640516 การบ้าน อริยสัจ 4 (20/2564) [40:60]

640516 การบ้าน อริยสัจ 4 (20/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2564 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สัปดาห์นี้มีผู้ส่งการบ้านทั้งหมด 40 ท่าน 60 เรื่อง

  1. ชวนชม คำท้วม (4)
  2. นางสาวสันทนา ประวงศ์
  3. รมิตา ซีบังเกิด
  4. นฤมล ยังแช่ม
  5. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ) (2)
  6. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  7. นปภา รัตนวงศา (3)
  8. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล) (2)
  9. มงคลวัฒน์ รัตนชล เพชรไพรพุทธ (2)
  10. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร) (5)
  11. นางพรรณทิวา เกตุกลม (2)
  12. น.ส.ลักขณา แซ่โซ้ว (3)
  13. ชนกนันท์ ฉัตรทอง (น้อมแสงศีล) (3)
  14. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์
  15. จิราวรรณ ดาโรจน์ (2)
  16. Ruamketklom
  17. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว))
  18. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)
  19. นายจรูญ สุยะ (ชาติพุทธ)
  20. นางจิราภรณ์ ทองคู่
  21. ณ้ฐพร คงประเสริฐ
  22. สำรวม แก้วแกมจันทร์
  23. ประภัสสร วารี
  24. น.ส.วิภา​วัลย์​ ถนัด​ธรรม​กุล
  25. อรวิภา กริฟฟิธส์
  26. นางสาวนาลี วิไลสัก (2)
  27. จิรานันท์ จำปานวน
  28. นางสาวศิริรักษ์ พรมเล็ก
  29. จิ๊บ แพรลายไม้ กล้าจน
  30. Sureenart ratchapan สุรีนารถ ราชแป้น
  31. อุ้ย พลัฏ
  32. พิมพ์พศินา สิทธิประเสริฐ (น้าหมู-เพียรเย็นพุทธ)
  33. นางสาวิตรี มโนวรณ์ (2)
  34. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)
  35. พรพิทย์ สามสี
  36. นางเครือแก้ว คุณะวัฒนา
  37. เสาวรี หวังประเสริฐ
  38. ประคอง เก็บนาค
  39. ปิ่น คำเพียงเพชร
  40. นส.พรเพียรพุทธ โพธิ์กลาง​ ทิพย์

Tags:

62 thoughts on “640516 การบ้าน อริยสัจ 4 (20/2564) [40:60]”

  1. ชวนชม คำท้วม

    ส่งการบ้าน
    นาง ชวนชม คำท้วม
    ชื่อทางธรรม สู่ร่มศีล
    จิตอาสา สวนป่านาบุญ 2
    ชื่อเรื่อง ไปชังพ่อบ้านทำไม
    เหตุการณ์ พ่อบ้านชอบดื่มเหล้าเป็นประจำ พอดื่มเหล้าก็จะพูดมากๆๆ เป็นผัสสะได้ดีมาก รำคาญพ่อบ้านมาก
    ทุกข์ ไม่ชอบใจที่พ่อบ้านดื่มเหล้าเป็นประจำ
    สมุทัย ชอบที่พ่อบ้านไม่ดื่มเหล้าเป็นประจำ ชังที่พ่อบ้านดื่มเหล้าเป็นประจำ
    นิโรธ พ่อบ้านจะดื่มเหล้าเป็นประจำ ก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค เราทราบว่าพ่อบ้านชอบดื่มเหล้า ก่อนแต่งงาน เราก็ยังไปเลือกเขาอีก พ่อบ้านมาเป็นคนที่ทำให้เราเห็นกิเลสตัวนี้ มาทำให้เราทุกข์ใจ ชาติก่อนเราต้องทำเรื่องเหล้ามาเยอะ เลยต้องมารับวิบากนี้ ก็เต็มใจรับไป ร้ายจะได้หมดไป เบิกบาน แจ่มใสดีกว่า สาธุ ใจเราคลายความชังพ่อบ้าน พ่อบ้านจะดื่มเหล้าก็ได้ ใจเราก็ไม่ทุกข์ สุขสบายใจไร้กังวลได้ สาธุค่ะ

  2. ชวนชม คำท้วม

    ส่งการบ้าน
    นาง ชวนชม คำท้วม
    ชื่อทางธรรม สู่ร่มศีล
    จิตอาสา สวนป่านาบุญ 2
    ชื่อเรื่อง กิเลสหลอกว่าไม่ทุกข์
    เหตุการณ์ ก่อนเข้าร่วมอปริหานิยธรรมคุยกับหมู่ กิเลสมันบอกไม่ต้องเล่าหมู่หรอก เราไม่ได้ทุกข์ เอาเข้าจริงโดนกิเลสหรอก เราทุกข์ สงสารลูก สงสารเราที่ห่างกัน
    ทุกข์ รู้สึกเศร้าใจ สงสารลูก พ่อบ้าน เราด้วยที่คิดถึงลูก
    สมุทัย ชอบที่ไม่เศร้าใจ สงสารลูก พ่อบ้าน เราด้วยที่คิดถึงลูก ชังอาการเศร้าใจ สงสารลูก พ่อบ้าน เราด้วยที่คิดถึงลูก
    นิโรธ เราไม่ชอบ ไม่ชังอาการเศร้าใจ สงสารลูก พ่อบ้าน เราด้วยที่คิดถึงลูก
    มรรค ด่ากิเลส สงสารลูกทำไม ลูกไปอยู่ในที่ดี มีหมู่มิตรดี ลูกได้เข้มแข็ง ด่ากิเลส สงสารตัวเองก่อนไหมที่ทุกข์อยู่นี่ เราต้องฝึกการพลัดพรากไว้ และจะตั้งอริยศึล กิเลสบอกรักลูก แท้จริงเรารักกิเลส เพื่อให้เราได้ดั่งใจ เราต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นแรงเหนี่ยวนำให้ลูกเข้มแข็ง สบายใจ หายทุกข์ที่พี่น้องช่วยด่ากิเลส กิเลสแม้น้อยก็เหม็นมาก เราจะต้องทำการบ้าน ไม่ห่างหมู่ เพื่อเราจะไม่โดนกิเลสหลอก รู้เลยเราดื้อมาก กิเลสเราก็ดื้อมาก มันหลอกเราสารพัด ถ้าไม่มีหมู่มิตรดี เราคงต้องทุกข์ไปอีกนาน กราบสาธุ หมู่มิตรด้วยความเคารพ

  3. นางสาวสันทนา ประวงศ์

    เรื่อง : ง่วงเหงาหาวนอน

    เหตุการณ์ : เพื่อนสอนให้เขียนบทความวิจัยในงานวิชาการ เรารู้สึกยินดี เห็นประโยชน์พร้อมที่จะเรียนรู้ ระหว่างเรียนได้เห็นเล่ห์เหลี่ยมของกิเลส อรูปภพ ตัวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มาด้วยอาการ “หาวบ่อย” แบบผิดปกติ รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน หาวจนน้ำตาไหล ล้า เมื่อยหัว อยากนอนพัก เกิดขึ้นทันที เมื่อได้เห็นตัวเลขเยอะๆ ในสถิติงานวิจัยนั้น นั่งพิจารณาหาเหตุ ก็พบว่าจริงๆ แล้ว ลึกๆ มาจาก ในใจเราไม่ชอบตัวเลขเยอะๆ รู้สึกว่าเข้าใจได้ยาก ตัวเลขเยอะๆ วุ่นวาย เราทำไม่ได้หรอก จึงเกิดอาการต้าน และแสดงออกมาเป็น หาวบ่อย หาวจนน้ำตาไหล ล้า เมื่อยหัว อยากนอนพัก
    ได้รู้ว่า เรามีกิเลส-ชังแอบซ่อนอยู่ และสั่งการอยู่เบื้องหลังอาการหาวนั้น เพื่อนก็เห็นอาการที่เราเป็น เราก็บอกเพื่อนว่าเรารู้สึกอย่างไรตอนนี้ เรากับเพื่อนก็รู้กันทันทีว่าเป็นกิเลส ต่างก็หัวเราะกัน ยินดี สนุกกับการได้เห็นกิเลส จับกิเลสได้ทัน (เห็นทุกข์สนุกดี) เพราะเราเห็นแล้วเราไม่ทุกข์ เราเห็นแล้วเราจะได้ล้าง ได้ทำอริยสัจ ๔

    ทุกข์ : ทุกข์ใจเล็กๆ (อรูปภพ) ไม่ชอบตัวเลขเยอะๆ เข้าใจได้ยาก ทำไม่ได้ อาการที่แสดงออกมาให้เห็น มีอาการหาวบ่อย รู้สึกง่วงนอน หาวจนน้ำตาไหล เหนื่อยล้า เมื่อยหัว อยากนอนพัก

    สมุทัย : เกิดจากกิเลสตัวชัง ไม่ชอบตัวเลขเยอะ (กิเลสชอบ-ชัง) ถ้ามีตัวเลขไม่เยอะ เข้าใจได้ง่ายเราชอบใจ (ชัง) ไม่ชอบที่มีตัวเลขเยอะๆ ไม่เข้าใจ รู้สึกว่ายาก

    นิโรธ : มีตัวเลขเยอะหรือไม่เยอะ อ่านเข้าใจง่ายหรือไม่เข้าใจ ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาโทษกิเลส-ชัง เห็นแล้วว่าเป็นทุกข์ เสียพลัง ทำให้เราง่วง ล้า เมื่อยหัว นำโรคร้ายต่างๆ เหตุการณ์ร้ายๆ มาให้เรา มีวิบากร้ายแรง หนัก เรามีความชังอยู่ ก็เป็นแรงเหนี่ยวนำให้คนอื่นชังตาม ทำตาม เป็นตาม (ในสนิทานสูตร) เกิดกองทุกข์ทั้งมวล บวกวิบากร้ายทำให้เกิดทุกข์ทางใจ ร่างกาย และเหตุการณ์ ผลนั้นเราต้องรับด้วย มีส่วนร่วมด้วย มีหุ้นส่วนด้วย
    พิจารณาประโยชน์ ไม่มีกิเลส-ชัง ไม่ทุกข์ใจ เบิกบานแจ่มใส ไม่ต้องไปวุ่นวาย เสียเวลา เสียกำลังกาย เสียพลัง ได้พลังเต็มๆ มาทำกุศล บำเพ็ญทำประโยชน์ในงานวิชาการ
    ผลที่ปรากฏ คือ อาการชังตัวเลขเยอะๆ นั้นลดลง ๗๐% ใช้บททบทวนธรรมเติมปัญญาทบทวนเข้าไปอีก ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง ได้พลังสุดๆ ได้สุขสุดๆ ยินดีในความชอบชัง เสียพลังสุดๆ ได้ทุกข์สุดๆ อาการชังลดลงอีก ๑๐% ยังเหลือกิเลสความชังตัวเลขเยอะๆ อยู่ ๒๐% จะพากเพียรล้างกิเลสชังต่อไปอย่างเต็มกำลังที่จะทำได้ สาธุค่ะ

  4. รมิตา ซีบังเกิด

    รมิตา ซีบังเกิด
    เรื่อง : น้ำยางข้นขายไม่ได้
    เหตุการณ์ : ช่วงเช้ามืดลูกจ้างออกไปกรีดยางพารา แต่ฝนตกพอตอนสายลูกจ้างเก็บน้ำยางแล้วใส่แอมโมเนียน้อยไปพอนำไปขายน้ำยางที่จุดรับซื้อ น้ำยางข้นเป็นก้อนขายเป็นน้ำยางไม่ได้ แล้วส่งข้อความมาบอกเหตุผล เราจึงส่งข้อความไปบอกว่าก้อนยางวันนี้ขายได้เท่าไหร่เงินยกให้หมดเลย
    ทุกข์ : เสียดายผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับ
    สมุทัย : ชอบใจที่ได้รับผลประโยชน์ ชังที่ไม่ได้รับผลประโยชน์
    นิโรธ : จะได้รับผลประโยชน์หรือไม่ก็ไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : เมื่อลูกจ้างบอกเหตุผลว่าเกิดอะไรขึ้นในขณะไปกรีดยางพารา เรารับรู้และเข้าใจเหตุผลเป็นอย่างดี ไม่รู้สึกเสียดายเงินส่วนที่ควรจะได้รับแม้แต่น้อย เพราะเรายึดหลักหลักคำสอนของอาจารย์หมอเขียวเสมอมาในบททบทวนธรรมข้อที่ 113 ว่า ” สุขจากการให้ด้วยใจที่ บริสุทธิ์ สุขสบายใจ ที่สุดในโลก เป็นสุขที่สุข ที่สุดในโลก ”
    เมื่อทำสิ่งใดด้วยจิตใจที่ปรารถนาดี มีเมตตาต่อบุคคลทั่วไปทำให้รู้สึกปิติและมีความสุขแค่นี้ก็พอใจแล้ว ไม่จำเป็นว่าจะต้องได้สิ่งใดตอบแทนเลยแม้แต่น้อย

  5. นฤมล ยังแช่ม

    ขยะในใจ

    แม่ชอบกินนม จึงซื้อนมถั่วเหลืองใส่ไว้ในตู้เย็นให้แม่กินวันละ 2 กล่อง เนื่องจากแม่เป็นโรคความจำเสื่่อมระยะกลาง แต่ยังสามารถดูแลตัวเองได้ ทำกิจวัตรประจำวันได้ กิเลสเริ่มทำงานตอนที่เห็นกล่องที่ถูกกินแล้วทิ้งอยู่ตามบริเวณบ้าน ซึ่่งก็ได้พิจารณามาช่วงหนึ่งแล้ว แต่ยังล้างได้ไม่หมด มาวันนี้เห็นกล่องนมอยู่ใต้ต้นมะนาวหลายกล่อง กิเลสก็เริ่มทำงานเกิดความคิดว่าต้องบอกแม่ให้เก็บกล่องนมไปทิ้งลงในถังขยะ ซึ่งในขณะนั้นแม่กำลังเดินออกมาจากในบ้าน จึงชี้ให้แม่เห็นกล่องนมพร้อมกับพูดว่า แม่กล่องนมที่ิทิ้งไว้ตรงนี้ทิ้งไม่ถูกที่นะ จริง ๆ แล้วเราจะต้องทิ้งลงในถังขยะ แม่ได้ฟังแล้วก็บอกว่าแม่ไม่ได้กินนม ใครเอามาทิ้ง แล้วไปเก็บด้วยความไม่แช่มชื่นใจ ณ ขณะนั้นเกิดความรู้สึกผิดที่ได้ประมาณการกระทำของตนเองผิดที่คิดจะอยากได้ดี อยากได้ดั่งใจหมายให้แม่ทำในสิ่งที่เราต้องการ

    ทุกข์ : ไม่ชอบที่เห็นกล่องนมถูกทิ้งไม่เป็นที่

    สมุทัย : มีความยึดมั่นถือมั่นว่าแม่ต้องทิ้งกล่องนมลงในถังขยะถึงจะสุขใจ ถ้าแม่ไม่ทิ้งกล่องนมลงถังขยะจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : แม่จะทิ้งกล่องนมลงในถังขยะก็สุขใจ แม่จะไม่ทิ้งกล่องนมลงในถังขยะก็สุขใจได้

    มรรค : หลังจากที่เห็นอาการของแม่ จึงรีบกลับมาพิจารณาว่าการประมาณไม่ถูก่ของเราจึงทำให้แม่ไม่สบายใจ หยุดพูด แล้วนำถังขยะมาให้แม่ ช่วยแม่เก็บกล่องนม สำนึกผิด ยอมรับผิด ยินดีที่ได้เห็นข้อพร่อง ยินดีที่ได้หยุดทำสิ่งที่ไม่ดี และยินดีจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ในวันนัั้นได้พังธรรมะของท่านอ.หมอเขียวเรื่อง ความคิดว่าถูกหรือผิดนั้น กิเลสยังสามารถที่จะหลอกเราได้ แต่ใจที่ทุกข์หรือไม่ทุกข์นี้คือสัจจะ ถ้าเราคิดว่าแม่ทิ้งกล่องนมลงในถังขยะนั้นเป็นสิ่งถูก แล้วใจเราทุกข์ไหม ใช่เราทุกข์ใจจึงคิด พูุด ทำ ในสิ่งที่ไม่ดี เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ได้เห็นโทษของการจะเอาแต่ใจตัวเอง ผลคือการเบียดเบียนตนเองก่อน แล้วจึงไปเบียดเบียนแม่ มองกล่องนมว่าเป็นขยะ แต่กิเลสที่เป็นขยะในใจเรามองไม่เห็น นี้คือโทษภัยเมื่อเรามีกิเลสจะหน้ามืด ปัญญาดับ ความโง่เข้าครอบงำ ทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร รูุ้สึกได้ถึงความผิดจึงไปคุยกับแม่ กราบขอขมาแม่ในวันนั้น และจะพยายามตั้งสติในการคิด พูด ทำในครั้งต่อไป พิจารณาตามทบทวนธรรมข้อที่ 83 มีใจความว่า ความยึดมั่นถือมั่น จะทำให้เกิดความพร่อง ความพลาด ความทุกข์

  6. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    เรื่อง
    อากาศร้อนกิเลสก็ร้อน
    เนื้อเรื่อง
    เมื่อวานได้ไปช่วยหมู่มิตรดีตัดหญ้าออกจากต้นส้มโอแต่หมู่บอกว่าให้ไปถอนตะไคร้ที่กลางแดดกิเลสก็ออกมาขวางหน้า(กิเลสบ่นบ้าใครจะทำได้อากาศร้อนขนาดนี้) แล้วผมก็เงียบไปเพราะไม่พอใจคิดว่าจะไปตัดหญ้ากับลุงออกจากต้นส้มโอจะไม่ร้อนมาก พออากาศร้อนหายใจไม่ออกก็มาอาบน้ำแล้วไปช่วยปักเสาไฟ ก็ทำใจใหม่ว่าร้อนก็ต้องทนต้องสู้แค่วัตถุเรายังสู้ไม่ได้เลย ใจที่ทุกข์ยิ่งเห็นยากกว่าสู้ได้ยากมาก
    ทุกข์
    อากาศร้อนไม่แช่มชื่นใจไม่เบิกบานใจ
    สมุทัย
    ชอบที่อากาศเย็น
    ชังที่อากาศร้อน
    นิโรธ
    ไม่ชอบไม่ชังจะทำงานท่ามกลางอากาศร้อนหรืออากาศเย็นก็ได้ใจไร้ทุกข์ไร้กังวล
    มรรค
    เหตุการณ์ อากาศช่วงสายถึงเย็นเป็นช่วงที่อากาศร้อนมากหายใจไม่ออกอาการทางใจชังอากาศร้อนเพราะต้องทำงานกลางแดด อาการทางร่างกายร้อนมากไม่อยากทำงานเพราะหายใจไม่สะดวก เหตุการณ์ไม่ยินดีไม่พอใจที่จะร่วมงานกับหมู่
    มาร
    ทำไมต้องทำงานช่วงอากาศร้อนๆไม่รู้หรือไงว่าเราทุกข์หายใจไม่ออกจะป่วยหรือเปล่าเนี่ย
    เรา ก็ดีแล้วได้ทำงานได้ใช้วิบาก ได้โชค 3 ชั้น อากาศร้อนก็แปลว่าเราได้สู้กับอุปสรรคทุกวัน เราก็ชนะกิเลสตัวชัง อากาศร้อนได้ทุกวัน
    มาร
    อากาศร้อน ไม่อยากทำงานเบื่อ หนีปัญหาไปเรื่อยเจออากาศเย็นก็บ่นอีก กิเลสจะโยนปัญหาอุปสรรคมาเรื่อยๆ กลัวไปเรื่อยบ่นไปเรื่อย
    เรา
    อากาศร้อนก็ร้อนแค่วันนี้แต่ว่าอากาศของกิเลสร้อนมันร้อนข้ามชาติมันเหนี่ยวนำให้คนอื่นทำตามกลัวกังวลหวั่นไหวข้ามภพข้ามชาติความร้อนของกิเลสเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากกว่าอากาศข้างนอก
    พอพิจารณาแบบนี้ทำให้อาการทางใจที่ชังอากาศร้อนลดลงอาการทางร่างกาย ทำให้มีเมฆมาบังให้เย็นลงบ้างอาการทางกายจึงไม่ร้อนมากเหตุการณ์ก็พอทำงานร่วมกับหมู่ได้ หายใจได้โล่งขึ้นมีฉันทะยินดีพอใจที่จะยอมรับใช้หมู่มากขึ้นพลังก็มีมากขึ้น

  7. ชวนชม คำท้วม

    ส่งการบ้าน
    นาง ชวนชม คำท้วม
    ชื่อทางธรรม สู่ร่มศีล
    จิตอาสา สวนป่านาบุญ2
    ชื่อเรื่อง พูดมากจนได้เรื่อง
    เหตุการณ์ ทุกวัน ทั้งวัน หนูก็จะฟังธรรมหมอเขียว พ่อครู พี่ฟังน้องพูด และอ่านหนังสือนิดหน่อยค่ะ และเมื่อเช้าก็เช้าไปคุยกับพ่อบ้าน ว่าเบาๆ หน่อยนะเรื่องดื่มเหล้านะ โดนพ่อบ้านตอกกลับมา ว่าเรานะเบาๆหน่อยเรื่องที่ฟังธรรม พ่อบ้านหาว่าหนูหมกมุ่นอยู่ได้ และที่ผ่านมาไม่นานพ่อบ้านก็พูดเรื่องนี่ แล้วก็บอกพ่อบ้าน ยังไม่ชินอีกหรือ เป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว 6 ปีแล้ว
    ทุกข์ ไม่ชอบใจที่พ่อบ้านไม่ชอบที่เราฟังธรรม หาว่าเราหมกมุ่นอยู่ได้
    สมุทัย ชอบใจที่พ่อบ้านเข้าใจเรา ที่เราชอบฟังธรรม หมกมุ่นอยู่ได้ ชังที่พ่อบ้านไม่ชอบที่เราฟังธรรม หาว่าเราหมกมุ่นอยู่ได้
    นิโรธ พ่อบ้านจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ได้ ที่เราชอบฟังธรรม หมกมุ่นอยู่ได้
    มรรค รู้เลยว่ากิเลสหนูนี้มันเยอะ มันทุกข์ได้ทุกเรื่อง แม้เกิดอาการเล็กน้อย หนูก็จะเก็บมันไอ้กิเลส ปีศาจร้ายที่มาก่อกวนใจเราให้ทุกข์ ได้ทุกเวลา กิเลสยังบังคับความคิดพ่อบ้าน ว่าให้ชินได้แล้ว พ่อบ้านเขาจะไม่เข้าใจเราก็ได้ เพราะพ่อบ้านเขาไม่ได้มาฟัง ไม่ได้มาเป็นแบบเรา เข้าใจเขาหน่อยกิเลส ชาติก่อน ชาตินี้ เราได้กระแนะกระแหนคนไว้เยอะจะตายไป ทำไมทำแล้วไม่คิดจะรับผิดชอบ รับผลหรือกิเลส โง่ตายถ้าคืดแบบเอ็ง ข้าไม่โง่หรอก ข้ารับผลดีจะตาย ข้าก็จะโชคดีขึ้น ดีจะตายได้โชค 3ชั้น คือ ได้เห็นทุกข์ ได้ล้างทุกข์ และได้ใช้วิบากเก่าที่ไม่ดี คุ้มจะตายกิเลสเอ๋ย มาๆมาเป็นพุทธะ จะได้ไม่ทุกข์ ใจเราก็เบิกบาน หายชังพ่อบ้าน แม้ต่อไปเขาจะพูดอีกเรื่องนี้ เราก็จะไม่ทุกข์แล้ว สาธุค่ะ

  8. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง รู้ว่าผิด..ทำไมถึงทำ !

    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้นำคอมพิวเตอร์เครื่องเดิมที่มีอยู่ไปอัพเดท เพื่อให้มีพื้นที่มากขึ้นและมีความเร็ว เร็วกว่าเดิม พอช่างอัพเดทเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนเลยถามช่างว่าท่านสามารถ ดาวน์โหลดโปรแกรมทำภาพให้ได้ไหม ที่เป็นแบบจ่ายเงินรายเดือนหรือรายปีก็ได้ ท่านบอกว่าท่านสามารถทำให้ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ผู้เขียนต้องไม่ใช้เพื่อทำธุระกิจหาเงิน พอผู้เขียนได้ยินก็หูผึ่งทันทีในใจลึก ๆ ก็รู้ว่าผิดศีลเพราะเป็นการขโมยแต่ก็ตัดสินใจให้ช่างท่านดาวน์
    โหลดให้มีอาการทั้งดีใจและกังวลในใจลึก ๆ

    ทุกข์ : กังวลใจที่ทำผิดศีล

    สมุทัย : ไม่อยากกังวลใจ อยากจะยินดีเบิกบานกับโปรแกรมทำภาพใหม่ล่าสุดที่พึ่งได้มา เพราะไม่ได้จ่ายเงินซื้อได้มาฟรี ๆ และจริง ๆ แล้วก็ไม่ต้องการเป็นคนขี้ขโมยเลย

    นิโรธ : จะทำคำคมประกอบรูปภาพโดยใช้โปรแกรมเดิมต่อไปอย่างเบิกบาน และจะลบโปรแกรมใหม่ที่ได้มาออกจากคอมพิวเตอร์อย่างไม่เสียดายและไม่อาลัยอาวรณ์

    มรรค : หลังจากได้โปรแกรมทำภาพเวอร์ชั่นล่าสุดมาแล้ว ก็ได้ลองทำคำคมประกอบรูปภาพด้วยใจที่ไม่มีความสุขเหมือนที่เคยทำ สังเกตเห็นความกังวล และใจเต้นไม่เป็นปกติในช่วงเวลาที่ทำงาน ภาพ 1 ภาพ ตัวเองใช้เวลาทำตั้ง 4 ชั่วโมงก็ไม่เสร็จเสียที เลยไม่ทำต่อ

    ตัดสินใจลบโปรแกรมใหม่ที่ได้ออกไปจนเกลี้ยง แล้วดาวน์โหลดโปรแกรมเดิมที่ตัวเองเคยใช้ มาใช้ตามเดิม (โปรแกรมนี้ไม่ได้ขโมย เพราะสามารถใช้ได้ฟรี) เป็นอันว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีงานภาพส่งเพราะ ทำผิดศีล จึงมีวิบากกรรมคือความร้อนรุ่ม กระวนกระวายในใจ และไม่สามารถมีสมาธิในการทำภาพออกมาได้ ท่านอาจารย์หมอเขียวได้สอนไว้ว่า “ยอมเสียชีพ เสียทรัพย์สิน แต่จะไม่ยอมเสียศีล” ครั้งนี้หลงเชื่อกิเลสพลาดไปแล้ว กราบขอโทษขออโหสิกรรม ตัวเอง และท่านที่เกี่ยวข้องทุกท่าน โชคยังมีอยู่ที่คิดได้ทันยังไม่ได้ทำสิ่งที่ผิดมากไปกว่านี้ลงไป

    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าทีหลังอย่าทำผิดศีลอีก จำไว้ ! บอกกิเลสความมักง่ายของตัวเอง กราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์และเหตุการณที่ทำให้มีสติและรู้ผิดชอบชั่วดี ค่ะ ครั้งต่อไปจะเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวสู้กับกิเลสให้ได้ค่ะ สาธุ

  9. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง กับข้าวล้างกิเลส

    เหตุการณ์ เนื่องจากช่วงนี้ พ่อบ้านทำงานที่บ้าน ยังกินอาหาร 3มื้อ และยังกินเนื้อสัตว์อยู่บ้าง เราก็ต้องทำอาหารให้ แต่บางวันพ่อบ้านจะให้ลูกชายไปซี้อของมาเพิ่มและทำอาหารกินกัน ของที่ทำไว้ก็เหลือทิ้ง รู้สึกขุ่นใจ จะไม่ทำอาหารให้แล้วนะ อยากกินอะไรทำเอาเองดีกว่าไหม จะได้ไม่เหลือทิ้ง

    ทุกข์ ขุ่นใจเสียดายอาหารกินไม่หมด เหลือทิ้ง

    สมุทัย ชอบถ้าอาหารกินหมดไม่เหลือทิ้ง ชังถ้าอาหารกินไม่หมดเหลือทิ้ง

    นิโรธ อาหารจะกินหมดหรืออาหารเหลือทิ้งก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค ตั้งศีลมาปฏิบัติให้เห็นถึงความจริงตามความเป็นจริง เห็นความวิปลาส ความยึดมั่นถือมั่นว่า อาหารต้องหมดหรือถ้าไม่หมดก็เหลือไม่มาก ก่อนอื่นมาตรวจดูใจก่อนขุ่นใจทำไม โง่แล้ว ผิดทางแล้ว ไม่เชื่อฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์แล้ว ต้องรับวิบาก11ประการใหม่เพิ่มอีก ซวยตายเลย อาหารเหลือไม่เห็นเป็นไรเลย ทำไมไปทุกข์กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อาหารเหลือดีแล้ว เราจะได้เห็นกิเลสตัวนี้ โชคดีอีกแล้วฉันเห็นแกแล้ว น่ายินดีต่างหาก อาหารเหลือก็แค่ทิ้ง เอาไปทำปุ๋ยได้ประโยชน์อีก พ่อบ้านและลูกชายยังกินอาหารสุขภาพรสจืดแบบเราไม่ได้ ยังปรุงรสอยู่ อาหารจึงเหลือ ความจริงก็ดีมากแล้วที่ท่านรับประทานได้บ้างเพราะปกติที่บ้านจะรับประทานรสชาดไม่จัดมาก นั่นมันเราชัดๆ ไม่ใช่ลูกชายหรือพ่อบ้านเลย แต่ก่อนถ้าอาหารไม่อร่อยก็ไม่กินเหมือนกัน นี่ท่านคงเกรงใจกินบ้างก็ดีมากแล้ว
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 2 “เราต้องรู้ว่าแต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน เราจึงควรประมาณการกระทำให้เหมาะสมกับฐานจิตของเราและฐานจิตของผู้อื่น คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อน ดีที่สุด”

    สรุป หลังพิจารณาแล้ว อาการขุ่นใจก็หายไปเพราะเชื่อชัดในวิบากกรรมอย่างแจ่มแจ้ง พ่อบ้านก็บอกว่าท่านก็กินอยู่นะ ทำต่อไปนะ แต่ครั้งต่อไปต้องประมาณให้น้อยลงกว่าเดิม และท่านจะปรุงรดชาดเพิ่มเอง..สาธุ

  10. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้านอริยสัจ4
    เรื่อง. เขาดูถูก(จริงๆ)ว่าเรากินยอดกล้วย
    เหตุการณ์.ขณะไปช่วยน้าสะใภ้ปลูกต้นยางพารา ก็ได้สนทนากันเรื่องอาหาร น้าสะใภ้ก็ถามเราว่า แทมกินปลามั้ย กินอะไรบ้าง เราตอบไปว่าไม่กินปลาค่ะ กินแต่ผักอย่างเดียวค่ะ ท่านจึงหันไปพูดกับอีกคนที่มาด้วยกันว่า “ดูสิไอ้แทมมันกินแต่ผัก ที่เห็นปลูกกล้วยก็จะเอาไว้กินยอดกล้วยนะ”เราพูดต่อว่า หนูไม่กินยอดกล้วยค่ะ ถ้ายอดมันเทศนะกินค่ะ ขณะที่ตอบไปนั้นก็จับได้ว่าเรารู้สึกไม่พอใจกับคำพูดนั้น แต่ถ้าเมื่อก่อนก็จะพูดสวนกลับแบบไม่ยั้งแล้ว แต่ตอนนี้เรานิ่งแล้วมาอ่านเวทนาความรู้สึกของตัวเองค่ะ

    ทุกข์.ขุ่นใจไม่พอใจ(ประมาณ30%)กับคำพูดของน้าสะใภ้

    สมุทัย.ยึดอยากได้สภาพคำพูดดีๆของน้าสะใภ้เราจึงชอบใจจะสุขใจ เมื่อได้ฟังคำพูดเหมือนประชดประชัน ฟังแล้วสะดุดหูจึง ไม่ชอบใจทุกข์ใจ

    นิโรธ.วางใจ ไม่ชอบไม่ชังท่านจะพูดลีลาแบบไหนคำพูดแบบไหนก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค.ตั้งศีลมาปฏิบัติเพื่อพิจารณาล้างความชอบชังความยึดมั่นถือมั่นจึงทำให้เกิดปัญญามีสติที่จะจับอาการกิเลสรู้ทันกิเลส ได้มากขึ้น ขณะเกิดผัสสะก็ได้ดูใจตัวเองว่าเพราะอะไรเราได้ทุกข์ใจกับคำพูดนั้น “กินยอดกล้วย “ท่านก็พูดถูกต้องแล้วนี่ เรากินหยวกกล้วยมันก็คือส่วนยอดส่วนใบของกล้วย ก็ถูกต้องของท่านนี่ แล้วจะทุกข์ใจไปทำไม แต่ที่จริงเราทุกข์เพราะคิดว่าท่านพูดเหมือนว่าประชดประชันเรา ที่ทำให้เราทุกข์ โชคดีที่ท่านทำให้ได้เห็นกิเลสตัวนี้ที่มันนอนเนื่องอยู่ เหมือนมีกระจกมาส่องกรรม ให้เราได้อเห็นตัวเองเมื่อก่อนที่คิดพูดทำไม่ดีทำให้คนอื่นเดือดเนื้อร้อนใจกับคำพูดของเรามาเยอะ เราได้รับแค่นี้ก็ดีมากแล้ว
    และคิดว่าสิ่งทีเราได้รับคือสิ่งทีเราทำมาทั้งนั้น
    รู้สึกไม่ได้โกรธให้อภัยท่านเมตตาท่านเพราะท่านไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ดีไปเบียดเบียนผู้อื่น ท่านก็อยากพ้นทุกข์ แต่ท่านไม่ได้ฟังธรรมะที่ถูกต้องถูกตรง ก็เหมือนกับเราที่เคยพลาดหลงทำไม่ดีมาก่อนแต่ตอนนี้เราได้เจอสัตบุรุษ ได้ฟังธรรมะที่ถูกต้องถูกตรงและได้ปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์ได้และต้องขอบคุณท่านที่เป็นคนมาส่งกรรมให้เราได้เห็นทุกข์ได้ล้างทุกข์ได้ใช้วิบากกรรม แล้วเราก็จะโชคดีขึ้น
    ที่เหลือเราก็เพิ่มศีลตั้งศีลหยุดไม่ทำสิ่งไม่ดีที่ไปเบียดเบียนทางกายวาจาใจกับผู้อื่น ตั้งจิตทำสำนึกผิดยอมรับผิดขอรับโทษเต็มรับโทษ ทำความดีให้มากๆช่วยเหลือผู้อื่นให้มากๆ เท่าทีจะทำได้
    สรุปว่า เมื่อเราวางใจได้ให้อภัยท่านใจก็โล่ง
    ทุกข์ใจลดลงเพียงไม่ถึงนาที จากเมื่อก่อนความทุกข์จะอยู่เป็นวันๆหรือมากกว่านั้น ตอนนี้ผาสุกกว่าเมื่อก่อนเยอะมากค่ะ

  11. ชวนชม คำท้วม

    ส่งการบ้าน
    ชื่อ ชวนชม คำท้วม
    ชื่อทางธรรม สู่ร่มศีล
    จิตอาสา สวนป่านาบุญ2
    ชื่อเรื่อง ทำไมเขาไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้
    เหตุการณ์ ได้สั่งขนมไปฝากเด็กปฐมอโศก จังหวะเดียวกันลูกชายสั่งให้ส่งของให้หน่อย เราก็เลยเอาของฝากไปพร้อมขนมเลย นัดแนะกับแม่ค้าขนมอย่างดี ว่าเรามารอตรงนี้ เวลานี้ เราก็ไปถึงก่อนเวลา ก็ไม่โทรหาพี่เขา ไม่อยากไปเร่ง เผื่อเขาแต่งตัวอยู่ เราก็รอ จนเลยเวลาที่นัดไว้ โทรหาเขา เขาบอกเขาออกมาแล้ว ติดต่อหนูไม่ได้เลยทาง แมสเซนเจอร์ อาการกิเลสมาเลย ทำไมไม่มาเจอตรงที่เรานัดกันไว้
    ทุกข์ ไม่พอใจ ทำไมพี่เขาไม่มาตรงที่เรานัดกันไว้
    สมุทัย ชอบที่พี่เขามาตรงที่เรานัดกันไว้ ชังที่พี่เขาไม่มาตรงที่เรานัดกันไว้
    นิโรธ พี่เขาจะมาตรงที่เรานัดกันไว้ก็ได้ ใจเราก็จะไม่ทุกข์
    มรรค เมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่เราตกลงกันไว้ ไม่พอใจพี่ทำไมไม่มาเจอเราตรงที่นัดกัน จะมาโทรติดต่ออะไรเราอีก ก็มาเจอกันมี่นัดเลยซิ ทุกคนมีเหตุผลกว่าล้านเหตุผล อย่าไปคิดแทนเขา แล้าหนูก็โทรหาพี่พี่เขาออกไปไม่ไกลที เลยตามเขาไป ฝากของส่งทัน กิเลสบอกดีนะที่ทันนี่ พอไปถึงพี่ เขาก็บอกนี่แหละพี่โทรหาแล้วพร้อมยกมือถือให้ดู ว่าเขาโทรหาเราไม่ได้ เราก็ไม่ได้โทษพี่เขา ไม่ได้ว่าเขา บอกกิเลสคนเรามันพร่องกันได้ ทุกอย่างไม่เที่ยง ต้องพร้อมรับพร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนตลอดเวลา พี่กับหนูก็ไม่ได้มีอารมณ์กัน ใจเราก็ไม่ทุกข์ เพราะมันดีมากแล้วที่ฝากของไปกับพี่เขาได้ ขับรถกลับบ้านอย่างสบายใจ สาธุ

  12. มงคลวัฒน์ รัตนชล เพชรไพรพุทธ

    7 พ.ค. 64
    ชื่อ : นายมงคลวัฒน์ รัตนชล
    ชื่อทางธรรม : เพชรไพรพุทธ
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : กังวลกับเหตุการณ์ที่คนที่รักเคารพเหมือนญาติผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคโควิด 19
    เหตุการณ์ : มีคนที่เรารักเคารพ และคอยช่วยเหลือเกื้อกูลเรามาตลอด เหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ที่สนิทมาก ต้องมาติดเชื้อโควิด เพราะมีคนที่ติดเชื้อมาเยี่ยมท่านที่บ้าน และท่านต้องทุกข์ใจ กักตัวที่บ้าน 14 วัน แต่พอถึงวันที่ 9 ท่านมีไข้และมีตรวจเชื้อท่านก็ติด เห็นความกลัวทุกข์กังวลในใจท่าน ก็ให้รู้สึกสงสารพยายามให้กำลังใจท่านไม่กลัว ทำใจให้เข้มแข็งแม้ท่านอายุเกือบ 70 ปี ซึ่งจะเป็นเคสที่เสี่ยงมากๆ
    ทุกข์ : ห่วงกังวลว่าท่านจะอาการรุนแรง เพราะเป็นผู้สูงอายุ
    สมุทัย : ยึดว่าถ้าอาการไม่รุนแรงจะสุขใจ อาการรุนแรงจะทุกข์ใจ
    นิโรธ : วางใจไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่กังวลไม่ว่าเหตุการณ์จะดีหรือร้าย
    มรรค : พิจารณาเรื่องกรรมวิบาก ทุกคนมีกรรมวิบากร้ายที่ต้องรับ เมื่อระวังเต็มที่ไม่ไปไหน แล้วยังมีคนมาส่งให้แสดงว่า หนีไม่พ้น ถ้าท่านต้องรับมันหนีไม่พ้น ท่านต้องรับของท่าน เราช่วยได้คือให้ข้อมูลที่จะช่วยให้ท่านไม่กลัวมาก ทำใจในใจที่เข้มแข็งต่อสู้กับโรคโดยไม่กลัว ไม่กังวล เพราะหมอที่ดูแลก็สนิทกับท่าน เนื่องจากท่านใจดีช่วยเหลือโรงพยาบาล ในเรื่องต่างๆ มาตลอด โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ขอให้ท่านทำใจสบายๆ ให้ได้ และความกังวลก็คลายไป 60 – 70 %

  13. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    10/05/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : เสียดายเงิน
    สั่งดอกเกลือจากร้านค้าจ้าวประจำ ปกติพ่อค้าจะคอยจัดการตรวจสอบราคาค่าขนส่งที่ถูกให้ แต่คราวนี้ไม่ได้คอยย้ำเขา คิดว่าสั่งของกันเป็นประจำเขาคงจำได้ แต่พอค้ากลับลืม เลยต้องเสียค่าบริการขนส่งที่ค่อนข้างสูงกว่าครั้งอื่น ๆ และแพงกว่าค่าดอกเกลืออีกด้วย จึงทำให้นึกเสียดายเงินขึ้นมา
    ทุกข์ : เสียดายเงินค่าบริการขนส่งที่แพง
    สมุทัย : ชอบใจถ้าไม่ต้องจ่ายเงินแพง ชังที่ต้องจ่ายค่าขนส่งแพงกว่าครั้งอื่น ๆ

    นิโรธ : ค่าขนส่งแพงกว่าครั้งก่อนก็ไม่ชอบไม่ชัง ใจไร้ทุกข์
    มรรค : เมื่อพ่อค้าแจ้งยอดค่าบริการขนส่งดอกเกลือที่แพงกว่าครั้งก่อน ๆ ในใจไม่ได้โทษพ่อค้า แต่กลับนึกโทษตัวเองที่ปกติจะต้องกำชับพ่อค้าในเรื่องนี้ทุกครั้ง แต่คราวนี้กลับลืม คิดว่าเราสั่งของกันมาหลายรอบแล้ว ปกติพ่อค้าท่านนี้จะเป็นคนเอาภาระจัดการหาจ้าวที่ราคาถูกให้ตลอดโดยที่เราไม่ต้องถาม คราวนี้คิดว่าคงไม่ต้องย้ำกันหลายรอบเขาน่าจะนึกได้ จึงเข้าไปพิจารณาล้างความชอบ/ชังอันเกิดจากความไม่ได้ดั่งใจ ไม่ได้ในสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะต้องจ่ายในราคาที่ถูก ก็จะได้ล้างทุกข์ใจจากเรื่องนี้ และก็ระลึกว่าเมื่อก่อนเราก็เคยขายของแพง เคยเอาเกินมามาก ก็เลยต้องมาใช้วิบากในครั้งนี้ ขอบคุณเหตุการณ์นี้ที่มาให้เราได้ใช้วิบาก
    ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 35 “ยึดอาศัยดี ที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงนั้นดี แต่ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องเกิดดีดั่งใจหมาย ทั้ง ๆ ที่องค์ประกอบเหตุปัจจัย ณ เวลานั้น ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงนั้นไม่ดี ” และ ข้อที่ 136 “ ชีวิตที่ลงตัว คือ ชีวิตที่มีแต่ความเสื่อม ชีวิตที่ไม่ลงตัว คือชีวิตที่มีแต่ความเจริญ ”
    พิจารณาแบบนี้แล้ว ความทุกข์ใจเรื่องเสียดายเงินก็สลายไปเลย

  14. มงคลวัฒน์ รัตนชล (เพชรไพรพุทธ )

    10 พ.ค. 64
    ชื่อ : นายมงคลวัฒน์ รัตนชล
    ชื่อทางธรรม : เพชรไพรพุทธ
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : ตื่นสาย
    เหตุการณ์ : หลังจากโควิดรอบ 3 มา ตั้งใจจะตื่นเช้ามาฟังธรรมให้ได้ ตอนตี 5 แต่เมื่อวานกิจกรรมเยอะได้นอนเที่ยงคืน และมีปัญหาปวดเอวและเข่าแทรก ต้องตื่นมาดูแลตัวเองตอนตี 3 และได้นอนอีกครั้งตอนตี 04:30 น. เลยหลับยาว 06.30 น. และรีบไปลงข้าวที่พึ่งส่งมาถึง 2 ตัน
    ทุกข์ : รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ฟังอาจารย์
    สมุทัย : ยึดดีว่าถ้าได้ฟังอาจารย์จะสุขใจ ไม่ได้ฟังอาจารย์จะเสียดายทุกข์ใจ
    นิโรธ : ได้ดั่งที่มุ่งก็ดี ไม่ได้ตามที่มุ่งก็วางใจ อุเบกขา สบายๆ ได้
    มรรค : พิจารณาว่า แม้นอนเลยเวลาแต่ก็เป็นการตอบแทน การนอนที่ไปทำให้ร่างกายแข็งแรงทำงานได้ตามปกติ ถือเป็นศีลข้อ 1 ที่ไม่เบียดเบียนตนและได้บำเพ็ญกุศล ลงข้าวได้สำเร็จไม่เหนื่อยเลย เพราะได้พักผ่อนได้เพียงพอ ฟังธรรมอาจารย์เราค่อยฟังตามหลังก็ได้ไม่ถึงกับเสียไปหมด เพราะมีทีมสื่อบันทึกให้อยู่ ก็สบายใจ เบิกบาน

  15. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    11/05/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : สถานการณ์วุ่นวาย ทำให้ได้ล้างทุกข์ใจ
    วันนี้ทางบ้านได้ร่วมกันหุงข้าวสวยไปรวมพลังปันสุขให้กับพี่น้องในชุมชน เมื่อสมาชิกมารวมตัวกันความวุ่นวายก็ตามมา คนนั้นจะทำแบบนั้น คนนี้จะทำแบบนี้ ไม่ได้ทะเลาะแต่พูดกันเสียงดังเหมือนจะทะเลาะกัน จนทำให้รู้สึกรำคาญอยากจะให้ทุกคนทำงานกันอย่างสงบมากกว่านี้
    ทุกข์ : รำคาญความวุ่นวาย
    สมุทัย : ชอบใจถ้าสมาชิกจะทำงานกันอย่างสงบ ชังที่สมาชิกพูดกันเสียงดังโหวกเหวกโวยวาย

    นิโรธ : สมาชิกจะทำงานอย่างสงบหรือโหวกเหวกเสียงดังก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค : เมื่อทุกคนแข่งกันพูด ทำให้ผู้เขียนทั้งรำคาญทั้งอึดอัดใจ รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในสนามรบ ห้วใจเต้นแรง การทำงานก็เร่งไปตามจังหวะหัวใจ ทำให้เหนื่อยและเสียพลังมาก ในใจอยากให้ทุกคนทำงานกันอย่างสงบ แต่เมื่อเราไปแก้ไขที่คนอื่นไม่ได้ จึงพิจารณาว่า ความสงบไม่ได้เกิดจากการหลีกหนีไปอยู่ในสถานที่ปลีกวิเวก หากแต่คือ สงบจากกิเลส หาความสงบใจให้ได้แม้อยู่ในสถานที่ที่วุ่นวาย พิจารณาต่อว่า คนมาช่วยกันมากก็ดีงานจะได้เสร็จเร็ว แม้ว่าจะมีความวุ่นวายบ้างในบ้างครั้งก็ทำให้สถานการณ์คึกคักมีชีวิตชีวา ไปอยู่สงบคนเดียวก็ไม่ได้เห็นกิเลส ไม่ได้ล้างทุกข์ใจ
    ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 149 “ ความสุขแท้คือ ไม่ทุกข์ใจไม่ว่าจะเกิดอะไร ในสถานการณ์ใด ”
    พิจารณาแบบนี้แล้ว สามารถอยู่กับความวุ่นวายภายนอกจนทำงานบรรลุผลสำเร็จได้ ด้วยใจที่โล่งขึ้น

  16. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง ผิดจริงๆ
    เหตุการณ์ : ในขณะเปิดประตูบ้านตอนเช้าพอเลื่อนให้แยกออกรู้สึกว่าฝืดผิดปกติ คิดว่าประตูน่าขยายตัวเพราะฝนตกจึงใช้แรงดันมากขึ้นจนออกได้แต่ต้องตกใจที่เห็นจิ้งจกตัวขาดเกือบครึ่งอยู่บนพื้น

    ทุกข์ : รู้สึกเศร้าใจ ที่เลื่อนประตูหนีบจิ้งจก

    สมุทัย : ขาดสติไม่ดูให้ดีก่อนเปิดประตูพอเลื่อนเลยหนีบจิ้งจก พร้อมทั้งยึดว่าถ้าเลื่อนประตูได้สะดวกโดยไม่หนีบจิ้งจกจะสุขใจ แต่เลื่อนประตูแล้วหนีบจิ้งจก จึงเศร้าใจ ทุกข์ใจ

    นิโรธ : เมื่อได้ทำพลาดที่เลื่อนประตูหนีบจิ้งจกแล้วก็ไม่ทำทุกข์ทับถมตน ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : เมื่อเห็นจิ้งจกขาดเกือบครึ่งตัวอยู่บนพื้น รู้ทันทีว่าเราได้ทำผิดศีลแล้ว ที่ทำร้าย เบียดเบียนจิ้งจก รีบสำนึกผิด ยอมรับผิดและยินดีเต็มใจรับโทษที่พลาดทำผิดไปโดยไม่เจตนาเบียดเบียนจิ้งจกแม้แต่น้อยรีบล้างใจด้วยบททบทวนธรรมข้อ 53 ว่า”ศีล คือ ไม่เบียดเบียนตนเอง คนอื่น สัตว์อื่น เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อคนอื่น ต่อสัตว์อื่น”ควบคู่กับข้อที่ 95 คือ”การไม่ยอมรับผิด ไม่สารภาพผิด จะเพิ่มฤทธิ์วิบากร้าย แต่การยอมรับผิด การสารภาพผิด จะลดฤทธิ์วิบากร้าย เพิ่มฤทธิ์วิบากดี” หลังจากพิจารณาดังนี้แล้ว ใจที่รู้สึกเศร้า เบา โล่งขึ้น
    สุดท้าย พอรู้ว่าผิดศีล รีบสำนึกผิด ยอมรับผิด และเต็มใจรับโทษแล้วล้างใจด้วยบทททบทวนธรรมความเศร้าหายไป ใจก็เบา โล่ง เบิกบาน แจ่มใส

  17. น.ส.ลักขณา แซ่โซ้ว

    เรื่อง : ทุกข์เล็กๆ จับได้ยาก
    ขณะที่เรากำลังดึงหูฟังโทรศัพท์ออกจากเครื่อง เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ทักว่า “ทำไมต้องทำปากยื่นด้วย” เราก็หยุดคิดอยู่สักพักแล้วก็ตอบว่า “มันคงจะช่วยให้มีแรงมากขึ้นมั้ง” เพื่อนก็ถามอีกว่า “เวลาใช้จอบขุดดินใช้แรงเยอะกว่านี้อีก ไม่เห็นจะทำปากแบบนี้เลย” เราจึงพิจารณาใคร่ครวญดู ด้วยการย้อนอดีตกลับไปดูใจเรา ณ วินาทีที่ดึงหูโทรศัพท์ออก (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) ก็ระลึกพลังงานที่เกิดขึ้นภายในจิต ณ เวลานั้นได้ว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่ผ่องใสเต็มที่ รู้สึกเร่งๆ เร้าๆ อึดอัดๆ บีบๆ กระชากๆ ก็เลยจับได้ว่า ในอากัปกิริยานั้นของเรามันมีกิเลสตัวใจร้อน “อภิชัปปา” ร่วมอยู่ด้วย คืออยากให้หูฟังออกเร็วๆ อยากได้สมใจเร็วๆ พลังงานภายในจิตส่งผลออกมาถึงกิริยาภายนอก โดยที่เราเองก็ไม่รู้สึกตัว และไม่รู้สึกถึงความทุกข์ เพราะมันเป็นทุกข์ตัวละเอียดมาก ถ้าเพื่อนไม่ทักเราก็จะไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อตะกี๊เรามีทุกขอริยสัจเกิดขึ้น

    ทุกขอริยสัจ : ความรู้สึกอึดอัดๆ ระหว่างที่ดึงหูฟังออกจากโทรศัพท์
    สมุทัย : ยึดว่าจะต้องดึงออกให้ได้เร็วๆ สมใจ ถ้าออกเร็วสมใจจะเป็นสุข ถ้าไม่ออกเร็วสมใจจะเป็นทุกข์
    นิโรธ : สภาพที่กิเลสดับ คือ หมดความอยาก หมดความยึด จะดึงออกได้เร็วหรือไม่เร็ว ใจก็ไม่ทุกข์ ใจเป็นอุเบกขา อิ่มเอิบ เบิกบาน ผ่องใส
    มรรค : พอจับตัวกิเลสได้ (ยึดว่าจะต้องดึงออกให้ได้เร็วๆ) กิเลสก็สลายไปทันที เพราะเราเคยพิจารณามามากแล้ว ทั้งเรื่องกรรม ไตรลักษณ์ โทษของการมีกิเลส ประโยชน์ของการไม่มีกิเลส และชัดเจนในวิบากร้ายที่เราเคยได้รับทั้งทางใจ ทางกาย และ เหตุการณ์ร้าย จึงไม่มีความสงสัยใดๆ ในโทษภัยของกิเลส และไม่มีความคิดที่จะเก็บกิเลสไว้ หากจับกิเลสตัวไหนได้ก็จะล้างทันที ทำบ่อยๆ ซ้ำๆ จนจิตเกิดความชำนาญ ดังนั้นเมื่อจับกิเลสได้ถูกตัว (หาสมุทัยเจอ) ปัญญาที่เราได้พากเพียรสะสมมาก็จะสามารถเข้าไปจัดการกับกิเลสได้โดยอัตโนมัติ กิเลสก็สลายหายไปทันที

    จากการล้างกิเลสครั้งนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า
    1.มีความแตกต่างกันระหว่างการล้างกิเลสตัวหยาบกับกิเลสตัวละเอียด คือ กิเลสตัวหยาบจะจับได้ง่ายแต่ล้างได้ยาก ต้องพิจารณาแล้วพิจารณาอีก (เหมือนใช้หอกแทงวันละ 300 เล่มก็ไม่ตาย) ส่วนกิเลสตัวละเอียดจะจับได้ยากแต่ล้างได้ง่าย (แค่จับได้ก็ตายแล้ว) ความสำคัญของการล้างกิเลสตัวละเอียดจึงอยู่ที่การฝึกสติในการจับอาการทุกขอริยสัจที่เล็กๆ และจับอาการได้ยาก
    2.หมู่มิตรดีสหายดีมีบทบาทอย่างมากในการที่จะทำให้เราได้เห็นกิเลสและล้างกิเลส ทั้งในแง่ที่เป็นผัสสะ ในแง่ที่ช่วยกันสืบสาวกิเลส ในแง่ที่คอยเตือนสติ ในแง่ที่ยืนยันสภาวธรรมว่าถูกต้องตรงกัน และในแง่ที่ช่วยกันตรวจสอบสัมมาทิฏฐิเพื่อไม่ให้เราหลงผิด หมู่มิตรดีสหายดีจึงเป็นทั้งพลังใจ พลังปัญญา พลังบารมีร่วม ในการที่จะทำให้เราสามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์นี้ได้อย่างมั่นคงและรวดเร็วยิ่งขึ้น

  18. น.ส.ลักขณา แซ่โซ้ว

    เรื่อง : ไม่ชอบคำตำหนิ
    เมื่อเรามาปฏิบัติธรรม ก็ต้องล้างกิเลสความชอบชังในทุกเรื่องเท่าที่ทำได้ ในเรื่องของคำตำหนิก็เช่นกัน เดิมเราอยู่ทางโลกเราก็จะชอบคำชม ชังคำตำหนิ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าความชอบความชังเป็นกิเลส ซึ่งจะส่งผลเป็นกองทุกข์ทั้งมวลและวิบากร้าย เราจึงพยายามล้างความชอบในคำชม ความชังในคำตำหนิมาเรื่อยๆ ทั้งในเวลาที่เกิดผัสสะจริง และจากการเตวิชโช เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการที่จะรับมือกับผัสสะในครั้งต่อๆ ไป
    ครั้งนี้ ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้เราได้ตรวจสอบ ว่าเรายังมีความชังในคำตำหนิหรือไม่ คือ เมื่อเราทำบทความวิจัย ซึ่งก่อนที่จะตีพิมพ์จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญช่วยอ่านตรวจทาน และวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้นำไปแก้ไขก่อนตีพิมพ์ ซึ่งเราก็ทำใจไว้แล้วว่า ท่านจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรก็ได้ เราก็จะยอมรับและแก้ไขตามนั้น แต่พอถึงเวลาที่จะรับคำวิจารณ์จริง ก็รู้สึกได้ว่าใจเต้นแรงขึ้น มีอาการลุ้นๆ ทำให้จับได้ว่าเรายังมีตัว “ไอ้หวัง” อยู่ หวังที่จะได้รับคำชม ชังคำตำหนิ ซึ่งท่านก็มีข้อตำหนิจริง บางเรื่องเราก็เห็นด้วย บางเรื่องก็ไม่เห็นด้วย แต่ไม่ได้รู้สึกต้านความคิดเห็นของท่าน ก็รับฟังและนำมาพิจารณา

    ทุกขอริยสัจ : รู้สึกว่าใจเต้นแรงขึ้น และมีอาการลุ้นๆ ที่จะฟังคำวิพากษ์วิจารณ์
    สมุทัย : ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องได้รับคำชม ถ้าได้รับคำชมใจจะเป็นสุข ถ้าได้รับคำตำหนิใจจะเป็นทุกข์
    นิโรธ : จะได้รับคำชมหรือคำตำหนิ ใจก็รู้สึกยินดีเท่ากัน คือ ใจเป็นอุเบกขา ผ่องใส เบิกบาน
    มรรค : 1. พิจารณาทุกข์จากความอยาก คือ เห็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองสดๆ ร้อนๆ เลยว่า พออยากได้คำชม ใจก็ทุกข์ทันที มีความกลัวเกิดขึ้นทันที กลัวว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นไปดั่งใจเราหมาย ได้เห็นอาการใจเต้นแรง อาการลุ้น ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่สบาย เป็นความทุกข์ทางใจ ซึ่งถ้าเราไม่มีกิเลส ก็ไม่ต้องอยาก ไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องใจเต้น ไม่ต้องทุกข์ ใจเราจะผาสุกและมั่นคงกว่านี้มาก เป็นอิสรภาพทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง
    2. พิจารณาประโยชน์ของคำตำหนิ คือ ทางด้านนามธรรม คำตำหนิเป็นสิ่งที่ขัดเกลากิเลสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เราได้เห็นทุกข์ ได้ล้างทุกข์ ได้ใช้วิบาก และได้ตรวจสอบพัฒนาการในการล้างกิเลสของเรา ส่วนทางด้านรูปธรรม คำตำหนิก็มีประโยชน์ คือ ทำให้เราได้เห็นมุมมองที่แตกต่างของแต่ละคน มุมที่เป็นประโยชน์เราก็จะได้นำมาใช้ในการพัฒนาตนเอง ต้องขอบคุณท่านที่ให้คำตำหนิมา เพราะเหมือนเป็นกระจกส่องที่ทำให้เราได้เห็นตัวเองชัดขึ้น จะได้ประมาณการกระทำได้ถูกต้องถูกตรงมากขึ้น
    3. พิจารณาโทษของคำชม คือ จะทำให้เราหลงโลกธรรม หลงอัตตามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้เป้าหมายในการลดกิเลสของเรายิ่งเลื่อนไกลออกไปอีก มีวิบากร้ายมากขึ้นอีก

    เมื่อพิจารณาดังนี้ ใจก็สบาย รู้สึกยินดี เต็มใจ ที่จะรับคำตำหนิ รู้สึกขอบคุณท่านที่ให้ขุมทรัพย์จากใจจริง

  19. น.ส.ลักขณา แซ่โซ้ว

    เรื่อง : หลายๆ คน ก็ดีนะ
    ช่วงนี้ อาจารย์มอบหมายงานให้ฝ่ายวิชาการทำวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของพวธ. ซึ่งจิตอาสาที่จบ ป.โท ป.เอก ก็มีจำนวนหลายสิบท่าน แต่งานวิจัยไม่ค่อยจะมีคนทำสักเท่าไหร่ เมื่อก่อนนี้เรากับพี่ติ๊กก็ช่วยกันทำพอเป็นพอไป แต่ครั้งนี้พี่ติ๊กเรียน ป.เอก การบ้านเยอะ จึงไม่มีเวลา แต่เราพอจะจัดสรรเวลาได้ จึงรับที่จะทำ แล้วก็ได้แจ้งกับหมู่กลุ่มเผื่อว่าจะมีผู้สนใจมาร่วมกันทำ แต่ใจก็บอกกับตัวเองว่า จะมีคนมาก็ได้หรือไม่มีคนมาก็ได้ เราก็ทำรอไปก่อน แต่ช่วงที่ทำอยู่คนเดียวก็จะรู้สึกถึงอาการหนักๆ แบกๆ เข้ามาเป็นพักๆ เรารู้ว่านี่เป็นอาการของกิเลส (เพราะใจไม่ผ่องใส) ก็จะคุยกับกิเลสว่า “ทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง ไม่ต้องยึดดีว่าจะต้องทำให้ได้แบบนั้นแบบนี้ แล้วก็ไม่ต้องยึดที่จะให้มีคนมาช่วย เราทำให้เต็มที่ ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น” เมื่อเราคุยกับกิเลสแบบนี้ กิเลสก็หายไป อารมณ์ก็กลับมาผ่องใสเบิกบาน แต่กิเลสก็คอยหาจังหวะที่จะเข้าอยู่ตลอดเวลา ช่วงที่กิเลสเข้าอารมณ์ก็จะไม่ผ่องใส แต่พอเห็นกิเลส คุยกับกิเลส กิเลสก็จะหายไป อารมณ์ก็จะกลับมาผ่องใส เป็นแบบนี้สลับไปสลับมา (ผีเข้าผีออก)

    ทุกขอริยสัจ : รู้สึกแบกๆ ไม่แช่มชื่นเป็นพักๆ เมื่อต้องทำงานวิจัยอยู่คนเดียว
    สมุทัย : มีความยึดมั่นถือมั่นว่าถ้าช่วยกันทำหลายคนก็จะดี ชอบที่ช่วยกันทำหลายคน ชังที่ต้องทำคนเดียว
    นิโรธ : ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องช่วยกันทำหลายคนจึงจะดี จะทำคนเดียวหรือทำหลายคนใจก็เป็นสุข
    มรรค : มีสติที่จะจับอาการหมองๆ ในใจให้ทัน (กำหนดรู้ทุกข์) เพราะถ้าเราไม่ตั้งใจที่จะสังเกตก็จะไม่เห็นอาการ เพราะอาการมันน้อยมากจนแทบจะจับไม่ได้ และขยันที่จะให้ปัญญากับกิเลส (อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง) แล้วตรวจสอบผลที่เกิดขึ้น ถ้ากิเลสตาย ใจก็จะกลับมาผ่องใส ช่วงแรกๆ กิเลสก็จะมาเป็นพักๆ แต่พอล้างกิเลสไปหลาย ๆ ครั้งเข้า กิเลสก็หายหน้าไปเลย

  20. ชนกนันท์ ฉัตรทอง (น้อมแสงศีล)

    เรื่อง..ไม่อยากกลับบ้าน
    ทุกข์..ใจที่ถึงกำหนดการจะต้องกลับบ้านในเดือน มิถุนายนนี้
    สมุทัย..ยึดที่จะอยู่ที่ค่ายจะสุขใจ ชังที่จะต้องกลับบ้าบก็จะทุกข์ใจ
    นิโรธ..จะได้กลับบ้านเพื่อเป็นประโยชน์ และได้ทำหน้าที่ใช้สัมภาระวิบากในการเชื่อมต่อกับที่บ้านก็สุขใจ จะไม่ได้อยู่ต่อค่ายก็สุขใจ
    มรรค..ได้ฟังธรรมะจาก อ.จ หมอเขียว กล่าวไว้ว่า ถ้าเรายึดมั่นถือมั่น จะทำให้ใจเป็นทุกข์ และได้ใช้บททบทวนธรรมในข้อ84,ล้างความยึดมั่นถือมั่นของใจได้สำเร็จ คือ ความสำเร็จที่แท้จริง ..สาธุ

  21. ชนกนันท์ ฉัตรทอง (น้อมแสงศีล)

    เรื่อง…เปลี่ยนเทียบ
    เวลาที่ทำงานในฐานงานเห็นเพื่อนกลุ่มที่ไม่ออกแรงช่วยเหลือ แต่จะมีแต่พูดๆๆๆๆ แต่ไม่ทำ
    ทุกข์..ใจที่เพื่อนไม่ช่วยเหลืองาน
    สมุทัย..ยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าเพื่อนจะมาร่วมช่วยงานจะสุขใจ ชังที่เพื่อนไม่ช่วยเหลืองานก็จะทุกข์ใจ
    นิโรธ..ล้างความยึดมั่นถือมั่นเป็นหน้าที่ของเราในการบำเพ็ญที่จะมาลด ละล้างกิเลส ในความไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ชอบไม่ชัง จะมีเพื่อนมาช่วย หรือไม่มีเพื่อนมาช่วยงาน ก็สุขใจได้
    มรรค..ได้บททบทวนธรรมในข้อ ๒ เราต้องรู้ว่าแต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน เราจึงควรประมาณการกระทำ ให้เหมาะสมกับฐานจิตของเราและฐานจิตของผู้อื่น”คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อน”ดีที่สุด …สาธุ

  22. ชนกนันท์ ฉัตรทอง (น้อมแสงศีล)

    เรื่อง..ไม้ฟืน
    ได้ขนไม้ฟืน มาเรียงไว้เป็นสต๊อกไว้ปรุงอาหาร พอจัดเรียงเสร็จ ก็มีเพื่อนมาขนต่อเอาไป ต่อหน้าต่อตา เพื่อนที่อยู่ใกล้กันก็ทักเพื่อนที่ขนฟืนแล้วว่า ให้เอาใหม่ดีกว่ามั้ย แต่เพื่อนท่านนั้นก็ไม่สนใจที่เราทักกัน ท่านก็ขนเอาไปครึ่งหนึ่ง
    ทุกข์..ใจที่เพื่อน ไม่ขอบอกกล่าว เอารถเข็นเล็กมาขนเลย
    สมุทัย..ยึดมั่นถือมั่นว่า ฟืนที่เราขนมาคือของเรา อยากให้เพื่อน ขอหรือถามบอกกล่าวแจ้งเราก่อน ชังที่เพื่อนไม่ขอบอกกล่าว.
    นิโรธ..เห็นประโยชน์ในเรื่องนี้ เพื่อนได้มาให้เราเรียนรู้ ในความไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเป็นของเรา ที่ว่าแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน ไม่ชอบไม่ชัง เห็นเพื่อนเอาฟืนไปใช้ก็สุขใจ เพื่อนจะไม่ขอก่อน ก็ไม่ถือสา ใจไม่ทุกข์ได้
    มรรค ..ได้ฟังธรรมจาก อ.จ ่หมอเขียว เรื่องให้ชัดและเข้าใจเรื่องกรรม ว่าเราเคยทำแบบนี้ไปยื้อแย่งของใครมาทำให้คนอื่นเป็นทุกข์มาเยอะแล้ว ใด้ใช้ญาณ7ในการสำนึกผิดจากตัวเองที่เคยทำกรรมนี้มา ได้ใช้บททบทวนธรรมมาทวนใด้หมดทุกข์ในข้อที๘๓,จงฝึกอยู่กับความเป็นจริงของชีวิต ที่พร่องอยู่เป็นนิตย์ อย่างผาสุกให้ได้..สาธุ

  23. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    เรื่อง ได้คะแนนดีใช่ว่าจะดี

    ในการสอบกลางภาควิชาอริยสัจ 4 ของสถาบันวิชชาราม เราได้ทำข้อสอบด้วยความรู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้คาดหวังอะไร คิดแต่เพียงว่าเป็นการทำกิจกรรมร่วมกับพี่น้องที่เรียนด้วยกันเท่านั้น พอส่งข้อสอบทางออนไลน์เสร็จ ก็ได้รู้คะแนนทันที และได้พูดคุยกับแม่บ้านเรื่องข้อสอบและคะแนนที่ได้ ทีแรกเราไม่คิดที่จะบอกใครอื่นอีกเรื่องคะแนนที่ได้ ไม่อยากพูด ไม่อยากคุยเรื่องผลคะแนนสอบเลย แต่แม่บ้านเขาอยากคุยกับเพื่อน ๆ ที่สอบด้วยกัน เราก็ไม่ว่าอะไร นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ เขาก็คุยกันสนุกสนานดี ออกรสออกชาติ แล้วเขาก็คุยกันว่าใครได้คะแนนเท่าไร แม่บ้านจึงได้รายงานผลคะแนนของเราให้เพื่อน ๆ ได้รู้ด้วย เราก็นั่งฟังเฉย ๆ ยังไม่รู้สึกอะไร จนกระทั่งมีพี่ท่านหนึ่งพูดขึ้นมาว่า คราวหน้าคงต้องมาสอบกับเราที่ภูเก็ตซะแล้ว เพราะเราได้คะแนนสูง แม้จะเป็นแค่การพูดแซวเล่น ๆ เท่านั้น แต่เราเริ่มรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง และคิดหาคำพูดมาโต้ตอบไม่ค่อยได้ ได้แต่พูดไปหน่อยนึงว่า ถ้าให้เราสอบใหม่อาจจะได้คะแนนไม่เท่าเดิม แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจสิ่งที่เราพูดมากเท่ากับคะแนนที่เราได้ไปซะแล้ว

    ทุกข์ – รู้สึกอึดอัดใจที่ถูกแซวเรื่องที่สอบได้คะแนนดี ไม่สบายใจที่ต้องถูกเอาผลสอบไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

    สมุทัย – มีตัณหาคือความอยากได้สภาพสงบ ๆ นิ่ง ๆ หลังการสอบ ไม่อยากบอกใครว่าได้คะแนนเท่าไร มีความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าได้อยู่ในสภาพนิ่ง ๆ เงียบ ๆ หลังการสอบจะสุขใจ ถ้าต้องมาพูดคุยเรื่องคะแนนสอบจะทุกข์ใจ

    นิโรธ – ตัณหาดับ ไม่ชอบไม่ชังการพูดคุยเรื่องคะแนนสอบ จะพูดก็ได้ ไม่พูดก็ได้ เราก็ไม่ทุกข์ใจ ยินดี พอใจได้ในทุกสถานการณ์

    มรรค – พิจารณาความชอบชังที่เกิดขึ้นว่ามันเป็นกิเลส ความอยากได้สภาพสงบ ๆ นิ่ง ๆ หลังการสอบ บวกกับความยึดมั่นถือมั่นว่าถ้าได้อย่างนั้นแล้วจะสุขใจ ถ้าไม่ได้แล้วจะทุกข์ใจ ความยึดมั่นถือมั่นนี้แหละคือเงื่อนไขที่ทำให้ใจเป็นทุกข์ เป็นความคิดของกิเลสที่ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เป็นความลวง มันหลอกให้เราอยากได้สภาพที่สงบแบบยึดมั่นถือมั่น ถ้าคิดตามมันแล้วจะมีแต่สุขลวงเท่านั้น ต่อให้ได้สภาพสงบ ๆ นิ่ง ๆ หลังการสอบมันก็สุขแค่แป๊บเดียว จากนั้นเราก็จะตกอยู่ภายใต้อำนาจครอบงำของกิเลส ทำให้เรามีความกลัว กังวล หวั่นไหวว่าสภาพสงบ ๆ นิ่ง ๆ นั้นจะหมดไป เราจึงต้องบอกตัวเองให้เปลี่ยนมาคิดแบบพุทธะให้ได้ คือไม่ไปยึดมั่นถือมั่นว่าต้องได้สภาพแบบใดถึงจะสุขใจ พุทธะต้องสุขใจได้ในทุกสถานการณ์

    นอกจากนี้ เรายังพิจารณาเรื่องกรรมให้แจ่มแจ้งว่า การที่เราถูกแซวจนเริ่มรู้สึกอึดอัดใจนั้น ก็เป็นวิบากกรรมของเรา เราเองก็เคยพูดแซวคนอื่นมา เคยพูดหนักกว่านี้อีก อย่าว่าแต่แซวเบา ๆ แค่นี้เลย พูดเสียดสีประชดประชันจนเขาเจ็บแสบในใจก็ทำมาแล้วทั้งนั้น ทำมาไม่น้อยเลยด้วย ดังนั้น เมื่อมีคนมาแซวเราบ้าง ก็สมควรแล้วนี่ ยินดีรับ ยินดีให้มันหมดไป รับเท่าไหร่ หมดเท่านั้น ต้องขอบคุณท่านที่แซวเราด้วยซ้ำ ที่ท่านมาทำให้เราเห็นความยึดมั่นถือมั่นที่ยังหลงเหลืออยู่ ทำให้เราได้ชดใช้วิบากกรรมที่เคยทำมา ทำให้เราได้มีโอกาสเห็นกิเลสที่มันซ่อนอยู่ในใจเรา

    เมื่อได้พิจารณาทั้งเรื่องวิบากกรรมและการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นลงแล้ว ความรู้สึกอึดอัดในใจก็คลายลง เบาบางลง สามารถที่จะนั่งฟังแม่บ้านคุยเรื่องคะแนนสอบกับเพื่อน ๆ ต่อไปได้อย่างสบายใจ

  24. จิราวรรณ ดาโรจน์

    เรื่อง ไม่อยากฉีดวัคซีน

    พ่อบ้านมาถามเราว่า เราจะฉีดวัคซีนโควิด-19 ไหม เราตอบว่าไม่ฉีด ไม่อยากเจอผลข้างเคียงของวัคซีนที่ผลิตมาแบบเร่งด่วน เราเคยเป็นเภสัชกร มีข้อมูลเรื่องอาการข้างเคียงของยาใหม่ๆ ที่เมื่อใช้ไประยะหนึ่งแล้วเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงจนต้องถอนตำรับและเลิกผลิต การจะผลิตยาหรือวัคซีนแต่ละตัว ต้องผ่านการทดสอบหลายปี แต่วัคซีนโควิด-19 ผลิตแบบเร่งด่วน ลัดขั้นตอนการทดสอบ จึงคิดว่า ไม่น่าฉีด แล้วยังมีข่าวอาการข้างเคียงต่างๆ และเรายังบอกว่า วัคซีนมีจำนวนจำกัด ให้ผู้ที่ต้องการฉีดได้รับการฉีดก่อนดีกว่า เราไม่ค่อยได้ไปไหน ไม่ได้ไปในที่เสี่ยงและมีการป้องกันตนเองอย่างดี (เราก็ยังคิดในใจว่า เรามีความรู้หลักการแพทย์วิถีธรรม เราไม่กลัว)
    เราเริ่มกังวลว่าพ่อบ้านต้องถามเรื่องนี้อีกแน่นอน เพราะท่านเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ทำงานในรพ.รัฐบาลแห่งหนึ่ง แรงเหนี่ยวนำให้ฉีดวัคซีนย่อมมากกว่าการไม่ฉีด ข้อมูลที่เขาได้รับคืออัตราเสี่ยงของผลข้างเคียงที่ร้ายแรงก็น้อยมาก คุ้มค่ากับการเสี่ยงที่จะฉีด (เราก็คิดในใจว่า ถึงน้อยอย่างไร เราก็ไม่อยากเสี่ยง)และท่านยังมีเรื่องโลกธรรมอีก ถ้าเราไม่ฉีด ท่านคงลำบากใจในการตอบคำถามจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ

    ทุกข์ : มีอาการกลัวเล็กน้อยกับผลข้างเคียงของวัคซีน

    สมุทัย : ไม่อยากฉีดวัคซีน ไม่อยากได้รับผลข้างเคียง

    นิโรธ : จะได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนหรือไม่ ก็ยินดีได้

    มรรค : พิจารณาว่า ทำไมเราถึงกลัวผลข้างเคียง ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้น่ากลัวมากมาย เรายังยึดอะไรบ้าง
    “กลัวผลข้างเคียงของยา” ข้อมูลที่เคยได้รู้ได้เห็นมามากกับอาการข้างเคียงของยา ทั้งทางทฤษฎีและการทดลองที่ทำให้ทราบผลข้างเคียงของยามากกว่าคนทั่วไป ตั้งแต่เล็กน้อยจนกระทั่งร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต พบเห็นความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา และในสาขาวิชาชีพเภสัชกรโรงพยาบาล เรามีข้อมูล แบบเรียกว่า ยิ่งรู้มาก เห็นมาก ยิ่งกลัวมาก ทำให้เราใช้ยาน้อยมาก จะใช้เมื่อมีความจำเป็นนจริงๆเท่านั้น
    เมื่อมาพบการแพทย์วิถีธรรม เราประทับใจมากและคิดว่า นี่แหละทางรอดของการไม่ใช้ยาแผนปัจจุบัน และคิดดูถูกการแพทย์ตะวันตกว่า ไม่สามารถรักษาโรคได้ถึงสาเหตุที่แท้จริงและยังแถมอาการข้างเคียงมาให้กับผู้ป่วยอีกต่างหาก ถ้าทุกคนรู้จักใช้แพทย์วิถีธรรม แพทย์จะตกงานกันหมด ยกเว้นศัลยแพทย์กับทันตแพทย์เท่านั้น
    หลังจากฟังธรรมะที่อ.หมอเขียว ท่านกล่าวว่า อย่ามีอัตตา อย่าชังหากมีความจำเป็นจริงๆที่ต้องใช้ยาแผนปัจจุบัน ก็ใช้โดยยินดี เราก็คิดว่าเราล้างอัตตาตัวยึดว่าไม่ยอมใช้ยาได้แล้ว เนื่องจากมีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เรายอมกินยาแก้ปวดซึ่งยาตัวนั้นเราเคยกินมาก่อน เราจึงไม่กลัวผลข้างเคียง แต่ในครั้งนี้ วัคซีนนี้เป็นตัวใหม่ มันเป็นอีกเหลี่ยมมุมหนึ่งของความกลัว
    เมื่อเราหากิเลสเจอแล้วว่า เรามีอุปทานเรื่องกลัวผลข้างเคียงของยาใหม่(ยาที่เพิ่งทำการวิจัยและผลิต) เราก็พิจารณาต่อว่า
    -ถ้าไม่ต้องฉีดวัคซีน และไม่มีการได้รับเชื้อ นั่นเป็นกุศลของเรา แต่ถ้ามีวิบากที่ต้องได้รับเชื้อและมีอาการ เราก็ยินดีรับวิบากและดูแลตัวเองตามหลักแพทย์วิถีธรรม
    -ถ้าต้องได้รับการฉีดวัคซีน เราก็ยินดีที่ได้ชดใช้วิบากที่เราได้เคยเพ่งโทษดูถูกการแพทย์แผนตะว้นตกมา ยินดีให้วิบากหมดไป
    และแม้จะฉีดวัคซีนแล้ว เรายังได้รับเชื้อและมีอาการ เราก็ยินดีรับวิบากและดูแลตัวเองตามหลักแพทย์วิถีธรรม
    และถ้าฉีดวัคซีน แล้วเราเกิดอาการข้างเคียงใดๆก็ตาม เราก็ยินดีชดใช้วิบากนั้น

    เมื่อพิจารณาแบบนี้ ไม่ว่าเราจะได้รับการฉีดวัคซีนหรือไม่ และเมื่อฉีดแล้วจะเกิดอาการค้างเคียงอย่างไร เราก็ยินดีได้
    ขอขอบคุณ พ่อบ้านที่ทำให้เราได้เห็นกิเลส ได้ฝึกล้างกิเลส สาธุ

  25. จิราวรรณ ดาโรจน์

    เรื่อง ยอมฉีดวัคซีนโควิด-19

    พ่อบ้านอยากให้เราฉีดวัคซีนโควิด-19 แต่ท่านไม่อยากบังคับตรงๆ
    ครั้งแรก ท่านได้พูดอ้อมๆ เราก็ไม่ยอมฉีด
    ครั้งที่ 2 ท่านถามตรงๆว่าจะฉีดไหม มีวัคซีนในรพ.ที่ท่านทำงานเหลืออยู่เพราะมีเจ้าหน้าที่บางท่านไม่สมัครใจฉีด เราตอบว่าไม่ฉีด ท่านพูดประชดกลับมาว่า “พวกสาวก ไม่ฉีดกันหรือไง”
    ครั้งที่ 3 รัฐบาลเปิดให้มีการลงทะเบียนให้บุคคลกลุ่มทำงานในสถานพยาบาลเอกชนได้ฉีด เราอยู่ในฐานะพนักงานในคลินิก ประกอบกับมีคลินิกทันตกรรมที่อยู่ห่างจากคลินิกเราไม่เกิน 1 กิโลเมตร ถูกจัดเป็นพื้นที่เสี่ยงเพราะรับคนที่ติดเชื้อเข้ามาทำการรักษา พ่อบ้านจึงได้ถามเราเป็นครั้งที่ 3 เราได้ตอบตกลง ด้วยคิดว่าครั้งนี้คงหลีกไม่พ้นที่จะต้องยอมรับการฉีดวัคซีน พ่อบ้านจึงลงทะเบียนให้ด้วยความกระตือรือร้น เราก็ยินดีที่ท่านจะได้หมดความกังวลใจว่าเราจะไม่ฉีดวัคซีน

    ทุกข์ : ไม่สบายใจ กังวลใจเล็กน้อยที่พ่อบ้านมาชวนให้ฉีดวัคซีนโควิด-19

    สมุทัย : ไม่อยากให้พ่อบ้านมาถามเรื่องฉีดวัคซีน ซึ่งถามไปถึง 2 ครั้งแล้ว

    นิโรธ : ได้ฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ก็ยินดีได้

    มรรค : พ่อบ้านได้ส่งสัญญาณถามเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด-19 มาถึง 3 ครั้ง แสดงว่าเขาอยากให้เราฉีดเป็นอย่างมาก เราควรตัดสินใจยอมฉีดวัคซีนได้แล้ว
    ครั้งแรก ท่านถาม ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไร แต่ในครั้งที่ 2 เริ่มมีการประชดประชันออกมา เริ่มมีวิวาทะเล็กๆจากท่านแล้ว ท่านพูดว่า “พวกสาวก ไม่ฉีดกันหรือไง” ท่านเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ความคิดของท่านย่อมเป็นไปในแนวทางว่าการฉีดวัคซีนคือทางออกของโรคนี้ ท่านหวังดีต่อเราและคงเป็นห่วงเรา หลังจากครั้งที่ 2 เราก็พิจารณาแล้วว่า ถ้ามีเหตุปัจจัยที่ทำให้เราต้องยอมจำนน เราก็จะยินดีรับการฉีดวัคซีนด้วยความเต็มใจ
    พอมีครั้งที่ 3 เรายอมรับด้วยความยินดีเลย เพราะเราพิจารณาว่า เราได้ชดใช้วิบากกรรมที่เคยดูถูกการแพทย์แผนปัจจุบันมา ก็ต้องได้รับการฉีดวัคซีนที่ไม่อยากฉีด แค่นี้ยังได้รับวิบากน้อยกว่าที่เคยทำด้วยซ้ำ คนเกือบทั้งโลกเขาอยากฉีดวัคซีนกัน เรายังมาบ้าอัตตา ยึดว่าไม่อยากฉีดอยู่อีก ถ้าเราไม่ได้รู้จักการแพทย์วิถีธรรมและยังเป็นเภสัชกรอยู่ เราก็ต้องเต็มใจและอยากฉีดวัคซีนแน่นอน เพราะรู้ดีถึงกลไกการทำงานของวัคซีน เราคงกลัวการติดเชื้อ กลัวการป่วย และการเป็นบุคลกรทางการแพทย์คนหนึ่งที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เราจะรีบฉีดตามกำหนด ดังนั้นแม้เราใช้หลักการแพทย์วิถีธรรม เราก็ต้องเข้าใจความคิดของพ่อบ้าน ขอบคุณในความเป็นห่วง ความหวังดีของท่าน ไม่ดื้อต่อวิบาก ขอบคุณที่ทำให้เราได้ฝึกยินดีกับความไม่ได้ดั่งใจ
    และสิ่งสำคัญอีกเรื่องคือ เราจะได้ไม่สร้างวิบากกรรมใหม่ที่ทำให้ท่านทุกข์ใจ ไม่สบายใจ ที่เราไม่ยอมฉีดวัคซีน ท่านคงจะทุกข์ใจอีกนานเพราะโรคระบาดนี้ คงอยู่ในโลกไปอีกนาน ท่านเพียรที่จะให้เราฉีดวัคซีน ถึง 3 ครั้ง ซึ่งปกติท่านจะไม่ทำเช่นนั้น ไม่คะยั้นคะยอใคร และท่านยังกระตืกรืกร้นลงทะเบียนให้ด้วย ซึ่งไม่ใช่ปกติวืสัยของท่าน แสดงว่าเรื่องนี้ท่านให้ความสำคัญอย่างมากและท่านทุกข์ใจ กังวลใจกับเรื่องที่เราไม่ยอมฉีดวัคซีน อ.หมอเขียวสอนให้เราใช้หลักเลข 3 นี่ก็ครบ 3 ครั้งแล้ว ยอมรับด้วยความยืนดี เบิกบาน แจ่มใส ไร้กังวล

  26. เรื่อง ยอมจริงได้จริง
    เหตุการณ์ : ตกลงกันว่าจะไปช่วยกันปลูกเผือก แต่แม่บ้านเสนอใหม่ว่า น่าจะช่วยกันปลูกถั่วพูก่อน

    ทุกข์ : อึดอัดใจ

    สมุทัย : ยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าได้ทำตามที่ตั้งใจไว้ จะสุขใจแต่ไม่ได้ทำตามนั้น จึงทุกข์ใจ

    นิโรธ : จะได้ทำตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ ก็ได้ ไม่สุข ไม่ทุกข์

    มรรค : ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น แล้วลงมือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด จะปลูกเผือกก่อนหรือปลูกถั่วพูก่อน มันก็เป็นประโยชน์ทั้งคู่ เมื่อต้องปลูกทั้งคู่ จะปลูกอะไรก่อนหลังก็ได้ แต่ใจของเราต้องไม่ทุกข์ มีจิตแววไว หัวอ่อนดัดง่าย พร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนตลอดเวลา ความสำเร็จของงานเป็นความลวง เพราะลวงให้ยึด ลวงให้ทุกข์ ตามบททบทวนธรรมข้อ 56 “ทุกเสี้ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยง อย่ายึดมั่นถือมั่น ต้องพร้อมรับ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยน ตลอดเวลา” เมื่อพิจารณาได้ตามนี้ความอึดอัดใจก็หายไป ใจที่ไร้ทุกข์ได้กลับมาเหมือนเดิม

  27. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว))

    การบ้านอริยสัจ 4
    วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว)
    ระหว่างการเข้าร่วมสอบกลางภาควิชาอริยสัจ 4 เราและพ่อบ้านได้เข้าร่วมสอบพร้อมกัน ขณะที่สอบก็นั่งแยกกันสอบ เราเริ่มทำข้อสอบก่อนพ่อบ้านประมาณ 5 – 6 นาที ผ่านไปซัก 20 กว่านาที พ่อบ้านก็ถามว่าทำเสร็จหรือยัง พ่อบ้านว่ากดส่งและตรวจคะแนนเรียบร้อยแล้วนะ จังหวะนั้นเราก็รู้สึก เฮ้ย..เสร็จแล้วเหรอ เร็วมากเลย เรายังทำไปได้แค่ 20 ข้อเอง มีอาการชังพ่อบ้านขึ้นมาเล็กน้อย ในอดีตเราจะทำอะไรเร็ว เสร็จงานก่อนทุกครั้ง พอครั้งนี้ทำเสร็จช้ากว่าก็มีทุกข์แวบหนึ่งทันที

    ทุกข์ – ไม่พอใจที่ทำข้อสอบเสร็จช้ากว่าพ่อบ้าน ในความรู้สึกคือยังอีกตั้ง 10 ข้อ ที่เรายังทำไม่ได้

    สมุทัย – มีตัณหาความอยาก (เอาชนะ)
    ชอบใจถ้าเราทำข้อสอบเสร็จเร็วหรือเสร็จในเวลาใกล้เคียงกับพ่อบ้าน
    ชัง (ไม่ชอบใจ) ถ้าเราทำข้อสอบเสร็จช้ากว่าพ่อบ้าน

    นิโรธ – จะทำข้อสอบเสร็จเร็วก็ไม่ต้องชอบใจ จะทำข้อสอบเสร็จช้าก็ไม่ต้องชัง

    มรรค – การที่เราอยากทำให้ได้ดี ทำเสร็จให้เร็ว ให้ดี เป็นกิเลสยึดมั่นถือมั่น อาการแบบนี้เป็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำอะไรเสร็จเร็ว พ่อแม่จะชม ทำเสร็จช้า จะโดนดุว่าขี้เกียจ อัตตาตัวนี้ก็ติดตัวมาถึงในสมัยเรียนว่าต้องทำข้อสอบ ทำการบ้านเสร็จก่อนเพื่อน พอมาทำงานก็ต้องวางแผนงานให้เป็นระบบระเบียบ จัดแจงงานล่วงหน้าให้เรียบร้อยถึงจะสบายใจ ถ้ามีครั้งไหนพลาด ครั้งไหนพร่องก็จะทุกข์ใจ

    วิธีการล้างทุกข์ สิ่งแรกคือ เราต้องขอขอบคุณพ่อบ้านที่ทำข้อสอบเสร็จก่อนแล้วทักถามเรา ทำให้กิเลสตัวนี้ปรากฎมาให้เราเห็นอีกครั้ง พอมาพิจารณาโทษของกิเลสตัวนี้ มันทำให้เรามีอาการวุ่นวายใจ ใจไม่สงบพอที่จะทำข้อสอบต่อ เกิดความรู้สึกไม่พอใจพ่อบ้านทั้ง ๆ ที่เค้าไม่ได้ทำอะไรผิดเลย กิเลสในใจต่างหากที่ปรุงให้ใจเราทุกข์ มีจิตเพ่งโทษ สร้างวิบากร้ายเพิ่มให้ตัวเอง ทำให้เราโง่ฉับพลัน ขาดสติและสมาธิแวบนึง

    พิจารณาประโยชน์ของการล้างกิเลส ถ้าเรายังไม่ล้างกิเลสตัวนี้ ตัวที่เราติดหล่มมาสี่สิบกว่าปี เราก็จะไม่มีวันพ้นทุกข์จากกิเลสอัตตาตัวนี้ ทุกครั้งที่มีผัสสะมากระทบก็จะวนเวียนทุกข์ใจไม่มีวันสิ้นสุด วิธีแก้คือแค่เรายอมรับว่าเสร็จช้าก็ได้ ค่อย ๆ ทำให้เต็มที่นั่นแหละ ดีที่สุดแล้ว

    ในครั้งนี้เราจึงใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 48 คนที่แพ้ไม่ได้ พลาดไม่ได้ พร่องไม่ได้ ทุกข์ตายเลย *โง่ที่สุด* คนที่แพ้ก็ได้ ชนะก็ได้ พลาดก็ได้ ไม่พลาดก็ได้ พร่องก็ได้ ไม่พร่องก็ได้ สบายใจจริง *ฉลาดที่สุด*

    สรุปเหตุการณ์ พอเรามองกิเลสตัวนี้ เราก็รู้เลยว่า เราไม่ได้แข่งกับพ่อบ้านนะ เราไม่ได้แข่งกับใครเลย เราแข่งกับตัวเองในการเอาชนะกิเลสต่างหาก จะทำข้อสอบเสร็จเร็วก็ไม่ต้องชอบใจ จะทำข้อสอบเสร็จช้าก็ไม่ต้องทุกข์ใจ เมื่อเราสบายใจขึ้น ก็ตั้งสติแล้วทำข้อสอบต่อไปอย่างเย็นใจ ตรวจทานคำตอบ และกดส่งอย่างเบิกบานใจ

  28. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    12/05/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : เตรียมวัตถุดิบในการล้างกิเลส
    เหตุการณ์:วันนี้ได้เตรียมวัตถุดิบในการทำอาหารเอาไว้ก่อนออกไปทำธุระนอกบ้าน กะเอาไว้ว่ากลับมาจะได้มาปรุงเลย แต่พอกลับมาถึงบ้านกำลังจะเข้าครัวทำอาหาร พบว่าสิ่งที่เตรียมไว้ได้หายไปเสียแล้ว ถามหาก็พบว่าแม่เป็นคนเอาไปเททิ้ง เพราะท่านคิดว่าเราไม่ใช้แล้ว จึงทำให้รู้สึกขุ่นเสียที่เราอุตส่าห์เตรียมไว้อย่างดี แต่ต้องทำให้ผิดแผนทำให้การทำงานช้าลง
    ทุกข์ : โกรธที่แม่เอาวัตถุดิบในการปรุงอาหารของเราไปเททิ้ง ทำให้ต้องเสียเวลาไปเตรียมใหม่
    สมุทัย : ชอบใจถ้าแม่ไม่มายุ่งกับของๆ เรา ชังที่แม่เอาของๆ เราไปเททิ้ง

    นิโรธ : แม่จะเอาของที่เราเตรียมไว้ไปเททิ้งก็ได้ ไม่ชอบไม่ชัง ใจไร้ทุกข์
    มรรค : ต้นเหตุทั้งหมดของความทุกข์จากเรื่องนี้เกิดจากความอยากได้ดั่งใจ เราได้เตรียมทุกอย่างไว้แล้ว จะต้องเป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ เมื่อไม่ได้ดั่งใจจึงเกิดอาการขุ่นใจขึ้นมา จึงเข้าไปพิจารณาว่า ความทุกข์ทั้งหมดเกิดจากความยึดมั่นถือมั่น เกิดจากความชอบชังที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เมื่อไม่อยากทุกข์ก็ต้องล้างความยึดมั่นถือมั่น ล้างความชอบ/ชังที่จะไม่ได้ดั่งใจให้ได้ พิจารณาเรื่องความไม่เที่ยง คือ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ต้องดับไป เราไม่สามารถไปควบคุมให้คงอยู่อย่างนั้นตลอดไปได้ ต่อให้แม่ไม่เอาวัตถุดิบไปเททิ้งเราก็ต้องเอาไปกินจนหมดอยู่ดี ดังนั้นเราจะไปทุกข์ใจของที่เสียหายไปแล้วทำไม เสียไปแล้วก็ทำขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไร ระหว่างเอาเวลาไปทำใหม่กับมานั่งโทษคนโน่นคนนี้ที่ทำไม่ดีกับเรา อันไหนง่ายกว่ากัน? (คำตอบคือทำใหม่ง่ายกว่า เร็วกว่า รู้งั้นไม่น่าโง่ที่ไปโกรธแม่เลย จะได้ไม่ต้องเสียพลังไปกับความทุกข์) ขอบคุณที่แม่มาช่วยเตรียมวัตถุดิบในการกิเลสให้กับเรา
    ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 58 “ เย่ ๆ ๆ ดีใจจังไม่ได้ดั่งใจ (วิบากหมด กิเลสตาย ได้กุศล) แย่ๆๆๆ ซวยแน่เรา เอาแต่ใจ (วิบากเพิ่ม กิเลสพอก งอกอกุศล) ” และข้อที่ 90 “ วัตถุไม่เที่ยง มีแต่ใจไร้ทุกข์เท่านั้นที่เที่ยง ”
    พิจารณาแบบนี้แล้ว อาการขุ่นใจจากการไม่ได้ดั่งใจก็เบาบางลง ไปลงมือเตรียมวัตถุดิบใหม่ก็ไม่ได้ยากและไม่เสียเวลาอย่างที่คิด (โกรธแม่ทั้งยากและวิบากแรงกว่าแต่ก็ยังโง่ทำ)

  29. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    ชื่อเรื่อง:การสอบอริยสัจ4ทำให้ได้เห็นเล่ห์ความลวงของกิเลส
    เนื้อหา:คืนวันที่10หลังจบจากเรียนวิชาโภชนปฏิบัติผ่านทางซูมร่วมกับพี่น้องก็ได้ทำข้อสอบอริยสัจผ่านกูเกิ้ลฟอร์ม โดยครั้งแรกที่ทำเสร็จ ก่อนจะทำการกดส่งก็ได้ถ่ายภาพหน้าจอเก็บไว้เพราะคิดว่าข้อมูลอาจจะลบได้ถ้าอินเตอร์เน็ตมีปัญหา และก็เป็นจริงตามที่คาด คือพอกดส่งหน้าจอก็เด้งขึ้นมาว่าหน้าเว็ปไม่พร้อมใช้งานเพราะอินเตอร์เน็ตไม่เสถียร จึงลองทำใหม่อีกครั้งทำให้ได้พิจารณาข้อสอบอย่างละเอียดอีกรอบ และได้เปลี่ยนคำตอบหนึ่งข้อ(ข้อ7) พอกดส่งก็เป็นแบบเดิมอีกคือส่งข้อสอบไม่ได้จึงตัดรอบเข้านอนเพราะคิดว่าคงยังไม่ถึงเวลาที่สิ่งดีจะเกิด(ตามใจหมาย)
    พอตอนเช้าตื่นมาตีสี่กว่า เห็นว่ายังเช้าคงยังไม่มีพี่น้องใช้อินเตอร์เน็ตมากนักจึงลองทำข้อสอบดูอีกรอบและลองส่งดูก็ส่งได้จึงกดดูคะแนนปรากฏว่าได้คะแนนเต็ม 30 ก็ดูจิตตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรดีใจหรือภูมิใจในผลการสอบไหม มันเห็นอาการที่ใจปีติเกิดขึ้นมันไม่ใช่ความปีติเพราะได้คะแนนเต็มแต่เพราะนึกถึงการตั้งศีลของตัวเองที่จะล้างความชังในความละเอียด หยุมหยิมของผู้อื่นอยู่ คงเป็นอานิสงส์ที่เราพากเพียรในการทำศีลข้อนี้อยู่ทำให้เรามีความละเอียด พิจารณาข้อสอบได้ลึกซึ้งมากขึ้น แต่วูบหนึ่งที่จับได้ว่ามีความกังวลแทรกขึ้นมาในใจ มันเห็นความเก่งและไวมากของมารที่เขารีบเข้ามาแทรกบอกว่าถ้าการส่งข้อสอบของเราเมื่อคืนมันสำเร็จแต่รอบแรกแล้ว แต่เราส่งซ้ำไปอีกสองรอบ(เพราะคิดว่าการส่งรอบแรกไม่สำเร็จ)และเราก็เปลี่ยนคำตอบด้วย คุรุท่านจะคิดว่าเราไม่ซื่อสัตย์ในการทำข้อสอบหรือเปล่านะ
    ทุกข์:กังวลใจ กลัวถูกมองว่าไม่ซื่อสัตย์
    สมุทัย:มารเขาเห็นว่าเรายังมีกิเลสตัวติดโลกธรรมอยู่จึงรีบเข้าแทรกเพื่อลวงให้ใจเราทุกข์
    นิโรธ:คนอื่นจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ จะมองเราว่าดีหรือไม่ดีก็ไม่กังวล หวั่นไหวเพราะนึกถึงคำพูดพ่อครูว่าความบริสุทธิ์ชนะทุกอย่าง
    มรรค:พอเห็นเหตุว่าที่มารเขามาแทรกลวงใจเราให้ทุกข์ได้เพราะเรายังมีติดโลกธรรมตัวอยากได้ความรู้สึกดีดีจากผู้อื่นอยู่ จึงพิจารณาถึงโทษของการติดยึดในความอยากได้จากผู้อื่นไม่ว่าเรื่องใดๆ ว่ามันทำให้ใจเรากลัว กังวล หวั่นไหวกลัวไม่ได้ดั่งใจหมาย มันมีแต่ทำให้ใจเราทุกข์และทุกข์ไม่สิ้นสุด พิจารณาย้ำกับกิเลสจนเขายอมสลายไปเพราะไม่อยากทุกข์อีก และบอกกับมารไปเหมือนที่อาจารย์เคยสอนว่า “แน่ะมารเราเห็นเธอแล้ว เธอเป็นกิเลส คิดแบบเธอมันทำให้ทุกข์ไม่ใช่สุขเลย เราจะไม่หลงกลลวงของเธออีกเราจะเชื่อพุทธะ ไม่เชื่อมารอย่างเธออีก”

  30. นายจรูญ สุยะ (ชาติพุทธ)

    เรื่อง : โดนน็อคครั้งที่สี่

    เรื่องย่อ : ตั้งศีลว่าจะทานมื้อเดียวให้ได้ครั้งที่สี่ เห็นอาจารย์นำพาพี่ ๆ ตั้งศีลทานมื้อเดียวกันในวันมาฆบูชา ผมก็มีแรงฮึกเหิมบ้างก็เลยตั้งศีลทำตามบ้างและทำได้อย่างสบายๆได้สิบกว่าวัน หลังจากสิบวันพอตอนเย็นเริ่มมีอาการหิวโหยก็อ่านอาการหิวโหยนั้นว่าเกิดจากทางร่างกายหรือกิเลสกันแน่ พอตรวจแล้วใจยังยึดอยู่ว่าต้องทานมื้อเดียวให้ได้ ส่วนใจลึก ๆ ก็ยังทุกข์ใจอยู่ พอเรายอมทานนอกมื้อและผิดศีลอาการหิวโหยก็หายไป ก่อนทานนอกมื้อก็ขอขมาอาจารย์และหมู่มิตรดีข้าน้อยขอยอมแพ้ เลยทำให้โดนน็อคครั้งที่สี่จนได้

    ทุกข์ : กลัวผิดศีลถ้าทานอาหารนอกมื้อ

    สมุทัย : มีความยึดมั่นถือมั่นว่าถ้าทานมื้อเดียวได้และถูกศีลจะสุขใจ
    ถ้าทานนอกมื้อและผิดศีลจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : ทานอาหารมื้อเดียวได้หรือไม่ได้ จะถูกศีลหรือผิดศีลเราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : ถ้าเราทุกข์ใจแปลว่าเราผิดศีล เราเบียดเบียนตัวเองผิดศีลข้อหนึ่งไปด้วย อาจารย์สอนเราเสมอว่าจะทำอะไรทุกอย่างเราต้องรู้การประมาณให้ดี ๆ ไม่สุดโต่งจนเกินไปและก็ไม่ถดถอยจนตกต่ำ
    ดังคำในบททบทวนธรรม
    ข้อที่ 79
    ดีทางโลก 10 ระดับ ดีระดับ 10 เป็นความลวง ส่วนดีระดับ 11 คือความจริง เป็นดีทางธรรม เป็นความพ้นทุกข์ จากความไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า ดีทางโลกจะเกิดมากน้อยแค่ไหนเมื่อได้มุ่งหมายให้เกิดดีระดับ 10 และพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว และข้อที่ 83 ความยึดมั่นถือมั่นจะทำให้เกิด ความพร่อง ความพลาด ความทุกข์
    สาธุครับ

  31. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    อริยสัจสี่ ส่งช่วง 10-16 พฤษภาคม 2564

    เรื่อง ทำไมต้องพูดเสียงดัง

    เนื้อเรื่อง มีอยู่วันหนึ่งอาจารย์ได้บรรยายธรรมมะมีอยู่ประโยคหนึ่งที่อาจารย์พูดว่า “คนกิเลสหนา ไม่มีภาษาที่จะช่วย “ เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างเรากลับได้ยินว่า”คนกิเลสหนา ไม่มีภาษาที่จะเรียก” แล้วเขาก็ถามเราว่าอาจารย์พูดประโยคเมื่อสักครู่ว่าอย่างไร เราก็บอกเพื่อนไปว่า “ คนกิเลสหนา ไม่มีภาษาที่จะช่วย” เพื่อนก็เถียงและพูดเสียงดังเชิงตวาดว่า ไม่ใช่ ๆ นะเจ้าฟังผิด อาจารย์พูดว่า”คนกิเลสหนา ไม่มีภาษาที่จะเรียก” เราก็เลยอุเบกขาและตอบไปว่าเออใครฟังอย่างไรก็เขียนอย่างนั้นก็แล้วกัน แต่เพื่อนยังไม่จบเขาหันหน้าไปถามเพื่อนอีกท่านหนึ่งว่า เมื่อสักครู่อาจารย์พูดว่าอย่างไรเพื่อนท่านนั้นก็พูดตรงกับเรา ว่าอาจารย์ก็พูดเหมือนกับที่ป้าจิบอกนั่นแหละ เขาจึงยอมรับว่าเขาฟังผิด

    ทุกข์ ไม่ชอบที่เพื่อนพูคเสียงดังเชิงตวาดเมื่อได้ยินต่างกัน

    สมุทัย ถ้าเพื่อนพูดดีๆกับเรา เราจะสุขใจ แต่ถ้าเพื่อนพูดไม่ดีกับเรา เราจะทุกข์ใจ

    นิโรธ เพื่อนจะพูดดีกับเราหรือพูดไม่ดีกับเรา เราก็สุขใจ

    มรรค เราเชื่อชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่า ที่เพื่อนเป็นเช่นนี้ไม่ใช่เขาแต่เป็นเราที่เคยทำมาก่อน เมื่อครั้งที่เราเป็นครู เราเคยพูดเสียงดังและตวาดนักเรียน เราจึงได้รับวิบากกรรมที่เราทำมา เราต้องขอบคุณเพื่อนที่แสดงพฤติกรรมเช่นนี้ให้เราเห็นเราจะได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา และการที่เราสองคนได้ยินเสียงอาจารย์ไม่ตรงกันก็เพราะสัณญาณที่ได้รับของเราไม่ตรงกันนั่นเอง เมื่อคิดได้เช่นนั้นจิตเราก็เบิกบาน แจ่มใส สุขสบายใจ ไร้กังวล

  32. ณ้ฐพร คงประเสริฐ

    ฉีดวัคซีนCOVID-19 หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

    ช่วงนี้วัยรุ่นที่บ้านเรียนออนไลน์ ที่บ้าน ให้ความร่วมมือ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ตามมาตาการควบคุมและป้องกันโรคCOVID-19 ของรัฐบาล ลดการออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น เห็นข่าวการรณรงค์ฉีดวัคซีนCOVID-19 เป็นวาระแห่งชาติของนายกฯ และคาดการณ์ว่าสถาบันการศึกษาต้องมีนโยบายให้นักเรียนนักศึกษาฉีดวัคซีนกันตามมา แต่ตอนนี้ข่าวการระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยังไม่เห็นข่าวแผนการฉีดวัคซีนในกลุ่มนี้เลย เปิดเทอมลูกจะต้องไปนอนหอกับเพื่อนอีกหลายคน อาจเสี่ยงต่อการแพร่กระจายการติดเชื้อได้ง่าย
    ทุกข์ : กังวลใจ เป็นห่วงลูก ที่จะออกไปเรียนและอยู่หอในช่วงเปิดเทอมแล้วยังไม่ได้ฉีดวัคซีน COVID-19 เลย
    สมุทัย : เห็นความกังวลใจที่มาจากความผูกพัน ที่จะคอยมาสั่งการให้เราต้องทุกข์จากความเป็นห่วงเป็นใยในสุขภาพของลูกไปก่อนล่วงหน้า ถ้าลูกได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเปิดเทอม มีความเสี่ยงในการติดเชื้อน้อยลงก็จะสุขใจ เพราะเขาจะปลอดภัยขึ้น แต่ถ้าลูกยังไม่ได้ฉีดวัคซีนก่อน โอกาสความเสี่ยงในการติดเชื้อมาก จะทุกข์ใจ เพราะอาจเจ็บป่วยหนักรุนแรงได้

    นิโรธ : ลูกจะได้รับการฉีดวัคซีน COVID-19 ก่อนเปิดเทอมหรือไม่ ก็สบายใจ ไร้ทุกข์ ไร้กังวลได้

    มรรค : อยู่กับปัจจุบันว่า ในตอนนี้ สถานการณ์ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีการเลื่อนเปิดเทอม มีการให้เรียนออนไลน์อยู่บ้าน สอบออนไลน์ และเราจะไปกังวลล่วงหน้าเอาอนาคตที่ไม่แน่นอน มาคิดปรุงในปัจจุบันที่ครอบครัวก็อยู่อย่างปลอดภัย ผาสุกเท่าที่ได้ ดีอยู่แล้ว แล้วทำไมจะไป เสียพลังให้กิเลสเปล่า ๆ พิจารณาเห็นโทษของความผูกพัน ที่ปั้นแต่งสร้างเรื่อง ฟุ้งฝายหาตะเข็บ สร้างสายใยเชื่อมโยงไม่รู้จบมีแต่จะบานปลายให้ติดยึดผูกพัน ให้ทุกข์เจ็บปวด ถ้าวันใดวันหนึ่งไม่ได้สมดั่งใจหมายไว้

    ทุกชีวิตไม่มีใครหนีพ้นอำนาจแห่งกรรมไปได้ ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เท่าที่จะพึงทำได้ ให้โลกและเราได้อาศัย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น ฝึกอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตที่พร่องอยู่เป็นนิตย์ ทุกวันนี้ลูกก็ได้ใช้ความรู้ที่ตนมีจากการที่เคยมาเข้าค่ายสุขภาพตั้งหลายครั้ง และยังนำความรู้มาดูแลสุขภาพตนเองด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรมอยู่บ้างแล้วด้วย เท่านี้ก็ดีมากแล้ว ทำตามจริงที่เป็นไปได้จริง ชีวิตก็ไม่มีอะไรต้องทุกข์ ถ้าโอกาสมาถึงเราก็ค่อยพิจารณาในปัจจุบันขณะนั้นอีกที พร้อมรับ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยนได้ตลอดเวลา อย่างไม่ประมาท มีสติ และผาสุกอยู่กับปัจจุบัน พิจารณาย้ำซ้ำทวนทำให้ใจก็หายกังวลเป็นปลิดทิ้ง

  33. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    ชื่อเรื่อง อยากให้คนอื่นทำแบบเรา
    เนื้อเรื่อง
    อดีตผู้เขียนอยากได้ดั่งใจมากจะพูดข่มพูดสอนพูดว่าใช้ปากเป็นอาวุธ(ทำมาเยอะ)เวลาพูดก็จะไม่ได้ดั่งใจเพราะคนฟังเขาไม่ทำตามแต่พอมาเข้าหมู่ห้อง Line ได้ฟังความเห็นความคิดของหมู่มิตรดีทำให้คำพูดข่มคนอื่นลดลงเพราะทุกข์มากเหลือเกิน ที่ไหนได้เราโลภเราอยากเราไปยึดดีจะไปเอาดีจากคนอื่นเป็นการทำผิดศีล
    ทุกข์
    ใจเศร้าหมองเวลาพูดกับคนอื่นร่างกายรุ่มร้อนหน้าตาเศร้าหมองเพราะเขาไม่ทำตามเรา
    สมุทัย ชอบที่เขาฟังเราและทำตาม
    ชังที่เขาไม่ฟังเราและไม่ทำตาม
    นิโรธ
    ไม่ชอบไม่ชังเขาจะฟังเราจะทำตามเราหรือไม่ทำตามเราก็ไม่ทุกข์ใจ ใจไร้ทุกข์ไร้กังวล
    มรรค
    ใจยึดว่าเวลาพูด อะไรบอกใครเขาต้องเอาไปใช้และได้ประโยชน์ ร่างกายรุ้มร้อนที่ใบหน้าและหัวใจเต้นแรง เหตุการณ์ไม่อยากมองหน้ากับคนที่พูดด้วยไม่อยากบอกไม่อยากพูด
    มาร
    คนมีกิเลสหนาไม่มีภาษาที่จะพูดจะสอน
    เรา
    ตอนนี้เรามีกิเลสหนาจะเอาภาษาไปพูดกับคนอื่นไม่ได้ต้องหันเอาภาษามาพูดกับเราเอาใจไร้ทุกข์ไร้กังวลมาบอกกิเลสของเราก็เราโง่เองไปยุ่งเรื่องของคนอื่นก็ต้องทุกข์แบบนี้แหละต่อไปจะได้ฉลาดขึ้นทุกข์ยังไม่พอก็จะพูดไปเรื่อยๆ แต่พอได้ฟังหมู่มิตรดีก็จะมีเหลี่ยมมุมของคำพูดที่ไปอยากสอนคนอื่นทำให้หันกลับมาสอนกิเลสตัวเรามากขึ้น
    มาร
    เขาไม่ฉลาดเหมือนเราเลยนี่เรารู้มากเราจึงมาพูดมาก คนอื่นจะได้ยอมรับเราจะได้มีความสุขเหมือนเรา
    เรา ไอ้มารหน้าโง่ที่เธอพูดออกไปมันมีแต่ทุกข์มีแต่ชั่วมีแต่บ้ามีแต่โง่
    เรา
    คนมีปัญญาเขาจะค้นหา เขาจะฝึกฝนปฏิบัติเอาจริงกับตัวเองมิใช่เราไปพูดไปจิ้มไปจี้คน นั้นคนนี้ เขาไม่ชอบคนอื่นมาจี้หรอกขนาดเรายังไม่ชอบเลยปฏิบัติธรรมมันก็ยากแบบนี้แหละในพระไตรปิฎกก็มีครูบาอาจารย์ก็สอนแต่ทำไม คนเราทำได้ไม่เท่ากันเพราะฝึกน้อยกับฝึกมากก็เลยได้ไม่เท่ากัน และ ทำได้ไม่เท่ากันเพราะว่าต้องเอาตัวมาลงในหมู่ ให้มากขึ้นพิง เชือกอยู่กับหมู่มิตรดีทำกุศลไปเรื่อยๆ กิเลสก็จะลดไปเรื่อยๆต้องใช้เวลา
    มาร
    อ้าวคิดแบบนี้ก็ดีสิเราจะได้ไม่ต้องพูดเยอะ ก่อนหน้านี้ผิดไปแล้ว เรานี่โง่จริงนะถ้าไม่มีหมู่มิตรดีจะต้องโง่ไปอีกกี่ชาตินี่ พอพิจารณาว่าหาข้อมูลที่เหนือกว่ากิเลสมาหักล้างในมงคล 38 ข้อที่ 1และร้อยมาลัยกับบททบทวนธรรม คบและเคารพหมู่มิตรดี เป็นการเอาภาระตัวเองให้อภัยตัวเองและเอาภาระสังคม

  34. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง รำคาญกิเลสตัวเอง

    เหตุการณ์ 3 ปีแล้วที่ตั้งศีลเรื่อง พรมจรรย์กับพ่อบ้านซึ่งปฎิบัติมาได้ดี ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่กับฟังธรรมะของท่านอาจารย์ ของพ่อครู ทำสวน อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ส่วนช่วงค่ำจะร่วมเข้าบันทึกรายการกับพี่น้องจิตอาสา และเข้ารายการกับหมู่กลุ่ม ก็อาจจะมีเวลาที่จะพูดคุยกับทางบ้านลดลง หรือพูดเรื่องที่ชวนกันเสพกิเลสลดลง จึงมีตัวรำคาญพ่อบ้านที่ท่านจะสรรหาคำมาพูด มาคุยด้วย แต่บางครั้งรู้สึกว่า ไม่เห็นน่าถามแบบนี้เลย รู้คำตอบอยู่แล้ว

    ทุกข์ ขุ่นใจ รำคาญพ่อบ้านพูดถามอะไรไม่มีสาระ

    สมุทัย ชอบถ้าพ่อบ้านพูดคุยในเรื่องที่มีสาระ ชังถ้าพ่อบ้านพูดคุยในเรื่องที่ไร้สาระ

    นิโรธ พ่อบ้านจะพูดคุยเรื่องมีสาระหรือไม่มีสาระก็ไม่ชอบไม่ชัง ไม่รู้สึกหงุดหงิด รำคาญ

    มรรค ตั้งศีลมาปฎิบัติเพื่อพิจารณาล้างความชอบชัง ความยึดมั่นถือมั่น จึงทำให้เกิดปัญญา มีสติจับอาการกิเลสได้มากขึ้นขณะเกิดผัสสะ ก็มาดูใจตัวเองว่าจะขุ่นใจกับคำพูดนั้นทำไม นั่นมันตัวเราชัดๆไม่ใช่พ่อบ้าน ก่อนหน้านี้พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด พูดไม่มีสาระมามากมายทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน ขุ่นใจ ไม่ชอบใจก็ยินดีรับ รับด้วยความเต็มใจ รับแค่นี้ก็ดีมากแล้วเพราะสิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา รับแล้วจะได้โชคดีขึ้น
    ต้องขอบคุณพ่อบ้านที่ทำให้กิเลสตัวนี้ได้ออกมา โชคดีจริงๆต้องคนนี้เท่านั้น
    และขอสำนึกผิดยอมรับผิดที่ไปเพ่งโทษ ถือสาท่านอีก ขอโทษขออโหสิกรรม ตั้งจิตหยุดทำสิ่งที่ไม่ดีอันนั้น ตั้งจิตทำความดีให้มากๆ และลดกิเลสให้มากๆ
    ใช้บททบทวนธรรมข้อ 8 “สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา” ข้อ 9 “ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่น แสดงว่า เรายังไม่เข้าใจตนเอง”
    สรุป หลังมาพิจารณาเห็นชัดในเรื่องของวิบากกรรมที่มีจริง เราๆๆไม่ใช่เขา ก็เบิกบาน แจ่มใสพูดคุยกับท่านด้วยใจไม่ขุ่นมัวอีก..สาธุ

  35. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง ฟุ้งซ่านล้างกิเลส

    เหตุการณ์ ช่วงนี้ตั้งศีล “ตั้งใจฟังธรรมะ” ถ้าเป็นไปได้ไม่ติดภาระกิจใดๆ จะตั้งใจฟัง แต่จะมีตัวฟุ้งซ่านเข้ามาเป็นช่วงๆ

    ทุกข์ ขุ่นใจที่สติไม่อยู่กับการฟังธรรม

    สมุทัย ชอบถ้ามีสมาธิอยู่กับการฟังธรรม ชังถ้าสมาธิหลุดจากการฟังธรรม

    นิโรธ ขณะฟังธรรมจะมีสมาธิหรือหลุดออกจากสมาธิก็ไม่ชอบไม่ชัง ใจไม่ทุกข์ ไม่กังวล

    มรรค ตั้งศีลมาปฎิบัติเพื่อพิจารณาล้างความชอบชังความยึดมั่นถือมั่นจึงทำให้เกิดปัญญาในการจับกิเลส แล้วจะทุกข์ใจทำไม ก่อนหน้านี้จิตคิดฟุ้งซ่าน วุ่นวาย สับสน คิดเรื่องนั้นเสร็จเรื่องนี้เข้ามาตลอดเวลา แต่เมื่อมาเจอแพทย์วิธึธรรม อาการนี้ลดลงแล้ว โดยเฉพาะในขณะฟังธรรมะหรือทำกิจกรรมใดๆให้มีสติ มีสมาธินั้นดี โดยเฉพาะขณะฟังธรรมพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ท่านอาจารย์หมอเขียว หรือท่านอื่นๆที่มีธรรมะถูกตรงให้ตั้งใจฟัง รู้ว่าถ้าไม่ตั้งใจฟังก็เป็นการเพ่งโทษพระอริยะ จะต้องรับวิบาก 11ประการ ซึ่งวิบากนั้นทำมามายมายจนหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ จึงเต็มใจรับด้วยใจที่เป็นสุข ยินดีที่กิเลสเข้ามาก็รู้เท่าทันวิปัสสนาไปด้วยใจไร้ทุกข์ แต่จะไม่ทำทุกข์ทับถมตนเพราะทำวิบากตัวเพ่งโทษไว้เยอะ เข้าใจเชื่อและชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง ก็ค่อยๆจับค่อยๆล้างกิเลสตัวนี้ไป
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 77 ” ระวังกิเลสมักจะหลอกให้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่สำคัญยิ่งๆขึ้นไป”

    สรุป หลังพิจารณาเข้าใจชัดในวิบากเพ่งโทษพระอาริยะ ต้องรับวิบาก 11ประการก็เต็มใจรับด้วยใจที่เป็นสุข ใจก็เบิกบาน..สาธุ

  36. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    13/05/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : กลัวแม่ติดโควิด
    เหตุการณ์:ไปบำเพ็ญแจกอาหารให้กับพี่น้องต่างชุมชน พอถึงจุดที่จะเอาของไปลง แม่ก็เข้าไปพูดคุยใกล้ชิดกับผู้คนจนเกินไป พอจะถ่ายรูปเก็บภาพกิจกรรม แม่ก็ไปยืนชิดกับเขาอีก ไม่ยอมเว้นระยะห่าง ถึงแม้จะสวมหน้ากากอนามัยแล้วก็ตาม จึงทำให้ผู้เขียนเผลอไปดุแม่ เพราะรู้สึกไม่ได้ดั่งใจที่ทำไมแม่ถึงไม่ระมัดระวังตัวเองให้ดีกว่านี้
    ทุกข์ : ไม่พอใจที่แม่ไม่ระวังตัวเองให้ดี กลัวแม่จะติดโควิด
    สมุทัย : ชอบใจถ้าแม่จะระมัดระวังตัวเองเว้นระยะห่างให้ดี ชังที่แม่ไปใกล้ชิดกับผู้คนมากเกินไป

    นิโรธ : แม่จะระมัดระวังตัวเองอย่างไรแบบไหนก็ได้ไม่ชอบไม่ชัง ใจไร้ทุกข์
    มรรค : เราคิดว่าเรารักแม่ เราเป็นห่วงแม่ กลัวแม่จะติดโควิด แต่กลับไปแสดงกิริยาไม่ดีโดยการไปดุแม่บ้าง ไปจู้จี้กับแม่บ้าง จนสังเกตุได้ว่าแม่ก็รู้สึกอึดอัดกับเราเหมือนกัน แล้วยังคิดว่าการทำแบบนี้คือการรักและเป็นห่วงแม่อีก (มันชั่วจริง ๆ) มาระลึกได้ว่าที่แท้มันก็คือการเห็นแก่ตัว เพราะแม่ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ ทำให้เรารู้สึกไม่ได้ดั่งใจ จึงเข้าไปพิจารณาเพื่อสลายความไม่ได้ดังใจ เพราะแต่ละคนเขาก็มีวิธีการของตัวเอง แม่ก็รักชีวิตท่าน ดังนั้นท่านก็ต้องระมัดระวังตัวดีที่สุดดแล้วในแบบของท่าน ดูแลตัวเองดีเต็มที่แล้วจะไปกลัวกังวลอะไร และได้สำนึกผิดที่ไปพูดไม่ดีกับแม่
    ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 107 “ กลัว ชั่ว ทุกข์ คือ ไง่ ”
    พิจารณาแบบนี้แล้ว รู้สึกโล่งขึ้น ความไม่ได้ดั่งใจ กลัวแม่จะติดโควิดค่อย ๆ คลายไป เชื่อมั่นในการดูแลตัวเองของแม่ ศีลที่แม่ปฏิบัติและวิบากกรรมดีของแม่จะเป็นเครื่องคุ้มครองแม่ให้ปลอดภัย

  37. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    13/05/64
    สำรวม แก้วแกมจันทร์
    ชื่อเล่น “ป้ารวม”
    ฃื่อทางธรรม “ร้อยแสงศีล”
    จิตอาสาสวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง “ไม่ฉีดวัคซินโควิด ก็ไม่หวั่นไหว”

    เหตุการณ์ เจ้าหน้าที่อสม. มาหาที่บ้าน ถามเราว่า “ต้องการลงชื่อจองฉีดวัคซินป้องกันโควิดมั้ย” เราเตรียมตัวในการปฏิเสธวัคซีนมาตั้งแต่ปี 63 จึงตอบว่า “ป้าไม่ต้องการวัคซีนค่ะ” เขาชี้แจงเหตุผล พร้อมส่งแบบฟอร์มข้อมูลให้ดู เราไม่ดู เพราะตั้งใจ “ไม่ฉีดวัคซีน” ลูกยืนฟังอยู่ด้วย ได้พูดเตือนว่า “ทำไมไม่ฉีด แม่มีภาวะเสี่ยงสูงนะ ควรฉีดวัคซีน เพราะเดินทางบ่อย ต้องอยู่กับลูกกับหลาน แน่ใจหรือว่าจะปลอดภัยทุกครั้ง? แม่ดื้อจัง!” เรารู้สึกไม่พอใจ ขุ่น และชัง ในคำพูดเตือนของลูก จึงพูดว่า “โควิด เป็นได้หายได้ ไม่หายก็ตาย ก็แค่นี้เอง” เจ้าหน้าที่บอกว่า “ไม่เป็นไร ไม่ฉีดก็ไม่ฉีด” หลังจากเจ้าหน้าที่อสม.กลับ ก็ไม่ได้บอกเหตุผลกับลูก เรานิ่ง-ลูกนิ่ง ผ่านไปประมาณ 2 นาที ความไม่พอใจ ขุ่น ชัง ค่อยๆ คลายจางลง เบาลง มีสติมากขึ้น ไม่โทษตัวเอง ไม่ถือสาลูก ใจมั่นคงแน่วแน่ สงบ นิ่ง ไม่หวั่นไหว เบิกบานใจได้

    ทุกข์ : ไม่พอใจ ขุ่น ชังในคำเตือนของลูก

    สมุทัย : ถ้าลูกไม่พูดเตือนจะพอใจ ชอบใจ ลููกพูดจึงไม่พอใจ ขุ่น ชังและหวั่นไหวในคำเตือนของลูก จึงทุกข์

    นิโรธ : ลูกจะพูดหรือไม่พูดอะไร ก็ไม่ชอบ-ไม่ชัง ไม่ขุ่น ไม่หวั่นไหว เบิกบานได้ ด้วยใจที่ไม่ทุกข์

    มรรค : เราได้ปฏิบัติตามศาสตร์ของแพทย์วิถีธรรม มีความเชื่อมั่น ศรัทธาว่า หมอที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง เราไม่ประมาทกับเหตุการณ์ ในการระบาดหนักของโควิด เราไม่กลัว แต่ก็ป้องกันตัวเองตลอดและไม่ประมาท ถ้าเรามีวิบากกรรม ที่เราอาจเคยพลาดทำมา ไม่ชาติชาติหนึ่ง มันตามไล่ล่า จะทำอย่างไร ก็หนีไม่พ้น โควิดติดได้ หายได้ ติดได้ ตายได้ เรามีความมั่นใจในวัคศีล ที่เราปฏิบัติอยู่ เป็นวัคซีนที่มีอยู่ในตัว ได้ป้องกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดที่ลูกพูดเตือนก็รู้สึกไม่พอใจ ขุ่น ชัง หวั่นไหวอยู่ประมาณ 2 นาที ความขุ่นในใจ ค่อยลดลงๆ คลาย เบาลงๆ ในที่สุดก็ไม่ชังคำเตือนของลูกแล้ว อย่างมีสติ และไม่ประมาท ขอบคุณลูกในใจที่มาผัสสะให้เราได้ยิน และได้เห็นกิเลสมารร้ายตัวชัง ขุ่น หวั่นไหว จึงสามารถจับมันได้ทุกตัว เด็ดหัวมารขาดได้ในไม่กี่นาที โดยได้นำบททบทวนธรรม มาใข้ ดังนี้ คือ

    บทที่ 42 “ยินดีในความไม่ชอบ-ไม่ชัง ได้หลังสุดๆ ได้สุขสุดๆ ยินดีในความชอบ-ชัง เสียพลังสุดๆ ได้ทุกข์สุดๆ”

    และได้อธิศีลเพิ่ม คือ ไม่เบียดเบียน ตนเอง คนอื่น

    บทที่ 66 “กายนี้มีไว้เพื่อดับทุกข์ใจเท่านั้น กิจอื่น..นอกจากนี้..ไม่มี..”

    บทที่ 59 “เย่ ๆ ๆ ไม่หวั่นไหว ใจเป็นสุข”

    ไม่ฉีดวัคซีนโควิด ก็เบิกบานได้ แม้ลูกจะพูดเตือนหรือไม่พูด ก็ไม่ชัง ไม่ขุ่น ไม่ถือสา จีงไม่หวั่นไหว ใจไม่ทุกข์ได้แล้ว

  38. ประภัสสร วารี

    ชื่อเรื่อง : เสียงดังระหว่างทำข้อสอบ

    เนื้อเรื่อง : ระหว่างที่นั่งทำข้อสอบอริยสัจ 4 ย้อนหลังที่บ้าน พ่อบ้านซึ่งนั่งใกล้ ๆ ได้รับสายจากเพื่อนที่ทำงาน และคุยเสียงดัง ทำให้เราไม่มีสมาธิในการอ่านข้อสอบ และรู้สึกรำคาญ หลังจากวางสายจากคนแรก ก็มีอีกสายเข้ามาอีก ทำให้เราต้องบอกพ่อบ้านว่าช่วยไปโทรข้างนอกได้มั้ย เพราะเรากำลังทำข้อสอบ

    ทุกข์ : ไม่อยากได้ยินเสียงคุยโทรศัพท์

    สมุทัย : พ่อบ้านคุยโทรศัพท์เสียงดัง

    นิโรธ : พ่อบ้านจะคุยโทรศัพท์เสียงดัง หรือไม่ดังก็ไม่ทุกข์

    มรรค : พิจารณาว่าความรำคาญทำให้จิตใจไม่ผ่องใสเป็นกิเลส เราเองก็เป็นคนชอบคุยเสียงดัง ทำให้คนอื่นรำคาญบ่อย ๆ ซึ่งตรงกับบททบทวนธรรมข้อ 46 “เกิดอะไร จงท่องไว้ กู เรา ฉัน ทำมา”

  39. น.ส.วิภา​วัลย์​ ถนัด​ธรรม​กุล

    ชื่อเรื่อง ใจหวั่นไหว

    เรื่องย่อ : เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาสามสิบกว่าปีแล้ว เราพึ่งพบเหตุการณ์​วันนี้​ เฮียไม่เคยป่วยอะไรรุนแรง นอกจากหวัด ไอ เป็นไข้ธรรมดา วันนี้เฮียป่วยถึงขั้นต้องนำตัวเข้ารักษา​ที่โรงพยาบาล​แห่งหนึ่ง เราไม่เคยพบอาการแบบนี้ ใจหวั่นไหว ทุกข์​กังวล​ กิเลสปรุงแต่งไปร้อยแปด กลัวการอยู่คนเดียว​

    ทุกข์​ : จากการได้ยินเรื่องไม่ชอบใจ

    สมุทัย : เมื่อเฮียป่วยต้องพักรักษาตัว​ที่​โรงพยาบาล​ด้วยอาการความดันสูง 250/120 ในครั้งแรกคุณ​หมอท่านให้นอนเฝ้าดูอาการ แต่สุดท้ายแล้วต้องนอนพักรักษาตัว​ใน​โรงพยาบาล​ 5 วัน คุณ​หมอแจ้งว่าอายุมากแล้ว ให้เฝ้าดู​อาการ​เพราะ อาจเป็นผู้ป่วยติดเตียง หรืออาจเสียชีวิต

    นิโรธ : เมื่อเฮียป่วยได้รับ​การดูแลรักษา​ที่โรงพยาบาล​เราก็ทำงานทุกอย่างให้สำเร็จ​ ไม่เพิ่มทุกข์ใจ​ให้ทั้งเราและเฮีย ทำงานทุกอย่างด้วยความสงบ มีสติ ปัญญา

    มรรค : เมื่อเฮียต้องพักรักษาตัว​ที่โรงพยาบาล​ มาตลีเทพเทพสารถีท่านมาสอนให้มีสติ ทำใจสงบ ไม่หวั่นไหว แล้วทำตามเนื้องานทีมี ตั้งแต่หาแท็กซี่ประจำ มาเป็น​พาหนะไปทำงานตามสถานที่​ต่าง ๆ เช่น ไปส่ง​ของ​ลูกค้า ติดต่องาน ยื่นภาษี อะไรต่าง ๆ ตามที่กำหนดเวลาและทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ด้วยใจไร้ทุกข์​ และตั้งศีลเพิ่ม “จะไม่ทำอะไรที่เบียดเบียน​ตนเองและผู้อื่น” ผ่านไป 5 วัน คุณ​หมอได้อนุญาต​ให้เฮียกลับไปพักรักษาตัว​ต่อที่บ้าน

    สรุป พอเราวางใจใจ มีสติ ไม่หวั่นไหว มีปัญ​ญา หยุดกิเลส หยุดทุกข์ได้ ดั่งคำสอน พ่อครู ที่ว่า “หลักประกันของชีวิต คือ ทำชีวิตให้หมดกิเลส”

  40. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ใครผิด
    ในทุกวันพุธมีรายการชวนกันทำการบ้านวิชาอริยสัจ 4 และวิชาภาษาอังกฤษ กับพี่น้องนักศึกษาวิชชาราม หลังจากเสร็จการบ้านวิชาอริยสัจ 4 เราก็ทำการบ้านวิชาภาษาอังกฤษกัน ในครั้งนี้ฝึกออกเสียงที่มันพร้องกัน ลิ้นพันกัน บางคำก็ออกเสียงยาก ก็เลยถือโอกาสขอแรงบุญพ่อบ้านมาช่วย แต่ก็ทำใจแล้วว่าท่านจะช่วยหรือไม่ช่วยก็ได้ ปรากฏว่าพอทำใจแบบไม่ยึดมั่นท่านกลับเต็มใจมาช่วย ในระหว่างฝึกกันอยู่นั้น เราก็ให้ท่านช่วยอ่านออกเสียงนำไปก่อน แล้วให้พี่น้องฝึกอ่านออกเสียงให้หมู่และพ่อบ้านฟังด้วย เราฟังว่าพี่น้องบางท่านยังออกเสียงผิดอยู่ แต่พ่อบ้านบอกว่าดีแล้ว เราเกิดอาการคันหัวใจ อยากให้ท่านช่วยแก้ไขข้อที่พี่น้องยังออกเสียงไม่ถูกต้องด้วย
    ทุกข์ คันหัวใจที่พ่อบ้านไม่ช่วยแก้ไขข้อที่พี่น้องออกเสียงผิด
    สมุทัย อยากให้พ่อบ้านช่วยแก้ไขเวลาที่พี่น้องออกเสียงผิด ยึดว่าถ้าท่านช่วยแก้ไขคำที่พี่น้องพูดผิดจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง เราก็จะสุกใจชอบใจ
    นิโรธ ท่านจะแก้ไขคำที่พี่น้องออกเสียงผิดหรือไม่แก้ไข เราก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค เราโดนกิเลสลวงว่า ถ้าพ่อบ้านแก้ไขคำที่พี่น้องออกเสียงผิดจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง แต่ความจริงคือ วิบากดีร้ายของเรา ของพ่อบ้านและของพี่น้องสังเคราะห์กัน ออกมาได้เท่าไรก็เท่านั้นตามที่เป็นไปได้จริง ณ เวลานั้น จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้พิจารณาเห็นโทษของการอยากได้ดั่งใจหมายของเรานั่นแหละเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราเองที่ผิด รู้สึกยินดีเมื่อได้เห็นกิเลสตัวนี้และแก้ไขทันที ใจก็คลายจากความยึดมั่นถือมั่น เพราะเชื่อขัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง
    ดังบททบทวนธรรม ของอาจารย์ ดร.ใจเพชร กล้าจน ข้อที่ 19 ที่ว่า สิ่งที่มองไม่เห็นที่ทำหน้าที่สร้างสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่เป็นอยู่ทุกอย่างในชีวิตของคนคือพลังวิบากดีร้าย ที่เกิดจากการกระทำทางกายหรือวาจาหรือใจของผู้นั้นในอดีตชาติและชาตินี้สังเคราะห์กันอย่างละหนึ่งส่วน
    สรุป วันนั้นเราและพี่น้องก็ทำการบ้านภาษาอังกฤษกันด้วยความสนุกสนาน เบิกบานยินดี

  41. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง เมื่อถูกบงการ
    เหตุการณ์ : ช่วงที่ช่วยกันทำอาหารมีความเห็นตรงกันว่า ถ่ายส่งเป็นการบ้านด้วยเลยแต่ละคนกุลีกุจอกันเตรียมวัตถุดิบ พ่อบ้านก็เอ่ยขึ้นมาว่า ต้องทำตามโจทย์นะ จึงถามว่า โจทย์เป็นอย่างไร ได้คำตอบว่า ต้องชั่งวัตถุดิบทุกอย่าง เท่านั้นแหละมารโผล่มาทันทีแล้วบ่นออกเสียงว่า ต้องทำให้ยุ่งยากขนาดนั้นหรือ

    ทุกข์ : เกิดอาการ อึดอัดใจ

    สมุทัย : หลงยึดมั่นถือมั่นว่าต้องทำอาหารแบบที่ตัวเองทำมา ชอบที่ได้ทำด้วยตัวเองอย่างอิสระ ชัง เมื่อพ่อบ้านบอกให้ทำตามโจทย์

    นิโรธ : จะได้ทำอาหารตามอิสระ หรือ ทำตามโจทย์ ก็ได้ ไม่ชอบ ไม่ชัง ใจไร้ทุกข์

    มรรค : เมื่อจับอาการอึดอัดใจได้ รู้ได้ทันทีว่า คิดผิดแล้ว รีบหันมาพิจารณาใจว่า เราจะเอาให้ได้ดั่งใจนี่ ยึดในอัตตาตัวตนว่าต้องทำอาหารตามวิธีการที่ตัวเองเคยทำมาก่อน พอต้องมาทำตามโจทย์ที่มีมาตรฐานสากลเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่และเป็นสมมุติโลก ซึ่งเราได้ลืมไป ว่าประโยชน์สูงสุด คือ ต้องเป็นประโยชน์ตน(ล้างความยึดมั่นถือมั่นในตนได้) ประโยชน์ท่าน(คนอื่นได้เรียนรู้วิธีทำอาหารที่มีมาตรฐานสากล)พร้อมกัน จึงมาปรับใจด้วยบททบทวนธรรมข้อที่ 84 ว่า”ล้างความยึดมั่นถือมั่นของใจได้สำเร็จ คือ ความสำเสร็จที่แท้จริง” หลังจากได้พิจารณาตามนี้ได้เข้าใจว่า จริงที่สุดเลยเป็นเพราะเราหลงตัวเองยึดมั่นถือมั่นในวิธีการที่ตัวเองทำมานั่นแหละเมื่อพ่อบ้านให้ทำตามโจทย์จึงอึดอัดใจ หลังปรับใจล้างใจได้ ความอึดอัดใจก็หายไปหมด เหลือใจที่ไร้ทุกข์ และความยินดี เต็มใจ แล้วตั้งใจทำอาหารตามโจทย์ร่วมกับพ่อบ้านได้จนสำเร็จ โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
    ท้ายที่สุดเมื่อเราล้างความยึดมั่นถือมั่นในตัวเองได้ จนใจไร้ทุกข์ จริงๆงานอื่นๆก็ทำสำเร็จได้ด้วยดี

  42. นางสาวนาลี วิไลสัก

    เรื่อง : โปรแกรมไวรัส ทำให้เห็นโปรแกรมกิเลส

    เหตุการณ์ : พอเปิดมือถือก็เห็นมีครูรุ่นพี่(รองผู้อำนวยการโรงเรียน)ส่งโปรแกรมที่ไม่รู้จักมา เราก็รีบกดเข้าไปดู ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามันคือโปรแกรมอะไร เราก็เฉยๆ พอมาวันที่ 2 ก็มีครูอีกท่านหนึ่งส่งข้อความเตือนเข้ามาในกลุ่มของโรงเรียน บอกว่า “ถ้าใครเห็นโปรแกรมนี้เข้ามาในมือถือ ห้ามกดเข้าไปดูเด็ดขาด เพราะมันอันตราย…” เมื่อเราอ่านข้อความเห็นว่ามันเป็นโปรแกรมที่ครู ท่านรองผู้อำนวยการโรงเรียนส่งมาให้เราเมื่อวาน เราก็ป่วยฉับพลันเลย

    ทุกข์ : ตกใจมาก เหมือนเราคุมสติไม่อยู่ หายใจสั่นๆ โอ๊ย! เรากลายเป็นเหยื่อแล้วรึ

    สมุทัย : ชอบถ้าครูท่านนั้นไม่ส่งโปรแกรมไวรัสเข้ามือถือเรา ชังที่เราได้รับโปรแกรมไวรัสนั้น และได้กดเข้าไปดูแล้วด้วย

    นิโรธ : จะมีใครส่งโปรแกรมไวรัสเข้ามาในมือถือเราหรือไม่ ก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค : พอเราคิดแบบมารก็ป่วย เพราะมารมันปรุงไปเยอะ

    มาร : เอ๊ะ! ครูท่านนั้นจะส่งโปรแกรมนี้มาให้เราทำไมว่ะ ท่านเป็นถึงรองผู้อำนวยการโรงเรียน ถ้าจะส่งอะไรให้ลูกศิษย์ ก็ให้เป็นสิ่งที่มีสาระหน่อยสิ นี่อะไรไม่ไตร่ตรองก่อนเลย ว่าสิ่งที่จะส่งไปจะเกิดประโยชน์ หรือโทษต่อทั้ง 2 ฝ่ายอย่างไร ถ้าเราจะต้องตกเป็นเหยื่อ เราจะเสียหายอะไรบ้างหนอ

    เรา : ฮั่นแน่…มาร ผิดศีลอีกแล้วไปโทษแต่เขา เลยลืมหันมามองตัวเองว่า ตอนนี้ตัวเองกำลังส่งโปรแกรมที่เป็นคลื่นของกิเลส ไปให้เขาเต็มๆ เลย ที่เขาส่งโปรแกรมนั้นมาให้เรา มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก เพราะเรานี่แหละเคยส่งข้อมูลที่ไม่ดี(เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี)หรือคลื่นพลังที่ชั่วร้าย กลายเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่เหนี่ยวนำให้คนอื่นทำชั่วทำบาปมาเยอะ ดีแล้วที่เขาเอามาส่งคืนให้เราแค่นี้(ให้เรารับในขีดที่เรายังพอเจริญได้)ถ้าเขาเอามาให้เราชดใช้ทั้งหมด(ตามที่เราเคยทำมา)คราวเดียว รับรองว่าตายแน่ ตรงกับ บทธ ข้อที 8 สิ่งที่เราได้รับคือ สิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา ต้องขอบคุณครูท่านนั้นที่เอาภาระเราอย่างมากเลย อุตส่าห์ส่งโปรแกรมไวรัสเพื่อมางัดกิเลสในใจเราออกมาให้เราได้เชือดคอมัน เจ๋งมากเลย

    สรุป : พอมารเข้าใจสัจจะ มารก็สลายกลายเป็นพุทธะ จังหวะการเต้นของหัวใจก็ปกติ สติก็กลับมาเหมือนเดิม ใจก็เบาสบาย เพราะว่าถ้าใจไม่เสียหายก็ไม่มีอะไรเสียหาย สิ่งเดียวที่เสียหายมากที่สุดในโลกก็คือ การตกเป็นเหยื่อของโปรแกรมกิเลสเท่านั้น

  43. จิรานันท์ จำปานวน

    เรื่อง : ไม่ได้เข้าประชุม

    เหตุการณ์ : เมื่อวานเวลาประมาณ 11.00 น. เปิดโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วเราเห็นในไลน์โรงเรียน อัพอัลบั้มรูปภาพ ประชุมก่อนเปิดภาคเรียน ลงในไลน์ จนเขาประชุมเสร็จแล้ว เราพึ่งจะรู้เรื่องเนี่ยนะว่ามีประชุม

    ทุกข์ : ขุ่นใจที่ไม่มีใครแจ้งเราว่ามีประชุม

    สมุทัย : ชอบถ้ามีใครแจ้งเราว่ามีประชุม ชังที่ไม่มีใครแจ้งเราว่ามีประชุม

    นิโรธ : จะมีใครแจ้งเราว่ามีประชุมหรือไม่มี ก็สบายใจได้

    มรรค : เมื่อคิดแบบมารใจก็ขุ่นทันทีเลย แล้วมีคำตอบเยอะเยอะเต็มไปไหมดเลย หาอยู่นั่นแหละว่าเขาแจ้งกันที่ไหน อย่างไร จนต้องกลับมาตรวจดูใจตัวเองค่ะ

    มาร : อะไรกัน มีประชุมหรือนี่ ทำไมเราไม่ทราบข่าวเลย แจ้งกันทางไหน วันไหน แล้วใครเป็นคนแจ้งล่ะ เราก็ติดตามการแจ้งเตือนในไลน์ตลอด ทำไมไม่เห็น

    เรา : จะต้องรู้ทุกเรื่องเลยหรือไง รู้ไปจะพ้นทุกข์งั้นรึ ไอ้ที่กำลังเป็นอยู่นี่มันสร้างทุกข์อยู่นะ เสียพลัง เสียเวลา

    มาร : เวลาที่โรงเรียนเดิมมีประชุมก็จะแจ้งให้ทราบในไลน์โรงเรียนทุกครั้งเลยนะ เราก็ได้เข้าประชุมทุกครั้ง

    เรา : เอาแล้ว ไปเปรียบเทียบอีกแล้ว ก็ดีแล้วไงที่ครั้งนี้ไม่มีใครแจ้ง ไม่ได้เข้าประชุมจะได้เห็นเธอไง คุ้มเกินคุ้มแล้วไม่ได้เข้าประชุมกับทางโรงเรียน แต่ได้เข้าประชุมกับเธอแทน ถ้าได้เข้าประชุมทุกครั้งมารก็โตทุกครั้ง ดีล่ะครั้งนี้ได้ขัดใจมาร ต้องขอบคุณเหตุการณ์นี้นะที่ไม่ลงตัว ตรงกับบททบทวนธรรม ข้อ 136 ชีวิตที่ลงตัว คือ ชีวิตที่มีแต่ความเสื่อม ชีวิตที่ไม่ลงตัว คือ ชีวิตที่มีแต่ความเจริญ

    สรุป : ใจที่ขุ่นก็คลายออก สบายใจแล้ว ไม่ค้นหาแล้วว่าเขาแจ้งประชุมกันทางไหน วันไหน ใครเป็นคนแจ้ง และวันนี้ครูธุรการก็บอกเราว่า เมื่อวานไม่ได้มีการแจ้งประชุมในไลน์ พอดีต่างคนต่างมาจึงได้ประชุมกันโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า สาธุค่ะ

  44. นางสาวศิริรักษ์ พรมเล็ก

    ส่งการบ้าน อริยสัจ 4
    15 พฤษภาคม 2564
    ชื่อ นางสาวศิริรักษ์ พรมเล็ก ชื่อเล่น ป้าแต๋ว
    ชื่อทางธรรม เกษตรศิลป์
    จิตอาสาสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง กังวลใจ
    เมื่อมีการจัดงานของวัดในหมู่บ้าน เราได้อาสาเป็นคนจัดการดูแลเรื่องผ้าเช็ดจานและเช็ดโต๊ะของงาน แต่หากเป็นงานส่วนตัวที่มีเจ้าภาพ ทางเจ้าภาพแต่ละงานก็จะเป็นผู้จัดหาของใช้เหล่านี้กันเอง
    ก่อนที่เราอาสารับผิดชอบงานด้านนี้ เห็นว่าหลังจากเสร็จงานทุกครั้ง ไม่มีใครจะสนใจจัดเก็บผ้าดังกล่าว เขาจะทิ้งเป็นส่วนใหญ่ เพราะทางเจ้าภาพเหน็ดเหนื่อยจากการจัดงานจนไม่ได้มาเอาภาระกับของเล็ก ๆ น้อย แบบนี้ แต่เรากลับมองเห็นความสำคัญในการจัดงานแต่ละครั้งว่า ถ้าหากไม่มีผ้าสำหรับเช็ดจานเช็ดโต๊ะ ก็จะไม่สะดวก เราจึงรับอาสาดูแลงานนี้เสียเอง โดยทางวัดขอให้เรานำผ้าไปจัดเก็บไว้ที่บ้านของเรา เพราะหากเก็บไว้ที่วัดก็จะกลับไปสภาพเดิม คือผ้าไม่ได้ถูกดูแลให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน แล้วก็ค่อย ๆ หายไป จนเกือบหมด เราได้ทำแบบนี้มาเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ มีงานศพญาติผู้ใหญ่ ซึ่งจัดที่วัดในหมู่บ้าน ได้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสั่งให้เราเอาผ้าดังกล่าวไปใช้ในงานนี้ด้วย และพอเสร็จงานเขาก็บอกว่า ให้เก็บผ้าเหล่านั้นไว้ที่วัดให้หมด อย่าเอาไปเก็บไว้ที่บ้าน ให้เราคิดถึงงานอื่นที่ไม่ใช่งานของวัดบ้าง ว่าเขาไม่สะดวกถ้าหากเราเก็บไว้เสียที่บ้าน
    เป็นอันว่า เขาต้องการให้เอาผ้าเหล่านั้นมาใช้ทุกงาน ซึ่งเรารู้ดีว่าถ้าทำอย่างที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นบอก ต่อไปจะมีสภาพเช่นไร แต่ถ้าหากไปอธิบายท่าน ก็คงจะเสียน้ำใจกันเปล่า ๆ เพราะทุกคนก็ล้วนมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง จึงตัดสินใจว่า เราน่าจะวางงานนี้ได้แล้ว

    ทุกข์ กังวลใจว่าเขาจะไม่เข้าใจในการกระทำของเรา

    สมุทัย ถ้าเขาเข้าใจในการกระทำของเรา สุขใจ แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจในการกระทำของเรา เราทุกข์ใจ

    นิโรธ เขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ในการกระทำของเรา เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : มาตรวจใจดู

    มาร : เขาไม่รู้เลยหรือว่าที่ผ่านมา ไม่มีใครสนใจเก็บผ้าเหล่านั้นเลย พอเรามาช่วยดูแลจัดการเก็บ จนคนที่มาใช้ ได้รับความสะดวกสบาย ก็จะให้เราดูแลจัดเก็บไปถึงงานทุกงานที่จัดในวัด ซึ่งเขามีเจ้าภาพดูแลอยู่แล้ว คิดได้ไง

    เรา : ถึงเวลาที่เราควรจะวางมืองานนี้ให้คนอื่นได้แล้ว มาตลีเทพสารถีมาเตือนแล้ว

    มาร : แล้วเขาจะโกรธเราหรือเปล่า เขาจะเห็นเราเป็นคนอย่างไร เขาบอกแค่นี้ แล้วเราก็ไม่ดูแลงานนี้ต่อ จะหาว่าเป็นการประชดประชันไหม ดูเป็นเด็ก ๆ ไปไหม

    เรา : ใครจะคิดอย่างไรก็ไม่เป็นไรหรอก สำคัญคือเหตุการณ์นี้เขาส่งมาเพื่อชี้ขุมทรัพย์ให้เรา ได้ฝึกยอมถอย ฝึกวางใจในการวางมืองานนี้ ฝึกวางความยึด ว่าคนอื่นจะดูแลได้ดีเหมือนเราไหม วางความห่วงว่าเหตุการณ์วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราได้โอกาสฝึกจิตใหม่ว่าไม่ต้องดีดั่งใจหมายก็ได้ เพราะทุกอย่างไม่เที่ยง แต่ใจที่รู้จักปล่อยวาง มีความสุขกว่า เป็นสุขเพราะได้วางใจ ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรม (ตรงกับบททวบทวนธรรมข้อที่ 17 เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่ง แต่ละอย่างให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เท่าที่จะพึงทำได้ ให้โลกและเราได้อาศัย ก่อนที่ทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น และบททบทวนธรรมข้อที่ 132 คนทำงานลงตัวตลอด ไม่มีปัญหาใด ๆ คือคนที่ซวยทีสุดในโลก)
    ได้พิจารณาอย่างนี้แล้ว ความกังวลใจ ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ได้คลายลงไปประมาณ 80 %

  45. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้้ำน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน อริยสัจ4
    เรื่อง.กิเลสเห็นแก่ตัวอยากสบาย
    เหตุการณ์.เนื่องจากปลูกต้นไม้ไว้แล้วไม่มีน้ำจะรด จึงคุยกับพี่ชายเพื่อจะหาช่างมาต่อน้ำประปาให้ ติดต่อคุยกับช่างเรียบร้อยแล้ว ไม่กี่วันพี่ชายโทรมาบอกว่า ส่วนที่ดินของเค้านะหยุดไว้ก่อนจะดีมั้ย เพราะช่วงนี้เค้าต้องทำร้านซื้ออุปกรณ์เข้าร้านหลายอย่าง จึงอยากเปลี่ยนใจไม่ต่อน้ำประปาให้เรา ขณะที่พี่กำลังพูดอยู่ แว้บนึงก็จับได้ว่าตัวเองรู้สึกไม่พอใจที่พี่ชายเปลี่ยนใจ กิเลสบอกว่า เราเหนื่อยนะต้องทำคนเดียวตั้ง4แห่งถ้าได้มีประปาติดสปริงเกอร์ไว้ก็คงจะดีเราแค่ไปเปิดปิดเป็นเวลา จะได้ไม่เสียเวลามีเวลาไปทำอย่างอื่นที่อื่นและจะได้ไม่เหนื่อยเราจะได้สบายหน่อย

    ทุกข์.ไม่พอใจที่พี่ชายเปลี่ยนใจจะไม่ต่อน้ำประปา

    สมุทัย.ยึดอยากให้พี่ชายต่อน้ำประปาให้จะสมใจสุขใจ(เพราะกิเลสอยากสบาย)
    ไม่ชอบใจทุกข์ใจที่พี่ชายเปลี่ยนใจจะไม่ต่อน้ำประปาให้(เพราะคิดว่าตัวเองจะลำบาก)

    นิโรธ.วางใจว่าพี่ชายจะตัดสินใจยังไงก็ได้ จะได้ต่อน้ำประชาหรือจะไม่ได้ต่อก็ได้ เราจะสบายขึ้นหรือลำบากบ้างก็ยินดีพอใจไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค.ตั้งศีลมาปฏิบัติพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ ความวิปลาส ความไม่เที่ยง ให้เห็นความจริงตตามความเป็นจริง เหตุการณ์นี้ก็มาให้เราได้เห็นว่าแม้ทุกอย่างที่วางแผนไว้แล้วเราก็พร้อมที่จะ(วาง)แผนให้ได้ทุกเวลา เพราะทุกอย่างไม่เที่ยง ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น ต้องพร้อมรับพร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนตลอดเวลา ถ้าจะได้ต่อน้ำประปาก็ดีเป็นกุศลของเรา วิบากดีออกฤทธิ์ก็จะได้เบาแรงลงบ้าง ถ้าไม่ได้ทำก็ดี อกุศลวิบากร้ายออกฤทธิ์ เราก็ได้ใช้วิบากกรรม หิ้วน้ำรดเอาก็ได้เราก็ทำมาได้ตั้งหลายปีแล้ว หรือถ้าทำไม่ไหวก็วางใจต้นไม้จะตายบ้างก็ได้ และทำให้เราออกกำลังกายแข็งแรง แข็งแกร่งขึ้นอีก เก็บประโยชน์ขณะที่เราลำบากให้ได้ จะได้ไม่ทุกข์ใจ สรุปว่า และเมื่อวางใจได้วันนี้พี่ชายโทรมาบอกว่าจะทำต่อค่ะ

  46. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    14/05/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : น้าไม่ฟังเหตุผล
    วันนี้เห็นน้าของผู้เขียนดื่มน้ำแล้วเอาแก้วที่ใช้ดื่มซึ่งยังไม่ล้างไปคว่ำรวมกับแก้วที่ล้างแล้ว ก็เลยถามท่านว่าทำไมไม่แยกไว้ต่างหากเอาไปรวมกันทำไม แต่พอบอกแล้วน้าก็ไม่พอใจ ก็มีการถกเถียงกันเล็กน้อย ทั้ง ๆ ที่ผู้เขียนเพียงต้องการจะบอกน้าให้ช่วยกันระมัดระวังเรื่องความสะอาด เรื่องการแพร่เชื้อโรคจากน้ำลาย แต่น้าก็ไม่เข้าใจแล้วก็ลามไปชวนทะเลาะเรื่องอื่น ทำให้ผู้เขียนไม่พอใจที่ทำไมน้าถึงไม่เข้าใจเหตุผลสักที
    ทุกข์ : ไม่พอใจน้าที่ไม่ยอมฟังเหตุผล
    สมุทัย : ชอบใจถ้าน้าจะเข้าใจในเหตุผลที่เราบอก ชังที่น้าไม่ฟังในสิ่งที่เราพูด

    นิโรธ : น้าจะเข้าใจในเหตุผลหรือไม่ก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค : เมื่อเกิดการถกเถียงกัน แล้วไม่มีที่ท่าว่าจะหยุด เพราะน้าก็ต้องการจะพูดในสิ่งที่อยากพูด แล้วก็ไม่ได้อยากฟังเหตุผลของเรา จึงสำนึกได้ว่าถึงพูดต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ (แม้ว่าเราจะปรารถนาดีก็ตาม) ก็เลยเงียบ ให้น้าท่านพูดในสิ่งที่ท่านอยากพูดให้จบ พิจารณาเห็นถึงการจะเอาดีจากน้า ไปเพ่งโทษว่าน้าทำผิด และไม่ยอมฟังเหตุผล แต่เมื่อกลับมาดูที่ตัวเอง ก็พบว่าเรานี่แหละที่ยึดดี แล้วอยากจะยัดเยียดสิ่งที่เราคิดว่าดีให้น้าทำตาม เราคิดว่าน้าไม่ยอมฟังเหตุผล ทั้ง ๆ ที่ความจริงคือเรานี่แหละที่ไม่เคยฟังน้าเลย เราไม่สงบ น้าก็เลยไม่สงบ ก็เลยยอมหยุดก่อน ให้เวลาน้า พอเห็นว่าท่านสงบแล้ว ก็เลยไปขอโทษน้าว่า สิ่งที่น้าไม่ชอบเราก็จะแก้ไข แต่ขอให้น้าช่วยกันระมัดระวังเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งน้าก็รับฟังและไม่ได้ว่าอะไร
    ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 151 “ ความผิดความถูกอยู่ที่การยึดหรือไม่ยึด ถ้ายึดคือผิ ถ้าไม่ยึดคือถูก ผิดถูกไม่ได้อยู่ที่เหตุผลใครเลิศยอดกว่าใคร ผิดถูกมันอยู่ที่ยึดหรือไม่ยึด ยึดคือผิด ถ้าไม่ยึดคือ ถูก ยึดคือยึดมั่นถือมั่นตามความคิดของเรา เอาดีแบบเราหมายเราถึงจะสุขใจ ไม่เอาดีแบบเราหมายเราถึงจะทุกข์ใจ นี่แหละยึด นี่แหละกิเลส นี่แหละบาป”
    พิจารณาแบบนี้แล้ว อาการไม่พอใจน้าก็สลายหายไป

  47. จิ๊บ แพรลายไม้ กล้าจน

    นางสาวแพรลายไม้ กล้าจน (จิ๊บ)
    จิตอาสาประจำชุมชนภูผาฟ้าน้ำ

    เรื่อง : หมายถึงใคร เราหรือเปล่า?

    เหตุการณ์: เพื่อนบอกว่าไม่ชอบคำพูดของคนแบบนี้ ใส่เป็นชุด และมาพูดข้าง ๆ เรา ซึ่งตัวเราเองก็รู้ข้อมูลและรายละเอียดเรื่องที่เขาพูดมากกว่า (ในความคิดเรา ณ ตอนนั้น) เพราะเรา อยู่ในเหตุการณ์ที่เขาพูดพาดพิงถึง ในใจอยากจะเล่าเหตุการณ์จริง ๆ ให้กับทุกคนที่อยู่ตรงนั้นได้รับรู้ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะนั่งฟังอย่างสงบ จนเขาเล่าจบ และไม่คิดที่จะอธิบายอะไรให้เขาเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะประมาณดูแล้วว่า เขาไม่น่าจะเข้าใจอะไรง่าย ๆ เพราะด้วยลีลา อาการ น้ำเสียง พิจารณาดูแล้วด้วยภูมิของเราเองขณะนั้น ถ้าพูด หรืออธิบายไป ยิ่งจะก่อวิวาทะ และทำร้ายจิตใจของเขามากเกินไป และเขาจะรับความจริงไหวไหม และเขาจะเพ่งโทษหนักกว่าเดิมไหม ได้เลือกที่จะฟังจนจบโดยที่ไม่คิดที่จะพูดหรืออธิบาย ณ ตอนที่เกิดเหตุการณ์ แต่ก็คิดว่า ถ้าเขาหรือคนอื่น ๆ ถามก็จะพูด แต่ถ้าไม่มีก็เลือกที่จะไม่อธิบายดีกว่า
    เขาจะเข้าใจถูกก็ได้จะเข้าใจอะไรก็ได้ทั้งนั้น

    ทุกข์ : ทางกาย มันมีอาการร้อนวูบวาบที่หน้า และหัวใจเต้นแรงกว่าเดิมเล็กน้อยเป็นอยู่ประมาณ 5 นาทีมั้ง เมื่อได้ยินคำพูดที่เป็นในเชิงว่าร้าย ประณาม
    ทางใจ : อึดอัดขัดเคืองอยู่ข้างใน มีอารมณ์อยากจะพูดอยากอธิบาย มันแรงขนาดจับอาการได้ แต่มันอยู่แค่ในใจ ยังไม่เอ่ยออกมา

    สมุทัย : อยากให้เพื่อนหยุดพูดในสิ่งที่เราคิดว่าเขากำลังเพ่งโทษ และโยนความผิดให้คนอื่น คิดว่าสิ่งที่เขาพูดหมายถึงเราหรือเปล่า เขารู้อะไรมาแค่ไหนครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือเปล่า แล้วก็ฟันธงไปแล้วว่าคนนี้เลว คนนี้ผิด คนนี้ทำร้ายเขา อยากให้เขาเข้าใจถูกต้อง

    นิโรธ : เขาจะหยุดเล่าก็ได้ไม่หยุดก็ได้ เขาจะหมายถึงใคร หรือหมายถึงเราก็ได้ อธิบายเหตุการณ์ก็ได้ไม่อธิบายก็ได้ อะไรก็ได้ ดูและฟังเหมือนเราเป็นผู้ชมละครและไม่มีอารมณ์ร่วมได้ไหม อุเบกขาในใจ สบาย ๆ เพราะไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวเราเอง

    มรรค : พอได้ยินเรื่องเล่านี้อยู่ใกล้ ๆ กระทบเหตุการณ์สด ๆ มันคิดเลยว่า วิบากเธอจริง ๆ ไปทำผิดศีลไว้เยอะ ไปพูดเล่นพูดหัว พูดไม่รู้จักประมาณ ไม่ดูมาตลี พอวันนี้เธอจะบำเพ็ญเป็นคนดี ก็ต้องเจอเหตุการณ์จี้ใจดำ ตรงที่ไม่อยากให้เข้าใจผิด แต่เราทำวิบากเรื่องคำพูดไว้เยอะจริง ๆ เราไปพูดทำร้ายหัวใจใครมาตั้งมากมาย ไปทำให้คนเข้าใจผิด ยุยงส่อเสียด ส่งเสริมกิเลสคนมาก็มาก สมควรโดนแล้ว เขาไม่หันมาตบ หรือเอามีดเสียบก็ดีนักหนาแล้วกับความชั่วของเราที่ทำมา ฟังอย่างเข้าใจความรู้สึกของเขา ถ้าเป็นเราเมื่อก่อน มาได้ยินได้ฟังอะไรแบบนี้ ก็สติแตกเหมือนกันแหละ กับคำพูดแบบนี้ มันชวนให้ปรี๊ดขึ้นจริง ๆ เห็นใจเขาเลย เขาคงจะเสียใจและทุกข์มากกับเหตุการณ์นี้ ตอนนี้ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ต้องทนนั่งใช้กรรมเก่าที่ทำคนอื่นมา และนั่งคิดขออโหสิกรรม ต่อหน้าหมู่ใหญ่เลยว่า เวลาจะพูดอะไรกับใคร ให้ดูหน้าดูหลัง ให้พิจารณาให้ดีว่า คนที่เขารับสารจากเราเขามีภูมิเท่าไหน เขาเก็บเนื้อความไปครบไหม และสื่อสารถูกไหม ทำให้นึกถึงเกมส์ที่เคยเล่นเลยว่า คำพูดจากคนแรก และพูดต่อ ๆ ไป มันมักจะไปไม่ครบเสมอ บวกกับวิบากเก่าเรามาจับมือกัน เหมือนที่ อจ.หมอเขียว บอกเลย โคตรเข้าใจเลย อย่าไปโกรธไปเกลียดเขาเลย ให้อภัยและเห็นใจ และอุเบกขา ณ ตอนนั้นเลย จำใส่ใจไว้เลยชาติใด ภพใด อย่าไปทำร้ายใครด้วยคำพูด จงสังวรณ์ระวังให้มากกว่านี้ ตอนนี้ช่วยอะไรเขาได้ไหม ดูแล้วจากอาการที่เห็น ปล่อยดีกว่า เพราะทุกคนก็ต้องได้รับวิบากดีร้ายของตัวเอง ซึ่งมาตาลีของเราและเขาได้ทำงานร่วมกันแล้ว

    เราได้ประโยชน์อะไรจากเหตุการณ์นี้ วิบากร้ายหมดไปอีกแล้ว ล็อทใหญ่ด้วย ได้เห็นความอดทน และใจเย็นนิ่งสงบ ไม่ร้อนรน อยากพูดอยากอธิบาย ไม่เสียพลังงานเยอะ ได้เห็นอานุภาพแห่งการอุเบกขา ยอมให้เกิดเรื่องร้ายที่สุดกับตัวเองได้ ได้ชัดเรื่องการผิดศีลแม้เล็กแม้น้อยก็ไม่ควรทำในทุกเรื่อง ขนาดเราไม่มีเจตนา ยังยืมเหตุการณ์นี้มากระทุ้งเพื่อเช็คว่าเธอจะอุเบกขาอยู่ได้อย่างไร เขาเล่ามันคนละเรื่องกับที่เรารู้เลยนะ อยากจะประกาศให้โลกรู้ไหมว่าเขาเข้าใจผิด ถ้าพูดออกไปมันจบจริงหรือ บางครั้งบางเรื่องก็ให้มันจางหายไปตามกาลเวลาก็ได้ น่าจะดีต่อทุกฝ่าย เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า มีแต่เธอและเราเท่านั้นที่รู้ และที่สำคัญได้เห็นภูมิและศิลปะ ของอาจารย์ที่จัดการกับเหตุการณ์นี้ได้อย่างงดงาม ไม่บาดเจ็บทางจิตใจ หรือถ้าเจ็บปวดทางใจก็คงน้อยมาก ภาษาจะใช้อะไรก็ใช้เถอะ คิดอะไรก็คิดเถอะ ถ้ามันไม่ทุกข์แล้วจะเอาอะไรอีก ก็ดีแล้วนี่ ได้แค่นี้ก็ดีนักหนาแล้ว มันสงบเรียบร้อยขนาดนี้ และได้เรียนรู้ผ่านเพื่อน ๆ เรา ว่าถ้าประมาณผิด ทิศทางของวิบากก็ไม่สามารถทำร้ายใจเราได้อีกแล้ว หรือทำได้ก็น้อยมาก ๆ แต่ได้เห็นว่ามันจะจบอยู่แล้วก็อย่าไปคุ้ยขึ้นมาใหม่ พอวางใจได้ก็เหมือนมีคนมาช่วยพูดช่วยถาม ตามที่เราคิดในใจเลย อะไรจะเร็วปานนั้น พลังอุเบกขาของเราเปลี่ยนเป้า เปลี่ยนทิศทันทีเลย

    ปล.เกิดเรื่องร้ายอะไร จงท่องไว้ กู เรา ฉันทำมา จริง จริ้ง ทำมาเยอะนะเรา เจอแค่นี้น้อยแล้ว

  48. Sureenart ratchapan สุรีนารถ ราชแป้น

    การบ้านอริยสัจ4

    ชื่อ: สุรีนารถ ราชแป้น จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ2 จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ชื่อเรื่อง: ช่วยเลื่อนรถให้หน่อยค่ะ

    เหตุการณ์: สถานที่ทำงานมีที่จอดรถน้อยก็เลยมีการจอดซ้อนคันแล้วติดเบอร์โทรกันไว้ วันนี้ก็มีการซ้อนสาม ซึ่งของตัวเองเป็นคันตรงกลาง พอจอดขึ้นไปทำงานสักพัก ก็มีการโทรตามให้มาเลื่อนรถ พอรับโทรศัพท์ตัวเองก็เดินไปเอากุญแจรถลงมาที่ลานจอดรถทันที ซึ่งมีคันที่3ถอยไปรออยู่ที่ทาง3แยกแล้ว ตัวเองก็ถอยตามไปพอถึงทางแยกเห็นน้องเขายังไม่เดินหน้าทั้งๆที่สามารถไปหลบอยู่ได้อีกเพื่อให้คันข้างในถอยออกมา แล้วทุกคันจะได้กลับมาจอดที่เดิมได้อีกเพราะยังมีที่ว่าง ตัวเองก็เลยเดินลงไปบอกว่า “น้องเดินหน้าไปให้หน่อย พี่จะถอยเข้าไปหลบแล้วเดี๋ยวจะเข้าไปอยู่ที่เดิมเมื่อคันในออกได้แล้ว” ซึ่งถ้าเราไม่หลบตรงนี้เราจะต้องถอยยาวมากเพื่อให้คันข้างในได้ออก แต่น้องเขากลับพูดว่า “ พี่ถอยออกไปเลย เดี๋ยวหมอจะไปจอดตรงอื่นแล้ว พี่ช้ามาก” ตัวเองก็ถอยออกมา และไปหาที่จอดตรงอื่น ซึ่งเป็นด้านหลังที่ต้องเดินไกลสุด ในขณะยอมทำตามเขา แต่ในใจมันเกิดอาการ กิเลส หรือมาร ขึ้นมาด้วย

    ทุกข์: ขุ่น เคืองใจ ที่เขาไม่ทำตามที่เราบอก ให้เราถอยไปที่อื่นและยังว่าเราช้ามาก

    สมุทัย: 1 ชอบใจ พอใจถ้าเขาทำตามที่เราบอก
    ชัง ไม่พอใจ ที่เขาไม่ทำตามเราบอก
    2 ชอบที่เขาไม่ต่อว่าเราช้า ชังที่ถูกต่อว่า ว่าพี่ช้ามาก

    นิโรธ : แม้เขาไม่ได้ทำตามที่เราบอก หรือเขาจะต่อว่าเราอย่างไร ก็ไม่ชอบไม่ชัง มีใจไร้ทุกข์

    มรรค: เมื่อมาพิจารณาในเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดทุกข์ใจ ถึงแม้การกระทำของเรายอมทำตามที่คนอื่นต้องการแต่โดยดีโดยไม่มีคำพูดใดๆ โต้ตอบให้ เกิด วิวาทะ แต่ได้เกิดมารในใจประมาณบ่น พึมพำในใจว่า หมอคนนี้ไม่มีน้ำใจ ที่จริงเขาเดินหน้าไปได้อีกเพื่อให้เราเข้าไปหลบตรงนี้จะได้ไม่ต้องถอยไกล แต่เขากลับไม่ทำ แถมยังมาต่อว่าเราอีก ช้ามาก คิดอยู่ ขุ่นๆ ไม่แช่มชื่น อยู่แบบนี้ตั้งแต่ถอยรถออกมาขับวน2รอบ ได้ที่จอดด้านหลัง เดินขึ้นมาทำงานใจก็ยังอยากหาว่าหมอคนนี้คือใคร อยู่แผนกไหน คิดอยู่สักพัก ก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้มีเข้าซูม อปริยานิยธรรมทั่วโลก จึงเปิดซูม พอเข้าซูมจึงคิดได้ว่า ที่เรามีอาการไม่พอใจคนอื่น ขุ่นๆอยู่ในใจนี้ เราโดนกิเลส มาร หลอก แล้ว จึงหันมาล้างกิเลสมารในใจ
    ประเด็นที่เขาไม่ได้ทำตามที่เราบอกนั้น ได้บอกมารไปว่า อันนั้นเป็น ความอยากได้ดั่งใจหมายของเรา การที่เรายอมเขานั้นดีแล้วแต่ใจที่ยังทุกข์ คือการอยากได้ดั่งใจ อยากได้สภาพดีๆจากเขามันผิดศีล จะสร้างวิบากเพิ่ม มันไม่ใช่เขาหรอกแต่มันเป็นวิบากร้ายของเรา ที่มายืมตัวเขาให้เราได้ใช้วิบาก ให้เราได้เห็นกิเลส ได้ล้างกิเลส ซึ่งตัวเราก็เคยทำแบบนั้นมามาก ก็ยินดีที่ได้ใช้วิบาก จะทุกข์ให้โง่ทำไม
    ประเด็นที่ถูกต่อว่าพี่ช้ามาก ในใจยังแย้งไปว่า ช้ายังไงเมื่อเรามาทันที อันนี้มันเป็นเหตุผลของตัวเองเข้าข้างตัวเองชัดๆ ไม่ยอมรับความจริง ทำให้ใจเป็นทุกข์ไปอีกเรื่อง ช่างโง่กว่ากิเลสอีกแล้ว ตอนนี้รู้ตัวแล้วไม่ตามกิเลส ใครจะว่าเราแบบไหนก็ได้ การที่เราไม่โต้ตอบ และทำตามที่เขาบอก เป็นการพูดดี ทำดีแล้ว เหลือคิดดีคือเรายอมรับให้ได้แล้วใจจะไม่ทุกข์ ยินดีในการถูกตำหนิ
    จากทุกข์ครั้งนี้ได้นำบททบทวนธรรมข้อที่ 46 “เกิดอะไร จงท่องไว้ “ กู-เรา -ฉัน” ทำมา “
    และได้ใช้บททบทวนธรรม ข้อที่2 “เราต้องรู้ว่า แต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน เราจึงควรประมาณการกระทำให้เหมาะสมกับฐานจิตของเรา และฐานจิตของผู้อื่น “คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อน “ ดีที่สุด
    สรุป จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทุกข์ใจเกิดจากการที่ถูกกิเลสหลอกให้ไปมองที่คนอื่น แต่เราก็ได้รู้เท่าทันกิเลส หันมาล้างทุกข์ใจที่ตัวเราเอง ต้องขอบคุณคุณหมอท่านนั้น ที่เป็นผัสสะให้เราได้เห็นกิเลส ได้ล้างกิเลส ได้ใช้วิบาก หลังจากที่เรามาพิจารณา และได้ใช้บททบทวนธรรมเป็นปัญญา ล้างกิเลส ทุกข์ใจ ความไม่พอใจในหมอท่านนั้นก็หายไป ใจก็โล่ง และไม่อยากรู้แล้วว่าเป็นหมออะไร อยู่แผนกไหน

  49. นางสาวนาลี วิไลสัก

    เรื่อง : ตกใจ ที่แม่ตะโกนใส่
    เหตุการณ์ : ตัวเองได้ตั้งศีลตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ว่าจะไม่เพ่งโทษแม่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดที่เป็นผัสสะกับแม่ เราจะยกเว้น จะไม่เพ่งโทษแม่เด็ดขาด จนมาถึงวันนี้ได้พาเด็กๆ ปลูกถั่วเหลืองตั้งแต่เช้า ก็ปลูกยังไม่เสร็จ พอมาถึงช่วงบ่ายก็มีแดดจัด ตัวเองก็เลยพาเด็กๆ พักผ่อน แล้วก็มานั่งเขียนการบ้าน และ คิดว่าประมาณบ่ายสาม ค่อยไปปลูกต่อ แต่แม่เห็นว่างานเรายังไม่เสร็จ ท่านก็เลยตะโกนใส่
    แม่ : เด็กๆ พากันออกไปปลูกถั่วเถอะ ถ้าพักผ่อนนาน เมื่อไหร่งานจะเสร็จ
    เรา : ได้ยินที่แม่ตะโกน แต่ไม่ตะโกนตอบ
    ทุกข์ : ตกใจในขณะที่แม่ตะโกนใส่
    สมุทัย : ชอบที่จะได้พักผ่อน เขียนการบ้านในช่วงที่มีแดดจัด ชังที่แม่ตะโกนให้ออกไปทำงานตอนแดดจัด
    นิโรธ : เราจะได้พักผ่อนตอนแดดจัด หรือ จะถูกแม่ตะโกนให้ออกไปทำงาน ก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : หันมาตรวจใจดู ทำไมถึงตกใจ
    มาร : อุ๊ย! โดนอีกแล้วเรา แม่ตะโกนใส่แล้ว
    เรา : เฮ้ย…มาร แกฮุบปากนะ คนนี้แม่ฉันนะเว้ย ต้องยกเว้น ตั้งศีลไว้แล้ว จะไม่เพ่งโทษแม่ แม่กำลังแสดงความหวังดีต่อเรา กาละนี้ควรทำตามแม่ จึงถูกต้องที่สุด ถ้าแกสะสมความตกใจมากๆ เข้า เดี๋ยวพลังชีวิตจะหลั่งสารคอร์ติซอลออกมา ทำให้ป่วยเอาไหมล่ะ ไปปลูกถั่วตอนแดดจัดก็ดี เซลล์จะได้รับพลังงานจากแสงแดด และ จะได้ฝึกสู้กับความลำบาก แล้วงานจะได้เสร็จเร็วด้วย
    มาร : เอาแบบนั้นก็ดีเหมือนกัน งั้นออกไปปลูกถั่วตอนนี้เลย
    ตรงกับ บทธ ข้อ 55 อย่าดื้อต่อศีล ดื้อต่อศีล ทำให้ทุกข์หนัก ทุกข์หนักมาก ทุกข์หนักที่สุด
    สรุป : เหตุการณ์นี้ไม่ทุกข์แรง และ มารก็สลายเร็ว มารตกใจแว๊บหนึ่ง เราจับมันได้ทันที เราก็สวนหมัดกลับไปที่มาร อาการตกใจก็หายไป แล้วก็ไม่มีจิตเพ่งโทษแม่อีก สาธุค่ะ

  50. อุ้ย พลัฏ

    ดีที่ไม่ได้พกปืนเหมือนแต่ก่อน

    เรื่องมีว่าระหว่างเดินทางจากบ้านไปทำงานที่ทำงานระหว่างทางพบคนขับรถกวนตีนทำให้เกิดความโกรธมากอาการหัวใจเต้นเร็ว และแรงแทบระเบิดออกมานอกอกดีที่ไหวตัวเห็นกิเลสและระงับได้ก่อนจะออกมาเป็นคำพูดหรือวาจาโดยอาศัยบททบทวนธรรมอจ.ว่า กูทำมาก็ต้องมาเจอที่ทำไว้จะได้ไม่ทำอย่างนี้อีกและใช้ปฏิจจสมุปบาทคิดว่าถ้าหยุดลงไปต่อความแล้วจะเกิดอะไรๆขึ้นต่อไปอีกบ้างระงับกิเลสความโกรธลงไปได้
    ทุกข์: โกรธที่โดนคนขับรถกวนตีนแกล้งหยุดกระทันหันจะให้เราชน

    สมุทัย: กิเลสความโกรธ

    นิโรธ: จะเจอเหตุการณ์ใดๆก็ไม่โกรธ

    มรรค: กูทำมาก็ต้องมาเจอจะได้ไม่ทำอีก

  51. พิมพ์พศินา สิทธิประเสริฐ (น้าหมู-เพียรเย็นพุทธ)

    เรื่อง : สมาชิกในครอบครัวเป็นห่วง (แก้ไข)

    เนื้อเรื่อง : ได้ขับรถให้พ่อบ้านไปธุระทั้งขาไปและขากลับ ตอนขากลับคงเป็นเพราะทานข้าวอิ่มมากเกินไป เพราะไม่ได้ประมาณ (พุทธะพูดอย่างนี้) มันไม่ใช่บังเอิญ แต่มันเป็นความจริง คือน้าหมูขับรถหลับในไปชั่วแว่บหนึ่ง เทพมาตลีสารถีมาเตือน คือพ่อบ้านนั่งคู่มาอยู่ด้านหน้ากับน้าหมูด้วย ซึ่งปกติท่านนั่งรถชอบหลับ แต่บังเอิญวันนี้ท่านไม่หลับ เห็นหน้าหมูเคลิ้มหลับใน รถเซไปนิดหนึ่ง น้าหมูโดนพ่อบ้านพูดเสียงดังว่า หมูหลับในหรือ น้าหมูตกใจเลยขับรถไป จอดข้างทาง และได้ตอบพ่อบ้านไปว่าหลับใจจริง จากนั้นก็เดินทางต่อโดยพ่อบ้านเป็นผู้ขับรถเอง

    พ่อบ้านเลยบอกว่าต่อไปนี้ห้ามขับรถเดินทางไกลเด็ดขาด อยากไปไหนให้บอกทางครอบครัวก่อน เผื่อมีใครว่างก็จะขับรถไปส่งให้ จะเป็นลูก ๆ หรือไม่อย่างนั้นก็จะจ้างคนขับรถให้ อย่าไปไหนคนเดียวเด็ดขาด โดยพื้นฐานปกติแล้วน้าหมูขับรถไปไหนมาไหนคนเดียวออกบ่อยเป็นเรื่องปกติในรุ่น ยังหนุ่มอยู่ เพราะสมาชิกในครอบครัวเป็นห่วง ได้ทำให้น้าหมูเป็นทุกข์ ว่าการที่เราจะเดินทางไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวกแล้ว ถ้าขับรถไปไหนในระยะใกล้ไม่เป็นไร ถ้าข้ามต่างจังหวัดนี่คือห้าม ทุกข์ไม่สบายใจ ไม่เบิกบาน ไม่แช่มชื่น

    ทุกข์ : ไม่สบายใจ ไม่แช่มชื่นไม่เบิกบาน (กาม) กังวล หวั่นไหวที่สมาชิกในครอบครัวไม่ให้ขับรถไปต่างจังหวัด

    สมุทัย : ถ้าได้ขับรถเดินทางไปต่างจังหวัดคนเดียวก็มีสุข ถ้าไม่ได้ขับรถไปต่างจังหวัดคนเดียวจะทุกข์ใจ ไม่ได้สมใจ

    นิโรธ : จะได้ไปหรือไม่ได้ไปก็สุขใจ ไม่เบียดเบียนตนเองและคนในครอบครัว จะได้ขับรถไปต่างจังหวัดคนเดียวก็มีความสุข ไม่ได้ไปก็มีความสุข ไม่ชอบไม่ชัง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    มรรค : เป็นความห่วงใยและความผูกพันของผู้เกี่ยวข้อง จุงออกกฎห้ามไม่ให้เดินทางไปไหนคนเดียว และได้นำบททบทวนธรรมมาพิจารณาใจตนเอง คือ ขอที่ 58 เย่ ๆ ๆ ดีใจจังไม่ได้ดั่งใจ วิบากหมดกิเลสตายได้กุศล แย่ ๆ ๆ ซวยแน่เราเอาแต่ใจ วิบากเพิ่ม กิเลสพอก งอกอกุศล แล้วจิตก็ยินดีพอใจไร้กังวล โล่ง โปร่ง สบาย และเบิกบาน สาธุ

    พิมพ์พศินา สิทธิประเสริฐ
    น้าหมู – เพียรเย็นพุทธ

    รหัสนักศึกษา 59110040 06

  52. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    อริยสัจสี่ ส่งช่วง 10-16 พฤษภาคม 2564

    (แก้ไข)

    เรื่อง ทำไมต้องพูดเสียงดัง

    เนื้อเรื่อง มีอยู่วันหนึ่งอาจารย์ได้บรรยายธรรมมะมีอยู่ประโยคหนึ่งที่อาจารย์พูดว่า “คนกิเลสหนา ไม่มีภาษาที่จะช่วย “ เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างเรากลับได้ยินว่า”คนกิเลสหนา ไม่มีภาษาที่จะเรียก” แล้วเขาก็ถามเราว่าอาจารย์พูดประโยคเมื่อสักครู่ว่าอย่างไร เราก็บอกเพื่อนไปว่า “ คนกิเลสหนา ไม่มีภาษาที่จะช่วย” เพื่อนก็เถียงและพูดเสียงดังเชิงตวาดว่า ไม่ใช่ ๆ นะเจ้าฟังผิด อาจารย์พูดว่า”คนกิเลสหนา ไม่มีภาษาที่จะเรียก” เราก็เลยอุเบกขาและตอบไปว่าเออใครฟังอย่างไรก็เขียนอย่างนั้นก็แล้วกัน แต่เพื่อนยังไม่จบ เขาหันหน้าไปถามเพื่อนอีกท่านหนึ่งว่า เมื่อสักครู่อาจารย์พูดว่าอย่างไร เพื่อนท่านนั้นก็พูดตรงกับเรา ว่าอาจารย์ก็พูดเหมือนกับที่ป้าจิบอกนั่นแหละ เขาจึงยอมรับว่าเขาฟังไม่ตรงกับเพื่อน

    ทุกข์ ไม่ชอบที่เพื่อนพูคเสียงดังเชิงตวาดเมื่อได้ยินต่างกัน

    สมุทัย ถ้าเพื่อนพูดดีๆกับเรา เราจะสุขใจ แต่ถ้าเพื่อนพูดไม่ดีกับเรา เราจะทุกข์ใจ

    นิโรธ เพื่อนจะพูดดีกับเราหรือพูดไม่ดีกับเรา เราก็สุขใจ

    มรรค เราเชื่อชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่า ที่เพื่อนเป็นเช่นนี้ไม่ใช่เขาแต่เป็นเราที่เคยทำมาก่อน เมื่อครั้งที่เราเป็นครู เราเคยพูดเสียงดังและตวาดนักเรียน แม้แต่อยู่ที่บ้านก็เคยพูดเสียงดัลและตวาดลูก เราจึงได้รับวิบากกรรมที่เราทำมา เราต้องขอบคุณเพื่อนที่แสดงพฤติกรรมเช่นนี้ให้เราเห็น เราจะได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา และการที่เราสองคนได้ยินไม่ตรงกันก็เพราะสัณญาณที่ได้รับของเราไม่ตรงกันนั่นเอง จึงทำให้ได้ยินแตกต่างกัน เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นบ่อย ๆ ซึ่งอาจารย์ก็เคยพูดเช่นกัน เมื่อนึกขึ้นได้เช่นนั้นจิตเราก็โปร่ง โล่ง เบาสบาย เบิกบานแจ่มใสไร้กังวล

  53. นางสาวิตรี มโนวรณ์

    16  พฤษถาคม  2564
    ชื่อ นางสาวิตรี  มโนวรณ์
    ผู้บำเพ็ญคบคุ้นสวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง   เกรงใจเขา เกรงใจเราบ้างไหม

            พ่อบ้านจะทำที่ปลูกผักเพิ่ม จึงไปขอความช่วยเหลือเพื่อนบ้านซึ่งมีอาชีพเป็นช่างก่อสร้าง ซื้อท่อระบายน้ำคอนกรีต และแผ่นปูนสำหรับวางล้อยางปลูกผัก   แล้ววันนี้ก็ขอความช่วยเหลือให้เขาตัดท่อออกเป็น 2 ส่วน เพื่อเป็นฐานวางแผ่นปูน  ได้เห็นพ่อบ้านทำอย่างนั้น   มารก็ออกอาการ

    ทุกข์    เกรงใจเพื่อนบ้าน

    สมุทัย   ชอบ  ถ้าพ่อบ้าน ไม่ไปขอความช่วยเหลือเพื่อนบ้าน    ชัง พ่อบ้าน ไปขอความช่วยเหลือเพื่อนบ้าน
     
    นิโรธ  พ่อบ้าน จะขอความช่วยเหลือ หรือไม่ขอความช่วยเหลือเพื่อนบ้าน   ก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค   เห็นเพื่อนบ้านต้องพาเครื่องมือเพื่อมาตัดท่อให้พ่อบ้านในเวลาใกล้เที่ยง  มีอาการอึดอัด ลำบากใจบอกไม่ถูก  

    มาร  :  ทำไมต้องทำให้ยุ่งยากขนาดนี้  ทำแปลงยกร่องเอาก็ได้แล้ว ดูซิเกรงใจเพื่อนบ้านจริง ๆ เลย ท่อคอนกรีตก็ใช่ว่าจะตัดได้ง่าย ๆ  นี่ก็เที่ยงแล้ว ไปรบกวนเวลากินข้าวเขารึเปล่าก็ไม่รู้  เฮ้อ….

    เรา   :  เกรงใจเขามาก  เกรงใจเราบ้างมั้ยมาร  กวนใจเรามาหลายวันแล้วนะกับเรื่องนี้

    มาร  :    เงียบ แล้วก็แอบดูพ่อบ้านกับช่าง ช่วยกันตัดท่อ  จนเสร็จ
                 หลังจากตัดท่อเสร็จ  เห็นพ่อบ้านกับช่างเพื่อนบ้านพูดคุยกันร่าเริงดี ไม่เห็นว่าจะมีใคร มีความทุกข์กับเหตุการณ์นี้  จึงได้รู้สึกตัวว่า เพราะคิดเยอะไปเอง ฟุ้งซ่านไปเอง ขยันหาเรื่องทุกข์เอง  จึงได้ทุกข์อยู่แบบนี้   ดีแล้วที่ครั้งนี้ยอมเงียบไม่ไปพูดตำหนิ เบียดเบียนใจพ่อบ้านเหมือนที่ผ่านมา  (ตรงกับบททบทวนธรรรมข้อที่ 72  ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทุกข์ใจ ความทุกข์ใจ ไม่ได้แก้ปัญหา มีแต่เพิ่มปัญหา สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดับไป จะทุกข์ใจไปทำไม เบิกบาน….แจ่มใสดีกว่า)    
    ได้พิจารณาแล้ว  ใจที่มีความอึดอัด เพราะความเกรงใจก็ได้คลายลงไป

  54. นางสาวิตรี มโนวรณ์

    16  พฤษภาคม  2564
    ชื่อ นางสาวิตรี  มโนวรณ์
    ผู้บำเพ็ญคบคุ้นสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง   รำคาญพ่อบ้าน
            พ่อบ้านเห็นข้อมูลการเรียกเก็บภาษีบ้านเช่า ปีนี้ลดลงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์   ก็บ่น  ว่ารัฐบาลทำอย่างนี้จะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายในประเทศ  น่าจะอย่างโน้น อย่างนี้  แล้วก็แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ นา ๆ  เป็นฉาก ๆ                                              มารก็ออกอาการ

    ทุกข์   รำคาญพ่อบ้าน

    สมุทัย   ชอบ  ถ้าพ่อบ้าน ไม่พูดแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ไม่รู้จริง 
     ชัง พ่อบ้านพูดแสดงความคิดเห็นอย่างกับคนรู้จริง

    นิโรธ  พ่อบ้านจะพูดแสดงความคิดเห็นอย่างไร แบบไหนก็ได้  ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค    ได้ยินพ่อบ้านแสดงความคิดเห็นอย่างคนรู้ดี   ก็รู้สึกรำคาญพ่อบ้านขึ้นมาทันที

    มาร  :  รู้ดีจริง ๆ   วิจารณ์ซะ…   ใม่รู้บ้าง ว่ากว่าเขาจะประกาศใช้เรื่องอะไร เขามีคณะทำงานกันเป็นขั้นเป็นตอน   ไม่ใช่ใครจะมาคิดกันเอาเอง  ทำอย่างกับตัวเองเก่งนัก  ฯลฯ

    เรา  :    ใช่ ๆ ๆ   รู้ดีจริง ๆ เรื่องวิจารณ์คนอื่น    เธอนั่นแหละมาร ที่น่ารำคาญ  วิจารณ์คนอื่นดีนัก ไม่วิจารณ์ตัวเองมั่งหละ  (ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่  125  อย่าปล่อยเวลาชีวิตให้สูญเปล่า ด้วยการไม่ลดกิเลส)

    มาร   :    แฮ่ แฮ่   เห็นเราแล้วเหรอ   แล้วมารก็จากไป

           มารไปแล้ว  อาการรำคาญ  และเพ่งโทษ พ่อบ้าน ก็หายไปด้วย 

  55. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)

    #ความเจ็บป่วย

    เนื่องจากช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมจะมีอการไม่สบายตามอวัยวะต่างๆ มาวนเวียนเยือนชีวิตอยู่ตลอด เริ่มจากเมื่อยไปทั้งตัว แล้วก็ต่อด้วยเคืองคอ พอ 2 อาการนี้ดีขึ้นก็มาเจ็บนิ้วโป้งมือด้านขวา พออาการเจ็บนิ้วโป้งเริ่มดีขึ้น ตอนนี้ก็เป็นตากุ้งยิงและรู้สึกแสบคออีก ด้วยสาเหตุดังกล่าว ผมจึงทุกข์ใจเพราะรู้สึกไม่ได้ดั่งใจที่อาการไม่สบายต่างๆ เกิดขึ้นหมุนเวียนเข้ามาในชีวิตอยู่ตลอด

    ทุกข์ : รู้สึกทุกข์ใจเพราะรู้สึกไม่ได้ดั่งใจที่อาการไม่สบายต่างๆ เกิดขึ้นหมุนเวียนเข้ามาในชีวิตอยู่ตลอด

    สมุทัย : จะรู้สึกทุกข์ใจถ้าอาการไม่สบายต่างๆ เกิดขึ้นหมุนเวียนเข้ามาในชีวิตอยู่ตลอด แต่จะสุขใจถ้าอาการไม่สบายต่างๆ ไม่เกิดขึ้น

    นิโรธ : สามารถผาสุกใจได้ไม่ว่าอาการไม่สบายต่างๆ จะเกิดขึ้นหรือไม่และไม่ว่าจะเกิดด้วยความถี่มากน้อยแค่ไหนก็ตาม ถ้าได้พยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้แล้ว

    มรรค : ในกรณีนี้ผมเดินมรรคด้วยการนำเรื่องของวิบากกรรมมาพิจารณาเพื่อที่จะสามารถยอมรับกับอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆ ได้ด้วยความยินดี

    และผมก็นำบททบทวนธรรมบทที่ 26 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ การพิจารณาเพื่อปราบมาร คือ ความกลัวเวลาเจ็บป่วย บทที่ 27 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเทคนิคทำใจให้หายโรคเร็ว และบทที่ 66 ที่มีเนื้อหาว่า “กายนี้มีไว้เพื่อดับทุกข์ใจเท่านั้น กิจอื่นนอกจากนี้ไม่มี” มาร่วมพิจารณา

    และจากการเดินมรรคด้วยวิธีดังกล่าวส่งผลให้ความรู้สึกทุกข์ใจลดลงไปมากกว่า 70% ครับ

  56. พรพิทย์ สามสี

    เรื่อง : ถามราคา
    วันนี้มาขายของตลาด จัดร้านเสร็จก็ไปเดินดูเผื่อซื้อกับข้าวให้พ่อบ้าน ส่วนของเราไม่ค่อยซื้อเท่าไหร่ เรากินมังสวิรัติ ไม่เปลืองเท่าไหร่ พอบ้านกินเนื้อสัตว์ เรายังจำเป็นที่ยังต้องซื้อเนื้อส้ตว์ให้เขากิน ซื้อมาแล้วต้องทำให้เขากินด้วย
    เราเห็นปลาอินทรีย์ตัวสวยเนื้อแน่น เราถามแม่ค้าว่า ก.ก.เท่าไหร่ แม่ค้าคนรู้จักก็ว่าเราว่าถามทำไม ถามแล้วไม่ซื้อ ที่จริงแม่ค้าเจ้านี้ เราเคยซื้อเขาอยู่ แต่ไม่บ่อย ซื้อให้พ่อบ้าน เราพอรู้นิสัย แม่ค้าเจ้านี้อยู่ว่านิสัยเขาไม่ดีเท่าไร
    เรายืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง ฉุนเขาเหมือนกัน สักพักเราก็ไปบอกเขาว่า ขอโทษนะทีหลังจะไม่ถามอีก
    ทุกข์ : คำพูดแม่ค้าปลา
    สมุทัย : ชอบที่จะให้แม่ค้าพูดดีๆ ชังที่ชอบมองเราแบบชิงชังรังเกียจอยู่บ่อยครั้ง
    นิโรธ : แม่ค้าจะพูดยังไงก็ได้ รับได้ทุกสถานะการณ์ ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : กิเลสเรานะชั่วมากตอนนั้น ไม่ค่อยพอใจแม่ค้าปลา ก็เลยใส่ไปว่า ขอโทษนะวันหลังจะไม่ถามอีก เรา : พอมาพิจารณาดูแล้วสิ่งที่เราพบเรื่องดีเรื่องไม่ดี นั่นคือเงาของเรา บทธบทวนธรรม ๑๔๓
    ทำดีถูกด่าให้ได้ ถูกแกล้งให้ได้
    ถูกนินทาให้ได้ ถูกว่าให้ได้ ถูกเข้าใจผิดให้ได้
    ถูกทำไม่ดีสารพัดเรื่องให้ได้
    เพราะเราทำมาทั้งนั่น
    กิเลสเขาก็ยอมฟัง บท ๑๒๓
    เจอผัสสะไม่ดี ได้โชค ๓ ชั้น คือได้เห็นทุกข์
    ได้ล้างทุกข์ และได้ใช้วิบาก
    ได้ใช้วิบากกรรมที่ไม่ดี ร้ายนั้นก็หมดไป
    ดีก็จะออกฤทธิ์ได้มากขึ้น

  57. นางเครือแก้ว คุณะวัฒนา

    เรื่อง ศรัทธาที่หายไป
    จากอดีต แม่เป็นIdolของลูก แม่สวย ดี เก่งที่สุด ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้
    สถานการณ์โควิค๑๙ ลูกต้องทำงานที่บ้าน กิจวัตรในแต่ละวันในการรับประทานอาหาร บางมื้ออยากประหยัดก็ทำอาหารทานเองบ้าง ไม่แน่นอน แม่ทานอาหารมังสวิรัติและทานมื้อเดียว จะต้องมาเตรียมและปรุงอาหารของตนเองทุกวัน บางวัน ลูกจะมาทำอาหาร ซึ่งทำเสร็จทานเสร็จ ก็ไม่เก็บหาง ปล่อยจานชามหม้อกระทะเขียงมีด วางเกลื่อนครัวจนมดมาเดินขบวน ภาระต่างๆก็ตกเป็นของเรา เพราะต้องเคลียร์เก็บล้างทุกสิ่งอย่าง แล้วเราค่อยมาทำอาหารของตัวเอง เราบอกให้เขาทำไปเก็บไป เขาบอกไม่สะดวก
    ทุกข์ น้อยใจ หงุดหงิดใจ รำคาญใจ ที่พูด/แนะนำอะไรลูกไม่เชื่อฟังทุกอย่างเหมือนในอดีต
    สมุทัย ยึดมั่นถือมั่นว่า แต่ก่อนแม่พูดอะไรลูกเชื่อฟังทุกอย่าง ยึดมั่นความเป็นแม่ว่าเขาต้องเชื่อเรา เราจึงจะสุขใจ
    นิโรธ ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นที่จะแนะนำสิ่งที่ดี เขาจะทำ/ไม่ทำ เราก็ยินดีได้
    มรรค ลูกจะทำ/ไม่ทำตามที่เราแนะนำเราก็สุขใจได้ เขาโตแล้ว ย้อนนึกถึงตัวเราเองสมัยก่อนที่เป็นวัยรุ่น เราก็เคยเป็นเช่นนี้กับคุณแม่ ไม่เชื่อฟัง ชอบเถียง ดื้อกับแม่บ่อยๆ ตอนนี้ยอมรับวิบากด้วยใจเป็นสุข หมั่นฟังธรรมจากพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และท่านอาจารย์หมอเขียวเป็นประจำ และใช้บททบทวนธรรม ข้อที่๑๓๐ อย่าแบกชีวิตคนอื่น อย่าทำผิดหน้าที่ อย่าทำเกินหน้าที่ ถ้าเขาไม่ฟังเรา ให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น ให้เขาทำอย่างที่เขาต้องการจะทำ ปล่อยวาง ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต ถ้าเราได้พยายามบอกแล้ว สอนแล้วเตือนแล้ว แต่เขายังไม่ฟัง เราสอนเขาไม่ได้ แปลว่า การสอนเขาไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา หน้าที่เราคือ ทำเต็มที่เต็มแรงอย่างรู้เพียรรู้พัก แล้วปล่อยวางให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต

  58. เสาวรี หวังประเสริฐ

    เรื่อง ทำงานแล้วง่วง
    วันหยุดตั้งใจไปทำงานที่ทำค้างไว้ต้องรีบส่งวันจันทร์ แต่พอมาถึงที่ทำงานนั่งทำได้ไม่นานเกิดอาการง่วงนอนรุนแรงสังเกตุตัวเองหมดพลัง
    ทุกข์: อยากทำงานให้เสร็จเร็ว ชังที่ร่างกายไม่ร่วมมือ
    สมุทัย : เหตุแห่งทุกข์ชอบทำงานโดยไม่มีอาการง่วง ชังที่ทำงานไม่เสร็จจากอาการง่วงนอน
    นิโรธ :สภาพดับทุกข์ไม่ชอบไม่ชังที่ขณะทำงานยังมีอาการง่วงนอน
    มรรค : พิจารณาว่าอาการง่วงนอนเกิดจากกิเลสหรือว่าร่างกายอ่อนเพลียจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ และเมื่อง่วงมากจากร่างกายอ่อนเพลียก็วางใจและนอนพักโดยไม่กังวลใจว่างานจะล่าช้า หลังจากนั้นกลับมาทำงานต่อ ก็สามารถทำงานที่ค้างอยู่โดยทำงานเต็มที่เหนื่อยเต็มที่ สุขเต็มที่ ไม่มีอะไรคาใจไม่เอาอะไรคือสุดยอดแห่งความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส ในที่สุดก็สามารถทำงานที่ค้างจนสำเร็จได้ด้วยใจที่เป็นสุข อาการง่วงหายไปหลังจากได้พัก

  59. ประคอง เก็บนาค

    เรื่อง : ทำคนเดียวได้ ทำเองแล้ว

    เนื้อเรื่อง : ช่วงนี้ได้ดำเนินการขยายแปลงผักเพิ่ม เพราะฝนเริ่มตกแล้ว ซึ่งก็มีผลทำให้สายยางที่ใช้รดน้ำผักยาวไม่ถึงแปลงผักที่ทำเพิ่ม จึงมีความคิดที่จะย้ายถังเก็บน้ำในสวนไปไว้ใกล้ ๆ กับแปลงใหม่ แต่ฐานที่ใช้ตั้งถังเก็บน้ำนั้นเป็นโครงไม้ขนาดใหญ่และหนักมาก ไม่สามารถยกคนเดียวได้ จึงเอ่ยปากขอพ่อบ้านช่วยยกฐานตั้งถังเก็บน้ำนั้น ตอนแรกท่านก็ดูจะมีอาการที่เต็มใจจะมาช่วย แต่พอท่านมาเห็นฐานไม้ดังกล่าว ก็เริ่มแสดงความคิดเห็นโน่น นี่ นั่น และบอกให้เราซื้อสายยางมาเพิ่มดีกว่า อีกทั้งมีการแสดงน้ำเสียงที่ไม่พอใจที่เราตอบไปว่าไม่อยากเสียเงินซื้อสายยางเพิ่ม เราย้ายฐานตั้งไปใกล้แปลงผักน่าจะดีกว่า จนสุดท้ายก็จบลงที่การช่วยกันย้ายฐานตั้งไปยังจุดที่เราต้องการได้ โดยไม่ได้ยากลำบากเหมือนที่พ่อบ้านท่านให้ความเห็น…

    ทุกข์ : ขุ่นใจที่พ่อบ้านแสดงน้ำเสียงไม่พอใจ

    สมุทัย : อยากให้ท่านพูดคุยด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ ไม่เอ็ดอึง

    นิโรธ : พ่อบ้านจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติ หรือเอ็ดอึง เราก็สุขใจได้

    มรรค : พิจารณาเห็นอาการขุ่นใจ ไม่พอใจที่เกิดขึ้น ก็พยายามสะกดอารมณ์ของตนเองไว้ พูดโต้ตอบพ่อบ้านด้วยน้ำเสียงเป็นปกติที่สุด แม้ท่านจะแสดงความไม่พอใจ เอ็ดอึงออกมาทางน้ำเสียง เพราะถ้าเรายิ่งใช้เสียงดังแข่งกับท่าน ก็จะทำให้บรรยากาศการพูดคุยตึงเครียดมากขึ้น ทั้งเราและพ่อบ้านต่างก็ให้เหตุผลและข้อคิดเห็นของตัวเอง ต่างกันที่พ่อบ้านเริ่มพูดดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่เราพูดเสียงเป็นปกติและเบาลง จนเวลาผ่านไปสักพัก เราจึงบอกท่านไปว่า งั้นก็ไม่เป็นไรนะยังไม่ต้องย้ายตอนนี้ก็ได้ ใช้บัวรดน้ำไปแทนก่อนก็ได้ เมื่อพ่อบ้านเห็นเรายอมที่จะไม่ย้ายฐานตั้งแล้ว เขากลับตอบมาว่า ลองย้ายดูก่อนละกันแต่ถ้ามีอะไรเสียหายก็แก้ไขเองนะ..ออนี่ไง ผลของการไม่ยึดมั่นถือมั่น การรู้จักยอมรับในกุศลที่เรามีอยู่แค่ไหน เราก็จะได้รับเท่านั้น อย่าไปอยากได้เกินกุศลที่เรามี ถ้าเราวางใจ วางงานได้จริง ๆ เราไม่เอาอะไรแล้ว สุดท้ายเราก็จะได้สิ่งนั้น ถ้าสิ่งนั้นเป็นกุศลที่เราจะได้รับ พิจารณาต่อไปจึงเห็นว่า เราไม่สามารถไปยึดคน เหตุการณ์ หรือผัสสะภายนอกที่มากระทบเรา เพราะเราเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนใจของเราได้ ใจที่ไม่ทุกข์ ใจที่เบิกบาน ใจที่พร้อมรับ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยนได้ตลอดเวลาต่างหาก ทำใจยอมรับในวิบากที่เราต้องชดใช้ ใช้แล้วจะได้หมดไปเรื่อย ๆ ซึ่งคงจะไม่เร็วหรือไม่ง่ายนักหรอก ให้กำลังใจตัวเองสู้ ๆ นะ ตอนนี้ทำดีแล้วล่ะ …เห็นใจที่แช่มชื่นขึ้น เบิกบานได้มากขึ้น ยิ้มให้กับตัวเองได้ละ…

  60. ปิ่น คำเพียงเพชร

    โลภ อยากได้สมใจอีกแล้ว

    บำเพ็ญกิจกรรมนักศึกษาชวนทำการบ้านกับพี่น้อง ชั่วโมง วิชาอริยสัจ 4 ครั้งที่ 9 ในขณะที่พี่น้องกำลังพยายามช่วยกันอยู่นั่นเองเราก็เผลอไปบีบคอท่านโดยการพยายามถามและชี้ให้ท่านเห็นว่าสมุยทัยใช่ข้อนั้นข้อนี้ไหม(ตามความเห็นของเรา) เท่านั้นยังไม่พอยังพยายามชี้ให้ท่านเห็นสมุทัยเข้าไปหลาย ๆ ชั้นต่ออีกต่างหาก พร้อมกับลีลาบวกน้ำเสียงที่แข็งและดัง แล้วก็พูดแทรกพี่น้องที่กำลังพูดกันยังไม่จบอีกหลายครั้งด้วย จนเริ่มรู้สึกตัวว่านี่เรากำลังจะบีบคอพี่น้องเกินไปแล้วนะนี่ ก็พอดีกับที่มีพี่น้องหมู่มิตรดีท่านหนึ่งแชทส่วนตัวมาเตือนว่า เราปรับเสียงให้นุ่มลงและไม่พยายามจะพูดสรุปว่าสมุทัยท่านเหมือนพี่น้องอีกท่านจะดีกว่าไหม และคุรุเองก็ถามเหมือนกันว่าวันนี้เราไปกินอะไรทำไมดูเกรี้ยวกราดจัง ก็นึกขำตัวเองที่โง่พลาดท่านเสียทีหลงไปตามกิเลสอีกแล้ว

    ทุกข์ : ไม่ได้ดั่งใจ ที่พี่น้องหาสมุทัยไม่ถูกตัวตามความเห็นของเรา

    สมุทัย : อยากให้ท่านหาสมุทัยถูกตัวตามความเห็นของเรา ยึดว่าถ้าท่านหาสมุทัยได้ถูกตัวตามความเห็นเราจะดี ยึดต่ออีกว่าสมุทัยตามความเห็นเราแม่นยำมากกว่า

    นิโรธ : ไม่ว่าท่านจะหาสมุทัยถูกตัวตามความเห็นของเราหรือไม่เราก็วางใจ ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : พอรู้ตัวว่าพลาดถูกกิเลสจูงจมูกอีกแล้ว ก็ยิ้มออกมาและขอบคุณหมู่มิตรดีที่ท่านเอาภาระช่วยสกิดเรา พร้อมกับปรับน้ำเสียงคำพูดและหยุดพูดแทรกพี่น้องและพูดให้น้อยลง ปรับใจให้ยินดีพอใจเท่าที่ท่านทำได้ และปล่อยให้พี่น้องท่านอื่น ๆ ช่วยกันเต็มที่ต่อไป และพิจารณาทบทวนตัวเองต่อว่าเรานี่ขนาดตั้งใจว่ามาทำดีก็ยังมาทำชั่วในดีได้อีกระ ท่านมาร่วมพลังทำการบ้านก็ดีมากแล้วนะ เรานี่ทั้งโง่ทั้งชั่วทั้งโลภอยากได้มากเกินกว่าที่เป็นไปได้จริงจนถึงกับไปบีบคอพี่น้องเลยหรือ

    พิจารณาต่อว่าความอยากได้ดั่งใจมันทำให้ปัญญาเราดับโง่ชั่วทุกข์ตกเป็นทาสกิเลส ได้สมใจก็สุขใจไม่ได้สมใจก็ทุกข์ใจ ได้สมใจเรื่องนี้เสร็จเดี๋ยวก็อยากได้ดั่งใจเรื่องอื่นต่ออีกไม่จบสิ้นก็ทุกข์ไม่จบไม่สิ้น ไม่ต้องอยากได้สมใจก็ไม่ต้องตกเป็นทาสกิเลส ก็ไม่ต้องโง่ชั่วทุกข์ไม่ดีหรือไง และตั้งจิตว่าจะพยายามสังวรไม่ให้เผลอไปบีบคอพี่น้องอีก พร้อมกับปลงอาบัติด้วยการเปิดเผยกิเลสและขอขมาพี่น้องในช่วงท้ายรายการ สรุป ความทุกข์ใจครั้งนี้ก็คลายลงได้

  61. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    อริยสัจสี่ ส่งช่วง 10-16 พฤษภาคม 2564

    (แก้ไข 2)

    เรื่อง ทำไมต้องพูดเสียงดัง

    เนื้อเรื่อง มีอยู่วันหนึ่งอาจารย์ได้บรรยายธรรมมะมีอยู่ประโยคหนึ่งที่อาจารย์พูดว่า “คนกิเลสหนา ไม่มีภาษาที่จะช่วย “ เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างเรากลับได้ยินว่า”คนกิเลสหนา ไม่มีภาษาที่จะเรียก” แล้วเขาก็ถามเราว่าอาจารย์พูดประโยคเมื่อสักครู่ว่าอย่างไร เราก็บอกเพื่อนไปว่า “ คนกิเลสหนา ไม่มีภาษาที่จะช่วย” เพื่อนก็เถียงและพูดเสียงดังเชิงตวาดว่า ไม่ใช่ ๆ นะเจ้าฟังผิด อาจารย์พูดว่า”คนกิเลสหนา ไม่มีภาษาที่จะเรียก” เราก็เลยอุเบกขาพร้อมกับตั้งศีล ณ เวลานั้นว่าเราจะไม่โกรธ จึงตอบไปว่าเออใครฟังอย่างไรก็เขียนอย่างนั้นก็แล้วกัน พอเราพูดจบเพื่อนก็หันหน้าไปถามเพื่อนอีกท่านหนึ่งที่นั่งใกล้กันว่า เมื่อสักครู่อาจารย์พูดว่าอย่างไร เพื่อนท่านนั้นก็ตอบว่าอาจารย์ก็พูดเหมือนกับที่ป้าจิบอกนั่นแหละ เขาจึงพูดว่างั้นเขาก็ฟังผิด เรื่องก็จบ เราต่างก็ฟังธรรมมะต่อไปและเป็นมิตรที่ดีต่อกันเช่นเดิม

    ทุกข์ ไม่ชอบที่เพื่อนพูคเสียงดังเชิงตวาดเมื่อได้ยินต่างกัน

    สมุทัย ถ้าเพื่อนพูดดีๆกับเรา เราจะสุขใจ แต่ถ้าเพื่อนพูดไม่ดีกับเรา เราจะทุกข์ใจ

    นิโรธ เพื่อนจะพูดดีกับเราหรือพูดไม่ดีกับเรา เราก็สุขใจ

    มรรค เราเชื่อชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่า ที่เพื่อนเป็นเช่นนี้ไม่ใช่เขาแต่เป็นเราที่เคยทำมาก่อน ทั้งในชาตินี้และชาติในอดีต นึกได้ว่าเมื่อครั้งที่เราเป็นครู เราเคยพูดเสียงดังและตวาดนักเรียน แม้แต่อยู่ที่บ้านก็เคยพูดเสียงดังและตวาดลูก เราจึงได้รับวิบากกรรมที่เราทำมา เราต้องขอบคุณเพื่อนที่แสดงพฤติกรรมเช่นนี้ให้เราเห็น เราจะได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา และการที่เราสองคนได้ยินไม่ตรงกันก็เพราะสัณญาณที่ได้รับของเราไม่ตรงกันนั่นเอง จึงทำให้ได้ยินแตกต่างกัน เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ซึ่งอาจารย์ก็เคยพูดเช่นกันว่าอาจารย์ก็เคยฟังผิด เมื่อนึกขึ้นได้เช่นนั้นจิตเราก็โปร่ง โล่ง เบาสบาย เบิกบานแจ่มใสไร้กังวล

  62. นส.พรเพียรพุทธ โพธิ์กลาง​ ทิพย์

    เรื่อง​  อยากได้สุขลวง
    เนื้อเรื่อง​ ขณะที่เรียนภาคค่ำ​ คุรุได้อ่านและอธิบาย​ไปด้วย จดบันทึกไม่ทัน กิเลสจึงมากระซิบบอกว่า​ ​ ทำไมคุรุอ่านเร็วจัง​ เพราะวันนี้ตั้งใจจะฟังและจดไปด้วย​ หลังจากที่ฟังจบก็จะเป็นการสอบไปเลย​ จึงทำให้เกิดความอยากที่จะฟังให้เข้าใจ​ จะได้ทำข้อสอบได้​ แต่จิตพุทธะก็รู้ว่า​ ชั่วโมงเรียนมีเวลาจำกัด​ คุรุท่านก็ต้องทำเวลา​ให้เหมาะควร​ ท่านทำดีทีสุดแล้ว​ แต่จิตลึก​ ๆ​ ยังคิดเข้าข้างกิเลสอยู่​ พุทธะจึงบอกอีกว่าใจเธอต่างหากที่ไม่ยินดี  เธอยินดีเชื่อกิเลสที่คอยกระซิบข้างหูเธอ​ เธอไม่เชื่อพุทธะ​ เธอจึงต้องมีอาการทุกข์ใจอย่างนี้

    ทุกข์​ อึดอัด​ใจ​ เพราะไม่ได้ดั่งใจ​หมาย กลัวว่าฟังไม่เข้าใจแล้วจะทำข้อสอบได้ไม่ดี

    สมุทัย​ เหตุแห่งทุกข์​ ยึดว่าถ้าทำข้อสอบได้ดีจะสุขใจจะชอบใจ​ แต่ถ้าทำข้อสอบได้ไม่ดีจะทุกข์ใจไม่ชอบใจ

    นิโรธ​ ทำข้อสอบได้ดีหรือไม่ดีเราก็พอใจ​ ชอบใจ​ สุขใจ​ 

    มรรค​ ยินดีพอใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้จริง​ เมื่อเราทำเต็มที่แล้ว​ เราก็สุขใจเต็มที่​ ยินดีที่ได้เห็นทุกข์ตัวนี้​ ยินดีที่ได้ล้างสุขลวงออกไป​ ยินดีที่จะหยุดความคิดนี้ ยินดีที่ได้รู้ว่าคิดแบบนี้มันไม่ดี​ ยินดีที่ไม่ตีตนซ้ำ​ ๆ​ ยินดีที่จะทำให้ถูกต้องถูกตรงต่อไป และใช้บททบทวนธรรม​ ข้อที่​ 64 ความสุขของชีวิตอยู่ที่ความพอ​ สุขอยู่ที่พอ​ พออยู่ที่ใจ​ พอเมื่อไหร่​ ก็สุขเมื่อนั้น​ ไม่พอเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้น​ สุขทุกข์ทางใจแรงเท่ากับดินทั้งแผ่นดิน​ สุขทุกข์ทางกายแรงเท่ากับฝุ่นปลายเล็บ​   กายนี้มีไว้เพื่อดับทุกข์ใจเท่านั้น​
    กิจอื่นนอกจากนี้ไม่มี​
    หลังจากพิจารณา​ ความคิดนี้ก็จางคลาย​ ประเมินตัวเองกิเลสส่วนเหลือประมาณ​ 20 %

Comments are closed.