การบ้าน อริยสัจ 4 (ุ6/2564) [32:45]

640207 การบ้าน อริยสัจ 4 (6/2564)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2564 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สัปดาห์นี้มีผู้ส่งการบ้านทั้งหมด 32 ท่าน 45 เรื่อง

  1. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์
  2. พรพิทย์ สามสี (2)
  3. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร) (5)
  4. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน (ก๊อบ สื่อศีล)
  5. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  6. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล) (2)
  7. นางจิราภรณ์ ทองคู่
  8. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)
  9. จรัญ บุญมี(เพชรแผ่นดิน)
  10. อรวิภา กริฟฟิธส์
  11. sirikwun saelim
  12. จิ๊บ ศิรินภา คำวงษ์ศรี (เพียรสุขศีล)
  13. สาคร รอดรัตน์(ป้าหนุ่ย)
  14. ชนกนันท์ ฉัตรทอง (น้อมแสงศีล)
  15. นปภา รัตนวงศา
  16. สำรวย นาคะนนท์ (เพชรเพียรธรรม)
  17. บัณฑิตา โฟกท์ มุกแสงธรรม
  18. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
  19. ปิ่น คำเพียงเพชร
  20. สำรวม แก้วแกมจันทร์ (4)
  21. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)
  22. สมพงษ์ โขงรัมย์ (4)
  23. น.ส สายใจ อ่อนแก้ว
  24. นางพรรณทิวา เกตุกลม
  25. นางจีรวัลย์ วัฒนสิน Cheerawan Wattasin
  26. jariya janpakdee
  27. ประคอง เก็บนาค
  28. น.ส จรรญา ชุมจีด (สร้างกลิ่นศีล)
  29. นายรวม เกตุกลม
  30. เสาวรี หวังประเสริฐ
  31. Sureenart. Ratchapan. สุรีนารถ ราชแป้น
  32. ขวัญจิต เฟื่องฟู

Tags:

45 thoughts on “การบ้าน อริยสัจ 4 (ุ6/2564) [32:45]”

  1. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    เรื่อง ความไม่เที่ยงของตาชั่ง

    ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ตาชั่งดิจิตอลที่ผมใช้ในการชั่งน้ำหนักข้าวสาร ถั่ว หรือเกลือสำหรับบรรจุลงถุงเป็นสินค้า เกิดขัดข้องเนื่องจากผมเผลอไปกดปุ่มผิดขณะใช้งาน ทำให้ต้องหาวิธีตั้งค่าน้ำหนักของระบบใหม่ ซึ่งวิธีการที่อ่านจากคู่มือดูซับซ้อนและเข้าใจยาก พอดีช่วงนั้นผมยังมีงานยุ่งหลายเรื่อง จึงยังไม่มีเวลาศึกษาอย่างละเอียด และต้องกลับไปใช้ตาชั่งอันเก่าแก้ขัดไปก่อน จนกระทั่งถึงสัปดาห์ต่อมา มีเวลาได้สอบถามพนักงานร้านที่ขายตาชั่งทางข้อความออนไลน์ จึงได้เข้าใจวิธีการตั้งค่าตาชั่งใหม่ชัดเจนขึ้น และได้ทำการตั้งค่าใหม่จนเรียบร้อยและนำกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

    ทุกข์ – ความอึดอัดใจที่ตาชั่งใช้งานไม่ได้ รู้สึกเสียดายเงินถ้าไม่สามารถแก้ไขให้ตาชั่งกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม เพราะเพิ่งซื้อมาไม่นาน

    สมุทัย – มีความยึดมั่นถือมั่นว่า ตาชั่งตัวนี้เป็นตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อมา ราคาแพงกว่าตัวเก่ามาก คุณภาพก็ควรจะดีกว่า และควรจะคงทนกว่าตัวเก่าด้วย ถ้าใช้ได้ไม่นานก็เสียเราจะทุกข์ใจ ถ้าใช้ได้นาน ๆ อย่างคุ้มค่าเราจะไม่ทุกข์ใจ

    นิโรธ – สภาพปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ตาชั่งจะใช้งานได้คุ้มค่าหรือไม่ เราก็ไม่ทุกข์ใจ แก้ไขปัญหาตาชั่งที่ไม่เที่ยงไปตามความเป็นจริงให้ดีที่สุดก็พอ

    มรรค – ทำใจในใจให้ยอมรับวิบากกรรม การที่ตาชั่งหรือวัตถุเครื่องใช้ต่าง ๆ ของเราเกิดขัดข้อง เสียหาย เป็นเรื่องธรรมดาที่ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอเมื่อถึงคราววิบากร้ายออกฤทธิ์ ในระหว่างที่ทำอะไรไม่ได้ แก้ไขอะไรไม่ได้ก็ให้ทำใจไร้ทุกข์ให้ได้ก่อน ยอมรับวิบากกรรมด้วยความยินดี เต็มใจรับ เต็มใจให้หมดไป เมื่อได้ชดใช้วิบากหมดแล้วก็จะสามารถแก้ปัญหาตาชั่งได้เอง ซึ่งในครั้งนี้ พอได้คุยกับพนักงานขายร้านตาชั่งก็เข้าใจวิธีการตั้งค่าใหม่ได้ชัดเจนกว่าการอ่านในคู่มือมาก และสามารถตั้งค่าใหม่ได้สำเร็จเรียบร้อยดี

    ในขณะเดียวกัน ก็พิจารณาไปด้วยว่า การที่เรารู้สึกเสียดายเงินถ้าตาชั่งที่ซื้อมาใหม่นี้ใช้งานได้ไม่นานก็เสียนั้น เป็นความคิดของกิเลสที่มีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ เป็นความลวงที่คิดว่าของใหม่ที่ราคาแพงกว่าต้องใช้ได้ดีกว่า ใช้ได้นานกว่า แต่ความจริงคือทุกอย่างไม่เที่ยง เหตุปัจจัยที่ทำให้ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เสียหายก่อนเวลาอันควรมีมากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้น การมีความยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้นจึงมีแต่โทษ ควรรีบปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นแบบนั้นเสีย แล้วเข้าใจความจริงตามความเป็นจริงให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลายเป็นเชื้อร้ายที่สะสมอยู่ในวิธีคิดของเรา เป็นเหตุให้เรามีความกลัว กังวล ระแวง หวั่นไหวกับการใช้งานวัตถุเครื่องใช้ต่าง ๆ ไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

    เมื่อมองเห็นความจริงและความลวงของการใช้สอยวัตถุเครื่องใช้ต่าง ๆ ได้ชัดเจนแล้ว ต่อไปเราก็ไม่ต้องทุกข์ใจเพราะเรื่องทำนองนี้อีกแล้ว ไม่ว่าเครื่องใช้อะไรจะเสียหายเมื่อไหร่ เราก็แก้ไขไปตามความเป็นจริงได้อย่างสบายใจ ไร้ทุกข์ ไร้ความกังวล เบิกบานแจ่มใสตลอดเวลา

  2. พรพิทย์ สามสี

    เรื่อง # จะไปเผาศพ
    ญาติผู้ใหญ่ได้เสียชีวิต ลูกและลูกสะไภ้และหลานก็ได้ไปงานศพ เราว่าเราคงไม่ต้องไปแล้วอยู่คนละจังหวัดและลูกก็ไปแล้ว พอก่อนวันเผา 1 วันลูกว่าแม่ไปด้วยกันนะในวันเผาศพ เราก็เลยนึกถึงหนังสือบททบทวนธรรมของ อาจารย์หมอเขียว (ด.ร.ใจเพชร กล้าจน)คิดในใจว่าน่าจะเอาไปแจกนะแต่หนังสือไม่มีอยู่ในมือ เลยโทรถามญาตืเจ้าภาพว่าเขาแจกอะไรเขาว่าแจก
    แก้วน้ำ อย่างเดียว เราก็เลยโทรหาจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ว่าพอมีหนังสือทบทวนธรรมไหม
    โชคดีที่หนังสือพอมีอยู่บ้าง แต่เราต้องเดินทางไปเอาหนังสือที่จังหวัดอื่น พอวันเผาศพเราก็เดินทางล่วงหน้าไปก่อนแต่เช้าตรูโดยรถประจำทาง(แท๊กซี) พอเราถึงที่หมายได้เอาหนังสือ
    ทบทวนธรรมเรียบร้อยแล้ว และได้ซื้อของอื่นเล็กน้อยเพื่อเอามาขาย ลูกโทรมาว่าแม่มารอปากทางเข้าเมืองได้ไหม ถ้าไปรับแม่ในเมืองจะช้าอาจไปไม่ทันเผาศพ เพราะลูกก็มาล่าช้าแล้ว
    เรารู้สึกฉุนทันที อะไรวะของก็เยอะ หนังสือก็หนักอยู่ 300 เล่ม เราเลยเรียกรถตุกๆให้ไปส่งปากทางเข้าเมือง
    ทุกข์ # ลูกไม่รับถึงที่หมาย
    สมุทัย # ชอบที่ให้ลูกมารับถึงที่ ชังที่ให้แม่หอบของหลายๆชิ้น มาขึ้นรถตุกๆของก็หนักอยู่
    นิโรค # ลูกจะมารับตนตรงไหนก็ได้ ใจไร้ทุกข์ไร้กังวล อุปสรรคและปัญหา คือ ชีวิตชีวา
    มรรค # ดีเหมือนกันนั่งรถตุ๊กๆไปรอลูกปากทาง ไม่ช้าจะได้ไปทันแจกหนังสือ ทบทวนธรรม และได้ใช้ บททบทวนธรรม ๖๙ พร้อมสู้อุปสรรคอย่างเบิกบาน ไม่ทรมานจนเบิกบูด
    ไม่หย่อนยานจนย่ำแย่ ไม่โทษใครทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือเงาของเรา ทำให้เห็นความไม่ดีในตัวเราเพื่อได้แก้ไขต่อไป จะทุกข์ใจไปทำไม
    เบิกบานแจ่มใสดีกว่า

  3. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    30/1/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : พริก
    เหตุการณ์:ได้ต้นพริกขี้หนู(ไม่มีรสเผ็ด)มา 1 ต้น จากอ.คำนึง แกให้เรามาปลูก และอยากให้ช่วยเก็บเมล็ดพันธุ์เอาไปฝากอ.หมอเขียวที่ภูผาฯด้วย เราก็รับปากท่าน ตั้งใจจะส่งไป พร้อมกับ เมล็ดผักฟูกหมักที่รุ่นน้องที่ภูผาขอมา มีอยู่ 3-4 เมล็ดที่กำลังจะสุกจัด กะว่าอีก 2 วันคงได้เก็บ เดินเฝ้าดูมันทุกวัน คิดในใจว่าเหลืออีก 2 วันแล้ว ดีใจที่จะได้ส่งให้น้องเขาสักที รับปากน้องเขา และอ.คำนึงมานานแล้ว จะได้ทำตามที่สัญญาไว้สักที แต่วันนี้จะเดินไปรดน้ำ ปรากฏว่าพริกที่กำลังสุกถูกเก็บไปเสียแล้ว เสี้ยววินาทีแรก อารมณ์ปรี๊ดขึ้นทันที เห็นอาการความร้อนขึ้น แต่ก็กดข่มมันไว้ไม่แสดงความโกรธออกมา คิดในใจว่าเอาอีกแล้ว นึกโทษคนอื่นว่าทำไมต้องมายุ่งกับของที่เรากำลังหวงอยู่ พริกก็มีตั้งหลายต้นทำไมมาเก็บเอาต้นนี้ มีแต่คำกล่าวโทษคนอื่นอยู่ในใจ กำลังจะได้เก็บอยู่แล้ว รอมาหลายวันแล้ว ทำไมๆๆๆๆ
    ทุกข์ : โกธธที่ไม่ได้ดังหวัง
    สมุทัย : ชังที่ไม่ได้ดังหวัง
    นิโรธ : จะได้ดังหวังก็ได้ ไม่ได้ดังหวังก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: ในระหว่างที่กำลังโกรธอยู่ สักพักคิดได้ว่า เรื่องแนวนี้เข้ามาให้เราต้องเรียนรู้ใจเราอีกแล้ว ในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ต้องมีเหตุเกิดขึ้นกับ ต้นไม้ที่ตั้งใจปลูกแทบทุกวัน สำนึกได้ว่าถ้าเรายังไม่ยอมรับวิบากว่ามันคือสิ่งที่เราทำมา แล้วไปเพ่งโทษคนอื่น เราก็จะเจอเรื่องแบบนี้อีกไม่รู้จักสิ้นสุด ตัวเราเองมีความยึด ความหวง มีความคาดหวังมาก หวังไว้ว่าอีก 2 วันจะได้เก็บแล้วจะได้ส่งไปให้เพื่อนแล้ว แต่เหตุการณ์ก็พลิกผัน ใช้บททบทวนธรรมหลายข้อที่ แต่ที่เน้นที่สุดคือข้อ 89 “ในโลกนี้ ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ ไม่มีอะไรที่เรากำหนดได้ นอกจากใจที่ไม่ทุกข์ของเราเท่านั้น” เห็น ๆ อยู่ว่าอีก 2 วันจะได้เก็บ แต่ก็ไม่ได้เก็บจนได้ คิดใหม่ว่าพริกที่ถูกคนอื่นเก็บไปแล้ว ก็ไม่เป็นไรยังมีอีกตั้งหลายเม็ดที่กำลังจะสุก ก็ค่อยเก็บใหม่ ใด้ใช้วิบากไปแล้ว โชคดีอีกแล้ว ร้ายหมดอีกแล้ว ขอบคุณคู่กรณี เพราะทำให้เราได้เห็นและได้ล้างกิเลส พิจารณาแบบนี้ไม่นานก็โล่ง

  4. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    01/2/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : คนข้างบ้าน
    เป็นคนที่ไม่เคยทำกสิกรรมมาก่อน พอเริ่มทำช่วงแรกก็แทบจะไม่ได้ผลเลย แต่ไม่ล้มเลิก ลองผิดลองถูก ทำตามที่อ.สอน หลัง ๆ ก็เริ่มได้ผล คนข้างบ้านมาเห็นเราปลูกผักแล้วขึ้นงาม เขาก็มาพูดว่า “ปลูกเก่งจัง ดีกว่าเมื่อก่อนนะ แต่เดี๋ยวครั้งต่อไปก็คงไม่ดีเหมือนเดิมแล้ว เพราะเขาเคยทำแล้ว ปลูกได้ดีตอนครั้งแรกเท่านั้นแหละ ครั้งต่อไปไม่ดีหรอก” แล้วก็พูดแบบนี้ทุกครั้งที่เจอเรา นับได้ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง แล้ว ครั้งแรก ๆ ก็รู้สึกเฉย ๆ แต่พอพูดบ่อย ๆ ก็รู้สึกรำคาญ กิเลสมันชวนให้คิดว่า “ทำไมเ พูดย้ำบ่อยจัง ทำไมต้องทำได้ดีแค่ครั้งเดียวด้วย อิจฉาเราเหรอ ไม่ค่อยชอบใจที่เขาพูดย้ำบ่อย ๆ
    ทุกข์ : รำคาญ เพ่งโทษ
    สมุทัย : ไม่ชอบใจที่เขาพูดย้ำบ่อย ๆ
    นิโรธ : เขาจะพูดดี หรือพูดไม่ดีก็ได้ ไม่โทษใคร ใจไร้ทุกข์
    มรรค: รำคาญใจ มีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดสวนกลับไป แต่ไม่ทำ อดกลั้นไว้ได้ แต่คิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะทุกข์ไปกับคำพูดของคนอื่น เห็นโทษจากการเพ่งโทษเขาที่ทำให้ใจและกายเราเป็นทุกข์ ใช้บททบทวนธรรมหลายข้อที่สอดคล้องกัน อาทิ ข้อ 43 “ทำร้ายเขามาตั้งมากตั้งมาย ยังมีหน้ามาโกรธมาเกลียดเขาอีก มันชั่วเกินไปแล้วเรา “ ข้อ 21 “การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส คือความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา และทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา” และ ข้อ 121 “โจทย์ทุกโจทย์ เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ เป็นเครื่องมือฝึกจิตของเราให้เป็นสุขถูกต้องตามธรรม” พิจารณาว่าเราทำมาเยอะ ก็ต้องได้รับผลวิบากที่เราเคยทำมา เทพมาตาลีนำพาเขามา เพื่อเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นเรา ว่าเราก็เคยเป็นคนแบบนั้นมาก่อน เราจะได้หยุดพฤติกรรมชั่ว ๆ นั้น ขอบคุณที่มาช่วยให้เห็นและให้ได้ล้างกิเลส

  5. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน (ก๊อบ สื่อศีล)

    เรื่อง ปวดหลัง

    เรื่องย่อ : ช่วงนี้ผมได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน มีอาการปวดหลัง โดยเฉพาะจะปวดตอนนอน นอนหงายก็ปวด นอนคว่ำก็ปวด นอนตะแคงก็ปวด ไม่รู้จะนอนแบบไหน บางทีปวดจนเหนื่อย ต้องลุกมานั่งพัก หรือทำงานอย่างอื่นไปก่อนแล้วค่อยกลับลงไปนอนต่อครับ

    ทุกข์ : หงุดหงิด กลัวกังวล ระแวง หวั่นไหวกับการปวดหลัง

    สมุทัย : ยึดว่าต้องไม่ปวดหลังจึงจะสุขใจ ถ้าปวดหลังจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : ปวดหลังหรือไม่ปวดหลังก็สุขใจ ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาอาการเจ็บปวด ว่าคือวิบากร้าย จากที่เราเคยทำผิดศีลมา สำนึกผิด ยอมรับผิด พิจารณาเอาประโยชน์กับเหตุการณ์นี้ว่า วิบากร้ายที่เข้ามา เป็นของดี เป็นความโชคดี เพราะทำให้เราได้เรียนรู้ ได้เข้าใจว่า การไม่มีโรค การอยู่แบบสงบๆ มีความสุขที่สุดแล้ว ได้เห็นความจริงว่า ตอนที่เราป่วย สิ่งที่เราต้องการที่สุด คือการหายป่วย แค่หายปวดก็มีความสุขมากแล้วครับ สิ่งที่เราปวดทำให้เราได้เรียนรู้ ทำให้เราได้สังวร ระวัง ในการที่เราจะทำผิดศีลและเร่งบำเพ็ญทำกุศลมากขึ้น ได้มีพลังในการที่จะลดกิเลสมากขึ้น ได้ฝึกความอดทน ได้เห็นกิเลส ว่าเมื่อวิบากร้ายเข้ามา เราทุกข์กาย แต่ใจเรายังผาสุกได้เหมือนตอนไม่มีวิบากได้หรือไม่ ได้ฝึกทำใจ ได้ฝึกใช้ปัญญาที่ได้เรียนมา ในการปฏิบัติของจริงครับ ผมขอขอบคุณอาจารย์และหมู่มิตรดีที่ทำให้ผมได้ปฏิบัติธรรมได้เดินทางสู่ความพ้นทุกข์ครับ สาธุครับ

  6. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง อยากเปิดกล้อง

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 มกราคม 2564)
    ท่านอาจารย์นิดหน่อย พาพวกเราอ่านบททบทวนธรรมและฟังประวัติของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ก่อนนอนเหมือนทุกวันเวลาเดิมเช่นเคย วันนี้ก็เช่นเคย ได้ยินท่านอาจารย์บอกว่าท่านใดสะดวกเปิดกล้องเพื่อมาอ่านบททบทวนธรรมได้ค่ะ พอได้ยินก็เกิดความอยากที่จะเปิดกล้อง เพื่อจะบำเพ็ญอ่านบททบทวนธรรม แต่ก็ไม่กล้าเปิดกล้องเพราะตัวเองเพิ่งตื่นนอน งัวเงียอยู่ สภาพตัวเองก็ไม่ค่อยเรียบร้อย

    ทุกข์ : อยากอ่านบททบทวนธรรม

    สมุทัย : อยากจะเปิดกล้องเพื่อจะได้บำเพ็ญอ่านบททบทวนธรรม แต่เปิดกล้องไม่ได้เพราะตัวเองเพิ่งตื่นนอน งัวเงียอยู่ และสภาพก็ดูไม่ค่อยเรียบร้อย ชอบที่จะได้อ่านบททบทวนธรรม ไม่ชอบที่ตัวเองไม่ได้อ่านบททบทวนธรรม

    นิโรธ : ไม่ชอบไม่ชังที่ตัวเองไม่ได้บำเพ็ญเพื่ออ่านบททบทวนธรรมในครั้งนี้

    มรรค : พอได้สติหายงัวเงียแล้ว เลยบอกกับตัวเองว่า ไม่เป็นไรนะ ! วันนี้ไม่ได้อ่านเอาไว้อ่านครั้งต่อไปก็ได้ เพราะท่านอาจารย์นิดหน่อย ท่านพาพวกเราทบทวนบททบทวนธรรมทุกวันอยู่แล้ว ครั้งต่อไปก็ตั้งใจเตรียมตัวให้พร้อม จะได้เปิดกล้องมาบำเพ็ญอ่านบททบทวนธรรมได้ พอได้พูดกับตัวเองอย่างนี้แล้ว กิเลสก็ยอมรับ ใจที่ดิ้น ๆ อยู่ก็เบาลง และหายไปในที่สุด ก็เลยปิดกล้องต่อไป แล้วฟังรายการจนกระทั่งจบ ด้วยใจที่เบิกบานแช่มชื่นค่ะ ขออนุโมทนาบุญกับตัวเอง ที่สามารถสู้กับกิเลสในครั้งนี้ได้โดยราบรื่น สาธุ

  7. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน ทุกข์อริยสัจ
    เรื่อง. บำเพ็ญส่งการบ้าน
    เหตุการณ์. เมื่อวานตัวเองได้บำเพ็ญส่งการบ้านให้พี่จิตอาสาท่านหนึ่ง และพี่จิตอาสาอีกท่านก็ส่งมาบอกว่า แทมช่วยส่งการบ้านพี่เล็กได้เลยนะ เราก็จัดการส่งเรียบร้อยแล้ว แล้วกลับเข้าไปดูในไลน์อีกครั้งเพื่อจะส่งไปบอกว่าเราส่งให้เรียบร้อยแล้ว แต่ไปเห็นว่าพี่จิตอาสาท่านกำลังวิพาก์เรื่องที่เราส่งไปแล้วอยู่เลย ก็เลยส่งไปบอกว่า “@ศิริขวัญ @JARIYA อ้าว ยังวิพากษ์กันไม่เสร็จหรอค่ะแทมส่งที่ยังไม่ได้แก้ไปแล้วค่ะ ขออภัยด้วยนะคะ”ก็ได้มาอ่านความรู้สึกเรารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันก็ยังมีว่าเรามีความยึดว่าถ้าส่งการบ้านแล้วต้องส่งอันที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด เราก็จับได้ว่า กิเลสมันมาหลอกให้เรายึดดีอีกแล้ว พุทธะบอกว่า ไม่ต้องสมบูรณ์ก็ได้ พร่องบ้างก็ได้ เมื่อมุ่งหมายให้เกิดดีเราพยายามทำดีเต็มที่แล้ว แต่ถ้าดีนั้นไม่สมบูรณ์ไม่สำเร็จดั่งใจหมาย เราต้องยอมรับความจริงตามความเป็นจริง ในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จจะดีที่สุด ยุติธรรมที่สุดตามกุศลอกุศลของเราและคนทีเกี่ยวข้อง
    ทุกข์.มีความอยากให้การบ้านที่เราบำเพ็ญส่งให้พี่ๆได้แก้ไขให้สมบูรณ์ก่อนส่ง
    สมุทัย.เรายึดว่าถ้าได้ส่งอันที่พี่เค้าแก้ไขเสร็จสมบูรณ์แล้วเราจะชอบใจ จะสุขใจถ้าส่งอันที่ยังไม่ได้แก้ไขยังไม่สมบูรณ์เราจึงไม่ชอบใจทุกข์ใจ
    นิโรธ.เราจะได้ส่งอันที่แก้ไขสมบูรณ์เสร็จแล้วหรืออันที่ยังไม่ได้แก้ไขยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็สุขใจ วางใจเมื่อเราทำเต็มที่แล้ว
    มรรค. พิจารณาให้เห็นถึงสัจจะความจริงตามความเป็นจริง พิจารณาเห็นถึงโทษของความยึดมั่นถือมั่นให้เกิดดีดั่งใจหมายเมื่อดีไม่เกิดใจก็เป็นทุกข์ พิจารณาเห็นถึงประโยชน์ของการวางใจ ล้างความชอบชังความยึดมั่นถือมั่นได้วางใจได้ ใจไร้ทุกข์ จึงทำให้มีสติใช้ปัญญามาทำลายกิเลส เหตุของการทุกข์ใจได้
    ใช้ทบทวนธรรมข้อที่ ๘๐ คือ
    เมื่อได้มุ่งหมายให้เกิดดี และพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว แต่ดีนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จดั่งใจหมาย กิเลสมันหลอกว่า ถ้าไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จจะเสียหาย จะไม่สบายใจ เป็นความลวง ใช้ปัญญาหักลำกิเลสโดยบอกกับกิเลสว่า ถ้าได้มากกว่านี้ ถ้าสมบูรณ์กว่านี้ จะเสียหาย เพราะขณะนั้น ยังไม่ใช่เวลาที่จะได้มากกว่านี้ ยังไม่ใช่เวลาที่จะสมบูรณ์หรือสำเร็จกว่านี้ ในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จจะดีที่สุด ยุติธรรมที่สุด ตามกุศลอกุศลของเราและคนทีเกี่ยวข้อง

  8. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    การบ้านอริยสัจสี่ส่ง 2 กุมภาพันธ์ 64

    เรื่อง ถูกขโมย

    เนื้อเรื่อง เมื่อครั้งที่คุณพ่อคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้มอบที่ดินให้ ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่พอประมาณ อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีต้นไม้เหล่านี้จะถูกคนในหมู่บ้านไปขโมยตัดบ่อยๆ ได้ฝากน้องสาวและน้องเขยซึ่งอยู่อุบลเป็นผู้ดูแล พอต้นไม้ในที่ถูกขโมยเขาจะโทรมาบอกเป็นระยะๆ เราก็อยู่เชียงใหม่ จึงให้คนเช่าปลูกมันสำปะหลัง คนเช่าที่ก็โทรมาบอกว่าต้นไม้ในที่ถูกคน… ไปตัด และเขาก็โทรบอกน้องสาวที่ดูแลให้เราด้วย จึงบอกน้องไปว่าช่างเถอะถือเสียว่าชาติก่อนเราไปขโมยของเขาชาตินี้เขาจึงมาเอาคืน พี่ไม่อยากมีเรื่องกับชาวบ้าน เขาทำไปมันก็เป็นอกุศลกรรมที่เขาต้องรับ เมตตา อุเบกขาเถอะ

    ทุกข์ ไม้ในไร่ถูกขโมย

    สมุทัย ถ้าไม้ไม่ถูกขโมยจะสุขใจ แต่ถ้าไม้ถูกขโมยจะทุกข์ใจ

    นิโรธไม้จะถูกขโมยหรือไม่ถูกขโมยก็สุขใจ

    มรรค เชื่อเรื่องกรรม และคำสอนของครูอาจารย์จึงไม่ติดใจที่ไม้ถูกขโมย เพราะสิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา เราทำชั่วมาหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ เขาเอาต้นไม้เราไปยังดีกว่าเขาเอาชีวิตเราและคนที่เกี่ยวข้อง คิดได้เช่นนี้จิตก็อิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส

  9. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    02/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง :ญาติปวดฟัน
    เหตุการณ์:ได้ยินบทสนทนาระหว่างน้า(ที่บ้าน) กับ ญาติ(ที่อยู่ต่างหมู่บ้าน) ทางโทรศัพท์
    ญาติ: ปวดฟันมา 3 วันแล้ว มาช่วยรับไปหาหมอในเมืองที?? (บ้านห่างจาก อ.หาดใหญ่ประมาณ 35 กม.)
    น้า : ไม่มีใครว่างเลย .. “ ทำไมไม่ไปหาหมอฟันที่ตลาด??( ห่างจากบ้าน 5 กม.)คนในครอบครัวเราก็ไปรักษาฟันที่นี่ ไปหาที่นี่ก่อน ถ้ารักษาไม่ได้ค่อยเข้าเมือง เขาเปิดทุกวัน ตั้งแต่เช้า โทรจองคิว ไม่ต้องคอยนาน แล้วจะเข้าไปในเมืองให้ยากทำไม??
    แต่ญาติก็ยืนยันจะไปหาหมอที่ในเมือง
    น้าก็ถามอีกว่า: คนแถวบ้านไม่มีเลยรึ ? หรือ ถ้าอยากไปในเมืองจริง ๆ ทำไมไม่นั่งรถโดยสารไปเอง
    ญาติก็มีเหตุผลต่างๆ นานามาอ้าง และ ด้วยความรำคาญน้าจึงหันมาถามเราที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ว่า
    น้า : ว่างมั๊ย?? ช่วยไปรับเขาที
    เราก็ตอบไปว่า : ไม่ว่าง
    เรานั่งฟังอยู่ตลอดการสนทนาก็รู้สึกรำคาญที่เขาเรื่องเยอะ และไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง อยากจะไปหาหมอที่ไกล ๆ ไปเองได้ แต่ก็ไม่ยอมไป มีปัญหากับคนใกล้ตัว จนไม่กล้าไปขอความช่วยเหลือจากเขา อายุก็ไม่ได้มาก ยังช่วยเหลือตัวเองได้ แล้วทำไมไม่ทำ????
    ทุกข์ : รู้สึกผิดที่ไม่ยอมช่วยเขา
    สมุทัย : ชังคนเรื่องเยอะ ไอ้โน่นก็ไม่ดี อันนี้ก็ไม่เอา ไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง
    นิโรธ : ช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็วาง ใจไร้ทุกข์
    มรรค: ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องของเราโดยตรง แต่บังเอิญนั่งอยู่ใกล้ ๆ แล้วเขาก็มาถามเรา ก็เลยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยปริยาย แล้วก็ไปรับเรื่องของเขามาทุกข์ เมื่ออ่านใจตัวเองก็รู้สึกผิด เพราะที่จริงเราสามารถช่วยเขาได้ แต่ก็ไม่ทำ รู้สึกเหมือนเป็นคนไม่มีน้ำใจกับคนที่กำลังตกทุกข์ แต่อีกด้านหนึ่งก็มีความ รำคาญใจในความเรื่องเยอะของเขา เสนอทางออกให้แล้วก็ไม่เอา เรียกร้องจะเข้าไปในเมือง รักษากับหมอหมอแถวบ้านใช้เวลาไม่เกิน 2 ชม. ไปในเมืองต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับครึ่งวัน ต้องเสียค่าใช้จ่าย สูงทั้งค่ารักษาและค่ารถ คุณภาพการรักษาก็ไม่ได้แตกต่างกัน เราไม่อยากไปตามใจกิเลสเขา การที่เขามาให้เราเห็นก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าต่อไปเราจะไม่ทำพฤติกรรมแบบนี้ พึ่งตนเองได้ก็ต้องทำ ใช้บททบทวนธรรมข้อ 18 “เรามีหน้าที่ช่วยไม่ให้คนอื่นทำผิดได้ก็ช่วย แล้ววาง ให้เป็นวิบากดีของเขา ช่วยไม่ได้ก็วาง ให้เป็นไปตามวิบากร้ายของเขา เมื่อเขาเห็นทุกข์จนเกินทนจึงจะเห็นธรรม แล้วจะปฏิบัติธรรมสู่ความพ้นทุกข์” คิดว่าปวดฟันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทนปวดมาได้ตั้ง 3 วันแล้ว ในเมื่อเสนอทางออกที่ดีและสะดวกให้แล้วเขาไม่เอา ก็ต้องวาง ให้เขาได้เรียนรู้ทุกข์และหาทางออกจากทุกข์นั่นเอง แต่ละคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน พิจารณาแบบนี้สักพักแล้วใจก็โล่งขึ้น ความรู้สึกผิดลดลง

  10. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน ทุกข์อริยสัจ
    เรื่อง บำเพ็ญส่งการบ้าน
    เหตุการณ์. เมื่อวานตัวเองได้บำเพ็ญส่งการบ้านให้พี่จิตอาสาท่านหนึ่ง และพี่จิตอาสาอีกท่านก็ส่งมาบอกว่า แทมช่วยส่งการบ้านพี่เล็กได้เลยนะ เราก็จัดการส่งเรียบร้อยแล้ว แล้วกลับเข้าไปดูในไลน์อีกครั้งเพื่อจะส่งไปบอกว่าเราส่งให้เรียบร้อยแล้ว แต่ไปเห็นว่าพี่จิตอาสาท่านกำลังวิพาก์เรื่องที่เราส่งไปแล้วอยู่เลย ก็เลยส่งไปบอกว่า “@ศิริขวัญ @JARIYA อ้าว ยังวิพากษ์กันไม่เสร็จหรอค่ะแทมส่งที่ยังไม่ได้แก้ไปแล้วค่ะ. ขออภัยด้วยนะคะ”ก็ได้มาอ่านความรู้สึกเรารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันก็ยังมีว่าเรามีความยึดว่าถ้าส่งการบ้านแล้วต้องส่งอันที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด เราก็จับได้ว่า กิเลสมันมาหลอกให้เรายึดดีอีกแล้ว พุทธะบอกว่า ไม่ต้องสมบูรณ์ก็ได้ พร่องบ้างก็ได้ เมื่อมุ่งหมายให้เกิดดีเราพยายามทำดีเต็มที่แล้ว แต่ถ้าดีนั้นไม่สมบูรณ์ไม่สำเร็จดั่งใจหมาย เราต้องยอมรับความจริงตามความเป็นจริง ในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จจะดีที่สุด ยุติธรรมที่สุดตามกุศลอกุศลของเราและคนทีเกี่ยวข้อง
    ทุกข์.อยากให้การบ้านที่เราบำเพ็ญส่งให้พี่ๆสมบูรณ์ก่อนส่ง
    สมุทัย.เรายึดว่าถ้าได้ส่งอันที่พี่เค้าแก้ไขเสร็จสมบูรณ์แล้วเราจะชอบใจ จะสุขใจถ้าส่งอันที่ยังไม่ได้แก้ไขยังไม่สมบูรณ์เราจึงไม่ชอบใจทุกข์ใจ
    นิโรธ.เราจะได้ส่งอันที่แก้ไขสมบูรณ์เสร็จแล้วหรืออันที่ยังไม่ได้แก้ไขยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็สุขใจ วางใจเมื่อเราทำเต็มที่แล้ว
    มรรค. พิจารณาให้เห็นถึงสัจจะความจริงตามความเป็นจริง พิจารณาเห็นถึงโทษของความยึดมั่นถือมั่นให้เกิดดีดั่งใจหมายเมื่อดีไม่เกิดใจก็เป็นทุกข์ พิจารณาเห็นถึงประโยชน์ของการวางใจ ล้างความชอบชังความยึดมั่นถือมั่นได้วางใจได้ ใจไร้ทุกข์ จึงทำให้มีสติใช้ปัญญามาทำลายกิเลส เหตุของการทุกข์ใจได้
    ใช้ทบทวนธรรมข้อที่ ๘๐ คือ
    เมื่อได้มุ่งหมายให้เกิดดี และพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว แต่ดีนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จดั่งใจหมาย กิเลสมันหลอกว่า ถ้าไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จจะเสียหาย จะไม่สบายใจ เป็นความลวง ใช้ปัญญาหักลำกิเลสโดยบอกกับกิเลสว่า ถ้าได้มากกว่านี้ ถ้าสมบูรณ์กว่านี้ จะเสียหาย เพราะขณะนั้น ยังไม่ใช่เวลาที่จะได้มากกว่านี้ ยังไม่ใช่เวลาที่จะสมบูรณ์หรือสำเร็จกว่านี้ ในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จจะดีที่สุด ยุติธรรมที่สุด ตามกุศลอกุศลของเราและคนทีเกี่ยวข้อง

  11. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    อริยสัจ 4 the 4 noble truth
    ชื่อเรื่อง:ความน้อยเนื่อต่ำใจ(สักกายทิฏฐิ)
    เนื้อหา:ช่วงนี้ รู้สึกว่ากิเลสตัวใหญ่ของตัวเองแวะมาทักทายบ่อยๆ ที่คิดว่าเป็นกิเลสตัวใหญเพราะรู้สึกเป็นปมด้อยของชีวิตตลอดมา คือความน้อยเนื้อต่ำใจที่ชอบคิดเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ชอบคิดว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น อาจเป็นเพราะชีวิตช่วงวัยเด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่จึงรู้สึกว่าได้รับความรัก ความห่วงใย การยอมรับไม่เท่าเทียมคนอื่น จนสั่งสมเป็นปมด้อยในชีวิตเพราะไม่รู้จักธรรมะ
    ทุกข์:รู้สึกน้อยใจ อึดอัด ขัดเคือง ใจไม่เบิกบาน ไม่แช่มชื่น ยิ้มไม่ออก(เวลาเอากิเลสไม่ลง)
    สมุทัย:คงเพราะยังติดโลกธรรมอยู่ยัง อยากได้การยอมรับจากผู้อื่นไม่ชอบคำตำหนิโดยเฉพาะจากคนที่ตัวเองเคารพและศรัทธา (กิเลสบอกว่าไม่ต้องชื่นชม สรรเสริญ หรือไม่ต้องเห็นในสิ่งดีที่เราทำก็ได้แต่อย่าตำหนิเราเลย)
    นิโรธ:ใจมันเบิกบาน ผอ่งใส(เหมือนไม่เคยขุ่นเคืองมาก่อน)หัวเราะได้ เมื่อเห็นความจริงตามความเป็นจริงว่าใจมันทุกข์มันเศร้าหมองอยู่น่ะเพราะมันโง่คิดตามกิเลส
    มรรค:คิด คิด และคิดทบทวนตามธรรมะที่อาจารย์บรรยายอยู่ทุกวัน และธรรมะที่ทำให้ใจคลายลงได้คืออาจารย์เทศน์เรื่องลาภสักการะ(เรื่องพระเทวทัต)ว่าลาภสักการะย่อมฆ่าคนชั่ว เหมือนขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ต้องการลาภยศ สรรเสริญจากผู้อื่นอยู่หรือคนที่ให้ลาภยศ ลาภสักการะแก่ผู้อื่นเพื่อหวังประโยชน์แก่ตนอยู่ ผู้นั้นจะไม่พ้นไปจากเวรภัยเพราะเป็นการสร้างศัตรูให้แก่ตนเองและผู้อื่นไม่สิ้นสุด มันทำให้ตื่นรู้ว่าถ้าเรายังหลงที่จะเอาจากคนอื่นอยู่เราก็จะไม่มีวันพ้นจากเวรภัยไปได้แน่ และนึกถึงคำพูดที่พ่อครูเขียนในหนังสือเล่มหนึ่งว่า เรามาสร้างความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นในตัวเรากันเถิด เพราะความบริสุทธิ์เท่านั้นที่ชนะทุกสิ่งในโลกได้

  12. จรัญ บุญมี(เพชรแผ่นดิน)

    ส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ชื่อจรัญ บุญมี ระดับอริยปัญญาโท จำกัดสวนป่านาบุญ 2 อีเมล petpandin1973@ gmail.com
    เรื่อง. กิเลสกล้วยไม่ใช่กล้วยกล้วย
    เนื้อเรื่อง. งานขุดปรับที่ที่แปลงพ้นทุกข์ในแปลงที่มีกล้วยนวลกล้วยน้ำว้า และดินปุ๋ย อาจารย์บอกเอาประโยชน์ในของที่มีอยู่ ทำงานกับอาท่านมาก็เห็นว่าท่านจะไม่ยอมเอาประโยชน์ในของที่มีอยู่มุ่งหน้าทำงานที่เป็นฐานตนอย่างเดียว แปลงนี้มีกล้วยและดินปุ๋ยที่ควรเอาประโยชน์
    ทุกข์ . เหนื่อยใจอึดอัดบ้าง อยากวางแต่เห็นควรเอาภาระเพื่อรักษาประโยชน์
    สมุทัย .ไม่อยากคิดคำพูดหาวิธีไม่อยากปะทะ ขัดใจคน คิดคำพูดยากไม่อยากร่วมงาน
    นิโรธ .ไม่ทุกข์กับเรื่องใดๆยินดีที่ได้พบปัญหายินดีในกุศลทำหน้าที่เป็นแบบไหนก็สุข
    มรรค. ถ้าเขาไม่ฟังเรา เราไม่ชัดใช่สัตบุรุษของเขาทำหน้าที่ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น เราจะเอาในสิ่งที่เขาไม่ให้เราขโมยผิดศีล ล้างความชัง ท่านน่ารักมากเสียสละวัตถุมากมาย ทำหน้าที่เป็นบุคคลหายากคนหนึ่งควรเมตตาเอื้อท่านให้มาก ช่วยกันสร้างเสริมกุศลโครงการของพระโพธิสัตว์ ไม่ควรจะช้าเพราะกิเลสเรา เราจะทุกข์ให้โง่ไปทำไม อะไรจะเสียหายมันเป็นกุศลของเราของโลกถึงเวลาก็ ต้องทิ้งทุกอย่าง. ลุย! สร้างกุศลเอาบุญคือสิ่งที่ดีที่สุด ว่าแล้วก็ลุยเต็มที่เลย

  13. อรวิภา กริฟฟิธส์

    อย่าเร่งผล
    ช่วงนี้มีโอกาสได้ร่วมบำเพ็ญกับพี่น้องในฐานงานต่างๆ รู้ยินดีที่ได้บำเพ็ญกับหมู่มิตรดี เห็นงานอะไรก็อยากเข้าไปบำเพ็ญไปหมด และในตอนนี้ได้เข้าไปร่วมบำเพ็ญถอดเทป คำบรรยายของอาจารย์ แล้วรู้สึกเห็นประโยชน์ในการบำเพ็ญตรงนี้มากเพราะเราได้ทบทวนธรรมไปในตัวด้วย ก็เลยรับเอามาบำเพ็ญหลายบท แต่ตัวเองก็ทำงานช้า พอทำไปรู้สึกกังวลว่าเราเอามามากไปหรือเปล่าแล้วงานเนื้อหาก็ค่อนข้างเยอะต้องใช้เวลาทำและพิมพ์ เกิดกังวลกลัวว่าพี่น้องจะรองานจากเรา แล้วก็อยากทำงานให้เสร็จเร็ว ก็เลยบอกกับตัวเองว่าอย่าเร่งผล ถ้าพี่น้องท่านต้องการท่านคงจะบอกมาเอง ส่วนเรามีหน้าที่ทำให้ดีที่สุด ด้วยใจที่เป็นสุข ดีกว่าได้เท่าไรก็เท่านั้น
    ทุกข์ เกิดกลัวกังวลว่าพี่น้องจะรองานจากเรา

    สมุทัย อยากทำงานให้เสร็จเร็ว ๆ งานเสร็จเร็วจะสุขใจ งานเสร็จช้าจะทุกข์ใจกลัวกังวลว่าพี่น้องจะรอ

    นิโรธ งานจะเสร็จเร็วก็ได้ เสร็จช้าก็ได้ หรือไม่เสร็จก็ได้ เมื่อเราได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว เราจะไม่ทุกข็ใจไม่มีอะไรคาใจ

    มรรค กิเลสมักจะหลอกเราว่างานต้องเสร็จเร็ว ๆ พี่น้องจะได้ไม่รอ ซึ่งความจริงแล้วพี่น้องจะรอหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ เราจะไปคิดแทนคนอื่นไม่ได้ การทายใจผู้อื่นผิดศีลนำทุกข์มาให้แล้วมาเร่งตัวเอง การทำงานที่เร่งรีบจนเกินไปจะทำให้เกิดการเสียหายได้ เป็นการเบียดเบียนตนเอง ไม่สมควร ทำให้ใจเป็นทุกข์กังวลหวั่นไหว เป็นวิบากร้าย เราควรจะทำงานด้วยใจที่เป็นสุขได้เท่าไรก็ยินดีเท่านั้น ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นเพราะสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นของใคร จะทุกข์ใจไปทำไม เบิกบานแจ่มใสดีกว่า ถ้าพี่น้องท่านแจ้งมาเราก็รายงานตามความเป็นจริง ตอนนี้ทำงานอย่างเป็นสุขและทะยอยส่งงานที่เสร็จแล้ว และงานที่เหลืออยู่ก็จะทำส่งไปและถ้ามีกิเลสตัวไหนขึ้นมาก็ล้างกิเลสไปด้วยค่ะ

  14. เรื่อง ถามบ่อยจัง รำคาญ
    เหตุการณ์ : ที่ทำงาน มีพี่ๆ น้องๆ เวลาทำงาน เขาเกิดปัญหา เช่น ทำคอมไม่เป็น งานอื่นๆ จะถามบ่อยมาก เพราะเขาไม่กล้าถามหัวหน้า เขามีอะไรก็จะมาปรึกษาเรา เพราะเขาสบายใจ

    ทุกข์:โอ้ยๆๆๆทำไมถามบ่อยจัง เรื่องเล็กน้อยก็ถาม

    สมุทัย:รำคาญ ชัง ที่พี่น้องที่ทำงานถามบ่อย ๆต้องคอยช่วยตลอด

    นิโรธ :พี่น้องถามบ่อยหรือไม่บ่อยก็สบาย ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค:มาดูลีลากิเลส มันมากวน เวลามันเจอลีลาที่มันทำไว้

    มาร:โอ้ย…ไรว่ะ เอะอะก็ถามๆๆ ไม่พักต้องทำไร เรื่องง่ายๆก็ถาม ทำไมไม่เรียนรู้เองบ้าง

    เรา:555 ไม่เคยทำรึ 555 เงาหัวตัวเอง เห็นป่ะ ถามจู้จี้จุกจิ๊กฝีมือใครเอ่ย

    มาร:เขาเอง แต่…มันบ่อยอ่ะ เหนื่อยนะเว้ย

    เรา:ตัวเองน้อยว่างั้น ….

    มาร:แฮ่ๆๆๆมากกว่านี้ ถามจนเขาด่า

    เรา:555 ทีทำชั่วเองทำได้พอเห็นเงาหัวตัวเอง รำคาญซะงั้น มารเอ๋ย มันไม่ได้ขึ้นกับยากหรือง่ายหรอกน่ะ มันขึ้นกับวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต ชีวิตที่เสพกิเลส มันจะยากขึ้นทุกวัน เรื่องง่ายๆ ก็ยาก เป็นชีวิตที่น่าเห็นใจ ช่วยเขา ที่เขามาหาเราเพราะเขาอบอุ่น เขาไม่มีที่พึ่ง ไปพึ่งคนมีกิเลสมันก็พึ่งไมไ่ด้ ช่วยเขา เหมือนที่ครูบาอาจารย์ช่วยเรา เมื่อก่อนเราก็หลงแบบนี้แหละ แต่ครูบาอาจารย์ดึงเราขึ้นมา ถ้าเราไปรำคาญเขา ใครจะช่วยเขาหล่ะ เหมือนถ้าคิดกลับหากครูบาอาจารย์ ท่านรำคาญเรา แล้วเราจะมาถึงวันนี้หรือมาร

    มาร:ใช่ๆๆๆ ตกลงขอบคุณที่มาถามบ่อยๆ เย้ๆๆๆ วิบากก็หมด กิเลสก็ตาย กุศลก็ได้ แจ๋วเลย

    จากนั้นมารก็สลายเพราะยอมชั่วที่ัวทำมา และขวานขวายในการช่วยผู้อื่นเพราะนั่นด้วยความผาสุก

  15. จิ๊บ ศิรินภา คำวงษ์ศรี (เพียรสุขศีล)

    ส่งการบ้านสอบสภาวธรรมผ่านโปรแกรม Zoom ช่วงอปริหานิยธรรมจิตอาสาทัวโลก
    ประจำวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563

    เรื่อง ป่วยไม่เลิก

    ช่วงตลอดปี 2563 เป็นปีแห่งการใช้วิบากกรรมการเพ่งโทษและผิดศีล เรามีจิตชังผู้ที่ชอบวาน ชอบใช้ผู้อื่น นั่งๆนอนๆ ทั้งๆที่บุคคลสามารถทำเองได้ กิเลสตัวนี้สะสมมานาน และไม่เคยได้ล้างเลย
    ถึงเวลาใช้วิบากกรรม ขณะออกกำลังกายอยู่ในห้อง ขาซ้ายก็พลิกอย่างแรง ทำให้เกิดอาการเอ็นข้อเท้าฉีก เราต้องนั่งๆ นอนๆ เป็นเวลาหลายเดือน
    ปกติจะชอบทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่พอขาเดินไม่ได้ เราต้องวานคนอื่นให้ทำเกือบทุกอย่าง สองสัปดาห์แรก ซึมเศร้าร้องไห้ ธรรมะจากอาจารย์ที่เคยฟัง หายไปหมด นึกธรรมะไม่ออก
    พอขาเริ่มดีขึ้น ได้มีโอกาสขึ้นภูผาฯเพื่อเข้าค่ายพระไตรปิฎก ได้มาบำเพ็ญ ช่วงนั้นพี่สาวเราป่วยเป็นพิษปะทุ พอเรากลับมาจากภูผาฯ พิษปะทุก็มาขึนที่ขาของเราเรื่อยๆ หลายเดือนยังไม่หาย ทุกข์ใจมาก อยากให้หายไวไว

    ทุกข์: อาการเจ็บป่วยทางกาย

    สมุทัย: อยากให้ความเจ็บป่วยหายไปไวไว ใจร้อน

    นิโรธ: อาการเจ็บป่วยจะหายเร็วก็ได้ จะหายช้าก็ได้ หายตอนไหนช่างหัวมัน

    มรรค: พิจารณาวิบากกรรม เราเพ่งโทษมามาก เพ่งโทษคนที่ป่วยบ่อยๆ เพ่งโทษคนที่นั่งๆนอนๆ เราเลยได้มานั่งๆนอนๆ จริงๆแล้วทุกคนไม่มีใครอยากเจ็บป่วย ไม่มีใครอยากทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเป็นวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต โชคดีมีวิบากดีที่มีหมู่มิตรดี ได้โทรปรึกษาพี่น้องจิตอาสาเพื่อคลายความทุกข์ใจ มีกำลังใจมากขึ้น ได้ล้างใจ มีความเข้าใจคนอื่นมากขึ้น สำนึกผิดยอมรับผิด ตั้งจิตขอโทษ ขออโหสิกรรม พากเพียรดูจิตที่เพ่งโทษ ให้จิตเราได้เห็นถึงกิเลสความชอบชังให้มากขึ้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเรา ให้ปล่อยให้เป็นไปตามวิบากกรรม ยอมรับวิบากที่ทำมา พากเพียรดูจิตความอยากให้อาการป่วยหายเร็วๆ พิจารณาความไม่เที่ยงของอาการอยากหาย

  16. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    03/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : รดน้ำต้นไม้
    ไปรดน้ำต้นไม้ น้ำตรงจุดนั้นไหลเบาและช้า ทำให้เกิดความรู้สึกขัดใจ ไม่อยากจะรด ไม่ชอบความช้า แต่ปลูกต้นมะเขือเทศไว้หลายต้นก็จำใจต้องยืนรดให้เสร็จ ด้วยความขัดใจ กิเลสมันบอกว่า ตรงนี้อีกแล้ว ไม่ชอบเลย ไม่อยากรดเลย น้ำไหลยังกะฉี่แมว ยืนรดตั้งนานเมื่อไหร่จะเสร็จสักที่เนี่ย
    ทุกข์ : น้ำไหลช้า
    สมุทัย : ไม่ชอบใจที่น้ำไหลช้าไม่ได้ดังใจ
    นิโรธ : น้ำจะไหลช้าก็ได้ ไหลเร็วก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: เคยตั้งศีลไว้ว่าจะทำอะไรให้ช้าลง เป็นคนทำอะไรเร็ว ไม่ชอบความช้า วันนี้เป็นอีกหนึ่งบททดสอบใจเรื่องความช้าอีกแล้ว ในขณะที่ยืนถือสายยางรดน้ำต้นไม้ที่น้ำไหลเบาและช้าอยู่ ด้วยความไม่ได้ดังใจ ไม่นานก็ได้ สติ นี่เราถูกกิเลสหลอกอีกแล้ว เลยสวนกลับไปว่า จะรีบไปไหน ไหนบอกว่าจะทำอะไรให้ช้าลงไม่ใช่รึ นี่ไงช้าแล้ว น้ำไหลช้าก็ดี กว่าต้องไปตักน้ำมารดต้นไม้ไม่ใช่รึ รดน้ำช้า ๆ น้ำไหลเบา ๆ ดินไม่เสีย ดินไม่อัดกันแน่น กิเลสมันเถียงมันยอมจำนนด้วยเหตุผล เลยสลายไปในไม่นาน ใช้บททบทวนธรรมข้อทีท 21 ร่วมด้วย “การได้พบกับเหตุการณ์ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นเครื่องมืออันล้ำค่าที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส คือความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา และทำให้ได้ล้างวิบากร้ายในใจเรา” พิจารณาไม่นาน ใจก็เบาขึ้น

  17. สาคร รอดรัตน์(ป้าหนุ่ย)

    การบ้าน สาคร รอดรัตน์ (ป้าหนุ่ย ) สังกัดสวนป่านาบุญ สวน 2
    เรื่อง : มุ้งขาด
    เหตุการณ์ : ได้กางมุ้งไว้เพื่อป้องกันยุง ปรากฏว่า ช่วงบ่ายเดินมา เห็นมุ้งขาด เป็นรู ใหญ่ สงสัยมากเลยใครมาทำนะ ป้าบอกว่าเห็นแมวมันเข้าไปกัดนกที่บินเข้าไปติดอยู่ในมุ้งจึงขาด ใช่วิบากกรรมอะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด
    ทุกข์: เพราะเห็นมุ้งขาด
    สมุทัย: ชอบถ้ามุ้งไม่ขาด ชังที่มุ้งขาด
    นิโรธ: มุ้งจะขาดก็ได้ไม่ขาดก็ได้ วางใจไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค : ได้ ล้างใจ มันเป็นปกตินะ ทุกอย่างไม่เที่ยงเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เป็นเหตุจาก สิ่งที่สร้างผลทุกวินาทีทำให้กับชีวิต คือวิบากกรรม รับเต็มๆ หมดเต็มๆ

  18. ชนกนันท์ ฉัตรทอง (น้อมแสงศีล)

    ทุกข์..ใจที่ใกล้เวลาจะต้องกลับบ้าน
    สมุทัย..ชอบที่จะได้อยู่บำเพ็ญที่ภูผา ชังที่ใกล้กำหนดจะกลับบ้าน
    นิโรธ..วางใจ ไม่ชอบ ไม่ชัง จะได้กลับก็ได้ ไม่ได้กลับก็ได้
    มรรค..ใจไร้ทุกข์ เพิ่มศีลในการล้างความยึดมั่นถือมั่นอ่านบททบทวนธรรม นำมาใช้ในแนวคิด ปฎิบัติในข้อ๓๓ คือ ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน ได้เท่าไหร่ พอใจเท่านั้น พอใจเมื่อไหร่ ก็สุขใจเมื่อนั้น..สาธุ

  19. พรพิทย์ สามสี

    เรื่อง : กางเกงในสเตย์สีโอรส
    วันนั้นขายกางเกงในสเตย์ 1 ตัว ในราคาตัวละ
    100 บาท สีอะไรแล้วจำไม่ได้แต่ไม่ใช่สี โอโรส พอสักพักก็มีลูกค้าท่านหนึ่งกำลังเลือกมอง กางเกงใน และ ปอกหมอน บังเอิญสายตาเราก็หันไปหากางเกงในสเตย์แต่สี โอโรส หายไปไหนเราไม่ได้ขายใครเลย เราก็เที่ยวหา ไม่พบ
    จึงบอกแม่ค้าที่อยู่ข้างๆว่า กางเกงในหาย แล้วเราก็พูดต่อแบบปลอบใจตัวเองว่า เราเคยเอาของเขามามั้งชาติที่แล้วไม่เป็นไร ลูกค้าคนเดิมที่ยืนเลือกของอยู่ก็ยกกางเกงสีโอโรส มาว่าตกอยู่ตรงนี้ตกตรงที่ลูกค้าคนนั้นยืน ไม่น่าเป็นไปได้เพราะที่แผงก็ไม่กว้าง ตกตรงทางเดินเราดูหลายรอบแล้วเรางง เราคิดในใจขโมยไว้ในเสื้อแล้วมาบอกว่าตก
    ทุกข์ : ใจแป่วนิดหนึ่ง
    สมุทัย : ชอบที่จะไม่ให้ลูกค้าขโมยของ ชังเพราะโดนขโมยหลายหนแล้ว
    นิโรธ : ลูกค้าบางท่านจะขโมยของก็ได้ไม่ขโมยก็ได้ ไม่ชอบไม่ชัง ไร้กังวล
    มรรค : เราต้องยอมรับเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง ขโมยของบางทีคนขโมยก็ได้ของไป แต่บางทีคนขโมยก็ใช้มุขเดิมว่าของตกตรงคนขโมยยืน เขาจ่ายเงินแล้วเราก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ และใจลึกๆตอนนั้นก็ไม่คิดโทษขโมยเลย กลับมองภาพไปว่านั้นคือ เงาของเรา โชคดีที่เราได้มาฟังธรรมะจากอาจารย์ ได้มาเจอแพทย์วิถีธรรม ไม่งั้นเราจะต้องตั้งคำถาม ทำไมๆ ตอนนี้ตอบตัวเองได้แม่น ทำมาๆ โชคดีอีกแล้วได้ใช้วิบาก ใจก็ไม่เครียด ไม่กังวล เบิกบาน แจ่มใส อย่างเป็นอมตะธรรม

  20. นปภา รัตนวงศา

    อ่านกิเลสในหนังสือเสียง
    เนื่องจากเข้าร่วมกิจกรรมอ่านหนังสือเสียงกับหมู่ เรื่อง “การเตรียมวางขันธ์วางร่าง (ส่งวิญญาณ)ก็ได้อ่านไม่เยอะ แค่4บรรทัด พี่ๆจิตอาสาที่ได้อ่านมาก่อนอ่านได้ดี เป็นธรรมชาติเหมือนอ่านนิทานก่อนนอน ราบรื่น ถึงเวลาซ้อมอ่านของตัวเองเห็นจิตตัวเองที่ วุ่นวาย ไม่นิ่ง ลืมเปิดไมค์ อ่านผิดๆถูกๆ ต้องอ่านใหม่ เว้นจังหวะเว้นช่วงไม่ค่อยดี จึงทุกข์ใจเล็กน้อย

    ทุกข์ อ่านหนังสือได้ไม่ดี

    สมุทัย ถ้าอ่านหนังสือได้ดีก็ชอบใจ อ่านหนังสือไม่ได้ดีก็ไม่ชอบใจ

    นิโรธ อ่านหนังสือได้ดีหรือไม่ได้ดีก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค พิจารณาความจริงตามความเป็นจริง อยู่ระดับอนุบาลแต่จะเอาดีในระดับปริญญา จะเอาดีที่สุด จะเอาก็เลยไม่ได้ สิ่งที่ทำไปดีที่สุดแล้ว พร่องก็ดีแล้ว จะได้มุ่งมั่น พากเพียร ให้ดีขึ้นๆ ใช้บททบทวนธรรมข้อ132 คนที่ทำงานลงตัวตลอดไม่มีปัญญาใดๆคือ คนที่ซวยที่สุดในโลก ข้อ133 อุปสรรคและปัญหาคือชีวิตชีวา ข้อ136 ชีวิตที่ลงตัวคือชีวิตที่มีแต่ความเสื่อม ชีวิตที่ไม่ลงตัวคือชีวิตที่มีแต่ความเจริญ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดีที่สุดแล้ว โชคดีแล้วที่มีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในงานนี้ได้เรียนรู้ได้ฝึกฝน ได้บำเพ็ญ ขอบคุณผัสสะตัวนี้ที่ได้ล้างความกลัว ความกังวลเวลาเข้าหมู่ มันดีขึ้น ดีขึ้นแต่ยังไม่หมด โชดดีจริงๆรับแล้วก็หมดไปจะได้โชคดีขึ้น
    หลังพิจารณาไม่ทุกข์แล้วค่ะ คืนนี้ได้ทดสอบต่อจะมาอีกไหม….สาธุ

  21. สำรวย นาคะนนท์ (เพชรเพียรธรรม)

    ชื่อ สำรวย นาคะนนท์
    ชื่อทางธรรม เพชรเพียรธรรม
    จิตอาสาสวนป่านาบุญ2
    เรื่อง. ต้องการเอาชนะมด
    เหตุการณ์. เตรียมพื้นที่ไว้ปลูกผัก ทำร่องปลูกผักพร้อมกับเพาะเมล็ดผัก โดยไช้กะบะเพาะเมล็ดผักกาดขาวตั้งไว้บนพื้นปูนข้างร้านค้า เพาะไว้ตอนเย็น พอตอนเช้าก็เห็นมดบนพื้นเยอะจังก็นึกทบทวนดูเราไม่ได้ทำอาหารหรืออะไรที่มดกินหกลงพื้น พอไปดูกะบะที่เพาะเมล็ดผักกาดก็สงสัยทำไมไม่เห็นเมล็ดผักเลยดูแล้วไม่มีสักเม็ด พอเลื่อนกะละมังที่อยู่ใกล้กะบะ โอ้! เมล็ดผักมาอยู่นี่เอง ใจก็ทึ่งด้วยความอิ่มเอิบในความสามัคคีและความขยันของมดใจไม่ได้โกรธมดเลย ไปดูเมล็ดหัวผักกาดที่แช่น้ำไว้ก็เห็นเมล็ดเริ่มแตกขาวๆพร้อมที่จะงอก ก็ตัดสินใจว่าร่องที่จะปลูกก็พร้อมแล้วปลูกเลยดีกว่าไม่ต้องเพาะ ก็เอาไปปลูกหลุมละ2_3เม็ดแล้วเอาปูนขาวโรยรอบหลุมทุกหลุมคิดว่ามดผ่านปูนขาวมาคาบเมล็ดผักไม่ได้ รอดู3วันไม่เห็นเมล็ดผักงอกขึ้นมาทั้งๆที่เมล็ดผักแตกพร้อมที่จะงอกก็เขี่ยในหลุมดูไม่พบเมล็ดผักเลย
    ทุกข์. จะหาวิธีไหนที่ปลูกผักได้โดยที่มดไม่กินหมดก่อนที่เมล็ดผักงอก
    สมุทัย. ชังที่มดกินเมล็ดผัก ใจอยากเห็นเมล็ดผักงอกขึ้นมา
    นิโรธ. มดจะกินเมล็ดผักที่เราเพาะหรือที่ปลูกก็ไม่ทุกข์ จะหาวิธีอื่นอีก
    มรรค. เมล็ดหัวผักกาดประมาณ200เมล็ดได้ขึ้น12ต้นก็พอใจแล้วแค่นี้เลี้ยงให้เห็นหัวผักกาดสัก1หัวก็สุขใจแล้ว แต่หากไม่ได้เลยก็ไม่เป็นไรใจไม่ท้อครั้งนี้ไม่ได้หาวิธใหม่ต่อไปถึงไม่ชนะมดก็ไม่เป็นไร
    ใช้บททบทวนธรรมข้อ80 เมื่อได้มุ่งหมายให้เกิดดีและพยายามทำเต็มที่แล้วแต่ดีนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จดังใจหมาย
    กิเลสมักจะบอกว่าถัาไม่สมบูรณ์ไม่สำเร็จจะเสียหาย จะไม่สบายใจเป็นความลวง ใช้ปัญญาหักลำกิเลส โดยบอกกับกิเลสว่า ถ้าได้มากกว่านี้ ถ้าสมบูรณ์หรือสำเร็จกว่านี้ จะเสียหายเพราะในขณะนั้น ยังไม่ใช่เวลาที่จะได้มากกว่านี้ ยังไม่ใช่เวลาที่จะสมบูรณ์หรือสำเร็จกว่านี้

  22. บัณฑิตา โฟกท์ มุกแสงธรรม

    ช่วยเป็นกำลังใจ

    ช่วงสัปดาห์นี้มีพี่น้องส่งการบ้านมาเยอะขึ้น ตรวจใจเห็นความไม่แช่มชื่นใจเกิดขึ้นเล็กน้อย ที่ไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระลงข้อมูลช่วยพี่น้องในกลุ่มนักศึกษาแอดมินฝึกหัด(เพราะเราเข้าเวบไซ์ยังไม่ได้)

    ทุกข์ : ไม่สบายใจเล็กน้อยที่ไม่ได้แบ่งเบาภาระการลงข้อมูลช่วยพี่น้องในกลุ่ม

    สมุทัย : ยึดดีว่าถ้าได้ช่วยแบ่งเบาภาระจะสุขใจ ถ้าไม่ได้ช่วยแบ่งเบาจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : สุขสบายใจได้ แม้จะได้ช่วยหรือไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระลงข้อมูลพี่น้องในกลุ่ม

    มรรค : ระลึกว่า เราก็ได้บำเพ็ญในกิจอื่น ๆ เช่นประสานการประชุมอปริหานิยธรรมกลุ่มก่อนส่งการบ้านและก่อนทำการบ้าน ช่วยตรวจภาษา ความเรียบร้อยของรูปแบบบทความการบ้านร่วมกับพี่น้องในกลุ่ม และระลึกถึงคำสอนท่านอาจารย์หมอเขียวที่กล่าวว่า ” ทำดีที่ทำได้ ถ้าดีที่ยังทำไม่ได้ ยังไม่ใช่ดีที่ควรทำ ณ เวลานั้น ๆ “และการบำเพ็ญกิจใด ๆ ก็ให้เป็นไปตามธรรม พิจารณาอย่างนี้ใจก็คลายลง และสุขสบายใจแม้จะได้ช่วยหรือไม่ได้ช่วยลงข้อมูลพี่น้องในกลุ่ม จึงระลึกช่วยเป็นกำลังใจให้พี่น้องในกลุ่ม

  23. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

    หลายเรื่อง

    ไม่กี่วันก่อนเข้ากรุงฯ ไปทำธุระ แม่บอกว่าอาจจะนัดกันโคราชให้เราตามไปสมทบ แต่ยังไม่ใช่สัปดาห์นี้หรอก เพราะแม่ยังติดธุระและดูเหมือนจะไม่ยอมยกเลิกนัดง่าย ๆ พอเรากลับมาที่บ้านต่างจังหวัดเริ่มต้นทำงาน แม่ก็ส่งข้อความมาว่าวันเสาร์นี้ให้ไปรวมญาติที่โคราช

    ในขณะที่เพิ่งตกลงนัดรับของที่จะมาส่งพรุ่งนี้ (เก็บเงินปลายทาง)
    2.บวกกับเพิ่งสั่งของใหม่ไปเมื่อวานและวันนี้เขาก็ส่งแล้ว
    3.บวกกับตัววัดน้ำมันเกียร์หลวม น้ำมันเกียร์หยด เพิ่งสั่งอันใหม่ไป ยังไม่ส่งมาถึง ยังไม่อยากขับรถออกไป
    4.บวกกับเคยตั้งใจไว้ว่าจะไปรวมแค่นัดครอบครัวเล็กเป็นหลัก ครอบครัวใหญ่ไว้ตอนพิเศษ เช่นปิดเทอมเด็ก ๆ ก็พอ
    5.บวกกับรู้สึกว่า ถ้าไปงานที่บ้านมันก็ไม่เดิน มัวแต่ไปเสียเวลากับการกินเที่ยวเล่น ไม่ได้ทำงาน กินใช้กุศลไปฟรี ๆ
    6.บวกกับไม่อยากไปข้ามวัน คิดว่าแค่โคราชไปวันเดียวกลับก็ได้ (ไปข้ามวันต้องปิดบ้าน หลายเก็บ หลายปิด หลายล็อก)

    เหตุผลมากมายที่จะไม่ไป และตั้งใจว่าจะบอกแม่ว่าไม่ไป แต่โทรไปแม่ไม่ได้รับสาย น้าโทรมาแทน และบอกว่าอยากให้เราไป เตรียมสั่งอาหารไว้ให้เราด้วย เราก็แจ้งเหตุว่ามีนัดรับของ น้าก็แนะนำให้โทรไปเลื่อน เราก็บอกว่าจะลองดู

    ก็ลองโทรไปเลื่อน ก็ฝืด ๆ นิด ๆ แต่เขาก็บอกว่าตอนมาส่งจะมีพนักงานนัดอีกที ก็โอเคผ่านไป ว่าแล้วแม่ก็โทรมา ก็บอกว่ามันติด ๆ เยอะ ไม่ค่อยอยากไป พร้อมแจ้งเหตุปัจจัยของเรา ต่อรองแบบไปวันเดียว แม่ก็ต่อรองเหมือนกันว่าน้าจองโรงแรมให้แล้ว ขับกลับกลางคืนมันอันตราย เราก็อืม…. เดี๋ยวจะลองคิดดู แต่แม่ก็บอกตบท้ายว่าไม่มาก็ได้ไม่เป็นไร

    ทุกข์ : ใจที่มันไม่ยอมรับ รู้สึกฝืดฝืน อึดอัดกับสภาพที่ดูเหมือนจะพันกันไป พันกันมา
    สมุทัย : ยึดแต่ประโยชน์เท่าที่ปัญหาเห็นแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ คือทำงานอยู่บ้าน ขับรถอย่างปลอดภัย น้ำมันไม่รั่วซึม
    นิโรธ : ไปรวมญาติก็มีประโยชน์เหมือนกัน ใจที่พร้อมทำและพร้อมจะวางดี ไปทำดีอีกแบบมันพ้นทุกข์กว่า

    มรรค : เรื่องขยันทำงานอันนี้เราทำได้ดีแล้ว แต่ก็ต้องมาเจอโจทย์หัดวางดี ไปเอาสิ่งที่มันดูเหมือนจะไม่ดี ไม่มีประโยชน์อะไร แต่พอฟังทั้งน้า ทั้งแม่ ใจเราก็ผ่อนลง เริ่มทบทวนตัวเองว่ามีประโยชน์อื่นอีกไหม มีประโยชน์อื่นอีกไหมซ้ำไปซ้ำมา เพราะใจตอนแรกมันไม่เห็นประโยชน์

    พอพิจารณาดังนั้น ก็ค่อย ๆ เริ่มแก้ปัญหาไปทีละอย่าง ยังไม่ต้องคลายหมดหรอก แก้เรื่องรถก่อน เอาเทปพันสายไฟไปพันไว้พลาง ๆ ให้มันพอแน่น ๆ คิดว่าน่าจะดี แบบแก้ปัญหาชั่วคราว ไปถึงที่หมาย รอรถเย็น ๆ ค่อยเช็คอีกที

    เลื่อนนัดส่ง และเตรียมเลื่อนนัดที่จะมาถึงอันนี้ก็ไม่มีอะไรยาก ก็แจ้งเขาไป

    ส่วนเรื่องนัดครอบครัวใหญ่เล็ก เราก็ตั้งขึ้นมาเอง ว่าแล้วเราก็ล้มเอง อันนี้เขาก็ขอมา จริง ๆ จุดที่อยู่กับโคราชก็ห่างกัน แบบใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็ไม่ไกลเท่าไหร่ ส่วนตรงนี้พิจารณาตามพระพุทธเจ้าที่มีคนขอเป็นเจ้าภาพถวายอาหารที่นั่นที่นี่ เริ่มเข้าใจตามว่า ทำให้เขา ทำให้เขา เขาตั้งใจทำให้เรา เราไม่ได้ลำบากอะไร เราก็ไปรับ

    อีกส่วนหนึ่งคือเราเคยสรุปว่า การไปรวมญาติเราไม่มีพลังต้านเขาเลย เราก็อยู่ของเรา เขาก็อยู่ของเขาแบบโลกีย์ของเขา กินสูบดื่มเสพของเขา เราก็เลยรู้สึกว่ามันเสียเวลา แต่ความจริงมันไม่เที่ยง ที่เราเคยสรุปมันก็เป็นของครั้งนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเหมือนกันทุกครั้ง และเราก็ไม่ได้ตั้งจิตว่าจะต้องให้เกิดดีอะไร ดังนั้น จะเกิดดีก็ได้ ไม่เกิดดีก็ได้ เกิดร้ายก็ได้ แต่การที่เราจะสรุปว่ามันจะไม่มีวันเกิดดีหรือเกิดสิ่งดียากนี่แหละคือสภาพยึดของเรา ทั้ง ๆ ที่สิ่งดีเหล่านั้นมันไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัยของเราทั้งหมด เราทำได้ดีที่สุดแค่ใจไร้ทุกข์เท่านั้น ส่วนสิ่งที่จะเกิดอื่น ๆ เป็นเรื่องของโลก

    ส่วนเรื่องงาน ก็เปลี่ยนไปทำงานใหม่ เปลี่ยนไปแสดงธรรมแบบนั่งเงียบ ๆ สงบเย็น ไม่หงุดหงิด ไม่งุ่นงาน ไม่ยึดดี ไม่ข่ม ไม่สอน(ถ้าเขาไม่ให้สอน) ไปนั่งเฉย ๆ ก็ดีมากแล้ว ไม่ต้องได้พูดอะไรหรอก แค่เขาระลึกถึงเราก็ดีมากแล้ว เราก็ไปอย่างผู้น้อย ไปอย่างลูกหลาน ทำดีเท่าที่ทำได้ อย่างน้อยก็ควบคุมตนเองไม่ให้ไปทำชั่ว

    ส่วนเรื่องไปข้ามวันก็ทำใจ ก็ลงแรงเอาหน่อย อันนี้มันเป็นวิบากต้องรับ บ้านเราไม่มีรั้ว ไม่เหมือนบ้านในเมืองที่ล็อกประตูใส่กุญแจก็ออกได้ แต่บ้านต่างจังหวัดนี่เก็บอะไรมีค่าไว้นอกบ้านจะไม่ดี ล่อตาล่อใจ ชาวบ้านชอบลักไก่เดินผ่าน แวะมาเยี่ยมตอนเราไม่อยู่ เราก็เก็บไป ป้องกันทรัพย์สินของเรา

    สรุปก็ไปรวมญาตินั่นแหละ เรื่องนี้พิมพ์ไว้ตอนก่อนจะไปหนึ่งวัน ก็คิดว่าพิมพ์ไว้ก่อนน่าจะดี เพราะเราจะวางใจก่อนที่จะเจอเหตุการณ์จริง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการรวมญาติที่โลกีย์สุด ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะการที่เรายังหลงเกิดมาอยู่นี่ จริง ๆ มันก็โง่มากพอแล้วนั่นแหละ

  24. ปิ่น คำเพียงเพชร

    กิเลสตัวเดิม (ปรับแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อความแม่นประเด็นที่มากขึ้น)

    เนื่องจากอาจารย์หมอเขียวท่านสอนเสมอว่า “จะเคารพใครให้เคารพที่ศีลให้ดูที่ศีล คนเก่งแต่ไม่มีศีลอาจารย์ไม่เสียดายไม่อยากได้ คนไม่เก่งไม่เป็นไร ให้เป็นคนดีมีศีลไว้ก่อน ความเก่งค่อยมาฝึกเอาทีหลังก็ได้” ซึ่งคำสอนนี้รู้สึกตรงใจเรามากและได้ปฏิบัติตามมาเสมอ

    ดังนั้นเวลาที่จะเคารพใครศรัทธาใคร จะมีแค่ความเก่งอย่างเดียวจึงไม่พอ เพราะเราก็จะเคารพตรงที่ศีลของท่าน ว่าท่านศีลดีอย่างไร ว่าท่านลดกิเลสเก่งไหม สามารถบอกสอนให้เราลดกิเลสได้ด้วยไหม และเราก็จะรู้สึกเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญกับทุกกิจกรรมของพี่น้องหมู่มิตรดีที่จะทำให้เราลดกิเลสและพาให้จิตวิญญาณเราเจริญขึ้นได้ ส่งผลให้เวลาเห็นคนที่เขามองข้ามหรือไม่เห็นคุณค่ากับกิจกรรมเหล่านี้ ก็ทำให้บอกตนเองในใจว่า อ้อเขาไม่เห็นคุณค่าในสิ่งนี้เหมือนเราหนอ และหลงโง่มีจิตออกจะไปเพ่งโทษถือสาอยู่นิด ๆ ด้วย

    ทุกข์ : ไม่แช่มชื่น ที่ได้ยินที่ได้เห็นคนที่มีทีท่าที่แสดงออกว่า ตีทิ้งหรือมองข้ามความสำคัญของกิจกรรมที่เราทำ ที่เราคิดว่าดีเพราะเป็นกิจกรรมที่พากันลดกิเลส

    สมุทัย : ยึดว่า กิจกรรมที่เราทำร่วมกับพี่น้องหมู่มิตรดีนี้เป็นสิ่งดีที่มีคุณค่าที่สุด เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะพาให้เราพ้นทุกข์ได้ ไม่ควรมองข้ามไม่ควรตีทิ้ง

    นิโรธ : การที่มีคนเห็นคุณค่าของกิจกรรมที่เราทำร่วมกับหมู่มิตรดีที่พากันลดกิเลสนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ามีคนตีทิ้งไม่เห็นคุณค่าไม่ให้ความสำคัญเหมือนเรา เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ ควรจะเบิกบานแจ่มใส่ให้ได้

    มรรค : ที่เขาตีทิ้งไม่เห็นคุณค่าไม่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมเหล่านี้ เพราะเขายังไม่เห็นประโยชน์ การที่ใครจะเห็นคุณค่าในสิ่งไหนได้ ก็เพราะว่าเขาเห็นประโยชน์ในสิ่งนั้น ก็เป็นไปตามฐานจิตของแต่ละชีวิต จะให้เหมือนกันหมดเป็นไปไม่ได้ การที่เราเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญกับสิ่งดีดีแบบนี้ก็ดีแล้ว แต่จิตที่เราไปยึดว่านี่ดีและคนอื่นควรเห็นว่าดีแบบที่เราเห็นนี่ไม่ดี แล้วยังจะไปนึกเพ่งโทษถือสาเขาตำหนิเขาในใจแบบนี้นี่มันชั่วแล้ว ต้องรีบกำจัดออกไป ตั้งจิตใหม่ให้ถูกคือ ตั้งจิตเคารพในส่วนดีเมตตาอุเบกขาในส่วนด้อยส่วนพร่อง ให้เวลาให้โอกาสแต่ละชีวิตให้ได้เป็นไปตามฐานจิตของแต่และชีวิต ให้ได้ค่อยๆพัฒนาไปเป็นลำดับ ๆ อย่าใจแคบ แม้แต่เราเองก็ยังต้องเป็นไปตามลำดับเช่นกัน

    สรุป คือคลายใจ วางใจ อุเบกขา ไม่ถือสาได้ แล้วปรับจิตใหม่เป็นเคารพในส่วนดีเมตตาในส่วนด้อยของแต่ละชีวิต แล้วเบิกบานไม่ถือสาในที่สุด

  25. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    05/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : โดนทักผิด
    เหตุการณ์: ไปซื้อของกับน้องสาว( ลูกพี่ลูกน้อง อายุห่างกัน 18 ปี) คนขายของทักผิดว่าเราเป็นแม่ของน้อง ด้วยความเป็นคนโสด ไม่เคยมีลูก พอมีคนทักผิดก็ใจแหว่ง กิเลสมันไม่อยากแก่ มันพูดในใจว่า เฮ้ย! มาทักผิดว่าเราเป็นแม่ได้ไง นี่เราแก่ขนาดนี่เลยเหรอ เราหน้าแก่เหมือนเป็นแม่ของน้องเลยเหรอ
    ทุกข์ : ไม่อยากแก่
    สมุทัย : ชังที่ถูกทักผิดว่าเป็นแม่
    นิโรธ : ใครจะทักถูก ทักผิดก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: ที่ผ่านมาเราอายุมากขึ้น ปัจจุบันอายุ 45 ปี ตั้งแต่มาปฏิบัติธรรม เริ่มไม่ค่อยใส่ใจกับการปรุงแต่งกายภายนอก ผมหงอกก็ไม่ย้อม
    หน้าก็ไม่แต่ง เครื่องสำอางก็ไม่ใช้มานานแล้ว คิดว่าตนเองยอมรับสภาพนี่ได้แล้ว แต่เมื่อถูกทักผิดว่าเป็นแม่ของลูกพี่ลูกน้องก็เศร้านิด ๆ แสดงให้เห็นว่าที่จริงเราก็ยังล้างกิเลสไม่หมด ยังยึดมั่นถือมั่น เรายังไม่อยากแก่ มันก็เผลอขุ่นมัวไปตามกิเลส แต่มันก็เป็นเพียงแค่แป๊บเดียว ดีที่ตาไวเห็นกิเลสตัวนี้ทัน ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 74 “ให้ตรวจดูว่าในชีวิตเรายังมีเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นหรือเสียหายแล้วทำให้ใจเราทุกข์ได้ ถ้ามีอยู่แสดงว่ายังมีกิเลสเหตุแห่งทุกข์อยู่ให้กำจัดความยึดมั่นถือมั่นนั้นเสีย” มานั่งพิจารณาว่า เราก็อายุมากขึ้นทุกปี เกิด แก่ เจ็บตาย เป็นเรื่องปกติที่เราต้องเจอ เพื่อนรุ่นเดียวกับเรา ที่มีลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาวไปก็มีหลายคน บางคนที่แต่งงานเร็วก็เป็นยายเป็นย่าไปแล้ว อายุเราก็มากแล้ว น้องคนนี้อายุก็ห่างกันเกือบ 20 ปี ก็คงไม่แปลกที่คนจะทักผิด เราโชคดีที่ได้มีโอกาสแก่ บางคนไม่ทันแก่ก็ตายไปก่อนแล้ว ขอบคุณมาตาลีเทพสารถีที่ส่งคนนี้มากระทุ้งกิเลสเรา

  26. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    06/02/64
    ชื่อ นางสำรวม แก้วแกมจันทร์
    ชื่อเล่น ป้ารวม
    ชื่อทางธรรม “ร้อยแสงศีล”
    จอส. สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง “กิเลสกองใหญ่ อยู่ในต้นกล้วย!…” (ตอนที่ 1)

    เหตุการณ์
    วันที่ 21 มกราคม 2564 ที่สวนป่านาบุญ 2 ขณะเดินออกกำลังกาย เห็นกล้วยน้ำว้าเริ่มสุกบนต้น ปรึกษาเพื่อนว่า มีกล้วยสุก 2-3 เครือ และสุกเพิ่มอีก 2 เครือ กิน/ใช้ไม่หมด ควรตัดขาย/แบ่งปันบ้าง ตัวเองยินดีรับอาสาตัดกล้วย ตัดกล้วยเสร็จแล้ว ก็ตัดต้นกล้วยเป็นท่อนสั้นๆ เพื่อนห้าม “อย่าตัดๆ” รู้สึก ขุ่น เพ่งโทษ เดาใจ สงสัย ห้ามทำไม? เขาว่า… ตัดกล้วยแล้ว ต้องเว้นต้นกล้วยเอาไว้เป็นปุ๋ยบำรุงต้นที่เหลือ..เราไม่รู้ เรายึดตามที่รู้ ไม่พอใจ ถือสา ไม่ชอบ ชัง เราบอก..ตัดต้นกล้วยเป็นท่อนๆ ผ่าซีก วางรอบโคนมะพร้าว เป็นปุ๋ยหมักธรรมชาติ ได้เห็นกิเลสกองใหญ่ อยู่ในต้นกล้วย เต็มไปหมด มันดิ้นๆไม่ยอม ดิ้นขลุกขลักๆ ประมาณ 2 นาที

    กิเลสตัวยึด พอยอมได้ด้วยใจบริสุทธิ์ ให้อภัย เมตตาไม่ถือสา “ขอโทษ” ขออภัย ความทุกข์ค่อยๆ จางคลายหายไป เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น ยิ้มได้ หัวเราะได้ โชคดีที่รู้เท่าทันกิเลส กิเลสมันอายมาก มันดิ้นๆ หายไปแค่เสี่ยววินาที เพียงชั่วกระพริบตา รู้สึกโล่ง เบากาย สบายใจ ไร้กังวล

    ทุกข์ : สงสัยว่า เขาห้ามทำไม ยึดไม่ยอม ขุ่น ไม่ชอบ ชัง ถือสา

    สมุทัย : เรายึดว่า ความคิดเราถูก ถ้าเขาไม่ห้าม จะชอบใจ พอใจ สุขใจ แต่เขาห้าม ขุ่น ชัง ไม่ชอบ ถือสา ทุกข์ใจ

    นิโรธ : เขาจะห้ามหรือไม่ห้าม เราไม่ยึด ไม่ถือสา ให้อภัย ไม่ชอบ-ไม่ชัง ยินดี พอใจ วางเฉย อุเบกขา

    มรรค : ตั้งสติ ใช้ปัญญา ขจัดกิเลสมาร สร้างจิตวิญญาณที่ผาสุก นำบทบททวนธรรม บทที่ 1,2,3,6,8 มาใช้

    จากผัสสะดังกล่าว ได้เห็นกิเลสกองใหญ่เต็มไปหมด ตอนแรกคิดว่า กิเลสมันอยู่ในต้นกล้วย แท้จริงแล้ว กิเลสเป็นพลังงานมองไม่เห็น มันทำทุกข์ให้เรา อยู่ในต้นกล้วยไม่ได้ ต้นกล้วยเป็นพืชไม่มีจิตวิญญาณ เราเป็นคน มีจิตตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม มี “นิวรณ์ 5 คือ กิเลสที่กั้นจิตของเราไม่ให้บรรลุธรรม จึงเป็นครั้งแรกที่ลองเขียนอธิบายความเข้าใจในการล้างกิเลส ตามที่ได้เรียนรู้นิวรณ์ 5 กับ ปหาน 5 ว่าสามารถ นำมาใช้ ในการช่วยเอากิเลสออกให้หมดสิ้นได้อย่างไรบ้าง ดังนี้ คือ
    (1) กามฉันทะ มีความพอใจในการยึดว่า ต้องตัดต้นกล้วยเหมือนเรา ไม่ใช่เหมือนของเขา
    (2) พยาบาท คิดคาดเดาใจ ไม่ยอมรับ ที่เขาบอกว่า ตัดกล้วยแล้ว ต้องเว้นต้นกล้วยไว้
    (3) ถีนมิทธะ ไม่ชอบไม่พอใจ ที่เขาห้ามไม่ให้ตัดต้นกล้วย จิตตก ทันที
    (4) อุทธัจจกุกกุจจะ ทำให้จิตคิดฟุ้ง จนขุ่นที่เขาห้าม และ
    (5) วิจิกิจฉา สงสัย ว่า เขาห้ามทำไม?

    จึงได้สำนึกผิด ยอมรับผิด เพราะ “สิ่งที่เราได้รับ คือ สิ่งที่เราทำมา” (ททธ.บทที่ 8) นำวิธีการ “ปหาน 5” เอามาปหานกิเลสกองใหญ่นั้น คือ การละกิเลสให้หมดไป ตามลำดับ จนพ้นทุกข์ คือ
    (1) ละด้วยการข่มฝืนกิเลส ทำใจในใจให้แยบคาย ข่มฝืนไว้ ให้รู้ว่า กิเลสตัวยึด คือ โง่ ชั่ว ทุกข์ ที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเรา ไม่โทษเขา ยอมรับผิด แล้วนับหนึ่งที่เรา เริ่มต้นที่เรา (ททธ.บทที่ 3)
    (2) ละได้เป็นคราวๆ ยอมรับด้วยใจที่บริสุทธิ์ได้ ละได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำใจในใจให้แยบคายต่อไป เพราะฐานจิตเรา-ฐานจิตเขาแตกต่างกัน ประมาณให้เหมาะสม “คิดดี พูดดี ทำดี” ไว้ก่อนดีที่สุด (ททธ. บทที่ 2)
    (3) ละด้วยการตัดกิเลสขาด พิจารณาว่า การเข้าใจผิดของเรากับเขานั้น ระลึกรู้ว่า มันคือ วิบากกรรมเขา วิบากกรรมเรา แก้ไขได้ด้วยการทำดี ไม่ถือสาไปเรื่อยๆ วันใดวันหนึ่งข้างหน้า สืบไป ความเข้าใจผิดนั้นก็จะหมดไปเอง (ททธ. บทที่ 1)
    (4) ละด้วยการสงบระงับกิเลส พิจารณาว่า การกระทำเดียวกัน มีเหตุผลในการกระทำกว่าล้านเหตุผล ต้องระวังอคติ หรือ ความเข้าใจผิด จากการคาดเดาที่ผิดของเรา (ททธ.บทที่ 6) วางตัวยึด ด้วยการยอมจากใจจริง
    (5) ละด้วยการสลัดกิเลสทิ้งทันที นำคาถาดับทุกข์จากคัมภีร์ชีวิตพาพ้นทุกข์มาใช้คือ ททธ. บทที่ 1,2,3,6,8

    พิจารณาซ้ำๆ ตั้งแต่ข้อ 1-5 โดยใช้โยนิโสมนสิการ ทำใจในใจ รู้สึกตัว ไม่เดาใจ “วางใจ ด้วยใจบริสุทธิ์”ว่า มันเป็นวิบากกรรมเรา วิบากกรรมเขา กิเลสกองใหญ่ในต้นกล้วย เป็นพลังงานที่มองไม่เห็น ที่เกิดจากการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ สังเคราะห์กันอย่างละหนึ่งส่วน สร้างสิ่งที่มองเห็น “ล้างยึดได้ จึงยอมเป็น” ให้อภัย ไม่ถือสา ด้วยจิตวิญาณที่บริสุทธิ์ เป็นการวางใจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากและต่อเนื่อง เพียงเสี้ยววินาที ล้างตัวยึดได้ พ้นทุกข์ได้ทันที พุทธะจึงเกิด “รู้ตื่น รู้เบิกบาน” เบา สบาย ไร้ทุกข์ “สว่าง ว่าง” มีปิติ เป็น “อุเบกขา” ณ วินาที ที่วางใจได้จริง

    วันนี้ชนะมัน ตัวยึดมันหนามาก ล้างให้สิ้นเกลี้ยงได้ยาก แต่มันเบาบางลง ตั้งอริยศีล ต่อสู้ต่อไป
    วันหน้าไม่รู้ แต่วันนี้ตั้งศีลสู้ ฝึกการวางใจว่า “จะยินดี พอใจ ในความไม่ชอบ-ไม่ชัง” กับเหตุการณ์หรือกับบุคคล ให้ได้ยิ่งขึ้นๆ

    1. สำรวม แก้วแกมจันทร์

      06/02/64
      ชื่อ นางสำรวม แก้วแกมจันทร์
      ชื่อเล่น “ป้ารวม”
      ชื่อทางธรรม “ร้อยแสงศีล”
      จอส. สวนป่านาบุญ 2

      เรื่อง “กิเลสที่ต้นมะพร้าว…จับมันได้เร็วขึ้น!…” (ตอนที่ 2)

      เหตุการณ์ต่อเนื่องจากตอนที่ 1

      ทุกข์จากกิเลสตัวยึดในต้นกล้วย ล้างมันออกไปได้แล้ว ยอมได้ ให้อภัย ไม่ถือสา เบิกบานแล้ว แต่พอผ่านไปเพียงไม่กี่นาที เกิดทุกข์ใหม่อีก คือ กิเลสตัวยึดตัวเดิมนั้นแหละ มันโผล่มาให้เห็นอีก ขณะที่ผ่าต้นกล้วยเป็นซีกๆ วางซ้อนทับกันไว้ใต้ต้นมะพร้าว เห็นเพื่อนตัดทางมะพร้าว ต้นที่อยู่ใกล้ๆ กัน ตัดไป 2 ทางแล้ว กำลังยกพร้าขึ้นตั้งท่าตัดอีก คิดเดาใจทันทีว่า เขาจะตัดทางมะพร้าวอีก รีบห้ามว่า “อย่าตัดๆ” เพราะมะพร้าวต้นเล็ก ปลูก 2-3 ปี ไม่ควรตัดทางทิ้ง..เขาเถียง.. ครั้งนี้เรานิ่งเฉยได้ เพราะรู้ทันกิเลสได้เร็ว จึง “จับกิเลสได้เร็ว” รีบวางตัวยึดได้เร็วขึ้น ปรับเปลี่ยนเป็นยอมได้เร็วขึ้น ไม่ถือสา เมตตา อภัยได้เร็วขึ้น วิบากดี ดันวิบากร้ายออกไปได้ทัน เหตุการณ์ครั้งนี้ “งานนอกสำเร็จ งานในสำเร็จ” เพราะเราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนสภาวะธรรม “ช่วยกันล้างกิเลส โดยการยอมพูดความจริง” “ยอมสิ่งที่ยึด” ช่วยกันทำงานต่อ คือ ช่วยกันยกกล้วยใส่รถเข็น เข็นไปขาย/แบ่งปันที่ร้านค้า ด้วยความยินดี พอใจ เบิกบาน เพราะใจไม่ทุกข์แล้ว

      ทุกข์ : เพราะยึด ไม่ชอบ ชัง สงสัยว่า เขาเถียงทำไม

      สมุทัย : ถ้าเขาไม่เถียง เราชอบใจ แต่เขาเถียง จึงไม่ยอม ไม่ชอบ ชัง

      นิโรธ : ยอมวางสิ่งที่ยึด เขาจะเถียงหรือไม่เถียง เราก็ยินดี พอใจ ไม่ชอบ-ไม่ชัง วางเฉยได้

      มรรค : ตั้งสติ ทบทวนเหตุการณ์ ใช้ปัญญาตรวจว่า เขาเถียงเราทำไม? ออ! เพราะเราทำมา! (ททธ. บทที่ 47) ระลึกถึงศีลที่ตั้งไว้ “ไม่เบียดเบียนตัวเอง และไม่เบียดเบียนผู้อื่น” ไม่โทษใคร “ไม่มีใครผิดต่อเรา เราเท่านั้นที่ผิดต่อเรา” (ททธ.บทที่ 20) นำททธ.บทอื่นๆ มาพิจารณาว่า บทไหนที่ล้างกิเลสตัวยึดได้บ้าง ออ!..เจอแล้ว คือ

      ททธ.บทที่ 87 “ทุกข์เท่าที่โง่ โง่เท่าที่ทุกข์”,“ยึดเท่าที่โง่ โง่เท่าที่ยึด” ที่ยึดว่า ต้องไม่ตัดทางมะพร้าว “โง่กว่ากิเลส”
      ททธ.บทที่ 83 “ความยึดมั่นถือมั่น จะทำให้เกิดความพร่อง ความพลาด ความทุกข์” เขาจะตัดทางมะพร้าวก็ได้ หรือไม่ตัดก็ได้ ยึดให้โง่ ยึดทำไม “พร่องได้ พลาดได้” ถ้ายังยึดว่า “พร่องไม่ได้ พลาดไม่ได้ ทุกข์ตายเลย”
      ททธ.บทที่ 83 “ล้างความยึดมั่นถือมั่นของใจได้สำเร็จคือ ความสำเร็จแท้” เขาจะเถียงหรือไม่เถียง ก็ยินดี พอใจ ไม่ชอบ-ไม่ชัง วางเฉยได้
      ททธ.บทที่ 85 “จงเบิกบาน เบิกบาน และเบิกบาน จงเบิกบานอย่างเป็นอมตะธรรม”

      การล้างกิเลสตัวยึด นำเอาวิธีปหาน 5 มาใช้ช่วยล้างกิเลสออกให้หมดสิ้น จากนิวรณ์ 5 ดังนี้ คือ
      (1) กามฉันทะ เราจะพอใจ ถ้าเขาไม่เถียง เพราะเรายึดว่าเราถูก
      (2) พยาบาท เรายังเดาใจเขาว่า เขาตัดทางมะพร้าวทำไม เราไม่ยอม
      (3) ถีนมิทธะ ไม่ชอบ ที่เขาเถียง จิตตก ทันที
      (4) อุทธัจจกุกกุจจะ จิตคิดฟุ้ง ไม่ชอบ ที่เขาถียง
      (5) วิจิกิจฉา สงสัยว่า เขาเถียงทำไม

      ตั้งสติ ใช้ปัญญา พิจารณาตรวจใจตัวเอง ไม่โทษใคร ให้นับ 1 ที่เรา เริ่มต้นที่เรา เพราะ “สิ่งที่เราได้รับ คือ สิ่งที่เราทำมา” (ททธ.บทที่ 8,47) นำวิธีการ “ปหาน 5” เอามาปหานกิเลสตัวยึด ให้เป็นตัวยอม ให้กิเลสมารร้ายตัวยึดค่อยๆ เล็กลง และให้หมดไป ตามลำดับ จนพ้นทุกข์ได้ คือ
      (1) ละด้วยการข่มฝืนกิเลส โดยการทำใจในใจให้แยบคาย ข่มฝืนไว้ รู้แล้วว่า “ยึดเท่าที่โง่ โง่เท่าที่ยึด” (ททธ. บทที่ 87)
      (2) ละได้เป็นคราวๆ ยอมรับ ให้อภัย ไม่ถือสา เมตตา ด้วยใจที่บริสุทธิ์ได้แล้ว แต่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำใจในใจให้แยบคายต่อไป “คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อน” ดีที่สุด (ททธ. บทที่ 2) “ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ”
      (3) ละด้วยการตัดกิเลสขาด พิจารณาและระลึกรู้ว่า มันคือ วิบากกรรมเขา วิบากกรรมเรา แก้ไขได้ด้วยการทำดี ไม่ถือสาไปเรื่อยๆ วันใดวันหนึ่งข้างหน้า สืบไป ความเข้าใจผิดนั้นก็จะหมดไปเอง (ททธ. บทที่ 1)
      (4) ละด้วยการสงบระงับกิเลส พิจารณาว่า การกระทำเดียวกัน มีเหตุผลในการกระทำกว่าล้านเหตุผล ต้องระวังอคติ หรือ ความเข้าใจผิด จากการคาดเดาที่ผิดของเรา (ททธ.บทที่ 6) วางตัวยึด ด้วยการยอมจากใจจริง
      (5) ละด้วยการสลัดกิเลสทิ้งทันที ด้วยคาถาดับทุกข์จากคัมภีร์ชีวิตพาพ้นทุกข์ ในบทต่างๆ ดังที่กล่าวมา

      วันนี้ชนะกิเลสได้อีกครั้ง แต่กิเลสมันยังหนามาก ลึกมาก ยังไม่สิ้นเกลี้ยง
      วันหน้าไม่รู้ วันนี้ตั้งอริยศีลต่อสู้กับกิเลสต่อไป คือ “จะประมาณการคิด พูด ทำ ให้เหมาะสมกับฐานจิตของเราและฐานจิตของผู้อื่น”

  27. ภาคภูมิ ยอดปรีดา (สร้างแก่นศีล)

    #ทุกข์ใจเพราะเจ็บภายในจมูก

    ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมารู้สึกแปลกๆ ในรูจมูกด้านซ้ายเลยลองสอดนิ้วเข้าไปจับดูก็พบว่าเยื่อบุโพรงจมูกด้านในมันบวมขึ้นมา บางวันก็จะเจ็บ บางวันก็ไม่เจ็บ บางวันก็แค่รู้สึกตึงๆ จมูกบริเวณนั้นหน่อยๆ แต่ถ้าวันไหนที่รู้สึกเจ็บหรือรู้สึกตึงก็จะสัมผัสอาการปวดตึงที่ร้าวไปยังกระบอกตาด้านซ้าย แก้มซ้าย และศีรษะด้านซ้าย ซึ่งมาถึงปัจจุบันนี้อาการดังกล่าวก็ยังไม่หาย ด้วยสาเหตุทั้งหมดจึงรู้สึกทุกข์ใจขึ้นมาเพราะไม่ชอบที่อาการดังกล่าวไม่ยอมหายเสียทีและรู้สึกกลัว กังวล ระแวง หวั่นไหวว่าจะเป็นอะไรที่ร้ายแรงมากหรือเปล่า

    ทุกข์ : ทุกข์ใจจากความไม่ชอบที่อาการเจ็บภายในจมูกไม่ยอมหายเสียทีและจากความกลัว กังวล ระแวง หวั่นไหว ว่าจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่ร้ายแรง

    สมุทัย : จะทุกข์ใจถ้าอาการดังกล่าวหายไปช้าและถ้าอาการดังกล่าวเป็นอาการของโรคที่ร้ายแรง และจะผาสุกใจถ้าอาการดังกล่าวหายไปเร็วและถ้าอาการดังกล่าวไม่ได้เป็นอาการของโรคร้ายแรง

    นิโรธ : สามารถผาสุกใจได้ไม่ว่าอาการเจ็บป่วยดังกล่าวจะหายไปเร็วหรือช้าและไม่ว่าอาการเจ็บป่วยดังกล่าวจะเป็นอาการการเจ็บป่วยของโรคร้ายแรงหรือไม่

    มรรค : พยายามพิจารณาความจริงตามความเป็นจริงและทำใจในใจให้แยบคายโดยเฉพาะในประเด็นของวิบากกรรม ความทุกข์ที่เลี่ยงได้และเลี้ยงไม่ได้ คาถาทำใจให้หายโรคเร็ว ตลอดจนพิจารณาถึงประโยชน์และโทษของการที่ใจร้อนและทำใจให้กลัว กังวล ระแวง หวั่นไหว กับการใจเย็น ไม่กลัว ไม่กังวล ไม่ระแวง ไม่หวั่นไหว ว่าการมีใจแบบไหนที่มีประโยชน์มากกว่ากัน

  28. สมพงษ์ โขงรัมย์

    เรื่อง ไม่พอใจ

    เรื่องย่อ  อาบน้ำอยู่ฟังธรรมะไปด้วยจิตไม่ดีก็ดีตขึ้นเราจะสู้กิเลสไม่ใหว   คิดๆๆ  แล้วกังวลจัง

    ทุกข์  ไม่พอใจน้อยใจ

    สมุทัย  กลัวคนไม่เข้าใจน้อยใจตัวเอง  ยึดว่าคนอื่นต้องเข้าใจจะสูขใจ

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังคนจะเข้าใจเราหรือไม่เข้าใจก็สูขใจ

    มรรค มารมากระทำหน้าที่ 
    มาร  มีคนไม่พอใจไม่เข้าใจเธอ
    เรา  ใครไม่พอใจคิดต่อเชื่อมารมีเหตุน่าเชื่อถือ
    มาร  เขาพูดไม่ดีกับเราเห็นด้วยกับหูกับตา
    เรา  อย่าเดาใครซิ  ถามกันดู
    มาร  อย่าถาม   เขาตอบไม่ตรงใจเราเสียเวลา
    เรา  ถ้าไม่ถามก็เพ่งโทษกันน้อยใจกันซิ  ฟังธรรมะอยู่พอดีทำใจไม่ชอบไม่ชังอาจารย์หมอเขียวก็สอนกิเลสว่าเกิดอะไรเอาประโยชน์ให้ได้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดีหมด ชื่นใจโอ้ผลของการฟังธรรมะแบบไม่รีบไม่กลัวไม่น้อยใจตัวเองที่ไม่เก่งการหาข้อมูลทำให้จิตใจเบาสบายลดกิเลสได้๑0เปอร์เซ็นต์ 

  29. สมพงษ์ โขงรัมย์

    เรื่องสอนคนอื่นดีแบบโลกียะ
    เนื้อเรื่อง การเขียนการบ้านเป็นการฝึกเขียนบ่อยๆทบทวนซ้ำๆเราสุขเราทุกข์กับเรื่องโลกียะใช่ไหม(คิดพูดทำแล้วไม่ลดกิเลส) ถ้าเราสอนกิเลสเป็นเราก็จะเป็นคนเอาภาระตัวเองเอาภาระสังคมสอนกิเลสในตนวันนี้จะตั้งศีลเขียนการบ้านสอนกิเลสใน
    เราทำให้เราได้เห็นมารในตนเป็นหน้าที่เรื่องอื่นจำเป็นรองลงมาแล้วเอาบททบทวนธรรมมาหักล้างความคิดของมารจะต้องฝึกบ่อยๆ(บอกสอนตนเองถูกสัจจะ)
    ทุกข์ อึดอัดใจกับการเขียนการบ้าน
    สมุทัย อยากเขียนการบ้านแบบไม่อึดอัดใจชอบที่จะได้เขียนการบ้านชังที่ไม่ได้เขียนการบ้น
    นิโรธ เวลาเขียนการบ้านจะทำใจใหม่ว่าก็เรามีหน้าที่เขียนส่งการบ้านเป็นการทำหน้าที่ของเราเต็มที่อะไรจะเกิดก็จะไม่ชอบไม่ชังได้พลังสุดๆเบาสบายใจไร้ทุกข์
    มรรค พิจารณาว่าการฝึกเขียนการบ้านทุกอริยสัจ4ไม่ใช่เรื่องง่ายๆมารจะมากระทำหน้าที่เสี่ยม สอน สวนหมัดทุกคำพูดของพุทธะ มารเขียนการบ้านแล้วได้อะไร พุทธะ ตอบได้เห็นมาร
    มารคิดผิดๆเสี่ยมสอนผิดๆมารบ่นก็เห็นท่องเขียนมากี่ปีแล้วมารก็อยากพ้นทุกข์นะ พุทธะก็สอนต่อนี่ไงมารเขียนการบ้านเราพ้นทุกข์มาเรื่อยๆมารคิดตาม ร้อง อ๋อ ใช่ๆเราก็
    อยากหมดทุกข์เร็วๆมารเธอทำชั่วมาเยอะเขียนการบ้านข้ามชาติไม่รอไม่หวังแต่เราทำปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุดก่อน
    สุดท้ายมารเชื่อเพราะเป็นสัจจะมารถูกสอนเหมือนไม่จริงไม่พ้นทุกข์ คิดพูดทำแล้วจริงพ้นทุกข์ มารเธอเห็นทุกข์แล้วก็ได้ล้างชอบล้างชังตรงกับบททบทวนธรรมข้อ122 กิเลสลดลง 10%

  30. สมพงษ์ โขงรัมย์

    เนื้อเรื่อง ป่วยน้ำไหลออกจากหู เป็นอาการที่เป็นบ่อยมาก อดีตชอบ ทำเสียงดังทำให้คนอื่นเขารำคาญหนวกหู นี่ขนาดมาเพิ่มศีลอยู่ในเมือง พุทธะ แล้วยังป่วย
    ทุกข์ กลัวว่าหูจะหนวก
    สมุทัย ยึด ชอบที่หูไม่หนวกชังกลัวที่จะหูหนวก
    นิโรธไม่ชอบไม่ชังจะหูหนวกก็ได้หูไม่หูหนวกก็ได้เบาใจใจไร้ทุกข์ไร้กังวล
    มรรค พิจารณาว่ามันไม่เที่ยง กิเลส บอกว่า รีบรักษาให้หายกลัวที่จะฟังธรรมไม่รู้เรื่อง
    ผมก็เถียงกิเลส
    เรา
    ชั่วมาพูดไม่ดีเข้าหูคนฟังจนคนเจ็บหู ขนาดเรามาอยู่ในหมู่ที่ศีลแล้วยังเจ็บป่วย แปลว่าถ้าเราไม่มาอยู่ในหมู่จะหนักกว่านี้ขอบคุณที่เขาส่งโจทย์เจ็บป่วยมาให้เราได้ล้างใจเห็นหน้ากิเลสก็ดีแล้วกิเลสลดลง 5%

  31. สมพงษ์ โขงรัมย์ (นาย สู่สวนสงบ)

    เรื่อง ได้สมใจ

    เนื้อเรื่อง ปีนี้อยู่ที่สวนป่านาบุญ4 ปลูกกะหล่ำห่อได้ ห่อใหญ่ กินแล้วหวานอร่อย มีแต่คนชม มีความสุข ไม่คาดคิดว่าจะทำได้

    ทุกข์ ได้ดั่งใจ

    สมุทัย ชังที่ได้ดั่งใจ ยึดว่าต้องไม่ได้ดั่งใจถึงจะเจริญในธรรม

    นิโรธ ได้ดั่งใจหรือไม่ได้ดั่งใจก็ไม่ชอบไม่ชัง

    มรรค
    คิดแบบมาร ถ้าปลูกกะหล่ำได้แบบนี้ทุกปี จะได้รับคำชม จะต้องดีแน่ๆ ยึดว่าต้องได้แบบนี้ทุกปี
    คิดแบบพุทธะ การที่เรายึดมั่นถือมั่น ว่าจะปลูกกะหล่ำได้แบบปีนี้ เราก็ทุกข์ตั้งแต่คิดผิดแล้ว เป็นความคิดที่เหนี่ยวนำคนอื่น ทำตามทุกข์ตาม ชั่วตาม เป็นความคิดสาระเลว วันนี้จับมารได้ และได้เห็นหน้ามาร กิเลสลด 10%

  32. น.ส สายใจ อ่อนแก้ว

    เรื่อง แม่ค้าขี้โกง
    เนื้อเรื่อง. เย็นของวันจันทร์จะมีตลาดเปิดท้ายที่บ้านพังสายแถวสทิงพระทุกวัน วันนั้นเราไปเดินดูของที่ตลาดเปิดท้ายเราก็เดินมาเรื่อยๆน่ะ จนมาถีงร้านที่ขายผลไม้หลายๆ อย่าง. มีฝรั่ง ส้ม มะม่วง สัปรด อื่นๆ อีก ในใจเราอยากกินส้มโชกุนมากกิโลเท่าไหร่เนี๊ยะ เราถามแม่ค้า
    กิโลล่ะ 40 บาท แม่ค้าตอบ
    และแม่ค้าก็พูดต่ออีกว่าถ้าพี่สนใจเด๋วลดให้อีกน่ะ เราดูใจแล้วส้มของแม่ค้าเจ้านี้ดูสวยและสดนี้ดี เราเลือกได้ประมาณหนึ่งแล้วส่งให้แม่ค้าชั่ง ตอนชั่งเราไม่ได้ดูน่ะ เพราะว่าหันไปหยิบฝรั่งอีก 2-3 ลูกกะว่าจะซื้อฝรั่งด้วย เราได้ฝรั่งแล้วแม่ค้าบอกเราว่า ส้มกิโลครึ่งพอดี เราส่งฝรั่งให้ชั่งอีกตอนนี้เรามีเวลาได้ดูตาชัง แต่แม่ค้าเร็วกว่าเราอีก. คีอชั่งปุบยกออกมาแล้วบอกเรา พี่ๆฝรั่ง 1 กิโลพอดี เราก็ให้แม่ค้าคิคเงินแล้วเดินออกมา แต่เรายังทันได้ยินเสียงคนที่ซื้อของตามหลังเราโวยวายกับแม่ค้าคนเดิมว่า อ้าวพี่ของยังขาดเป็นครึ่งขีดแล้วบอกว่าเต็มกิโลได้ยังไง กิเลสเราคิคทันที่ว่าอ้าวงั้นของเราก็คงขาดเหมือนกันแน่เลย
    แต่เราก็ม่ได้ไปต่อว่าแม่ค้าน่ะเพราะตอนที่แม่ค้าชั่งเราไม่ได้ดูเราจะตัดสินใจว่าของเราชั่งไม่ครบกิโลก็ไม่ได้ แล้วเราก็เดินมาซื้อของอื่นๆ
    อีก เรามารู้ที่หลังว่าแม่ค้าคนนี้ทำแบบนี้บ่อยมาก ถ้าเวลาไม่ดูให้ดีเวลาที่ชั่งของจะโดนแบบนี้เสมอ. พอเรารู้แบบนั้นวันต่อมาเราก็ไม่ซื้ออีก
    ทุกข์ ไม่อยากให้แม่ค้าเป็นคนโกงตาชั่ง
    สมุทัย ชอบถ้าแม่ค้าไม่โกง ตาชั่ง ไม่ชอบแม่ค้าโกงตาชั่ง
    นิโรธ. แม่ค้าจะโกงหรือไม่โกงตาชั่ง ก็ไม่ชอบไม่ชั่ง
    มรรค เป็นธรรมดาของแม่ค้าขายของก็ต้องหวังผลกำไรแต่เราไม่อยากให้แม่เอาเปรียบคนซื้อของ ไม่ใช่กับตัวเราน่ะ แต่กับคนอื่นๆด้วย การไม่ซื่อสัตย์ในอาชีพที่เราดำเนินอยู่ ถ้าทำเป็นนิสัยแล้วไม่มีใครรู้ ตัวเองก็จะคิคว่า สิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง และจะทำไปตลอดจนเป็นนิสัย ถาวร แต่เหตุการณ์นี้ เราไม่ได้โทษแม่ค้าน่ะ เรามาดับทุกข์ใจที่ตัวเราเอง เพราะถ้าเราดับทุกข์ใจได้ ก็ไม่มีทุกข์อะไรที่ดับไม่ได้ ( ทบทวนธรรม ข้อที่. 75 )

  33. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง ดีนะที่จับทัน
    ได้ตั้งศีลไว้ว่า จะไม่ถือสาพ่อบ้าน มารมาทดสอบทุกเรื่องไม่เว้นแม้เรื่องเล็กน้อย ได้ช่วยกันทำค้างให้มะระ หันไปเห็นลูกเล็กจึงพูดว่าเป็นลูกแล้วนี่ ทันใดนั้นได้ยิน พ่อบ้านพูดว่า ห่อสิๆ เราก็ถามว่า ห่อตอนนี้หรือ พ่อบ้านก็สวนขึ้นมาทันทีว่า แล้วจะห่อตอนไหน!เท่านั้นแหละ รู้สึกขุ่นนิดๆ

    ทุกข์:ขุ่นใจ ที่พ่อบ้านพูดสวน

    สมุทัย:ไม่ชอบที่พ่อบ้านพูดสวน ถ้าพ่อบ้านไม่พูดสวนจะชอบ

    นิโรธ:พ่อบ้านจะพูดสวนหรือไม่พูดสวน ก็สบายใจ ไม่ชอบ ไม่ชัง

    มรรค:ในขณะเกิดเหตุ มารมาทำหน้าที่เร็วมาก ในใจคิด อ้าว!กำลังจะสวนออกไป(หากเป็นแต่ก่อนสวนทันควัน)ในขณะนั้นจิตดีขึ้นมาทันทีเช่นกัน มารเราจับเจ้าได้แล้ว ไม่เชื่อเจ้าหรอก ไม่ต้องมายั่วนะ ไปเสียเถอะ เราหลงเชื่อเจ้ามามากแล้วไม่เห็นดีเลยมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น บททบทวนธรรมข้อ 8 ลอยเข้ามาทันทีแต่ก่อนเราพูดสวนพ่อบ้านมามาก ที่รับนี้น้อยไปด้วยซ้ำ เพราะ “สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา”จึงสำนึกผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม ด้วยความยินดี เจ้ามารเริ่มอ่อนแรงลงจึงสลัดออกทันที อาการขุุ่นนิดๆก็หายไปแล้วใจกลับมาเบิกบาน แจ่มใสจากนั้นเดินไปเอากระดาษมาห่อมะระ

  34. นางจีรวัลย์ วัฒนสิน Cheerawan Wattasin

    เรื่อง จำเป็นต้องปฏิเสธ
    เย็นวันหนึ่ง น้องที่สนิทกันมาก ส่งไลน์มาบอกว่าให้ส่งสิ้นค้าไปให้ด้วย แต่เนื่องจากสินค้ามีอยู่จำกัด ซึ่งเราจะต้องไปขายที่ตลาดในวันรุ่งขึ้น ถ้าให้น้องไปเราก็ไม่มีของขาย ก็ส่งไลน์ปฏิเสธเขาไป หลังจากปฏิเสธน้องไปแล้ว เราก็ทุกข์ใจมาก กลัวน้องจะโกรธ กลัวน้องไม่เข้าใจ แต่ในที่สุดก็ตัดใจจะคิดมากไปทำไม น้องจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรก็วางใจ
    ทุกข์ : ไม่สบายใจที่ไม่ได้ให้ของน้อง
    สมุทัย : ยึดว่าถ้ามีของให้น้องเราจะสบายใจ แต่ไม่มีของให้น้องจึงไม่สบายใจ
    นิโรธ : จะมีของให้น้องหรือไม่มีให้ก็สบายใจ ไม่สุขไม่ทุกข์
    มรรค : มาพิจารณาตัวเองว่าจะทุกข์ใจไปทำไม มีแต่จะทำให้ร่างกายและจิตใจเสื่อมลง ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทุกข์ใจ ความทุกข์ใจไม่ได้แก้ปัญหา มีแต่เพิ่มปัญหา สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดับไป จะทุกข์ใจไปทำไม เบิกบานแจ่มใสดีกว่าตามบททบทวนธรรมข้อที่ 72

  35. ส่งการบ้านอริยสัจ๔
    น.ส.จาริยา จันทร์ภักดี เป็นจิตอาสาพ.ว.ธ.สังกัดสวนป่านาบุญ ๒ อ.ชะอวด จ.นครฯ
    เรื่อง เสียงเข้าซูม

    ตัวเองขายน้ำผลไม้ปั่นอยู่ในรพ ในขณะที่เข้าร่วมอปริหานิยธรรมด้วย มีลูกค้ามาสั่งน้ำปั่น ตอนปั่นน้ำให้ลูกค้าเสียงเครื่องปั่นเข้าไปในห้องซูม รบกวนพี่น้อง
    ทุกข์ : ไม่สบายใจ ที่ทำให้เสียงเครื่องปั่นเข้ารบกวน
    สมุทัย : ยึดมั่นถือมั่น ว่า ถ้าไม่มีเสียงเครื่องปั่นเข้ารบกวน
    จะชอบ พอเสืยงเครื่องปั่นรบกวนจึง ชัง
    นิโรธ : จะมีเสียงเครื่องปั่นเข้ารบกวนหรือ ไม่ ก็สบายใจไม่ชอบ ไม่ชัง
    มรรค : วางใจ สบายใจ กับคำพูดของพี่น้อมพรฟ้าที่ว่า ระลึกถึง ความรู้สึก มีความสุข กับการอปริหานิยธรรม ไปด้วย ทำกิจกรรมการงานไปด้วย แม้พี่น้องอยู่ต่างที่กัน มาหลอมรวมกันได้และได้ใช้บททบทวนธรรมข้อ 82 ที่ว่า จะ ฝึกอยู่กับ ความเป็นจริงของชีวิต ที่พร่องอยู่เป็นนิตย์ อย่างผาสุกให้ได้ มาพิจรนาในที่สุด เบิกบานใจอยู่กับความจริงในขณะนั้น

  36. น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)(ในสายธาร)

    07/02/64
    ชื่อ : น.ส.ทิษฏยา โภชนา (นุ้ย)
    ชื่อทางธรรม : ในสายธรรม
    จิตอาสาสังกัดสวนป่านาบุญ 2
    เรื่อง : คนช่างยุ
    ได้คุยกับคน ๆ นึง เขาชอบพูดยุยง ชอบจุดประเด็นคุยเรื่องไม่ดีของคนอื่น จึงเลี่ยง ที่จะคุยกับเขาเสมอมา แต่วันนี้เลี่ยงไม่ได้ เลยต้องเข้าไปคุยกับเขาตามมารยาท เวลาอยู่ใกล้คนแบบนี้รู้สึกใจ ร้อน หงุดหงิด ไม่อยากอยู่ใกล้ ได้เจอกันแค่แป๊บเดียวก็ยังสรรหาเรื่องมาให้ทุกข์จนได้ กิเลสเกือบพาเราเสียท่าให้ทุกข์ไปกับเขาด้วยเสียแล้ว
    ทุกข์ : รังเกียจเวลาอยู่ใกล้คนชอบพูดเรื่องไม่ดี
    สมุทัย : ชอบที่จะได้พูดคุยในเรื่องที่สร้างสรร ชังที่ได้คุยกับคนที่ชอบเอาเรื่องไม่ดีของคนอื่น มาพูด
    นิโรธ : อยู่ใกล้ใครก็ผาสุกได้ เขาจะพูดดีก็ได้ พูดไม่ดีก็ได้ ใจไร้ทุกข์
    มรรค: ใช้บททบทวนธรรมข้อที่ 2 “ เราต้องรู้ว่าแต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน เราจึงควรประมาณการกระทำให้เหมาะสมกับฐานจิตของเราและฐานจิตของผู้อื่น คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อนดีที่สุด” และ ข้อที่ 91 คนโง่ไม่มีปัญญาที่พาพ้นทุกข์ จะไม่มีศรัทธาและศีลที่ถูกตรง ส่วนคนที่มีศรัทธาและศีลที่ถูกตรง ก็จะมีปัญญาที่พาพ้นทุกข์ และคนที่มีปัญญาที่พาพ้นทุก็ ก็จะมีศรัทธาและศีลที่ถูกตรง” และข้อที่ 92 คนมีปัญญาจะไม่มีปัญญาหาเหตุผลให้ตน กลัว ชั่ว ทุกข์ แต่จะมีปัญญาหาเหตุผลให้ตน พ้นกลัว พ้นชั่ว พ้นทุกข์ คนไม่มีปัญญาจะมีปัญญาหาเหตุผลให้ตนกลัว ชั่ว ทุกข์ แต่จะไม่มีปัญญาหาเหตุผลให้ตน พ้นกลัว พ้นชั่ว พ้นทุกข์” พิจารณาว่าการที่ได้พบกับเขา ก็เป็นตัวชี้วัดว่าครั้งหนึ่งเราก็เคยเป็นคนแบบนี้ เราคงทำดีไม่มากพอที่จะเป็นเครื่องป้องกันให้เราพ้นจากคนลักษณะนี้ เขาคงไม่รู้โทษทุกข์จากการผิดศีลข้อ 4 ว่าจะได้รับวิบากอย่างไร แล้วยังต้องสร้างทุกข์ทับถมตัวเองโดยไม่รู้ตัว ในเมื่อเราไปแก้ไขอะไรเขาไม่ได้ เราไม่มีบารีมากพอที่จะช่วยเขาได้ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ให้ พึงคบบัณฑิต ถ้าไม่จำเป็นเราก็ควรเลี่ยงที่จะคลุกคลีกับคนประเภทนี้ แต่หากหลีกเลี่ยไม่ได้เราควรจะเมตตาเขาให้มาก ๆ แล้วทำดีที่ตัวเราให้มากขึ้น เมื่อเรามีบารมีแล้ววันนึงเราจึงจะสามารถช่วยเขาให้พ้นทุกข์ได้

  37. ประคอง เก็บนาค

    เรื่อง : เสียงดังที่หู หรือที่ใจ

    เนื้อเรื่อง : ช่วงสาย ๆ ลูกชายซักผ้าตามปกติ เช่นเคยที่เขาจะเปิดเพลงในโทรศัพท์มือถือฟัง แต่เอ๊ะ ทำไมวันนี้เปิดเพลงเสียงดังจัง แข่งกับเสียงเครื่องซักผ้าที่ทำงานไปด้วย เกิดความขุ่นขึ้นในใจ ทำไมต้องเปิดเสียงเพลงดังขนาดนั้นนะ เพลงก็ไม่เห็นจะเพราะเลย คนร้องก็ร้องไม่ชัดถ้อยชัดคำ ทำนอง เนื้อร้องเพลงก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย

    ทุกข์ : ไม่ชอบใจที่ลูกชายเปิดเพลงเสียงดัง

    สมุทัย : ยึดว่าลูกชายควรจะเปิดเพลงเสียงดังพอดีจึงจะชอบใจ

    นิโรธ : ลูกชายจะเปิดเพลงเสียงดังหรือไม่ดัง เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาถึงความจริงของเสียงที่มากระทบหู นั่นคือเสียง ๆ หนึ่งที่เป็นจริง ส่วนความคิดที่ว่า ดังมากไป ไม่เพราะ คนร้อง ๆ ไม่ชัดเจน ฟังแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง นั่นคือกิเลสของเรา ความยึดตัวยึดตนของเรา หูของเราที่ได้ยิน อ้อ เมื่อเราคิดว่ามีเรา อัตตามาเต็ม เสียงเขาก็ลอยมาตามลมปกติ หูของเราเองไหมที่ไปดึงเสียงนั่นเข้ามา ใจที่เป็นกิเลสก็ปรุงแต่งเสียงนั้นต่อ ๆ ไปนั่นนี่โน่นเอง..พิจารณาต่อถึงเรื่องกรรม อ้อ เราก็เคยทำบ่อย ๆ ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นฟังคลิปเสียงบรรยายธรรมะต่าง ๆ บ้าง ฟังเพลงธรรมะ บ้าง แล้วก็เปิดเสียงดังสุดเพื่อให้ได้ยินชัดเจน โดยที่ไม่ได้ระมัดระวังว่าคนอื่นในบ้านจะรู้สึกรำคาญ ไม่เข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่องบ้างหรือเปล่า..ออ นี่ไง ซาบซึ้งหรือยังเราทำมาเองทั้งนั้น ก็รับวิบากไปนะ..ขอบคุณลูกชายที่นำผัสสะนี้มาให้เราได้ล้างใจ ล้างอัตตาตัวตนที่นับวันจะก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ …

  38. น.ส จรรญา ชุมจัด (สร้างกลิ่นศีล)

    เรื่อง
    เหตุการณ์ ไปซื้อของกับน้องพอกลับมาถึงบ้านน้องก็จอดรถหน้าบ้านแล้วบอกให้เราเอาของลงก่อนที่จะขับรถไปจอดเราก็บอกว่าให้ขับไปจอดก่อนแล้วค่อยเอาของลงเพราะเราคิดว่าของมันหนักไปจอดรถก่อนแล้วค่อยเอาลง คุยกันไปกันมาเราก็ตัดสินใจที่จะทำตามน้องตอนที่เราตัดสินใจไปหยิบของที่อย๋ที่นั่งด้านหลังน้องก็เดินรถไปข้างหน้าจนรถเกือบเหยียบเท้าเราชักเท้าออกทันรถเลยเหยียบแค่รองเท้าน้องก็เลยขับรถไปจอดหน้าประตูแล้วเอาของลง
    ทุกข์ ไม่อยากเอาของลงหน้าบ้าน อยากเอาลงที่หน้าประตูบ้าน
    สมุทัย ถ้าได้เอาของลงที่หน้าประตูบ้านเราจะสุขใจ ถ้าต้องเอาของ ลงหน้าบ้านเราจะทุกข์ใจ
    นิโรธ จะเอาของลงตรงไหนเราก็ต้องสุขใจให้ได้
    มรรค ได้เห็นความทุกข์ที่เกิดจากควาทคิดแบบกิเลส ความยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตัวเอง วิบากที่เกิดจากความไม่ชัดเรื่องกรรม ถึงจะไม่ใช่วิบากหนักถึงกับต้องเจ็บตัวแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้รู้ว่าถึงเราจะเลือกที่จะทำตามความคิดคนอื่นแต่ก็ยังคิดว่าความคิดฃองตัวเองดีกว่าอยู่ มาตาลีกผ็จะมาเตือนให้เรารู้สาธุค่ะ

  39. นายรวม เกตุกลม

    เรื่อง เจ็บข้อมือ

    มีอาการเจ็บข้อมือ เนื่องจากใช้ข้อมือมาก ในการขุดหลุมทำกสิกรรม โดยขาดการเพียรพักไม่พอดี ได้พยายามแก้ปัญหาอาการดังกล่าว แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จึงได้ระลึกย้อนไปดูว่า เราไปเบียดเบียนตนเอง คนอื่น สัตว์อื่นหรือเปล่า จึงทำให้อาการไม่ดีขึ้น น่าจะเกิดจากครั้งหนึ่ง ตอนเป็นเด็ก ได้ทำร้ายพี่สาว โดยใช้ไม้ตีที่แขนอย่างแรง ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ภาพนั้นยังคงจำได้ไม่เคยลืมไปจากจิต จึงได้ขอสมนึกผิด หรือยอมรับผิด ขอรับโทษ เต็มใจรับโทษ หรือขออโหสิกรรม ตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดีอันนั้น ตั้งจิตทำความดีให้มากๆคือลดกิเลสให้มากๆเกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มากๆ ด้วยใจที่เบิกบาน แจ่มใส ไม่เร่งผล ไม่กังวล

    ทุกข์: เจ็บข้อมือ กังวลใจ

    สมุทัย: เพียรพักไม่พอดี บวกวิบากร้าย ยึดมั่นถือมั่นว่าถ้าข้อมือหายก็จะไม่กังวลใจ แต่ถ้าข้อมือไม่หายก็จะกังวลใจ

    นิโรธ: ข้อมือจะหายเจ็บหรือไม่ เราก็จะไม่กังวลใจ

    มรรค: สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา(บททธ.ข้อ8)สมนึกผิด หรือยอมรับผิด ขอรับโทษ เต็มใจรับโทษ หรือขออโหสิกรรม ตั้งจิตทำความดีให้มากๆ คือลดกิเลสให้มากๆ เกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มากๆ(บททธ.ข้อ22)ปล่อยวางความยึอมั่นถือมั่น แล้วลงมือทำให้ดีที่สุด ไม่เร่งผลคือหายเร็วก็ได้ หายช้าก็ได้ หายตอนเป็นก็ได้ หายตอนตายก็ได้ หายตอนไหน ช่างหัวมัน ไม่กังวลคือทำดีที่ทำได้ ไม่วิวาท อย่างรู้เพียรรู้พัก ที่ดีที่สุด(บททธ.ข้อ27) ควบคู่กับทำสมดุลร้อนเย็น ใช้หลักการ 9 ข้อของแพทย์วิถีธรรม อาการไม่สบายก็ทุเลาลงเรื่อยๆ พร้อมกับใจที่เบิกบาน สาธุ

  40. เสาวรี หวังประเสริฐ

    เรื่อง ความไม่เที่ยง
    ช่วงการระบาดของโควิดการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมผู้ป่วยโรคเบาหวานความดันโลหิตสูงต้องมาตรวจและรับยาจากแพทย์ด้วยตัวเองช่วงการระบาดระลอกใหม่ทางโรคพยาบาลจะจัดส่งยาให้ผู้ป่วยโดยขอให้แจ้งข้อมูลผลการเจาะน้ำตาลและวัดความดันจากรพสต.ส่งมาให้แพทย์สั่งยาบางครั้งการจัดส่งไม่ได้ตามความต้องการของผู้ป่วยเมื่อรับทราบปัญหาทำให้เกิดความทุกข์ใจในการแก้ปัญหาแต่ละครั้ง
    ทุกข์ : ยึดมั่นถือมั่นในการดูแลผู้ป่วย สมุทัย: เหตุแห่งทุกข์อยากให้ผู้ป่วยได้รับยาโดยไม่เกิดปัญหาข้อผิดพลาดชังที่เกิดข้อผิดพลาดในการรับยาของผู้ป่วย นิโรธ : สภาพดับทุกข์การที่ผู้ป่วยได้รับยาถูกต้องครบถ้วนทันเวลาหรือไม่สภาพใจเราไม่เกิดความชอบความชัง
    มรรค: วิธีการดับทุกข์พิจารณาให้เห็นถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับจากการปฏิบัติงานของเราทำความเข้าใจเรื่องกรรมความไม่เที่ยงและไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องดีดั่งใจหมายทั้งๆที่องค์ประกอบและเหตุปัจจัยณเวลานั้นไม่สามารถทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริงนั้นไม่ดีจงทำดีเต็มที่เหนื่อยเต็มที่ไม่มีอะไรคาใจไม่เอาอะไรคือสุดยอดแห่งความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส เมื่อพิจารณาทบทวนทำให้จิตใจเบาสบายสามารถแก้ปัญหาในแต่ละวันให้ผู้ป่วยได้ด้วยใจที่เป็นสุข

  41. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    07/02/64
    ชื่อ นางสำรวม แก้วแกมจันทร์
    ชื่อเล่น “ป้ารวม”
    ชื่อทางธรรม “ร้อยแสงศีล”
    จอส. สวนป่านาบุญ 2

    เรื่อง “ผิดศีล มาตลีเทพสารถีมาเตือน”… สำนึกผิดได้เร็ว

    เหตุการณ์
    ตั้งศีลข้อ 2,4 ว่า ไม่เอาดีจากผู้อื่น ไม่เพ่งโทษ คือ เว้นขาดจากการขโมย และประมาณในการพูด พูดน้อย ฟังให้มากขึ้น พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ไม่พูดทุกเรื่องที่รู้ ซึ่งเป็นกิเลสตัวใหญ่ที่ปฏิบัติไม่ค่อยได้ ผัสสะที่เกิด คือ เพื่อนได้เล่าความทุกข์เรื่องลูกหลานให้ฟัง เราคิดเพ่งโทษ เกิดความรำคาญ บ่นให้เพื่อนอีกคนฟัง เพื่อนห้ามไม่ให้เราพูดแนะนำ ให้วางเฉย เพราะไม่ใช่เวลาของเขา รู้สึกได้ทันทีว่า “ผิดศีล” พร้อมกัน 2 ข้อ รีบสำนึกผิด ขอโทษ.. ขออโหสิกรรม… จึงขอบคุณเพื่อนที่เปรียบเหมือนมาตลีเทพสารถี มาช่วยเตือนสติไว้ได้ทัน ก่อนที่เราจำชั่วมากกว่านี้

    ทุกข์ : คิดแทน เพ่งโทษ ขโมยเอาดีเกิน ชัง บ่น

    สมุทัย : เขาเล่าความทุกข์ให้เราฟัง เราเพ่งโทษ คิดจะเอาดี ชัง จึงทุกข์ แต่ถ้าเขาไม่เล่า เราจะพอใจ ชอบใจ ไม่ทุกข์

    นิโรธ : เขาจะเล่าก็ได้ ไม่เล่าก็ได้ วางใจได้ว่า ไม่ชอบ-ไม่ชัง เฉย ไม่ทุกข์

    มรรค : มีเพื่อนมาห้ามเตือน จึงมีสติขึ้น รู้สึกตัวว่าตัวเองผิดศีลทั้ง 2 ข้อพร้อมกัน ในใจขอสำนึกผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม ทำใจในใจได้ทันที ไม่คิดที่จะเอาดี ขโมยดีจากเขาแล้ว เข้าใจ เห็นใจ เมตตา ให้อภัย ด้วยใจที่บริสุทธิ์ ตรงกับ ททธ.บทที่ 15 มาตลีเทพสารถี (เพื่อน) มาห้ามไว้ไม่ให้เราพูด เป็นพลังวิบากดีที่เราเคยทำมา มาช่วยดันวิบากร้าย ที่เราเคยพลาดทำมา ช่วยได้ทันเวลา ททธ. บทที่ 22 ขอสำนึกผิดที่ทำผิดศีล ยอมรับผิด ขอโทษ ขออโหสิกรรม

    1. สำรวม แก้วแกมจันทร์

      07/02/64
      ชื่อ นางสำรวม แก้วแกมจันทร์
      ชื่อเล่น “ป้ารวม”
      ชื่อทางธรรม “ร้อยแสงศีล”
      จอส. สวนป่านาบุญ 2

      เรื่อง “รอรถนาน… ดีนะ! ที่จับกิเลสได้เร็ว”

      เหตุการณ์
      7 กุมภาพันธ์ 2564 จำเป็นต้องไปทำธุระที่ตลาดมะนาวหวาน ซึ่งอยู่ต่างอำเภอ ต้องไปรถโดยสารประจำทาง (รถที่บ้านไปส่งไม่ได้) รอรถ 7.20 น. ระหว่างที่รอรถ ยืนอยู่หน้าร้านขายผลไม้ ได้ชวนเจ้าของร้านคุย ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน รถคันแรก ผ่านไปไม่รับ รถคันที่ 2 ก็ไม่รับอีก ใจขุ่นนิดๆ แต่คิดได้ว่า ที่เขาไม่รับ เขาอาจมีเหตุผลของเขา เราไม่เพ่งโทษ ไม่เดาใจ ใจหายขุ่นได้ทันที “วางใจว่า ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้” ธุระของเราแก้ปัญหาได้ โดยการโทรศัพท์ไปบอกให้เขารับรู้ เราสองคนต่างก็พอใจ คุยกันเหมือนเป็นคนสนิทกัน เขาเล่าให้ฟังว่า เป็นใคร มาจากไหน เราก็เล่าของเรา ในที่สุดก็ได้แลกเปลี่ยนสภาวธรรมกัน เขามุ่งมั่นตั้งใจจัดผลไม้อย่างเป็นระเบียบ คุยกันเพลิน ถ้ารถไม่รับอีก ก็จะกลับบ้าน “ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้” ในกระเป๋ามีหนังสือบททบทวนธรรมอยู่ 3 เล่ม จะแบ่งปันหนังสือเล่มนี้ ถ้าเขาเต็มใจรับ จึงถามว่า ถ้าให้หนังสือสักเล่มจะรับมั้ย เขารับหนังสือด้วยความพอใจ รถคันที่ 3 วิ่งเร็วมาก จอดไม่ทัน จึงเลยจุดที่เราอยู่ คนขับต้องถอยรถมารับ ถึงตอนนั้นเกือบ 9 โมง จึงได้ขึ้นรถไปทำธุระ “รอรถนาน แต่ดีนะ!ที่จับกิเลสได้เร็ว” ได้เพื่อนใหม่ ได้แบ่งปัน และได้ “ให้แล้วไม่คิดที่จะเอาอะไรจากใครให้ได้” เป็นสิ่งดีที่เกิดขึ้น ได้ทั้งบุญได้ทั้งกุศล และได้ทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา

      ทุกข์ : ยึดอยู่กับการรอรถนาน ขุ่น รีบ ใจร้อน ไม่ได้ดั่งใจ
      สมุทัย : รถมาเร็ว ก็จะดี พอใจ ได้ดั่งใจ รอรถนาน ช้า ขุ่น ไม่ดี ไม่พอใจ ไม่ได้ดั่งใจ
      นิโรธ : ไม่ยึดว่ารถจะต้องมาเร็ว เร็วก็ได้ ช้าก็ได้ ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ วางใจ อยู่กับปัจจุบัน ไม่ทุกข์
      มรรค : ใช้สติ ใช้ปัญญา พิจารณา ใคร่ครวญ ตรวจใจว่า รีบทำไม ใจร้อนมั้ย ใจเย็นได้มั้ย ใช้ททธ.บทที่ 21 การที่ได้พบกับเหตุการณ์ ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส คือความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา และได้ทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา

  42. Sureenart. Ratchapan. สุรีนารถ ราชแป้น

    การบ้าน:อริยสัจ4

    ชื่อ: สุรีนารถ ราชแป้น จอส สังกัดสวนป่านาบุญ2

    ชื่อเรื่อง: เพ่งโทษพี่ชาย

    เหตุการณ์: จากที่ปีนี้ตัวเองได้ตั้งศีล ลด ละ เลิกการโกรธ การเพ่งโทษ ผู้อืน แต่มีเหตุการณ์ให้ตัวเองผิดศีลไปเพ่งโทษพี่ชายที่ดูแลแม่ที่ป่วย ว่าดูแลไม่ดีทำให้แม่มีเท้าบวม นำ้หนักเพิ่มมาก เดินไม่ค่อยไหว โดยผิดทางวาจาและใจ โดยการบ่น ลับหลัง. ไม่ได้ว่าต่อหน้า มิฉะนั้นอาจจะเกิดวิวาทะก็เป็นได้

    ทุกข์:อึด อัด ใจ

    สมุทัย:ยึดว่าถ้าพี่ชายดูแลแม่ แล้วอาการแม่ดีขึ้น จะชอบ แต่พอพี่ชายดูแลแม่อาการแย่ลงจึงไม่ชอบ

    นิโจธ: อาการแม่จะดีขึ้นหรือแย่ลงก็ไม่อึดอัดใจ

    มรรค: มาพิจารณาเรื่องการพูดที่เพิ่งโทษคนอื่นเพราะเราโดนกิเลสหลอก เวลาเราตั้งศีลแล้วมักจะมีบททดสอบเสมอซึ่งเหตุการณ์การกระทำที่ผิดนั้นได้สำเร็จลุล่วงเรียบร้อยแล้วจริงๆแล้วอาจไม่ได้เป็นดังที่ถูกหลอกก็ได้ พีชายได้ทำดีที่สุดแล้วตามภูมิที่เขามี. และเราต้องเข้าใจด้วยว่าแต่ละคนมีวิบากดีร้ายเป็นของตนเองแล้วแต่ตัวไหนจะแสดงผลออกมา เมื่อเราผิดเราต้องขอโทษ ขอ อภัย ขออโหสิกรรม และจะต้องระมัด ระวังให้มากกว่านี้ต้องขยันจับและสลายมันให้ได้ ต้องมาใช้บททบทวนธรรมข้อที่35 เรื่องยึดอาศัยดีที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง. นั้นดี แต่ยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องเกิด. ดี ดั่งใจหมาย ทั้งๆที่องค์ประกอบเหตุ ปัจจัย ณ. เวลานั้น. ไม่สามารทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริง นั้นไม่ดี. เมื่อพิจารณาได้ดังนี้ ไม่ว่าอาการป่วยของแม่จะเป็นอย่างไรเราก็ไม่ชอบไม่ชัง. ไม่ต้องไปเพ่งโทษใคร เบิกบาน สดชื่น เพียรลดกิเลสต่อไป

  43. ขวัญจิต เฟื่องฟู

    การบ้านอริยสัจ 4

    เรื่อง ทำไม่ได้

    ข้าพเจ้าเพิ่งฝึกทำภาพกับพี่น้อง เเละได้ลองทำไปเเล้วหก เจ็ดภาพ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านพี่น้องบอกว่าเราใช้ขนาดสองต่อหนึ่ง ข้าพเจ้าก็คิดว่าอ้าวทำยังไงละนี่ ทำขนาดของภาพไม่ถูก โปรเเกรมที่เรามียังทำไม่ได้ไม่เป็น พอลองทำเเละเเก้หลายรอบเเล้ว ไม่เป็นอย่างที่เราอยากได้ เห็นใจที่หงุดหงิดว่า ทำไม่ได้ ดูเเล้วไม่โอเค

    ทุกข์:หงุดหงิด ไม่ได้ดั่งใจที่ทำภาพไม่ได้
    สมุทัย:ยึดว่าต้องทำภาพออกมาได้เหมือนเก่า ไม่ชอบที่ทำภาพไม่ได้
    นิโรธ:จะทำภาพได้หรือไม่ได้ จะไม่ทุกข์ใจ ใจเบิกบาน
    มรรค:พิจารณาว่าเราก็พยายามเต็มที่เเล้วเราทำได้เเค่นี้ เราก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เราทำได้เเค่นี้ เราจะทุกข์ หงุดหงิดไปทำไม มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา เราค่อยเรียนรู้ ถามพี่น้องเเละฝึกฝนไปเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไปเดี๋ยวก็ทำได้ ท่านอาจาร์ยหมอเขียวเทศน์ว่าใจร้อนเป็นทุกข์ ใจเย็นเป็นสุข ใจก็ค่อยผ่อนคลายลง เเละได้เสนองานที่ทำ ให้พี่น้องวิจารณ์อย่างไม่รู้สึกกังวลใจ ได้ทำเต็มที่เเละทำได้เเค่นี้ก็รู้สึกดีเเล้วที่ได้ร่วมสานพลังกับพี่น้อง

Comments are closed.