640425 การบ้าน อริยสัจ 4 (17/2564) [31:41]

640425 การบ้าน อริยสัจ 4 (17/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 19-25 เมษายน 2564 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สัปดาห์นี้ผู้ส่งการบ้านทั้งหมด 31 ท่าน 41 เรื่อง

  1. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  2. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์
  3. รมิตา ซีบังเกิด (4)
  4. สุมา ไชยช่วย (2)
  5. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว)
  6. นางสาวสันทนา ประวงศ์
  7. อรวิภา กริฟฟิธส์
  8. นปภา รัตนวงศา (3)
  9. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)
  10. นางพรรณทิวา เกตุกลม (2)
  11. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)
  12. นางจิราภรณ์ ทองคู่
  13. น.ส สำรวย รัตตนะ
  14. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร) (2)
  15. จิรานันท์ จำปานวน
  16. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)
  17. นส.พวงผกา​ โพธิ์กลาง
  18. สุกัญญา มโนบาล
  19. พรพิทย์ สามสี
  20. ปิ่น คำเพียงเพชร
  21. วรางคณา ไตรยสุทธิ์ (พุทธพรฟ้า)
  22. มงคลวัฒน์ รัตนชล เพชรไพรพุทธ (2)
  23. ศิริพร คำวงษ์ศรี
  24. Sureenart ratchapan สุรีนารถ ราชแป้น (2)
  25. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)
  26. นางภัคเปมิกา อินหว่าง
  27. Ruam Ketklom
  28. นฤมล ยังแช่ม
  29. สาวิตรี มโนวรณ์
  30. ประคอง เก็บนาค
  31. อัญชลี พุ่มแย้ม

Tags:

41 thoughts on “640425 การบ้าน อริยสัจ 4 (17/2564) [31:41]”

  1. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง รู้เท่าไม่ถึงการณ์

    สัปดาห์ที่แล้วตัวเองได้ทำการบ้านวิชาตัดต่อด้วยคอมพิวเตอร์ และต้องการส่งให้คุรุตรวจใน โฟลเดอร์ที่อยู่ใน กูเกิ้ลไดฟ์ของส่วนกลาง ครั้งแรกที่ได้เข้าไปชมสิ่งอลังการสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จิตก็บอกว่าไม่ต้องเข้าไปดูนะไปหาโฟลเดอร์ของตัวเองให้เจอ แต่พี่น้องค่ะกว่าจะหาโฟลเดอร์ของตัวเองเจอ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เลยไปลบคลิปของพี่น้องที่ท่านโหลดเข้ามาโดยไม่รู้ตัว เพิ่งมารูตัวเมื่อพี่น้องส่วนกลางส่งข้อความมาถามถึงเหตุผลว่าลบคลิปของพี่น้องทำไม เท่าแหล่ะพี่น้องค่ะ เข่าอ่อน ใจหวิว ทันทีเลย

    ทุกข์ : ตกใจที่พลาดไปลบคลิปของพี่น้อง

    สมุทัย : ไม่น่าไปพลาดลบคลิปของพี่น้องเลย ถ้าเข้าไปในกูเกิ้ลไดรฟ์ส่วนกลางได้โดยไม่ไปพลาดลบคลิปของพี่น้องจะสุขใจ

    นิโรธ : ถึงแม้จะพลาดไปลบคลิปของพี่น้องในกูเกิ้ลไดรฟ์ส่วนกลางก็จะไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : หลังจากอ่านข้อความของพี่น้องที่ส่งมา 3 รอบแล้วสติสัมปชัญญะก็มา จึงเรียนพี่น้องทางส่วนกลางไปว่าคงเป็นเพราะเข้าไปหาโฟลเดอร์ของตัวเองน่าจะหลงไปลบคลิปของพี่น้องก็เป็นได้ เพราะพยายามหาโฟลเดอร์ของตัวเองอยู่นานถึงได้เจอ รีบขอโทษขออโหสิกรรมพี่น้องที่ตัวเองพลาดไปลบคลิปของท่าน และตัวเองที่ทำสิ่งที่พลาดลงไป และตั้งจิตที่จะทำสิ่งใหม่ให้ดีขึ้น โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิจจริง ดังที่พระพุทธเจ้าและท่านอาจารย์หมอเขียวได้กล่าวไว้เลย จากนั้นใจก็เป็นปกติเหมือนเดิม อาการใจหวิวนั้นก็หายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงค่ะ สาธุ

  2. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    เรื่อง เหมือนกวาดใบไม้แห้งในสวน

    “ความสมบูรณ์ หรือความสำเร็จของกิจกรรมการงาน คือความลวง ลวงให้ยึด ลวงให้ทุกข์ ส่วนความสำเร็จของใจที่พ้นทุกข์ พ้นความยึดมั่นถือมั่น คือความจริง”
    บททบทวนธรรม ข้อที่ 78

    สัปดาห์นี้มีงานตัดต่อวิดีโอคั่งค้างสะสมมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน จนถึงตอนที่เขียนการบ้านนี้ มีงานที่รอตัดต่ออยู่อีก 4 งาน และงานที่รับปากว่าจะทำให้หมู่อีก 2 งาน ถ้าไม่รีบสะสาง จะมีงานใหม่ซ้อนเข้ามาอีกทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3-4 งาน ยังไม่นับงานเตรียมการสอนวิชาตัดต่อวิดีโอที่ต้องใช้เวลามากในแต่ละครั้ง ถ้าปล่อยให้มันพอกพูนไปเป็น 10 งานเมื่อไหร่ คงจะตามสะสางได้ไม่หมด และอาจจะต้องปล่อยทิ้งไปบ้างก็ได้

    ทุกข์ – เริ่มมีความกังวลใจว่าจะสะสางงานที่คั่งค้างอยู่ไม่ทัน รู้สึกกลัวอยู่บ้างว่าจะมีงานใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาอีก

    สมุทัย – ไม่อยากให้มีงานคั่งค้าง ถ้ามีงานคั่งค้างมาก ๆ จะทุกข์ใจ ถ้าไม่มีงานคั่งค้างจะสุขใจ ยังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ว่าถ้าได้ทำงานให้เสร็จเป็นลำดับ ๆ ไปในแต่ละสัปดาห์ โดยไม่มีอะไรค้างคา ก็จะพึงพอใจ ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ก็จะยังไม่พอใจ

    นิโรธ – มีงานคั่งค้างหรือไม่มีงานคั่งค้างก็ไม่ทุกข์ใจ ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในใจว่าต้องไม่มีงานคั่งค้างเท่านั้นจึงจะสุขใจได้

    มรรค – พิจารณาวิบากกรรมให้แจ่มแจ้งว่า การที่ช่วงนี้มีงานคั่งค้างสะสมมากก็เป็นวิบากร้ายของเราเอง เราก็เคยสร้างภาระงานให้ผู้อื่นต้องคอยสะสางมามาก เวลานี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ชดใช้วิบาก หน้าที่เราคือพยายามสะสางงานไปให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ อย่างรู้เพียรรู้พัก ไม่สร้างวิบากใหม่ด้วยการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ยอมรับภาระที่เกิดขึ้นด้วยความยินดี รับแล้วมันก็หมดไป ภาระวิบากต่าง ๆ ก็จะเหลือน้อยลง เราก็จะโชคดีขึ้น

    อันที่จริง ภาวะงานคั่งค้างสะสมมันก็ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลาหรอก บางครั้งบางช่วงมันก็ว่าง ๆ อยู่ ไม่มีงานอะไรคั่งค้างเลยก็มี แสดงว่าภาวะที่มีงานคั่งค้างมันก็ไม่เที่ยง คือบางครั้งก็เป็น บางครั้งก็ไม่เป็น แต่สิ่งสำคัญที่เราควรพิจารณาคือ ความรู้สึกเป็นกังวลใจเวลาที่มีงานคั่งค้างสะสมมากขึ้น ๆ เราต้องพิจารณาให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของภาวะทางอารมณ์นี้ ว่ามันแค่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปตามเหตุปัจจัยภายนอกเท่านั้น ต้องพยายามทำใจในใจให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ความไม่มีตัวตน และความเป็นทุกข์ หรือไตรลักษณ์ของใจที่มันยังยึดมั่นถือมั่นอยู่ว่า ถ้าไม่มีงานคั่งค้างจะสุขใจ ถ้ามีงานคั่งค้างจะทุกข์ใจ นี่แหละคือสิ่งที่เราต้องตามรู้ให้ได้ เจาะเข้าไปให้ถึงอาการอยากได้ในจิต ที่คิดว่าถ้าได้สภาพที่ไม่มีงานคั่งค้างแล้วมันจึงจะโปร่ง โล่ง สบายใจ แล้วสอนมันให้เข้าใจตามพุทธะให้ได้ว่า ความสุขสบายใจที่เกิดขึ้นอย่างนั้นมันเป็นแค่มายา เป็นของไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน และแท้จริงแล้วมันคือทุกข์ มันหลอกให้เราหลงคาดหวังแต่สภาพที่ไม่มีงานคั่งค้างอยู่ตลอดเวลา พอได้สภาพแบบนั้นทีนึงก็รู้สึกสบายใจทีนึง อีกสักพักก็เริ่มกังวลอีกว่างานจะคั่งค้าง พอเราพยายามสะสางงานจนหมดก็รู้สึกสบายใจอีก แต่แค่แป๊บเดียวความรู้สึกสบายใจแบบนั้นก็หายไป แล้ววนกลับมาเริ่มกังวลอีกว่างานจะคั่งค้าง ตราบใดที่เรายังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ว่า ต้องได้สภาพแบบนั้นจึงจะสบายใจได้ เราก็จะวนเวียนอยู่กับอาการเดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์ไปตลอดกาลนาน

    เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ผมอยากจะเปรียบเทียบว่ามันเหมือนกับการกวาดใบไม้ในสวน ซึ่งจะมีใบไม้แห้งร่วงหล่นให้เราต้องกวาดอยู่ทุกวัน บางวันก็มาก บางวันก็น้อย บางวันเราก็กวาดได้จนสะอาดหมดจด แต่บางวันมันร่วงมากเกินจนเราตามกวาดไม่หมดในวันนั้น ก็ค่อยมาตามกวาดในวันถัด ๆ ไป หรืออาจต้องหาคนมาช่วยกวาดเป็นครั้งคราว แต่ไม่ว่าจะเป็นวันที่กวาดได้หมดหรือกวาดได้ไม่หมด เราก็ไม่จำเป็นต้องทุกข์ใจไปกับมันเลย หน้าที่เราคือพยายามกวาดเก็บให้ดีที่สุด ให้ได้มากที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ในแต่ละวัน โดยที่เราไม่ต้องไปดีใจ ปลื้มใจในวันที่กวาดได้หมด และไม่ต้องไปเสียใจ หดหู่ใจในวันที่กวาดไม่หมด เราแค่ทำหน้าที่กวาดใบไม้ไปตามเหตุปัจจัยที่มันเกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่ามันจะต้องสะอาดหมดจดทุกวันเท่านั้นจึงจะสบายใจ …งานคั่งค้างอย่างอื่น ๆ ก็เหมือนกัน

    เมื่อได้พิจารณาถึงวิบากกรรมและความไม่เที่ยงของอาการที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นโดยย่อแล้ว ความกังวลใจต่องานที่คั่งค้างอยู่ก็คลี่คลายสลายไป เราไม่รู้สึกกลัวหรือหวั่นไหวอะไรกับงานใหม่ ๆ ที่จะมีเข้ามาอีก เหลือแต่ความยินดีเต็มใจที่จะสะสางงานต่าง ๆ ต่อไปอย่างรู้เพียรรู้พักเท่านั้น

  3. รมิตา ซีบังเกิด

    รมิตา ซีบังเกิด
    เรื่อง : สำนึกผิดเพราะผิดศีล
    เหตุการณ์ :
    ไปร่วมงานทำบุญที่วัด ญาติๆนำอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์มารับประทาน เรารับประทานผลไม้แทน หันไปเห็นขนมสอดไส้จึงหยิบมารับประทานไป 2 ห่อ
    ตกใจว่าแย่แล้วเราตั้งศีลว่าปี 2564 จะไม่รับประทานขนมที่ทำจากแป้ง สำนึกได้ว่าเรา ” ผิดศีล” เสียแล้ว วันนี้มีประชุมจะต้องขออโหสิกรรม ต่อหมู่กลุ่ม ก่อนเข้าประชุมกวนน้ำยาล้างจาน น้ำยากระเด็นเข้าตาแสบมากๆ คิดในใจว่าวิบากชดใช้เร็วมากไม่ทันข้ามคืน
    ทุกข์ :
    กลัวได้รับวิบากกรรมเพราะผิดศีล
    สมุทัย :
    ชอบที่จะไม่ได้รับวิบากกรรม ชังที่จะได้รับวิบากกรรม
    นิโรธ :
    จะได้รับวิบากกรรมหรือไม่ ก็ไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค :
    เมิ่อน้ำยาล้างจานกระเด็นเข้าตาแล้วแสบมากๆนั้น สำนึกเลยว่าเขามาเตือนเราแล้ว ต้องรีบสำนึกผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรมต่อหมู่กลุ่มให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นจะได้รับวิบากอะไรที่เลวร้ายไปกว่านี้แน่ๆ ซึ่งตรงกับบททบทวนข้อที่ 16 ว่า “มาตาลีเทพสารถี คือวิบากดีร้ายที่สร้างสิ่งดีร้ายให้ชีวิต เป็นสิ่งเตือนสิ่งบอกว่า อะไรเป็นกิเลส เป็นโทษ ให้ลดละเลิก อะไรเป็นบุญกุศล เป็นประโยชน์ให้เข้าถึง อะไรเป็นโทษ ให้เว้นเสีย” ตั้งแต่วันนั้นพยายามเตือนสติตนเองก่อนทำอะไรให้ระมัดระวังให้มากๆ แต่ก็ยอมรับไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทั้งดีและร้ายก็ยินดีรับวิบากกรรมที่กระทำทั้งในชาตินี้และชาติอื่นๆสืบไปด้วยความยินดี ทำให้ความกลัวความวิตกกังวลได้จางคลายไป ใจกลับมาเป็นสุข ไม่ทุกข์ ไม่หวั่นไหว ท่องไว้ว่า”วันหน้าไม่รู้ วันนี้สู้ไม่ถอย”

  4. รมิตา ซีบังเกิด

    รมิตา ซีบังเกิด
    เรื่อง : กลัวผิดศีล
    เหตุการณ์ : แปลงปลูกผักมีมดตัวเล็กๆทำรังเต็มไปหมด ถ้าปลูกผักลงไปก็จะไม่เจริญงอกงามอย่างแน่นอน จึงต้องขุ้ยดินเก่าออกตากแเด และโรยแป้งลงไป เพื่อเป็นการไล่มดให้ออกไปจากแปลง ใจก็คิดว่าจะเป็นวิบากไหมที่ไปทำลายรังของเขา ทำให้เขาต้องหนีไปอยู่ที่อื่น
    ทุกข์ : กลัวผิดศีลเพราะไปทำลายรังมด
    สมุทัย : ชอบที่มดไม่มาทำรัง ชังที่มดมาทำรัง
    นิโรธ : มดจะมาทำรังหรือไม่ก็ไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : เราทำกสิกรรมไร้สารพิษ ไม่ใช้สารเคมีดังนั้นในแปลงผักจึงมีสัตว์ต่างๆมาอาศัยอยู่หลากหลายชนิด วิธีการทำลายล้างหรือฆ่าให้ตายไม่ใช่วิธีการของเราๆต้องไม่เบียดเบียนชีวิตเขา เพราะเราเชื่อและชัดเรื่องกรรม ซึ่งตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 53 ว่า “ศีล คือ ไม่เบียดเบียนตนเอง คนอื่น สัตว์อื่น เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อคนอื่น ต่อสัตว์อื่น ”
    สรุปว่า ถ้าเราไม่ใช้วิธีการไล่มดให้ไปจากแปลงผัก ก็จะเป็นการเบียดเบียนตนเอง และไม่เป็นประโยชน์ เราจึงจำเป็นต้องทำ ด้วยจิตที่เมตตาและขอโทษ ขออโหสิกรรมต่อมดที่ไล่เขาให้ไปอยู่ที่อื่น เมื่อคิดได้ดังนั้นใจเราก็คลายความวิตกลงไปได้ว่าเราไม่ผิดศีลแล้ว

  5. สุมา ไชยช่วย

    เรื่อง จ่ายเงินสองรอบ

    เหตุการณ์ ปกติซื้อของจะชอบวางเงินก่อนได้รับของ วันนี้ก็เหมือนกัน วางเงินปั๊ปแม่ค้าหยิบเงินใส่กระเป๋าทันทีเลย พอจัดของเสร็จส่งให้ทวงเงินเราอีก

    ทุกข์ ไม่พอใจแม่ค้าทวงเงินรอบสอง

    สมุทัย ชอบถ้าแม่ค้าไม่ทวงเงิน ชังที่แม่ค้าทวงเงินเรารอบสอง ทั้งๆที่เราจ่ายไปแล้ว

    นิโรธ แม่ค้าทวงเงินซ้ำก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค แม่ค้าทวงเงินซ้ำเกิดอาการไม่พอใจ ทำให้หัวตื้อๆ
    มาร อ้าวเราจ่ายเงินแล้วนี่ ทำไมยังทวงเราอีก
    เรา แม่ค้าคิดว่าเรายังไม่จ่ายน่ะซิ ถึงได้ทวงน่ะซิ ถ้าเราจะเถียงหรืออธิบายก็คงไม่เกิดผลดี
    เลยยอมควักเงินให้โดยดี วางใจว่าเราทำมาๆๆ
    ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ อย่า
    โทษใครใจไร้ทุกข์ รับเต็มๆหมดเต็มๆ
    สรุป วางใจได้อาการไม่พอใจหัวตื้อก็หายไป
    บททบทวนธรรม๔๖
    เกิดอะไร จงท่องไว้
    “กู – เรา – ฉัน” ทำมา

  6. สุมา ไชยช่วย

    เรื่อง ตั้งใจจะไปแต่ไม่ได้ไป

    เหตุการณ์ ตอนเช้าพ่อบ้านถามจะไปสวน
    หลวง.ร๙ไหม เราก็บอกไปรอด้วยเราก็เตรียม
    น้ำเตรียมหมวกเรียบร้อย เพื่อจะไปเดินออก
    กำลัง สักพักใหญ่ๆพ่อบ้านเตรียมรถจักยานไปขี่ซะงั้น

    ทุกข์ ขุ่นใจไม่ได้ไปออกกำลัง

    สมุทัย ชอบถ้าได้ไปเดินออกกำลังตามที่
    คุยกันไว้ ชังไม่ได้ไป

    นิโรธ ไม่ได้ไปออกกำลังกายก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค เกิดอาการขุ่นใจ ร้อนที่หน้าเมื่อรู้ว่า
    ไม่ได้ไปแน่
    มาร อ้าวคุยกันซะอย่างดี ไง๋มาเปลี่ยนใจกะทันหันซะงั้น
    เรา ไม่ได้ไปก็ดี ดีแล้วที่พ่อบ้านเปลี่ยนใจไม่
    ไป งั้นจะไม่รู้เลยว่าการที่ไม่ได้ดั่งใจ มันเป็นทุกข์ ทุกเสี้ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยง อย่ายึดมั่นถือมั่น ต้องพร้อมรับ พร้อมปรัป พร้อมเปลี่ยน ตลอดเวลา ข้อสำคัญใจต้องไม่ทุกข์เท่านั้น เข้าใจหรือยัง
    มาร เข้าใจ
    สรุป วางใจได้อาการขุ่นใจร้อนผ่าวก็หายไป
    บททบทวนธรรมข้อ๕๘
    เย่ๆๆดีใจจัง ไม่ได้ดั่งใจ
    (วิบากหมด กิเลสตาย ได้กุศล)
    แย่ๆ ซวยแน่เรา เอาแต่ใจ
    (วิบากเพิ่ม กิเลสพอก งอกอกุศล)

  7. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว))

    วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว)
    สัปดาห์ก่อนแม่ส่งภาพในไลน์ครอบครัวมาให้ดูว่า ไปงานมหกรรมอาหารที่หนึ่งในกรุงเทพ ตอนนั้นแม่ก็ไม่ได้เขียนบรรยายภาพอะไรมา แต่เราเห็นรูปแล้วเกิดความขุ่นใจตามมาด้วยความกังวล เพราะช่วงนี้การระบาดของโควิดในกรุงเทพรุนแรง แต่แม่ก็ยังออกไปงานมหกรรมอาหารที่มีคนเยอะ มีการขายและกินอาหารในบริเวณงานด้วย
    ทุกข์ – ขุ่นใจที่แม่ไม่ระวังตัวเองออกไปในที่คนเยอะ และกังวลว่าแม่อาจจะได้รับเชื้อโควิด
    สมุทัย – ชอบ/พอใจถ้าแม่จะไม่ออกไปในพื้นที่คนเยอะและมีความเสี่ยง ชัง/ไม่พอใจที่แม่ไปในพื้นที่คนเยอะและไม่ระวังตัวเอง
    นิโรธ – ไม่ชังถ้าแม่จะออกไปพื้นที่เสี่ยง ไม่ชอบถึงแม้ว่าแม่จะไม่ออกไปพื้นที่เสี่ยง ไม่ยึดดีตามที่ตัวเองคิด ไม่ว่าแม่จะไปไหนหรือไม่ไปไหนก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค – พิจารณาโทษของการยึดดี เพราะเรายึดดี อยากให้แม่อยู่บ้าน ไม่ออกไปเสี่ยงข้างนอก พอแม่ไม่ทำตามที่เราคิด เราก็ทุกข์ใจ วิธีแก้คือ การวางความยึดดีของเราลง พิจารณาตามผลของวิบากรรมว่า ไม่มีทางที่แม่จะไม่ไปไหน แม่อาจต้องออกไปตลาด ไปรับหลาน มีความเสี่ยงอยู่ทุกเวลา ถ้าแม่มีวิบากรรมดี แม่ก็จะปลอดภัย ถ้ามีวิบากร้ายเข้ามา แม่ก็อาจจะมีความเสี่ยงได้ วางใจและปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามวิบากกรรมของแม่
    ในส่วนของใจเรา ไม่มีอะไรบังเอิญ ถ้าแม่ไม่ส่งรูปมาให้ดู เราไม่รู้ เราก็ไม่ทุกข์ เราก็ไม่เห็นกิเลสตัวยึดดีตัวนี้ พอแม่ส่งรูปมา ก็เป็นบททดสอบเราเมื่อก่อนเวลาแม่ห้ามเราไม่ให้ไปไหน แล้วเราก็ยังฝืนไป ครั้งนี้เราก็มารับวิบากนี้เช่นกัน ทุกสิ่งที่วิบากกรรมจัดสรรมายุติธรรมเสมอ พอวางใจลงได้ ความขุ่นใจความกังวลก็สลายไป (บทบทวนธรรม ข้อที่ 12 วิบากกรรมมีจริง ทำอะไร ได้ผลอะไร ก็เกิดจากการกระทำของเราเองทั้งหมด เจอเรื่องดี .. เพราะทำดีมา เจอเรื่องไม่ดี … เพราะทำไม่ดีมา ทั้งในปัจจุบันและอดีตสังเคราะห์กันอย่างละ 1 ส่วน)

  8. นางสาวสันทนา ประวงศ์

    เรื่อง : เสพสุขลวง ทุกข์จริง

    เหตุการณ์ : ไม่ออกกำลังกาย นั่งทำงานหน้าคอมฯ แต่กินเท่าเดิม หรือบางวันมากกว่าเดิม เริ่มมีพุงให้เห็นชัดเจน (โชว์ออกหน้าออกตาด้วย) วิธีแก้ กินข้าวให้น้อยลง ตักข้าวทัพพีเดียว และกินผลไม้ผักสดปั่น ผักลวกและกับข้าวแทนในตอนกลางวัน (ตั้งศีลกินมื้อเดียวอยู่) ได้เห็นทุกข์ เห็นกิเลสดิ้น ตอนเย็นหิวทุกที หิวมาก อาการดิ้นแรง ดื่มน้ำก็แล้ว ดื่มฉี่ก็ไม่หายหิว ทำงานต่อก็ไม่ได้ไม่มีสมาธิ จะนอนก็นอนไม่หลับหิว กิเลสบอกขอแค่ข้าวโรยเกลือก็เอา อะไรที่มีก็กินได้ แต่ขอข้าวเยอะๆ ตัดสินใจไปกิน แต่ไม่ได้นั่งกินที่ครัวเอาข้าวมากินที่เต็นท์ กินไปด้วยทำงานไปด้วย กินแบบรีบๆ เร็วๆ ตักคำใหญ่ เคี้ยวไม่ละเอียด รีบกลืน เสร็จแล้วอิ่มแน่นท้อง แต่สบายใจทำงานต่อได้ละ ตอนเช้าตื่นมาเมื่อยตัว หนักเนื้อหนักตัว ไม่สดชื่น วันต่อมาก็หิวอีก ก็ทำแบบเดิมอีก

    รู้สึกเอ้ย! ผิดทางละๆ พุงก็ไม่ลด ผิดศีลด้วย เริ่มจะเสื่อมลงละ แต่ยังไม่รู้ว่าจะสู้กับกิเลสที่ดิ้นแรงตัวนี้อย่างไร ไปปรึกษาพี่น้องหมู่มิตรดีเติมพลังปัญญาให้ ล้างกิเลสสนุกกว่าที่คิด ถ้ามีหมู่มิตรดี ง่ายนิดเดียว ไฟไหม้หัว ไหม้ผ้า ดับที่ใจก่อนเลย ไม่ชอบมีพุงก็คิดให้ชอบมีพุงไปเลย มีพุงแต่ไม่ทุกข์น่ะบอกกิเลสไป กิเลสมาหลอกให้หลงเสพสุขลวง ที่เป็นทุกข์จริงอยู่นั้นละ กลับมากินข้าวตอนกลางวันตามปกติ และออกกำลังกายซิทอัพลดพุง หรือท่าปลาวาฬก็ได้ เห็นเลยว่าเวลากิเลสเข้าคิดไม่ออกน่ะเนี่ย

    ทุกข์ : ทุกข์ใจ มีพุง (พุงป่อง)

    สมุทัย : กิเลสชอบ-ชัง ชอบที่พุงราบเรียบ ไม่ชอบ-ชังที่มีพุงป่อง ๆ
    กิเลสอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น อัตตาตัวตน พุงไม่ป่องจะดี พุงป่องไม่ดีไม่อยากได้ อยากเป็น

    นิโรธ : พุงจะป่องก็ได้ ไม่ป่องก็ได้ ไม่ทุกข์ใจได้

    มรรค : พิจารณาโทษของการมีกิเลสอัตตา ความยึดมั่นถือมั่น กิเลสหลอก ว่าไม่มีพุงถึงจะดี ทำให้เราหลงยึดตามว่าดี แต่ดีกว่านั้นคือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีพุงก็ได้ไม่มีพุงก็ได้ ไม่ทุกข์ใจ ไม่ทุกข์ใจดีที่สุด

    พิจารณากิเลสตัวชอบ-ชัง ไม่ชอบไม่ชัง จะมีพุงหรือไม่มีพุงเราก็ไม่ทุกข์ใจ ยินดีเต็มใจรับในสิ่งที่เราเป็น เราได้ เรามี เพราะชอบอยากได้ ไม่ได้ก็จะทุกข์ใจ ชังไม่อยากได้ แต่ต้องได้มาก็จะทุกข์ใจ

    พิจารณาเรื่องกรรมและผลของกรรมที่สังเคราะห์กันมาให้แล้วว่า เราจะเกิดมารูปร่างหน้าตาอย่างไร สูงต่ำดำขาวอย่างไร ควรได้อะไร ไม่ได้อะไร ตอนไหน เวลาไหน เชื่อในกรรมดีกรรมชั่วของเรา เราได้รับสิ่งดีร้าย ก็เพราะเราทำมาทั้งนั้น ไปโลภมาหลายชาติแล้ว ชาตินี้ก็ยังโลภกินเยอะอยู่เลย ก็มีพุงป่องที่โลภๆ อยู่น่ะถูกแล้ว สาธุค่ะ

  9. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เลิกไม่ตรงเวลา
    ในชั่วโมงส่งงานสารธรรม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564 คุรุก็บอกว่าเราจะเลฺิกเรียนให้ตรงเวลาเพื่อไปเรียนวิชชาอื่นกัน ก็รู้สึกชอบใจเห็นด้วย แต่พอดำเนินการไป กลุ่มของเราก็ให้พี่น้องท่านอื่นได้ส่งงานก่อน กลุ่มของตัวเองก็ได้ส่งงานเป็นกลุ่มสุดท้าย ในใจตอนนั้นเริ่มกังวลแล้วว่าเราจะจบกันทันเวลาหรือเปล่า เห็นอาการเร่งส่งงานของตัวเอง พอเสร็จรู้สึกโล่งใจ เสร็จทันเวลาพอดีเลย แต่พอมีพี่น้องท่านอยากเล่าสภาวธรรมของท่านเท่านั้นแหละ กิเลสดิ้นเลยแสดงอาการไม่แช่มชื่นเลย

    ทุกข์ ไม่แช่มชื่น

    สมุทัย อยากเลิกตรงเวลาถ้าเลิกตรงเวลาจะสุขใจชอบใจ ไม่ได้เลิกตรงเวลาจะทุกข์ใจไม่ชอบใจ

    นิโรธ จะได้เลิกตรงเวลาหรือไม่ตรงเวลาก็สุขใจไม่ทุกข์ เอาประโยชน์ในได้ในทุกปัจจุบัน

    มรรค พิจารณาโทษของความไม่แช่มชื่น เป็นการเบียดเบียนตัวเองผิดศีลข้อที่หนึ่ง ทำให้ฟังธรรมไม่รู้เรื่องแทนที่จะได้ประโยชน์จากพี่น้องเล่าสภาวธรรม ใจที่ปิดกั้นใจที่ไม่เบิกบาน ทำให้สูญเสียประโยชน์ เพราะความยึดมั่นถือมั่นของเรา เราโง่กว่ากิเลส เราไปอยากได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของ ๆ เราเป็นการขโมยผิดศีลข้อสองอีก รู้สำนึกผิดตั้งจิตขอโทษเต็มใจรับโทษ ต้องขอขอบคุณคุรุและพี่น้อง ที่ทำให้ได้เห็นโทษภัยของความอยากอย่างยึดมั่นถือมั่นของเรา จะเลิกตรงเวลาหรือแม้ว่าเลิกไม่ตรงเวลาเราก็ต้องสุขใจไม่ทุกข์ใจ ต้องพร้อมรับพร้อมปรับเปลี่ยนได้ ขอตั้งอธิศีลยินดีให้ได้ในทุกสถานการณ์

  10. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง ลูกตัดผมแม่ตัดกิเลส
    เหตุการณ์ เนื่องจากลูกชายยังทำงานที่กรุงเทพฯโชคดีที่ทำในครอบครัว เดินทางเข้าออกจากบ้านไปโรงงาน ส่วนใหญ่ก็ทำงานที่บ้าน แต่ในเขตที่อยู่มีคนติดเชื้อโควิทหลายราย ลูกส่งข้อความมาบอกว่า ไปตัดผมที่ร้านข้างหมู่บ้านมาตัดสกินเฮดจะได้ไม่ต้องตัดบ่อย ก็รู้สึกทุกข์ใจ ทำไมไปตัดผมช่วงนี้ ไม่กลัวโรคเลยหรือไง มารมาอีกแล้วโง่ ชั่ว บ้าอีกแล้ว มีอาการปวดเกร็งต้นคอ มึนศีรษะร่วมด้วย

    ทุกข์ ขุ่นใจลูกไปตัดผมช่วงโควิทระบาด

    สมุทัย ชอบใจถ้าลูกไม่ออกจากบ้านเสี่ยงต่อการรับเชื้อ ไม่ชอบใจถ้าลูกออกจากบ้านเสี่ยงต่อการรับเชื้อ

    นิโรธ ลูกจะออกไปนอกบ้านหรือกักตัวอยู่ในบ้านก็ไม่ชอบไม่ชัง ใจไร้ทุกข์

    มรรค พิจารณาความจริงที่ใจไปยึดมั่นว่าลูกจะปฏิบัติตามซึ่งเป็นไปไม่ได้ ก็เขายังไม่ได้ศึกษาแบบแพทย์วิธีธรรมเลย เขาก็คิดว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว ตอนเข้าร้านก็ใส่แมสตลอดเวลา ไปช่วงไม่มีลูกค้าคนอื่น ดูช่วงเวลาน่าจะปลอดภัยที่สุดแล้ว ถ้าลูกปฎิบัติเต็มที่แล้ว เขาจะติดเชื้อก็ต้องเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าเขาต้องใช้วิบากที่ทำผิดศีลมารับวิบาก 11ประการไป หรือถ้ารอดไม่ติดเชื้อก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเช่นกันว่าวิบากดีของเขาออกฤทธิ์ ไม่ต้องถามด้วย ทำไมๆๆ ลูกทำแบบนั้นก็ทำมาๆๆ ถึงต้องเจอ รับแล้วก็หมดไปจะได้โชคดีขึ้น
    ส่วนเราก็อย่าไปฟุ้งซ่านให้อยู่กับปัจจุบัน ตอนนี้ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเลย ตั้งใจปฏิบัติตั้งศีลเพิ่มขึ้นๆ เกาะกลุ่มหมู่มิตรดีไว้ บำเพ็ญกุศลให้เต็มที่ตามแรงตามกำลังตามปัญญาที่มี ยอมรับพร้อมทั้งเชื่อและชัดในวิบากกรรมจริงๆเพราะได้เหนี่ยวนำในเรื่องคนคู่มามากก็ยินดีใช้วิบากไป ยินดีในทุกสถานการณ์ให้ได้
    ใช้บททบทวนธรรมข้อ2 เราต้องรู้ว่าแต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน เราจึงควรประมาณการกระทำให้เหมาะสมกับฐานจิตของเราและฐานจิตของผู้อื่น “คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อน” ดีที่สุด

    สรุป หลังพิจารณาก็ขอบคุณลูกชายที่ช่วยแคะกิเลสตัวนี้ของแม่ออกมาให้ได้ล้าง ใจก็ยินดี เบิกบาน แจ่มใส อาการปวดเกร็งต้นคอ และมึนหัวหายไปด้วย เห็นอานิสงส์ของศีลไม่เดือดเนื้อร้อนใจจริงๆ..สาธุ

  11. รมิตา ซีบังเกิด

    รมิตา ซีบังเกิด
    เรื่อง : เพื่อนบ้านกับสารเคมี
    เหตุการณ์ :
    ในขณะที่ทำอาหารอยู่ในครัวหลังบ้านนั้น เพื่อนบ้านซึ่งปลูกเงาะและทุเรียนได้มาฉีดยาฆ่าแมลง เราจึงรีบเก็บอาหารเข้าบ้านทันที ถึงแม้ว่าเราจะนำแผ่นพลาสติกมากั้นไว้อย่างดี แต่ฝุ่นละอองจากสารเคมีก็คงปลิวเข้ามาได้บ้างหรอก
    ทุกข์ :. กลัวจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพที่เพื่อนบ้านฉีดสารเคมีกำจัดแมลง
    สมุทัย : ชอบที่เพื่อนบ้านไม่ฉีดสารเคมี ชังที่เพื่อนบ้านฉีดสารเคมี
    นิโรธ : เพื่อนบ้านจะฉีดสารเคมีหรือไม่ ก็ไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : เมื่อเรารู้ว่าเพื่อนบ้านใช้สารเคมีฉีดต้นไม้อยู่บ่อยครั้ง ทำให้รูสึกกลัว กังวลว่าจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพ เราจึงหาทางป้องกันตัวเองเท่าที่จะทำได้ แต่การที่เราจะไปแก้ไขที่เขาก็ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ถ้าเราจะได้รับอันตรายอะไรมากมายในวันข้างหน้าก็เป็นเรื่องของวิบากกรรมที่เราทำมาแล้ว ดังนั้นเราต้องทำใจยอมรับและมีความสุขจากเหตุการณ์ให้ได้ ซึ่งตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 149 ว่า ” ความสุขแท้ คือ ไม่ทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไร ในสถานการณ์ใด” คิดให้ได้ว่าอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ทำใจให้สบายแล้วปล่อยไปตามวิบากกรรมจะดีกว่า

  12. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    เรื่อง
    อยากได้ดั่งใจ
    เนื้อเรื่อง
    อดีตผู้เขียนยอมเจ็บป่วยยอมลำบากยอมผิดศีลเพื่อหาเงินมาซื้อสิ่งที่ชอบ เช่นที่ดิน เพื่อจะให้ญาติพี่น้อง ได้อยู่อาศัยบ้านที่อยู่ในเมืองจะได้ทำมาหากินง่าย จึงเป็นแรงเหนี่ยวนำทำให้พี่ชายเกิดความโลภอยากได้อยากมีอยากเป็นเหมือนผู้เขียนคิดว่าการได้ดั่งใจเป็นสิ่งที่ดี
    ทุกข์
    อยากได้บ้านจากพี่ชายดั่งใจหมาย
    สมุทัย
    ชอบ ที่จะได้บ้านคืนจากพี่ชาย
    ชังที่ไม่ได้บ้านจากพี่ชาย ดั่งใจหมาย
    นิโรธ
    ไม่ชอบไม่ชัง จะได้บ้านคืนจากพี่ชายก็ได้ใจไร้ทุกข์ไร้กังวล
    มรรค
    ความคิดของมาร ถ้าได้ดั่งใจคือพี่ชายให้บ้านกลับคืนมาจะสุขใจชอบใจก็จะหาวิธีไหนก็ได้ให้ได้บ้านคืนมาดั่งใจหมาย
    อาการทางร่างกายปวดหลังปวดเอวปวดหัว
    เหตุการณ์ต้องเสียเวลาแรงงานมาวุ่นวายกับเรื่องบ้านไม่มีเวลาในการล้างกิเลส
    มาร
    ถ้าเราได้บ้านกับคืนมาเราจะมีความสุขพี่ชายจะได้ไม่ทำบาปเราก็จะได้สมใจ
    เรา
    ทำไมเธอโง่อย่างนี้มาร เรายอมผิดศีลยอมโลภโกรธหลงเพื่อจะได้บ้านทำมากี่ครั้งแล้วมันพ้นทุกข์ไหมล่ะ
    มาร
    ก็เราไม่ส่งเสริมกิเลสคนอื่นก็เราอยากให้คนอื่นได้ดี เราจะพูดยังไงก็ได้ให้คนอื่นได้ดี
    เรา มารเธอโง่มากนะที่ยอมทำผิดศีลเพื่อให้คนอื่นเจริญเธอทำมากี่ปีแล้วกี่ชาติแล้ว ดื้อ ด้านจริงๆ ทำแบบนี้มันพ้นทุกข์ที่ไหนมีแต่เพิ่มทุกเพิ่มวิบากเพิ่มชั่ว
    พอพิจารณาว่าถ้าเราได้ดั่งใจหมายจะเป็นแรงเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นอยากได้ตามทำให้เราชั่วเราโง่เราบ้าพอคิดได้แบบนี้ ก็ทำให้คลายความยึดมั่นถือมั่นว่าพี่ชายจะให้บ้านกลับคืนก็ได้ก็เอาตามพี่ชายเรายอมเสียเปรียบแต่ไม่ยอมเสียศีลอาการทางกายก็คิดออกว่าเอาก้อนถ่านมาห่อกับผ้าแล้วนอนทับทำให้เส้นที่เคยปวด ที่ต้นคอและเอวคลายออกอาการปวดทุเลาลง อาการทางใจเบาใจ ไม่อึดอัดใจ รู้ความจริงว่าเรายึดเราโลภเราโกรธ
    เหตุการณ์ พี่ชายก็มาคุยด้วยอย่างดีและทำความเข้าใจกันว่าจะเอาที่ดินมาแลกกันและจะให้เงินส่วนต่างเท่าที่หาได้เหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปด้วยดีเพราะเราไม่อยากได้ดั่งใจ และได้ปรึกษากับหมู่และทำตามระบบหมู่มิตรดีจึงทำให้ เหตุการณ์ร้ายกลายเป็นดี
    จิตใจที่หนักอึ้งก็ คลี่คลาย ไปด้วยดี

  13. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง ขัดใจมาร
    เหตุการณ์ : อามาหาที่บ้านพร้อมของหวาน จึงเปิดดูเป็นน้ำตาลมะพร้าวและขนมต้มคลุกมะพร้าวที่ทำเองซึ่งเรากินไม่ได้

    ทุกข์ : อึดอัดใจ ที่กินขนมไม่ได้

    สมุทัย : อยากชิมขนมของอา ชอบถ้ากินขนมจากอาได้ ชังที่กินขนมไม่ได้

    นิโรธ : จะกินขนมได้ หรือไม่ได้ ก็สุขใจ ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค : พอเห็นขนม มารยิ้มหวานมาทันทีทันใดรีบชวนว่า น่าอร่อยนะ ลองชิมดูสิ เราเถียงมารว่า ไม่ชิมหรอก ขนมไม่ดีต่อสุขภาพนะ มารพยายามหาเหตุผลมาอ้างว่า ชิมดูว่าอร่อยจริงตามคำล่ำลือหรือเปล่า ชิมแล้วจะมีความสุขนะ แต่บอกมารกลับว่า มาเราจะบอกความจริงว่า นั่นมันแค่สุขลวง แต่ถ้าเราไม่กินแล้วสุสุขสิถึงจะจริง และ ขนมนี้เป็นโทษมากกว่าประโยชน์นะ ดูส่วนผสมสิมีแค่แป้ง น้ำตาล และพร้าว เท่านั้นเอง ที่สำคัญ เราได้ตั้งศีลว่างดขนมที่ทำจากแป้งในปีนี้ หากมารไม่เชื่อไปพิจารณาบททบทวนธรรมด้วยกันซึ่งตรงกับข้อ 55 ที่ว่า”อย่าดื้อต่อศีล ดื้อต่อศีล ทำให้ทุกข์หนัก ทุกข์หนักมาก ทุกข์หนักที่สุด” ควบคู่กับข้อ 63 ว่า”ยินดี พอใจ ไร้กังวล” หลังจากพิจารณาแล้วมารสู้เหตุผลไม่ได้รีบออกไปเลยส่วนตัวเองมีความยินดี พอใจ ไร้กังวล ที่ไม่ได้ดื้อต่อศีล
    สุดท้าย เมื่อเราไม่ดื้อต่อศีล มีความยินดี พอใจที่ไม่ผิดศีล ใจจึงเบา สบาย และ ผาสุก

  14. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)

    เรื่อง อยากกลับบ้าน

    เนื่องจากสถานการณ์โควิดทำให้ที่ทำงานออกประกาศว่า ไม่ให้พนักงานออกเดินทางไปต่างจังหวัดหากจะต้องไปให้ทำหนังสือขออนุญาต ตอนนี้ได้ยื่นหนังสือไปแล้ว กำลังรออนุมัติแต่ใจอยากจะกลับบ้านยิ่งช่วงเวลาwork from home ต้องทำงานอยู่บ้านตั้ง 8 วันดูเวลามันเยอะและยาวนาน มีสภาพอยากกลับบ้านต่างจังหวัดเพราะไม่อยากจะอยู่คนเดียวที่กรุงเทพ

    ทุกข์ใจ : มีความกังวลใจ กลัวไม่ได้กลับบ้าน กลัวเขาจะไม่อนุมัติให้เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด
    มีทุกข์อีกตัวคือ ไม่อยากอยู่กรุงเทพคนเดียว มีสัญญาเดิมว่า ถ้าเมื่อไรที่หยุดยาว ๆ จะต้องกลับบ้านที่ต่างจังหวัด มีภพว่าวันหยุดนั้นมีค่ามาก ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด คือต้องไม่อยู่บ้านเปล่า

    สมุทัย :
    ๐ ตัณหา1 มีความอยาก อยากจะกลับบ้านตจว. ยิ่งระยะเวลานาน 8 วันรู้สึกเวลามันมีค่า อยากจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด จะได้ทำอะไรได้มากกว่านี้ สุขใจถ้าเขาจะอนุมัติให้เดินทางกลับบ้านได้ และทุกข์ใจถ้าเขาไม่อนุมัติให้เดินทางกลับบ้าน อุปาทาน มีสภาพยึด อยากได้ดังใจหมาย เอาแต่ใจตัวเอง
    ๐ ตัณหา2 คือไม่อยากอยู่คนเดียวที่บ้านกรุงเทพ ไม่ชอบสภาพนี้ แม้พอได้ไปบ้านที่ต่างจังหวัด เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้อยู่กับพ่อบ้านตลอด คือต่างคนต่างทำงาน แต่ยังชอบสภาพที่ได้กลับไปบ้านที่ต่างจังหวัดมากกว่า ชอบสภาพที่เราได้อยู่ในที่ที่เราชอบ ที่ที่เรายึด

    นิโรธ : ถ้าเขาจะอนุมัติให้เดินทางไปต่างจังหวัดหรือไม่อนุมัติ ก็ไม่ทุกข์ใจ ตั้งนิโรธคือ เลิกอยากได้ดังใจหมาย เลิกอยากจะกลับบ้าน ถ้าได้กลับบ้าน ก็ได้หรือไม่ได้กลับบ้าน ก็ได้ ไม่ทุกข์ใจ ถ้าสถานการณ์จะทำให้ต้องอยู่บ้านนี้ คนเดียว ก็ไม่ทุกข์ใจ
    อยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : ยอมรับความเป็นจริง ปรับที่ใจ อยู่ที่ไหนก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ทำประโยชน์ได้เช่นกัน ฝึกยอมรับสภาพที่ไม่ได้ดังใจหมาย ด้วยองค์ประกอบและสถานการณ์ตอนนี้ หากจำเป็นต้องอยู่ก็ต้องอยู่, พิจารณาประโยชน์คือ ก็ดีเหมือนกันถ้าเขาไม่อนุมัติให้เดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ก็อยู่บ้านนี้ ได้อยู่คนเดียว ก็ดีจะได้ทำอะไรได้เต็มที่ พิจารณาหาเหตุผล เอาประโยชน์ให้ได้
    พิจารณาไตรลักษณ์ของความอยาก มันไม่เที่ยง เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวก็ดับไป เราไปตีค่าเองว่า ถ้าไปอยู่ตรงนั้น ตรงนี้แล้วจะสุขใจ เลิกอยากได้ดังใจหมายก็ ไม่ทุกข์ใจ

  15. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    เรื่อง ก๋วยเตี๋ยวน้ำ

    เนื้อเรื่อง ลูกซื้อก๋วยเตี๋ยวน้ำมาทานที่บ้าน (คนในบ้านยังทานเนื้อสัตว์) พอได้เห็น และได้กลิ่นเมื่อลูกเทก๋วยเตี๋ยวใส่ชาม เกิดสัณญาเดิมขึ้นมาทันทีคือมีความรู้สึกจิตใจหวั่นไหว น้ำลายสอ อยากกินกับลูกมาก กิเลสบอกว่า เราไม่กินเนื้อสัตว์ก็เอาเนื้อกับลูกชิ้นออกใส่ถั่วลิสงป่นแทนเนื้อสัตว์ ที่เหลือก็เป็นผัก เส้น และน้ำซุบ กินตอนร้อน ๆ จะได้รสชาติ จะได้สุขใจ มีชีวิตชีวา เราจึงบอกกิเลสไปว่า
    ไม่กินเพราะรู้มาว่าคนขายจะเอากระดูกสัตว์มาต้ม แล้วใส่เครื่องปรุงรสหลายอย่าง เราไม่กินเด็ดขาด การกินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ไม่ว่ากรณีใด ๆ เป็นการเบียดเบียนเป็นการส่งเสริมให้มีการฆ่าทั้งนั้นและยังผิดศีลด้วย กินแล้วจะเป็นโทษต่อร่างกาย ถ้ากินเข้าไปอีกอาจทำให้เจ็บป่วยได้อีก พอเจ็บป่วยใจก็เป็นทุกข์ทรมานไปอีกนาน กินไม่กี่นาทีแต่ทรมานอีกนานจะเอาไหม เมื่อเจ็บป่วยผู้เกี่ยวข้องก็จะทุกข์ใจไปด้วย และยังเป็นการเหนียวนำให้คนอี่นเป็นตามมันดีไหม ไม่เลย มันบาป มันไม่มีประโยชน์เลย กินอาหารสูตรหมอเขียวดีกว่า ปลอดภัยกว่า และได้บอกกิเลสไปว่าความหลงในความอร่อยนี่แหละที่ทำให้ในอดีตต้องเจ็บป่วยเป็นโรคเป็นภัย ต้องมาดูแลตัวเองโดยใช้หลักการแพทย์วิถีธรรมจึงหาย เจ็บแลัวต้องจำ กิเลสก็สงบสิ้นเกลี้ยงทันทีที่เรามีปัญญารู้ทัน

    ทุกข์ จิตใจหวั่นไหว น้ำลายสอ อยากกินก๋วยเตี๋ยวน้ำ

    สมุทัย ถ้าได้กินจะสุขใจถ้าไม่ได้กินจะทุกข์ใจ

    นิโรธ ไม่กินจะเป็นสุข สุขทั้งกายสุขทั้งใจ ผู้เกี่ยวข้องก็ไม่เดือดร้อน

    มรรค พิจารณาโทษในก๋วยเตี๋ยวว่ากินแล้วจะเกิดผลอย่างไรและถ้าทำตามที่กิเลสต้องการจะเกิดผล อย่างไร จึงได้นำบททบทวนธรรมมาพิจารณาและพบว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นเราทำอะไรเกิดผลอย่างไร ซึ่งตรงกับบททบทวนธรรม ข้อที่ 8 สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมาไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา และข้อที่ 41 สุขจากกิเลสคือทุกข์ที่บรรเทาเหมือนได้เกาขี้กลาก บวก วิบากร้ายไม่สิ้นสุดเลิกซะ ความอยากกินก๋วยเตี๋ยวก็หมดสิ้นไปจิตใจก็เบิกบานแจ่มใส

  16. น.ส สำรวย รัตตนะ

    นางสาวสำรวย​   รัตตนะ
    เรื่อง​   รู้เพียร​  ไม่รู้พัก
    เหตุการณ์​   ใช้เวลากับการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์​นานเกินเกือบทุกรายการธรรมะ​  โดยเฉพาะวันเสาร์​ วันอาทิตย์​ บางครั้งนั่งนาน​ 2​ถึง3ชั่วโมง​  ตอนนั่งเรียนใจก็จดจ่ออยู่กับเนื้อหาต่างๆจนทำให้เผลอลืมกับการนั่ง​ เมื่อเวลานั่งนานเกินจะรู้สึกตึงๆปวดบริเวณสะเอวและหลัง​เคลื่อนไหวไม่ค่อยได้  นอนแล้วลุกได้ไม่สะดวกเมื่อมีอาการอย่างนี้ทำให้ความไม่แช่มชื่นก็เกิดขึ้นในใจทันที

    ทุกข์​   ปวดสะเอว​ และหลัง

    สมุทัย​  ชอบที่ไม่ปวดสะเอวและหลัง
                ชังที่ปวดสะเอวและหลัง

    นิโรธ​    จะปวดสะเอวและหลัง​  ก็ไม่ชอบ​
                ไม่ชัง

    มรรค​   เมื่อมาพิจารณาดู​  สาเหตุของการปวดก็เกิดจากความโลภ​ และกิเลสของเราอยากได้ความรู้มากๆรู้จักเพียรแต่ไม่รู้จักพัก​ ไม่รู้จักประมาณให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตัวเอง​ ลืมนึกถึง​ว่าเคยผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทขาต้องเสริมเหล็กในกระดูกสันหลังข้อที่​3และ4​    ทำให้นั่งกับที่นานๆไม่ค่อยได้​ และเหตุการณ์แบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปีกลาย​ ตอนนั้นปวดและทุกข์มากต้องไปหาหมอแผนปัจจุบันให้เอกซเรย์​ดูสภาพกระดูกสันหลัง​ มาครั้งนี้เผลอลืมเกิดขึ้นอีกก็ต้องยอมรับผลที่ทำจะทุกข์ใจไปทำไม​ เมื่อเกิดได้ก็หายได้ไม่เป็นไรหายเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น​หายตอนไหนก็ได้​  วิบากกรรมที่เคยทำมาจะได้หมดไป​ เมื่อคิดได้ก็รู้สึกโล่งใจ​ นำบททบทวนธรรมข้อที่​ 28​ มาดับทุกข์ใจ​   ความกลัว​ กังวลระแวง​หวั่นไหวทำให้เป็นได้ทุกโรค​ ใจไร้ทุกข์​ ใจดีงาม​ เป็นสิ่งที่มีฤทธิ์มากที่สุด​ที่ทำให้หายหรือทุเลาจากโรค​เป็นยารักษาโรคที่มีฤทธิ์เร็วและแรงที่สุดในโลกและข้อที่​ 124 เกิดเป็นคนต้องฝึกยิ้มรับสิ่งดีสิ่งร้ายด้วยใจที่เป็นสุขให้ได้
    สรุป​     เมื่อพิจารณาใจ  ก็รู้สึกโล่ง​ ไม่ทุกข์ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นนำวิธีการยา9เม็ดมาปฏิบัติ อย่างรู้เพียรรู้พักอาการก็ค่อยดีขึ้นเรื่อยๆ

  17. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    22/04/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : ไม่ถามกันก่อน
    ไปปลูกผักที่สวน เห็นพื้นที่ตลิ่งข้างลำคลองเป็นที่สวยอยู่ใกล้แหล่งน้ำจึงคิดจะไปทำแปลงผักบริเวณนั้น ซึ่งในบริเวณใกล้เคียงกันก็ได้ทำแปลงผักไว้หลายแปลงอยู่ก่อนแล้ว แต่ก่อนจะลงมือทำผู้เขียนก็ได้ไปปรึกษากับแม่ว่าจะทำแปลงผักตรงนั้น แม่ก็เห็นดีด้วย ผู้เขียนจึงไปถางหญ้าเตรียมแปลง เมื่อทำเสร็จพอดี น้าก็เดินมาโวยวายด้วยความไม่พอใจว่าทำไมไม่ถามเขาก่อน เขาตั้งใจปล่อยให้หญ้ารกเพื่อช่วยไม่ให้น้ำเซาะตลิ่งพัง พอได้เห็นสิ่งที่น้าแสดงออกมา ผู้เขียนก็เกิดอาการไม่พอใจกับอารมณ์ฉุนเฉียวของน้า พยายามอธิบายเหตุผลแต่น้าก็ไม่ฟัง
    ทุกข์ : โกรธที่น้ามาโวยวายใส่
    สมุทัย : ชอบใจถ้าน้าจะฟังสิ่งที่เราอธิบาย ไม่ชอบใจที่น้าไม่ยอมฟังเหตุผล
    นิโรธ : น้าจะฟังหรือไม่ฟังสิ่งที่เราอธิบายก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค : เมื่อได้กระทบกับอารมณ์ที่รุนแรงของน้า ความไม่พอใจก็เข้ามาทันที กิเลสมันก็ไม่ยอม มันก็พยายามจะบอก แต่น้าก็ไม่ฟัง พอเขาไม่ฟังเราก็ยิ่งอยากเอาชนะด้วยการเพิ่มระดับความดังของเสียงเพี่อให้ด้งกว่าเสียงที่น้าพูด เพราะต้องการให้น้าได้ยินในสิ่งที่เราพูด ไม่ใช่ให้น้าพูดอยู่ข้างเดียว
    กิเลส : โอ๊ย!!! โวยวายอยู่ได้
    ฟังบ้างสิ มีแต่เสียงฉอดๆ น่ารำคาญจริง
    ก็ก่อนจะทำก็ถามแม่ไปแล้ว จะให้ต้องถามทุกคนทั้งบ้านเลยรึไง (เยอะนะ)?
    กว่าจะถามเสร็จคงไม่ได้ทำ ตอนนั้นน้าก็ไม่อยู่ซะด้วย จะให้ทำไง?
    แต่เมื่อทำแบบนั้นไปก็รู้สึกว่าเหนื่อยกับการพยายามเอาชนะกัน ก็เลยหยุด แล้วหันไปบอกกับกิเลสว่า
    เรา : แกว่าเขาเถียงฉอด ๆ แล้วแกไม่ฉอด ๆ เหมือนกันเรอะ?
    เสียงแกก็ดังใช่เล่น ไม่แพ้เสียงน้า
    จะเถียงกันให้ตายก็ไม่ได้อะไร ในเมื่อเหตุผลของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน
    ถูก/ผิดของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน
    มีแต่คนอยากพูดให้คนอื่นฟังเหตุผลของตน แต่ไม่มีคนยอมฟัง แล้วจะเข้าใจตรงกันได้มั๊ย?
    เขาไม่หยุด งั้นเราก็เป็นฝ่ายหยุดก่อนก็ได้ ใครยอมก่อนคนนั้นชนะ(กิเลส)
    ให้เหตุผลแบบนี้ไปกิเลสมันเลยยอม จะเอาความชนะแบบทางโลกไปทำไมให้เหนื่อยและเสียพลัง เรายอมแพ้ดีกว่าจะได้ไม่ต้องทุกข์
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 84 “ล้างความยึดมั่นถือมั่นของใจได้สำเร็จ คือ ความสำเร็จที่แท้จริง “
    พิจารณาแบบนี้แล้วหายโกรธน้า ใจโล่งขึ้นทันที เมื่อเราหยุด น้าก็หยุดด้วยเช่นกัน

  18. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง ไม่ทันใจ
    เหตุการณ์ : ทำกล้วยตากแต่ฝนตก พ่อบ้านเก็บวางไว้บนโต๊ะ จึงวานให้พ่อบ้านไปเอาถาดมารองแต่พ่อบ้านไม่มาสักที รู้สึกไม่ได้ดังใจ เลยตัดสินใจไปเอาถาดเอง

    ทุกข์ : ไม่ได้ดั่งใจ ที่พ่อบ้านเอาถาดช้า

    สมุทัย : ชอบถ้าพ่อบ้านเอาถาดมาเร็ว ชังที่ถาดมาช้า

    นิโรธ : พ่อบ้านเอาถาดมาเร็วก็ดี มาช้าก็ได้ ใจไร้ทุกข์ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค : เมื่อรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ ที่พ่อบ้านไปเอาถาดช้าแล้วไปเอาถาดเอง ทันใดนั้นรู้ตัวว่า เราโง่อีกแล้ว ที่ใจร้อน เห็นแก่ตัว จะเอาดีจากพ่อบ้าน ต้องการให้เขาเอามาเร็วๆได้ทันใจเรา ได้ดั่งใจเรา รู้ว่าคิดผิด รีบหันมาดูใจแล้วปรับใหม่ว่า พ่อบ้านจะเอามาเร็ว มาช้า แม้จะไม่เอามาก็ได้เราก็ยินดีซึ่งตรงกับคำสอนของอาจารย์หมอเขียว ณ วันที่ 21เมษายน 2564 ความว่า”จงกำจัดทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจหมาย ด้วยความยินดี ในการไม่อยากได้ดั่งใจ ให้ได้”หลังจากนั้นความรู้สึกไม่ได้ดั่งใจก็หายไป ใจโล่ง เบาสบายและ ผาสุก
    สรุป พอรู้ตัวว่าทุกข์จากการที่ไม่ได้ดั่งใจแล้วรีบกำจัดทุกข์นั้นด้วยความยินดีได้ ใจก็ผาสุก

  19. จิรานันท์ จำปานวน

    เรื่อง : ใครกันที่ต้องหุงข้าว
    เหตุการณ์ : ในทุกๆ วัน เวลาที่เราขึ้นมาจากทำกสิกรรม จะมีข้าวที่หุงไว้รอเราแล้ว แต่วันนี้ไม่เป็นเหมือนทุกวัน เมื่อเราขึ้นมาจากทำกสิกรรม ตามองไปเห็นหม้อข้าวแช่ไว้เท่านั้น มารมันบ่นออกมาเลยค่ะ
    ทุกข์ : ใจร้อนอยากกินข้าวตอนนั้นเลย
    สมุทัย : ชอบที่ได้กินข้าวตอนนั้น ชังที่ต้องรอข้าวหุงสุก
    นิโรธ : จะได้กินข้าวตอนนั้น หรือต้องรอข้าวหุงสุก ก็สบายใจได้
    มรรค : เมื่อคิดแบบมารใจก็ร้อน พลังงานเพ่งมาที่หน้าผาก คำบ่นของมารก็ออกมาเยอะแยะมากมาย
    มาร : ใครกันกินข้าวหมดแล้วก็ไม่รู้จักล้างหม้อ กินหมดแล้วก็ไม่รู้จักหุงไว้ให้คนอื่นกินด้วย ฝีมือน้องแน่เลย
    เรา : แล้วจะบ่นทำไมล่ะ
    มาร : ก็บ่นนะสิ คนลงไปทำกสิกรรมมา กะว่าขึ้นมาแล้วจะได้กินข้าวเลย ต้องมานั่งล้างหม้อ หุงข้าว รอข้าวให้สุกอีก ไม่ได้ดั่งใจเลย
    เรา : หุงเองไม่ได้รึ
    มาร : หุงได้ งั้นไปหุงข้าวที่บ้านเรา ไปหุงข้าวกินคนเดียวไม่เผื่อใคร ใครแช่หม้อไว้ก็เชิญล้างเองเลย ไม่ล้างไม่หุงข้าวไว้ให้กินหรอก
    เรา : ได้ไงมาร แค่ไม่ได้กินข้าวดั่งใจหมาย ต้องโทษน้อง พาลไปเรื่อย ถึงขนาดกะจะไม่หุงข้าวแบ่งปันใครๆ เลยรึ จะหนีไปหุงกินข้าวกินคนเดียวทำไมให้โง่ เธอก็โตน่ะสิ ฉันจะกินที่นี่ ตรงนี้ ฉันจะไปล้างหม้อ แล้วมาหุงข้าว ฉันจะหุงข้าวเต็มหม้อเลยเผื่อใครๆ ด้วย ระหว่างรอข้าวสุก ก็ทำกับข้าวรอ ไม่เห็นจะต้องรีบ ไม่เห็นจะต้องหนีไปไหนเลย
    มาร : ตกลง ไม่รีบ ไม่หนี สบายกว่า แล้วได้หุงข้าวแบ่งปันใครๆ ด้วย
    สรุป พอไม่ทำตามมาร ใจที่ร้อนก็คลายลง พลังงานที่เพ่งมาที่หน้าผากก็หายไป เราก็ไปล้างหม้อ หุงข้าว ทำกับข้าวกินอย่างสบายใจ ตรงกับ บทธ ข้อ 58 เย่ ๆ ๆ ดีใจจัง ไม่ได้ดั่งใจ (วิบากหมด กิเลสตาย ได้กุศล) แย่ ๆ ๆ ซวยแน่เรา เอาแต่ใจ (วิบากเพิ่ม กิเลสพอก งอกอกุศล)

  20. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน อริยสัจ๔

    เรื่อง. ยิ่งกังวลยิ่งทุกข์

    เหตุการณ์.เนื่องจากได้เข้าประชุมอปริหานิยธรรมตอนเที่ยงของเมื่อวาน ฟังอยู่พักนึงฟ้าร้องฝนตกหนักเลยปิดเครื่องโทรศัพท์ เมื่อฝนหยุดตกแล้วจึงเปิดเครื่อง แล้วเข้าซูมเพื่อฟังประชุมอีกครั้ง สักครู่ไลน์ของพี่จิตอาสาท่านนึงก็เด้งขึ้นถามว่า “แทมมีธุระหรือ อ.กำลังพูดอยู่ค่ะ”ก็เลยส่งข้อความตอบกลับไปว่า ยังไงคะพี่ เมื่อกี้แทมปิดเครื่องค่ะฟ้าร้อง เมื่อส่งข้อความถามพี่ท่านไปเสร็จ ก็จับอาการได้ว่าตัวเองใจเริ่มกังวล ว่าที่พี่ส่งมาว่าอาจารย์คุยอยู่ตอนที่เราปิดเครื่องนะคืออะไร กิเลสเริ่มปรุงไปว่ามันจะเป็นเรื่องไม่ดีรึปล่าว ทางภูผาจะอะไรไม่ดีหรือไม่ และจับได้ว่าเมื่อเรามีกิเลสมันจะเริ่มหาเรื่องให้คิดที่จะให้เราทุกข์ใจให้ได้ ยิ่งกังวลยิ่งทุกข์ ข้อความที่ส่งไปหาพี่ท่านก็ส่งไม่ได้ ยิ่งกังวลก็ดูโทรศัพท์บ่อยครั้ง ว่าพี่ท่านจะตอบกลับมาเมื่อไหร่ และตอนนั้นก็ยังประชุมอปริหานิยธรรมอยู่เลยจะโทรถามท่านก็ไม่ได้ ก็เลยวางใจ เพราะขณะที่ฟังอยู่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติคงไม่มีอะไรมั้ง เมื่อเราวางใจได้ สักพักข้อความของพี่ท่านก็เด้งมาอีก คือ ที่จริงแล้วไม่มีอะไรเลยแค่ท่านเข้าซูมไปแล้วไม่เห็นเรา จากที่เห็นทุกวัน แต่ไม่มีอะไรบังเอิญที่เราออกมาก่อนเพราะฟ้าร้องท่านจึงไม่เห็น
    เมื่อได้เห็นข้อความที่ท่านตอบมาทุกข์ก็คลายค่ะ

    ทุกข์.กังวลใจที่เห็นข้อความแล้วปรุงไปว่าทางภูผาหรือคนที่เกี่ยวข้องกับเราจะมีเรื่องอะไรไม่ดีรึปล่าว

    สมุทัย.ยึดมั่นถือมั่นชอบที่จะให้หมู่กลุ่มและคนที่เราเกี่ยวข้องได้สภาพดีๆ ชังถ้าได้สภาพและมีเรื่องหนือเหตุการณ์ที่ไม่ดี

    นิโรธ.วางใจว่าใครเจออะไรอย่างไรแค่ไหน จะได้สภาพอย่างไรก็อยู่ที่กุศลอกุศลของหมู่กลุ่มหรือท่านนั้นๆ ทำใจในใจไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค.ตั้งศีลมาพิจารณาเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่นมันทำให้ใจไม่โล่ง ใจกังวลใจเป็นทุกข์ พิจารณาประโยชน์ของการวางใจล้างความยึดมั่นถือมั่นได้ วางใจได้ทันทีก็คลายทุกข์ได้ทันที
    และได้นำบททบทวนธรรมข้อที่ ๙๒ คือ
    คนมีปัญญา จะไม่มีปัญญาหาเหตุผล ให้ตน
    กลัว ชั่ว ทุกข์ แต่จะมีปัญญาหาเหตุผลให้ตน พ้นกลัว พ้นชั่ว พ้นทุกข์
    คนไม่มีปัญญา จะมีปัญญาหาเหตุผล ให้ตน กลัว ชั่ว ทุกข์ แต่จะไม่มีปัญญาหาเหตุผล ให้ตน พ้นกลัว พ้นชั่ว พ้นทุกข์

  21. นส.พวงผกา​ โพธิ์กลาง

    เรื่อง​ ไม่เอาแต่ใจปัญญาเกิด
    เนื้อเรื่อง​
    ปกติทุกวันจะดูแลแปลงจิตะ​ พอท่านอาจารย์ขอรวมพลังไปถอนหญ้าไก่ยิ้ม​ ก็เลยตั้งใจจะไปรวมพลัง​ แต่แล้วโจทย์ก็มา​ คือท่านที่รับผิดชอบเก็บผักไม่ค่อยสบาย​  ท่านถามว่าวันนี้จะไปรวมพลังกับหมู่ไหม​ ก็ตอบว่าไป​ค่ะ ถ้าอย่างนั้นช่วยเก็บผักให้ได้มั๊ย​ ผักอะไรก็ได้​ 3​ ตระกล้า​ เราก็บอกว่าได้คะ แต่ในใจกิเลสก็กระซิบบอกว่าไหนเธอบอกจะไปทำรวมกับหมู่กลุ่มใหญ่ไง​ แล้วทำไมเธอถึงไปรับปากท่านนั้น​ ก็ตอบกิเลสไปว่า​ เราควรทำในส่วนที่ขาด​ ได้ฝึกความแววไว​ ฝึกการประมาณ พร้อมยึดพร้อมวาง​ ฝึกการไม่เอาแต่ใจ​ แล้วประโยชน์ที่ฉันได้รับ​ คือได้เห็นทุกข์​ ได้ล้างทุกข์​ ได้ใช้วิบาก​ ขอบคุณหตุการณ์ครั้งนี้นะ​ และก็ไปเก็บผักตามที่ท่านบอก

    ทุกข์​  ลึก​ ๆ​ในใจ ยังอยากที่จะไปทำร่วมกับหมู่กลุ่มใหญ่มากกว่า​ ที่​จะต้องแยกออกไปเก็บผักที่อื่น

    สมุทัยเหตุแห่งทุกข์​ ยึดว่าถัาได้ไปทำร่วมกับหมู่กลุ่มใหญ่ จะดีกว่าจะสุขใจกว่า​ ถ้าแยกจากหมู่กลุ่มใหญ่ จะทุกข์ใจไม่ชอบใจ

    นิโรธ​ ได้ทำร่วมกับกลุ่มใหญ่​หรือแยกเราก็สุขใจไม่ทุกข์ใจ​ 

    มรรค​  พิจารณาไตรลักษณ์​ ทุกเสี้ยววินาที​ ทุกอย่างไม่เที่ยง​ อย่ายึดมั่นถือมั่น​ ต้องพร้อมรับ​ พร้อมปรับ​ พร้อมเปลียน​ ตลอดเวลา​ ยึดได้วางได้​ ไม่ฝืดฝืนจนเกินไปยังพอทำได้อยู่ก็ทำ​ ถ้าทำแล้วมันฝืดฝืนมันเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น​ เราก็เลือกที่จะไม่ทำในสิ่งนั้น​ อ่านใจเราตอนนั้นว่าระหว่างที่เราทำกับไม่ทำ​ ใจเราอันไหนโปร่งโล่งกว่า​กัน​ เราก็เลือกทำสิ่งนั้น​ ก็ต้องมองให้ออกว่าเป็นความคิดของกิเลส​ หรือว่าพุทธะ​ แล้ววิจัยแจกแจง​ ทำทีละเรื่อง​ พอเราชัดเราก็ให้ปัญญากับกิเลสได้ตรงประเด็น​ ทำให้ไม่มีอะไรคาใจ​ เป็นเรื่อง​ ๆ​ เราก็จะเบิกบานแจ่มใส​

  22. สุกัญญา มโนบาล

    เก่งแค่ไหนว่าแน่ แพ้วิบากร้าย (นายโควิด-19)
    องค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าโควิด-19 ทำให้สูญเสียชีวิตผู้คนมากที่สุดในรอบ 100 ปี ข้าพเจ้าอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดในโลกแต่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดในโลก เพราะอัตตาของคนอเมริกันบางคนไม่ยอมแม้แต่การใส่หน้ากาก แต่ข้าพเจ้ามีความเชื่อในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หลัก ๘ อ. และ ยา ๙ เม็ดของดร.ใจเพชร กล้าจน ตลอด ๑ ปีเต็มทำตามกฏของสังคมอย่างเคร่งครัด เชื่อว่าตัวเองต้องรอด แต่สุดท้ายมีอาการและตรวจพบเชื้อโควิด-19 สองสัปดาห์หลังได้รับหนังสืออนุมัติกลับไทย
    ทุกข์ใจจากทุกข์กายที่มีไข้ หนาวสั่น ไอแห้งๆ เจ็บคอ ปากเป็นแผลกลืนลำบาก เหนื่อยอ่อนเพลียมาก แสบและระคายเคืองตา ปวดเมื่อยตามตัวแขนสองข้าง เจ็บชายโครงเวลาหายใจ น้ำมูกไหลตลอดเวลา ติดเชื้อในโพรงจมูกแต่รักษาอาการหายภายใน ๑๐ วัน แต่ที่เจ็บใจคือถูกคนที่บ้านมาหาว่าเราอยากติดเชื้อ และไม่เชื่อว่าเราติด แต่สุดท้ายก็มาว่าเราเป็นคนแพร่เชื้อ ถึงกับเกิดการทะเลาะท้าทายให้หาหลักฐานพิสูจน์ หลังจากพูดคุยกับหมู่มิตรดี และ ได้สัมมาทิฏฐิจากอาจารย์ เรื่องศีลและความไม่เที่ยง ทำให้ จับความชั่ว บ้าอัตตา ว่าเราผิดศีลไปขโมยความดีของคนอื่นให้เขามาทำดี เข้าใจ เห็นใจไม่โทษเรา และเชื่อเราในเวลานั้น ทุกข์ใจ ก็หายภายใน ๓ ชม.
    ทุกข์: ๑) ทุกข์ใจจากการติดเชื้อโควิด-19 ๒) ทุกข์ใจเป็นโควิด-19 แล้ว อยากหายเร็ว ๓) ทุกข์ใจเพราะมีคนว่าเราเป็นผู้แพร่เชื้อโควิด-19 ทั้งที่ความจริงขณะนั้นเราทำดีที่สุดแล้ว มีความเชื่อว่าเราไม่ได้เป็นตามที่เขากล่าว
    สมุทัย : ๑)สุขใจถ้าไม่ติดโควิด ไม่สุขใจถ้าติดโควิด ๒) เมื่อติดโควิดแล้วถ้าหายเร็วจะพอใจ ถ้าไม่หายเร็วจะทุกข์ใจ ๓) ขณะเป็นโควิด เราไม่โทษใครแต่ถ้ามีใครมาโทษว่าเราเป็นตัวแพร่เชื้อจะโกรธทุกข์ใจทันที
    นิโรธ: ๑)ไม่มีความกลัวว่าจะติดโควิดอีก แต่ไม่ประมาท ไม่โทษใครว่าเป็นผู้แพร่เชื้อให้เรา เชื่อว่าเป็นกรรมของเรา ๒) เป็นโควิดแล้วจะหายเร็ว หรือหายช้ากว่าที่เป็นก็ได้ ๓) เขาจะว่าติดโควิดจากเราก็ได้ ไม่โทษตัวเราเอง
    มรรค: ล็อกดาวน์ สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือ ถือศีล เพิ่มอริยศีลดับความไม่ชอบใจยอมรับวิบากร้ายด้วยใจที่เบิกบานให้ได้ ไม่เอาความเก่งทางโลกมาทำร้ายตนให้เกิด ความกลัว โรค กลัวตาย กังวล ทุกข์ใจ แบ่งปันธรรมะกับหมู่มิตรดี การติดโควิด-19 ไม่ได้ทำให้ความเป็นพุทธะของเราหมดไป เพราะทุกคนเคยทำทั้งดีและชั่วมานับไม่ถ้วน เชื่อเรื่องกรรม ๕ ไม่มีจิตวิปลาส รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงเห็นชัดในอริยสัจ ๔ ปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่น พร้อมรับ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยนตลอดเวลา เพราะกายนี้มีไว้เพื่อดับทุกข์ใจเท่านั้น
    อนาคตเราต้องอยู่กับโควิด-19 ไปอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ แม้แต่วัคซีนที่เป็นความหวังของโลก ก็ยังมีปัญหาในช่วงนี้ ศีลและปัญญาในปัจจุบันเท่านั้นจะทำให้เราไม่ประมาท สามารถสร้างภูมิคุ้มกันและเป็นเกราะเป็นกฏหมายให้เราและสังคมโลกมีความสมดุลกายใจไร้ทุกข์ เมื่อทำดีที่สุดแล้ว หากต้องติดโควิด-19 ก็ยังสามารถยอมรับในวิบากร้ายที่เราไม่อยากได้ หรือดับความอยากได้ดั่งใจหมายได้ด้วยความยินดี

  23. พรพิทย์ สามสี

    เรื่อง : ซื้อของหลักพัน
    เราไปซื้อของมาขาย เสื้อผ้า วันนั้นเราไม่เอาร่มไป วันนั้นฝนตก ฝนตกเดือน 5 อีกร้านเขาก็ให้ยืมร่มกางเดินไปดูของอีกร้าน พอมาซื้อของอีกร้านหนึ่ง บอกคนขาย(เป็นลูกน้องของร้าน)ว่าช่วยเอาถุงเก่าซ้อนให้ป้าด้วยนะ คือใส่สองชั้นนะกลัวเปียกฝน(เราไปรถประจำทาง) แต่พอจับดูถุงปรากตว่าถุงขาด บอกลูกน้อง ลูกน้องจะเอาสก๊อตเทปมาแปะให้ เรารู้สึกขุ่นใจไม่พอใจที่ไม่ยอมเปลี่ยนถุงอื่นให้ ปากบอกไม่เอาแลัวถุง ไม่เป็นไร แต่ใจกับขุ่น
    ทุกข์ : แค่ถุงเก่าๆ 1 ใบร้านก็ใจดำ
    สมุทัย : ชอบที่จะให้เปลี่ยนถุงที่ขาดให้ ชังที่จะติดสก๊อตเทปให้
    นิโรธ : จะเปลี่ยนถุงหรือไม่เปลี่ยนได้ทั้งนั้น ไม่ซ้อน 2 ชั้นก็ได้ ชั้นเดียวก็ได้ ไม่เป็นไร
    มรรค : มาร : มันบอกว่าซื้อของหลักพันนะ แล้วซื้อหลายครั้งแล้วด้วย อีแค่ถุงเก่าๆใบเดียวที่ไม่ขาดมาซ้อนเผื่อเปียก กลัวเฒ่าแกเจ้าของร้านบ่นว่าหรือ
    เรา : บอกมารเขาเป็นลูกน้อง เขาต้องประหยัดถุงให้ เขาแป๊ะนะดีแล้ว เขาเป็นแค่ลูกน้อง แกต้องเข้าใจเขา งานตอนนี้ก็หายากเสียด้วย แกนี่แย่มาก เรื่องแค่นี้แกยังขุ่นใจ
    ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นคือเงาของแก ทำมาๆๆ
    แล้วใจที่ขุ่น กลับเมตตาเด็กร้าน ขอโทษ ขออโหสิกรรมในใจ เบิกบาน

  24. รมิตา ซีบังเกิด

    รมิตา ซีบังเกิด
    เรื่อง ท่อน้ำแตก
    เหตุการณ์ :
    ช่วงเช้าไปแปลงผักหลังบ้านเพื่อจะรดน้ำ ปรากฎว่าน้ำไม่ไหลจึงหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น
    พบว่าท่อน้ำที่อยู่หลังบ้านของเพื่อนบ้านแตก ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ แต่เราก็ไม่ถามใคร พอมีเวลาก็ไปซื้ออุปกรณ์มาซ่อมจนสามารถใช้งานได้เป็นปกติ
    ทุกข์ : รู้สึกขัดใจที่ท่อน้ำแตกรดน้ำผักไม่ได้
    สมุทัย : ชอบที่ท่อน้ำไม่แตก รดน้ำผักได้ ชังที่ท่อน้ำแตกรดน้ำผักไม่ได้
    นิโรธ : ท่อน้ำแตกจะรดน้ำผักได้หรือไม่ก็ไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : เมื่อพบว่าท่อน้ำแตกรู้สึกขัดใจ รีบกลับหันมาดูใจตัวเองว่า เราจะไปขัดใจให้ทุกข์ทำไม ท่อน้ำแตกก็ซ่อมใหม่แล้วกัน พร้อมทั้งพิจารณาล้างใจด้วยบททบทวนธรรมข้อที่ 40ว่า “วิธีแก้ปัญหาง่ายนิดเดียว อันไหนแก้ได้ก็แก้ แก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องแก้” รู้สึกโล่งใจ เบาสบาย แล้วไปหาอุปกรณ์มาเปลี่ยนท่อน้ำใหม่ให้ใช้งานได้
    สรุปเมื่อมีปัญหารีบหันกลับมาดูใจตัวเอง แล้วปรับใจ จนโล่ง เบา สบาย และแก้เหตุการณ์ที่มีปัญหาได้สำเร็จ ใจก็ไร้ทุกช์

  25. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง โควิดระบาดแต่ใจไร้ทุกข์
    เหตุการณ์ อำเภอพรหมคีรีเป็นอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช มีจำนวนประชากร 3หมื่น7พันคน ณ.วันนี้(22 เมย 64)พบผู้ติดเชื้อ ในตำบล19 รายที่เจอเป็นกระจุกเยอะที่สุดคือ หมู่บ้านที่เราอาศัยอยู่ บ้านของผู้ติดเชื้ออยู่หลังบ้านนั่นเอง พ่อบ้าน ลูกชายและคนรอบข้างจะกลัว กังวลกันพอสมควร ส่วนตัวไม่ได้กังวลในโรคระบาดนี้ เพราะได้ศึกษาศาสตร์แพทย์วิธีธรรม และได้ฝึกปฏิบัติจนแน่ชัดว่า หมอที่ดีที่สุดในโลกคือตัวเราเองแต่ก็ไม่ได้ประมาท มีกังวลนิดๆสำหรับคนในครอบครัว รวมถึงพ่อและน้องๆ

    ทุกข์ กังวลใจ กลัวโควิดจะติดคนในครอบครัว

    สมุทัย ถ้าทุกคนปลอดภัยไม่ติดเชื้อจะสุขใจ ถ้ามีใครติดเชื้อจะทุกข์ใจ

    นิโรธ ใครจะปลอดภัยใครจะติดเชื้อจากโควิดก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค ตั้งศีลมาพิจารณากฎไตรลักษณ์ที่ทำให้ใจเป็นทุกข์ คิดฟุ้งช่านไปในเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อย วิตกกังวล วิตกจริตที่ทำมาหลายภพหลายชาติแล้วไม่เคยได้ล้าง เกิดเหตุการณ์แบบนี้ให้ได้ล้างบ่อยๆก็รู้สึกยินดีที่ได้ฝึกล้าง อาจารย์ท่านสอนว่าโรคเกิดจากร่างกายไม่สมดุลย์บวกวิบากร้าย ฉะนั้นไม่ต้องไปห่วงใครทุกคนก็ไปตามวิบากดีร้ายที่ได้ทำมา ไม่มีใครช่วยใครได้ ใครทำอะไรมาก็ต้องรับ แบ่งโอนให้ใครไม่ได้ รับแล้วก็หมดไปแล้วจะโชคดีขึ้น ก็ทุกคนยังกินเนื้อสัตว์อยู่ก็ต้องให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละคน เรามีหน้าที่ทำให้ดู สอนในสิ่งที่เขาสนใจต้องการให้สอน อย่าทำเกินหน้าที่อย่าทำผิดหน้าที่ ทำที่ตนเองเพิ่มศีลให้สูงขึ้น ตรวจสอบใจทุกวินาทีมีอะไรที่ยังกังวลอยู่อีกไหม ใจสุขสบายดีก็ดีที่สุดแล้ว
    ใช้บททบทวนธรรมข้อ 14 ไม่มีชีวิตใดหนีพ้นอำนาจแห่งกรรมไปได้ ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว
    สรุป หลังพิจารณาเข้าใจชัดเรื่องวิบากกรรม ใจก็สบาย อาการกังวลใจหายไป กลัวคือโง่..สาธุ

  26. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง แปลงผักลดกิเลส
    เหตุการณ์ หน้าบ้านมีพื้นที่อยู่ประมาณ 8 ตารางวาที่ใช้ปลูกผักได้ ช่วงก่อนหน้านี้จะใช้พื้นที่เพาะต้นพันธุ์ที่จะไปปลูกในสวนส่วนใหญ่เป็นไม้ยืนต้น เช่น ขนุน หมาก มังคุด ก็ทยอยเข้าไปปลูกทดแทนต้นที่ตาย ถึงจะมีผักอยู่บ้างแต่จำนวนไม่มาก ตอนนี้จะปรับเพื่อที่จะปลูกผักที่กินได้ให้มากขึ้น แต่หญ้าขึ้นรกและมีหินดายหญ้ายาก พ่อบ้านพูดคุยจะช่วยปรับแปลง ทำแปลงให้แต่ก็ไม่ว่าง จึงลงมือดายหญ้าด้วยตัวเอง แต่ใจก็ขุ่นๆ ใจไม่โล่ง มีอาการปวดต้นคอร่วมด้วย

    ทุกข์ พ่อบ้านไม่ช่วยทำแปลงผัก

    สมุทัย ชอบถ้าพ่อบ้านช่วยทำแปลงผัก
    ชังถ้าพ่อบ้านไม่ช่วยทำแปลงผัก
    นิโรธ พ่อบ้านจะช่วยหรือไม่ช่วยทำแปลงผักก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค เมื่อมีใจขุ่นๆแบบนี้ขึ้นมาก็รู้แล้วมารมากวนใจแล้ว เพราะดายหญ้าไปชำเลืองดูในบ้านไป “เขาจะเห็นไหมหนอว่าเราดายหญ้า”
    ” มัวทำอะไร ทำไมไม่ออกมาดู” ดูลีลามาร ได้ผลกิเลสดีใจสักพักพ่อบ้านออกมาบอกว่า
    ” เดี่ยวงานพี่เสร็จพี่จะมาช่วยนะ” มารทำเป็นไม่สนใจชำเลืองดูด้วยหางตาอีก ดูลีลามารน่ารังเกียจมาก
    ไม่ได้แล้วพากันมาหลายตัวแบบนี้ถ้าไม่ได้ล้าง โดนถล่มยับ แย่แน่ๆเลย ก็มาพิจารณาแก้ที่ใจก่อนแล้วจะขุ่นใจ จะไม่ชอบใจทำไม ขุ่น โกรธ คือโง่ คือชั่ว คือทุกข์ คือบ้า ยังบ้าไม่พอใช่ไหม ถึงจะขุ่นไม่มากก็ไม่ใช่แล้ว ท่านอาจารย์บอกว่ากิเลสแม้น้อยก็เหม็นมาก ถ้าไม่ล้างมันจะโตขึ้นๆแล้วต่อไปจะต้องใช้พลังอีกมากมาย ต้องรีบล้างออกไปใช้บททบทวนธรรมข้อ 75 “ถ้าเราดับทุกข์ใจได้ ก็ไม่มีทุกข์อะไรที่ดับไม่ได้”
    กิเลสอีกตัวจะเอาดีที่ยังไม่ใช่เวลาจากพ่อบ้าน ก็ท่านยังมีงาน มีประชุม ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาช่วยทำแปลงตอนนี้ ไหนคุยว่าทำแล้วจะไม่เอาอะไรจากใครให้ได้ แต่ ยังเอา ยังจะเอาอยู่ตลอดเวลา เอามาตลอดชีวิต เอามามากจนกล้ามเนื้อแข็งเกร็งค้างยังคลายตัวไม่หมด จะเอาเพิ่มอีกใช่ไหม หญ้าก็ไม่ได้มากมาย พื้นที่ก็นิดเดียว ก็ทำเท่าที่ทำได้ด้วยใจไร้ทุกข์ ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 45 “อยากได้สิ่งใด จงคิดสิ่งนั้นกับผู้อื่น” ยินดีที่ได้ใช้วิบากที่เฉยเมยไม่สนใจที่จะช่วยพ่อแม่ทำงานสวนตั้งแต่เด็กๆแล้ว เลี่ยงงานมาตลอดยินดีใช้วิบากด้วยใจยินดี เต็มใจ ขอบคุณพ่อบ้านที่งัดกิเลสตัวนี้ออกมาให้ได้ล้าง และขอโทษขออโหสิกรรมที่ไปเพ่งโทษ ทายใจ และจะเอาจากท่านด้วย ก็ดายหญ้าไปด้วยใจเบิกบาน อาการขุ่นและเกร็งต้นคอหายไปด้วย ใจคลายกายคลายได้พลังเต็มๆ

    สรุป หลังจากดายหญ้าไปสักพักก็มีพ่อบ้านและลูกชายมาช่วยทำแปลงผัก ถึงจะเป็นแปลงเล็กๆแต่ก็คงจะมีผักที่ได้ปลูกเพิ่มในช่วงต่อไป..สาธุ

  27. ปิ่น คำเพียงเพชร

    ดื้อ อยากได้ดั่งใจ : ปิ่น คำเพียงเพชร

    สถานการณ์โควิดกลับมาระรอก 3 และหนักสุดกว่าครั้งที่ผ่านสำหรับประเทศไทย ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลสงกรานต์พอดี อาจารย์หมอเขียวท่านก็เลยเตือนสติสังคมว่า “covid ครั้งนี้หนักจริง ๆ อย่าประมาท ให้ร่วมด้วยช่วยกัน” เมื่อเราได้ยินข้อความนี้เรา ก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญ ควรนำไปเผยแพร่ในเพจ ก็เลยทำภาพประกอบขึ้นมาพร้อมกับเนื้อหาสาระธรรมดังกล่าว

    ซึ่งปกติทุกสัปดาห์ ก็จะมีการส่งงานภาพประกอบสาระธรรม เข้าหมู่ใหญ่แล้วก็นำเสนอตรวจงานและผ่านขั้นตอนการโหวตจากมติหมู่ก่อน จึงจะนำไปเผยแพร่ แต่เนื่องจากสาระธรรมนี้เป็นสาระธรรมเฉพาะกิจที่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ ซึ่งในเนื้อหาอาจารย์ท่านมีระบุคำว่า “ช่วงสงกรานต์นี้ ให้ลูกหลานที่กลับไปบ้านระวัง จะนำเชื้อไปแพร่ให้ผู้เฒ่าผู้แก่พ่อแม่ที่บ้าน” เราก็เลยมีความยึดมั่นถือมั่นว่า ควรจะได้เผยแพร่ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จึงจะดี เพราะทันการกับสถานการณ์ และคิดไปตามกิเลสว่า ส่งไปให้พี่น้องทางภูผาช่วยเผยแพร่ดีกว่า เพราะไม่ต้องผ่านมติหมู่จะได้เผยแพร่งานได้ทันการณ์

    ทุกข์ : ร้อนรนใจ อยากได้เผยแพร่งานให้ทันการณ์ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตามคำที่อาจารย์ท่านพูด ยึดว่าเรื่องนี้สำคัญ ถ้าได้เผยแพร่งานเร็วได้ทันการณ์จะดีเพราะจะเตือนสติสังคมได้ทัน ถ้าเผยแพร่ช้าไม่ทันการณ์ไม่ดี

    นิโรธ : จะเผยแพร่งานเร็วทันการณ์ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ตามคำอาจารย์หรือไม่เราก็ไม่ร้อนรนใจไม่ทุกข์ใจ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : นี่เพียงเพราะความเอาแต่ใจ ความยึดมั่นถือมั่นมากของเรา ว่าสาระธรรมนี้สำคัญ ถ้าได้เผยแพร่ทันการณ์จะดีจะเป็นประโยชน์ ถ้าเผยแพร่ไม่ทันการณ์ไม่ดี จนเกิดความทุกข์ใจร้อนรนใจถึงขั้นจะยอมผิดศีลยอมเสียศีล มองข้ามการเคารพมติหมู่มิตรดีด้วยการคิดหาทางส่งงานเผยแพร่โดยไม่ต้องผ่านหมู่เลยเชียวหรือ จะงานด่วนหรือไม่ด่วนเราก็ควรนำเข้าหมู่ก่อนนั่นแหละดีที่สุด ถ้าได้เผยแพร่งานนี้ทันใจแล้วยังไงต่อ เราได้อะไร ก็ได้สั่งสมกิเลสตัวได้ดั่งใจให้โตก็เท่านั้นเอง นี่หรือที่ว่าสำคัญ ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการไม่ทุกข์ใจและได้ลดละล้างกิเลสหรอก ไม่ว่าสาระธรรมจะดีแค่ไหน แต่ถ้าเราทำไปด้วยกิเลสด้วยความยึดมั่นถือมั่น มันก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ มันก็ชั่วแล้ว เมื่อคิดได้ดังนี้ ก็ปรับใจให้ไหม่ด้วยการส่งงานเข้าหมู่ให้ช่วยพิจารณาและเสนอโหวตตามขั้นตอน และวางใจว่า จะได้เผยแพร่งานทันการณ์หรือไม่ก็ไม่เป็นไร ถือว่าเราได้เสนอดีเต็มที่แล้วก็ดีมากแล้ว

    สรุป ผลโหวตก็ผ่านให้งานได้เผยแพร่ทันการณ์ กิเลสความได้สมใจก็ไม่โต ที่สำคัญคือได้เคารพมติหมู่มิตรดีด้วยการตัดสินใจไม่ทำตามใจตัวเอง รู้สึกว่าเราคิดถูกและคุ้มค่ามาก ๆ ที่ได้ขัดเกลากิเลสความใจร้อนความดื้ออยากได้สมใจของตัวเองในครั้งนี้ได้ สาธุ

  28. วรางคณา ไตรยสุทธิ์ (พุทธพรฟ้า)

    คิดดีแล้ว

    ช่วงนี้กำลังแก้เล่ม ป.เอก ส่งมหาวิทยาลัยตามที่คณะกรรมการสอบแนะนำ ตอนที่ค้นข้อมูลวิจัยเพิ่มเติมบางส่วนทำให้ได้อ่านบทความวิจัย รายการวิจัย เกี่ยวกับปัญหาของการศึกษาและปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังแย่ของเมืองไทยและทั่วโลก ซึ่งนักวิชชาการก็พยายามหาทางแก้ปัญหาด้ายวิธีการต่าง ๆ ทำให้ได้รู้ว่าวิชชารามสามารถแก้ปัญหานี้ได้และคิดว่า “เราควรทำแบบนี้ล่ะ แบบนี้ถึงจะดีแล้วก็แก้ปัญหาได้” แต่ก็บอกตัวเองว่า “แก้เล่มเท่าที่พอจบได้ก็พอ ปัญหาของสังคมของโลก เราทำอะไรได้ไม่มาก ช่วยนักศึกษาวิชชารามได้ก็ดีมากแล้ว” เป็นแบบนี้อยู่ 2-3 ครั้ง ในช่วง 2-3 วัน ก็เริ่มรู้สึกอึดอัดใจจึงตรวจหาว่ากำลังคิดอะไรผิดอยู่เปล่า

    ทุกข์ อึดอัดใจ
    สมุทัย อยากทำงาน ป.เอก ให้ออกมาดีและเป็นประโยชน์ เพราะรู้ว่าช่วยแก้ปัญหาของนักศึกษาวิชชารามและสังคมได้ แต่ก็ยึดว่าทำพอจบได้ก็พอ ทำเท่านี้ล่ะ ทำให้รู้ว่าเรากำลังยึดว่าความคิดเห็นเราถูกแล้ว คิดดีแล้ว ที่วางใจได้ไม่ไปคิดใหญ่โตไปแก้ปัญหาทั้งสังคม
    นิโรธ ความคิดเห็นเราที่คิดว่าคิดดีแล้ว จริง ๆ แล้วเราอาจจะคิดถูกหรือคิดผิดก็ได้ เมื่อพิจารณาให้ดีแล้วก็ไม่ไปทุกข์ใจ พร้อมปรับเปลี่ยนในเหลี่ยมมุมที่คิดผิดพลาด

    มรรค ตอนที่จับได้และรู้ชัดว่าเรายึดความคิดเห็นตัวเองว่าคิดดีแล้ว ซึ่งจริง ๆ ก็คิดถูกแล้วหลายส่วน แต่ส่วนที่ผิด คือ ไปยึดว่าเราคิดถูกแล้ว ควรเป็นแบบนี้ เราคิดดีแล้ว อาจารย์และหมู่กลุ่มก็บอกแบบนี้ พอรู้ว่ากำลังยึดความคิดเห็นว่าคิดถูกแล้วก็รู้สึกละอายใจมาก จึงพิจารณาโทษของการยึดความคิดเห็นตนเองที่จะทำให้หลงตัวเอง เป็นมานะถือดีถือตัว เป็นโทษมหาศาลไม่มีที่สิ้นสุดถ้าไม่ซื่อสัตย์ยอมรับความจริงว่ากิเลสนี้กำลังออกฤทธิ์ ทำให้ช้าในการล้างกิเลส ทำงานที่เป็นกุศลก็ช้า พอพิจารณาแบบนี้ก็ทำให้โล่งใจเต็มที่และระลึกกิเลสได้อีกหลายตัวที่มีรากความยึดมั่นเดียวกัน ก็ล้างเพิ่มและโล่งใจมากขึ้นอีก ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในทางเดินที่โปร่งโล่ง มีปัญญาในพิจารณากิเลสตัวอื่น ๆ ได้อีก มีพลังในการทำงาน ป.เอก และงานวิชชารามเพิ่มขึ้น การงานทั้งหมดที่ทำไปสูญสลายเดี๋ยวดีแล้วแย่อยู่แล้ว แต่การงานที่ได้ล้างความยึดมั่นในใจเราเป็นสิ่งที่ควรทำอันดับแรกในทุก ๆ งานที่กำลังทำอยู่

  29. มงคลวัฒน์ รัตนชล เพชรไพรพุทธ

    21 เม.ย.64 เรื่องวิบากร้ายไล่ล่า
    เหตุการณ์ : ทราบข่าวเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมที่สนิทเป็นจิตอาสาที่สนิทมาก เพิ่งป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งก่อนหน้านั้นแข็งแรงปกติ เมื่อเดือนที่แล้วเสียชีวิต รู้สึกเสียดายและใจแป้วไปนิดหนึ่ง 10 นาที
    ทุกข์ : ยึด ชอบที่พี่น้องคนสนิทแข็งแรงหรือแม้เจ็บป่วยก็ประคองอยู่ได้ด้วยศาสตร์ พวธ.โดยรวมได้
    สมุทัย : ยึดดี อยากได้ดีดั่งใจหมาย เรื่องอยากให้พี่น้อง ญาติแข็งแรง
    นิโรธ : แม้เกิดเรื่องร้ายไม่ว่าด้านสุขภาพตนหรือเหตุการณ์ร้ายก็ไม่ทุกข์
    มรรค : พิจารณาเรื่องวิบากกรรมแต่ละบุคคลที่ทำดีทำชั่วมา หาที่ต้นที่สุดไม่ได้ วิบากร้ายจึงตามไล่ล่าตลอดเวลา ถึงเวลาที่วิบากร้ายมาก ๆ มาถึงจะสู้ไม่ได้ ตรงกับบททบทวนธรรมที่ 81
    “เหนือความเก่ง คือ วิบากร้าย เก่งแค่ไหนว่าแน่ ก็แพ้วิบากร้าย ร้ายแค่ไหนว่าแน่ ก็แพ้วิบากดี วิบากดีที่แน่แท้ ที่ดีที่สุด คือ ใจไร้ทุกข์ ใจดีงาม” ก็ลดความเสียใจเสียดายที่ญาติธรรมเสียชีวิตได้ เพราะทุกคนต้องชดใช้วิบากที่ตนทำมา และกลับยินดีที่เขาปฏิบัติธรรม ลดกิเลสตนเองได้แล้วได้สัมมาทิฏฐิในการปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์แล้ว มาชาตินี้ ภพภูมินี้ได้เจอสัตบุรุษและหมู่กลุ่มที่เป็นอาริยะชนผู้มีศีลเป็นโลกุตระแล้วไม่เป็นโฆษบุรุษแล้วก็ยินดี ภูมิใจกับญาติธรรมที่เสียชีวิต เห็นการวางขันธ์ที่สงบของญาติธรรมที่วางดีได้อย่างสงบ ตายด้วยจิตที่เบิกบาน ปล่อยวางได้ ก็ยินดี ภูมิใจและตั้งมั่นในการปฏิบัติธรรมด้วยความไม่ประมาท มุ่งมั่นที่จะล้างทุกข์ใจทุกตัวที่เกิดในใจทุกแง่มุมตามคำสอนของอาจารย์หมอเขียว แปรความทุกข์ใจ ความเสียใจ เสียดาย มาเป็นพลังพากเพียร ปฏิบัติศีลและปัญญาในธรรมที่จะล้างกิเลสความอยากได้ดั่งใจในจิตลดไปเรื่อย ๆ จนถึงที่สุด ก็เบิกบานยินดี ขอบคุณเหตุการณ์ที่ทำให้เห็นกิเลสที่ยึด และได้ล้างกิเลสตัวนั้นไปในที่สุด

  30. มงคลวัฒน์ รัตนชล เพชรไพรพุทธ

    22 เม.ย 2564 การบ้าน
    เรื่อง ไม่ได้ดั่งใจหมายและได้ดั่งใจหมาย
    เหตุการณ์: ตั้งใจที่จะไปทำกสิกรรม ปลูกต้นไม้ ที่สวนยางในช่วงเช้า แต่พอตื่นขึ้นมาต้องช่วยแม่บ้านทำอาหาร เตรียมผักให้แม่บ้านทำอาหารไร้สารพิษ ไร้เนื้อสัตว์ก่อน จนถึง8.00น. จึงได้ไปสวน ซึ่งปลูกไม้สัก พยุง จำปาไว้ ดูแลไม่ให้เถาวัลย์พัน และดึงลง ถางรอบๆโคน หลังจากปลูกมา6เดือน ช่วงโควิดมา ก็มาทำกสิกรรมไร้สารปลูกต้นไม้ให้โลก ซึ่งผ่านแล้งยาว 3เดือน ช่วง มค,กพ,มีค. และต้น เมย.จนถึงสงกรานต์
    ต้นไม้ยังอยู่ได้ จนถึงเที่ยงมีเพียงต้นเดียวที่ไม่โต เที่ยงฝนตกก็กลับมากินอาหารที่บ้าน บ่ายไปบ้านพร มีโอกาสดูแลผู้ป่วย ตั้งใจจะไปปลูกต้นไม้เพิ่มในสวน ใจศีลแต่เวลาไม่อำนวย (จะทำแล้วก็เปลี่ยนแผน) วางดี ที่ไม่โปร่ง ไม่โล่ง ไม่เอื้ออำนวย ณ เวลานั้นๆ ได้
    ทุกข์: อยากให้ทุกอย่างที่วางแผนไว้เป็นไปตามแผน
    สมุทัย: ยึดว่าจะได้ดีดั่งใจหมาย
    นิโรธ: สภาวะไม่ทุกข์ แม้ว่าไม่ได้ดั่งใจหมาย
    มรรค: พิจารณาเรื่องกรรมเรา กรรมเขา กรรมโลก ซึ่งจะประมวลผลให้เราทำดี ทำกุศลไปตามธรรมนั้น อย่าขโมยดี อยากได้ดีมากกว่าที่วิบากจัดสรรค์ให้ ให้ทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจหมาย เมื่อพิจารณา และความยึดดี วางดีก็สบาย เบิกบานได้อย่างมีความสุขที่ได้บำเพ็ญตั้งเยอะ เพียงแต่ไม่ได้ดั่งใจหมายของเราเท่่านั้น ก็ค้างความไม่ได้ดั่งใจเรื่องทำงานให้ได้ดั่งใจหมาย ไปได้ความเบิกบานยินดีที่ได้ทำกุศลงานที่ทำ และได้ค้นพบกิเลสอีกแง่มุม ได้ล้างความยึดกิเลสชั่วตัวนั้นไปอีกตัวหนึ่ง จึงยินดี พอใจ เบิกบานในที่สุด

  31. ศิริพร คำวงษ์ศรี

    ชื่อเรื่อง : น้องสาวข้าใครอย่าแตะ

    ตั้งแต่เล็กจนโต ทั้งชีวิตลืมตาก็มีแต่น้องสาวข้างกายเสมอ ทั้งสุขและทุกข์ผ่านเรื่องราวมากมายเกินบรรยาย จึงทำให้ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับน้องสาว เราก็จะเข้าไปลุยปกป้องเสมอ ด้วยการพ่นวจีกรรม แสดงกายกรรมไม่พอใจ จากมโนกรรมมีอคติที่หลงคิดว่าผู้อื่นมาทำร้ายคนที่เรารัก ผ่านมาหลายต่อหลายเหตุการณ์ เช่น ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย มีพนักงานประจำห้างฯ ท่านหนึ่งมาพูดจาไม่ดีกับน้องสาว ก็ไปเรียกผู้จัดการมาต่อว่า
    พอเรียนจบไปทำงานพาร์ทไทม์ น้องสาวโดนเพื่อนสนิทหักหลังด้วยการเอาเรื่องความลับส่วนตัวไปพูด เราก็ไปเอาเรื่องถึงที่ทำงาน และพาน้องสาวลาออกมา
    ช่วงทำงานน้องสาวเข้าไปเป็นพนักงานทำงานให้กับรุ่นพี่คนสนิทของเรา แต่พอน้องสาวมาบอกว่ามีเรื่องปัญหาเกิดขึ้นในที่ทำงาน เราก็ต้องไปเป็นห่วง ขอนัดเข้าไปคุยกับรุ่นพี่ของเรา เพื่อต้องการให้น้องสาวทำงานอย่างมีความสุข
    ล่าสุดแต่ยังไม่ท้ายสุด เครือญาติมีเหตุเข้าใจผิดในการกระทำของน้องสาวว่าไปบังคับผู้ป่วย เราก็มีอาการผีเข้า ยอมไม่ได้ ต้องพยายามพูดอธิบายให้ทุกท่านต้องเข้าใจการกระทำของน้องสาวให้ถูกต้อง
    จนเรื่องราวล่าสุด มีอาการไม่หนักมาก แต่ก็ยังคัน ๆ คือ น้องสาวมีการสอบถามเพื่อต้องการเข้าใจในข้อมูลการเรียนการสอน แต่ผู้ฟังอาจเข้าใจว่าน้องสาวไปถือสา เรารู้สึกกังวลใจ กลัวน้องจะไม่พูดอธิบาย จึงชิงพูดอธิบายแทนน้องสาวว่า น้องสาวไม่ได้ถือสา แต่แค่ต้องการความเข้าใจและรายละเอียดในสอน
    เรารู้สึกว่า ไม่อยากให้ท่านใดเข้าใจเจตนาของน้องสาวไปในทางที่น้องสาวไม่ได้เป็นแบบนั้น เราหลงคิดว่า เราเนี่ยแหละรู้จักน้องสาวเราดีที่สุด ไม่อยากให้ใครมาเข้าใจผิดในตัวน้องสาวของเราเลยแม้แต่นิดเดียว

    ทุกข์ คือ หงุดหงิด กังวล ไม่พอใจ ร่างกายมีอาการร้อนผ่าว

    สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) คือ ไม่อยากให้ผู้อื่นมาเข้าใจผิด ใส่ร้าย ทำไม่ดีกับน้องสาวของเรา

    นิโรธ (สภาพดับทุกข์) คือ ยินดีในทุกเรื่องราวที่น้องสาวของเราได้รับ พอใจที่น้องสาวได้รับทุกสิ่งที่ตนได้ทำมา ไร้กังวลที่มีใครมาเข้าใจผิด ใส่ร้าย ทำไม่ดีกับน้องสาวของเรา เราก็ไม่ทุกข์ ปล่อยวาง ให้น้องสาวได้พิจารณาและได้เลือกจัดการชีวิตของตนเอง

    มรรค (ทางเดินสู่ความพ้นทุกข์) คือ พิจารณาที่เราหลงคิดว่า เราเนี่ยแหละรู้จักน้องสาวดีที่สุด แต่แล้วทำไมเราถึงไม่มาทำความรู้จักกิเลสของตนเองให้ชัดเจนอย่างดีที่สุดเองล่ะ ตั้งแต่เล็กจนโตที่ผ่านมา ไม่เคยยอมให้น้องสาวได้ยินดีรับวิบากที่เขาเคยได้ทำไว้เลย ยุ่งแต่เรื่องของน้อง กลับไม่มาสนใจว่า ใจของเรานั้นทุกข์ขนาดไหน มีจิตพยาบาทขนาดไหนในการหลงคิด พูด ทำแบบนี้ เพราะเราหลงผิดไม่ยอมเชื่อชัดเรื่องกรรมของน้องสาวได้ทำมา ไม่ให้ความยุติธรรมต่อโลกใบนี้ที่น้องสาวสมควรได้รับทุกสิ่งแล้วจริง ๆ หากเรายอมให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นตามกระแสกรรม น้องสาวก็จะรับแล้ว หมดไป สุดท้ายจะโชคดีขึ้น พอระลึกได้เช่นนี้ รู้สึกปล่อยวางได้มากขึ้นจากความมัวเมา เห็นความทุกข์จากความยึดมั่นถือมั่นในบุคคล สิ่งของ เหตุการณ์ ที่เราหลงยึดหลงรัก หลงคิดว่านี่คือความรักที่บริสุทธิ์ แต่แท้จริงเราแค่หลงยึดต้องการทำตามกิเลสของตนเอง เพราะแค่ต้องการเห็นสภาพดี ๆ เกิดขึ้นกับน้องสาวเท่านั้น อยากให้น้องสาวเห็นว่ายังมีเราอยู่เสมอ กิเลสเห็นแก่ตัวอยากได้ความสำคัญจากคนที่เรารัก พิจารณาความทุกข์จากการจะเอาตัวเอาตน จะทุกข์ให้เหนื่อยไปถึงไหนกัน ? เห็นกิเลสกลัวและอยากได้ความศรัทธาจากคนที่เรารัก ตอนนี้พยายามตั้งใจจะพิจารณาไปเรื่อย ๆ เพื่อความหลุดพ้นจากการกักขังตนเองและผู้อื่นในบ่วงแห่งความผูกพัน ให้เหลือเพียงความสัมพันธ์ เพราะเป้าหมายที่แท้จริง คือ การมีอิสรภาพไร้ภาระทางใจ เพื่อได้บำเพ็ญใจกายสู่ความหลุดพ้น

  32. Sureenart ratchapan สุรีนารถ ราชแป้น

    การบ้านอริยสัจ4

    ชื่อ: สุรีนารถ ราชแป้น จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ2

    ชื่อเรื่อง:นกพิราบ

    เหตุการณ์:สังเกตุเห็นนกพิราบมาอาศัยเกาะอยู่บนหลังคา เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมมีอยู่ไม่กี่ตัวและขี้สกปรกตามพื้น

    ทุกข์: วิตก กังวล ว่าถ้านกพิราบมาอาศัยอยู่ที่หลังคาบ้านเป็นจำนวนมากๆ และมาอยู่ถาวรจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค อาจเกิดโรคต่างๆได้ที่มาจากนก

    สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์):ชอบใจ สุขใจ หากปลอดภัยจากโรคที่อาจมากับนก
    :ไม่ชอบใจ ทุกข์ใจหากเกิดโรคที่อาจมากับนก

    นิโรธ(สภาพดับทุกข์):จะเกิดโรคหรือไม่เกิดโรคที่อาจมากับนก จะไม่ทุกข์ ไม่สุข

    มรรค(วิธีดับทุกข์):เมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้เห็นมาร(กิเลส)ในตัวเรา ในความกลัว ระแวง หวั่นไหว ปรุงไปต่างๆว่า โรคร้ายต่างๆ อาจมากับนกที่มาอาศัยบริเวณหลังคาบ้าน และยังทำความสกปรกให้บริเวณบ้านด้วย เมื่อเชื่อมารก็เกิดทุกข์ในใจ กลัวไปล่วงหน้า ถึงแม้จะไม่ได้ทุกข์มาก แต่เราไม่ต้องการทุกข์ จึงไม่เชื่อมาร ล้างความทุกข์ใจด้วยบททบทวนธรรมข้อที่ 107”กลัว ชั่ว ทุกข์ คือโง่”เพราะความกลัววิตกกังวล กับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิด เป็นความคิดที่โง่ ทำให้เกิดผลเสียทางด้านจิตใจได้ ทำให้ไม่เบิกบาน ไม่แช่มชื่น อาจทำให้ร่างกายเราป่วยได้ โรคจากนกยังไม่เกิด แต่กิเลสมารเกิดขึ้นแล้ว ทุกข์แล้ว จึงล้างทุกข์โดย ใช้บททบทวนธรรมอีกข้อคือ ข้อที่21 “การได้พบกับเหตุการณ์ ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมือ อันล้ำค่าที่ทำให้ ได้ฝึกล้างกิเลส คือความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่น ถือมั่นในใจเรา และทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา”
    ต้องขอบคุณเหตุการณ์ที่ทำให้เราได้เห็นกิเลสที่ซ่อนอยู่ ทำให้ได้ล้างกิเลส ล้างความยึดมั่นถือมั่น เพราะเป็นธรรมชาติของนกที่เขาจะอยู่อาศัยในที่ๆเขามีอาหารกิน มีที่อยู่ที่ปลอดภัย เราจะไปไล่ รังแกนกก็จะผิดศีล สร้างวิบากเพิ่มอีก และเราก็ได้ใช้วิบาก เพราะเมื่อสมัยมาเรียนหนังสือ ในตัวเมือง ก็มาอาศัยบ้านคนอื่นอยู่ แต่พอนกมาอยู่บ้านเราบ้างกลับ กลัว วิตกต่างๆนานามันชั่วเกินไปแล้ว
    สรุป เมื่อได้พิจารณาดังนี้ กิเลสมาร ก็ดับสลาย นกพิราบจะมาอยู่เท่าไหร่ ก็ยินดี จะเกิดอะไรขึ้นก็พร้อมรับไม่กลัวอะไร ไม่ทุกข์ใจ

  33. Sureenart ratchapan สุรีนารถ ราชแป้น

    การบ้านอริยสัจ4

    ชื่อ:สุรีนารถ ราชแป้น จิตอาสาสวนป่านาบุญ2

    ชื่อเรื่อง: น๊อตหลวม

    เหตุการณ์:มีฝารองนั่งโถส้วมที่บ้าน เกิดชำรุด โยกเยก เลื่อนไป เลื่อนมา เวลาใช้งาน ตอนแรกๆเลื่อนไม่มาก แต่วันที่ตัวเองเข้าใช้ เลื่อนไป เลื่อนมาจนเกือบหลุดจากโถ

    ทุกข์: รู้สึกรำคาญ ที่ฝารองนั่งโถส้วมชำรุด เกือบหลุด เวลาใช้งาน

    สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์):ชอบได้ดั่งใจที่ของใช้อยู่ในสภาพปกติ ใช้งานได้ดี
    :ชัง ไม่ชอบใจ ที่ของใช้อยู่ในสภาพชำรุด ใช้งานได้ไม่ดี

    นิโรธ(สภาพดับทุกข์):ไม่ว่าของใช้จะอยู่ในสภาพชำรุดหรือสภาพปกติไม่ชอบไม่ชัง มีใจไร้ทุกข์

    มรรค(วิธีดับทุกข์):ขณะที่เราเข้าไปใช้ของที่มันชำรุด กิเลสมันเกิดประมาณว่า เอ๊ะ! จับได้ว่ารู้สึกรำคาญขึ้นมาแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นกิเลส ที่ไม่ได้ดั่งใจหมายถ้าปล่อยไว้ไม่รีบล้างก็จะโตไปเรื่อยๆ ผิดศีลไปเรื่อยๆ สร้างวิบากใหม่ ทุกข์ได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งของใช้เล็กๆน้อยๆ แถมยังมีตัวเพ่งโทษผู้อื่นอีกว่าคนในบ้านไม่ซ่อม ไปเอาดีจากผู้อื่น อยากให้ผู้อื่นมีความรับผิดชอบอีก จึงต้องรีบล้างเอามารออกทันที
    ประเด็นรำคาญที่ของใช้ชำรุด ทุกข์เกิดที่ใจ ต้องดับที่ใจ บอกกิเลสไปว่า ทำใจวางใจบ้างเถอะของใช้มันก็มีอายุการใช้งานมาตั้งนานแล้ว ชำรุดสึกหรอบ้างเป็นธรรมดา พิจารณา ไตรลักษณ์ทุกอย่างไม่เที่ยง อย่าทุกข์ใจให้โง่ ตามที่มารบอกเลย ใช้บททบทวนธรรม บทที่90 ”วัตถุไม่เที่ยง มีแต่ใจไร้ทุกข์เท่านั้นที่เที่ยง”
    ยังมีประเด็นที่ไปโทษคนในบ้านอีกว่าไม่ยอมดูแล ไม่ยอมซ่อม อันนี้ก็ยิ่งผิดศีลไปอีก เกิดวิบากกรรมใหม่อีก ซึ่งตัวเองก็ได้ตั้งศีลว่าจะไม่เพ่งโทษผู้อื่น จึงต้องล้างด้วย บททบทวนธรรม ข้อที่ 89 “ในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ ไม่มีอะไรที่เรากำหนดได้ นอกจากใจที่ไม่ทุกข์เท่านั้น” จึงได้ตั้งจิตขอโทษ ขออโหสิกรรม ยอมรับผิดต่อการกระทำของเรา
    เมื่อวางใจได้ จึงบอกมารไปว่า ดูซิว่าแต่ผู้อื่นไม่ดูแล แล้วตัวเองหละได้ดูแล หรือคิดจะซ่อมเองบ้างหรือเปล่า ก็จริงนะยังไม่เคยสำรวจเลยว่าเกิดจากอะไร ว่าแล้วก็ลงมือทำสำรวจดูก็พบว่า น๊อตที่ยึดฝาโถทั้ง2ข้าง หลวมเกือบหลุด จึงทำการขันน๊อตเข้าไปให้เรียบร้อย ของใช้ก็อยู่ในสภาพดี ว่าแล้วจึงบอกมารว่าเจ้าไปเลยนะเจ้ามารร้าย มาหลอกให้เราโง่จริงๆ ที่สร้างทุกข์ใจ และเพ่งโทษผู้อื่น โดยที่ยังไม่ได้พึ่งตนเองเลย เมื่อได้พิจารณาดังนี้ ทุกข์สลาย ใจเบิกบาน ขอบคุณโถส้วมที่มาให้ล้างทุกข์ใจ

  34. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)

    #แผลในจมูกที่เป็นๆ หายๆ

    เนื่องจากประมาณ 1-2 เดือนที่ผ่านมา ผมจะเป็นแผลในรูจมูกด้านขวา โดยแผลดังกล่าวนี้มีขนาดไม่ใหญ่ และก็ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดอะไรให้กับผม ถ้าไม่ได้เอานิ้วเข้าไปในจมูกหรือไม่ได้ขยับจมูกไปมาซ้ายขวาก็แทบที่จะไม่สามารถรู้ได้เลยมีแผลอยู่

    แต่ประเด็นก็คือ แผลดังกล่าวนี้มันจะเป็นๆ หายๆ บางทีหายไปอาทิตย์สองอาทิตย์แล้วเดี่ยวก็จะโผล่มาเป็นอีกประมาณ 2-3 วัน โดยที่ตำแหน่งที่เป็นก็ไม่ได้ตรงกันเป๊ะๆ แต่ก็จะอยู่ในบริเวณเดียวกัน ประกอบกับที่ผมเป็นผู้ป่วยมะเร็งจึงมักถูกเตือนให้ระมัดระวังในเรื่องแผลที่เป็นๆ หายๆ

    ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ผมจึงทุกข์ใจเพราะรู้สึกกังวลที่แผลไม่ยอมหายเสียทีและกังวลว่าอาการของโรคมะเร็งจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่แย่ลง

    ทุกข์ : ทุกข์ใจเพราะรู้สึกกังวลที่แผลไม่ยอมหายเสียทีและกังวลว่าอาการของโรคมะเร็งจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่แย่ลง

    สมุทัย : จะรู้สึกทุกข์ใจถ้าแผลไม่หายและ/หรือถ้าอาการของโรคมะเร็งเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่แย่ลง แต่จะสุขใจถ้าแผลหายและ/หรือถ้าอาการของโณคมะเร็งเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่แย่ลงไปมากกว่าเดิม

    นิโรธ : สามารถผาสุกใจได้ไม่ว่าแผลจะหายหรือไม่หายหรือจะเป็นๆ หายๆ และไม่ว่าอาการของโรคมะเร็งจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

    มรรค : ในกรณีนี้ผมเดินมรรคโดยนำเรื่องกลไกการเกิดกายหายของโรคมาพิจารณา โดยพิจารณาว่าความผิดปกติทางด้านร่างกายก็ล้วนมีสาเหตุมาจาก 2 สาเหตุ คือ (1) ความไม่สมดุลร้อนเย็นภายในร่างกาย และ (2) วิบากกรรมที่ไม่ดีที่ผมเคยทำมาทั้งในชาตินี้และชาติอื่นๆ ก่อนหน้านี้

    และได้นำเรื่องที่พระพุทธเจ้าสอนว่าไม่ว่าไฟจะไหม้หัวหรือไหม้ผ้าก็ให้ดับไฟที่กำลังไหม้อยู่ที่ใจก่อน และในเรื่องที่ความทุกข์ทางด้านร่างกายเป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกข์ใจเป็นทุกข์ที่เลี่ยงได้

    ตลอดจนได้นำเทคนิคทำใจให้หายโรคเร็วมาร่วมพิจารณา คือ อย่าโกรธ อย่ากลัวเป็น อย่ากลัวตาย อย่ากลัวโรค อย่าเร่งผล อย่ากังวล โดยในกรณีนี้ผมจะพิจารณาไปเยอะในเรื่องของอย่ากลัวโรค อย่าเร่งผล และอย่ากังวล

    ซึ่งผลจากการเดินมรรคด้วยวิธีดังกล่าวส่งผลให้ความรู้สึกทุกข์ใจในกรณีนี้ลดลงไปมากกว่า 90% ครับ

  35. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    25/04/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : ฉันจะทำแบบนี้
    เหตุการณ์:ไปทำแปลงผักที่สวน ในขณะที่กำลังเอาขี้วัวเทลงในแปลง แม่ก็เดินมาบอกว่า ทำไมแบบนี้!!! (แบบที่ผู้เขียนกำลังทำ) ทำไมไม่ทำแบบนี้ !!! (แบบที่แม่อยากให้ทำ) แบบที่ทำอยู่มันไม่ถูก แล้วแม่ก็สาธยายสิ่งที่ท่านอยากให้เราทำตาม พอแม่พูดแบบนั้นผู้เขียนก็เกิดอาการไม่พอใจขึ้นมา ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้องมายืนจ้ำจี้จำไชอยู่ได้ แปลงผักเราก็ทำมาตั้งหลายแปลงแล้ว ยังมาบอกให้ทำอย่างงั้นอย่างงี้อีก
    ทุกข์ : รำคาญที่แม่มายืนบอก
    สมุทัย : ชอบใจถ้าแม่ไม่มาพูดช้ำจี้จ้ำไช ไม่ชอบใจที่แม่มาบอกให้ทำแบบนั้นแบบนี้
    นิโรธ : แม่จะพูดหรือไม่พูดจ้ำจี้จำไชก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค : เวลาผู้เขียนจะทำงาน ก็มักจะคิดหรือวางแผนไว้ก่อนว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง และพยายามคิดหาวิธีที่จะทำให้ง่ายและได้ผลดี และประหยัดแรงงานให้มากที่สุด แต่เมื่อแม่มายืนบอกผู้เขียนว่า “สิ่งที่ทำอยู่นั้นมันไม่ถูก ทำใมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้” ทำให้รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา กิเลสมันเริ่มทำงาน แล้วก็เริ่มเถียงแม่( ทั้งเถียงในใจและออกมาทางวาจา)
    มาร : เราก็ทำแปลงผักมาตั้งหลายแปลง แล้วยังมาบอกให้ทำอย่างงั้นอย่างงี้อีก
    แล้วทำไมไม่มาทำเองซะเลยล่ะ?
    ทำแบบที่แม่บอกไม่เห็นจะเข้าท่าเลย ต้องทำหลายขั้นตอน วิธีของใครก็ของคนนั้นสิ แบบที่เราทำง่ายกว่าตั้งเยอะ ให้เราทำก็ต้องไว้ใจเราสิ ไม่ใช่มายืนควบคุม
    คิดแบบนี้พูดแบบนี้แล้วแม่ก็เดินไปเลย พอพูดแล้วก็เริ่มจับอาการของกิเลสได้ว่า มันไม่ชอบให้ใครมาบอก มันคิดว่ามันคิดมาดีแล้ว มันไม่อยากให้ใครมาก้าวก่ายสิ่งที่มันทำ มันจึงไม่ยอมรับคำชี้แนะจากแม่ เมื่อรู้ตัวก็เริ่มเป็นทุกข์ รู้สึกผิดว่าเราไม่น่าไปพูดแบบนั้นกับแม่เลย จึงบอกกับกิเลสไปว่า
    เรา :คนที่ใครบอกอะไร ชี้แนะอะไรไม่ได้นี่มันก็เป็นคนโง่ชัด ๆ เลย ขาดทุนชัด ๆ เลย
    อัตตาตัวเบ่อเริ่มเลย ที่ไม่ยอมเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน แทนที่จะขอบคุณเค้า กลับเถียงเค้าซะนี่
    เก่งไปซะทุกเรื่อง แล้วต่อไปใครจะกล้าบอกข้อผิดพลาด ใครจะกล้าเตือน
    หรือจะให้วิบากร้ายมาเตือน…เอามั๊ย??
    แล้วก็ถามกับกิเลสอีกว่า
    มาร : เคยมั๊ยล่ะ? ที่เที่ยวไปยัดเยียดสิ่งที่คิดว่าดีให้คนอื่น? (มันก็ยอมรับว่าเคย) ตัวแกเองไม่ชอบให้ใครมาบอก มาสอน…เห็นแก่ตัวชัด ๆ โง่ชัด ๆแล้วไงล่ะ ตัวเองยังเคยชอบยัดเยียดดีให้คนอื่นเลย…รับ(วิบาก)ซะ
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 116 “ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่คือ ชนะโง่ ชนะชั่ว ชนะทุกข์ ในใจเรา”
    ให้เหตุผลแบบนี้ไปแล้วกิเลสมันยอมเลย รู้สึกสำนึกผิดที่เนรคุณต่อความปรารถนาดีของแม่ แล้วก็ตั้งจิตขอโทษ ขออโหสิกรรมที่ทำไม่ดีเอาไว้ พิจารณาแบบนี้แล้วใจโล่งขึ้น
    (ใช้เวลาไม่นานในการดับกิเลสเรื่องนี้ เห็นมันเร็วแล้วก็ดับได้เร็วขึ้น)

  36. นางภัคเปมิกา อินหว่าง

    เรื่อง วัคซีนโควิด

    เหตุการณ์: ทาง รพ.สต.ได้แจ้งให้
    อสม.ท่านใดมีความประสงค์ฉีควัคซีนป้องกันโควิด 19 ให้ อสม.ลงชื่อด่วน

    ทุกข์: ไม่สบายใจ กังวลใจ”ที่จะฉีดวัคซีนโควิด 19

    สมุทัย: ชอบ ถ้าไม่ต้องฉีดวัคซีนโควิด 19 ชังที่ต้องฉีดวัคซีนโควิด 19

    นิโรธ: จะฉีดวัคซีนหรือไม่ ก็สุขใจ ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค: เราก็เป็น อสม.คนหนึ่ง.ที่มีสิทธิ์ แต่เราตั้งใจไว้ว่าเราจะไม่ฉีดวัคซีนโควิด 19 เมื่อทาง รพ.สต.แจ้งมาว่า อสม.ท่านใดประสงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ให้แจ้งชื่อด่วน เราเลยตัดสินใจ แจ้งกลับไปว่า เราไม่ต้องการฉีดวัคซีน เราขอสละสิทธิ์ ให้กับคนที่เขาต้องการฉีดดีกว่า
    แต่ทาง ผอ.รพ.สต.ตอบกลับมาว่า อสม.ควรจะฉีด โดยเฉพาะประธานหมู่บ้านทุกหมู่ควรฉีดอย่างยิ่ง เพื่อยืนยันให้ชาวบ้านรู้ ว่า อสม.ฉีดไปแล้วมีความปลอดภัย และเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านได้อุ่นใจ ถึงความไม่เสี่ยง ต่อโรค ต่อการฉีดวัคซีนของชาวบ้านในโอกาสต่อไป
    มารมันบอกว่าเธอจะไม่ฉีดจริงๆหรือ
    หากติดโควิดมาจะทำอย่างไร เราให้เหตุผลว่า จะฉีดไปทำไม ถึงฉีดก็ตาย ไม่ฉีดก็ตาย หรืออาจมีผลข้างเคียงตามมา เกิดลิ้มเลือดอุดตันตามที่เป็นข่าว หรือเชื้อโรคพัฒนากลายพันธ์ไปเรื่อยๆ อาจารย์หมอเขียวก็พูดอยู่เสมอ ว่า หากเชื่อชัดเรื่องกรรมและวิบาก และเราดูแลตัวเองให้แข็งแรง ร่างกายสมดุลร้อนเย็นและใจไม่กลัว โควิดก็ทำอะไรเราไม่ได้
    หากเรามีวิบากถึงคราจะติดโควิดก็ให้มันติดไป เป็นไงเป็นกันจะได้ใช้วิบากกรรมกันไป
    หากไม่ติดโควิดก็ดีแล้ว จะได้หมดวิบากร้ายไปอีกตัวหนึ่ง หากเราทำดีไว้มากพอ พลังความดีก็สามารถดัน วิบากร้ายออกไปได้ แล้วเราจะทุกข์ใจ กังวลใจไปทำไม ตามบททบทวนธรรมข้อที่ ๑๑๑ ความไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ ไม่ชัด เรื่องกรรม ทำให้ยึดมั่นถือมั่น ทำให้เป็นทุกข์ ส่วนความเข้าใจ เชื่อ ชัด เรื่องกรรม ทำให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น ทำให้เป็นสุข และข้อ๑๐๓ ทุกข์ย่อมไม่ตกถึงผู้ที่เข้าใจ เชื่อ และ ชัด เรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง

    สรุปได้ว่า เราคลายกังวลใจ คลายทุกข์ใจ เรายินดีได้ ตามบททบทวนธรรม

  37. เรื่อง: ยอมแพ้

    เหตุการณ์: ตั้งใจทานอาหารวันละมื้อ ทำมาได้ 3 เดือน พอเข้าเดือนที่4 เนื่องจากร่างกายเกิดการเสียสมดุล จึงได้หันมาปรับการกินใหม่ เป็นการกินสองมื้อในแต่ละวัน

    ทุกข์: ไม่สบายใจ

    สมุทัย: ชอบใจที่ทานอาหารมื้อเดียวได้ ชังที่ทานอาหารมื้อเดียวไม่ได้
    นิโรธ: จะทานอาหารมื้อเดียวได้หรือไม่ ก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค: ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องทานมื้อเดียวให้ได้ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ร่างกายเสียสมดุล จึงต้องวางอัตตา เพื่อมาปรับร่างกายให้สมดุลดั่งเดิม ซึ่งถ้ายังฝืนทานมื้อเดียวต่อไป ก็เป็นการเบียดเบียนตัวเอง ซึ่งตรงกับบททบทวนธรรมข้อ53 ‘ศีลคือไม่เบียดเบียนตนเอง คนอื่น สัตว์อื่น เป็นประโยชน์ ต่อตนเอง ต่อคนอื่น ต่อสัตว์อื่น’ สรุปหลังจากได้พิจารณาแล้ว อาการไม่สบายใจก็หายไป ร่างกายก็ค่อยๆดีขึ้น ใจก็กลับมาเบิกบาน แจ่มใสดั่งเดิม

  38. นฤมล ยังแช่ม

    อยากได้ดั่งใจหมาย

    เดือนเมษายน อยู่ในฤดูร้อนผลไม้ในฤดูนี้ที่บ้านมีมะม่วงเขียวใหญ่อยู่ 2 ต้น เห็นมะม่วงแล้วนึกถึงพี่น้องที่ภูผาฟ้าน้ำ คิดว่าท่านจะมีมะม่วงทานกันไหมนะ ตัดสินใจส่งไลน์ถามน้องท่านหนึ่งที่อยู่ภูผา ถ้าท่านรับขอชื่อเบอร์โทรศัพท์ในการจัดส่งของด้วย ท่านได้ตอบกลับมาว่าจะมีมะม่วงมาจากสุพรรณบุรี แต่ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ รู้สึกดีใจที่ท่านให้โอกาสในการทำกุศล จึงรีบไปถามหาเบอร์โทรศัพท์ของบริษทที่รับส่งของได้มาบริษัท โทรนัดว่าวันรุ่งขึ้นจะมารับของตอนประมาณ 11:00 น.ตอนเช้าจึงรีบสอยมะม่วงเพื่อบรรจุลงในกล่อง แล้วโทรหาบริษัทขนส่ง ปรากฎว่าวันนี้น่าจะมารับของไม่ทัน พรุ่งนี้ก็ไม่แน่ใจอีก ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปส่งเองก็ได้ พอจะเปิดโรงรถลูกกุญแจที่เรามีไขแม่กุญแจไม่ได้ แต่มีกุญแจอยู่ที่พ่ออีกชุดหนึ่งที่สามารถไขได้ โทรหาพ่อว่าท่านทำงานเสร็จแล้วรึยัง พ่อตอบว่าคงจะกลับเย็น จึงบอกท่านไปว่าไม่เป็นไรส่งของวันพรุ่งนี้ก็ได้

    ทุกข์ : ทุกข์ใจที่ส่งมะม่วงไปให้พี่น้องภูผาไม่ได้วันนี้

    สุมทัย : มีความอยากได้ดั่งใจหมายที่จะส่งมะม่วงไปให้พี่น้องที่ภูผาในวันนี้ ย

    นิโรธ : จะส่งมะม่วงไปวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ก็สุขใจได้ ฟ้าปิดกั้นเพราะกิเลสความอยากได้ดั่งใจหมายขอเราเอง

    มรรรค : หยุดที่จะอยากได้ดั่งใจหมาย เมื่อพิจารณาจากเห็นการณ์ว่ามันฝืดฝืนเกิน มีวิบากร้ายมาปิดกั้นหลายเหตุการณ์ ถ้าเราฝ่าไปจะต้องเกิดเหตุการณ์ร้ายมากกว่านี้ จึงพิจารณาว่าจงทำดีที่ทำได้อย่าอยากทำในสิ่งที่ทำไม่ได้ ตรงกับบททบทวนธรรมว่า ยึดอาศัยดีที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงนั้นดี แต่ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องเกิดดีดั่งใจหมาย ทั้ง ๆ ที่องค์ประกอบเหตุปัจจัย ณ เวลานั้น ไม่สามารถทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริง นั้นไม่ดี พอดีช่วงนั้นมีรายการวิชาอริยสัจสี่ จึงเข้าร่วมรายการดังกล่าวกับพี่น้องผ่านระบบzoom เวลาประมาณ 12:00 น.พ่อกลับมาบ้านเพื่อกินข้าว จึงขอกุญแจพ่อไปเปิดโรงรถยนนต์พิจารณาจากเหตุการณ์แล้วว่าไม่มีอะไรมาปิดกั้น จึงได้ขับรถยนต์ไปส่งมะม่วงที่ตลาดโดยไปที่บริษัทที่หนึ่งถามเจ้าหน้าที่ว่า รับส่งผลไม้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ตอบว่าประมาณ 2-3 วัน จึงจะถึงเชียงใหม่ คิดในใจว่ากว่าจะถึงมะม่วงคงสุกแล้ว เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ไปอีกบริษัทหนึ่งซึ่งจัดส่งสินค้าได้เร็วกว่าและอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ จึงตัดสินใจขับรถยนต์ไปต่อจนได้มาพบกับบริษัทดังกล่าว แต่ตัวเองลืมกระดาษที่อยู่ในการส่งของมาจากบ้าน แต่จำได้ว่าในโทรศัพท์มีชื่อและที่อยู่น่าจะเขียนใหม่ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ขอบัตรประชาขนของเราทำการบันทึกรายการเป็นสติกเกอร์พร้อมปิดที่ข้างกล่องให้เรียบร้อย ทำให้เกิดการพิจารณาว่านี้คือผลจากวิบากดีที่เราวางใจ จากการไม่อยากได้ดั่งใจหมาย ทำให้เราส่งมะม่วงไปให้พี่นัองที่ภูผาฟ้าน้ำได้ในวันนี้

  39. สาวิตรี มโนวรณ์

    18 เมษายน 2564
    ชื่อ นางสาวิตรี  มโนวรณ์
    ผู้บำเพ็ญคบคุ้นสวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง   ไม่อยากให้พ่อบ้านไปแข่งฟุตบอล

            ทุก ๆ ปี พ่อบ้านจะมีกิจกรรม ไปแข่งฟุตบอลที่ต่างจังหวัด ไปทุกครั้ง เราก็ไม่พอใจทุกครั้ง เป็นอย่างนี้อยู่เกือบ 20 ปีแล้ว จนกระทั่งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้เอง

    ทุกข์    ไม่อยากให้พ่อบ้านไปแข่งฟุตบอลที่ต่างจังหวัด

    สมุทัย  ชอบ ถ้าพ่อบ้านไม่ไปแข่งฟุตบอลที่ต่างจังหวัด      ชัง  พ่อบ้านไปแข่งฟุตบอลที่ต่างจังหวัด

    นิโรธ   พ่อบ้านจะไปแข่งฟุตบอล ก็ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค   เห็นมารไม่พอใจเมื่อพ่อบ้านบอกว่าจะไปแข่งฟุตบอลที่ต่างจังหวัด จึงตั้งใจคุยกับมาร เพื่อหาสาเหตุ

    มาร  :  ไปอีกแล้ว ได้ประโยชน์อะไรบ้าง อายุก็มากแล้ว ยังจะไปเล่นกีฬาประเภทนี้อีก เงินก็เปลือง เป็นอะไรขึ้นมาก็ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ ชอบหางานจริง ๆ

    เรา   :   เวลาเราไปเข้าค่าย ครั้งละ 8-9 วัน พ่อบ้านไปรับไปส่ง ไม่เคยเห็นเขาบ่นว่าอะไรเลย

    มาร  :  ไม่เหมือนกัน เราไปเข้าค่ายมีประโยชน์ แล้วไปแข่งบอล มีประโยชน์อะไร

    เรา  :  มันก็มีประโยชน์สำหรับเขา  เอ็งอย่าไปดูถูกความมีประโยชน์ของคนอื่นนักเลย   ตกลงไม่พอใจอะไรเขาอีก

    มาร  :    ไปทีก็หลายวัน ภาระทางบ้านเราต้องดูแลรับผิดชอบเองหมด ควรจะอยู่ช่วยกัน ไหนเราต้องออกไปทำงานนอกบ้านอีก

    เรา  :  นั่นงัย กลัวตัวเองลำบาก   นี่เอง  ปีนึง 365 วัน เขาไปแค่ 4 วัน 5 วัน ไม่ได้เลยรึยังงัย

    มาร  :  (ยังไม่พอใจพ่อบ้านอยู่ดี)

    เรา  :  ตกลง เอ็งห่วงตัวเอง กลัวตัวเองจะลำบากใช่มั้ย ตอนเขาอยู่เอ็งก็สั่งเขาจัง   พอเขาไม่อยู่ก็ไม่มีใครให้สั่งละสิ   ฝึกพึ่งตัวเองบ้างเถอะ ไม่มีใครที่จะอยู่เป็นที่พึ่งให้เราไปตลอดได้หรอก นอกจากตัวเราเอง
    (ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 126   คุณค่าและความผาสุกของการเป็นคน คือ…การพึ่งตน และช่วยคนให้พ้นทุกข์ )

          มารฟังเรา และยอมรับว่า  มันห่วงตัวเอง มันกลัวว่ามันจะลำบาก  และรู้สึกละอายที่เรารู้ความจริงแล้ว มารจึงจากไป
        
           ได้คุยกับมารแล้ว ความไม่พอใจในตัวพ่อบ้านก็จางคลาย ลง  ใจมีความยินดี เต็มใจที่จะเอาภาระ ดูแลทางบ้านต่อไป

  40. ประคอง เก็บนาค

    เรื่อง : รู้ว่าดี ทำไมไม่ทำ

    เนื้อเรื่อง : สัปดาห์นี้ มีการบ้านที่ต้องส่งเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีฉันทะในการทำส่งเป็นอย่างดี แต่สัปดาห์นี้ก็ล่วงเลยเวลามาจนจะครบกำหนดต้องส่งการบ้านแล้ว ก็ยังไม่ได้ลงมือทำให้เป็นเรื่องเป็นราวสักที พอจะลงมือทำก็มักจะมีอุปสรรคหรือเหตุการณ์มาขวางกั้นเสมอ อีกทั้งสภาพร่างกายในสัปดาห์นี้ก็มีความแปรปรวนเกิดอาการเมื่อยล้า ปวดเมื่อยร่างกาย บางครั้งก็เผลอหลับในระหว่างและหลังการรับประทานอาหารกลางวันเลยก็มี ก็ได้พิจารณาปรับปริมาณอาหารบ้าง ปรับเมนูอาหารบ้าง เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่ช่วงนี้ร้อนอบอ้าวขึ้นด้วย อีกทั้งในบางวันก็ต้องขับรถพาแม่และญาติ ๆ ไปเยี่ยมน้าสาวซึ่งป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลด้วย ดังนั้นเมื่อจะลงมือทำการบ้านในวิชาที่ต้องใช้เวลาในการทำนาน ๆ จึงไม่เสร็จสักที รู้นะว่าทำการบ้านเสร็จ ส่งได้ตามเวลานับว่าเป็นวินัยที่ดีของผู้เรียน ทั้งยังเป็นกำลังใจให้ท่านคุรุว่ามีนักเรียนที่ยังสนใจ ใส่ใจส่งการบ้าน พัฒนางานของตนเองไปเรื่อย ๆ อยู่นะ

    ทุกข์ : ไม่สบายใจที่ไม่สามารถส่งการบ้านได้ตามกำหนดเวลา

    สมุทัย : ชอบที่สามารถส่งการบ้านได้ตามกำหนดเวลา

    นิโรธ : ส่งการบ้านได้ตามกำหนดเวลาหรือไม่ ก็สุขใจได้

    มรรค : พิจารณาถึงเหตุปัจจัย ณ เวลาปัจจุบันที่ไม่เอื้ออำนวยให้สามารถทำการบ้านได้เสร็จทันเวลา แม้ไม่ได้ส่งการบ้านได้ทันในสัปดาห์นี้ ก็สามารถส่งได้ในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป ท่านคุรุเองก็ได้เคยบอกไว้แล้วว่า ท่านไม่ได้คาดหวังว่าผู้เรียนทุกคนจะสามารถทำได้ หรือส่งงาน การบ้านให้ครบถ้วน ให้แต่ละคนยังมีฉันทะและความเบิกบานในการเรียนการสอนอยู่ได้ นั่นก็เ็นการดีที่สุดแล้ว..พิจารณาถึงการงานต่าง ๆ ที่แม้เราจะตระหนักว่ามีความสำคัญ เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ สมควรจะต้องทำให้สำเร็จลุล่วง แต่ก็ควจจะพิจารณาถึงเหตุการณ์ องค์ประกอบ ณ เวลานั้น ๆ ด้วยว่าจะเอื้ออำนวยให้เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ไหม ท่านอ.หมอเขียวเคยกล่าวไว้ว่า ทุก ๆ วินาทีไม่เที่ยง ทุกสิ่งอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ๆ จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ …พิจารณาถึงวาระโอกาสนี้ ที่เรายังไม่ควรจะได้รับในสิ่งดีที่เกิดจากการทำการบ้านส่งได้ทันเวลา เราจึงไม่ควรที่จะมาทุกข์ใจอะไร แม้ว่าเรายังฝืนทำงานไปด้วยความรีบร้อน เร่งรีบงานก็คงออกมาได้ไม่ดีนัก ความสำเร็จของใจคือความสำร็จของงาน..พอพิจารณามาถึงตรงนี้ใจก็คลาย เบาโล่งขึ้น …

  41. อัญชลี พุ่มแย้ม

    เรื่อง : ไม่ชอบและชังในคำพูดของเพื่อน

    เนื้อเรื่อง : เราเดินเข้าครัวเพื่อไปตักอาหารตามปกติเช่นทุกวันแต่วันนี้เราเห็นมะม่วงที่พี่น้องนำมาบำเพ็ญเยอะมาก และมีบางส่วนที่สุกงอมและอีกส่วนก็เริ่มจะเสีย ก็เกิดความเสียดายจึงเดินไปถามหมู่ว่า มะม่วงดูว่าจะสุกเกินและใกล้เน่า จะนำไปทำมะม่วงแผ่น หมู่ก็ตกลงว่าให้เรานำไปทำ เราก็ถามหมู่ว่าหาที่รองตากให้หน่อยนะ แล้วก็มีอาท่านหนึ่งพูดขึ้นมาเลยว่าที่บ้านแม่ท่านทำแบบ ๆ นี้ เราก็เลยตอบกลับไปว่า งั้นอาทำสิ อาท่านนั้นก็ตอบกลับมาเหมือนตวาดว่า ไม่ทำ แล้วก็ทำท่าทางยักไหล่ แล้วก็หัวเราะ ทำให้เรารู้สึกชังในคำพูด และกริยาท่าทางแบบนั้น ทำให้เราไม่อยากจะทำเกิดความทุกข์ใจอย่างมากในทันที

    ทุกข์ : อึดอัด ขัดใจ ไม่อยากทำมะม่วงแผ่นตามที่ตั้งใจ เมื่อเห็นพี่น้องบางท่านแสดงอาการลีลาท่าทางและน้ำเสียงที่ไม่ถูกใจเรา

    สมุทัย : ชัง อาการลีลาท่าทางและน้ำเสียงของอาท่านที่พูดกับเราแบบนั้น ชอบ ถ้าท่านจะไม่พูดและทำลีลาท่าทางแบบนั้นกับเรา

    นิโรธ : ไม่ว่าอาท่านจะพูดกับเราด้วยน้ำเสียง หรือลีลาท่าทางแบบไหนเราก็ไม่ทุกข์ใจ เราก็วางใจไม่ชอบไม่ชังให้ได้

    มรรค : พิจารณาว่าอาท่านก็เป็นของท่านแบบนั้น แต่เราไปยึดเอาเองว่าคำพูด น้ำเสียงและลีลาท่าทางของอาท่านไม่ดี แล้วเราก็ไปชัง ซึ่งเป็นความคิดของกิเลสซึ่งทำให้เราไปคิดเพ่งโทษท่าน เมื่อเรามาพิจารณาถึงผลร้ายที่เราไปคิดเพ่งโทษท่านนั้น ก็จะทำให้เราได้รับวิบากร้าย เมื่อเราคิดได้ จึงสำนึกผิดตั้งจิตขอโทษขออโหสิกรรมและจะระมัดระวัง ไม่เผลอไปคิดเพ่งโทษท่านอีก ไม่ว่าท่านจะพูดหรือทำลีลาท่าทางแบบนั้นอีก

    จริง ๆ แล้วอาท่านนั้นอาจจะไม่ได้เจตนามาเป็นผัสสะให้เรา แต่ด้วยวิบากของเราที่เราได้เคยพูด และทำท่าทางลีลาแบบนั้นกับผู้อื่นมาก่อน จึงทำให้เราได้มารับวิบากที่เราได้เคยทำมา เมื่อรับแล้วก็หมดไปทำจิตใจให้เบิกบาน ใจไร้ทุกข์ ดังบททบทวนธรรมของท่าน อาจารย์ ข้อที่ 8 สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งไดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา

    สรุป : เมื่อพิจารณาได้ดังนี้ความทุกข์ในใจก็ลดลงได้ 80 % สาธุ ค่ะ

    อัญชลี พุ่มแย้ม (เย็นแสงธรรม)

Comments are closed.