเกิดคำถามว่า ทำไมๆๆ ให้ตอบว่า ทำมาๆๆ” หลังจากพิจารณาแล้วพบความจริงว่าเราอยากเอาดีจากเขานั่นแหละพอล้างใจได้ความรู้สึกคันหัวใจออกไปได้ความเบา โล่ง เบิกบาน กลับมา เหลือแต่ความเมตตา หวังดีถ้าเตือนได้ก็ช่วย ไม่มีโอกาสช่วยก็วางใจ

  36. น.ส.จาริยา จันทร์ภักดี

    เรื่อง หลังคารั่ว
    เหตุการณ์ : เนื่องจากกระเบื้องมุงหลังคาเคลื่อนออกจากกันเวลาฝนตกน้ำจึงรั่วลงเต็มพื้นบ้าน รู้สึกกังวลใจ

    ทุกข์ : กังวลใจ ที่หลังคารั่ว

    สมุทัย : ยึดว่าหลังคากันฝนได้เป็นปกติ ชอบที่หลังคาไม่รั่ว ชังที่หลังคารั่ว

    นิโรธ : หลังคาจะรั่วก็ได้ ไม่รั่วก็ได้ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค : ทำใจ วางใจในเมื่อเราไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง ก็ยอมรับความจริง ยอมรับวิบากเปลี่ยนความคิดว่า ฝนไม่ใช่จะตกทุกวัน วันไหนฝนตกแล้วน้ำรั่วค่อยจัดการตามหน้างานดีกว่ามัวแต่กังวลแล้วน้ำจะหายรั่วไหม จะกังวลให้เมื่อยทำไม ซึ่งตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 120 ว่า “ปัญหาไม่เคยหมดไปจากชีวิตเรา มีแต่ทุกข์ใจเท่านั้น ที่หมดไปจากใจเรา” คิดได้ดังนี้จึงวางใจได้ ความรู้สึกกังวลใจก็หายไป ใจกลับมาเบิกบาน เหมือนเดิม

Comments are closed.