การบ้าน อริยสัจ 4 (ุ11/2564) [35:45]

640314 การบ้าน อริยสัจ 4 (11/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 8-14 มีนาคม 2564 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สัปดาห์นี้มีผู้ส่งทั้งหมด 35 ท่าน 45 เรื่อง

  1. Mongkolwat Rattanachon
  2. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)
  3. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)
  4. สุกัญญา มโนบาล ใจแสงธรรม
  5. ขวัญจิต เฟื่องฟู
  6. นางสาวจาริยา จันทร์ภักดี
  7. นางสาวิตรี มโนวรณ์ (2)
  8. จิราวรรณ ดาโรจน์
  9. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร) (3)
  10. นางจิราภรณ์ ทองคู่
  11. นางพรรณทิวา เกตุกลม (2)
  12. ชลิตา แลงค์
  13. พันธุ์ทิพา นุชทิม (บุญยาใจ)
  14. ชนกนันท์ ฉัตรทอง (น้อมแสงศีล) (3)
  15. อรวิภา กริฟฟิธส์
  16. อรอุมา ภูบังดาว
  17. นางสาวศิริรักษ์ พรมเล็ก
  18. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)
  19. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์
  20. ศิรินภา คำวงษ์ศรี
  21. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์
  22. ศิริพร คำวงษ์ศรี
  23. จิตรา พรหมโคตร
  24. นางสาวนาลี วิไลสัก (3)
  25. ปิ่น คำเพียงเพชร
  26. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน (ก๊อบ สื่อศีล)
  27. จิรานันท์ จำปานวน (2)
  28. นปภา รัตนวงศา (2)
  29. นส พวงผกา โพธิ์กลาง (ทิพย์)
  30. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์
  31. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)
  32. พรพิทย์ สามสี
  33. ชุติวรรณ แสงสำลี
  34. Sureenart ratchapan สุรีนารถ ราชแป้น
  35. ประคอง เก็บนาค

Tags:

45 thoughts on “การบ้าน อริยสัจ 4 (ุ11/2564) [35:45]”

  1. Mongkolwat Rattanachon

    เรื่อง ไม่อยากผิดนัดเวลาที่นัดหมาย
    เหตุการณ์ วันนี้มีประชุมที่ สำนักงานใหญ่ เวลา 9.00 น. แต่มีภาระที่ต้องรดน้ำต้นไม้ และช่วยทำอาหารปั่นในช่วงเช้า จึงทำให้กว่าจะเสร็จประมาณ 8.15 น. จึงทำให้ต้องเร่งรีบเดินทาง
    สังเกตว่ายิ่งเราเร่งรีบ จะมีอุปสรรค ตั้งแต่รถจะขับช้า ไม่มีวินัย วิ่งช้าเลนขวา หรือจังหวะผ่านตลอดมีรถจอด ทำให้การจราจรติดขัด ก็จะตรวจใจว่า รู้เร่งร้อนอยากถึงเร็ว

    ทุกข์: ไม่อยากเข้าประชุมสาย

    สมุทัย: ยึดว่าจะไปประชุมได้ตรงเวลา

    นิโรธ: ตรงเวลาหรือไม่ ก็ไม่ทุกข์

    มรรค: พิจารณาสติ เห็นความเร่งร้อนใจจิต ถามว่าจะเร่งร้อนไปถึงไหน ถ้าวิบากร้ายมาอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้  ถ้าสายและถูกตำหนิก็ไม่เป็นไร เป็นไปตามวิบาก ได้ใช้วิบาก ก็ใช้ความระมัดระวังยิ่งขึ้น
    อ่านใจว่าสาย หรือตรงเวลาก็ไม่เป็นไร ไม่ทำให้ใจเราเดือดร้อนใจอะไร วางการยึดว่าจะได้ตามใจปราถนา ทุกอย่างเป็นกิเลส อวิชชาที่โง่ที่สุดนำทุกข์ใจ ร้อนใจให้ ก็ปรับความคิดมาร ว่า
    ช้าก็ได้ แต่ปลอดภัยด้วยไม่ดีกว่าหรือ
    สายแบบใจเป็นสุข ดีกว่า สายแบบใจทุกข์ ให้โง่ทำไม มารก็ยิ้มเก้อๆ ค่อยๆ สลายไป

  2. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    ชื่อเรื่อง:อานิสงส์ของการกินอาหารปั่น เนื้อหา:อาจารย์หมอเขียวมีนโยบายพาพี่น้องจิตอาสา กินอาหารปั่นเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อลดการทำงานของเหงือกและฟัน ประหยัดเวลา คุณค่าอาหารครบ และเพื่อสยบกิเลสด้วยเป็นการฝึกลดละ ความติดยึดในรูป,รส,กลิ่น,เสียง,สัมผัสในอาหาร วันที่อาจารย์แจ้งนโยบายนี้ก็เกิดความรู้สึกกังวลใจว่า เราจะกินได้ไหม เพราะปกติจะเป็นคนที่ไม่กินข้าวต้มเลย(ถ้าเลือกได้) เพราะรู้สึกว่าไม่อยู่ท้อง ไม่มีพลังและทำให้หิวเร็ว
    ทุกข์:รู้สึกกังวลใจ
    สมุทัย:มีกิเลสตัวติดยึดไม่ชอบการกินอาหาร(โดยเฉพาะข้าว)ที่มีลักษณะเป็นของเหลวหรือมีน้ำเยอะหรือแฉะ(เหมือนข้าวต้ม)เพราะรู้สึกว่ากินไม่อิ่ม ไม่อยู่ท้อง ทำให้ไม่มีแรง และหิวเร็ว
    นิโรธ: เลิกกังวล ด้วยการบอกตัวเองว่าลองปฏิบัติดูก่อน ความจริงกับสิ่งที่เราคิดหรืออาการที่ติดอยู่ในสัญญาเก่าของเราอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้เพราะมันเป็นสิ่งไม่เที่ยง ทำใจสบายๆดีกว่า
    มรรค:มีสติในการกิน ทำใจเป็นกลาง อ่านเวทนาตามความจริงที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่เอาจิตเข้าไปตั้งภพไว้ก่อนว่าจะต้องเกิดเวทนาแบบนั้นแบบนี้ โดยใช้ความยินดีเป็นพลังในการคิดว่าเราจะกินแบบเอาประโยชน์เท่านั้น และทำใจให้ยินดีในการได้ฝึกลดละความติดยึดในกามคุณในอาหาร ทำใจให้ยินดีและเชื่อในคำตรัสของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ว่า”ความยินดีแม้น้อยเป็นกำลัง” ที่จะทำให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้ ทั้งทุกข์ทางกาย และทุกข์ทางใจ

  3. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน อริยสัจ
    เรื่อง. ส่งการบ้านในลิงค์ไม่สำเร็จแต่ใจสำเร็จได้ล้างกิเลส
    เนื้อหา. เนื่องจากเข้าลิงค์ส่งการบ้านเรื่องหลักการใช้หลักการแพทย์วิถีธรรมเพื่อดูแลโรคกายและใจให้ดีขึ้น เลยกดเข้าไปทำในลิงค์ที่พี่น้องจิตอาสาส่งม่ให้ในไลน์ ทำไปกำลังจะกดไปทำในหัวข้อสุดท้ายแล้วกดผิด แล้วกดออกแต่พอกดออกมาออกหมดเลยจึงรู้สึกเสียดายเพราะไม่อยากทำใหม่อีก
    ทุกข์. ใจรู้สึกเสียดายที่ต้องพิมพ์ใหม่ต้องส่งใหม่อีกครั้ง
    สมุทัย. ชอบใจที่ได้ทำสำเร็จได้ส่งสำเร็จ ไม่ชอบใจ ที่เกิดความผิดพลาดที่ทำให้ส่งไม่สำเร็จ
    ที่ต้องพิมพ์ใหม่ส่งใหม่อีกครั้ง
    นิโรธ.วางใจไม่ชอบไม่ชังจะส่งไม่สำเร็จด้วยใจไร้ทุกข์
    มรรค. พิจารณาไตรลักษณ์ วิปลาส๔ ความไม่เที่ยง เมื่อเกิดความผิดพลาดความไม่ได้ดั่งใจ ก็ทำใจในใจและยินดีกับความผิดพลาด และคิดว่าจะส่งไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไรก็ดีแล้วได้ทำใหม่ได้ส่งใหม่ได้ทบทวนเพิ่มเติมข้อมูลให้ดียิ่งขึ้น
    และโชคดีที่ได้เห็นกิเลสได้เห็นทุกข์ได้ล้างทุกข์
    สรุปว่า.เมื่อวางใจได้ก็โล่งค่ะ

  4. สุกัญญา มโนบาล ใจแสงธรรม

    ลูกแรง .. แม่ร้อน

    ตั้งแต่โควิดระบาดทั่วโลกและมีการประท้วงที่ประเทศไทยปีกว่าๆ มีเพื่อนหลายคนมาปรับทุกข์ว่าเสียลูกคนเดิมไปกับม๊อบสามนิ้ว ทั้งที่กำลังเรียนมัธยม มหาวิทยาลัยหรือจบแล้วก็ตามบางคนลูกสาวรักประชาธิปไตยมากจนท้องไม่มีพ่อก็มี ผู้เขียนก็ตรวจสอบใจตนเองเกือบปีเหมือนกันกว่าจะหมดความถือสา ที่จะโต้แย้งติดกับอำนาจโลกาธิปไตยและ อัตตาธิปไตย แต่ยึดธรรมาธิปไตยที่พระพุทธเจ้าสอน ที่สงบและหลีกเลี่ยงความรุนแรงทุกรูปแบบ มองเห็นประโยชน์ แม้จะถูกยุติความสัมพันธ์กับเพื่อนบางคนที่ประกาศจุดยืนชัดเจน เขาบอกไม่ทนกับเรา เพราะเราไม่เห็นด้วยที่จะให้จบที่รุ่นเรา เขาว่าเราเป็นไดโนเสาร์ในกะลาแลนด์ไม่ทันโลกสมัยใหม่ เป็นพวกกินหญ้า ไม่ฟังผู้นำม๊อบ ไม่ฟังเด็กๆ ไม่ฟังพวกอาจารย์สามนิ้ว เขาให้เราฟังลูกเยอะๆ เขาบอกลูกจะมาเบิกเนตรเรา และชาวอโศกว่าถูกหลอกเป็นเครื่องมือให้รัฐบาล เขาบอกให้ดูข่าวต่างประเทศเยอะๆ ให้สมกับที่เป็นนักวิชาการ เพราะประเทศไทยล้าหลังมาก รวมถึงสถาบันอ่อนแอต้องปฏิรูป พอมีโพลออกมาว่าคนชอบรัฐบาลหรือต้องการสถาบันก็หาว่าเป็นข่าวปลอม พอมีคนว่าพวกเขาชังชาติก็โกรธ แบนคนไปทั่วทางโซเชียล ยอมรับว่าพวกนี้เก่งในเรื่องสร้าง Hate speech ทำให้คนเกลียดกันได้แม้ไม่เคยเห็นหน้าหรือพูดคุยกัน แต่เราไม่ได้ทุกข์ที่เพื่อนตัดเรา ได้ถามลูกว่าเป็นพวกสามกีบหรือไม่ ลูกบอกไม่ใช่ แต่พฤติกรรมลูกที่โพสบนเฟสบุค หรือแม้แต่ไปคอมเม้นท์ในเพจพวกสามกีบมันตรงข้ามกับคำพูดของเขา เมื่อลูกไม่ยอมรับ เราก็สอนไม่ได้ ได้แต่บอกจุดยืนของเรา และเตือนลูกให้ระวังผิดกฏหมายเมื่อไหร่พวกนี้จะติดคุก มันจะจบในคุก หรือแม้กฏหมายเล่นงานไม่ได้แต่กฏแห่งกรรมมีจริง
    เมื่อวานนี้มีการจับผู้วางเพลิงและเผาพระบรมรูปในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ได้ แต่พวกสามกีบสร้างข่าวปลอมบิดเบือนโทษสถาบันอย่างเดียว ที่จริงการวางเพลิงโทษสูงถึงประหารชีวิตอยู่แล้ว เกรงว่าลูกจะได้ข้อมูลผิดเลยส่งคลิปวิเคราะห์เรื่องนี้ให้ลูกดู สิ่งที่ได้รับลูกบอกว่า ถ้าเชื่อหรือเห็นว่าคนที่ถูกจับสมควรได้รับโทษก็ไม่ต้องคุยกับเขา แล้วหาว่าเรามีตรรกแย่ๆตามหมอเขียวและสลิ่มอโศก ไม่สมควรพบเขาและลูกเมื่อมาเมืองไทย ถ้าไม่หยุดพูดเรื่องเหล่านี้ เขาบอกว่าเขาสามารถตัดแม่ลูกได้ แล้วคนที่จะร้อนเต้นเร่าๆคือเราเพราะไม่มีโอกาสได้เจอหลาน เขาหาว่าเราใส่ร้ายหรือแช่งผู้ชุมนุมให้ได้รับโทษติดคุก สรุปลูกยอมรับแล้ววันนี้ว่าอยู่คนละขั้ว ซึ่งไม่ผิดไปจากที่เราสงสัย เขาบอกเหตุผลว่าเขาเกลียดนายกฯและไม่ศรัทธาในสถาบันเพราะอะไร เราบอกว่าถ้าปล่อยวางได้ได้ใจเราจะไม่ทุกข์ ชีวิตใครก็ชีวิตใคร เราจะไปบังคับนายกฯ หรือสถาบันมาทำอย่างที่เราต้องการมันก็คือเอาตามใจเราตามอัตตาของเรานั่นเอง เขาก็บอกให้เราปล่อยเขา และเขาก็ขอตัดสัมพันธ์ทางเฟสบุคด้วยการบล๊อกเราทันที

    ทุกข์: ใจที่ไม่อยากให้ลูกรับสื่อที่บิดเบือนจนเกลียดรัฐบาลและสถาบัน

    สมุทัย: ถ้าลูกรับสื่อที่ถูกตรงสัจจะ เราจะพอใจ ถ้าลูกฟังเราแล้วเขาพ้นทุกข์ใจ เราจะพอใจ

    นิโรธ: ต่อให้ลูกรับหรือไม่รับสื่อที่ถูกตรง ใจเราไม่ทุกข์ ต่อให้ลูกพ้นทุกข์หรือไม่พ้นทุกข์ ใจเราไม่ทุกข์ ไม่
    ท้อจากการที่เขาไม่ฟังเราจนบล๊อกเฟสในวันนี้ก็รับและดับทุกข์ใจได้ทันที ด้วยเชื่อว่า สักวันเขาต้องคิดได้พ้นทุกข์ได้ด้วยตัวเขาเอง เชื่อเรื่องกรรมว่า เราก็เคยทำอย่างนี้มามากกว่านี้

    มรรค: ทำดีเรื่อยไปใจเย็นข้ามชาติ รักลูกหลานในมิติที่สูงขึ้นคิดว่าเขาเป็นแค่เพื่อนร่วมโลก มีสัมมาทิฏฐิ ใช้สัปปุริสธรรม ๗ รักษาศีลไม่เบียดเบียนตน ไม่โกรธ ไม่ถือสาไม่แข่งเอาชนะ ไม่ดูถูกลูก การบล๊อกของเขา แสดงว่าฟ้าเตือนไม่ให้เราสอน รู้ว่าเขาอยู่คนละขั้ว ก็ตัดรอบ หลับได้สบาย ซึ่งต่างจากเมื่อก่อน จะมีคำถาม ลังเล สังสัยว่าทำไมๆๆ ถึงกับเก็บไปคิดสี่วันสามคืนและทุกข์กับสิ่งที่ทำ หรือกังวลว่าจะทำอย่างไรในอนาคตให้ลูกมาเข้าใจเรา ชอบเรา ทำให้ได้ดั่งใจเรา เท่ากับไปขโมยความดีเขานั่นเอง แต่เมื่อจิตไม่คิดจะโทษลูกไม่เอาคำขอโทษจากลูก จิตมันเบา ด้วยใจเบิกบาน แม้ลูกจะแรง แต่แม่เย็นได้ ขอบพระคุณมิตรดีสหายดีในรายการอริยสัจขจัดมารที่ช่วยสังเคราะห์และแบ่งปันประสบการณ์ช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ในครั้งนี้เป็นอันมาก กราบสาธุค่ะ.

  5. ขวัญจิต เฟื่องฟู

    เรื่อง ทุกข์เพราะคิดว่าภาพใช้ไม่ได้

    สองวันนี้ได้ทำอาหารปั่นทาน ตามดำริท่านอาจาร์ยหมอเขียว ได้ถ่ายรูปไว้ทั้งสองวัน เเต่ภาพที่ถ่ายออกมาเเล้วองค์ประกอบไม่ได้ เห็นกิเลสไม่อยากส่งภาพเพื่อเป็นการบ้านเพราะคิดว่าภาพองค์ประกอบใช้ไม่ได้

    ทุกข์ : เห็นใจหงุดหงิด ไม่อยากส่งงาน เพราะคิดว่าภาพองค์ประกอบไม่ได้

    สมุทัย : ยึดว่าภาพต้องสวย ดูดี ไม่ชอบที่ภาพไม่สวย องค์ประกอบไม่ลงตัว

    นิโรธ : ไม่ทุกข์ใจ เเม้ว่าภาพจะออกมาย้งไง ใจเบิกบาน

    มรรค : ตรวจใจเรากำลังทำอะไรอยู่ เราจะเอาอะไร มันก็เป็นเเค่ภาพจะไปยึดอะไรหนักหนา ในเมื่อองค์ประกอบไม่ได้ ใจก็ไม่ลง เราทำให้ใจเราทุกข์ เราจะทำไปทำไม ลองไม่ส่งงานดูสิว่าใจจะเป็นยังไง เห็นตัวที่ยังอยากส่งงาน อยากได้งานออกมาดีๆ เเต่ตัดสินใจที่จะไม่ส่งงาน ฝึกวางงานนอก เเต่ได้งานใน นี่มันคุ้มมากคุ้มเเล้ว เรายังจะเอาอะไรอีก พอคิดได้ตรงนี้ใจก็ค่อยคลายลง เเละตัวหงุดหงิดก็หายไป ขอบพระคุณผัสสะที่ผ่านมามีให้ได้เห็นเละฝึกที่จะล้างตัวนี้ สาธุ

  6. นางสาวจาริยา จันทร์ภักดี

    เรื่อง แอบปล่อยปลา
    เพื่อนบ้านเอาปลามาฝากพ่อแต่ตัวเองแอบเอาปลาปล่อย
    ทุกข์ : กังวลใจ ที่แอบปล่อย

    สมุทัย : สุขใจ ถ้าได้บอกพ่อที่ปล่อยปลา กังวลใจที่แอบปล่อยปลา

    นิโรธ : จะได้บอกพ่อ หรือ ไม่ได้บอก ก็ไม่กังวลใจ

    มรรค : หลังจากปล่อยปลา ความกังวลไม่ได้หมดไปจากใจกลับเพิ่มขึ้น จึงย้อนมาดูใจตัวเอง รู้ว่าทำผิดศีลที่ไม่บอกความจริงกับพ่อ พร้อมทั้งพิจารณาด้วยบททบทวนธรรมข้อที่ 22″ถ้าใครมีปัญหาหรือความเจ็บป่วยในชีวิต ให้ทำความดี 4 อย่างนี้ ด้วยความยินดี จริงใจ จะช่วยให้ปัญหาหรือความเจ็บป่วย ลดลงได้เร็ว 1.สำนึกผิด หรือยอมรับผิด 2.ขอรับโทษ เต็มใจรับโทษหรือขออโหสิกรรม 3.ตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดีอันนั้น 4.ตั้งจิตทำความดีให้มากๆ คือ ลดกิเลสให้มากไป เกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มากๆ”คิดว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเต็มใจ ยินดี รับโทษและไม่ทำแบบนี้อีก จจึงตัดสินใจสารภาพผิดกับพ่อที่แอบปล่อยปลา ผลคือ พ่อไม่มีทีท่าโกรธแต่อย่างไรแถมเห็นดีด้วยที่เอาปลาไปปล่อย ในที่สุดความกังวลใจก็หายไป กลับมา เบิกบาน แจ่มใส

  7. นางสาวิตรี มโนวรณ์

    9 มีนาคม 2564
    ชื่อ นางสาวิตรี มโนวรณ์
    ผู้บำเพ็ญคบคุ้น สวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง ฟุ้งซ่าน คิดอยากทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

    ได้ฝีกทำเมนู ข้าวต้มธัญพืชปั่นได้กินแล้ว รู้สึกดีมากทั้งเรื่องรสชาติและความถูกกันของร่างกาย จิตก็คิดฟุ้งซ่านไปว่า นี่ถ้าพ่อและพี่สาวยังอยู่ เราจะทำเมนูนี้ให้เขากิน แล้ว เขาคงจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น และจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก

    ทุกข์ ฟุ้งซ่าน คิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

    สมุทัย ชอบ ไม่ฟุ้งซ่าน ชัง เมื่อฟุ้งซ่าน

    นิโรธ จะฟุ้งซ่าน หรือไม่ฟุ้งซ่าน ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : รู้ตัวว่ากำลังฟุ้งซ่าน คิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จึงพิจารณาว่า ทุกข์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงก็มากพออยู่แล้ว นี่ยังไป สร้างทุกข์จากสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ขึ้นมาอีก ความฟุ้งซ่านไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่โทษ เป็น 1ในนิวรณ์ 5 ที่ขวางกั้นจิตไม่ให้บรรลุธรรม
    และใช้บททบทวนธรรมประกอบ
    ข้อที่ 87 แต่ละชีวิตจะมีสภาพ
    ทุกข์เท่าที่โง่ โง่เท่าที่ทุกข์
    โกรธเท่าที่โง่ โง่เท่าที่โกรธ
    โลภเท่าที่โง่ โง่เท่าที่โลภ
    หลงเท่าที่โง่ โง่เท่าที่หลง
    ยึดเท่าที่โง่ โง่เท่าที่ยึด
    กลัวเท่าที่โง่ โง่เท่าที่กลัว
    ชั่วเท่าที่โง่ โง่เท่าที่ชั่ว
    ฯลฯ
    ข้อ 122
    สิ่งใดที่เหมือนจริง แต่คิดพูดทำตามแล้ว..ทุกข์ แสดงว่า..สิ่งนั้นไม่จริง
    แต่สิ่งใดที่เหมือนไม่จริง เมื่อคิดพูดทำตามแล้ว..พ้นทุกข์ แสดงว่า..สิ่งนั้นจริง

    พิจารณาอย่างนี้แล้ว ความฟุ้งซ่านในใจก็ได้หายไป

  8. จิราวรรณ ดาโรจน์

    เรื่อง ไม่ชอบใจเสียงอัดเทปของตัวเอง

    เรื่องย่อ : เพื่อนให้โอกาสบำเพ็ญพูดเนื้อหาสั้นๆเพื่อนำไปใช้ประกอบทำคลิป “ชาดกหนังสือทบทวนธรรม # 2” เมื่ออัดเสียงตนเองส่งให้เพื่อนแล้ว เพื่อนได้นำไปเป็นเสียงประกอบกับภาพช่วงหนึ่งในคลิป เราฟังแล้วเสียงตัวเองไม่ไพเราะและเสียงเข้มเกินไป จากนั้นจึงได้คุยปรึกษากับเพื่อน หลังจากจัดการกับกิเลสได้แล้ว เราก็ฝึกพูดตามที่เพื่อนบอก ก็สามารถทำได้ดีขึ้นในการอัดสียงเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของคลิป “ชาดกหนังสือทบทวนธรรม #3”

    ทุกข์ : ไม่ชอบใจเสียงอัดเทปของตัวเอง

    สมุทัย : อยากให้น้ำเสียงของตัวเอง ฟังดูดีเวลาอัดเทป

    นิโรธ : น้ำเสียงจะเพราะหรือไม่เพราะ ก็ยินดีได้

    มรรค : เมื่อฟังเสียงตัวเองในคลิปที่เพื่อนส่งมาแล้วไม่ชอบใจ จึงโทรศัพท์ปรึกษากับเพื่อน เพื่อนแนะนำว่าให้พูดเหมือนกับเวลาที่เราพูดกับเด็กเล็ก โห!เราต้องใช้เเวลานึกพอสมควรเพราะเราไม่ชอบคุยเล่นกับเด็กเล็ก ได้แต่มองแล้วก็ยิ้มๆ นอกจากลูกแล้วไม่ได้เลี้ยงเด็กอีกเลย ตอนนี้ลูกก็อายุ 26 แล้ว จากนั้นก็พิจารณาว่าเราคงต้องฝึกที่จะพูดสำเนียงแบบนั้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่ทำแน่ๆเพราะไม่ชอบดัดเสียง และคำที่เพื่อนบอกว่าเสียงแบบคุยกับเด็ก มันเป็นคำที่ทำให้เรานึกถึงกิเลสตัวหนึ่งที่เคยมีคือ ไม่ชอบและรู้สึกรำคาญเวลาที่เห็นเด็กงองแงร้องไห้โวยวาย กระทืบเท้า ร้องกรี๊ด นอนดิ้นกับพื้น เวลาที่เขาไม่ได้ดังใจ สรุปคือ เราเป็นคนไม่ชอบเด็ก เราไม่ใช่นางสาวไทย ต่อมามีลูก 1 คน ถ้าเขาทำกิริยาที่ดื้อจะเอาแต่ใจ เราก็ทำเป็นไม่สนใจ เขาทำได้สักพักก็เลิกทำ นั่นก็ทำให้ได้ดังใจเรา คือลูกหยุดทำสิ่งที่เราไม่ชอบ
    จากคำที่เพื่อนพูดนี้ ทำให้เรามีโอกาสได้นึกถึงสิ่งที่้เราเคยพูดว่า “เราไม่ชอบเด็ก” แท้ที่จริงๆไม่ใช่เราไม่ชอบเด็ก แต่เราชังกิริยาที่เขางองแงและเอาแต่ใจตัวเอง จึงได้พิจารณาว่าเด็กเขาก็เป็นของเขาแบบนั้น ตามจิตวิญญาณและกิเลสของเขา เราจะชังให้เราเกิดวิบากร้ายใหม่ทำไม อย่าโง่
    ส่วนคำที่เคยพูดว่า “เราไม่ใช่นางสาวไทย” มันเป็นคำประชดประชันที่สมัยหนึ่ง ผู้ที่ได้ตำแหน่งนางสาวไทยจากการประกวด มักจะบอกว่าดิฉันรักเด็ก เราก็พูดด้วยความประชดว่าเราไม่ใช่นางสาวไทย การที่เราพูดเช่นนั้นเพราะคิดว่าเขาสร้างภาพและเขาคิดคำตอบกรรมการได้แค่นี้เองหรือ ซึ่งมันเป็นกิเลสตัวเพ่งโทษ/ตำหนิ กิเลสตัวร้ายที่กำจัดออกยากมาก เรากำลังเพียรพยายามอยู่ตลอด ถึงแม้แค่อดีตเราก็กราบขอขมาขอโทษขออโหสิกรรมกับสิ่งที่เคยคิดเคยพูดไป วิบากที่เราจะต้องได้รับเรา เราจะยอมรับด้วยความยินดี
    เรื่องลูก เราคงมีวิบากดีเรื่องนี้ เขาเป็นคนดีมากแบบโลกๆคนหนึ่ง เป็นตัวของตัวเองแบบมีเหตุมีผล ไม่ใช่ดื้อด้าน ตอนเด็กเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ซุกซน ดื้อเล็กน้อยตามวัย ช่วยเหลือตัวเองได้ดี เราเองไม่ได้คาดหวังอะไรกับเขามาก จึงไม่ค่อยมีเรื่องทุกข์ใจจากการไม่ได้ดังใจจากเขา หรือสุขใจที่เขาได้ดังใจมากมายนัก แต่อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ยึดว่าจะไม่มีผัสสะแรงๆเรื่องลูก เราฝึกล้างกิเลสของเราไปเรื่อยๆ ทำตัวอย่างที่ดีให้เขาดู วันใดวันหนึ่งข้างหน้าเขาจะตามเรามาทางโลกุตระเอง
    สำหรับเรื่องชังเสียงตัวเองนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เราไดมีโอกาสนึกถึงกิเลสที่มีและเคยคิดทำไม่ดีมา เป็นโอกาสที่ได้ฝึกล้างตัวตำหนิเพ่งโทษและความชังอาการงองแงของเด็กเล็ก เมื่อล้างความชังอาการไม่ดีของเด็กเล็กได้ เราก็ฝึกพูดตามที่เพื่อนบอก ก็สามารถทำได้ดีขึ้นในการอัดสียงเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของคลิป “ชาดกหนังสือทบทวนธรรม #3”

  9. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    09/03/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : เกือบโดนกิเลสหลอก
    เหตุการณ์: กินอาหารปั่นมาได้ 2 วัน ก็เห็นประโยชน์ของการกินแบบนี้ เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการกินแบบที่ต้องเคี้ยวและแบบปั่น คิดว่าตัวเองชอบอาหารแบบปั่นนี้เพราะง่าย สะดวก และมีพลัง กินในปริมาณน้อยแต่อิ่มนานมาก ปกติกินมื้อเดียวไม่เคยสำเร็จ แต่วันนี้รู้สึกไม่หิวเลย อิ่มสบายจนถึงค่ำ แต่พอก่อนจะเข้านอนก็กลับโดนกิเลสมันหลอกให้คิดถึงอาหารแบบที่เคยกินเมื่อก่อนคืออาหารมังสวิรัติแบบทั่วไปที่ต้องใช้ฟันเคี้ยวขึ้นมา
    ทุกข์ : อยากกินอาหารแบบที่ต้องเคี้ยว
    สมุทัย : ชอบใจถ้าได้กินอาหารที่ต้องเคี้ยว ไม่ชอบใจถ้าได้กินอาหารปั่น
    นิโรธ : จะกินอาหารที่ต้องเคี้ยวหรืออาหารปั่นก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: กิเลสมันบอกว่า “ วันนี้ก็อิ่มดีแล้ว แต่ถ้าพรุ่งนี้ได้กินข้าวกับเมนูโน่น นี่ นั่น แบบที่ต้องเคี้ยวบ้างมันก็น่าจะดีเหมือนกันนะ” หลงคิดปรุงไปตามกิเลสอยู่นาน มันสร้างทั้งภาพ กลิ่น และรสมาให้ผู้เขียนได้เคลิ้มเอากับมันไปได้พักใหญ่เลย กิเลสมันก็พาให้หลงปั้นสุขลวงอยู่พักใหญ่
    จนพุทธะก็ให้สติผู้เขียนกลับมาว่า “ อ้าว ๆ หลงกันไปใหญ่แล้ว ไหนบอกว่ากินอาหารแบบที่ปั่นมันดี กินในปริมาณน้อยแต่ก็ทำให้อิ่มนาน ได้พลัง ไม่เมื่อยกราม….. อาหารแบบนี้มันก็ดีอยู่แล้ว แล้วจะไปปรุงและเคี้ยวทำไมให้มันยุ่งยาก ที่ทำอยู่นี่มันง่าย และดีมาก แล้วทำไมยังจะกลับไปโง่อีก พุทธะต้องเรียบง่าย ไม่ยุ่งยาก ได้ประโยชน์สูงสุด จึงจะถูกตรง “ พิจารณาต่อถึงคุณประโยชน์ของอาหารปั่นที่อาจารย์พาให้ลูกศิษย์ทำตาม คือ การลดการสึกกร่อนของฟัน ระบบย่อยไม่ต้องทำงานหนัก ร่างกายดูดซึมเอาไปใช้ได้ทันที ทำให้เราได้ลดกิเลสลดความยึดติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส…
    พอคิดได้ดังนี้กิเลสมันก็สลายหายไปเลย ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 162 “ อาหารเป็นหนึ่งในโลก สิ่งสำคัญในชีวิต คือ อาหาร ได้แก่สมุนไพร ผลไม้ ผักสด ผักลก ข้าว เกลือ ถั่วหลากหลายชนิด ธัญพืชรสมัน ทำให้แข็งแรง เบาท้อง สบาย เบากาย มีกำลัง อิ่มนาน อาหารที่จะเป็น สำคัญต่อชีวิตมีเพียงเท่านี้ แล้วจะโลภ จะโง่ไปทำไม” และข้อที่ 164 “คุณค่าและความผาสุ กของชีวิตคือ ชีวิตที่พอเพียง เรียบง่าย ร่างกายแข็งแรง จิตใจดีงาม จิตใจเป็นสุข” พิจารณาแบบนี้แล้ว อาการอยากกินอาหารที่ต้องเคี้ยวหายไป จะกินแบบเคี้ยวหรือแบบปั่นละเอียดก็ได้ ตามเหตุปัจจัย ณ เวลานั้นจะเอื้ออำนวย

  10. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    เรื่อง ป่วย

    เนื้อเรื่อง ช่วงนี้บำเพ็ญที่ภูผาฟ้าน้ำช่วงกลางดึกถึงตอนเช้าจะหนาวมากมือเท้าเย็นชาไปหมดแต่พอตอนกลางวันจะร้อนมาก

    ทุกข์ ป่วยมีไข้ตัวร้อนไม่สบายเนื้อตัว

    สมุทัย อากาศในแต่ละวันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ปรับสมดุลได้ยากจึงทุกข์ใจถ้าปรับสมดุลได้ง่ายจะสุขใจ

    นิโรธ จะปรับสมดุลได้หรือไม่ได้ก็สุขใจ

    มรรค ระลึกถึงอดีตว่าการที่เราหนาวเย็นจนมือเท้าชานั้นเกิดจากเราเคยเอาไก่ ปลา เนื้อสัตว์ต่างๆแช่ในช่องฟรีส เราจึงต้องได้รับผลของการกระทำของเราและในตอนกลางวันอากาศร้อนมากเราก็ร้อนไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว ก็ทำให้นึกถึงตอนที่เราอบไก่ อบเนื้อสัตว์ ปิ้ง ย่างแกงคั่ว สารพัดจะทำ ซึ่งสัตว์เขาทรมานมากเราก็ต้องได้รับผลการกระทำเช่นกัน สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา รับแล้วก็หมดไปจะได้โชคดีขึ้น จิตก็เบิกบานแจ่มใส

  11. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง ใจกังวล
    ส่งของให้น้องพร้อมของฝาก กะเวลาของน่าจะถึง สอบถามไปได้คำตอบว่ายังไม่ถึง จึงแจ้งหลักฐานการส่งไปให้น้องตรวจสอบ น้องแจ้งกลับว่าของอยู่ระหว่างทาง

    ทุกข์ : กังวลใจ ว่าของฝากจะเสียหาย

    สมุทัย : ยึดว่าของถึงน้องเร็วของฝากไม่เสียหายจะชอบใจ ชังที่ของถึงน้องช้าของฝากจะเสียหาย

    นิโรธ : ของถึงเร็วของฝากไม่เสียหาย หรือ ถึงช้าของฝากเสียหาย ก็ไม่เป็นไร ใจไม่กังวล

    มรรค : “ความยึดมั่นถือมั่น จะทำให้เกิด ความพร่อง ความพลาด ความทุกข์”ตามบททบทวนธรรมข้อที่ 83 เมื่อพิจารณาว่าการที่เรากังวลใจเพราะเรายึดมั่นถือมั่นว่าของฝากต้องไม่เสียหาย ในความเป็นจริงของจะถึงช้าหรือเร็ว ของฝากจะเสียหายหรือไม่เสียหาย ก็ได้ เราควบคุม หรือกำหนดไม่ได้เลย เพราะ”ในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ ไม่มีอะไรที่เรากำหนดได้ นอกจากใจที่ไม่ทุกข์ของเราเท่านั้น” แล้วเราจะไปกังวลกับของฝากให้ทุกข์ทำไม พอวางใจได้ ความกังวลก็หายไป ใจโปร่ง โล่ง เบาสบาย ทันที

  12. ชลิตา แลงค์

    เรื่อง : อยากช่วยเพื่อนส่งวีดีโอให้ได้

    เพื่อนโทรมาขอความช่วยเหลือ ให้ข้าพเจ้าช่วยแก้ไขวีดีโอและช่วยส่งต่อไปยังส่วนกลางให้เพราะท่านไม่สามารถส่งได้เพราะมีปัญหาทางเทคนิค เพื่อนข้าพเจ้าบอกว่าต้องรีบส่งเพราะจะต้องรีบใช้แล้ว
    ข้าพเจ้าเห็นความตั้งใจของเพื่อนที่อยากจะส่งวีดีโอให้ได้ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าอยากจะช่วยเพื่อน

    ทุกข์ : กระวนกระวายใจ อยากช่วยเพื่อนส่งวีดีโอให้ได้

    สมุทัย : เห็นความตั้งใจของเพื่อนแล้วอยากช่วยเพื่อนส่งวีดีโอให้ได้สมความตั้งใจ ถ้าช่วยเพื่อนส่งวีดีโอได้สมความตั้งใจจะสุขใจ ถ้าช่วยเพื่อนส่งวีดีโอไม่ได้สมความตั้งใจจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : จะได้ช่วยเพื่อนให้สมความตั้งใจ หรือช่วยไม่ได้ ก็เป็นสุขใจได้

    มรรค : ตั้งสติ แล้วลองทำและช่วยเพื่อนเท่าที่ทำได้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็วางใจ เข้าใจเรื่องวิบากกรรมอย่างแจ่มแจ้ง เราช่วยเพื่อนเท่าที่ทำได้ ช่วยไม่ได้ก็วาง ให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามวิบากดีร้ายของเพื่อนของเราและของโลกในเวลานั้น พอคิดได้อย่างนี้ก็สบายใจลงมือทำและได้ส่งวีดีโอไปให้เพื่อน สาธุค่ะ

  13. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    10/03/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง : ความช้า
    เหตุการณ์: ผู้เขียนเป็นคนที่ทำอะไรรวดเร็ว เวลาจะทำอะไรก็จะชอบวางแผนไว้คร่าว ๆ ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง สามารถทำอะไรหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลา แต่พอเจอคนทำอะไรช้าก็จะรู้สึกรำคาญมาก วันนี้มีเหตุการณ์ที่ผู้เขียนต้องรอคนอื่นทำอาหารปั่นให้กิน ซึ่งผู้เขียนมีภารกิจต้องไปทำอย่างอื่นอีกหลายอย่าง แต่ก็ได้เตรียมจัดหา และล้างวัตถุดิบ พวกผักผลไม้ไว้ให้เขาเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการเอาไปหั่นและปั่น ผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว ก็ยังไม่ได้กิน ก็เลยรู้สึกเซ็งกับความช้าของเขามาก

    ทุกข์ : รำคาญคนทำอะไรช้า

    สมุทัย : ชอบใจถ้าเขาทำเร็วได้ดั่งใจเรา ไม่ชอบใจถ้าเขาทำให้ช้าไม่ได้ดั่งใจ

    นิโรธ : เขาจะเร็วหรือช้าก็ได้ ใจไร้ทุกข์

    มรรค: กิเลสของผู้เขียนมันไม่ชอบที่ต้องอยู่กับคนที่ทำงานช้า พิรี่พิรัย มีความเป็นระเบียบจัด ทำอะไรเป็นขั้นตอนเกินไป ไม่รู้จักลัดขั้นตอนที่ไม่สำคัญออกไป
    กิเลสมันบอกว่า “ โอ๊ย!!! ผ่านไปชั่วโมงนึงแล้วก็ยังไม่ได้กิน นี่ขนาดว่าจัดการให้หมดแล้วก็ยังจะทำอะไรให้ช้าได้อีก เราทำเสร็จไปตั้งหลายอย่างแล้ว แค่น้ำปั่นแค่นี้ยังไม่ได้กิน เบื่อจริง เริ่มหิวแล้วนะ เมื่อไหร่จะเร็วได้บ้าง” กิเลสมันเพ่งโทษคนอื่นในใจ และก็เผลอตัวไปแว๊บใหญ่ พอได้สติ
    ก็บอกกิเลสกลับไปว่า “จะรีบไปไหน จะให้ใครมาทำอะไรเร็วให้ได้เหมือนที่เราต้องการมันเห็นแก่ตัวเกินไปมั๊ย เขาเป็นแบบนี้ของเขามาตั้งนาน ยังจะไม่ชินอีกเหรอ? อยากได้เร็วดีนัก เลยต้องเจอกับคนที่คนที่ทำอะไรช้า ให้ต้องขัดใจ แล้วเป็นไง!!! สมน้ำหน้า!!! ที่ป่วยนี่ก็เพราะความเร็ว ความเร่งนี่แหละจำไม่ได้รึ เร็วมาเยอะแล้ว ฝึกให้ช้าบ้าง เขามาเตือนให้เราช้าลง ขอบคุณเขาซะ
    ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 58 “ เย้ๆๆ ดีใจจังไม่ได้ดังใจ (วิบากหมด กิเลสตาย ได้กุศล) แย่ๆๆ ซวยแน่เรา เอาแต่ใจ (วิบากเพิ่ม กิเลสพอก งอกอกุศล)”
    ขอบคุณที่เขามาให้เห็นกิเลสตัวนี้ ได้ล้างและได้สลายอัตตาความยึดมั่นถือมั่นว่าถ้าได้เร็วแล้วจะดี พิจารณาแบบนี้แล้วกิเลสสลายไปเลย คลายความรำคาญใจได้ ใจสบายโล่งขึ้น เลิกเพ่งโทษเขาได้

  14. พันธุ์ทิพา นุชทิม (บุญยาใจ)

    เรื่อง อยากทำขนมเทียนแจกพี่น้องวันตรุษจีน

    เมื่อเทศกาลมาถึงความเคยชินว่าต้องกินขนมเทียน ก็เกิดความคิดว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่ย้ายกับมาอยู่บ้านในสวนที่ใกล้กับพี่น้อง ทำไมเราไม่ทำขนมเองล่ะ เพราะเราปลูกต้นกล้วย ใบตองก็มีเยอะ มะพร้าวก็มีและได้ยินพี่สาวบ่นว่า ขนมเทียนแพงจัง ก็เลยเข้าทางเรา ก่อนถึงวันไหว้เราก็ได้ลงมือเตรียมของเพื่อทำขนมเทียนไส้เค็มกับไส้หวาน แต่น้องที่อยู่ด้วยก็บอกว่าอยากทำใส่หวานให้… แล้วเราก็ออกไปทำธุระข้างนอก แต่พอกลับเข้ามา เมื่อตากระทบเห็นใบตองที่เตรียมวงกลมไว้เหลือน้อย แป้งก็เหลือน้อย ในใจเราก็นึกว่า ทำไมทำของเราหมด เกิดอารมณ์โมโห อุเบกขาไม่ทัน จับเวทนาได้ว่า เราเหมือนกล่องข้าวน้อยเลย เราก็มาตรวจดูว่า ทำไมเราเป็นถึงขนาดนั้นแล้วก็มีเสียงกระซิบว่า (กิเลส) เค้าคงชอบกินไส้หวานแน่ๆเลย พอมานับดูไส้หวานได้ 60 ลูก ส่วนเราทำไส้เค็มได้แค่ 9 ลูกเอง

    ทุกข์ : ทุกข์ใจ โมโห โกรธ ไม่พอใจที่วัตถุดิบเหลือน้อย จึงได้ทำขนมไส้เค็มน้อย
    สมุทัย : (เหตุแห่งทุกข์) จิตที่มีความอยากและยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าได้ทำขนมไส้เค็มมากๆจะพอใจ สุขใจ แต่พอได้ทำขนมไส้เค็มน้อย ไม่สมดังใจก็เลยทุกข์ใจ

    นิโรธ : (สภาพจิตที่พ้นทุกข์) เราจะได้ทำขนมไส้เค็มมากๆก็ได้ น้อยก็ได้ เราจะไม่ทุกข์ใจเพราะทุกข์เหตุการณ์มาตามวิบากดีร้ายของเราและผู้ที่เกี่ยวข้อง

    มรรค : (วิธีปฏิบัติเพื่อพ้นจากทุกข์ใจ) พิจารณาให้เห็นถึงโทษภัยของจิตที่ไปยึดมั่นถือมั่นจะเอาให้ได้ดังใจทำให้เราทุกข์ใจ ไม่สบายใจและไปคิดไม่ดีกับน้อง ทำให้ไปก่อบาป เพิ่มวิบากร้ายให้ตนเองมากขึ้นอีก ถ้าเราทำลายความยึดมั่นถือมั่นได้ เราก็ไม่ต้องไปก่อวิบากร้ายเพิ่ม ชีวิตก็จะปลอดภัยขึ้น ใจก็จะเป็นสุข พิจารณาให้เข้าใจเรื่องกรรม ว่ามันคือวิบากกรรมเราเคยทำให้ผู้อื่นผิดหวัง จากการไม่ได้ดังใจ ใช้บททบทวนธรรม เช่น เย้ เย้ เย้ ดีใจจังไม่ดังใจ การกระทำเดียวกันมีเหตุผลในการกระทำกว่าล้านเหตุผล ต้องระวัง อคติ เราเคยทำเช่นนั้นมามากกว่านั้น รับแล้วก็จบดับไป เราก็จะโชคดีขึ้น ความโกรธก็จางคลายลง

  15. ชนกนันท์ ฉัตรทอง (น้อมแสงศีล)

    ทุกข์ใจ..ที่ไม่มีเวลาส่งการบ้าน
    สมุทัย..ชอบสภาพที่ได้มีเวลาส่งการบ้าน ชังสภาพที่ไม่ได้ส่งการบ้าน
    นิโรธ..ไม่ชอบ ไม่ชัง ใจไร้ทุกข์ ไม่ยึดมั่นถือมั่น จะได้ส่งการบ้านทัน หรือทำส่งการบ้านไม่ทันตามกำหนด ใจไร้ทุกข์ก่อน
    มรรค..ตั้งศีลเพิ่มในการต่อสู้กับกิเลสตัวขี้เกลียด ตั้งศีลทึ่จะเคี่ยวอาหารให้ละเอียดมากขึ้น การตั้งศีลจะเพิ่มปัญญา มีวิธีหาทางออก กับปัญหาที่มีเข้ามา ถ้าทำการบ้านส่งเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น ก็ให้โอกาสตัวเองได้ทำสิ่งที่ถูกต้องเท่าที่จะทำได้ ตามฐานของตัวเอง ได้นำบททบทวนธรรมมาใช้เรื่อง พร่องแต่ทันการ ดีกว่าสมบูรณ์แต่ไม่ทันใช้ (สาธุ)

  16. ชนกนันท์ ฉัตรทอง (น้อมแสงศีล)

    ทุกข์ใจ..ทุกครั้งที่เจอเพื่อนรุ่นพี่จิตอาสาที่สนิทกัน พูดและเพ่งโทษผู้อื่น เป็นประจำ
    สมุทัย..ชอบสภาพที่เพื่อนไม่พูดเพ่งโทษผู้อื่น ชังสภาพที่ต้องมาฟังเพื่อนเพ่งโทษผู้อื่น
    นิโรธ..ไม่ชอบ ไม่ชัง เพื่อนจะมาพูดให้เราฟังเรื่องการเพ่งโทษผู้อื่น เราก็จะไม่ทุกข์ เมื่อเพื่อนพูดเพ่งโทษ เราก็เมตตา อุเบกขา ทำใจในใจ เมตตาจิต “ขอให้เพื่อนคิดดีได้เร็วๆนะ ขอให้เพื่อนคิดถูกต้องได้เร็วๆนะ”
    มรรค..ใช้ญาณ๗พระโสดาบัน ในการสำนึกผิด ยอมรับผิด เพราะเราเคยทำมา เคยส่งเสริมมา ตั้งศีลเพิ่มนับแต่บัดนี้ เราจะไม่เพ่งโทษโกธร ว่าร้ายผู้ใดอีกต่อไป ใช้บททบทวนธรรมข้อ ๑๒๘,ถ้าเราสอนเขาให้ดีขึ้นไม่ได้ ก็ไม่ต้องสอน!!แสดงว่า ณ,เวลานั้น เราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา ก็ให้”สัตบุรุษของเขา”หรือให้ “ทุกข์ของเขา” สอนแทน!!! (สาธุ )

  17. ชนกนันท์ ฉัตรทอง (น้อมแสงศีล)

    ทุกข์ใจ…ที่เห็นเพื่อนจิตอาสาท่านหนึ่งในครัวทำอาหารเอง ไม่ค่อยกินอาหารในตู้กลาง
    สมุทัย..ชอบสภาพที่เพื่อนกินอาหารเหมือนจิตอาสาด้วยกันในตู้ ชังสภาพที่เห็นเพื่อนจิตอาสาทำอาหารกินเอง
    นิโรธ..ไม่ชอบ ไม่ชัง จะเห็นว่าเพื่อนกำลังทำอาหารกินเองก็สุขใจ เพื่อนจะไม่กินอาหารในตู้ก็สุขใจ
    มรรค..มองเห็นในส่วนดีของเพื่อนจิตอาสาที่เห็นท่านได้บำเพ็ญในงานด้านอื่นๆที่เป็นประโยชน์ ถึงท่านจะทำอาหารตามชอบกินเอง อาหารก็เป็นประโยชน์ต่อตัวท่าน เป็นอาหารสุขภาพ เข้าใจที่ท่านต้องทำอาหารกินเอง และ ได้ใช้บททบทวนธรรมข้อ๒,เราต้องรู้ว่า แต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน เราจึงควรประมาณการกระทำ ให้เหมาะสมกับฐานจิตของเราและฐานจิตของผู้อื่น”คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อน”ดีที่สุด

  18. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ความไม่ชอบเห็นคนอื่นทุกข์
    ช่วงนี้ที่ทำงานเป็นช่วงที่คนแก่ที่เราดูแลนั้น พวกท่านทั้งหลายร่างกายอ่อนแอมาก การเคลื่อนไหวของร่างกายไม่เป็นไปตามที่ใจท่านต้องการ ก็เลยทำให้มีอุบัติเหตุขึ้น หมอก็ไม่สามารถรักษาได้นั่นคือต้องรอวันตายด้วยความทุกข์ทรมาน ตัวเองเวลาเข้าไปดูแลท่านเหล่านี้ก็มีความรู้สึกหดหู่ใจต่อสิ่งที่เห็น อยากให้ท่านวางร่างของท่านเร็ว ๆ

    ทุกข์ รู้สึกหดหู่ใจ เมื่อเห็นคนอื่นทุกข์ทรมาน

    สมุทัย ไม่ชอบเห็นคนอื่นทุกข์ทรมาน อยากให้ท่านวางร่างเร็ว ๆ ถ้าท่านวางร่างเร็วจะสุขใจ

    นิโรธ ท่านจะวางร่างเร็วหรือช้าก็ไม่ทุกข์ใจ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรม

    มรรค เข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่า ทุกคนเกิดมาก็มีกรรมเป็นของของตน ดีก็ตามชั่วก็ตามผู้นั้นต้องได้รับผลกรรมของตน ส่วนเรานั้นก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แล้วท่านจะวางร่างตอนไหนนั้นต้องให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของท่าน เราไปอยากให้ท่านวางร่างเร็วเพราะไม่อยากเห็นท่านทรมาน เป็นความโง่ของเรา เป็นการผิดศีลเบียดเบียนตนเอง ทำให้ใจหดหู่ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปทุกข์ใจ ความทุกข์ใจไม่ได้แก้ปัญหา มีแต่เพิ่มปัญหา สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องดับไป จะทุกข์ใจไปทำไมเบิกบานแจ่มใสดีกว่า

  19. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    11/03/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง : สงสารญาติ

    เหตุการณ์: ญาติของผู้เขียนเล่าให้ฟังว่า เขาอนุญาญาติให้ลูกพี่ลูกน้องของเขามาอยู่ที่บ้านหลังเก่าซึ่งเป็นบ้านว่างไม่มีใครอยู่ เพราะสงสารที่น้องไม่มีที่อยู่ พร้อมกับอนุญาติให้ใช้ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้าน เช่น ตู้ เตียงนอน พัดลม จานชาม โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ โดยไม่คิดค่าเช่าใด ๆ เลยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อไม่นานมานี้ ญาติคนนี้ก็ตัดสินใจประกาศขายบ้านหลังนั้นเพราะตนเองย้ายไปอยู่กับลูก ๆ ที่ต่างจังหวัดมาหลายปีแล้ว ไม่อยากเก็บบ้านหลังนี้ไว้ให้เป็นภาระ จึงแจ้งกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้ให้เตรียมตัวหาที่อยู่ใหม่ โดยให้เวลาเขาพอสมควร จนกระทั่งถึงวันที่ต้องมาโอนบ้าน ก็พบว่าข้าวของเครืองใช้ที่มีอยู่เดิมถูกขนออกไปจนหมดเกลี้ยง เหลือแต่บ้านว่าง ๆ มิหนำซ้ำเขายังไปเล่าเรื่องใส่ร้ายเสีย ๆ หายๆ ญาติผู้เขียนให้คนอื่นฟังด้วยความโกรธที่ว่าให้เขาย้ายออกจากบ้าน จนเกิดความเข้าใจผิดกันเป็นวงกว้าง ญาติเสียความรู้สึกกับเหตุการณ์นี้มาก จึงมาเล่าให้ผู้เขียนฟัง ผู้เขียนรู้เรื่องราวนี้มาตั้งแต่ต้น อีกทั้งก็รู้จักคนที่ญาติพูดถึงเพราะเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ก็รู้สึกโกรธแทนญาติ คิดว่าเขาไม่น่าทำแบบนี้เลย

    ทุกข์ : โกรธแทนญาติ

    สมุทัย : ชอบใจถ้าเขาไม่เอาข้าวของ ของญาติเราไป ไม่ชอบใจที่เขาเอาของญาติเราไปจนหมดเกลี้ยง

    นิโรธ : เขาจะเอาของของญาติเราไปหรือไม่เอาไปก็ได้ ใจไร้ทุกข์

    มรรค: พอได้ฟังเรื่องราวจากญาติก็รู้สึกโกรธคนนั้นมาก แล้วก็แอบด่าเขา(ในใจ) ว่า “คนอะไรไม่รู้จักสึกนึกบุญคุณคน เขาให้อยู่บ้านฟรี ๆ มาตั้ง 20 ปี จนลืมคิดว่าเป็นสมบัติของตนไปเสียแล้ว เนรคุณจริง ๆ “
    แล้วผู้เขียนก็เผลอหลุดปากไปพูดแนะนำญาติไปว่า “ไปทวงคืนเลย ดูสิจะทำหน้ายังไง” (ด้วยความขาดสติ)
    พอพูดเสร็จก็นึกขึ้นมาได้ว่า “ เอ๊ะ! เราไม่น่าไปพูดแนะนำเขาแบบนี้เลย ดูซิ!! แทนที่จะแนะนำเขาดี ๆ ให้เขาเลิกโกรธ เลิกพยาบาท ดันไปเติมเชื่อไฟเสียนี่ ชั่วจริง ๆ เลยนะเรา”
    ผู้เขียนรู้สึกสำนึกผิดที่เราเผลอทำชั่วไปโดยไม่ทันยั้งคิดในช่วงแรก และก็คิดว่าเรานี่โง่จริงๆ เขามีวิบากของเขาที่ต้องรับ แล้วยังจะพาตัวเองไปร่วมวิบากกับเขาอีก อยู่ดี ๆ ก็หาเรื่องซวยให้ตัวเองแท้ ๆ จึงสำนึกผิดที่ล่วงเกินลูกพี่ลูกน้องของญาติด้วยทางวาจา และใจ ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 50 ” อดีตที่ผิดพลาดให้สำนึก ปัจจุบันที่ผิดพลาดจากกิเลสหรือจากการประมาณที่ไม่พอเหมาะให้แก้ไข”
    และก็คิดต่อไปว่าเราจะช่วยญาติยังไงให้เขาคลายทุกข์ได้ จึงไปเปิดบททบทวนธรรม และส่งไปให้เขาได้อ่านเพื่อเตือนสติเขา (ญาติคนนี่เคยติดตามฟังอาจารย์หมอเขียวมานานหลายปีแล้ว) โดยใช้บทที่46 “ เกิดอะไร จงท่องไว้ กู-เรา-ฉัน ทำมา”
    และข้อที่ 20 “เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา โลกนี้ไม่มีใครผิดต่อเรา เราเท่านั้นที่ผิดต่อเรา คนอื่นที่ทำไม่ดีนั้นเขาผิดต่อตัวเขาเองเท่านั้น และเขาก็ต้องได้รับวิบากร้ายนั้นเอง เขาจึงไม่ได้ผิดต่อเรา แต่เขานั้นผิดต่อตัวเขาเอง ถ้าเรายังเห็นว่าคนที่ทำไม่ดีกับเรา เป็นคนผิดต่อเรา แสดงว่า เรานั่นแหละผิด อย่าโทษใครในโลกใบนี้ ผู้ใดที่โทษผู้อื่นว่าผิดต่อตัวเรา จะม่มีทางบรรลุธรรม นี่คือคนที่ไม่ยอมรับความจริง เพราะไม่เข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่า ทุกสิ่งทุกอย่งที่ทุกคนได้รับล้วนเกิดจากการกระทำของตนเองเท่านั้น เมื่อรับผลดีร้ายจากการกระทำแล้ว ผลนั้นก็จบดับไป และสุดท้ายเมื่อปรินิพพาน ทุกคนก็ต้องสูญจากทั้งดีและร้ายไป ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของใคร เพราะทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดับไป จึงไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นกับอะไร”
    พิจารณาแบบนี้แล้ว ใจก็สบายขึ้น ความโกรธก็สลายไป

  20. อรอุมา ภูบังดาว

    เรื่อง เหยียบลูกแมวตาย
    เหตุการณ์ : ตอนเช้าก่อนไปทำงานได้ขับรถเหยียบลูกแมวตายทั้งหมด 4 ตัว เนื่องจากลูกแมวมาเล่นอยู่บริเวณบังโคลนด้านบนล้อรถ ด้วยความรีบเร่งไปทำงานไม่ได้ดูให้ดีทำให้เยียบลูกแมวตาย 4 ตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ

    ทุกข์ : เศร้าใจ ทุกข์ใจที่เหยียบลูกแมวตาย
    สมุทัย : ยึดว่า ถ้าลูกแมวไม่ตายจะสุขใจ พอลูกแมวตายจึงเศร้าใจ ทุกข์ใจ
    นิโรธ : ลูกแมวจะตายหรือไม่ตาย ก็สุขใจ ไม่เศร้าใจ ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค: ยินดีและเต็มใจรับสิ่งที่ได้พลาดทำผิดไปโดยพิจารณาด้วยบททบทวนธรรมข้อที่ 22 ถ้าใครมีปัญหาหรือความเจ็บป่วยในชีวิต ให้ทำความดี 4 อย่างนี้ ด้วยความยินดีจริงใจ จะช่วยให้ปัญหาหรือความเจ็บป่วยลดลง ได้เร็ว 1. สำนึกผิดหรือยอมรับผิด 2.ขอรับโทษเต็มใจรับโทษ 3. ตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดีอันนั้น 4. ตั้งจิตทำความดีให้มากๆ คือลดกิเลสให้มากๆ เกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มากๆ สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากวิบากกรรมเขาวิบากกรรมเราร่วมกันมา หากไม่ชดใช้กันในวันนี้ก็ต้องชดใช้กันในวันหน้า และยอมรับวิบากกรรมที่เกิดขึ้นจากการที่เราเหยียบแมวตาย และทำใจยอมรับวิบากที่เราก่อ ตั้งจิตทำความดีต่อไปเพื่อลดวิบากร้าย และสำรวจศีลของตน ว่าตนเองได้พร่องศีลทำให้วิบากตามทันและทำให้เกิดทุกข์ใจได้ถึงเพียงนี้ จึงตั้งจิตเพิ่มศีลของตนเอง และจะเพียรลดกิเลสให้มาก เมื่อพิจารณาได้แล้วใจรู้ศึกโปร่งโล่ง ไม่รู้ศึกเศร้าใจ เพราะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

  21. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง เหตุการณ์จริง

    ช่วงนี้แถวบ้านหมาตายหลายตัวไม่ทราบสาเหตุ ก่อนตายมีลักษณะเหมือนกัน มีเลือดออก น้ำลายฟูมปากและชัก ลูกน้องบอก หมากินขนมที่คลุกยาเบื่อหนูที่สวนน้องชาย

    ทุกข์ : สะเทือนใจ เมื่อรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    สมุทัย : ชอบ ที่ไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ชัง ที่น้องทำเหตุการณ์นี้ขึ้นจนเป็นเหตุให้หมาตาย

    นิโรธ : น้องจะใส่ยาเบื่อหนู จนทำให้หมาไปกินแล้วตาย ก็ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค : คิดได้ว่า กำลังจะทำนาชาวบ้านแล้วนะ รีบหันมาดูใจตัวเอง ยอมรับความจริงที่ เราไม่สามารถควบคุมหรือกำหนดน้องให้ทำหรือไม่ให้ทำแบบนั้น แบบนี้ได้ ในเมื่อเขาทำผิดแล้ว กรรมเป็นของเขา เขาก็ต้องรับกรรมนั้นเอง รับแทนกันไม่ได้ เราจะทุกข์แทนเขาก็ไม่ได้ จึงมาทำความผาสุกที่ตนด้วยบททบทวนธรรมข้อ 89 ที่ว่า”ในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ ไม่มีอะไรที่เรากำหนดได้ นอกจากใจที่ไม่ทุกข์ของเราเท่านั้น”พร้อมทั้งเข้าใจน้องที่ทำแบบนั้นเพราะเขาไม่เข้าใจชัดเรื่องกรรม ตามบททบทวนธรรมข้อ 105 คือ”ผู้ที่เข้าใจ เชื่อ และ ชัด เรื่องกรรม จะไม่ทำชั่ว จะทำแต่ดี ผู้ที่ไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ ไม่ชัด เรื่องกรรม จะทำชั่ว” หลังจากได้พิจารณาชัดแล้ว ความสะเทือนใจจางคลายแล้วหายไปใจผาสุกในที่สุด
    สรุป หลังจากใช้บททบทวนธรรมมาพิจารณาจนเข้าใจ สุดท้ายใจก็ผาสุก

  22. นางสาวศิริรักษ์ พรมเล็ก

    11 มีนาคม 2564
    ชื่อ นางสาวศิริรักษ์  พรมเล็ก ชื่อเล่น  ป้าแต๋ว
    ชื่อทางธรรม  เกษตรศิลป์
    จิตอาสาสวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง   ทุกข์ใจที่พี่สาวไม่ทำตามความคิดเรา
         ช่วยทำสวนผลไม้ให้พี่สาว   ช่วงนี้ฝนหยุดตก ทำให้ต้นไม้ขาดน้ำ ภายในสวนมีลำธารแยกเป็นสองส่วน ฝั่งหนึ่งปลูกทุเรียนมีสระน้ำใช้อยู่ แต่อีกฝั่งปลูกมะพร้าวไม่มีน้ำใช้ พี่สาวต้องการขุดบ่อบาดาลและตั้งแท็งก์น้ำ ส่วนเราต้องการดึงน้ำที่อยู่คนละฝั่งมาใช้ เมื่อมีความเห็นขัดแย้งกัน ทำให้ทุกข์ใจ ขุ่นใจ กังวลใจ คิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการใช้น้ำที่มีอยู่ในสวนให้เต็มที่ก่อน ถ้าหากขาดน้ำจรืง ๆ เมื่อไหร่ ก็ค่อยขุดบ่อบาดาล

    ทุกข์   ทุกข์ใจที่พี่สาวไม่ทำตามความคิดเรา

    สมุทัย  ชอบ เขาทำตามความคิดเรา  ชัง เขาไม่ทำตามความคิดเรา
              
    นิโรธ  เขาจะทำตามความคิดเรา หรือไม่ทำตามความคิดเราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : กลับมาทบทวนตัวเองว่าทำไมต้องให้คนอื่นคิดแบบเดียวกับเรา เพราะการที่คนเราจะมองเห็นอะไรมุมเดียวกันทุกเรื่อง ย่อมเป็นไปไม่ได้  ความคิดของเขา ก็ต้องเป็นของเขา  ความคิดของเราก็ย่อมเป็นของเรา ที่สำคัญ เราซ่อนความคิดในความหวังดีกับเขาบนอัตตาของเราหรือเปล่า  เราบอกว่า เราหวังดีกับเขา ไม่อยากให้เขามีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่เราบังคับให้เขาฟังเรา และเชื่อในความคิดของเรา แล้วเราได้อะไร ได้อัตตาที่โตขึ้นใช่ไหม ใจก็คิดว่า เลิกโง่ให้อัตตาได้แล้ว สอนใจว่า ไม่มีใครถูกใครผิด แต่ที่ถูกแน่ ๆ  คือการวางใจให้เป็น ไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วเราก็จะสบายใจ
         พิจารณาอย่างนี้แล้ว ได้สำรวจใจพบว่า ความขุ่นใจ กังวลใจได้สลายไป เหลือแต่ความโล่งใจ ความสบายใจแทน

    บททบทวนธรรม ที่นำมาใช้ในการล้างกิเลสครั้งนี้

    ข้อ 84   ล้างความยึดมั่นถือมั่นของใจได้สำเร็จ คือ ความสำเร็จที่แท้จริง

  23. 11  มีนาคม  2564
    ชื่อ นางสาวิตรี มโนวรณ์
    ผู้บำเพ็ญคบคุ้น สวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง  ไม่ชอบใจ คนไม่มีมารยาท

            วันนี้ที่ทำงานมีการประชุมมีพี่จากกลุ่มการเงิน บอกปัญหาในการทำงานของกลุ่ม แต่หัวหน้าในที่ประชุม ฟังแล้วยังไม่เข้าใจ ขณะที่พี่เขากำลังพยายามอธิบาย พี่อีกกลุ่มงานก็พูดแทรกขึ้นในที่ประชุมว่าขออธิบายให้ฟังเองได้มั้ย ว่าแล้วพี่เขาก็อธิบายเอง

    ทุกข์   ไม่ชอบใจ คนไม่มีมารยาท
        
    สมุทัย  ชอบ คนมีมารยาท
    ชัง  คนไม่มีมารยาท

    นิโรธ  ใครจะมีมารยาท หรือไม่มี ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค
    ได้ตั้งศีลที่จะไม่ไปจัดการบงการ คิดแทน ยัดเยียดความคิดของตัวเองให้กับชีวิตคนอื่น  (ด้วยคาถา” อย่าเสือ…ก”)

    เหตุการณ์ในที่ประชุม  กิเลสมันไม่ชอบใจว่า  พี่เขาไม่ควรไปแย่งพี่อีกคนพูดเขากำลังพยายามอธิบาย  แล้วเรื่องที่ไปขออธิบาย  ก็ไม่ใช่งานของกลุ่มตัวเอง พี่ที่ถูกแย่งพูด จะรู้สึกยังงัย

    ได้เห็นความคิดของกิเลสตอนนั้น (คาถา” อย่าเสือ…ก” ผุดขึ้นมาก่อนเลย) สวนกลับกิเลสว่า แล้วมันเรื่องอะไรของเอ็ง   เอ็งมีมารยาทนักเหรอ ไปคิดแทนเขา ไปเพ่งโทษเขา ใช่หน้าที่มั้ย ที่ไปจับกิเลสคนอื่น ต้องมาจับกิเลสตัวเองนี่  และตอกย้ำลงไปอีกด้วยคาถา” อย่าเสือ…ก”

    อาการ อึดอัด ไม่ชอบใจในการกระทำของคนอื่นได้หายไปอย่างรวดเร็ว

    บททบทวนธรรมที่นำมาพิจารณา
    ข้อ  6 การกระทำเดียวกัน มีเหตุผลในการกระทำกว่าล้านเหตุผล ต้องระวัง “อคติ หรือ ความเข้าใจผิด จากการคาดเดาที่ผิดของเรา

  24. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    เรื่อง ทุกข์ใจเพราะเราอยากได้ดีจากพี่ชาย
    เนื้อเรื่อง ได้ซื้อที่ดินและให้เงินพี่ชายไปสร้างบ้านให้ แล้วพี่ชายมาขออยู่บ้านผมแล้วก็มีการต่อเติม บ้านให้ผม แล้วก็บอกว่าจะขออาศัยบ้านเพื่อเก็บของแต่ก็อยู่มาตั้ง 18 ปีแล้วบอกว่าจะซื้อมาหลายปีก็ไม่ยอมจ่ายเงินให้กับผม

    ทุกข์ น้อยใจพี่ชายที่คุยกันไม่รู้เรื่อง

    สมุทัย ชอบที่พี่ชายคุยรู้เรื่องชังที่พี่ชายคุยกันไม่รู้เรื่อง

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังว่าพี่ชายจะคุยรู้เรื่องเข้าใจเราหรือไม่เข้าใจเรา ก็สุขใจไร้กังวล

    มรรค มาพิจารณาว่าเราอยากได้อะไรจากพี่ชาย

    มาร พี่ชายเป็นคนโลภมาก บ้านก็ให้ อยู่ตั้งหลายปีแถมจะมาเอาบ้านเราฟรีๆ อีก

    เรา ชาตินี้พี่ชายโลภ แต่ชาติที่แล้วเราน่าจะโลภมากกว่าพี่ชายจึงดลใจให้พี่ชายมาทำกับเรา

    มาร พี่ชายคุยกับเราไม่รู้เรื่องเพราะว่ามีแต่ความโลภจะซื้อบ้านเราแต่ไม่ยอมจ่ายเงิน

    เรา มาร ที่อยู่ในตัวเราตอนนี้ที่อยากได้สิ่งดีๆ จากพี่ชายนี่แหละที่คุยกันไม่รู้เรื่องตัวนี้แหละคือตัวโลภจะเอาจากพี่ชาย ไอ้กิเลสร้ายทำให้

    เราเครียดกับเรื่องพี่ชายเลยคิดไม่ออกว่าจะคุยอย่างไรดีพี่ชายถึงจะเข้าใจเรา มีความกลัวพี่ชายจะทำร้ายมีความกังวลเลยทำให้สมอง

    ตื้อคิดอะไรไม่ออก ก็เลยมาบอกกับใจตัวเองว่าเราจะไม่ส่งเสริมคนโลภแต่เราก็ไม่มีวาทะกับใคร จะพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่าเราต้องการที่จะขายบ้านพี่ชายจะจ่ายเงินว่าอย่างไร และเข้าใจกลียุคพ่อ แม่ พี่น้องจะฆ่ากัน

    พอพิจารณาแบบนี้ ทำให้ความเครียดลดลง และเข้าใจกรรมเรา ที่เคยทำชั่วมา และเข้าใจกรรมพี่ชายที่ทำไม่ดีกับเรา (พี่ชายเสียสละมาแสดงสิ่งชั่วของเราให้ดู) แต่เราก็ทำกรรมใหม่โดยการบอกกับพี่ชายไปว่า พี่ชายทำเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ก็คิดแบบนี้ทำให้กิเลสในตัวผมลดความกลัวลงและกล้ายอมรับความจริงว่าใครทำผิดศีลก็ต้องได้รับทุกข์ใครทำถูกศีลก็ต้องกล้าพูดความจริงต่อหน้ากันตรงกับ บทธข้อที่ 43 ทำร้ายเขามาตั้งมากตั้งมายยังมีหน้ามาโกรธมาเกลียดเขาอีก มันชั่วเกินไปแล้วเรา

  25. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์

    ของไม่มาส่งสักที
    สั่งสว่านไฟฟ้าทางออนไลน์ไปประมาณ 5 วันแล้วยังไม่มาส่งสักที ปกติ 3 วันก็จะได้รับของแล้ว ตรวจดูในระบบติดตามสินค้าก็พบว่าทางร้านค้าส่งออกมาแล้ว แต่ก็วนอยู่ระหว่างจัดส่งที่ยังไม่มาถึง รอถึงตอนเย็นทุกวันเนื่องจากให้ส่งมาที่ทำงาน จนมาเมื่อวานก็รอแต่ก็ยังไม่มา ช่วง 6 โมงเย็นมีคนส่งของโทรมาบอกมีของมาส่ง แต่เราไม่อยู่แล้วปิดร้านแล้ว มาเย็นเกินให้มาส่งใหม่อีกวัน

    ทุกข์ : ร้อนใจ เร่งรีบ

    สมุทัย : ต้องการจะใช้สว่านมาทำงาน กะเวลาในการสั่งแล้วว่าน่าจะประมาณไม่เกิน 3 วันจะได้ของ คิดว่าการได้สว่านอันใหม่มาทำงานจะทำงานได้สะดวกขึ้น มีการตั้งความหวังไว้ล่วงหน้า

    นิโรธ : จะได้รับของตอนไหนก็ไม่ทุกข์ จะเร็วก็ได้ จะช้าก็ได้ ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ใจร้อน ใจไร้ทุกข์ดีที่สุด

    มรรค : เราจะได้รับอะไรหรือไม่ได้อะไรก็สมบัติของเราทั้งนั้น เพราะเราทำมา จะไปได้สิ่งที่เราไม่ได้ทำมาเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ จะไปได้อะไรเร็วกว่าที่เป็นจริงเป็นไปไม่ได้ การไปใจร้อนอยากได้ อยากให้เกิดดีเร็ว ๆ เป็นการทำให้ใจเป็นทุกข์ เกิดความเสียหายมากกว่า ไม่ต้องไปมีตัณหาล้ำหน้า อยู่กับปัจจุบันดีที่สุด ทำเท่าที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้แปลว่ายังไม่ถึงเวลา ให้วางใจ ใจเย็น

    พอพิจารณาได้ตามข้างต้น ก็รู้สึกเบาสบายขึ้น วางใจได้ ของจะมาเมื่อไรก็เมื่อนั้น มาเมื่อไรก็ทำงานเมื่อนั้น ทำดีที่ทำได้

  26. ศิรินภา คำวงษ์ศรี

    เรื่อง ปัญหาขยะและการแยะขยะ

    ได้เห็นภาพข่าวเรื่องปัญหาขยะที่ภูเขา ที่ทางพี่น้องจิตอาสาได้ส่งเข้ามาในกลุ่มไลน์
    พอได้เห็นแล้ว เกิดผัสสะและกิเลสทันที กิเลสความชังพฤติกรรมการไม่แยกขยะมาครอบงำจิตใจโดยฉับพลัน

    ทุกข์: รู้สึกผิดหวังและสงสัยสาเหตุของปัญหาการไม่แยกขยะ

    สมุทัย: มีความยึดมั่นถือมั่นว่าทุกคนต้องมีจิตสำนึกในการแยะขยะ โดยเฉพาะกับนักปฏิบัติธรรม และอยากรู้สาเหตุของพฤติกรรมการไม่แยะขยะ

    มีความคาดหวังกับนักปฏิบัติธรรมมากกว่า ผู้คนภายนอกทั่วไป ยึดว่าการแยกขยะเป็นสิ่งที่ดี และเป็นสิ่งที่แม้แต่ผู้คนภายนอกยังต้องทำ เป็นสิ่งที่ปกติธรรมดาที่ประชาชนที่ดีต้องพึงทำ แต่พอทราบว่านักปฏิบัติธรรมบางท่านไม่ให้ความร่วมมือกับทางส่วนกลาง เรามีอาการชังพฤติกรรมนี้ และกิเลสก็อยากทราบว่าทำไม? ทำไม? ท่านๆมีเหตุผลอะไรถึงไม่ช่วยกัน? ท่านติดเรื่องอะไรหรือ? ทำไมทำให้ส่วนกลางต้องรับภาระนี้?

    นิโรธ: ใครจะแยกขยะก็ได้ ไม่แยกขยะก็ได้ จะเป็นนักปฏิบัติธรรมก็ได้ ไม่เป็นนักปฏิบัติธรรมก็ได้ แต่ละท่านจะมีเหตุผลอะไรก็ได้ เราไม่มีหน้าที่ไปก้าวก่าย ให้เราพิจารณากิเลสที่ตนเองก็พอ

    มรรค: พิจารณาอาการชังและความสงสัยที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ต่างๆที่เรารับรู้ เป็นเครื่องมือให้ได้อ่านใจและล้างใจ
    ก่อนหน้าที่จะมาเจออาจารย์หมอเขียว เราไม่เคยแยกขยะเลย ไม่เคยมองเห็นความสำคัญเลย
    จนมาได้บำเพ็ญฐานขยะในค่ายสุขภาพของอาจารย์ จึงได้มองเห็นความสำคัญ สำนึกผิดที่เคยเห็นแก่ตัว ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสร้างภาระให้ผู้อื่น
    ถึงตอนนี้จะสามารถตระหนักเรื่องการแยกขยะได้แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญในการปฏิบัติธรรมของเราคือ การได้เข้าใจผู้อื่น ได้ยอมรับว่าทุกสิ่งที่เราเห็น รับรู้ และสัมผัสสัมพันธ์นั้น เป็นสิ่งที่เราได้ทำมา เราทำมากๆๆจริงๆ
    ถ้าเราชังพฤติกรรมของผู้อื่น ก็แปลว่า เรานั้นชังตัวเอง ไม่เข้าใจตนเองด้วย
    พฤติกรรมการไม่แยะขยะของเราในสมัยก่อนนั้น จริงๆแล้วเราก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายทำลายโลก แต่ด้วยความขาดความรู้ความเข้าใจและผลกระทบที่แท้จริงจากการไม่แยกขยะ เราไม่เคยได้ถูกสอนจากคนในครอบครัวหรือเป็นวัฒนธรรมที่เราทำกันจนเป็นนิสัย
    ถ้าเราไม่ได้มาบำเพ็ญฐานขยะที่ค่ายของอาจารย์หมอเขียว เราก็คงยังเป็นบุคคลที่ไม่ยอมแยกขยะอยู่เป็นแน่แท้
    ทุกครั้งที่เราได้พบเจอพฤติกรรมการไม่แยกขยะ ให้เราสำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม ที่ได้เคยเป็นแรงเหนี่ยวที่ไม่ดีมา เราก็เป็นสาเหตุของขยะทุกกองบนโลกใบนี้ เราต้องใช้หนี้ที่เคยทำ
    การเพ่งโทษและสงสัยในพฤติกรรมของผู้อื่น มีแต่จะสร้างวิบากร้ายให้กับตนเอง และเป็นแรงเหนี่ยวในการโทษผู้อื่นให้กับโลกใบนี้อีก
    เราเลยนึกถึงคำที่พ่อเฒ่าสมณะโพธิรักษ์ ท่านได้กล่าวว่า “เคร่งครัดที่ตน ผ่อนปรนที่ผู้อื่น”
    เรามัวแต่มองกิเลสของผู้อื่น จนลืมมองข้อบกพร่องของตนเองที่ยังมีมากมายให้ต้องล้างต้องแก้

  27. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    เรื่อง คนสองโลก

    วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม 2564 มีเพื่อนจากกรุงเทพฯ มาทำงานที่ภูเก็ต ช่วงเย็นเขานัดเราออกไปพบปะสังสรรค์กันตามประสาเพื่อนเก่าเหมือนที่ผ่าน ๆ มา แต่เราไม่กินอาหารมื้อเย็นแล้ว และไม่ได้ออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารนอกบ้านมานานหลายเดือนแล้วด้วย รู้สึกลำบากใจอยู่บ้างที่ต้องออกไปพบเพื่อนในสถานการณ์แบบนี้ แต่จะทำใจตัดรอนไม่ใส่ใจเพื่อนก็ยังทำไม่ได้ จึงต้องออกไปอย่างฝืน ๆ ใจนิดหน่อย ไปถึงก็สั่งน้ำดื่มสมุนไพรมานั่งดื่ม พูดคุยกับเพื่อนไปตามเรื่องที่เขาสนใจ เพื่อน ๆ ได้สั่งอาหารมากินกันตามปกติ ส่วนเราก็กินแต่น้ำเท่านั้น เพื่อนคิดว่าเรางดอาหารเย็นตามสูตรการกินเพื่อสุขภาพ (IF) เราอธิบายว่ากินตามหลักที่พระพุทธเจ้าสอน ทำให้เพื่อนคิดไปถึงการบำเพ็ญทุกรกิริยา

    นั่งคุยกันไปได้สักประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็ขอตัวกลับบ้านก่อน เพราะต้องกลับมาบันทึกเทปรายการ “อริยสัจขจัดมาร” หลังจากบันทึกเทปรายการเสร็จ เราก็สนทนาธรรมกับพี่น้องจิตอาสาฯ ต่อจนถึงเวลาสามทุ่มกว่าจึงเข้านอน

    ทุกข์ – อึดอัดใจอยู่บ้างที่ต้องออกไปนั่งคุยกับเพื่อนที่ร้านอาหาร และไม่สามารถอธิบายให้เพื่อนเข้าใจได้ว่าทำไมเราจึงไม่กินอาหารมื้อเย็น

    สมุทัย – อยากอธิบายให้เพื่อนเข้าใจว่าทำไมเราจึงไม่กินอาหารมื้อเย็น มีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ว่า ถ้าเพื่อนเข้าใจได้เราจะสบายใจ ถ้าเพื่อนไม่เข้าใจเราจะไม่สบายใจ

    นิโรธ – เพื่อนจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เราก็สบายใจ ยินดี พอใจ ไร้กังวล

    มรรค – ทำใจในใจให้เห็นชัดในความอยากแบบยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องให้เพื่อนเข้าใจถึงจะสบายใจ ถ้าเพื่อนไม่เข้าใจก็จะไม่สบายใจ ความคิด (สังกัปปะ) อย่างนี้เป็นความหลงผิด เป็นความคิดของกิเลส ปล่อยไว้มีแต่จะสั่งสมเป็นความยึดมั่นถือมั่นที่พอกพูนหนาขึ้นไปเรื่อย ๆ ควรรีบกำจัดเสีย ด้วยการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นนั้นเสีย แล้วเปลี่ยนมาคิดแบบพุทธะว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยคือวิบากกรรม เพื่อนจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจสิ่งที่เราอธิบายไปแล้วนั้น เป็นไปตามวิบากดีร้ายของเพื่อน จะเข้าใจได้เร็วหรือเข้าใจได้ช้าก็ได้ จะเข้าใจในชาตินี้หรือเข้าใจชาติหน้าก็ได้ เราไม่สามารถกำหนดหรือบังคับให้เพื่อนเข้าใจในทันทีได้

    นอกจากนี้ก็ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 104 มาพิจารณาประกอบด้วย คือ

    “ผู้ที่เข้าใจ เชื่อ และชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง จะเอาทุกข์มาแต่ไหน”

    ผลของการทำใจในใจและความเชื่อ ชัดเรื่องกรรม ทำให้เราสามารถนั่งคุยกับเพื่อนได้อย่างสบายใจ ไม่มีความทุกข์ใจใด ๆ แม้จะรู้ว่าเพื่อนยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เราพูดสักเท่าไหร่ก็ตาม

  28. ศิริพร คำวงษ์ศรี

    ชื่อเรื่อง : ขยะทองคำ

    เมื่อวานได้เห็นภาพและข้อมูลจากเพื่อนที่ภูผาฟ้าน้ำว่า พี่น้องบางท่านไม่แยกขยะตั้งแต่ต้นทางก่อนทิ้ง จนทำให้ขยะเยอะมากกองสูง ทำให้อาจต้องใช้วิธีนำไปฝั่งกลบ ซึ่งอาจทำให้จุดบริเวณนั้นๆไม่สามารถทำกสิกรรมได้ หรือถึงจะจัดการขยะด้วยวิธีฝั่งกลบไปเรื่อยๆ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องจากจะทำให้ภูเขาขยะอีกหลายกองเกิดขึ้น เพื่อนๆที่เอาภาระงานแยกขยะก็เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น ส่งข้อมูลวิธีการช่วยแก้ปัญหาเข้ามา ทั้งยังมีบางท่านก็เข้ามาช่วยแสดงความคิดเห็นสมทบอีกด้วย

    สิ่งที่เห็นในจิตมีหลายตัวมาก มีทั้งยิ้ม ขำและรู้สึกว่าดีใจ เพราะปัจจุบันก็กำลังพากเพียรในการวางใจเรื่องการไม่แยกขยะของสมาชิกในครอบครัวบางท่าน ซึ่งทำให้ต้องคอยตามแยกตามบอก กิเลสชอบที่ได้รู้ว่ามีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ มีเพื่อนเผชิญเหตุการณ์เดียวกันอยู่ เหมือนมีเพื่อนที่สู้ไปด้วยกัน ตรวจใจดูแล้ว ใจไม่หนักมาก มีขุ่นๆบ้าง แต่มีคำถามเกิดขึ้นในใจ…ทำไม…ทำไม…และทำไม?

    ทุกข์ คือ ทำไมพี่น้องบางท่านที่ภูผาฟ้าน้ำไม่แยกขยะ?

    สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) คือ กิเลส “ผิดหวัง” เพราะการแยกขยะเป็นพื้นฐานของการเป็นพลเมืองที่ดีในการช่วยดูแลโลก ตามนโยบายของครูบาอาจารย์ เป็นความจริงที่ปัญหาการแยกขยะนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก ถึงจะมีกลุ่มประชาชนจิตอาสาบางกลุ่มเข้ามาพยายามรณรงค์ผลักดันการแยกขยะ และลดการสร้างขยะ การแก้ปัญหาขยะก็ยังคงมีอยู่ แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าคนส่วนใหญ่ทางโลกโลกียะยังไม่ได้รู้จักการปฏิบัติศีล จึงไม่น่าแปลกใจถึงความยากเหลือเกินที่จะยกจิตใจของพวกเขาให้ลุกขึ้นมาตั้งใจแยกขยะได้
    กิเลส “สงสัย” ว่าเหตุการณ์แบบนี้ ทำไมจึงมาเกิดขึ้นในภูผาฟ้าน้ำ? ที่นี่คือ โลกทางโลกุตตระ เป็นดินแดนแห่งผู้ปฏิบัติศีลและมีจิตสำนึกมารวมตัวกัน ทำไมพี่น้องบางท่านจึงไม่แยกขยะ ไม่เห็นใจพี่น้องท่านอื่นๆเลยนะ สงสารเพื่อนที่ทำงานในฐานขยะ เพราะมีผู้อาศัยเป็นจำนวนหลายสิบท่านที่ภูผาฟ้าน้ำ ใจไม่อยากให้พวกเราโดนตำหนิว่า ทำไมแค่เรื่องการแยกขยะ ก็ไม่สามารถจัดการได้?
    กิเลส “โลภ” อยากเห็นภาพการแยกขยะของพี่น้องทุกท่านเกิดขึ้นแบบสมบูรณ์ ทั้งๆที่ความจริงในปัจจุบันได้เท่านี้ ก็ไปอยากได้เกินความเป็นจริงของวิบากร่วมในปัจจุบัน

    นิโรธ (สภาพดับทุกข์) คือ ยินดีในสถานการณ์นี้ พวกเขาจะแยกขยะก็ได้ ไม่แยกก็ได้ ใจของเราก็เบิกบานผาสุก วางจิตให้พอใจที่ได้รับรู้สัจจะธรรมของโลก คือ ไม่มีอะไรที่สามารถสมบูรณ์ตามดั่งใจของเราได้ ถึงแม้เรื่องนั้นๆจะเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม ใจไร้กังวล ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรม

    มรรค (ทางเดินสู่ความพ้นทุกข์) คือ พิจารณาภาพ”ขยะทองคำ” ที่มาเป็นผัสสะเพื่อฝึกให้เราสามารถได้เห็นกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต ได้แยกขยะในใจของเรา (กิเลส) ออกมาเป็นส่วนๆ ขยะภายนอกจะรกหรือเหม็นแค่ไหน ก็ไม่เท่าขยะในใจของเราเอง
    ตอบคำถามข้างต้นในใจตนเองได้ว่า “ทำไม…ทำไม…และทำไม?” ตอบ “ก็ทำเราทำมา…ทำมา…ทำมา” เหตุการณ์นี้เป็นภาพสะท้อนการกระทำที่มักง่ายเบียดเบียนผู้อื่นและเบียดเบียนโลกของตนเอง เมื่อย้อนระลึกกลับไปในอดีต ตัวเราเองนั้นเป็นผู้สร้างขยะตัวยง ไม่มีจิตสำนึกในการแยกขยะใดๆทั้งสิ้น ทิ้งรวมในถังขยะเดียว ใครเตือนก็ไม่เคยสนใจ เพียงแค่ขอให้สิ่งที่ตนเองซื้อมากินมาใช้ และกลายเป็นขยะต้องออกไปจากห้องหรือบ้านของเราก็พอ รักษาให้บ้านพักอาศัยของเราสะอาดก็พอ แต่ขยะที่ทิ้งรวมกันไปนั้น จะกองมั่วเละที่ใดก็ได้ ไม่เป็นไร ไม่ใช่บ้านเรา เมื่อเราเห็นแก่ตัวไม่มีจิตสำนึกมาก่อน เราคือตัวการที่ไปเหนี่ยวนำผู้อื่นให้รู้สึกว่า “การแยกขยะไม่สำคัญ ไม่เดือดร้อนใคร” ตั้งใจจะพากเพียรที่จะสร้างจิตสำนึกไว้เป็นฐานของจิต ในสิ่งต่างๆที่กำลังจะคิด พูด กระทำ โดยตั้งคำถามว่า สิ่งนั้นเรายังเบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่นอยู่หรือไม่?
    พิจารณาความเมาโลภดีของตนเอง ด้วยอยากให้สิ่งที่ดีเกิดขึ้นเกินกว่าที่ควรจะเป็นไปได้ ตระหนักถึงคำสอนของอาจารย์หมอเขียวที่ได้กล่าวไว้ “ปรารถนาดี แต่โลภ จะได้ไม่คุ้มเสีย ต้องทำดี แบบไม่สนองกิเลสตนเอง” เป็นความจริงของชีวิตที่เราจะได้พากเพียรฝึกยอมรับ และเหตุการณ์นี้ทำให้ได้ขัดเกลาความอยากได้ดั่งใจหมายของเรา สลายอัตตาตัวติดดี ให้ดับเบาบางลง เพราะหากทุกอย่างสมบูรณ์แบบหรือสำเร็จสมใจไปทั้งหมด ความเสื่อมย่อมเกิดขึ้น มิใช่ความเจริญทางธรรม แล้วเราจะได้ฝึกฝนอะไร?
    พิจารณากิเลสความสงสัยในการกระทำของผู้อื่น คือ การเพ่งโทษดูถูกว่า ผู้อื่นคิดดีไม่ได้เท่าที่เราคิด ทำดีทำถูกต้องไม่ได้เท่าที่เราทำ หลงคิดผิด หลงตัวหลงตน หากยังฝึกคิดเช่นนี้อยู่ เราจะสามารถเรียกตนเองได้ว่า “ผู้ปฏิบัติศีลได้อย่างไร?” การแยกขยะเพื่อดูแลโลกนั้นดี แต่ถ้าเราไม่สามารถแยกขยะที่รกในจิตใจของเราได้ เราก็คิด พูด ทำเบียดเบียนผู้อื่นและตนเองอยู่เรื่อยไป ความผาสุกจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากไม่ยอมวางวัตถุภายนอกที่แบกอยู่ ให้ยังมาเป็นภาระหนักหัวใจ ก็ยังเป็นการอยากสนองตัณหาของเองอยู่ดี เหมือนจะดี แต่ก็ยังชั่ว ยังไม่ถูกต้องตามธรรม การให้ความสำคัญสิ่งใดมากๆ ก็จะทำให้ยิ่งหลงยึดมั่นถือมั่นมาก สิ่งดีในด้านนี้เราสามารถปฏิบัติได้ก็จริง แต่ก็ยังมีสิ่งดีในด้านอื่นๆที่ผู้อื่นปฏิบัติได้ แต่เราก็ยังไม่สามารถปฏิบัติเช่นกัน อย่างในเรื่องการเลิกกินขนมนั้น ก็เป็นเรื่องดีที่ยังยากสำหรับตนเองอยู่มาก ทุกวันนี้ก็ยังเลิกไม่ได้ ทุกท่านและตัวเราก็ยังเป็นผู้ที่อยู่บนเส้นทางในการฝึกฝนกันทั้งนั้น นี่แหละ คือ “โลกุตรธรรมที่แท้จริง” ต้องมีความพร่อง และความไม่ได้ดั่งใจ เป็นสัจธรรมเที่ยงแท้

    สอดคล้องกับบททบทวนธรรม ข้อที่ ๑๒๑ “โจทย์ทุกโจทย์ เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ เป็นเครื่องมือฝึกจิตของเราให้เป็นสุข อย่างถูกต้องตามธรรม” การมีคัมภีร์ชีวิตเป็นปัญญาทางจิตวิญญาณไว้ใกล้มือ เราก็สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธต่อสู้กับกิเลส เพื่อพาจิตใจให้พ้นทุกข์ได้ในทุกวินาที ทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างเบิกบานผาสุกในทุกวัน สาธุ

    ลิงค์รีวิวบททบทวนธรรม ข้อที่ ๑๒๑
    https://lib.vijjaram.ac.th/the-truest-good/

  29. จิตรา พรหมโคตร

    ไม่อยากไปหาเสียง

    วันที่ 6 มีนาคม 2564 ต้องไปช่วยหาเสียงให้น้องชายพ่อบ้านที่สมัครสมาชิกสภาเทศบาล ซึ่งปกติก็ไม่ชอบในเรื่องการเมืองอยู่แล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะเป็นเรื่องบุญคุณของคนในครอบครัวพ่อบ้าน รู้สึกไม่สบายใจเพราะไม่อยากไป

    ทุกข์:ไม่สบายใจที่จะต้องไปช่วยน้องชายพ่อบ้านหาเสียง แต่ถ้าปฏิเสธก็จะวิวาทะกับพ่อบ้านเพราะเป็นเรื่องของบุญคุณ

    สมุทัย:ไม่อยากไปเพราะรู้แล้วว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องของการแข่งขันแย่งชิง อำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ ซึ่งเป็นโทษเป็นภัยไม่อยากไปยุ่งเกี่ยว ยึดว่าถ้าไม่ได้ไปจะดีใจจะสบายใจ

    นิโรธ:ถ้าไม่ต้องไปได้โดยที่ไม่แตกร้าวกับพ่อบ้านเป็นเรื่องที่ดี แต่หากว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องไปจริงๆก็ไปโดยไม่ทุกข์ใจ

    มรรค:พิจารณาถึงเรื่องกรรมว่าที่เราต้องมาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ก็เพราะเราเคยไปหลงพัวพันเพลิดเพลินยินดีเสพ และส่งเสริม ในเรื่องของ ลาภ ยศ สรรเสริญ เช่นนี้กับเขามา แม้ว่าตอนนี้เราจะชัดแล้วว่ามันไม่ดี มันเป็นโทษเป็นภัย และไม่อยากไป ไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวแล้วก็ตาม แต่ด้วยวิบากกรรมของเราที่เคยพลาดทำมาก็ยังส่งผลให้ต้องไปพัวพันอยู่ ก็สำนึกผิด ยอมรับผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรมให้กับตัวเอง ยินดียอมรับวิบากกรรม

    และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ไปหาเสียงช่วยเขาให้ได้มากที่สุดในขีดที่ไม่วิวาทะกับพ่อบ้าน แต่หากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ไปด้วยใจไร้ทุกข์ และอาสาช่วยในด้านอื่นๆแทน เช่น เป็นผู้ช่วยล้างผัก ล้างจาน กวาดบ้าน หรือในบางครั้งต้องเอาข้าพเจ้าไปร่วมคณะหาเสียงด้วย ก็พยายามเลี่ยงโดยการอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ไม่อยู่หัวแถว ไม่พูดส่งเสียงเชิญชวนคนให้มาเลือกเขา เป็นต้น ซึ่งในวันรุ่งขึ้นก็ได้ฟังธรรมะจากอาจารย์หมอเขียวท่านก็พูดเรื่องนี้พอดีจึงยิ่งทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกโล่งเบาสบายใจ ไม่ทุกข์ใจแล้ว แม้จะต้องไปร่วมหาเสียงกับเขาอยู่

    สรุป ทุกข์ใจในครั้งนี้ก็หายไปได้ทั้งหมด สาธุ

  30. นางสาวนาลี วิไลสัก

    12/3/64
    เรื่อง : อาหารปั่น
    เหตุการณ์ : เนื่องจากท่านอาจารย์หมอเขียวได้พาลูกศิษย์ ฝึกรับประทานอาหารปั่นเพื่อสุขภาพมาหลายวันแล้ว ทีนี้เราก็อยากทำตามด้วย แต่มารไม่ยอมให้เราทำ พอดีเมื่อวานได้คุยกับพี่จิตอาสาท่านหนึ่ง ท่านก็ทักเราว่าเป็นไงบ้าง ไปทานอาหารปั่นมาน่ะ ตอนนั้นรู้สึกสะดุ้งเลย เพราะตนเองยังไม่ได้ทำอาหารปั่นมารับประทานเลย วันนี้ก็เลยตั้งใจทำอาหารปั่นทานเอง
    ทุกข์ : กลัวว่าจะทานอาหารปั่นแล้วไม่อิ่ม เดี๋ยวได้กิน 2 มื้อ ศีลจะพร่อง
    สมุทัย : ชอบที่ทานอาหารปั่นแล้วอิ่มทั้งวัน ชังถ้าทานอาหารปั่นแล้วยังหิวและพาให้เราไปกินหลายมี้อจะกลัวผิดศีล
    นิโรธ : ทานอาหารปั่นแล้วจะอิ่มทั้งวัน หรือ ยังหิวอยู่ก็ไม่ชอบไม่ชัง ต้องพร้อมปรับพร้อมเปลี่ยน
    มรรค : มีเงื่อนไขใด ที่มารไม่ยอมให้เราทานอาหารปั่น
    เรา : เอ จะลองทำอาหารปั่นมาทานดู น่าจะเหมาะกับเรา
    มาร : เฮ๊ย!! อย่าทานอาหารปั่นนะ เดี๋ยวจะทานไม่ได้เยอะ เหมือนการทานอาหารปกติของเรา ถ้าทานแล้วมันไม่อิ่มนาน ก็จะพลาดไปทานหลายมื้อ ก็ผิดศีลอีกน่ะ
    เรา : ยังไม่ได้ลองเลย ก็กลัวซะแล้ว เรื่องอาหารน่ะลองได้ พร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนได้หมด มารเจ้าอย่ามาหลอกให้เนียนเลยนะ
    มาร : แค่คิดก็รู้แล้วว่าอาหารปั่นไม่อร่อย แบบนั้นจะกินลงรึ
    เรา : โอ้โหมารโง่จริๆ เลยกินอร่อยมาทั้งชีวิตไม่เห็นจะพ้นทุกข์เลย กินเอาประโยชน์กินเอาธาตุกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน พิจารณาประโยชน์ของอาหารปั่น กินแล้วจะย่อยง่าย พลังชีวิตนำไปใช้ประโยชน์ได้เร็ว ประหยัดเวลาและพลังงานในการเคี้ยวอาหาร ประหยัดวัตถุดิบ บวกกับพลังที่พี่จิตอาสาทักว่า (เป็นไงบ้างทานอาหารปั่นมาน่ะ) มารได้ยินคำนี้มันตายเลย
    มาร : เออ! ก็จริงนะ คนอื่นเขาทำอาหารปั่นกินกัน งั้นเราก็ลองทำกินบ้างจะได้รู้ความจริง
    ในที่สุดก็ได้ทำอาหารปั่นกินด้วยใจเบิกบานค่ะ

  31. นางสาวนาลี วิไลสัก

    เรื่อง : หวงอาหารปั่น
    เหตุการณ์ : ในขณที่ทำอาหารปั่น ก็คิดว่าคงไม่มีใครกินด้วยหรอก งั้นจะทำเท่าที่ตนเองกินได้เท่านั้น ถ้าทำเยอะเดี๋ยวกินไม่หมดจะเสียของ พอทำเสร็จลูกก็อยากกินด้วยแต่มารเข้ามาทันทีเลยค่ะ
    ทุกข์ : กังวลว่าถ้าแบ่งอาหารให้ลูกแล้วเราจะกินไม่อิ่ม
    สมุทัย : ชอบที่จะได้กินอาหารปั่นทั้งหมด ชังที่จะแบ่งอาหารให้ลูกกินด้วย
    นิโรธ : จะได้กินอาหารปั่นทั้งหมด หรือ จะได้แบ่งให้ลูกกินด้วยก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : พิจาารณาความชั่วของมารเวลามันเห็นแก่ตัวมันไม่อยากแบ่งปันใครเลยนะ
    มาร : เฮ๊ย!! อย่าแบ่งอาหารปั่นให้ลูกนะ เดี๋ยวของเราจะไม่พอกินกลัวจะไม่อิ่ม เดี๋ยวจะหิวตอนเย็นน่ะ
    เรา : 555 ไอ้มาร นอกจากจะโง่แล้ว ยังตระหนี่อีก เราจะแบ่งลูกกินด้วย ส่วนจะอิ่มหรือไม่อิ่มนั้น เป็นความคิดของเจ้า แต่ถ้าไม่อิ่มจริงๆ ก็คุ้มนะ จะเห็นมารอีกรอบไง ท่านอาจารย์ก็สอนให้เราฝึกพึ่งตนและแบ่งปันช่วยเหลือคนที่ศรัทธาเรา ตอนนี้เด็กกำลังสนใจในสิ่งที่เราทำอยู่ ก็เป็นโอกาสดีสิที่เราจะสอนเขา ด้วยการทำแบบอย่างให้เขาได้ซึมซับพลังของพุทธะ ตรงกับ บทธ ข้อ 112 สุขจากการให้ด้วยใจ…ที่บริสุทธิ์ ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่กว่าการเอา
    มาร : เออ!! ใช่จริงๆ ด้วย ที่ผ่านมามีแต่จะเอาจากลูก งั้นแบ่งให้ลูกกินด้วยดีกว่า เถียงไม่ขึ้นแล้วสลายค่าที่เลยค่ะ
    พอมารตายเราก็แบ่งอาหารปั่นให้ลูกกินด้วยจิตยินดีเบิกบานค่ะ

  32. นางสาวนาลี วิไลสัก

    เรื่อง : อยากกินข้าวโพด
    เหตุการณ์ : เริ่มกินอาหารปั่นตอนเที่ยงวัน มาถึงตอนเย็น มารมาหลอก เราก็จับมันได้ แต่สู้ไม่ไหวยอมแพ้มันไปก่อน
    ทุกข์ : ร้อนรนอยากกินข้าวโพดมากๆ
    สมุทัย : ชอบที่จะได้กินข้าวโพดให้หายหิว ชังที่ไม่ได้กินข้าวโพดเพราะยังรู้สึกหิวอยู่
    นิโรธ : จะกินข้าวโพด หรือ ไม่ได้กินข้าวโพดก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : มาดูลีลามารมาลอกให้เราแพ้มัน
    มาร : เอ!! รู้สึกหิวอ่ะ กินข้าวโพดหนึ่งฝักเถอะ จะได้หายหิว
    เรา : อย่ามาหลอกเราเลยมาร อาการนี้ไม่ใช่อาการหิวจากร่างกายหรอก แต่เป็นอาการหิวที่มารสร้างขึ้นมาเอง เราจะไม่ทำตามเเกหรอก เพราะว่ามีงานวิจัยออกมาว่าความหิว จะทำให้เซลล์เป็นหนุ่มเป็นสาว และจะได้ฝึกให้ร่างกายสู้กับความลำบากด้วย เราจะได้ร่างกายที่แข็งแรงไง
    ในขณะที่เรายังไม่ยอมมารน่ะ พลังของมารมาแรงมากเลย มันเดินวนอ้อมตู้ที่มีข้าวโพดอยู่นั่นตั้งหลายรอบเลย แล้วมันก็แปลงอาการมือสั่นมาขู่เราด้วย
    มาร : เห็นไหมอาการมือสั่นแบบนี้ ถ้าไม่เรียกว่าอาการหิว แล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะ เอามากินเถอะข้าวโพดฝักนั้นน่ะ ลูกอุตส่าห์แบ่งมาให้เรา ถ้าไม่กินเดี๋ยวลูกจะเสียน้ำใจนะ
    เรา : แต่มันเป็นอาการอยากของแกต่างหาก ไม่ใช่หิว แพ้ก็แพ้ แต่ในแพ้ เราสู้แล้ว สู้ไม่ไหว ก็ยอมแล้วสู้ใหม่
    สรุปกินอาหารปั่นวันแรก แพ้มารแบบรู้สึกตัว แต่ก็ไม่ได้ตีตัวเองที่แพ้มัน ถึงแพ้ก็แพ้แบบเบิกบาน เพราะเรายังมีปัญญาสู้กับมันต่อไปค่ะ ตรงกับ บทธ ข้อ 69 พร้อมสู้อุปสรรคอย่างเบิกบาน ไม่ทรมารจนเบิกบูด ไม่หย่อนยานจนย่ำแย่

  33. ปิ่น คำเพียงเพชร

    เนื่องจากช่วงนี้ทางทีมคุรุได้แจ้งว่า ถ้าทีมพร้อมน่าจะไปช่วยกันประชาสัมพันธ์ เรื่องมีแอดมินฝึกหัดอาสาช่วยพี่น้องส่งการบ้าน ซึ่งทีมทุ่งนายังไม่เคยทำ ก็เลยตกลงกันว่าเราจะทำ และพอดีกับช่วงนี้เรื่องอาหารปั่นสุขภาพกำลังบูม จึงมีกลุ่มอาหารปั่นสุขภาพขึ้นมาเพื่อให้พี่น้องได้แลกเปลี่ยนกัน และเมื่อสัปดาห์ก่อนทางคุรุก็เลยบอกนักเรียนแอดมินว่า ก็ไปช่วยกันเก็บข้อมูลในท่านที่ยินดีมา ( และอาจจะมีตามไปสัมภาษณ์เพิ่มเติมเล็กน้อย) เพื่อจะได้นำข้อมูลไปเผยแพร่ในเว็บวิชชารามต่อไป จึงได้ไปหารือกับพี่น้องทีมทุ่งนา และเห็นตรงกันว่าเราจะเข้าไปเก็บรวบรวมข้อมูลในห้องอาหารปั่นกัน และหลังจากที่ได้ทดลองทำมาวันสองวัน พี่น้องทุ่งนาก็เห็นตรงกันอีกว่าเราควรจะไปแจ้งคุรุและพี่น้องหมู่ใหญ่ในห้องเรียนทราบด้วย เผื่อมีพี่น้องกลุ่มอื่นสนใจอยากจะบำเพ็ญ ท่านจะได้กล้าเสนอกลุ่มตัวเองเข้ามา

    ซึ่งพอถึงวันตรวจการบ้านในห้องเรียน (11 มีนาคม 2564) ข้าพเจ้าก็แจ้งคุรุและพี่น้องกลุ่มอื่น ๆ เพื่อให้ทราบว่ากลุ่มทุ่งนาได้มีการเริ่มไปเก็บรวบรวมข้อมูลจากห้องอาหารปั่น หากพี่น้องกลุ่มอื่นสนใจบำเพ็ญด้วยก็สามารถไปได้โดยที่เราควรจะสลับกันไปกลุ่มละสัปดาห์ เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อนกัน ก็มีพี่น้องท่านหนึ่ง (ที่ช่วงนี้ท่านไม่ค่อยได้ร่วมกิจกรรมในห้องเรียนจึงอาจจะไม่ทราบข้อมูล) ก็สะท้อนมุมมองจากการที่เราไปเก็บข้อมูลในกลุ่มอาหารปั่น ว่าให้เราตรวจใจดูว่าเราทำไปด้วยพรหมสามหน้าหรือเปล่า อยากให้ดีเกิดมากเกินไปจนทำให้เบียดเบียนพี่น้องท่านอื่นหรือเปล่า (ซึ่งในตอนนั้นขณะฟังน้ำเสียงบวกดูท่าทางท่านไป ก็เพ่งโทษท่านว่าท่านกำลังคิดว่าเราเป็นอย่างนั้น)

    ทุกข์ : รู้สึกขุ่นใจ ที่ท่านเข้าใจผิดเรา และแสดงความคิดเห็นออกมา ว่าเราอยากให้เกิดดีมากเกินไปจนอาจเป็นพรหม 3 หน้า หรือเปล่า

    สมุทัย : อยากให้ท่านเข้าใจว่าเราไม่ได้เป็นผล 3 หน้าที่เราทำเป็นเพราะมติหมู่ ยึดว่าถ้าท่านเข้าใจเราจะดี

    นิโรธ : ท่านจะเข้าใจผิดหรือเข้าใจถูก ก็ไม่เป็นไร ไม่ทุกข์ใจ วางใจไม่ถือสา

    มรรค : ตรวจใจตัวเองว่าทำไมถึงยังขุ่นใจยังทุกข์ใจอยู่ เมื่อสัปดาห์ก่อนก็ล้างทุกข์ใจเรื่องคำติจากพี่น้องหมู่มิตรดีไปได้แล้วไง ตรวจไปก็พบว่ามันคือกิเลสอีกมุมหนึ่งของเรา ที่ยังมีตัวถือสาอยู่ ยังมีข้อแม้อยู่ ว่าท่านไม่ค่อยมาร่วมอปริหานิยธรรมกิจกรรมในห้องเรียน ท่านก็เลยไม่ได้อยู่ในสัญญาเราว่าท่านคือหมู่มิตรดีที่บำเพ็ญร่วมกัน ก็เลยไม่ได้ทุ่มจิตความเคารพศรัทธาให้ท่านมากพอ เวลาที่ท่านแนะนำหรือติเรา จึงยังรู้สึกถือสาท่านอยู่

    เมื่อรู้สาเหตุก็รีบปรับใจใหม่ ว่าท่านจะร่วมกิจกรรมหรือไม่ เราก็ควรเคารพศรัทธาท่าน ท่านก็คือหมู่มิตรดีเหมือนกัน แม้ท่านไม่ได้มาร่วมกิจกรรมกลุ่มใหญ่ ท่านก็ไปบำเพ็ญจุดอื่น ๆ อยู่ ถ้าเรายังมีข้อแม้ในการเคารพศรัทธาท่านอยู่เราก็ยังมีเงื่อนไขที่ทำให้ใจเป็นทุกข์อยู่ จริง ๆ ต้องขอบคุณท่านด้วยซ้ำถ้าท่านไม่พูดเราก็จะไม่เห็นกิเลสมุมนี้ของเรา แล้วเราก็จะไม่ได้ตามมาล้างแบบนี้ อีกอย่างที่เราต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ ก็เพราะมันคือวิบากท่านและวิบากเราสังเคราะห์กัน มันคือสมบัติของเรารับแล้วก็หมดไป และพิจารณาถึงคำสอนอาจารย์หมอเขียวจากบททบทวนธรรมต่อว่า ทำดีถูกด่า ถูกว่า ถูกแกล้ง ถูกเข้าใจผิด ถูกใส่ร้าย ถูกทำไม่ดีสารพัดเรื่องให้ได้ เพราะเราทำมาทั้งนั้น

    สรุป ก็สามารถล้างทุกข์ใจในครั้งนี้ไปได้หมด

  34. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน (ก๊อบ สื่อศีล)

    เรื่อง ปวดจมูกปวดหัว หายใจไม่สะดวก

    เรื่องย่อ ปกติผมมีโรคประจำตัว ปีนี้ก็เป็นปีที่ 10 ปวดจมูก ข้างในจมูกบวม คอบวม หายใจไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่อยู่แล้ว ถ้าตอนที่เป็นหวัดอาการบวมก็จะเพิ่มขึ้นมาจนปิดรูจมูก ต้องหายใจทางปากแทน กลางคืนต้องตื่นมาจิบน้ำเป็นระยะๆ เพราะคอแห้ง ปากแห้ง เพราะอ้าปากตลอด ครับ

    ทุกข์ รำคาญเซ็งหงุดหงิดที่หายใจลำบากที่ปวดจมูกปวดหัว

    สมุทัย อยากให้คอจมูกหายบวม อยากหายใจสะดวกๆ อยากหายปวดจมูกและหัว

    นิโรธ คอจะบวมไม่บวม จะหายใจสะดวกหรือไม่สะดวกก็ไม่ทุกข์ จะปวดหรือไม่ปวดก็ไม่ทุกข์

    มรรค พิจารณาเรื่องกรรม สำนึกผิด ยอมรับผิด ที่เราเคยทำชั่ว ทำบาปมา เมื่อก่อนเราเคย ฆ่าไก่ด้วยการแขวนคอ(ญาติให้ฆ่ามาแกงกินเพราะเป็นผู้ชาย) เคยต้องฆ่าปลา โดยการเอาสากหินทุบหัวปลา (ญาติไม่ชอบกินปลาตายเพราะปลาตายไม่อร่อย) ผมเป็นคนฆ่าแต่ญาติเป็นคนแกง เป็นคนทำ ก็สำนึกผิดว่าเราเคยทำบาปให้ปลาต้องปวดหัว ต้องทำให้ไก่หายใจไม่สะดวกครับ

    พิจารณาต่อ เอาประโยชน์จากการป่วย การที่เราป่วยมา 10 ปี ไม่หาย เป็นความโชคดี เพราะเราได้ใช้วิบากมาตั้ง 10 ปี วิบากได้หมดไปตั้งเยอะ รู้สึกโชคดีกว่าอีกหลายคนที่ป่วยแป๊บเดียวก็ตายเลยไม่ทันได้ปฏิบัติธรรม ไม่ทันได้รู้จักหมู่กลุ่ม เราไม่หาย แต่ก็ไม่ตาย แถมยังแข็งแรงทำงานได้ปกติ ซึ่งเรายังสามารถทำกุศล ทำบุญ ได้ เปรียบเหมือนเราได้มีผัสสะส่วนตัว ไม่ต้องจ้างใคร ทำให้เราไม่หลุดออกจากหมู่ เพราะเราจนมุมไปไม่รอด ไม่มีกะจิตกะใจจะไปทำบาปไปเสพกิเลส เห็นโทษเห็นภัยของกิเลส ไม่เหมือนคนที่ยังไม่ป่วยเพราะ อาจจะยังไม่ชัด ยังต้องเรียนต้องศึกษาต่อ จนเห็นทุกข์จนเกินทน จึงจะชัด การป่วยทำให้ไม่อยากออกจากหมู่ และเห็นความสำคัญของการทำบุญและทำกุศลครับ

    ได้อาศัยอาการป่วยพิจารณา เวทนา ในการปฏิบัติธรรมของจริง ถ้าเราลำบากกาย ป่วยกาย แต่ใจเราสามารถผ่องใส ไม่ทุกข์ได้ แสดงว่าเราปฏิบัติถูกตรง ถ้าเรายังทุกข์ กลัว กังวล ระแวง หวั่นไหว แสดงว่าเราก็ต้องพากเพียรต่อไปครับ (ถ้าเราไม่มีผัสสะเราอาจหลงกลกิเลส ที่หลบซ่อนอยู่ ว่าเราบรรลุธรรมแล้ว) ซึ่งการปฏิบัติธรรมที่แท้แล้วปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ใจเป็นหลัก ทุกข์กายและเหตุการณ์เป็นแค่ผลพลอยได้ ถ้าเอาแก่นได้แล้ว ถึงวันนั้น ตายไม่ตาย หายไม่หาย เราก็ไม่ทุกข์ครับ สาธุครับ

  35. จิรานันท์ จำปานวน

    เรื่อง : ใจร้อนอยากกินฟักทองเร็วๆ
    เหตุการณ์ : ตั้งใจจะกินฟักทองปั่นใส่ข้าว แต่กิเลสมันรอไม่ไหวอยากกินแล้ว

    ทุกข์ : ใจร้อนอยากกินฟักทองเร็วๆ

    สมุทัย : ชอบที่ได้กินฟักทองเร็วๆ ชังที่ได้กินฟักทองช้าๆ

    นิโรธ : เห็นความใจร้อนที่ได้กินฟักทองไปแล้ว ก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค : มาตรวจดูใจทำไมต้องใจร้อน จะรีบไปไหน
    มาร : วันนี้จะพากินอาหารปั่นหรอ
    เรา : ใช่ๆ
    มาร : โอ้ กว่าจะปั่น กว่าจะล้างเครื่องปั่นเสร็จนานอ่ะ งั้นขอกินฟักทองก่อนสัก 2 ชิ้นได้ไหม
    เรา : ไม่ได้ ใกล้จะเสร็จแล้วนี่ ตอนนี้กำลังตักฟักทองใส่โถปั่นด้วยมือขวา
    มาร : นะๆ ขอกินก่อนนะ ทันใดนั้นมันก็เอามือซ้ายไปหยิบฟักทองเข้าปาก 1 ชิ้น
    เรา : อย่างนี้ก็ได้หรอ อยากกินขนาดนั้นเลย อย่างกับไม่เคยกินฟักทอง
    สรุป ได้เห็นตัวดูดในฟักทองชอบในรสหวานๆ มันๆ นิ่มๆ เห็นกิเลสตัวใจร้อนอยากกินเร็วๆ แม้ว่าจะไม่ชนะกิเลสตัวใจร้อน แต่ได้เห็นกิเลสก็คุ้มสุดคุ้ม ตรงกับบททบทวนธรรมข้อ 115 ทำดีเต็มที่ทุกครั้งก็ “ชนะทุกครั้ง” เราได้ทำเต็มที่สุดแล้วชนะใจตัวเองได้แล้ว ครั้งหน้าสู้ใหม่ค่ะ สู้กิเลสไม่ได้ชนะทุกครั้ง แต่ชนะทุกครั้งที่ตั้งศีลสู้ สาธุค่ะ

  36. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง ปั่นกิเลสเกือบไม่รอด
    เหตุการณ์ ตอนนี้ท่านอาจารย์ได้เทรนสุขภาพแนวใหม่ที่สุดยอดมากๆ คืออาหารปั่นเพื่อสุขภาพ ท่านก็มาแนะนำจิตอาสาและผู้ที่สนใจในการดูแลสุขภาพต่อ ให้ลองทำดู ก็มีพี่น้องที่ได้ทำตามท่านตั้งแต่วันแรกๆ แต่เนื่องจากตัวเองแม้จะฟันไม่ดี แต่ไม่ค่อยชอบอาหารและๆ หนืดๆ แต่ท่านอาจารย์ก็พูด พี่ๆจิตอาสาก็พูดกรอกหูทุกวัน มันดีนะ ลองทำดูนะ ประมาณวันที่ 4 ก็เริ่มทำอาหารปั่นครั้งแรก ก็ลองกินดู ผลไม้ ผักปั่นมันดีอยู่ค่ะ กินดี รสชาดดี แต่พอมาเรื่องผักปั่น ทั้งผักสดผักสุก ข้าว ถั่ว มันไม่ค่อยจะได้เลย ผะอืดผะอม กินรีบๆให้มันหมดถ้วย

    ทุกข์ กลืนอาหารปั่นไม่ค่อยได้

    สมุทัย ชอบถ้าอาหารไม่ปั่น ชังไม่ชอบอาหารปั่น

    นิโรธ อาหารจะไม่ปั่นหรือปั่นก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค มาพิจารณาไตรลักษณ์ วิปลาส 4 ที่เกิดขึ้นไปติดอาหารเป็นชิ้นๆ ติดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสในอาหารที่ได้กินพร้อมกิเลสมาตลอดชีวิต ทั้งๆที่เหงือกฟันก็ไม่ค่อยแข็งแรง เคี้ยวไม่เคยละเอียด แล้วจะมายึดแบบเคี้ยวอีก จะโง่ จะบ้า จะทุกข์ไปถึงไหน วิปลาสไปแล้ว สิ่งที่อาจารย์แนะนำมันดีที่สุดแล้ว เผื่อเจ็บป่วยหนักจะได้นำไปใช้ได้ไง ไม่ฝึกแล้วจะรู้ไหม
    กินอร่อยมาทั้งชีวิตแล้วไม่เห็นจะพ้นทุกข์เลย กินเอาประโยชน์ กินเอาธาตุอาหาร กินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน อาหารปั่นย่อยง่าย ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้เร็ว ได้เต็มที่ ประหยัดเวลาในการเคี้ยวด้วยช่วยในเรื่องฟันที่มีปัญหาด้วย
    ใช้บททบทวนธรรมข้อ 42 ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง ได้พลังสุดๆ ได้สุขสุดๆ
    ยินดีในความชอบชัง เสียพลังสุดๆ ได้ทุกข์สุดๆ
    หลังพิจารณาแล้วก็กินอาหารปั่นหมดถ้วยด้วยใจยินดี เบิกบาน…สาธุ

  37. จิรานันท์ จำปานวน

    เรื่อง : ชังกลิ่นอาหารทอด
    เหตุการณ์ : เปิดประตูหลังห้องพักไว้ แล้วห้องข้างๆ ก็ทำกับข้าว กลิ่นอาหารทอดลอยเข้ามาในห้อง เลยรู้สึกชังๆ

    ทุกข์ : ชังกลิ่นอาหารทอด

    สมุทัย : ชอบที่ในห้องไม่มีกลิ่นอาหารทอด ชังที่ในห้องมีกลิ่นอาหารทอด

    นิโรธ : จะมีกลิ่นอาหารทอดในห้องก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค : มาตรวจใจทำไมชังกลิ่นอาหารทอด
    มาร : กลิ่นเหม็นก็เหม็น กลิ่นลอยเข้ามาในห้อง
    เรา : ก็ไม่เหม็นเท่าความคิดที่ชังกลิ่นอาหารทอดหรอกนะ
    มาร : กลิ่นมันจะติดเสื้อผ้าที่แขวนไว้นะ
    เรา : ติดก็ติดไปสิ ซักใหม่ก็ได้ แต่เธอนั่นแหละเหม็นติดนานยิ่งกว่า ซักออกยากด้วย
    มาร : อย่างนั้นหรอ คิดแบบเรามันเหม็น มันทุกข์หรอ งั้นไปดีกว่า
    สรุปไม่ชอบไม่ชังในกลิ่นอาหารทอด เข้ามานั่งทำงานในห้องพักได้อย่างสบายใจ สาธุค่ะ

  38. นส พวงผกา โพธิ์กลาง (ทิพย์)

    เรื่อง อัดเสียงวีดีโอ
    ฝึกทำคลิปวีดีโอใส่ภาพเสร็จ เหลือเสียงบรรยาย คิดว่าจะลองฝึกพูดเอง หาที่เงียบ ๆเพื่อจะได้บันทึกเสียง พอดีท่านอาจารย์กับพี่น้องจิตอาสากลับมาจากทำแนวกันไฟ ขณะนั้นเห็นจิตตัวเองขุ่น ๆ หมอง ๆ ไม่สดชื่น ก็ตรวจดูว่าเพราะอะไร เจอแล้วมีมารมากระซิบว่า ท่านอาจารย์ต้องว่าเธอแน่ ๆ ว่าเธอมาแอบทำอะไรอยู่คนเดียว กิเลสคุยกับผู้ชายหรือเปล่า ความคิดของกิเลส
    ทุกข์ เพราะเชื่อตามที่กิเลสบอก
    สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ ไม่ รู้เท่าทันความคิดของกิเลสที่คิดแล้วทำให้ทุกข์ใจ จิตใจไม่แช่มชื่น หลงเชื่อกิเลสไปพักหนึ่ง กิเลสแม้เล็กน้อยก็ไม่ควรเก็บไว้ มันทำให้เราทุกข์ได้จริง ๆ
    นิโรธ ท่านอาจารย์จะว่าเราก็ได้ หรือไม่ว่าเราก็ได้ ใจเราก็ไม่ทุกข์ แต่ที่ฉันทุกข์เพราะฉันหลงไปเชื่อเธอต่างหาก (กิเลส)
    มรรค พิจารณาไตรลักษณ์ความคิดเขาก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่เที่ยงไม่มีตัวตน ต้องมีสติสังวรระวังความคิดที่ไม่ดี มันเป็นการทายใจผิดศีล ให้จำหลักว่าคิดแล้วทุกข์คือผิดศีล คิดแล้วสุขคือถูกศีล คนขยันคิดให้ทุกข์คือคนโง่

  39. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์

    วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (เอ ใจพอแล้ว)
    เรื่อง ไก่เขี่ย
    วันก่อนหลังจากรดน้ำต้นไม้เสร็จช่วงเช้า ก็จะเดินออกไปตัดผักมาทำกับข้าว ก็เจอไก่บ้าน 2 ตัว มาคุ้ยเขี่ยที่แปลงผักหน้าบ้าน เราก็ได้ออกไปไล่ ซักพักเราเข้าบ้านมาเอาของ พอสายๆ กลับออกไปอีกที ไก่ทั้งสองตัวก็คุ้ยเขี่ยกันอีก คราวนี้ไก่คุ้ยแปลงมันมังกรหยกเละกระจุย ต้นอ่อนที่ปักไว้ล้มหมด ต้นมะเขือเทศที่เพาะไว้ก็หัก ผักกาดเขียวก็หักหมดเช่นกัน

    ทุกข์ เสียใจที่ต้นไม้ที่ปลูกไว้เสียหาย

    สมุทัย ยึดว่าถ้าไก่ไม่ทำต้นไม้เสียหายจะสุขใจ ชังที่ไก่มาคุ้ยเขี่ยทำให้ต้นไม้เสียหาย

    นิโรธ ต้นไม้จะเสียหาย หรือ ไม่เสียหายก็ไม่ยึด ไม่ชอบ ไม่ชัง ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค จริงอยู่ที่เรารู้ว่าต้นไม้พืชผักที่ปลูก ถึงไม่ได้เสียหายจากไก่เขี่ย ก็อาจมีอีกหลายเหตุผลที่ทำให้เสียหายได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิน น้ำ แดด หรือแมลง แต่ครั้งนี้วิบากส่งไก่ 2 ตัวมาทดสอบกิเลสเรา ว่าเราจะหงุดหงิดไหม จะโกรธไก่หรือเจ้าของไก่ไหม เรายังมีความยึดมั่นถือมั่นไหม เพราะความยึดมั่นถือมั่นจะทำให้เกิดความทุกข์ เมื่อพิจารณาได้ตามนี้ ใจก็วางลงเพราะจะทุกข์ไปทำไม ต้นไม้เสียหายก็ปลูกใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้ เพราะ”ในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ ไม่มีอะไรที่เรากำหนดได้ นอกจากใจที่ไม่ทุกข์ของเราเท่านั้น”

    สุดท้ายเราก็เดินไปบอกเจ้าของไก่ด้วยใจไร้ทุกข์ เจ้าของไก่ออกมาขอโทษแล้วก็จัดการดูแลไก่ไม่ให้ออกมานอกบ้านอีกเลย

  40. นปภา รัตนวงศา

    เรื่อง กินอาหารปั่นไม่รอด
    เหตุการณ์ ในการทำอาหารปั่น ทั้งๆที่เริ่มทำในวันที่ 4-5 ที่อาจารย์แจ้งให้ลองทำดู วันแรกที่เริ่มกินอาหารมันหนืด กลืนไม่ค่อยลง จึงกินแบบรีบๆเพื่อให้หมดถ้วย วันที่ 2 เลยเพิ่มน้ำตอนปั่นให้เยอะขึ้นจะได้ไม่หนืดมาก เหลวขึ้น กินได้คล่องคอมากขึ้น แต่ก็ยังกินเร็วๆ รีบๆไม่ค่อยได้พิจารณาคำข้าว ปกติกินอาหารประมาณ 11.00 น. ตอนบ่าย 4โมงเย็น เริ่มหิว ก็คุยกับมารว่า ขออีก 2 ชั่วโมง ถ้ายังหิวจริงๆก็จะให้กิน แต่ไม่รอด 5 โมงกว่า ไปตักข้าวกับผัดผักแบบเคี้ยวมากินทั้ง 2 วัน แถมไม่ได้พิจารณาด้วย

    ทุกข์ ไปกินอาหารมื้อเย็น

    สมุทัย ชังที่ตกมื้อเย็น ชอบที่ไม่ตกมื้อเย็น

    นิโรธ จะกินหรือไม่กินอาหารมื้อเย็นก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค มาพิจารณาไตรลักษณ์ วิปลาส4 ถ้าทำได้เลย ทุกคนก็เป็นอรหันต์กันไปหมดแล้ว ตอนนี้เพิ่งเริ่มกินอาหารอรหันต์ครั้งแรก กินได้หมดถ้วย กินลงคอก็โชคดีแล้ว ถึงจะกินอาหารเย็นก็ยินดี ที่แพ้กิเลสใน 2 วันนี้ แพ้ก็แพ้ไม่เห็นเป็นไรเลย อาจารย์ให้มาฝึกในการกินแบบยาก ค่อยๆทำค่อยๆดูไป ในอาหารถ้าถูกสมดุลย์ร้อนเย็นพลังจะมาเต็ม อย่าทำทุกข์ทับถมตน ล้มแล้วลุกตั้งศีลกินอาหารปั่นใหม่
    ใช้บททบทวนธรรมบทที่ 82 จงฝึกอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตที่พร่องอยู่เป็นนิตย์อย่างผาสุกให้ได้
    บทที่83 ความยึดมั่นถือมั่นจะทำให้เกิดความพร่อง ความพลาด ความทุกข์
    หลังพิจารณามากินอาหารปั่นด้วยใจยินดี เบิกบาน วันนี้กินอาหารปั่นมื้อเดียวได้…สาธุ

  41. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)

    #ปัญหาสายตา

    เนื่องจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมารู้สึกว่าสายตาจะไม่คมชัดเหมือนเดิมและจะรู้สึกแสบตาโดยเฉพาะเวลาที่ต้องทำงานกลางแจ้งหรือเวลาขับรถกลางวันแล้วแสงจากดวงอาทิตย์ส่องเข้ามาตรงๆ ที่กระจกหน้ารถและเวลากลางคืนแล้วแสงไฟจากรถคันตรงกันข้ามส่องเข้ามา ด้วยสาเหตุดังกล่าวจึงส่งผลให้ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตลำบากมากขึ้นกว่าเดิม จนทำให้เผลอไปโง่กว่ากิเลสตัวเองเลยทำให้รู้สึกทุกข์ใจเพราะรู้สึกไม่ชอบที่สายตาไม่คมชัดและรู้สึกแสบตา

    ทุกข์ : ทุกข์ใจเพราะไม่ชอบที่สายตาไม่คมชัดและรู้สึกแสบตา

    สมุทัย : จะทุกข์ใจถ้าสายตาไม่คมชัดและรู้สึกแสบตาแต่จะสุขใจถ้าสายตาคมชัดและไม่แสบตา

    นิโรธ : สามารถผาสุกใจได้ไม่ว่าสายตาจะคมชัดหรือไม่คมชัดและไม่ว่าจะรู้สึกแสบตาหรือไม่แสบตาก็ตาม

    มรรค : พิจารณาความจริงตามความเป็นจริงและทำใจในใจให้แยบคายโดยในกรณีนี้ได้นำเรื่องทุกข์ 10 มาพิจารณาว่า ความเจ็บป่วยทางด้านร่างกายเป็นความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ความทุกข์ใจเป็นทุกข์ที่สามารถเลี่ยงได้ และได้นำเรื่องวิบากกรรมมาร่วมพิจารณาว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยทางด้านร่างกายก็คือ วิบากกรรมไม่ดีที่ผมเคยทำมาเองทั้งในชาตินี้และชาติอื่นๆ ก่อนหน้านี้ และการที่ไปทำให้ใจตัวเองเป็นทุกข์ก็เป็นการสร้างวิบากกรรมที่ไม่ดีใหม่ที่จะสามารถติดตามให้ผมต้องไปชดใช้ในอนาคตต่อไป นอกจากนั้นยังได้นำบททบทวนธรรมบางบทมาร่วมพิจารณาเช่น บทที่ 66 “กายนี้มีไว้เพื่อดับทุกข์ใจเท่านั้น กิจอื่นนอกจากนี้ไม่มี”

  42. พรพิทย์ สามสี

    เรื่อง : เสียดายไม้ทำถ่าน หรือทำฟืน
    พ่อบ้านได้ขายไม้ยางในสวน แต่มันจะมีเศษไม้เหลืออยู่ที่คนซื้อเอาไม่หมด เราลงไปที่สวนเราก็เอาพร้าตัดไม้มาทำฟืนด้วย แต่ระยะเวลา 2-3 วัน เราไม่ได้ลงไปเพราะไม่ค่อยมีแรง พอวันที่เราลงไปมีคนมาขอไม้พ่อบ้าน เอาไปเผาถ่านพ่อบ้านก็ให้ไม่ปรึกษาเราเลย ทั้งที่เราคิดจะไปบอกให้คนที่เผาถ่านขาย มาเอาไม้ไปเผาถ่านแล้วแบ่งถ่านคนละครึ่งกะเรา ลำพังแรงเราก็ได้แค่เก็บไม้ฟืนวันละมัด 2 มัด กับบ้าน เพราะต้องช่วยพ่อบ้านถางป่าไปด้วย พ่อบ้านเร่งงานกลัวไม่ทันสงเคราะห์ยาง ทันที่มีเวลาอีกหลายเดือน
    ทุกข์ : ให้เขาไปไม่ปรึกษา
    สมุทัย : ชอบที่จะให้พ่อบ้านแค่แบ่งไม้ให้เขาบ้าง ชังที่กลัวเขาจะมาตัดไม้เอาไปเยอะๆ เพราะเราลงไปช่วงเช้าเราก็ตัดไม้มาทำฟืนและ ถางป่าไปด้วยตัดทุกวันจะได้ไม้ฟืนเยอะเองตัดตามกำลังของเรา
    นิโรธ : พ่อบ้านจะบอกกล่าวเล่าให้เราฟังก็ได้ว่ามีคนขอไม้ จะไม่เล่าก็ได้ เพราะปรกติพ่อบ้านจะไม่ค่อยปรึกษาเราอยู่แล้ว
    มรรค : มาร : มันมาบอกว่าไม่พอใจนะ เราลงไปช่วยถางป่า แล้วเราก็แบ่งเวลาตัดฟืนเอากลับบ้านทุกครั้งที่เราลงไป แต่ดันให้คนอื่น คนตัดเขาตัดไม้กับเครื่องตัด เราตัดกับมีดพร้าเอง แล้วพ่อบ้านก็รีบแต่จะถางป่า ไม่ว่างที่จะเอาเครื่องมาตัดไม้ให้เรา แกกลัวไม่ทันสงเคราะห์ทั้งที่มีเวลาอีกหลายเดือน
    มาร : มันคิดต่อที่จะเอา ก็เราตัดไม้ไปทำฟืนได้วันละ 2-3 มัด แล้วช่วยพ่อบ้านถางป่าไปด้วย ทำไปทุกๆวัน ก็จะได้ไม้ฟืนเพิ่มขึ้น
    ใจมันก็ยังไม่ชอบใจพ่อบ้านหลายประเด็น
    บททบทวนธรรม ๘๐
    เมื่อได้มุ่งหมายให้เกิดดี
    และพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว
    แต่ดีนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จดังใจหมาย
    เพราะในขณะนั้น ไม่ใช่เวลาที่จะได้มากกว่านี้
    ยังไม่ใช่เวลาที่สมบูรณ์หรือสำเร็จกว่านี้
    ไม่สำเร็จจะดีที่สุด ยุติธรรมที่สุด
    ตามกุศลอกุศลของเรา และคนที่เกี่ยวข้อง
    แต่ก็ล้างใจลงได้บ้างนิดหนึ่ง แต่ยังไม่หมด ค่อยพากเพียรล้างให้ได้ในคราวต่อไป

  43. ชุติวรรณ แสงสำลี

    ชื่อเรื่อง ปั่นมาร ปั่นใจ
    อาหารปั่นเพื่อสุขภาพ
    เนื้อเรื่อง
    ช่วงสัปดาห์นี้ ท่านอ.หมอเขียวนำพาให้เราได้ฝึกเรียนรู้กับพี่น้องการรับประทานอาหารปั่นเพื่อสุขภาพที่พุทธสถาน ภูผาฟ้าน้ำ จ.เชียงใหม่ ได้เรียนรู้ประโยชน์ใหม่คือ
    ♡ได้รูปอาหารใหม่คือ ข้าวปั่น
    ผักลวกปั่น ผักสดปั่น ถั่วปั่น
    ♡กินมื้อเดียว แม้ปริมาณน้อย แต่มีพลังอิ่มท้องอยู่ได้ข้ามคืน
    ♡ผู้มีปัญหาสุขภาพปวดฟัน ปวดเหงือก ลดการเคี้ยวผัก ข้าว ทำให้รับประทานได้ง่าย
    ♡ลดกามกาวฬิงกราหาร รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ชำแรกกิเลสได้เร็ว
    ทุกข์:กิเลสมันไม่อยากกินผักชิ้นๆปนในครีมข้าวปั่นแล้ว มันขี้เกียจเคี้ยวมาก
    มันอยากกินทีเดียวค่อยๆไหลลื่นลงคอไปเลยเพราะรีบจะไปทำอะไรอย่างอื่น
    สมุทัย:ชอบถ้าได้กินครีมข้าว(ข้าวปั่นนำมากวนให้สุก ข้นเหนียว)ไม่มีผักผสมด้วยจะสุขใจ ได้ดั่งใจได้กินเร็ว หมดเร็ว ชังที่ได้กินครีมข้าวที่ผสมผักจะกินช้า หมดช้า เสียเวลาเคี้ยว
    นิโรธ:จะได้กินครีมข้าวไม่มีผักผสมด้วยก็สุขใจ ได้ดั่งใจได้กินเร็ว หมดเร็ว ไม่ชังที่ได้กินครีมข้าวที่ผสมผักจะกินช้า หมดช้า ที่ต้องเคี้ยว ก็ได้ประโยชน์ ลดความใจร้อน ก็เป็นสุขใจ
    มรรค:ใช้ปัญญาพิจารณาพลังพุทธะได้กินเท่านี้ก็ดีมากแล้ว จะกินแบบไม่ใส่ผักหรือใส่ผักลงไป เราก็สุขใจ จะเคี้ยวมากหรือเคี้ยวน้อยก็ได้ประโยชน์ ได้กินของดี มีคุณค่า อาหารปั่นใหม่ลดรูปเหลือเป็นของเหลวก็ไม่แตกต่างจากอาหารเก่าที่อยู่ในท้องเลย ล้างกิเลสตัวยึดมั่นถือมั่นติดใจได้เสพรูปใหม่(ข้าวละเอียด) พิจารณาว่าถึงจะเคี้ยวน้อยมันก็ไม่เที่ยงสุขแว๊บเดียวก็หายไป ถึงจะเคี้ยวมากความสุขมันก็มีอยู่ได้ ทำให้ใจเย็น ไม่เห็นมีอะไรน่าทุกข์ใจ
    เห็นประโยชน์ดีได้บริหารฟันกาม และมีเวลาพิจารณากิเลสตัวใดอีกที่ยังเหลืออยู่ตัวชังที่ได้กินอาหารรูปเดิม กิเลสมันอยากกินอาหารรูปใหม่ มันหลง มันขี้เกียจเคี้ยวนาน มันเมื่อย มันมีภพว่าจะมีเวลาไปทำงานได้มากขึ้น จับกิเลสได้ตั้งหลายตัวแล้วล้างมันได้ กิเลสสลายไปได้เร็วกว่าเมื่อก่อน พิจารณาต่อ อาหารเลี้ยงกายและใจสร้าง
    จิตวิญญาณของเราให้ได้รับพลังร่วมหมู่มิตรดีตั้งแต่กระบวนการปลูก ระบบน้ำ ถึงขั้นตอนทำอาหารปั่นและปัจจัยอื่นหล่อหลอมกัน สร้างสรร ส่งผลให้เราได้มีอาหารสัปปายะเป็นอานิสส์สงทำให้เราได้กินในวันนี้ก็ดีที่สุดแล้วใจเป็นสุขมีฤทธิ์มากกว่าวัตถุ รับประทานอาหารอะไรให้รู้อยู่ที่เจตนาที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นเองดีที่สุด พร้อมรับ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยนเร็วขึ้น ยิ้มเป็นสุขเบิกบาน ยินดีที่ได้รับประโยชน์นี้ จากหมู่มิตรดี ทำให้ได้ล้างใจลดรูปอาหารได้แล้วก็ล้างกิเลสสลายอัตตาลดตัวลดตนไม่ยึดมั่นวิธีการทำอาหารปั่นได้อีกว่าต้องยึดวิธีใดวิธีหนึ่งว่าดีที่สุด ถ้าทำอาหารปั่นที่ยุ่งยาก หลายขั้นตอน ใช้เวลานาน และเสียสุขภาพด้วยก็จะพร่องศีลเบียดเบียนตนเองและหมู่กลุ่มด้วย เราก็สารภาพความจริงให้หมู่กลุ่มฟังทำในสิ่งที่สะดวก เรียบง่ายจะดีกว่าได้ทั้งรูปได้ทั้งนาม จะเป็นผลดีสมกับชื่ออาหารปั่นเพื่อสุขภาพค่ะ
    ขอบพระคุณท่านอ.หมอเขียวและอนุโมทนากับพี่น้องทุกท่านที่แนะนำ ให้ได้เรียนรู้ในการบำเพ็ญ .☘🍀🌾🌾🍚🍵
    ☘🌾🍀☘🌾🍀

  44. Sureenart ratchapan สุรีนารถ ราชแป้น

    การบ้าน: อริยสัจ4

    ชื่อ: sureenart ratchapan สุรีนารถ ราชแป้น จิตอาสาสวนป่านาบุญ2 นครศรีธรรมราช

    เรื่อง:ข่าวการเสียชีวิต

    เหตุการณ์: ได้รับทราบข่าวการเสียชีวิตของน้องพยาบาลที่เคยร่วมงานกันและสนิสกัน โดยการใช้ความรู้จากวิชาชีพปลิดชีพตัวเองด้วยวิธีการฉีดยาเข้าเส้น

    ทุกข์:รู้สึกหดหู่ใจ

    สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์):ชอบถ้าน้องเขาไม่ฆ่าตัวตาย ชังที่น้องเขาฆ่าตัวตาย

    นิโรธ(สภาพดับทุกข์):น้องเขาจะฆ่าตัวตายหรือไม่ฆ่าตัวตายจะไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค(วิธีดับทุกข์): มานั่งสำรวจดูว่ากิเลสตัวไหนที่ทำให้ใจเราหดหู่เพราะแต่ละวันก็ได้รับข่าวแบบนี้มาแต่ไม่มีอาการแบบนี้ แต่ทำไมคราวนี้จึงเป็น ก็ได้คำตอบว่า
    1 เพราะเป็นคนที่เรารู้จักกัน คุ้นเคยกัน(ยึดมั่น ถือมั่นว่า เป็นคนใกล้ตัว)
    2.น้องเขาอายุยังน้อย มีครอบครัว มีลูกที่ต้องดูแล(ยึดมั่นถือมั่นว่าไม่ถึงวัยอันควร)
    3 คิดว่าทุกชีวิตต้องมีทางออกที่ดี ไม่น่าคิดสั้น
    เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะยอมให้กิเลสมาทำร้ายเราไม่ได้ อาจารย์เคยสอนว่าความยึดมั่นถือมั่นทำให้มีวิบากเพิ่ม ความยึดมั่นถือมั่นจะทำให้ไม่มีทางพ้นทุกข์ได้ จึงได้นำบททบทวนธรรมมาล้างกิเลสใช้ข้อที่”74 ให้ตรวจดูว่าในชีวิตเรา ยังมีเรื่องอะไรที่เกิดขึ้น หรือเสียหายแล้ว ทำให้ใจเราเป็นทุกข์ได้ ถ้ามีอยู่ แสดงว่า ยังมีกิเลสเหตุแห่งทุกข์อยู่ ให้กำจัดกิเลส ความยึดมั่นถือมั่นนั้นเสีย”และข้อที่”103 ทุกข์ย่อมไม่ตกถึงผู้ที่เข้าใจ เชื่อ และ ชัด เรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง” เราต้องเข้าใจในวิบากกรรมของแต่ละชีวิต เพราะเขามีกรรมเป็นของตนเองจากการกระทำของเขา ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัวหรือใครๆก็ตาม จะตายเร็วหรือตายช้า จะตายแบบไหน เราต้องไม่ยึดให้เกิดวิบากร้ายให้ต้องทุกข์ใจ. “การไม่ยึดมั่น ถือมั่นทำให้ใจเป็นสุข
    เมื่อได้พิจารณาดั่งนี้แล้ว อาการหดหู่ใจ(ทุกข์ กิเลส มาร ได้จางหายไป

  45. ประคอง เก็บนาค

    เรื่อง : เอาแต่ใจ

    เนื้อเรื่อง : ทุกวันเสาร์เวลาประมาณ 16.00 น. กลุ่มแอดมินฝึกหัดที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่จะนัดหมายกันตรวจความเรียบร้อยถูกต้องของงานก่อนที่จะนำส่งให้คุรุฝ่ายศิลป์ประจำวิชาตรวจต่อไป มีงานหนึ่งที่เกิดความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องความถูกต้องของตัวอักษร เราก็ยึดว่าควรจะเขียนแบบนึงน่าจะถูกต้องกว่า พี่จิตอาสาอีกคนที่เป็นเจ้าของงานเขาก็แสดงความคิดเห็นอีกแบบหนึ่ง ยื้อกันไปมา สุดท้ายเราก็ลบคำที่เป็นปัญหานั้นออกไป พี่ท่านนั้นถึงกับอุทานว่า อ้าว ต้องลบออกไปเลยหรือ ให้คงไว้หรือปรับเป็นคำอื่นได้ไหม แต่เราเองกลับไม่ยอมแก้ไขหรือเพิ่มเติมตัวอักษรใด ๆ ให้ท่าน สุดท้ายท่านก็พูดว่าไม่เป็นไรนะ ลบไปก็ได้ ให้หมู่กลุ่มได้สบายใจ ซึ่งก็เป็นลีลาและน้ำเสียงที่เรารู้สึกได้ว่าท่านวางใจยอมรับจริง ๆ..เฮ้ย กิเลสของเราโผล่มาอีกแล้ว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความเห็น ความรู้สึกของท่านอื่น ดื้อโง่อีกแล้วเรา…

    ทุกข์ : ละอายใจที่แสดงอาการเอาแต่ใจตัวเองออกไป

    สมุทัย : ยึดว่าหมู่กลุ่มต้องเชื่อในสิ่งที่เราเสนอความเห็นไป

    นิโรธ : หมู่กลุ่มจะเชื่อและทำตามที่เราเสนอไปหรือไม่ เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาเห็นกิเลสความเอาแต่ใจ ความดื้อ ความอยากเอาชนะความคิดเห็นของผู้อื่น แว๊บนึงที่กิเลสชั่วเกิดขึ้นในเรื่องอยากทดสอบว่าพี่จิตอาสาท่านนั้นจะยอม จะวางใจได้ไหม ที่แท้เป็นกิเลสของเราเองทั้งนั้นที่ยอมไม่ได้ วางไม่ได้..เห็นความโง่ของตัวเอง ..ไม่ได้ดีเด่น ไม่ได้เก่งอะไรเล้ย ยังคิดจะไปทดสอบคนอื่นอีก..ทีนี้ได้รู้ซึ้งกับตัวเองแล้วสินะว่าตัวเองอยู่ฐานไหน กิเลสแต่ละตัวที่โผล่ออกมาให้เราได้เห็นจากเหตุการณ์นี้มันชั่วสุด ๆ จริง ๆ พิจารณาถึงบททบทวนธรรมของท่านอาจารย์หมอเขียวที่ว่า ปัญหาทั้งหมดในโลก เกิดจากคน โง่กว่ากิเลส..อีกคำนึงก็คือ คนที่แพ้ไม่ได้ พลาดไม่ได้ พร่องไม่ได้ ทุกข์ตายเลย “โง่ที่สุด” เมื่อพิจารณาถึงความโง่หลายโง่ของตัวเอง กิเลสที่โผล่ออกมาให้เห็นก็อ่อนแรงลง ในใจคิดขอโทษ ขออโหสิกรรมต่อพี่น้องหมู่กลุ่ม ตั้งจิตขออนุโมทนาในทุก ๆ การบำเพ็ญของพี่น้องต่อไป..

Comments are closed.