การบ้าน อริยสัจ 4 (ุ9/2564)

640228 การบ้าน อริยสัจ 4 (9/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 22-28 กุมภาพันธ์ 2564 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

!?ต้องการให้ตรวจการบ้าน เพื่อพิจารณาออกในรายการ “ตรวจการบ้าน” กรุณาส่งการบ้านก่อนวันค่ำศุกร์ (ก่อน 18:00 น.) ตามเวลาในประเทศไทย

!?ปิดรับการบ้านวันสุดท้ายของสัปดาห์นี้ วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ก่อนเที่ยงคืน ตามเวลาในประเทศไทย

?กรอกข้อมูลในช่องความคิดเห็นด้านล่าง

Leave a Reply

Your email address will not be published.

16 thoughts on “การบ้าน อริยสัจ 4 (ุ9/2564)”

  1. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง ไม่มีสติ

    เมื่อวันพุธ (17 กุมภาพันธ์) ที่ผ่านมาด้วยมือถือของตัวเองเหลือพื้นที่ในการบันทึกน้อย จึงได้ทำการลบภาพและข้อมูลที่มีอยู่ในเครื่อง แม้กระทั่งอัลบั้มที่พี่น้องได้ส่งรูปภาพมาเก็บไว้ ซึ่งเป็นข้อมูลและผลงานของพวกเรา ตัวเองก็เข้าไปลบออกจนหมดเกลี้ยง ! พอสาย ๆ หน่อยก็เห็น ข้อความของพี่น้องท่านหนึ่งในกลุ่มส่งมา ท่านบอกว่า “ลบรูปภาพออกทำไม ไม่เก็บไว้ดูเหรอจ้ะ” พออ่านข้อความครั้งแรกก็ไม่ทันได้มีความรู้สึกใด แต่พออ่านรอบที่สอง จับอาการได้คือ ออกร้อนไปทั้งตัว เนื่องจากเลือกไหลจากปลายเท้า ส่งไปถึงยังสมองเลย เหงื่อเริ่มซึม รู้สึกได้ว่าหน้าร้อนวูบขึ้นมาทันที นึกในใจว่า ตายละซิทีนี้ งานเข้าแล้วพรพรรณ เอ้ย !

    ทุกข์ : รู้สึกผิดที่ไปพลาดลบอัลบั้มผลงานของกลุ่มออก

    สมุทัย : อยากให้ตัวเองมีสติให้มากกว่านี้ เพื่อจะได้ไม่ไปลบอัลบั้มรูปภาพ ที่พี่น้องได้อุตสาห์เก็บผลงานพวกเราทั้งหมดไว้ ไม่ชอบที่ตัวเองไม่มีสติและไปพลาดลบอัลบั้มงานของหมู่กลุ่มออก

    นิโรธ : ไม่ชอบไม่ชังที่ตัวเองไปพลาดลบอัลบั้มของหมู่กลุ่มออกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

    มรรค : สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง เราเป็นแค่คนธรรมดาที่กำลังจะมาฝึกลด ละ เลิกกิเลส ทำไมจะพลาดไม่ได้ พอได้สติก็ได้ขอโทษขออโหสิกรรมต่อตัวเอง และหมู่กลุ่มทันที เหตุการณ์เกิดขึ้นก็แก้ไขไม่ได้แล้ว ขอน้อมรับผิด และรับวิบากกรรมที่เกิดขึ้น ด้วยความเต็มใจ หมู่กลุ่มจะว่าเราอย่างไร ก็จะยอมรับทุกอย่าง หมู่กลุ่มท่านก็ให้กำลังใจ ไม่ต่อว่าอะไรตัวเอง สิ่งนี้มันก็เกิดขึ้นได้ และอัลบั้มรูปพี่น้องท่านก็จะนำมาลงให้ใหม่ได้ พี่น้องทุกท่านก็ให้กำลังใจ อย่ากังวลนะ พี่น้องบอก แต่ระยะเวลาที่ข้าพเจ้าทุกข์อยู่ประมาณครึ่งวันถึงหายไปในที่สุด ขอบพระคุณพี่น้องทุกท่านที่ให้กำลังใจ และ เป็นกำลังให้ข้าพเจ้าสู้กับกิเลสได้หายทุกข์ ได้อย่างเร็ว ดังคำสอนของท่านอาจารย์หมอเขียว จากหนังสือ บททบทวนธรรม ข้อ 25ว่าเมื่อเกิดทุกข์ ใจ ทุกข์กาย เรื่องร้ายเข้ามาในชีวิต เขามาเพื่อ…ให้เราได้ชดใช้ ให้เราไม่ประมาท ให้เราเพิ่มอริยศีล ให้เราได้สำนึก ให้เราได้หมดวิบาก สาธุ

  2. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง ขอบคุณผู้มาเยือน

    เพื่อนท่านนี้มาทีไรจะพูดลักษณะเดิมๆทุกครั้ง เช่น มาเมื่อไรนี้ กล้วยเริ่มเหี่ยวแล้วนะ ใบยางร่วงเยอะเลย แล้วขอทุนยางแล้วยัง กล้วยสวนโน้นสวยดีนะ(สวนข้างๆ) ตอนแรกก็ได้แต่ยิ้มแล้ว ค่ะๆๆไปเรื่อย พอหลายๆเรื่อง มารเริ่มมาสะกิดบอกว่า น่ารำคาญนะ ตอนแรกไม่เชื่อมารหรอกแต่ยิ่งสนทนายิ่งมากขึ้น จึงรำคาญจริงๆ มารยิ้มเลยเพราะทำหน้าที่สำเร็จเราเชื่อจนได้ พอจับได้ว่ามารหลอกแล้ว รีบผลักมาร ล้างมารออกไปอย่างรวดเร็ว

    ทุกข์ : รำคาญ กับคำพูดของเพื่อน

    สมุทัย : ยึดว่า ถ้าเพื่อนพูดถูกใจจะชอบ เพื่อนพูดไม่ถูกใจจึงรำคาญ

    นิโรธ : เพื่อนพูดถูกใจหรือไม่ ก็ได้ ไม่รำคาญ ใจสบาย

    มรรค : พอล้างมารออกแล้วมาพิจารณาปรับใจด้วยบททบทวนธรรมข้อ 8 คือ” สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา”และข้อ 9 ที่ว่า “ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่น แสดงว่าเรายังไม่เข้าใจตนเอง”การที่เพื่อนมาพูดกับเราแบบนี้เพราะเราเคยพูดอย่างนี้มาไม่ชาตินี้ก็ชาติอื่นๆแค่เขามาให้เราได้รู้ว่าเรายังมีกิเลสอยู่นะ แล้วเรารำคาญเขาได้อย่างไรต้องเข้าใจเขาเพราะเขาไม่ทราบความจริงในเรื่องนั้นๆ ที่จริงที่เขาพูดก็ไม่ผิดแต่ไม่ถูกใจเราเท่านั้น เรามาทำใจเราดีกว่า พอปรับใจได้ก็เบาใจ สบายใจ
    สรุป เบาใจ สบายใจ เพราะเข้าใจชัดเรื่องกรรม อย่างแจ่มแจ้ง และขอบคุณเพื่อนที่คุ้ยมารตัวรำคาญให้เราเห็นแล้วล้างมันออกได้

  3. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    เรื่อง กลัวว่าจะรู้ภาษาไทยน้อย

    เนื้อเรื่อง ได้มาฝึกเขียนการบ้านวิชาราม ก็เบื่อที่จะเขียนภาษาไทย เพราะเขียนไม่ถูก งานเขียนเป็นงานที่เราไม่ชอบทำ เขียนด้วยความรีบเร่งรีบร้อนอยู่ ๆ จิตไม่ดีคิดว่า อายหมู่ (อยาก เอาแต่ใจ) เบื่อๆๆๆ ทำไมๆๆ เราหนักใจที่จะที่จะเขียนการบ้าน

    ทุกข์ น้อยใจที่เขียนภาษาไทยไม่ถูก

    สมุทัย ชังที่เขียนภาษาไทยไม่ถูก ชอบที่เขียนภาษาไทยถูก จะสุขใจชอบใจ

    นิโรธ ได้พยายามฝึกเขียนภาษาไทยให้ถูกต้องอย่างเต็มที่แล้ว และได้ตรวจสอบก่อนส่งว่าถูกต้องแล้ว ก็สุขสบายใจไร้กังวลและไม่น้อยใจหมู่
    มรรค มาพิจารณาดูว่าเราอยากได้อะไรจากการเขียนภาษาไทย

    มาร ถ้าเขียนภาษาไทยถูกจะได้รับคำชม ถ้าเขียนผิด กลัวหมู่ว่าเขียนอะไร อ่านไม่ออก กลัวกังวลหวั่นไหว
    เรา ถ้าเราได้ตรวจสอบการบ้านก่อนส่งแล้วอาจจะมีผิดบ้าง และพยายามฝึกเขียนให้คนอื่นๆ อ่านรู้เรื่อง ด้วย และในช่วงการฝึกใหม่ๆ ก็ยอมรับความจริงว่าต้องฝึกอีกเยอะ ก็ยินดีเต็มใจที่จะถูกบอกให้ปรับการเขียนใหม่ น้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์เพื่อเราจะได้เขียนภาษาไทยให้ได้ดีกว่านี้

    มาร การเขียนการบ้าน เป็นงานที่ลำบาก ไปหางานที่สบายๆ ทำดีกว่า จะได้ไม่อายหมู่

    เรา ยังมีกิเลสอยู่ ก็ต้องมาฝึกเขียนการบ้านให้มากๆ (เขียนให้กิเลสตาย การเขียนคือการสอนกิเลสสอนให้มากๆ) ทำให้มากกว่าพูด ขยันเขียนล้างกิเลสเราบ่อยๆ
    มาร เถียงอีกแล้ว พูดดีกว่าได้ดั่งใจ มีปากไว้พูด นะนะนะ อุตส่าห์หวังดี

    เรา จริงๆ เราโชคดีที่หมู่ให้โอกาสฝึก และได้มีโอกาสฝึกเขียนส่งการบ้าน ทำให้ได้เห็นว่างานทุกงานคือการให้โอกาสตนเองได้ฝึกชีวิตคือการมาฝึก ทำซ้ำๆ ทำบ่อยๆ ก็จะเขียนการบ้านดีขึ้นมาเรื่อยๆอยู่ แต่อาจจะช้า ไม่ได้ดั่งใจ เราบ้างจะได้ฝึกใจเย็น ฝึกเห็นใจคนที่ยังทำอะไรไม่เป็น ทำอะไรไม่เก่งเท่าเรา เช่นเราขับรถเป็น แต่ไม่เมตตาคนที่มาฝึกขับรถใหม่ ชังคนที่มาฝึกขับรถใหม่ ทำไมๆๆ เรื่องแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ทำไม่เป็นเท่าเราดูถูกคนอื่น ตอนนี้เรามาเป็นซะเอง คือต้องมาฝึกเขียนภาษาไทยใหม่ ตรงกับบททบทวนธรรมข้อ๑๓ไม่มีใครทำดีกับเราได้ นอกจากตัวเรา
    เอง ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากตัวเราเอง เราเป็นทายาทของกรรม เรามีกรรมเป็นกำเนิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจะทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจะได้รับผลของกรรมนั้น อย่างแน่นอน ไม่มีอะไรดลบันดาลสิ่งดีสิ่งร้ายให้เราได้ นอกจากวิบากดีร้ายของเราเท่านั้น ที่ดลบันดาลสิ่งดีสิ่งร้ายให้เราได้ เราทำดีก็ได้รับผลดี เราทำชั่วก็ได้รับผลชั่ว พอพิจารณาข้อดีของการได้ฝึกเขียนกิเลสลดลงมากครับ

  4. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน อริยสัจ
    เรื่อง. ต่อใบขับขี่
    เหตุการณ์. ไปต่อใบขับขี่ทำเสร็จเรียบร้อยและกำลังขับรถกลับจะถึงบ้าน มีเจ้าหน้าที่โทรมาบอกว่า ช่วยกลับไปที่สำนักงานขนส่งอีกครั้งได้มั้ยเพราะบัตรที่เราได้น่าจะมีปัณหาอะไรบ้างอย่าง จึงต้องขับรถกลับไปอีกครั้ง

    ทุกข์.ไม่อยากกลับไปอีกครั้ง

    สมุทัย.ถ้าไม่ต้องขับรถกลับไปอีกครั้งจะชอบใจสุขใจ ถ้าต้องกลับไปอีกครั้งจะไม่ชอบใจจะทุกข์ใจ

    นิโรธ. เราจะต้องกลับไปอีกครั้งหรือไม่ต้องกลับไปอีกครั้งก็วางใจไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค. เมื่อต้องกลับไปอีกครั้งก็ยินดีและวางใจให้ได้ว่านี่แหละสมบัติของเราเป็นวิบากของเราแม้กิเลสจะมาอ้างว่าเราไม่อยากกลับไปอีกครั้งเพราะตอนขับรถขาไปเรารู้สึกว่าการขับรถของเรามันเหมือนมีมาตลีมาเตือนตลอดเวลา เดี๋ยวก็มารถปาดหน้าบ้างนุ้นบ้างนี่บ้าง เปลืองน้ำมันบ้าง หรือเสียเวลาถ้าจะกลับไปอีกครั้งเพราะตอนนั้นเราไม่รู้ทันกิเลสมันบอกว่ามันไกลมากเลยนะที่จะกลับไปอีกครั้งนะ แต่เมื่อเรายินดีเต็มใจยอมรับที่จะกลับไปอีกครั้ง คิดว่าเรามาเสียเวลาแค่นี้ก็ดีแล้ว ถ้าเราขับรถกลับไปแบบมีกิเลสเราอาจจะต้องเสียเวลาหรือเสียเงินกับสิ่งอื่นมากกว่านี้ก็เป็นได้ เพราะความยึดมั่มถือมั่นการมีกิเลสจะดึงวิบากร้ายเข้าหาตัว แต่การวางใจทำให้วิบากร้ายเบาบางลงได้ และไม่ไปเหนี่ยวนำให้คนอื่นเป็นตาม และที่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง คือเราไม่การเพ่งโทษถือสาเจ้าหน้าที่เลยเรากลับมองเข้าหาตัวเองว่าเป็นวิบากตามกุศลอกุศลของเรา พอวางใจได้ก็ขับรถกลับไปแก้ไขใบขับขี่แค่แป้บเดียว แล้วก็ขับรถกลับบ้านอย่างโล่งใจและการขับรถก็ไม่มีอุปสรรคตลอดจนถึงบ้านค่ะ
    และได้ใช้บททบทวนธรรมข้อที่13มาพิจารณา คือ การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส คือ ความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา และทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา

  5. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    ชื่อเรื่อง:อ่านเวทนา
    เนื้อหา:ขอให้อาผู้ชายช่วยสอนการปรับต่อหัวสปริงเกอร์(ของเก่าที่ทำไว้แล้ว)เข้ากับสายยางใหม่เพื่อไปใช้ในแปลงผักที่ปลูกไว้ พอชุดแรกใช้ได้ก็เห็นว่ามีของเก่าอีกหลายตัวที่ถูกทิ้งไว้เฉยๆจึงนำมาให้อาอีกคนช่วยปรับใหม่อีก(อาคนแรกทำงาน)คนที่สองก็สอนการต่ออีกแบบที่เรารู้สึกว่าขั้นตอนจะเยอะขึ้น ยุ่งยากขึ้นแต่สามารถเก็บของไว้ใช้ได้ในคราวต่อไปง่ายกว่า เริ่มเห็นเวทนาในจิตที่มันเริ่มต้านวิธีของอาคนที่สองแล้ว เพราะขี้เกียจทำอะไรที่มันยุ่งยากหลายขั้นตอน มันชอบที่จะทำแบบง่ายๆ สบายๆ
    ทุกข์:มันรู้สึกไม่ชอบใจ รู้สึกฝืนๆที่ต้องทำตามวิธีที่มันดูเหมือนยาก
    สมุทัย:กิเลสมันถูกขัดใจ เพราะเขาขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไรที่ดูเหมือนยาก เขาชอบที่จะทำอะไรที่สบายๆ
    นิโรธ:มีความยินดีที่จะทำในสิ่งที่อาแนะนำเพราะพิจารณาเห็นประโยชน์ที่มากกว่า และเห็นแล้วว่ากิเลสของเราเขาขี้เกียจและกำลังเอาแต่ใจ
    มรรค:นึกถึงคำสอนของอาจารย์ที่เปรียบคนที่ชอบสบายก่อนเหมือนการกินอ้อยจากกก(คือส่วนที่หวานสุดก่อน)ไปใบ(ส่วนที่ไม่มีความหวานแล้ว) จึงถามกิเลสว่าเธอจะกินอ้อยจากไบไปกก(ตั้งตนอยู่บนความลำบากก่อนแล้วค่อยสบายทีหลัง)หรือเธอจะกินอ้อยจากกกไปใบ(สบายก่อนแล้วไปลำบากที่หลัง) คนมีปัญญาต้องรู้จักเลือกในสิ่งที่ดีกว่า เลือกในสิ่งที่มีประโยชน์สูงสุดสิ พิจารณาจนเขาลงได้ โดยที่ไม่ได้แสดงอาการออกมาภายนอกชัดเจนนัก เพราะสติเราเห็นเขาตั้งแต่เแรกแล้ว จึงค่อยๆพิจารณาว่าจะเอาเขาลงได้อย่างไร ก็ใช้วิธีพิจารณาประโยชน์ที่มากกว่าในสิ่งที่ทำ ทำให้เขายอม

  6. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    เรื่อง จะพูดยังไงให้เขาเข้าใจ

    เมื่อก่อนเวลาเราเห็นคนอื่นทำเรื่องที่เราคิดว่าไร้สาระ หรือทำเรื่องโง่ ๆ เราจะนึกดูถูกและวิพากษ์วิจารณ์เขาในใจอยู่เสมอ จนติดเป็นนิสัยมักดูถูกคน แต่ตอนนี้เราตั้งศีลไม่เพ่งโทษผู้อื่นแล้ว ทำใจในใจใหม่ว่า โลกนี้ไม่มีใครอยากโง่ แต่ที่เขายังทำสิ่งที่ดูว่าโง่อยู่ ก็เพราะเขาไม่รู้จริง ๆ ถ้ารู้แล้วเขาจะไม่ทำเด็ดขาด ดังนั้น เวลานี้เมื่อเราเห็นคนอื่นทำเรื่องที่เราคิดว่าไม่มีประโยชน์ หรือเป็นโทษมากกว่าประโยชน์ เราจึงมีความรู้สึกสงสาร อยากให้เขาได้รู้ตัวว่ากำลังเสียเวลาทำในสิ่งที่ไม่จำเป็น อยากให้เขาเห็นอย่างที่เราเห็น แล้วเอาเวลาที่เสียไปกับเรื่องไร้สาระนั้นกลับคืนมา เอาเวลาไปทำเรื่องที่สร้างสรรค์กว่า ดีกว่า ได้ประโยชน์มากกว่า แต่ปัญหาก็คือ เราไม่มีปัญญามากพอที่จะพูดหรือแสดงให้เขาเข้าใจได้ว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นมันเสียเวลา มันคือความสูญเสียที่เขาไม่รู้

    ทุกข์ – อยากบอกให้เพื่อนเลิกเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ แต่ไม่รู้จะบอกยังไง

    สมุทัย – มีความอยากแบบยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าช่วยให้คนที่ทำเรื่องโง่ ๆ อยู่ เลิกทำสิ่งนั้นได้ จะสุขใจ ถ้าช่วยไม่ได้จะทุกข์ใจ

    นิโรธ – สภาพปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ช่วยเขาได้ก็สุขใจ ช่วยไม่ได้ก็สุขใจ ยินดี พอใจ ไร้กังวล

    มรรค – พิจารณาให้เห็นความจริงตามความเป็นจริงว่า แม้เราจะได้เปลี่ยนความคิดจากการดูถูกเพ่งโทษคนที่ทำเรื่องโง่ ๆ มาแล้ว และได้เปลี่ยนมาเป็นความเมตตา สงสาร อยากให้เขาหายโง่ อยากให้เขาได้ดี แต่เรายังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ เป็นอาการในใจที่ยังยึดอยู่ว่า ถ้าช่วยเขาให้หายโง่ได้จะสุขใจ ถ้าช่วยไม่ได้จะทุกข์ใจ ความคิดแบบนี้แหละที่เป็นกิเลสของเรา เป็นความโง่ของเราเอง แม้เราเองก็ยังโง่อยู่ แล้วจะมีปัญญาไปช่วยให้คนอื่นหายโง่ได้อย่างไร เราจึงต้องหันมาพิจารณาความโง่ของตัวเองก่อน เลิกคิดตามกิเลส เปลี่ยนมาคิดแบบพุทธะ ปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาจากความหลงผิด แล้วทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า แม้เราจะช่วยใครให้หายโง่ได้ เราก็จะสุขใจแค่ชั่วคราว มันเป็นความสุขที่ไม่เที่ยง แป๊บเดียวก็หายไป พอไปเห็นคนอื่นที่ทำเรื่องโง่ ๆ อีก เราก็จะกลับไปทุกข์ใจที่อยากช่วยเขาอีก ถ้าเป็นแบบนี้เราก็จะวนเวียนอยู่กับสุขกับทุกข์ไปเรื่อย ๆ อีกนานเท่านาน

    นอกจากนี้ เราก็พิจารณาเรื่องวิบากกรรมให้แจ่มแจ้งว่า การที่เขายังต้องทำเรื่องโง่ ๆ อยู่ โดยไม่รู้ตัว มันเป็นวิบากกรรมที่เขาต้องรับ ถ้ายังมีวิบากอยู่ ต่อให้ใครพูดอะไรยังไงเขาก็จะยังเข้าใจไม่ได้ จนกว่าวิบากนั้นจะเบาบาง หรือมีวิบากดีมาหนุน เขาจึงจะออกจากความโง่นั้นได้ แม้เราเองก็น่าจะมีเรื่องที่เรายังโง่อยู่เหมือนกัน แต่เราก็มองไม่เห็นเรื่องที่เราโง่อยู่ เพราะวิบากร้ายมาปิดกั้นไม่ให้เรารู้ สิ่งที่เราทำได้ก็มีแต่ อดทน รอคอย ให้อภัย ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ จนกว่าวิบากร้ายจะเบาบาง วิบากดีมีพลังมากขึ้น พอที่จะแหวกความโง่ที่ปิดกั้นอยู่ออกมาได้ เราจึงจะหายโง่ได้จริง ๆ

    สุดท้าย เราก็อาศัยบททบทวนธรรมมาตอกย้ำให้ตัวเองหายโง่อีกทีหนึ่ง ด้วยบททบทวนธรรมข้อที่ 130 ว่า “อย่าแบกชีวิตคนอื่น อย่าทำผิดหน้าที่ อย่าทำเกินหน้าที่ ถ้าเขาไม่ฟังเรา ให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น ให้เขาทำอย่างที่เขาต้องการจะทำ ปล่อยวาง ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต ถ้าเราได้พยายามบอกแล้ว สอนแล้ว เตือนแล้ว แต่เขายังไม่ฟัง เราสอนเขาไม่ได้ แปลว่าการสอนเขาไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา หน้าที่เราคือ ทำเต็มที่เต็มแรง อย่างรู้เพียรรู้พัก แล้วปล่อยวาง ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต” เมื่อบอกตัวเองจนเชื่อและชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็หายโง่ หายทุกข์ได้แล้ว

  7. นปภา รัตนวงศา

    ชื่อเรื่อง ช่วยบอกหมอให้หน่อย
    22 กพ 64
    เมื่อวานตอนบ่ายพ่อมีอาการหอบมากขึ้นอีก จนต้องมารพ.ที่ห้องฉุกเฉินหมอได้พ่นยา ฉีดยา ให้น้ำเกลือ เจาะเลือด เอกชเรย์ นอนรพ.เมื่อคืนนอนเฝ้ายังมีอาการหอบ ไอมีเสมหะเยอะ
    7.30น น้องสะใภ้มาเปลี่ยนกำลังจะถึงรถ พ่อโทรหา” ลูกกลับอยู่กับพ่อให้หมอตรวจก่อนได้ไหม จะได้บอกว่าพ่อมีอาการอย่างไร แล้วค่อยกลับ”
    ก็กลับมาอยู่ ดูแลพ่อต่อ อยู่รอจนเที่ยง หมอก็ยังไม่มาตรวจ มีอาการขุ่นๆพ่อ ให้เรารอทำไม น้องก็ดูพ่อมาตลอด สามารถบอกอาการพ่อได้

    ทุกข์ ขุ่นๆใจพ่อที่ให้อยู่รอหมอตรวจก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน

    สมุทัย ถ้าพ่อให้รอพบหมอก่อนจะไม่ชอบใจ ถ้าพ่อให้กลับบ้านจะชอบใจ

    นิโรธ จะรอพบหมอตรวจพ่อก่อนหรือได้กลับบ้านก็ชอบใจ สุขใจ

    มรรค มองกลับมาพิจารณาตัวเอง นั่นตัวเราเอง ตัวเราชัดๆ แต่ก่อนก็เอาแต่ใจแบบนี้แหละ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ถ้าไม่ทำตามก็โมโห ขว้างปาสิ่งของ แต่นี่พ่อพูดจาดี พูดขอร้องดีๆ ท่านเห็นว่าเราเป็นพยาบาลสามารถพูดคุยกับหมอแถมได้ดูแลรู้อาการมาทั้งคืน คงจะพูดได้ดีกว่า ดีเสียอีกได้ล้างกิเลส และได้ทำกุศลในการดูแลพ่อเพิ่มด้วย ต้องขอบคุณพ่อด้วยที่กระทุ้งกิเลสตัวนี้ออกมาอีกให้เราได้ล้าง
    ใช้บททบทวนธรรมข้อ8 สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา ข้อ9 ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่นแสดงว่า เรายังไม่เข้าใจตนเอง
    หลังพิจารณาแล้วใจลดความขุ่นลดลงประมาณ 80% ไม่เกลี้ยงแต่จะพากเพียรต่อไปค่ะ..สาธุ

  8. นปภา รัตนวงศา

    23 กพ 64
    ชื่อเรื่อง น้องพยาบาลล้างทุกข์
    เนื่องจากพ่อนอนรพ. คืนแรกได้นอนเฝ้าพ่อ ตอนเช้าพ่อให้อยู่ต่อ เพื่อจะได้คุยกับหมอก่อนค่อยกลับบ้าน ฟังธรรมะพ่อครู ตามด้วยของอาจารย์ไปเรื่อยๆ เที่ยงกว่าแล้วหมอยังไม่ขึ้นตรวจ ใจเริ่มขุ่นๆ ไปปรึกษาน้องพยาบาล ท่านแจ้งว่าหมอท่านนี้จะออกตรวจผู้ป่วยนอกก่อน ถึงจะเข้ามาตรวจผู้ป่วยในตึก มีคนไข้ที่ค้างตรวจ 5-6 คน

    ทุกข์ ขุ่นใจที่น้องพยาบาลไม่แจ้ง หมอขึ้นตรวจช้า

    สมุทัย ชอบใจถ้าน้องพยาบาลแจ้งเรื่องหมอ ไม่ชอบใจถ้าน้องพยาบาลไม่แจ้งเรื่องหมอ

    นิโรธ น้องพยาบาลจะแจ้งหรือไม่แจ้งเรื่องหมอก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค พิจารณาใหม่คิดใหม่ หันกลับมามองตัวเองอย่ามองไปเพ่งแต่คนอื่น เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาแท้ๆ ยังไม่เข้าใจวิชาชีพตัวเองอีก จะเอาอะไรหนักหนา เอามาจนเป็นโรครูมาตอย กล้ามเนื้อเกร็งค้าง ตอนนี้ก็ยังไม่หายสนิทจะเอาเพิ่มอีกใช่ไหม ไม่แล้ว ไม่เอาแล้ว
    ได้พูดคุยกับน้องพยาบาลปกติเขาก็แจ้งผู้ป่วยและญาติทุกครั้ง แต่วันนี้ลืม ก็เข้าใจในภาระงานของท่านที่ต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครอยากพร่องอยากพลาด ตัวเองทำงานก็พร่องก็พลาดมาเยอะไปหมด ก็สำนึกผิดยอมรับผิด ขอโทษขออโหสิกรรมที่ไปเพ่งโทษน้องเขา ใช้บททบทวนธรรมข้อ46 เกิดอะไร จงท่องไว้ กูทำมา และขอบคุณที่ช่วยกระทุ้งกิเลสตัวนี้ออกมาให้
    และขอบคุณ คุณหมอที่เอาภาระงานเต็มที่ ตรวจผู้ป่วยนอกจนหมดเที่ยงกว่า แล้วมาตรวจผู้ป่วยในต่อ จนบ่ายโมงกว่าถึงได้ลงไปรับประทานอาหารเที่ยง เข้าใจและเห็นใจจริงๆ ตรงบททบทวนธรรมข้อ155 ถ้าสุขภาพพึ่งตนไม่ได้ หมอและคนไข้จะพากันป่วยตาย
    หลังพิจารณาใจเบิกบาน แจ่มใส..สาธุ

  9. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    อริยสัจสี่ส่ง 23 กุมภาพันธ์ 2564

    เรื่อง ฝันร้าย

    เนื้อเรื่อง กลางคืนนอนหลับแล้วฝันว่ามีคนมากดที่ท้องทำให้กลัวและหายใจไม่สะดวกเหมือนจะขาดใจ จึงร้องให้คนช่วย แล้วเสียงเราก็ออกมาข้างนอกเต้น จนเพื่อนจิตอาสาได้ยิน และเดินมาหาเราและพูดว่าใคร ๆ เป็นอะไร เราก็รู้สึกตัวและตอบว่าพี่เอง เพื่อนก็ถามว่า เป็นอะไร ก็บอกไปว่าฝันไป หลังจากนั้นจึงเอาบัตรประชาชนมาวางไว้ใกล้ๆ เผื่อว่าเป็นอะไรไป เพื่อนจะไม่ลำบากหา แล้วก็นอนหลับต่อไป รุ่งขึ้นได้เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็ถามว่าแล้วป้ากลัวตายไหม เราตอบว่าไม่ เพื่อนก็บอกว่าเราเคยกลัวซึ่งความกลัวนี้มันเก็บอยู่ในจิตใต้สำนึกมันจะออกมาเวลาไหนก็ได้ แล้วจะมาทำให้เราฝัน เพราะเราเคยกลัวมาหลายชาติ แต่เมื่อเรานึกย้อนอดีต เราเคยทำให้เด็ก ๆ กลัวเรามาก เมื่อเด็กเจอเราเขาจะวิ่งหนี วิบาก ที่สร้างขึ้นมาในครั้งนี้จึงทำให้เราฝันร้าย

    ทุกข์ ฝันร้าย

    สมุทัย ถ้าไม่ฝันจะสุขใจ ถ้าฝันจะทุกข์ใจ

    นิโรธ จะฝันหรือไม่ฝันเลยก็สุขใจ

    มรรค ความกลัวที่สะสมมาแต่อดีตซึ่งอยู่ใต้จิตสำนึกของเรา หรือไม่ก็เราเคยไปทำให้คนกลัวเรา ไปทำให้เขาตกใจกลัว เราจึงต้องมารับวิบากที่เราทำมา เราจึงตั้งจิตสำนึกผิด หรือยอมรับผิด ขอรับโทษ เต็มใจรับโทษ หรือขออโหสิกรรม ตั้งจิตหยุดสิ่งไม่ดีอันนั้น และตั้งจิตทำความดีให้มากๆ คือลดกิเลสให้มากๆ เกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มากๆ ยอมรับวิบากกรรมของเรา รับแล้วก็หมดไปแล้วจะโชคดีขึ้น

  10. นางสาวนาลี วิไลสัก

    23/2/64
    เรื่อง : ไปเยี่ยมเพื่อนที่ป่วย
    เหตุการณ์ : เมื่อวานมีนัดกับเพื่อนๆ ที่เป็นครูในโรงเรียนเดียวกันว่าจะเยี่ยมเพื่อนอีกคนที่ป่วยอยู่ แต่เรายังติดภาระที่ต้องไปรับลูกจากโรงเรียนมาเลยทำให้เราได้ตามเพื่อนไปทีหลัง
    ทุกข์ : กลัวจะไม่ได้ไปพร้อมกับเพื่อน
    สมุทัย : ชอบที่จะได้ไปพร้อมกับเพื่อน ชังถ้าไปไม่ทันเพื่อน
    นิโรธ : เราจะได้ไปพร้อมกับเพื่อน หรือ เพื่อนจะไปก่อนเราก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : หันมาคุยกับมารก่อน
    มาร : บ่นๆ…จะทำไงน้อบ่ายนี้เพื่อนๆ เลิกเรียนแล้วก็ต้องออกไปพร้อมกันหมด แต่เรายังต้องไปรับลูก คงไปไม่ทันเพื่อนแน่ๆ เลย แถมเราก็ไม่รู้ว่าบ้านของเพื่อนเป็นหลังไหนกันหว่า
    เรา : แหม!…เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะน่ากังวลเลย ถ้าไปไม่ทันเพื่อนก็โทรหาเพื่อนเขาจะบอกเราเอง เรื่องใหญ่กว่านี้เราก็เคยผ่านมาแล้วไม่เห็นจะเป็นไรเลย
    หลังจากไปรับลูกมาถึงบ้านเราก็มาพิจารณาว่าเอ!เราจะไปให้กำลังใจเพื่อนที่ป่วยแต่เรากลับป่วยใจอยู่ถ้าเป็นอย่างนี้เราก็จะไปเติมความป่วยให้เพื่อนอะดิ งั้นเราขอรักษาให้ตัวเองหายป่วยก่อนจึงค่อยไปเยี่ยมเพื่อน ตรงกับ บทธ (ใจที่เป็นสุข สุขที่สุดในโลกใจที่เป็นทุกข์ ทุกข์ที่สุดในโลก) ถึงเราไปไม่ทันเพื่อนแต่เราทันมารก็คุ้มเกินคุ้ม ถ้าจะไปก็ไปด้วยใจเป็นสุข มาถึงตรงนี้มารสลาย เราก็ออกไปหาเพื่อนด้วยใจเบิกบานค่ะ

  11. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    24/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : เขียนการบ้าน
    มีความกังวลเรื่องการบ้านอริยสัจ 4 ถ้าเราเขียนการบ้านมากไป ยาวไปแล้วกลัวว่าเพื่อนจะรำคาญ
    ทุกข์: กลัวเพื่อนจะรำคาญ
    สมุทัย : ชังถ้าเพื่อนรำคาญ ชอบใจถ้าเพื่อนไม่รำคาญ
    นิโรธ : เพื่อนจะรำคาญหรือไม่รำคาญที่เราส่งการบ้านมากไปก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: ในการเขียนการบ้านแต่ละเรื่องผู้เขียนก็พบว่า แต่ละเรื่องก็มีกิเลสซ้อนกันอยู่หลายตัว ถ้าเราจะเขียนการบ้านเรื่องเดียวไปพร้อมกับการล้างกิเลสหลาย ๆ ตัว กลัวว่าการบ้านจะยาวไป มากไป แล้วเพื่อนจะรำคาญ กิเลสมันไม่ชอบใจสภาพที่เพื่อนรำคาญ มันไม่ชอบการถูกตำหนิ วันนี้เลยได้การชี้ขุมทรัพย์จากหมู่มิตรดีว่า แต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน เราจะทำอะไรให้ใครพอใจไปหมดทุกคนเป็นไปไม่ได้ ไม่เคยมีใครที่ไม่ถูกตำหนิ การเขียนการบ้านอริยสัจ 4 เป็นสิ่งที่มีประโยชน์เพราะนอกจากจะทำให้เราพ้นทุกข์แล้ว เพื่อนที่เข้ามาอ่านก็ได้ประโยชน์จากการล้างทุกข์ของเราด้วย ใครจะชอบใจหรือไม่ชอบใจมันเป็นเรื่องของเรา คนที่ได้ประโยชน์คือเรา พิจารณาแบบนี้แล้วรู้สึกโปร่งโล่งสบาย รู้สึกมีแรงที่จะทำความเพียรคือการทำการบ้านเพื่อล้างทุกข์ให้เพิ่มขึ้น

  12. นางศรีรวม มั่งมา

    การบ้านอริยสัจ4
    ชื่อเรื่อง ทุกข์ซ้ำซากจากขนม
    เมื่อวานมีงานอบรมอสม.เพื่อนร่วมงานขอให้สั่งขนมเบรคเราสั่งขนมถั่วแปบ แม่ค้าแถมอันที่แตกให้หังอาหารเช้าเรากิน3ชิ้น และมีคนมีคนมาพอกตาพอกเข่าแนวทางการแพทย์แผนไทยโดยนักการแพทย์แผนไทยจากรพ.สันทราย คนมาพอกเขาทำขนมวุ้นหน้ามะพร้าวมาแจกเขาให้เรา7ชิ้นบ่งให้เพื่อนร่วมงานไป5ชิ้น พอดีกลางวันเรารีบไปรับอุปกรณ์การแพทย์ที่นำไปสอบเทียบมาตรฐานกับศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มาเปิดให้บริการห่างที่ทำงาน5กม.เลยรีบกินข้าว
    พอกลับมารู้สึกเบาท้องกิเลสบอกว่ากินเสียซิส่วนของเธอ ใจมันอยากอยู่แล้วอีกใจบอกไ่ม่กิน ใจที่อยากินชนะแถมกล้วยหอมอีกใบ พอกลางคืนก็คันมีผื่นข้นที่เคยขึ้น ข้อเท้า หลัง ลำตัว ใจก็นึกรู้ทันที บอกไม่จำกินขนมใส่น้ำตาลไม่ได้ไม่รู้จักจำ
    ทุกข์ รำคาญจากอาการคันอดเกาไม่ได้โทษตัวเองที่อดไม่ได้ตามใจกิเลส
    สมุทัย ไม่ตั้งจิตพิจารณาถึงโทษพิษของสิ่งที่เคยกินแล้วให้โทษต่อร่างกาย
    ผิดศีลข้อ1เบียดเบียนตัวเอง
    นิโรธ ต้องตั้งมั่นในศีล และหลักอปัณหกธรรมข้อโภชเนมัตตัญญุตา
    มรรค ต้องตั้งจิตให้มั่นรักษาศีล(สังวรศีล)ไม่ผิดศีล๕ มีสติสัมโพชฌงค์พิจารณาแยกรูป นาม ผัสสะโทษจากการเกาขี้กลาก สัญญาวิปลาสที่จดจำรสอร่อยของขนม ของไม่ดีว่าเป็นของดี สุดท้ายต้องยึดตามทบทวนธรรมเพราะโรคภูมิแพ้ไม่หายง่ายแต่ก็ดีที่เขาคอยเตือนเราไม่ให้ผิดศีลคืออย่ากลัวโรค โรคไม่หายตอนเป็นก็หายตอนตาย เราสู้กับโรคเรามีแต่ชนะกับเสมอเท่านั้นต้องแก้โรคด้วยใจไร้ทุกข์ ใจดีงาม รู้เพียรรู้พัก สมดุลร้อนเย็น ใช้ในสิ่งที่รู้สึกสบาย

  13. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    24/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : เขียนการบ้าน
    มีความกังวลเรื่องการบ้านอริยสัจ 4 ถ้าเราเขียนการบ้านมากไป ยาวไปแล้วกลัวว่าเพื่อนจะรำคาญ
    ทุกข์: กลัวเพื่อนจะรำคาญ
    สมุทัย : ชังถ้าเพื่อนรำคาญ ชอบใจถ้าเพื่อนไม่รำคาญ
    นิโรธ : เพื่อนจะรำคาญหรือไม่รำคาญที่เราส่งการบ้านมากไปก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: ในการเขียนการบ้านแต่ละเรื่องผู้เขียนก็พบว่า แต่ละเรื่องก็มีกิเลสซ้อนกันอยู่หลายตัว ถ้าเราจะเขียนการบ้านเรื่องเดียวไปพร้อมกับการล้างกิเลสหลาย ๆ ตัว กลัวว่าการบ้านจะยาวไป มากไป แล้วเพื่อนจะรำคาญ กิเลสมันไม่ชอบใจสภาพที่เพื่อนรำคาญ มันไม่ชอบการถูกตำหนิ วันนี้เลยได้การชี้ขุมทรัพย์จากหมู่มิตรดีว่า แต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน เราจะทำอะไรให้ใครพอใจไปหมดทุกคนเป็นไปไม่ได้ ไม่เคยมีใครที่ไม่ถูกตำหนิ การเขียนการบ้านอริยสัจ 4 เป็นสิ่งที่มีประโยชน์เพราะนอกจากจะทำให้เราพ้นทุกข์แล้ว เพื่อนที่เข้ามาอ่านก็ได้ประโยชน์จากการล้างทุกข์ของเราด้วย ใครจะชอบใจหรือไม่ชอบใจมันเป็นเรื่องของเเต่ละท่าน ไม่อาจเดาใจได้ แต่คนที่ได้ประโยชน์คือเรา พิจารณาแบบนี้แล้วรู้สึกโปร่งโล่งสบาย รู้สึกมีแรงที่จะทำความเพียรคือการทำการบ้านเพื่อล้างทุกข์ให้เพิ่มขึ้น

  14. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    24/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : เพื่อนทะเลากับสามี(2)
    เพื่อนเอาเรื่องที่ทะเลาะกับสามีมาเล่าให้ผู้เขียนฟังหลายครั้ง คราวที่แล้วก็ได้แนะนำวิธีการแก้ปัญหาไปแล้ว แต่เพื่อนก็ยังมาเล่าเรื่องเดิมซ้ำซาก เหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง อยากจะให้ฟังเรื่องของตัวเอง ทำให้ผู้เขียนรู้สึกรำคาญที่ต้องฟังปัญหาที่ไม่ยอมแก้ไข
    เรื่องนี้มี 2 ประเด็นที่อยากล้างทุกข์คือ
    ประเด็นที่ 1
    ทุกข์: รำคาญเพื่อนที่เล่าเรื่องเดิมๆ
    สมุทัย : ไม่ชอบใจที่ต้องฟังเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ
    นิโรธ : เพื่อนจะเล่าเรื่องเดิม ๆ หรือไม่เล่าเรื่องเดิมก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค:ผู้เขียนมักจะแอบโทษเพื่อนคนนี้อยู่ในใจว่า เอาเรื่องเดิม ๆ แบบนี้มาเล่าอีกแล้ว เบื่อที่จะฟังแล้ว เพราะ ฟังแล้วหดหู่ใจ ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 8 “ สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา” พิจารณาว่า เราเอง ก็เคยเป็นคนที่ชอบบ่นพร่ำเพรื่อแบบนี้จนเป็นที่รำคาญของคนอื่นมาก่อน ก็ต้องยอมรับผลกรรมอันนี้ เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง ขอบคุณที่เขาได้มาให้เราได้บำเพ็ญได้ช่วยเขาให้เขาได้สบายใจขึ้น

    ประเด็นที่ 2
    ทุกข์: อยากให้เพื่อนเชื่อเรา แก้ปัญหาตามที่เราแนะนำ
    สมุทัย : ทุกข์ใจที่เพื่อนไม่ยอมเชื่อเรา จะสุขใจถ้าเพื่อนเชื่อเรา ถ้าเพื่อนยอมแก้ปัญหาตามที่เราบอก
    นิโรธ : เพื่อนจะเชื่อเราหรือไม่เชื่อเราก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: ผู้เขียนเอาเรื่องของเพื่อนมาทุกข์ เหมือนเป็นเรื่องของตัวเอง พอเพื่อนไม่ทำตามที่แนะนำ กิเลสมันก็ไปดูถูกเพื่อนว่า”โง่” ไม่เข้าใจเพื่อนว่าทำไมทุกข์แล้ว ยังจะจมอยู่ในกองทุกข์ ทำไมไม่พาตัวออกมาจากปัญหา เราแนะนำสิ่งดีที่สุดไปแล้ว เรา ปรารถนาดีกับเขา เวลามีเรื่องก็มาเล่าให้เราฟัง แต่ไม่ยอมเชื่อเรา ยึดดีคิดว่าสิ่งที่เราแนะนำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราอยากจะขโมยความดีจากเพื่อน เลยหันกลับไปด่ากิเลสว่า “ มึงไปเสือกกับเรื่องของเขาทำไม? มันใช่หน้าที่ของมึงมั๊ย? มึงนั่นแหละที่โง่ ไปเอาเรื่องเพื่อนมาทุกข์” ใช้บททบทวนธรรมข้อที่130 “ อย่าแบกชีวิตคนอื่น อย่าทำผิดหน้าที่ อย่าทำเกินหน้าที่ ถ้าเขาไม่ฟังเรา ให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น ให้เขาทำอย่างที่เขาต้องการจะทำ ปล่อยวาง ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต ถ้าเราได้พยายามแล้ว บอกแล้ว สอนแล้ว เตือนแล้ว แต่เขายังไม่ฟัง เราสอนเขาไม่ได้ แปลว่า การสอนเขา ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา หน้าที่เราคือ ทำเต็มที่เต็มแรงอย่างรู้เพียรรู้พัก แล้วปล่อยวางให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต” พิจารณาว่า เราจะไปเอาดีให้เขาเชื่อและทำตามเราตอนนี้มันอาจจะยังไม่ใช่เวลา มันเป็นวิบากที่เพื่อนต้องรับ เขา จึงต้องชดใช้วิบาก เมื่อหมดวิบากแล้ว ก็จะดีขึ้นเอง พิจารณาแบบนี้แล้วใจก็เบาสบายขึ้น

  15. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    เรื่อง กลัวเพื่อนอึดอัดใจ

    เนื้อเรื่อง ช่วงนี้ได้มีโอกาสฝึกเขียน การบ้านทุกอริยสัจ๔ เพราะมีหมู่คอยสอนพิมพ์หนังสือ (สอน

    คอมพิวเตอร์ให้) เพื่อจะส่งการบ้านก็จะได้ฝึกพร้อมกันกับหมู่ไปด้วย แต่ก็เขียนยังไม่ดีพอ กลัวว่า

    ส่งออกไปหมู่จะอึดอัดใจ มีความกังวลใจ ตลอดเวลา แต่ว่าจะทิ้งโอกาสดีๆๆ แบบนี้ไปก็เสียดาย

    เวลาที่ถูกทิ้ง (โดยเปล่าประโยชน์) ไปทุกวันๆ

    เล็งเห็นประโยชน์ ของการได้ฝึก เขียนการบ้านเป็นการที่เราจะได้ฝึกใช้ภาษาไทยสื่อออกมาว่าเราได้อะไรจากธรรมะของ พระพุทธเจ้าและได้น้อมนำมาฝึกที่ตนเองอย่างไร แล้วสื่อออกมาทางการเขียนเป็นการบ้านทุกอริยสัจ๔ (จะขอฝึกให้กล้าแกร่งทั้งเรี่ยวแรงและวิญญาณ)

    ทุกข์ กลัวเพื่อนอึดอัดใจ
    สมุทัย ชังถ้าเพื่อนอึดอัดใจ ชอบใจถ้าเพื่อนไม่อึดอัดใจ
    นิโรธ เพื่อนจะอึดอัดใจหรือไม่ที่เราส่งการบ้านเยอะไปก็ได้ ใจไร้ทุกข์

    มรรค ในการฝึกเขียนการบ้านทุกอริยสัจ๔ ในแต่ละครั้งต้องใช้เวลา (บางครั้งหลายวันกว่าจะได้แต่ละเรื่อง) คิดย้อนอดีต หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้น  ว่ามีกิเลสกี่ตัว ออกมาเป็นตัวหนังสือ (สื่อสภาว

    ธรรมออกมาเป็นภาษาไทย) ผู้เขียนพบว่ามีกิเลสในการเขียนอยู่หลายตัว โลกธรรม กลัวถูกตำหนิ

    โอ้อวดว่าตนเขียนเก่ง (อดีตหลงว่าเขียนการบ้านจะได้อะไร) การเขียนการบ้าน  เป็นการแสดงตัว

    ตนของเราว่ามีกิเลสอะไรบ้าง ล้างได้เท่าไหร่ สื่อออกมา    เป็นภาษาไทย หมู่มิตรดีจะได้ช่วยเรา

    ได้ว่า เราปฏิบัติถูกหรือผิด จะได้เปิดเผยต่อหมู่มิตรดี    และช่วยกันเอาภาระบอกสอนกันด้วยความปรารถนาดีตามภูมิ ของแต่ละคน    คนที่เห็นประโยชน์จะมาฝึกตาม    ส่วนผู้เขียนยิ่งเขียนยิ่งพ้นทุกข์ตามลำดับ (อดีตเคยเพ่งโทษคนที่เขียน และส่งการบ้าน)

    การที่ครูบาอาจารย์และหมู่มิตรดี ได้จัดองค์ประกอบดีๆ ให้แล้ว ที่เหลือผมก็มาขอฝึก    พร้อมกับ

    หมู่สิ่งที่ได้คือ๑ ฝึกเป็นคนยอมหมู่ เคารพหมู่ ฝึกเป็นคนรู้จักอดทนต่อความลำบาก ส่วนเพื่อนที่

    อึดอัดใจก็ต้องเห็นใจกัน เราก็เคยอึดอัดใจคนที่เขียนการบ้าน เราก็เคยเข้าใจผิดเพื่อน ตอนนี้เรามา

    ใช้หนี้ที่เราเคยทำมา เคยไปตำหนิเพื่อนที่เขียนและส่งการบ้านว่าจะพ้นทุกข์ได้จริงหรือ เราก็ต้อง

    ทำใจเราให้เป็นสุข โดยการทำดีเต็มที่ ก็สุขเต็มที่ ทำดี ถูกแกล้งให้ได้ ถูกเข้าใจผิดก็ได้ ถูกทำไม่ดีตอบสารพัดให้ได้ (เข้าใจกรรมเรา เข้าใจ กรรมเขา เชื่อและชัดเรื่องกรรม) พอพิจารณาแบบนี้ทำให้ใจเบาสบายขึ้นคลายความกลัวความกังวลลงมากเลยครับ

  16. สายใจ อ่อนแก้ว

    เรื่อง. ไม่ได้ดั่งใจ
    ความว่า ป้าแต้วเป็นผู้รับเหมาทำงานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอสทิงพระ
    อำเภอสิงหนคร,อำเภอจะนะ
    และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดสงขลา ( ในนามหจก.) ประเภทงานก็แบบเดียวกับการไฟฟ้า คือบริเวณไหนไฟฟ้าตก(ความหมายคือชาวบ้านใช้ไฟไม่พอกับความต้องการ) ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นบริเวณไหนชาวบ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ก็ไปขยายเขตให้ชาวบ้านมีไฟฟ้าใช้แต่ที่ไม่ได้ดั่งใจจนต้องเขียนเป็นการบ้านก็คือ เดือนกุมภาพันธ์ 2564 มีงานเร่งด่วน ชาวบ้านมาขอใช้ไฟเพื่อจะเปิดแพปลา ภายในวันที่ 16. กพ. 64. ป้าแต้วได้งานมาจากการไฟฟ้าวันที่ 8 กพ 64 และไฟฟ้าขอร้องให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามวันที่ไฟฟ้ารับปากกับผู้ใช้ไฟร้องขอ ( คือวันที่ 16
    กพ. 64 ) หจก.ป้าแต้ว ดำเนินการไปแล้วจนสามารถจ่ายไฟได้ แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรายการจ้างถึงทำให้จนถึงปัจจุบันการไฟฟ้ายังไม่สามารถดำเนินการจ้างให้ป้าแต้วได้ มาสอบถามกับการไฟฟ้าได้ความว่า ยังไม่เปลี่ยนแปลงรายการจ้างให้เรียบร้อย. จึงไม่สามารถจ้างได้
    ทุกข์ งานไม่ได้ตามเป้า
    สมุทัย ชอบถ้าไฟฟ้าทำงานจ้างให้เร็ว. ไม่ชอบไฟฟ้าจ้างงานช้า
    นิโรธ ไฟฟ้าจะจ้างเร็วหรือช้าก็ไม่ทุกข์ วางใจ
    มรรค สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา พิจารณาแล้ว สมัยก่อน(ชาติที่แล้ว) เราอาจะเคยทำงานกับการไฟฟ้ามา และเราคงเคยทำแบบนี้มาก่อนหลายๆๆๆ ครั้ง ส่งผลให้การกระทำในชาตินี้มีผลต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ทุกข์ใจหรือกระวนกระวายใจเหมือนเมื่อก่อน ถ้าเป็นสมัยก่อน ก่อนจะมาเป็นจิตอาสา
    เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้จะโวยวายและจะตำหนิการทำงานของพนักงานไฟฟ้าแล้ว แต่ปัจจุบัน สามารถทำงานท่ามกลางความขาดแคลนได้ และสามารถสื่อสารกับการไฟฟ้าอย่างมีเหตุผลโดยที่ใจเราไม่ทุกข์ได้