การบ้าน อริยสัจ 4 (ุ8/2564) [38:63]

640221 การบ้าน อริยสัจ 4 (8/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 15-21 กุมภาพันธ์ 2564 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สัปดาห์นี้มีผู้ส่งการบ้านทั้งหมด 38 ท่าน 63 เรื่อง

  1. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร) (5)
  2. สมพงษ์ โขงรัมย์ (6)
  3. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  4. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)
  5. สาวิตรี มโนวรณ์ (5)
  6. ปิ่น คำเพียงเพชร (2)
  7. อรวิภา กริฟฟิธส์
  8. นางพรรณทิวา เกตุกลม (3)
  9. จิรานันท์ จำปานวน(2)
  10. นปภา รัตนวงศา
  11. บัณฑิตา โฟกท์ มุกแสงธรรม
  12. น.ส จรรญา ชุมจีด (สร้างกลิ่นศีล)
  13. เสาวรี หวังประเสริฐ
  14. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์
  15. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)
  16. นางสาวนาลี วิไลสัก (3)
  17. สุกัญญา มโนบาล ใจแสงธรรม
  18. นปภา รัตนวงศา (2)
  19. sirikwun saelim
  20. มั่นศีลขวัญ. นางสนทยา กันทะมูล
  21. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า) (2)
  22. นางจิราภรณ์ ทองคู่
  23. สุดใจ​ โสะหาบ
  24. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์
  25. นางสุมา ไชยช่วย
  26. นายรวม เกตุกลม
  27. ขวัญจิต เฟื่องฟู (2)
  28. พรพิทย์ สามสี (2)
  29. นางมัณฑนา ชนัวร์ เตี้ย ศีลประดับ
  30. สำรวม แก้วแกมจันทร์ (2)
  31. นส.พวงผกา โพธิ์กลาง
  32. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)
  33. จิราวรรณ ดาโรจน์
  34. ประคอง เก็บนาค
  35. สาคร รอดรัตน์(ป้าหนุ่ย)
  36. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
  37. นฤมล ยังแช่ม
  38. นธกานต์ สุวรรณ (แผ้วใจพุทธ)

Tags:

63 thoughts on “การบ้าน อริยสัจ 4 (ุ8/2564) [38:63]”

  1. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    14/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : เกือบโดนแซงคิว
    ไปยืนรอคิวซื้อของ 20 นาทีแล้วก็ยังไม่ได้ มีลูกค้ามาทีหลังผู้เขียน พอเขารู้ว่าผู้เขียนสั่งของหลายอย่าง เขาก็ไปแอบพูดกับแม่ค้าว่า “ลัดคิวให้เขาก่อนได้มั๊ย ผู้เขียนสั่งหลายอย่าง เขาสั่งแค่อย่างเดียว) ผู้เขียนเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็รู้สึกขุ่นใจขึ้นมา
    ทุกข์ : ขุ่นใจที่จะถูกเอาเปรียบ
    สมุทัย : ไม่ชอบใจถ้าถูกแซงคิว จะสุขใจถ้าทุกคนปฏิบัติตามคิว
    นิโรธ : จะได้ก่อน ได้หลัง ได้ตามคิว ไม่ได้ตามคิว ก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: กิเลสมันไม่ยอม รู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบ มันบอกว่า” เรายืนรอคิวมาตั้ง 20 นาทีแล้ว ร้อนก็ร้อน นานก็นาน ยังไม่คิดจะขอแซงคิวคนอื่น ทุกคนก็รอเหมือนกัน เขาก็อยากได้เร็ว ๆเหมือนกัน ตัวเองเพิ่งมาก็รอสิ จะมาแซงคิวทำไม“
    พิจารณาโดยใช้บททบทวนธรรมข้อที่8 “ สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่ได้ทำมา” เชื่อและชัดในเรื่องของกรรม สำนึกได้ว่าเมื่อก่อนเราก็เคยคิดจะแซงคิวคนอื่นอยู่บ่อย ๆ มาตอนนี้พอมีคนจะแซงคิวแล้วทำเป็นไม่พอใจ ชั่วจริง ๆ ได้ใช้วิบากไปอีก 1 เรื่อง เราอยากให้เขาปฏิบัติตามคิว อยากให้เขาเห็นใจคนอื่น ก็คือเราอยากจะขโมยความดีจากคนอื่นเหมือนกัน ที่บอกว่าตนเองเป็นจิตอาสาอยากจะเป็นคนเสียสละ แบ่งปัน การให้เขาลัดคิวไปก่อนแค่นี้ยังให้ไม่ได้ แล้วจะไปทำภารกิจอะไรที่ยิ่งใหญ่เพื่อคนอื่นได้ กิเลสมันเริ่มสำนึกผิด ใจก็ค่อย ๆ คลายลง

    สรุปคือ ในที่สุดแม่ค้าก็ไม่ยอมให้เขาลัดคิว วิบากก็ได้ชดใจ ใจก็ได้ล้าง และไม่ต้องไปวิวาทะกับใคร

  2. สมพงษ์ โขงรัมย์

    เรื่อง ความรัก
    เรื่องย่อ ทุกคนล้วนต้องการความรัก  ความเข้าใจ  จากคนอื่นๆแล้วใครจะมอบให้กัน  ได้จริงๆ
    ภาษาก็บอก  รัก  เห็นใจนะ  รักคนนี้  รักญาติ  เรารักคนอื่นจริงๆจากใจหรือเปล่า  (หรือรักที่เขาทำตามความคิดของเราเท่านั้น)ผมก็ต้องการความรักจากคนอื่น และอยากแบ่งปันความรักความเมตตาให้คนอื่น
    ทุกข์ รักคนอื่นแต่ทำไมอึดอัดใจ

    สมุยทัย ยึดว่ารักคนอื่นแล้วทำไมต้องอึดอัดใจ
    นิโรธ  การที่เรารักคนอื่นแล้วไม่ยึดมั่นถือมั่นมีเมตตาปรารถนาดีต่อกันก็สุขสบายใจไร้ทุกข์ไร้กังวล

    มรรค มารมากระทำหน้าที่

    มาร  ที่เราพูดเยอะเพราะรักนะ่ ปรารถนาดีตามภูมิต้องเข้าเราซิ
    เรา  คนรักกันต้องฝึกให้โอกาศ  ให้เวลา  ให้อภัย  ไม่ใช่พูดมากๆ
    มาร เขาทำได้ช้าไม่ทันใจเรา ช้าอยู่นั้นแหละเบื่อจังเลย
    เรา เขาช้าเราก็เห็นเธอไง มารเธอใจร้อน
    มาร ที่ทำลงไปเพราะเรารักเขานะอยากให้เขาพ้นทุกข์
    เรา  มารเข้าใจผิดแล้ว  คิดดูให้ดี  อ้างจังเลยเพราะรักเขา  แต่จะขโมยดีจา
    กคนอื่น(ไม่ใช่สมบัติเรา) มาให้ตนเอง  เรารักคนอื่นตรงใหน  ไปบีบคอคนอื่นให้ทำอย่างที่เราคิดนี่หรือ    ภาษา  ก็บอกว่าจะช่วยท่านแต่จะมาเอาความรักจากคนอื่นๆเต็มๆเอามาให้มารเต็มๆเลย(จะเอาดีจากท่านเพื่อจะได้ดั่งใจตนเอง)  วิธีรักตนเองคือเขียนทบทบทวนธรรมเก็บไว้อ่านบ่อยๆเรียกว่าจดหมายรักตน  การแก้ไขใจเราโดยการตั้งศีล นี้ก็เป็นความรักและปรารถนาดีต่อกัน(รักที่จะพึ่งตน)

  3. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

      เรื่อง    ชอบพูดไปเรื่อยๆ

    เรื่องย่อ  นั่งฟังธรรมะอยู่    ได้สภาวะคือคุยกับตัวเองสอนกิเลสตัวเราเอง  เป็นคนที่มีสัญชาติญาณแห่งคนซื่อตรง    ให้เป็นก่อนแต่ส่วนมากจะสอนคนอื่นจะเอาเวลา  (พูดแต่เรื่องไร้สาระ  พูดแต่เรื่องไม่พ้นทุกข์)      ที่เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน  เป็นการสอนโดยไม่ได้สอน)  คือเราทำได้แค่เอากิเลสอออกจากใจเราเท่านั้น    ( ไม่รู้จักฝึกเป็นผู้ฟังที่ดีให้เป็นก่อน)    แต่ก็ไม่ยอมตั้งศีล  (ฟังมากกว่าพูด)    เอาจริงสักทีแล้วก็งงทำไมเราไม่เจริญซักที

    ทุกข์ พูดธรรมะแล้วเพื่อนฟังเราไม่เข้าใจเรา  ไม่ได้ดั่งใจ

    สมุทัย ยึดว่าพูดธรรมะแล้วเพื่อนต้องฟังเรา  เข้าใจเรา  ทำได้แน่ๆจะได้ดั่งใจ

    นิโรธ  พูดธรรมะแล้วเพื่อนจะเข้าใจเราก็ได้  ไม่เขาใจเราก็ได้แต่ที่ทำด้วยความปรารถนาดีตามภูมิ

    มรรค 
    มาร    พอใจแค่นี้พอแล้ว    พูดในสิ่งที่เราฟังมา     เขาจะได้รู้หัวข้อธรรมะ (เดาใจ)  เราจะได้ช่วยคนอื่นจะได้ดั่งใจ    ชื่นใจ    ที่ได้ช่วยคนมากๆเรามีคนมีศีลเยอะขึ้นพูดฝากฟ้า  ฝากลม      ใครจะฟังเราไม่ฟังเราไม่ใช่หน้าที่เรา

    เรา    สงสัย  เอ่…งง …สังเกตุผิดปกติมานานแล้ว  เวลาเราพูดคนฟังไม่อออก (อึดอัดใจหมองๆเวลาพูด)  ตรวจใจมีกิเลสทำงานบ้างใหม  มีอะไรมาเตือน(ประโตโฆษะ)  พูดกับกิเลสเราดีกว่า    แล้วออกมาเป็าภาษาในการเขียนการบ้านดีกว่าได้ประโยชน์มากกว่า  ทำไมตั้งนานไม่มีใครกล้าบอกเราว่าฝึกเป็นผู้ฟังก่อน  สงสัย  เอ่..นึกออกแล้วเราผิดศีลเรื่องคำพูดไปตรวจดูในมงคล๓๘  การศึกษามาก  จะมีเวลาพูดแต่เรื่องลดกิเลส  แต่ที่ทำได้เพราะได้ปรึกษาหมู่  ให้หมู่วิพากษ์วิจารณ์ได้  จะบรรลุธรรรม  ต้องมีสัญชาติญาณแห่งคนตรง  มีหมู่มิตรดี เคารพหมู่มิตรดีโยนกิเลสเข้ามา  ให้ได้ทำกุศลเปิดหน้ากิเลสเราจะได้ไม่อาย  (ยิ่งโง่ยิ่งอาย)  ทำดีไม่อายให้โง่แล้ว    (กิเลสคือชอบแอบ  แอบทำ)เอาองค์ประกอบหมู่ที่มีอยู่ใช้ให้เป็นประโยชน์ซิ

  4. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    เรื่อง โลภอยากรู้ไม่อยู่กับปัจจุบัน

    เนื้อเรื่อง ไปขับแบ็คเสร็จแล้วเห็นต้นไม้ยังไม่ได้รดน้ำก็ไปดูเสร็จแล้วก็รีบอาบน้ำอยู่กิเลสก็มาสั่งอาบน้ำช้าไม่ทันสอบ7พร้อมหมู่

    ทุกข์  กลัวจะสอบไม่ทันหมู่

    สมุทัย ยึดดีว่าต้องสอบพร้อมหมู่เท่านั้น

    นิโรธ  จะได้ทำการสอบทันพร้อมกับหมู่หรือไม่พร้อมสอบทันกับหมู่ก็ได้ใจไร้ทุกข์ ไร้กังวล
    มรรค มาร  เห็นหมู่ทำการสอบกลัวหัวใจเต้นแรงมีอาการหวั่นใหวเร็วๆเดี๋ยวพลาดทำกิจกรรมร่วมกันเร่งๆๆ
    เรา ฝึกอ่านอาการรีบเร่งมันไม่ดีต่อร่างกายและจิตใจเรา (ที่ป่วยบ่อยๆก็เพราะมาร) ก็ร่างกายยังไม่พร้อม เอ๊  กิเลสทำงานแล้ว คิด ข้ารู้จักเจ้าแล้วมารตัวแสบ อวดรู้ มารจ้องเสียบทีเผลอเห็นหน้ามันแล้ว เธอดีแต่สั่งๆหลอกมากี่ชาติแล้ว

    มาร ทำการบ้านพร้อมหมู่ดีนะ  เดี๋ยวคนอื่นว่าเรา
    เรา ใครว่าเรามีแต่มารมาสร้างความวุ่นวายอยู่นี่แหละ  จะรีบไปใหนเราก็ทำเต็มที่แล้วทำตามเหตุปัจจัยวิ่งชนซิ ตรงกับบททบทวนธรรมข้อ3 นับ1ที่เรา เริ่มต้นที่เรา ทำความดีที่เรา นี่คือเส้นทางที่พึ่งตนและช่วยคนให้พ้นทุกข์กิเลสลดลง20%

  5. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง ใจแป้ว

    ช่วงนี้หิมะตกที่เยอรมนี เยอะมาก
    อุณภูมิ -10 องศาเซลเซียส เมื่อ 2 วันที่ผ่านมารถยนต์ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ข้าพเจ้าได้ใช้เครื่องมือสำหรับขูดหิมะใช้ขูดออก ความหนาของหิมะ ทำให้ข้าพเจ้าไม่ทันระวัง ทำให้เครื่องมือที่ใช้ขูดหิมะ ไปโดนขอบรถ ขูดขอบรถอย่างแรงสีรถยนต์ก็เลยถลอก เห็นใจของตัวเองตกวูบลงไปทันที
    จากหนาว ๆ เกิดอาการร้อนวูบวาบ มาทันที

    ทุกข์ : ใจแป้ว

    สมุทัย : ไม่อยากให้สีรถยนต์ถลอก ชอบที่จะขูดหืมะออกจากรถยนต์โดยสีรถยนต์ไม่ถลอก ถ้าสีรถยนต์ไม่ถลอกจะชอบใจ

    นิโรธ : สีของรถยนต์ถลอกไม่เป็นไร ขอให้รถยนต์สตาทร์และพาเราไปถึงที่ต้องการอย่างปลอดภัย ก็ดีแล้ว

    มรรค : โอกาสจะพลาดพลั้งก็มีได้ ไม่เป็นไร
    หรอก อากาศก็หนาวเลยลืมระวังว่าจะไม่ให้โดนสีรถยนต์ สีรถยนต์ถลอกไม่เป็นไร ขอให้เครื่องยนต์ไม่มีปัญหา สิ่งที่แย่กว่าสีรถยนต์ถลอก ก็มีเยอะแยะ แค่นี้เอง เล็กน้อย ให้อภัยตัวเอง ไม่โทษตัวเองซ้ำ ดีแล้วที่แค่สีถลอก ครั้งต่อไปจะได้ระวัง และมีสติมากกว่าเดิม โชคดีอีกแล้วร้ายหมดอีกแล้ว รับแล้วก็หมดไป เด๋วเราก็จะโชคดีขึ้น สาธุ

  6. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    15/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : เพาะต้นไม้
    เนื้อเรื่อง: เพาะเมล็ดพันธุ์ไว้หลายชนิด ตั้งใจดูแลเอาใจใส่มาก แต่รู้สึกว่าทำไมถึงโตช้าไม่ทันใจ กลัวว่าต้นกล้าจะถูกแมลงมากิน เป็นกังวลไปหมด
    ทุกข์ : กังวลเรื่องต้นไม้ที่เพาะไว้
    สมุทัย : ถ้าต้นไม้เติบโตแข็งแรงจะสุขใจ ถ้าต้นไม้อ่อนแอโตช้าจะทุกข์ใจ
    นิโรธ : ต้นไม้จะเติบโตแข็งแรง หรือไม่ยังไงก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: ผู้เขียนเป็นคนที่เวลาทำอะไรจะค่อนข้างตั้งใจ เวลาปลูกต้นไม้ก็จะประคบประหงม ดูแลเหมือนกับเราเป็นแม่ลูกอ่อน กลัวกังวลไปเสียทุกเรื่อง มีความคาดหวังกับมันเยอะ เดินไปวนเวียนดูวันละหลายรอบ กลัวมันจะตาย กลัวแมลงมากัดกิน อยากจะเอาไปปลูกลงดินเร็ว ๆ อยากให้ผลิดอกออกผล อยากชื่นชมความสำเร็จ นี่ขนาดเป็นแค่ต้นไม้ เรายังทุกข์กับมันได้ขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นคนที่เรารักมาก ๆ ยึดมากๆ เราจะทุกข์ใจขนาดไหน จึงต้องรีบล้างความยึดมั่นถือมั่น เพราะไม่อยากทุกข์กับอะไรแล้ว พิจารณาว่า ต้นไม้มันก็ต้องเจริญเติบโตไปตามธรรมชาติของมัน เรามีหน้าที่ดูแลเอาใจใส่ ตามที่ควรจะเป็น แล้วปล่อยวางความยึดมัดมั่นไม่ต้องไปคาดหวังกับอะไร ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 35“ยึดอาศัยดีที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงนั้นดี แต่ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องเกิดดีดังใจหมาย ทั้ง ๆ ที่องค์ประกอบเหตุปัจจัย ณ เวลานั้น ไม่สามารถทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริงนั้นไม่ดี” ไม่ว่าการปลูกต้นไม้แต่ละครั้งจะล้มเหลวหรือสำเร็จ อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ ใจที่ไม่ทุกข์นั่นคือความสำเร็จของการปลูกต้นไม้ที่แท้จริง
    สรุป ใจเริ่มจางคลายความกังวล ความคาดหวังลงไปมากแล้ว แม้ยังไม่หมด แต่ความทุกข์เมื่อเห็นผลมะเขือเทศที่เราปลูกถูกแมลงเจาะก็ไม่ได้ทุกข์ใจมากเหมือนเมื่อก่อน

  7. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    อริยสัจ 4 the four Noble truth
    ชื่อเรื่อง:สภาวะธรรมในวันสอบ
    เนื้อหา:ก่อนเข้าห้องสอบได้อ่านเวทนาในจิตตัวเอง ก็รู้สึกไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น หรือกังวลอะไร ในเรื่องว่าจะสอบได้หรือไม่ได้ แต่จับความรู้สึกของตัวเองได้เรื่องหนึ่งในขณะนั่งสอบข้อสอบอัตนัย มันไม่ใช่ความกังวลหรือกลัวว่าจะตอบคำถามได้ผิดหรือถูก แต่มันเป็นความกังวลในใจว่าจะถ่ายทอดภาษาหรือเขียนออกไปอย่างไร จึงจะถ่ายทอดสภาวะของตัวเองออกไปให้อาจารย์หรือผู้ตรวจข้อสอบ เข้าใจสภาวะของตัวเองได้ถูกต้องที่สุด
    ทุกข์(the truth of suffering):รู้สึกอึดอัด ไม่ได้ดั่งใจ ในการจะเขียนถ่ายทอดสภาวะออกไปเป็นภาษาเขียนให้ตรงกับสภาวะจริงที่ตัวเอง ต้องการสื่อสารออกไป
    สมุทัย(the truth of the cause of suffering):อยากให้ตัวเองทำได้ดีกว่านั้น คือ เรียบเรียงภาษา และเขียนสภาวะออกไปให้ได้ใจความที่กระชับเข้าใจได้ง่ายและตรงสภาวะที่สุด
    นิโรธ(The Truth To End of suffering):ใจโปร่ง โล่งขึ้นเมื่อจับอาการได้และวางใจลง อาการทางร่างกายที่เกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะความตั้งใจที่มากเกินไป ที่อยากจะทำให้ได้ดีๆกว่านั้น ผ่อนคลายลง ใจโล่งเลิกกังวล
    มรรค(The Truth Of The path to end of suffering):บอกตัวเองว่าทำได้แค่นั้นก็ดีมากแล้วดีกว่าแย่กว่านั้น อย่าโลภในสิ่งที่ไม่ใช่สมบัติของตัวเอง ต้องรู้จักทำใจให้ยินดีพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีสิ จะโง่คิดตามกิเลสให้ใจตัวเองทุกข์ไปทำไม แค่รู้จักทำใจให้ยินดีพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีในสิ่งที่ตัวเองทำได้ ใจก็ไร้ทุกข์ไร้กังวลแล้ว

  8. สาวิตรี มโนวรณ์

    ชื่อ นางสาวสาวิตตรี มโนวรณ์
    ชื่อเล่น “กี้”
    ผู้บำเพ็ญคบคุ้น สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง : ไม่อยากเอาภาระ

    สายๆ ของวันนี้ กำลังนั่งเช็คไลน์อย่างสบายอารมณ์อยู่ในบ้าน จู่ ๆ ก็มีญาติไลน์มาขอช่วยไปบอกคนที่บ้านเรื่องที่เขาติดต่อกันอยู่ เราก็ไปตะโกนบอกแฟน ซึ่งอยู่ที่หลังบ้าน พอเขาได้ยินเสียงเรา ก็ตะโกนกลับมาว่า ช่วยตัดผมให้หน่อย ได้หรือไม่
    มาร : ไม่น่าเลยเรา กำลังเพลินเลย ไม่น่าออกมาให้เขาได้ยินเสียง
    ทุกข์ : ไม่อยากเอาภาระ
    สมุทัย : ถ้าได้เล่นไลน์จะ
    สุขใจ ถ้าไม่ได้
    เล่นไลน์จะทุกข์ใจ
    นิโรธ : จะได้เล่นไลน์ หรือ
    ไม่ได้เล่นไลน์
    ก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค : 1.มาร วันนี้เจ้า
    ทำความดีอะไร
    แล้วบ้าง
    2. เขาขอความช่วย
    เหลือเป็นโอกาสให้เรา
    ได้บำเพ็ญความดี
    3. ถ้าปฏิเสธ มีเหตุผล
    อะไรที่สำคัญจน
    ช่วยเหลือเขาไม่ได้
    4. เจ้าเห็นแก่ตัวมาก
    อยากได้ (ความช่วย
    เหลือจากคนอื่น) แต่
    ตัวเองไม่ยอมเสียสละ
    แม้แค่แรงกายเพียง
    น้อยนิด
    มาร : (จำนนต่อเหตุผล) ยอมไปตัดผมให้แต่โดยดี โดยไม่มีความรู้สึกว่าเสียอารมณ์แต่อย่างใด ก็จริงดังว่า ตัดผมประมาณ3นาทีก็เสร็จ เพราะผมมีนิดเดียว ประกอบกับ เขาได้ตัดผมด้วยตัวเองไปก่อนหน้านั้นแล้ว แค่เราไปแต่งให้ในส่วนที่เขามองไม่เห็น เขาหันมาขอบคุณ ก็นึกในใจว่าดีนะ ได้ทำกุศล ใจเราก็เบา เขาก็ไม่ต้องมาน้อยใจ ให้เกิดปัญหา ไลน์อ่านตอนไหนก็ได้

  9. ปิ่น คำเพียงเพชร

    จากที่คิดว่ากิเลสตัวอยากดูละครเพราะชอบเนื้อเรื่องที่พระเอกรักและทำทุกอย่างเพื่อนางเอกของเราน่าจะผ่านแล้ว และตอนนั้นเช็คดูก็ไม่มีความรู้สึกอยากดูละครใดๆแล้ว พอผ่านไปได้ 2-3 สัปดาห์ ล่าสุดปรากฏว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนนอนก็กดแวะเข้าไปดูละครที่ผ่านมาหน้าจอทางยูทูปอีก แต่คราวนี้กิเลสความอยากดูมันเป็นอีกตัวหนึ่ง

    ซึ่งครั้งนี้ก็ยังดูเพลินไปอีกถึง 2-3 ตอนเลย ก่อนที่จะตัดใจหยุดดูและพรากออกมาก่อน เนื่องจากประมาณดูกำลังแล้วเกรงว่าขืนไม่พรากออกมาก่อน เดี๋ยวก็จะไหลยาวไปเรื่อย ๆ อีก และวันต่อมาก็ได้มาเปิดเผยกิเลส แล้วก็ขอขมาและปลงอาบัติต่อหน้าพี่น้องหมู่มิตรดี เนื่องจากรู้สึกละอายใจเพราะตั้งศีลว่าจะสำรวมอินทรีย์เอาไว้ด้วย

    ซึ่งวันต่อ ๆ มา กิเลสตัวอยากเข้าไปดูเรื่องนั้นต่อ มันก็ยัง แว๊บ ๆ เข้ามากวน ๆ วน ๆ เวียน ๆ อยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ข่มเอาไว้ไม่ได้เข้าไปดู แต่ก็มีกดดูเรื่องอื่น ๆ ที่ผ่านเข้ามาด้วยแว๊บ ๆ อยู่เหมือนกัน แต่ดูแค่แป๊บ ๆ ไม่ถึงกับอยากติด แล้วก็ออกมาก่อน และที่สังเกตเห็นคือ แรงของความรู้สึกอยากดูมันเบาลง ๆ มาตามลำดับ รวมถึงเรื่องก่อนหน้านี้ที่ตอนแรกความอยากดูมันจะมากกว่าเรื่องอื่นก็ลดลงด้วยเช่นกัน

    ทุกข์ : ความรู้สึกไม่ปกติที่เข้ามากวน ๆใจ ให้เข้าไปดูละครเรื่องนั้นต่อ

    สมุทัย : มีอยากความอยากรู้ว่า เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป

    นิโรธ : ไม่ว่าเรื่องราวในละครเรื่องนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปจะน่าดูน่าติดตามแค่ไหน ก็จะไม่โง่หลงไปดูให้เสียเวลาเสียพลังแรงงานแรงใจ ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ให้ได้

    มรรค : ถ้าเรายังมัวปล่อยให้กิเลสตัวนี้รบกวนใจให้เรามัวแต่อยากไปอยากรู้อยากเห็นว่าเรื่องราวในละครจะเป็นอย่างไรต่ออยู่อย่างนี้ นี่มันจะทำให้เราเสียพลังงานไปอย่างไร้สาระประโยชน์ แทนที่เราจะเอาพลังงานและเวลาทั้งหมดที่มีไปบำเพ็ญกับหมู่มิตรดี ไปทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ก็เอาพลังงานและเวลามาทิ้งขว้างแบบไร้สาระแบบนี้นี่โง่มันอีกแล้วนะเรา ไหนจะต้องรับวิบากจากการเสพกิเลสของตนเองแล้วยังจะต้องรับวิบากจากการเป็นแรงเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นอยากเป็นอยากเสพกิเลสตามอีกด้วย คราวก่อนก็เกือบตายเพราะดูละครมากเกินจนร่างกายอ่อนแอจนติดโควิดยังไม่เข็ดไม่สำนึกอีกหรือ จะโง่ไปถึงไหน

    ละครก็คือละครคือเรื่องราวที่เขาเขียนเขาแต่งขึ้นมาซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริงอะไรเลย คนเขียนหรือคนแต่งบทเขาก็ต้องแต่งออกมาให้เรื่องราวน่าดูน่าติดตามทั้งนั้นแหละ เพราะเขาอยากได้เงิน ยิ่งมีคนดูมากเท่าไหร่เขาก็ได้เงินมากเท่านั้น ถ้าเราไปดูก็เท่ากับไปส่งเสริมความโลภความหลงของเขาด้วย อีกอย่างเราจะไปอยากรู้เรื่องที่ไม่จริงเรื่องที่เขาปั้นเขาสร้างขึ้นมาเพื่ออะไรกัน จากที่ได้ทบทวนมาเรื่อย ๆ ความอยากดูละครเรื่องนั้นและเรื่องอื่น ๆ ที่แว๊บ ๆ เจ้ามาในครั้งนี้ก็หายไป

    ทุกข์ในครั้งนี้มันทำให้ชัดและเห็นถึงสภาพของการเกิดของกิเลสตัวนี้ใน เห็นถึงการเกิดขึ้นตั้งอยู่ ลดลง และไม่มีในที่สุด เห็นว่ากิเลสนี่มันทำให้ให้ให้ทุกข์ และเห็นว่ามันไม่เที่ยงอะไรเลย และสุดท้ายมันก็ไม่มีอยู่จริง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสและครูบาอาจารย์สอนจริง ๆ นะ แต่ที่มีอยู่จริงคือความทุกข์ความโง่ของเราเองที่ไปหลงตามมัน สรุป ครั้งนี้ก็ชนะกิเลสตัวอยากดูละครตัวนี้ได้

  10. ปิ่น คำเพียงเพชร

    กิเลสหลายตัวในเรื่องเดียว (ปรับแก้ไขเล็กน้อย)

    จากที่คิดว่ากิเลสตัวอยากดูละครเพราะชอบเนื้อเรื่องที่พระเอกรักและทำทุกอย่างเพื่อนางเอกของเราน่าจะผ่านแล้ว และตอนนั้นเช็คดูก็ไม่มีความรู้สึกอยากดูละครใดๆแล้ว พอผ่านไปได้ 2-3 สัปดาห์ ล่าสุดปรากฏว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนนอนก็กดแวะเข้าไปดูละครที่ผ่านมาหน้าจอทางยูทูปอีก แต่คราวนี้กิเลสความอยากดูมันเป็นอีกตัวหนึ่ง

    ซึ่งครั้งนี้ก็ยังดูเพลินไปอีกถึง 2-3 ตอนเลย ก่อนที่จะตัดใจหยุดดูและพรากออกมาก่อน เนื่องจากประมาณดูกำลังแล้วเกรงว่าขืนไม่พรากออกมาก่อน เดี๋ยวก็จะไหลยาวไปเรื่อย ๆ อีก และวันต่อมาก็ได้มาเปิดเผยกิเลส แล้วก็ขอขมาและปลงอาบัติต่อหน้าพี่น้องหมู่มิตรดี เนื่องจากรู้สึกละอายใจเพราะตั้งศีลว่าจะสำรวมอินทรีย์เอาไว้ด้วย

    ซึ่งวันต่อ ๆ มา กิเลสตัวอยากเข้าไปดูเรื่องนั้นต่อ มันก็ยัง แว๊บ ๆ เข้ามากวน ๆ วน ๆ เวียน ๆ อยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ข่มเอาไว้ไม่ได้เข้าไปดู แต่ก็มีกดดูเรื่องอื่น ๆ ที่ผ่านเข้ามาด้วยแว๊บ ๆ อยู่เหมือนกัน แต่ดูแค่แป๊บ ๆ ไม่ถึงกับอยากติด แล้วก็ออกมาก่อน และที่สังเกตเห็นคือ แรงของความรู้สึกอยากดูมันเบาลง ๆ มาตามลำดับ รวมถึงเรื่องก่อนหน้านี้ที่ตอนแรกความอยากดูมันจะมากกว่าเรื่องอื่นก็ลดลงด้วยเช่นกัน

    ทุกข์ : ความรู้สึกไม่ปกติที่เข้ามากวน ๆใจเรื่อย ๆ ให้เข้าไปดูละครเรื่องนั้นต่อ

    สมุทัย : อยากติดตามอยากความอยากรู้ว่า เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป

    นิโรธ : ไม่ว่าเรื่องราวในละครเรื่องนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปจะน่าดูน่าติดตามแค่ไหน ก็จะไม่โง่หลงไปดูให้เสียเวลาเสียพลังแรงงานแรงใจ ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ให้ได้

    มรรค : ถ้าเรายังมัวปล่อยให้กิเลสตัวนี้รบกวนใจให้เรามัวแต่อยากไปอยากรู้อยากเห็นว่าเรื่องราวในละครจะเป็นอย่างไรต่ออยู่อย่างนี้ นี่มันจะทำให้เราเสียพลังงานไปอย่างไร้สาระประโยชน์ แทนที่เราจะเอาพลังงานและเวลาทั้งหมดที่มีไปบำเพ็ญกับหมู่มิตรดี ไปทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ก็เอาพลังงานและเวลามาทิ้งขว้างแบบไร้สาระแบบนี้นี่โง่มันอีกแล้วนะเรา ไหนจะต้องรับวิบากจากการเสพกิเลสของตนเองแล้วยังจะต้องรับวิบากจากการเป็นแรงเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นอยากเป็นอยากเสพกิเลสตามอีกด้วย คราวก่อนก็เกือบตายเพราะดูละครมากเกินจนร่างกายอ่อนแอจนติดโควิดยังไม่เข็ดไม่สำนึกอีกหรือ จะโง่ไปถึงไหน

    ละครก็คือละครคือเรื่องราวที่เขาเขียนเขาแต่งขึ้นมาซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริงอะไรเลย คนเขียนหรือคนแต่งบทเขาก็ต้องแต่งออกมาให้เรื่องราวน่าดูน่าติดตามทั้งนั้นแหละ เพราะเขาอยากได้เงิน ยิ่งมีคนดูมากเท่าไหร่เขาก็ได้เงินมากเท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะไม่ต้องตามไปดูละครทุกเรื่องเลยหรือ ละครต่าง ๆ ที่เขาทำออกมา ก็มีแต่เรื่องกามเรื่องอัตตา มีแต่ส่งเสริมให้เกิด โลภ โกรธ หลง ให้หลงติดยึดมั่นถือมั่นไม่รู้จบ แล้วเราจะไปอยากรู้เรื่องที่ไม่จริงเรื่องที่เขาปั้นเขาสร้างขึ้นมาเพื่ออะไรกัน จากที่ได้ทบทวนมาเรื่อย ๆ ความอยากดูละครเรื่องนั้นและเรื่องอื่น ๆ ที่แว๊บ ๆ เข้ามาในครั้งนี้ก็หายไป

    ทุกข์ในครั้งนี้มันทำให้ชัดและเห็นถึงสภาพของการเกิดของกิเลสตัวนี้ในครั้งนี้ เห็นถึงการเกิดขึ้นตั้งอยู่ ลดลง และสลายไปในที่สุด เห็นว่ากิเลสนี่มันทำให้ทุกข์ และเห็นว่ามันไม่เที่ยงอะไรเลย และสุดท้ายมันก็ไม่มีอยู่จริง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสและครูบาอาจารย์สอนจริง ๆ แต่ที่มีอยู่จริงคือความทุกข์ความโง่ของเราเองที่ไปหลงตามมัน สรุป ครั้งนี้ก็ชนะกิเลสตัวอยากดูละครตัวนี้ได้ ไม่อยากไปดูละครด้วยความสบายใจได้

  11. อรวิภา กริฟฟิธส์

    วัคซีนที่ดีที่สุดคือลดกิเลส
    พ่อบ้านฟังข่าวแล้วนำมาบอกเราเรื่อง เขาจะเริ่มฉีดวัคซีน โควิด-19 แล้วท่านก็ถามเราด้วยความกังวลว่าเธอจะทำอย่างไร ฉันไม่อยากให้เธอต้องฉีดวัคซีนนี้ เราก็บอกท่านว่าก็ไม่เราก็ไม่ได้อยากฉีดวัคซีนเหมือนกัน แล้วพ่อบ้านพูดว่าถ้าไม่ฉีดเขาก็จะให้เธอออกจากงานแล้วจะมีความกดดันด้านการเงินที่ตัวท่าน พอได้ยินอย่างนั้นรู้สึกผิดหวัง ไม่ชอบที่พ่อบ้านพูดเรื่องการเงิน คิดว่าเขาน่าจะให้ความสำคัญกับเรามากกว่า เห็นจิตที่คิดจะเอาจากพ่อบ้าน เราทำผิดศีลข้อสองนะทำตัวเป็นขโมย อยากได้ในสิ่งที่เขาไม่ให้

    ทุกข์ รู้สึกผิดหวัง

    สมุทัย ไม่ชอบที่พ่อบ้านพูดเรื่องการเงิน อยากท่านให้ความสำคัญกับเรามากกว่า

    นิโรธ พ่อบ้านจะพูดเรื่องการเงินหรือไม่ ท่านจะให้ความสำคัญกับเราหรือไม่ก็ไม่ควรทุกข์ใจ

    มรรค สำนึกผิด ขอโทษขอโหสิกรรมกับพ่อบ้าน ก็เข้าใจท่านว่าที่ท่านวิตกกังวลเพราะท่านไม่ได้ทำงาน ท่านก็พูดแสดงความจริงใจ เราเองต่างหากมีจิตลามกคิดจะเอาจากท่านอยากให้ท่านพูดท่านแสดงอย่างที่ใจเราต้องการ พอไม่ได้อย่างที่ใจเราต้องการเราก็ผิดหวังเอง ทุกข์เอง โง่เอง เราได้รับอะไรก็มาจากผลกรรมของเราเท่านั้น พอพิจารณาอย่างนี้แล้วก็คลายใจ ก็เลยบอกกับท่านว่าอย่าได้เป็นกังวลเลย เรื่องมันยังมาไม่ถึง เขาอาจจะยกเว้นให้ก็ได้แต่ถ้าทางที่ทำงานไม่ยกเว้นก็มีทางให้เลือกอยู่ คือถ้าจะทำงานต่อก็ต้องฉีดวัคซีนถือว่าเป็นการชดใช้วิบากกรรมที่เราเคยไปบังคับใครฉีดวัคซีนมา เท่าที่จำได้ในชาตินี้ก็เคยฉีดวัคซีนให้หมาแมวและลูก รับแล้วก็หมดไป หรือถ้าเราเลือกไม่ฉีดวัคซีนเขาให้ออกจากงานก็ออกเราก็ไปหางานใหม่ได้ เพราะเราก็ฝึกกินน้อยใช้น้อยอยู่แล้ว ทำกสิกรรมไร้สารพิษพึ่งตนเองเราก็อยู่ได้ไม่เดือดร้อนอะไร สานพลังกับหมู่มิตรดีทำดีเรื่อยไปใจเย็นข้ามชาติ

  12. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง สายน้ำหลุด
    รดน้ำต้นไม้ด้วยสายยาง พอลากสายยาวออกไปสายยางหลุดจนน้ำพุ่ง จากนั้นก็เดินไปต่อหลุดครั้งที่1,ที่2,ที่3ไม่เป็นไรพอครั้งที่ 4 เริ่มขัดใจ คิดว่า เอ๊ะ! ในวินาทีนั้นรู้ทันทีว่า มารทนอยู่ไม่ได้จะมาทำหน้าที่แล้ว เลยสวนไปว่า ไม่นะ ไม่ต้องมายุ่ง จัดการเองได้ ไปให้พ้นซะ

    ทุกข์ : ขัดใจ ที่สายน้ำหลุด

    สมุทัย : ยึดว่า สายน้ำไม่หลุดจะสุขใจ พอสายน้ำหลุดจึงขัดใจ

    นิโรธ : สายน้ำจะหลุดสักกี่ครั้ง ก็ได้ ไม่ขัดใจ ใจไร้ทุกข์ ตลอดเวลา

    มรรค : พอรู้ว่ามารกำลังมารีบสลัดออกทันทีแล้วหันมาปรับใจตัวเองด้วยบททบทวนธรรมข้อ 82 ที่ว่า”จงฝึกอยู่กับ ความเป็นจริงของชีวิต ที่บกพร่อง อยู่เป็นนิตย์ อย่างผาสุกให้ได้” ตามความเป็นจริงของใช้มันหลุดกันได้ หลุดได้ก็ต่อได้ ต่อหลายๆครั้งก็ดีจะได้ชำนาญ แม้น้ำกระเด็นจนตัวเองเปียกก็ดีจะได้หายร้อน เปียกได้แห้งได้นี่ เราทำเองได้ก็ทำเป็นการพึ่งตน ถ้าเป็นแต่ก่อนโทษคนอื่นทันที แถมทำไปบ่นไปว่า ทำไมไม่ทำไว้ให้ดี ปล่อยให้หลุดอยู่ได้บ่นอีกยาว แต่ครั้งนี้ไม่ได้คิดถึงคนอื่นเลย แก้ปัญหาด้วยตัวเองจนเสร็จ
    สรุป พอเราเข้าใจความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเสียหายได้ พร่องได้ หันมาปรับที่ใจตัวเองไม่โทษใครแล้วลงมือแก้ปัญหาด้วยความยินดี ที่สุดใจก็ผาสุก

  13. จิรานันท์ จำปานวน

    การบ้านอริยสัจ 4

    เรื่อง : กะหล่ำปลี

    เหตุการณ์ : เมื่อวานตอนเช้าไปตัดกะหล่ำปลีที่ปลูกไว้ในสวน จะเอาไปฝากพี่ที่โรงเรียน พอได้ยินว่าพี่ไม่อยู่พี่กลับบ้านแล้ว กิเลสก็โผล่หน้ามาทันทีเลย

    ทุกข์ : อยากให้พี่ได้กินกะหล่ำปลีสดใหม่

    สมุทัย : ชอบถ้าพี่ได้กินกะหล่ำปลีสดใหม่ ชังถ้าพี่ไม่ได้กินกะหล่ำปลีสดใหม่

    นิโรธ :ไม่ชอบไม่ชังพี่จะได้กินกะหล่ำปลีสดใหม่หรือไม่ได้กินสดใหม่เราก็สุขสบายใจ

    มรรค : พิจารณาดูว่าเราชังอะไร ชังทำไม ในเมื่อเราจะแบ่งปันทำไมไม่สบายใจ
    มาร : อยากให้พี่ได้กินกะหล่ำปลีสดใหม่
    เรา : แล้วไงพี่จะได้กินกะหล่ำปลีสดใหม่หรือไม่สดใหม่ เธอไปยุ่งทำไม ไปยุ่งทำโง่น่ะสิ การที่พี่ไม่ได้กินกะหล่ำปลีสดใหม่มันก็เป็นเรื่องของพี่เขา แต่มาดูเธอสิเธอกำลังจะเอา จะขโมยสิ่งดีที่ไม่ใช่สมบัติของพี่เขา ผิดศีลข้อ 2 นะเนี่ย จากจะแบ่งปันก็ดันเจอกิเลสตัวจะเอาซะงั้น พอจับกิเลสทันก็หัวเราะออกมาอย่างสบายใจ สาธุค่ะ

  14. นปภา รัตนวงศา

    ไปภูผา
    ช่วงนี้ทางท่านอาจารย์และทีมจิตอาสาสวน2 ได้เปิดโอกาศให้ไปบำเพ็ญที่ภูผาฟ้าน้ำได้ ตอนรับข้อมูล กิเลสมันดีใจที่จะได้ไปบำเพ็ญ ปกติพ่อท่านสบายดี สามารถเข้าสวนเพื่อกวาดใบไม้ ใส่ปุ๋ยได้ เมื่อคืนได้ข่าวตอนเช้าพ่อมีอาการเหนื่อยหอบ พ่นยาและดีท็อกซ์ รับประทานสมุนไพรปรับสมดุลย์ร่วมด้วย 1-2วันมานี้เป็นแบบนี้ทุกวัน ก็วางใจได้ตัดรอบไป อีกทั้งได้คุยกับหมู่มิตรดี ถ้าวิบากดีเต็มรอบก็จะได้ไปบำเพ็ญ

    ทุกข์ ไม่ได้ไปบำเพ็ญกับหมู่ใหญ่

    สมุทัย ได้ไปบำเพ็ญกับหมู่ใหญ่จะสุขใจ ไม่ได้ไปบำเพ็ญกับหมู่ใหญ่จะทุกข์ใจ

    นิโรธ จะได้ไปหรือไม่ได้ไปกับหมู่ใหญ่ก็สุขใจ

    มรรค พิจารณาความจริงว่า กิเลสตัวนี้มันลดลงได้มากแล้ว แต่ยังเหลืออยู่ กิเลสมันหลอกว่าถ้าได้ไปจะดีกว่าอยู่ที่บ้าน ก็หักลำกิเลสว่า ถ้าได้ไปนั้นแหละจะเสียหายยังไม่ใช่เวลา คนที่จะได้ไปบำเพ็ญคือคนที่ความดีเขาเต็มรอบ กุศลเขาเต็มรอบแล้ว อย่าไปอยากในส่วนที่ไม่ใช่ของเรา มันไม่ใช่เวลา ลดกิเลสไป เพิ่มศีลไปเรื่อยๆ เดี๋ยวความดีถึงรอบก็จะได้ไปบำเพ็ญ คนเราอยู่ที่ไหนก็บำเพ็ญได้ ถึงอยู่ไกลถ้าได้ปฎิบัติก็เหมือนอยู่ใกล้ ตอนนี้ต้องอยู่บำเพ็ญที่บ้านก็บำเพ็ญไปเต็มที่ เต็มกำลัง
    ใช้บททบทวนธรรมข้อ 75 ถ้าเราดับทุกข์ใจได้ ก็ไม่มีทุกข์อะไรที่ดับไม่ได้ ทำกิจกรรมการงาน ฟังธรรมะ เพิ่มศีล ดูแลตัวเอง ดูแลท่านให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยใจที่เป็นสุข จิตใจเบิกบาน แจ่มใส..สาธุ

  15. บัณฑิตา โฟกท์ มุกแสงธรรม

    ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า

    วันนี้( 14 ก.พ.2564 )ไปเดินเร็วออกกำลังกาย กับพ่อบ้าน อุณหภูมิวันนี้ – 7องศาเซลเซียส และมีหิมะที่เป็นน้ำแข็งอยู่ข้างทางเดินเป็นระยะ ๆ ตรวจเห็นความกังวลหวั่นไหวในใจว่าเราอาจจะลื่นหกล้มจากเดินบนหิมะที่เป็นน้ำแข็งได้ จึงน้อมจิตปฏิบัติอริยสัจสี่ดังนี้

    ทุกข์ : กังวลหวั่นไหวเล็กน้อยที่จะเกิดอุบัติเหตุลื่นหกล้มกับตัวเอง

    สมุทัย :ช่วงนี้มีพี่น้องหลายท่านมาเล่าให้ฟังว่าลื่นหกล้มเข่าแตกบ้าง ข้อเท้าแพลงบ้าง ขาหักบ้างเพราะเดินบนหิมะ เห็นใจตัวเอง กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุอย่างนั้นกับตัวเอง

    นิโรธ : มีสติอยู่กับปัจจุบันและวางใจได้ในความปลอดภัยของตัวเอง

    มรรค : พิจารณาโทษของการคิดที่ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ ” ก็เลยด่ากิเลสไปว่า นี่ฟังเรื่องของคนอื่นมาทำให้ใจฟุ้งซ่าน แทนที่จะฟังแล้วจบเป็นกรณี ๆ ไป เมตตาและอุเบกขาพี่น้องที่ประสบอุบัติเหตุลื่นหกล้มไปสิ และควรจะนำมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจตัวเองเพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการเดิน จึงบอกกับตัวเองว่า คิดใหม่ดีกว่า เราจะมีสติให้มาก ๆ ในการเดินและถ้าทางเดินฝืดฝืนเสี่ยงเกินไปก็บอกพ่อบ้านไปว่าเราจะไม่เดินต่อ” เมื่อนึกได้อย่างนี้ใจที่กังวลหวั่นไหวเริ่มคลายลง พร้อมกับเดินด้วยความระมัดระวังและมีสติในการเดินมากขึ้น พร้อมกับวางใจได้ในความปลอดภัยของตัวเองได้ภายในสามนาทีและเดินมาเรื่อย ๆ ทางที่เดินก็โล่งเดินได้สะดวกดี และได้บอกกับพ่อบ้านไปว่า ถ้าทางเดินมีหิมะมาก ๆ เป็นน้ำแข็ง เดินไม่สะดวก จะไม่เดินต่อนะ ” ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ” พ่อบ้านก็ตอบตกลง เมื่อเดินมาถึงจนสุดทางที่เดินสะดวก พ่อบ้านก็ชวนเดินกลับ

    สรุป เมื่อเราวางใจได้และบอกความในใจของเราออกไป พ่อบ้านท่านก็เข้าใจได้ ไม่ต้องรอให้ชวนท่านชวนเราเองเลย เราเดินกลับด้วยความปลอดภัยใจ สาธุ

  16. น.ส จรรญา ชุมจีด (สร้างกลิ่นศีล)

    เรื่อง หมากหาย
    เหตุการณ์ เราไปรดน้ำต้นไม้ในสวนที่ห่างจากบ้านไปไม่ไกลมากหลังงจากกลับจากสวนยางแล้วน้องก็สังเกตุเห็นว่าลูกหมากได้หายไปมีคนสอยไปน้องก็เลยจะโทรไปถามน้าแต่หาเบอร์โทรน้าไม่เจอเราเลยบอกให้น้องลองไปถามที่บ้านดูเพราะย้านน้ากับที่ของเราอยู่ติดกันจึงได้รู้ว่าลูกชายของน้ามาสอยไปพอน้องถามว่าเอาไปทำอะไรท่านตอบว่าเอาไปทำธุระ
    แล้วลูกขอวท่านก็เอาไปแล้วจะให้ทำยงไงพอเราได้ฟังเราก็รู้สึกไม่พอใจ’ที่น้าพูดแบบนั้นเหมือนท่านไม่พูดความจริงเพราะบูกขอน้ามีอาชีพค้าขายแล้วถ้าเอาไปทำธุระจะเอาไปทำไมตั้งสองกระสอบ (ที่รู้ว่าสองกระสอบเพราะน้องเค้าเอมาคืน) เราไม่ได้โกรธที่เค้าเอาไปแต่ไม่พอใจที่เค้าเหมือนไม่พูดความจริง
    ทุกข์ ไม่ชอบในสิ่งที่น้าพูดอยากให้ท่านพูดให้ดีกว่านั้น
    สมุทัย ท่านพูดแยยนั้นแล้วเราไม่ชอบใจ ถ้าท่านพูดดีกว่านั้นแล้วเราจะชอบใจ
    นิโรธ ไม่ว่าท่านจะพูดแบบใหนเราก็ต้องชอบใจสุขใจให้ได้
    มรรค มองเห็นกิเลสตัวที่ยังเหลืออยู่เราไม่ทุกข์ใจที่หมากหายเพราะเข้าใจได้ว่าเราทำมาแต่เรายังมีกิเลสตัวที่อยากให้เค้าพูดดีๆพูดความจริงมีความรับผิดชอบในคำพูดมากกว่านี้อยู่
    เราก็ต้องรีบล้างเพราะเราเองก็เคยเป็นแบบนั้นเคยทำแบบนั้นกับคนอื่นมาเราก็ต้องได้รับยินดีรับเห็นโทษของกิเลสส่วนที่ยังเหลืออยู่เพราะถ้าเราเข้าใจเรื่องกรรมจริงๆล้างกิเลสได้สิ้นเกลี้ยงแล้วเมื่อเห็นว่าหมากหายเราก็เข้าใจว่าเราทำมาก็จบเราก็ไม่ทุกข์สาธุ

  17. เสาวรี หวังประเสริฐ

    เรื่อง งานที่คั่งค้าง
    การทำงานในวันนี้ตั้งแต่เช้ามีหลายเรื่องต้องทำให้แล้วเสร็จทั้งงานที่หัวหน้าสั่งและงานหลักที่ต้องทำต่อเนื่องจึงทำให้มีความกังวลว่างานจะไม่เสร็จทันเวลา
    ทุกข์ :อยากให้งานเสร็จทันเวลา
    สมุทัย :เหตุแห่งทุกข์ชอบให้งานแล้วเสร็จทันเวลาเมื่อห้วหน้าสั่งมา ชังที่ทำงานไม่เสร็จ
    นิโรธ :สภาพดับทุกข์ทำงานเที่ได้รับมอบหมายด้วยใจที่ไร้ทุกข์ไม่มีความกังวลว่างานจะไม่เสร็จ
    มรรค;วิธีดับทุกข์พิจารณาโทษของการทำงานด้วยความกังวลเป็นกิเลสที่เกิดจากความอยากให้งานเสร็จเป็นความยึดมั่นว่าต้องเกิดเรื่องดีดั่งใจหมายถ้าไม่เกิดจะทุกข์ใจ ทั้งที่จริงแล้วความสำเร็จของงานไม่ใช่ความสำเร็จของงานแต่ความสำเร็จของงานคือความสำเร็จของใจ ทำงานด้วยใจที่ไร้ทุกข์ด้วยการทำเต็มที่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะพึงทำได้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็เป็นตามเหตุปัจจัย ยอมรับความจริงตามความเป็นจริงได้ด้วยใจที่เป็นสุข

  18. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    เรื่อง เข้าสอบแบบไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย

    เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 มีการสอบเก็บคะแนนนักศึกษาวิชชารามในตอนเย็น ผมได้ทราบว่าจะมีการสอบในวันก่อนหน้านั้น 1 วัน ทีแรกก็ไม่ได้สนใจจะสอบเพราะคิดว่าการสอบนี้นักศึกษาจะสอบหรือไม่สอบก็ได้ และช่วงเย็นในวันที่มีการสอบเราก็ไปออกกำลังกายตามปกติ หลังจากออกกำลังกายเสร็จ ระหว่างขับรถกลับบ้านได้เปิดเข้าไปดูในไลน์ จึงเห็นว่ามีการสอบกันอยู่ แถมมีการถ่ายทอดสดบรรยากาศการสอบทั้งที่ภูผาฟ้าน้ำและนักศึกษาที่เข้าร่วมสอบผ่านการประชุมออนไลน์ในโปรแกรม Zoom ด้วย พอกลับถึงบ้านจึงตัดสินใจเปิดเข้าไปเข้าร่วมสอบด้วย

    ทุกข์ – ไม่สบายใจที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลยก่อนจะสอบ มีความกลัวว่าจะทำข้อสอบไม่ได้

    สมุทัย – มีความยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องได้เตรียมตัวทบทวนความรู้ก่อนจะสอบจึงจะสบายใจ ถ้าเข้าสอบโดยไม่ได้เตรียมพร้อมมาก่อนเลยจะไม่สบายใจ

    นิโรธ – ในเมื่อได้ตัดสินใจเข้าสอบในวินาทีนั้นแล้ว จะได้เตรียมตัวมาก่อนหรือไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ก็สอบได้อย่างสบายใจ ไม่กลัวกังวลว่าจะทำข้อสอบได้หรือไม่ได้

    มรรค – พิจารณาความกลัวที่เกิดขึ้นว่า เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นของเรา ที่สั่งสมมานานตั้งแต่เริ่มเรียนหนังสือว่า ถ้ามีการสอบจะต้องได้เตรียมตัวทบทวนสิ่งที่เรียนรู้มาก่อนจะสอบ แต่พอวันนั้นต้องมาเข้าสอบทั้ง ๆ ที่ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะสอบ มาตัดสินใจเอาตอนที่เขาเริ่มสอบกันไปบ้างแล้ว แม้จะคิดอยู่ในใจว่า ไม่เป็นไรหรอก เราเข้าร่วมสอบเพื่อต้องการมีส่วนร่วมและพยายามทำตามหน้าที่ของนักศึกษาเท่าที่ทำได้ ไม่ได้คิดว่าจะต้องสอบให้ได้คะแนนดี แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การสอบก็มีบรรยากาศเคร่ง ๆ ตึง ๆ อยู่บ้าง จึงต้องพิจารณาปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น สลัดความคิดที่อยากสอบแบบที่ต้องเตรียมตัวมาก่อนทิ้งไป ทำใจในใจให้เห็นความจริงว่า การมีความยึดมั่นถือมั่นแบบนั้นมันเป็นสาเหตุที่ทำให้เราทุกข์ใจ เป็นความหลงยึดติดของเราเอง ถ้าไม่เลิกคิดแบบนั้นก็มีแต่จะสั่งสมเป็นความยึดติดต่อไปอีกยาวนาน

    นอกจากนี้ ก็พิจารณาเรื่องกรรมให้แจ่มแจ้งว่า การที่เราต้องมาเข้าสอบทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก่อนเลย และต้องมาต่อสู้กับความรู้สึกกลัวกังวลในการสอบครั้งนี้ ก็เพราะวิบากกรรมไม่ดีของเราเอง ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่ย้ายมาอยู่จังหวัดภูเก็ต เราก็เคยเป็นครูสอนเด็ก ๆ มาก่อน และได้เคยทำการทดสอบเด็ก ๆ แบบไม่บอกล่วงหน้ามาด้วย เราเคยทำให้นักเรียนหลายคนมีความเครียดและกังวลกับการสอบมาแล้ว ถึงเวลานี้ก็ถือว่าได้ชดใช้หนี้วิบากกรรมไป เต็มใจรับด้วยความยินดี

  19. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน อริยสัจ
    เรื่อง.ใบรับรองแพทย์
    เนื้อเรื่อง.วันที่18 นี้ตัวเองจะไปต่อใบขับขี่แล้วต้องใช้ใบรับรองแพทย์ จึงไปขอใบรับรองแพทย์ที่คลีนิก เมื่อเข้าพบหมอ หมอก็ไม่ได้สนใจอะไร ก็ก้มหน้าเซ็นอย่างเดียว แล้วก็ยื่นกระดาษใบหนึ่งให้เรา เราก็ถามว่าเรียบร้อยแล้วใช่มั๊ยคะ แต่ในใจก็ถามว่าไม่ซักถามหรือไม่ตรวจอะไรเลยเหรอคะ ไม่วัดความดันหรือไม่อะไรเลยเหรอ แค่เซ็นอย่างเดียวแล้วก็เสร็จมันดูง่ายๆเกินไปรึเปล่า แล้วยิ่งเรายึดว่าเค้าต้องทำตามที่เราคิด พอเค้าไม่ได้ทำเราคิดก็ไปเพ่งโทษเค้าต่อว่า เป็นหมอก็แค่ขายลายเซ็นรึเปล่า แล้วยิ่งพอกลับมาถึงบ้านเราได้อ่านในกระดาษแผ่นนั้น เค้าเขียนว่าความดันปกติ ชีพจร ผ่าน ทั้งๆที่เค้าก็ยังไม่ได้ตรวจเลย มันทำยิ่งทำให้สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เห็นมันมาเป็นพลังบวกให้กิเลสทันที เพราะเรายึดว่าตามความจริงแล้วหมอต้องตรวจสุขภาพก่อนถึงจะเซ็นใบรับรองแพทย์ให้เรา

    ทุกข์.หมอไม่ตรวจสุขภาพให้ก่อนที่จะเซ็นใบรับรองแพทย์จึงทุกข์ใจ

    สมุทัย.อยากให้หมอตรวจสุขภาพก่อนเซ็นใบรับรองแพทย์เราจะชอบใจจะสุขใจแต่เมื่อหมอไม่ตรวจสุขภาพก่อนเซ็นใบรับรองแพทย์ให้เราจึงไม่ชอบใจทุกข์ใจ

    นิโรธ.วางใจว่าหมอจะตรวจหรือไม่ตรวจสุขภาพให้ก่อนที่จะเซ็นใบรับรองแพทย์เราก็สุขใจ

    มรรค.พิจารณาว่าก็ดีแล้วนี่ ที่เราไปเราก็แค่ต้องการแค่ใบรับรองแพทย์มาใช้ในการไปต่อใบขับขี่เฉยๆไม่ใช่เหรอก็ถูกแล้ว เราไม่ได้มาตรวจสุขภาพ เราก็สุขภาพดีจริงๆ ดีซะอีกยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่โรคโควิดยังระบาดอยู่การทีไม่ต้องสัมผัสกันก็เป็นการดีที่สุดแล้ว ส่วนที่หมอจะทำอย่างนั้นซึ่งเราคิดว่ามันไม่ถูก มันก็เป็นวิบากเขาวิบากเรา ถ้าเค้าทำไม่ดีก็รับวิบากไป ส่วนที่เราสร้างวิบากใหม่ไปเพ่งโทษเค้าเราก็ขอโทษขออโหสิกรรมไป ตั้งจิตหยุดสิ่งไม่ดีอันนั้นหยุดการเพ่งโทษผู้อื่นตั้งจิตทำความดีให้มากช่วยเหลือผู้อื่นให้มากๆ ใจจึงโล่งค่ะ และต้องขอบคุณเหตุการณ์นี้ ที่ทำให้เราได้เห็นทุกข์ ได้ล้างทุกข์ ได้ใช้วิบากค่ะ สาธุค่ะ

  20. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    เรื่อง  กลัวการเขียนการบ้าน
    เนื้อเรื่อง  ได้ฝึกเขียนการบ้าน  อยู่ๆก็มีจิตไม่ดีคิดขึ้นมาว่า  กังวลกับงานวิชาการจังเลย
    ทุกข์  เบื่องานวิชาการจนเครียด

    สมุทัย  อยากให้ตนเองทำงานวิชาการไม่เบื่อไม่เครียดจะสูขใจชอบใจ 

    นิโรธ  ใจโปร่งโล่งขึ้นเมื่อจับอาการได้  และวางใจกับงานวิชาการที่ยึดจนเครียด      และมีอาการทางร่างกายปวดหัวขึ้นโดยอัตโนมัติ  เพราะความตั้งใจที่มากเกินไป      ที่อยากจะทำให้ได้ดีๆกว่านั้นผ่อนคลายลง      ใจโล่งเบาสบาย

    มรรค  พิจารนา ว่าเราอยากได้อะไร

    มาร  ไม่อยากให้ใครตำหนิ  อยากได้คำชม  ทำแต่เรื่องง่ายๆพอแล้ว(มารง่ายตอนแรกนานๆไปจะลำบาก

    เรา      การเขียนงานวิชาการง่ายที่ใหนละ  ( พุทธะลำบากตอนแรกสบายตอนหลัง)

    มาร  คนอื่นเขียนดีกว่าแม่นเป้า  ชัดประเด็น

    เรา  ก็กำลังฝึกอยู่  เพราะเธอบ่นอยู่นี้ไง  มารนี้แหละ  ไม่ช่วยทำยังจะมารบกวนให้งานออกมาไม่ดี  มีแต่เธอ  (มารมาแซก)นี้แหละมาตำหนิ  อยากให้ได้ดีเร็วๆ  มาจี้มาจ้องทำให้การเขียนวิชาการมั่วๆอยู่( จะไม่โทษใครแล้วมาร) หลบๆไปมาร  จะฝึกเขียนไปเรื่อยๆชีวิตคือเกิดมาเพื่อฝึกและฝึก

    มาร    รู้จักเราแล้ว  บอกคำเถียงคำ    ไปดีกว่า

    เรา    ผลของการได้ฝึกงานวิชาการพร้อมกับหมู่มิตรดีทำให้ได้เห็นความชั่วในตนเองคลายความกลัว  กังวลลงไปได้  อาการยึดดีจนเครียดเบาลง กิเลสลดลง๓๕เปอร์เซ็นต์
     

  21. นางสาวนาลี วิไลสัก

    15/2/64
    ชี่อ: นางสาวนาลี วิไลสัก อายุ 32 ปี เป็นผู้ฝึกบำเพ็ญคบคุ้นกับ พวธ.
    เรี่อง: ไม่กล้าเข้าหมู่ใหญ่
    เหตุการณ์: ตอนกลางวันนี้พี่ขวัญได้เชิญหนูเข้าห้อง นักศึกษา ส.วิชชาราม พอเราเข้าไปปุ๊บก็เห็น สมาชิกในห้องนี้ มี สามร้อยกว่าท่าน กิเลสตกใจเลยค่ะ

    ทุกข์: อายมากไม่กล้าเข้ากลุ่มนี้

    สมุทัย: ถ้าห้องนี้รับเราเป็นศิษย์จะสุขใจ กังวลว่าถ้าเขาไม่รับเราจะทุกข์ใจไม่ชอบใจ

    นิโรธ: เขาจะรับเราเป็นศิษย์หรือไม่รับ ก็สบายใจไร้กังวล

    มรรค: มาดูอาการของกิเลสตอนมันอาย
    กิเลส: อุ๊ย!!ห้องนี้สมาชิกเยอะจัง
    เรา: สมาชิกเยอะก็ดีสิจะได้พลังจากหมู่เยอะๆเอาไปขจัดมารไง
    กิเลส: บ่นๆ…ไม่เอาอ่ะ อายเขาๆ เพราะเราเขียนภาษาไทยยังไม่ถูกคำเดี๋ยวหมู่จะอ่านไม่ออก และยังไม่รู้ว่าเขาจะอนอุ่นเหมือนห้อง โรงเรียนของหนูหรือเปล่าน่า
    เรา: ไอ้กิเลสชั่วที่ผ่านมาเจ้าพาเราไปคบมิตรชั่วไม่เห็นจะอายเลย แม้…ที่จะคบมิตรดีมาทำเป็นอาย พุทธะอยู่ไหนก็ต้องอบอุ่นทุกที่ทุกเวลานั่นแหละ
    ก็พยายามคุยกับกิเลสทั้งวันแต่มันลดลงนิดหนึ่ง20% จนถึงตอนเย็น พอเปิดเข้าในห้องนักศึกษา ส.วิชชารามอีกครั้งพบว่าห้องนี้มีประชุม
    กิเลส: ห้ามเข้าเด็ดขาดอายเขา
    เรา: จะอายอะไรกันนักกันหนาหวา ถ้าคนอายแล้วตายได้ เราจะขอตายเพราะความอายสักคนหนึ่งให้โลกได้รับรู้ไปเลย
    ในที่สุดเราก็กดเข้าซูมด้วยอาการมือสั่น
    กิเลส: งั้นให้นอนฟังเฉยๆนะ ห้ามเปิดกล้องเป็นอันขาด
    พอเข้าซูมสักพักก็ได้ยินพี่นิดน่อยทักมาว่า มีน้องใหม่ชื่อ นาลี จาก สปป.ลาว เข้าร่วมรายการของเราด้วย พอได้ยินคำนี้แหละกิเลสมันรุดออกไปแบบฉับพลันเลยค่ะ สภาพตอนนั้นใจมันเบาสมองใสโล่งแรงมาเต็มบึ้มเลย
    ในที่สุดก็ลุกมานั่งเข้าซูมทักทายพี่น้อง ด้วยใจปิติเบิกบาน ต้องขอบคุณพี่ขวัญที่ทำให้เห็นกิเลสตัวนี้และขอบคุณพี่นิดน่อยที่ทักหนูทำให้กิเลสกระเด็นกระเซ็นกระซายเลย สาธุค่ะ

  22. นางสาวนาลี วิไลสัก

    เรี่อง: ตำหนิเพื่อนแล้วตนเองกังวล
    เหตุการณ์: พอเปิดอ่านการบ้านของเพื่อนเห็นว่าการบ้านยังไม่สมบูรณ์พอ ก็มีจิตปรารถนาดีต่อเพื่อนก็เลยแนะนำให้เพื่อนแก้บางจุดที่ยังพร่อง

    ทุกข์: กังวลว่าเพื่อนจะโกรธเราเปล่านะ

    สมุทัย: ถ้าเพื่อนรับคำตำหนิของเราแล้วไปแก้ไขจะสุขใจ ถ้าเพื่อนไม่พอใจที่เราตำหนิจะทุกข์ใจไม่ชอบใจ

    นิโรธ: เพื่อนจะรับคำตำหนิของเราได้แล้วนำไปแก้ไขหรือรับไม่ได้ก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค: ต้องคุยกับกิเลสให้รู้เรี่อง
    กิเลส: ไม่น่าจะไปตำหนิการบ้านของเพื่อนเลยเพราะเขาเป็นผู้ใหญ่รุ่นป้าโน้น แถมบางคนก็เป็นนักปฏิบัติธรรมรุ่นพี่(มาก่อนเราหลายปี)ด้วย เอ๊ยๆๆ…น่าอายพี่เขาจังเลย
    เรา: ก็หมู่มิตรดีมีอะไรต้องช่วยกันแก้ ดึงกันขึ้นสิจะทำไมล่ะ
    กิเลส: แล้วถ้าเพื่อนรับไม่ได้ล่ะ ถ้าเขาโกรธล่ะ ไม่รู้ว่าปานนี้จะมีกิเลสใครคอหักหรือเปล่านี่ ไม่รู้จักประมาณอะไรเลย เดี๋ยวเขาจะว่าเราเป็นเด็กที่ไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือ
    เรา: เพื่อนรับได้หรือไม่ได้เขาจะล้างใจของเขาเอง ส่วนเราก็มีหน้าที่ล้างกิเลสของเรา ตอนนี้ยังไม่มีใครว่าเราเลยก็มีแต่เจ้ากิเลสนี่แหละว่าเราฉอดๆ อยู่นี้
    พอถึงตอนกลางวันมีเพี่อนบางคนสารภาพว่าเขารับคำตำหนิของเราไม่ได้ยินแบบนี้กิเลสยิ่งดิ้นเลย
    กิเลส: ว่าแล้ว…เห็นไหมเพี่อนรับไม่ได้ เสียหน้าจริงๆเลยคราวหลังอย่าไปทำอีกนะ
    เรา: 555 ดีแล้วเสียหน้ากิเลส หน้าพุทธะจะเกิดก็คุ้มล่ะหว่า คนเราก็มีผิดผลาดบ้างก็จะเป็นคลังปัญญาต่อไป ตรงกับ บททบทวนธรรม ( ทำดีถูกด่าให้ได้ ถูกแกล้งให้ได้ ถูกนินทาให้ได้ ถูกว่าให้ได้ ถูกดูถูกให้ได้ ถูกเข้าใจผิดให้ได้ ถูกทำไม่ดีสารพัดเรื่องให้ได้ เพราะเราทำมาทั้งนั้น) พอเพื่อนสารภาพเสร็จกิเลสเราก็เริ่มลดลงและพิจารณาเข้าไปอีกกิเลสสลายตายคาที่เลย ในที่สุดใจก็เบาสบายเลย เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขี้น แต่มันก็ดีตรงที่กิเลสออกมาให้เราได้เชือดคอ คราวหน้าก็จะรู้จักประมาณการให้ดีกว่านี้ สาธุค่ะ

  23. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    16/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : ชอบไปตลาด
    วันนี้ไปซื้อของที่ตลาดให้แม่ ซื้อเสร็จก็เดินสำรวจต่อ ซึ่งพบว่าไม่ได้มีความต้องการที่จะซื้ออะไรอีก แล้วจู่ ๆก็มีเสียง ๆ หนึ่งดังขึ้นมาในหัวว่า “ไม่มีความจำเป็นอะไร แล้วทำไมถึงยังจะชอบมา” มันเลยทำให้เราเห็นว่า เรายังมีกิเลสตัวหนึ่งที่ยังติดอยู่คือ “การชอบไปเดินตลาด “ ชอบหาเรื่องออกไปตลาด แม้เพียงซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะไป
    ทุกข์ : ชอบไปตลาด
    สมุทัย : จะสุขใจถ้าได้ไปตลาด ทุกข์ใจถ้าไม่ได้ไปตลาด
    นิโรธ : จะไปหรือไม่ไปตลาดก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: นึกย้อนถึงสาเหตุว่าทำไมถึงชอบไปตลาด ก็ได้คำตอบว่า ติดมาจากตอนเรียน คือเรียนมาทางด้านวัฒนธรรม อ.สอนว่าอยากรู้บริบทของแต่ละท้องถิ่นให้ไปเดินดูตลาด มาถึงวันนี้เรียนจบไปนานมากแล้ว ไม่ต้องสำรวจบริบทของชุมชนที่ไหนแล้ว แต่ก็ยังชอบไปตลาดแถวบ้าน ทั้ง ๆ ที่ร้านค้าก็เหมือนเดิม คนขายก็คนเดิมๆ สินค้าก็เหมือน ๆ เดิม หลับตาเดินยังได้ ก็ยังจะหาเรื่องไป วันนี้เริ่มมีสติ เริ่มเห็นถึงความเป็นจริงว่าเราถูกกิเลสลวงให้โง่มานาน พิจารณาต่อไปว่า ในเมื่อไม่มีความจำเป็นอะไร ไม่ต้องลงไปวิจัยชุมชนแล้ว ทุกวันนี้ก็ไม่มีอะไรขาดแคลน ผักก็ปลูกเอง เครื่องปรุงก็ใช้ไม่กี่อย่าง ของใช้ฟุ่มเฟือยเราก็ลด ละ เลิก ลงไปเยอะมากแล้ว แล้วเรายังมีความจำเป็นอะไรที่ต้องชอบไปตลาด พิจารณาโทษของการไปตลาดเกินจำเป็น คือ ความสิ้นเปลือง เป็นการพอกกิเลส พิจารณาให้ลึงลงไปถึงตอนสมัยเรียน การเรียนรู้วิชาทางโลกที่ไม่ได้พาพ้นทุกข์ นั้นมันเป็นมิจฉาทิฐิ ใช้บททบทวนธรรมข้อ 161 “ชีวิตต้องฝึกอยู่อย่างประหยัด เรียบง่ายให้ได้ ประหยัดคือกินน้อยใช้น้อย ในขีดที่แข็งแรงที่สุด ไม่ทรมานตน ไม่เสียหาย จำเป็นจึงใช้ ไม่จะเป็นไม่ใช้ เ ป็นประโยชน์จึงใช้ เป็นโทษไม่ใช้ เพื่อก้าวไปสู่ชีวิตที่พอเพียงเรียบง่าย ร่างกายแข็งแรง” พร้อมกับการตั้งศีลว่า “จะไปเท่าที่จำเป็น” จะไม่หาเรื่องไปโดยไร้สาระ พิจารณาตามนี้แล้ว ใจโล่งขึ้น

  24. สุกัญญา มโนบาล ใจแสงธรรม

    เอาเมื่อไหร่ อาย(ขายหน้า) เมื่อนั้น

    ได้มีโอกาสสารภาพบาปจากการทำข้อสอบเก็บคะแนนเมื่อ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๖๔ ที่ผ่านมารู้ว่าให้เวลา ๒ ชั่วโมงครึ่ง แต่ลืมถามว่าต่างประเทศเปิดหนังสือได้หรือเปล่า ได้พยายามโทรถามเพื่อนแต่ไม่ได้คำตอบ เลยจะทำตามกฏแค่เรื่องเวลา โดยอ่านคำถามผ่านๆ แล้วไปทบทวนด้วยการเขียนกลอน ๑๐ ชั่วโมงเพื่อมาตอบในบางข้อ แล้วค่อยมาทำข้อสอบทุกข้อครั้งเดียวซึ่งก็อยู่ในเวลาที่กำหนด กิเลสบอกว่าเราไม่ได้โกงแค่ไปก๊อปปี้จากที่เราเคยบันทึกธรรมไว้มาตอบ แนวคิดการนำเสนอที่แปลกไปเพราะต้องการโชว์ที่เราเรียนมาว่าต้องมีหลักฐานอ้างอิง ถามตัวเราว่าต้องการอะไร คะแนนหรือความรู้ ก็ตอบไปว่าต้องการความรู้ ก็เลยวางใจไม่ทุกข์ ถ้ากฏบอกว่าห้ามเปิดหนังสือ ก็จะไม่ส่งตรวจ ทำเก็บไว้อ่านเองก็แล้วกัน คิดทำดีที่สุดแล้ว พอถึงเวลาเรากลับสารภาพไม่หมดในตอนแรก เพราะกิเลสมันบอกว่า อุตส่าห์เสียเวลาทั้งวันทำแล้วก็น่าจะส่งได้ เราตั้งใจตอบมาก ผู้ตรวจรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เราจะเสริมเพิ่มเติมในสิ่งที่เราได้จากการทำข้อสอบว่าแตกต่างไปไม่น่าจะเป็นไร เพราะผู้ตรวจรู้คำตอบอยู่แล้ว จิตมันอยากจะเสนอดีเลยทำให้ใช้เวลาสองครั้งเบียดเบียนเวลาเพื่อนๆ ด้วยการถามว่า ”จะให้อ่านกลอนให้จบไหม” จะได้ไม่ต้องพูดเป็นครั้งที่สาม พอดร.นิดหน่อยพูด ว่ามีคนรอพูด แค่นั้นแหละ จับกิเลสได้เลยว่ามันจะเอาแค่แวบมาก็ตาม ละอายใจมาก ขอบคุณมากๆที่ขัดใจกิเลสเรา จิตตอนนั้นรู้สึกเบื่อหน่ายกิเลสตัวเองขึ้นมาทันที ว่าทำไมเรามีกิเลสเยอะจัง ถ้าไม่มีหมู่มิตรดี คงจับและทำลายมันไม่ได้ มันคงซ่อนตัวอยู่กับเรา สะสมไปเรื่อยๆ

    ทุกข์ : เบื่อหน่ายกิเลส ที่มันจะเอา (เสนอดี แม้เล็กน้อย) ทำให้เราละอาย ขายหน้า

    สมุทัย : ถ้าจับกิเลสหมดได้จะดีใจ ถ้าจับได้ไม่หมด แม้เล็กน้อย จะเบื่อตัวเอง

    นิโรธ : ไม่ทุกข์กับการที่อยากจะเสนอดีแล้วไม่ได้ทำ แต่สุขใจ เบิกบานใจที่มีความละอาย และตัดสินใจไม่ส่งข้อสอบ หรือแม้ความอยากจะอ่านกลอนให้หมู่กลุ่มฟังก็หยุดได้ ไม่หลงกิเลสที่มันชวนให้เบื่อหน่ายแม้ในกิเลสเอง เพราะมันเป็นแค่ลีลาหนึ่งที่พยายามซ่อนตัว หลอกเราให้อายเพื่อจะพาเราออกจากกลุ่ม เพื่อกิเลสไม่ต้องถูกตีหรือจับได้

    มรรค : ใช้สัมมาทิฏฐิ มีสติ จับกิเลสได้เร็วจากคำพูดที่ว่า “มีคนรอพูดอีก” เคารพและขอบคุณหมู่มิตรดีที่เห็นและอ่านกิเลสเราออก แล้วเราก็ได้จับเวทนาลวงได้ภายในไม่ถึงหนึ่งนาที ก็สงบลีลา(ลวง)เบื่อกิเลสของเราวันนี้ได้ วางได้ ละอาย ไม่เอา ไม่ทับถมตัวเอง ความอายที่กิเลสหลอก มันคือเรายังจะเอาโลกธรรม จึงมีกำลังใจที่ไม่เบื่อที่จะจ้องจับกิเลสต่อไปอีก และจะใช้อิทธิบาทและอินทรีย์พละจากการปฏิบัติศีล ให้เกิดปัญญา ต้องมีสักวันที่จะจับกิเลสได้ก่อนที่มันจะตกผลึกเป็นมโนเจตนาไปเป็นวจีกรรม และกายกรรม

  25. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    เรื่อง   นักเรียนวิชาราม

    เนื้อเรื่อง  ได้ มีโอกาสเขียนการบ้านอริยสัจ๔      เวลาเขียนจะมึนหัว    คิดอยู่ตั้งนานกว่าจะเขียนได้แต่ละเรื่อง  ท้อใจ  แต่ก็ไม่ได้สิ้นหวัง      ที่จะฝึกต่อไป  ตกกลางคืนก็นอนคิดหาวิธีจะเขียนออกมา    เป็นเรื่องๆ        (แยกกิเลสอออกมาทีละตัว)    เขียนแยกกิเลสออกมาเป็นตัวๆ    ยอมรับว่ามีความกังวล    ไม่อยากทำงานที่อยากลำบาก

    ทุกข์      กลัว  กังวล  กับการเขียนการบ้านให้ออกมาให้เห็นกิเลสเป็นเรื่องๆ  เป็นตัวๆ

    สมุทัย   อยากเขียนการบ้านออกมาให้เห็นกิเลสเป็นตัวๆ  เป็นเรื่องๆจะสูขใจ  กลัว  กังวล  ว่าจะเขียนการบ้านอออกมา  มีกิเลสหลายตัวในเรื่องเดียวกัน
    จะทุกข์ใจ  ไม่ชอบใจ

    นิโรธ   ได้พยามฝึกเขียนการบ้านให้อออกมาให้เห็นกิเลสเป็นตัวๆ  เป็นเรื่องๆและได้ทำเต็มที่แล้ว  ใจโปร่งโล่งเลิกกลัว  เลิกกังวล 

    มรรค      พิจารณาดูว่าเราจะไปเอาอะไรจากการเขียนการบ้านอริยสัจ๔

    มาร  เขาให้เขียนการบ้านเหมือนคนอื่นๆ  เล่าเรื่องจริงออกมาเป็นเรื่องๆ  แยกให้ชัดๆ  ไม่ใช่แค่เขียนมั่วๆ      เขียนพอให้รู้ว่าได้ส่งการบ้านกับเขา    แล้วรีบๆเร่งๆส่งเร็วๆ  ไม่อายหมู่หรือไง  ทำงานลวกๆ    แย่จังเลยเรา  ทำไม่ได้    หดหู่ห่อเหี่ยวใจ

    เรา  ขอสำนึกผิดกับหมู่ที่เขียนการบ้านด้วย  ความใจร้อน  และจะเขียนการบ้านด้วยความใจเย็นลง  ขอบคุณหมู่มิตรดีที่ให้โอกาสได้มา  ฝึกทบทวนใจตนเอง ว่ามีความไม่ชัดเจนในการเขียนการบ้านจริงๆ  ก็พยายามแก้ไข    ปรับปรุง  เต็มที่    และอ่านการบ้านหมู่    แล้วก็ได้เห็นกิเลสตนเอง      ในการเขียนจริงๆ  ผลของการมีหมู่มิตรดีรักและเคารพกัน    ทำให้ผมได้พัฒนาการเขียนขึ้นมาอีก  และได้เข้าใจวิธีการ  แยกการเขียนอออกมาเป็นตัวๆ      เป็นเรื่องๆ  ความกลัว  กังวลลดลงมากเลยครับต่อไปจะไม่ท้อ  ไม่ถอย  ใช้บททบทวนธรรมข้อแปดสิบ  เมื่อได้มุ่งหมายให้เกิดดี  และพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว    แต่ดีนั้ไม่สมบูรณ์ไม่สำเร็จดั่งใจหมาย กิเลสมักจะหลอกบอกว่า      ถ้าไม่สมบูรณ์ไม่สำเร็จจะเสียหาย  จะไม่สบายใจ  เป็นความลวง ให้ใช้ปัญญาหักลำกิเลส    โดยบอกกับกิเลสว่า    ถ้าได้มากกว่านี้ ถ้าสมบูรณ์ หรือสำเร็จกว่านี้ จะเสียหาย  เพราะในขณะนั้น  ยังไม่ใช่เวลาที่จะได้มากกว่านี้  ยังไม่ใช่เวลาที่จะสมบูรณ์หรือสำเร็จกว่านี้  ในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์  ไม่สำเร็จจะดีที่สุด  ยุติธรรมที่สุด  ตามกุศลอกุศลของเรา  และคนที่เกี่ยวข้อง  คลายความวิตกกังวลลง  ใจเบา    โล่งโปร่งสบายกว่าเดิมกิเลสลดลงสามสิบเปอร์เซ็นต์

  26. นปภา รัตนวงศา

    16 กพ 64
    ฟังธรรมตัดกิเลส
    เนื่องจากวันนี้เป็นวันพักการเข้าสวนของลูกชาย ตื่นตอน 3.30น. มาชชิ่ง โยคะ ฟังธรรม ทำอาหารให้ลูกและตัวเองเสร็จ ก็ลังเลจะเข้าสวนดี หรือจะฟังธรรมะต่อดี อาจารย์กำลังพูดเรื่องธรรมะ 2 ที่ฟังง่าย สนุก พี่ๆจิตอาสาพูดสภาวะกันดีมากๆ ก็ลังเลจะเอาอย่างไงดี

    ทุกข์ ไม่อยากเข้าสวน อยาก ฟังธรรมะ

    สมุทัย ชอบถ้าไม่เข้าสวนได้ฟังธรรมะ ชังถ้าเข้าสวนไม่ได้ฟังธรรมะ

    นิโรธ ได้เข้าสวนหรือไม่ได้เข้าสวน ได้ฟังธรรมะหรือไม่ได้ฟังธรรมะก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค พิจารณาเอาประโยชน์จากการกำลังฟังธรรม ธรรมะ 2 สิ่งไหนดีกว่ากัน ฟังธรรมดีกว่าเข้าสวนเพราะก่อนหน้านี้ก็ได้ดูแลสวนทุกวันอยู่แล้ว เข้าไปคนเดียว คงได้ประโยชน์น้อย และช่วงบ่ายก็ต้องพาพ่อไปรพ. อีก หยุดคิดเรื่องเข้าสวนได้ด้วยใจยินดี มาพิจารณาต่อเรื่องฟังธรรมะด้วยใจที่เป็นสุข กับเป็นทุกข์ แบบไหนดีกว่ากัน แบบสุขดีกว่า วันนี้ได้ฟังธรรมแบบเต็มที่ แบบตั้งใจ ไม่รีบร้อน ได้ความเข้าใจ ได้สภาวะ
    ได้ใช้บททบทวนธรรมข้อ33 เพิ่มอีก ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน ได้เท่าไหร่พอใจเท่านั้น พอใจเมื่อไหร่ ก็สุขใจเมื่อนั้น ข้อ84 ล้างความยึดมั่นถือมั่นของใจได้สำเร็จ คือความสำเร็จที่แท้จริง
    ใจเป็นสุข เบิกบาน ฟังธรรม ถอดเทปธรรมะด้วยใจที่เป็นสุข…สาธุ

  27. เรื่อง สอบ
    เหตุการณ์: 14 ก.พ. 64 มีการสอบของนักศึกษาวิชชาราม ไม่ได้อ่านหนังสือเลย เช่น มงคล 38 ทีนี้ก็กิเลสมาร่วมสอบด้วยค่ะ
    ทุกข์ :จำคำตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้อ่านหนังสือเลย เช่น มงคล38
    สมุทัย: ชอบถ้าตอบได้ทำข้อสอบได้ อึดอัดถ้าตอบไม่ได้
    นิโรธ : ทำข้อสอบได้ หรือทำไม่ได้ ก็สบายใจจัง
    มรรค:มารมาสอบด้วย ไปค่ะ พาไปคุยกับมาร
    มาร:โน้ตไว้สั้นๆเอาไว้ดูจะได้ตอบได้ ไม่มีใครเห็น เราไมได้อยู่ในหมู่ เอาน่า
    เรา:555 ทำไมถึงต้องทำแบบนั้น
    มาร:จะได้ตอบได้ไง น่า….นะนะนะนะ
    เรา:ไม่ดีกว่า ตอนเรียนก็ทำแบบนี้ สบายใจไหม โกหก ทำไมต้องอยากให้ตอบได้ ใครบอกไม่มีใครเห็น มีคนเห็น
    มาร:ใครเห็นเหรอ ไม่มี…ไม่มีหมู่สักหน่อย
    เรา:พุทธะเห็น เราเห็นเธอ 555อย่ามาหลอกซะให้ยาก ตอบตามที่ปฏิบัติ ตามจริง แม้ตอบไม่ได้เราสอบผ่านแล้วหละ
    มาร:สอบผ่านอะไร ก็ตอบไม่ได้นี่นา
    เรา:สอบจริงผ่านไง ไม่ทำตามเธอ ผ่านไหมหละ ผ่านไปวิมุติไปนิพพาน ผ่านฉลุย
    มาร:ก็จริง เออ สบายกว่า ถ้าเปิดหนังสือ โน้ตไว้ มันทุกข์ มันไม่โปร่ง ขอบคุณนะที่สอน
    เรา:อือ…ยินดีจ้า กิเลสก็สลาย สบายใจ

  28. มั่นศีลขวัญ. นางสนทยา กันทะมูล

    แม่ลูกคู่รักคู่แค้น !?!?

    ทุกข์ในเหตุการณ์
    ลูกไม่ได้ดั่งใจหวัง
    ทุกข์อริยสัจ
    เศร้าใจเมื่อลูกไม่ได้ทำตามแนวทางที่เรานำพา
    เหตุแห่งทุกข์
    ชอบที่ลูกจะทำอย่างที่เราหวังและสั่งสอน
    ชังที่ลูกนอกลู่นอกทางที่เราสั่งสอน
    สภาพดับทุกข์
    ลูกจะมีทิศทางของชีวิตไปทางไหนล้วนเป็นวิถีที่ต้องเป็นไปตามวิบากของเขา ของเราและวิบากร่วม
    เราได้พลาดทำสิ่งที่ไม่ควรทำกับลูกมาก็ต้อง ยอมรับ วิบากกรรมนั้น
    เราได้พยายามทำสิ่งที่ควรทำกับลูกอย่างเต็มที่แล้วก็ต้อง วางใจ
    เหตุการณ์
    จากเดิมที่เราเคยมั่นใจว่าลูกคิดคล้ายๆกันกับเรา ตั้งความหวังว่าเขาจะเป็นคู่หูทางธรรม ปฏิบัติธรรมด้วยกันกับเรา
    แต่เมื่อกลางปี 63 ที่ผ่านมา เราแม่ลูก เริ่มมีความคิดเห็นด้านการเมืองที่ต่างกัน เริ่มมีความผิดหวัง มาปลายปี 63 เริ่มชัดขึ้นว่าเขาคิดและทำ แตกต่างจากที่เรา เคยเห็นดีด้วยกัน เช่นการนำลูกหมามาเลี้ยง การไม่ดูแลสุขภาพ มุ่งแต่ทำงาน
    เราพยายามทำใจ วางใจ พูดคุย ชวนฟังธรรม ชวนไปค่ายด้วย แต่ไม่ได้รับการตอบรับแบบเมื่อก่อน เขาเริ่มห่างเหินจากเรา
    จนมาต้นปี 2564 มีเหตุการณ์ ที่เราต้องพูดคุยกันอย่างจริงจัง ลูกได้พลั้งปากพูดว่า ที่เขาทำตามเรามาหลายปีนั้นเป็นการบังคับของเรา เขาไม่ได้เห็นด้วยและไม่ได้ยินดีจะทำตาม เราทำให้เขาไม่เป็นตัวของตัวเอง ตอนนี้เขาโตแล้ว ให้เราเลิกยุ่งกับเขาได้แล้ว
    มีความรู้สึกเหมือนอกหัก แต่ก็ไม่มากนัก แค่กระตุกกระตุก
    ใจคิดถึงพระเจ้าพิมพิสารกับพระเจ้าอชาตศัตรู
    ดีนะที่เขายังไม่ได้เอามีดมาแทงเรา เขาแค่ใช้คำพูดเชือดเฉือนใจเราเท่านั้น
    เราคงเคยเป็นศัตรู ที่ต้องการแก้แค้นกันมาหลายชาติ มาชาตินี้ อยู่ในรูปแม่ลูกที่รักกันดี เมื่อถึงวันหนึ่ง ก็ หักหลังให้เราได้รับรู้ถึงความทุกข์ เป็นการแก้แค้นที่เจ็บแสบมาก
    ถ้าไม่ได้ ฟังธรรมะจากอาจารย์ฝึกใจมาบ้างแล้วคงรู้สึกเป็นบ้าไปแล้ว
    เราก็เลยบอกเขาไปว่าเราขอยุติความเป็นแม่กับเขาแค่นี้
    ตอนที่พูดออกไป มีความชังนิดๆ แต่ แปลก ที่ก็มีความโล่ง ๆเบาๆ บนอยู่ด้วย จึงตรวจใจซ้ำไปซ้ำมาว่า
    ที่เราพูดออกไปนี้ ด้วยความโกรธชิงชังเขา ใช่ไหม
    ก็ได้คำตอบว่า ใช่ นิดนึง ถ้าเขาเจอทุกข์แล้วจะรู้สึก เราจะสมน้ำหน้าให้
    แต่ใจก็คิดว่า ไม่เป็นไร ที่พูดไปเราเอาไว้เป็นกรรมฐาน ไม่ให้เป็นพรหมสามหน้า ไปบังคับ ให้เค้า ทำตามเรา อย่างที่เคยทำมาก่อนจะทำอะไรกับเค้า ก็จะยั้งใจ และ ตรวจใจดูก่อน ว่า เหมาะมั้ย ควรมั้ย รักษาระดับ ให้ ไม่กดดัน เค้า อย่างเมื่อก่อน
    และได้บอกเค้าไปว่า ยังไงก็คงต้อง ขอเวลาเราทำใจก่อน 10 ปี ทำได้ก็คงไม่ช้าเกินไป ไม่เร็วเกินไป อย่างน้อย ก็ได้เริ่มทำในวันนี้แล้ว
    ขอบคุณเค้า ที่ ให้โอกาส. เรา ได้ ปฏิบัติธรรม

    คิดได้ว่า เรื่องที่เราได้รับเวลานี้สมควรแล้ว เหมาะสมแล้ว กับสิ่งที่เราทำมา ลูกก็ต้องชดใช้วิบากกรรมของเขา เราก็ได้ชดใช้วิบากกรรมของเรา

    การเดินมรรค
    การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา
    ไม่ได้ดั่งใจเรา
    เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า
    ที่ทำให้ได้ฝึกร้านกิเลส คือ ความหลงชิงชังรังเกียจ
    หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา
    และทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา

    สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา
    ทุกชีวิต รักสุข เกลียดทุกข์
    เมื่อเขารู้จัก สุขลวง ทุกข์จริงแล้ว เขาจะเห็นความจริงตามความเป็นจริง
    ตอนนี้เขาเชื่อว่า สุขลวงเป็นสุขจริง
    เขาเข้าใจว่าความลำบาก ความขัดใจกิเลส เป็นความยุ่งยากที่จะทำตามได้
    เขาปฏิเสธที่จะเดินตามเส้นทางพุทธะ
    เขายืนยันว่า เขาเลือกเส้นทางนั้นถูกต้องแล้ว และเต็มใจชดใช้วิบากกรรมของตัวเอง แม่ไม่ต้องมายุ่ง เราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา เราต้องยอม
    แต่ก็มองเขาอยู่ห่างๆ อยู่ตรงจุดที่ เขาเห็นเราได้ง่าย และชัดเจน ทำตัวอย่างให้เขาเห็น
    ทำตัวอย่างที่เขาสัมผัสได้
    พร้อมอ้าแขนรับเขากลับ ทุกเวลา
    อดทน รอคอย ให้อภัย ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ

  29. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)

    เรื่อง เชื้อเห็ดฟาง (วันที่ 13 กพ. 64)

    ซื้อเชื้อเห็ดฟางมา เชื้อเดินดีแล้ว ต้องทำการเพาะภายใน1-2 วันนี้ ซึ่งต้องใช้เวลาหมักฟางแช่น้ำอีก 1 คืน ซื้อเชื้อมาเมื่อวาน วันนี้พ่อบ้านก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะทำเสียที มัวนั่งดูทีวีตอนเช้าอยู่ได้

    ทุกข์ : หงุดหงดรำคาญใจพ่อบ้านไม่ไปทำเพาะเห็ดฟางซะที (ไม่มีอาการออกทางกาย แค่คิดอยู่ในใจ) กลัวเชื้อเห็ดจะเสียหาย เสียทรัพย์ เสียเงิน

    สมุทัย : (ยึด / อุปาทาน /ตัณหา) ตัณหา อยากให้พ่อบ้านไปเพาะเห็ดฟางเดี๋ยวนี้ อยากให้ทำดังใจหมาย อุปาทานว่า ถ้าพ่อบ้านไม่ไปเพาะเห็ดตอนนี้แล้วเชื้อเห็ดจะเสียหาย กลัวเสียเงิน กลัวความเสียหาย (มีของเดิม พ่อบ้านชอบทำข้าวของเสียหาย ทำให้ต้องเสียทรัพย์อยู่บ่อยๆ) ยึดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์ ไม่พร่อง ยึดดี

    นิโรธ : พ่อบ้านจะทำหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร ไม่ทุกข์ใจ + เชื้อเห็ดจะเสียหายก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : เพราะมีความกลัว กลัวข้าวของเสียหายเลยพิจารณาเรื่องกรรม ถ้ามันจะต้องเสียหายก็ต้องเสียหายอยู่ดี
    มีตัวยึดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์ไม่พร่อง พิจารณาฆ่าความสมบูรณ์แบบ-ความพร่อง มันต้องมีบ้าง จะให้สมบูรณ์ไปทุกอย่าง มันไม่มีในโลก
    ความลวง พ่อบ้านทำไม่ได้ดังใจ ใจที่อยากจะได้ / ความจริง เป็นวิบากของแต่ละคน
    ถ้าเราจะต้องได้รับความเสียหายจากเชื้อเห็ดที่เสียหาย ทำให้เสียทรัพย์ ก็เป็นวิบากเรา ความลวงกิเลสปรุงไป ว่าเงินเหลือไม่มาก อุตส่าห์เจียดไปซื้อเชื้อเห็ดฟางมาเพื่อหารายได้เพิ่ม ถ้าพ่อบ้านไม่ทำในช่วงเวลาที่จำกัดจะเสียหาย จะแย่ พอทำใจได้ ก็มานั่งฟังยูทูปหาข้อมูลกสิกรรมต่อ สักพักพ่อบ้านก็เดินมาชวนไปทำเห็ดฟาง นึกในใจ เราทำไม่เป็น จะมาชวนทำไม แต่ก็ไป เพราะรู้ว่าไปเป็นกำลังใจ เหมือนเชียร์เด็กเล่นเกมส์ ก็ไปช่วยทำนิดหน่อย พอเป็นพิธี

  30. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)

    เรื่อง น้อยใจ แหว่งใจ (วันที่ 16 กพ.64)

    มีงานแอดมินที่ต้องร่วมกันทำภายในกลุ่มตะวัน ก็ได้เปิดไลน์กลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน ระยะแรกก็ได้มีการติดต่อสื่อสารกันตลอดในไลน์กลุ่ม แต่พอระยะหลัง ไลน์กลุ่มเริ่มเงียบๆ ประกอบกับเห็นพี่น้องในกลุ่ม ทำงานแต่งภาพสาระธรรมออกมา จิตก็เลยคิดว่า เออ..พี่น้องอาจจะไปทำงานสาระธรรมกันอยู่เพราะพี่น้องมีไลน์กลุ่มห้องเฉพาะ จิตมีน้อยใจ รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่กลุ่มหมู่เดียวกัน

    ทุกข์ : จิตคิดน้อยใจ พี่น้องไม่ได้เข้ามาคุยในไลน์กลุ่ม นึกน้อยใจเพราะเราอยู่ประเทศไทย พี่น้องอยู่ต่างประเทศ รู้สึกไม่ได้เป็นหมู่เดียวกัน รู้สึกหัวเดียวกระเทียมลีบ

    สมุทัย : ตัวอยากได้ ให้ตัวเองอยู่ในหมู่นั้น อุปาทานมี แต่ก่อน ชอบแบ่งฝักแบ่งฝ่าย พวกเขา-พวกเรา

    นิโรธ : ไม่ทุกข์ใจหากเราจะไม่ได้อยู่ในหมู่กลุ่มที่ท่านคุยกัน ไม่ทุกข์ใจหากเราจะไม่ได้อยู่ในหมู่ไหนๆเลย

    มรรค : ยอมรับว่า ณ ตอนนั้น สิ่งที่เราได้รับคือสมบัติของเรา พิจารณาว่า เราจะเอาไปทำไม ตอนนี้ก็อยู่ในกลุ่มอยู่แล้ว พิจารณาเอาสาระสำคัญ การที่ได้อยู่ มีส่วนร่วมในกลุ่มไหนๆ ก็ดีมากแล้ว ฝึกไม่ยึดติดหมู่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พิจารณาที่ตัวเราเป็นหลัก เอาปัจจุบัน แก่นคือ อยู่ที่ไหน เราก็จะพยายามทำให้พ้นทุกข์ ความลวงคือ กิเลสเรา ปรุงหลอกให้เราคิดไปเองว่าพี่น้องเขาแบ่งกลุ่ม เขาไปคุยกันเอง ความจริง ไม่มีอะไรเลย พอกล้าเปิดเผยกิเลสตัวนี้ เล่าสภาวะออกไป ถึงได้รู้ว่า จริงๆมันไม่มีอะไรเลยกิเลสเราปั้นอากาศเป็นตัวขึ้นมาเอง

  31. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    การบ้านอริยสัจสี่ส่ง วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564

    เรื่อง เพื่อนขี้น้อยใจ

    เนื้อเรื่อง ทุกวันจันทร์จะเป็นวันพักผ่อนของจิตอาสาที่มาบำเพ็ญ ที่ภูผาฟ้าน้ำ แต่เราไม่พัก ได้ไปช่วยเพื่อนอีกท่านสมมุติชื่อว่า1 เพาะมะพร้าวกับ อะโวกาโด และแยกกล้ามะอึก กับมะเขือเทศ สำหรับวันอื่นๆจะร่วมบำเพ็ญเป็นผู้ช่วยหมอฟันซึ่งหมอฟันท่านนี้ก็เป็นเพื่อนกัน สมมุติชื่อว่า 2 แต่บังเอิญมีกรณีพิเศษ มีจิตอาสาที่มีปัญหาเรื่องฟัน 2 จึงนัดมารักษาวันจันทร์เวลา 12.30 น.เรามาตามนัดแต่ไม่มีใคร จึงไปถามเพื่อน 2 เขาบอกว่าเลื่อนไปตอนเย็น งานไม่มากไม่มาก็ได้ เราก็เลยไปฟังธรรมะพ่อครูในรายการโสเหล่โลกุตระ เสร็จแล้วอาจารย์ย่อยธรรมะต่อถึง ประมาณ 20.30 น. เสร็จแล้วเข้าเต้นพักผ่อน รุ่งเช้าได้ถามไถ่เพื่อน 2 ปรากฏว่าเขางอนเรา แต่เราไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเขาจะงอนไม่งอน วันต่อมาถึงเวลานัดเราก็ไปช่วยปกติ เขาก็หายงอน

    ทุกข์ เพื่อนงอน

    สมุทัย เพื่อนไม่งอนจะสุขใจ ถ้าเพื่อนงอนจะทุกข์ใจ

    นิโรธ เพื่อนจะงอนหรือไม่งอนก็สุขใจ

    มรรค เชื่อเรื่องวิบากกรรมเราเคยเป็นมาก่อน พอมาเจอเพื่อนงอนเราก็ไม่ถือสา จิตก็โปร่ง โล่งสบาย เบิกบานแจ่มใส ทำดีเรื่อยไปใจเย็นข้ามชาติ

  32. สุดใจ​ โสะหาบ

    ชื่อเรื่อง: การบ้านวิชาราม

    เนื้อเรื่อง: ได้มีโอกาสติดตามแพทย์วิถีธรรม​มานานแล้วได้ไปเข้าค่ายสุขภาพและค่ายพระไตรปิฏดก​มาหลายครั้งแล้วอยู่ที่บ้านก็ฟังบรรยายธรรมของอาจารย์หมอเขียวพยายามฝึกลดละเลิกกิเลสตามเท่าที่ทำได้​ จึงอยากเรียนวิชารามเพื่อจะได้มีหลักการและได้มีเพื่อนหมู่มิตรดีเพิ่มขึ้นจึงสมัครเรียนวิชารามที่สวนป่านาบุญ2​สมัครเสร็จก็เดินทางกลับบ้านที่จังหวัดตรัง​เลยยังไม่รู้วิธีส่งการบ้านว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง

    ทุกข์: ไม่สบายใจ

    สมุทัย: เพราะไม่รู้วิธีส่งการบ้าน

    นิโรธ: จะได้ส่งการบ้านหรือไม่ได้ส่งการบ้านก็ใจไร้ทุกข์

    มรรค: วิธีการดับทุกข์ที่ผ่านมาได้เดินทางไปเข้าค่ายและได้สอบถามวิธีส่งการบ้านจากหมู่มิตรดีแต่ก็ยังไม่เข้าใจชัดเจนจึงยังไม่ได้ส่ง​ ใจก็ยังกังวลอยู่เลยตัดสินใจที่จะเริ่มต้น​ ทำตามบททบทวนธรรม​ ข้อ3​ นับ1ที่เรา​ เริ่มต้นที่เรา​ ทำความดีที่เรา​ นี้คือ..เส้นทางพึ่งตนและช่วยคนให้พ้นทุกข์​ และข้อ4​ ต้องกล้าในการทำสิ่งดี​ละอายและกลัวในการทำสิ่งที่ชั่ว​ ชีวิตจึงจะพ้นทุกข์ได้​ จึงตัดสินใจเข้าห้องเรียนวิชารามในวันเสาร์ผ่านระบบซูมและได้เล่าสภาวะธรรมให้ทราบว่ามีปัญหาในเรื่องนี้​ ทางหมู่กลุ่มทราบจึงให้เข้าร่วมกลุ่มด้วยและได้สอนวิธีทำการบ้านให้ซึ่งตอนนี้เข้าใจแล้วและได้ทำการบ้านส่งได้แล้ว​ ซึ่งขอบคุณหมู่มิตรดีที่ช่วยเหลือตอนนี้รู้สึกโล่งใจมากจะพยายามฝึกลดละเลิกกิเสลเพื่อให้ใจไร้ทุกข์เพิ่มขึ้น​ สาธุค่ะ

  33. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์

    เรื่องไฟดับ
    วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (ใจพอแล้ว)
    วันก่อนระหว่างเตรียมทำกับข้าวกลางวันอยู่ มีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเดินมาบอกว่าจะดับไฟนะ ประมาณ 3 ชั่วโมง ตอนนั้นเรายังไม่ได้หุงข้าวเลย โดยปกติจะหุงด้วยหม้อไฟฟ้าตลอด พอเจ้าหน้าที่มาบอกก็เกิดทุกข์ทันที
    ทุกข์ ไม่ขอบใจที่เจ้าหน้าที่จะดับไฟกระทันหัน มาแจ้งกระชั้นชิด ทำให้ยังไม่ได้หุงข้าวเลย
    สมุทัย ชอบถ้าจะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการดับไฟ ชังเพราะไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะมีการดับไฟ ใจอยากให้ได้ดั่งใจ คือจะได้เตรียมความพร้อมก่อน
    นิโรธ เจ้าหน้าที่จะแจ้งล่วงหน้าหรือไม่แจ้งล่วงหน้าก็ไม่ทุกข์ใจ ไม่ชังที่เค้าไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่ชอบถึงแม้เค้าจะแจ้งล่วงหน้า
    มรรค เจ้าหน้าที่เค้าจะดับไฟ เพื่อการซ่อมแซม เค้าทำให้ดีขึ้นเพื่อส่วนรวม เราไม่ต้องไปเพ่งโทษเค้า เพียงแค่ประโยชน์ของตัวเอง การที่ไฟดับ และยังไม่ได้หุงข้าว ก็เป็นการฝึกที่จะอยู่กับความพร่องอย่างเบิกบาน เราก็ได้รื้อฟื้นวิชาหุงข้าวแบบเช็ดน้ำแล้วก็ดงข้าวให้สุก ได้ลองฝึกทำ ถ้าข้าวไม่สุก หรือ ข้าวแฉะ ก็เปลี่ยนจากข้าวสวยเป็นข้าวต้มเลย ไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องแค่นี้ทำใจให้เบิกบาน พร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนดีที่สุด จงเบิกบานในทุกสถานการณ์

  34. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    18/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง :ถูกเพื่อนเข้าใจผิด
    ฝากเพื่อนซื้อของ แต่เพี่อนเข้าใจผิดว่าเราไม่ไว้ใจในคุณภาพของสินค้าที่เขาแนะนำ
    ทุกข์: หดหู่ที่เพื่อนเข้าใจผิด
    สมุทัย : ชังที่เพื่อนเข้าใจผิด ชอบถ้าเพื่อนเพื่อนจะเข้าใจถูก
    นิโรธ : เพื่อนจะเข้าใจถูกก็ได้ เข้าใจผิดก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: เราบอกเพื่อนแบบนี้ แต่เพื่อนไปแปรความว่าเรา ไม่ไว้ใจในสิ่งที่เพื่อนแนะนำ ทำให้เรารู้สึกหดหู่ เศร้าหมองในจิต เสียใจว่าเราสื่อสารออกไปด้วยเจตนาที่ดี ไม่ได้คิดไม่ดีกับเขาเลย แต่กลับไปแปรความด้านลบ พิจารณาว่า กิเลสมันลวงให้เราอยากจะขโมยความดีจากเพื่อน อยากให้เขาเข้าใจเรา จึงหันกลับมาเข้าใจตัวเอง ยอมรับผิดในสิ่งที่เราทำมา ใช้บททบวนธรรมข้อที่ 46 “เกิดอะไรจงท่องไว้ กู –เรา-ฉัน ทำมา “ และข้อที่ 2 “เราต้องรู้ว่าแต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน เราจึงควรประมาณการกำทำให้เหมาะสมกับฐานจิตของเรา และฐานจิตของผู้อื่น คิดดี พูดดี ทำดี ไว้ก่อนดีที่สุด” ตั้งจิตยอมรับผิด ขออโหสิกรรมเพื่อนและทุกการกระทำที่เราเคยทำผิดพลาดมา พิจารณาถึงข้อดีของการได้ใช้วิบากไปอีก 1 เรื่อง ใชคดีอีกแล้ว ร้ายหมดอีกแล้ว พิจารณาแบบนี่ก็โล่งใจ

  35. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง หาแชลง

    เดินหาแชลงเพื่อปลูกบวบงูนานพอควร จึงถามพ่อบ้านว่า พี่เห็นแชลงบ้างไหม? แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆได้แต่นิ่งเฉยสักพัก เริ่มคันหัวใจ จึงพูดขึ้นว่า พูดอะไรบ้างก็ได้ ทันใดนั้นรู้ตัวเองว่า เห็นแก่ตัวแล้วนะ จะเอาคำตอบเร็วๆ พักใหญ่ได้ยินเสียงพ่อบ้านตอบว่า กำลังคิดอยู่….

    ทุกข์ : คันหัวใจ ที่พ่อบ้านนิ่งเฉยให้คำตอบช้า

    สมุทัย : เห็นแก่ตัวจะเอาให้ได้ดั่งใจ ยึดว่า ถ้าพ่อบ้านให้คำตอบเร็วจะชอบใจ พ่อบ้านตอบช้าจึงคันหัวใจ ไม่ชอบใจ

    นิโรธ : พ่อบ้านจะตอบช้าหรือเร็วก็ได้ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค : พอรู้ว่ากำลังจะเอาให้ได้ดั่งใจ รีบปใจ สำนึกผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดี ด้วยบททบทวนธรรมข้อที่ 10″เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ เพราะเราเคยทำเช่นนั้นมามากกว่านั้น เมื่อรับแล้วก็หมดไป เราจะโชคดีขึ้น” เราทำชั่วมามากหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ ได้รับแค่นี้น้อยมากพิจารณาแล้ววางใจได้ แม้หาแชลงไม่เจอก็หาอย่างอื่นมาแทนแชลงเพื่อปลูกบวบได้จนเสร็จ
    สรุป แม้หาแชลงไม่เจอแต่เจอกิเลส ความยึด ความเห็นแก่ตัวจะเอาให้ได้ดั่งใจจากคนอื่นอยู่ ถือว่าคุ้มจริงๆ สุดท้ายวางใจได้ ใจก็เป็นสุข

  36. สมพงษ์ โขงรัมย์(สู่สวนสงบ)

    เรื่อง เสียงที่เข้ามากระทบหู

    เนื้อเรื่อง เวลาได้ยินเสียงหมู่พูดอะไรจะมีความคิดว่าดีแต่พูด (ทำให้ดูก่อนซิ)เบื่อๆ เซ็งๆ เขาสั่งเราให้ทำคนเดียว อยากจะพูดแต่ไม่ได้พูด แต่ในใจ(อึดอัด ใจ ชักดิ้นชักงอ หัวใจเต้นแรง) จะพูดดีใหม

    ทุกข์ อึดอัดใจ เสียงที่เข้ามากระทบหู

    สมุทัย ยึดว่าเสียงที่เข้ามากระทบหูต้องเป็นเสียงที่ไพเราะจึงจะไม่อึดอัดใจจะสูขใจชอบใจ

    นิโรธ ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า เสียงที่เข้ามากระทบหูจะเป็นเสียงที่ไพเราะก็ได้ ไม่ไพเราะก็ได้ และไม่อึดอัดใจ ใจไร้ทุกข์ไร้กังวล

    มรรค มาพิจารนา ว่ากิเลสคิดยังไง
    มาร พูดอะไรไม่รู้เรื่อง ดีแต่พูด พูดข่มเหงกัน เดาใจ ทำไมเขาไม่มาถามเรา ทำไมๆๆ
    เรา เอาประโยชน์ให้ได้กับเสียงที่เข้ามากระทบหู เป็นกรรมของเราก็เคยพูดไม่ดี (ไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ฟังเสียงอื่น ปรึกษากัน) โดยไม่ถามคนฟัง พูดข่มเหงคนอื่น ( สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา) ที่เราได้รับนี้น้อยไป(เขาแบ่งให้แล้ว) เราทำมาน้อยที่ใหนล่ะ
    มาร เขาพูดมายังทำไม่ได้เลย มีแต่ภาษา

    เรา ดีแล้วเราได้ฟังภาษาเพิ่ม เราจะได้เห็นกิเลสเราใน อดีต เราทำมามากกว่านี้ใครจะได้อะไร ก็เราทำมา (เชื่อและชัดเรื่องกรรม) รับแล้วก็หมดไป ข้อดีของท่านมีตั้งเยอะ มองเห็นแต่ข้อบกพร่องข้อผิดพลาดคนอื่น ใครไม่มีข้อบกพร่องบ้าง(ทุกคนมีข้อบกพร่องอยู่เป็นนิจ) มาร หลบๆไป มารสายบุก ชั่วจริงๆ ขยัน ทำความแตกแยกเก่ง เก่งแต่เรื่องชั่วๆ แล้วก็เอาดีมาล่อ อยากให้เกิดดีแต่ลงมือทำชั่ว เราก็ หลงเชื่อเธอมาแล้วมาร เหนื่อยพอแล้ว

    มาร คิดๆ น่าจะ…ใช่ เราก็อยาพ้นทุกข์

    เรา แค่เสียงเข้ามากระทบหูล้างไม่ได้ง่ายๆ ตื่นๆฝึกล้างตัวนี้ก่อน เช่นบททบทวนธรรมข้อ๑ เรื่องการเข้าใจผิดของเรากับผู้อื่น เราต้องระลึกรู้ว่า มันเป็นวิบากกรรมเขา วิบากกรรมเรา แก้ไขได้ด้วยการทำดี ไม่มีถือสาไปเรื่อยๆ แล้ววันใดวันหนึ่งข้างหน้า ในชาตินี้ หรือชาติหน้า หรือชาติอื่นๆสืบไป ความเข้าใจผิดนั้น ก็จะหมดไปเอง เข้าใจธรรมะข้อนี้ให้ได้ก่อน ทำให้มีสภาวะในใจตนเองให้ได้ก่อน พอเข้าใจบททบทวนธรรมข้อ๑ ข้ออื่นๆจะแยกออกว่าหน้าที่เราคือเราได้รับอะไรกรรมของเรา ส่วนคนที่ทำไม่ดีก็เป็นกรรมของคนอื่นที่ท่านทำ ชั่วของคนอื่นที่ท่านต้องไปรับเอง (แต่มาแสดงให้เราดู มาสิงร่างคนอื่นให้เราเห็นภาพตนเองชัดเจนขึ้น) แยกกันระหว่างกรรมเรา กรรมของคนอื่น (ถ้ามีคนทำไม่ดีกับเราก็ดีเราหมดเวรหมดกรรม) ใจเบาสบายไม่หวาดกลัว ไม่หวั่นใหวใจเป็นสูข กิเลสลดลง๕๕เปอร์เซ็นต์

  37. นางสุมา ไชยช่วย

    19/2/64
    ชื่อ นางสุมา ไชยช่วย
    เรื่อง ไม่ได้เงิน
    เหตุการณ์ ปีที่แล้วไม่ได้รัยเงินแต๊ะเอีย เกิดความ
    ไม่พอใจ มาปีนี้จะได้หรือไม่
    ทุกข์ ไม่พอใจถ้าไม่ได้เงิน

    สมุทัย ชังถ้าไม่ได้เงิน
    ชอบถ้าได้เงิน

    นิโรธ จะได้รับเงินหรือไม่ได้ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค มาปีนี้ก็ไม่ได้รับ ก็ไม่เป็นไรเพราะเงิน
    ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ กับชีวืตเรามากมาย
    เพราะตอนนี้เราก็เลิกกินเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จาก
    สัตว์อย่างเด็ดขาดแล้ว ทำให้ลดค่าใช้จ่าย ลงไปได้
    เยอะมาก และหันมากินพืช ผัก ผลไม้ ถั่วต่างๆแทนและของใช้ที่ไม่จำเป็น แก่ชีวิตเรา เราก็ไม่ต้องซื้อ แล้วยังอยากได้อีกทำไม พิจารณาแล้วใจก็คลายจากสิ่งที่ไม่ใช่ สมบัติเรา
    ปัญหาทั้งหมด คือ คนโง่กว่ากิเลส
    การดำรงชีวิต มันไม่ได้มีอะไรมากมาย อย่าเสียเวลา
    ไขว่ขว้า หาสิ่งที่เกินความจำเป็นของชีวิต สื่งที่จำเป็นในชีวิตคือ ปัจจัย4 อาหาร เครื่องนุ่งห่ม
    ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค มิตรดี ความดี คือ สมบัติ
    ที่แท้จริง สิ่งจำเป็นในขีวืต มีเพียงเท่านี้
    พิจารณาแล้วใจโล่งเบาสบาย

  38. ปิ่น คำเพียงเพชร

    อยากได้ความเพอร์เฟก (Perfect)

    เนื่องจากวันสอบเก็บคะแนน ว.บบบ ครั้งที่ 2 นี้ มีพิเศษเพิ่มคือ สถาบันวิชชารามออกข้อสอบให้นักศึกษาสอบพร้อมๆ กัน ไปด้วยเป็นครั้งแรก ซึ่งปกติแบบฟร์อมข้อสอบของ ว.บบบ ที่ให้มา จะอ่านแล้วสบายตาอ่านง่ายเพราะจัดบรรทัดเป็นสัดเป็นส่วนอย่างเรียบร้อย แต่รอบนี้ขณะนั่งอ่านข้อสอบไปพอถึงข้อสอบของวิชชาราม ปรากฏว่าออกมาแบบติดกันเป็นแผงแน่นเลย โดยไม่มีการจัดเว้นวรรค แยกหัวข้อให้เป็นสัดเป็นส่วนแต่อย่างใด จึงทำให้อ่านยากอ่านแล้วไม่สบายตา

    ทุกข์ : รู้สึกขัดใจ คิ้วขมวด เมื่อเห็นว่าข้อสอบของสถาบันวิชชารามออกมาแบบติดกันเป็นแผง โดยไม่ได้เว้นบรรทัดเป็นข้อ ๆ ทำให้อ่านยาก

    สมุทัย : ยึดว่าถ้าข้อสอบวิชชารามที่ออกมา ถูกจัดเว้นบรรทัดแต่ละคำถามให้เป็นสัดส่วนเหมือน
    ข้อสอบของ ว.บบบ จะดี จะทำให้อ่านง่ายอ่านแล้วสบายตา อยากให้ทีมที่จัดทำข้อสอบจัดเว้นบรรทัดเป็นข้อ ๆ อย่างเป็นสัดเป็นส่วน อย่างข้อสอบของ ว.บบบ

    นิโรธ : ไม่ว่าข้อสอบของวิชชารามที่ออกมาจะถูกจัดบรรทัดให้เป็นสัดส่วนเหมือน ข้อสอบ ว.บบบ หรือไม่ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : ความคิดความอยากได้ความเพอร์เฟคนี้มันเป็นกิเลส มันชั่ว ความไม่ยึดเป็นพุทธะ เป็นดี โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิตย์ จะมายึดจะเอาแต่ Perfect ก็ทุกข์ตายเลยสิ จะโง่ทุกข์ทำไม อาจารย์หมอเขียวท่านก็สอนอยู่เสมอว่า สมบูรณ์แต่ไม่ทันใช้ไม่มีประโยชน์อะไร พร่องแต่ทันการดีกว่าสมบูรณ์แต่ไม่ทันใช้ไง ได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว อ่านข้อสอบรู้เรื่องทำให้สามารถสอบได้ก็ดีมากแล้วนี่ เมื่อพิจารณาดังนี้ความยึดความทุกข์ ก็คลายลงได้

    สรุป ก็สามารถนั่งทำข้อสอบต่อได้ด้วยใจที่ไม่ชอบไม่ชัง

  39. นายรวม เกตุกลม

    เรื่อง เหตุเกิดจากแชลง

    กำลังเดินระบบน้ำในสวนอยู่ แม่บ้านเดินมาถามหาแชลง ยังไม่ทันได้ตอบ เพราะกำลังคิดทบทวนว่าเอาแชลงไปไว้ที่ไหน แม่บ้านก็พูดขึ้นมาว่า พูดอะไรบ้างหน่อยซิ เกิดอาการไม่ชอบใจ มารที่อยู่ในจิตก็สวนออกไปว่า น่าจะให้โอกาสคิดบ้าง ถ้าให้โอกาสคิดก่อน เราก็จะชอบใจ ถ้าไม่ให้โอกาสคิดก่อน เราก็จะไม่ชอบใจ เราจับได้ว่ามันเป็นความคิดของมาร เราไม่เชื่อเธอแล้วมาร เราจะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า จะให้โอกาสเราคิดก่อนหรือไม่ เราก็ไม่ชอบไม่ชัง

    ทุกข์:ไม่ชอบใจ

    สมุทัย: ยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าแม่บ้านให้โอกาสคิดก่อน เราก็จะชอบใจ แต่ถ้าไม่ให้โอกาส เราก็จะไม่ชอบใจ

    นิโรธ: แม่บ้านจะให้โอกาสคิดก่อนหรือไม่ เราก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค: ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น แม่บ้านจะให้โอกาสคิดก่อนก็ได้ ไม่ให้โอกาสคิดก่อนก็ได้ เราก็ไม่ชอบไม่ชัง เพราะเข้าใจเรื่องของวิบากดีร้ายอย่างชัดแจ้ง สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา(บททบทวนธรรมข้อ8) เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ เพราะเราเคยทำเช่นนั้นมามากกว่านั้น เมื่อได้รับแล้วก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น(บททบทวนธรรมข้อ10) สรุปไม่ว่าแม่บ้านจะให้โอกาสคิดก่อนหรือไม่ เราก็เต็มใจรับ ด้วยใจที่เบิกบาน ผ่องใส สาธุ

  40. ขวัญจิต เฟื่องฟู

    เรื่อง โลภอยากส่งงานหลายชิ้น

    วันพฤหัสบดีเรียนโฟโต้ช้อปเเละมีการตรวจโหวตงานที่พี่น้องทำมาส่ง ข้าพเจ้าอยากส่งร่วมกับพี่น้องด้วย เห็นใจที่อยากทำงานให้ได้หลายชิ้น ทำไปเริ่มมีอาการสับสน เบลอ

    ทุกข์ : เห็นใจโลภมากอยากส่งงานหลายๆชิ้น

    สมุทัย : เพราะยึดว่าจะทำงานที่ค้างไว้ให้มันเสร็จ ชอบที่งานจะเสร็จตามที่ตั้งไว้ ไม่ชอบใจที่งานที่ตั้งไว้จะไม่เสร็จ

    นิโรธ : งานจะเสร็จหรือไม่เสร็จก็ได้ จะไม่ทุกข์ใจ ส่งงานกี่ชิ้นก็ได้

    มรรค : ตรวจดูใจพิจารณาว่าเราโลภเกินไปหรือเปล่า ทำเกินกำลังของตัวเองซึ่งเราเองไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น เราควรประมาณในความสามารถของเราเอง ทำได้เเค่ไหนก็เอาเเค่นั้นเเหละ อย่าทำให้ตัวเองทุกข์เลย ใจก็เบาคลายลงเเละจะร่วมส่งงานกับพี่น้องชิ้นเดียว

  41. ขวัญจิต เฟื่องฟู

    อริยสัจ 4

    เรื่อง รอ
    เมื่อวานนั่งทำรูปประกอบบททบทวนธรรม คิดว่าจะส่งสักสองบทความเเละทำร่วมพี่น้องอีกหนึ่งรูป เเต่จะใช้รูปภาพที่ต่างกัน พอทำไปเเล้วส่งให้พี่น้องดู พี่น้องตรวจดูเเละท้วงติงมาเเค่ภาพเดียว เห็นใจตัวเองที่คิดขึ้นมา เออทำไมพี่น้องถึงท้วงติงมาเเค่ภาพเดียว เเล้วภาพอื่นล่ะ? เห็นใจที่อยากให้พี่น้องดูเเละวิจารณ์รูปอื่นด้วย

    ทุกข์ : รอ ใจร้อน อยากให้พี่น้องดูรูปภาพอื่นด้วยเเละวิจารณ์เร็วๆ

    สมุทัย : ยึดว่าอยากให้พี่น้องดูเเละวิจารณ์รูปภาพ ชอบใจถ้าพี่น้องจะดูภาพ ไม่ชอบที่พี่น้องไม่ดู ไม่วิจารณ์

    นิโรธ : ไม่ว่าพี่น้องจะดูหรือวิจารณ์ภาพหรือไม่ จะไม่ทุกข์ใจรอ

    มรรค : ตรวจพิจารณาว่าโห!มันทุกข์ใจ หนักใจนะนี่ เรากำลังเบียดเบียนตัวเองเเละก็ผิดศีล เราจะเอาอะไรกับเราอีก วันนี้เราทำมานานเเล้ว พักใจ พักสมองเสียก่อน พรุ่งนี่ค่อยทำต่อ พอคิดได้ตรงนี้ใจก็เบาใจลง วางงานเเล้วขึ้นไปนอน

  42. พรพิทย์ สามสี

    เรื่อง : มีพี่น้องหวังดีให้เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์
    มีพี่น้องท่านหนึ่งบอกเล่าว่าตอนนี้เขาศึกษาตำรา โฮเห้ง เขาทักเราว่า หมายเลขโทรศัพท์ของเธอมีเลข 0 อยู่หลายตัวนะน่าจะเปลี่ยนเบอร์ จะได้ไม่ต้องเจอเรื่องร้ายๆ
    ทุกข์ : ไม่สมอารมณ์ในคำพูด
    สมุทัย : ชอบที่จะให้เขาไม่เพ้อเจ้อกับตำรามากไป ชังที่เขาคิดเข้าข้างตนเองว่าใช่แน่ๆ
    นิโรธ : เขาจะคิดจะพูดอย่างไรก็ได้ ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง ใจไร้กังวล
    มรรค : พอเขาแนะนำให้เปลี่ยนเบอร์ กิเลสมันก็มาทันทีตะกิดตะข่วงคือไม่พอใจเขา แกนะชั่วมารเอ๋ยเขาจะคิดยังไงมันเรื่องของเขา นั่นมันคือเงาของเรา บททบทวนธรรม บทที่ ๑๓
    ไม่มีใครทำดีกับเราได้ นอกจากตัวเราเอง
    ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากตัวเราเอง
    เราไม่ได้ท้าทายที่จะให้วิบากร้ายเกิด แต่เราจะเพิ่มศีลให้มากๆ ไม่มีชีวิตใดหนีพ้น
    อำนาจแห่งกรรมไปได้

  43. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง ปัสสาวะใส่ต้นดอกไม้
    มีคนขับรถมาจอดที่ถนนตรงทางเข้าบ้านวันแล้ววันเล่าเป็นอยู่หลายวันวันแรกๆไม่แน่ใจว่าจอดทำไม พอวันหลังๆรู้ชัดว่าจอดปัสสาวะใส่ต้นดอกไม้ที่เราปลูกไว้ รู้สึกปวดใจ ขึ้นมาเลย มารก็รู้หน้าที่เข้ามาผสมโรงทันทีให้คำถามว่า ทำไมต้องมาปัสสาวะใส่ต้นดอกไม้ของเราด้วย ที่อื่นมีเยอะแยะ ทำไมไม่ไป

    ทุกข์ : ปวดใจ ที่คนขับรถปัสสาวะใส่ต้นดอกไม้

    สมุทัย : ยึดว่า ถ้าคนขับรถไม่ปัสสาวะใส่ต้นดอกไม้จะสุขใจ พอคนขับรถปัสสาวะใส่ต้นดอกไม้จึงปวดใจ

    นิโรธ : คนขับรถจะปัสสาวะใส่ต้นดอกไม้หรือไม่ ก็ไม่ปวดใจ ใจไร้ทุกข์

    มรรค : พอจับตัวเองได้ว่ามารมาหลอกชวนให้หลงทางจึงถือโอกาสสอนมารว่า เราต้องไม่ถือสา ไม่เพ่งโทษคนขับสิจึงจะถูกและแล้วก็ชวนมารมาเรียนรู้บททบทวนธรรมข้อ 89 ในการพิจารณาล้างใจ ที่ว่า”ในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ ไม่มีอะไรที่เรากำหนดได้ นอกจากใจที่ไม่ทุกข์ของเราเท่านั้น ที่เราควบคุมได้” เพราะในความเป็นจริงเราไม่สามารถไปกำหนดหรือควบคุมคนขับรถได้ เป็นเรื่องของเขาที่จะปัสสาวะที่ไหน ตรงไหนก็เรื่องของเขา อีกอย่างเขาคงปวดจนทนไม่ไหว หรือ ตรงต้นดอกไม้ของเราที่สะดวกดี คิดอีกแง่ดีเหมือนกันที่เขามารดน้ำ ใส่ปุ๋ยให้ต้นดอกไม้เรา พอเราหันมาควบคุมใจได้แล้ว เขาก็ไม่ปัสสาวะใส่ดอกไม้อีก
    สรุป ได้รู้จักมาร จับมารแล้วเขี่ยมารออกจากใจ ส่วนคนขับรถน่าจะลดทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ลง ที่สุดใจเราก็โปร่ง โล่ง สบาย

  44. จิรานันท์ จำปานวน

    การบ้านอริยสัจ 4
    เรื่อง : จับผ้า จับใจ

    เหตุการณ์ : เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาได้จับผ้าผูกผ้าประดับเต็นท์ผ้าใบ แล้วในวันพฤหัสบดีก็มีลมแรงพัดจนเต็นท์ผ้าใบล้ม พัดจนกิเลสโผล่

    ทุกข์ : ขี้เกียจจับผ้าผูกผ้าใหม่

    สมุทัย : ชอบที่ไม่ได้จับผ้าผูกผ้าใหม่ ชังที่ได้จับผ้าผูกผ้าใหม่

    นิโรธ : จะได้จับผ้าผูกผ้าใหม่ หรือไม่ได้จับผ้าผูกผ้าใหม่ก็ยินดี พอใจ เต็มใจ

    มรรค : มาตรวจใจ ลมเพลมพัดอะไร ทำไมใจไม่ยินดี
    มาร : ฮือๆ ขี้เกียจจับผ้าผูกผ้าใหม่ ดูสิกว่าจะทำเสร็จก็ใช้เวลาทั้งวันเลยนะ ยาวก็ยาวตั้ง 9 เต็นท์แน่ะ เมื่อยก็เมื่อย ปวดขาก็ปวด ปวดต้นคอก็ปวด เจ็บมือก็เจ็บ ยังไม่หายเลย ฮือๆ ไม่อยากจับใหม่ โอ๊ยๆ ขี้เกียจจังเลย
    เรา : โชคดีแล้วที่เต็นท์ผ้าใบล้ม จะได้ทำใหม่ จะได้ฝึกร่างกายให้แข็งแรง ได้ชดใช้วิบาก ที่สำคัญได้เห็นเธอกิเลสตัวขี้เกียจ คุ้มจะตายได้จับผ้าใหม่ได้จับใจที่มีกิเลส นี่ไงที่อาจารย์บอกว่าโชค 3 ชั้น ตรงกับบททบทวนธรรมข้อที่ 123 เจอผัสสะไม่ดี ได้โชค 3 ชั้น คือ ได้เห็นทุกข์ ได้ล้างทุกข์ และได้ใช้วิบากกรรมที่ไม่ดี ร้ายนั้นก็จะหมดไป ดีก็ออกฤทธิ์ได้มากขึ้น พอพิจารณาเสร็จก็สบายใจ ยินดี พอใจ เต็มใจ ที่จะต้องจับผ้าผูกผ้าใหม่ พอใจเปลี่ยนก็มีพี่ๆ มาช่วย เย้ๆๆ
    สาธุค่ะ

  45. นางมัณฑนา ชนัวร์ เตี้ย ศีลประดับ

    ไปกับลูกสาว

    ลูกสาวบอกพี่ฟลุ๊ค (ลูกสาวเพื่อนของแม่) ส่งข้อความมาชวนไปดูคอนเสิร์ตไลฟ์ที่บ้านเขา แม่ก็ถามว่าหนูจะไปเมื่อไหร่ ลูกสาวก็บอกว่าวันศุกร์ เห็นใจตัวเองว่า วันศุกร์เราจะต้องทำงานถึงเที่ยงและก็อยากจะไปทำงานที่สวนองุ่นต่อ เพราะวันเสาร์จะได้มีเวลาเข้าห้องเรียน ก็เลยถามลูกสาวว่าแม่ไปส่งหนูแล้วไปรับได้ไหม แม่จะไปทำงานสวนต่อ ลูกสาวก็บอกว่าอยากให้แม่อยู่ด้วย ก็รู้เสียดายที่วางงานตัวเองไว้แล้วแต่ต้องเปลี่ยน ก็คิดและพิจราณา นางก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลย และน้องที่ชวนนี่ก็รอบที่สองแล้ว สละเวลาและงานของแม่ให้ลูกสาว

    ทุกข์ :รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำงานตามที่วางไว้

    สมุทัย :จะต้องพาลูกสาวไปดูคอนเสิร์ตและอยู่เป็นเพื่อน

    นิโรธ : จะได้ทำงานหรือไม่ได้ทำงานที่วางไว้ก็ไม่ทุกข์ใจ ถึงแม้จะต้องไปทำวันเสาร์ก็ไม่ทุกข์ใจ
    และจะได้เข้าห้องเรียนหรือไม่ได้เข้าห้องเรียนก็สุขใจได้

    สภาวะธรรม ก็ได้พาลูกสาวไปตามเวลาที่นัดกับน้องฟลุ๊คไว้ 16.00 นาฬิกา เด็กก็ดู แม่ก็เลยได้โอกาสทำ ทำอาหารว่างให้เด็กทาน ฟังเสียงเด็กเขาคุยกันเขาหัวเราะก็ขำไปกับเขา ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงแม่ก็ยังอยู่ในครัว ลูกสาวก็เรียก แม่ก็ตอบใกล้เสร็จแล้ว ลูกสาวก็พูดแม่หนูยังอยู่ ก็พิจารณาถึงธรรมะของท่านอาจารย์หมอเขียว รู้เพียรรู้พัก ทำอะไรให้พอเหมาะ ตามสถานะการณ์และบุคคล และคนรอบข้าง อย่าเห็นแต่ความสุขของตัวเอง ก็ได้ไปนั่งดูกับเด็กๆและปรับสภาพตัวเองไปตามสถานการณ์ แม้กายจะรู้สึกล้า ๆ แต่ใจก็มีความสุขไปกับเด็ก ๆนะและก่อนจะกลับยังได้ยินน้องฟลุ๊คบอกว่า วันนี้วันพระหนูได้ไหว้นะค่ะน้าเตี้ย เราก็รับสาธุ ดีค่ะ ก็มีความยินดีนะ เด็กที่มาโตที่เมืองนอกยังรู้จักและมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา สาธุค่ะ

  46. สาวิตรี มโนวรณ์

    20/02/64
    ชื่อ นางสาวิตรี มโนวรณ์
    ชื่อเล่น “กี๋”
    ผู้บำเพ็ญคบคุ้น สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง เมนูลดกิเลส
    เช้าๆ มีเวลาน้อย ต้องรีบทำกับข้าวไปกินที่ทำงาน คิดเมนูขาเห็ดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เช้านี้หยิบวัตถุดิบทุกอย่างที่เตรียมไว้แล้วออกจากตู้เย็นรวมทั้งขาเห็ดด้วย แต่ตอนจะใช้ กลับไม่พบขาเห็ด หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ใจเริ่มขุ่นเคือง ไม่ได้ดั่งใจ เวลายิ่งมีน้อย รีบก็รีบ ต้องเสียเวลามาหาของอีก

    ทุกข์ หาขาเห็ดไม่เจอ

    สมุทัย ถ้าหาขาเห็ดเจอจะสุขใจ
    หากหาไม่เจอจะทุกขใจ

    นิโรธ หาเจอก็ได้ ไม่เจอก็ไม่เป็นไร ใจไม่ทุกข์ดีที่สุด

    มรรค : พอรู้ตัวว่า กำลังใจร้อนกดดันตัวเอง ให้หาของให้เจอ ก็รีบสำนึกว่า โดนกิเลสครอบงำเข้าอีกแล้ว เปลี่ยนเมนูอื่นก็ได้ หรือถ้าประมาณแล้วเวลาไม่พอ ก็ค่อยไปสั่งร้านใกล้ที่ทำงานก็ได้ คิดได้อย่างนั้น ก็เลยโล่งใจ และทำเมนูใหม่จนเสร็จ และเพื่อให้การล้างกิเลสจากเหตุการณ์นี้สิ้นเกลี้ยงให้มากที่สุด จึงใช้บททบทวนธรรม
    ข้อที่ 21 การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่าที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลสฯ
    ข้อ.93 ในโลกนี้ ไม่มีอะไรสำคัญเท่า “การดับทุกข์ใจ…ให้ได้”
    ข้อ 133 อุปสรรคและปัญหา คือ ชีวิตชีวา
    เช้านี้หิ้วปิ่นโตเมนูลดกิเลส ไปทำงานด้วยใจที่เบิกบาน

    1. สาวิตรี มโนวรณ์

      20/02/64
      ชื่อ นางสาวิตรี มโนวรณ์
      ชื่อเล่น “กี๋”
      ผู้บำเพ็ญคบคุ้น สวนป่านาบุญ 2

      เรื่อง : ไม่อยากเอาภาระ

      สายๆ ของวันนี้ กำลังนั่งเช็คไลน์อย่างสบายอารมณ์อยู่ในบ้าน จู่ ๆ ก็มีญาติไลน์มาขอช่วยไปบอกคนที่บ้านเรื่องที่เขาติดต่อกันอยู่ เราก็ไปตะโกนบอกแฟน ซึ่งอยู่ที่หลังบ้าน พอเขาได้ยินเสียงเรา ก็ตะโกนกลับมาว่า ช่วยตัดผมให้หน่อย ได้หรือไม่
      มาร : ไม่น่าเลยเรา กำลังเพลินเลย ไม่น่าออกมาให้เขาได้ยินเสียง
      ทุกข์ : ไม่อยากเอาภาระ
      สมุทัย : ถ้าได้เล่นไลน์จะ
      สุขใจ ถ้าไม่ได้
      เล่นไลน์จะทุกข์ใจ
      นิโรธ : จะได้เล่นไลน์ หรือ
      ไม่ได้เล่นไลน์
      ก็ไม่ทุกข์ใจ
      มรรค : 1.มาร วันนี้เจ้า
      ทำความดีอะไร
      แล้วบ้าง
      2. เขาขอความช่วย
      เหลือเป็นโอกาสให้เรา
      ได้บำเพ็ญความดี
      3. ถ้าปฏิเสธ มีเหตุผล
      อะไรที่สำคัญจน
      ช่วยเหลือเขาไม่ได้
      4. เจ้าเห็นแก่ตัวมาก
      อยากได้ (ความช่วย
      เหลือจากคนอื่น) แต่
      ตัวเองไม่ยอมเสียสละ
      แม้แค่แรงกายเพียง
      น้อยนิด
      มาร : (จำนนต่อเหตุผล) ยอมไปตัดผมให้แต่โดยดี โดยไม่มีความรู้สึกว่าเสียอารมณ์แต่อย่างใด ก็จริงดังว่า ตัดผมประมาณ3นาทีก็เสร็จ เพราะผมมีนิดเดียว ประกอบกับ เขาได้ตัดผมด้วยตัวเองไปก่อนหน้านั้นแล้ว แค่เราไปแต่งให้ในส่วนที่เขามองไม่เห็น เขาหันมาขอบคุณ ก็นึกในใจว่าดีนะ ได้ทำกุศล ใจเราก็เบา เขาก็ไม่ต้องมาน้อยใจ ให้เกิดปัญหา ไลน์อ่านตอนไหนก็ได้

      1. สำรวม แก้วแกมจันทร์

        20/02/64
        ชื่อ นางสำรวม แก้วแกมจันทร์
        ชื่อเล่น “ป้ารวม”
        ชื่อทางธรรม “ร้อยแสงศีล”
        จอส. สวนป่านาบุญ 2

        เรื่อง “ขังทุกข์ อยู่ตั้งนาน”

        เหตุการณ์
        ในการประชุมผ่าน Zoom เมื่อถึงเวลาตัวเองพูด มีปัญหาทุกครั้ง คือ เสียงพูดค่อยมาก เสียงเบาผิดปกติ ทั้งๆ ที่เราพูดเต็มเสียงแล้ว เพื่อนๆ บอกว่า ฟังไม่ชัด ไม่รู้ว่าสาเหตุอยู่ที่ไมรโครโฟน หรือ อยู่ที่ลำโพงของโน้ตบุ๊ค ไม่ได้ดั่งใจ จึงทุกข์กับการพูด คิดอยู่ว่าจะให้ลูกช่วยแก้ปัญหา นานหลายวันแล้ว แต่ยังไม่ได้แก้ปัญหาเลย พอดีว่า มีมิตรดี ส่งข้อความมาบอกว่า “ให้ป้ารวมแก้ปัญหากับเสียงพูด เบาทุกที ให้ลูกช่วยตรวจดูให้ หรือถ้าลูกแก้ไขไม่ได้ ก็ให้ยกเครื่องไปร้านคอมพิวเตอร์” เพราะทุกข์ของตัวเองได้ “ถูกขังอยู่ตั้งนาน”

        ทุกข์ : ไม่ได้ดั่งใจ

        สมุทัย : ถ้าพูดเสียงดังชัดเจน ได้ดั่งใจ พอใจ สุขใจ แต่เสียงเบา ทุกที เสียงไม่ดัง ไม่ได้ดั่งใจ ทุกข์ใจ

        นิโรธ : เสียงค่อย เสียง เบา ชัด ไม่ชัด วางใจ เบาใจ ไม่ทุกข์

        มรรค : พิจารณาถึงความทุกข์ใจ เรื่อง เสียงเบา เสียงไม่ดัง ไม่ชัดเจน เป็นทุกข์ที่เลี่ยงได้ ปกิณกทุกข์ เป็นลักษณะของความคับแค้นใจ ที่เรียกว่า อุปายาส คือ ความไม่ได้ดั่งใจ ที่เสียงเบา เสียงค่อย เสียงไม่ชัด เวลาเข้ารายการ ผ่านมาตั้งนาน จนเกือบลืมไปแล้ว แต่มีมิตรดีเห็นความพร่องเรื่องเสียงเบา และตั้งใจช่วยเหลือ โดยเสนอวิธีแก้ปัญหา จึงถึงเวลาที่ต้องแก้ปัญหา ททธ. บทที่ 29 เคารพมิตรดี ขอบคุณมิตรดี ขอขอบคุณมาตลีเทพสารถี ที่มาช่วยเตือนสติ เพราะว่า ขังทุกข์อยู่นาน วางใจได้แล้วว่า แม้ว่า เสียงจะเบา จะค่อย จะชัด –ไม่ชัด แต่เสียงในใจ ไม่มีกิเลสมากวนแล้ว ใจใสชัดเจนดี ทุกข์ลดลงๆ ตามลำดับ ณ ตอนนี้ ก็รู้สึกเฉยๆ ได้แล้ว

  47. นส.พวงผกา โพธิ์กลาง

    นส.พวงผกา โพธิ์กลาง
    เรื่อง ขอแรงบุญ
    มีผู้มาขอแรงบุญให้ไปช่วยทำงาน มีความรู้สึกว่าไม่ชอบไม่อยากไปแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร กิเลสไม่ชอบนิสัยคนที่ขอแรงบุญ กิเลสบอกว่าคนนี้เป็นคนเอาแต่ใจตัวเองเกินไปไม่อยากไปช่วย ไม่รู้จักพึ่งตน เป็นคนใจร้อน ทำอะไรจะให้ได้ดั่งใจตนเอง

    ทุกข์ เพราะไม่ชอบใจ

    สมุทัยเหตุแห่งทุกข์ ไม่อยากทำตามที่เขาบอกเพราะเห็นพลังการจะเอาให้ได้ดั่งใจในตัวคนนั้นเยอะ ถ้าได้ทำตามที่เขาบอกไม่ชอบใจจะทุกข์ แต่ถ้าไม่ได้ทำตามที่เขาบอกจะสุขใจจะชอบใจ ถ้าคนนี้เปลี่ยนพฤติกรรมจะชอบใจจะสุขใจ แต่คนนี้ยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมเลยทุกข์ใจไม่ชอบใจ

    นิโรธ ทำตามเขาบอกก็สุขใจไม่ได้ทำตามที่เขาบอกก็สุขใจ เขาจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนพฤติกรรมเราก็สุขใจไม่ทุกข์ใจ

    มรรค คือพิจารณาเรื่องกรรม ว่าที่เราต้องมาเจอคนแบบนี้ เพราะว่าเราเคยทำนิสัยแบบนี้มาเขาเลยมาทำให้เราได้ชดใช้วิบากที่เคยทำมา เราจะได้เข้าใจคนอื่นเราจะไม่ไปบีบบังคับใครให้ทำอะไร ถ้าคนนั้นเขาไม่พร้อมที่จะทำ ผิดศีลข้อ1 เบียดเบียนคนอื่น ถ้าเราเข้าใจตัวเองเราก็จะเข้าใจคนอื่น ขอบคุณวิบากดีร้ายที่ส่งโจยท์นี้มาให้เห็นกิเลสตัวชัง ให้เราได้ล้างกิเลส
    และก็จะสังวรระวังต่อไป

  48. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    20/02/64
    ชื่อ นางสำรวม แก้วแกมจันทร์
    ชื่อเล่น “ป้ารวม”
    ชื่อทางธรรม “ร้อยแสงศีล”
    จอส. สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง “รับเต็มๆ จะได้หมดเต็มๆ”

    เหตุการณ์
    เมื่อ2-3 วันที่ผ่านมา ได้ให้ลูกช่วยตรวจเครื่องโน้ตบุ๊คดูว่า ทำไมเวลาพูดประชุมผ่าน Zoom เสียงเบามาก เสียงไม่ชัด เขาตรวจเช็คไมรโครโฟนและลำโพงให้อย่างละเอียด ทดลองพูด เสียงดังปกติดี แต่พอถึงเวลาที่ต้องพูดในที่ประชุม ปรากฏว่า พอพูดแล้วเสียงหายไป ไม่ได้ยิน กิเลสมันสงสัยถามว่า ทำไมๆๆ พุทธะตอบ ทำมาๆๆ พุทธะไม่เคยโกหกตัวเอง ไม่โกหกคนอื่น พูดแต่ความจริงเท่านั้น จึงยอมรับผิด สำนึกผิด สารภาพผิด เพราะว่า เคยใช้อารมณ์บันดาลโทษะ สร้างวิบากกรรมในการใช้เสียงตะหวาด ตะคอก ขู่ กับใครต่อใครมานับครั้งไม่ถ้วน เป็นวิบากกรรมชั่วที่ทำมา จนหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ “โง่ ชั่ว ทุกข์” อยู่ตั้งนาน
    ณ กาละนี้ ขอขอบคุณเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับ ชดใช้วิบากกรรมที่เคยพลาดทำมา ด้วยความยินดี พอใจ รับเต็มๆ จะได้หมดเต็มๆ รับเท่าไหร่ หมดเท่านั้น เราจะได้โชคดีขึ้น

    ทุกข์ : ไม่ได้ดั่งใจ สงสัย

    สมุทัย : ถ้าพูดเสียงดัง ชัดเจน ได้ดั่งใจ สุขใจ แต่เสียงหายไปเลย ไม่ได้ดั่งใจ สงสัย ทุกข์ใจ

    นิโรธ : พูดเสียงดัง เสียงเบา หรือไม่มีเสียง พอใจ สุขใจได้ วางใจเชื่อชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง รับเต็มๆ ไม่ทุกข์

    มรรค : ใช้ปัญญาใคร่ครวญทบทวน สิ่งที่เราได้รับคือ สิ่งที่เราทำมา ททธ. บทที่ 8 ตรวจให้ถึงใจ เชื่อชัดเรื่องกรรมและผลของกรรมว่า วิบากกรรมมีจริง ททธ. บทที่ 12 ทำอะไร ได้ผลอะไร เกิดจากการกระทำของเราเองทั้งหมด เจอเรื่องดีเพราะทำมาดี เจอเรื่องไม่ดีเพราะทำมาไม่ดี ทั้งในอดีตและปัจจุบัน สังเคราะห์กันอย่างละ 1 ส่วน ททธ. บทที่ 26 “ทำใจว่าโชคดีอีกแล้ว ร้ายหมดอีกแล้ว รับเต็มๆ หมดเต็มๆ จะทุกข์ใจไปทำไม.. เบิกบาน แจ่มใส ดีกว่า” ทำดีต่อไปให้มากๆ
    ททธ. บทที่ 33 “ทำดีทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน ได้เท่าไหร่ พอใจเท่านั้น พอใจเมื่อไหร่ ก็สุขใจเมื่อนั้น

    โชคดีที่มีสัตบุรุษ ได้ให้คาถาธรรมไว้ปราบมาร คือ พอได้ใช้บททบทวนธรรม มาใช้ก็เกิดมีปัญญาแววไวขึ้น สามารถสร้างจิตวิญญาณให้พ้นทุกข์ ผาสุกได้ จึงไม่มีอะไรคาใจแล้ว เบากาย สบายใจ สาธุ

  49. พรพิทย์ สามสี

    เรื่อง : งานดูแลต้นไม้ไม่ให้รกมาก
    หลังจากกลับมาจากค่าย พระไตรปีฏก รุ่น กสิกรรม ไร้สารพิษ ชีวิตผาสุข ที่ พุทธสถาน
    ภูผาฟ้าน้ำ บ้านแม่เลา ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
    ขยันทำกสิกรรมมากกว่าแต่ก่อน ชอบเพลินไปกับต้นไม้ แต่ก่อนเราไม่ได้เป็นแบบนี้ ประกอบกับสุขภาพเราออดๆแอดๆ แต่พอตอนนี้เรามาใช้ยา ๙ เม็ด ของ แพทย์วิถีธรรม และหันมากิน
    อาหารมังสวิรัติ แรงขยันกิจการงานก็มีเพิ่มขึ้นตอนนี้งานที่จะต้องดูแลคือ ต้นไม้ที่ปลูกไว้ที่บ้านไม่ให้เขารกมาก และเพิ่งไปทำอีกที่ ในที่ดินงานกว่าๆ และมีอีกที่นานถึงจะไปที (พ่อบ้านไปทำเป็นส่วนใหญ่) การทำงานของเราระยะ 2-3 วันนี้ กิเลสเขาก็มากวนอยากให้งานตรงนี้เสร็จแล้วจะได้ไปทำงานอันใหม่อีก ไหนงานบ้านอีก ไหนงานครัวอีก ในงานค้าขายอีก เรียกว่าในสมองงานนี้ต้องเสร็จ แล้วหันไปมองอีกงานนี้ก็ต้องเสร็จ แล้วยังมองงานที่ยังไม่เสร็จมาเช้าคิวรอ
    ทุกข์ : อยากให้งานถางป่าด้วย งานปลูก เสร็จไปให้มาก
    สมุทัย : ชอบมากถ้างานทุกงานเสร็จไว ชังที่ตนเองทำงานชักช้าทำเท่าแรงมี
    นิโรธ : งานถาง งานปลูก แต่ละที่จะเสร็จไม่เสร็จ ก็ไม่เป็นไร
    มรรค : 2-3 วันนี้กิเลสมันมาบอกว่าอยากให้งานเสร็จไวๆจะได้ไปทำงานอย่างอื่นอีก เราก็คิดจนปวดหัวกลางคืนก่อนนอนยังเอามาคิดเลย พอมาคืนที่เขียนเรื่องนี้ก็นึกถึงคำสโลแกนในค่ายพระไตรปีฏก ความสำเร็จของงานไม่ใช่ความสำเร็จของงาน ความสำเร็จของใจคือความสำเร็จของงาน ใจก็เลยได้คลายกังวลลงไปได้บ้าง แต่ยังล้างใจยังไม่ได้หมด ค่อยพากเพียรล้างใจไปเรื่อยๆ จนกว่าจะแม่นประเด็น

  50. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)

    #ติดกีฬา

    กิเลสตัวที่กำจัดได้ยากที่สุดของผมตัวหนึ่งคือ การติดกีฬา แม้ว่าตั้งแต่ที่เจอ พวธ. มาและได้เห็นโทษภัยที่แฝงอยู่ในวงการกีฬาจนผมจะสามารถค่อยๆ สามารถกำจัดกิเลสตัวนี้ให้ลดน้อยลงไปจากจิตวิญญาณได้เรื่อยๆ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถกำจัดได้อย่างสิ้นเกลี้ยง ด้วยเหตุดังกล่าวจึงส่งผลให้ในบางครั้งผมยังคงรู้สึกทุกข์ใจจากการไม่ได้ดั่งใจในเรื่องกีฬาอยู่บ้าง เช่น เวลาทีมที่เชียร์แข่งขันแพ้ เป็นต้น

    ทุกข์ : ทุกข์ใจจากการไม่ได้ดั่งใจที่ทีมที่เชียร์แข่งขันแพ้

    สมุทัย : จะสุขใจถ้าทีมที่เชียร์แข่งขันชนะและจะทุกข์ใจถ้าทีมที่เชียร์แข่งขันแพ้

    นิโรธ : สามารถผาสุกใจได้ไม่ว่าผลการแข่งขันกีฬาทุกชนิดบนโลกใบนี้จะเป็นอย่างไร

    มรรค : ในประเด็นนี้ผมได้ใช้การพิจารณาประโยชน์และโทษของการติดกีฬามาพิจารณา โดยจะพยายามพิจารณาว่า การติดกีฬามีโทษอย่างไรบ้าง เช่น เป็นการใช้เวลาให้ไม่เกิดประโยชน์ เป็นการส่งเสริมให้เกิดแรงเหนี่ยวนำให้มีการเสพสิ่งที่เป็นโทษที่แฝงอยู่ในวงการกีฬาต่อไปเรื่อยๆ เช่น การพนัน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การหลงในลาภยศชื่อเสียงเงินทอง เป็นต้น

    นอกจากนี้ก็ยังใช้บททบทวนธรรมบางบทมาร่วมพิจารณา เช่น บทที่ 137 “เวลาชีวิตมีน้อยนักสั้นนัก อย่าปล่อยเวลาชีวิตให้สูญเปล่า จงละบาปบำเพ็ญกุศลและยินดี พอใจ เต็มใจ สุขใจ มีชีวิตชีวา ในทุกเสี้ยววินาทีของชีวิต” บทที่ 152 “เสพกิเลสมีโทษ คือ ทุกข์หนัก ทุกข์หนักมาก ทุกข์หนักที่สุด จะเสพไปทำไมให้ทุกข์”

  51. จิราวรรณ ดาโรจน์

    เรื่อง ขี้เกียจส่งการบ้าน

    เรื่องย่อ : คิดที่จะส่งการบ้านอริยสัจ 4 แต่ไม่ลงมือส่งสักที เขียนร่างไว้แต่ยังไม่ได้ทบทวนตรวจแก้ไขก็
    หลายเรื่องอยู่ สุดท้ายก็ไม่ได้ส่ง คิดไม่ออกว่าทำไมไม่ทำให้เรียบร้อยและส่งสักที มันติดอะไรอยู่

    ทุกข์ : ไม่สบายใจที่อยากส่งการบ้าน แต่ไม่ได้ส่ง ไม่รู้เพราะอะไร

    สมุทัย : ยึดว่าต้องส่งการบ้าน

    นิโรธ : ได้ส่งหรือไม่ได้ส่งการบ้านก็ไม่ทุกข์ใจ แล้วแต่ตามเหตุปัจจัย ณ เวลานั้น

    มรรค : ตอนแรกรู้สึกไม่สบายใจที่ไม่ได้ทำกุศล คือ ส่งการบ้าน จึงพิจารณาหาสาเหตุว่าเพราะอะไร
    ที่คิดออกมีกิเลสหลายตัว ได้แก่ 1.ยึดว่าเขียนไปแล้ว คนอ่านต้องอ่านแล้วรู้เรื่อง ไม่งง
    2.ข้อความควรกระชับ ไม่ยาวเกินไป 3.ต้องไม่ให้มีการพาดพิงบุคคลอื่นที่เขาทำไม่ดี
    สามข้อนี้ เป็นตัวอย่างของเรื่อง การยึดความสมบูรณ์แบบ พอเราจับตัวมันได้ ก็ถามมันว่า ทำไมต้อง
    สมบูรณ์ที่สุด โง่อยู่ได้ มันก็ยอม แต่มันก็ยังไม่ไปส่งการบ้านอีก ก็พิจารณาหากิเลสตัวอื่นอีก
    4.มีงานอื่นที่ไม่อยากตัดรอบ เช่น ต้นกล้าผักถึงเวลาต้องเอาลงกระถางใหญ่ พอจับตัวนี้ได้ ก็พิจารณา
    ความสำคัญว่า งานส่งการบ้านสำคัญกว่านะ ต้นไม้ ผัก เสียหายบ้างก็ช่างมัน เรามีผักอื่นกินอีกเยอะ
    เวลานี้เราควรมาสิ่งที่ควรทำก่อน
    จากนั้นก็พิจารณาต่อว่า มันยังมีอะไรอีก
    5.อยากได้แรงจูงใจ รู้สึกใจไม่เต็มร้อยที่จะทำ
    ใช่ ใช่เลย มันเหมือนใจยังไม่เต็มร้อย เห็นเพื่อนๆส่งการบ้าน เข้าห้องเรียนอริยสัจ 4 เข้าห้อง
    ทบทวนธรรม นี่แหละ ทำไมเราไม่เข้าไปบ้าง หยุดอ้างเหตุอื่นได้แล้ว จึงได้เข้าห้องทบทวนธรรมเป็น
    อันดับแรก ตอนแรกก็สังเกตการณ์ก่อน เข้าซูมด้วยโทรศัพท์มือถือ อ่านบททบทวนธรรมไม่ได้ ตัว
    หนังสือเล็กมาก(ตอนนั้นยังไม่ได้หนังสือทบทวนธรรม) มันมีแรงกระตุ้นที่จะทำอะไรมากขึ้น จึงลองเข้า
    ซูมด้วยโน๊ตบุค พบข้อดีกว่าโทรศัพท์มือถือหลายอย่าง หลังจากนั้นมีหลายเหตุการณ์มาให้ได้ฝึกล้าง
    กิเลสตัวเล็กตัวน้อยและได้บำเพ็ญถอดเทปเรื่องกถาวัตถุ 10
    เมื่อเหตุปัจจัยลงตัว รวมทั้งเรื่องเวลาและสัญญาณอินเตอร์เน็ต เราได้เข้าห้องเรียนอริยสัจ 4
    เป็นครั้งที่ 2 ตั้งใจว่าจะแค่ฟังและสังเกตการณ์ แต่ในที่สุด เราได้โอกาสแลกเปลี่ยนสภาวธรรมกับ
    เพื่อนๆซึ่งนับเป็นเรื่องดีมากๆ ได้รับพลังและแรงเหนี่ยวนำอย่างดีจากหมู่ เช้าวันรุ่งขึ้น เกิดฉันทะเต็ม
    จึงได้มาเขียนอริยสัจ 4 เพื่อส่งการบ้านชิ้นนี้ค่ะ

    สิ่งที่เพิ่งทำอีกเรื่องหนึ่ง คือ แลกเปลี่ยน/ช่วยกันคิด/ช่วยกันเขียนสภาวธรรมกับมิตรดีค่ะ เป็นการ
    หลอมรวมพลังกับเพื่อนที่จริตคล้ายกันเสริมหนุนกัน และเราก็แชร์งานเขียนกันอ่านเพื่อเติมเต็มก่อนจะส่ง
    การบ้าน

  52. ประคอง เก็บนาค

    เรื่อง : ความห่วง

    เนื้อเรื่อง : หลานชายโทรมาบอกว่า ตอนนี้ตนเองขับรถชนกับรถคันอื่น ในระหว่างทางที่จะขับรถกลับมาบ้าน เหตุเพราะมีรถอีกคันขับปาดหน้า รู้สึกเป็นกังวลและห่วงใย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอเหตุการณ์นี้ คงจะตกใจมาก และกังวลว่าจะรับมือกับสถานการณ์แบบนี้คนเดียวได้ไหมนะ

    ทุกข์ : กังวลเป็นห่วงหลานชาย เพราะไม่ได้ไปช่วย

    สมุทัย : ยึดว่าหากได้ไปช่วยและอยู่ในเหตุการณ์ด้วยจะสุขใจ

    นิโรธ : จะได้ไปช่วยหรืออยู่ในเหตุการณ์ด้วยหรือไม่ เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาถึงเรื่องบททบทวนะรรมของท่าน อ.หมอเขียว ที่ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่มีข้อดี มีข้อดีได้หมด มีประโยชน์ได้หมด ต้องหาข้อดี หาประโยชน์ให้ได้ในทุกเรื่อง..เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ควรหาข้อดีให้ได้สิ..พิจารณาถึงอายุของหลานชายเขาอายุ 25 ปีแล้ว ซึ่งก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนี่เมื่อเขาได้เจอกับเหตุการณ์นี้ เขาก็ควรได้รับประสบการณ์และเรียนรู้การแก้ไขปัญหาสถานการณ์นั้นเอง หากเขาไม่ไหวหรือแก้ปัญหาไม่ได้จริง ๆ ค่อยไปช่วย อีกอย่างเราก็ได้โทรศัพท์ไปสอบถามสถานการณ์ การรับสถานการณ์จากเขาพอสมควรแล้ว และเขาก็ตอบกลับมาว่าไม่เป็นไร ทั้งสองฝ่ายไม่ได้บาดเจ็บอะไร สามารถตกลงกันได้ อีกทั้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้ามาพูดคุยทำความเข้ามใจด้วยแล้ว จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และยังสามารถขับรถกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย..พิจารณาถึงใจของตัวเอง ที่เคยคิดว่าไม่ห่วง ไม่อาลัยใคร ลองพรากจากครอบครัว พิจารณาเรื่องกรรมของแต่ละชีวิตอยู่เนือง ๆ ..แต่นี่เมื่อเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัว คนใกล้ชิด ความห่วงใย ความกังวลยังมีได้ขนาดนี้ นั่นก็แสดงว่าเรายังฝึกฝน เพียรไม่พอ ..ต่อไปคงต้องมีสติระลึกรู้ และศึกษาบททบทวนะรรมของท่านอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถระลึกและเหนี่ยวรั้งระงับกิเลสที่จะคอยแสดงตัวออกมาได้ในทุกเหตุการณ์ ทุกผัสสะที่มากระทบ

  53. สาคร รอดรัตน์(ป้าหนุ่ย)

    การบ้าน20/2/64
    ชื่อ นางสาคร รอดรัตน์ จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง มะละกอ
    เหตุการณ์: ไปสวนที่กระบี่เห็นมะละกอแขกดำออกลูกดกเต็มต้น ยังไม่สุก ทำส้มตำได้พอดี เก็บไปให้ร้านขายส้มตำดีกว่าปล่อยไว้ไม่ได้ประโยชน์ ขับรถถึงทุ่งใหญ่เจอร้านส้มตำ จึงให้เขาไปทั้งหมด 9 ลูก ขับรถมาระหว่างทางมารอนุสัยมาบอกว่าทำไมไม่เก็บไว้สักลูกไว้ทำส้มตำชิมดูมันเป็นต้นแรกยังไม่ได้กินเลยนะ
    ทุกข์: ใจเรายังมีกิเลสห่วงหวง
    สมุทัย:ชอบถ้าได้ให้เขาไปแล้วไม่รู้สึกหวงอีก ชังที่ใจยังคิดหวงอีก
    นิโรธ: ไม่ชอบไม่ชัง อาการ หวงในใจ ได้บอกใจว่าทำดีแล้วเรายินดีที่ได้แบ่งปันแล้ว
    มรรค:<มารมาทดสอบเราทำไม่มาคิดได้ตอนนี้ให้เขาแล้ว ตอนหาร้านเจอสุขใจมากแล้วนี้ ตัดใจวางใจที่ได้ทำดีแล้ว ให้ไม่คิดจะเอาอะไรจากใครให้ได้ \ใช้บททบทวบธรรมข้อ84ล้างความยึดมั่มถือมั่นของใจได้สำเร็จ คือ ความสำเร็จที่แท้จริง ข้อ81 เหนือความเก่ง คือ วิบากร้าย เก่งแค่ไหนว่าแน่ก็แพ้วิบากร้าย ร้ายแค่ไหนว่าแน่ ก็แพ้วิบากดี วิบากดีที่แน่แท้ ที่ดีที่สุด คือ ใจที่ไร้ทุกข์ ใจดีงาม/

  54. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

    ใจร้อน ได้เลือด

    หลายวันก่อน ระหว่างทำงานปูนในขั้นตอนขัดมัน ซึ่งจะสลับไปมาระหว่างขัดหยาบ รอแห้ง ขัดมัน รอแห้ง ขัดมันเก็บงาน… ซึ่งในตอนนั้นก็ทำอยู่ในระหว่างกินข้าวกับฟังประชุมไปด้วย ก็สลับมาขัดมันแล้วก็กลับไปทำ กลับไปกินอยู่แบบนี้

    ปกติเวลาล้างเกียงขัดมันก็จะใช้แปรง แต่คราวนี้เห็นว่าไม่มีคราบปูนมาก จึงใช้มือลูบ ว่าแล้วขอบเกียงก็จิ้มเข้าอุ้งมือ ได้เลือดนิด ๆ จึงนึกย้อนไปว่า รีบแล้วเป็นแบบนี้ทุกที ได้เลือดทุกที หลายปีก่อนนิ้วเกือบขาดเพราะรีบนี่แหละ เอาขวานฟันกระถินแล้วแฉลบมาโดนนิ้วเท้า ดีที่เข้าถึงแค่กระดูก

    ทุกข์ : ความร้อนใจ
    สมุทัย : ความอยากให้งานเสร็จไว ๆ ยึดว่างานจบไวถึงจะเบาสบาย กินข้าวแบบไม่กังวล
    นิโรธ : งานจะเสร็จไวหรือช้าก็ได้ ปลอดภัยไว้ก่อน อยู่กับปัจจุบันดีกว่า
    มรรค : พิจารณาความอยากให้เกิดดีดั่งใจหมายว่า ทำให้เกิดทุกข์ได้ เกิดแน่ ๆ คือทุกข์ใจ เกิดตามมาคือทุกข์กาย ซึ่งวิบากกรรมจะเป็นตัวสอนเราว่า สิ่งนี้เรากำลังเกินไป ทำเกินไป รีบเกินไป รีบทีไร โดนทุกที ปฏิบัติธรรมคืออยู่ปัจจุบัน ทำดีที่สุด ณ ปัจจุบัน ไม่ใช่รีบจนไปอนาคต หรือช้าจนจมอยู่กับอดีต

    สำหรับโจทย์ใจร้อน รีบเร่งนี้ วิบากค่อย ๆ เบาบางลงทุกที เพราะยิ่งโดน เรายิ่งอธิศีล เพ่งไปในความรีบของตนเอง ทุกครั้งที่รู้สึกว่ารีบ ประมาท อยากให้เสร็จไว ๆ ก็จะมีประสบการณ์เก่าย้อนมาให้ระลึกถึง เจ็บตัวเอาไหม? เจ็บตัวเอาไหม? อันนี้ดีแล้วที่เขาเตือน เขาเตือนกับเรื่องเล็ก ๆ เราก็รับฟัง เราก็ปรับใจ ดีกว่าไปสะสมแล้วไปเจอก้อนใหญ่ ๆ เลยทีเดียว ตายเลย ไม่เอาหรอก ค่อย ๆ ละความรีบร้อนใจไปเรื่อย ๆ ดีกว่า

  55. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    21/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง :เพื่อนทะเลาะกับสามี
    เพื่อนมาเล่าเรื่องทะเลาะกับสามีให้ฟัง ก็รู้สึกไม่ชอบใจที่เพื่อนโดนกระทำ
    ทุกข์: โกรธแทนเพื่อน
    สมุทัย : ไม่ชอบใจสามีเพื่อนที่ทะเลาะกับเพื่อนเรา
    นิโรธ : สามีเพื่อนจะทะเลาะหรือไม่ทะเลาะกับเพื่อนเราก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: พอได้ฟังเรื่องที่เพื่อนเล่า เราก็มีอารมณ์ร่วมรู้สึกว่าเพื่อนของเราโดนทำร้ายจิตใจ กิเลสมัน ไปต่อว่าสามีเพื่อนเสีย ๆ หายๆ โกรธ แค้น แทนเพื่อนสารพัด มานึกขึ้นได้ว่าไม่ใช่เรื่องของเรา หันกลับมามองตัวเรา ก็เลยกลับไปด่ากิเลสว่า “มึงไปเสือกเรื่องของเขาทำไม เรื่องของตัวเองก็เอาให้รอดก่อนเถอะ ” กิเลสมันคิดจะขโมยความดีอยากให้สามีเพื่อนเป็นคนดี อยากให้เขาสำนึกผิดในการกระทำ ไม่อยากให้เพื่อนเราถูกทำร้าย พิจารณาว่า เขาจะทะเลาะกันมันก็เป็นวิบากร้ายที่เขาเคยทำร่วมกันมา ตั้งจิตขออโหสิกรรมเพื่อนและสามีของเพื่อน พิจารณาแบบนี้แล้วใจก็สงบลง
    สรุปคือ เรื่องนี้เลยแนะนำเพื่อนไปว่า ให้ไปฟังธรรมให้มาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องวิบากกรรมและเรื่องคนคู่ ให้เพื่อนยอมรับในผลของกรรม ตั้งศีลลดกิเลส และทำความดีให้มาก ๆ

  56. นางสาวนาลี วิไลสัก

    เรื่อง : เสียงหาย
    เหตุการณ์ : เมื่อวาน 20/2/64 นาลีได้รับโอกาสที่จะได้แชร์ประสบการณ์ของตนเอง (อยู่ในห้องซูมมีการอัดคลิป) ในการรักษาอาการปวดท้องด้วยยา 9 เม็ดของอาจารย์หมอเขียว ในขณะนั้นกิเลสก็มาร่วมเข้าซูมด้วย ก็เลยทำให้เสียงที่พูดหายไปเป็นคราวๆ
    ทุกข์ : ในใจกังวลว่าเราพูดภาษาลาว พี่น้องจะฟังรู้เรื่องไหมน้อ
    สมุทัย: เราพูดออกไปพี่น้องฟังรู้เรื่องและได้ประโยชน์จะสุขใจ ถ้าพี่น้องฟังไม่รู้เรื่องและไม่มีประโยชน์จะทุกข์ใจไม่ชอบใจ
    นิโรธ : พี่น้องจะฟังรู้เรื่องและได้ประโยชน์หรือฟังไม่รู้เรื่องไม่ได้ประโยชน์เลย เราก็สบายใจไร้กังวล
    มรรค : ในขณะที่พูดมารมารัดหูรัดคอเราไว้
    มาร : เอ๊ะ!! สังเกตพี่น้องสิ บางท่านสีหน้าเหมือนจะงงๆ ที่เราพูด ถ้าหลายท่านฟังภาษาลาวไม่เข้าใจเลยแล้วการสื่อสารของเราจะมีประโยชน์อะไรล่ะ (ไม่มั่นใจในการสื่อสารมารมารัดหูรัดคอเสียงพูดเลยขาดๆ หายๆ)
    เรา : มองเห็นป้าแอ๋วยิ้ม พลังมาบึ้มเลย รีบบอกมารว่าเห็นไหมป้าแอ๋วยิ้มอยู่ มารเจ้าชอบทายใจคนอื่นผิดศีลนะ อย่างน้อยพี่น้องภาคอีสานและพี่น้องลาวก็น่าจะรู้เรื่องบ้าง ส่วนพี่น้องภาคอื่นก็จะเข้าใจมากน้อยแตกต่างกันก็ไม่เป็นไร แต่ที่สำคัญตอนนี้คือมารไม่เข้าใจนาลี มารพยายามขัดขวางการสื่อสารสาระประโยชน์ของเรา
    มาร : นี่หาว่ามารไม่เข้าใจงั้นรึ ก็รู้ว่าต้องการสื่อสาระประโยชน์ให้กับพี่น้อง
    เรา : เฮ๊ย!! มารรู้น้อยไปเสียแล้วที่สื่อสารสาระประโยชน์ให้พี่น้องนั้นคือ ประโยชน์ท่าน แต่เราได้มากกว่านั้นคือ ได้ประโยชน์ตน (ได้เห็นมาร,ได้ฆ่ามาร,ได้ฝึกการพูดสื่อสารออกมา,ได้ข้ามผ่านความอาย,ได้ทำกุศล) ได้เยอะขนาดนี้คุ้มมากเว๊ย!
    มาร : เออๆ…ก็จริงนะนาลีได้ประโยชน์เยอะมากแต่มารไม่ได้อะไรเลย งั้นอยู่ไปก็ไร้ค่าตอนนี้หมู่พุทธะมาเยอะจะรีบหนีดีกว่า
    พอมารหนีไปเสียงพูดก็ค่อยๆ มาตามลำดับๆ เราพิจารณาว่าตั้งใจสื่อสารสิ่งที่ดี เราพยายามเต็มที่แล้วได้แค่นี้ถึงประโยชน์ท่านจะไม่ได้มาก แต่ประโยชน์ตนได้เยอะมากตรงกับ บทธ (ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน ได้เท่าไหร่ พอใจเท่านั้น พอใจเมื่อไหร่ ก็สุขใจเมื่อนั้น) ต้องขอบคุณหมู่มิตรดี ที่ให้โอกาสเราได้ร่วมบำเพ็ญ และได้ฝึกตนเองให้กล้าพูดสื่อสารต่อไปในอนาคต ตอนนี้ไม่กังวลแล้วถึงจะพร่องอีก ก็รับได้สบายใจเลย สาธุค่ะ

  57. นปภา รัตนวงศา

    หนูตัดกิเลส
    วันนี้20 กพ.64ได้เข้าสวนกับพ่อบ้าน ถึงสวน 8.30น.จะเข้าไปปลูกหญ้าแฝกรอบสระน้ำที่ขุดใหม่ ช่วงนี้ที่ขนำจะมีหนูมาทำรัง อาทิตย์ก่อนได้จัดและรื้อของทิ้งไปแล้วรอบหนึ่ง วันนี้ยังมีหนูทำรังอยู่อีก พ่อบ้านก็มัวแต่ยุ่งกับจะจัดทำความสะอาดห้องใหม่ ใจมันเริ่มขุ่น ทำไมช้าจัง รอจะไปปลูกหญ้าแฝกนาน เดี่ยวแดดร้อน

    ทุกข์ ใจขุ่นๆ รอพ่อบ้านนาน กลัวแดดร้อน

    สมุทัย ถ้าพ่อบ้านไปช่วยปลูกหญ้าแฝกเร็วจะชอบใจ ถ้าชักช้าจะไม่ชอบใจ

    นิโรธ พ่อบ้านจะไปปลูกหญ้าแฝกเร็วหรือช้าก็ชอบใจ

    มรรค มาพิจารณาไตรลักษณ์ความจริงว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ เกิดขึ้นตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป จะรีบไปไหน รีบมาตลอดชีวิตแล้ว ทุกข์มาตลอดชีวิตแล้ว งานแม้ไม่ได้ปลูกหญ้าแฝกเลยแม้สักหนึ่งต้น แต่ใจต้องไร้ทุกข์ ใจที่ไม่เร่งรีบ ใจที่เป็นสุขสำคัญกว่า ดีกว่า ยอดเยี่ยมกว่า งานที่พ่อบ้านกำลังทำอยู่ก็สำคัญ มิฉะนั้นของที่เก็บไว้ก็เสียหายหมด
    ใช้บททบทวนธรรมข้อ147ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดีที่สุดแล้ว ข้อ148 ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่มีข้อดี มีข้อดีได้หมด มีประโยชน์ได้หมดต้องหาข้อดีหาประโยชน์ให้ได้ในทุกเรื่อง
    หลังพิจารณารอพ่อบ้านไปปลูกหญ้าด้วยใจไร้ทุกข์ เบิกบาน..สาธุ

  58. นฤมล ยังแช่ม

    ยึด

    ช่วงนี้แม่มีอาการเวียนหัว แล้วก็นอนหลับบ่อยๆ ปุ้ยสังเกตได้ว่าช่วงนี้พ่อทำอาหารให้แม่กินเป็นอาหารประเภททอดเกือบทั้งสัปดาห์ บางทีก็หลายสัปดาห์ระหว่างนั้นก็มีการกินขนมที่เป็นทั้งแป้งและน้ำมันด้วยเช่นขนมเทียน ขนมเข่ง(ปุ้ยเอามาให้ท่านกินเอง) ข้าวต้มมัด พ่อเป็นคนซื้อ ช่วงนี้ปุ้ยลดการซื้อขนมเข้าบ้าน ซื้อแต่ผลไม้มาใส่ตู้เย็นไว้ให้ วันนี้ก็ชวนแม่ไปเดินออกกำลังกายที่ถนนหน้าบ้าน ในใจก็คิดว่าถ้าแม่ไปก็ไป แม่ไม่ไปก็ได้ถามท่านก่อนว่าจะไปไหม แม่ตอบตกลงว่าไป ระหว่างนั้นท่านก็กวาดบ้านด้านนอก ก็เลยบอกแม่ว่าจะไปแล้วนะ แม่ถามว่าไปไกลไหม แม่ปวดฉี่ ขอเข้าห้องน้ำก่อน ปุ้ยเตรียมรองเท่าให้แม่ รอหน้าประตู แม่เดินออกมาจะใส่รองเท้าพร้อมพูดว่านี้รองเท้าไม่เท่ากัน ปุ้ยรู้สึกแม่จะงอแงแล้วทำท่าจะไม่ไปออกกำลังกาย เราไปคนเดียวก็ได้ (กิเลสคิด) ไม่ได้ต้องค่อยๆพูดกับแม่ว่ารองเท้ามันก็เป็นแบบนี้แหละ ค่อยๆใส่ เสร็จแล้วก็พากินเดินออกไปที่ถนน แม่ถามว่าไปไกลไหม ถ้าไกลแม่ไม่ไปนะ เอาอีกแล้วงอแงอีกแล้ว ว่าแล้วก็ร้องเพลงอ.หมอ สิ่งที่ดีทีสุดคือ สุขภาพต้องแข็งแรง

    ทุกข์ ทุกข์ใจที่แม่ไม่เดินออกกำลังกาย

    สมุทัย ถ้าแม่ไปเดินออกกำลังกายก็สุขใจ ถ้าแม่ไปเดินออกกำลังกายจะทุกข์ใจ

    นิโรธ แม่จะไปเดินออกกำลังกายก็สุขใจ แม่ไม่ไปเดินออกกำลังกายก็สุขใจได้

    มรรค ถามแม่ก่อนว่าแม่จะไปไหม ไม่บังคับแม่ ให้ท่านมีอิสระในการตัดสินใจ ถ้าท่านไปก็เป็นวิบากดีของแราและแม่ ถ้าท่านไม่ไปเป็นวิบากร้ายของเราและแม่ ในขณะเดินก็ชวนแม่คุยว่าตอนนี้ขาเรายังเดินไหว เราก็เดิน ถ้าแม่นั่งรถเข็นแล้วอยากเดิน แม่ก็เดินไม่ได้แล้วนะ ออกกำลังทำให้ร่างกายแข็งแรง ปอดแข็งแรง ชวนแม่คุยโน้นนี้ บังเอิญตาที่อายุมากกว่าแม่ออกมาเดินเหมือนกัน ดูซิแม่ ตายังมาเดินเลย แม่ก็ชวนตาคุยด้วย ในที่สุดแม่ก็เดินไปได้ไกลกว่าที่คิด ทำดีเต็มที่ เหนือยเต็มที่ สุขเต็มที่ไม่มีอะไรคาใจ ไม่เอาอะไรคือสุดยอดแห่งความอิ่มเอิบเบิกบานใจ สาธุ

  59. นธกานต์ สุวรรณ (แผ้วใจพุทธ)

    210264
    ชื่อ นธกานต์ สุวรรณ
    ชื่อทางธรรม แผ้วใจพุทธ
    จิตอาสาสวนป่านาบุญ2 อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช
    เรื่อง ทุกข์ขลาภ
    เนื่องจากได้เช่ารีสอร์ทมาทำงานแล้ว เพราะเหตุจากเจ้าของรีสอร์ทุกข์ ก็เลยได้ช่วยเหลือเขาโดยการเช่ารีสอร์ทมาทำเอง และได้คุยกับพ่อบ้านกันตกลงกันทั้ง 2คน กับพ่อบ้านว่า ว่าเราอยู่ใกล้แล้วก็เอามาทำงานได้รายได้มาบ้างก็ดี และประจวบเหมาะกับเดือนหน้าลูกสาวจบ ก็จะได้มาช่วยกันทำงาน ก่อนเช่าก็ได้คุยแบบถกเถียงกัน(แต่ไม่ได้ทะเลาะกัน)2ถึง3ครั้ง ก็เกือบถอดใจไปแล้ว และก็ตกลงกันได้ว่าเช่า แต่พอเช่าทำสัญญาเช่าเสร็จจ่ายเงินเสร็จ เจ้าของเขาก็ยังมายุ่ง และก้าวก่ายอีก ทำให้ความทุกข์เกิดว่าทำไมยังไม่ปล่อย เขายังคิดว่ายังเป็นของเขาอยู่ ก็เลยพูดกันไม่เข้าหูกันและก็ผิดใจกัน ขณะที่มีปากเสียงกันจบแล้วเราก็ยกมือขอโทษเขา พออีกวันต่อมาเราเข้าไปคุยกับเขา แล้วเขาก็บอกว่าปีหน้าจะไม่ต่อสัญญาแล้วค่ะ เราก็บอกเขาว่าจะทำแค่หกเดือนที่ได้จ่ายเงินไปแล้ว แล้วเราก็เหมือนเอาภูเขาออกจากอก บายใจค่ะเบิกบาน
    ทุกข์ เพราะเจ้าของรีสอร์ทมาวุ่นวายกับเรา
    สมุทัย ชอบถ้าเขาไม่มาวุ่นวายกับเรา ชังที่เขามาวุ่นวายเรา
    นิโรธ ไม่ชอบที่เขาจะมาวุ่นวายกับเรา ไม่ชังถ้าเขาไม่มาวุ่นวายกับเรา
    มรรค การที่เขามาวุ่นวายกับเรานั้นได้มองเห็นว่าเมื่อก่อนเราเคยทำเช่นนี้กับเขามามากกว่านั้น ได้เอาบททบทวนธรรมข้อ1 เรื่องการเข้าใจผิดของเรากับผู้อื่น เราต้องระลึกรู้ว่ามันคือวิบากกรรมเขา วิบากกรรมเรา แก้ไขได้ด้วยการทำดี ไม่มีถือสาไปเรื่อยๆ แล้ววันใดวันหนึ่งข้างหน้าในชาตินี้หรือชาติหน้าหรือชาติอื่นๆสืบไป ความเข้าใจผิดนั้นก็จะหมดไปเอง ข้อ8สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา

  60. สาวิตรี มโนวรณ์

    ชื่อ นางสาวิตรี มโนวรณ์
    ชื่อเล่น “กี๋”
    ผู้บำเพ็ญคบคุ้น สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง. ใจร้อนเพราะหาของไม่เจอ
    เหตุการณ์. เช้าๆ มีเวลาน้อย ต้องรีบทำกับข้าวไปกินที่ทำงาน คิดเมนูขาเห็ดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เช้านี้หยิบวัตถุดิบทุกอย่างที่เตรียมไว้แล้วออกจากตู้เย็นรวมทั้งขาเห็ดด้วย แต่ตอนจะใช้ กลับไม่พบขาเห็ด
    หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ใจเริ่มขุ่นเคือง ไม่ได้ดั่งใจ เวลายิ่งมีน้อย รีบก็รีบ ต้องเสียเวลามาหาของอีก
    ทุกข์. ใจร้อน อยากหาขาเห็ด ให้เจอเร็วๆ

    สมุทัย. ถ้าหาขาเห็ดเจอเร็วๆ จะสุขใจ หากหาไม่เจอ หรือเจอช้า จะทุกขใจ

    นิโรธ. หาเจอเร็วก็ได้ หาเจอช้าก็ได้ หาไม่เจอก็ได้ ใจไม่ทุกข์

    มรรค : พอรู้ตัวว่า กำลังใจร้อนกดดันตัวเอง ให้หาของให้เจอ ก็รีบสำนึกว่า โดนกิเลสครอบงำเข้าอีกแล้ว เปลี่ยนเมนูอื่นก็ได้ หรือถ้าประมาณแล้วเวลาไม่พอ ก็ค่อยไปสั่งร้านใกล้ที่ทำงานก็ได้ คิดได้อย่างนั้น ก็เลยโล่งใจ และทำเมนูใหม่จนเสร็จ และเพื่อให้การล้างกิเลสตัวใจร้อนจากเหตุการณ์นี้ให้มากที่สุด จึงใช้บททบทวนธรรม
    ข้อที่ 21 การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่าที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลสฯ
    ข้อ.93 ในโลกนี้ ไม่มีอะไรสำคัญเท่า “การดับทุกข์ใจ…ให้ได้”
    ข้อ 133 อุปสรรคและปัญหา คือ ชีวิตชีวา
    เช้านี้หิ้วปิ่นโตโดยมีเมนูอาหารที่ได้จากการลดกิเลสความใจร้อน ไปทำงานด้วยใจที่เบิกบาน

  61. สาวิตรี มโนวรณ์

    ชื่อ นางสาวิตรี มโนวรณ์
    ผู้บำเพ็ญคบคุ้น สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง ไม่ได้ดั่งใจ เพราะอยากพักผ่อนอยู่บ้าน
    สัปดาห์ก่อน มีวันหยุดศุกร์ เสาร อาทิตย์ ติดต่อกัน 3วัน กิเลสก็คิดไว้ในใจแล้วว่า อยากพักผ่อนอยู่บ้าน ไม่อยากไปไหน ช่วงนี้อากาศก็ดี จะได้นั่งชมนกชมไม้ ทำงานบ้านที่อยากทำ แต่พอตกค่ำวันพฤหัสบดี ก็ทราบว่า หน่วยงานได้มีคำสั่งลับ ให้ไปทำงานปกติ เนื่องจากมีการสอบบรรจุพนักงานราชการ

    ทุกข์ ไม่ได้ดั่งใจเพราะอยากพักผ่อนอยู่บ้าน แต่ต้องออกไปทำงานตามปกติ

    สมุทัย ถ้าได้พักผ่อนอยู่บ้าน จะสุขใจ ถ้าไม่ได้พักผ่อนอยู่บ้าน ต้องออกไปทำงาน จะทุกข์ใจ

    นิโรธ จะได้พักผ่อนอยู่กับบ้านก็ได้ จะต้องออกไปทำงานนอกบ้านก็ได้ ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : พอรู้ตัวว่า มีอารมณ์ไม่ได้ดั่งใจ เมื่อรู้ว่า โปรแกรมที่กิเลสตั้งไว้ต้องเปลี่ยนไป
    ก็รีบสำนึก โดยนึกถึงพระบรมราโชวาท ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ความว่า “ข้าราชการทุกคนต้องทำงานทุกอย่าง ด้วยสติสำนึกถึงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติเพื่อส่วนรวมอยู่เสมอ”
    พอได้พิจารณาอย่างนี้ กิเลสตัวไม่ได้ดั่งใจเพราะอยากพักผ่อนอยู่บ้าน มันก็หายไป แถมยังรู้สึกละอายใจ เนื่องจากช่วงนี้ ได้ยินได้ฟังข่าวที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนต่าง ๆ นา ๆ จากสถานการณ์โควิด เราแค่ไปทำงานในวันหยุดแค่ครึ่งวัน
    คิดได้อย่างนั้นก็โล่งใจ และรู้สึกยินดีเต็มใจที่จะต้องไปทำงานในวันหยุด
    วันศุกร์ ออกจากบ้านไปทำงาน ได้สำรวจจิตดูแล้ว ก็พบ จิตมีความยินดีเต็มใจในการไปทำงานวันนี้

    บททบทวนธรรม ที่นำมาใช้ประกอบในการล้างกิเลสครั้งนี้
    ข้อ 32 หลักการทำความดีอย่างมีสุข 6 ข้อ
    1. รู้ว่าอะไรดีที่สุด
    2. ปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด
    3. ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นแล้วลงมือทำให้ดีที่สุด
    4. ยินดีเมื่อได้ทำให้ดีที่สุดแล้ว
    5.ไม่ติดไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ดีที่สุด
    6. นั่นแหละคือ…สิ่งที่ดีที่สุด

Comments are closed.