การบ้าน อริยสัจ 4 (ุ7/2564) [38:49]

640214 การบ้าน อริยสัจ 4 (7/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 8-14 กุมภาพันธ์ 2564 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สัปดาห์นี้มีผู้ส่งการบ้านทั้งหมด 38 ท่าน 49 เรื่อง

  1. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร) (3)
  2. นางจิราภรณ์ ทองคู่
  3. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)
  4. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  5. บัณฑิตา โฟกท์ มุกแสงธรรม (2)
  6. สุกัญญา มโนบาล ใจแสงธรรม (3)
  7. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล)
  8. ขวัญจิต เฟื่องฟู
  9. นปภา รัตนวงศา (3)
  10. โยธกา รือเซ็นแบร์ก
  11. จิตรา พรหมโคตร
  12. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์
  13. นฤมล ยังแช่ม
  14. นส. พวงผกา โพธิ์กลาง
  15. สาคร รอดรัตน์(ป้าหนุ่ย)
  16. นายรวม เกตุกลม
  17. Sureenart. Ratchapan. สุรีนารถ ราชแป้น (2)
  18. มัณฑนา ชนัวร์ร ศีลประดับ
  19. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน
  20. พรพิทย์ สามสี (2)
  21. นางพรรณทิวา เกตุกลม
  22. ปิ่น คำเพียงเพชร
  23. ภูเพียรธรรม กล้าจน
  24. ศิริพร ไตรยสุทธิ์
  25. สมพงษ์ โขงรัมย์ (2)
  26. Jariya janpskdee
  27. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์
  28. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์
  29. สำรวม แก้วแกมจันทร์ (2)
  30. ประคอง เก็บนาค
  31. สำรวย นาคะนนท์ (เพชรเพียรธรรม)
  32. จีรวัลย์ วัฒสิน
  33. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)
  34. นางสาวจิรานันท์ จำปานวน
  35. นางสุมา ไชยช่วย
  36. นางสาวนาลี วิไลสัก
  37. อรวิภา กริฟฟิธส์
  38. เสาวรี หวังประเสริฐ

Tags:

52 thoughts on “การบ้าน อริยสัจ 4 (ุ7/2564) [38:49]”

  1. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    08/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : แย่งกันพูด
    เหตุการณ์. นั่งกินข้าวกัน 6 คน สมาชิกในวงแย่งกันพูด คนนี้พูดเรื่องนี้ไม่ทันจบ อีกคนก็พูดประเด็นอื่นขึ้นมาแทรก ในวงเดียวกันคุยกัน 3 เรื่อง พร้อม ๆ กัน พอคนนึงพูด แล้วเสียงอีกคนก็แทรกขึ้นมา ทำให้คนที่พูดอยู่ก่อน ต้องเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นไปอีก เสียงตีกันอื้ออึงไปหมด เหมือนกับคนทะเลาะกัน เรานั่งฟังอยู่ รู้สึกวุ่นวายวายใจมาก กิเลสมันบอกว่า โอ๊ยรำคาญ หูจะแตก จะแย่งกันพูดไปทำไม คนฟังเครียดนะรู้มั๊ย จะกินข้าวให้มันสบาย ๆ ดันมาพูดแข่งกันซะเนี่ย เกือบพลาดจะเดินออกจากวงไปนั่งกินคนเดียวซะแล้ว
    ทุกข์ : รำคาญคนแย่งกันพูด
    สมุทัย : ไม่ชอบใจที่สมาชิกในวงกินข้าวแย่งกันพูดจนเสียงตีกัน
    นิโรธ : ใครจะแย่งกันพูดเสียงดัง หรือจะไม่พูดกันก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 21 “การได้พบกับเหตุการณ์ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเราเป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่าที่ทำให้ได้ฝึกล้างลิเลส คือความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา และทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา” และเคยฟังธรรมจากอ.หมอ ท่านพูดว่า ความสงบที่แท้จริง คือ ใจที่สงบระงับจากกิเลส ไม่ใช่อยู่อยู่ในที่ ๆสงบ เราไม่พอใจที่สมาชิกพูดกันเสียงดัง เสียงตีกันเอง นั่นเป็นเพราะกิเลสในใจเราเอง ที่ไปยึดมั่นถือมั่นว่าการกินข้าวต้องกินกันอย่างสงบ ใจเราต่างหากที่ไม่สงบเอง ดังนั้นเราจึงต้องแก้ไขที่ใจเราเอง อยู่ที่อึกทึกครึกโครมแค่ไหน ถ้าใจเราสงบ ความอึกทึกคึกโครมนั่นก็ทำอะไรไม่ได้ พิจารณาแบบนี้แล้ว เดินออกไปนอกวงแป๊บนึง สูดหายใจช้า ๆ ลึก ๆ แล้วเดินเข้าไปนั่งกินข้าวในวงอีกครั้งด้วยใจที่สงบขึ้น

  2. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    การบ้านอริยสัจสี่ส่ง จันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564

    เรื่อง ยังไม่ใช่เวลา

    เนื้อเรื่อง ได้นัดหมายกับน้องว่าจะไปบำเพ็ญที่ภูผาฟ้าน้ำ ด้วยกัน วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 เราเตรียมข้าวของไว้ล่วงหน้า พอใกล้ถึงวันนัดหมาย น้องโทรมาบอกว่าป่วย และอีกคนที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกันลูกเขาก็เดินทางมาเยี่ยม เราก็บอกว่าไม่เป็นไร เลื่อนการเดินทางได้ ให้ดูแลรักษาตัวเองให้หายก่อน เผื่อไปแล้วเกิดเป็นอะไรที่ค่ายจะเป็นภาระเพื่อนและครอบครัวก็จะเป็นห่วง มีโอกาสค่อยไปและไม่ต้องห่วงนะหากมีรถไปพี่ก็จะไปก่อนแล้วค่อยเจอกัน โชคเข้าข้างเรา พอดีมีน้องอีกคนบ้านอยู่โซนเดียวกันจะไปบำเพ็ญ เราจึงตกลงไปกับเขาและแจ้งให้น้องรับทราบ

    ทุกข์ ไม่ได้ดั่งใจ

    สมุทัย ถ้าได้ไปภูผาฟ้าน้ำตามนัดจะสุขใจ ถ้าไม่ได้ไปตามนัดจะทุกข์ใจ

    นิโรธ จะได้ไปหรือไม่ได้ไปตามนัดก็สุขใจ

    มรรค ถ้าไม่ใช่เวลามันจะมีแต่อุปสรรคแต่ถ้าใช่เวลามันจะโปร่ง โล่ง ไม่ติดข้ดอะไร จึงบอกตัวเองและครอบครัวว่า ถ้าไม่ใช่เวลามันก็ไม่ได้ไ ป ถ้าได้ไปตามนัดหมายอาจเกิดสิ่งที่เราไม่ปรารถนาก็ได้ เพราะมาตาลีเทพสารถีได้เตือนแล้ว เราไม่ควรฝืน จิตก็โปร่ง โล่งสบาย เบิกบานแจ่มใส

  3. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    อริยสัจ 4The 4 Noble Truth)
    ชื่อเรื่อง: จิตวิญญาณที่เปลี่ยนไป
    เนื้อหา :ได้ทำแปลงปลูกมะเขือยาวที่บริเวณใกล้ห้องน้ำชาย เพราะสามารถผัน น้ำที่ใช้แล้ว จากการอาบน้ำและซักผ้ามาใช้ประโยชน์ โดยผันไปตามร่องน้ำ เข้าสู่แปลงมะเขือยาวที่ปลูกไว้ พอปลูกไปได้สักระยะหนึ่งก็สังเกตเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงจากการปรับเปลี่ยนร่องน้ำ อยู่บ่อยๆ ย้ายสายยางที่เอาไว้ใช้เปิดน้ำเข้าร่องน้ำบ้าง ไปทำที่กั้นน้ำใหม่บ้าง เราก็อ่านดูใจตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร ก็ได้คำตอบว่าถ้าเป็นแต่ก่อน ที่ยังไม่รู้จักธรรมะ ไม่ได้มาอยู่ร่วมกับหมู่มิตรดีเพื่อขัดเกลากิเลสและปฏิบัติธรรม เราก็จะมีความทุกข์เพราะไม่ชอบใจที่จะมีใครเข้ามาเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เราเห็นว่าเราทำไว้ดีแล้ว
    ทุกข์ (The Truth of suffering) (แต่ก่อน)จะรู้สึกไม่ชอบใจไม่พอใจ ถ้ามีคนมาเปลี่ยนแปลง หรือปรับเปลี่ยนในสิ่งที่เราทำแล้วเราคิดว่าดีที่สุดแล้ว
    สมุทัย(The Truth of the cause of suffering): เพราะยังไม่รู้ธรรมะว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ เป็นอยู่ คือกิเลส ความยึดมั่นถือมั่น ชอบชัง ที่เป็นรากเหง้าที่ทำให้เกิดทุกข์
    นิโรธ(The Truth To End of suffering): สภาพดับทุกข์คือ ใจมีแต่ความยินดีที่ได้รู้ว่ามีพี่น้องเห็นสาระประโยชน์ในสิ่งที่เราทำและท่านมีจิตในการเอาภาระมาช่วยทำสิ่งดีร่วมกัน จิตใจโล่งไม่มีความขุ่นเคืองที่แรง(เพราะมีใจที่ตั้งไว้ผิด)เหมือนแต่ก่อน เพราะเข้าใจธรรมะเข้าใจความจริงตามเป็นความเป็นจริงมากขึ้น เชื่อและชัดว่าความยึดมั่นถือมั่นคือต้นเหตุแห่งทุกข์
    มรรค(The Truth off the path To End off suffering): ฟังและศึกษาธรรมะให้มาก พิจารณาความจริงตามความเป็นจริง ทำใจให้น้อมเข้าไปในทิศทางที่ถูกตรง เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นไปเพื่อการเข้าสู่การปฏิบัติสัมมาอริยมรรค (ทางเอกสู่ความพ้นทุกข์)ให้ได้มากขึ้นเป็นลำดับ

  4. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง มือถือพื้นที่จะไม่พอบันทึกข้อมูล

    เมื่อวันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตัวเองได้ทำ วีดีโอ ประกอบเพลงแล้วได้ส่งให้พี่น้องในกลุ่ม ช่วยตรวจเช็คจุดที่ควรจะนำมาแก้ไข แต่ก็ไม่มีพี่น้องท่านใดให้คำตอบใด ๆ มาเลย จับความรู้สึกได้ว่าใจเต้นแรง ไม่เป็นจังหวะ และหน้าร้อนผ่าว เพราะหากไม่ได้คำตอบมาจากพี่น้อง มือถือของตัวเอง ก็จะเหลือพื้นที่ในการบันทึกข้อมูลไม่พอ เพราะมีรูปภาพของวีดีโอ ยังเหลือค้างในมือถือ ทำให้จะไม่สามารถทำงานอื่นต่อไปได้

    ทุกข์ : อึดอัดใจ

    สมุทัย : อยากให้พี่น้องในกลุ่ม ตรวจงานและแจ้งตัวเองเพื่อจะได้นำไปแก้ไขต่อไป ไม่ชอบที่ไม่มีพี่น้องท่านใดให้คำตอบที่กระจ่างชัดแก่ตัวเอง

    นิโรธ : ไม่ชอบไม่ชัง แม้จะไม่มีพี่น้องให้คำตอบที่กระจ่างแก่ตัวเอง ใจก็เป็นสุขได้ แล้วค่อย ๆ หาทางแก้ปัญหา ทางอื่นก็ได้

    มรรค : “การที่ตัวเองอยากให้พี่น้องมาตรวจงานและให้คำตอบแก่ตัวเอง เพื่อจะได้มาสนองกิเลสตัวเองนั้น ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาที่จะได้ ถือว่ากำลังผิดศีล ข้อ 1 และ ข้อ 2 เลย นะ” คือคำพูดที่ได้พูดกับกิเลสของตัวเอง ถึงตรงนี้ ใจก็คลายความอึดอัดลดลงเหลือเพียง 10 เปอร์เซนต์ ทันทีเลยค่ะ เพราะไม่อยากผิดศีลนั้นเอง พอใจเบาสบาย สมองก็โปร่งเริ่มเห็นหนทางในการแก้ไขปัญหาขึ้นมาทันที่ และในเวลานั้นเองก็มีพี่น้องท่านหนึ่งได้ส่งข้อความ ให้คำตอบและข้อมูลที่กระจ่างแก่ตัวเอง สาธุ พอใจวางได้ในเรื่องใด ๆ ก็ตามก็จะเป็นแรงเหนี่ยวนำ นำสิ่งดี ๆ เข้ามาหา เหมือนที่ท่านอาจารย์หมอเขียวบรรยายธรรม ไว้ไม่มีผิดเลย ค่ะ

  5. บัณฑิตา โฟกท์ มุกแสงธรรม

    สงสารได้แต่อย่าทุกข์

    ในสัปดาห์นี้เราได้ตั้งศีลจะล้างความสงสารในตัวพ่อบ้าน ก็มีเหตุการณ์มาทดสอบดังนี้ เช้าวันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2564 พ่อบ้านเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนนี้ ก่อนเข้านอนท่านเดินเตะมุมบันไดบ้านบันเลือดออกเยอะมากและท่านมีอาการหน้ามืดคล้าย ๆ จะเป็นลม พยายามทำแผลเองและ เอนตัวลงนอนบนเตียงตั้งแต่18:50 น.ซึ่งเวลานั้นเรายังฝึกโยคะอยู่อีกห้องหนึ่งและเราก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อบ้าน พอท่านมาเล่าอย่างนี้เห็นใจตัวเองว่า รู้สึกสงสารพ่อบ้าน นึกจินตนาการว่าถ้าเราอยูในเหตุการณ์ ได้รู้ ได้เห็นและได้ช่วยก็คงจะดี เมื่อนึกแบบนี้ เห็นอาการแน่น ๆ ไม่โปร่งไม่โล่งเข้ามาในใจ จับอาการได้ว่าหวั่นไหวสงสารพ่อบ้านเล็กน้อย จึงได้น้อมปฏิบัติอริยสัจสี่ดังนี้

    ทุกข์ : หวั่นไหวสงสารพ่อบ้านที่ไม่ได้ช่วยดูแล

    สมุทัย : ยึดดีว่าถ้าได้ช่วยพ่อบ้านจะสุข ถ้าไม่ได้ช่วยพ่อบ้านจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : เจริญสติให้กับปัจจุบันให้เร็วที่สุด วางใจได้เชื่อมั่นในตัวพ่อบ้านว่าท่านดูแลตัวเองได้ แม้เราจะได้ช่วยหรือไม่ได้ช่วยก็ไม่ทุกข์ใจเข้าใจเรื่องกรรม

    มรรค : รับฟังพ่อบ้านด้วยใจสงบพิจารณาว่า “เรายึดอะไรอยู่นี่ “ทำไมเรามีอาการแน่น ๆ ในใจแม้ไม่มากแต่รู้สึกได้ อาการนี้ไม่มีมานานแล้ว เพราะเราได้พิจารณาเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ พอนึกถึงว่าเราตั้งศีล ล้างความสงสารนี้อยู่ จึงร้อง”อ๋อในใจและมีสติรู้ทัน” พิจารณาในใจว่าเหตุการณ์นี้มาทดสอบเรา จึงตั้งจิตขอโทษ ขออโหสิกรรมต่อตนเองที่ผิดศีล เบียดเบียนตัวเอง และสติหลงไปชั่วขณะ รีบเจริญสติ อยู่กับปัจจุบัน และรับฟังพ่อบ้านเล่าต่อด้วยใจสงบ เห็นอาการหวั่นไหวค่อย ๆ ลดลง ๆ และหายไปภายในสิบนาที และบอกกับพ่อบ้านว่า “ทำได้ดีแล้ว แต่ถ้าคราวต่อไปถึงแม้ฉันจะฝึกโยคะหรือทำอะไรอยู่ แล้วเกิดอะไรขึ้นก็เรียกหาฉันได้นะ ฉันพร้อมจะสละมาช่วยเธอ” ท่านบอกว่า ท่านโตแล้ว ดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นไรหรอก มันผ่านไปแล้ว ” ใช่ท่านพูดถูก มันผ่านไปแล้ว เราก็เลยแซวท่านไปว่า” และ อยู่ไกลหัวใจตั้งเยอะ” (หัวเราะทั้งเราและพ่อบ้าน)
    สรุป เหตุการณ์นี้ได้ประเมินทั้งตัวเราเองและพ่อบ้านว่าถ้าเราจะต้องห่างกันแล้วเกิดอะไรขึ้นโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ช่วยดูแลแล้ววางใจได้เพียงใดเห็นมันลดลงนะ และเราก็จะฝึกวางใจแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คือ เจริญสติให้อยู่กับปัจจุบัน วางใจเชื่อมั่นว่าแต่ละชีวิตมีศักยภาพที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ และแม้เราจะได้ช่วยหรือไม่ได้ช่วยก็ไม่ทุกข์ใจ “สงสารได้แต่อย่าทุกข์” คือเข้าใจเรื่องกรรม (เมตตา และตามด้วยอุเบกขาทันที) กราบสาธุธรรมค่ะ

  6. สุกัญญา มโนบาล ใจแสงธรรม

    ชื่อเรื่อง : สอบเลื่อนชั้น

    เนื้อเรื่อง : มีนัดสอบเลื่อนชั้นนักศึกษาวิชชารามออนไลน์ใจอยากสอบและสัญญาจำได้ว่าจะไดเอภิสิทธิ์สอบก่อนทุกทีครั้งนี้เลยบอกพี่น้องท่านหนึ่งว่าขอสอบคนสุดท้ายแล้วเหตุการณ์ก็เกิดวันนี้คือเวลาหมดใจเราก็เริ่มทุกข์เพราะอยากสอบให้เสร็จเพราะเลื่อนวันมาหลายครั้งแล้ว และคิดไปว่า เราพูดแค่ห้านาทีเอง แต่พี่น้องผู้ดำเนินรายการบอกว่าให้สอบคราวต่อไป เห็นใจตัวเอง ไม่ค่อยยอม มีงอนเล็กน้อยและนึกใจใจว่า ไม่สอบแล้ว จึงน้อมมาพิจารณาปฏิบัติอริยสัจสี่ดังนี้

    ทุกข์ : ไม่พอใจ ที่ไม่ได้สอบอริยสัจสี่เลื่อนชั้นตามที่ตั้งใจไว้

    สมุทัย : ยึดดีว่าถ้าได้สอบตามที่ตั้งใจ จะสุขใจ ถ้าไม่ได้สอบตามที่ตั้งใจจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : จะได้สอบตามที่ตั้งใจไว้ หรือ ไม่ได้สอบตามที่ตั้งใจไว้ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : คิดเอาประโยชน์จากที่เราไม่ได้สอบคือได้เสียสละให้พี่น้องท่านอื่นได้สอบและเราก็ได้ประโยชน์จากพี่น้องได้แลกเปลี่ยนอริยสัจสี่ และถ้าเราไม่พอใจเราก็เบียดเบียนตนเองผิดศีล เมื่อระลึกได้อย่างนี้ใจก็คลายลงและความสุขสบายใจก็กลับคืนมา แม้จะไม่ได้สอบ รอสอบคราวต่อไปด้วยใจไร้ทุกข์ค่ะ

  7. สุกัญญา มโนบาล ใจแสงธรรม

    อริยสัจสี่

    ชื่อเรื่อง : ได้ยินแค่ชื่อก็ทุกข์แล้ว

    เนื้อเรื่อง : ข้าพเจ้าได้ยินชื่อพี่น้องท่านหนึ่งซึ่งเคยกล่าวหาว่าข้าพเจ้าเป็นคนผิด ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้าก็เคยทั้งรับและไม่ยอมรับว่าทำผิด เพื่อให้เรื่องยุติ จนเมื่อความจริงกระจ่างแล้วว่าเราไม่ผิด และเราก็คิดว่าเราเมตตาให้อภัยพี่น้องท่านนั้นได้แล้ว แต่เมื่อคืนนี้ 7 ม.ค.2564 มีหมู่มิตรดีเอ่ยชื่อพี่น้องท่านนี้ขึ้นมาใจเราก็มีอาการแค้นใจและกระวนกระวายใจจนนอนไม่หลับ อ่านบททบทวนธรรมเรื่องความเข้าใจผิดเป็นวิบากกรรม ก็ยังทุกข์อยู่ จึงน้อมนำมาปฏิบัติอริยสัจสี่ดังนี้

    ทกข์ : แค้นใจกระวนกระวายใจที่ได้ยินพี่น้องหมู่มิตรดีเอ่ยชื่อพี่น้องท่านนั้นให้ได้ยิน

    สมุทัย :ยึดดี ว่าพี่น้องที่เราได้ยินชื่อเคยกล่าวหาว่าเราทำผิดนั้นควรจะมาขอโทษเรา อยากได้คำขอโทษ ถ้าพี่น้องท่านนั้นมาขอโทษจะสุขใจถ้าพี่น้องท่านนั้นไม่มาขอโทษจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : พี่น้องท่านนั้นจะมาขอโทษหรือไม่มาขอโทษก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : ได้นำเรื่องที่เราแค้นใจและกระวนกระวายใจจนนอนไม่หลับมาทั้งคืนนี้ ให้พี่น้องหมู่มิตรดีฟัง ท่านได้ชี้แนะถึงความเมตตา ให้อภัย และการเข้าใจเรื่องกรรมระดับจิตวิญญาณ ได้น้อมจิตพิจารณาตาม และได้เห็นว่าตัวเองยังให้อภัยและให้ความเมตตาไม่จริงและมีตัวจะเอา คือ จะเอาคำขอโทษ พอระลึกได้อย่างนี้ใจก็คลายลง และรู้สึกถึงความเบาสบายใจและเบิกบานใจขึ้นมาทันทีรวมเวลาประมาณเกือบสามชั่วโมงที่ได้ฟังพี่น้องหมู่มิตรดีขยายธรรมให้ได้เข้าใจและล้วงไปถึงกิเลสที่เราติดยึดอยู่ วันนี้รู้สึกว่าตนเองได้เป็นอิสระจากตัวติดยึดนี้ได้ ได้ตั้งจิต ตั้งศีลใหม่ว่าจะไม่ให้ใจขุ่นกับเรื่องนี้อีก และต้องให้แล้วคิดที่จะไม่เอาอะไรจากใครให้ได้แม้แต่คำขอโทษ ได้ตั้งจิตระลึกกราบพ่อครู กราบท่านอาจารย์หมอเขียว และพี่น้องหมู่มิตรดีที่ช่วยจับกิเลสได้ในวันนี้ สาธุ

  8. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้านอริยสัจ
    เรื่อง. อัดรายการได้เห็นกิเลส
    เนื้อเรื่อง. วันเสาร์ที่ผ่านมาทางพี่น้องสวนสองมีการอัดรายการทุกข์อริยสัจขจัดและการนำบททบทวนธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน พี่น้องจิตอาสาก็เริ่มดำเนินรายการ และแนะนำตัวกัน และพี่จิตอาสาก็ดำเนินรายการไปเรื่อยๆและก็ถามอยู่เนืองๆว่าใครจะแชร์สภาวะอีกใหม เราก็คิดอยากจะรวมแชร์สภาวะด้วย แต่กิเลสมันข้อแม้อ้างว่าเราน่าจะให้พี่ๆที่เป็นเจ้าหน้าที่หรือท่านที่อาวุโสก่อนดีกว่าเรายังไม่แม่น และพูดตะกุตะกักอาจจะทำให้รายการพร่องได้
    ทุกข์. จะร่วมแชร์สภาวะแต่กลัวพูดออกมาไม่ดี
    สมุทัย.อยากที่จะพูดออกมาดีให้เป็นประโยชน์ถ้าจะออกมาไม่ดีก็ไม่ชอบใจถ้าออกมาดีจะชอบใจสุขใจ
    นิโรธ.จะพูดออกมาดีหรือไม่ดีก็ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค.พิจารณาเห็นว่าสิ่งที่เราคิดมันไม่ถูกต้องทำให้ใจเป็นทุกข์มันผิดทางพุทธะ สิ่งทีต้องทำคือทำอย่างใจไร้ทุกข์ไม่มีข้อแม้ให้ใจเป็นทุกข์ ถ้าจะพูดก็พูดอย่างวางใจมันจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ได้ทำกุศลอกุศลของเราของหมู่กลุ่มของโลกว่าเขาจะได้ประโยชน์จากเราแค่ไหนก็วางใจให้เป็นไปตามธรรม หรือที่เราไม่ได้ร่วมแชร์ ก็วางใจให้ได้ว่า ณ.ตอนนั้นเราไม่ได้ร่วมก็วางใจแบบไม่ตีตัวเอง ส่วนต่อไปถ้ามีกิจกรรมเราก็ตั้งศีลว่าจะร่วมทำสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์ทำดีเท่าที่จะทำได้ตามฐานของตัวเอง
    ใช้บททบทวนธรรม ข้อที่78
    ความสมบูรณ์หรือความสำเร็จของกิจกรรมการงาน คือความลวง ลวงให้ยึด ลวงให้ทุกข์
    ส่วนความสำเร็จของใจที่พ้นทุกข์ พ้นความยึดมั่นถือมั่น คือความจริง

  9. ขวัญจิต เฟื่องฟู

    เมื่อวานเรียน ps กับพี่น้องหมู่กลุ่ม ขณะที่พี่น้องชี้เเนะการใช้เครื่องมือของโฟโตช้อปอยู่ เห็นตัวเองงงเเละรู้สึกเวียนหัว ยิ่งดูยิ่งงง หาเครื่องหมายที่พี่น้องบอกไม่เจอ เห็นใจที่มันร้อนขึ้น ไม่ได้ดั่งใจที่ตัวเองทำไม่ได้ เลยนั่งดูพี่น้องคุยกัน

    ทุกข์ : หงุดหงิด วุ่นวายใจที่หาเครื่องหมายที่พี่น้องบอกไม่เจอ

    สมุทัย : เพราะยึดว่าต้องหาเครื่องหมายที่พี่น้องบอกให้เจอ ชอบที่เจอเครื่องหมายนั้น ไม่ชอบที่หาเครื่องหมายนั้นไม่เจอ

    นิโรธ : จะหาเครื่องหมายเจอหรือไม่จะไม่หงุดหงิด ไม่ว้าวุ่นใจ ใจเบิกบาน ใจไร้ทุกข์

    มรรค : พิจารณาดู เห็นว่าที่เราหงุดหงิด ว้าวุ่นใจนั้นเพราะ เราอยากทำได้ อยากหาเครื่องมือที่พี่น้องบอกให้เจอด้วยตัวเราเอง พอหาไม่เจอเลยหงุดหงิดตัวเอง ที่มันไม่ดั่งใจ ขณะที่ดูตัวเองอยู่นั้นเห็นว่าตัวเองไม่ไหวเเล้ว ใจไม่อยู่ที่พี่น้องสอนเเล้ว ก็เลยหยุดทำตามที่พี่น้องบอก นั่งดูเฉยๆ จำเเละดูไปเรื่อยๆ ค่อยมาลองทำทีหลัง เพราะถ้าเราทำไปตอนนี้จะมีเเต่เครียดเเละกดดันตัวเองเปล่าๆ พอคิดได้อย่างนั้นก็วางใจได้ ไม่ทำต่อ
    ตอนนี้เข้าใจพี่สาวตอนที่ท่านเรียนด้วย ท่านบอกว่าเรียนเเล้วเครียด ปวดหัว ตอนนั้นข้าพเจ้าก็คิดว่ามันเป็นยังไงวา ตอนนี้เข้าใจพี่สาวเเล้ว ท่านคงจะมีอาการที่มันคล้ายกับเราที่เป็นเมื่อวาน ทำให้ท่านเครียดเเละมีอาการกดดัน สภาวธรรมที่ได้จากเรียนตรงนี้ เข้าใจความรู้สึกของพี่สาวมากขึ้น ตัวข้าพเจ้าเองก็ได้ฝึกในการประมาณในตัวเองว่าเราไปได้เเค่ไหน เมื่อไรสมควรที่หยุด ท่านอาจาร์ยหมอเขียวเทศน์ว่า ถ้ามันฝืดฝืนเกินก็ให้หยุด รู้จักการประมาณ ซึ่งในครั้งนี้ข้าพเจ้าเองได้เอามาใช้ รู้สึกเบาสบายใจขึ้นมาทันทีเมื่อใจวางลงได้ สาธุคะ

  10. นปภา รัตนวงศา

    ท่อหนักแต่ใจเบา
    เกิดเหตุจากได้ขอทำสระน้ำเกษตรโครงการแหล่งน้ำในไร่นา นอกเขตชลประทาน ของกรมพัฒนาที่ดิน ทำให้ต้องทำเสาไฟฟ้าเข้าสวนใหม่ ต้องชื้อท่อขนาด 4 นิ้วเพิ่มจากเดิมอีก 3ท่อนที่เสียหายแตกหักกับร้านค้าใกล้บ้าน ซึ่งน้องพ่อค้าเอาตั้งไว้หน้าบ้าน ตัวเองและลูกชายต้องยกและเอาไปขึ้นรถด้วยตัวเอง ก็รู้สึกไม่พอใจ “ยืนดูอยู่ได้ทำไมไม่ช่วยไม่เห็นหรือผู้หญิงตัวนิดเดียวยกของหนัก” แนะ! กิเลสมาทันที จะเอาจากเขาทั้งที่ไม่ใช่เวลา

    ทุกข์ ขุ่นใจ ไม่ชอบใจที่พ่อค้าไม่ช่วยเหลือ

    สมุทัย ถ้าพ่อค้าช่วยเหลือจะชอบใจ พ่อค้าไม่ช่วยเหลือจะไม่ชอบใจ

    นิโรธ พ่อค้าจะช่วยเหลือหรือไม่ช่วยเหลือก็ชอบใจ

    มรรค ใช้บททบทวนธรรมข้อ 12 วิบากกรรมมีจริง ทำอะไร ได้ผลอะไร ก็เกิดจากการกระทำของเราเองทั้งหมด เจอเรื่องดีเพราะทำดีมา เจอเรื่องไม่ดีเพราะทำไม่ดีมา ทั้งในปัจจุบันและอดีตสังเคราะห์กันอย่างละ 1ส่วน ยอมรับวิบากที่ทำมาชัดเจนมากที่เจอคนที่หิ้วของ ยกของหนักๆ แล้วทำเป็นไม่เห็น มองผ่านเลยไปทำมาหลายครั้งมากๆ เลยรับเต็มๆ นี่เขาแบ่งส่วนให้แล้วนะ โชคดีที่สุดแล้วรับแล้วก็หมดไปก็จะโชคดีขึ้น ต่อไปเจอเหตุการณ์อะไรที่ช่วยได้จะเต็มใจช่วย อยากได้สิ่งใดจงคิดสิ่งนั้นกับผู้อื่น
    ขอบคุณพ่อค้าที่ใจดีกระแทกกิเลสตัวนี้ออกมาให้ ถ้าเขาช่วยเหลือใจดีเหมือนทุกครั้งกิเลสก็ยิ่งโตขึ้นๆ ขอบคุณจริงๆ ก็แบกท่อไปขึ้นรถด้วยใจที่เป็นสุข…สาธุ

  11. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    10/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : ทำฟัน
    เนื้อเรื่อง: วันนี้สมาชิกในบ้านมาขอความช่วยเหลือให้พาไปหาหมอฟัน เนื่องจากฟันปลอมที่ทำไว้เมื่อกลางปีที่แล้ว ใส่แล้วไม่ค่อยสบาย แต่ทั้งผู้เขียนและผู้ขอความช่วยเหลือก็มีภารกิจที่ต้องไปอบรมที่ทางหน่วยงานรัฐเชิญไปซึ่งเป็นการอบรมต่อเนื่อง ถ้าพลาดการอบรมแต่ละครั้งจะตามไม่ทัน เลยถามกลับไปว่า ทำไมถึงนึกจะไปขึ้นมาวันนี้ที่มีอบรม เขาก็ตอบมาว่าหมอทำฟันปลอมจะมาเฉพาะวันพุธ แต่ผู้เขียนตอบกลับไปว่าค่อยไปพุธหน้า ในใจรู้สึกเคืองนิด ๆ กิเลสมันบอกว่า” ผ่านมาตั้งครึ่งปีแล้ว เพิ่งนึกอยากจะไปหาหมอขึ้นมาวันนี้ที่มีอบรม จะโดดอบรมเนี่ยนะ คิดได้ไง” ทำให้รู้สึกลำบากใจ(รู้สึกผิด)ที่จะต้องปฏิเสธการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
    ทุกข์ : รู้สึกผิด
    สมุทัย : ไม่ชอบใจที่จะต้องปฏิเสธการขอความช่วยเหลือของคนอื่น
    นิโรธ : จะไป(หาหมอฟัน)วันนี้ หรือจะไปวันไหนก็ได้ ยังไงก็ไป ใจไร้ทุกข์
    มรรค: เรารู้สึกผิดเพราะเราต้องปฏิเสธความช่วยเหลือคนที่เรารัก ก็ตั้งจิตขอโทษเขา เราไม่ได้ปฏิเสธเขาแบบไม่มีเหตุผล พิจารณาว่าเขาไม่ได้ปวดฟัน แต่มีปัญหาเรื่องฟันปลอมที่สามารถรอได้ ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เขารู้ว่าวันนี้เราต้องไปประชุม ดังนั้น เราต้องเลือกสิ่งที่ทำแล้วได้ประโยชน์สูงสุดก่อน การอบรมมีเพียงแค่เดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว และก็เป็นประเด็นเรื่องการเกษตรที่สมาชิกในครอบครัวกำลังสนใจด้วย เราไม่ได้ปฏิเสธที่จะไม่ช่วยเขา แต่ขอเลื่อนไปก่อน พิจารณาแบบนี้ใจก็คลายความรู้สึกผิดลง ช่วงบ่ายหลังกลับจากประชุม ลองโทรไปนัดคิวที่คลินิค ปรากฎว่าหมอฟันที่เคยมาวันพุธ เปลี่ยนเป็นมาวันพฤหัสบดีแทน สรุปคือ ความรู้จากการอบรมก็ได้ และหมอฟันก็ได้ไปหาโดยไม่ต้องรอถึงสัปดาห์หน้า

  12. โยธกา รือเซ็นแบร์ก

    ใส่ใจเพื่อนเรา

    พ่อบ้านกลับมาขณะที่ข้าพเจ้ากำลังออกกำลังกายก่อนนอนในซูมกับพี่น้องทางไกลอยู่ ท่านถือถุงพลาสติกมาวางลงไม่ไกลจากเรานัก หลังจากจบแล้วจึงมานั่ง ท่านบอกว่า ฉันมีอาหารมาให้เพื่อนของเธอด้วยนะ มองหน้าท่านถามเพื่อนฉันคนใหนเหรอ ท่านขยายว่าเพื่อนที่อยู่ในสวนไง “นกไมเซอร์ Meiser Vögel “ตอนนี้หิมะตกหนามาก สูงเกิน15 เซ็นติเมตร เย็นจนกลายเป็นน้ำแข็งแล้วอากาศหนาวลบ7-9องศา อีกหลายวันกว่าน้ำแข็งจะลาย คงหาอาหารกินเองไม่ได้ ทำให้เกิดอาการ2อย่างขึ้นพร้อมกัน อย่างแรกดีใจ ปลื้มใจแทนเพื่อนร่วมโลก ที่ท่านใส่ใจมีความเมตตาคิดแทนเราซึ่งไม่ได้คิดถึงเลย(ข้าพเจ้าขอขยายที่เวลาอยู่ในสวนขุดดินหรือทำอะไรจะมีนกตัวหนึ่งมาอยู่ใกล้ๆแต่ถ้าพ่อบ้านอยู่ด้วยก็อยู่ห่างๆ ซึ่งท่านก็เห็นบ่อย ) และบอกให้เอาอาหารนกอีกส่วนหนึ่งใส่จานสำหรับนกตัวอื่นด้วย
    อย่างที่2 อึดอัดใจที่จะบอกว่าเราไม่ทำแล้วเพราะเป็นการขวางวิบากกรรมที่นกต้องได้ใช้วิบากเห็นใจจะพูดอย่างไรดีนะที่จะไม่เสียความตั้งใจของพ่อบ้าน เพราะตัวเราเองก็มีความเมตตา สงสารอยู่มาก ไม่ว่าคนหรือสัตว์ หลังจากมาฟังท่านอาจารย์หมอเขียวพูดเรื่องวิบากกรรมดี วิบากกรรมร้ายของแต่ละชีวิตคนหรือสัตว์ ให้เป็นไปตามกรรม จึงพยายามพิจารณาให้มากๆเวลาที่เกิดความสงสารเกิดขึ้นในใจ .

    ทุกข์ : ปลื้มใจ ที่เห็นความใส่ใจของพ่อบ้านห่วงใยเพื่อนเรา/ อึดอัด แต่ไม่อยากให้พ่อบ้านรู้สึกไม่ดี

    สมุทัย : ปลื้มใจแทนเพื่อน ชอบที่ท่านใส่ใจต่อเพื่อนร่วมโลก ไม่ชอบที่มีความคิดอยากพูดให้พ่อบ้านรู้สึกไม่ดี

    นิโรธ : วางใจ เบิกบานใจ เราก็ทำตามหน้าที่ที่พ่อบ้านส่งมาให้ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค : พิจารณา ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ก็ลำบากเพราะภัยธรรมชาติแม้เราเองจะเดินทางเท้าหรือขับรถต้องระมัดระวังสุดๆเพราะหิมะตกมากลายเป็นน้ำแข็งทางลื่นและในสวนหิมะตกสูงมาก นกก็หาอาหารไม่ได้และวันนี้เป็นวันที่4 แล้ว และคงอีกหลายวันกว่าหิมะจะละลายหมด คงจะเป็นวิบากดีของนกตัวนั้น และอีกหลายตัวที่พ่อบ้านระลึกนึกถึงจึงมีจิตเมตตาซื้ออาหารมาให้เราเพื่อไปทำกุศลให้ต่อ พิจารณาไปใจที่อึดอัดก็โล่ง คลายเบาลงและค่อยๆหายไป
    กราบขอบพระคุณพ่อบ้านที่คิดแทนเราและช่วยชีวิตเพื่อนร่วมโลกของเรา

    รุ่งเช้าจึงเดินไปสวนห่างจากบ้านประมาณ 200 เมตร และเดินเจริญภาวนาไปด้วยเพราะทางเดินลื่นมากเอาอาหารไปห้อยต้นไม้ในสวนอีกส่วนก็ฉีกออกวางบนโต้ะตามความต้องการของพ่อบ้าน
    1,ได้ประโยชน์ตนออกกำลังกายสูดอากาศใหม่ เจริญสติขณะที่เดิน
    2, ประโยชน์ท่านคือจิตวิญญาณของคุณพ่อบ้าน,เพื่อนของเราที่กำลังหิวโหยอยู่ .
    กราบสาธุค่ะ

  13. จิตรา พรหมโคตร

    ผลของกรรม(2)

    หลังจากลงมาจากเรียนบททบทวนธรรมประมาณ 3 ทุ่มกว่า ลูกชายกับลูกสะไภ้กลับบ้านแล้ว พ่อบ้านยังคงกินเหล้าอยู่ก็ถามพ่อบ้านว่ากินข้าวหรือยัง พ่อบ้านตอบว่ากำลังจะกินน้องสะไภ้ซื้อข้าวมันไก่มาให้แต่พ่อบ้านบอกว่าจะอุ่นข้าวมันไก่ก่อนโดยใช้เตาถ่านซึ่งมีถ่านอยู่แล้ว พ่อบ้านให้ข้าพเจ้าเก็บถ่านไฟใส่ให แล้วพ่อบ้านก็เดินไปยืมที่คีบถ่านบ้านญาติพ่อบ้าน มาถึงข้าพเจ้าเก็บจนเกือบหมด พ่อบ้านมาถึงก็โมโหไม่พอใจที่เก็บถ่านเกือบหมดขว้างคีมคีบถ่านมาตรงหน้าเตาแล้วก็บอกให้ข้าพเจ้าคีบถ่านออกมา รู้สึกไม่พอใจที่พ่อบ้านขว้างคีมคีบถ่าน

    ทุกข์: ไม่พอใจที่พ่อบ้านขว้างคีมคีบถ่าน เพราะเป็นกิริยาที่เอาแต่ใจตัวเอง

    สมุทัย:อยากให้พ่อบ้านไม่เอาแต่ใจตัวเอง ชอบถ้าพ่อบ้านไม่เอาแต่ใจตัวเองแล้วจะสุขใจ ชังถ้าพ่อบ้านเอาแต่ใจตัวเองก็ทุกข์ใจ

    นิโรธ:พ่อบ้านจะเอาแต่ใจตัวเองหรือไม่เอาแต่ใจตัวเองก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค:เชื่อชัดในเรื่องกรรมว่า สิ่งที่พ่อบ้านแสดงกิริยาก้าวร้าวเอาแต่ใจตัวเองเวลาโมโหก็ชอบขว้างปาสิ่งของ มันคือเรานั่น!เองกลับมาระลึกเหตุการณ์อดีตของเราเมื่อก่อนไม่พอใจแม่และพี่ๆก็จะขว้างปาสิ่งของมาเจอกับตัวเองรู้สึกกลัวบาปว่าสิ่งใดทำกับใครไว้เราก็จะถูกกระทำเช่นเดียวกัน จึงสำนึกผิดขอโทษ ขออโหสิกรรมกับจิตตัวเองที่หลงผิดมาก่อนเพราะความไม่รู้ นึกขอบคุณพ่อบ้านที่ทำให้เราได้เห็นตัวตนของตัวเอง รู้สึกเมตตาพ่อบ้านว่าสิ่งที่เขากระทำคือกิเลสของเขาส่วนหนึ่งแล้วเป็นวิบากของเราไปยืมให้เขามาแสดงซึ่งก็เป็นกรรมที่พ่อบ้านจะได้รับ เมื่อคิดได้ก็ผ่อนคลายความไม่พอใจพ่อบ้านได้รู้สึกสบายใจขึ้นได้ประมาณ60% ยังเหลือขุ่นๆไม่ยอมถึงใจจริงอีก40% ซึ่งก็จะพากเพียรปฏิบัติต่อไป

  14. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์

    เหนื่อยล้า
    ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีงานที่ต้องออกไปทำข้างนอกกลางแจ้ง ตากแดดเกือบทั้งวัน ต้องขึ้นลงบันไดอลูมิเนียมตลอด ติดต่อกันหลายวัน ทำให้เวลาตอนเย็นกลับมาบ้านก็แทบจะหมดแรง และก็รีบอาบน้ำเพื่อตอนเย็นจะมีห้องเรียนวิชชารามหรือประชุมกับพี่น้องทางซูมต่อ ก็ค่อนข้างมีอาการเหนื่อยล้า นั่งฟังเขาคุยกันไปแบบมึน ๆ แต่ก็อยากฟังอยู่ อยากเข้าร่วมกิจกรรมกับพี่น้อง

    ทุกข์ : ลังเลเอาอย่างไรดี ประชุมก็ดี แต่ร่างกายก็อยากพัก

    สมุทัย : กิจกรรมที่ทำร่วมกับพี่น้องแพทย์วิถีธรรมเป็นกิจกรรมที่ดี คนดีมาพูดคุยกันร่วมกันทำงานและลดกิเลสไปด้วยหาได้ยาก ไม่อยากทิ้งโอกาสนี้ไป

    นิโรธ : กิจกรรมที่ดีที่เป็นบุญ เป็นกุศลมีให้ทำก็ดี แต่ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องทำตลอด ให้ตรวจอัตตกิลมถะ หากทำไปแล้วฝืดมากก็ไม่ควรทำ ทำดีที่ทำได้เป็นบุญสูงสุด

    มรรค : หลังร่างกายกายเตือนความเหนื่อยล้า จากการทำงานแล้วมานั่งประชุมออนไลน์ต่อนาน ๆ เริ่มไม่ไหว ใจอยากสู้อยู่แต่เริ่มฟังไม่รู้เรื่องไม่มีสมาธิฟัง เกิดจากความเมื่อย ก็เริ่มรู้แล้วว่าน่าจะไม่พอดีละ ต้องรู้พักแล้วแม้กระนั้นก็ยังไม่อยากออกจากประชุม ก็เลยคิดว่าจะอย่างไรดี ก็เลยคิดได้ว่าก็เข้าจากมือถือแทนแล้วไปนอนฟังแทนก็ได้ ก็เลยปิดคอมพิวเตอร์แล้วเข้าจากมือถือแทน มานอนฟังก็ดีขึ้น

    พอมาฟังจากมือถือก็วางใจนอนฟังไปจะหลับก็หลับไป จะได้สาระอะไรก็ได้เท่าที่ได้ก็พอแล้ว เวลานี้ควรจะรู้พักฝืนไปก็เบียดเบียนตัวเอง เป็นบาป เรื่องนี้ทำให้เรียนรู้ว่าบางทีจะไปวางใจแบบไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ดีซะทีเดียว บางทีก็มีทางเลือกที่พอไปได้ พอฝืดบ้างเล็กน้อยแต่ก็พอไปได้ ให้ปรับเปลี่ยนไปมาดู แล้วตรวจอัตตกิลมถะดู รู้เพียรรู้พัก

  15. นปภา รัตนวงศา

    น้องสาวกับเนื้อสัตว์
    ตั้งแต่รู้จักแพทย์วิธีธรรมมาตั้งแต่ปลายปี 58 ก็พยายาม ลด ละ เลิกการกินเนื้อสัตว์มาตลอด จนออกมาได้ ยังมีน้องสะใภ้มีอาชีพขายอาหารที่มีเนื้อสัตว์อยู่ แต่ลดเหลืออาทิตย์ละ 2วัน ลดสัตว์ใหญ่ลงมา ยังออกจากอาชีพนี้ไม่ได้ แต่น้องเขาก็ขายน้ำเต้าหู้คู่มาด้วย ได้คุยกับน้อง ให้ลองมาขายอาหารมังสวิรัติดูไหม เขาบอกว่า “ขายไม่ได้หรอก คนไม่กินเนื้อสัตว์นับหัวได้ว่ามีใครบ้าง เขาจะขายใคร”
    ก็รู้สึกขุ่นๆ ทำไมไม่ลองทำดูก่อน
    แนะ!หันไปถามกิเลส ใคร!นั่นใครกัน น้องสะใภ้หรือตัวเรา ตัวเราเองไม่ใช่เขา

    ทุกข์ น้องยังขายอาหารที่มีเนื้อสัตว์

    สมุทัย ถ้าน้องขายอาหารไม่มีเนื้อสัตว์ก็ชอบใจ ถ้าน้องขายอาหารมีเนื้อสัตว์ก็ไม่ชอบใจ

    นิโรธ น้องจะขายของมีหรือไม่มีเนื้อสัตว์ก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค ใช้บททบทวนธรรมข้อ 130 อย่าแบกชีวิตคนอื่น อย่าทำผิดหน้าที่ อย่าทำเกินหน้าที่ ถ้าเขาไม่ฟังเรา ให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น ให้เขาทำอย่างที่เขาต้องการจะทำ ปล่อยวาง ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต ถ้าเราได้พยายามบอกแล้ว สอนแล้ว เตือนแล้ว แต่เขายังไม่ฟัง เราสอนเขาไม่ได้ แปลว่าการสอนเขาไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา หน้าที่เราคือทำเต็มที่เต็มแรงอย่างรู้เพียรรู้พักแล้วปล่อยวางให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต น้องก็ต้องเป็นไปตามวิบากร้ายของเขาก็เขายังรับประทานเนื้อสัตว์อยู่ก็ยากที่เขาจะเข้าใจ ต้องเอาศีลมาแลกต้องมีกุศลมากพอ ให้เขาทุกข์จนเกินทนเขาจะมาปฎิบัติเอง เรามีหน้าที่ทำให้เขาดูเท่านั้น บททบทวนธรรมข้อ3 นับ1ที่เรา เริ่มต้นที่เรา ทำความดีที่เรานี่คือเส้นทางเพื่อการพึ่งตนและข่วยคนให้พ้นทุกข์ หลังโยนหินถามทางแล้วยังหนักอยู่ เพราะคนจะมาขายอาหารมังสวิรัติตัวเขาเองต้องทำได้ก่อน อย่าอยากได้ยังไม่ใช่เวลา นั่นไม่ใช่น้อง นั่นเราเต็มๆ เราทำมาทั้งนั้นในทุกอาชีพ รับแล้วก็หมดไป แล้วจะโชคดีขึ้น คุยต่อกับน้องด้วยใจเบิกบาน ไม่มีวิวาทะ…สาธุ

  16. นฤมล ยังแช่ม

    การลดกินข้าว

    จากเมื่อก่อนกินข้าวหนี่งมื้อ ลดลงเหลือสองมื้อ และมื้อครึ่ง จนเหลือหนึ่งมื้อ ณ ปัจจุบัน ก็กินโดยประมาณหนึ่งมื้อ แต่ก็มีวันที่กิเลสงอแงอยากจะกินเพิ่มอีกก็กิน แล้วปุ้ยเองก็เป็นคนชอบกินข้าวมาก กล้วยด้วย จึงทำให้น้ำหนักจากเดิม 45 กก.ขึ้นมาที่ 50 กก. รู้สึกอึดอัดเพราะมีพุง เป็นผู้หญิงมีพุงด้วยมันจะดีเหรอ มีกิเลส กาม (ชอบกินข้าว) ทำให้รูปน้ำหนักเพิ่ม ก็พยายามหาทางที่จะลดการกินข้าวลง แต่พอกินทีไรก็เบรคไม่ได้สักที รู้ตัวอีกทีก็อิ่มจนพุงกางเชียว

    ทุกข์ ไม่เบิกบานตอนที่จะกินข้าวลดดลง

    สมุทัย ถ้าได้กินข้าวเยอะจะสุขใจ ถ้าได้กินข้าวลดลงจะทุกข์ใจ

    นิโรธ กินข้าวเยอะก็สุขใจ กินข้าวน้อยลงก็สุขใจได้

    มรรค พิจารณาร่างกายของตัวเองแล้วรู้สึกถึงความอึดอัด และมีการอาการง่วงนอนช่วง11.00 น.เป็นต้นไป คงเป็นเพราะการกินที่ไม่สมดุลเนื่องจากข้าวเป็นแป้ง และจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล รวมถึงการที่เรากินมื้อเดียวแล้วกินมากในคราวเดียวกัน ทำให้กระเพาะอาหารย่อยอาหารได้ไม่ทัน จึงมีอาการง่วงตามมา ทำให้เห็นโทษของการกินข้าวเกิน และอาการที่ใจอยากจะกินข้าวให้มากๆนั้นก็เป็นทุกข์ เรายังเป็นทาสของกิเลสอยู่ ที่จะต้องทำตามใจกิเลส ต้องทุกข์ทั้งใจทั้งกาย ดังนั้นเราจะต้องลดการกินข้าวลง ด้วยการกินผักสด ผักลวกมากขึ้น กินกล้วยนึ่งแทนข้าวไปก่อน อย่างน้อยกล้วยนึ่งก็มีไฟเบอร์ในการช่วยย่อยอาหาร บอกกิเลสไปอย่างนั้น กิเลสก็ตกลงที่จะยอมลดกินข้าวลงคะ

  17. นส. พวงผกา โพธิ์กลาง

    การบ้านอริยสัจ 4
    เรื่อง ที่ตักขยะ
    เนื้อเรื่อง ขณะที่กำลังกวาดบ้าน แต่ไม่มีที่ตักขยะ จึงต้องตามหาพอเจอปรากฎว่ามีเศษเหมือนหลอดไฟแตกอยู่ในที่ตักขยะ ในใจตอนนั้นรู้สึกไม่ชอบเลยเพราะไม่รู้จะไปทิ้งที่ไหน ที่สำคัญคืออยากรีบกวาดบ้านให้เสร็จ ไม่อยากเสียเวลาไปทำอย่างอื่น บวกกับกิเลสขี้เกียจด้วย แต่ทันใดนั้นมาตลีก็มาบอกว่าเอาขยะที่อยู่ในที่ตักขยะไปแยกเก็บให้เรียบร้อยด้วย เราตอบเบา ๆ ว่าไม่ แล้วก็เดินไปกวาดบ้านต่อโดยไม่ทำตามที่มาตลีบอก และไม่ใช้ที่ตักขยะอันนั้นด้วย แต่ใช้ลังกระที่แข็งชิ้นพอประมาณใช้แทน

    ทุกข์ ไม่อยากแยกขยะ ไม่ชอบที่มีใครมาให้ทำอย่างอื่นในขณะที่กำลังทำอีกอย่างยังไม่เสร็จ

    สมุทัยเหตุทุกข์ ยึดว่าถ้าเป็นหลอดไฟแตกมันอันตราย ถ้าโดนมือเป็นแผล อาจจะเป็นโรคบาดทะยักได้ ไม่ชอบน้ำสียง และลีลาการพูดเวลาบอกเหมือนบังคับ ซึ่งถ้าคนที่บอกพูดเหมือนโยนเห็นถามทางก่อนจะสุขใจ และชอบใจ

    นิโรธ ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง จะเป็นโรคบาดทะยัก หรือไม่เป็นโรคบาดทะยักก็สุขใจ จะแยกขยะก่อนหรือกวาดบ้านเสร็จก่อนก็สุขใจ ใครจะพูดแบบไหนลีลาไหนเราก็ไม่ทุกข์ต้องเป็นสุขทุกสถานการ์ณ์

    มรรค สิ่งที่เราได้พบได้เจอคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา
    รับแล้วหมดไป แล้วเราจะโชคดีขึ้น ยอมรับด้วยความยินดีเต็มใจ

  18. สาคร รอดรัตน์(ป้าหนุ่ย)

    การบ้าน
    สาคร รอดรัตน์ จิตอาสาสังกัด สวนป่านาบุญ2ชะอวด
    เรื่อง. ลืมกรรไกรตัดกิ่งไม้
    เหตุการณ์ : ลุงให้ยืม กรรไกรตัดกิ่งไม้ใช้งาน กังวลจะหายเพราะไม่ใช่ของเอง จึงเอาเชือก สีชมพูเข้มผูกไว้ ถ้าวลืมทิ้งที่ไหนจะได้เจอง่าย มีงานไปช่วยน้องเขาปลูกต้นไม้ที่นาเอากรรไกรตัดกิ่งผักหวาน ไปปักกิ่งที่แปลงนาไปไกลระยะทางประมาณ 40 กิโล บอกตนเองอย่าได้ลืมนะ หลังเสร็จภาระกิจการปลูกต้นไม้ เก็บอุปกรณ์กลับที่พักลืมเรื่องกรรไกรเสียสนิท เช้านึกได้ค้นหาดูทั่ว 3 ครั้ง ไม่พบกรรไกร โทรไปหาน้องว่าทิ้งไว้ที่แปลงนาหรือเปล่า น้องก็บอกว่าไม่มี รู้สึกตัวเองทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหายไปด้วยกับการหลงลืมของเรา
    เมื่อไม่เจอ วางใจยอมรับวิบาก รับผิดชอบ เจ้าของเขาหวงเสียด้วยเขาคงจะเสียใจ ถ้าสูญหายจริงจะชดใช้ซื้อใหม่ให้ ผ่านไปตั้งสติหาอีกครั้ง เจออยู่ก้นถุงขยะถุงเพาะชำที่ใช้แล้ว
    ทุกข์ : ยืมของเขามาทำหาย
    สมุทัย : ชอบถ้าไม่ทำของหาย ชังทำของหาย
    นิโรธ: หากรรไกรเจอก็ได้ ไม่เจอก็ได้ วางไม่ชอบไม่ขัง ไม่กังวล
    มรรค : หากรรไกรเจอก็ได้ ไม่เจอก็ได้ ยืมของเขามาแล้วต้องรับผิดชอบ บอกขอโทษเจ้าของ รับผิดยินดีซื้อใหม่ให้ ไม่ตั้งใจทำหาย ใช้ทบทวนธรรม ข้อ 25 เมื่อเกิดทุกข์ใจทุกข์กายเรื่องร้ายเข้ามาในชีวิต เขามาเพื่อให้เราได้ชดใช้ ให้เราไม่ประมาท ให้เราเพิ่มอริยศีลให้เราได้สำนึกให้เราได้หมดวิบาก /11/2/64

  19. นายรวม เกตุกลม

    เรื่อง ยิ่งเร่งยิ่งช้า

    เร่งบรรจุน้ำมันเขียวใส่ขวด ซึ่งในกล่องมีประมาณ 90 ขวด ในขณะที่บรรจุไปได้เกินครึ่ง ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น มีขวดชำรุดท้ายรั่ว พอใส่น้ำมันเขียวลงไป มันก็ไหลออกหมด ผลคือสติ๊กเกอร์ข้างขวดเสียหายทั้งหมด เสียเวลาต้องเปลื่ยนสติ๊กเกอร์ใหม่ ทำให้งานเสร็จช้าลง งานอื่นที่จะทำจึงต้องเลื่อนออกไป ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างมีมาแต่เหตุ ใจที่เร่งอยากไห้งานเสร็จเร็วๆ ทำให้ขาดสติในการตรวจสอบ งานจึงเสร็จช้าลง

    ทุกข์:ทุกข์ใจ เร่งผล

    สมุทัย:ยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้างานเสร็จเร็ว ก็จะสุขใจ แต่ถ้างานเสร็จช้า ก็จะทุกข์ใจ

    นิโรธ: งานจะเสร็จเร็วหรือช้า เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค:ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น แล้วลงมือทำให้ดีที่สุด ความยึดมั่นถือมั่นจะทำให้เกิด ความพร่อง ความพลาด ความทุกข์ (ตามบททบทวนธรรมข้อ83) ยึดมั่นถือมั่นทำให้ “ใจเป็นทุกข์” จะมีวิบากร้ายมาทำลาย ทำให้ไม่สำเร็จหรือสำเร็จช้า(บททบทวนธรรมข้อ99) ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน แล้วลงมือแก้ไข ความบกพร่อง ความผิดพลาด อย่างรู้เพียรรู้พัก ไม่เร่งผล ไม่กังวล ด้วยใจที่เป็นสุข สาธุ

  20. Sureenart. Ratchapan. สุรีนารถ ราชแป้น

    การบ้าน:อริยสัจ4

    ชื่อ:สุรีนารถ ราชแป้น จอส สังกัดสวนป่านาบุญ

    เรื่อง:บกพร่อง

    เหตุการณ์:เมื่อเช้าในไลน์กลุ่มมีพี่น้องได้เปิดโทรไลน์กลุ่มกัน2-3คนตัวเองบังเอิญเห็นเลยกดเข้าไปด้วยเพื่อว่าได้ฟังการสนทนาธรรมแต่ก็ได้ทำงานไปด้วยพอเสียงเงียบไปตัวเองเลยเข้าดูที่โทรศัพท์ปรากฎว่าเราไม่ได้ปิดไมค์โครโฟนมีเสียงรบกวนพี่น้อง และก็ย้ายไปสนทนาห้องอื่น ตัวเองก็เลยรู้สึกผิด

    ทุกข์:รู้สึกหมองใจ

    สมุทัย: ยึดว่าชอบ. และเบิกบาน ถ้าตัวเองไม่บกพร่อง ไม่ชอบ หมองใจถ้าตัวเองบกพร่อง

    นิโรธ: ยินดีกับความพลาด ความบกพร่อง ที่เกิดขึ้นแล้ว

    มรรค:แว้บแรกที่มาเปิดเห็นในไลน์ พี่น้องย้ายห้องสนทนา เพราะเสียงรบกวนของเรารู้สึกผิดขึ้นมาทันที ใจหมองๆเราไม่น่าจะทำปัญหาให้คนอื่นนะ คิดวนๆด้วยไม่ทันกิเลส แต่สักพักก็มาคิดว่า เอ้!นี่เรามาหมองตอนนี้ มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรแล้วเหตุมันเกิดไปแล้ว ผิดพลาดไปแล้ว จึงหาทางออกจากทุกข์ จึงบอกกิเลสว่าเราไม่ได้ตั้งใจทำเหตุที่พลาด พี่น้องเขาก็ได้แก้ปัญหาไปแล้ว แต่ถ้าใจยังหมองอยู่ นี่คือเราเชื่อกิเลส “ก็โง่แล้ว”นี่คือตั้งใจทำให้ใจเป็นทุกข์ คราวหลังก็ระมัดระวังให้มากกว่านี้ก็แล้วกันที่เกิดแล้ว ขอโทษ ขออภัยหมู่กลุ่ม โชคดีจังเลยวันนี้จับได้ ไล่ทันแต่เช้า
    ได้นำบททบทวนธรรมจ้อที่ 48มาใช้คือ คนที่แพ้ไม่ได้ พลาดไม่ได้ พร่องไม่ได้ ทุกข์ตายเลย “โง่ที่สุด” คนที่แพ้ก็ได้ ชนะก็ได้ พลาดก็ได้ ไม่พลาดก็ได้ พร่องก็ได้ ไม่พร่องก็ได้ สบายใจจริง ฉลาดที่สุด
    ถ้าเราเชื่อกิเลสเราก็โง่ ขอฉลาดดีกว่านะ ลาก่อนความหมองใจ เบิกบานดีกว่า

  21. มัณฑนา ชนัวร์ร ศีลประดับ

    อริยสัจ ๔

    ลูกชาย

    เวลา 11 นาฬิกาเริ่มทำอาหารกลางวัน ใจก็นึกว่าอีก15 นาทีจะต้องไปรับลูกชาย ก็เร่งมือในการทำอาหารถ้าไม่เสร็จก็คงอีกนิดหน่อย ก็มีความกังวลอาหารจะเสร็จไม่ทันเวลา12 นาฬิกา เพราะลูกสาวจะต้องไปโรงเรียนหลังเที่ยงวันนิดๆ ก็มองดูนาฬิกาและเสียงมือถือก็ดังขึ้น ลูกชายก็ถามว่าเมื่อไหร่จะมารับ แม่ไปเดียวนี้ละ นายก็พูดต่อว่าขอไปซื้อ Donner นะ แม่ก็บอกว่าแม่ทำอาหารแล้วและไม่มีเวลาพาไปนะ เพราะแม่จะต้องไปส่งพี่สาวไปสอบ หนูไม่ได้บอกไว้ก่อน ฟังกันไปพูดกันมาแม่ก็เข้าใจว่าลูกชายให้ไปรับที่ร้านพิชซ่า ก็บอกเวลา11.40 นาฬิกา เราก็กะเวลาที่จะขับรถประมาณ 10 นาที และเสียงมือถือก็ดังขึ้น ลูกชายก็ถามว่าแม่อยู่ไหน ยังไม่ถึงเวลาหนูอยู่ร้านพิชซ่าใช่ไหม นายก็บอกอยู่โรงเรียน พูดกันไปพูดกันมานายก็วางสาย เราก็รู้สึกไม่พอใจ คุยยังไม่จบไม่รู้เรื่องตัดสาย ก็เลยให้ลูกสาวโทรถามว่าจะเอายังไง ลูกสาวก็โทรและบอกว่าน้องชายจะไม่กลับบ้าน เห็นอาการห่วงและไม่พอใจเกิดขึ้น กลยุทธ์ก็เริ่มมาเขียนข้อความไปบอกลูกชายถ้าไม่กลับ มาเมื่อไหร่เกมหนูหาย ก็รู้สึกว่าเป็นการข้ามเขตไปไหม และลูกชายก็ได้ตอบกลับว่า แม่ไม่ต้องการให้ผมเริ่ม ดื่ม และดูดบุหรี่ใช่ไหม
    พอเห็นข้อความก็รู้สึกว่าลูกขู่แม่ ก็เห็นใจว่าไม่พอใจนะ ก็ตอบไปว่า ชีวิตเป็นของหนูถ้าคิดว่าดีก็ทำ ทุกคนมีอิสระ มีชีวิตเป็นของตัวเอง ถ้าคิดว่าทำอะไรด้วยตัวเองได้แล้วก็ทำเลย แต่แม่ก็เป็นอิสระนะ สิ่งที่เธอพูดมาเราเคยคุยกันแล้ว ถ้าทุกคนเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้แล้วแม่ก็ขอกลับบ้านเกิดและทางที่แม่รอนะ ประมาณครึ่งชั่วโมงนายก็มาถึงบ้านเอง

    ทุกข์ : สงสารลูกและไม่พอใจลูก

    สมุทัย :ไม่ชอบที่ลูกชายพูดในเชิงขู่

    นิโรธ :ลูกชายจะพูดแบบไหนก็ไม่ทุกข์ ฟังและยอมรับให้ได้

    มรรค :พิจารณาเห็นอาการใจที่มีความไม่พอใจ โกรธ และตั้งสติดับเลยไม่ได้ก็ขอกดข่มไว้ก่อนอาการตัวเองเรารู้เราเห็น ลูกชายมาถึงบ้านก็ไม่พูดไม่คุย ก็เห็นใจนึกสงสารลูก แต่ก็มีคิดว่าอยากรู้ว่าจะหาทางออกอย่างไร ก็บอกกับตัวเองขอผิดสักวันนะ พอพ่อบ้านกลับมาก็คุยและถามท่านว่าขอกลับเมืองไทยสักสองเดือนได้ไหม ท่านก็มองหน้ายิ้มและส่ายหัว เราก็บอกว่าพูดแล้วต้องรักษาคำพูดนะ ตอบว่าได้สิ ตอบ ๆ แต่ท่านก็ไม่ตอบ (หยอก ๆ ถ้าได้ก็เอา) แถมด้วยตั๋วขาเดียวก็ได้ ใจนะตอนนั้นอยากจะไปอยู่แบบโดดเดี่ยว คำว่าสันโดดหรืออิสระ อยากจะมีบ้างนะ พิจารณาอยูกับปัจจุบันอย่าเกินขอบเขตและความเป็นจริงนะตอนนี้ นี่คือการแสดงสัญญาณให้พ่อบ้านูรู้แล้วนะเกิดอะไรขึ้น ก็ระลึกนึกถึงบทธรรมของท่านอาจารย์หมอเขียว วิบากกรรมถ้ายังไม่หมดจะหนีไปไหนก็หนีไม่พ้น ใช้ให้หมด ยอมให้ได้ เดียวก็ดีเดียวก็ร้าย ทุกอย่างที่เราได้รับ คือเราทำมา ทุกอย่างมันอยู่ที่เราอยู่ที่ใจว่าเราจะรับจะวางอย่างไร พิจารณาดูใจ ก็ตั้งจิตขอโทษ ขออภัย ขออโหสิกรรม ตัวเอง ลูกชาย พ่อบ้าน และพิจรณาเรื่องมันเกิดไปแล้วผ่านไปแล้วก็คือต้องจบ และอยู่กับปัจจุบัน ใจก็คลายได้ 80 % เห็นอาการของลูกชาย นายก็จะเสียงดัง ทั้งเปิดและปิดประตู ส่วนแม่ก็ดูอาการลูกว่าเขาจะหาทางออกแบบไหน เราก็ทำใจ วางใจ และสงบใจได้ พอตอนเช้านายตื่นเข้ามาในห้องแม่ก็ทักและเข้าไปกอดและบอกว่าแม่ขอโทษนะมันเป็นการเข้าใจผิดที่เราคุยกัน นายก็รับและยิ้มร่าเริงตามวัย
    เราก็พิจารณาทำเท่าที่ทำได้ อย่าไปหวังอะไรมาก ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และจะต้องเรื่มต้นที่เรา เรายังทำไม่ได้จะอยากให้คนอื่นได้ ก็เป็นไปไม่ได้ พอใจในสิ่งมีและที่เป็น เคารพและศรัทธาในความดีของแต่ละบุคคล อยู่ให้มีสุข อยู่ให้เกิดบุญกุศล อยู่ได้ทุกที่ถ้ามีความดีและมีศีล สาธุค่ะ

  22. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน

    เรื่อง ทุกข์ตอนออกกำลังกาย

    ทุกข์ ขี้เกียจออกกำลังกายโยคะกดจุด

    สมุทัย ไม่อยากปวดแขนขา อยากนอนสบายๆ ไม่อยากลำบาก

    นิโรธ ปวดแขนปวดขาหรือไม่ปวดก็ไม่ทุกข์ ลำบากหรือไม่ลำบากก็ไม่ทุกข์ ได้นอนหรือไม่ได้นอนก็ไม่ทุกข์

    มรรค พิจารณาประโยชน์ของการออกกำลังกาย เป็นยาเม็ดหลักที่จะทำให้สุขภาพดี พิจารณาว่าเรามีโอกาสได้ออกกำลังกาย ดีกว่าไม่มีโอกาสได้ออกกำลังกายหรือป่วย การปวดแขนขาจากการโยคะ เป็นการได้ใช้วิบากไปด้วย ช่วยดันวิบากร้ายที่เราเคยทำชั่วมาหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ พระพุทธเจ้าให้ตั้งตนบนความลำบากกุศลธรรมเจริญยิ่ง การออกกำลังกายทำให้ร่ายกายลำบาก ได้ฝึกความอดทน ได้ฝึกปฏิบัติธรรม ได้อ่านเวทนา เป็นหนทางสู่ความเจริญครับ
    พิจารณาโทษภัยของการนอน ทำให้เราใช้กุศลที่เราเคยทำมาให้หมดลง และวิบากร้ายที่ไล่ล่าตลอดเวลา ก็จะมาถึงเร็วขึ้น การนอนมากเกินไปทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ทำให้ป่วย ทำให้ติดความสบาย ทำให้กิเลสโต และทำให้เสียเวลาในการทำกุศลเพิ่มครับ สาธุครับ

  23. พรพิทย์ สามสี

    เรื่อง : ร้านขายอาหารมัง เจ แบบของแห้ง
    สมัยก่อนยังไม่เข้ามาแพทย์วิถีธรรม เวลาอยากกินมัง เจ ก็ไปซื้อเขาเป็นครั้งคราว เมื่อ 2-3 วันนี้ก็อยากกินผงซุบปรุงรสเจ คนขายเป็นผู้ชายอายุน่าจะใกล้ 70 เราคิดตั้งแต่ไม่เจอแพทย์วิถีว่าคนขาย เจ ขาย มัง นี่อยู่ไม่สมศักดิศรี (คืออยู่แบบรับแต่เงินไม่ค่อยจริงใจสักเท่าไร ) 2-3 นี้เราเข้าไปความคิดเราก็แล่นไปที่เดิมเพราะเห็นพฤติกรรมเขา
    ทุกข์ : คนขาย มัง เจ อยู่แบบทนง
    สมุทัย : ชอบที่ว่าคนขาย เจ มัง ต้องอยู่แบบมีเมตตา ชังมากที่เขาคิดไม่ได้
    นิโรธ : เขาจะมีเมตตาก็ได้ไม่มีเมตตาก็ได้ แสดงพฤติกรรมดีก็ได้ไม่ดีก็ได้ ใจเราไม่ชอบไม่ชัง ใจไร้กังวล
    มรรค : กิเลสเรานี่ชั่วมาก เราจะเอาดีจากเขาเราไปเพ่งโทษเขา ถ้าเรายังไม่เข้าใจผู้อื่น แสดงว่า เรายังไม่เข้าใจตนเอง โชคดีอีกแล้วที่เราได้ใช้วิบาก ไม่มีอะไรบังเอิญ เราทำมา การได้พบกับเหตูการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเราเป็นสุดยอดแห่งเครื่องมือให้เราได้ล้างกิเลสในตัวเรา ต้องขอโทษขออโหสิกรรมคนขายในใจ ใจเราก็เลยไร้ทุกข์ไร้กังวล

    1. พรพิทย์ สามสี

      เรื่อง : หนังสือทบทวนธรรม
      เราไปขายของที่ตลาด เราก็เอาหนังสือไปแจกแต่ไม่ได้แจกทุกคน บอกลูกค้าจะหยิบเอาก็ได้ไม่เอาก็ได้ มีพี่น้อง 2-3 ท่านพูดว่าไม่ใช่ หนังสือสวดมนต์ หรือ นั้นไม่เอา
      ทุกข์ : คุณคิดได้แค่นั่น
      สมุทัย : ชอบที่จะให้พี่น้องได้เปิดอ่านดู ชังที่คิดได้แค่นั้น
      นิโรธ : พี่น้องคิดยังไงก็ไม่ถือสา ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง
      มรรค : พอพี่น้องบอกว่า ถ้าไม่ใช่หนังสือสวดมนต์ไม่เอา (กิเลสของเรามันก็ว่าเขาในใจ เออสวดมนต์อย่างเดียวแล้วยิ่งสวดไม่แปลแล้วยิ่งแล้วใหญ่ สวดได้แต่ภาษา ไม่ได้สภาวะ ลดกิเลสไม่ได้ พ้นทุกข์ไม่ได้) เราก็พูดกิเลสต่อว่า แต่ละคนมีฐานจิตที่แตกต่างกัน เราไปว่าเขาไม่ได้นะแม้ว่าในใจ เมื่อก่อนเราก็เป็นเหมือนกัน แต่พอมาได้ฟังธรรมะจากท่านอาจารย์หมอเขียวเป็นธรรมะที่ถูกต้องถูกตรง ฟังซ้ำไปซ้ำมาจึงได้เข้าใจ เราไม่ไปเที่ยวบีบคอใคร ทำดีที่เรา เราต้องเพิ่มศีล ให้มากกว่านี้ ทำดีได้แค่นี้ก็สุขใจแล้ว

  24. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง อยากให้งานเสร็จ
    เพื่อนๆนัดกันมาที่บ้านมีหลายอย่างต้องเตรียม ในขณะขัดหม้อก็คิดถึงงานอื่นอีก ทันใดนั้นมีตัวอะไรสักอย่างเข้าไปในหู จึงหยุดขัดหม้อแล้วใช้มืออุดหูอีกข้างเพื่อให้ตัวนั้นออก ที่เกิดอย่างนี้ถือเป็นวิบากดีมาหยุดการทำงาน เพื่อเตือนว่าอย่าหลงงานนอกที่ใจร้อนเร่งรีบให้งานเสร็จเกินไป จนลืมดูงานในใจที่ไม่เร่งรีบ ทำงานอยู่กับปัจจุบัน เต็มที่ เต็มกำลัง งานเสร็จเร็วก็ได้เสร็จช้าก็ได้ พอใจสงบก็ขัดหม้อด้วยใจเบิกบาน และแล้วตัวที่เข้าไปในหูก็คลานออกมาเอง

    ทุกข์:ใจร้อน เร่งรีบ

    สมุทัย:ยึดว่าถ้าขัดหม้อเสร็จเร็วจะชอบใจ ขัดหม้อเสร็จช้าจึงไม่ชอบใจ

    นิโรธ:จะขัดหม้อเสร็จเร็ว หรือเสร็จช้า ก็เบิกบาน ไม่สุข ไม่ทุกข์

    มรรค:ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นว่า งานจะเสร็จเร็วหรือช้า หรือไม่เสร็จก็ได้ เพราะเราได้ทำเต็มที่แล้ว เหนื่อยเต็มที่ สุขเต็มที่ ไม่มีอะไรคาใจ ไม่เอาอะไร คือสุดยอด”แห่งความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส”ตามบททบทวนธรรมข้อ36 มาพิจารณาจากนั้น ใจก็สงบ เบิกบาน แจ่มใส

  25. ปิ่น คำเพียงเพชร

    คันหัวใจ อยากแก้งานก่อนส่งเผยแพร่

    แม้จะได้เรียน Photoshop จบแล้ว และสามารถทำภาพประกอบคำคมสาระธรรมอาจารย์ออกเผยแพร่ได้อย่างพอเป็นพอไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยอมรับว่ายังไม่มีความรู้เรื่องการใช้ฟ้อนต์แต่อย่างใด ดังนั้นเวลาจะใช้ฟ้อนต์ทีก็จะเลือกใช้ตามความรู้สึกล้วน ๆ ซึ่งเวลาไปนำเสนองานเพื่อให้คุรุและพี่น้องหมู่กลุ่มทีมสาระธรรมโหวตก็จะมีทั้งผ่านและไม่ผ่านให้กลับไปแก้ไขก่อนเผยแพร่ อะไรก็ว่ากันไป

    และงานล่าสุดนี้ก็เช่นเดียวกัน คือหลังจากนำเสนองานไปและหมู่ก็วิจารณ์งานตามสมควรก่อนโหวต ซึ่งแม้ว่าพี่น้องจะวิจารณ์บ้าง แต่ผลโหวตส่วนใหญ่ก็ปรากฏว่าผ่าน ให้เผยแพร่ได้ แต่หลังจากการโหวตผ่านไปคุรุอีกท่านก็พูดย้ำอีกทีว่าฟ้อนต์นี้ไม่เหมาะกับทั้งรูปและคำคมเลย ซึ่งพอเราได้ฟังอย่างนั้น แม้ว่างานจะผ่านแล้วคือส่วนใหญ่หมู่อนุญาตให้เผยแพร่ได้แล้วก็ตาม แต่ก็รู้สึกคันหัวใจอยากแก้งานก่อนส่งให้คุรุเพื่อเตรียมเผยเพร่ขึ้นมาทันทีเลย

    ทุกข์ : คันหัวใจ เมื่อได้ยินคุรุพูดย้ำว่าฟ้อนต์ที่เราเลือกใช้ไม่เข้ากับรูปและคำ จึงอยากแก้ไขฟ้อนต์ก่อนส่งเผยแพร่

    สมุทัย : ยึดว่าถ้าได้แก้ไขฟ้อนต์ให้ถูกต้องตามหลักของการใช้งานได้ก่อนจะดี จะทำให้งานสมบูรณ์ถูกต้องตามการใช้งาน ถ้าไม่ได้แก้จะไม่ดี

    นิโรธ : จะได้แก้ไขฟ้อนต์ให้ถูกต้องตามหลักของการใช้งานก่อนส่งเผยแพร่หรือไม่ก็ไม่ทุกข์ใจหรือคันหัวใจ ควรจะสุขสบายใจให้ได้

    มรรค : ถ้างานที่เราทำสามารถออกมาสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักการใช้งานได้นั้นดี แต่ที่เรามีกิเลสไปยึดว่าต้องแก้ไขก่อนทั้ง ๆ ที่ หมู่กลุ่มส่วนใหญ่โหวตผ่านให้เผยแพร่ได้แล้วนี่ไม่ดี นี่เรากำลังไม่เคารพพลังมติหมู่มิตรดีอยู่. เรากำลังจะเอาแต่ใจ ที่จะเป็นการสั่งสมกิเลสตัวได้ดั่งใจของเราให้โตขึ้นนี่ไม่ดีนี่ชั่ว แม้งานจะไม่สมบูรณ์จะพร่องบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าใจเราสมบูรณ์ไม่พร่องไปตามงาน สามารถเอาชนะความอยากเอาแต่ใจอยากได้ดีดั่งใจหมายครั้งนี้ของเราได้ และเราก็ยังได้เคารพมติหมู่มิตรดีอีกด้วยนี่ มันก็คุ้มเกินคุ้มแล้วนะ ยังจะเอาอะไรอีก

    สรุปเมื่อพิจารณาดังนี้ก็ทำให้ปรับใจวางใจได้ ยอมวางดีอย่างหนึ่งเพื่อมาเอาดีที่ดีกว่าอีกอย่างหนึ่งได้โดยไม่คาใจไม่ทุกข์

  26. การบ้านอริยสัจ ๔
    ชื่อ : น.ส.ภูเพียรธรรม กล้าจน
    เรื่อง : ติดดี อยากให้เกิดดี
    เหตุการณ์ – นั่งฟังธรรมเช้าวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๔ ที่อาจารย์บรรยายสาระข่าว-สาระธรรม มีภาพอินเสริทขึ้นประกอบด้วย มีอยู่หนึ่งข่าวที่รู้สึกว่าใจอยากให้ฝ่ายอินเสริทขึ้นภาพที่เคลื่อนไหวได้แทนภาพนิ่ง มันจะเป็นเกียรติศให้กับท่านที่อาจารย์พูดถึงในข่าวมากเลย แต่เหตุใดถึงไม่ได้ขึ้น อินเสริทภาพหาไม่เจอ หาวนไปวนมา อยากลุกไปช่วยหา แต่ก็ไม่ไป ด้วยว่าทุกท่านก็พยายามทำหน้าที่ดีเต็มที่แล้ว
    ทุกข์ – ไม่สบายใจ ไม่โปร่ง ไม่โล่ง
    สมุทัย – มีความชอบชัง อยากได้ภาพเคลื่อนไหวแทนภาพนิ่ง
    นิโรธ – ภาพเคลื่อนไหวก็ได้ ไม่เคลื่อนไหวก็ได้ สบายใจที่สุด
    มรรค – ขณะเกิดเหตุการณ์ ก็พิจารณาว่า ทุกท่านพยายามทำดีเต็มที่แล้ว เมื่อไม่ได้ก็ยังไม่ใช่เวลา เราล้างทุกข์ใจเราดีกว่า แต่ก็ยังไม่โปร่งไม่โล่ง สอบถามหมู่มิตรดีให้ช่วย ได้ว่าเพราะให้ความสำคัญ จึงพลาดที่จะมองเห็นความสำคัญในนิโรธสัจจะแท้ว่าได้ภาพนิ่งก็ได้ เคลื่อนไหวก็ได้ ที่เกิดอยู่นั้นดีที่สุดแล้ว มันคือวิบากกรรมเรา วิบากกรรมเขา วิบากกรรมโลก ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่สังเคราะห์ร่วมกันทำหน้าที่ สิ่งที่เกิด ณ ขณะนั้นๆ มันจึงดีที่สุดแล้ว เราควรวางใจให้ดีที่สุด จะเป็นประโยชน์ที่มากกว่า และที่ว่าวนหาไม่เจอ ก็เพราะเรานั้นเองที่วกวน ใจที่อยากได้ไปเหนี่ยวนำให้ไม่ได้นั่นเอง เมื่อทราบสาเหตุที่แท้จริง ก็โปร่งโล่งสบายใจได้

  27. บัณฑิตา โฟกท์ มุกแสงธรรม

    ป๊อบคอร์นจ๋าลาก่อนค่ะ

    วันนี้ 12 02/2564 เราไปซื้อของที่ซูเปอร์มาเกตแห่งหนึ่ง ระหว่างรอจ่ายเงิน ตาเหลือบไปมองเห็นข้าวโพดอบกรอบ(ป๊อบคอร์น)หน้าตาสวยน่ากิน และลดราคา เห็นความหวั่นไหวในใจเกิดขึ้น และมีความคิดแว๊บเข้ามาว่า” เดินไปหยิบเลย ” อีกใจหนึ่งก็ค้านว่า” อย่าเลย” จึงน้อมจิตปฏิบัติอริยสัจสี่ทันที

    ทุกข์ : หวั่นไหวเล็กน้อยเมื่อมองเห็นป๊อบคอร์น

    สมุทัย : อยากกินป๊อบคอร์นถ้าได้กินจะสุขใจ ถ้าไม่ได้กินจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : คลายความชอบป๊อบคอร์น ได้ และจะได้กิน หรือไม่ได้กินก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาว่าป๊อบคอร์น เป็นขนมของว่างชนิดหนึ่งที่ไม่ได้มีความจำเป็นสุขภาพร่างกายแต่อย่างใด เสียเวลากินเปล่า ๆ และเราเคยกินแล้วทำให้อึดอัดท้อง ตอนกินอร่อยลิ้นดีแต่ไม่สบายท้อง พอพิจารณาอย่างนี้ ใจที่หวั่นไหว อยากจะเดินไปหยิบมา ก็ค่อย ๆ คลายลง และพิจารณาต่ออีกว่า “เรามีแอปเปิลสองแพ็คในมือแล้ว กินแอปเปิลเป็นของว่างสบายท้องกว่าป๊อบคอร์น” เมื่อนึกอย่างนี้เห็นใจสงบลงไปอีก บอกลาข้าวโพดอบกรอบด้วยใจที่สบาย จะได้กินหรือไม่กินก็ไม่ทุกข์ใจ และตั้งศีลเลิกกินป๊อบคอร์น “ป๊อบคอร์นจ๋าลาก่อนค่ะ”

  28. ศิริพร ไตรยสุทธิ์

    ไม่ชอบวันที่และเวลาบนคลิปวีดีโอ

    ได้รับอาสาตัดต่อคลิปวีดีโอให้พี่น้องสวนป่านาบุญ 6 โดยโปรแกรมที่มากับเครื่องคอมพิวเตอร์(Video-Editor) ครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งก่อน

    ทุกข์ : ไม่ชอบที่มีวันที่และเวลาบนคลิป มันกวนสายตา

    สมุทัย : ยึดว่า บนคลิปวีดีโอ ไม่มีวันที่และเวลาจะดีกว่า

    นิโรธ : ในคลิปนั้นจะมีวันที่และเวลาก็ได้ ไม่มีก็ได้ พิจารณาความสำคัญของคลิปนั้น ๆ ที่เนื้อหา

    มรรค : เมื่อได้คลิปมาแล้ว ก็เริ่มทำการตัดต่อ แต่ไม่ชอบที่มีตัวเลขบอกวันที่และเวลา ซึ่งตัวเลขค่อนข้างใหญ่และเห็นชัดเจน พอตัดต่อเสร็จแล้ว ก็พยายามหาหลากหลายวิธี ที่จะปิดบัง ให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด แต่ก็ทำไม่ได้อย่างที่คิด ลองแล้วลองอีก ก็ยังไม่ได้อีก (โปรแกรมที่มีอยู่ทำไม่ได้) ก็เลยยอมรับ และวางใจ บอกตัวเองว่า ดีใจจัง ไม่ได้ดั่งใจ ยอมรับว่าเราทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น และได้พิจารณาเพิ่มว่า เนื้อหาในคลิปสำคัญกว่า จึงได้นำคลิปนั้นมาให้พี่น้องช่วยกันดู หลายท่านก็ทักเรื่องนี้เช่นกัน ก็แจ้งไปว่า ไม่สามารถแก้ไขได้ พี่น้องก็เห็นตรงกันว่า ก็เอาแบบนี้แหละ จึงได้ส่งคลิปเข้าส่วนกลาง

    1. ศิริพร ไตรยสุทธิ์

      แก้ไขแล้ว
      ไม่ชอบวันที่และเวลาบนคลิปวีดีโอ

      ได้รับอาสาตัดต่อคลิปวีดีโอให้พี่น้องสวนป่านาบุญ 6 โดยโปรแกรมที่มากับเครื่องคอมพิวเตอร์ (Video-Editor) ครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งก่อน ๆ

      ทุกข์ : รู้สึกรำคาญตัวเลข มันกวนสายตา

      สมุทัย : ไม่ชอบที่มีวันที่และเวลาบนคลิป ยึดว่า ไม่มีจะดีกว่า

      นิโรธ : ในคลิปนั้นจะมีวันที่และเวลาก็ได้ ไม่มีก็ได้ ก็ไม่ทุกข์ใจ

      มรรค : เมื่อได้คลิปมาแล้ว ก็เริ่มทำการตัดต่อ แต่ไม่ชอบที่มีตัวเลขบอกวันที่และเวลา ซึ่งตัวเลขค่อนข้างใหญ่และเห็นชัดเจน พอตัดต่อเสร็จแล้ว ก็พยายามหาหลากหลายวิธี ที่จะปิดบัง ให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด แต่ก็ทำไม่ได้อย่างที่คิด ลองแล้วลองอีก ก็ยังไม่ได้อีก ใช้เวลาลองปรับลองเปลี่ยนอยู่ 3 วัน ๆ ละประมาณ 1 ชั่งโมง เพราะโปรแกรมที่มีอยู่ทำไม่ได้จริง ๆ ก็เลยยอมรับ และวางใจ บอกตัวเองว่า ดีใจจัง ไม่ได้ดั่งใจ ยอมรับว่าเราทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น จึงได้นำคลิปนั้นมาให้พี่น้องช่วยกันดู หลายท่านก็ทักเรื่องนี้เช่นกัน ก็แจ้งไปว่า ไม่สามารถแก้ไขได้ พี่น้องก็เห็นตรงกันว่า ก็เอาแบบนี้แหละ จึงได้ส่งคลิปเข้าส่วนกลาง

  29. สมพงษ์ โขงรัมย์

    เรื่อง อ่อนแอแย่จัง

    เนื้อเรื่อง ได้เขียนการบ้านอยู่จิตกิเลสก็บ่นว่าหนาวจัง
    กินข้าวแก้หนาวน่าจะมีพลัง ผีสิงแล้ว คิดอะไรไม่ออกเชื่อกิเลสและทำตามมัน จนเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับตนเองและผู้อื่น

    ทุกข์ ผิดศีล

    สมุทัย ชอบที่ไม่ผิดศีล ชังที่ทำผิดศีล

    นิโรธ ได้ พยามเพิ่มศีลเต็มที่แล้วก็ยินดีเต็มใจกับความพลาดอย่างเบิกบาน

    มรรค มารมากระทำหน้าที่

    มาร หาข้อมูลสนับสนุนที่จะเสพว่าดีแบบนี้มีประโยชน์แบบนั้น

    เรา ความคิดนั้นๆเป็นความคิดของกิเลสเสียบกลับคืนไปไม่เสพดีกว่า

    มาร จะบอกว่าเสพแล้วมีพลังคำนี้เราเคยแพ้กิเลสมันรู้เราแพ้อะไร(เก่งกว่าหมอ หมอว่าเก่งยังถามคนป่วยแพ้ยาอะไร)

    เรา ลองเชื่อแล้วทำตาม เสพเสร็จแล้วอึดอัดหมดพลังก็จะเห็นหน้ากิเลสจับมันได้

    มาร เอาดีมอล่ออีกหาว่าเราเสพมากไปโยนคาวมผิดให้อีกบอกว่าเราผิด

    เรา ตั้งศีลต้องมีพลาดจะได้รู้ทีหลังจะได้ไม่ต้องทำอีกคนพลาดคือคนมีศีลไม่ตั้งศีลก็ไม่รู้ว่าทำไม่ได้ตลอด ตั้งศีลจึงรู้ว่าครั้งต่อไปจะได้เข็ดหลาบ

  30. สมพงษ์ โขงรัมย์

    เรื่องเก็บไม้ไส่หลุม
    เรื่องย่อ ฝึกเก็บกิ่งไม้ที่เห็นว่าไร้ค่าเอามาทำประโยชน์ลงหลุมที่ขุดไว้เมื่อไหร่จะเต็มกลัวคนบ่นให้แต่ทำงานคนเดียวก็ได้ดั่งใจงานออกมาดีแต่ก็มีจิตไม่ดีทำไมเขาไม่มาช่วย(คิดไม่ดีกับหมู่)ก็บอกตัวเองมันดีนะได้ล้างตัวขี่เกียจ

    ทุกขข์ ได้ดั่งใจ ร่างกายก็ร้อน

    สมุทัย ยึดว่าทำงานครั้งต่อไปจะต้องได้ดั่งใจอีกแน่ๆ

    นิโรธ ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าจะได้ดั่งใจตลอดเวลา ครั้งต่อไปอาจจะไม่ได้ดั่งใจก็ได้ ได้งานสำเร็จเป็นประโยชน์ก็ดีสบายใจไร้กังวล
    มรรค มารมากระทำหน้าที่
    มาร เราทำงานเก่งได้ดั่งใจแต่เราจะทำยังไงให้เกิดดีแบบนี้อีกต้องรักษาแช่มรักษาความสมบูรณ์ไว้แต่ก็กลัวสภาพดีจะหมดไป
    เรา เฮ้ย มารเราได้ทำเต็มที่ก็สูขเต็มที่
    ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าดีจะต้องเกิดตลอดเวลาก็ได้ เราอย่าทำงานแบบมีเงื่อนไขให้ใจเป็นทุกข์ รู้ใหมร่างกายก็ร้อน หนัก เหนื่อย ใจก็หนักแล้วก็กลัวกังวลเป็นกรรมใหม่
    มาร รู้จักเราอีกแล้วเป็นเพราะ
    เขียนการบ้านบ่อยๆแล้วก็ส่งการบ้านให้หมู่วิจารเราเราก็อายไปดีกว่าไปหาคนอื่นๆ
    เรา ใช่แล้วมารเราจะบอกหมู่เอาเรื่องดีมาล่อเราให้หลงว่าได้ดั่งใจจะดีพอถูกตำหนิเสียใจ เอาประโยชน์จากการเคารพคบมิตรดีเพราะได้อ่านการบ้านหมู่เรื่องได้ดั่งใจเลยจับมารได้เห็นหรือยังว่ามีมารมีแต่เพิ่มชั่ว เพิ่มทุกข์
    มาร ไปดีกว่าเขาเห็นเราหมดแล้วกิเลสลดลง10%

  31. นปภา รัตนวงศา

    กุญแจรถหาย
    12 กพ 64
    ตอนนี้มีงานศพพ่อของน้องพยาบาลที่รพ.เดิมเสียชีวิต จะมีเพื่อนๆพี่ๆเก่าที่มางานต้องการเจอเพราะห่างกันหลายปีแล้ว
    “ไม่ได้ค่ะ มีประชุมตอนค่ำ”
    ตอบเสร็จนั่งพิจารณาโง่อีกแล้วจะเอาแต่งานไม่เอาประโยชน์อย่างอื่น ผิดทางแล้ว
    ก็รีบแต่งตัว เสร็จแล้วเอากุญแจใส่กระเป๋ากางเกง เตรียมตัวจะออกไป เปิดรถไม่ได้ กุญแจหายเดินหา 3รอบ ไม่เจอ ก็นั่งลงพิจารณาเรื่องใจ ทุกข์ไหม? จะออกไปหรือไม่ออกไปดี
    มาตาลีมาเตือนหรือเปล่า?
    ออกไปเถอะพี่น้องตั้งใจจะมาพบด้วย จะได้ทดสอบผัสสะด้วยเจอกันแล้วจะเป็นอย่างไร และได้แจกหนังสือทบทวนธรรมด้วย
    ทุกข์ กุญแจรถหาย

    สมุทัย กุญแจไม่หายจะชอบใจ กุญแจหายจะไม่ชอบใจ

    นิโรธ กุญแจรถจะหายหรือไม่หายก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค พิจารณาตรวจใจดู สะสารในโลกไม่ได้หายไปไหน จะมากังวล จะทุกข์ จะโง่ ไปทำไม ฟ้าเปิดให้ไปก็ไป ฟ้าปิดก็ไม่ไป ยิ่งหาด้วยใจที่ทุกข์ยิ่งไม่เจอแถมยังเหนี่ยวนำให้คนอื่นเป็นตามอีก จะใจร้อนไปไหน ร้อนมาตลอดชีวิตพอได้แล้ว ใช้บททบทวนธรรมข้อ21 การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเราเป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่าที่ทำให้ได้ล้างกิเลส คือความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเราและได้ล้างวิบากร้ายของเรา ดีแล้วที่กุญแจหายจะได้เห็นกิเลสตัวนี้ขอบคุณพี่ๆที่มางาน ทุกอย่างไม่มีอะไรเป็นของเรา อย่างไปยึดมั่นถือมั่น ที่สำคัญใจไม่ทุกข์ดีที่สุดแล้ว
    หลังพิจารณาใจเบิกบาน ใช้กุญแจสำรองไปงานด้วยใจที่เป็นสุข ได้ตอบคำถามได้แจกหนังสือ กลับมาก็เจอกุญแจในห้องน้ำในบ้าน…สาธุ

  32. นปภา รัตนวงศา

    ช้าจัง
    13 กพ 64
    เช้านี้ตื่นสาย ตื่นมาตอน 6.10น.ทำกับข้าว รดน้ำต้นไม้ เตรียมตัวเข้าสวนเสร็จ รอพ่อบ้านและลูกชายกินอาหารเช้า 8โมงกว่าแล้วยังไม่เสร็จ ทำไมช้าจัง ยิ่งสายตอนนี้แดดจะแรง เดี่ยวก็ร้อน
    รู้สึกใจหงุดหงิด รีบเร่ง
    ทุกข์ ทำไมพ่อบ้านและลูกช้าจัง

    สมุทัย ถ้าพ่อบ้านและลูกเข้าสวนเร็วจะชอบใจ แต่ถ้าชักช้าจะไม่ชอบใจ

    นิโรธ พ่อบ้านและลูกจะเข้าสวนช้าหรือเร็วก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค พิจารณาใจที่มันรีบ มันเร่ง มันจะเอาแต่ใจ ต้องได้ดั่งใจที่มันทำให้ทุกข์ ให้โง่ ให้ป่วย นี่เป็นความคิดของมาร คิดผิด ไม่ใช่แล้ว หันมาคิดแบบพุทธะสิ มันยังไม่ใช่เวลา สิ่งที่เกิดขึ้นดีที่สุดแล้ว ถ้ารีบกว่านี้จะเสียหาย อย่ามุ่งเอาแต่งาน ความสำเร็จของใจคือความสำเร็จของงาน ใจที่ไม่ทุกข์ ใจที่ยินดี ดีที่สุดแล้ว ใช้บททบทวนธรรมข้อที่93 ในโลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่า การดับทุกข์ใจ..ให้ได้ เอาดีที่11ไง จะเอาดีที่10อยู่ทำไมให้โง่ หลังคุยกับมาร ใจก็เบิกบาน เข้าสวนด้วยใจที่เป็นสุขไม่วิวาทะในครอบครัว…สาธุ

  33. เรื่อง ไก่เขี่ยแปลงผัก
    พี่เขยเลี้ยงไก่ปล่อยตามธรรมชาติ ไก่ขยายพันธุ์จำนวนมาก มันบินเข้ามาจับจองเขี่ยแปลงผักทั่วพื้นที่
    ทุกข์:ขุ่นใจ ที่ไก่เขี่ยแปลงผัก
    สมุทัย:ยึดว่า ถ้าไก่ไม่เขี่ยแปลงผักจะชอบ ไก่เขี่ยแปลงผักแล้วชัง

    นิโรธ:ไก่จะเขี่ยแปลงผักหรือไม่ ก็ไม่ขุ่นใจ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค:เข้าใจธรรมชาติของไก่ที่ต้องเขี่ยเพื่อเลี้ยงชีพของมัน เราก็ต้องสร้างแหล่งอาหารเช่นกัน พิจารณาด้วยบททบทวนธรรมข้อ 46 ที่ว่า”เกิดอะไรขึ้น เพราะ เราทำมา”พร้อมทั้งแก้ปัญหาด้วยการเอาตาข่ายมาล้อมแปลงผัก พอวางใจได้ก็หายขุ่นใจ กลับมาเบิกบาน แจ่มใส

  34. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    เรื่อง แม้ความเป็นห่วงและปรารถนาดีของผู้อื่นก็ทำให้เราเป็นทุกข์ได้หากเรายังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่

    ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเป็นแผลร้อนในในปากติดต่อกันถึง 2 รอบ คือรอบแรกเป็นแผลในกระพุ้งแก้มและที่ลิ้น ได้ดูแลจนอาการหายดีได้ไม่กี่วันก็เป็นขึ้นมาอีกบริเวณริมฝีปากล่าง จากการวิเคราะห์ของตัวเอง คิดว่าสาเหตุเกิดจากทั้งความไม่สมดุลและวิบากร้าย โดยเฉพาะที่ปาก เป็นอวัยวะที่ผมเคยใช้ทั้งกินและพูดให้คนอื่น สัตว์อื่นเป็นทุกข์มามาก ดังนั้น การที่ต้องมารับวิบากเป็นแผลในปากบ่อย ๆ ผมก็เชื่อว่าเพราะเราทำมามากนั่นเอง แต่ทีนี้พอเราเป็นติดต่อกัน 2 ครั้งในช่วงสองสัปดาห์ ก็ทำให้แม่บ้านเริ่มเป็นห่วง จนต้องเอ่ยปากขอให้ผมพักผ่อนให้มากขึ้น ก็ด้วยความที่แม่บ้านเริ่มมีความกังวลต่อความเจ็บป่วยของผมนี่แหละที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึกทุกข์ไปด้วย

    ทุกข์ – ไม่สบายใจที่แม่บ้านต้องมากังวลกับความเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเรา

    สมุทัย – มีความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าแม่บ้านไม่ต้องกังวลกับความเจ็บป่วยของเราได้ เราจะสบายใจ ถ้าแม่บ้านต้องเป็นห่วง เป็นกังวลกับความเจ็บป่วยของเรา เราจะไม่สบายใจ

    นิโรธ – แม่บ้านจะกังวลหรือไม่กังวลกับความเจ็บป่วยของเราก็ได้ เราไม่ทุกข์ไปกับความรู้สึกของผู้อื่น เพียงรับรู้ความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น

    มรรค – พิจารณาให้เห็นใจของเราที่มันยังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ว่า เราอยากให้แม่บ้านหรือคนรอบข้างไม่ต้องมากังวลใจกับความเจ็บป่วยของเรา แล้วทำใจในใจเสียใหม่ว่า การที่เขายังมากังวลกับชีวิตของเราอยู่เพราะเขายังมีความผูกพันกับเราอยู่ อันเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ และเป็นกิเลสที่หลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งดี มีความปรารถนาดีแต่ยังไม่ปล่อยวาง เราจึงต้องปล่อยให้เขาทำไปตามฐานของเขา จะไปบังคับหรืออยากให้เขาปล่อยวางในเรื่องนี้ทันทีมันเป็นไปไม่ได้

    ส่วนปัญหาต่าง ๆ ที่เราได้รับจากการที่มีคนมาคอยเป็นห่วง เป็นกังวลกับตัวเรา ชีวิตเรา อันนั้นก็เป็นวิบากของเราเอง เราก็พิจารณาเรื่องกรรมให้แจ่มแจ้งแล้วยอมรับปัญหาต่าง ๆ ด้วยความยินดี พอใจ เต็มใจรับ เต็มใจให้หมดไป เราก็จะไม่ต้องทุกข์ไปกับเรื่องแบบนี้อีก

  35. วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์

    เรื่อง การไหว้บรรพบุรุษช่วงตรุษจีน
    วิภาภรณ์ กอจรัญจิตต์ (ใจพอแล้ว)
    ช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมีการไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ เป็นประจำ วันนี้พ่อสามีโทรมาหาพ่อบ้าน ทั้งสองคนก็พูดคุยทักทายอวยพรกันตามประเพณี ระหว่างคุยก็ได้ถามพ่อสามีว่า ปีนี้ไหว้อะไร พ่อสามีตอบว่าตอนนี้เลิกทานเนื้อสัตว์มาเกือบ 2 ปีแล้ว ของที่ไหว้ตรุษจีน ไหวเจ้า ไหว้บรรพบุรุษตอนนี้เป็นมังสวิรัติหมด ไม่มีเนื้อสัตว์ พอฟังเสร็จ เราก็ขอให้พ่อสามีส่งรูปของที่ไหว้มาให้ จะส่งไปให้ทางครอบครัวแม่เราดูบ้างว่า ไหว้แบบไม่มีเนื้อสัตว์ไม่เบียดเบียนก็ทำได้นะ
    ทุกข์ รู้สึกว่าทำไมบ้านพ่อสามียังไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ ด้วยอาหารมังสวิรัติได้ แต่บ้านแม่เราทำไม่ได้ อ้างโน่นนี่นั่นตลอด ว่าผิดประเพณีบ้าง
    สมุทัย ชอบถ้าครอบครัวแม่เรายอมไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ ด้วยอาหารมังสวิรัติ ชังถ้าครอบครัวแม่เราไม่ยอมไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ ด้วยอาหารมังสวิรัติ ใจมันยึดอยากให้ครอบครัวแม่ทำดีอย่างที่ใจเราหวัง
    นิโรธ ไม่ยึดว่าต้องได้ดีอย่างที่เราหวัง ครอบครัวแม่เราจะไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษด้วยอาหารมังสวิรัติหรือไม่ก็ไม่ทุกข์ ไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค การที่เราอยากให้ครอบครัวแม่เราทำดีอย่างที่ใจเราหวัง โดยที่เค้าไม่พร้อม เค้าไม่ได้อยากทำ แค่นี้ก็เริ่่มผิดศีลข้อสองแล้ว คือ จะขโมยเอาสิ่งที่เค้าให้เราไม่ได้ ยิ่งเราไปกดดันเค้า เอาภาพ เอาเรื่องแบบนี้ไปเล่าไปย้ำให้แม่ฟังบ่อยๆ แทนที่จะได้ดี อาจจะกลับกลายเป็นยิ่งสร้างความชังในใจแม่ การจะทำดีต้องเริ่มต้นจากการไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนคนอื่นครอบครัวแม่เราเค้าก็ปรับมาทานมังสวิรัติทุกวันมื้อเช้าและทุกวันพระแล้ว เค้าก็ขยับมาทีละเล็กทีละน้อยแล้ว เราก็แค่วางใจลง อดทน รอคอย ทำดีให้เค้าเห็น เค้าก็จะขยับเข้ามาใกล้ด้วยใจศรัทธาเอง
    ตามบททบทวนธรรมข้อที่ 140 ใครเขาจะยึดหรือไม่ยึดไม่สำคัญ ใครเขาจะคิดกับเราอย่างไรก็ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น จิตเราต้องสูงก่อน จึงจะดึงจิตคนอื่นสูงได้

  36. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    13/02/64
    ชื่อ นางสำรวม แก้วแกมจันทร์
    ชื่อเล่น “ป้ารวม”
    ชื่อทางธรรม “ร้อยแสงศีล”
    จอส. สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง “ยึดมั่นถือมั่น จึงทุกข์”

    เหตุการณ์
    ตัวเองได้ทำหน้าที่ประสานนักศึกษาวิชชาราม สวน 2 ภาคใต้ เรื่อง ให้นักศึกษาทำการบ้านส่ง (อริยสัจ 4) มีอีกหลายคนติดต่อไม่ได้ ได้ทักผ่านไลน์กลุ่ม,ไลน์ส่วนตัว ก็ไม่มีคำตอบ เงียบ หาย!. เกิดคำถามว่า ทำไม? เห็นได้ชัดๆ ว่าเรายังยึด “ถ้าเขาได้พูดคุยกับเราบ้าง ก็จะดี ก็จะชอบ” แต่เขาเฉย ไม่ตอบ เงียบหาย เราจึงชัง กิเลสตัวยึดมั่นถือมั่น “จะเอาดี จะให้เกิดดี” มันเป็นเหตุผลของกิเลส เราจึงทุกข์ ทั้งๆ ที่ผ่านมานั้น ได้พากเพียร ฝึกการวาง มาตามลำดับ ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา ได้พยายามอยู่หลายครั้ง แต่ยังวางไม่ได้สักที พอได้อ่านหนังสือบททบทวนธรรมเล่มใหม่ และได้ฟังอาจารย์หมอบรรยายธรรมะ บทที่ว่า… “อย่าไปเสียเวลากับคนกิเลสหนา ที่ขุนไม่ขึ้น เพราะถ้ามัวเสียเวลากับคนกิเลสหนา ที่ขุนไม่ขึ้น มันเป็นวิบากร้ายต่อตนเอง ต่อผู้อื่น” อย่าแบกชีวิตคนอื่น อย่าทำผิดหน้าที่ อย่าทำเกินหน้าที่ ถ้าเขาไม่ฟังเรา ให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น ให้เขาทำอย่างที่เขาต้องการจะทำ ปล่อยวาง ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา หน้าที่เรา คือ ทำเต็มที่ เต็มแรง อย่างรู้เพียรรู้พัก แล้วปล่อยวาง ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต อ่านจบ/ฟังจบ อ่านซ้ำๆ อีก ฟังซ้ำๆ อีก เข้าใจคนอื่นมากขึ้น รู้จัก(กิเลส)ตัวเองดีขึ้น ในที่สุดก็ “ปล่อย..วาง” ได้ วางได้ด้วยใจที่เป็นสุข ณ วันนี้ ล้างชอบ-ล้างชังได้แล้ว ล้างความยึดมั่นถือมั่น ได้แล้ว เย่! วันหน้า ตั้งอธิศีลสู้ต่อไป

    ทุกข์ : ยึดมั่นถือมั่นว่า เขาต้องพูดคุยกับเราบ้าง สงสัยว่า ทำไม

    สมุทัย : เรามีความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าเขาพูดคุยด้วย จะชอบ จะดีใจ สุขใจ แต่ยังสงสัยว่า ทำไมไม่พูดคุยด้วย เงียบหายไป ไม่ชอบ ชัง ทุกข์ใจ

    นิโรธ : เมื่อทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่น เขาจะพูดหรือไม่พูดหรืออะไรก็แล้วแต่ วางใจปล่อยวาง สุขใจได้

    มรรค : ใช้ปัญญา ทบทวนหาสาเหตุที่ทำให้ใจเราทุกข์ ระลึกถึงคำสอนของอาจารย์หมอในททธ.ที่ตรงกับความทุกข์ที่เกิดขึ้น ซึ่งตรงกันหลายบท ดังนี้

    ททธ.บทที่46 เกิดอะไรจงท่องไว้ “กู-เรา-ฉัน” ทำมา เพราะความยึดมั่นถือมั่น ชอบ-ชัง ต้องล้างมันออกไป
    ททธ.บทที่47 เมื่อมีเรื่องไม่ชอบใจ ไม่เข้าใจ แล้วเกิดคำถามว่า ทำไมๆๆ ตอบว่า ทำมาๆๆ
    ททธ.บทที่129 อย่าไปเสียเวลากับคนกิเลสหนา ที่ขุนไม่ขึ้น เพราะถ้ามัวเสียเวลากับคนกิเลสหนา ที่ขุนไม่ขึ้น มันเป็นวิบากร้ายต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ททธ.บทที่130 ที่เราทุกข์ เพราะเราแบกชีวิตคนอื่น ทำผิดหน้าที่ ทำเกินหน้าที่ เขาไม่ฟังเรา ให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น ให้เขาทำอย่างที่เขาต้องการจะทำ ปล่อยวาง ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต เราได้พยายามบอกแล้ว แต่เขายังไม่ฟัง สอนเขาไม่ได้ การสอนเขา ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา หน้าที่เรา คือ ทำเต็มที่ เต็มแรง อย่างรู้เพียรรู้พัก แล้วปล่อยวาง ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต ททธ.บทที่ 140 ใครเขาจะยึดหรือไม่ยึด ไม่สำคัญ ใครเขาจะคิดกับเราอย่างไร ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญ คือ เราต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น จิตเราต้องสูงก่อน จึงจะดึงจิตคนอื่นให้สูงได้ ททธ. บทที่ 141 ความผิดความถูกอยู่ที่การยึดหรือไม่ยึด ถ้ายึดคือผิด ถ้าไม่ยึดคือถูก ผิดถูกไม่ได้อยู่ที่เหตุผล ใครเลิศยอดกว่าใคร ผิดถูกมันอยู่ที่ยึดหรือไม่ยึด ยึดคือผิด ไม่ยึดคือถูก ยึดคือ ยึดมั่นถือมั่นตามความคิดของเรา เอาดีแบบเราหมาย จึงจะสุขใจ ไม่เอาดีแบบเราหมาย จะทุกข์ใจ นี่แหละยึด นี่แหละกิเลส นี่แหละบาป ททธ. บทที่ 142 “ยึดที่ไม่ผิด” คือ “ยึดความไม่ยึดมั่นถือมั่น”
    ททธ. บทที่ 51 ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน ในที่สุดก็ “ปล่อย..วาง” ได้ วางได้ด้วยใจที่เป็นสุข ณ วันนี้ ล้างชอบ-ล้างชังได้แล้ว ล้างความยึดมั่นถือมั่น ได้แล้ว เย่! วันหน้าตั้งอธิศีลสู้ต่อไป

    เพราะว่า ปัญหาและอุปสรรค ไม่เคยหมดไปจากโลก มีแต่ทุกข์ใจของเราเท่านั้น ที่หมดไปจากใจของเรา

  37. ประคอง เก็บนาค

    เรื่อง : ยึดงานจนมีผลกับร่างกาย

    เนื้อเรื่อง : ในช่วงสัปดาห์นี้ ร่างกายมีอาการที่ไม่ค่อยปกติ รู้สึกมึน ๆ ตึง ๆ ไม่ค่อยแช่มชื่น เวลาที่เข้าประชุมออนไลน์กับกลุ่มพี่น้องแพทย์วิถีธรรมก็รู้สึกง่วงงุน ฟังแต่ละท่านพูดเสนอความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็พยายามอยู่ร่วมประชุมจนจบในการประชุมแต่ละครั้ง เพื่อเป็นพลังมวลหมู่มิตรดี

    ทุกข์ : ไม่แช่มชื่น หนักเนื้อ หนักตัว

    สมุทัย : ยึดว่าถ้าร่างกายรู้สึกแช่มชื่น เบากายมีกำลังจึงจะชอบใจ

    นิโรธ : แม้ร่างกายจะไม่แช่มชื่น ไม่เบากายมีกำลัง เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาถึงสาเหตุของความรู้สึกไม่แช่มชื่น ไม่เบากายมีกำลังในช่วงสัปดาห์นี้ ได้เห็นถึงงานประจำที่เข้ามาหลายอย่างที่มากกว่าปกติ และยังเป็นงานที่ต้องมีความระมัดระวัง ต้องศึกษาระเบียบกฎหมายเฉพาะเรื่อง เฉพาะงานนั้น ๆ เพราะถ้าทำผิดพลาดอาจส่งผลต่อหน่วยงานได้ เห็นถึงความเครียด ความยึดว่าต้องถูกต้อง ไม่ควรมีข้อผิดพลาด ลืมที่จะพิจารณาถึงเรื่องวิบากเรา วิบากหมู่ที่สามารถเกิดขึ้นได้ ยึดความสำเร็จของงานมากกว่าความสำเร็จของใจที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ทำดีที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น ๆ ก็ควรยอมรับทุกสภาพ ทุกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น..พิจารณาเรื่องการเข้าร่วมประชุมออนไลน์กับพี่น้องหมู่มิตรดี แม้ทำได้ไม่เต็มที่ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เราก็ยังสามารถกลับไปค้นหาแและรับชมคลิปการประชุมนั้น ๆ ย้อนหลังได้ ยังสามารถเก็บประโยชน์ในเกร็ดความคิดเห็นของพี่น้องได้..ท่านอาจารย์หมอเขียวได้กล่าวไว้ว่า ในทุกเหตุการณ์ที่กิดขึ้นกับเรา เราทำอะไรได้แค่ไหน ได้ผลลัพธ์กลับมาเท่าไหร่ก็ดีมากแล้ว ณ เวลานั้น ๆ เราจึงควรพอใจในสิ่งที่ได้รับ..ได้เห็นถึงอานุภาพของสภาพจิตใจที่เคร่งเครียด ยึดมั่นถือมั่น ยึดงานที่ต้องสำเร็จ ต้องไม่ผิดพลาด..ชีวิตที่มีคำว่าต้อง เป็นทุกข์เสมอ..ชีวิตที่ไม่ต้องมั่งก็ได้ เราจะได้เป็นสุขมากขึ้น…

  38. Sureenart ratchapan สุรีนารถ ราชแป้น

    การบ้านอริยสัจ4

    sureenart ratchapan. สุรีนารถ ราชแป้น จอส สวนป่านาบุญ2

    เรื่อง:ไม่ได้ดั่งใจ

    เหตุการณ์: ตัวเองได้หิ้วนำ้ที่เหลือใช้จากในครัว ไปรดใบเตยที่ปลูกไว้ข้างบ้าน แต่พอไปถึง ไม่สามารถเดินเข้าไปรดได้เพราะมีลำไม้ไผ่วางขวางไว้ เลยทำให้ เกิดอาการเคืองๆไม่ได้ดั่งใจ

    ทุกข์:ไม่ได้ดั่งใจ อึดอัดใจ

    สมุทัย:ยึดว่าถ้าทำงานได้สะดวกไม่มีสิ่งกีดขวางจะสบายใจ ถ้ามีสิ่งกีดขวางทำงานไม่สะดวก จะอึดอัดไม่ได้ดั่งใจ

    นิโรธ:จะทำงานได้สะดวกหรือมีสิ่งกีดขวางก็ไม่อึดอัดใจ

    มรรค: แว้บแรกที่เดินเข้าไปถึงมีกิ่งไม้ไผ่กีดขวางอยู่ กิเลสมันเร็วมาก อึดอัดไม่ได้ดั่งใจขึ้นมาทันที แล้วยังไปนึกพาลไปถึงคนที่นำมาขวาง ตอนนั้นกิเลสบอกว่าใครนะที่เอามาขวางก็เห็นอยู่ว่าเราปลูกไว้ตรงนี้ก่อนแล้ว อย่างนี้ต้องพูดสักที กิเลสยุให้เราถือสาเพ่งโทษ ทั้งๆที่เราตั้งศีลตัวนี้อยู่ แต่คราวนี้เราจับมันได้ทัน ทำให้เราไม่เชื่อกิเลสที่จะไปต่อว่าคนอื่น ก็มาจัดการที่เรา เพราะเราเคยทำมามาก เคยขัดขวางคนอื่นมามากเราก็ต้องรับเสีย ไม่ต้องไปสร้างวิบากเพิ่ม ไปต่อว่าคนอื่นอาจจะทำให้เกิดวิวาทะก็ได้ เมื่อจับได้ทันอย่างนี้ ตัวเองก็ยกกระถางออกมาจากสิ่งกีดขวาง แล้วก็รดนำ้ได้ ได้ใช้บททบทวนธรรมข้อที่58 เย่ๆๆดีใจจัง ไม่ได้ดั่งใจ(วิบากหมด กิเลสตาย ได้กุศล) แย่ๆๆ ซวยแน่เรา เอาแต่ใจ(วิบากเพิ่ม กิเลสพอก งอกอกุศล)

  39. สำรวย นาคะนนท์ (เพชรเพียรธรรม)

    การบ้านอริยสัจ4
    สำรวย นาคะนนท์ จิตอาสาสวนป่านาบุญ2
    เรื่อง. ไม่อยากให้เพือนกลับบ้าน

    เหตุการณ์. มีจิตอาสา2ท่านจากสงขลามาสวน2และอยู่พักค้าง3วัน พอครบกำหนดเขาก็บอกว่าพรุ่งนี้จะกลับบ้าน รู้สึกว่าไม่ต้องการได้ยินคำนี้เลย อยากให้เขาอยู่ต่ออีก ไม่พอใจที่เห็นเขาเปิดประตูรถ ขนของขึ้นรถเพื่อเตรียมกลับบ้าน
    มาทบทวนตัวเองว่าทำไมถึงอยากให้เพื่อนอยู่ต่อมีเพื่อนมาอยู่ด้วยรู้สึกสดชื่น เบิกบาน หรือชอบที่เขามาช่วยงาน มาทำอาหารให้เรากิน ถ้าไม่มีเพื่อนมาบางทีก็คิดว่าเราผิดปกติหรือเปล่าที่มาอยู่ประจำ ไม่กลับไปอยู่บ้านเหมือนเพื่อน ก็มีคำตอบขึ้นมาว่าอยู่บ้านเฉยๆชีวิตไร้ค่า เพราะอยู่บ้านไม่มีงานให้ทำก็เบื่อ ที่จริงแล้วถ้าอยู่บ้านก็หาอะไรทำก็ได้แต่ได้ประโยชน์เฉพาะตน มาอยู่สวน2ได้ทำงานส่วนรวมคนอื่นได้รับประโยชน์ด้วย ดูแล้วก็มีความสุขดี พอใจที่จะอยู่ ส่วนเพื่อนที่ต้องกลับบ้านเพราะเขายังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบไม่อิสระเหมือนเรา

    ทุกข์. ไม่อยากให้เพื่อนกลับบ้าน ยึดว่าเพื่อนต้องอยู่กับเรา

    สมุทัย. ไม่พอใจที่เพื่อนกลับบ้าน ถ้าเพื่อนอยู่ต่อไม่กลับจะสุขใจ

    นิโรธ. เพื่อนจะกลับบ้านก็ได้ เราก็อยู่ปกติของเรา

    มรรค. พิจารณาดูแล้วไม่ได้ทุกข์ แต่เป็นความอยากมากกว่า มารมาหลอกให้ยึดว่าเพื่อนมาอยู่หลายคนถึงจะดี มีอะไรจะได้หารือกัน ช่วยกันทำงาน ช่วยกันขัดเกลากิเลส ลดการทำอะไรตามใจตัวเอง
    แต่เพื่อนจะกลับก็ไม่เป็นไร พอใจที่จะอยู่ไม่จำเป็นต้องไปยึดว่าคนอื่นต้องมาอยู่เหมือนเรา ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็อยู่ไป
    ใช้บททบทวนธรรมข้อ17 เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เท่าที่จะพึงทำได้ ให้โลกและเราได้อาศัย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น

  40. สุกัญญา มโนบาล ใจแสงธรรม

    หาทุกข์ให้ท่าน ทุกข์นั้น(อยู่ที่)ฉันเอง

    ได้มีโอกาสแบ่งปันทุกข์อริยสัจจ์ในรายการ “อริยสัจ ขจัดมาร” ครั้งแรก และเป็นคนแรก ก็เล่าไปตามเนื้อหาที่โพสหน้าจอ ซึ่งเพื่อนๆก็อ่านไปพร้อมๆกัน ถึงเวลาเพื่อนๆสังเคราะห์เรา ตอนแรกเราก็โต้เพราะจับจิตไม่ได้ว่าเรามีจิตไม่ชอบใจเพื่อนบางคนที่สังเคราะห์ซ้ำกับที่เราเขียนในรายงานแล้ว ก็คิดว่าพูดซ้ำๆทำไมในเมื่อสรุปชัดเจนในรายงานแล้ว ผู้ดำเนินรายการพูดว่าแม้จะมีเพื่อนช่วยสังเคราะห์ให้แล้วแต่ตัวเราต้องตรวจสภาวะจริงๆเราเป็นอย่างไรเราก็ฟังและหยุดโต้ตอบ พอถึงเวลาต้องสังเคราะห์เพื่อนบ้าง จึงได้ฉุกคิดและย้อนมาดูที่ตัวเรา การโต้ตอบของเพื่อนมันคือลีลากิเลสเราชัดๆทำให้เข้าใจเพื่อนว่าเราก็เคย แยกแยะทุกข์และกิเลสไม่ออกเหมือนกัน เราก็เคยหาเหตุผลมาอ้างว่าเราไม่มีทุกข์ หรือเคยคิดว่าทุกข์ได้คลายไปแล้วก็มี เมื่อคิดได้ จึงได้ล้างจิตที่คิดไม่พอใจออกไปทันที รวมทั้งมีจิตสำนึกขอโทษที่เพิ่งรำคาญเพื่อนที่สังเคราะห์ทุกข์ของเราที่เราหลงตัวเองว่ารู้เรารู้หมดแล้ว แต่ถึงเวลากิเลสมาเราก็หน้ามืดจับกิเลสไม่ได้

    ทุกข์ : ใจร้อนในการจะหาวิธีช่วยเพื่อนค้นหาทุกข์อริยสัจ ๔

    สมุทัย: ถ้าเพื่อนเข้าใจหาทุกข์ และหาสาเหตุแห่งทุกข์ได้เร็วจะพอใจ รวมทั้งถ้าเพื่อนไม่สังเคราะห์เรื่องทุกข์เรามากหรือพูด ซ้ำมาก ๆ จะพอใจ

    นิโรธ : ไม่ทุกข์กับการที่ได้สื่อสารแล้วเพื่อนจะหาทุกข์อริยสัจ ๔ ได้เร็วหรือช้า หรือหาเจอวันนี้หรือวันไหน ก็วางใจได้ และเพื่อนจะใช้เวลาในการสังเคราะห์ทุกข์เรานานเท่าไหร่ก็ได้ ไม่ถือสาใด ๆ

    มรรค : ใช้สัมมาทิฏฐิ บททบทวนธรรม เราก็เคยทำมามากกว่านั้น ดีใจจังไม่ได้ดั่งใจ ตั้งศีล มีสติ ไม่ฟุ้งกับอนาคต ไม่จมกับอดีต ไม่กดข่มกิเลสแม้น้อย จากเหตุการณ์นี้สอนให้เราได้ประโยชน์ว่า การจะช่วยเพื่อนค้นหาทุกข์หาง่าย แต่การจะช่วยเราหากิเลสตัวเรานั้นหายาก แต่หมู่มิตรดีจะเห็นและอ่านกิเลสเราง่ายและเก่งกว่าเรา ทำให้ตั้งสติ จะติเตือนใครใช้ความเมตตา ฝึกอ่านเวทนา ๒ ให้เป็นเวทนาจริง ครั้งนี้จับกิเลสได้และล้างทุกข์ได้ภายใน ๒๐ นาที กราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ และขอบพระคุณมิตรดีที่ชี้ขุมทรัพย์

  41. จีรวัลย์ วัฒสิน

    ิการบ้าน 14/2/64
    เรื่อง ยาดอง
    ด้วยพ่อบ้านเคยป่วยเป็นมะเร็งตับ ได้รับการผ่าตัดแล้ว และได้ดูแลด้วยยา 9 เม็ด ซึ่งตอนนี้ก็ปกติแล้ว แต่เนื่องจากมีญาติหวังดีเอาสมุนไพรมาให้บอกว่ากินแล้วทำให้แข็งแรงมีพลัง แต่ต้องดองด้วยเหล้า พ่อบ้านก็จัดการหาเหล้ามาดอง เรารู้สึกไม่พอใจมากกลัวโรคจะกลับมาอีก จะห้ามก็กลัวจะเกิดวิวาทะกันอีก แต่มาคิดดูถ้าเราไม่เตือนก็รู้สึกผิดทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นอันตรายก็ตัดสินใจเตือนเขาคิดว่าถ้าเขาแสดงความไม่พอใจเราก็ต้องรับให้ได้ถือว่าเราได้ทำเต็มที่แล้ว เลยถามเขาว่าจะกินยาดองหรือมันทำลายตับนะ เขาก็บอกว่ากินแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรงมีพลัง เราก็บอกว่าใช่สมุนไพรมันมีประโยชน์แต่เหล้ามันทำลายตับนะเดี๋ยวโรคก็กลับมาอีก ลองพิจารณาดูแล้วกันจะเอาก็ได้ไม่เอาก็ได้ พูดแล้วเราก็เบิกบาน ไม่ต้องการคำตอบแล้วว่าเขาเชื่อหรือไม่ แต่เขาก็นั่งฟังเฉย ๆ ไม่โต้ตอบอะไร
    ทุกข์ : ไม่พอใจที่พ่อบ้านจะกินยาดอง
    สมุทัย : ไม่สบายใจถ้าพ่อบ้านกินยาดอง สบายใจถ้าพ่อบ้านไม่กินยาดอง
    นิโรธ : พ่อบ้านจะกินหรือไม่กินยาดองก็สบายใจไม่ทุกข์
    มรรค : ปล่อยวาง ให้เป็นเรื่องของวิบากกรรมเราทำเต็มที่แล้ว เราทำดีด้วยการช่วยไม่ให้คนอื่นทำผิดได้ก็ช่วยแล้ววาง ให้เป็นไปตามวิบากดีของเขา ช่วยไม่ได้ก็วาง ให้เป็นไปตามวิบากร้ายของเขา เมื่อเขาเห็นทุกข์จนเกินทน จึงจะเห็นธรรม แล้วจะปฏิบัติธรรมสู่ความพ้นทุกข์ (บททบทวนธรรมข้อที่ 18) สรุป ใจเบิกบาน

  42. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)

    #ล้างความไม่ชอบใจจากความพร่องในการถ่ายทำรายการ

    เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การถ่ายทำรายการต่างๆ ในค่ายออนไลน์ฯ ต้องใช้โปรแกรมซูมเป็นหลัก ซึ่งการถ่ายทำรายการผ่านโปรแกรมซูมจะมีปัจจัยที่ต้องควบคุมมากกว่า และในบางคลิปจะมีความพร่องเกิดขึ้นจากในเรื่องเสียงบ้างเรื่องภาพบ้างหรือเรื่องระบบบ้าง และความพร่องที่เกิดขึ้นนั้นในบางครั้งก็จะส่งผลให้การตัดต่อมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จากสาเหตุดังกล่าวจึงส่งผลให้ในบางเวลาจะรู้สึกทุกข์ใจเพราะรู้สึกไม่ชอบใจที่มีความพร่องดังกล่าวเกิดขึ้นมา

    ทุกข์ : รู้สึกทุกข์ใจเพราะไม่ชอบใจที่มีความพร่องในการถ่ายทำรายการผ่านระบบซูมจนส่งผลกระทบไปถึงการตัดต่อ

    สมุทัย : จะทุกข์ใจและไม่ชอบใจถ้ามีความพร่องในการถ่ายทำรายการจนส่งผลกระทบต่อการตัดต่อ จะสุขใจและชอบใจถ้าไม่มีความพร่องหรือมีความพร่องแต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดต่อ

    นิโรธ : สามารถผาสุกใจได้ไม่ว่าจะเกิดความพร่องขึ้นหรือไม่และไม่ว่าถ้าเกิดความพร่องขึ้นมา ความพร่องนั้นจะส่งผลกระทบต่อการตัดต่อหรือไม่

    มรรค : สำหรับกรณีนี้คำสอนที่นำมาทบทวนและพิจารณาคือ “โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิตย์และเราทุกคนก็ล้วนเป็นองค์ประกอบพร่องๆ ของโลกใบนี้” ตลอดจนการนำบททบทวนธรรมบางบทมาทบทวนและพิจารณาเช่น “ความสำเร็จของงานไม่ใช่ความสำเร็จของงาน ความสำเร็จของใจคือ ความสำเร็จของงาน ใจที่ไร้ทุกข์ ใจที่ยินดี ใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า งานจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จเมื่อเราได้พยายามทำเต็มที่แล้วเพราะเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง”

  43. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    14/02/64
    ชื่อ นางสำรวม แก้วแกมจันทร์
    ชื่อเล่น “ป้ารวม”
    ชื่อทางธรรม “ร้อยแสงศีล”
    จอส. สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง “ไม่ทำทุกข์ ทับถมตัวเอง”

    เหตุการณ์
    ผู้รับใช้สวน 2 แจ้งให้หมู่ทราบว่า อาจารย์หมอ มีนโยบายอนุญาตให้จิตอาสาไปบำเพ็ญที่ภูผาฟ้าน้ำได้ ให้ผลัดเปลี่ยนกัน ตามความสะดวกและความคล่องตัวของแต่ละคน รอบแรก วันที่ 18 กุมภาพันธ์ รอบละ 15 วัน ถ้าใครสะดวกให้วางแผนการเดินทาง ตัวเองคิดว่า ไปภูผาไม่ได้ เพราะยึดงาน งานหลายอย่างไม่เสร็จ ไม่สบายใจ ได้คุยกับกิเลสว่า ถ้าได้ภูผาฟ้าน้ำจะดีมาก ได้รวมพลังกับหมู่ ร่วมสร้างพลังเหนี่ยวนำ ทำประโยชน์เพื่อมวลมนุษยชาติ กิเลสมารร้ายตัวยึดมันมีเหตุผล มันอ้างว่า ต้องทำงานให้เสร็จก่อน งานไม่เสร็จไปไม่ได้ แต่จิตวิญญาณบริสุทธิ์แท้ของพุทธะ ไม่ยอมเชื่อกิเลสแล้ว ได้ใคร่ครวญ พิจารณา จัดลำดับความสำคัญว่า อะไรควรทำก่อน เพื่อจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง ผู้อื่นและส่วนรวม เชื่อมั่นในวิธีคิดของพุทธะ คือ ยึดอย่างไรไม่ผิดไม่ทุกข์ คือ “ยึดความไม่ยึดมั่นถือมั่น” ก็วางใจ ไปก็ได้ไม่ไปก็ได้ อยู่ที่ไหนทำประโยชน์ได้ทุกที่ ไม่ทำทุกข์ ทับถมตัวเอง ด้วยใจที่ไม่ทุกข์

    ทุกข์ : ยึดงาน งานไม่เสร็จ ไม่สบายใจ ไม่ชอบ –ชัง ไม่อยากไปภูผา

    สมุทัย : ถ้าทำงานเสร็จ สบายใจ ชอบใจ สุขใจ แต่ถ้าทำงานไม่เสร็จ ไม่สบายใจ ชัง ไม่อยากไปภูผา จึงทุกข์

    นิโรธ : ไม่ยึดงานเสร็จก็ได้ไม่เสร็จได้ ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยน ตลอดเวลา วางใจได้

    มรรค : ตั้งจิตมั่นในการอธิศีลสู้ เพื่อให้บรรลุหลุดพ้นกิเลสมารตัวยึด ตรงกับ ททธ. บทที่ 54 ให้เลิกในสิ่งที่ชอบแบบยึดมั่นถือมั่น (ล้างชอบ)ให้ชอบในสิ่งที่ชัง แบบยึดมั่นถือมั่น (ล้างชัง) ททธ. บทที่ 56 ทุกเสี้ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยง ยึดที่ไม่ผิด คือ “ยึดความไม่ยึดมั่นถือมั่น” พร้อมปรับ เปลี่ยนได้ ตลอดเวลา ททธ.บทที่ 139 งานล้มเหลวหรืองานไม่เสร็จ แต่สลายอัตตาได้ คือ ล้างกิเลสตัวยึดได้ ก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว ตั้งอธิศีลว่า จะไม่เบียดเบียนตัวเอง คือ ไม่ทำทุกข์ทับถมตัวเอง วางใจได้ เบา สบาย ไม่ทุกข์

  44. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    13/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : อยากกินมื้อค่ำ
    หลังจากประชุมออนไลน์เสร็จ เดินเข้าไปในครัวเพื่อดื่มน้ำ แล้วก็รู้สึกว่าอยากกินอะไรก็ไม่รู้ ได้ยินเสียงกิเลสบอกว่า “ ทำงานมาทั้งวัน ไม่หิวเหรอ ตอนเย็นก็รีบกลับมาประชุม ยังไม่ได้กินอะไรรองท้องเลยนะ” และมันก็บอกต่ออีกว่า “กินมาม่าสิ ค่ำแล้ว มาม่านี่แหละง่ายและเร็วดี ถ้าไม่กินเดี๋ยวถ้าหิวขึ้นมาดึก ๆ นอนไม่หลับนะ กินเถอะ ” เดินวนไปวนมา เดินออกจากครัว แล้วก็เดินกลับเข้าไปอีก เป็นแบบนี้อยู่ 2-3 รอบ ลังเลใจว่าจะกินดีหรือไม่กินดี จะไปเปิดตู้หยิบมาม่าออกมา
    ทุกข์ : กลัวนอนไม่หลับถ้าไม่ได้กิน
    สมุทัย : จะทุกข์ใจถ้าหิวจนนอนไม่หลับ จะสุขใจถ้ากินอิ่มแล้วหลับสบาย
    นิโรธ : จะได้กินหรือไม่ได้กินก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: ถามตัวเองว่านี่เราหิวจริง ๆ หรือป่าว สำรวจร่างกายไม่มีอะไรบ่งชี้เลยว่าหิว ท้องไส้ไม่ได้ปั่นป่วน มีแต่ใจนี่แหละที่อยาก เลยได้สติ ระลึกรู้ได้ว่าเรากำลังถูกกิเลสหลอก เลยบอกกิเลสมันไปว่า “กิเลสฉันเห็นแกแล้ว นี่มันเป็นความอยาก ไม่ใช่หิว” พอเราสวนกลับไปมันก็เริ่มอึ้ง จากนั้นก็ใช้การพิจารณาโทษของการเสพสุขลวง ได้กินมาม่าจะหายหิว และนอนหลับสบายจริงๆ เหรอ ? วันนี้ทั้งวันยังกินไม่พออีกรึ ? ที่ผ่านมากินเกิน กินพิษร้อนเข้าไปมาก ๆ มันดีจริงมั๊ย? ที่เคยป่วยมาเพราะกินเกินนี่แหละยังไม่สำนึกอีกรึ “ กิเลสมันตอบไม่ทัน ก็เลยใช้การพิจารณาโทษของการกินเกิน โทษของการกินอาหารในยามวิกาล โทษจากการกินอาหารแปรรูป โทษของการผิดศีลข้อ 1 คือการเบียดเบียนตัวเอง แล้วกิเลสมันก็ค่อยๆ สลายไป ความอยากก็เริ่มจางลง แต่ในระหว่างที่ยังไม่ได้เข้านอน พอเผลอมันก็กลับมาลวงเราอีก แล้วก็บอกมันว่า วันนี้พอก่อนนะ จะนอนแล้ว จะกินอะไรพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน แล้วก็ไปนอน
    สรุปคือ ความอยากก็จางคลายลงไปมาก แต่ก็ไม่หมดไปเสียทีเดียว ยังมีแอบเผลอเข้ามาก่อกวนบ้าง แต่ก็เริ่มรู้ทันมันแล้ว ไม่อยากทุกข์จากการกินอีกแล้ว

  45. นางสาวจิรานันท์ จำปานวน

    ส่งการบ้านอริยสัจ
    เรื่อง ใจร้อนอยากรดน้ำผักกับต้นไม้ให้เสร็จเร็วๆ

    เหตุการณ์ : วันนี้รดน้ำผักกับต้นไม้ตั้งแต่หกโมงเช้าจนถึงเวลาเก้าโมงเช้าแล้วยังไม่เสร็จ กิเลสก็บ่นโอ๊ยๆ เมื่อไหร่จะเสร็จนานแล้วนะ

    ทุกข์ : ใจร้อนอยากรดน้ำผักกับต้นไม้ให้เสร็จเร็วๆ

    สมุทัย : ชอบที่รดน้ำให้เสร็จเร็ว ชังที่รดน้ำเสร็จช้า

    นิโรธ : จะรดน้ำผักเสร็จเร็วก็ได้ เสร็จช้าก็ได้ไม่เร่ง
    ไม่รีบสบายใจไร้กังวล

    มรรค : พิจารณาดูว่าใจร้อนรีบรดให้เสร็จทำไม
    มาร : อยากไปขนฟางแล้ว
    เรา : การเร่งรีบ ใจร้อนเป็นทุกข์ ต้องเสียพลังงานมาดันพิษออกแทนที่จะเอาพลังไว้ทำกสิกรรมต่อต้องมาเทพลังให้กิเลสตัวใจร้อนนี่นะ จะได้ไปขนฟางก็ได้ไม่ได้ไปขนฟางก็ได้ แต่ตอนนี้เรากำลังรดน้ำอยู่ทำเท่าที่ได้ เราทำเต็มที่ ได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว พอใจได้แล้ว ยินดีได้แล้วนะ ก็เลยรดน้ำต่ออย่างสบายใจ สาธุค่ะ

  46. นางสุมา ไชยช่วย

    ส่งการบ้านอริยสัจ
    เรื่อง : ไม่อยากได้

    เหตุการณ์ : ไปซื้อกล้วยน้ำว้า แม่ค้าใจดีแถมขนุนมาให้ เราบอกไม่เป็นไรไม่ต้องแถมค่ะ ไม่ค่อยชอบกิน กลัวเจ็บคอแม่ค้าก็ไม่ยอม จับใส่ถุงมาให้

    ทุกข์ : ไม่อยากได้ขนุน

    สมุทัย : ชังไม่ชอบกินขนุน ชอบถ้าไม่ใช่ขนุน

    นิโรธ : จะเป็นขนุนหรือไม่ ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : เป็นไงล่ะ รู้ยังว่าได้สิ่งของที่ไม่ชอบ รู้สึกยังไง
    ทำมาเยอะ รับซะจะได้หมดไป สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคย ทำมา กลับถึงบ้านเลยถามลุงข้างบ้านว่า เอาขนุนไหมคะ
    ลุงบอกเอา ใจก็เบาสบาย

  47. นางสาวนาลี วิไลสัก

    ส่งการบ้านอริยสัจ
    เรื่อง: อุบัติเหตุเป็นคลังปัญญา

    เหตุการณ์: เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีพี่ท่านหนึ่ง
    (ครูในโรงเรียนเดียวกัน)บอกให้หนูหาส้มมากิน
    พี่: นาลี ตอนบายน้องหาเอาส้มมากินแด่เด้อเอี้อยรู้สึกอยากกินส้ม
    เรา: เอี้อย จะเอาส้มอีหยังดีน้อ
    พี่: เอาส้มอียังก็ได้ หรือ จะเอาส้มหมากกะทันก็ได้ระหว่างที่จะกลับบ้านและจะไปซื้อส้มมากินรวมกับพี่คนนั้นกิเลสเฉโกเลย
    กิเลส: เดี๋ยวจะแวะซื้อข้าวฟึน(เมนูส้มที่ปรุงรสจัด)
    เรา: พี่เขาไม่ได้สั่งข้าวฟึนนะจะซื้อมาทำไม
    กิเลส: ก็ๆๆเห็นพี่เขาชอบกินข้าวฟึนและเราก็ไม่ได้กินนานแล้วด้วยถ้าซื้อมาก็จะได้กินด้วยกันไง ตอนนั้นเราโง่เลยไปเชื่อกิเลสและคิดจะไปซื้อของเสพกิเลสแต่ยังไม่ได้ซื้อก็มาเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง

    ทุกข์: ปวดเท้ามากและรู้สึกผิดที่ตนเองคิดจะไปผิดศีล

    สมุทัย: ชอบที่จะไปเสพกิเลสให้ได้ดั่งใจหมาย
    ชังตรงที่แค่คิดจะไปเสพกิเลสก็เกิดเรี่องร้าย

    นิโรธ: จะเกิดเรื่องดีหรือเกิดเรื่องร้ายก็ไม่ชอบไม่ชังเพราะนั้นคือมาตาลีเตือนเรา

    มรรค: มาพิจารณาว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องร้าย แต่ที่จริงไม่ใช่เรื่องร้ายเลยกลับเป็นมาตาลีมาเตือนให้เราขี้นจากกิเลสตัวติด ข้าวฟึนอร่อย
    (เป็นซากอาหารกินทีไรท้องเสียทุกครั้ง) ถ้าเราไม่เลิกมันจะเหนี่ยวนำให้คนอื่นอยากเสพข้าวฟึนตามเราเมื่ออยากๆก็จะทำชั่วได้ทุกเรื่อง ส่วนอาการปวดเท้าเป็นฝุ่นปบายเล็บแถมยังเป็นคลังปัญญาให้กิเลสในครั้งต่อไปถ้ากิเลสยังคิดจะไปเสพอีก พอกิเลสมันชัดว่าเรื่องที่เกิดขี้นก็เพราะมันเป็นต้นเหตุกิเลสรีบสลายเลย
    ใจก็โปรงโล่ง อาการปวดเท้าลดลง สาธุค่ะ

  48. นางสาวนาลี วิไลสัก

    ส่งการบ้านอริยสัจ เรื่องที่ 2
    เรี่อง: ไม่ได้ทำงานนอก

    เหตุการณ์: เนื่องจากที่คิดจะไปเสพกิเลสเลยเกิดอุบัติเหตุทำให้เท้าข้างขวาโดนกระแทกอย่างกระทันหันเท้าปวดมากจนไม่ได้ทำภาระกิจของครอบครัวในวันหยุด

    ทุกข์: เสียดายเวลาจังวันหยุดแท้ๆไม่ได้ทำงานเลย

    สมุทัย: ชังที่ตนเดินไปไหนก็ไม่สะดวกและไม่ได้ทำภารกิจตามปกติ ยึดว่าถ้าได้ทำภารกิจของครอบครัวจะสุขใจชอบใจ

    นิโรธ: เราจะมีโอกาสทำภารกิจของครอบครัวเมื่อใดอย่างไรก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค: ในขณะที่รักษาฟี้นฟูอาการปวดเท้ามารมา
    กระซิบ
    มาร: เอาแต่นอนป่วยอยู่นั่นแหละวันหยุดแท้ๆงานการอะไรก็ไม่ได้ทำ เสียเวลาจริงๆ…
    เรา: ขี้บ่นจริงๆเลยนะมารรู้ตัวเปล่าเจ้านั่นแหละที่ทำให้เราป่วย แต่ตอนนี้เราเต็มใจใช้วิบากเว๊ย!!ถึงเราจะไม่ได้ทำภารกิจของครอบครัวแต่เราก็ไม่เสียเวลาไม่ตกงานเพราะเรามีงานในให้ทำอยู่ตลอดเวลาแถมยังได้ทำการบ้าน, อ่านสภวะธรรมของพี่น้องและได้เข้าร่วมการโทรคุยสภาวะธรรมกับพี่น้องด้วยเย้ๆๆ…เราชนะมาร
    มาร: เฮ๊ย!! งานในคืออะไรหว่า…งงๆๆ…
    เรา: ก็เพราะเจ้าโง่ไงถึงได้งง งานในก็คือติดตามจับมารมาเชือดคอไง ถ้าเจ้าไม่ออกจากชีวีตเราเจ้าก็เตรียมตัวตายเท่านั้นแหละ
    มาร: เฮ๊ย!! คราวนี้เอาจริงเหรองั้นรีบหนีๆๆๆ
    พอเราพิจารณาว่างานไม่ได้ทำวันนี้ก็ทำวันหน้า เพราะตอนนี้ต้องรับวิบากอยู่ และใช้ บทธ (ความสำเร็จของงานไม่ใช่ความสำเร็จของงาน ความสำเร็จของใจคือความสำเร็จของงาน) สูงสุดคือใจไร้ทุกข์ เมื่อวานมารแว๊บเข้ามาสักพักมันถูกเชือดคอมันเลยหนีไป
    แต่วันนี้ก็ยังป่วยปวดเท้าทำงานนอกยังไม่ได้แต่มารไม่กล้าเข้ามาแล้ว ใจเราก็มีความสุขกับการทำงานในแบบสบายๆ สาธุค่ะ

  49. อรวิภา กริฟฟิธส์

    กลัวสอบไม่ผ่าน
    วันนี้มีสอบกับพี่น้องทางภูผา เป็นการสอบเก็บคะแนนประจำเดือน

    ทุกข์ กลัวสอบไม่ผ่าน

    สมุทัย ยึดมั่นว่าถ้าสอบผ่านจะสุขใจถ้าสอบไม่ผ่านจะทุกข์ใจ

    นิโรธ จะสอบผ่านหรือไม่ผ่นก็ไม่ทุกข์ใจ เมื่อเราได้ทำเต็มที่แล้ว

    มรรค พิจารณาเห็นประโยชน์ของการได้เข้าสอบ เป็นการได้ทบทวนธรรม และได้สานพลังกกับพี่น้องร่วมกันเป็นหมู่เป็นมวน ส่วนการทำข้อสอบได้มากน้อยแค่ไหนปล่อยให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายจะสังเคาะห์กัน เรามีหน้าที่ทำให้ดีเท่าที่เราจะทำได้ ทำด้วยความเบิกบานยินดี เป็นกุศล เมื่อคิดได้อย่างนี้ก็ทำการสอบด้วยใจที่เป็นสุข สาธุ

  50. เสาวรี หวังประเสริฐ

    เรื่อง ทดสอบจิตใจตนเอง
    จากการที่เคยตั้งศีลงดการกินกล้วยทอดหลังจากที่งดมาได้10เดือนมีพี่ที่ทำงานซื้อกล้วยทอดมาฝากทำให้หยิบเข้าปากแล้วเกิดความรู้สึกว่าทำผิดศีลที่ตั้งไว้
    ทุกข์ ความรู้สึกผิดที่ทำผิดศีลที่ตั้งไว้
    สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ยึดว่าเราจะต้องงดการกินกล้วยทอดตลอดเวลาถ้ากินจะผิดไม่กินจึงจะถูกต้อง
    นิโรธ สภาพดับทุกข์ไม่ยึดติดว่าจะกินกล้วยทอดไม่ดีหรือไม่กินกล้วยทอดนั้นดีด้วยใจที่ไร้ทุกข์
    มรรค วิธีปฏิบัติพิจารณาถึงการปฏิบัติตัวของเราที่สามารถงดกินกล้วยทอดได้มาโดยตลอดว่าเราติดดีหรือไม่เมื่อเรามีพี่ที่เคารพรักซื้อมาฝากและอยากเห็นเรารับของที่ให้มาด้วยความเต็มใจแม้เราจะต้องกินต่อหน้าพี่ ก็ไม่ติดยึดว่าจะกินกล้วยทอดไม่ได้เลยเมื่อเราต้องรับมาเพื่อมารยาททางสังคม ก็สามารถทำได้ด้วยใจที่ไร้ทุกข์ พิจารณาอาการทางใจยังมีความอยากกินกล้วยทอดอยู่อีกหรือไม่พิจารณาประโยชน์และโทษของกล้วยทอดและสามารถหยุดกินด้วยใจที่เบิกบานไม่ติดยึดเรื่องกล้วยทอด

Comments are closed.