640411 การบ้าน อริยสัจ 4 (15/2564) [26:38]

640411 การบ้าน อริยสัจ 4 (15/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 5 เมษายน – 11 เมษายน 2564 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สรุปสัปดาห์นี้มีผู้ส่งการบ้านทั้งหมด 26 ท่าน 38 เรื่อง

  1. รมิตา ซีบังเกิด
  2. นางสาวนาลี วิไลสัก
  3. นางภัคเปมิกา อินหว่าง
  4. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  5. ศิริเพ็ญ
  6. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)
  7. นปภา รัตนวงศา (3)
  8. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร) (3)
  9. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)
  10. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ) (3)
  11. จิรานันท์ จำปานวน (2)
  12. น.ส สำรวย รัตตนะ
  13. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์
  14. สำรวม แก้วแกมจันทร์
  15. อรวิภา กริฟฟิธส์
  16. สุมา ไชยช่วย (2)
  17. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์ (5)
  18. จิตรา พรหมโคตร
  19. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์
  20. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)
  21. นางพรรณทิวา เกตุกลม
  22. Sureenart ratchapan สุรีนารถ ราชแป้น
  23. พรพิทย์ สามสี
  24. Ruamketklom
  25. ชุติวรรณ แสงสำลี
  26. เสริมศรี ชวานิสากุล

38 thoughts on “640411 การบ้าน อริยสัจ 4 (15/2564) [26:38]”

  1. รมิตา ซีบังเกิด

    รมิตา ซีบังเกิด
    เรื่อง : จะทุกข์ทำไม ให้โง่
    เหตุการณ์ : เพื่อนบ้านบอกว่าเพื่อนอีกคนจะมาขอยืมเงินจากเรา แต่คลาดเคลื่อนกันจึงไม่พบกัน ทราบจากหลายคนว่าเพื่อนคนนี้ยืมเงินใครแล้วไม่เคยใช้คืนเลย
    ทุกข์ : กังวลใจว่าเพื่อนจะมาขอยืมเงิน
    สมุทัย : เกิดความกังวลใจล่วงหน้าว่าเพื่อนจะมาขอยืมเงิน
    ชอบ ถ้าเพื่อนไม่มาขอยืมเงิน
    ชัง ถ้าเพื่อนมาขอยืมเงิน
    นิโรธ : เพื่อนจะมายืมเงินหรือไม่ก็สุขใจ ไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : เมื่อทราบจากเพื่อนบ้าน เราก็เริ่มกังวลใจและปรุงต่อไปว่าจะใช้คำพูดกับเขาอย่างไรดี เพราะเคยฟังอาจารย์สอนว่าคน “คนไม่มีศีลอย่าให้ยืมเงินนะไม่ได้คืนแน่นอน ” เมื่อมาตรวจใจตัวเองจึงรู้ว่าเรานี้ “โง่จริง” ที่สร้างเรื่องให้ทุกข์ ให้กังวลใจ เพื่อนเเขาจะมาหรือไม่มา จะพบหรือไม่พบ เขาจะพูดอย่างไรก็ไม่สนใจ เราตั้งใจว่าจะไม่ให้อย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปกังวล หวั่นไหวอะไรเลย เพราะเหตุการณ์ก็ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำไป จึงนำบทบททวนธรรมมาพิจารณาในข้อที่ 106 ว่า” กลัว ชั่ว ทุกข์ คือ โง่” เมื่อพิจารณาแล้วเห็นจริงดังนั้น ใจก็โปร่ง โลง ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ก็ยินดีรับด้วยความเต็มใจ

  2. นางสาวนาลี วิไลสัก

    เรื่อง : พ่อเลี้ยงวัว
    เหตุการณ์ : เห็นพ่อกับแม่ต้องรับภาระ ในการไปเลี้ยงวัวทุกวัน มารก็เลยเลี้ยงวัวไว้ในใจเรา
    ทุกข์ : เศร้าใจทุกครั้งที่เห็นพ่อไปเลี้ยงวัว
    สมุทัย : ชอบถ้ามีคนอื่นมาเลี้ยงวัวแทนพ่อ ชังที่เห็นพ่อไปเลี้ยงวัวทุกวัน
    นิโรธ : จะมีใครไปเลี้ยงวัวแทนพ่อหรือ พ่อต้องไปเลี้ยงเองทุกวันก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : หันมาตรวจใจดู พอเราคิดแบบมารทีไร ก็รู้สึกปวดหัว เกร็งที่เอวข้างขวา ในเมื่อเราคุยกับมาร มันไม่ลง เราก็เลยพามารเข้ามาคุยกับหมู่กลุ่ม
    มาร : บ่นๆๆ พ่อก็ป่วยบ่อยๆ จะเดินไปไหนมาไหนตามลำพัง ก็ไม่ค่อยคล่องแล้ว ทำไมน้องชายยังให้พ่อเลี้ยงวัวอยู่ คนหนุ่มๆ อยู่เฝ้าบ้านอยู่เฉยๆ ก็มี ทำไมไม่ให้เขาไปเลี้ยงวัวแทนพ่อล่ะ พ่อทั้งแก่ ทั้งป่วยขนาดนี้ ก็น่าจะพักได้แล้ว
    เรา : มีแต่คำถามแบบโง่ๆ เนาะมาร ถามว่า ทำไมๆๆ เยอะแยะ ก็บอกว่าพ่อ ทำมาๆๆ มันเป็นวิบากของพ่อต้องได้ชดใช้ด้วยการเลี้ยงวัว ไม่มีใครสามารถแบกวิบากแทนคนอื่นได้หรอก แกอย่าไปเสือกเรื่องของเขา เพราะตอนนี้แกก็ยังเป็นวัว ให้ฉันเลี้ยงอยู่นี่น่ะ
    มาร : เอ! ญาติๆ พวกเราก็ได้ปรึกษากันแล้วนะ ว่าจะแก้เหตุการณ์นี้ แต่ก็ยังไม่มีใครเลี้ยงวัวแทนพ่อสักที
    เรา : แหม่! ทำเป็นอวดเก่ง คิดว่าตนเองเป็นนางเอกขี่ม้าขาว จะมาช่วยพ่อ มีแผนสูงซะนะ ที่ไหนได้ล่ะ ไอ้มารจอมเผด็จการ ชอบสั่งการคนโน้นคนนี้ เดี๋ยวเถอะวิบากเผด็จการมา แกจะรับไหวรึ
    มาร : ก็ท่านเป็นพ่อเรา ก็ต้องเป็นห่วงท่านไม่ใช่รึ จะทำไงนะ ให้พ่อเลิกเลี้ยงวัวสักที
    เรา : ใช่ ท่านเป็นพ่อเรา แล้วท่านบอกหรือยังว่าอยากเลิกเลี้ยงวัว แกจะออกแผนให้คนอื่นเลี้ยงวัวแทนพ่อไม่ได้ มันเป็นการขโมยดี ผิดศีลข้อ 2 นะ ไอ้ขี้ขโมย ก่อนอื่นฉันต้องเลิกเลี้ยงแกเลี้ยงวัวในใจฉันก่อน มันจึงจะเป็นแรงเหนี่ยวนำ ให้พ่อมีโอกาสเลิกเลี้ยงวัวได้
    มาร : แต่คนแก่เลี้ยงวัว มันเสี่ยงอันตรายนะ วันก่อนพ่อก็โดนวัวลากจนล้ม และได้บาดแผลที่ศีรษะด้วย เราต้องหาทางช่วยท่านสิ
    เรา : โธ่เอ่ย! มาร แกอ้างแต่เป็นห่วงคนอื่น แกเคยห่วงฉันบ้างไหม ไอ้โง่ นี่แหละเขาว่า “ชั่วเท่าแผ่นดิน คือการหากินกับการอ้างว่าอยากช่วยพ่อแม่”
    มาร : อื้อฮือ! คิดแบบฉันมันโง่ มันชั่ว มันทุกข์ ขนาดนั้นเลยเหรอ
    เรา : ใช่ ถ้ายังคิดแบบแก ชาตินี้ฉันกับพ่อไม่มีทางพ้นทุกข์แน่
    มาร : งั้นจะเปลี่ยนจิตใหม่ คิดแบบพุทธะดีกว่า เลิกเป็นวัวให้เธอเลี้ยง จะได้พ้นทุกข์สักที
    สรุป พอมารเปลี่ยนจิตเป็นพุทธะ เราก็เลิกเลี้ยงวัวในใจเรา อาการปวดหัว และปวดเกร็งที่เอวก็หายไป ใจก็เบาสบายเลยค่ะ ตรงกับ บทธ ข้อ 110 ความเข้าใจ ความเชื่อ และชัดเรื่องกรรมเท่านั้น จึงจะคลายความยึดมั่นถือมั่นได้ เกิดเหตุการณ์อะไรก็อย่าไปมัวแก้แต่เหตุการณ์ข้างนอก ต้องหันมาแก้ที่ใจเราก่อน ตรงกับ บทธ ข้อ 40 วิธีแก้ปัญหาง่ายนิดเดียว อันไหนแก้ได้ก็แก้ แก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องแก้ สาธุค่ะ

  3. นางภัคเปมิกา อินหว่าง

    เรื่อง : ตัดแต่งกิ่งไม้

    เหตุการณ์: ได้ว่าจ้างตัดแต่งกิ่งไม้ในสวน
    นัดเขามาดูต้นไม้ที่จะตัดแต่ง ต้นไม้มีอยู่ปรมาณ 50ต้นเห็นจะได้ มีทั้งต้นเล็กต้นน้อยต้นใหญ่ คนตัดเขาคิดเหมาราคาไป4,000บาท เราคิดอยู่พักหนึ่งก็ต่อรองราคาเขา 3,500บาท

    ทกข์: ทุกข์ใจที่ไปต่อรองราคา

    สมุทัย:สุขใจหากไม่ต่อรองราคา
    ทุกข์ใจที่ต่อรองราคา

    นิโรธ: จะต่อรองราคาหรือไม่ เราก็ไม่สุขไม่ทุกข์ใจ

    มรรค: พอเขาคิดค่าจ้างตัดแต่งกิ่งไม้4,000บาท มารผุดขึ้นมาทันที ว่า
    โอ็ยๆๆๆทำไมคิดแพงจัง ต้นไม้ไม่กี่ต้น
    หากต้นไม้50ต้นคิดเฉลี่ยต้นละ80บาท
    มันแพงไปน๊า มารเลยคิดต่อรองราคาว่าแพงไปนะขอลดหน่อย คนตัดไม้ก็บอกว่างั้นขอ 3,500บาท มารก็ครุ่นคิดพักหนึ่งว่าก็ยังแพงอยู่นะ แต่เราว่า
    ได้ละ3,500ก็3,500 เราเถียงมารขึ้นว่า เขาต้องเสี่ยงชีวิตปีนขึ้นต้นไม้ หากผิดพลาดตกลงมาเขาเสียชีวิตเขาพิการละ เธอจะรับผิดชอบเขาไหวหรือ เขาคงทุกข์ใจไม่สุขใจเป็นแน่ที่ไปต่อราคาเขา เราก็เถียงขึ้นมาว่า ไม่แพงหรอก 4,000บาทก็ไม่แพง
    ยังจะไปต่อรองเขาอีก เราไม่มีความสามารถทำได้หรอก และงานเสี่ยงแบบนี้มีน้อยคนหนักที่เขาจะกล้าทำ ยังจะมีหน้าไปต่อรองราคาเขาอีก มันชั่วเกินไปแล้วเรา
    แต่มารได้ตกลงราคาเขาไปแล้ว
    มารจึงจ่ายเขา3,500บาท
    เพราะมารมันไม่อยากจ่ายแพง
    พอเราคิดสำนึกได้ นึกถึงบททบทวนธรรมข้อที๑๔๕ ว่า”อย่าสร้างความสุขให้กับตนด้วยการสร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่น”

    สรุปว่า เมื่อเราคิดได้ดังนั้นเราตั้งศีลจะทำดีต่อ จะไม่สร้างทุกข์ให้กับผู้อื่นไม่ว่าดีจะเกิดหรือไม่ เราก็ไม่สุขไม่ทุกข์ใจ ไม่ชอบไม่ชัง
    ทำดีเรื่อยไปใจเย็นข้ามชาติ

  4. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง ดีใจและกังวล

    นับตั้งแต่สถานการณ์โควิต 19 ระบาดพวกเราซึ่งอาศัยอยู่ต่างประเทศก็ยังไม่ได้กลับเมืองไทย วันนี้จึงได้ชวนพี่น้องหมู่กลุ่ม “ปลายปีนี้กลับเมืองไทยกันเถอะค่ะพี่น้อง” พี่น้องทุกท่านก็เห็นว่าเป็นความคิดที่ดี ตัวเองก็ดีใจเช่นกัน แต่ยังมีความกังวลในใจลึก ๆ ก็คือกังวลว่าถ้าถึงวันนั้นจริงแล้วอาจจะไม่ได้กลับเพราะคุณแม่ย่าอาจจะไม่สบาย (คุณแม่ของสามี)

    ทุกข์ : กังวลใจกลัวไม่ได้กลับเมืองไทยดั่งใจหมาย

    สมุทัย : อยากให้เหตุการณ์ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้ ชอบที่จะได้กลับเมืองไทย ไม่ชอบที่จะไม่ได้กลับเมืองไทย

    นิโรธ : ไม่ชอบไม่ชังที่จะได้กลับหรือไม่ได้กลับเมืองไทย

    มรรค : “เวลาอีกตั้งหลายเดือนกว่าจะถึงปลายปี ณ เวลานี้ทุกข์ไว้รอแล้ว แค่เรื่องจะกลับเมืองไทยก็มีอิทธิพลมาทำให้ตัวเองต้องทุกข์ใจได้ โง่ ! เสียจริง ” ตัวเองพูดต่อว่ากิเลส อยู่ดี ๆ ก็หาเรื่องมาให้ตัวเองทุกข์ใจ พอได้สติก็กลับมาบอกตัวเองว่า ใจไร้ทุกข์ ไม่กังวล และไม่คิดถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ให้อยู่กับปัจจุบันสิจ้ะ ฮ้า ฮ้า ดีนะค่ะที่ยังไม่ไหวตัวเสียท่ากิเลส ไม่งั้นคงจะปวดหัวหลงเชื่อกิเลสแน่นอน ท่านอาจารย์บอกว่ากิเลสเขาฉลาดที่จะหาเรื่องทุกข์ใจมาให้ แต่พุทธะจะมีแต่เรื่องดีมาให้ คิดได้เช่นนั้นจากอาการของใจที่ไม่แช่มชื้น มีความกังวล ก็สลายหายไปทันที กิเลสเอ๋ย เราไม่หลงกลเจ้าหรอกนะ สาธุ

  5. ศิริเพ็ญ

    1.ชื่อเรื่อง
    ตามใจกิเลส ทำให้ทุกข์
    2.เนื้อหาหรือเรื่องย่อ
    เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 วันที่ผ่านมา หลังจากนั่งทำงานเสร็จแล้วเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่าก็จะเข้านอน พอดี ไปเช็คข้อความในไลน์ ว่าจะข้อความอะไรที่สำคัญหรือเปล่า ขณะเลื่อนไปก็ไปเจอข่าว เกี่ยวกับเหตุการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาหลายวันไม่ได้เข้าไปดูข่าวนี้เลย วันนี้ก็เลยคิดว่าทำไมข่าวขึ้นตั้งหลายวัน ก็เลยเข้าไปดูในface book คลิปมีข้อความเป็นภาษาต่างประเทศก็มีก็เลยเกิดอาการหลงดูไปหลายคลิป แต่ละคลิปก็ใช้เวลานานเหมือนดูในหนัง ดูไปก็เพลินไป เพราะกิเลส ตัวเองชอบดูหนัง แถมยังแวบดูหนังตัวอย่างอีกเกือบสองชั่วโมงทำให้เลยเวลาไปนาน ใจก็บอกว่าหยุดดู เพราะตามใจกิเลส แต่ก็แพ้กิเลส พอจะเดินไปนอน ปิดไฟแล้วเดินไปต่อในที่มืด ก็ทำให้ เกิดอุบัติเหตุชนกับเก้าอี้อย่างแรง

    3.ทุกข์ (อาการทุกข์ทางร่างกาย ทางจิตใจ หรือทางเหตุการณ์)
    ทุกข์ทางกายคือได้แผล ทุกข์ใจคือ มีอาการกังวลว่าเราพลาดผิดศีลไปแล้ว คือหลงมัวเมากับกิเลส ดึกๆ ดื่นๆไม่นอนในเวลาที่ควรนอน หรือจะเกิดจากผิดศีลข้อไหนอีกก็ไม่รู้เกิดอาการกังวลซึ่งก็เป็นทุกข์ทางใจ
    4.สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) คือความอยาก(กามะตัณหา) อยากดูคลิปใน face book และอีกข้อคือ ความหลง หลงมัวเมาดูคลิป ไม่ประมาณในการดู แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานกระทั่งเลยเที่ยงคืนแล้วก็ไม่ยอมนอน
    5.นิโรธ (สภาพดับทุกข์) หยุดกังวลใจว่าว่าเดินชนเพราะอะไร เพราะตามปกติแล้ว ถ้าทำอะไรไม่ดี วิบากร้ายก็จะส่งผลเร็วมาก ยอมรับผลที่เกิดขึ้นปล่อยวาง ไม่โทษตัวเองว่าทำไมเดินชน
    6.มรรค (วิธีการดับทุกข์) ใช้สัมมาทิฏฐิมีความเห็นว่า ที่เราเดินชนเพราะเราผิดศีล 5 ข้อที่ 5 คือเมาหลงดูเพลิน เป็นอบายมุขด้วย ไม่รู้จักประมาณ ในการดู ไม่ประมาณเวลานอน ปล่อยวางใจไม่เสียใจที่เดินชนเก้าอี้ รู้สึกยอมรับเพราะ กทม.(เราทำมา) ตามบททบทวนธรรมที่ได้ท่องไว้ ข้อที่ 8 สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา ข้อที่ 15 มาตลีเทพสารถี คือ วิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต เราทำดี มาตลีเทพสารถี ก็จะพาไปสวรรค์ คือ สุข สงบ เบา สบาย ได้สิ่งดี เราทำชั่ว มาตลีเทพสารถี ก็จะพาไปนรก คือ ทุกข์ เร่าร้อน เดือดเนื้อ ร้อนใจ ได้สิ่งร้าย ข้อที่ 46 เกิดอะไร จงท่องไว้ “กู-เรา-ฉัน” ทำมา และข้อที่ 55 อย่าดื้อต่อศีล ดื้อต่อศีล ทำให้ทุกข์หนัก ทุกข์หนักมาก ทุกข์หนักที่สุด

  6. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    ชื่อเรื่อง:ร่างกายประท้วงเพราะผิดศีล
    เนื้อหา:ปกติร่างกายตัวเองจะขับพิษได้เร็วมากคือจะอ้วกหรืออาเจียนออกภายในไม่กี่นาทีที่กินอะไรก็ตามที่มีฤทธิ์หรือพิษที่ทำให้เกิดอาการเบื่อ เมา เช่น อาหารที่ใกล้บูดหรือผักผลไม้บางอย่าง(เช่นมะเขือเทศบางชนิดที่เหมาะในการปรุงสุกก่อน ถ้ากินสดจะทำให้เมา)
    เมื่อวานได้กินอาหารทอดน้ำมัน(ขนุนอ่อนชุบแป้งทอด)คงเป็นเพราะกินเข้าไปในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งตอนกินก็กินไปพิจารณาเวทนาทางกายตัวเองไปด้วย เพราะปกติจะไม่ค่อยกินอาหารที่มีน้ำมันหรือมีรสมันบ่อยนักหรือถ้ากินก็จะกินในปริมาณที่น้อยแต่พอดีเพราะ(ตอนที่ยังไม่ได้เข้ามาบำเพ็ญ)เคยกินขนมอย่างหนึ่งที่ต้องใช้น้ำมันในการทอดในปริมาณที่มากเกินแล้วอ้วกออกหมดเลย แต่เมื่อวานตอนกินก็ไม่รู้สึกอะไรจึงคิดว่าคงไม่เป็นไรมั้งเพราะอาหารก็ไม่ได้ปรุงรสจัดอะไร จึงกินเข้าไปมากกว่าปกติกว่าทุกครั้ง พอนอนกลางคืนขาและแขนข้างขวาเกิดตะคริวปวดมาก โดยเฉพาะน่อง
    ทุกข์:รู้สึกปวดที่น่องมากจากอาการเป็นตะคริว(ซึ่งแต่ก่อนที่ยังไม่ได้มากินอาหารมังสวิรัติสูตรอ.หมอเขียว จะเกิดอาการดังกล่าวบ่อยมาก)
    สมุทัย:กินเกิน ทำให้ได้รับธาตุอาหารบางตัวมากเกินจึงเกิดพิษตกค้างในร่างกาย
    กลไกของร่างกายจึงดันธาตุอาหารที่เกินนั้นออก แต่ออกไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนเกิดอาการหด แข็ง เกร็งค้าง จากการพยายามดันพิษออก
    นิโรธ:ตอนแรกรู้สึกปวดมากแต่พอนึกได้ว่าคงเกิดเพราะเราทำผิดศีลคือไม่ประมาณในการกิน ก็บอกตัวเองว่ายอมรับความปวดนี้ไปเถอะ รับวิบากร้ายเสียเดี๋ยวเขาก็หมดไปเอง จึงปล่อยร่างกายตามสบาย ดูอาการของเขาไปเรื่อยๆโดยไม่เอาใจเข้าไปกำหนดว่าเขาจะหายไปเมื่อไร อาการก็ค่อยๆคลายไป
    มรรค:พอระลึกได้ว่าอาการปวดของตัวเองคงเกิดจากการผิดศีลด้วยส่วนหนึ่ง ก็ตั้งจิตเลยว่าขอน้อมรับวิบากที่ตัวเองพลาดในการไม่ประมาณด้วยใจที่ยินดี ยินดีรับ ยินดีให้เกิด ยินดีให้หมดไป โดยไม่เอาใจเข้าไปกำหนดหรือเร่งผลว่าเขาจะหายไปเมื่อไร และตั้งจิตว่าเราจะเริ่มตั้งศีลใหม่จะสำรวมในเรื่องการกินให้พอดี จะฝึกการประมาณในการบริโภคให้ดีขึ้นกว่านี้

  7. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง ผอมสู้กิเลส
    เหตุการณ์ ได้รู้จักแพทย์วิธีธรรมตั้งแต่ปลายปี 2558 ได้ลดละเลิกการกินเนื้อสัตว์มาเป็นลำดับๆ น้ำหนักลดลงมาเรื่อยๆ จาก 58 กิโลกรัม เหลือ 43-44กิโลกรัม ยิ่งตอนนี้ท่านอาจารย์มาลองกินอาหารปั่น และพากเพียรกินอาหารมื้อเดียว ยิ่งทำให้น้ำหนักลดลงไปอีก เหลือ41 กิโลกรัม มารเริ่มมาทำงาน จะผอมไปถึงไหนเนี่ย

    ทุกข์ น้ำหนักลดลงไม่หยุด

    สมุทัย ชอบถ้าน้ำหนักไม่ลดอีก ชังถ้าน้ำหนักลดลงเรื่อยๆ

    นิโรธ น้ำหนักจะเท่าเดิมหรือลดลงไปอีกก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค เมื่อมารเข้ามาก็จะมีอาการ ปวดเมื่อยเนื้อตัว มึนหัว ก็เริ่มรู้แล้วว่าไม่ใช่พุทธะแล้ว ผิดทางแล้ว มาคุยกันหน่อยนะมาร
    มาร :ตอนนี้ยิ่งดูไม่ได้เลย ผอมมาก ทั้งดำ ทั้งเหี่ยว
    เรา :ทำไมผอมแล้วเป็นไง
    มาร :มันดูไม่ดีเลย มีแต่คนมอง มองแล้วมองอีก มองตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย มีมองแล้วสงสัย มีแบบมองแล้วหันกลับมามองซ้ำ บางคนทนไม่ไหว ถามเลย ไม่สบายมากหรือเปล่า เป็นอะไรไหม
    เรา :อ้าว! แกไม่เคยไปถามคนรูปร่างผอมเลยหรือ
    มาร :เคยสิ เคยถามบ่อยด้วย
    เรา :นั่นไง แกก็เคยไปเพ่งโทษคนอื่นมา ไปเพ่งโทษพระอาริยะ ไม่เชื่อฟังคำสอนครูบาอาจารย์ ก็ต้องรับวิบาก11ประการนั้นไป ผอมดีมากแล้ว ได้เข้าหมู่พุทธะแบบเต็มภาคภูมิ เหมือนพ่อครู เหมือนอาจารย์ เหมือนพี่ๆจิตอาสา เห็นไหมแต่ละท่านแข็งแรงมากมายขนาดไหน ทำงานทั้งวันทั้งคืนพลังท่านมากมายเหลือเฟือ หรือจะกลับไปเอาอ้วนๆแล้วเต็มไปด้วยโรค
    มาร :ไม่เอา ความจริงตอนนี้ก็ดีนะ น้ำหนักเท่าตอนวัยรุ่นเลย ไม่ต้องไปหาวิธีลดน้ำหนัก
    เรา :ก็ใช่ เข้าสโลแกนท่านอาจารย์แล้วไง ไขว่หาอยู่ไม่ใช่หรือ “สบาย เบากาย มีกำลัง ” ได้รูปร่างดีมาก ผอมแบบพุทธะไง
    มาร :แต่ถ้ามันลดไปเรื่อยๆละ ทำไง
    เรา :กังวลใช่ไหม ได้เอาเข้าหมู่เลย จะได้หายสงสัย เป็นไงหลังเข้าหมู่แล้ว
    มาร :ดีจัง กลัว กังวลตั้งนาน ทั้งที่ทำได้ดีมาตั้งนานแล้วแต่มารมาหลอกอีกที อายจัง ต่อไปไม่กังวลแล้วละ
    ใช้บททบทวนธรรมข้อ4 ต้องกล้าในการทำสิ่งที่ดี ละอายและเกรงกลัวในการทำสิ่งชั่ว ชีวิตจึงจะพ้นทุกข์ได้
    ต้องขอบคุณทุกๆสายตา ทุกๆคำถามที่มาคุ้ยกิเลสตัวนี้ให้ได้ล้าง และขอสำนึกผิด ยอมรับผิดที่ไม่เชื่อฟังคำสอนและไปเพ่งโทษมา

    สรุป หลังพิจารณาใจมันเบาสบาย มีกำลัง อาการปวดเมื่อยเนื้อตัว และมึนศีรษะหายไปด้วย..ขอบคุณหมู่มิตรดีปลูกปัญญาพาพ้นทุกข์ได้จริงๆ..สาธุ

  8. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    05/04/64
    น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : พูดแต่เรื่องลบๆ
    ไปรับญาติที่สนามบิน ระหว่างทางกลับบ้านญาติบ่นเรื่องน้องสะไภ้ของเขาตั้งแต่ตอนเริ่มขึ้นรถจนถึงบ้าน พูดตำหนิในเชิงที่น้องสะไภ้ขอบเอาเปรียบครอบครัวของญาติ ตั้งแต่ได้คนนี้มาเป็นน้องสะไภ้เมื่อ 20 ปีก่อน แกก็จะบ่นถึงเขามาตลอด เรื่องก็เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่แก้ไขปัญหาไม่ได้ แต่แกก็อยากจะพูด จนผู้เขียนรู้สึกอึดอัดไม่อยากฟัง เพราะมันมีแต่คำพูดลบ ๆ
    ทุกข์ : ชิงชังญาติที่พูดแต่เรื่องลบ ๆ
    สมุทัย : ชอบใจถ้าญาติพูดแต่เรื่องดี ๆ เรื่องที่สร้างสรรค์ ชังที่ญาติพูดแต่เรื่องลบ
    นิโรธ : ญาติจะพูดเรื่องดีหรือเรื่องลบก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: พอได้ฟังญาติพูด ใจของผู้เขียนก็รู้สึกเร้าร้อน อึดอัด รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ฟังสิ่งญาติพูด พยายามเงียบก็แล้ว พูดถึงเรื่องวิบากกรรมให้ญาติฟังก็แล้ว แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจ ก็ยังพูดต่อไปเรื่อย และยังมีเหตุผลแบบของคนทางโลกมาแก้ตัวไปได้เรื่อย ถ้าเป็นเรื่องอื่นผู้เขียนอาจจะไม่รู้สึกอึดอัดเท่านี้ แต่พอต้องฟังเรื่องเดิม ๆ ที่แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ก็รู้สึกชิงชังไม่อยากฟัง กิเลสมันก็เริ่มทำงาน
    มาร “พูดอยู่ได้ ฟังแล้วเครียดรู้มั๊ย รู้งี้ไม่น่ามารับเลย ”
    คิดแบบนี้แล้ว ใจมันก็ร้อน รำคาญรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในสนามรบ ก็เลยตอบกิเลสกลับไปว่า
    เรา “ ในเมื่อญาติยังไม่เข้าใจเรื่องกรรมว่า การที่เขาได้น้องสะไภ้แบบนี้มาเพราะเป็นวิบากกรรมที่
    ครอบครัวญาติต้องรับร่วมกัน ถ้างั้นแกก็ยอมรับเองให้ได้สิว่า…มันก็คือวิบากกรรมของแกที่แกเคย
    ทำมาเหมือนกัน จึงต้องมานั่งฟังญาติบ่นเรื่องเดิม ๆ”
    “ พูดเรื่องไม่ดีมามาก คราวนี้ก็ต้องฟังเรื่องไม่ดีบ้าง เป็นไงล่ะ? ”
    “ทำมาเยอะ แล้วยังไปชิงชังเขาอีก นี่แหละเงาสะท้อนของแกเลย…มาร”
    กิเลสพอได้ฟังดังนี้มันก็ยอม มันสำนึกได้ว่าเมื่อก่อนเราก็เป็นคนที่ชอบเอาเรื่องลบๆ มาพูดบ่นให้คนอื่นฟังด้วยเช่นกัน ตอนนี้เราล้างใจเรื่องนี้ได้แล้ว เราเห็นโทษของการคิด พูด ทำเรื่องลบ ๆ แล้วว่ามันนำความทุกข์มาให้อย่างไร แต่พอมาเจอคนพูดลบกลับชิงชังรังเกียจเขาเสียได้
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 46 “ เกิดอะไร จงท่องไว้ กู-เรา-ฉัน ทำมา และ ข้อที่ 43 “ ทำร้ายเขามาตั้งมากตั้งมายยังมีหน้ามาโกรธมาเกลียดเขาอีกมันชั่วเกินไปแล้วเรา”
    ตั้งจิตยอมรับผิด ขออโหสิกรรมที่เราเคยทำให้คนอื่นต้องอึดอัดใจเช่นนี้ ขอบคุณญาติที่มาให้เราได้เห็นและได้ล้างทุกข์ พิจารณาแบบนี้แล้วความชิงชังคนพูดลบ ๆ ก็จางไป
    ผู้เขียนแก้ปัญหาเหตุการณ์นี้โดยการชวนเบี่ยงเบนไปพูดเรื่องอื่น

  9. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน อริยสัจ๔

    เรื่อง.เติมตังค์ได้ลดกิเลส

    เหตุการณ์.เนื่องจากจะใช้อินเตอร์เน็ต จึงได้ไปเติมตังค์ที่ร้านค้า ไปถึงแม่ค้าไม่ว่างจึงให้จดเบอร์ไว้ก่อนจะเติมให้ภายหลัง จึงเดินกลับบ้าน หลังจากรอประมาณครึ่งชั่วโมงเงินก็ยังไม่เข้า ตอนนั้นเริ่มจับอาการได้เราเริ่มขุ่น เพราะใจไปยึดว่าจะให้เค้าเติมตังค์ให้เร็วๆ ยิ่งอยากได้เร็วก็ได้เห็นว่าสายตาก็ไปจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์ว่าเมื่อไหร่จะมีข้อความมาว่าเค้าเติมตังค์ให้เราเรียบร้อยแล้ว แต่ยิ่งจดจ่อยิ่งไม่ได้ ก็จับได้ว่าอาการเริ่มขุ่นขึ้นเรื่อยๆ

    ทุกข์. ขุ่นใจที่แม่ค้าเติมตังค์ให้ช้า

    สมุทัย.เพราะยึดมั่นถือมั่นชอบที่จะให้แม่ค้าเติมตังค์ให้ตามเวลา ไม่ชอบที่เค้าเติมตังค์ช้า

    นิโรธ.วางใจว่าแม่ค้าเติมตังค์ให้ตามเวลาจะเร็วจะช้าก็ยินดีพอใจไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค.ตั้งศีลมาพิจารณาเห็นถึงความยึดมั่นถือมั่นความอยากได้ดั่งใจของเรา พิจารณาโทษของความชังความยึดมั่นถือมั่นทำให้เราขุ่นมัวในใจ ทำให้ทุกข์ทำให้ไม่มีสติแก้ปัณหา พิจารณาประโยชน์ของการวางใจ ล้างความชอบชังความยึดมั่นถือมั่นความชอบชัง ก็เริ่มทำใจในใจ ทำให้เราเริ่มมีสติมีปัญญาแยกแยะกิเลสที่มันมาลวงเรา พอทำใจได้ก็เดินไปถามแม่ค้าอีกครั้งหนึ่ง ตอนแรกแม่ค้าก็บอกว่าเติมให้แล้วนะ เราก็ตอบไปว่าตังค์ยังไม่เข้านะคะ แต่ตอนนั้นเราวางใจแล้วว่าเงินจะเข้าหรือไม่เข้าก็วางใจแล้ว ไม่ได้ก็ไม่เป็นรัยถือว่าได้ใช้วิบากในส่วนนั้นไป
    และได้ใช้บททบทวนธรรม บทที่ ๑๐๑มาร่วมพิจารณา คือ ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นให้ได้ “จึงจะได้”
    สรุปพอเราวางใจได้พ่อค้าก็เดินมาบอกว่าแม่ค้า
    แค่กดเบอร์แต่ยังไม่ได้กดยืนยัน พ่อค้าจึงมาเติมตังค์ให้ได้สำเร็จค่ะ

  10. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    เรื่อง ฟุ้งซ่านไปหมด
    เนื้อเรื่อง
    วันนี้  วันที่4  เมษายน  เวลา 11:00 น ได้รับโทรศัพท์จาก หมู่ หมู่มิตรดี ว่าจะมีพี่น้องเข้ามาบำเพ็ญ
    กิเลสตัวฟุ้งซ่านอยากให้มีพี่น้องมาอยู่เยอะๆก็ดีใจ
    ปรุงว่าเราต้องเจริญขึ้นแน่ๆเลย  วาดฝันว่าจะเกิดแต่เรื่องสวยหรู
    ทุกข์
    หัวใจเต้นแรงฟุ้งซ่านอยากให้พี่น้องมาเร็วๆเรื่อง ฟุ้งซ่านไปหมด
    เนื้อเรื่อง
    วันนี้  วันที่4  เมษายน  เวลา 11:00 น ได้รับโทรศัพท์จาก หมู่ หมู่มิตรดี ว่าจะมีพี่น้องเข้ามาบำเพ็ญ
    กิเลสตัวฟุ้งซ่านอยากให้มีพี่น้องมาอยู่เยอะๆก็ดีใจ
    ปรุงว่าเราต้องเจริญขึ้นแน่ๆเลย  วาดฝันว่าจะเกิดแต่เรื่องสวยหรู
    ทุกข์
    หัวใจเต้นแรงฟุ้งซ่านอยากให้พี่น้องมาเร็วๆ
    สมุทัย
    ชอบที่มีพี่น้องมาอยู่เพิ่ม
    ชังที่มีพี่น้องมาอยู่น้อย
    นิโรธ
    จะมีพี่น้อง หมู่มิตรดีมาอยู่เพิ่มหรือมีอยู่เท่าเดิมก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค
    ดีใจจังเลยเย้ๆกิเลสดีใจ  แต่ก็กลัวเหตุการณ์ดีๆแบบนี้หมดไป
    มาร
    ไชโย  ดีใจจังเลยจะมีพี่น้องมา ร่วมบำเพ็ญ

    มากขึ้นได้สมใจเราแน่ๆ แต่ก็กังวลว่าท่านจะอยู่ได้กี่วัน และอยากให้ท่านอยู่นาน
    เรา
    จะดีใจอะไรล่ะมาร ก็เห็นเธออยากได้พี่น้องมาอยู่ด้วย  ตั้งนานแล้ว  เธอลุ่นๆจนตัวสั่นอยู่ทุกวัน  ใจจะขาดอยู่แล้ว    ในแต่ละวันอยากๆๆ  ยากได้เร็วๆอยากได้มากๆ อยากแบบยึดมั่นถือมั่น โง่แล้ว นี่ขนาดสิ่งที่ดีนะยังจะรีบร้อนฟุ้งซ่านอยากได้ไปหมด
    มาร
    ก็อยากได้สิ  ก็มีพี่น้องมาเพิ่ม  เป็นสิ่งที่ดีก็ต้องฟุ้งซ่านดีใจนะสิ    แล้วผิดตรงใหน

    เรา
    โอ๊ย มาร ก็รู้ว่ามันดี แต่เราจะจัดการกับเธอก่อน จะไปใจร้อนฟุ้งซ่านมากไปรู้ไหม มันจะสั่งสมเป็นวิบากร้ายเหนี่ยวนำให้คนอื่นทำตาม  ฟุ้งซ่าน  เพิ่มพิษ  เพิ่มโรค  เพิ่มวิบากร้ายไม่มีอะไรดีเลยนะ      ฟุ้งซ่านจะสั่งสมความชั่วอย่างนั้นเหรอ ไม่ทุกข์หรือไง
    มาร
    อ้าว ฟุ้งซ่านในสิ่งดีๆ ก็เป็นทุกข์งั้นรึ
    เรา
    ก็ทุกข์นะสิมาร ทำไมโง่อย่างงี้ มิน่าล่ะถึงไม่พ้นทุกข์  สักที มาฟังพุทธะจะได้ฉลาดขึ้น สุขนานและยั่งยืน มีแต่วิบากดีเกิดเป็นคนทั้งที สิ่งที่ควรฝึก ควรทำคือฝึกตั้งศีลที่จะไม่ฟุ้งซ่าน ตรงกับทบทวนธรรมข้อที่82จงฝึกอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตที่พร่องอยู่เป็นนิตย์ อย่างผาสุกให้ได้

    พอพิจารณาแบบนี้ทำให้ความฟุ้งซ่านลดลงบ้าง แต่ก็ดีกว่าเราไม่เห็นหน้ามารจะได้ฝึกมากๆ ฝึกซ้ำๆ ฝึกบ่อยๆ ก็ เราฟุ้งซ่านมามาก จะทำให้ลดลงเร็วไม่ได้หรอก ถ้าเราไม่เด็ดขาดกับกิเลส ไม่เอาจริง ไม่เข็ดหลาบกับกิเลสตัวนี้

    สมุทัย
    ชอบที่มีพี่น้องมาอยู่เพิ่ม
    ชังที่มีพี่น้องมาอยู่น้อย
    นิโรธ
    จะมีพี่น้อง หมู่มิตรดีมาอยู่เพิ่มหรือมีอยู่เท่าเดิมก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค
    ดีใจจังเลยเย้ๆกิเลสดีใจ  แต่ก็กลัวเหตุการณ์ดีๆแบบนี้หมดไป
    มาร
    ไชโย  ดีใจจังเลยจะมีพี่น้องมา ร่วมบำเพ็ญ

    มากขึ้นได้สมใจเราแน่ๆ แต่ก็กังวลว่าท่านจะอยู่ได้กี่วัน และอยากให้ท่านอยู่นาน
    เรา
    จะดีใจอะไรล่ะมาร ก็เห็นเธออยากได้พี่น้องมาอยู่ด้วย  ตั้งนานแล้ว  เธอลุ่นๆจนตัวสั่นอยู่ทุกวัน  ใจจะขาดอยู่แล้ว    ในแต่ละวันอยากๆๆ  ยากได้เร็วๆอยากได้มากๆ อยากแบบยึดมั่นถือมั่น โง่แล้ว นี่ขนาดสิ่งที่ดีนะยังจะรีบร้อนฟุ้งซ่านอยากได้ไปหมด
    มาร
    ก็อยากได้สิ  ก็มีพี่น้องมาเพิ่ม  เป็นสิ่งที่ดีก็ต้องฟุ้งซ่านดีใจนะสิ    แล้วผิดตรงใหน

    เรา
    โอ๊ย มาร ก็รู้ว่ามันดี แต่เราจะจัดการกับเธอก่อน จะไปใจร้อนฟุ้งซ่านมากไปรู้ไหม มันจะสั่งสมเป็นวิบากร้ายเหนี่ยวนำให้คนอื่นทำตาม  ฟุ้งซ่าน  เพิ่มพิษ  เพิ่มโรค  เพิ่มวิบากร้ายไม่มีอะไรดีเลยนะ      ฟุ้งซ่านจะสั่งสมความชั่วอย่างนั้นเหรอ ไม่ทุกข์หรือไง
    มาร
    อ้าว ฟุ้งซ่านในสิ่งดีๆ ก็เป็นทุกข์งั้นรึ
    เรา
    ก็ทุกข์นะสิมาร ทำไมโง่อย่างงี้ มิน่าล่ะถึงไม่พ้นทุกข์  สักที มาฟังพุทธะจะได้ฉลาดขึ้น สุขนานและยั่งยืน มีแต่วิบากดีเกิดเป็นคนทั้งที สิ่งที่ควรฝึก ควรทำคือฝึกตั้งศีลที่จะไม่ฟุ้งซ่าน ตรงกับทบทวนธรรมข้อที่82จงฝึกอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตที่พร่องอยู่เป็นนิตย์ อย่างผาสุกให้ได้

    พอพิจารณาแบบนี้ทำให้ความฟุ้งซ่านลดลงบ้าง แต่ก็ดีกว่าเราไม่เห็นหน้ามารจะได้ฝึกมากๆ ฝึกซ้ำๆ ฝึกบ่อยๆ ก็ เราฟุ้งซ่านมามาก จะทำให้ลดลงเร็วไม่ได้หรอก ถ้าเราไม่เด็ดขาดกับกิเลส ไม่เอาจริง ไม่เข็ดหลาบกับกิเลสตัวนี้

  11. จิรานันท์ จำปานวน

    เรื่อง : มาปลูกต้นไม้กันเถอะ
    เหตุการณ์ : เมื่อวานได้รับการแบ่งปันต้นไม้จากคณะครู พอตื่นเช้ามาก็มีเด็กๆ มาหาเราที่สวน แค่เห็นหน้าเด็กๆ เท่านั้น มารก็มาทำหน้าที่เลยค่ะ

    ทุกข์ : ขุ่นใจไม่อยากได้เด็กๆ ออกมาหาเราที่สวน

    สมุทัย : ชอบที่เด็กๆ ไม่ออกมาเราที่สวน ชังที่เด็กๆ ออกมาหาเราที่สวน

    นิโรธ : เด็กๆ จะมาหาเราที่สวน หรือไม่มาหาเราที่สวนก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค : พอมารเข้ามาทำหน้าที่ ร่างกายก็เสียพลังเป็นเหี่ยวๆ ใจก็ขุ่นๆ ไม่โล่งไม่โปร่ง ส่วนเหตุการณ์แม่ของเด็กบอกว่าฝากเด็กไว้หน่อยนะ เที่ยงๆ ค่อยจะมารับ มาดูลีลามารผีหลอกกันค่ะ
    มาร : โอ๊ย มาอีกแล้วเหรอ ทำไมต้องมาด้วย คงจะวุ่นวายน่าดูเลยวันนี้
    เรา : เอ๊ะๆๆ มาร จะมาบ่นอะไรเนี่ย ใครจะมาวุ่นวาย เด็กๆ เขาไม่ได้วุ่นวายสักหน่อย มีแต่เธอนั่นแหละที่มาวุ่นวายในใจฉัน ใครกันแน่ที่ควรออกไป เธอต่างหากไม่ใช่เด็กๆ เลย
    มาร : แต่ว่า ถ้ามีเด็กๆ มา เธอก็ไม่ได้ปลูกต้นไม้น่ะสิ ไม่ได้ทำอย่างอื่นน่ะสิ เด็กๆ ก็เดินตามเธอ ถามนั่นถามนี่เยอะแยะเลยนะ
    เรา : ได้สิ ก็พาเด็กๆ ไปปลูกด้วยซะเลย โง่จังเลยมาร แค่นี้ก็คิดไม่ได้เนาะ รู้ไหมเด็กๆ คือรางวัลของเรา เราจะได้ฝึกแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับต้นไม้ให้กับเด็กๆ ได้สร้างองค์ประกอบให้เด็กๆ ได้ฝึกแบ่งปันแรงกาย ได้ฝึกความอดทน ได้ฝึกใช้เวลาให้เป็นโยชน์ดีกว่าเล่นโทรศัพท์นะ
    มาร : โอ้โห ดีขนาดนี้เลยเหรอ
    เรา : ก็ใช่น่ะสิ พุทธะก็ดีแบบนี้แหละ เธอควรจะมาคิด มาทำแบบพุทธะนะ จะได้สุขสบายใจไปด้วยกัน
    มาร : ตกลงๆ
    สรุป พอมารเปลี่ยนมาคิดแบบพุทธะ พลังกายก็กลับมาเต็มบึ้ม ใจโปร่ง โล่งสบาย คิดออกว่าจะเอาต้นไหนไปปลูกบริเวณไหน ประมาณ 10.00 น. แม่เด็กก็ขับรถมารับเด็กกลับบ้าน แต่เด็กบอกว่ายังไม่อยากกลับอยากช่วยเราปลูกต้นไม้อีก กำลังสนุกเลย ในเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รู้ว่าแต่ก่อนเราพยายามหนีตลอดเวลาที่มีเด็กๆ มาหาเราที่สวน พอหนีทีไรใจก็ทุกข์ ขุ่นใจทั้งวัน แต่มาวันนี้เราได้ยอมรับรางวัลของเราที่เขาเอามามอบให้ถึงสวนเลย พอเรามีพุทธะ เด็กๆ ก็เอาพุทธะออกมาเช่นกัน ปลูกต้นไม้ไปร้องเพลงวิชชารามไป อีกทั้งเด็กๆ ยังสามารถสรุปประโยชน์จากการมาปลูกต้นไม้ได้ด้วย เบิกบานไปด้วยกันทั้งเราทั้งเด็กๆ ตรงกับ บทธ ข้อ 102 ทำตามจริงที่เป็นไปได้จริง ชีวิตก็ไม่มีอะไรทุกข์

  12. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    เรื่อง ส่งการบ้านแล้วตกใจ

    เนื้อเรื่อง เมื่อคืนได้ส่งการบ้านให้คุรุตรวจที่ห้องโรงเรียนของหนูไม่มีปัญหาอะไร
    เสร็จแล้วก็มาส่งการบ้านด้วยคอมพิวเตอร์ และให้น้องตรวจสอบให้อีกทีผมก็ได้ตรวจสอบแล้วเพราะว่าเคยผิดมาแล้ว 3 ครั้งและมั่นใจว่าครั้งนี้จะไม่ผิดซ้ำอีกเพราะว่า Copy มาจากห้องโรงเรียนของหนู ก่อนส่งการบ้านก็ได้ถามฝ่ายสื่อก่อนที่จะส่งแล้ว

    ทุกข์ ตกใจ ใจหาย ที่ส่งการบ้านแล้ว มีปัญหาซ้ำอีก

    สมุทัย ชอบที่ส่งการบ้านแล้วไม่มีปัญหา
    ชังที่ส่งการบ้านแล้วมีปัญหาซ้ำซาก

    นิโรธ
    ไม่ชอบไม่ชัง ได้พยายามตรวจสอบก่อนที่ส่งการบ้านแล้ว แต่ปัญหาก็ยังเกิด

    มรรค
    กิเลสเห็นส่งการบ้านผิดซ้ำซากตกใจ ใจหายใจคว่ำ

    มาร
    อ้าว ส่งการบ้านผิดอีก ไม่น่าทำผิดอีกเลยทำไมๆ ไม่รู้กี่รอบแล้วเนี่ย (กลัวถูกตำหนิ)
    เรา
    ก็ได้ตรวจสอบอย่างดีแล้ว และมั่นใจว่าไม่ได้ทำด้วยความใจร้อนแล้ว ก็ได้ปรึกษาน้องที่อยู่ด้วยตรวจสอบให้อีกทีหนึ่ง คนเราก็มี
    พลาดมีพร่องกันบ้าง จะได้ฝึกเห็นใจตัวเอง เห็นใจผู้อื่น รู้ว่าความจริงแม้เราจะพยายาม แก้ไขข้อพร่องข้อพลาดเต็มที่แล้ว ก็ยังมีปัญหาแปลว่ามีอกุศลเข้า รับแล้วก็หมดไป (โชคดีได้เห็นกิเลส)

    มาร คุรุห้องวิชารามเขาจะว่าเราไหมเนี่ย (กลัวจะไม่ได้ส่งการบ้าน)
    เรา
    ยังไม่มีใครมาว่าอะไร เลย ก็มีแต่เรากับกิเลส มันฟุ้งซ่าน มันปรุงแต่งมันกลัวกังวล ว่าจะมีคนมาว่าจะมีคุรุมาว่าดูมันทำไปได้มันหลอกไปได้มันตีเนียนพอเราทำผิดมันกระทืบซ้ำเลยมันไม่ให้โอกาสคน

    เรา
    ถ้าเรายึดมั่นถือมั่น ว่าทุกอย่างต้องออกมาดี ทุกอย่างต้องดีเท่านั้น โลกนี้คงวุ่นวาย เพราะว่าโลกนี้มีปัญหาไว้ให้แก้ไข (แต่ใจต้องไม่ทุกข์กับเหตุการณ์) ไม่มีใครอยากให้พลาดไม่มีใครอยากให้มีปัญหา ตอนนี้กำลังหาสาเหตุอยู่ว่ามันผิดได้อย่างไรก็ให้น้องที่เป็นฝ่ายสื่อที่อยู่ด้วยกันตรวจสอบ (คิดว่าผิดเพราะส่งไปในห้องตรวจคำผิดแน่ๆ) ให้อยู่ครับไม่ได้ปล่อยปละละเลยครับ
    พอพิจารณาแบบนี้ ก็ยินดีเต็มใจ ยอมรับกรรมใหม่ในสิ่งที่ผมทำลงไป เพราะได้ทำพลาดไปแล้วผิดไปแล้วก็ขอสำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ ผมขอรับโทษ (จะทำกรรมใหม่) และจะให้อภัยตัวเองให้อภัยคนอื่นเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นแรงเหนี่ยวนำที่ดีว่าเราไม่ได้ทำอะไรตาม ใจตัวเอง ใจก็สุขได้แล้วไม่เอาอะไรไม่มีอะไรคาใจ อาการตกใจเบาลง ใจโล่งเบาสงบ

  13. จิรานันท์ จำปานวน

    เรื่อง : สอนพิเศษ
    เหตุการณ์ : พอป้ารู้ว่าเราจะกลับมาสอนที่โรงเรียนใกล้บ้าน ป้าโทรมาถามเราว่าปิดเทอมนี้ รับสอนพิเศษให้เด็กๆ ไหม เราก็ตอบไปว่าไม่สอนค่ะ และเมื่อวานนี้เองที่เด็กๆ มาช่วยเราปลูกต้นไม้ แล้วก็ไปเล่าให้ป้าฟังว่าอยากเรียนพิเศษกับเรา แม่เราก็บอกว่ารับสอนเถอะแม่จะช่วยดูแลอีกแรง

    ทุกข์ : ลังเลใจที่จะรับสอนพิเศษเด็กๆ

    สมุทัย : ชอบที่ไม่ต้องรับสอนพิเศษเด็กๆ ชังที่ต้องรับสอนพิเศษเด็กๆ

    นิโรธ : จะรับสอนพิเศษ หรือไม่รับสอนพิเศษก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค : เมื่อคิดแบบมาร ใจไม่โล่ง ไม่โปร่งเลย ยังคิดลังเลใจ ตัดสินใจยังไม่ได้ ด้านร่างกายมีอาการหัวตื้อๆ ด้านเหตุการณ์ทั้งป้า แม่ และเด็กๆ ก็บอกว่าสอนพิเศษเถอะ นะๆๆ มาดูลีลามารกันค่ะ
    มาร : อุ๊ย! จะให้สอนพิเศษเด็กๆ รึ ปิดเทอมก็ว่าจะพักสักหน่อย จะได้มีเวลาอ่านหนังสือ ฟังธรรม เข้าหมู่ในซูมและโทรไลน์
    เรา : ฮั่นแน่ รู้ทันนะว่าเธอคิดอะไรอยู่ ขี้เกียจอยู่กับเด็กๆ ล่ะสิท่า ข้ออ้างเยอะเชียว
    มาร : ฮ่าๆๆ ทำไมรู้ล่ะ ตอนเปิดเทอมก็อยู่กับเด็กๆ ปิดเทอมก็จะให้อยู่กับเด็กๆ อีกหรือ
    เรา : ไอ้มารเอ่ย ไม่รู้อะไรซะแล้ว เด็กๆ คือผู้มีพระคุณของเรา ถ้าไม่มีเด็กๆ ก็ไม่ต้องมีอาชีพครูเหมือนกัน เรายังต้องทำอาชีพเลี้ยงดูครอบครัวต้องอาศัยการงานอาชีพนี้อยู่ ถ้าไม่มีเด็กๆ เราจะไปสอนใครเล่า แล้วจะมีอาชีพครูไว้ทำไมล่ะ จริงไหมมาร
    มาร : เอ่อ ก็จริงนะ
    เรา : การที่เรารับสอนพิเศษนี้ เราจะได้ฝึกแบ่งปันแรงกาย แรงปัญญา ได้สร้างองค์ประกอบให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกสิกรรมไร้สารพิษด้วยนะ ไม่ได้เน้นวิชาการ แต่จะเน้นกิจกรรม ลงมือปฏิบัติ เรียนรู้กับของจริง เหมือนการศึกษาวิชชารามไง “ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา” เราจะได้ฝึก ได้เรียนรู้ไปกับเด็กๆ ด้วย นี่เป็นโอกาสที่ดีนะ
    มาร : โอ้โห มีประโยชน์และคุณค่าเยอะขนาดนี้เลย งั้นรับสอนพิเศษเด็กๆ ก็ได้
    เรา : ดีมากมาร ต้องอย่างนี้สิ ต้องกล้าในการทำสิ่งดี
    สรุป พอมารได้เห็นประโยชน์และคุณค่าจากการรับสอนพิเศษ มารก็กลายมาเป็นพลังพุทธะ ใจเราก็โล่ง โปร่งสบายอาการทางกายที่หัวตื้อๆ ก็หายไป มองเห็นอะไรในสวนก็คิดออกว่าจะให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อะไร ป้าบอกกับเราว่าขอบคุณนะที่รับสอนพิเศษอยากฝึกหลานให้ “ฮู้จักความ” ตรงกับ บทธ ข้อ 4 ต้องกล้าในการทำสิ่งดี ละอายและเกรงกลัวในการทำสิ่งชั่ว ชีวิตจึงจะพ้นทุกข์ได้ สาธุค่ะ

  14. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    เรื่อง ส่งการบ้าน ส่งมารไปหาพุทธะ
    เนื้อเรื่อง การเขียนการบ้านแรกๆ ก็เขียนแค่พอได้ส่งเหมือนคนอื่นๆ แต่พอเขียนนานๆ เข้า ก็ ต้องเขียนลึกๆ ขึ้น ก็เขียนบอกอาการทางกาย อาการทางใจ และเหตุการณ์ตรงมรรค แล้วต้องหาวิธีคุยกับมารให้ข้อมูลมาร แค่ฟังก็เหนื่อยใจ อึดอัดใจคิดแล้วมึนหัว
    ทุกข์ อึดอัดใจกับการเขียนการบ้านที่ละเอียดขึ้น
    สมุทัย ชอบเขียนการบ้านไม่ต้องละเอียด ชังที่จะต้องเขียนการบ้านลึกขึ้น
    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังเขียนการบ้านด้วยใจไร้ทุกข์ไร้กังวล
    มรรค การเขียนการบ้านละเอียดขึ้นก็เห็นหน้ามารมากขึ้น มารคิดไม่แช่มชื่นใจ หงุดหงิด รำคาญ ด้านร่างกายมีอาการหัวร้อน ด้านเหตุการณ์งานกสิกรรมก็เยอะ มารก็เข้าแทรก
    มาร
    แค่เขียนการบ้านธรรมดาก็เหนื่อยพอแล้ว
    เรา
    โชคดีจังเลยได้มีโอกาสฝึกเพิ่มมากขึ้น ใครจะโชคดีเท่าเราที่มีองค์ประกอบดีๆจากหมู่มิตรดีพาทำการบ้าน
    มาร
    อึดอัดต้องเพิ่มศีลตลอดเลยรึ ขอพักหายใจหน่อยสิ
    เรา
    มาร เธอโง่แล้วอวดดี การเพิ่มศีลมีแต่สิ่งดีเข้ามา จะอยากในตอนแรก แต่จะสบายในตอนที่เราขยันฝึกไปเรื่อยๆ อดีตเราไม่มีศีลเขียนการบ้านไม่เป็นเลย แต่พอเราเพิ่มศีลเป็นไงล่ะ    เบาสบายใจมากขึ้น    เขียนการบ้านก็เหมือนกันเราก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆ เห็นหรือยังก็พิสูตรด้วยตัวเราเองมาแล้ว
    มาร
    พุทธะดีจังเลย อยู่มาตั้งนานไม่กล้าตัดสินใจเชื่อ
    เรา
    กายคุยกับกิเลส และรู้ว่ามีวิบากกรรมเยอะไม่ได้น่ากลัวหรอกแต่เป็นสิ่งที่ทำความเข้าใจบอกกับกิเลสและวิบากว่าทำมาเยอะก็ทยอยใช้หนี้ไป แต่กรรมใหม่ยังไม่ได้ทำให้สังวรให้ดีว่าเป็น บาปหรือเป็นบุญ
    พอคุยกับกิเลสเป็น การเขียนการบ้านก็ทำเท่าที่มีเวลา เขียนการบ้านอย่างมีศีลไม่เร่งรีบร้อนอีกแล้ว
    ทำให้เบาสบายใจไร้ทุกข์ไร้กังวล
    สรุป พอมารรู้ว่า ความลำบากยิ่งทำให้ร่างกายและจิตใจแข็งแกร่ง และเอาประโยชน์ให้ได้ทุกเหตุการณ์ มารเทพลังให้พุทธ ไม่อึดอัดใจแล้วสบายใจสบายกายไม่ร้อนหัวและคิดว่าต่อไปจะฝึกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างรู้เพียรรู้พักตรงกับ บทธ ข้อที่ 36จงทำดีเต็มที่ เหนื่อยเต็มที่ สุขเต็มที่ ไม่มีอะไรคาใจ ไม่เอาอะไร คือ สุดยอดแห่ง “ความอิ่มเอิมเบิกบาน แจ่มใส”

  15. น.ส สำรวย รัตตนะ

    นางสาว สำรวย​  รัตตนะ
    เรื่อง​.แม่ป่วย
    เหตุการณ์​.จบบส  ในทุกๆ​วัน​ จะโทรศัพท์
    คุยกับ​ แม่​ 1​ ครั้ง​เป็นอย่างน้อยวันหนึ่งโทร​ หาตอนประมาณ​  20.00  น.​ รู้สึกว่า​ เสียงแม่เปลี่ยนไปไม่ใสเหมือนทุกวัน ถามแม่เป็นอะไร​ แม่บอกเวียนหัวรู้สึกไม่ค่อยสบายอยากไปหาหมอ​ ใจเราก็เริ่มมีอาการขึ้นมาทันที​ รู้สึกเศร้าหมอง​ กังวล​  เป็นห่วงแม่คิดกลับ ไปกลับมาว่าจะทำอย่างไรดีแม่ ก็บอกว่าคงเป็นเพราะเมื่อคืนก่อน นอนไม่ค่อยหลับ​ ตอนนี้กัวซาแล้ว เตรียมตัวเข้านอน​ เราเลยหยุดคุย​ แม่นอนแล้วแต่เรากลับมานอนครุ่นคิด​  กลับไปกลับมาอยู่นานกว่า จะหลับลงได้​   
    ทุกข์​ . แม่ป่วย​  เป็นห่วงแม่
    สมุทัย​. ชอบถ้าแม่ไม่ป่วย​ชังถ้าแม่ป่วย
    นิโรธ​. แม่จะป่วยหรือไม่ป่วยก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค​ .พิจารณาใจตัวเองตามความเป็น  จริง​  เป็นธรรมดาของคนที่พัก​ ผ่อนไม่เพียงพอประกอบกับอายุ ที่มากแล้ว​  แม่คงเป็นเพียงเล็ก​น้อย​ เพราะถ้ามีอาการมากใน​บ้านก็มีน้องชายกับหลานอยู่​ อีก ทั้งยังมีบ้านน้องสาว​ น้องชายอยู่ใกล้ๆ​  เขาคงจะพาไปหาหมอก่อน แล้ว​  หากคิดมากจนนอนไม่หลับ เดี๋ยวเราก็คงจะเป็นผู้ป่วยเสียเอง​ จึงนำบททบทวนธรรมข้อที่​ 28​ มาดับทุกข์ใจ​ ความกลัว​  กังวล ​ระแวง​ หวั่นไหว​ ทำให้เป็นได้ทุกโรค​ใจไร้ทุกข์​ ใจดีงาม​ เป็นสิ่งที่มีฤทธิ์มากที่สุด​ ที่ทำให้หายหรือ​ทุเลาจากโรค​ เป็นยา​รักษา​โรคที่มีฤทธิ์เร็วและแรงที่สุดในโลก
    สรุป​.เมื่อพิจารณาได้แล้ว​ ใจที่กังวล​ เศร้าหมอง​ ก็สงบลง​ จางหายไป นอนหลับได้​อย่างสบาย​

  16. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    เรื่อง ช่วยไม่ได้ก็วาง

    โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ทุกคนที่ได้เกิดมาล้วนมีอวิชชา มีวิบากกรรมที่สั่งสมมา หาที่ต้นที่สุดไม่ได้ ดังนั้น ในการทำงานกับหมู่คณะ ย่อมเกิดความพร่อง ความพลาดเป็นธรรมดา ย่อมมีผู้ที่สร้างปัญหาอุปสรรคให้เราต้องยาก ต้องลำบาก ให้เราต้องคิดวิธีแก้ไขไปตามสถานการณ์อยู่เสมอ สิ่งนี้เป็นโจทย์ เป็นโอกาสที่ดีในการล้างกิเลสส่วนที่เหลือของเราเอง

    เมื่อเราได้เห็นความพร่องในการทำงานกับเพื่อนในหมู่ เราย่อมมีความปรารถนาที่จะแก้ไข อยากให้การทำงานร่วมกันมีความเป็นเอกภาพ สามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่เมื่อเราได้พยายามที่จะแก้ไขแล้ว ลองเสี่ยงที่จะบอกท่าน เสี่ยงที่จะชี้ให้ท่านเห็นถึงปัญหา ด้วยการคิด พูด ทำอย่างดีที่สุดเท่าที่เราจะมีปัญญาทำได้แล้ว แต่ท่านยังไม่เข้าใจ ยังไม่เห็นอย่างที่เราเห็น เราก็ต้องยอมรับ ทั้งในความเห็นที่แตกต่าง และในความเป็นตัวตนของท่าน นอกจากนี้ ยังต้องเผื่อใจไว้บ้างว่าเราอาจจะคิดผิดเองก็ได้

    ทุกข์ – ความลำบากใจในการพยายามช่วยให้เพื่อนเห็นปัญหาในการทำงานร่วมกัน

    สมุทัย – มีตัณหาคืออยากให้เพื่อนเห็นปัญหาอย่างที่เราเห็น มีความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าเพื่อนเห็นปัญหาอย่างเดียวกับเราจะสุขใจ ถ้าเพื่อนไม่เห็นปัญหาอย่างเดียวกับเราจะทุกข์ใจ

    นิโรธ – ตัณหาดับ ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น เพื่อนจะเห็นปัญหาอย่างเดียวกับเราก็ได้ หรือไม่เห็นปัญหาอย่างเดียวกับเราก็ได้ เราก็ยังมีความยินดี พอใจ ไร้กังวลอยู่เสมอ

    มรรค – พิจารณาเรื่องกรรมให้แจ่มเจ้งว่า ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราและของเขา ล้วนเกิดจากวิบากกรรมที่ได้สั่งสมกันมาทั้งสิ้น ทั้งในส่วนของวิบากกรรมร่วมที่หมู่คณะต้องได้รับพร้อม ๆ กัน และในส่วนของวิบากกรรมเฉพาะตนของแต่ละท่านด้วย หากเราเชื่อและชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง ก็ไม่มีอะไรให้ทุกข์ การที่เราต้องมาทำงานร่วมกับผู้ที่พูดด้วยยาก ก็เป็นวิบากกรรมในส่วนของเราเอง เราก็เคยทำตัวเป็นคนว่ายากมาก่อน ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ดังนั้น เมื่อได้มาเจอกับตัวเองก็ดีแล้ว จะได้ชดใช้วิบากนั้น ส่วนตัวท่านที่ยังสร้างปัญหาแก่เราและแก่หมู่คณะอยู่นั้น การที่ท่านยังไม่สามารถเห็นหรือแก้ไขปัญหาจากตัวท่านได้ ก็เป็นวิบากกรรมในส่วนของท่าน เมื่อเราได้ลองพยายามที่จะช่วยให้ท่านเห็นปัญหานั้นแล้ว แต่ท่านยังไม่เห็น เราก็ต้องปล่อยวาง ให้เป็นไปตามวิบากของท่าน เราพยายามรักษาใจของเราให้อยู่ในพรหมวิหาร ๔ คือเมตตาและอุเบกขาต่อท่านอยู่ ตั้งจิตไว้ว่า เราจะไม่ทอดทิ้งท่าน แต่จะอดทน รอคอย ให้อภัย และเมื่อมีโอกาสดีที่จะช่วยให้ท่านได้แก้ไขปัญหาของท่านได้เมื่อไหร่ เราก็จะพยายามช่วยอย่างเต็มที่

    นอกจากนี้ เรายังพิจารณาเข้ามาในตัวเราเองด้วยว่า ตัณหาหรือความยึดมั่นถือมั่นที่มันยังมีส่วนเหลืออยู่ในใจเรานั้น มันทำให้เรายังต้องทุกข์อยู่ เป็นทุกข์อริยสัจ มันคือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เรายังมีความอึดอัดขัดข้องในใจอยู่ ตัวนี้แหละที่เราต้องพยามยามกำจัดให้สิ้นเกลี้ยงให้ได้ เราต้องหมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ความอยากที่จะให้ได้ดั่งใจแล้วจึงจะสุขใจนั้นเป็นมายา เป็นสิ่งไม่มีตัวตน เป็นสิ่งไม่เที่ยง ได้มาแล้วเดี๋ยวเดียวก็สลายไป หาสาระอะไรไม่ได้ มีแต่จะสั่งสมลงไปเป็นกิเลสที่หนาขึ้น แล้วเป็นระเบิดเวลาที่จะทำให้เราทุกข์เมื่อถึงคราวไม่ได้ดั่งใจ ในครั้งนี้ก็ดีแล้วที่เราได้เห็นอาการอึดอัด ไม่โปร่ง ไม่โล่ง แม้จะเล็กน้อยเท่านั้น แต่เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ล้างมันออกไป ให้เบาบาง ให้จางคลายลงไปอีก หน้าที่เราคือขัดเกลากิเลสส่วนที่ยังเหลืออยู่ออกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่เหลืออะไรให้ขัดเกลาอีกแล้ว อันที่จริง เราควรจะขอบคุณท่านที่นำปัญหามาให้เราได้อึดอัดใจด้วยเช่นกัน เพราะการมาของท่านนั้น ทำให้เราได้ปฏิบัติการชำระล้างกิเลสของเราออกไปอีกส่วนหนึ่ง

    สุดท้าย เมื่อได้มาพิจารณาทบทวนเรื่องทั้งหมดแล้ว เราจึงได้ความรู้สึกยินดี พอใจ ที่ได้มีโอกาสชำระกิเลสออกไปอีกส่วนหนึ่ง ทำให้เราได้เห็นถึงความอึดอัดขัดข้องใจที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงทุกข์ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เมื่อดับไปแล้วเราก็กลับมาอยู่กับอารมณ์ปกติ ไม่สุขไม่ทุกข์กับเรื่องนี้แล้ว นอกจากนี้ เรายังมีความมั่นใจมากขึ้นด้วยว่า ในครั้งต่อไปถ้าได้เจอเหตุการณ์หรือต้องร่วมงานกับท่านอีก ความอึดอัดขัดข้องในใจจะเบาบางลง และเราจะสามารถทำให้มันสลายไปได้เร็วขึ้นด้วย

  17. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง ตกมื้ออาหาร
    เหตุการณ์ ช่วงนี้ตั้งศีลกินมื้อเดียว เมื่อวานเฝ้าพ่อที่รพ.ตั้งแต่เช้ายาวถึงเช้าอีกวัน ปกติจะเข้าสวนต่อแต่ช่วงนี้ทางภาคใต้ฝนตก จึงฟังธรรมะบ้าง อ่านหนังสือบ้าง กิเลสมาตั้งแต่เช้า 9โมงเช้า มันบอกว่า อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เมื่อคืนไม่ได้นอน มึนหัว ท้องร้อง หิวข้าวกินได้แล้ว
    จึงเริ่มกินตั้งแต่ 9.30น. กินผลไม้ต่อด้วยอาหารปั่น 2ถ้วย ตกตอนเย็นบ่นหิวอีก กินข้าวกับผัดผัก แถมข้าวเหนียวเปล่าอีก สรุปกินทั้งวัน

    ทุกข์ ใจขุ่นๆเมื่อตั้งศีลกินมื้อเดียวแล้วพลาด

    สมุทัย ชอบถ้าตั้งศีลแล้วทำได้ ชังถ้าตั้งศีลแล้วทำไม่ได้

    นิโรธ เมื่อตั้งศีลกินมื้อเดียวจะพลาดหรือไม่พลาดก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค เมื่อใจขุ่นๆ มันผิดทางแล้วไม่ใช่พุทธะแล้ว ร่างกายจะเพลีย ไม่มีแรง มึนๆงงๆ มาดูลีลามารกันค่ะ
    มาร :เป็นไงละ ตั้งศีลมื้อเดียว ล้มอีกแล้ว
    เรา :ทำไมตั้งแล้วมันก็ต้องล้มสิ ก็แกนะฝึกให้กินทั้งวันมากี่ภพกี่ชาติละ กินจนมีโรคภัย ตัวอ้วนกลมมาตั้งนาน เพิ่งมากินเป็นมื้อ เป็น3มื้อ 2มื้อ และมื้อเดียวมาไม่นาน มันก็ต้องล้มสิ ถ้าไม่ล้มสิแปลก ทำได้โดยไม่ล้มเลยจะมาตั้งมื้อเดียวทำไมละ ที่ต้องตั้งศีลเพราะยังทำไม่ได้จึงต้องตั้งศีลมากำกับไง
    มาร :แต่ก่อนหน้านี้ กินแล้วยังแบรกได้ แต่วันนี้แบรกแตกเลย
    เรา :แบรกแตกก็ไม่เห็นเป็นไรเลย มีใครไม่เคยพลาดบ้างละ แม้แต่พระท่านก็ยังพลาด ยังต้องมาปลงอาบัติเลย หรือขนาดพระพุทธเจ้าท่านก็ยังพลาด แล้วแกเป็นใคร จะเก่งกว่าท่านไม่พลาดเลยเป็นไปไม่ได้ สะสมแบบไหนมาละ มันต้องค่อยเป็นค่อยไป ฝึกบ่อยๆ อย่ามาอ้างโน้นอ้างนี่เลย ฉันเห็นแกแล้ว มาร พลาดแล้วไง คนเราต้องพลาดเป็นเรื่องปกติโว้ย พรุ่งนี้จะตั้งใหม่อีก ถ้าพลาดอีกก็ตั้งอีก จนกว่าจะทำได้นั่นแหละ แกเรื่องมากนัก เลยโยนเข้าหมู่เลยเป็นไงละ
    มาร :ตอนนี้ฉลาดนะ มีอะไรโยนเข้าหมู่ ยอมแล้ว ยอม
    สรุป หลังจากได้คุยกับมาร อาการมึนๆงงๆ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หายไป ยิ่งหมู่มิตรดีช่วยสังเคราะห์อีก ยิ่งโปร่งโล่ง สบาย ขอบคุณอานิสงส์ของการตั้งศีลที่ทำให้ได้เห็นกิเลสมากมายให้ได้ล้าง..สาธุ

  18. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    8/04/64
    ชื่อ นางสำรวม แก้วแกมจันทร์
    ชื่อเล่น “ป้ารวม”
    ชื่อทางธรรม “ร้อยแสงศีล”
    จิตอาสา สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง “ไม่ได้ไปธนาคาร”

    เหตุการณ์
    วันจันทร์ ที่ 5 เมษายน มีความตั้งใจว่าจะต้องไปติดต่อทำธุระที่ธนาคารให้ได้ เพราะว่าวันที่ 6 เมษายน เป็นวันหยุด แต่บังเอิญว่า เกิดมีเหตุการณ์ที่มีความสำคัญมากกว่า จำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน จึงไม่ได้ไปธนาคาร

    ทุกข์ : ไม่พอใจ กังวล.ใจ ที่ไม่ได้ไปธนาคาร ตามที่ตั้งใจไว้

    สมุทัย : ถ้าได้ไปธนาคาร จะพอใจ ได้ดั่งใจ สุขใจ แต่มีเหตุการณ์ที่ไม่สามารถไปธนาคารได้ ไม่พอใจ กังวลใจ ไม่ได้ดั่งใจ ทุกข์ใจ

    นิโรธ : จะได้ไปธนาคาร หรือไม่ได้ไปธนาคาร ก็มีความยินดี พอใจ เบิกบานได้ ด้วยใจที่ไร้กังวล ไม่ทุกข์

    มรรค : กลับมาค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ โดยใช้สติอย่างตั้งมั่น พิจารณาลึกซึ้งให้เข้าถึงจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ ด้วยความซื่อสัตย์ จริงใจ ใช้ปัญญาใคร่ครวญ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ ทำใจในใจ ทำไมต้องมีเหตุการณ์อื่นๆ เข้ามาแทรก ที่สำคัญมากกว่า จำเป็นกว่า และเร่งด่วนที่ต้องทำให้เสร็จ

    กิเลส : ไม่พอใจ กังวลใจ สงสัย ลังเลๆ ถามว่า เอ๊ะ! ทำไมๆ
    พุทธะ : ตอบอย่างมั่นใจ ทันที่ว่า ออ! ทำมาๆ เพราะเราผิดศีล!. ใช่เลย!ๆ ทำมาๆ

    ได้อธิศีลไว้ว่า “ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น” “ไม่ทับถมตัว” “พร้อมรับ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยน” เพราะเชื่อมั่นว่า “ทุกเสี่ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยง”

    จึงได้ตรวจใจอย่างละเอียด ทบทวน-กลับไป-กลับมา ซ้ำๆๆ จนพบความพร่องความพลาด คือ การผิดศีล ใจยังทุกข์อยู่ สาเหตุ คือ ยังยึดมั่นถือมั่น ไม่ยอมวางความตั้งใจเดิม แรกๆ ยังยึดว่า ต้องไปทำธุระที่ธนาคารให้ได้ แต่จริงๆ แล้ว การไปทำธุระกับธนาคาร จะไปหลังวันหยุด (วันที่ 6 เมษา) ก็สะดวกดีเหมือนกัน คล่องตัวดี ไม่มีภาระใดใด ที่ต้องทำ อย่างเร่งด่วน
    จิตใจที่บริสุทธิ์ สรุปว่า “วิบากต้องรับ กิเลสต้องล้าง พุทธะ จึงจะเกิด” จึงตั้งจิตอธิศีลเพิ่ม ความลังเล สงสัย ความไม่พอใจ ใจที่กังวล ความไม่ได้ดั่งใจ ก็ค่อยๆ คลายจางๆๆ หายไป เกิดปรากฏการณ์ใหม่ รู้สึกโล่งๆ เบาๆ สบายๆ ไร้กังวล ใจที่ทุกข์ก่อนหน้านั้น ก็ค่อยๆ ลดลงๆๆ ได้เป็นลำดับๆ เฉยๆ ได้ เบิกบานได้

  19. อรวิภา กริฟฟิธส์

    ไฟดับใจไม่ดับ
    เมื่อวันพุธที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมามีนัดกับพี่่น้องชวนกันทำการบ้านภาษาอังกฤษ และการบ้านอริยสัจ 4 ตอนเย็นเวลา 17.20น.เมืองไทย ก็เป็นวันที่สะดวกอยู่แล้วก็รับปากไป แต่พอใกล้เวลานัดไฟฟ้าดับ อินเตอร์เน็ตไม่มี เขาไม่ได้แจ้งด้วยว่าไฟฟ้าจะดับ พ่อบ้านได้เชคดูได้ความว่าจะช่อมเสร็จประมาณห้าทุ่มครึ่ง ตรงกับเวลาที่เมืองไทย 20.30น. แสดงว่าไม่ทันแล้ว เกิดอาการกังวลว่าจะแจ้งให้พี่น้องที่จะทำรายการร่วมกันทราบได้อย่างไร
    ทุกข์ เกิดความกังวล
    สมุทัย อยากหาทางแจ้งให้พี่น้องทราบว่าเราไม่สะดวกแล้ว คิดถ้าได้แจ้งให้พี่น้องทราบจะสุขใจ
    นิโรธ จะได้แจ้งให้พี่น้องทราบหรือไม่ก็ไม่ทุกข์ใจ ก็เมื่อองค์ประกอบไม่เอื้อให้ทำได้เราก็ต้องยินดีรับ
    วิบาก
    มรรค พิจารณาว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้ดั่งใจเรา เขามาเพื่อให้เราได้ชดใช้วิบากกรรม เราต้องรับด้วยความยินดี ความกังวลใจเป็นการเบียดเบียนตนเอง เป็นการผิดศีลเพิ่มวิบากร้าย เราจะรักษาศีลของเรา พอคิดได้อย่างนี้ก็คลายความกังวลใจ คิดว่าอย่างไรเสียพี่น้องไม่เห็นเราก็คงจะรู้แหละว่าเราไม่สะดวก พอวางใจได้ พี่น้องก็ได้โทรไลน์มาเชคกับเรา ซึ่งปกติคุยทางไลน์จะไม่ได้ยินเสียงแต่วันนี้คุยกันได้ เราก็ได้แจ้งเหตุผลพี่น้องไป และไฟฟ้าก็มาเร็วกว่าที่แจ้งไว้อีก จึงได้เข้าร่วมทำการบ้านกับพี่น้องในช่วงขั่วโมงสุดท้ายของรายการ
    สรุป พอเราวางใจได้และรักษาศีลของเรา ธรรมะก็จัดสรรให้ในสิ่งที่ควรได้ สาธุค่ะ

  20. สุมา ไชยช่วย

    เรื่อง ถังน้ำรั่ว

    เหตุการณ์ พ่อบ้านนำถังน้ำที่ใส่น้ำเวลาล้างผัก เก็บน้ำไว้รดน้ำต้นไม้ มีถังหลายใบคล้ายๆกัน ยิ่งเทน้ำใส่ถังน้ำยิ่งนองพิ้น เกิดอาการขุ่นใจขึ้นมา

    ทุกข์ ขุ่นใจน้ำมาจากไหนนักหนา

    สมุทัย ชอบถ้าถังไม่รั่ว ชังถังรั่ว

    นิโรธ ถังจะรั่วหรือไม่รั่วก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค เห็นน้ำน้ำนองพื้น เต็มไปหมด น้ำมาจากไหนน่ะอาการขุ่นใจก็เกิดขึน พร้อมมึนตรึบ
    มาร โอ้โหน้ำอะไรเนี่ย มาจากไหนทำไมนองพื้นแบบนี้
    เช็ดตายเลย
    เรา ใจเย็นๆ อย่าใจร้อน เครียดไหมเวลาใจร้อนน่ะคิด
    อะไรออกไหมล่ะ ร่างกายก็ผิดปกติ แค่น้ำเองน่ะก็รีบเช็ดซิจะได้แห้ง
    มาร เช็ดแห้งแล้วก็ยังมาอีก
    น่ะ มันมาจากไหนกันนี่ ก๊อกน้ำ ก็ไม่รั่ว ท่อก็ไม่ได้แตกสักหน่อย
    เรา ถ้าใจยังรีบร้อนจ้างก็หาสาเหตุไม่เจอหรอก วางใจซิสิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีคำว่าบังเอิญ ยินดีชดใช้ซะ เช็ดน้ำไปพื้นสะอาดไป เช็ดใจให้สะอาดด้วยทำไปพร้อมๆกันเลย วิบากต้องรับกิเลสต้องล้าง พุทธะจึงจะเกิด
    มาร ใช่คิดถูกแล้วพอวางใจได้ หยิบถังน้ำดูถังมีรูรั่วจริงๆ
    เมื่อรู้สาเหตุอาการ ขุ่นใจมึนตรึบก็หายไป ขอบคุณพ่อบ้านที่หยิบถังผิดมา
    บททบทวนธรรมข้อ90
    วัตถุไม่เที่ยง มีแต่ใจไร้ทุกข์เท่านั้นที่เที่ยง

  21. สุมา ไชยช่วย

    เรื่อง ผักบุ้ง

    เหตุการณ์ ปลูกผักบุ้งไว้สองโฟมโตพอที่จะกินได้แล้วก็
    เรียกลุงข้างบ้าน ให้ตัดไปกิน2-3วัน ก็ยังไม่เห็นตัด เรา
    ก็ตั้งใจว่า พรุ่งนี้เช้าจะไปตัดทำผักปั่น ปรากฏผักบุ้งโดนตัดไปแล้วเกิดอาการเคืองนิดๆ

    ทุกข์ เคืองนิดๆผักบุ้งไม่มี

    สมุทัย ชอบถ้าผักบุ้งยังอยู่
    ชัง ผักบุ้งไม่มี

    นิโรธ ผักบุ้งจะมีหรือไม่มีก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค ไม่เห็นผักบุ้งเกิดอาการเคืองนิดๆ
    มาร อ้าวผักบุ้งไปไหนหมดเนี่ยว่าจะตัดสักหน่อย
    เรา ก็มีคนเก็บไปกินแล้วน่ะซิ ทำไมยังหวงอยู่เหรอ
    มาร ไม่ได้หวงแต่คิดว่าไม่มีใครกินเราจะกินไง แต่ไม่ได้กินก็เคืองนิดหน่อยเท่านั้น
    เรา ไม่เป็นไรเขาเอาไปกินน่ะดีแล้ว เราได้แบ่งปันไง
    แต่อาการเคืองน่ะมันไม่ดีน่ะ
    มันเป็นทุกข์ มันผิดศีลบอกให้เขาแล้ว เขามีสิทธิ์ที่จะมาเอาเมื่อไรก็ได้ ตรวจใจดูยังเคือง แสดงว่าการให้ยังไม่บริสุทธิ์น่ะ ต้องยินดีอย่างเต็มใจที่จะให้ทุกสถานการณ์
    เข้าใจไหม ดีทีลุงแกไม่มาเอาทันทีที่เราบอกให้ งั้นจะไม่รู้ว่ายังมีความหวงอยู่น่ะ
    มาร ได้ๆคราวหน้าจะยินดีเต็มใจเลยน่ะ
    สรุปใจที่เคืองก็หายไป
    บททบทวนธรรมข้อ 113
    สุขจากการให้ ด้วยใจที่
    บริสุทธิ์ สุขสบายใจ
    ที่สุดในโลก เป็นสุขที่สุข
    ที่สุดในโลก

  22. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    ภัยจากพายุฝนลมพัดกระหน่ำอย่างหนัก
    ช่วงบ่ายเกิดพายุฝนตกหนักลมพัดแรงจนขาเต็นท์ข้างศาลาต้นธรรมหักลงมา รถกระบะของจิตอาสาเสียหายเล็กน้อย เกิดเสียงระเบิดแล้วไฟฟ้าก็ดับเป็นเวลานานจนถึง 6 โมงเย็น

    ทุกข์ : ร้อนใจว่าไฟฟ้าจะมาทันเข้าเรียนทางซูมวิชาตัดต่อและรายการทบทวนธรรมในช่วงเย็นและค่ำหรือไม่

    สมุทัย : ทุกข์ใจถ้าไม่ได้เข้าร่วมเรียนทั้งสองห้องเรียนนี้ จะสุขใจถ้าได้เข้าเรียนทั้ง 2 วิชา

    นิโรธ : สุขใจได้แม้จะได้เรียนหรือไม่ได้เรียน วางใจพร้อมรับพร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนเหมือนช่วงบ่ายที่ไฟฟ้าดับในช่วงอปริหานิยธรรม มีโอกาสดูการตรวจการบ้านของจิตอาสาถึงท่านที่ 3 ไฟฟ้าดับดูเท่าที่ได้เก็บเอาประโยชน์เมื่อเครื่องไฟฟ้าใช้ไม่ได้ทั้งหมดจึงปิดมือถือเซฟแบตไว้ใช้ยามเย็นเผื่อเจ้าเรียนได้เล็กน้อยก็้ยังดีถ้าไฟฟ้าไม่มาจริงๆ ได้ประโยชน์การที่ฝนตกหนักผู้มาเยือนร้านค้าน้อยลง มีเวลาอ่านหนังสืออรหันต์45พระองค์ที่เคยแค่คิด แต่ไม่มีเวลาปฏิบัติจริง จึงสุขใจแม้ไม่มีไฟฟ้าใช้เพลินกับการอ่านและดีงประเด็นที่จะใช้อ้างอ้งในการทำวิทยานิพนธ์ได้อีก จนถึงเวลาเย็นจึงใช้มือถือเครื่องที่มีwifiและเซฟแบตไว้เข้าห้องเรียนวิชาตัดต่อในช่วงต้นฟ้าเริ่มมืด บอกล่าวหมู่กลุ่มว่าวางใจเรียนได้เท่าไรก็เท่านั้น หนียุงเข้าไปฟังในมุ้งแบบปิดไมค์และจอภาพ เพียงไม่กี่นาที่ใกล้6โมงครึ่งไฟฟ้าก็มา ดีใจออกจากมุ้งมาเปิดโน้ทบุคได้และเรียนวิชาตัดต่อรวมทั้งทบทวนธรรมประจำวันที่มีโอกาสได้แจ้งความคืบหน้าการเรียนกับอาจรย์หมอเขียวได้รับพลังรวมจากหมู่กลุ่ม

    มรรค : หนทางดับทุกข์พิจารณาความไม่เที่ยงเมื่อไฟฟ้าดับย่อมมีวันสว่าง อ่านอาการสุขทุกข์ในปัจจุบัน ไม่กังวลคาดการณ์ล่วงหรือเร่งผล ใช้ปัญญาประหยัดพลังงานทุกอย่างเพื่อใช้ยามวิกฤติโดยไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ตักตวงประโยชน์หาข้อดีในเหตุการณ์ปฏิบัติทุกวินาทีอย่างมีค่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นในเหตุการณ์ วัตถุ บุคคลจะเป็นไปอย่างใจหมาย รักษาศีลยิ่งชีพด้วยการวางใจเขื่อชัดวิบากกรรม มีความแช่มชื่นสุขสบายใจไร้กังวล เหตุการณ์ร้ายจึงกลายเป็นดีได้เมื่อไฟฟ้ามาทันเวลาพอดี

    ขอบคุณทุกเหตุการณ์ที่มาทดสอบในแต่ละวันเมื่อไม่ยึดติดอะไรวางใจให้เป็นกลางได้แท้จริง ก็จะไม่เบียดเบียนตัวเองผิดศีลด้วยความกลัวกังวลทุกข์ใจ ดังคำตรัสของพระพุทธเจ้า'”บัณฑิตผู้มีปัญญา เมื่อตกทุกข์ย่อมหาสุขพบ”

    หมายเหตุ : โชคดีที่พายุมาหลังจากรับประทานอาหารกลางวันมื้อเดียวพอดี มิฉะนั้นคงไม่ได้รับประทานน้ำผักผลไม้ปั่นวันที่32

    เย็นน้อมพุทธ
    640404

  23. จิตรา พรหมโคตร

    ความใจร้อนอยากเรียนภาษาอังกฤษได้เร็ว ๆ

    เวลา 10 โมงเช้าของวันเสาร์ที่ผ่านมา เข้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้ามีความสนใจ และตั้งใจเรียนเพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ แต่ด้วยความใจร้อนเพิ่งจะเริ่มเรียนชั่วโมงแรกก็มีความอยากให้เข้าใจเร็ว ๆ ซะแล้ว รู้สึกเครียดเกิดขึ้น มีอาการหายใจไม่เต็มอิ่ม

    ทุกข์ : รู้สึกทุกข์ใจเครียดเมื่อเรียนภาษาอังกฤษไม่เข้าใจ มีอาการหายใจไม่เต็มอิ่ม

    สมุทัย : อยากเรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจ ชอบถ้าเรียนภาษาอังกฤษเข้าใจแล้วจะสุขใจ ชังถ้าเรียนภาษาอังกฤษไม่เข้าใจ

    นิโรธ : จะเรียนภาษาอังกฤษเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาความไม่เที่ยงของความอยากเรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจว่า ดีแล้ว! ความอยากเรียนภาษาอังกฤษก็เป็นความอยากที่เป็นประโยชน์ที่เราได้ใฝ่รู้ แต่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าต้องได้เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ หรือเข้าใจทันที นั่นเป็นความใจร้อนอยากได้เกินความเป็นจริงของเรา เราได้แค่เข้ามาอยู่ร่วมฟังการเรียนการสอนภาษาอังกฤษก็นับว่าโชคดีแล้ว ได้เท่านี้ก็พอใจแล้วล่ะ ความอยากเรียนภาษาอังกฤษได้เร็ว มันไม่เที่ยง แว๊บเดียว! ก็หายอยาก นี่เพราะความอยากเรียนให้เข้าใจ ทำให้ร่างกายเครียดหายใจไม่เต็มอิ่ม เราก็ผิดศีลข้อ 1 เบียดเบียนตนเอง ข้อ 2 เป็นขโมย อาการทางกายเตือนเธอแล้วเกิดความทุกข์เป็นบาปต่อตนเองและผู้อื่น เป็นแรงเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นทำตาม แล้วมานึกถึงคำพูดของเพื่อนจิตอาสาว่า ถ้าเราหลงไปเสพกิเลสแต่ละครั้งจะทำให้พ่อครูและอาจารย์หมอเขียวอายุสั้นลง ยิ่งทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกกลัวบาปมาก ว่าถ้าเรายังมีความอยากเสพกิเลสและไม่ตั้งใจปฏิบัติก็จะมีวิบากร้ายคือ จะหลุดจากพระโพธิสัตว์ทั้ง 2 ท่านทุกภพทุกชาติ เมื่อคิดได้ก็สำนึกผิด ยอมรับผิด ยินดีรับโทษต่อความหลงผิดเพราะมีอวิชชา เต็มใจรับโทษ ขออโหสิกรรม ให้อภัยตนเอง ตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดีและจะพากเพียรปฏิบัติต่อไปตามฐานบารมีเท่าที่จะทำได้ ณ ปัจจุบัน เมื่อได้สำนึกผิดใจก็โล่งเบาสบายเบิกบานแจ่มใสขึ้นมาทันทีอาการหายใจไม่เต็มอิ่มก็หายเป็นปกติ

  24. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์

    น้องไม่ได้ดั่งใจ

    จะต้องขนของย้ายออกจากร้านที่เช่า ก็ทยอยเก็บของขนของเท่าที่ทำได้ แต่ก็จะมีของใหญ่ ๆ ที่ต้องใช้คนช่วย ซึ่งก่อนหน้านี้น้องชายอยากให้คืนร้านที่เช่าอยู่แล้วและบอกว่าให้คืนร้านเถอะแล้วจะมาช่วยขนของ แต่พอถึงเวลาที่จะขนย้ายของจริง ๆ น้องก็ไม่ได้ช่วยอย่างเต็มที่ นัดกันว่าจะมาวันศุกร์ ก็มาถึงในช่วงตอนเย็นซึ่งก็ไม่ทันจะทำอะไรมาก และในวันเสาร์ก็จะกลับในช่วงเที่ยง สรุปคือมาได้ทำงานนิดหน่อยแล้วก็กลับ งานก็ยังไม่จบ ไม่เหมือนที่เขาเคยพูดไว้

    ทุกข์ : ไม่ชอบใจ หงุดหงิดใจ
    สมุทัย : ชอบให้ได้ดั่งใจ ชอบให้น้องมาช่วยอย่างเต็มที่ ชังที่ไม่ได้ดั่งใจที่น้องมาช่วยไม่เต็มที่
    นิโรธ : ไม่ไปเอาความได้ดั่งใจเป็นเงื่อนไขให้ใจเป็นทุกข์ จะได้ดั่งใจหรือไม่ได้ดั่งใจก็ได้ น้องเป็นมาช่วยน้อย หรือมาช่วยช้า ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : การที่เราไปอยากได้อยากให้คนอื่นเป็นอย่างใจเรา มันผิดศีลนะ ไปเอาในสิ่งที่เขาไม่ให้ ไปเอาดีเกินจริงมันผิดศีลมันโลภ คิดแบบนี้มีแต่สร้างเงื่อนไขให้ใจเป็นทุกข์ สร้างวิบากบาป หากเกิดได้ดั่งใจเราก็จะสะสมความได้ดั่งใจ เป็นกิเลส พอไม่ได้ดั่งใจก็ทุกข์หนัก เปลี่ยนมาทำที่ตัวเองดีกว่า ไม่ไปเอาอะไรจากใครให้ได้ ใครเขาจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญเท่าเราล้างทุกข์ในใจให้ได้ งานก็ทำเท่าที่ทำได้ เพราะจริง ๆ เขาแวะมาก็ดีมาแล้ว เป็นดีที่สังเคราะห์กัน ได้แค่ไหนก็เท่านั้น ไม่ไปโลภเอามากว่านั้น อย่าโง่สิ

    จากเหตุการณ์นี้ได้พิจารณาในศีลข้อ 2 ละเอียดมากขึ้น แค่ความอยากจะให้ได้ดั่งใจก็ร้ายมาก เป็นบาปมาก พิจารณาแล้วก็คลายทุกข์ใจได้ เบิกบานดีกว่า

  25. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    เก็บภาพฟักทองระหว่างเข้า Zoom กับหมู่มิตรดี
              เก็บภาพฟักทองระหว่างเข้าร่วมรายการเล่าสู่กันฟังแพทย์วิถีธรรมทั่วโลกผ่านทาง Zoom ช่วงเวลาประมาณเดือนเดียวที่ฟักทองข้างร้านค้ากองบุญได้ถูกผสมเกสรบ้างไม่ได้ผสมบ้างเติบใหญ่เป็นผลได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ จนไม่ได้ตรวจว่าลูกโตแก่ควรแก่การเก็บแล้ว

    ทุกข์ :  ว้าวุ่นใจที่ต้องออกไปเก็บภาพฟักทองขณะที่เข้ารายการผ่านระบบซูม ไม่อยากพลาดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของหมู่มิตรดีแม้เพียงท่านเดียว

    สมุทัย : ทุกข์ใจที่ต้องออกจากหน้าโน้ทบุ้คไปที่แปลงฟักทองไม่ได้ยินเสียงการสนทนาสุขใจถ้าการเก็บฟักทองจะเลื่อนเวลาออกไปเพื่อให้เก็บภาพหลังจบรายการ

    นิโรธ: สุขใจแม้ออกไปเก็บภาพฟักทองช่วงเวลาเข้ารายการ พลาดการฟังการเล่าสู่กันฟังของจิตอาสาบางท่านก็ไม่ทกข์ใจไปดูย้อนหลังได้ ได้ขจัดความว้าวุ่นใจหงุดหงิดที่มีผู้ขัดจังหวะ เพราะเราก็เคยทำเช่นนี้มา ระวังกายวาจาไม่ออกปากขอเลื่อนเวลาเก็บภาพจากการถูกเรียกให้ไปถ่ายรูปเป็นคำรยที่3 จึงปฏิบัติภารกิจด้วยความแช่มชื่นที่เห็นผลผลิตออกมากและสมควรแก่การตัดจริงๆคลายความยึดมั่นถือมั่นที่เห็นความสำคัญของการฟังธรรมมากกว่า และยอมทำตามเคารพในการตัดสินใจของรุ่นพี่ ไม่ได้เสียเวลาเท่าใดนัก กลับไปเข้ารายการอย่างแช่มชื่นสุขสบายใจทันเวลาที่ท่านอาจารย์หมอเขียวมาเข้าร่วมรายการพอดี

    มรรค : หนทางดับทุกข์พิจารณากฏแห่งกรรมว่าเราเคยทำเช่นนี้มาก่อนต้องการให้ได้ดังใจหมาย เมื่อทำใจเป็นผู้ยอมและผู้ตามพร้อมปฏิบัติประมาณว่าไม่ได้เสียหายเกินไป อีกทั้งเป็นประโยชน์และแรงเหนี่ยวนำที่ดีได้เเก็บภาพการเก็บผลผลิตกสิกรรมไร้สารพิษที่ปลูกเองได้ไม่ยุ่งยากใช้เวลาไม่นานด้วยความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่องเด้วยหลัก5ประการ น้ำดี ดินดี แสงดี ศีลดี มิตรดีสหายดี พิสูจน์ได้ด้วยภาพที่เผยแพร่ไปอย่างต่อเนื่องแล้วเราจะเอาแต่ใจตัวเองพลาดตอนเก็บผลฟักทองได้อย่างไร

    ขอบคุณการทดสอบเรื่องกาละอันควรไม่ควรขจัดความยึดติดและการยอมเป็นผู้ทำตามมองเห็นอาการอยากได้ดังใจของตัวที่มักมีเหตุผลเสมอว่าเราประมาณถูกกว่า ที่จริงไม่มีอะไรถูกผิด ความสะดวกและการจัดลำดับความสำคัญไม่เท่ากันของแต่ละบุคคล เมื่อลดความเอาแต่ใจของตัวเองได้ก็จะเป็นผู้ตามได้อย่างยินดีพอใจอ่อนน้อมถ่อมตนยอมเป็นคนรับใช้ได้อย่างแท้จริง ไม่เกิดการเพ่งโทษที่กอบก่อเป็นวิบากร้ายและอกุศลกรรมติดเป็นเงาตามตัวทั้งขาตินี้ ชาติหน้าและชาติอื่นๆสืบไป

    หมายเหตุ :: ยังคงดื่มน้ำผักผลไม้ปั่นมื้อเดียวันที่ 33 แม้ลืมปั่นมะระและกล้วยนึ่งได้เคี้ยวต่างหากพร้อมข้าวระหว่างดื่มน้ำผักปั่นแบบสุกได้รสชาดความหวานและขมเล็กน้อยดีไปอีกแบบ

    เย็นน้อมพุทธ
    640405

  26. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    กังวลใจกับการเตรียมน้ำสมุนไพร

               รับอาสากับการร่วมถวายฉันเพลด้วยน้ำสมุนไพรคั้นสด ที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อนเพียงแค่เคยขยำมือทำดื่มเองหรือให้พี่ๆเวลากลับไปที่บ้านยังไม่เคยทำด้วยเครื่องปั่นปริมาณมากเพียงลำพัง

    ทุกข์ : วิตกกังวลว่าจะเตรียมน้ำสมุนไพรตามที่รับปากได้หรือไม่

    สมุทัย : สุขใจถ้าทำน้ำสมุนไพรได้เสร็จ ทุกข์ใจภ้าทำน้ำสมุนไพรไม่สำเร็จ

    นิโรธ : สุขใจแม้จะได้เตรียมน้ำสมุรไพรได้สำเร็จหรือไม่ก็ตาม วางใจว่าแค่คิดที่จะทำก็ดีแล้ว ลงมือเก็บสมุนไพร อ่อมแซบ วอเตอร์เครส และเสลดหังพอนตัวเมีย ที่มีมากมายในสวนล้างตัดเตรียมไว้แต่เช้าจากนั้นงานยุ่งทั้งวันว างใจว่าถ้าไม่ได้คั้นก็นำใบผักสดไปร่วมงานก็ได้ จนถีงบ่ายแก่ๆเห็นความเอื้ออาทรที่พีเค้ารอจนฝนที่ตกทั้งวันพยุดลงตัดหญ้าม้า ใบเตย และย่านางล้างตัดและปั่นรวมกับสมุนไพรที่เตรียมไว้ได้ห้วน้ำสมุนไพรตามที่อาสาไว้

    มรรค : หนทางดับทุกข์พิจารณาไตรลักษณ์ความไม่เที่ยง แผนต่างๆที่ตั้งไว้ย่อมปรับเปลี่ยนได้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เริ่มต้นทำความเพียรที่ตัวเองเตรียมสมุนไพรเท่าที่ได้ ไม่ร้องขอทำหน้าของตัวเองอย่างสุดความสามารถ แล้วแม้จะไม่มีโอกาสไปร่วมงานก็ไม่เป็นไร ถ้าเป็นสิ่งดีย่อมสำเร็จโดยไม่ยากไม่ลำบาก ใจไร้ทุกข์ไร้กังวลคงความแช่มชื่นไม่ผิดศีล สิ่งดีย่อมเกิดขึ้นทั้งได้น้ำสมุนไพรและการจะได้นำไปร่วมงาน

    เมื่อทำหน้าที่ของตนเองในทุกขณะปัจจุบันอย่างเต็มที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเอาแต่ใจตัวเองจัดสรรตามที่วิบากของตัวเองและบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องด้วยการมีศีลกำกับควบคุมกายวาจาใจ เหตุการณ์ดีๆก็จะมีเข้ามาเองแม้ไม่ดีตามที่ใจปรารถนาถ้าไม่ทุกข์ไม่ยีดมั่นถือมั่น ก็ไม่มีใครทำร้ายเราได้ มีแต่เราเท่านั้นที่หมั่นคิดแบบมาร ทำทุกข์ทับถมตน เมื่อเทียบธรรมะสองได้เป็น จะหาความทุกข์ใจความไม่แช่มชื่นไม่พบเลย เพราะสุขที่แท้จริงที่ลดละเลิกจนเหลือสอง สุดท้ายเป็นศูนย์ให้ได้ถือเป็นการให้ที่ยริสุทธิ์โดยไม่คิดจะเอาอะไรจากใคร ทำดีเท่าที่ทำได้แล้ววาง ก็สุขสบายใจไร้กังวลได้กับทุกสถานการณ์

    หมายเหตุ :  ดื่มน้ำผักผลไม้ปั่นวันที้34ไม่เบื่อเลย อาหารปรุงที่กินเล็กน้อยับข้าวทัพพัเดียวไม่ใช่ของค้างข้ามวัน สบายท้องมากขึ้นไม่เกิดลมแก้สในกระเพาะอาหาร

    เย็นน้อมพุทธ
    640406

  27. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    กังวลใจที่อาจจะไม่ได้ถวายน้ำสมุนไพรด้วยตัวเอง

    ร่วมเป็นเจ้าภาพในนามนิสิตป.เอกรุ่น1และรุ่น2  คณะพุทธศาสตร์ สาขาพระไตรปิฎกศึกษา ถวายฉันเพลภัตตาหารแด่พระภิกษุผู้บริหารระดับสูง นิสิตและเจ้าหน้าที่ ณ.หอฉัน มจร.วังน้อย อาสานำน้ำสมุนไพรฤทธิ์ไปถวาย

    ทุกข์ : กังวลว่าจะไม่ได้ถวายน้ำสมุนไพรด้วยตัวเอง เนื่องจากไปถึงแต่เช้าเกรงว่าน้ำสมุนไพรที่ไม่ได้น้อคน้ำแข็งไว้เสีย จีงฝากตู้เย็นเจ้าหน้าไว้ พอท่านล้อคห้องไปธุระอีกตึกจึงนำน้ำสมนไพรออกมาไม่ได้

    สมุทัย : สุขใจถ้าได้ถวายน้ำสมุนไพรตามคาดหวัง ทุกข์ใจถ้าไม่ได้ถวายน้ำสมุนไพรด้วยมือตนเอง

    นิโรธ : สขใจแม้ไม่ได้ถวายน้ำสมุนไพรด้วยตนเอง ไม่ทุกข์ที่ทำเต็มที่แล้วแม้ไม่ได้ถวายด้วยตนเอง ปล่อยให้เจ้าหน้านำถวายในวันถัดไปก็ได้ เมื่อวางใจไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้ในความดี เจ้าหน้าที่ก็กลับมาเปิดประตูและยังแนะนำจัดหาถ้วยถวายน้ำสมุนไพรถวายได้ทันเวลา

    มรรค ; พนทางดับทุกข์ พิจารณาความไม่เที่ยงของไตรลักษณ์ไม่ติดในรูปแบบไม่ประพฤติตนเป็นขโมยถ้ามเหตุมาขวางฝึดฝืนไม่ราบรื่นก็รับสภาพพิจารณาความจริงตมความเป็นจริง รักษาศีลยิ่งชีพด้วยการสำรวมกายวาจาใจ เมื่อความไมแช่มชื่นวิตกกังวลมาเยือน รู้ตัวว่าผิดศีลจึงวางใจพร้อมปรับเปลี่ยนว่าได้ทำเต็มที่แลัวไม่ยึดมั่นถือมั่นเอาแต่ใจตัวเองเ ข้าใจวิบากกรรมว่าเคยเป็นเข่นนี้มาก่อนไม่โทษใครเมื่อวิบากขวางกั้นทำได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ปรับความคิดเป็นสัมมา

    เมื่อใจคลายกังวลมีสติปรับความคิดเหตุการณ์แปรเปลี่ยนทันที สาเหตุหลักความวุ่นวายอยู่ที่ตัวเรานี่เองที่ไม่แช่มชื่นกิเลสอัตตาติดยึดในความดีกอบก่อให้เกิดวิบากร้ายขวางกั้น จนแม้แค่ความคิดหงุดหงิดก็ผิดศีลแล้ว แต่เมื่อวางใจได้จริงควบคุมกายวาจาใจอ่านผัสสะที่เข้ามากระทบในปัจจุบันอ่อนน้อมถ่อมตนเคารพในความดียกมือไหว้ขอบคุณแม่บ้าน เจ้าหน้าที่ เพื่อนนิส้ต และพระภิกษูทุกรูปด้วยความจริงใจ เหตุการณ์ร้ายกลายเป็นดี ได้รับไม่ใช่แค่เพียงความสำเร็จที่งานแต่เป็นความสำเร็จที่ใจไร้ทุกข์ใจดีงามอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใสสุขสบายใจไร้กังวล

    หมายเหตุ :  ขอบคุณอาหารผักผลไม้ปั่นวันที่ 35 ที่ดื่มก่อนออกไปแต่เช้าเติมพลังกายและปัญญาเด็ม ไม่ต้องเตรียมสัมภาระอาหารให้หนักเหมือนแต่ก่อน วางการกินมื้อเดียวเป็นเพิ่มมื้อเที่ยงที่มีอาหารมังสวิรัติร่วมเพื่อนนิสิตและรุ่นพี่อย่างสุขใจ ผ่านพ้นภารกิจสรุปกายใจกับหมู่มิตรดีถึงค่ำ

    เย็นน้อมพุทธ
    640407

  28. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    ความกังวลใจในการสอบ

    มีการสอบร่วมกันงานปลุกเสกฯ2564ในตอนเย็น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับการจัดรายการแพทย์วิถีธรรมออนไลน์ ได้ปรึกษาร่วมกับหมู่กลุ่มแล้วว่าจะเข้าสอบหลังจากจบรายการ

    ทุกข์ : เกิดความกังวลใจอยากสอบพร้อมเพือนๆส่วนใหญ่

    สมุทัย : สุขใจถ้าได้สอบตรงตามเวลา18,00น.ที่ยังไม่เหนื่อยล้าเกินไป ทุกข์ใจที่สอบหลังจากจบรายการที่เป็นเวลา2ทุ่มกว่าที่อ่อนล้าทางกายกลัวทำข้อสอบไม่ไหว

    นิโรธ : สุขใจแม้ได้เข้าร่วมการสอบช้าหลังจากเสร็จภารกิจการจัดค่ายออนไลน์ ไม่ทุกข์ว่าผลคะแนนจะออกมาอย่างไร ได้บำเพ็ญเต็มที่แล้วผลออกมาอย่างไรก็ดีที่สุดแล้ว เกิดความยินดีที่ไม่ทอดธุระทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ให้เต็มกำลังสุดความสามารถก็เกิดพลัง รวมทั้งรับพลังจากหมู่มิตรดีที่ยังมีกำลังและฉันทะในการทำข้อสอบจนเสร็จแม้เป็นเวลา4ทุ่มกว่า จึงสามารถทำข้อสอบเสร็จส่งตามเวลาที่กำหนดอย่างไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : หนทางดับทุกข์พิจารณาไตรลักษณ์ความไม่เที่ยง วิปลาส4 ที่กิเลสจะมาหลอกให้รีบทำข้อสอบในขณะที่ร่างกายยังไม่อ่อนล้าเกินไป แต่เมื่อคิดแบบพุทธว่าจะไม่สันโดดในการกำจัดกิเลสเมื่อกำจัดกิเลสตนได้แล้ว เมื่อมีโอกาสที่จะสังเกตุกิเลสผู้อื่นและช่วยชี้แนะกำจัดกิเลสด้วยการเข้าร่วมรายการแพทย์วิถีธรรมออนไลน์ร่วมพลังกับหมู่กลุ่มเช่นนี้ จะทอดธุระทิ้งโอกาสไปได้อย่างไรกลับเป็นการเพิ่มพลังศีล เมื่อรู้ว่ากังวลจะผิดศีลเบียดเบียนตัวเองและเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นเป็นตาม จึงปรับความคิดมาเป็นแบบเนกขัมมะ ว่าจะไม่ตามใจตัวเองทำงานที่เป็นกุศลในปัจจุบันให้เต็มที่เกิดพลังปิติที่ได้ช่วยเหลือตอบปัญหาสุขภาพให้กับผู้ป่วยที่มาร่วมรายการจนจบและทำการสอบร่วมกับหมู่กลุ่มที่ร่วมจัดรายการอย่างเบิกบานแจ่มใส แม้กายจะอ่อนล้าแต่ใจสู้เกินร้อย ไม่ยึดมั่นในคะแนนว่าจะเป็นอย่างไรหลับอย่างสบายว่าได้ทำกุศลเพิ่มศีลและปัญญามากขึ้นอีก1วัน

    ขอบคุณทุกเหตุการณ์ที่เข้ามาเป็นผัสสะให้สั่งสมการฝึกล้างกิเลสได้ฝึกฝนขัดเกลาที่ตนและช่วยคนที่ศรัทธา นิพพานไม่ได้ไกลเกินเอื้อม ความสงบเกิดชึ้นที่ใจเมื่อเข้าใจเรื่องกรรมและความพร่องอยู่เป็นนิจของทุกสรรพสิ่งรอบตัว ไม่ยึดติดในความอยากได้ตามใจตัวเอง แม้เรื่องดีและประมาณการกระทำให้พอเหมาะก็จะทำประโยชน์ได้สูงสุดต่อตนเองและผู้อื่นได้อย่างอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใสสุขสบายใจไร้กังวล ยินดีในการร่วมเข็นกงล้อพระธรรมจักร

    เย็นน้อมพุทธ
    640410

  29. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)

    #ไม่ได้เข้าร่วมประชุม

    เนื่องจากตั้งแต่มีสถานการณ์โควิด-19 และทาง พวธ. ได้ใช้ซูมเป็นหนึ่งในช่องทางการสื่อสาร โดยในช่วงแรกๆ ก็ใช้เพื่อการประชุมเท่านั้น แต่ในช่วงหลังๆ เริ่มมีการขยายเพื่อไปใช้ในการเรียนการสอนบ้าง ใช้ในการอัดคลิปรายการต่างๆ ที่จะใช้ออกอากาศในหมอเขียวทีวีบ้าง หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ แต่ไม่ว่าจะใช้ด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ดี และผมก็มีความรู้สึกที่อยากจะเข้าร่วมในหลายๆ รายการ แต่ด้วยภารกิจที่รับผิดชอบอยู่บวกกับภาระหน้าที่ส่วนตัว ทำให้ผมไม่สามารถเข้าร่วมในทุกรายการที่อยากจะหรือต้องเข้าร่วมได้ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ทำให้ในบางช่วง ผมก็มีความทุกข์ใจเกิดขึ้นมาเพราะรู้สึกว่า ผมให้ความร่วมมือกับหมู่มิตรดีสหายดีน้อยไปหรือเปล่า

    ทุกข์ : รู้สึกทุกข์ใจเพราะรู้สึกว่าได้ให้ความร่วมมือกับหมู่มิตรดีสหายดีน้อยเกินไปจากการที่ไม่สามารถเข้าร่วมซูมในหลายๆ รายการที่อยากหรือต้องเข้าร่วม

    สมุทัย : จะรู้สึกทุกข์ใจถ้าไม่สามารถเข้าร่วมซูมทุกรายการที่อยากหรือต้องเข้าร่วมได้ แต่จะสุขใจถ้าสามารถเข้าร่วมซูมทุกรายการที่อยากหรือต้องเข้าร่วมได้

    นิโรธ : สามารถผาสุกใจได้ไม่ว่าจะได้เข้าร่วมซูมในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากน้อยแค่ไหนก็ตาม

    มรรค : นำคำสอนที่ว่า “โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิตย์ และเราทุกคนก็ล้วนเป็นองค์ประกอบพร่องๆ ของโลกใบนี้” และนำบททบทวนธรรมบางบทมาร่วมพิจารณา เช่น บทที่ 58 “เย่ๆๆ ดีใจจัง ไม่ได้ดั่งใจ (วิบากหมด กิเลสตาย ได้กุศล) แย่ๆๆ ซวยแน่เรา เอาแต่ใจ (วิบากเพิ่ม กิเลสพอก งอกอกุศล)” และบทที่ 102 “ทำตามจริงที่เป็นไปได้จริง ชีวิตก็ไม่มีอะไรทุกข์”

    และจากการเดินมรรคด้วยวิธีดังกล่าวส่งผลให้ความรู้สึกทุกข์ใจลดลงไปมากกว่า 95% ครับ

  30. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง ลูกไม่ได้กลับบ้าน
    เหตุการณ์ : ก่อนหน้านี้ลูกแจ้งว่าจะกลับบ้านช่วงสงกรานต์จองตั๋วเรียบร้อยแล้ว พอถึงกำหนดวันเดินทางลูกแจ้งมาอีกว่า กลับบ้านไม่ได้แล้ว

    ทุกข์ : รู้สึกไม่แช่มชื่น ที่ลูกไม่ได้กลับบ้าน

    สมุทัย : ยึดมั่นถือมั่นว่าลูกได้กลับบ้าน แล้วชอบใจ แต่ลูกไม่ได้กลับ จึงไม่ชอบใจ

    นิโรธ : ไม่ชอบ ไม่ชัง แม้จะลูกได้กลับบ้าน หรือไม่ ใจก็ไร้ทุกข์

    มรรค : เมื่อรู้ว่าลูกไม่ได้กลับบ้านรู้สึกผิดหวังจนเกิดอาการไม่แช่มชื่น พอฟังเหตุผลจากลูกที่กลับไม่ได้เนื่องสถานการณ์โควิด-19 ในกรุงเทพมหานครค่อนข้างรุนแรง หากกลับบ้านก็ต้องกักตัว หลังจากกลับแล้วก็ต้องกักตัวและต้องตรวจเช็คเชื่อโควิดด้วย ใช่นะ เราต้องเข้าใจสถานการณ์จริงในปัจจุบันจะเอาให้ได้ดั่งใจที่ตัวเองที่หลงยึดมั่นถือมั่น ด้วยหวังว่าจะได้เจอลูก ก็เริ่มจากจางคลาย จึงใช้บททบทวนธรรมมาล้างความยึดมั่นถือมั่นในใจออกไปให้สิ้นเกลี้ยงตามข้อ 56 ว่า”ทุกเสี้ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยง อย่ายึดมั่นถือมั่น ต้องพร้อมรับ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยน ตลอดเวลา” คู่กับข้อ149 คือ”ความสุขแท้ คือ ไม่ทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไร ในสถานการณ์ใด” หลังจากพิจารณาแล้วได้เข้าใจทุกอย่างชัดเจนตามความจริงในสถานการณ์จริงจึงยินดีรับและพร้อมปรับเปลี่ยนไปตามนั้น ส่วนลูกจะได้กลับบ้านเมื่อไรก็ได้ ก็สุขใจ
    สรุป พอเข้าใจสถานการณ์พร้อมปรับใจแล้ววางความยึดมั่นถือมั่นได้ความไม่แช่มชื่นหายไป ใจก็ไร้ทุกข์

  31. Sureenart ratchapan สุรีนารถ ราชแป้น

    การบ้านอริยสัจ4
    ชื่อ สุรีนารถ ราชแป้น จิตอาสาสวนป่านาบุญ2 จังหวัดนครศรีธรรมรา

    ชื่อเรื่อง:ไม่รอบคอบ

    เหตุการณ์:นั่งพิมพ์การบ้านอริยสัจ4 ในโทรศัพท์มือถือ ปกติก็พิมพ์ใส่ไว้ใน keep แล้วบันทึก ทุกๆครั้งจะไม่มีปัญหา ได้ดั่งใจหมายมาตลอด แต่ครั้งนี้ขณะนั่งพิมพ์อยู่ ก็มีโทรศัพท์ญาติเข้ามา เห็นขึ้นชื่อปุ๊บ รับปั๊บ ไม่ทันได้คิด พอวางสายจากคุยกลับมาที่พิมพ์ อ้าวหายไปหมดแล้ว ไม่ทันได้บันทึก

    ทุกข์: รู้สึกเซ็งและเสียดาย การบ้านที่พิมพ์เกือบเสร็จแล้วหาย

    สมุทัย:ได้ดั่งใจที่การบ้านไม่สูญหายข้อความยังอยู่ครบ ไม่ได้ดั่งใจ ที่การบ้านสูญหายไม่ได้บันทึกต้องพิมพ์ใหม่ทั้งหมด

    นิโรธ: การบ้านจะหาย หรือไม่หาย ไม่ชอบไม่ชัง มีใจไร้ทุกข์

    มรรค: ได้มาพิจารณาใจเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้ดั่งใจ กิเลสก็เกิดขึ้นทันที ได้ยินมารบ่นทันทีประมาณว่า อ้าว! หายไปหมดแล้ว อุตส่าห์นั่งคิดนั่งทำ เวลายิ่งไม่ค่อยมี ต้องมานั่งทำใหม่อีก รู้อยู่แล้วว่าต้องบันทึก ไม่รอบคอบเลย เสียดายนะเนี่ย. เซ็งเลย พอรู้ว่ามารมาเสียขนาดนี้ เลยต้องหยุดมาร โดยการพิจารณาโทษของการไม่ได้ดั่งใจโดยการใช้ บททบทวนธรรมข้อที่ 58
    “เย่ๆ ๆ ดีใจจัง ไม่ได้ดั่งใจ (วิบากหมด กิเลสตาย ได้กุศล)
    แย่ ๆ ๆซวยแน่เรา เอาแต่ใจ (วิบากเพิ่ม กิเลสพอก งอกอกุศล)

    การอยากได้ดั่งใจหมาย ในเวลาที่ไม่ใช่มันก็เป็นการผิดศีลข้อ2ที่ละเอียดเป็นการขโมย เป็นการสร้างเงื่อนไขให้ใจเป็นทุกข์

    เมื่อได้พิจารณาดั่งนี้มารที่บ่นอยู่ในใจ ได้สลายไป เริ่มทำการบ้านใหม่ด้วยความยินดี เบิกบาน เมื่อได้ใช้วิบากร้ายไปแล้ว เกิดวิบากดีทำให้เกิดปัญญา คือพิมพ์การบ้านในที่ใหม่ ที่สามารถกู้คืนมาได้

  32. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    06/04/64
    น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : นึกไม่ออก
    ผู้เขียนถามน้องที่รู้จักกันถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอมานานมากแล้วด้วยความอยากรู้สารทุกข์สุกดิบของเขา น้องจึงก็เล่าให้ฟังว่าเพื่อนย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด แล้วยังพูดไปถึงพี่ชายของเขาด้วย ซึ่งผู้เขียนก็จำได้ว่าเพื่อนคนนี้มีพี่ชาย 2 คน แต่พยายามนึกหน้าเขานึกยังไงก็นึกไม่ออก เมื่อนึกไม่ออกก็รู้สึกอึดอัด ใจที่ทำไมความจำเราถึงได้แย่ขนาดนี้
    ทุกข์ : ไม่ได้ดั่งใจที่นึกหน้าคนไม่ออก
    สมุทัย : ชอบใจถ้านึกหน้าคนที่เคยรู้จักกันออก ชังที่ทำไมถึงลืมหน้าคนที่เคยรู้จักไปได้
    นิโรธ : จะนึกหน้าหรือลืมหน้าคนที่เคยรู้จักไปแล้วก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: พอพยายามนึกถึงหน้าพี่ชายอีก 2 คนของเพื่อน แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก จึงเกิดอาการไม่ได้ดังใจขึ้นมา รู้สึกโกรธตัวเองว่าทำไมถึงได้ลืมหน้าคนเคยรู้จักกันได้ขนาดนี้ ความทรงจำเดิมเรียกกลับคืนมาไม่ได้เลย พอไม่ได้ดั่งใจ กิเลสมันก็เริ่มเล่นงานให้ผู้เขียนรู้สึก แน่นที่หน้าอก อึดอัด แต่พอมีสติก็รู้สึกว่าทำไมมารจึงเล่นงานเราแรงขนาด เพียงแค่นึกหน้าคนไม่ออกก็เล่นงานกันจนเสียพลัง จึงเข้าไปบอกมารว่า
    เรา “เพียงแค่นึกหน้าเขาไม่ออก นี่ถึงกับจะเป็นจะตายเชียวรึ? “
    “ อยากรู้เรื่องเพื่อนขนาดนี้เชียวรึ ”
    “ถ้านึกไม่ออก…ก็ไม่ต้องนึก จะไปอยากรู้ทำไมให้รกสมอง กับแค่คนเคยรู้จัก”
    “เอาแรงไปนึกคิดเรื่องที่เป็นประโยชน์ดีกว่ามั๊ย?”
    พูดเพียงแค่นี้มารก็ยอม
    มาร “เออ! จริง ๆ ด้วย..จะไปอยากรู้ทำไมให้เสียแรง”
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 35 “ยึดอาศัยดี ที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงนั้นดี แต่ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องเกิดดีดังใจหมาย ทั้ง ๆ ที่องค์ประกอบเหตุปัจจัย ณ เวลานั้น ไม่สามารถทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริงนั้นไม่ดี”
    พิจารณาแบบนี้แล้ว ความอยากจะจำหน้าคนที่เคยรู้จักก็สลายไปเลย นึกไม่ออกก็ไม่เป็นไร

  33. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    10/04/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : ขอแยกต้นไม้
    ซื้อต้นพาสลีย์ (ผักชีฝรั่ง) มาจากต่างจังหวัด ใส่กระถางวางใว้หลังรถ กว่าจะถึงบ้านใช้เวลาเดินทาง 2 วัน พอมาถึงบ้านก็ยกกระถางไปวางไว้ในที่ร่มเพื่อจะให้ต้นไม้นั้นได้ฟื้นตัวจากความร้อนและปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ก็พยายามประคบประหงมมาอย่างดีกลัวมันจะตาย วันต่อมาก็เห็นต้นไม้ในสภาพที่พุ่มตรงกลางต้นแหว่งไปเหมือนโดนกัดแทะ และใบจากที่เคยเขียวสวยก็เริ่มเหี่ยวเหลือง มาทราบทีหลังว่าน้ามาแยกไปปลูกโดยที่ไม่ได้ถามผู้เขียน เมื่อเห็นต้นไม้มีอาการเหมือนกำลังจะตาย จึงเกิดความไม่พอใจน้าขึ้นมา
    ทุกข์ : ไม่พอใจที่ต้นไม้กำลังจะตาย
    สมุทัย : ชอบใจถ้าน้ามาถามเราก่อนที่จะแบ่งต้นไม้ไป ไม่ชอบใจที่น้าไม่ถามเราก่อน
    นิโรธ : น้าจะบอกเราก่อนหรือไม่บอกเราก็ได้ใจไร้ทุกข์
    มรรค: เมื่อรู้ว่าน้ามาแยกต้นไม้เราไปโดยที่ไม่ถามเราก่อน ก็เกิดอาการไม่พอใจขึ้นมา จิตก็ไปเพ่งโทษน้า รู้สึกหงุดหงิด จากเดิมต้นไม้อยู่ในสภาพที่สวย เพียงข้ามวันก็มีสภาพเหมือนใกล้ตาย กิเลสมันก็เริ่มทำงาน
    มาร “ เซ็งจริง ๆ ถามเราสักนิดก็ไม่มี”
    “ อุตส่าห์หอบหิ้วมา ดูสินี่จากที่มันสวย ๆ กำลังจะตายแล้ว หาซื้อก็ยาก”
    “ รอสักวันสองวันก็ไม่ได้ ”
    มารมันเริ่มชวนเราให้โทษคนอื่น แต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้
    เรา “ เคยมั๊ยล่ะ!! ที่ไปเอาถือวิสาสะเอาของรักของหวงของคนอื่นมาโดยที่ไม่ถามเขาก่อน ”
    มารมันก็ยังไม่ยอม มันก็ยังหาเหตุผลมาแย้งต่ออีกว่า
    มาร “ กับอีแค่ถามเราสักนิดก็ไม่ได้ มันจะตายมั๊ยถ้าไม่ได้ถามก่อน “
    เรา ” มันไม่ตายหรอก แต่แกนั่นแหละจะตายเอา…ใช่มั๊ยมาร”
    “ก็มันเกิดขึ้นแล้ว ต้นไม้ถูกแบ่งไปแล้ว จะให้ทำยังไง เอาคืนมาได้มั๊ย? ”
    “กี่ครั้งแล้วกับต้นไม่ที่รักเราหวงแล้วต้องมีอันเป็นไป ทุกข์มั๊ยล่ะ?”
    มารมันเริ่มนึกขึ้นมาได้ว่า มันมีประเด็นกับเรื่องต้นไม้ตายมาหลายรอบแล้ว เขามาทดสอบใจเราว่าเราทำใจได้แค่ไหนกับเรื่องต้นไม้ที่ถูกทำให้เสียหาย แล้วก็บอกมารต่อไปว่า
    เรา “ ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของๆเรา ไม่ชอบไม่ชัง ก็ไม่ทุกข์”
    “วัตถุเสียหายได้ แต่ใจเสียหายไม่ได้”
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 75 “ ถ้าเราดับทุกข์ใจได้ ก็ไม่มีทุกข์อะไรที่ดับไม่ได้”
    พิจารณาแบบนี้แล้ว อาการของกิเลสที่ไปเพ่งโทษน้าก็ค่อยสลายไป ใจก็สงบขึ้น

  34. พรพิทย์ สามสี

    เรื่อง : เด็กเจ็บในหู
    เราและพ่อบ้านไปสวนมาก็เหนื่อยมาพอสมควรแล้ว พอตอนเย็นลูกหลานก็มาบ้าน หลานไม่ค่อยติดเราสักเท่าไรนัก แต่จะติดพ่อบ้าน หลานก็เล่นไปตามประสา อยู่ในสายตาพ่อบ้าน
    เราอยู่อีกที่หนึ่ง สักพักหลานก็ร้องไห้ใหญ่เลย
    ว่าเจ็บในหู ไม่รู้แมลงเข้าหูหรือเปล่า
    หลายคนรวมทั่งพ่อบ้านด้วย โทษเราว่าไม่ช่วยดูแลหลาน
    ทุกข์ : สงสารหลานตอนร้องไห้ที่เจ็บในหู
    สมุทัย : ชอบที่จะให้หลานไม่เจ็บในหู ชังที่หลายคนโทษว่าไม่ดูหลาน
    นิโรธ : ใครจะโทษก็ได้ ไม่โทษก็ได้ ไม่เป็นไร
    มรรค : จริงๆ เราก็มีส่วนผิดอยู่ที่ไม่ช่วยดูหลาน ใกล้ๆสายตา คราวหน้าเราต้องละเอียดมากกว่านี้ มาร : ไอ้พวกนี้มันจะยังไม่เข้าใจเรื่องของ วิบากกรรม ชอบโวยวาย
    เราไม่มีหน้าที่สอนเขา เราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา
    หรือให้ ทุกข์ของเขา สอนแทน
    บทธบธวนธรรม ๘๒ จงฝึกอยู่กับ ความเป๊นจริงของชีวิต ที่พร่องอยู่เป็นนิตย์
    อย่างผาสุขให้ได้

  35. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง ลูกไม่ได้กลับบ้าน
    เหตุการณ์ ช่วงสงกรานต์นี้ลูกชายตั้งใจจะกลับบ้านโดยจะขับรถยนต์กลับ ปกติลูกเป็นภูมิแพ้ลูกมีอาการจาม คัดจมูก มีไข้ต่ำๆ ก่อนกลับบ้าน แต่ โควิททั้งในกรุงเทพฯ และบ้านที่นครศรีฯก็มีคนติดเชื้อจากโควิทเพิ่มขึ้น จึงของดการกลับบ้านในช่วงนี้

    ทุกข์ รู้สึกไม่แช่มชื่นที่ลูกไม่ได้กลับบ้าน

    สมุทัย ชอบใจที่ลูกได้กลับบ้าน ไม่ชอบใจที่ลูกไม่ได้กลับบ้าน

    นิโรธ ลูกจะได้กลับบ้านหรือไม่ได้กลับบ้านก็ไม่ชอบไม่ชัง ใจไร้ทุกข์

    มรรค เมื่อรู้แน่นอนแล้วว่าลูกไม่กลับมาบ้านก็รู้สึกไม่แช่มชื่น ใจเหี่ยวๆ แสดงชัดว่าผิดทางแล้ว คิดแบบมารแล้วไม่ใช่พุทธะแล้ว แต่เมื่อรู้เหตุผลว่า ลูกก็ไม่ค่อยสบายเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และโรคโควิทที่แพร่ขยายเพิ่มเติมอย่างน่ากลัว และรุนแรง กว่า2ครั้งที่ผ่านมา และถ้าลูกกลับบ้านก็ต้องกักตัว และต้องตรวจเช็คเชื้อด้วย ท่านอาจารย์หมอเขียวก็ย้ำแล้วย้ำอีก ไม่จำเป็นอย่าเคลื่อนย้าย กักตัวอยู่บ้านปลอดภัยที่สุด เราก็ต้องเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบัน จะเอาให้ได้อย่างใจแบบยึดมั่นถือมั่นเป็นไปไม่ได้ ใจก็จางคลายลงไปได้ โดยใช้บททบทวนธรรมข้อ 21 การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเราเป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่าที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส คือ ความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเราและทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา
    ต้องขอบคุณลูกที่เป็นผัสสะให้ได้ล้างกิเลสตัวนี้

    สรุป หลังพิจารณาแล้วได้เข้าใจชัดเจนตามสถานการณ์จริงจึงยินดีพร้อมรับพร้อมปรับพร้อมเปลี่ยน ลูกจะกลับหรือไม่ได้กลับก็สุขใจ ใจแม่แช่มชื่น เบิกบาน แจ่มใสได้..สาธุ

  36. เรื่อง กลัวน้ำสระแห้ง

    เหตุการณ์: ได้เปิดปั้มสูบน้ำรดต้นไม้ไว้ แล้วลืมปิดปั้มตลอดคืน พอรู้ก็เลยรีบปิดปั้ม

    ทุกข์: กังวลใจ

    สมุทัย: ชอบที่น้ำในสระไม่แห้ง ชังถ้าน้ำในสระแห้ง

    นิโรธ: น้ำในสระจะแห้งหรือไม่ เราก็สุขใจ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค : เมื่อรู้ว่าเปิดปั้มน้ำไว้เกิดความกังวลใจว่าน้ำในสระจะแห้ง แต่ทำใจได้ว่าอะไรจะเกิด เราก็ต้องยอมรับความจริง พร้อมที่จะสู้กับปัญหาและอุปสรรคอย่างเบิกบานใจซึ่งตรงกับบททบทวนธรรม ข้อ72 ที่ว่า”ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทุกข์ใจ ความทุกข์ใจ ไม่ได้แก้ปัญหา มีแต่เพิ่มปัญหา สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดับไป จะทุกข์ใจไปทำไม เบิกบานแจ่มใสดีกว่า”
    สรุป หลังจากพิจารณาด้วยบททบทวนธรรมแล้วอาการกังวลใจก็หายไป ใจกลับมาเบิกบาน ดังเดิม

  37. ชุติวรรณ แสงสำลี

    เรื่อง อยากเพียงเล็กน้อยก็มีวิบาก
    เหตุการณ์ เมื่อวานนำเงินออกจากกระเป๋าสะพายแล้ววางไว้ในเต็นท์ด้วยความรีบร้อนเพราะมีความอยากใช้กระเป๋าสะพายนี้ไปนั่งสอบด้วยโดยพาดใส่ตัวไว้ รู้สึกว่าเท่ดี อากาศก็เริ่มร้อนแล้ว รู้สึกว่าได้แต่งตัวแบบสมถะ ไม่ต้องใส่ชุดกันหนาวมากมาย ใจมันรู้สึกกระดี้กระด้า แต่พอนั่งสอบไปสักพักก็รู้สึกหนาวก็ต้องใส่เสื้อกันหนาว และหมวกเหมือนเดิม มันก็ไม่มีอะไรเที่ยงพร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนอยู่แล้ว แต่เช้าวันนี้จะหาเงินติตตัวไปเพื่อใช้ที่ร้านดอยฟ้า ได้เลิกเปิดแล้ว แต่กลับหาเงินไม่เจอ หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ก็เลยวางใจ เวลานี้เขาไม่ให้ใช้ ค้นดูในกระเป๋ายังพอมีอยู่ สี่สิบบาท เลยได้ใช้ไป ยี่สิบบาท เหลือมาคืน เก็บไว้ ยี่สิบบาท
    ทุกข์:หาเงินหนึ่งพันบาทไม่เจอ

    สมุทัย: ชอบใจที่หาเงินเจอได้ดั่งใจจะเป็นสุขใจ สมใจ ชังที่หาเงินไม่เจอเป็นทุกข์ใจไม่ได้ดั่งใจ ไม่สมใจ

    นิโรธ: ชอบหาเงินเจอได้ดั่งใจก็เป็นสุขใจ สมใจ ไม่ชังหาเงินไม่เจอ ไม่ได้ดั่งใจ ก็เป็นสุขใจ สมใจได้ ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค: คิดแบบกิเลสหรอกให้คิด เพราะกลัวไม่อยากให้เงินหายมีค่ามากหลักพัน เลยทุกข์ใจ แต่ถ้ามีค่าน้อยจะไม่เสียดาย ไม่ทุกข์ใจ
    คิดแบบพุทธะ คิดว่าเงินไม่หายไปไหนหรอกมันอยู่ในเต็นท์เรานี่แหละ อ่านใจให้ดีใจเราหายไปหรือเปล่า ใช่ๆ
    ใจเราหายไปมแว๊บหนึ่ง ตอนหาเงินไม่เจอ ไม่ยึดถือมั่น สุขใจไว้ ชีวิตต้องพลาดอยู่แล้ว วิบากออกฤทธิ์ รู้แล้วอย่าทับทุกข์ทับถมตน ดับทุกข์ที่ใจก่อน คิดทบทวน ว่า
    เราเองต่างหากที่ใจร้อน อยากสะพายกระเป๋าเท่ๆ เลยเทของทั้งหมดออกจากกระเป๋า นี่เองกิเลสตัวใจร้อน แล้วก็ทำให้จำไม่ได้ว่าเก็บเงินไว้ที่ไหน
    วันนี้เลยตั้งใจหาเงินใหม่อีกแต่ก็หาไม่เจอ ทำใจว่าช่างมัน เป็นวิบากที่ต้องยอมรับ ให้ล้างตัวใจร้อน ให้ล้างความผิดพลาดเพราะใจร้อน เราทำเอง วางใจจะเจอเมื่อไหร่ก็ได้ หรือไม่เจอเลยก็ได้ ไม่ได้ใช้เงินก็ดี ไม่เห็นต้องจำเป็นต้องใช้เงิน ถ้าพกไปมากอาจถูกกิเลสให้ใช้มากก็ได้ คิดแบบนี้ก็เป็นวิบากดี เงินมันซ่อนตัวไว้อยู่ในเต็นท์นี่แหละ เลยทำให้เรามีเวลาทำความสะอาดเต็นท์และพับเก็บเสื้อผ้าใหม่ แล้วก็เจอเงินวางไว้อยู่ในผ้าพันคอนั่นเอง ครั้งนี้ได้เรียนรู้เห็นกิเลสตัวเล็กๆ อยากเท่ และใจร้อนยังมีอยู่ ต้องพากเพียรจับกิเลสต่อไป แม่เจอเพียงน้อยนิดก็อย่ายอมมัน มีสติ ใช้ปัญญารู้ให้ชัด จัดการมันให้ได้ ใจร้อนคือกิเลสคือทุกข์ คือวิบากตามมา

  38. เสริมศรี ชวานิสากุล

    เรื่องอยากให้แม่กลับบ้านเพราะโควิดระบาดแล้ว

    ช่วงนี้แม่เดินสายทำบุญทั่่วประเทศ อีกหนึ่งสัปดาห์กว่าจะกลับบ้าน แต่ตอนนี้โควิดระบาดหนักเกือบครบทุกจังหวัดแล้ว จึงเกิดความอยากให้แม่กลับบ้านเพราะกลัวว่าแม่จะติดโควิด

    ทุกข์ อยากให้แม่กลับบ้าน แต่แม่ไม่กลับบ้าน กลัวว่าแม่จะติดโควิด ไม่อยากให้แม่ติดโควิด จึงทุกข์ใจ

    สมุทัย ยึดมั่นถือมั่นว่าแม่ต้องกลับบ้านแล้วแม่จะไม่ติดโควิดจึงจะสุขใจ ถ้าแม่ไม่กลับบ้านกล้วว่าแม่จะติดโควิดจึงทุกข์ใจ

    นิโรธ แม่จะกลับบ้านหรือไม่กลับบ้าน หรือแม่จะติดโควิดหรือไม่ติดโควิดเราก็ไม่ต้องทุกข์ใจ เพราะทุกชีวิตมีสิทธิ์เรียนรู้ตามวิบากดีร้ายของตน ๆ เหมือนอย่างที่่เราเคยได้รับสิทธิ์นั้นมาเช่นกัน

    มรรค กิเลสหลอกให้ยึดมั่นถือมั่นว่า แม่ต้องอยู่บ้านแม่จึงจะปลอดภัยจากโควิด สัจจะคือแม่จะติดโควิดหรือไม่อยู่ที่วิบากดีวิบากร้ายของแม่ เราเป็นแต่เพียงผู้ให้ข้อมูลที่ท่านอาจยังไม่ทราบคือ สถานการณ์โควิดในปัจจุบัน และถ้ามีโอกาสอาจชวนท่านคิดไปให้สุดทางว่าถ้าแม่ยังเดินสายทำบุญอยู่แล้วไปติดโควิดท่านจะรู้สึกอย่างไรต่อตนเองและลูกหลาน แต่ถ้าแม่อยู่บ้านแล้วแม่ยังติดโควิดแล้วแม่จะรู้สึกอย่างไรกับตัวเองและลูกหลาน เพื่อให้ท่านได้ชัดเจนในการตัดสินใจในครั้งนี้จะได้ไม่ต้องมารู้สึกผิดถ้าแม่ติดโควิด เพราะแม่เคยบ่นว่าคนที่ไม่ยอมอยู่บ้านแล้วไปติดเชื้อโควิด เป็นการเพิ่มภาระให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณะสุข และลูกสาวคนโตของแม่เองก็เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณะสุข ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง ที่เหลือเราให้อิสระท่านในการพิจารณาตัดสินใจของท่านว่าจะเลือกทำสิ่งใด

Comments are closed.