วิชา อริยสัจ 4 ครั้งที่ 37 l ห้องเรียนวิชชาราม

ห้องเรียนวิชชาราม ตรวจการบ้าน วิชา อริยสัจ 4  ครั้งที่ 37 ในวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2564 เวลาประมาณ 12.00 น. – 14.00 น.

ตรวจการบ้านอริยสัจ 4

1.เรื่อง มีปัญญาเร็วขึ้น

ดินแสงธรรม กล้าจน

วันนั้นต้องเดินสวนกันกับอาจารย์หมอเขียว เราก็ตระเตรียมว่าจะยืน ณ ที่ควรตรงไหนจุดไหนดี เพื่อจะยกมือคารวะอาจารย์ เมื่อได้ที่ที่เหมาะควรแล้ว อาจารย์เดินมาเราก็ยกมือไหว้ ยิ้ม และเดินสวนกันไปธรรมดาๆ เหตุการณ์ภายนอก ณ เวลานั้นที่เห็นว่าตัวเองทำลงไปก็มีเพียงเท่านี้ แต่ทำไมในใจมันหมองๆ ไม่ค่อยโล่งเหมือนก่อนจะเจออาจารย์ แต่แล้วภายในไม่กี่วินาทีต่อมาความหมองก็หายไป ใจก็กลับโล่งโปร่ง เบิกบานแจ่มใสเหมือนเดิม คำถามที่ถามตัวเอง คือ ในช่วงไม่กี่วินาทีนั้นเกิดอะไรขึ้นใจบ้าง เมื่อทบทวน ใคร่ครวญจนเข้าใจดีแล้ว จึงนำมาเขียนเป็นอริยสัจ 4 ได้ดังนี้

ทุกข์ : อายอาจารย์

สมุทัย : ไม่อยากให้อาจารย์เห็นเราอ้วน อยากให้อาจารย์เห็นเราผอม

นิโรธ : อาจารย์เห็นเราอ้วนก็ได้ อาจารย์จะเห็นเราผอมก็ได้

มรรค : มรรคในครั้งนี้คือ เตวิชโช การระลึกย้อนกลับไปให้รู้เห็นความรู้สึกในวินาทีที่เรามีกิเลส เพื่อจะได้ล้างมันออก
จากการที่ได้ปฏิบัติกับกิเลสตัวนี้มา ประเมินว่าเป็นตัวที่ล้างไม่ยาก เพราะขนาดมันเล็กลงกว่าแต่ก่อน แต่ความยากจะอยู่ที่การจับตัวตนของมันให้ได้ว่ามันคิดอะไร ตอนไหน และมันสั่งให้เราคิดหรือทำอะไร ตอนนั้นพอจับได้ว่า ไม่อยากให้อาจารย์เห็นเราอ้วน อยากให้อาจารย์เห็นเราผอม ก็ล้างออกได้ไม่ยาก บอกมันแค่ว่าอาจารย์เห็นเราอ้วนก็ได้ อาจารย์จะเห็นเราผอมก็ได้ มันก็ยอมสลายแล้ว

แต่จะขอเล่าขั้นตอนที่ว่ายากคือ การค้นหาเข้าใปภายในจิตของเรา เพื่อจับอาการของกิเลสให้ได้ โดยระลึกจากเหตุการณ์ธรรมดาๆ ภายนอกที่เดินสวนกับอาจารย์นั้นแหละ พอสวนกันไปแล้ว เราสังเกตต่อไปว่า ทำไมตัวเองต้องหยุดเดินแล้วยืนอยู่นิ่งๆ และมีอาการครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เหมือนลืมอะไรไปนะคิดไม่ออก ทบทวนไปก็เห็นอีกว่า เฮ้ย..ทำไมอยู่ดีๆ จิตมันหมองนะ (วะ) และเหมือนมีก้อนพลังงานอะไรบางๆ ในใจ ทำให้ใจไม่โล่งไม่โปร่งไม่สงบเหมือนตอนก่อนจะเจออาจารย์นะ เอ…แบบนี้แปลว่ามีกิเลสแล้วหล่ะ มีกิเลสก็ต้องล้างกิเลสซิ เสียงอาจารย์และเสียงหมู่มิตรดีก้องอยู่ใจจิตเรา สติและสัมปชัญญะมาเต็ม เห็นด้วยอย่างยิ่ง มีกิเลสต้องล้างกิเลสก่อน อย่าเพิ่งไปทำอย่างอื่น

รู้แล้วแหละว่ามีกิเลสก็ต้องล้างกิเลส แต่ตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่า กิเลสตัวไหนกำลังก่อกวนเราอยู่ ดังนั้นก็ต้องรู้ให้ได้ก่อนว่ากิเลสที่ว่ามันคือกิเลสอะไร การจะรู้ว่ามันคือกิเลสอะไรก็ต้องอาศัยการระลึกย้อนกลับไปในเหตุการณ์เหมือนเดิม และอาศัยความนิ่งสงบของจิตพอสมควร เราก็เลยเดินไปยืนในจุดที่ไม่ขวางทางคนอื่น แล้วค่อยๆ ระลึกย้อนกลับไปว่า วินาทีก่อนหน้านี้ กิเลสมันคิดอะไร มีอะไรผิดพลาดที่เรายังไม่รู้ตัว ย้อนไปใกล้ที่สุดก่อน คือ เมื่อกี้เราไหว้อาจารย์ ตอนนั้นเรายิ้ม อาจารย์ยกมือรับทราบ ตรวจดูแล้วใจก็โล่งว่างดีนะ ไม่มีอะไร งั้นย้อนออกไปอีกหน่อยซิว่า ก่อนไหว้อาจารย์ล่ะคิดอะไร (คิดอยู่แว้บหนึ่ง) อ๋อ….คิดออกแล้ว ตอนก่อนจะไหว้อาจารย์ เรากำลังเตรียมว่าจะยืนตรงไหนดี แต่กิเลสมันก็ตระเตรียมการของมันด้วยเหมือนกันนะ (ตอนแรกเราไม่เห็นเลยนะว่ากิเลสมันบอกอย่างนี้ แต่พอเราเอาจริงกับมัน เตวิชโชไปก็เลยเห็นมัน) มันบอกให้เราขยับเสื้อให้เข้าที่ เดี๋ยวอาจารย์เห็นว่าเราอ้วน เราก็เอามือขยับเสื้อมาปิดท้องโดยไม่รู้ตัว โอ้ย..กิเลสไม่อยากให้อาจารย์เห็นว่าเราอ้วนนี่เองที่ทำให้เราหมอง เจอแล้วๆ สิ่งนี้แหละที่เราต้องการจะหาให้เจอ จับได้คาหนังคาเขาด้วย เพราะเวลาเพิ่งผ่านไปไม่ถึงนาทีนี่เอง พอเราเห็นหน้าตากิเลสตัวนี้ชัดเจนแจ่มแจ้ง วินาทีนี้ก้อนพลังงานที่ทำให้ใจไม่โล่งไม่โปร่งอยู่เมื่อกี้นี้

สลายหายไปหมดแล้ว และเราก็รู้สึกปิติกับความเร็วของสติและปัญญาที่มากขึ้น แล้วก็หัวเราะขำอยู่คนเดียวกับเหตุผลโง่ๆ ของกิเลส
หลังจากจับตัวกิเลสได้แล้วก็รู้สึกละอายใจเลยนะ (ละอายที่มีกิเลส) ที่รู้ว่านี่เรามีกิเลสอายอาจารย์อยู่นะ ซึ่งประเด็นนี้เราถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป แปลว่า เรามีหิริโอตัปปะแล้ว แบบนี้คาดหวังได้ว่าไม่นานเราก็จะออกจากกิเลสตัวนี้ได้ แต่ตัวกิเลส (ที่อาย) น่ะไม่ดี เพราะมันทุกข์ และสิ่งที่จิตบันทึกไว้แล้วคือ ทำอะไรอยู่ก็ทำไป แต่มีกิเลสต้องล้างกิเลสก่อน ทำงานไปล้างกิเลสไปก็ได้ แต่เรื่องนี้ขอหยุดทำงานแป๊บนึงนะ ล้างกิเลสก่อนแล้วค่อยไปทำงานต่อ จับตัวกิเลสได้แล้วล้างไม่นานหรอก เพราะจิตเขาบันทึกข้อมูลจากการได้ฟังธรรม สนทนาธรรม และบททบทวนธรรมไว้หมดแล้ว ถึงเวลาเขาก็สามารถจะดึงข้อมูลออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว

บททบทวนธรรมที่ใช้ครั้งนี้คือ วิบากต้องรับ กิเลสต้องล้าง พุทธะจึงจะเกิด
วิบากต้องรับ คืออะไร วิบากที่ต้องรับคือ ใจที่หมองๆ ใจไม่โล่งไม่โปร่งไม่สงบไง ต้องยินดีรับความหมอง เพราะเราทำตามกิเลสมา กิเลสบอกว่าให้อายอาจารย์ ให้เอาเสื้อปิดท้อง เราก็ทำตามกิเลสไปหมด ก็ต้องเต็มใจหมอง หมองเท่าไหร่ก็หมดเท่านั้น
กิเลสต้องล้าง คืออะไร กิเลสที่ต้องล้างคือ ความอายอาจารย์ แล้วความอายอาจารย์ล้างยังไง อย่างแรกคือเราเห็นไตรลักษณ์ชัดเจนเลย คือ เห็นความน่าเกลียดของมัน มันทำให้ใจไม่สุข ไม่สงบ มันทำให้ใจลุกรี้ลุกรน ซึ่งเราไม่อยากเก็บสภาพใจแบบนี้ไว้แน่นอน ต่อมาเห็นว่ามันไม่เที่ยง เห็นเลยว่ากิเลสหลอกเรา มันลวง มันเป็นของปลอม คือ เห็นเลยว่าความอายอาจารย์นี่มันไม่ดีเลย ทำให้เราต้องหลบๆ ซ่อนๆ ทำไมต้องขยับเสื้อมาปิดท้อง มันให้เราหนีความจริง ให้อยู่บนความเพ้อ ให้เราอยากได้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ เราก็เลยทุกข์ ไม่อยากทุกข์ก็ต้องกล้ายอมรับความจริงซิ ยอมรับว่าเราอ้วนขึ้น ยอมรับว่าเราเสพกิเลสเกินพอดี เราไม่ทำสมดุลร้อนเย็นให้พอดี ที่ผ่านมาเราล้างกิเลสเครียดเรื่องเรียนป.เอกได้ไม่ดีพอ ผลมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ถูกต้องแล้ว บอกกิเลสแบบนี้มันจำนนต่อความจริง มันเห็นด้วยกับเราทั้งหมด สุดท้ายเราก็เห็นความไม่มีตัวตนของมัน พอมันเข้าใจมันก็ยอมสลายไปเอง เมื่อความอายหายไป ความหมอง ความไม่โล่งไม่โปร่งก็หายไปด้วย ก็เลยยิ้มเบิกบานได้ พุทธะเกิดแล้ว ไปทำงานต่อได้ วันหน้าไม่รู้วันนี้สู้ไม่ถอย สู้กิเลสอย่างรู้เพียรรู้พัก

วันต่อมาเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เราได้ตรวจกิเลสความอายตัวนี้อีกครั้งว่ามันยังเหลือไหม เหลือเท่าไหร่ วันนั้นเป็นวันสอบป.เอกทางออนไลน์ ต้องใส่เสื้อมหาวิทยาลัย เป็นเสื้อยืด ตัวค่อนข้างเล็กใส่แล้วจะแนบตัวพอดีแบบผู้หญิงทั่วไป แล้วต้องเดินมาเจออาจารย์หมอเขียวนั่งอยู่ด้วย ตอนนั้นรู้สึกโล่งสบายใจดีมาก ไม่เห็นอาการอายเหมือนครั้งก่อนเลย อาจจะเป็นเพราะไม่ได้เดินสวนกัน หรือจะต้องเข้าห้องสอบแล้วไม่มีเวลามาอายหรอกก็ไม่รู้ แต่ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร วันนี้ตัดสินว่าไม่มีกิเลสก็คือไม่มี แต่ก็ไม่ประมาทว่าหมดเกลี้ยง ถ้าวันหน้ามันโผล่หน้ามาอีก มันอายอาจารย์อีก ก็แค่ล้างมันออกไปทุกครั้งที่เจอ และจะเพียรล้างไปจนกว่ามันจะหมดสิ้นเกลี้ยงค่ะ สาธุค่ะ

2.เรื่อง อยากกินแหนมขนุนทอด

ลักขณา แซ่โซ้ว (ผ่องใจพุทธ)
ที่ภูผาฟ้าน้ำ แม่ครัวนำขนุนมาทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู หนึ่งในนั้นก็คือนำมาทำแหนม ซึ่งขณะที่เราได้ยินว่ามีแหนมขนุนก็ไม่ได้รู้สึกอยากกินมาก แต่พอไปเห็นว่ามีแหนมขนุนทอดอยู่ในตู้มันรู้สึกใจสั่นอยากจะกินขึ้นมาทันที (หายใจเร็วขึ้นและรู้สึกว่ามีความร้อนเกิดขึ้นในร่างกายด้วย) เราได้เห็นอาการทุกข์ทางใจและทุกข์ทางกายที่เกิดจากการมีความอยากของกิเลสอย่างชัดเจน และพยายามคุยต่อรองกับกิเลส พอต่อรองให้น้อยๆ ชิ้นอาการใจสั่นก็ยังไม่หายไป จนต้องเพิ่มจำนวนให้กิเลสหลายชิ้นขึ้น อาการใจสั่นจึงหายไป

ทุกขอริยสัจ : มีอาการใจสั่นเมื่อได้เห็นแหนมขนุนทอด อยากกินแหนมขนุนทอด

สมุทัย : มีกิเลสความอยากกิน(กามตัณหา) ชอบที่จะได้กินแหนมขนุนทอด ชังถ้าไม่ได้กินแหนมขนุนทอด

นิโรธ : ดับอาการอยากภายในใจให้ได้ จะได้กินหรือไม่ได้กินแหนมขนุนทอดก็ไม่ทุกข์ใจเพราะล้างความชอบความชังได้

มรรค : พิจารณาโทษของกามคุณ5 (การเสพรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส) คือกองทุกข์ทั้งมวลและวิบากร้าย ซึ่งตอนนี้ก็มีสภาวะจริงให้เห็นอยู่ชัดๆ เกิดขึ้นกับตัวเราเองว่า เวลามีความอยากกินมันทุกข์ขนาดไหน ทั้งทุกข์ทางใจและทุกข์ทางกายอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเรายังมีกิเลสกามตัณหานี้ ครั้งหน้าเมื่อเราอยากกินอีกก็ต้องทุกข์แบบนี้อีก ต้องแสวงหาไม่รู้จักจบจักสิ้น สำหรับกามตัณหาในอาหาร เรายังติดอยู่หลายตัว กิเลสเยอะมาก ดังนั้นเราจึงต้องเรียงลำดับในการล้างกิเลสความชอบในอาหารเป็นชนิดๆ ไป เพราะเรายังไม่มีกำลังเพียงพอที่จะล้างได้หมดทุกตัว สำหรับตัวแหนมขนุนนี้ถือว่าอยู่ในระดับของการละ ดังนั้น เราจึงต่อรองกับกิเลสเท่าที่ทำได้ แล้วก็ดูอาการ อ่านเวทนาทางใจว่ากิเลสยอมหรือไม่ยอม คือถ้ากิเลสไม่ยอมอาการใจสั่นก็จะไม่หายไป อันนี้เป็นสัญญาณที่บอกว่าเป็นอัตตะกิลมถะ (ตึงไป) แต่ถ้าเรากินตามใจปากโดยไม่ต่อรองกับกิเลสเลยอันนั้นคือเป็นกามสุขลิกะ (หย่อนไป) เราจึงต้องประมาณกำลังของเราให้ดีว่าเราควรจะสู้ในระดับไหน ที่จะเป็นการล้างกิเลสอย่างเบิกบาน ไม่ทรมานจนเบิกบูด ไม่หย่อนยานจนย่ำแย่ เราจึงต้องหาขีดที่พอดีที่เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมของเราเอง(มัชฌิมา) ซึ่งอาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนคนอื่นก็ได้ แต่ตัวชี้วัดที่เราเห็นได้คือ ใจเรายังผ่องใสเบิกบานได้  และกิเลสความอยากกินก็ลดลงไปตามลำดับ แม้ว่าจะได้ทีละเล็กทีละน้อยก็พอใจ

3.เรื่อง สิ่งของที่เสียหายไม่มีค่ามากพอเท่ากับใจที่เสียหาย

ชุติวรรณ แสงสำลี (เพียรผ่องพุทธ)
เหตุการณโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าของเราที่ใช้มีอาการเครื่องดับบ่อยๆขณะใช้ทำงาน บางครั้งก็ใช้ได้ดี บางครั้งก็ใช้ได้ไม่ดี ดับบ่อยมาก กลัวว่าโน๊ตบุคจะเสียแล้วก็จะขาดเครื่องมือหลักในการบำเพ็ญที่เราต้องอาศัยสิ่งนี้เป็นหลัก

ทุกข์ : กลัวโน๊ตบุ๊คเสียใช้งานไม่ได้อีก มันเป็นสมบัติส่วนตัวที่เป็นเครื่องมือบำเพ็ญที่สำคัญ

สมุทัย : กลัวสิ่งที่ไม่อยากได้ถ้าโน๊ตบุคเสียใช้งานไม่ได้เป็นทุกข์ใจ ถ้าโน๊ตบุคไม่เสียบ่อยใช้งานได้ดีเป็นสุขใจ

นิโรธ : โน๊ตบุุ๊คเสียใช้งานไม่ได้เลยก็เป็นสุขใจ โน๊ตบุคไม่เสียใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้างเราก็เป็นสุขใจ

มรรค : ปฏิบัติ เพิ่มศีล ตรวจสอบดู ทานอาหารสูตร1-2 มากขึ้น ทำจิตใจให้่ผ่องใส บางวันทำได้ดี โน๊ตบุ๊คก็ใช้งานได้ดีทั้งวันเครื่องไม่ดับ แต่ถ้าทานอาหารปรุงมากไปและใจร้อน เครื่องจะดับบ่อย แต่ก็ไม่มีอะไรเที่ยง เครื่องมันก็ดับบ่อยๆจริงๆ ทำใจว่ากล้ารับในสิ่งที่เรากลัวได้ ไม่หวั่นไหว ถ้าโน๊ตบุคเกิดเสียหายแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วช่างมันไม่ได้มีให้อาศัยก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น เมื่อเราไม่มีโน๊ตบุคใช้ก็ดี ได้พักมือ จะได้ไม่โดนความร้อนที่มากเกินไปเครื่องมันเก่าแล้วมันก็ร้อนมาก ใจเราปล่อยวางได้ เราทำเต็มที่แล้วใช้งานมานานแล้ว ถึงเวลาก็ต้องหมดประสิทธิภาพ พิจารณามันเป็นวัตถุไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ใช้แล้วย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา แล้วดูแลเต็มที่แล้ว มันจะเสียก็เสียไป เราก็ใช้คุ้มค่ามามากพอแล้วเราใช้ทำงานบำเพ็ญกุศลก็เป็นสิ่งดีงามเจริญมากแล้ว ใจเราก็เป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ เราทำกุศลอย่างอื่นๆก็ได้ เลยไปขัดล้างห้องน้ำหญิง พอล้างเสร็จ ไม่ถึงชั่วโมง พี่น้องจิตอาสาท่านหนึ่งมาบอกว่าให้ไปเอาโน๊ตบุคที่ท่านมีอีกตัวหนึ่งมาใช้ ขอบคุณกุศลที่คุ้มครองให้เราได้รับสิ่งที่ใช้เป็นประโยชน์ต่อไป

4.เรื่อง ผู้ป่วยไม่ได้รับวัคซีน

เสาวรี หวังประเสริฐ
สัปดาห์ที่ผ่านมามีแม่เด็กอายุ17ปีมาขอรับการฉีดวัคซีนให้ลูกชายซึ่งมีความผิดปกติแต่กำเนิดด้านสติปัญญาซึ่งได้เรียนปรึกษากุมารแพทย์แล้วลงความเห็นว่ายังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะฉีดให้ได้แต่คุณแม่ไม่ยอมจะขอฉีดโดยแม่เด็กโวยวายไม่ยอมจะร้องเรียน

ทุกข์ : กลัวกังวลที่แม่เด็กไม่ยอมรับการตัดสินใจของคุณหมอ

สมุทัย : เหตุแห่งทุกข์ชังที่แม่เด็กไม่เข้าใจและไม่ยอมรับการตัดสินใจของคุณหมอชอบที่แม่เด็กเข้าใจและยอมรับการตัดสินใจของคุณหมอ

นิโรธ : สภาพดับทุกข์ไม่ชอบไม่ชังที่แม่เด็กไม่เข้าใจและไม่ยอมรับการตัดสินใจของคุณหมอ

มรรค : วิธีดับทุกข์พิจารณาประโยชน์และโทษที่เด็กจะต้องได้รับวัคซีนว่าอะไรมากกว่ากันอธิบายให้แม่เด็กเข้าใจ ทบทวนธรรม”การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดังใจเราเป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่าที่ทำให้ได้ล้างกิเลสคือความหลงชิงชังรังเกียจหลงยึดมั่นถือมั่นในใจเราและทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา”

ผลของการพิจารณาและอธิบายให้แม่เด็กเข้าใจให้ใจเย็นลงและยอมกลับบ้านโดยไม่ได้รับการฉีดวัคซีนในวันนั้นด้วยอาการสงบทำให้จิตใจของเราหลุดพ้นจากความกลัวกังวลมีพลังผาสุกผ่องใสไร้ทุกข์ไร้กังวลสามารถทำงานต่อได้ตามปกติ

5.เรื่อง ของอาจารย์ (น้ำผักปั่น)

นงลักษณ์ สมศรี (ลายใบไม้ จุก)

ทุกข์ : เพราะพี่น้องไม่รู้ว่าเป็นของอาจารย์

สมุทัย : เราไปยึดมั่นถือมั่นว่าเค้าต้องรู้สิ ว่าเป็นของอาจารย์

นิโรธ : ท่านจะรู้หรือไม่รู้ก็ได้ จะถามก่อนหรือไม่ถามก็ไม่เป็นไร ไม่ควรจะไปคิดเอาเองว่าทุกคนต้องรู้ ใครจะรู้หรือไม่รู้เราก็ไม่ทุกข์ใจ

มรรค : เพราะเราเคยถือวิสาสะ ทำอะไรโดยไม่ถามก่อน ทำให้เราได้ใช้วิบากไม่ดีจากการกระทำของเรา ตั้งจิตขออโหสิกรรม สำนึกผิด ต่อทุกเหตุการณ์ที่เราพลาดทำมา และกล่าวขออภัยและขอบคุณกับพี่น้องที่ท่านมาเป็นเครื่องมือที่เราได้เห็นความชัง ความยึดมั่นถือมั่น ที่เราคิดว่ามันน้อยลงแล้ว ทันทีที่ระลึกได้

แม้พี่น้องจะกินของที่เตรียมไว้ให้อาจารย์หมด ก็ทำใหม่ได้ อาจารย์เคยพูดว่า
“ถ้าพี่น้องกินหมด อาจารย์ก็ไม่ได้กิน ถ้าอาจารย์ได้กิน พี่น้องก็ไม่ได้กิน” คิดเป็นธรรมะสองให้ได้ทุกเรื่อง ถ้าเรามีเมตตา เราจะไม่ถือสา ไม่เพ่งโทษใครอีก เพราะเป็นความโชคดี ที่เราได้มาดูแล เตรียมอาหารสมุนไพรให้อริยะบุคคล มากขนาดนี้

เวลาเจอผัสสะ เจอทุกข์ ก็ได้ฟังธรรมจากพระโพธิสัตว์ หรือมีพี่น้อง เมตตามาช่วย ให้คลายจากกิเลส คลายทุกข์ จนเห็นทุกข์สนุกดี
มีเหตุการณ์ ที่ประทับใจมากคือ ภาพที่ผู้ติดตาม ท่านเดินมาบอกว่า “อาจารย์กินน้ำมะพร้าวปั่น ที่(เตรียมไว้ให้ผู้ติดตาม)หมดเลยครับ” พร้อมรอยยิ้มยินดี เราก็ตอบไปว่าไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวทำให้ใหม่ทำให้รู้สึกว่านี่แหละ ครั้งต่อไปเราจะแววไว ในความคิด การกระทำแบบนี้บ้าง เพราะท่านทำเป็นตัวอย่างที่ดีให้เราเห็นเป็นแรงเหนี่ยวนำที่มีค่ามาก ทำให้ทุกข์ใจคลายลงหมดสิ้น

6.เรื่อง เพราะ”ยึด”จึงถูก”ยึด”เพื่อการพากเพียร เรียนรู้ “การปล่อยวาง”สู่ทางพ้นทุกข์

วันยา เรียมจันทร์

เหตุการณ์ มีโทรศัพท์จากพี่เสมียนแจ้งว่า”อี๊ดเสี่ยมีคำสั่งให้ยึดร้านเฟอร์นิเจอร์เป็นทรัพย์สินของตลาด” ตอนนี้เขาติดป้ายให้เช่าแล้ว มีคนจะมาเช่าแล้ว อี๊ดจะว่าอย่างไร

ทุกข์ :
– สะเทือนใจ ที่ได้รับรู้เรื่องราว
-หวั่นไหว กลัวจะเสียร้านไป
-ไม่ยินดี ไม่พอใจ ไม่เต็มใจ ยกร้านให้
-เสียดาย ทำมากับมือ ด้วยความยากลำบาก ด้วยหนี้สิน
-ผิดหวัง หวังจะเอาทุนจากการเซ้งร้านไปเป็นทุนทำโรงสีข้าว

เหตุแห่งทุกข์ :
-วิบากให้ผล
-ยึดดี ดีเกิดดั่งใจหมายจะเป็นสุข
ดีไม่เกิดดั่งใจหมายจะเป็นทุกข์
-ยึดว่าเป็นสมบัติของเรา เราเป็นเจ้าของ

นิโรธ :
-ยินดี พอใจ ดีจะเกิด ไม่เกิด ดั่งใจหมาย ยอมรับความจริง ณ เวลานั้นๆ
-ยินดี พอใจ แค่อาศัย
-ยินดีพอใจจะมีโรงสีข้าวก็ได้ ไม่มีโรงสีข้าวก็ได้

มรรค :
-กล้ายอมรับวิบาก สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา รับแล้วก็หมดไป
แล้วเราจะโชคดีขึ้น
-สำนึกผิด ตั้งจิตทำความดีให้มากๆและลงมือทำความดีตามฐานและโอกาสที่สามารถทำได้จริง
-สุดท้ายทุกอย่างก็ดับไป ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของใคร
เป็นความดีแล้ว ที่เราพากเพียร แสวงหา เพื่ออาศัย เป็น สัมมาทิฏฐิ
ไม่ใช่หลง ไปครอบครอง เป็น มิจฉาทิฐิ
ปัจจุบันเราไม่ได้อาศัยแล้วก็ควรแบ่งปันให้ผู้อื่นได้อาศัยทำประโยชน์ต่อไป ดีกว่า ก่อนที่ทุกอย่าง จะผุพัง ดับไป
-มีอะไรก็ทุกข์อันนั้น มีร้านก็ทุกข์กับร้าน ถ้ามีโรงสีข้าวก็ต้องทุกข์กับโรงสีข้าว

ผลการปฏิบัติ 3 คืน 3 วัน โทรศัพท์กลับไปหาพี่เสมียน กล่าวคำขอบคุณที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ขอบคุณที่ให้โอกาส ชดใช้วิบากและขอโทษขออโหสิกรรมหากได้พลาดพลั้งเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
คำตอบ ก็ตามนั้นค่ะ วิบากใคร วิบากเขา
ไม่มีใครช่วย ใครได้ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published.