การบ้านอริยสัจ (20/2563) [32]

631227 การบ้านอริยสัจ (20/2563)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 21 – 27 ธันวาคม 2563 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สรุปสัปดาห์นี้มีผู้ส่งการบ้าน 32 ท่าน 34  เรื่อง

  1. นางจิราภรณ์ ทองคู่
  2. สมประสงค์ ไวคช์
  3. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์
  4. นฤมล ยังแช่ม
  5. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน
  6. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  7. นางกานดา ศักดิ์ศรชัย
  8. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)
  9. นางสาวสันทนา ประวงศ์
  10. นางมัณฑนา ชนัวร์ร เตี้ย ศีลประดับ (3)
  11. ศิรประภา ยาวงษ์
  12. สำรวม แก้วแกมจันทร์
  13. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์
  14. บัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม
  15. นปภา รัตนวงศา
  16. จิตรา พรหมโคตร
  17. อรวิภา กริฟฟิธส์
  18. ชุติวรรณ แสงสำลี
  19. นางสาวพวงผกา โพธิ์กลาง
  20. sirikwun saelim
  21. ปิ่น คำเพียงเพชร
  22. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
  23. ศิริพร คำวงษ์ศรี
  24. ณ้ฐพร คงประเสริฐ
  25. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)
  26. jariya janpakdee
  27. โยธกา รือเซ็นแบรก์ แจ้งศีล
  28. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)
  29. จรรญา ชุมจีด (สร้างกลิ่นศีล)
  30. พรพิทย์ สามสี
  31. ประคอง เก็บนาค
  32. เสาวรี หวังประเสริฐ

Tags:

36 thoughts on “การบ้านอริยสัจ (20/2563) [32]”

  1. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    เรื่อง ประมาณผิด

    เนื้อเรื่อง ตักน้ำพริกมากเกิน เนื่องจากเป็นน้ำพริกมะขามที่ไม่ได้กินมานานจึงคิดว่าตักมากสักหน่อยจะได้นำมากินกับผักสดผักลวก เมื่อกินหมดรู้สึกหนาว ตามด้วยตัวร้อน ได้ดูแลตัวเองโดยการใช้ยาเม็ดเลิศคือไม่กลัว ไม่กังวล ไม่หวั่นไหวอะไรจะเกิดอะไรก็เกิดมันเป็นวิบากที่ต้องรับผลเพราะไม่เชื่อฟังคำสอนของสัตบุรุษคือไม่ประมาณในการบริโภค และใช้ยาเม็ดเสริมคือ เช็ดตัว ดีทอกซ์ กัวซา และนอนพัก อาการดีขึ้นเรื่อยๆ และหายในวันเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้แสดงว่ามาตาลีเทพสารถีเขามาเตือนแล้ว ครั้งต่อไปต้องประมาณให้พอดี

    ทุกข์ หนาวและมีไข้

    สมุทัย ถ้าได้กินมากจะสุขใจ ถ้าได้กินน้อยจะทุกข์ใจ

    นิโรธ จะกินมากหรือกินน้อยก็สุขใจได้

    มรรค เชื่อเรื่องวิบากกรรมที่เราไม่เชื่อคำสอนของสัตบุรุษคือไม่ประมาณในการบริโภคและได้ทำผิดศีลคือเบียดเบียนตัวเองจึงทำให้ไม่สบาย แต่ก็ยังมีปัญญาที่สามารถช่วยเหลือตัวเองโดยใช้เทคนิค 9 ข้อ ที่เรียนจากอาจารย์ ดร. ใจเพชร กล้าจน มาช่วยเหลือตัวเองทำให้หายได้ในวันเดียวกัน จากการป่วยครั้งนี้ไม่ทุกข์ใจ ยินดีพอใจกับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

  2. สมประสงค์ ไวคช์

    ไม่ค่อยสบาย (แก้ตัว)

    หาเรื่องไม่ทำการบ้านอริยสัจ4
    ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมารู้สึกมีอาการไม่สบาย ไม่สดชื่น ไม่โล่ง ไม่โปร่งทำอะไรก็เหนื่อย เมื่อยง่าย ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว. เอ้อ คงเป็นที่อากาศ คิดเองเออเอง อากาศช่วงนี้ก็เป็นอย่างนี้ละ จะเอาอะไรกันหนักหนา (ที่เยอรมัน) หน้านี้ เดือนพฤศจิกายน -ธันวาคม 4 โมงเย็นก็เกือบมืดแล้ว ไม่เหมือนเมืองไทยบ้านเราเลย

    ทุกข์ : อยากให้ตัวเองหายจากอาการไม่สบายเนื้อตัว หายเร็วๆ

    สมุทัย : ไม่อยากให้ร่างกายเกิดอาการเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่กระปรี้กระเปร่า อยากให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน

    นิโรธ : ร่างกายคนเราจะมีทั้งสบายและไม่สบาย เมื่อร่างกายไม่สมดุลไม่สบายก็ปรับสมดุลไป ไม่ยึดว่าจะต้องหายเมื่อไร่ หายเร็วก็ได้ หายช้าก็ได้

    มรรค : เมื่อจับอาการ ไม่อยาก ไม่เอา ไม่ทำ จากอาการครั่นเนื้อ ครั่นตัว คัน แขน ขา, พอรู้เข้าใจว่าเกิดจากไม่สบายของตัวเรา อาการที่ไม่อยากทำงานบ้าง หรือโทษ โน้น โทษนี้เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง ที่ต้องการสภาพดีๆ ร่างกายแข็งแรงมีศักยภาพตลอดเวลา มันเป็นความลวงชองกิเลส ความจริงไม่มีใครแข็งแรงได้ตลอดเวลา ต้องปรับไปปรับมาให้ถูกสมดุลร่างกาย พอได้เห็นความจริง ใจที่ทุกข์ ก็เบาลง
    แล้วพอเริ่มเห็นปัญหาเกิดจากการเพียรการพักที่ไม่สมดุล จากการพักช่วงนี้พักผ่อนก็มากพออยู่นะ แต่การเพียรที่ออกแรงมากข่วงนี้ห่างไปนาน ก็เลยเพียรออกกำลังกายโยคะกดจุดลมปราณ. ทบทวนยาเม็ดที่เก้าให้มากขึ้น รู้เพียร รู้พักรู้จักประมาณให้สมดุลกับตัวเอง.

  3. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    เรื่อง หายเร็วก็ได้ หายช้าก็ได้

    เนื้อเรื่อง — หลังกลับมาจากภูผาฟ้าน้ำถึงบ้านที่ภูเก็ตวันที่ 11 ธันวาคม 2563 ผมมีอาการตึงและเจ็บที่ฝ่าเท้า ได้ลองแก้ไขด้วยการกัวซาที่หลังเท้าและฝ่าเท้า กับการแช่เท้าในน้ำสมุนไพรฤทธิ์ร้อนเย็นผสมกัน อาการก็ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่หายดี ยังรู้สึกชา ๆ ที่ปลายนิ้วเท้าเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน ระหว่างนั้นก็พยายามระลึกถึงวิบากกรรมที่ตนเองเคยทำมาว่ามีเรื่องใดที่อาจเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยที่เท้าได้บ้าง เท่าที่นึกได้ก็มีสองสามเรื่องคือ

    เรื่องแรก ตอนเด็ก ๆ ผมเคยชอบกินขาไก่ย่าง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่กินบ่อย จำได้ว่าชอบแทะกินขาไก่ตรงที่เป็นนิ้วเท้าและอุ้งเท้ามาก รู้สึกว่ามันกรุบ ๆ ดี รู้สึกสำนึกผิดที่เคยชอบกินแบบนั้น และกินเป็นของกินเล่นเพื่อความเพลิดเพลินมากกว่าจะกินให้อิ่มท้องด้วย

    เรื่องที่สอง ตอนที่ย้ายมาอยู่ที่ภูเก็ต ช่วงก่อนที่จะเลิกกินเนื้อสัตว์ ผมมักจะเผลอเหยียบหอยทากตัวเล็ก ๆ ในที่จอดรถอยู่บ่อย ๆ แม้จะไม่ได้มีเจตนาก็ตาม แต่ตอนนั้นผมไม่เคยรู้สึกผิดที่ไปเหยียบมันจนตาย เห็นเป็นเรื่องธรรมดา จนเมื่อมาเลิกกินเนื้อสัตว์แล้วจึงเริ่มรู้สึกว่ามันเป็นบาป และเริ่มระมัดระวังมากขึ้น จนไม่ได้เหยียบหอยทากตายอีกเลย และหอยทากที่บ้านก็น้อยลงไปมาก จนเกือบจะไม่มีหอยทากมาคลานในที่จอดรถอีกเลย

    เรื่องที่สาม ช่วงที่คุณป้าของผมป่วยหนักด้วยโรคไตวาย ผมเคยแนะนำให้ท่านพยายามลดละการกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง และกินโปรตีนจากถั่วต่าง ๆ ทดแทน แต่ท่านบอกว่าลองกินถั่วเขียวแล้วมีอาการคันและเท้าบวม จึงไม่อยากกินถั่วอีก ผมก็ได้แต่บอกว่าให้ลองกินถั่วชนิดอื่นดูบ้าง แต่ในใจก็แอบคิดดูถูกท่านอยู่ว่า สาเหตุที่ท่านไม่อยากกินถั่วคงเป็นเพราะความชังมากกว่า และท่านยังมีความอยากกินเนื้อสัตว์อยู่มาก จึงกินถั่วไม่ค่อยได้

    ทุกข์ — ไม่ยินดีที่อาการเจ็บฝ่าเท้าหายช้า

    สมุทัย — มีความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าได้แก้ไขด้วยวิธีที่ถูกต้องแล้วมันควรจะหายเร็ว อยากให้หายเร็ว ถ้าหายเร็วจะรู้สึกดี รู้สึกเป็นสุข ถ้าหายช้าก็จะรู้สึกทุกข์

    นิโรธ — สภาพใจที่คิดได้ว่าหายเร็วก็ได้ หายช้าก็ได้ หายเร็วก็สุขใจ หายช้าก็สุขใจ

    มรรค — พิจารณาเรื่องกรรมให้แจ่มแจ้งว่า การที่อยู่ ๆ เราก็เจ็บฝ่าเท้าโดยไม่ได้มีสาเหตุจากอาหารหรือพฤติกรรมปัจจุบัน แสดงว่าน่าจะเกิดจากวิบากกรรมในอดีตที่เราเคยทำมา จึงได้พยายามระลึกถึงวิบากกรรมที่เกี่ยวข้อง ทีแรกก็นึกไม่ค่อยออก แต่ก็พยายามนึกไปเรื่อย ๆ จนนึกได้เป็นเรื่องเด่น ๆ สามเรื่องตามที่เล่าไปแล้ว และได้ตั้งจิตขอยอมรับผิด ยอมรับผลที่เกิดขึ้นด้วยความเต็มใจ ในวันต่อ ๆ มาหลังจากนั้น อาการเจ็บที่ฝ่าเท้าก็ดีขึ้น แม้ว่าผมจะไม่มั่นใจนักว่าที่มันดีขึ้นนั้นเกิดจากการสำนึกผิดหรือมันถึงเวลาที่มันใกล้จะหายเองอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็รู้สึกดีที่ได้มีโอกาสระลึกถึงวิบากกรรมต่าง ๆ ที่เราเคยทำผิดทำพลาดมา อย่างน้อยก็ทำให้เราได้ทบทวนตัวเองในบางส่วน และได้โอกาสที่จะตั้งจิตว่าจะไม่ทำผิดอย่างที่เคยทำมาอีกแล้วด้วย

    นอกจากนี้ ก็ยังได้พิจารณาเพิ่มไปอีกว่า ความรู้สึกที่ยังอยากให้อาการเจ็บป่วยหายเร็วนั้นยังมีอยู่ และยังเป็นความยึดมั่นถือมั่นอยู่ว่า ถ้าหายเร็วจะสุขใจ ถ้าหายช้าจะทุกข์ใจ แม้จะไม่ได้ทุกข์มาก แต่ใจก็ยังไม่แช่มชื่นแจ่มใสเต็มที่นัก อันนี้แสดงว่ายังมีกิเลสความใจร้อน อยากเร่งผลอยู่ จึงไม่ควรปล่อยไว้ให้เป็นเชื้อของกิเลสที่จะสะสมต่อไปอีก ควรจะรีบล้างมันออกไปให้หมดโดยเร็ว ด้วยการทำใจในใจตามบททบทวนธรรมว่า หายเร็วก็ได้ หายช้าก็ได้ หายตอนเป็นก็ได้ หายตอนตายก็ได้ หายตอนไหนช่างหัวมัน ก็พยายามทำใจอย่างนั้นจนใจมันเบาขึ้น สบายมากขึ้น

  4. นฤมล ยังแช่ม

    ความรีบร้อน

    ช่วงนี้มีโอกาสได้ปั่นน้ำผักผลไม้ให้พี่ๆน้องๆที่สำนักงานได้กินกัน ก่อนหน้านี้ก็ทำแต่จะใส่วัตถุดิบน้อยและทำที่บ้าน ช่วงนี้ใส่บวัตถุดิบเยอะขึ้นและนำเครื่องปั่นไปปั่นที่สำนักงาน พี่ๆน้องๆรู้สึกชอบน้ำปั่นผักผลไม้มากขึ้น แต่เราต้องเตรียมอุปกรณ์และต้องไปก่อนเวลาเพื่อจะได้เสริฟน้ำปั่นผักได้ทันเวลา ไม่เกินเวลาทำงานมากนัก

    ทุกข์ ทุกข์ใจกับความรีบเร่งในการทำน้ำผักผลไม้ปั่น

    สมุทัย ถ้าทำน้ำปั่นผักผลไม้ได้ทันใจก็สุขใจ ถ้าทำน้ำปั่นได้ไม่ทันใจก็ทุกข์ใจ

    นิโรธ น้ำปั่นผักผลไม้จะเสร็จเร็วหรือช้าก็สุขใจได้ อยู่กับปัจจุบันมันก็เสร็จไปที่ละขณะที่เราทำ

    มรรค พิจารณาถึงความรีบร้อนที่ร่างกาย สังเกตุให้ได้ว่าใจเต็นเร็วแล้วเกิดอาการเหนื่อย ซึ่งเกิดมาจากใจที่รีบเร่งว่าต้องให้ทันเวลาเท่านั้นเท่านี้ มันเป็นการสร้างเงื่อนไขให้ใจเป็นทุกข์ อาการอยากให้มันเสร็จได้ทันใจ มันเป็นสภาพทุกข์ที่เห็นได้ชันเจน จึงลดความรีบเร่งลง และทำทุกอย่างไปตามลำดับจะเสร็จตอนไหนก็ได้งานข้างนอก แต่อย่าลืมงานในใจที่ต้องไม่ทุกข์คะ

  5. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน

    เรื่อง หนาวไม่มีที่อยู่

    เนื้อเรื่อง ช่วงนี้อากาศที่นครพนมหนาวมาก ทำให้การใช้ชีวิตประจำวัน เป็นไปด้วยความยากลำบาก นอนก็หนาว ตื่นนอนก็หนาว อาบน้ำก็หนาว ล้างจานก็หนาว ซักผ้าก็หนาว สวดมนต์ทำวัตรก็หนาว ทำอะไรก็หนาวไปหมดครับ

    ทุกข์ ไม่ได้ดั่งใจ ทรมานใจ ทรมานกาย จากความหนาว กลัวไม่สบาย หงุดหงิด ทำอะไรก็ลำบากไปหมด

    สมุทัย ยึดว่าอุณหภูมิต้องพอดี ยึดว่าต้องทำงานให้ได้เยอะๆ ยึดว่าอะไรต้องสะดวกสบายไปตลอด

    นิโรธ อุณหภูมิจะร้อนจะหนาวก็ไม่ทุกข์ ทำงานได้เยอะหรือไม่เยอะก็ไม่ทุกข์ ชีวิตจะสะดวกสบายหรือไม่สะดวกสบายก็ไม่ทุกข์

    มรรค พิจารณาว่าเราเคยทำชั่วมา เคยผิดศีลมาหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ ความหนาวก็วิบากอย่างหนึ่ง เป็นความยากลำบาก เป็นผัสสะ ให้เราได้พิจารณาเวทนา เพื่อฝึกทำใจให้ยินดี ได้ตลอดเวลา อากาศหนาวดีกว่าป่วยติดเตียง เรายังสามารถทำกุศลได้ เท่าที่ทำได้ก็ดีมากแล้ว ส่วนการงานที่ทำได้ลำบาก ก็เป็นผัสสะให้เราตรวจใจ ว่าเรายังติดในโลกธรรมหรือไม่ หากเราทำเต็มที่แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องคาใจ หากยังทุกข์ใจกังวลใจ ก็เหตุปัจจัย ให้เราได้เอาไปปรับปรุงพัฒนาการทำงาน การทำกุศลให้เต็มที่มากขึ้น เพิ่มศีลมากขึ้น ชีวิตที่มีอุปสรรคหรือความลำบาก เป็นชีวิตที่ได้เรียนรู้ และมีชีวิตชีวา ได้ใช้วิบากกรรม ได้เห็นทุกข์ ได้ฝึกฝนปฏิบัติธรรม เป็นเส้นทางสู่ความพ้นทุกข์ ทางเอกสายเดียวครับ สาธุครับ

  6. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง ไม่มั่นใจผ้าปิดจมูก

    เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ( 18 ธันวาคม 2563) ข้าพเจ้าไปทำงานตามปกติ พอเข้าไปในที่ทำงาน เจ้านายบอกว่า ใช้ผ้าปิดจมูกอันใหม่นี้นะค่ะ ข้าพเจ้าตอบว่า ของข้าพเจ้าก็มี ปิดจมูกอยู่นี่งัย เจ้านายบอกว่าไม่ ๆ ใช้อันนี้นะ เขามีคุณภาพ และมียี่ห้อ คนก็ยอมรับด้วย พูดแล้วเจ้านายก็หยิบผ้าปิดจมูกของเจ้านายขึ้มมาปิดจมูก

    ทุกข์ : ขัดเคืองใจที่เจ้านายแสดงอาการไม่มั่นใจในคุณภาพของผ้าปิดจมูกของข้าพเจ้า

    สมุทัย : ก็ผ้าปิดจมูกนี้เพื่อนที่อยู่ฝรั่งเศส ท่านอุตสาห์เย็บแล้วส่งมาให้พวกเราเลยนะ เนื่อผ้าก็ดี ถึงแม้นจะไม่ได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ แต่ก็คิดว่าได้มาตรฐานพอป้องกันโควิตได้ระดับหนึ่งเลยละ ไม่ชอบที่เจ้านายแสดงกริยาไม่มั่นใจกับคุณภาพของผ้าปิดจมูกของข้าพเจ้า ถ้าเจ้านายไม่แสดงอาการไม่มั่นใจผ้าปิดจมูกตนเอง ก็คงจะดี

    นิโรธ : ไม่ชอบไม่ชัง ที่เจ้านายจะแสดงอาการไม่มั่นใจกับคุณภาพผ้าปิดจมูกของข้าพเจ้า เพราะมันเป็นเรื่องของท่าน ท่านคงหวังดีถึงได้แสดงกริยาออกมาอย่างนั้น และข้าพเจ้าก็คงเคยไปแสดงกริยาอย่างนี้กับคนอื่น ๆ มาเหมือนกัน

    มรรค : หลังจากที่เห็นกริยาท่าทางของเจ้านายที่แสดงออกมา ก็รู้สึกว่าคิ้วของตัวเองเริ่มขมวดเข้าหากัน หน้าเริ่มร้อน ๆ หูก็ร้อน มือเย็น ใจเต้นเร็ว เกิดอาการอยากอธิบาย (อยากเถียง) เรื่องผ้าปิดจมูกแสนสวยของข้าพเจ้า แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรยอมเปลี่ยนมาใช้ผ้าปิดจมูกของเจ้านายแทนของข้าพเจ้าอย่างว่าง่าย ช่วงที่ทำงานอยู่ใจก็ รุม ๆ ร้อน ๆ คิดว่าข้าพเจ้าเคยไปทำกริยานี้ไว้กับใครเมื่อไหร่น้อ ?
    แต่ข้าพเจ้าก็ได้ขอโทษขออโหสิกรรมกับตัวเอง และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยอมรับโทษ และเต็มใจรับโทษ อย่างเต็มใจ สุดท้ายเวลาผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง สติกลับมาจึงรู้ว่าเพราะเจ้านายท่านก็หวังดีกับข้าพเจ้านั่นเอง ท่านถึงได้มีผ้าปิดจมูกอันใหม่ มียี่ห้อมาให้ใช้ โถ่… หลงโง่อยู่ตั้ง เกือบ 2 ชั่วโมง คิดได้อย่างนี้แล้ว ใจก็เบาสบาย หน้าก็หายร้อน ใจก็เต้นเป็นปกติ ค่ะ สาธุ,,

  7. นางกานดา ศักดิ์ศรชัย

    การบ้านอริยสัจ 4

    เรื่อง ไม่ได้ดั่งใจอีกแล้ว(ตอนที่ 1)

    เนื้อเรื่อง เห็นพี่น้องในห้องสาระธรรมมือใหม่ เริ่มฝึกหัดการประกอบภาพนำงานมาเสนอ ก็รู้สึกอยากจะทำตามบ้าง จึงได้แจ้งขอความช่วยเหลือแนะนำไปในห้องสาระธรรมย่อย ขอเวลาแนะนำสัก 2-3 ครั้ง คำตอบที่ได้รับคือ ให้ดูคลิปการเรียนการสอน photoshop ไปก่อนแล้วค่อยหาเวลานัดพบกันทีหลัง

    ทุกข์อริยสัจ รู้สึกไม่ชอบที่ไม่ได้ตามที่อยากได้ มีอาการเว้าใจแหว่งใจขึ้นเล็กน้อย

    สมุทัย ชอบที่ได้รับความช่วยเหลือตามที่ขอ ไม่ชอบที่ไม่ได้รับอย่างที่ขอ

    นิโรธ เมื่อออกปากขอความช่วยเหลือแล้วจะได้รับความช่วยเหลือตามที่ขอ(ตามที่ชอบ)ก็เป็นสุขใจ ไม่ได้ตามที่ขอ(ไม่ได้อยากได้อย่างที่ให้)ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค ในการเดินมรรค ได้พิจารณากิเลสความชอบอยากได้ดังใจ ในแง่มุมการขอความช่วยเหลือซึ่งเป็น
    อัตตาตัวตนที่ฝังรากลึกมีให้ต้องล้างอีกมากมาย เกิดขึ้นบ่อยครั้งโดยยังไม่เคยคิดจะล้างอย่างจริงจัง แต่ก็ได้พากเพียรล้างไปเป็นลำดับๆเมื่อมารู้จักกับธรรมะหมอเขียว ผัสสะครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดว่าจะยังมีอารมณ์แบบนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำการกวาดล้างด้วยการพิจารณาทุกข์อริยสัจ รู้ว่านี่กิเลส เหตุให้ทุกข์ ก็เพราะอัตตา ความไม่ชอบ จึงทำความเห็นให้ถูกตรงเป็นพุทธะด้วยการใช้บททบทวนธรรม บทที่ 41 และบทที่ 13 มาพิจารณา อาการก็สงบกลับมาเป็นปกติได้โดยไม่ยากนัก ยอมรับได้ว่าการที่เราจะได้สิ่งใดนั้นขึ้นกับวิบากดีร้ายของเราออกผล ยอมเชื่อในเรื่องกรรม เชื่อพุทธะ ตั้งศีลไม่รับกิเลสมาเป็นอาจารย์
    ขอขอบคุณผัสสะในครั้งนี้เนื่องจากจะมีความไม่ได้ดั่งใจมาอีกมากมาย หลากหลายรูปแบบและลีลา ที่ยังสะสมสร้างทุกข์ให้ได้ฝึกล้างอีกเรื่อยๆ หมดเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นหมดทุกข์
    กราบขอบพระคุณอาจารย์หมอเขียว ที่ชี้ทางทุกข์อริยสัจแบบปฏิบัติง่าย ให้เป็นเครื่องมือวิเศษสำหรับแก้ทุกข์ ขอบคุณหมู่มิตรดีที่เป็นผัสสะให้ การต่อสู้กับกิเลสตัวนี้ให้ได้ผลครั้งต่อไปจะต้องทำสติให้เต็ม ตั้งศีลมาเมื่อจะร้องขอสิ่งใดจากใครๆว่าเขาจะให้ก็ได้เขาจะให้ก็ได้ คาดว่าจะสามารถลดละล้างกิเลสตัวนี้ลงไปได้อีกเป็นลำดับๆ สาธุค่ะ

    บททบทวนธรรมที่ 13 การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นสุดยอดแห่งมืออันล้ำค่า ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส คือความหลงชิงชังรังเกียจ จงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา และทำให้ได้ล้างบาปร้ายของเรา
    (อัพเดท 19 กย.63)
    บททบทวนธรรมที่ 41 เย่ๆๆ ดีใจจังไม่ได้ดั่งใจ (วิบากหมด กิเลสตาย ได้กุศล) แย่ๆๆ ซวยแน่เราเอาแต่ใจ
    (วิบากเพิ่ม กิเลสพอก งอกอกุศล) (อัพเดท 19 กย 63)

  8. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    อริยสัจ 4 (the four Noble truth)
    ชื่อเรื่อง ไม่ได้ดั่งใจ
    ตั้งใจไว้ว่าถ้าเป็นไปได้จะพยายามส่งการบ้านทุกวันจันทร์ ซึ่งเป็นต้นสัปดาห์ เพื่อกันลืมและคิดว่าจะได้ไม่พะวงหรือคอยกังวลว่ายังไม่ได้ส่งการบ้าน พอเย็นวันจันทร์หลังเลิกจากฐานงานกสิกรรม ก็รีบไปทำความสะอาดร่างกาย เพื่อเตรียมทำการบ้านส่ง จะได้พักผ่อนในเวลาที่ไม่ดึกเกินไปนัก ปรากฏว่า WiFi ไม่ทำงาน
    ทุกข์ (The Truth of suffering) เห็นอาการของจิตที่รู้สึกผิดหวังนิดๆ เพราะไม่ได้ดั่งใจที่ตั้งไว้
    สมุทัย (The Truth of the cause of suffering)
    อยากส่งการบ้านให้เสร็จ ภายในต้นสัปดาห์ตามที่ตั้งใจไว้จึงจะสบายใจ
    นิโรธ (The Truth of state to end of suffering)
    จะส่งการบ้านในวันจันทร์หรือต้นสัปดาห์ได้หรือไม่ได้ ก็ต้องวางใจ ไม่ทุกข์ใจให้ได้ ทำใจเบิกบานดีกว่า เพราะใจที่ไม่ใช่ชื่นแม้นิดเดียวก็เป็นกิเลส
    มรรค(the truth of the path to end of suffering)
    นึกถึงคำสอนอาจารย์ว่า เมื่อเราตั้งใจทำดีที่สุดแล้ว แต่ดียังไม่เกิดหรือดียังเกิดไม่ได้ในตอนนั้น แสดงว่ายังไม่ถึงเวลา ถ้าดีเกิดก่อนเวลาอันควร ดีนั้นจะตีกลับเป็นร้ายหรือจะเกิดความเสียหายได้ ถ้าคิดได้อย่างนี้ก็ไม่มีอะไรต้องทุกข์ใจหรือไม่มีอะไรทำให้เราทุกข์ใจได้

  9. นางสาวสันทนา ประวงศ์

    เรื่อง : ดรอปเรียน

    เหตุการณ์ : นั่งกินข้าวกลางวันอยู่ในครัวได้ยิน เสียงอาจารย์พูดถึงเหตุการณ์โควิด และพูดถึงพี่น้องทีมที่ต้องลงไปเรียน พูดอะไรอีกบ้าง ไม่รู้ในรายละเอียดเนื้อหา แต่ที่รู้และได้ยินชัด คือ ได้ยินอาจารย์พูดว่าดรอปเรียน เสียงในใจ ดรอปเลย ดรอปเลย ดรอปเลย กิเลสในใจส่งเสียงสนับสนุน มีเหตุผลว่า ใช่ ๆ จะได้ไม่ต้องลงไป อาจเป็นผู้นำเชื้อโควิดมาติดหมู่พี่น้องบนดอยได้ จะได้ไปทำกสิกรรมเต็มทีเลย ไม่ต้องไปเรียนให้เมื่อยหัว น่านน๊าน ในที่สุดก็โผล่หัว โผล่หน้ามาให้เห็นชัด ๆ กิเลสขี้เกียจ กิเลสชอบ-ชัง เหตุจากในช่วงเปิดเทอมใหม่นี้มี ๒ วิชาแล้ว ให้ทำรายงานส่ง และนำเสนอหน้าห้อง ให้ศึกษาค้นคว้า ต้องอ่านหนังสือ แต่ละเล่มความหนาเป็นพันกว่าหน้า เช่น เล่มที่หนาสุด ๑,๒๘๗ หน้า แค่เห็นหนังสือ ก็ถอนหายใจแล้ว ขี้เกียจอ่านแล้ว ไม่ชอบอ่านหหนังสือ ชอบไปทำกสิกรรม

    ทุกข์ : ทุกข์ใจ อึดอัดใจที่ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ ขี้เกียจ

    สมุทัย : กิเลสขี้เกียจเกิดจากการติดสุขในอารมณ์ ๖ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์) ใน
    โลภะ ความโลภ ความอยากได้เกิดจากตัณหา คือ ความทะยานอยากได้
    กิเลสชอบ-ชัง ชอบที่ไม่ต้องอ่านหนังสือ ชังที่ต้องอ่านหนังสือเยอะ ๆ ชอบไปทำกสิกรรม ไม่ชอบนั่งอ่านหนังสือ

    นิโรธ : อยากได้อย่างสุขใจ ไม่อยากได้อย่างสุขใจ อยากในกุศลสุขใจได้ตลอด
    ไม่ต้องอ่านหนังสือก็สุขใจ ต้องอ่านหนังสือเยอะ ๆ ก็สุขใจ ไปทำกสิกรรมก็สุขใจ นั่งอ่านหนังสือก็สุขใจ อยู่ตรงไหนก็สุขใจ ไม่ทุกข์ใจได้ เบิกบาน แจ่มใส ไร้กังวล ไร้ทุกข์ได้

    มรรค : พิจารณาโทษความอยาก อยากได้สิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์ ทุกข์ใจ อึดอัด บีบคั้น กระวนกระวายใจ เป็นกองทุกข์ทั้งมวลและวิบากร้าย ความอยากได้และความชอบ-ชัง เป็นกิเลส ไม่เที่ยงไม่มีตัวตนจริงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดดับ เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ยินดีที่ได้เห็นกิเลส ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง ได้พลังสุด ๆ ได้สุขสุด ๆ ยินดีในความชอบชัง เสียพลังสุด ๆ ได้ทุกข์สุด ๆ ถ้าเรามีกิเลสขี้เกียจ ความอยากได้ ความชอบ-ชังอยู่ เราเป็นคลื่นเป็นพลังแรงเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นเป็นตาม ทำตาม ทุกข์และวิบากร้ายนั้นเราต้องได้รับด้วย เอาไหม?
    ความขี้เกียจ ความเกียจคร้าน เป็นอบายมุข ๖ อบายมุขอาจารย์แปลว่า หัวหน้านรก เป็นทางเสื่อม เอาซิ จะเลือกทางไปนรกไปเสื่อม หรือทางเจริญ เลือกเอาเลยโอ เต็มที่เลย อ่านหนังสือเยอะเราก็ได้รู้เยอะขึ้นไม่ดีเหรอ? รู้มากขึ้น กว้างขึ้น และที่สำคัญรู้ในเรื่องพระพุทธศาสนาด้วยดีน่ะ ค่อย ๆ อ่านไป พยายามสร้างเสริมกำลัง อิทธิบาทวิธีแก้ความขี้เกียจต้องเริ่มที่อิทธิบาท ๔ ที่ตั้งแห่งความสำเร็จ
    ๑. ฉันทะ (จิตตั้งมั่นในความพอใจ) ที่จะทำกิจกรรมการงาน และการอ่านหนังสือ
    ๒. วิริยะ (จิตตั้งมั่นในความเพียร) ขยันที่จะทำกิจกรรมการงาน และการอ่านหนังสือ
    ๓. จิตตะ (จิตตั้งมั่นในความมีใจโถมไปให้เต็ม) ความเอาใส่ใส่ที่จะทำกิจกรรมการงานให้สำเร็จ อ่านหนังสือให้จบเท่าที่จะทำได้
    ๔. วิมังสา (จิตตั้งมั่นในการพิจารณาทบทวน) การประเมินผลงานที่ทำแล้ว ยินดีพอใจในสิ่งที่เราทำได้
    จะเพียรล้างกิเลสความขี้เกียจในตัวให้ได้มากที่สุด สาธุค่ะ

  10. นางมัณฑนา ชนัวร์ร เตี้ย ศีลประดับ

    อริยสัจ๔

    เรื่อง เงิน เงิน

    ได้คุยกับพี่สาวในเรื่องที่พี่สาวจะลงสมัครผู้ใหญ่บ้านทุกอย่างก็เข้าใจและเป็นสิทธิของท่าน
    แต่พอคุยไปถึงเรืองหาเสียงพี่สาวก็เล่าให้ฟังว่า น้าสาวได้ไปช่วยหาเสียงและได้บอกกับคนในหมู่บ้านว่าพี่สาวมีเงิน และน้องสาวเขาส่งมาให้สองแสนสามแสน พอข้าพเจ้าได้ฟังจบก็เห็นใจตัวเองไม่พอใจ ไม่ชอบ เพราะเป็นการพูดโกหก และก็ถามพี่สาวไปว่าทำไมต้องไปพูดโกหกอย่างนั้นและรู้ใช่ไหมว่าผลเสียจะเป็นอย่างไร พี่สาวก็ให้เหตุผลว่าพี่ก็ไม่รู้ ก็ได้ยินจากคนอื่นเหมือนกันเพราะยังไม่ได้ไปหาเสียงกับน้า พอฟังพี่สาวพูดก็รู้สึกว่าพี่สาวก็กังวลเหมือนกัน ข้าพเข้าจึงพูดตรงๆกับพี่สาวว่า ควรบอกน้าสาวตรงๆว่าหนูไม่ได้ส่งเงินให้เลย บอกไปเลยว่าหนูไม่มีเงินส่ง ความจริงคือความจริง

    ทุกข์ : ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ

    สมุทัย: น้าสาวได้พูดโกหกเรื่องเงิน ที่ไม่ใช่เรื่องจริงที่อาจทำให้เกิดผลร้าย

    นิโรธ:น้าสาวจะพูดเรื่องเงิน หรือไม่พูดเรื่องเงิน ก็สุขใจได้

    มรรค: พิจารณาได้บอกกับพี่สาวถ้าจะใช้เงินเป็นตัวนำแล้วเราจะต้องมาเป็นหนี้หรือทาสของเงินคิดว่าเราจะเป็นอิสระไหม สู้เอาแต่ตัวกับหัวใจเข้าแลกได้ไม่ได้เราก็เป็นอิสระ และก็สามรถพัฒนาตามกำลังที่เรามี และก็พิจารณา น้าอาจจะหวังดีต่อพี่สาวและอยากช่วยแต่อาจจะช่วยในทางที่ดีของทางโลกแต่เป็นกิเลสในทางธรรม ก็นึกถึงบทธรรมของท่านอาจารย์หมอเขียว ศรัทธาในส่วนดีเมตตาในส่วนด้อย ข้าพเจ้าพยายามเพียรที่จะไม่สงสารและช่วยคนด้วยเงิน ฝึกที่จะเป็นคนจนแต่รอดตามท่านอาจารย์หมอเขียวและพี่น้อง ก็บอกกับพี่สาวว่า เอาใจช่วย มีแต่ตัวกับหัวใจ ทรัพย์ทางกายไร้ปัญญาหามาเสริม ก็ระลึกถึงบทธรรมจะเกิดอะไรขึ้นกับใครก็เป็นกรรมของผู้นั้น พิจารณาเราอยู่กับปัจจุบัน ทำใจให้มีความสุขด้วยการฟังธรรมทบทวนธรรม เจริญภาวนา เจริญสติ (เป็นบางครั้งบางเรื่องที่ต้องทำหรือปฏิบัติร่วมกัน)
    สุขไหนจะสุขเท่า เอาใจเราเข้าหาธรรม กราบสาธุค่ะ

  11. ศิรประภา ยาวงษ์

    ชื่อเรื่อง เมล็ดพันธุ์หายไปไหน
    เมื่อ วันที่ 13 ธ.ค 63 เตรียมตัวจะเดินทางกลับจากภูผาฯ ได้รบกวนน้องแอ๋ว จิตอาสา สวน 2 สั่งซื้อเมล็ดพันธุ์ผักจาก สันติอโศก เป็นเงิน 330 บาท ประมาณว่าจะได้รับของเมื่อกลับถึงตรัง พอดี แต่เมื่อมาถึงสวน 2 หมู่มิตรดีได้ไปร่วมแจกข้าวสาร ซับน้ำตาชาวใต้ ร่วมกับกลุ่มแพทย์วิถีธรรมที่นครศรีธรรมราชก็ไปกับกลุ่มด้วย 2 วัน และกลับถึงบ้านจนถึงวันที่ 23 ธ.ค. ก็ยังไม่ทราบว่าใครรับของไว้ให้ ตัดสินใจปรึกษาน้องแอ๋ว ช่วยเช็คให้ ก็ได้ทราบว่าคนบ้านติดกันรับไว้ ตอนนี้ได้เมล็ดพันธุ์ที่หายไปหลายวันคืนแล้ว
    1.ทุกข์ อริยสัจ (กังวลใจนิด
    หน่อย) คือ ไมได้รับพัสดุเมล็ดพันธุ์ผัก กังวลว่าหายไปไหน
    2.สมุทัย คือ ไม่ได้รับพัสดุเมล็ดพันธุ์ผักในช่วงเวลาที่ประมาณไว้หรืออย่างที่ตั้งใจไว้
    3.นิโรธ คือ วางใจว่าถ้าหายก็สั่งซื้อใหม่แต่ลองแก้ปัญหาดูก่อน จนได้ของคืน จิตใจก็คลายกังวลและสบายใจในที่สุด

  12. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    เรื่อง “ไม่ชอบอากาศหนาว” จึงใช้ยาแก้หนาว

    เนื้อเรื่อง แม้ว่าเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ช่วงรอยต่อของ “ปลายฝน ต้นหนาว” ทางภาคใต้ ลานสกา นครศรีธรรมราช อากาศยังคงหนาวเย็นมากๆ ในช่วงใกล้รุ่งและเช้ามืด ความหนาวเหน็บมากพอๆ กับภูผาฟ้าน้ำ แม่แตง เชียงใหม่ เมื่อสองวันที่ผ่านมา ตื่นมา เวลา 3.30 น. อากาศหนาวมากๆ จึงใส่เสื้อกันหนาวเพิ่มอีกตัว สวมหมวกเพิ่ม เป็น 2 ใบ ใส่ถุงเท้าเพิ่มอีกคู่ ใส่ถุงมือ ใส่แมสปิดจมูก ด้วยความหนาว จึงล้มตัวนอนต่ออีก ไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไร ตื่นนอนอีกที 6 โมงกว่าแล้ว จึงตัดสินใจลุกออกมาจากที่นอน สวมรองเท้าบู๊ท เดินออกไปชมบรรยากาศรอบๆ บ้าน มองไปเห็นกองทราย เห็นจอบวางไว้ข้างๆ กองทราย คิดได้ทันทีว่า “ต้องใช้ยาแก้หนาว” ที่อาจารย์แนะนำไว้ว่า ถ้าจะให้หายหนาว ให้ใช้จอบ/พร้า ทันทีที่ได้สติ มีสมาธิ จึงเกิดปัญญา ยืนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจใช้ยาแก้หนาวทันที “ต้องทำงาน” โดยการใช้จอบตักทรายไปถมพื้นที่ต่างระดับตรงทางเดินเข้าบ้าน ดังนั้นจึงรีบก้มลงจับจอบตักทรายใส่บุ้งกี๋ ได้ 1 บุ้งกี๋ และใส่ถังเปล่าที่วางอยู่ใกล้ๆ กองทราย ได้อีกหนึ่งถัง แล้วขนทรายทีละบุ้งกี๋ไปเทลงบนพื้นที่ต่างระดับหน้าบ้าน พร้อมกับเกลี่ยทรายให้เรียบเสมอกัน ตักทรายใส่เต็มแต่ละบุ้งกี๋หนักมาก แต่ก็ยังมีแรงพอไหวอยู่ ระยะห่างจากกองทราย-พื้นที่ต่างระดับประมาณ 50 เมตร เดินไป-กลับ เท่ากับ 100 เมตร ขนทรายได้ 5-6 บุ้งกี๋ เวลาผ่านไปประมาณ 6-7 นาที ก็เริ่มรู้สึกร้อน ต้องถอดหมวก ถอดถุงมือ ถอดแมสออก ถอดเสื้อกันหนาวออก เหลือตัวเดียว ถอดถุงเท้าเหลือคู่เดียว ผ่านไปอีก 20-30 นาที เหงื่อไหลเปียกโชกตัวเลย ใช้เวลาขนทรายประมาณ 40-50 นาที ทำจนเพลินและเหนื่อยมากๆ ด้วย
    “ยาแก้หนาวออกฤทธิ์แล้ว!..ออกฤทธิ์แรง” แต่ไม่มีโทษและไม่มีผลข้างเคียงใดใด แต่ผลที่ได้รับ คือ ได้ประโยชน์สูง ประหยัดสุด ได้เหงื่อ ได้ออกกำลังกาย ได้ความสดชื่น มีพลัง ตัวเบา ใจสบาย ความหนาวหายไปเลย ได้ผลกลับมาเป็นงานแทน
    “งานในสำเร็จ งานนอกสำเร็จ”

    ทุกข์ : ไม่ชอบอากาศหนาว ชังอากาศหนาว

    สมุทัย : ถ้าอากาศหนาวไม่ชอบ-จะชัง แต่จะชอบถ้าอากาศไม่หนาว

    นิโรธ : ไม่ชอบ-ไม่ชัง อากาศจะหนาวหรือไม่หนาวก็ได้ ใจเบา สบาย ได้ทุกสถานการณ์

    มรรค : พิจารณาถึงไตรลักษณ์ ความไม่เที่ยง ของทุกสิ่งอย่างในโลกนี้ ธรรมชาติของอากาศ ความร้อน-หนาว ก็เช่นกัน ทุกอย่างไม่เที่ยง ชอบ-ชัง เป็นกิเลสมารตัวร้าย ที่ทำให้จิตที่บริสุทธิ์เป็นทุกข์ เกิดความหม่นหมองในจิตใจ ต้องหาวิธิการจัดการกำจัด “ตัวมารกิเลส” ออกไปให้ได้ ครั้งนี้จึงได้น้อมนำเอา “ยาแก้หนาว” ของอาจารย์หมอเขียวมาใข้ได้ทันการณ์ กิเลสเลยต้องยอมเรา มันต้องยอมแพ้สลายไปเลยเพราะฤทธิ์ของยาแก้หนาว ตามสูตรที่อาจารย์หมอเขียวให้ไว้

    เมื่อมีผัสสะ มีความหนาวมากระทบร่างกาย กิเลสมารตัวไม่ชอบความหนาวของอากาศ มันทำให้เกิด ความขี้เกียจขึ้นมาทันที มันไม่อยากให้ทำอะไร มันอ้างเหตุผลว่า ยังหนาวอยู่ ยังเช้าอยู่ …ฯลฯ แต่จิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ ถูกต้อง ถูกตรงยังมีอยู่ จึงสามารถใช้ปัญญาผ่าตัดกิเลสมารให้ตายได้สำเร็จ ในครั้งนี้
    ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์หมอ ที่คอยเติมเต็มและให้ปัญญาอยู่เสมอ สาธุ

  13. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์

    วางแผน

    วันก่อนมีตารางงานและกิจกรรมที่วางไว้ว่าจะทำอะไรบ้าง เริ่มจากตอนเช้าไปโรงพยาบาล ตรวจโควิด-19 เพื่อเตรียมทำฟัน หมอให้ตรวจโควิด-19 ก่อน ในใบนัดคือเวลา 8.30 น.ตอนแรกนึกว่าจะจบตอน 8.30 น. เลย แต่พอไปยื่นใบนัดพยาบาลให้รอตรวจตอน 10 โมง ก็เลยไปกินข้าวก่อน แล้วเข้าร้านมาทำงานที่จะต้องทำส่งแบบให้ลูกค้าดู เพื่อที่จะส่งได้พิมพ์งานได้ทันเวลา และกลับโรงพยาบาลอีกรอบมาตรวจโควิท-19 เสร็จแล้วค่อยไปเอางานที่ส่งพิมพ์ไว้ เลยคิดที่จะรวบกิจกรรมทุกอย่างทำให้ทันเวลาตามที่กำหนด จะได้ไม่วนไปวนมาหลายรอบ

    ทุกข์ : เร่งรีบ กังวล อยากให้ทันเวลาที่กำหนด

    สมุทัย : เกิดจากการที่อยากจะรวบทุกอย่างให้อยู่ตามเวลาที่กำหนด ต้องการให้ภารกิจเสร็จ จะได้ทำอย่างอื่นได้ต่อ

    นิโรธ : วางแผนไว้เป็นโครงร่างดีแล้ว แต่ไม่ยึดว่าจะให้เป็นตามแผน ทำได้ตามแผนก็ได้ดี ทำไม่ได้ตามแผนก็ไม่ทุกข์ ปรับเอาตามจริง

    มรรค : พิจารณาตามเหตุแห่งทุกข์คือเกิดจากเราไปกำหนดกรอบเอง บีบคั้นตัวเอง สร้างเงื่อนไขให้ใจเป็นทุกข์เอง ชีวิตไม่เห็นต้องเร่งรีบอะไรเลย ทำแต่ละสิ่งให้เต็มที่ก็พอ ทำไปตามเหตุปัจจัยที่ทำได้ ทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา จะไปเอาให้เกิดความสมบูรณ์สมดั่งใจไม่ได้ ไปยึดก็มีแต่ทุกข์เท่านั้น

    สรุปเหตุการณ์ครั้งนี้ ทุกกิจกรรมก็ทำได้ตามเวลา จะมีเร่งรีบแค่ตอนต้น ๆ แต่พอพิจารณาวางใจได้ ทุกอย่างก็ผ่านไปได้อย่างดี พิจารณาย้อนกลับว่าหากไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้จะเป็นอย่างไร ก็ได้คำตอบว่า ก็พร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนไปตามสถถานการณ์นั้น ๆ ผาสุกดี

  14. บัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม

    สวยแต่รูป

    เวลา7:30น.ของ วันที่ 23 ธ.ค.2563 ขณะที่เราจะเดินกลับบ้าน หลังกลับจาก ซื้อผลไม้ จาก
    ซูเปอร์มาเกต มองเห็นขนมBerlinerในร้านขายขนมปัง (ขนมปังชนิดหนึ่งทำจากแป้งสาลีปั้นกลมๆแล้วนำไปทอดมีใส้เป็นแยมผลไม้ ข้างนอกมีน้ำตาลทรายบดละเอียดโรยทั่วเหมือนหิมะ) รูปแบบและหน้าตาสวยงาม (เราได้ตั้งศีลเลิกกินขนมชนิดนี้มาเกือบจะสามปีแล้ว ตัดใจจากการกินได้แล้วเพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์)
    เราได้หยุดมองผ่านกระจกของร้านขายขนมอยู่สามสิบวินาที “ตรวจดูว่าทำไมเราถึงอยากหยุดดู” จึงน้อมจิตพิจารณา

    ทุกข์ : หวั่นไหวเล็กน้อยเมื่อตามองเห็นขนมBerliner

    สมุทัย : ชอบรูปแบบและหน้าตาสวยงามของขนมBerliner

    นิโรธ : คลายความชอบในรูปแบบและหน้าตาของขนมBerlinerได้

    มรรค : พิจารณาว่าในเมื่อเราไม่อยากกินแล้ว จะมาเสียเวลาอาลัยอาวรณ์ในรูปแบบและหน้าตาของขนมไปทำไม จึงด่ากิเลสตัวชอบไปว่า “ขนมก็สวยแต่รูป ปั้นแต่งขึ้นมาไม่ใช่ธรรมชาติ ดูๆไปก็อย่าง งั้น ๆ แหละ! เสียพลังไปหลงโง่ ชอบทำไม?! เสียเวลาเปล่าๆ” ขณะนั้นเราก็เหลือบตามองผลไม้ในตะกร้าที่เพิ่งซื้อมา “ผลไม้นี้สิสวยงามทั้งรูปทั้งนามเป็นธรรมชาติ พอระลึกได้อย่างนี้ จึงได้สติกลับมาและใจก็คลายออกจากความชอบของหน้าตาขนมBerlinerได้ฉับพลัน100% และละสายตาออกจากร้านขายขนมปังทันที รีบเดินกลับบ้าน พร้อมกับมองดูผลไม้ในตะกร้าอีกครั้งด้วยใจที่เบิกบานและเห็นใจตัวเองกลับมามีพลังเหมือนเดิม และได้เจริญสติและสมาธิต่อขณะเดินกลับบ้าน สาธุ

  15. นปภา รัตนวงศา

    ยังติดอยู่เลย
    สืบเนื่องจาก การตั้งศีลเรื่อง”ไม่กินเส้น” จากพี่น้องจิตอาสาสวน 2 ที่ไปเข้าค่ายพระไตรปิฎกที่สวน 1 ดอนตาลเมื่อ 2ปีที่แล้ว ตัวเองตั้งศีลข้อนี้ด้วย ก็ปฎิบัติมาได้ดี ซึ่งคงเป็นการกดข่ม คือเมื่อเห็นครอบครัวกินเส้น ไม่ร่วมด้วยแต่ไม่เคยวิปัสสนาเลย
    จนมาเมื่อวันพ่อ 5 ธันวาคม ที่ท้องสนามหลวง ก็บำเพ็ญที่เต้นท์ พวธ.ขณะช่วยพี่น้องสกรีนคนที่มารับแจกข้าวสาร น้องมาแจ้งจะเข้าไปรับเสด็จด้านในซึ่งไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า ห้องน้ำก็ไม่ได้เข้า อาหารก็ไม่ได้กิน ก็วิ่งตามกลุ่มไป 6คน กว่าจะเข้าไปด้านในได้ เวียนรอบสนามหลวง นานมาก เข้าไปได้แล้วหิวค่ะ อาหารที่รับประทานได้ไม่มีเลย หลังจากได้ที่นั่งแล้ว อีก 3-4 ชั่วโมงกว่าท่านจะเสด็จ ทีมได้แจ้งจิตอาสา ขออาหารมังสวิรัติ ก็ได้มาคะพร้อม น้ำ และ แมสปิดจมูก
    สิ่งที่ได้เป็นผัดเส้น ก็รับประทานจนหมด ไม่ได้พิจารณาเลย กิเลสล้วนๆ
    จนเมื่อวานนี้ลูกสั่ง ขนมจีน ก็กินกับลูกด้วย รู้สึกความอร่อยยังมีอยู่
    ทุกข์ ทำไมทำไม่ได้ ทำไมยังกินเส้นอยู่เลย
    สมุทัย ถ้าออกจากเส้นได้จะมีความสุข แต่ออกจากเส้นไม่ได้ก็ทุกข์
    นิโรธ จะออกจากเส้นได้หรือไม่ได้ ก็สุขใจให้ได้ เมื่อทำดีที่สุดแล้ว อย่าไปละโมบสิ่งที่ทำไม่ได้
    มรรค พิจารณาความจริงตามความเป็นจริงว่า ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว แต่ก่อนรับประทานทุกอาทิตย์ บางครั้ง 2ครั้ง/ อาทิตย์ด้วย แต่นี้ไม่กินได้นาน 2 ปี ก็ดีแล้ว ล้มแล้วลุกยังได้อยู่นะ คนเราทุกคนก็มีพลาดบ้าง แต่อย่าทำทุกข์ทับถมตนสิ ก้าวใหม่ ทำให้ดีที่สุด กินทำไมเส้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย สารอาหารสู้ข้าวก็ไม่ได้ ยังเหนี่ยวนำให้คนอื่นทำตามอีก ตอนนี้จะช้า จะโง่ จะทุกข์ยังไม่พอใช่ไหม เมื่อไหร่จะตามพี่น้องทัน อาจารย์ท่านวิ่งไปข้างหน้าตลอด เธอจะหยุด จะเดิน หรือจะวิ่งตามท่านจะหยุดจะถอยหลังไปเรื่อยๆใช่ไหม ไม่ ไม่ ไม่ จะเริ่มใหม่
    ขอตั้งศีล “ไม่กินเส้น” ถ้ามีอย่างอื่นให้กิน สาธุ

  16. จิตรา พรหมโคตร

    เรื่อง:อยากให้หายปวดเอว

    เนื้อเรื่อง:หลังจากกินแหนมเห็ดแล้ว วันรุ่งขึ้นก็มีอาการปวดเอว. รู้สึกกังวลใจกับอาการปวดเอวเพราะมันทรมาน

    ทุกข์:กังวลใจกับอาการปวดเอวเพราะมันทรมาน

    สมุทัย:อยากให้อาการปวดเอวหายเร็วๆ ชอบถ้าหายปวดเอวเร็วๆแล้วจะสุขใจ ชังถ้าหายปวดเอวช้าก็ทุกข์ใจ

    นิโรธ:จะหายปวดเอวเร็วหรือหายปวดเอวช้าก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค:พิจารณาเรื่องอาการเจ็บป่วยก็เป็นวิบากอันหนึ่งของเราเป็นอาการทางกาย. ตอนนี้ก็ได้ระลึกถึงท่านอาจารย์เคยบอกว่า”การกินของพิษจะทำให้ร่างกายเจ็บปวดได้ โดยเฉพาะพิษของใจที่ชอบชัง”เมื่อคิดได้ว่าเรากำลังผิดศีลข้อ1เบียดเบียนตนเองอยู่นี่น๊า! กลับมาตรวจดูใจที่กังวล เร่งผลจากการปวดเอว แล้ววางใจว่า”จะหายตอนไหนก็ได้” ทำให้ใจค่อยๆผ่อนคลายและเริ่มผาสุกมากขึ้น หลังจากจบการสนทนาธรรมกับพี่น้องร่วมอุดมการณ์ อาการปวดเอวก็หายไป จึงพบได้ว่ายาที่ดีที่สุดคือ”ยาใจ”และหมอที่ดีที่สุดคือ”ตัวเราเอง”

  17. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ทุกข์เท่าที่โง่

    เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เนื่องจากเราต้องทำงานพร้อมกับฝึกพนักงานใหม่ไปพร้อมกัน โดยปกติงานที่ทำกับพนักงานที่รู้หน้าที่ดีแล้วก็ทำแทบไม่ทัน แต่วันนี้เราต้องทำงานกับคนใหม่ที่เราจะต้องมาฝึกงานให้เป็นการเพิ่มงานหนักขึ้นอีก ตอนนั้นเห็นใจที่ไม่แช่มชื่นไม่สบายไม่อยากทำงานกับพนักงานใหม่ เมื่อมีพนักงานใหม่เขาควรเพิ่มพนักงานไม่ใช่ลดพนักงานลง เรารู้สึกไม่ยุติธรรมเลย แล้วเพื่อนที่ทำงานคู่กับเราชิงออกตัวว่าเขาไม่ไหว เราเลยต้องรับเต็มๆ

    ทุกข์ รู้สึกไม่แช่มชื่นไม่สบายใจไม่อยากทำงานพร้อมฝึกงานพนักงานใหม่ รู้สึกไม่ยุติธรรม

    สมุทัย อยากให้มีพนักงานเพิ่มขึ้นช่วงที่มีการฝึกพนักงานใหม่ ไม่ใช่ลดพนักงานลง

    นิโรธ จะมีพนักงานเพิ่มหรือไม่มีพนักงานเพิ่มเราก็ควรสุขใจให้ได้ ยืนดีได้ในทุกสถานการณ์

    มรรค เราพิจารณาว่าเมื่อเกิดเรื่องร้ายกับเราไม่มีอะไรบังเอิญทุกอย่างยุติธรรมเสมอ เราควรยินดีเต็มใจรับวิบากดีร้ายของเรา อย่างเหตุการณ์ที่เกืดขึ้นกับเราวันนี้ก็เป็นสิ่งที่เข้ามาเพื่อให้เราได้เรียนรู้ ได้รับแล้วก็หมดไป เราได้เรียนรู้อะไร เราได้เรียนรู้ว่าแม้ในสภาพที่ยุ่งยากเราคิดว่าจะไม่มีวันหมดวันสิ้นสุด แต่แล้วมันก็ผ่านไป เราจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องได้ดังที่ใจเราหมาย ในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ ไม่มีอะไรที่เรากำหนดได้ ได้นอกจากใจที่ไม่ทุกข์ของเราเท่านั้น ที่เราสามารถกำหนดได้ เพราะบางสถานการณ์เราเป็นลูกหนี้ เราก็ต้องใช้หนี้ การทำงานในวันนั้นของเราก็เป็นการทำงานใช้หนี้ แต่พอเราไปทุกข์ใจไม่ชอบใจก็จะเป็นการก่อเวรไม่สิ้นสุด เลิกซะ บอกกับตัวเอง

    สรุป วันนั้นกิเลสมันก็ยังไม่ยอม กลับมาถึงบ้านรับดอกเบี้ยต่อมาระบายความกับพ่อบ้านหาพรรคพวก สร้างโง่สร้างทุกข์อีก เห็นพ่อบ้านท่านนิ่งไม่พูดอะไรรับดอกเบี้ยเพิ่มงอนหนีเข้าห้องนอนดีกว่า พ่อบ้านเห็นเราผิดสังเกตุมาเคาะประตูหยิบหนังสืออริยศีลรักษาโรคขึ้นมาว่าจะอ่าน พ่อบ้านว่าเธอจะอ่านหนังสือรู้เรื่องเหรอ จริงของท่านอุปกิเลสเต็มตัวเลยทั้งโกรธทั้งมายา อ่านไม่รู้เรื่องหรอก ได้คิดรู้สึกสำนึกผิด ยอมรับโทษ ตั้งใจหยุดสิ่งที่ไม่ดีคือความโลภ โกรธ หลงของเรา พ่อบ้านว่าเวลาเกิดอะไรขึ้นให้รวบรวมสติว่าจะไม่ให้ใครขโมยรอยยิ้มไปจากใบหน้าของเรา คิดถึงคำอาจารย์ที่ว่าเราจะยินดีให้ได้ในทุกสถานการณ์ ใจรู้สึกโล่งเบิกบานขึ้น มาเปิดอ่านไลน์วันนี้มีเรียนด้วย ฟ้าเปิดวิบากหมดเลยได้เข้าเรียนกับหมู่มิตรดี สาธุ

    1. อรวิภา กริฟฟิธส์

      เรื่อง ทุกข์เท่าที่โง่ พิจารณาหลังจากรับพลังเมตตาจากหมู่มิตรดี

      เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เนื่องจากเราต้องทำงานพร้อมกับฝึกพนักงานใหม่ไปพร้อมกัน โดยปกติงานที่ทำกับพนักงานที่รู้หน้าที่ดีแล้วก็ทำแทบไม่ทัน แต่วันนี้เราต้องทำงานกับคนใหม่ที่เราจะต้องมาฝึกงานให้เป็นการเพิ่มงานหนักขึ้นอีก ตอนนั้นเห็นใจที่ไม่แช่มชื่นไม่สบายไม่อยากทำงานกับพนักงานใหม่ เมื่อมีพนักงานใหม่เขาควรเพิ่มพนักงานไม่ใช่ลดพนักงานลง เรารู้สึกไม่ยุติธรรมเลย แล้วเพื่อนที่ทำงานคู่กับเราชิงออกตัวว่าเขาไม่ไหว เราเลยต้องรับเต็มๆ

      ทุกข์ รู้สึกไม่แช่มชื่นไม่สบายใจไม่อยากทำงาน

      สมุทัย อยากให้มีพนักงานเพิ่มขึ้นช่วงที่มีการฝึกพนักงานใหม่ ไม่ใช่ลดพนักงานลง รู้สึกไม่ยุติธรรม

      นิโรธ จะมีพนักงานเพิ่มหรือไม่มีพนักงานเพิ่มเราก็ควรทำงานด้วยความสุขใจ ยินดีได้ในทุกสถานการณ์ ก็เมื่อเราจะต้องงานอยู่แล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็ควรทำด้วยความสุขใจยินดี

      มรรค พิจารณาเห็นความจริงตามความเป็นจริงว่า ไม่มีอะไรบังเอิญทุกอย่างยุติธรรมเสมอ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเราไม่ได้ดั่งใจเราเป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่าที่ทำให้เราได้ฝึกล้างกิเลสคือความหลงชิงชังรังเกียจในใจเรา ก็ในเมื่อเราต้องทำงานที่ไม่มีพนักงานเพียงพอซึ่งก็แน่นอนว่าต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นแต่ก็เป็นเพียงวิบากร้ายทางกายซึ่งเราต้องรับเราก็ควรทำเต็มที่เท่าที่เราจะทำได้เหมือนกับเราเป็นหนี้เราก็ต้องชดใช้ เพราะไม่มีอะไรที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา เราก็ควรทำงานด้วยความยินดีพอใจเต็มใจ รับแล้วก็หมดไปเราก็จะโชคดีขึ้น แต่กิเลสมักลวงให้เราหลงไปชิงชังไม่ยอมใช้หนี้ แล้วยังไปอยากได้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้คือเพิ่มพนักงาน ผิดศีลข้อ 2 เมื่อไม่ได้ดั่งใจหมายเราก็สร้างโง่เบียดเบียนตนเองและผู้อี่นทำให้ผิดศีลข้อ 1 ซึ่งทำให้มีวิบากเกิดความไม่แช่มชื่นไม่สบายใจเป็นทุกข์สืบเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด แต่ถ้าเราเท่าทันกิเลสเราก็พิจารณาว่า โชคดีแล้วเราได้ชดใช้กรรม ไหนๆก็ต้องทำงานอยู่แล้วทำงานแบบสุขใจเต็มใจก็ดีกว่าทำงานแบบทุกข์ใจ เป็นกุศลต่อตนเองและผู้อื่นด้วย เพราะสิ่งที่เราอยากได้มันไม่มีตัวตนจริงแต่จิตที่เรายึดถือมั่นจะทำให้เกิดตัวตนของกิเลสขึ้นมา อาจารย์สอนว่ากิเลสก็มีหน้าที่สร้างทุกข์เท่านั้น มีกิเลสเมื่อไหร่ก็โง่เท่านั้นเอง อย่าไปอยากได้สิ่งที่ไม่ใช่ของของเรา การกำจัดกิเลสจึงไม่สามารถแก้ไขได้จากภายนอกแต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุคือมองเข้ามาที่จิตของเราว่ามันจะเอาอะไร ผิดศีลมั้ย อย่าดื้อต่อศีล ขอบคุณพี่น้องหมู่มิตรดีที่ให้สติว่าการแก้ทุกข์อริยสัจต้องแก้ที่เราไม่ใช่ไปเอาจากผู้อี่นเกิดที่เราก็จบที่เรา การเอาคือการสร้างความต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุดไม่จบไม่สิ้น

  18. ชุติวรรณ แสงสำลี

    เรื่อง ฉลองหนาวที่ภูผาฟ้าน้ำ จ.เชียงใหม่
    เนื้อเรื่อง ในช่วงสัปดาห์นี้ ณ ที่ภูผาฟ้าน้ำอากาศหนาวเย็นมากทั้งช่วงเช้า ช่วงกลางวัน และช่วงเย็น มีอุณหภูมิ ประมาณ 4-18องศา เย็นวันหนึ่งรู้สึกหนาวที่แขนมากๆๆเลยทำให้รู้สึกทรมานเพิ่มขึ้นเป็นหนาวทั้งตัว
    ทุกข์ อากาศเย็นมากทำให้หนาวที่แขนรู้สึกทรมาน
    สมุทัย ชอบที่ไม่รู้สึกหนาวเย็นที่แขนมาก ชังที่รู้สึกหนาวเย็นที่แขนมากๆๆ
    นิโรจ ยินดีในความไม่ชอบไม่ชังแม้จะมีอากาศหนาวเย็นมันก็เป็นสภาพที่เลี่ยงไม่ได้ต้องรับอยู่แล้ว ยินดีรับด้วยความสุขใจ ที่เราได้มีโอกาสทดสอบตนเองฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ
    มรรค พิจารณาความจริงตามความเป็นจริงอากาศมันมันเป็นสภาพอากาศที่เลี่ยงไม่ได้ต้องเจออยู่แล้ว กิเลสมันหรอกให้เราชังที่รู้สึกหนาวที่แขนอย่างเดียวทำให้เรารู้สึกชังแขนทำไมแขนหนาวจังๆๆโอ๊ย!กลัวความหนาว แขนเราหนาวจังเลยๆ
    เราก็พิจารณาดูนี่มันเป็นอาการกิเลสนี่ มันมาอีกแล้ว เราก็เสียบปัญญาสวนความคิดกิเลสกลับไปมันไม่ใช่หนาวที่แขนหรอก แท้จริงอากาศมันอยู่รอบตัวเราต่างหาก เราสัมผัสทุกส่วนของร่างกายอยู่แล้ว มันก็หนาวทั้งตัวนั่นแหละแต่ทำไมรูู้สึกหนาวที่แขนอย่างเดียวก็ตรวจดูแขนมันเป็นอวัยวะที่ไม่ค่อยมีเนื้อ แขนเล็ก ผอมบางมันก็เลยมีความหนาวเย็นมากระทบมากหน่อยและระลึกรู้ถึงกรรมได้ว่าที่เคยชังแขนตนเองไม่พอใจที่มันแขนเล็กเหมือนเด็ก มันไม่สมส่วน ตอนนี้รับวิบากให้ได้รับความหนาวเย็นได้ล้างใจเห็นกิเลสมาให้รู้ว่าเรายังมีกิเลสชังแขนอยู่อีกไหม พอสำนึกจับอาการกิเลสได้ก็ไม่ชังแขนที่เล็กแล้ว ยินดีพอใจที่เรามีแขนที่แข็งแรง สามารถทำการงานได้มากมาย เจ้ากิเลสตัวชังแขนมันก็ลงสลายหายไปเลย เราก็ไม่ต้องพิจารณาเวทนาความรู้สึกหนาวเย็นที่มากระทบอีก แต่ให้สูดลมหายใจเข้าจมูกและหายใจออกทางปากช้าๆจะรู้สึกอบอุ่นขึ้นทันที และมีใจยินดีที่ได้รับประสบการณ์ฉลองหนาว ที่เราได้กลับมาสัมผัสความหนาวเย็นที่ภูผาฟ้าน้ำอีกครั้ง ใจเราก็พิจารณาถึงประโยชน์ของความหนาวเย็นที่มีอากาศบริสสุทธิ์สดชื่นเย็นสบาย ท้องฟ้าแจ่มใส ได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆกับท่านอาจารย์เช่นปลูกผักในฤดูหนาวแม้ยามเย็นถึงมืดค่ำก็ยังร่วมกันบำเพ็ญที่แปลงผักพ้นทุกข์อยู่ ต้องสัมผัสนัำและดิน อากาศหนาวเย็นมากแต่ใจก็ไม่ทุกข์เพราะทำกับท่านอาจารย์และหมู่มิตรดี มีพลังความอบอุ่นใจ ในช่วงเช้าตื่นเช้าตั้งแต่ตีสามครึ่งทุกวันฟังเสียงธรรม มาร์ชชิ่ง โยคะ และเราก็เลือกยินดีที่จะต่อสู้กับความหนาวเพื่อให้ร่างกายได้ทำงานแก้หนาวเข้าไปบำเพ็ญช่วยที่ครัวเกือบทุกวัน จะได้ทดสอบสัมผัสกับน้ำเย็นๆในการทำอาหาร ล้างภาชนะ ล้างผัก แล้วตรวจใจดูมีอาการชอบที่จะทำประโยชน์บำเพ็ญกิจตน กิจท่าน ใจก็มีความสุขเบิกบาน กายก็ไม่หนาวทรมานมากหรอกร่างกายทนได้ ได้อยู่ใกล้เตาไฟยิ่งอุ่นมากขึ้น พอมีเวลาก็มานั่งรับพลังฟังธรรมะบรรยายจากท่านอาจารย์ ความหนาวเย็นก็เป็นเรื่องปกติ ของสภาพอากาศที่เราต้องปรับตัวร่างกาย ปรับใจให้สมดุล เราก็สามารถมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยไม่เป็นหวัด ไม่มีไข้ ร่างกายปกติ อยู่ได้อย่างมีความสุขค่ะ

  19. นางสาวพวงผกา โพธิ์กลาง

    เรื่อง น้ำจุลินทรีย์
    จิตอาสาท่านหนึ่งแนะนำให้ใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ใส่ผสมกับน้ำปัสสาวะจะทำให้ดับกลิ่นน้ำปัสาวะได้ ก็ทำตามที่ท่านบอก ก็ได้ผลดีจากนั้นก็นำไปรดต้นไม้ อยู่มาวันหนึ่ง ่ท่านมาทักว่าทำไมใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ที่ละมากอย่างนี้ ใช้ทีละน้อยก็พอแล้ว ตอนนั้นสวนกลับทันทีว่าไม่ให้ใช้ก็ดีจะได้สบาย ไม่ต้องทำเพราะว่าตัวเองก็ไม่ค่อยอยากทำอยู่แล้ว ซึ่งขณะนั้นกิเลสมาปัญญาดับ ตอบไม่ตรงคำถามเลย แล้ว ท่านก็ได้สภาวะเหมือนกันว่าท่านมีกิเลสตัวหวงอยู่ ท่านเลยบอกว่า เออเนาะมีคนมาช่วยใช้ และรดน้ำต้นไม้ให้ด้วยมันดีแล้ว ไม่ต้องทำเองจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น
    ทุกข์ เพราะไม่ชอบลีลาท่านเวลาพูดใส่อารมณ์
    สมุทัย ถ้าจิตอาสาท่านนั้นพูดแบบไม่ใส่อารมณ์จะชอบใจจะสุขใจ จิตอาสาท่านนั้นพูดใส่อารมณ์เหมือนโกรธ ไม่ชอบใจไม่ถูกใจ ก็ทุกข์ใจ
    นิโรจน์ จิตอาสาท่านนั้นจะพูดแบบไหนเราก็เป็นสุขได้ทุกสถานการณ์
    มรรค ต้องใจเย็นและตั้งใจฟังเสียงจากข้างในจิตให้มากกว่านื้ แล้วค่อยพูดออกไป ถามท่านว่าจะให้ใช้ประมาณไหนคะ ขอโทษนะค่ะ ครั้งหน้าจะทำตามที่ท่าน แนะนำนะค่ะ ขอบคุณค่ะ คำพูดเหล่านี้แหละที่สมควรพูดออกไป
    ต้องมีสติตามรู้ จะได้รู้เท่าทันกิเลสเร็วขึ้น ไม่ต้องสร้างกรรมวิบากใหม่

  20. ชื่อเรื่อง :เหนื่อยกับการช่วยคนลดกิเลส
    เรื่อง: มีน้องมาเล่ากิเลสให้ฟังเรื่องคนคู่ กำลังมีความรักและความคิดถึง ติดต่อกันผ่านไลน์ เราต้องคอยให้ปัญญาและให้กำลังใจน้องเขาเวลากิเลสเข้า แต่น้องเขาก็ยังไปคุยกันไปติดต่อกันอีก
    ทุกข์ :ต้องปรุงเทคนิคและปัญญาในการช่วยน้องเขาตามฐาน
    สมุทัย:=ชอบที่น้องเขาจะสู้กับกิเลสได้ ชังที่น้องเขายังไปคุยกันอีก
    นิโรธ:ไม่ชอบไม่ชัง เราพาพิจารณาโทษ ประโยชน์ของความคิดถึงของการคุยกันแล้ว ส่วนน้องจะลดละได้แต่ไหนเป็นไปตามฐาน
    มรรค:เงาแกชัด555 สมน้ำหน้า ทำมาเอง 5555 ไม่ต้องบ่น รับเลย เหนี่ยวนำมาเอง 5555 เขาเอามาให้เท่านั้นเอง เมตตาน้องที่ตกไปในนรกขุมนั้นเหมือนเราหาทางช่วยกันต่อไปค่ะ เข้าใจน้องเลย เพราะทำมาเอง ขอบคุณน้อง กิเลสจบเลย หนีเลย
    ผล: ใจผาสุกสบายๆ เพราะเข้าใจความจริงกิเลสไม่ได้เอาออกง่าย ขนาดเราเจอเรื่องนี้ใช้เวลาตั้ง4ปี ก็ให้กำลังใจกันช่วยกันต่อไปค่ะ
    ร่างกาย:แข็งแรงเบาตัวแรงเต็มดี

  21. ปิ่น คำเพียงเพชร

    เรื่อง: ชอบอะไรในละคร

    หลังจากที่ได้ศึกษาธรรมะที่ถูกตรง จากอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน ความรู้สึกอยากเที่ยวอยากดูละครก็หายไป และคิดว่าตัวเองไม่ได้ไปติดการดูละครแล้ว เพราะเห็นโทษเห็นความไม่มีประโยชน์ของการเสียเวลาไปดูละคร ก็เลิกดูละครไปนาน 2-3 ปี แต่มีช่วงหนึ่งมีละครที่โด่งดังมากที่ใครๆก็พูดถึง ก็เกิดความอยากรู้ว่ามันขนาดไหนเชียว เลยไปดู พอดูไปดูมาก็ดูจนจบเรื่องอยู่ดี แม้ความรู้สึกจะไม่ได้ยินดีหรืออินไปกับละครเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่เราก็ยังไปดูอยู่ แล้วนานๆก็กลับไปดูอีก พอดูอีกก็มีตัวอยากติดตามตั้งแต่ต้นจนจบอีก

    และล่าสุดช่วงโควิดระบาดใหม่ๆก็ไปดูอีก โดยกิเลสมันก็อ้างว่าดูเป็นเพื่อนพ่อบ้าน ทีนี้พอดูไปดูมาจากที่คิดว่าดูเล่นๆ กลายเป็นถลำลึกไปเลยคือดูจนเสียสุขภาพ วิบากเข้าเจ็บป่วย เพราะไม่รู้จักประมาณในการดู สาเหตุเพราะพระเอกตีบทแตก และไปหลงชื่นชมและติดตามพระเอกคนนั้นทั้งๆที่ไม่เคยติดตามดาราคนไหนเป็นพิเศษมาก่อนเลย เหตุผลก็เพราะเห็นว่า ประวัติเขาเป็นคนดี นิสัยดี ให้เกียรติผู้หญิง ที่ผ่านมาไม่เคยมีข่าวเสียหาย วางตัวดี มาตลอด

    หลังจากเจ็บป่วยคราวนั้นมาก็รู้สึกละอายและสำนึกผิดและได้ทบทวนหาเหตุว่า ทำไมจึงอยากติดตามพระเอกคนนั้น จนล้างความอยากติดตามพระเอกคนนั้นไปได้ และตั้งแต่ตอนนั้นมาก็ยังพยายามหาเหตุต่อว่า ที่ผ่านมาที่เรามีจิตตัวแว๊บอยากไปดูไปติดตามละครอยู่นี่ ตกลงว่าเราชอบอะไรในละครกันแน่ เพราะฉากแบบโลกีย์ๆในละครทั้งหลายเราก็ไม่ชอบ ตบจูบเราก็ไม่ชอบ ฉากพระเอกนางเอกสวีทกันหวานแหว๋วเราก็ไม่ชอบ ฉากเลิฟซีนเราก็ไม่ชอบ ฉากแย่งชิงกันตบตีกัน แย่งลาภยศสรรเสริญกันแย่งทรัพย์สมบัติกันเราก็ไม่ชอบ

    ทุกข์: คาใจ สงสัย หาเหตุไม่เจอว่าตกลงว่าชอบอะไรในละครกันแน่

    สมุทัย: ชอบเนื้อเรื่องตรงที่ พระเอกเป็นคนดี เก่ง มากความสามารถ เป็นสุภาพบุรุษ ปกป้องและให้เกียติผู้หญิงเสมอ ซื่อสัตย์รักนางเอกคนเดียว เสียสละทำทุกอย่างเพื่อนางเอก อ๋อตรงกับเสป๊กเรา เราเองก็ชอบและอยากเจอผู้ชายแบบนี้

    นิโรธ: ไม่ว่าผู้ชายในละครหรือในโลกนี้คนไหน จะเป็นคนดีหรือชั่วแค่ไหน เราก็ไม่ควรมีจิตไปหลงชอบ หลงชังเขา

    มรรค: อ๋อที่เราไปชอบดูละครนี่ ก็เพราะว่าเราชอบตรงที่พระเอกเป็นคนดี เก่ง มากความสามารถ เป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียติผู้หญิงเสมอ ซื่อสัตย์รักนางเอกคนเดียว ปกป้องและเสียสละทำทุกอย่างเพื่อนางเอก เพราะมันตรงกับชายในอุดมคติของเรา เราเองก็ชอบและอยากเจอผู้ชายแบบนี้เหมือนกันนี่เอง แต่นั่นมันผู้ชายในนิยายที่เขาเขียนขึ้นมา มันไม่ใช่ความจริงมันไม่มีอยู่จริงและไม่มีทางจะมีอยู่จริงได้เลย เพราะความจริงของคนมันมีกิเลสแต่นิยายที่เขาเขียนขึ้นมาเขาเขียนจากจินตนาการ แต่เราดันโง่ไปหลงเพ้อฝันว่าจะมีอยู่จริงอยู่ได้

    และความจริงเราก็ได้พิสูจน์ด้วยตัวเราเองแล้วนี่ไง ขนาดว่าสามีเราว่าเป็นคนดีและเป็นสามีที่ดีพอสมควรคนหนึ่ง แต่มันก็ยังไม่เห็นจะเป็นเหมือนในนิยายเลย เราก็ยังเห็นมุมพร่องมุมด้อยของเขาอยู่ ก็ยังมีมุมให้เราต้องทุกข์ใจอยู่ และเราก็ชัดเจนแล้วด้วยว่า คุณค่าและความผาสุกของชีวิตของการได้เกิดมาในชาตินี้ของเรา ก็คือการหลุดพ้นจากทุกข์ การเป็นอิสระจากทุกข์ของคนคู่ไปตามลำดับนี่แหละ คือเป้าหมายสูงสุดของเรา…

    สรุป: ความทุกข์ความคาใจในครั้งนี้ ก็สลายไปได้ 100 %

  22. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

    งานเยอะมาพร้อม ๆ กัน

    หลังจากที่สร้างห้องเก็บของเสร็จ น้าชายก็มาช่วยตัดหญ้ารอบบ้าน ซึ่งดีมาก ลดงานถากถางไปเยอะ แต่ก็ทำให้เพิ่มงานเก็บกวาดขึ้นมาด้วย เพราะต้องรีบเคลียหญ้า/กิ่งไม้ จะได้โล่ง ๆ คราวหน้าจะได้ตัดหญ้าง่าย และโยกย้ายจัดแจงของในห้องเก็บของ รู้สึกว่าวันเวลาช่วงนี้หมดไปแต่ละวันไวมาก แม้งานจะเดินหน้าทุกวันแต่ก็ใช่ว่าจะเสร็จได้ง่าย ๆ

    ทุกข์ : ความกังวล กวนอยู่ข้างในใจ
    สมุทัย : อยากทำทุกอย่างให้เรียบร้อย
    นิโรธ : เรียบร้อยก็ได้ หรือมันจะไม่เรียบร้อยบ้างก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้มันก็ไม่ได้เรียบร้อยอะไร ถ้าจะต้องจัดทุกอย่างให้เรียบร้อยหมด เหนื่อยตายเลย

    มรรค : พิจารณาถึงความลำบากของชีวิต เกิดมาแล้วก็ต้องแบก ต้องทำงานหากินเลี้ยงชีพ แม้งานเราจะไม่ได้หาเงินโดยตรง แต่ถ้าไม่ทำให้เสร็จ งานก็จะคั่งค้าง พัวพันงานอื่นไปเรื่อย ๆ ทำให้เสียโอกาสในการทำกุศลอื่น ๆ เมื่อพิจารณาเช่นนี้ก็ค่อย ๆ คลายความไม่เอาภาระ

    และเมื่อเอาภาระมากไปจนรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา ก็พิจารณาซ้ำว่า มันจะดีทุกอย่างไม่ได้หรอก มันต้องพร่องบ้าง ดีมันมาเยอะ เรามีแค่ 2 มือ มันก็รับไม่ทัน ก็เอาแค่เท่าที่ทำไหว ทำไม่ไหวก็ปล่อยให้มันผ่านไป เพราะถึงอย่างไร ที่นี้ก็เอาไว้ใช้อาศัย ไม่ได้เอาไว้ให้เราเสพความได้ดั่งใจ เรามีสิทธิ์อาศัยประโยชน์ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น เขาให้เรามาเท่านี้ก็ดีมากแล้ว เยอะแล้ว แต่ถ้ายังอยากไปบริหารดีให้ลงตัว ให้เรียบร้อยดั่งใจ มันก็จะกลายเป็นโลภมากไปอีก พอโลภ แล้วทำไม่ได้ แรงไม่พอ มันก็อึดอัด กดดัน เป็นทุกข์

    สรุปไปโง่ทำตัวเองให้ทุกข์เอง เพราะจริง ๆ แล้ว เราก็ทำได้เท่าที่เราทำไ้ด้ในแต่ละวันนั่นแหละ มันจะมีเหตุปัจจัยไม่ลงตัวเสมอ มากไป น้อยไป ถ้าใจเราวางได้จิตเราจะแววไว (มุทุ) ปรับงานไปตามความจริงในปัจจุบันได้ นั่นแหละคือประโยชน์สูงสุด คือประโยชน์ตามจริงในปัจจุบัน

  23. ศิริพร คำวงษ์ศรี

    กรมควบคุมโรคประจำบ้าน

    ช่วงโควิด 19 รอบนี้ ต้องอยู่กทม.ทำให้ต้องเผชิญการล็อคดาวน์ตนเองขั้นจริงจังครั้งแรก เพราะอยากทำตามนโยบายของภาครัฐและอาจารย์หมอเขียว อยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ จึงเสนอนโยบายให้สมาชิกในบ้านได้ร่วมทำตาม แต่ทุกคนยังอยากทำตามต้องการเสมอ ออกจากบ้าน ไม่กลับมาทำความสะอาดอนามียตนเอง จึงเกิดภาวะเครียด กังวลคนในบ้านจะพาโรคเข้าบ้าน

    ทุกข์ : สมาชิกในครอบครัวมักออกจากบ้านช่วงโควิด

    สมุทัย : อยากให้สมาชิกในครอบครัวอยู่บ้าน เะื่อความปลอดภัยในช่วงโควิด

    นิโรธ : ไม่ชอบไม่ชัง ยินดี พอใจ ไร้กังวล สมาชิกในบ้านจะต้องการออกจากบ้านหรือไม่ในช่วงโควิด เราก็วางใจได้ เข้าใจในกิเลสและสิทธิ์ของแต่ละท่าน

    มรรค : พิจารณาความเอาแร่ใจของนนเองที่เคยทำไว้มากมาย จึงต้องพบภาพสะท้อนของตนเอง และการทำตามนโยบาย ต้องเน้นปฏิบีติที่ตนเองเป็นหลัก ส่วนสมาชิกในครอบครัว เรามีวิบากดีร้ายเสพกิเลสกันมามากมาย เตือนด้วยความเมตตาเท่าทำได้ และปล่อยวาง ท่านจะปฏิบัติหรือไม่ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของพวกเขา ถ้าเรากังวลเอง ก็จะยิ่งก่อโรคด้วยซ้ำ ดีที่สุดของที่สุด คือ การไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด การบังคับผู้อื่น จะบีบคั้นใจทั้งตัวเราและผู้อื่น ซึ่งเป็นผิดศีลเช่นกัน ถือว่าใช้วิบาก รับแล้วก็หมดไป เราก็โชคดีขึ้น ตั้งจิตที่จะลด ละ เลิก การเอาแต่ใจตนเองเท่าที่ฐานจิตเราทำได้ ไม่ทำความใจร้อนต่อตนเองและผู้อื่น

  24. ณ้ฐพร คงประเสริฐ

    เสียงดังรบกวนหรือกิเลสรบกวนกันแน่

    ปลายเดือนธันวาคมแล้ว ใกล้สิ้นปีเข้ามาทุกที ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ถนน หนทางในกรุงเทพ เงียบลงมาก คนอยู่บ้านมากขึ้น แถวบ้านมีบ้านหลังหนึ่งแบ่งห้องให้เช่าเป็นบ้านเช่า ผู้เช่าท่านก็เริ่มสังสรรค์รวมกลุ่มรับประทานอาหารและเครื่องดื่มกันร้องคาราโอเกะ เสียงดังลั่นไปทั้งซอยท้าทายโควิด-19 และไม่เกรงใจชาวบ้านสักเท่าไหร่ เป็นผัสสะอย่างดีให้เราได้ฝึกฝนล้างใจและรับวิบากไป

    ทุกข์ : รู้สึกกังวลใจ ว่าเสียงจะดังรบกวนพี่น้องขณะเข้าเรียนออนไลน์การตรวจการบ้านอริยสัจ4ในวันเสาร์เย็นนี้

    สมุทัย : มีความติดยึดและเห็นตัวชอบในสภาพดี ๆ ที่คุ้นเคย คุ้นชิน พอมีสภาพที่ไม่เหมือนเดิมเข้ามาปุ๊บ กิเลสที่มีก็เริ่มทำงาน อยู่ในความคิดในใจ เห็นถึงความกังวลใจกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง มีความหวั่นใจ รู้สึกเกรงใจพี่น้องในห้องเรียน ที่เวลาเปิดไมล์พูดคุยแล้วเสียงจะเข้าไปรบกวนพี่น้องหรือเปล่า

    นิโรธ : ทุกอย่างในโลกล้วนพร่องเป็นนิจ พบเจอสภาพที่พร่องใด ๆ ใจเราก็ไม่หวั่นไหว ไม่กังวล ผาสุกได้ ทำดีเต็มที่เท่าที่ฟ้าเปิด

    มรรค : เมื่อจับอาการ ความกังวลใจที่เกิดขึ้นได้ ก็พิจารณาจากอาการที่กังวลกับอนาคตที่ยังไม่เกิดไปก่อนแล้วว่ามันเป็นกิเลส แล้วก็ล้าง สภาพที่ยึดติดกับสภาพดี ๆ ที่คุ้นชิน คุ้นเคย เลือกที่เอาตัวเองไปอยู่ในสภาพเช่นนี้แหละเป็นประจำ ตามใจกิเลสมามากแล้ว แม้จะฝึกฝนล้างตัวนี้มาตามลำดับ ๆ ตั้งตนบนความลำบาก ความพร่อง มาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สิ้นเกลี้ยง อาจารย์เพิ่งสอนวันนี้เองในช่วงอปริหานิยธรรม ตอนหนี่งว่า…ทุกชีวิตพลาดทำชั่วมาทั้งนั้น วิบากร้ายไล่ล่าตลอดเวลาและไม่รู้จะมาหนัก ๆ เมื่อไหร่หมั่นทำกุศล ไปพร้อม ๆ กับพากเพียรล้างกิเลส อย่าเนิ่นช้า เหลาะแหละ เวลามีน้อย … ร่างกายเราก็เสื่มถอยลงทุกวัน ๆ เมื่อพิจารณาเช่นนี้แล้ว กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ทำให้คลายความกังวลใจไปสิ้นเกลี้ยง และสบายใจพร้อมรับกับสภาพที่เป็น มันดีที่สุดแล้ว เมตตาพี่น้องที่มาร้องเพลงกันท่านก็ทุกข์หาทางออกจากทุกข์แหละ เมตตาเขาให้มาก ๆ เราเองก็เคยไปหลงติดเสพสิ่งนี้มาก็หลายคราอยู่ ก็รับวิบากไป รับแล้วก็โชคดีขึ้น ถ้าเข้าซูมแล้วเสียงดังก็ไม่ต้องเปิดไมล์พูดก็ได้ ฟังอย่างเดียวก็ได้ พิมพ์เข้าไปก็ยังได้ ไม่ได้เข้าก็ได้
    ก็เกิดปัญญาคิดสิ่งที่เป็นจริงได้มากมาย พร้อมเรียนรู้ในเรื่องพาพ้นทุกข์ต่อไป มันโชคดีที่สุดแล้ว.

  25. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)

    เรื่อง ผ้าห่มหนานุ่มของฉัน

    ตอนไปภูผาฟ้าน้ำ พี่น้องได้ให้ผ้าห่มมาผืนหนึ่ง ทั้งหนา ทั้งนุ่ม ห่มแล้วอุ่นสบายดี พอจะเดินทางกลับ เกิดกิเลส เดี๋ยวเดือนกุมภาพันธ์ เราก็มาอีก เอาผ้าห่มนี้ฝากน้องท่านหนึ่งไว้ดีกว่า พอกุมภาพันธ์เรามา จะได้ใช้ผ้าห่มผืนนี้ต่อ

    ทุกข์ ลังเลจะเอาผ้าห่มส่งซักดีหรือว่าฝากน้องเก็บไว้ดี กังวลใจจะคืนไม่คืนดี

    สมุทัย กลัวหนาวจนอยากกักตุนผ้าห่มไว้ใช้ในรอบต่อไป

    นิโรธ เชื่อชัดในกรรม ไม่ลังเล ไม่กลัวหนาว ไม่ต้องกักตุนเก็บผ้าห่มไว้

    มรรค พิจารณาให้เชื่อชัดเรื่องกรรม นึกถึงตัวกอลลัมในหนังเรื่อง Lord of the ring ที่กักตุนอาหาร กักตุนของไว้ เป็นของตน ตุนไว้ด้วยความโลภ พอเดินไปเข้าห้องน้ำ นั่งคิดพิจารณา เราจะกลัวหนาวไปทำไม ถ้าเอาผ้าห่มคืนเขาแล้วเรามารอบหน้า แล้วเราหนาว ก็แสดงว่าเราต้องได้ใช้วิบากนั่น การกระทำของเราอันนี้ แสดงว่าเราไม่เชื่อชัดเรื่องกรรมนะซิ พอคิดได้ ก็เดินไปบอกน้องท่านนั้นว่า ส่งซักไปเลย ไม่ต้องเก็บไว้ให้พี่แล้ว

  26. ส่งการบ้านอริยสัจ๔ระหัสนศ.6012007003
    น.ส.จาริยา จันทร์ภักดี
    โควิดไล่ล่าตลาดกุ้ง
    ผู้คนประมาทกันไม่สวมแมสช่วง2-3เดือนดิฉ้นไปคัดกรองงานสพและงานแต่งและมีการเดินทางท่องเที่ยวกัน อย่างประมาทคิดว่าถ้ายังเป็นอยู่แบบนี้คงจะโดนโควิดไล่ล่า
    ทุกข์:โควิดมาครั้งนี้เจอหลายพื้ที่
    สมุทัย;โควิดกลายสายพันธุ์ทำให้การคัดกรองไม่ได้100% รอบนี้มมีที่ติดเชื้อไม่แสดงอาการกังวลทำให้ทุกข์
    นิโรธ:ไม่ว่าโควิดจะมาหรือไม่อ.ส.มก็ทำหน้าที่ช่วยเหลือเป็นผู้ให้ด้วยใจที่บริสุทธิ์
    มรรค:วางใจโควิดมารอบนี้อ.ส.ม.คัดกรองเต็มกำลังความสามารถตามเหตุปัจจัยเท่าที่ทำได้อย่างรู้เพียรรู้พักส่วนการดูแลตัวเองเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะพึงทำ ได้ช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคมจนกว่าโควิดจางหายทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมือกันเพราะเราอยู่บนโลกใบเดียวกัน

  27. ส่งการบ้านสารธรรมค่ายพระไตรฯครั้ง31
    น.ส.จาริยา จันทร์ภักดี
    ระหัสน.ศ.6012007003
    สาระธรรมที่ได้จากค่ายออนไลท์
    ดูทางหมอเขียวทีวีค่ะได้ความมองเห็นความเจริญที่อ.จ.หมอเขียวสอนธรรมและพาพี่น้องบำเพ็ญเจริญขึ้นเป็นลำดับและเห็นการเจริญทางต้นน้ำภูผามีการผันน้ำได้ทั่วถึงเป็นใช้ทรัยพกรในพื้นที่และพร้อมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างกลมกลืนได้เห็นพี่น้องมิตรดีขึ้นไปบำเพ็ญแม้อากาศหนาวเย็นแต่ใจพี่น้องยังเบิกบานได้รู้สึกปิติเบิกบานเช่นกันค่ะอยู่ที่กาญจนดิษฐ์บางครั้งก็ได้ฟังติดตามทางหมอเขียวทีวีค่ะบางครั้งก็ฟังไม่ทันจบแบทหมดค่ะก็ไม่ทำให้ทุกข์อ.จ.สอนตั้งศีลลดกิเลสล้างกิเลสได้ก็ใจไม่ทุกข์แม้อยู่ไกลก็เหมือนอยู่ไกล้ได้เห็นความเจริญในธรรมของพี่น้องที่ได้ขึ้นสอบสภาวะธรรมมีการวิพากษ์เปรียบก็ได้ชีขุมทรัพย์เจรนัยเพชรได้เพชรเม็ดงามและมีคุณค่ายึ่งค่ะที่ให้โอกาสพี่น้องได้วิจารและอ.จ.หมอเขียวเมตตาเสริมบางครั้งอยู่บ้านบำเพ็ญตามที่อ.จ.พาทำเพื่อสร้างแห่ลงอาหารปลูกอยู่ปลูกกินให้สุขภาพดีชีวิตผาสุกสาธุค่ะ

  28. โยธกา รือเซ็นแบรก์ แจ้งศีล

    ทดสอบใจ

    ข้าพเจ้าตั้งใจจะเขียนการบ้านส่งทุกอาทิตย์ และเห็นว่าการชอบเขียนก็เป็นกิเลสตัวหนึ่งจึงลองทดสอบใจตัวเองว่าถ้าไม่เขียนมันจะทุกข์มากมั้ย และอยากจะดูว่ากิเลสจะดิ้นมากแค่ไหน วันแรกๆเห็นทุกข์ดิ้นแรงๆอยากจะเขียนเพราะมีเรื่องให้เขียนมากมายหลายเรื่อง และก็ได้ทำทุกข์อริยสัจแต่ไม่เขียนเอาไว้ หลายเรื่องดับทุกข์ได้แล้ว ก็มีเรื่องใหม่ขึ้นมาอีกทุกวัน แต่ก็ไม่เขียนส่ง ดูมาตลอดทั้งอาทิตย์มันก็เบาอ่อนแรงลงแต่ก็เห็นว่ายังมีทุกข์อยู่แม้จะทุกข์ไม่มาก เมื่อพิจารณาแล้วว่าส่งการบ้านน่าจะเป็นประโยชน์ตนมากกว่าจึงลงมือเขียนการบ้าน.

    ทุกข์ : หม่นหมอง ไม่แช่มชื่น ที่ไม่เขียนการบ้าน
    สมุทัย : อยากจะเขียน ได้เขียนการบ้านส่งจะสุขใจ ไม่ได้เขียนการบ้านทุกข์ใจ
    นิโรธ : วางใจ จะเขียนก็ได้หรือไม่เขียนก็ได้ ก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค :พิจารณา เราตั้งจิตไว้ว่าจะพยายามเรียนรู้ทุกข์อริยสัจเพื่อให้เข้าใจให้ชัดๆ ละเอียด แต่ยังไม่ชัดเลยมาลองหยุดทดสอบใจ เมื่อวาน25/12/2563 ได้ฟังธรรมะของท่านอาจารย์ เทศน์บอกให้”เราต้องขยันสอน ขยันบอกตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองสู้ สู้ อย่าขี้เกียจ วางง่ายกว่าเพียร เพียรมันยาก ขยันสอนตัวเองให้เบิกบาน ฉะนั้นเราต้องไม่ขี้เกียจสอนตัวเอง “ตอนแรกก็ฟังคิดว่าจะเอามาทำรูปคำคมเพื่อสอนใจตัวเองเท่านั้น ทำเสร็จแล้ว ทำให้คิดได้ เออนี่ เรากำลังขี้เกียจอยู่นะเข้าทางกิเลสเลย ใจก็คลายเบาลง แต่ก็ยังไม่คิดจะเขียนการบ้านส่ง พิจารณาต่อไปอีกการที่เราไม่เขียนการบ้านก็เหมือนเราขี้เกียจนั่นแหละ ก็ยังอยากดูใจต่อไปอีก บอกกับกิเลสไม่ได้ส่งสักอาทิตย์จะเป็นไรไปยังมีเวลาที่จะเขียนเมื่อไรก็ได้ และพอได้เข้าห้องเรียนทำการบ้านในหัวข้อ”มีปัญหาอะไร”ในการทำการบ้าน ข้าพเจ้าก็บอกปัญหากำลังต่อสู้กับกิเลสตัวนี้อยู่ ท่านคุรุก็เมตตาชี้แนะว่าถ้าเห็นทุกข์ก็น่าจะเขียนส่งยังทัน ฟังแล้วพิจารณาตาม ใช่ๆจริงๆ ในเมื่อเรายังจับทุกข์ไม่แม่นเลย จะมัวมา อ้อยอิ่ง หยุดทดสอบใจให้เสียเวลา หวงทุกข์อยู่ทำไม”กิเลสแม้น้อยก็เหม็นมาก” เราอย่าขี้เกียจสอนตัวเอง ต้องสู้สู้กับกิเลสด้วยใจเบิกบาน.
    กราบสาธุค่ะ

  29. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน ทุกข์อริยสัจ
    เรื่อง.พี่ชาย(ลูกของป้า)เสีย
    ทุกข์.รู้สึกอดหู่สลดใจ เศร้าใจเมื่อได้ยินข่าวว่าพี่ชายเสีย
    สมุทัย.อยากได้ยินข่าวว่าพี่ชายได้สภาพดีอยู่ดีมีสุขจะสุขใจ เมื่อได้ยินข่าวว่าเค้าเสียแล้วจึงเศร้าใจเสียใจทุกข์ใจ
    นิโรธ.พี่ชายจะอยู่สภาพไหนจะเป็นหรือตายก็ไม่ทุกข์ใจเพราะทุกคนมีกรรมมีวาระมีวิบากเป็นของตัวเอง
    มรรค.มรรค.พิจารณาเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งความจริงตามความเป็นจริงว่าพี่ชายเค้าก็มีกรรมเป็นของๆตนเค้าก็ได้รับกรรมรับวิบากไปแล้วในชาตินี้เค้าก็จะไปได้ร่างใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้ไปเกิดใหม่ไปทำดีต่อ ส่วนเราก็ตั้งศีลปฏิบัติดีทำความดีตามฐานของตนเองเท่าที่ทำได้ ทำดีให้วิบากร้ายเบาบาง ทำกรรมดีหนีกรรมชั่ว

  30. จรรญา ชุมจีด (สร้างกลิ่นศีล)

    เรื่อง มีคนบ้านตรงข้ามมาบอกว่าให้เราช่วยปิดน้ำอย่าเปิดน้ำทิ้งใว้ถ้าไม่ใช้น้ำแล้วเราก็บอกไปว่าที่บ้านน้ำก็ไม่ใหล(บ้านคนอื่นน้ำใหลมีแต่ย้านเรากับบ้านตรงข้ามที่น้ำไม่ใหล) แต่เขาไม่ฟังเอาแต่พูดว่าให้ช่วยปิดน้ำด้วยบ้านคนอื่นจะใด้ใช้บ้างเราก็เอ๊าก็บอกไปแล้ววานำที่บ้านไม่ใหลทำไมไม่เข้าใจ(คิดในใจ)พอเห็นว่าเขาไม่ยังพูดเหมือนเดิมก็เลยเงียบไม่อธิบายต่อ
    ทุกข์ เพราะเขาไม่เข้าใจและไม่ฟังที่เราพูด
    สมุทัย ถ้าเขาฟ้งและเข้าใจที่เราพูดเราจะสุขใจ
    ถ้าเขาไม่ฟังและไม่เข้าใจเราจะทุกข์ใจ
    นิโรธ เขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจในสิ่งที่เราพูดเราก็ต้องสุขใจให้ใช้
    มรรค ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่คนอื่นคิดและทำกับเราเป็นสี่งที่เราเคยคิดและทำกับคนอื่นมาเราก็ต้องใด้รับสี่งนั้นเพราะกิเลสจะหลอกให้เราคิดว่าก็น้ำมันไม่ใหลจะเปิดจะปิดน้ำมันก็ไม่ใหลไม่น่าจะเจ้าใจยากทำไมถึงไม่เข้าใจแต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแต่มแจ้งเราก็จะเข้าใจว่าสิ่งที่เราใด้รับคือสิ่งที่เราทำมาใด้รับแล้วก็หมดไป

  31. นางมัณฑนา ชนัวร์ เตี้ย ศีลประดับ

    เปิดประตูบ้าน

    วันนี้กลับจากทำงาน ลงจากรถพ่อบ้านก็กำลังงจะเข้าบ้านทางประตูหลัง ข้าพเจ้าก็ได้ทักและบอกว่า ช่วยเปิดประตูหน้าบ้านให้หน่อยนะค่ะ พอข้าพเจ้ายกตะกร้าผ้ามาถึงหน้าประตูก็รู้สึกว่าทำไมนานจัง ใจหนึ่งก็รู้สึกหนักและรีบ ก็เลยวางตะกร้าผ้าและเปิดประตูเอง พอพ่อบ้านขึ้นมาข้างบนก็ถามว่าคุณพูดอะไรหรือ พอได้ยินคำถามก็รู้สึกไม่พอใจ

    ทุกข์: ไม่พอใจ ที่พ่อบ้านไม่ใส่ใจที่ตัวเองพูด

    สมุทัย:อยากให้พ่อบ้านใส่ใจและเปิดประตูให้ ถ้าพ่อบ้านใส่ใจและเปิดประตูให้จะสุขใจ

    นิโรธ:พ่อบ้านจะใส่ใจหรือไม่ใส่ใจที่ตัวเองพูดและจะเปิดประตูให้หรือไม่เปิดประตูให้ก็สุขใจได้

    มรรค:พิจราณาพ่อบ้านคงติดคุยกับคุณย่า พอพ่อบ้านขึ้นมาข้างบนก็ถามว่าคุณพูดอะไรหรือ พอได้ยินคำถามก็รู้สึกไม่พอใจว่าทำไมมาถามตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรก็บอกไปว่าเปล่า ก็ทำอาหารต่อไป แต่รู้สึกว่าใจไม่สงบไม่สุข เป็นการทำอาหารที่ร้อนรุ่ม พอพ่อมากินอาหาร ข้าพเจ้าก็ได้เห็นสีหน้าของท่านว่าไม่สดชื่นเลยเหมือนรู้สึกผิด เหมือนข้าพเข้าในขณะนี้ ข้าเจ้าก็ทำอาหารของตัวเองต่อจนเสร็จ และก็ได้นั่งพักและทานอาหารไป ได้พิจารณาแม้อาหารจะออกมาเป็นอาหารแต่ไร้จิตวิญญาณใส่แต่ความเร่าร้อนของคนทำแทนที่จะได้บุญกุศลแต่เป็นการได้วิบากกรรมเพิ่มก็รู้สึกผิด ก็ระรึกนึกถึงบททบทวนธรรมของท่านอาจารหมอเขียว สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา
    ให้แล้วคิดที่จะไม่เอาอะไรจากใครให้ได้ พิจราณาต่อเราเพียรที่จะเป็นอิสระถ้าเรายังต้องการอยู่เมื่อไหร่จะได้อิสระ แม้กายยังต้องใช้หนี้แต่จิตวิญญาณอย่าผูกหนี้ พิจารณาความไม่พอใจก็คลายลงและระลึกถึงคำของท่านคุรุว่าผู้หญิงชอบแอ๊บ นี่เรากำลังเป็นอยู่นะ พิจารณาถึงเรื่องวิบากกรรมไม่มีอะไรบังเอิญสิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ก็ได้ตั้งจิตขอโทษขออภัยขออโหสิกรรมพ่อบ้าน แม้กิริยาข้างนอกจะไม่ออกอาการมากแต่จิตข้างในมันขุ่นมัวก็เป็นการสร้างวิบากแล้ว พิจารณาใจตัวเองอีกครั้งก็สงบใจ สุขใจได้สาธุ

    สรุปสารธรรมที่ได้ แม้เป็นหญิงก็อย่าเผลอให้จิตให้ใจอ่อนแอ เพียรที่จะรู้สึกตัวมีสติไม่ให้หลวงฟุ้งซ่านไปกับผัสสะที่มากระทบหรือเหตุการณ์ที่ได้เจอ เจอแต่ละครั้ง ดีอีกแล้วร้ายหมดอีกแล้ว
    รับเต็มๆหมดเต็มๆ

  32. นางมัณฑนา ชนัวร์ เตี้ย ศีลประดับ

    ยึดก็ได้วางก็ได้

    วันนี้หลังจากทำงานก็ได้ไปรับลูกชายที่ รร พอลูกชายขึ้นรถมาก็ถามว่าเเม่ซื้อสกูดเตอร์ให้ได้ไหม ก็ถามลูกว่าจะเอามาทำอะไร แม่ว่าไม่จำเป็นเลยแต่ลูกชายก็พยายามอธิบายต่อและยังอยากได้อยู่ แม่ก็บอกว่าไม่ นายก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ

    ทุกข์ : ไม่ชอบใจ ที่ลูกชายไม่ฟัง

    สมุทัย:อยากให้ลูกชายฟังขณะที่เราพูด ถ้าลูกชายฟังจะสุขใจ

    นิโรธ:ลูกชายจะมีกิริยาด้านและจะฟังเราหรือไม่ฟังก็สุขใจได้

    มรรค: พิจารณาเมื่อให้เหตุผลกับลูกชายเสร็จและก็เห็นอาการของลูกชายที่ไม่พอใจที่ไม่ได้ดั่งใจ นี่คือสิ่งที่ลูกชายต้องเรียนรู้ว่าเราไม่สามรถที่จะมีทุกอย่างได้และประโยชน์น้อยมาก และพอทานอาหารกลางวันเสร็จนายก็เดินเข้ามาถามอีกว่าให้เพื่อนมานอนที่บ้านได้ไหม ก็บอกไปว่าดูก่อนว่าพ่อทำงานกะไหน และแม่ก็อยากพักด้วยนายก็แสดงอาการตอบแบบไม่พอใจอีก เราก็รู้สึกว่าทำไมลูกเราเยอะจังวันนี้ เดียวเขาก็เงียบเอง พอประมาณ1ชม.ผ่านไป นายก็เดินมาถามอีกว่าขอไปข้างนอกนะ แม่ก็บอกหนูพักก่อนหยุดสักวันนะ นายก็ถามทำไมและก็เดินออกไป รู้สึกไม่พอใจแล้ว เยอะจังลูก ประมาณครึ่ง ชม ลูกชายก็เดินมาบอกอีกว่าผมจะไป แม่ก็ตอบว่าหนูคิดเองนะแม่ไม่บอกแล้ว หนูมาถามแม่แต่แม่ห้ามหนูก็ไม่ฟัง หนูตัดสินใจเองนะ ตอนที่ตอบลูกชายรู้สึกไม่พอใจแฝงด้วยความโกรธ พิจารณาถ้าลูกชายจะไปก็ต้องยอมรับถึงแม้จะมีความเป็นห่วงเพราะเป็นเวลาที่ใกล้มืดแล้ว และก็พิจารณาเห็นว่าเราได้ปราถนาดีแล้วต้องวางและได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว แต่ก็มีที่เราใช้หน้าที่มนุษย์แม่เหมือนเป็นการยึดในคำว่าแม่ ก็พิารณาถึงวิบากกรรมและบทธรรมของท่าน อจ.หมอเขียว แม้จะเป็นแม่เป็นลูกกันก็เป็นเจ้าหนี้กันก็ผ่อนคลายความยึดมั่นในการเป็นแม่ลง และคลายความกังวนความห่วง ความไม่พอใจลงได้ และลูกจะไปข้างนอกหรือไม่ไปก็สุขใจได้ และตั้งจิตขอโทษ ขออภัย ขออโหสิกรรมลูกชายที่เเม่ได้ใช้หน้าที่มนุษย์แม่ในบางคำที่ยังยึดเหนือความปราถนาดีเหมือนเข้าข้างตัวเองว่าเป็นแม่ สรุปแล้วนายก็ไม่ไป สาธุค่ะ

  33. พรพิทย์ สามสี

    ได้ฟังเรื่องราวการเลือกตั้ง สมาชิกสภา อบจ.และนายก อบจ. ที่ผ่านมาก็รู้สึกเพลียๆหัวใจ ที่ไหนที่ไหนก็ได้ยินว่าแจกเงินรับเงินกัน
    เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งบางท่านก็ช่วยกาแทนให้ด้วย
    ทุกข์ # เพลียใจ
    สมุทัย # ชังพี่น้องที่เราคิดว่าเขาดีระดับหนึ่งแล้วเขาก็ยังทำผิดศีล
    นิโรธ # เขาจะทำถูกก็ได้ทำผิดก็ได้ใจเราต้องวาง ใจไร้ทุกข์ไร้กังวล
    มรรค # ทุกเรื่องที่เรารับทราบเรื่องเพลียใจมันเป็นเงาของเรา เราทำมา เราไม่มีหน้าที่สอนเขา
    และเราก็ไม่มีหน้าที่ทุกข์ด้วยให้เป็นไปตามวิบากดีวิบากร้ายของแต่ละบุคคล ให้ทุกข์สอนเขาเองหรือให้สัตบุรุษของเขาสอนเขาเอง เรามีหน้าที่ทำตัวอย่างที่ดีให้พี่น้องเห็น ผลจะเกิดอย่างไรเราก็วางให้ได้ เบิกบานแจ่มใส ไร้ทุกข์ ไร้กังวลอย่างเป็นอมตะธรรม

  34. ประคอง เก็บนาค

    เรื่อง : การเดินทาง

    เนื้อเรื่อง : มีโอกาสได้เดินทางไปประชุมต่างจังหวัด ขากลับได้นั่งรถแท๊กซี่จากสถานที่ประชุมเพื่อไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารสายเหนือ ระหว่างทางรู้สึกว่าคนขับรถพาขับวนไปมา เข้าซอยนั้นออกซอยนี้ เป็นเส้นทางที่เราไม่คุ้นเคย ใจเริ่มคิดปรุงไปว่าเขาต้องขับรถอ้อมแน่ ๆ ทั้งระยะเวลาและค่าโดยสารก็มากกว่าที่เคยนั่งประมาณสองเท่า แต่อีกใจก็คิดว่าเขาอาจจะเลือกเส้นทางที่รถไม่ติดก็ได้นะ เพราะช่วงเวลาที่เราออกมานั้นเป็นช่วงเย็น แต่ก็มีเสียงค้านในใจอีกว่า ช่วงนี้จังหวัดนี้เขาประกาศปิดเรียนทุกโรงเรียน รถก็ไม่น่าจะติดมากเท่าไหร่ละนิ ทั้งสภาพการจราจรระหว่างทางรถก็สามารถวิ่งได้ปกติความเร็วประมาณ 60-90 กิโลเมตร ติดก็เฉพาะไฟแดงเป็นปกตินี่นา

    ทุกข์ : รู้สึกไม่ชอบใจที่คนขับรถพาอ้อมเส้นทาง

    สมุทัย : ยึดว่าคนขับรถควรจะขับไปเส้นทางตรง ไม่ควรอ้อมเพราะจะทำให้เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเยอะ

    นิโรธ : คนขับรถจะขับไปในเส้นทางตรงหรืออ้อม เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาถึงวิบากกรรมของเราเอง เราเคยทำมาไง ซึ่งอาจจะทำแบบเดียวกันนี้ หรือการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์แบบอื่น วิบากกรรมจึงไปดลให้คนขับรถแท๊กซี่มาขับรถพาวน พาอ้อมเส้นทางเพื่อประโยชน์ในการได้ค่าโดยสารเพิ่มขึ้น หรือเขาอาจจะหวังดีกับเราและเลือกเส้นทางที่รถไม่ติดจริง ๆ ก็ได้นะ ซึ่งเราก็ไม่ควรไปเพ่งโทษในความดีของเขา ..เพราะถ้าเป็นวิบากร้ายของเราทำมา เราก็ได้ชดใช้แล้วนี่ไง หรือถ้าเขาหวังดีกับเราจริง ๆ เราก็ควรจะคิดอนุโมทนาบุญกับความดีของเขาไม่ใช่หรือ ..คิดได้แบบนี้เรารู้สึกโล่งขึ้นและสามารถสงบจิตใจ ฝึกฝนการตามรู้ปัจจุบันเงียบ ๆ บนรถต่อไป…

  35. เสาวรี หวังประเสริฐ

    เรื่อง ตัดใจจากกล้วยทอด
    หลังจากตั้งศีลเลิกกินกล้วยทอดก็รู้สึกเหมือนไม่ได้ติดยึดอรไรที่จะไม่ได้กิน
    ทุกข์ เมื่อเห็นกล้วยทอดวางตรงหน้าเกิดความอยาก กลัว กังวล หวั่นไหวจะทำตามที่ตั้งใจไว้ไม่ได้
    สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ ชอบที่จะกินกินกล้วยทอด กังวลว่าจะเลิกกินกล้วยทอดไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้
    นิโรธ สภาพดับทุกข์ไม่ชอบไม่ชังกล้วยทอด โดยพิจารณาให้เห็นโทษของการกินกล้วยทอด และประโยชน์จากการไม่กินกล้วยทอด
    มรรค จากการพิจารณาโทษซ๊ำๆถึงการกินกล้วยทอดจะทำให้มีโรคมากมีทุกข์มากจึงทำให้ตัดใจจากกล้วยทอดได้ด้วยใจที่ไร้ทุกข์

Comments are closed.