การบ้านอริยสัจ (19/2563) [34]

631220 การบ้านอริยสัจ (19/2563)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 14 – 20 ธันวาคม 2563 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สรุปสัปดาห์นี้มีผู้ส่งการบ้านทั้งหมด 34 ท่าน 39 เรื่อง

  1. นาง โยธกา รือเซ็นแบรก์ [3]
  2. นางจิราภรณ์ ทองคู่
  3. ลำพึง ก๋งจิ๋ว
  4. ป่านแก้ว ศรีไกรสิทธิ์
  5. ศิระประภา ยาวงษ์
  6. สุวรรณา ทิพวรรณ
  7. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม) [2]
  8. นางสาวสันทนา ประวงศ์
  9. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  10. อรวิภา กริฟฟิธส์
  11. สำรวม แก้วแกมจันทร์
  12. นางกานดา ศักดิ์ศรชัย
  13. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)
  14. จิตรา พรหมโคตร
  15. นางมัณฑนา ชนัวร์ร เตี้ย ศีลประดับ
  16. ขวัญจิต เฟื่องฟู
  17. พรพิทย์ สามสี
  18. นางสาวเสริมศรี ชวานิสากุล [2]
  19. ณ้ฐพร คงประเสริฐ
  20. ชัยวิทย์ เลิศทรัพย์สุรีย์ [2]
  21. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
  22. ประคอง เก็บนาค
  23. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์
  24. นปภา รัตนวงศา
  25. ปิ่น คำเพียงเพชร
  26. สมเพียร ลิ่มตระกูล
  27. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)
  28. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์
  29. ชุติวรรณ แสงสำลี
  30. นฤมล ยังแช่ม
  31. นางบัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม
  32. นางก้าน ไตรยสุทธิ์
  33. เสาวรี หวังประเสริฐ
  34. นายรวม เกตุกลม

Tags:

40 thoughts on “การบ้านอริยสัจ (19/2563) [34]”

  1. นาง โยธกา รือเซ็นแบรก์

    สอบเก็บคะแนน

    นาง โยธกา รือเซ็นแบรก์ ชื่อทางธรรม แจ้งศีล นักศึกษาวิชาราม รหัส 6115008051
    การศึกษาชั้นประถมปีที่ 7
    อาศัยอยู่ที่ ประเทศ เยอรมันนี

    ชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากรู้จักแพทย์วิถีธรรม
    เปลี่ยนไปมาก นิสัยซื่อตรง ซื่อสัตย์ รักษาคำพูด โดยเฉพาะเรื่อง( ตรงต่อเวลา ) ยึดดี ยึดและยึดไปหมดทุกอย่าง การตรงต่อเวลาสำคัญมากถ้านัดกับใครไว้ จะไปก่อนถึงเวลาไปรอดีกว่าไปช้า และชังชังชังคนที่มาช้า และไม่มา และชีวิตก็พบก็เจอคนที่ไม่ตรงต่อเวลามาตลอด
    พอมาทำงาน(นวดสปา /ไทย)ซึ่งจะต้องนัดจองเวลาเอาไว้ล่วงหน้าก่อน และเกือบทุกวันที่ทำงานลูกค้านัดไว้ไม่มาตามนัด บางวัน6คนไม่มาไม่โทร ส่วนใหญ่จะโทรมาบอกมาช้าหรือฯฯฯบอกเหตุผล .สำหรับท่านมาช้า ทำให้นัดชั่วโมงต่อไปมันรวนไปหมด ลืม,ไม่แจ้งมาเลยแม้คนที่ทำงานด้วย ก็ไม่รักษาเวลาอยากหยุดก็หยุด ไม่รับรู้ว่าเราจะเดือดร้อนแค่ไหน หลายครั้งลูกมานั่งรอ แต่คนทำงานมาสาย ตอนนั้นเราไม่รู้จักคำว่า”เราทำมา”ไม่รู้จักเรื่องกรรมดีกรรมร้ายจึงไม่เคยโทษตัวเองเพราะเราคิดว่าเราเป็นคนตรงต่อเวลา ทุกคนก็ต้องจะทำได้เหมือนเรา และไม่ยอมรับฟังเหตุผลด้วย จึงมีแต่ความเครียด ความทุกข์มาตลอด.
    หลังจากพบแพทย์วิถีธรรมปีแรก ท่านอาจารย์หมอเขียวเทศน์ให้เชื่อชัดเรื่องวิบากกรรมดี ร้าย ที่เราเคยทำมา ท่องได้ แต่ทำไม่ได้ เราก็ยังทุกข์อยู่
    1 ปีที่ผ่านได้คุยกับพี่น้องหมู่มิตรดีบ่อยๆ ฟังธรรมะของท่านอาจารย์หมอเขียวพูดเรื่องวิบากกรรมดี-ร้ายซ้ำๆ และนำบททบทวนธรรม อ่านหนังสืออริยศีลรักษาโรคมาพิจารณาทำให้เข้าใจเรื่องกรรมดี กรรมร้ายมากขึ้น ทำให้ซึ้งถึงใจว่าไม่มีใครไม่เคยทำผิด ไม่เคยพร่อง ไม่เคยพลาดแม้ตัวเราเองจึงเข้าใจและสงสารตัวเองที่”ยึด “ทำให้”ใจเป็นทุกข์ “พอเราไม่ยึด ทำให้”ใจเป็นสุข “หลงโง่แบกทุกข์มาหลายปี ถ้าไม่ได้พบสัตบุรุษ ได้ฟังสัจธรรม และมีหมู่มิตรดี คงจะทุกข์ไปจนตาย.
    สำหรับลูกค้าหรือคนไกลตัววางใจแล้วนัดแล้วไม่มาก็ไม่ทุกข์ใจ ส่วนคนใกล้ตัววางลงมากแล้ว แต่ยังเหลืออยู่แต่เบาบางลงกำลังพยายามล้างตัวติดตัวยึดและจะขอพากเพียรต่อไป .

    พูดได้ทำไม่ได้

    วันอาทิตย์ปกติจะไม่ออกไปไหนจะให้เวลากับครอบครัว อาทิตย์ก่อนขออนุญาตพ่อบ้านไปบ้านเพื่อนและจะกลับมาให้ทันทำอาหารกลางวัน คุณพ่อบ้านบอกว่าอาหารกลางวันท่านจะทำเอง เมื่อไม่ต้องทำอาหาร งั้นก็ขออยู่อีก2ชั่วโมง แต่จะกลับมาให้ทันเพื่อจะออกไปเดินเล่นสูดอากาศใหม่ๆด้วยกัน แต่เมื่อไปแล้วก็มีเหตุให้กลับมาตรงตามเวลาเหมือนที่บอกพ่อบ้านไม่ได้ จึงโทรบอกให้ท่านรับทราบเห็นใจตัวเองกระวนกระวาย และก็รู้สึกไม่ดีเพราะไม่ชอบคนที่มาไม่ตรงเวลาแล้วตัวเรามาทำเสียเอง แต่ก็บอกตัวเองเดี๋ยวก็ได้กลับแล้วยังมีเวลาไปทันยังไม่มืด วางเรื่องพ่อบ้านก่อนเอาใจมาอยู่ตรงนี้ก่อน คิดถึงบททบทวนธรรม ทุกเสี้ยววินาทีทุกอย่างไม่เที่ยงจริงๆ เมื่อเราได้พบกับเหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เห็นใจและเข้าใจซึ้งถึงความรู้สึกของคนที่เคยนัดกับเรา ท่านทั้งหลายคงจะมีความรู้สึกเช่นนี้เองถึงแม้จะอยากไปมากเพื่อให้ตรงเวลาแค่ไหนก็ไปไม่ได้ และก็ไม่ได้กลับตามเวลาที่ตั้งใจไว้ ถึงบ้านก็มืดแล้ว กลับถึงบ้านคุณพ่อบ้านก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรแถมยังช่วยเก็บครัวให้เรียบร้อย .

    ทุกข์ : กระวนกระวายใจเมื่อเห็นว่าจะถึงเวลาที่บอกพ่อบ้านไว้
    สมุทัย : ยึดดีอยากทำตามสัญญาที่บอกกับคุณพ่อบ้านไว้ ถ้ากลับบ้านตรงเวลาจะสุขใจ ไม่ได้กลับบ้านตรงเวลาจึงทุกข์ใจ
    นิโรธ : แม้ไม่ได้กลับบ้านตรงเวลาที่บอกพ่อบ้านไว้ก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค : พิจารณา เจริญภาวนาเอาใจมาอยู่กับปัจจุบันตรงนี้ดีกว่า
    ระลึกถึงวาทะแห่งปี ทุกเสี้ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยงต้องพร้อมรับ พร้อมปรับ ตลอดเวลา
    ใจที่กระวนกระวายอยู่ก็ลง 80 %
    พิจารณาต่อไปถึงว่าเพราะเรายึดดีว่าต้องทำตามสัจจะที่พูดไว้และ ชังคนที่นัดแล้วไม่มาตรงเวลาและตัวเราก็มาทำเสียเองในสิ่งที่ตัวเองชัง พอมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับตัวเองจึงเข้าใจและ เห็นใจความรู้สึกของคนที่เกี่ยวข้อง ที่มาตรงเวลาไม่ได้เพราะมีเหตุผลแตกต่างกัน ถึงแม้จะอยากไปแค่ใหนก็ไปไม่ได้ แต่ก็ดีเแล้วที่ได้ใช้หนี้
    จึงตั้งจิตขอขมา ขอโทษ ขออโหสิกรรมต่อตัวเองและผู้คนที่เราเคยว่า เคยวีน ตั้งจิตใหม่จะฝึกเมตตาทุกๆคนใจก็คลายลง90%
    อ่านหนังสืออริยศีลรักษาโรค ยึด ทำให้”ใจเป็นทุกข์ ” จะมีวิบากร้ายมาทำลาย
    ไม่ยึด ทำให้”ใจเป็นสุข”จะมีวิบากดีมาช่วย
    ใจก็คลายลงอีก 95% นัดกับคนไกลทำได้แล้ว
    แต่นัดคนใกล้ตัวยังไม่วางใจทั้งหมด
    ท่านอาจารย์หมอเขียวให้สัมมาทิฐิแก่พี่น้องที่สอบอริยสัจ๔ ว่าถ้าเรายังสอบไม่ผ่าน มาตาลีเทพสารถีจะส่งข้อสอบมาให้บ่อยๆจนกว่าเราจะสอบผ่าน .
    ขอน้อมจิตทำตามจะขอพากเพียรต่อไปค่ะ.
    กราบสาธุค่ะ.

    ****กราบขอโทษ ขออภัย คุรุ ,พี่น้องค่ะ พยายามย่อสั้นๆแล้วแต่ยังยาวอยู่ดี ****กๅ

  2. นางจิราภรณ์. ทองคู่

    เรื่อง คัน

    เนื้อเรื่อง อยู่ที่ภูผาฟ้าน้ำ อากาศเย็นจึงอาบน้ำอุ่น หลังอาบน้ำจะคันที่ผิวหนัง ได้ปรึกษาเพื่อนจิตอาสาด้วยกันว่าหลังอาบน้ำอุ่นแล้วคันผิวบ้างไหม เพื่อนตอบว่าการอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้งและคัน ควรอาบน้ำเย็น ผิวจึงจะไม่แห้ง ได้ทำตามที่เพื่อนแนะนำอาการก็ดีขึ้น

    ทุกข์ คันผิวหนัง

    สมุทัย ถ้าไม่คันจะสุขใจ ถ้าคันจะทุกข์ใจ

    นิโรธจะคันหรือไม่คันก็สุขใจ

    มรรค อยู่กับหมู่มิตรดีมีอะไรเกิดขึ้นก็ปรึกษากันแล้วจะได้คำแนะนำช่วยเหลือ ทำให้การเป็นอยู่ผาสุกได้และเชื่อเรื่องกรรมว่าชาตินี้หรือชาติก่อน ๆ เราไปทำให้คนอื่นคันหัวใจในชาตินี้จึงต้องมารับผลของกรรมคือคันที่ผิวหนัง ได้ตั้งจิตต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ และพระโพธิสัตว์แล้วสำนึกผิด อาการคันก็จางคลายหายไป จิตก็เบิกบานแจ่มใส

  3. ลำพึง ก๋งจิ๋ว

    เรื่อง อยากให้ลูกพูดเพราะๆ

    เรื่องย่อ บ่อยครั้งที่ลูกพูดไม่เพราะกับแม่ แม่ต้องการให้ลูกพูดเพราะๆ จึงมความอยากให้ลูกพูดเพราะ

    ทุกข์ : อยากให้ลูกพูดเพราะ

    สมุทัย : ลูกพูดเพราะแม่จะชอบใจ ถ้าลูกพูดไม่เพราะ แม่จะไม่ชอบ และจะชัง

    นิโรธ : ลูกจะพูดเพราะหรือพูดไม่เพราะก็ได้ แม่สบายใจได้

    มรรค : ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอยางยุติธรรมเสมอ เพราะเราเคยเป็นเช่นนั้นมามากกว่านั้น เริ่มนับหนึ่งที่เรา

  4. ป่านแก้ว ศรีไกรสิทธิ์

    เรื่อง อยากปลูกผักให้งาม

    เรื่องย่อ อยากปลูกผักให้งาม ชีวิตที่เปลี่ยนไปก่อนจะมาพบ แพทย์วิถีธรรม เมื่อก่อนเป็นคนมักโกธร ยึดดี อยากให้ดีดังใจหมาย

    ทุกข์ ถ้าปลูกผักอย่างที่เราคาดหมายจะสุขถ้าไม่ได้จะทุกข์

    สมุทัย เพราะเราคาดหวังแล้วไม่เป็นอย่างที่เราหวัง

    นิโรธ ปลูกผักจะงามหรือไม่งาม ก็เป็นสุข

    มรรค เราได้กินผักที่เราปลูกเอง
    ไม่ใช้สารเคมี แม้ผักไม่งามเราก็เป็นสุข

  5. ศิระประภา ยาวงษ์

    ชื่อเรื่อง ตากแดดแสบหน้า
    เข้าค่ายกสิกรรมครั้งที่ 31 ได้เรียนงานกสิกรรมปลูกผักไร้สารพิษกับอาจารย์หมอเขียว ตั้งแต่ วันที่
    7-12 ธ.ค. 2563 ถูกแดดร้อนทุกวัน สนุก แต่วันหลังๆ แสบหน้า ทุกวันๆ รู้สึกกังวลนิดๆ เพราะผิวหน้าเป็นแผลไหม้ๆ ที่โหนกแก้ม มักเอามือลูบบ่อยๆ บางครั้งก็ใช้ผ้าชุบน้ำซับบ่อยๆ
    1.ทุกข์อริยสัจ คือ แสบหน้า
    2.สมุทัย สาเหตุ ทำกสิกรรมกลางแดดต่อเนื่องทุกวัน
    3.นิโรธ คือ ใช้น้ำปัสสาวะลูบหน้าบ่อยๆ และใช้น้ำ หยวกกล้วยทาบที่ใบหน้า ก็ดีขึ้น เมื่อความแสบบนใบหน้าลดลง ก็ไม่กังวลอะไรอีก

  6. สุวรรณา ทิพวรรณ

    เรื่อง ลูกมีเงินไม่พอใช้

    เรื่องย่อ ลูกทำงานมีเงินเดือนใช้แล้ว แต่ยังโทรมายืมแม่ เพราะเงินเขาไม่พอใช้ แม่มีความกังวล กล้วลูกมีปัญหามากขึ้น

    ทุกข์ : มีความกังวล กลัวว่าลูกมีปัญหา

    สมุทัย : ถ้าลูกมีเงินใช้ แม่จะสุขใจ แต่ถ้าลูกไม่มีเงินใช้ แม่กังวล กลัวว่าลูกจะมีปัญหามากขึ้น

    นิโรธ : ลูกจะมีเงินใช้ หรือไม่มีเงินใช้ ก็สุขใจ

    มรรค : พิจารณา ว่า เราเคยทำมา รับแล้วก็หมดไป วางดีให้ได้

  7. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    อริยสัจ 4 (the 4 noble truth)
    ชื่อเรื่อง
    มีพี่น้องท่านหนึ่งมาชวนไปช่วยทำแปลงผัก และปลูกผักด้วยกัน โดยท่านบอกว่าอยากมีเพื่อนทำด้วยกัน เห็นท่านชวนพี่น้องท่านอื่นรวมทั้งตัวเราด้วยอยู่หลายรอบแต่ก็ไม่มีใครไปร่วมด้วยเพราะพี่น้องแต่ละท่านต่างก็มีงานของตัวเองที่ต้องทำ
    ทุกข์(the truth of suffering)
    เห็นความชังเกิดขึ้นในจิต แต่ไม่แรงมากแต่พอจับได้ว่ามีอาการไม่ค่อยชอบใจ
    สมุทัย(the truth of cause of suffering)
    เผลอไปเพ่งโทษพี่ท่านนั้นว่า ทำไมไม่ทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ก็พอน้อ เหมือนคนไม่รู้จักประมาณ เพราะพี่น้องแต่ละท่านก็ไม่เห็นมีใครว่างเลย งานแต่ละจุดแต่ละฐานก็สำคัญพอกันและก็ขาดคนทั้งนั้น
    นิโรธ(the truth to end of suffering)
    บอกตัวเองว่าจะขุ่นใจทำไมเล่าท่านจะชวนหรือไม่ ถ้าเราไม่พร้อมหรือไม่ว่างก็บอกท่านไปก็แค่นั้น ไม่เห็นต้องไปเพ่งโทษคนอื่นและคิดให้ตัวเองทุกข์เลย
    มรรค(the truth of the path to end suffering)
    พิจารณาว่าที่เราไม่ชอบใจเพราะอะไร เพราะเราตั้งจิตไว้เสมอว่าจะไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่นไม่ว่าเรื่องอะไร จะทำในสิ่งที่ตัวเองสามารถทำได้ให้เต็มที่ให้ดีที่สุดก็พอ พิจารณาลึกเข้าไปจึงเห็นว่าเรามีตัวยึดอยู่ว่าไม่ชอบคนที่ไม่ประมาณ และเห็นกิเลสตัวเองซ้อนลงไปอีกว่าที่ไม่ชอบที่ท่านชวนไปทำงานร่วมกับท่านเพราะเราวางงานที่ตัวเองทำอยู่ไม่ลง มันยึดมันห่วงที่จะทำให้เสร็จมันจึงจะสุขใจ พอเราเห็น(กิเลส)เขาก็อาย เถียงไม่ออก นึกถึงคำพูดอาจารย์ที่ว่าการจะรู้ว่าเรายังยึดหรือไม่ยึดก็อีตอนที่มันพร่องนี่แหละ ยิ่งเราเห็นว่างานที่ทำสำคัญเท่าไรๆ ความยึดก็จะมากเท่านั้นๆ วางลงได้ไหมล่ะว่าไม่ต้องให้งานเราสำเร็จก็ได้ ช่วยให้งานเพื่อนสำเร็จก่อนด้วยใจที่เป็นสุขได้ไหมล่ะ

  8. นางสาวสันทนา ประวงศ์

    เรื่อง : กิเลสผู้จัดการเข้าสิง

    เหตุการณ์ : พี่ ต. มาบอกว่า มีพี่น้องจะแวะไปรับประทานอาหารที่ร้านน้องสาวขากลับจากค่ายพระไตรปิฎก น้องสาวจะสะดวกไหม ให้เราลองถามน้องสาวดู เราบอกได้ ๆ ทันทีเลย พี่ ต. ทักว่าถามน้องก่อนไหม? เรายังบอกไม่เป็นไรค่ะได้ ๆ เดี๋ยวบอกน้องให้ นั้น ๆ กิเลสผู้จัดการเริ่มทำงาน สั่งการ บงการ เผด็จการ บังคับ กดดัน เพราะเป็นน้องเรายังไงก็ทำตามเราบอกแน่นอนอยู่แล้ว นั้นร้ายมากเลย
    พี่ ต. บอกถามน้องเขาก่อน น้องเขางานเยอะไหน? ต้องซื้อของเพิ่มและเตรียมของอีก เอ๋อเหรอ! พุทธะค่อยๆ กลับมา ใช่ ๆ เราชอบเป็นผู้จัดการ เผด็จการจัดการให้น้องสาวอยู่ตลอด ถามเขาบ้างไหม? ว่าสะดวกไหม? รับได้ไหม? ยุ่งไหม? เหนื่อยไหม? อ้อ! สติมาปัญญาเกิด เราไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ไม่ชอบให้ใครมาสั่งการ ไม่ชอบคนเผด็จการ ทีกับคนอื่น ๆ ก็ถามเขาก่อนน่ะว่า สะดวกไหมค่ะ ทำได้ไหมค่ะ ถามสะดีมีมารยาทมากเลย ทีกับน้องตัวเองไม่เคยถาม ไม่เคยเข้าใจความรู้สึก ไม่เข้าใจเขา ไม่เคยถนอมจิตวิญญาณเขาเลย เข้าใจแล้วๆ

    ทุกข์ : เอาแต่ใจ ต้องได้ดั่งใจหมาย

    สมุทัย : อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นว่า น้องสาวต้องเชื่อเรา ต้องทำตามดั่งใจเราหมาย

    นิโรธ : น้องสาวจะทำตามดั่งใจเราหมายก็ได้ ไม่ทำตามก็ได้ เราไม่ทุกข์ใจได้ ใจเราอิ่มเอิบ เบิกบาน แจ่มใส ไร้กังวลได้ ไร้ทุกข์ได้

    มรรค : พิจารณาไตรลักษณ์ของกิเลส ความไม่เที่ยงของกิเลส เราคิดว่าเราไม่มีกิเลสตัวนี้แล้วน่ะ (กิเลสตัว สั่งการ บงการ เผด็จการ บังคับ กดดัน) เพราะอยู่กับพี่น้องหมู่มิตรดีเราไม่เป็น กิเลสนี้ไม่เที่ยงไม่มีตัวตนจริง ๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดดับ เกิดดับอยู่ตลอด ยินดีที่ได้เห็นกิเลสโผล่ออกมา ได้เห็นว่ายังตัวใหญ่อยู่เหมือนกันน่ะ
    พิจารณาการมีกิเลสเป็นทุกข์ การเอาแต่ใจ ต้องได้ดั่งใจหมายเป็นทุกข์ ได้ดั่งใจหมายก็ทุกข์ อัตตาโตเลย สั่งสมความได้ดั่งใจ ไม่ได้ดั่งใจหมายก็ทุกข์ใจ กระวนกระวาย เดือดร้อนอยากได้ ๆ ทุกข์ทั้งขึ้นทั้งล่อง ทุกข์กับตนเองยังไม่พอ ยังไปสร้างทุกข์ให้น้องสาวอีกด้วย ไปสั่งการ บงการ เผด็จการ บังคับ กดดัน เมื่อน้องสาวไม่เต็มใจเขาก็ทุกข์
    พิจารณากรรมและผลของกรรม เราทำแบบนี้กับน้องสาว เราก็ต้องได้รับผลกรรมนั้นคืนเหมือนกัน เราไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ไม่ชอบให้ใครมาสั่งการ ไม่ชอบคนเผด็จการ แต่เรายังทำอยู่กับน้องสาว ยังก่อกรรมนั้นอยู่ กรรมเป็นอันกระทำหวังผลได้ ทำอะไรได้อย่างนั้น แล้วตอนได้รับคืนอย่าร้องน่ะ ต้องได้รับแน่ ๆ ต้องโดนแน่ ๆ ถ้าไม่อยากโดนก็อย่าทำสิ อยากได้อะไรทำอย่านั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สาธุค่ะ

  9. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    สอบสภาวะธรรม(631213)
    ชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากได้เข้ามาร่วมบำเพ็ญกับพี่น้องหมู่กลุ่มพวธ คือรู้สึกว่าชีวิตมีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะเข้าใจธรรมะมากขึ้นและเชื่อว่ามีแต่ศีลเท่านั้นที่จะคุ้มครองชีวิตเราให้ปลอดภัยได้ และเชื่อว่าการปฏิบัติธรรมที่ถูกตรงสามารถทำให้พ้นทุกข์ได้จริง
    อริยสัจ 4 (The 4 noble truth)
    ทุกข์ the truth of suffering
    จากรู้สีกว่าตัวเองลดกิเลสไม่เก่ง ตามกิเลสไม่ทัน
    สมุทัย(the truth of the cause of suffering)
    ใจร้อนอยากลดกิเลสได้เร็วๆ
    นิโรธ(the truth to end of suffering)
    สุขใจให้ได้ ไม่ว่าเราจะลดกิเลสได้ช้าหรือเร็วกว่านี้ เมื่อเราทำดีที่สุดแล้วก็ปล่อยวางให้เป็นไปตามจริงที่เราสามารถทำได้จริง ไม่โลภออยากได้ในสิ่งที่เราทำไม่ได้
    มรรค(the truth of the path to end of suffering)
    เห็นและสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความพากเพียรอันเต็มบริสุทธิ์ของอาจารย์อยู่ทุกขณะ รับรู้ได้ถึงพลังบริสุทธิ์นั้นจริงๆ(บริสุทธิ์จาก กิเลส ความยึดมั่นถือมั่น ความไม่เอาอะไรจากใคร)ทำให้มีฉันทะในการที่จะพากเพียรบำเพ็ญตามท่านอย่างไม่ย่อทัอ
    และเชื่อมั่นว่า ผู้มีปัญญาที่มีความเห็นถูกตรงแล้วไม่มีใครจะไม่รีบขวนขวายพากเพียรตามท่านแน่

  10. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง ปลายทางมีปัญหา

    เมื่อ 2 สัปดาห์ ที่ผ่านมามือถึอของข้าพเจ้ามีปัญหา ส่งข้อความผ่านไดร์พแต่เพื่อนปลายไม่สามารถเปิดอ่านได้ถึงแม้จะกดปุ่มอนุญาตจากต้นทางแล้วก็ตาม ข้าพเจ้าพยายามหาสาเหตุและแก้ปัญหาอยู่ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เลยตัดสินใจที่จะไม่ส่งข้อมูลผ่านไดร์พ ส่งผ่าน email และส่งเป็น vdo ไม่เกิน 3 นาทีผ่าน line ลองดูก็ส่งได้ ช่วงนี้ส่งข้อมูลแบบนี้ไปก่อน ปัญหาเรื่อง ไดร์พจะค่อย ๆ แก้ไขและไปถามผู้รู้ให้ช่วย ต่อไป

    ทุกข์ : กังวลใจ ไม่สบายใจที่ ข้อมูลในไดร์พเปิดอ่านไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่กดปุ่มอนุญาตให้เปิดอ่านได้แล้วก็ตาม

    สมุทัย : ไม่ชอบที่ข้อมูลเปิดอ่านไม่ได้ อยากให้การส่งข้อมูลในไดร์พเป็นปกติเหมือนเดิม

    นิโรธ : ข้อมูลในไดร์พ จะเปิดอ่านได้หรือไม่ได้ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : เมื่อเริ่มสัปดาห์ที่ 3 ก็วางความกังวลที่มีอยู่ลงไม่สนใจแล้วว่า ข้อมูลที่ส่งในไดร์พปลายทางจะเปิดอ่านได้หรือไม่ได้ เพราะข้าพเจ้าไปส่งข้อมูลช่องทางอื่นก็ได้เหมือนกันคือส่งทาง email และ ส่งแบบ vdo แบบสั้น ๆ ผ่านทาง line ตรวจพบใจที่กังวลอยู่ลดลงเหลือเพียง 20% รู้สึกโล่ง โปร่ง เบา สบายใจ มาก ยึดก็ได้วางก็ได้สบายใจจริง เหมือนท่านอาจารย์หมอเขียวท่านสอนไว้เลย 20% ที่เหลืออยู่นี้ข้าพเจ้าจะไปสอบถามท่านผู้รู้ เพื่อขอความช่วยเหลือจากท่านต่อไป สาธุ

  11. อรวิภา กริฟฟิธส์

    สอบอริยสัจสี่ วันที่ 13 ธันวาคม 2563
    ชื่อ นาง อรวิภา กริฟฟิธส์ อายุ 51 ปี นักศึกษาวิชชารามชั้นอริยปัญญาตรี รหัส 6211009022
    การศึกษาปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
    อาศัยอยู่ ประเทศออสเตรเลีย
    ทำงาน ดูแลผู้สูงอายุ ในตำแหน่ง personal care attendant

    ชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากรู้จักแพทย์วิถีธรรม

    ชีวิตเปลี่ยนไปมากหลังจากที่พบกับแพทย์วิถีธรรม ได้เรียนรู้การพึ่งตนในการดูแลสุขภาพแบบประหยัดเรียบง่าย โดยนำของใกล้ตัวในตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงประหยัดสุด และได้นำหลักธรรมคำสอนซี่งเป็นยาเม็ดเลิศมาใช้ในการลดละกิเลสชึ่งเป็นสาเหตุหลักแห่งทุกข์ทั้งมวลทำให้มีชีวิตที่ผาสุกมากขึ้น แต่ก่อนเป็นคนที่ทำดีแบบมีทุกข์ ชอบเพ่งโทษถือสาคนอื่น ตอนนี้ก็ได้เรียนรู้เรื่องกรรมและเข้าใจเรื่องกรรมมากขึ้น เชื่อว่าไม่มีอะไรที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา ส่วนในด้านรูปธรรมก็ได้มีการลดการกินการใช้ที่เกินความจำเป็นลงมาก ได้มีการปลูกผักสร้างอาหารไร้สารพิษไว้กินเองและมีเหลือแบ่งปันด้วย

    อริยสัจสี่
    เรื่อง ไม่ชอบทำงานกะเช้า
    ในตารางการทำงานประจำของตัวเองนั้น ทุกสองสัปดาห์ จะมีหนึ่งวันคือเช้าวันอาทิตย์เป็นวันที่ต้องทำงานกะเช้า ตัวเองจะรู้สึกไม่ชอบเลย เพราะว่าเวลาพักมีน้อยทำให้เราต้องกินอาหารแบบรีบเร่งซึ่งทำให้ตัวเองผิดศีล ต้องออกไปกินนอกมื้อ คือตัวเองตั้งศีลเอาไว้ว่ากินมื้อเดียว

    ทุกข์ ไม่ชอบทำงานกะเช้า เพราะทำให้ผิดศีล

    สมุทัย ไม่อยากผิดศีล ออกไปกินอาหารนอกมื้อ อยากกินอาหารมื้อเดียวให้บริสุทธิ์

    นิโรธ จะกินมื้อเดียวหรือกินนอกมื้อก็ไม่ทุกข์ ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะถ้าร่างกายขาดเรากินไม่พอ จะต้องกินเสริมบ้างก็ได้

    มรรค การกินมื้อเดียวดีแต่ต้องไม่ยึดมั่นเพียงรูปแบบเท่านั้น ต้องพร้อมรับพร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนตลอดเวลา ถ้ากินมื้อเดียวลงตัวดีก็กินมื้อเดียว แต่ถ้าวันไหนไม่ลงตัวเช่นเช้าวันอาทิตย์ที่มีเวลาน้อยและเร่งรีบ เราจำเป็นต้องกินเพิ่มก็ได้เป็นการลดอัตตา ความยึดมั่นถือมั่นของเรา แต่ต้องไม่ใช่กินเพื่อตามใจกิเลส การปฏิบัติธรรมต้องเป็นไปเพื่อดับทุกข์ ถ้าไม่ฝึดฝื่นเกินลำบากเกิน เราก็ไม่ควรกินนอกมื้อเป็นการฝึกความอดทน อาจารย์ ดร.ใจเพชร กล้าจน ท่านได้ให้สัมมาทิฎฐิว่าการกินมื้อเดียวทำให้เห็นกิเลสหลายเหลี่ยมหลายมุมแต่ต้องซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง

    สรุป การสอบสภาวธรรมครั้งนี้ทำให้ตัวเองเข้าใจหลักการปฏิบัติการกินมื้อเดียวชัดเจนยิ่งขึ้น ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์และพี่น้องทุกท่านด้วยความเคารพยิ่งที่ให้โอกาสร่วมบำเพ็ญ สาธุค่ะ

  12. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    เรื่อง “ทุกเสี่ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยง”

    เรื่องย่อ เสร็จค่ายพตฏ.ครั้งที่ 31 (6-12 ธ.ค. 63) จากภูผาฟ้าน้ำ แม่แตง เชียงใหม่ เดินทางกลับสวนป่านาบุญ 2 ชะอวด นครศรีธรรมราช โดยรถตู้ เมื่อตอนเช้า ของวันที่ 15 ถึงสวนป่านาบุญ 2 เช้าวันที่16 เวลาประมาณ ตีแปด ซึ่งเร็วกว่าทุกครั้งเพราะว่า ทั้งโชว์เฟอร์และคณะทีมพวธ.ทั้ง 5 คนได้ปรึกษาและตกลงกันว่า จะไม่แวะพักค้างระหว่างทาง จึงมีเวลาได้ไปแจกข้าวสาร (กองทัพธรรม ซับขวัญชาวใต้ ร่วมกับญาติธรรมและพี่น้องจิตอาสาภาคใต้ ในเวลาหลังเที่ยง ถึง 5 โมงเย็น และต้องเปลี่ยนแผนเรื่องเวลาการเดินทางกลับบ้านด้วย เพราะมีการบำเพ็ญในการแจกของ แจกข้าวสาน ตั้งแต่ 16-18 ธ.ค. จึงมีการปรับเปลี่ยน ตลอดเวลา มีความกังวลนิดๆ ว่า จะเดินทางกลับถึงบ้านวันไหนกันแน่ ยังไม่หมั่นใจ เพราะจะต้องทำงาน ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นการเสริมกำลัง เพิ่มพลังให้กับหมู่กลุ่ม เชื่อมร้อยจิตวิญญาณของนักบำเพ็ญ ที่เสียสละในการทำงานฟรี ได้วางใจและยอมรับว่า “ทุกเสี่ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยง”

    ทุกข์ : มีความกังวลว่าจะได้กลับบ้านวันไหน

    สมุทัย : ถ้าได้กลับถึงบ้านเร็วจะสุขใจ ถ้ากลับถึงบ้านช้าจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : ยินดี พอใจ ในการบำเพ็ญ กลับถึงบ้านวันไหนก็ได้ ด้วยใจที่ไม่ทุกข์

    มรรค : ยอมวางที่เคยยึด แล้ววางใจว่า “ทุกเสี้ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยง”
    “ต้องพร้อมรับ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยน” ตลอดเวลา
    “ทุกเสี้ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่บง”
    “ยินดี พอใจ เบิกบาน ไร้กังวล”
    ใจไร้ทุกข์

  13. นางกานดา ศักดิ์ศรชัย

    เรื่อง:จะตั้งต้นเรียนก็ไม่อยากเรียนเรียนไปแล้วอยากจะเลิกก็ทำไมยังไม่ยอมเลิก

    สืบเนื่องจากการมีมติหมู่กลุ่มไปเรียน ป.โท กันในจิตอาสาภาคเหนือ
    แม้ไม่อยากเรียนแต่เห็นว่าลองปฏิบัติตามมติหมู่กลุ่มจะเป็นอย่างไร
    เมื่อเริ่มเรียนในเทอมแรกก็พบว่าเวลาที่เคยทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันที่ลงตัวอยู่ ต้องใช้ไปกับการเรียน จนต้องลดกิจกรรมที่เคยทำลง รวมไปถึงการไปร่วมกิจกรรมที่ภูผาฟ้าน้ำ การรับฟังธรรมะจากอาจารย์ และการร่วมทำกิจกรรมภาระของส่วนรวมก็น้อยลง
    มีผัสสะมากมายเกิดขึ้น ให้ได้เรียนรู้ระหว่างเรียน เช่น เมื่อทำการบ้านก็อยากทำให้เสร็จ อยากทำให้ดี อยากทำให้ทันเวลา เมื่องานบางอย่างต้องใช้ทักษะทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง ก็ต้องพยายามเรียนรู้เพื่อให้สามารถทำได้เองในเวลาต่อไป ทั้งๆที่พอจะมีผู้ช่วยยินดีช่วยเหลือ แต่ใจก็ไม่พอ อยากทำเป็นเองด้วย
    จนมาถึงในช่วงท้ายของเทอมต้น มีงานการบ้านต้องทำส่งหลายชิ้นภายในเวลาจำกัด จึงหันมาทบทวนเรื่องการเรียนใหม่ว่าเราจะเรียนไปเพื่ออะไร ถ้าเลิกเรียนจะมีประโยชน์อะไร จะเป็นโทษอย่างไร ในที่สุดก็ตกลงใจว่าจะจบการศึกษาที่ใจเรา ไม่ใช่จบการศึกษา จากการจบหลักสูตรหรือเมื่อได้รับปริญญาบัตร
    ความคิดไม่อยากเรียนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เมื่อพูดคุยกับหมู่กลุ่ม กับอาจารย์ ด้วยยังไม่ชัดเจนในตัวเองด้วย ว่าความอยากเรียนความไม่อยากเรียนมันคือกิเลสที่ต้องล้าง มาจนครั้งนี้เริ่มชัดเจนแล้วว่า มีความไม่อยากเรียนและความไม่อยากเรียนนี้ เมื่อโยนหินถามทางกับหมู่ที่เรียนด้วยกัน หมู่ก็ไม่เห็นด้วย จนเกิดความลังเลขึ้นมาอีก แต่ในที่สุดก็เห็นว่าตัวกิเลสที่แท้แล้วไม่ใช่เรื่องเรียนแต่เป็นเรื่องความเกรงใจต่อหมู่กลุ่มและอาจารย์

    ทุกข์อริยสัจ
    ทุกข์ใจจากต้องการเลิกเรียน ป.โท แต่หมู่กลุ่มไม่เห็นด้วย

    สมุทัย
    ถ้าหมู่กลุ่มและอาจารย์เห็นด้วยกับการลาออกจะรู้สึกเป็นสุขใจสบายใจ ถ้า หมู่และอาจารย์ไม่เห็นด้วยจะเป็นทุกข์ใจ

    นิโรธ
    หมู่กลุ่มและอาจารย์จะเห็นด้วยก็เป็นสุขใจ หมู่กลุ่มและอาจารย์จะไม่เห็นด้วยก็ไม่ทุกข์ใจ
    จะได้ลาออกหรือไม่ได้ลาออกก็เป็นสุขใจได้

    มรรค
    ในการเดินมรรค ได้พิจารณาถึงประโยชน์ที่จะได้จากการเรียน ความจริงก็คือการได้ปฏิบัติธรรม การได้ฝึกฝนจิตใจได้เรียนรู้กิเลสจากงานการเรียน ซึ่งจะมีผัสสะเข้ามามากมาย เป็นการทำงานในซึ่งเป็นงานหลักไม่ใช่เพื่อเอาปริญญาทางโลก
    สิ่งที่ปรากฏชัดในช่วงต้นๆของการที่ฟังความเห็นหมู่แล้วไปเรียน ก็สามารถเรียนไปได้โดยไม่เป็นทุกข์ มีปัญหาอะไรเข้ามา ก็ผ่านพ้นไปได้โดยไม่ลำบาก
    ระหว่างที่เขียนการบ้านต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีความรู้สึกไม่แช่มชื่น ก็เข้าใจว่าเป็นเพราะอยากกินกาแฟเย็น จึงหันกลับมาพึ่งกาแฟเย็น จนการบ้านเสร็จ ทั้งๆที่ตั้งศีลกาแฟเย็นครั้งสุดท้าย คิดว่าเลิกได้แล้ว ได้สังเกตว่ากาแฟเย็นในช่วงทำการบ้านไม่มีความรู้สึกชอบเหมือนที่เคยชอบ เมื่อกลับมาทบทวนดูว่าเรายังเลิกกาแฟเย็นไม่ได้หรือว่ากำลังแก้กิเลสผิดตัว ในที่สุดก็ค้นพบว่าความรู้สึกไม่แช่มชื่น เป็นความรู้สึกไม่ชอบจะต้องเรียน ไม่ใช่อยากกินกาแฟเย็น การที่ต้องเรียนต่อแม้จะไม่ได้ฝืนมากแต่ก็เสียเวลาไปกับสิ่งที่ได้ประโยชน์น้อย การเรียนที่ผ่านมาก็เพียงพอที่จะให้ได้ปฏิบัติงานใน รับรู้ถึงกิเลสความมีอัตตาความไม่ชอบอยู่ในกรอบการศึกษาอย่างนี้ และความเกรงใจ ความยืดเรื่องมติหมู่ เป็นเหตุให้ไม่กล้าลาออก เมื่อถามตัวเองว่ามีเหตุผลอื่นอีกหรือไม่เช่น กลัวว่าเป็นการล้มเหลว คนจะมองว่าทำอะไรไม่จริงจัง ไม่อดทน อยากเรียนจบได้ปริญญาบัตรเหมือนคนอื่น เสียดายหรือไม่ ซึ่งล้วนเป็นกิเลสอัตตาตัวตนทั้งนั้น จึงทำการพิจารณาล้าง ไม่คิดว่าเป็นการล้มเหลว ทำดีที่สุดแล้วประมาณกำลังตัวเองว่า พอสมควรแล้วกับการได้โอกาสฝึกฝนกันการเอาตัวเข้าไปเรียน ปริญญาบัตรก็ไม่ได้อยากได้ ไม่เสียดาย ความรู้จากการเรียนก็มีโอกาสใช้น้อยมาก เหลือเพียงเรื่องเดียวคืความยึด ความเกรงใจในมติหมู่ จึงทำการพิจารณาล้างต่อ ว่าได้พยายามทำตามมติหมู่แล้ว เมื่อไม่เกิดผลดี ก็รีบทำรีบเลิก รีบล้มเหลว ใจก็รู้สึกสบายขึ้น

  14. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)

    เรื่อง: จะเอาความเข้าใจจากคนอื่น

    เหตุการณ์: ได้แจ้งบอกน้องที่สนิทกันว่าเราอาจจะนัดรวมตัวกันที่สวนป่านาบุญ7 ในวันครูคือวันที่ 16 มกราคม 2564 เพื่อทำซูมมาร่วมพิธีกราบอาจารย์หมอเขียวที่ภูผาฟ้าน้ำ เชียงใหม่ ได้เแจ้งน้องไปเบื้องต้นแต่ยังไม่ได้แจ้งหมู่ใหญ่สวน7 ต่อมาน้องได้ไปสื่อสารกับพี่น้องท่านหนึ่ง แต่น้องไม่เข้าใจ มาถามซ้ำและพลอยทำให้เกิดผัสสะใหม่ที่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเป็นเดือนมิถุนายนอีก

    ทุกข์ มีอาการหงุดหงิด รำคาญน้องที่ไม่เข้าใจเรื่องราวที่บอกไป ลึกๆ มีหงุดหงิดที่น้องไม่เอาภาระหมู่ด้วย

    สมุทัย ตัณหาความยึดให้น้องควรจะเข้าใจตามที่เราพูด ความอยากให้น้องเข้าใจและเอาภาระงานหมู่มากกว่านี้ คาดหวังว่าน้องเข้าใจตรงกับเรา อุปาทาน คิดว่าน้องต้องเข้าใจในสิ่งที่เราพูด

    นิโรธ เมื่อเราได้แจ้งข้อมูลไปแล้วน้องจะเป็นอย่างไร จะเข้าใจหรือไม่ ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค พิจารณาฆ่ากิเลสตัวยึดมั่นถือมั่น ให้คนอื่นได้ดีดังใจหมายเรา ตัวยึดดีของเราเอง ที่อยากได้ดี ดังใจหมาย ทุกอย่างไม่เที่ยง สุดท้ายก็ไม่มีใครได้อะไร พอคิดได้ก็รู้สึกสำนึกผิด ทำไมไม่เอาจิตวิญญาณของน้องมากกว่า
    ความลวงคือ น้องพร่อง ทำไม่ถูกใจเรา ความจริง น้องเป็นแบบของเขาซึ่งเป็นปกติของน้อง แต่เรามีกิเลสไปจับว่าเป็นข้อพร่องที่เราไม่ชอบ ส่วนในเรื่องการเอาภาระ พิจารณาเรื่องกรรม แต่ก่อนเราก็ไม่เอาภาระแบบนี้ เราก็เคยเป็น ในอดีต เพราะเป็นน้องคนเล็ก ไม่เอาภาระ ไม่อยากจะรับผิดชอบอะไร สบายดี เลยเข้าใจการกระทำของน้องมากขึ้น ตอนนี้ มองในแง่เอาประโยชน์ น้องไว้ใจ พึ่งพาเราซึ่งเห็นว่าเราเป็นพี่ น้องเลยไม่ค่อยได้สนใจอะไร ชิวล์ๆ ไปตามหมู่ไปเรื่อยๆ สุดท้ายได้ไปขอโทษ ขออโหสิกรรมน้องท่านนั้น

  15. จิตรา พรหมโคตร

    เรื่อง:ได้รางวัลโดนมีดบาดนิ้วก้อย

    เนื้อเรื่อง:วันที่15 ธันวาคม 2563 ขณะกำลังล้างจานที่พ่อบ้านแช่ไว้ แว๊บหนึ่งก็คิดว่าทำไมชามแค่ไม่กี่ใบไม่ล้างต้องให้เรามาล้างนะ

    ทุกข์:ไม่พอใจที่พ่อบ้านไม่ล้างชาม

    สมุทัย:อยากให้พ่อบ้านล้างจาน ชอบถ้าพ่อบ้านล้างจานแล้วจะสุขใจ ชังถ้าพ่อบ้านไม่ล้างจานแล้วจะทุกข์ใจ

    นิโรธ:พ่อบ้านจะล้างจานหรือไม่ล้างจาน ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค:พิจารณากรรมและเข้าใจเรื่องกรรมว่า”สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำเมื่อก่อนสมัยเด็กๆ เป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง เวลาแม่ใช้ให้ล้างจานก็จะบอกว่าเดี๋ยวก่อนแล้วไม่ยอมล้างกินเสร็จก็แช่ให้พี่สาวล้างผลกรรมจึงตามมาให้ชดใช้โดยพ่อบ้านมาแช่จานให้เราล้าง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันยังไม่ยอมรับกรรมที่ทำมาได้100% แต่เข้าใจและกลัวต่อบาป มีสติมากขึ้นคิดว่าเรากำลังว่าพ่อบ้าน รีบสำนึกผิดขอโทษ ให้อภัยตัวเองและยอมชดใช้วิบากที่เคยทำมา ตั้งจิตปฏิบัติใหม่จะพากเพียรคิดทำใหม่ เมื่อสำนึกผิดปรากฏว่ามีดที่กำลังล้างบาดนิ้วก้อยพอเลือดออกแต่ก็ไม่กังวลเพราะเข้าใจกรรมว่า เกิดวิบากดีมาดันวิบากร้ายที่ว่าพ่อบ้านไม่ล้างจานแล้วสำนึกผิดยอมรับผิด เป็นผลเกิดวิบากดีคือถูกมีดบาดแสดงว่าเราโชคดีอีกแล้วร้ายหมดไปอีกแล้วดันวิบากร้ายที่เคยทำมา

  16. นางมัณฑนา ชนัวร์ร เตี้ย ศีลประดับ

    อริยสัจ ๔

    เรื่อง ผู้ใหญ่บ้านหญิง

    พี่สาวได้ส่งข้อความหาทางไลน์ บอกว่าจะลงสมัครผู้ใหญ่บ้าน พอข้าพเจ้าได้อ่านข้อความก็โทรหาพี่สาวและได้คุยรายละเอียดทุกอย่างว่าคิดอย่างไรถึงอยากจะเป็นและลงสมัคร ขณะที่คุยกันก็เห็นใจตัวเองเกิดเป็นห่วงพี่สาว และได้ถามถึงขั้นตอนในการดำเนินการ พอคุยก็พิจาณาเห็นอุปสรรคและภาระที่จะมีและตามมา และได้มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

    ทุกข์ :เป็นห่วงพี่สาว

    สมุทัย:ไม่อยากให้พี่สาวเป็นผู้ใหญ่บ้าน

    นิโรธ:พี่สาวจะได้เป็นผู้ใหญ่บ้านหรือไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านก็สุขได้

    มรรค:พอได้คุยเรื่องราวรายระเอียดกับพี่สาวก็เห็นใจตัวเองเกิดการเป็นห่วงว่าพี่สาวเป็นผู้หญิง และอยู่คนเดียวมันจะไหวหรือ ก็ได้ถามพี่สาวว่าพร้อมแค่ไหนที่จะเป็นตัวแทนและเป็นผู้รับใช้ของหมู่บ้าน และคิดยังไงที่อยากจะเป็น เหตุผลแรกหมั่นใส้คนเก่า ก็ถามว่าหมั่นไส้เรื่องส่วนตัวหรือเรื่องส่วนรวม มีเพื่อนบ้านพาคุยและร่วมกันคุย เหตุผลที่สองอยากพัฒนาหมู่บ้าน เพราะทีมเก่าคงที่ ก็ได้ถามพี่สาวว่าพี่พร้อมแค่ไหน พี่พร้อมที่จะรับทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายได้หรือยัง ก็ได้คุยกันทั้งด้านดีและด้านลบ ก็พิจารณาใจตัวเองคลายความห่วงลงได้ และได้บอกกับพี่สาวว่าหนูจะไม่ยุ่งนะ หนูเคารพในการตัดสินใจของพี่ ส่วนเรื่องเงินไม่มีช่วย ขอเป็นกำลังใจให้ ก็ได้พิจารณาใจตัเองอีกครั้งและได้นึกถึงบทธรรมของท่านอาจารย์หมอเขียว แม้เราจะเป็นพี่น้องทางสายเลือดทางโลกเราก็ไม่สามรถที่จะไปบอกหรือทำทุกอย่างให้กันได้ สิ่งที่ทำได้คือปราถนาดีและทำเป็นตัวอย่างให้ดูและทำอะไรไม่ได้ก็เมตตาและอุเบกขา หากจะเกิดอะไรขึ้นก็เป็นวิบากกรรมของแต่ละคน ทำกรรมดีย่อมได้รับกรรมดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับกรรมชั่ว ศรัทธาในส่วนดีเมตตาในส่วนต้อย พิจารณาใจตัวเองอีกครั้งก็โล่งใจ เบาใจ เบิกบานใจได้100% กราบสาธุค่ะ

    ขออนุญาตส่งใหม่แก้คำผิดค่ะ ขอความเมตตาคุรุช่วยลบอันแรกด้วยค่ะ ขอโทษขออภัยที่ตรวจไม่ระเอียดสาธุค่ะ

  17. นาง โยธกา รือเซ็นแบรก์

    พูดดีกว่านี้

    กำลังฝึกฝนตนเองในการวิพากษ์เพราะเห็นตัวอย่างจากพี่น้องที่วิพากษ์สอบอริยสัจ 4
    พี่น้องชี้ตรงจุด และเห็นทุกข์ชัดเจนมากขึ้น
    ในห้องเรียน “มาทำการบ้านกันเถอะ “เราได้ขอโอกาสวิพากษ์พี่น้องๆท่านอื่นก็วิพากษ์ด้วย เราก็เสริมประสบการณ์ของตนเองที่เคยเจอ พอได้ฟังพี่น้องที่เราวิพากษ์สรุปตอนจบ มีความรู้สึกว่าเราจับประเด็นไม่ถูก แต่เห็นใจตัวเองว่าไม่แช่มชื่นใจ ห่อเหี่ยว เมื่อหมดเวลาก็มีความทุกข์ติดออกมาด้วย เห็นใจไม่อยากจะเรียนฝึกวิพากษ์ต่อ คิดทบทวนถามใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเหตุผลว่าที่เราจะฝึกวิพากษ์เพื่อพัฒนาตัวเราเองจะได้มีความกล้าแสดงความเห็นต่างจึงบอกกับตัวเองจะฝึกต่อไป.

    ทุกข์ : ใจห่อเหี่ยว ไม่แช่มชื่น ต้องพูดถูกต้อง
    สมุทัย : ใจร้อน อยากให้ตัวเองพูดดี พูดถูกจะสุขใจ พูดไม่ดี ไม่ถูกจึงทุกข์ใจ
    นิโรธ : สุขใจ เบิกบานใจทำได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

    มรรค : พิจารณา เรายึดดีเร่งผลจึงทำให้ทุกข์ เราจะต้องไม่เร่งผลค่อยๆฝึกไป ฝึกบ่อยๆ ฝึกใจเย็นๆตามลำดับ ๆชาตินี้ไม่ได้ก็ไปทำต่อชาติหน้าหรือชาติต่อๆไป .
    ระลึกนึกถึงคำพี่น้องมิตรดี เมตตาชี้แนะว่าการวิพากษ์ สำคัญที่สุดคือไม่ไปขโมยซีนของผู้ที่ถูกเราวิพากษ์ เพราะไม่ใช่เรื่องของเรา พูดเพื่อขยายที่เราเคยผ่านมาแล้วและต้องรู้แจ้งจริงๆ และสิ่งที่ควรระวังจะไม่ทำให้มีวิบากซ้อนถ้าประมาณผิด จะมีการเพ่งโทษกลับ .
    ข้าพเจ้าขอน้อมรับมาปฏิบัติจะพูดให้สั้น และให้ได้เนื้อหาสาระที่เราจะพูดออกไป และพูดจากประสบการณ์ที่เราผ่านได้แล้วเท่านั้น.
    ประโยชน์ท่านๆ ก็ได้ฝึกความอดทน ฟังความเห็นต่างและไม่ตรงประเด็นนัก
    ประโยชน์ตนเพื่อพัฒนาตนเองก้าวผ่านความกล้าๆกลัวๆ มาเป็นไม่กลัว กล้าต่อสู้กิเลสในใจเรา ที่บอกหยุด ให้ถอย และกล้าที่จะแสดงความคิด ความเห็น เพราะส่วนใหญ่เราจะเข้าไปฟังอย่างเดียว และจะฝึกฝนสู้กิเลสต่อไปค่ะ.
    กราบขอบพระคุณพี่น้องหมู่มิตรดี.กราบสาธุค่ะ
    เจริญธรรมสำนึกดีค่ะ.

    **สรุปว่า มีทุกข์อยู่30นาทีเมื่อใจไม่ยอมแพ้ความทุกข์ก็หายไป ** แต่เห็นทุกข์ใหม่เกิด เมื่อส่งไปให้พี่น้อง วิพากษ์ ชี้แนะ ว่าควรจะกระชับเรื่องให้สั้นกว่านี้ ไม่อยากเขียนใหม่ไม่รู้จะตัดอะไรตรงไหนออก และคิดจะไม่เขียนเรื่องนี้แล้ว จะเขียนทุกข์ใหม่ดีกว่า. สุดท้ายก็น้อมรับทำตามพี่น้องชี้แนะ ตัดออกแล้วค่ะ

  18. นาง โยธกา รือเซ็นแบรก์

    สั้นๆ กระชับๆ

    ปัญหาของข้าพเจ้า คือการเขียนอริยสัจ สี่ ทุกเรื่องจะยาวมาก เพราะไม่รู้ตัดตรงใหน และหาบทสรุปไม่ได้ พี่น้องหลายท่านเคยแนะนำว่า ภาษาพูดกับภาษาเขียนไม่เหมือนกัน ที่เราเขียนเล่าทุกเรื่องจะเป็นภาษาพูดไม่ใช่ภาษาเขียน และการเขียนยาวมากเกินคนจะไม่ค่อยอยากอ่าน ข้าพเจ้าก็พยายามปรับปรุงการเขียนให้สั้นๆ กระชับๆ มาตลอดแต่ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จเขียนเมื่อไหร่ยาววววว ทุกที วันนี้พี่น้องมาชี้แนะอีกครั้ง “ถ้าเขียนกระชับกว่านี้ก็จะดี “ทำให้ได้เห็นใจตัวเองว่าไม่ชอบ ใจต่อต้าน นิดๆและเถียงในใจ เราก็พยายาม แล้วนะแต่ยังทำไม่ได้นะและเกิดอาการเซ็ง ไม่อยากเขียนการบ้านแล้วหยุดดีกว่า .

    ทุกข์ : เซ็งไม่อยากเขียนใหม่ไม่รู้จะเขียน ยังไงให้กระชับ(ขยุบ)ตรงไหนเข้ามาและตัดตรงไหนออกไป
    สมุทัย : ไม่ชอบที่จะที่เขียนใหม่ ชอบ-ที่จะไม่ต้องเขียนใหม่
    นิโรธ :วางใจ เบิกบานใจ เขียนใหม่ก็ได้ ดีเสียอีกได้ฝึกความอดทนฝึกสมองไปด้วย

    มรรค : สงบใจ พิจารณา ตั้งจิตกราบขอขมา ขอโทษ ขออโหสิกรรมต่อตนเองและพี่น้อง ที่เผลอสติ ไปคิดอกุศล และกราบขอบพระคุณพี่น้องที่เมตตาชี้ขุมทรัพย์ทางปัญญา ทำให้เราหันกลับมาพิจารณาว่าเรายังเพียรไม่พอและยังไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องปรับปรุงภาษาพูด/ให้เป็นภาษาเขียน . .
    ข้าพเจ้าขอน้อมจิตจะปรับปรุงทั้งการพูดและการเขียนให้กระชับให้ได้ใจความ และสำคัญคือยังได้ทำการบ้านด้วย .กราบสาธุค่ะ
    เจริญธรรมสำนึกดีค่ะ .

  19. ขวัญจิต เฟื่องฟู

    อริยสัจ 4

    ชื่อเรื่อง สงสารเขา ทุกข์ของเรา

    หลานเล่าให้ฟังว่าเพื่อนของเขาที่อยู่วิทยาลัยด้วยบางครั้งไม่มีเงินกินข้าวเที่ยง พอได้ฟังอย่างนั้น มีความสงสารเเละคิดจินตนาการต่อไปว่า ขณะที่เพื่อนคนอื่นเขาพักเที่ยง กินข้าวอยู่ เเล้วเด็กคนนั้นจะอยู่อย่างไร รู้สึกสลด หดหู่ เเละ อยากช่วยเขาขึ้นมาทันที

    ทุกข์ : สงสาร สลด หดหู่ ที่เพื่อนของหลานไม่มีเงินกินข้าว อยากช่วยเขา

    สมุทัย : อยากช่วยเพื่อนของหลาน ถ้าได้ช่วยจะสุขใจ ถ้าไม่ได้ช่วยจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : จะได้ช่วยหรือไม่ได้ช่วยเพื่อนหลาน ก็จะสุขใจ

    มรรค : มาคิดทบทวนดูว่าทำไม เราอยากช่วยเด็กคนนี้ ก็พบว่าเรายังมีความสงสารอยู่
    (ความลวง) เราคิดปรุงเเต่งไปว่า เด็กคงอดข้าวเเละคงต้องหิวบ่อย น่าสงสาร
    (ความจริง) คือเราความไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเด็กคนนี้ เราได้ยินมาจากหลาน เเล้วคิดปรุงเเต่งเอาเอง
    มาได้พิจารณาเรื่องวิบากกรรม ว่าเด็กนั้นเคยทำเช่นนั้นมา เขาก็ต้องได้รับวิบากกรรมนั้น ทุกข์มันก็ลดลงได้ 60 %
    ได้ปรึกษาพี่น้องท่านหนึ่งเรื่องนี้ ท่านก็บอกว่า เรากำลังเรียนพราก เเต่สิ่งที่น้องจะทำ จะเป็นการไปผูกด้านจิตวิญญานกับเด็กนี้ไว้ ได้ฟังอย่างนั้นไม่อยากผูกจิตวิญญาณกับใครอีกต่อไป ก็วางได้อีก 30 %
    เอาเรื่องนี้เล่าให้หมู่กล่มฟังเเละช่วยกันสังเคราะห์อีกรอบเพราะยังมีตัวอยากช่วยอยู่อีก 10 % พี่น้องก็ให้ข้อคิด ชี้แนะ มาหลายอย่าง ที่ทำให้ทุกข์ตัวนี้หลุดออกไปได้ กราบขอบพระคุณพี่น้องหมู่กลุ่ม เเละข้อสอบตัวนี้ค่ะ
    ท่านอ.หมอเขียวบอกว่า ถ้ากิเลสตัวไหนที่ยังล้างไม่ได้ เขาก็จะส่งข้อที่เราติดนั้น มาให้เราทำข้อสอบบ่อยๆ ถ้าเราสอบผ่าน เขาก็จะไม่มาอีก
    สาธุค่ะ

  20. พรพิทย์ สามสี

    ที่บ้านช่วงนี้ฝนตกหนักมากเช้าๆก็มีพี่น้องประมาณ 3-4 คนมานั่งกินกาแฟกับพ่อบ้านที่นั่งกินอยู่หลังครัวที่เราทำกับข้าวพวกเขาคุยกันสัปเพเหระไร้สาระ เขานั่งฟังเสียงนกเขาขันไปด้วย เมื่อก่อนตอนที่พวกเขากินกาแฟตรงมุมอื่นในบ้านเราเราทำกับข้าวไปด้วยเปิดธรรมะอาจารย์หมอเขียวฟังไปด้วย แต่พอพวกเขามานั่งหลังครัวเราหมดสิทธิ์เปิดเพราะพ่อบ้านเราไม่ชอบฟังเสียงดัง แต่พอมาวันนี้มีคนเอาโทรศัพท์มาเปิดเพลงเปิดไร้สาระเปิดหนังโดยใช้ลำโพงเสียงดังพอควรพอบ้านกลับพลอยชื่นชม ทีเราเปิดธรรมะท่านอาจารย์หมอเขียวเสียงดังนิดๆเป็นไม่ได้เชียว
    ทุกข์ # เมื่อไหร่จะรู้สักทีอะไรเป็นสาระกับชีวิต
    สมุทัย # ชอบที่จะให้พ่อบ้านแยกแยะให้ออกว่าอะไรที่ฟังแล้วได้ประโยชน์ได้สาระกับชีวิตอายุก็เกินเลข 6 มาแล้วต้องคิดได้บ้างซิ
    นิโรธ # เราไม่บีบคอใครนะและเราก็ไม่มีหน้าที่สอนเขาเรามีหน้าที่ทำตัวอย่างที่ดีให้เขาเห็นให้สัตบุรุษของเขาสอนเขาเองหรือให้ทุกข์สอนเขาเอง เขาจะชอบพูดเรื่องไร้สาระฟังเรื่องไร้สาระก็ได้ยินดีพอใจวางใจ เบิกบาน แจ่มใส ไร้ทุกข์ไร้กังวล
    มรรค # ชาติหนึ่งชาติใดเราก็เคยขัดขวางการฟังธรรมของผู้อื่นมา มาชาตินี้อะไรๆก็ไม่เอื้อกับเรา ได้ยินได้ฟังเรื่องไม่ดี โชคดีอีกแล้วได้ใช้วิบาก ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่นแสดงว่าเรายังไม่เข้าใจตนเอง การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่าที่ทำให้ได้ล้างกิเลสคือหลงความชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา และทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา เบิกบาน แจ่มใส ไร้ทุกข์ ไร้กังวลอย่างเป็นอมตะธรรม

  21. นางสาวเสริมศรี ชวานิสากุล

    หัก เหลี่ยม กิเลส

    เรื่อง พี่เป็นบุคคลตัวอย่างในการล้างกิเลส พี่ไม่น่าจะมีกิเลสในเรื่องนี้แล้วนะ

    พี่มาแจ้งว่า น้องฝ่ายสื่อเสนอว่าถ้าหมู่กลุ่มสะดวกสามารถไปทำรายการถ่ายทอดสดในแปลงเกษตรได้นะ แล้วพี่ก็กล่าวต่อ ว่าไปแปลงเกษตรก็ดีนะ เราจะได้ฝึกเปลี่ยนสถานที่ แล้วจะได้ไปรวมพลังเป็นมวลรวมกับพี่น้องหมู่ใหญ่ที่มาร่วมค่ายพระไตรปิฎกด้วย กิเลสเราจึงเริ่มทำงานทันที พาคิดไปว่าพี่ต้องมีกิเลสอยากไปทำรายการในแปลงเกษตรแน่ ๆ ถ้าอย่างนั้นเราช่วยขัดใจพี่ดีกว่า พี่จะได้ไม่ได้ดังใจ กิเลสจะได้ไม่โต อิอิ กิเลสจึงพยายามหาเหตุผลที่จะให้หมู่ไม่ไปถ่ายรายการในแปลงเกษตร ด้วยเหตุผลที่ว่าเวลากระชั้นชิดเกินไป กว่าหมู่กลุ่ม ๑๐ ท่านซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นผู้อายุยาวกว่าจะเคลื่อนลงไป กว่าจะเตรียมการณ์นอกสถานที่พร้อมก็หมดเวลาพอดี ไม่น่าจะทันเวลา ถ้าจะไปก็เป็นพรุ่งนี้ดีกว่า

    ทุกข์ : รู้สึกไม่ชอบเมื่อรู้สึกว่าพี่มีกิเลส

    สมุทัย : อุปาทานยึดมั่นถือมั่นว่า พี่เป็นบุคคลต้นแบบในการล้างกิเลสไม่น่าจะมีกิเลสในเรื่องนี้ ดังนั้น ถ้าพี่ไม่มีกิเลสจะชอบ ถ้าพี่มีกิเลสจะไม่ชอบ

    นิโรธ : พี่จะมีกิเลสหรือไม่มีกิเลส เราก็ไม่ต้องไปชอบหรือไม่ชอบ จะได้ไม่ต้องผิดหวัง ไม่ทุกข์ ไม่เปลืองพลังงานในการมัวจะไปล้างกิเลสนอื่น ไม่ล้างกิเลสตนเอง

    มรรค : ความอยากให้พี่ไม่มีกิเลสนั่นเป็นกิเลสของเรา เพราะฉะนั้นเราต้องล้างกิเลสตัวเองก่อน ด้วยการเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่า สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา เราก็ยังทำอะไรด้วยกิเลสอยู่เลย พี่ยังไม่ใช่อรหันต์ พวกเราต่างพากเพียรลดละกิเลสไปเป็นลำดับอยู่ตลอดเวลา พี่ก็เหมือนเราคือไม่ได้อยากมีกิเลสแต่ด้วยวิบากและสติสัมปชัญญะที่ยังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อต้าน เท่าทันกิเลส เราก็เป็นเช่นนั้น ดังนั้น จงเคร่งครัดที่ตน ผ่อนปรนที่ผู้อื่น พร้อมรับ (วิบากดี-ร้าย) พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยนตลอดเวลา

    พอจับกิเลสได้จึงหักเหลี่ยมกิเลส ด้วยการร่วมโหวดให้ลงไปถ่ายทำรายการในแปลงเกษตรรวมกับหมู่และพร้อมล้างกิเลสของเรากับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
    ผลที่เกิดขึ้นยอดเยี่ยมมาก ทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้ลดละกิเลสในตนเองจากการหักลำกิเลสในครั้งนี้

    1. นางสาวเสริมศรี ชวานิสากุล

      อิจฉาเพื่อนทำไงดี ๑๘ ธ.ค. ๒๕๖๓

      เห็นเพื่อนมีที่รองระบายความร้อน Notebook รู้สึกว่าหัวใจไม่ปกติ มันตุ้มตุ้มต่อมต่อม กิเลสสั่งปากให้ถามไปว่า “นี่เธอได้มาจากไหนเธอไปเอามาจากไหน” เพื่อนก็ตอบว่า “พี่ให้มา” (ฮือ ๆ ๆ ร้องไห้อยู่ในใจ) อยากได้มั่งอยากได้มั่ง แต่ไม่ได้อยากได้ของนะอยากได้การให้อ่ะ ทำไมไม่มีใครเอาอะไรมาให้เราบ้าง น้อยใจน้อยใจทำไมไม่เห็นมีใครเอาอะไรมาให้เราเลย

      ทุกข์ : อาการของทุกข์ คือรู้สึกว่าหัวใจไม่ปกติ มันตุ้มตุ้มต่อมต่อม เมื่อได้รับคำตอบว่า “พี่ให้มา”

      สมุทัย : กิเลสอยากได้ความรู้สึก “การได้รับอะไรตามบุญ” (หมายถึงการที่มีผู้นำสิ่งของมาให้ โดยไม่ได้ร้องขอแต่สิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่เราขาดอยู่พอดี) ถ้าได้รับแบบนี้จะรู้สึกชอบ ว่านี่่เราก็มีกุศล มีบุญบารมีกับเขาเหมือนกันนะนี่

      นิโรธ : ไม่ต้องไปดีใจหรือเศร้าใจกับการได้รับหรือไม่ได้รับของเราหรือของใคร สุขใจได้แม้จะไม่ได้รับความรู้สึกนั้น

      มรรค : เข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่า เราหรือใครจะได้รับหรือไม่ได้รับอะไร ก็เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต จึงเกิดสติใช้ปัญญาในการพิจารณาเห็นความจริงตามความเป็นจริงว่า ที่เพื่อนเราได้รับสิ่งนั้นก็เหมาะสมกับท่านแล้ว เพราะเครื่องคอมของท่านมีปัญหาเรื่องความร้อนเกิน ก่อนหน้านี้ท่านเป็นคนเรียบง่ายใช้สิ่งที่มีคือ กล่องกระดาษขนาดเล็กรองใต้คอมเพื่อระบายความร้อน โดยที่ท่านก็ไม่ได้แสวงหาที่จะตต้องไปซื้ออุปกรณ์มาใช้ ผิดกับเราที่เมื่อเราขาดอะไรเราก็จะต้องหาซื้อมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองอยู่ตลอดเวลา เห็นแล้วใช่ไหมว่านี่แหละคือเหตุแห่งความต่างของผลแห่งบุญของผู้ที่ลดกิเลสได้มาก ส่วนเราผู้ที่ยังลดละกิเลสได้น้อยเพราะยังชอบการซื้อเพื่อตอบสนองกิเลสความอยากของตนเอง ก็จะยังคงไม่ได้รับผลแห่งบุญแบบนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถูกตรง ยุติธรรมแล้วจ้ะ

  22. ณ้ฐพร คงประเสริฐ

    บำเพ็ญกุศลกับหมู่ใดดีกว่ากัน

    วันพ่อแห่งชาติที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปร่วมบำเพ็ญกุศลที่ท้องสนามหลวงร่วมกับทีมพวธ. ใจก็ผ่าสุกเป็นปกติดี พอวันรุ่งขึ้นได้ไปบำเพ็ญกุศลร่วมกับทีมผู้ปกครองและคณะครูที่โรงเรียนลูก มีกิจกรรมจัดสอบ pre-test ประจำทุกปี ที่เป็นรายได้ก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งของสมาคมผู้ปกครองโรงเรียน วันนี้ลูกขอไปบำเพ็ญกุศลด้วยความสมัครใจ จึงได้ไปส่งและอยู่บำเพ็ญด้วย โดยเราได้รับมอบหมายให้อยู่ในจุดที่คอยต้อนรับ เด็ก ๆ หลายพันคนมี่ผู้ปกครองพามาส่ง ในช่วงเช้า เราก็ทำตามที่ได้รับมอบหมาย รู้สึกประทับใจและเห็นว่าเป็นบรรยากาศที่ดี ได้เห็นความตั้งใจที่บรรดาเพื่อนผู้ปกครองหลายสิบท่านที่อาสามาทำงานฟรีกันอย่างแข็งขัน จึงถ่ายภาพวีดีโอ บันทึกไว้ ยังไม่ได้คิดว่าจะเอาไปทำอะไรต่อ แต่เหตุการณ์ดี ๆ ผ่านแล้วผ่านเลย เราน่าจะบันทึกเก็บไว้ก่อนเท่าที่ทำได้ ก็ดูเป็นปกติดี แต่พอเก็บภาพไปเรื่อย ๆ ก็เดินไปเดินมา พลันได้ยินเสียงคุณครูท่านนึงที่คุมแถว โซนที่เราเดินผ่าน ส่งเสียงตวาดเด็กนักเรียนอาสาที่กำลังนำ แถวผู้มาสอบไปผิดทาง

    ทุกข์ : รู้สึกชังที่คุณครูท่านนี้ส่งเสียงดังตวาดเด็กนักเรียนอาสาที่พาแถวผู้มาสอบไปผิดทาง ชอบที่จะให้ท่านพูดจาดี ๆ กับคนอื่น และเมื่อหันไปเห็นหน้าท่าน กิเลสก็บอกว่าครูคนนี้อีกแล้วจำได้ไหม..

    สมุทัย:ล้างกิเลสตัวไม่ชอบใจท่านยังไม่หมด ที่ครั้งหนึ่งเราเคยมีกับคุณครูท่านนี้ในเหตุการณ์ก่อนที่เพื่อนและเราเคยไปขอพื้นที่เล็ก ๆ จัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศลในโรงเรียนหลังเลิกเรียนให้กับนักเรียนพับกระทงกระดาษไปใช้ใส่อาหารที่สนามหลวง แต่ท่านไม่อยากให้และพูดจาทำให้เรารู้สึกไม่ชอบใจ แล้วไม่อธิศีล เมื่อตัวชังยังมีเชื้ออยู่ ก็เหนี่ยวนำให้เรามาได้ยินคุณครูท่านนี้เข้าอีก

    นิโรธ:คุณครูท่านนี้จะพูดดี หรือไม่ดี กับเรา หรือ ใคร ๆ เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค:ท่านเป็นผู้ทำก็เป็นกรรมใหม่ของท่าน ส่วนเราได้รับก็เพราะเราทำมา เราต้องเคยตวาดใครมาบ้างเป็นแน่ เรามีหน้าที่ล้างกิเลส เท่านั้น กิจอื่นไม่มี ล้างใจไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสิ้นเกลี้ยง ขอบคุณที่พบท่าน ท่านมาให้เราได้ัรับได้ใช้วิบาก และทำให้เราได้เห็นกิเลสที่เหลือความไม่ชอบในใจเรา ได้ฝึกฝนล้างใจเรา เมื่อพิจาณาแบบนี้ใจก็เบาสบาย หายชังท่านทันที และเกิดความรู้สึกเมตตาขอให้ท่านคิดได้ ทำได้ในสักวันนึง ท่านก็จะเลิกพฤติกรรมนี้ได้เองหากวันใดท่านได้เจอสัตตบุรุษของท่าน

  23. ชัยวิทย์ เลิศทรัพย์สุรีย์

    เรื่อง เปลี่ยนเวลาทำไฟฟ้าเป็นซ่อมปั้มน้ำ

    ทุกข์ ที่ต้องมาทบทวนเรื่องซ่อมปั้มน้ำไหม สุดท้าย เช็ค ซ่อมหาท่อ สำเร็จ60% (คาดว่าเสร็จ)

    สมุทัย หมู่มิตรวางใจให้ ทำเต็มใจทำ พร้อมผู้ช่วยทำ ช่วงเช้า ต่อ ช่วงบ่าย ปรึกษาผู้ชำนาญ ช่วยตรวจดู สุดท้ายต้องเพิ่มปั้มใหม่ แบ่งเป็น 2 ชุดจัดทำระบบท่อใหม่ให้ลดแรงส่ง

    นิโรธ จะเสร็จก็ได้จะไม่เสร็จก็ได้ จะได้เข้าใจงานและผู้ร่วมงาน เมื่อมีปัญหา จะรู้ใจ หมู่มิตรดี ร่วมด้วยช่วยกัน

    มรรค เชื่อในกรรมดี ที่เราทำมา ตอนฝึกงานใหม่ๆ ตอนเป็นช่างและสุดท้ายเป็นผู้รับเหมา เจ้าของร้านอุปกรณ์ ไฟฟ้า-ประปา ได้เข้าใจผู้ร่วมงาน และได้เห็นตัวตนของเราผ่านผู้ร่วมงาน โชคดีอีกแล้ว ได้รับวิบาก แลได้ทำอกุศล กับ หมู่มิตรดี มีศีล

  24. ชัยวิทย์ เลิศทรัพย์สุรีย์

    เรื่อง ทำไฟฟ้าห้องสื่อ ทำไฟฌานที่ใจ (มีสติอ่านกิเลส)

    ทุกข์ ที่ต้องทำไฟคนเดียว

    สมุทัย อดีต เคยฝึกช่างมา เป็นช่างไฟมีเพื่อนร่วมงาน มีลูกน้องช่วยงาน
    ชอบ ที่ทำหลายคน ปรึกษากัน ช่วยเหลือกัน สนุกดี
    ชัง ที่ต้องมาทำคนเดียวใช้พลังงานมาก

    นิโรธ ถึงจะทำคนเดียวก็ยินดี พอใจ เข้าใจ ถึงจะมีคนมาช่วยก็ยินดี แบ่งเบางาน ช่วยกันทำ ช่วยกันคิด สรุปงานทั้งงานในงานนอก

    มรรค เชื่อในกรรมที่เราทำมา ทั้งดีและชั่ว โชคดีอีกแล้ว ที่ได้ผัสสะ ได้ล้าง ได้ใช้ ในสิ่งที่ไม่ดีและได้รับสิ่งที่ดี

  25. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

    อยากจะจัดการให้ลงตัว

    เพิ่งสร้างห้องเก็บของเสร็จ แต่ก็ยังเอาของเข้าไม่ได้ เพราะต้องทาเคลือบผนังก่อน แถมจุดที่ต้องทาเคลือบจะมี 3 ห้อง ต้องทาพร้อมกันทีเดียวเพราะทาแล้วแปรงจะเสียสภาพจากน้ำยาเคลือบ วันอาทิตย์นี้ก็ต้องออกไปเลือกตั้ง แต่ ณ วันเสาร์ก็ยังทาไม่ได้เพราะมีน้ามาช่วยตัดหญ้าและยังต้องใช้ห้องที่จะทาอีกในวันเสาร์นี้เป็นวันสุดท้าย ทำให้รู้สึกกังวลกับของที่วางไว้นอกห้องมากมาย ไม่มีที่เก็บ (บ้านไม่มีรั้ว)

    ทุกข์ : ความกังวลใจ
    สมุทัย : อยากจัดการให้ทุกอย่างลงตัว เรียบร้อยในเวลาที่กำหนดจะได้ไม่ต้องเสียเวลาขนเข้าขนออกหลายรอบ
    นิโรธ : จัดการลงตัวก็ได้ ไม่ลงตัวก็ได้ ปรับไปแก้ไปตามเรื่องตามราว แรงงานเราฟรี แค่เสียจากความไม่ลงตัวนิดหน่อยก็เรื่องเล็ก

    มรรค : เลิกตั้งเป้าหมายกดดันตัวเองว่าต้องให้ทุกอย่างลงตัวแบบ just in time แม้ว่าส่วนหนึ่งในชีวิตจะกำหนดได้ แต่หลายเรื่องก็กำหนดไม่ได้เช่นกัน มันเกินความสามารถของเราไป ดีที่สุดคือวางใจ แล้วขยันขนของเข้าออกเอา ก็มาดูเวลาว่าเขาให้เลือกตั้งได้ถึงเย็น ก็เห็นว่ายังมีเวลาจัดการให้เสร็จแบบม้วนเดียวจบได้อยู่ จึงพิจารณาว่าทำวันนี้ไม่ทัน ก็ทำพรุ่งนี้เช้าก็ได้ เย็นค่อยไปเลือกตั้งก็ยังทันการ หรือจะเก็บของเข้าบ้านไปสักรอบแล้วค่อยกลับมาจัดการ ยกย้ายของอีกรอบก็ยังได้ พอมีหลายทางเลือก ซ้ายก็ได้ ขวาก็ได้ หน้าก็ได้ หลังก็ได้ ใจก็เบาลง เพราะทุกทางมันก็ดีหมด ทางที่ไม่กังวล ไม่ทุกข์ ไม่ลำบากใจดีหมด ค่อย ๆ ทำไปตามเหตุปัจจัย ถ้าทำตามใจก็จะวนกลับไปทุกข์เหมือนเดิม เพราะวิบากกรรมจะไม่ตามใจเราแน่นอน

  26. ประคอง เก็บนาค

    เรื่อง : ใจร้อนอีกแล้วเรา

    เนื้อเรื่อง : ในไลน์กลุ่มแพทย์วิถีธรรมของจังหวัดที่เราสังกัดอยู่ จะมีจิตอาสาที่ปวารราเป็นผู้บำเพ็ญคบคุ้นอยู่ท่านหนึ่งที่มักจะโพสเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับแพทยวิถีธรรม การรักษาสุขภาพ หรือเรื่องราวอื่นใดมากมาย ส่วนตัวก็เห็นว่าดีนะทำให้กลุ่มไลน์นี้ไม่เหงา พอมีเรื่องราวต่าง ๆ มาให้พี่น้องในกลุ่มได้อ่านกัน ..ช่วงนี้เป็นช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด ซึ่งท่านนี้ก็โพสอะไร ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งอีกเช่นเคย และได้โพสเชียร์ผู้สมัครท่านหนึ่ง (เหมือนช่วยหาเสียงให้) เท่าที่สังเกตท่านจะโพสเชียร์ไปยังหลาย ๆ กลุ่ม และกลุ่มละหลาย ๆ ครั้ง …เมื่อพิจารณาแล้วว่ากลุ่มไลน์แพทย์วิถีธรรมเราเป็นกลุ่มที่มีไว้คุยกัน ปรึกษา ช่วยเหลือ ให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ ไม่ควรนำเรื่องการเมืองหรือเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุย อีกทั้งควรวางตัวเป็นกลางทางการเมืองนะ ไม่ควรเชียร์ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดคนนึง ซึ่งอาจจะมีคนเข้าใจผิดคิดว่าจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมฝักใฝ่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง เราจึงโพสไปในไลน์กลุ่มนี้ว่า ..ขอกราบเจริญอภัยนะคะ จะเหมาะไหมคะถ้าจะไม่โพสเรื่องผู้สมัครรับเลือกตั้งน่ะค่ะ ไลน์กลุ่มนี้ขอให้โพสเฉพาะเรื่องสุขภาพหรือเรื่องน่ารู้อื่น ๆ จะดีไหมคะ เพื่อการวางตัวเป็นกลางทางการเมืองด้วยน่ะค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ..จากนั้นในช่วงค่ำวันเดียวกัน ท่านนี้ได้โพสเข้ามาที่ไลน์ส่วนตัวและต่อว่าเราทำไมไม่ไลน์ส่วนตัว ชอบหักหน้ากลางกลุ่มไลน์ น่าเบื่อ ควรรู้จักมารยาทการตำหนิติเตียนผู้อื่น..โอยยตายละหว่าเรา ด้วยความใจร้อนของเรา ทำให้ไปโพสบอกท่านกลางกลุ่มแบบนั้น ไม่ได้คิดพิจารณาให้รอบคอบก่อน และนึกขึ้นได้ว่าท่านนี้ท่านยังมีอัตตาตัวตนเรื่องหน้าตา ชื่อเสียง ไม่ค่อยยอมรับฟังการตำหนิติเตียนจากหมู่กลุ่มเท่าใดนัก จึงรีบกราบขออภัยท่านและบอกต่อไปจะระวังให้มากขึ้น ทั้งวันต่อมาก็ยังไลน์มาบอกให้ไปยกเลิกข้อความที่เราโพสนั้นด้วย ซึ่งเราก็ไปยกเลิกตามความต้องการของท่าน รู้สึกซาบซึ้งมากกับกิเลสตัวนี้ของเรา แสดงให้เห็นเลยว่าถ้าเรายังมีและยังไม่ผ่านกิเลสตัวนี้ เขาก็จะมีมาทดสอบเราอยู๋เรื่อย ๆ ต่อไป…

    ทุกข์ : รู้สึกไม่ชอบใจที่เห็นคนโพสเชียร์ผู้สมัครรับเลือกตั้งในกลุ่มไลน์แพทย์วิถีธรรม

    สมุทัย : ยึดว่าต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ควรเชียร์ผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง

    นิโรธ : จะมีคนโพสเชียร์หาเสียงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในกลุ่มำลน์แพทย์วิถีธรรมหรือไม่ เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาถึงความใจร้อน ไม่ระวังคิดให้ถี่ถ้วน ในการโพสข้อความของเราในไลน์กลุ่ม เมื่อถูกต่อว่ากลับมาจึงเห็นกิเลสอัตตาตัวตนที่ไม่ใช่ของท่าน แต่นั่นคือของเราเองนะ เราก็เคยทำแบบนั้น เคยโพส เคยแชร์เรื่องที่ไม่เข้าท่าบ้าง เรื่องที่ไม่จริงบ้าง(เพราะไม่เคยรีเช็คกับไปยังต้นทางที่แชร์มา) คิดเพียงว่าคงจะมีประโยชน์กับคนอื่น ๆ เช่นกัน ..พิจารณาถึงฐานจิตของคนเรามีหลายฐาน เราจะให้คนอื่น ๆ คิดและเข้าใจเหมือนเราหมดได้อย่างไร กว่าเราจะเพียรฝึกฝนการวางอัตตา ยอมถูกขัดเกลาจากพี่น้องหมู่มิตรดีเสียทั้งใจ เสียทั้งน้ำตา มาแล้วเท่าไหร่ (ปฏิบัติธรรมแบบน้ำตานองหน้า) เฮ้ย นี่เราจะใจร้อนไปไหม จะให้ใคร ๆ มาลดอัตตา มายอมถูกตำหนิ ถูกติเตียนได้แบบที่เรากำลังฝึกฝนนี่เหรอ ..มันไม่ง่ายและไม่ไวขนาดนั้นหรอก อีกอย่างที่เห็นถึงความใจร้อนของตัวเองก็คือ อยากผ่านเรื่องกิเลสตัวยึดดีในการที่เห็นคนอื่นโพสเรื่องราวไม่เข้าท่าให้ได้ไว ๆ ไม่อยากลงทะเบียนเรียนกิเลสตัวนี้อีกซ้ำ ๆ …และก็มีพี่น้องหมู่มิตรดีมาเตือนสติว่า จะผ่านกิเลสตัวนี้ไปไว ๆ ได้อย่างไร เราทำมาเองตั้งไม่รู้กี่ร้อย ๆ ครั้ง ทำมาแต่ชาติภพไหน สั่งสมมาตั้งไม่รู้เท่าไหร่ จะมาคิดผ่านไปได้ง่าย ๆ ไว ๆ มันจะใจร้อนมากเกินไปแล้ว…โพล๊ะ สว่างวาบเลย เออใช่ ..วางใจได้ ต่อไปให้ระลึกรู้อยู่เสมอเลยนะ ท่านทำก็เป็นกรรมของท่าน ที่เราเจอคือวิบากของเรา วางไม่ได้ ก็ต้องลงทะเบียนเรียนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ล่ะนะ…รู้แล้วใช่ไหม คิด ทำอย่างไรจะสอบผ่านกิเลสตัวนี้…เบิกบานได้ซะทีนะเรา

  27. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์

    อยากฟังสอบอริยสัจ 4

    ช่วงค่ายพระไตรปิฎกมีการสอบสภาวธรรม โดยอธิบายเป็นอริยสัจ 4 และมีการวิพากษ์ได้ด้วย ก็จะติดตามฟังพี่น้องสอบมาโดยตลอด แต่ติดตามมาส่วนใหญ่ก็จะเป็นพี่น้องหน้าใหม่ ๆ ขึ้นสอบซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ได้ประโยชน์ดีได้เรียนรู้ ได้รู้จักกันมากขึ้น แต่ในใจก็มีตัณหาอยากฟังพี่ ๆ จิตอาสาที่บำเพ็ญมานาน เป็นจิตอาสาหลักขึ้นมาเล่าสภาวธรรมบ้าง ซึ่งขึ้นสอบน้อยท่าน

    ทุกข์ : อยากฟังพี่ ๆ สอบสภาวธรรม

    สมุทัย : อยากเรียนรู้ว่าพี่ ๆ ที่บำเพ็ญมานาน อยู่กับ อ.หมอเขียวมานาน แก้ปัญหาทุกข์ในชีวิตอย่างไร รวมถึงเมื่อโดนซักถามจะตอบอย่างไร เพราะน่าจะมีประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมมาก จะได้รู้จักท่านมาขึ้น จะได้ประมาณการกระทำต่อท่านตามฐานได้ดีขึ้น ได้เรียนรู้เพื่อการพัฒนาปรับปรุงตนเอง

    นิโรธ : จะได้ฟังก็ได้ ไม่ได้ฟังก็ได้ ได้ฟังวันนี้หรือวันไหนก็ได้ เรียนรู้เท่าที่ได้ข้อมูลคือที่ดีสุดเท่าที่เป็นไปได้แล้ว

    มรรค : พิจารณาความจริงตามความเป็นจริง ณ ปัจจุบัน เราจะไปเอาดีกว่าที่เกิดขึ้นไม่ได้ ใครจะสอบไม่สอบไม่สำคัญ ก็เรียนรู้เท่าที่ฟ้าเรียนรู้ พี่น้องสอบตั้งหลายท่านก็ศึกษาตามไป ส่วนท่านที่ไม่ได้ขึ้นสอบอาจจะมีเหตุปัจจัยติดขัดอะไรสักอย่าง ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยฟ้าให้เรียนรู้เท่านี้ก็ไม่ต้องโลภไปเอามาก ๆ ถึงเวลาวิบากดีสังเคราะห์ก็จะได้เรียนรู้กันเอง ได้เชื่อมกันเอง เราล้วนมีกรรมเป็นของเรา ที่จะได้ข้อมูลอะไร หรือรู้จักใคร ไม่เอามากกว่านั้นไม่ได้

    สรุป ก็วางใจได้ สบายใจไม่ได้อยากฟังท่านใดเป็นพิเศษ ได้ฟังท่านใดก็ดีทั้งนั้นเพราะพี่น้องทุกท่านที่ขึ้นสอบก็มีแง่มุมดี ๆ มีความตั้งใจในการล้างกิเลส

  28. นปภา รัตนวงศา

    บาปมากเลยนะ
    เดือนนี้ครบรอบวันเสียชีวิตของแม่ครบ 2 ปี ประเพณีทางใต้ก็จะต้องมีการทำบุญครบรอบเพื่อจะ ระลึกถึงและส่งบุญกุศลให้คนที่เสียชีวิต
    ที่บ้านก็เช่นกัน พ่อและน้องก็นัดวันที่จะทำบุญและหนีไม่พ้นที่จะต้องทำอาหารไปถวายพระซึ่งเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ และต้องเชิญญาติพี่น้องมาร่วมด้วย ซึ่งเราเป็นลูกคนโตที่จะต้องพูดคุยจึงรู้สึกไม่สบายใจ หดหู่ ห่อเหี่ยว
    ทุกข์ ไม่สบายใจที่ต้องนำอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายพระ
    สมุทัย ถ้าได้ถวายอาหารไม่มีเนื้อสัตว์จะสุขใจ แต่ถ้าถวายอาหารมีเนื้อสัตว์จะทุกข์ใจ
    นิโรธ จะถวายอาหารมีเนื้อสัตว์หรือไม่มีเนื้อสัตว์ก็สุขใจ
    มรรค มาวิปัสสนาก็พบว่าพ่อและน้องท่านไม่เคยเข้าค่าย ไม่ได้ศึกษาการแพทย์วิธีธรรม ไม่รู้จักธรรมะที่แท้จริง เขายังรู้และปฏิบัติตามที่บรรพบุรุษทำมา และเข้าใจว่าเป็นความถูกต้องดีที่สุดแล้ว ที่แม่จะได้รับกุศลที่ทำไปให้ เขาต้องมีฐานนี้เป็นที่พึ่งให้ได้อาศัย พระสงฆ์ก็ยังรับประทานเนื้อสัตว์อยู่ ทั้งที่แท้จริงนักบวชหรือนักปฎิบัติธรรมของพุทธนั้น ต้องยึดปฎิบัติธรรมที่ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีบาป ไม่มีพิษ ไม่เบียดเบียน ไม่มีโทษต่อตนเองและผู้อื่น พูดคุยบอกไปการทำเนื้อสัตว์ไปถวายพระจะบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก แต่ถ้ายังจะทำไปถวายพระก็ไม่เป็นไร อย่าวิวาทะ เรามีหน้าที่ทำให้น้องดู จะเอาหรือไม่เอาก็แล้วแต่เขา เมตตาอุเบกขาในส่วนด้อยของเขา เราก็กว่าจะมาเจอธรรมะที่ถูกตรงก็ 50ปี น้องไปเขายังไม่ถึงเวลา อย่าไปอยากได้เกินที่เขาทำได้ ก็ไม่ขอมีส่วนร่วม จะนำข้าว ผัก ผลไม้ร่วมถวายพระด้วยใจที่เป็นสุขก็เพียงพอแล้ว

  29. ปิ่น คำเพียงเพชร

    งานเข้า

    เมื่อ ช่วงค่ายพระไตรปิฎกที่ผ่านมา ได้ร่วมวิพากษ์ นักศึกษาวิชารามที่ขึ้นไปสอบที่ภูผาฟ้าน้ำท่านหนึ่ง ผ่านระบบ Zoom Meeting เนื่องจากเราคิดว่าได้คบคุ้นกับท่านประมาณหนึ่ง จากการได้ร่วมกิจกรรมการทำการบ้านวิชชารามด้วยกัน แต่เกิดสิ่งที่ไม่คาดหมายขึ้น คือด้วยอัธยาศัยที่น่ารักและความอ่อนน้อมของท่าน ท่านก็มาเรียกเราว่าคุรุ ซึ่งทำให้เราไปไม่เป็นเลยทีเดียว คือถ้ารู้ว่าท่านจะเรียกเราแบบนี้ เราจะไม่ร่วมวิพากษ์ท่านแน่นอน

    ทุกข์ : อึดอัดใจ ไม่อยากให้ท่านเรียกเราว่าคุรุ

    สมุทัย : กลัวงานเข้า ไม่อยากให้คนเข้าใจเราผิด คิดว่าเราอยากเป็นคุรุ ไม่อยากให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเราอยากได้โลกธรรม

    นิโรธ : งานจะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ คนจะเข้าใจผิดหรือเข้าใจถูกก็ได้ คนจะมองว่าเราอยากได้โลกธรรมหรือไม่ก็ได้ เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : ที่เรารู้สึกอัดอัด กลัวงานเข้า กลัวคนจะเข้าใจผิด คิดว่าเราอยากจะเป็นคุรุ หรือคิดว่าเราอยากได้โลกธรรม นี่เรากำลังคิดไปเองล่วงหน้า ทั้งๆที่มันเรื่องยังไม่เกิดขึ้นเลย มันอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ในเมื่อเราชัดเจนในเจตนาเรา เราบริสุทธิ์ก็ดีแล้ว เราก็ไม่ควรหวั่นไหวไม่ควรทุกข์ใจ ไม่ว่าคนจะเข้าใจผิดหรือเข้าใจถูก จริงๆแล้วถ้าคนจะเข้าใจเราผิดว่าเราอยากเป็นคุรุหรือมองว่าเราอยากได้โลกธรรม มันก็เป็นเพราะวิบากกรรมของเราที่เราเคยพลาดทำกรรมอันนี้มา ไปโดนใจให้ท่านนั้นท่านนี้เข้าใจเราผิดเท่านั้นเอง ถึงรอบวิบากเข้าก็รับไป ยินดีรับเต็มใจรับ รับแล้วก็หมดไป รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น

    สรุป : เมื่อพิจารณาดังนี้ ความอึดอัดใจทุกข์ใจในเรื่องนี้ก็คลายลงได้ 100 %

  30. สมเพียร ลิ่มตระกูล

    เรื่อง “กระเป๋าหาย”

    เรื่องย่อ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2563 กลับจากค่ายพตฏ.ครั้งที่31 จากภูผาฟ้าน้ำ แม่แตง เชียงใหม่ โดยรถตู้ ถึงสวนป่านาบุญ 2 ชะอวด นครศรีธรรมราช วันที่ 14 ธันวาคม นอนพักค้าง 1 คืน เช้าวันที่15 ไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟชะอวดไปลงที่สถานีควนเนียง แต่ตอนลงรถไฟ ลืมหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าลงไป “กระเป๋าหาย” โทรศัพท์ไปหาเจ้าหน้าที่ ที่สถานีรถไฟช่วยหาให้ เปิดหาดูจากวงจรปืด ก็หาไม่เจอ

    ทุกข์ : หากระเป๋าไม่เจอ กระเป๋าหาย

    สมุทัย : ถ้าเจอกระเป๋าจะดีใจ ถ้าไม่เจอกระเป๋า จะทุกข์ใจ

    นิโรธ : เจอกระเป๋าก็สุขใจ ไม่เจอกระเป๋าก็สุขใจ เบิกบาน แจ่มใส ไร้ก้งวล

    มรรค : วางสิ่งที่ยึดว่าเป็นกระเป๋าของเรา วางใจได้ว่า สิ่งนอกกายหาใหม่ได้ เสื้อผ้าเราก็มีหลายตัว ผ้าถุงก็หลายผืน คนที่หยิบไปเขาจะได้ใช้สะดวก ดีแล้ว ดีมากๆ ด้วย เขาจะได้ใช้ ใส่เสื้อที่มีตราสัญลักษณ์ของหมอเขียว แพทย์วิถีธรรม
    สิ่งที่เราได้รับ คือ สิ่งที่เราเคยทำมา ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรรมเสมอ รับแล้วจะได้หมดไป เราจะโชคดีขึ้น ไม่ทุกข์แล้ว

  31. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน ทุกข์อริยสัจ
    เรื่อง.ผลจากการที่เราวางใจได้
    หลังจากกลับจากค่ายพระไตรปิฎกที่ภูผาฟ้าน้ำเมื่อวันที15และโชคดีกลับมาถึงชะอวดได้มีโอกาสเดินทางต่อไปช่วยร่วมรวมพลังกับกองทัพธรรม(กองทัพธรรมซับขวัญชาวใต้)แจกของผู้ประสพภัยน้ำท่วมต่อตามอำเภอต่าง และบ่ายของวันที่สองของการแจกของวันนั้นได้แจกเสร็จเร็จหมู่กลุ่มเลยสังเคราะห์กันยังพอมีเวลาจะพาเด็กนักเรียนที่มาจากศรีษะอโศกไปเที่ยวชมบรรยากาศที่คีรีวงค์ ที่ที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทย
    ทุกข์.รู้สึกไม่ได้ดั่งใจหดหู่ใจเล็กน้อยเมื่อรถคันที่ตัวเองนั่งร่วมไปด้วยตกลงว่าจะไปเที่ยวด้วย

    สมุทัย.ไม่อยากไปเที่ยวเพราะอาจารย์เคยบอกว่า “ท่องเที่ยวท่องทุกข์ “ส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบเที่ยวอยู่แล้ว ชอบถ้าเค้าไม่ไปเที่ยวและจะได้พักไม่ชอบถ้าเค้าจะไปเที่ยวต่อ

    นิโรธ. วางใจว่าเค้าจะไปหรือไม่ไปเราก็สุจใจ

    มรรค.เราวางความยึดมั่นว่าจะไปก็ได้ มีอยู่ว่าในรถตู้มีคนขับรถท่านถามว่าจะมีใครไปเที่ยวคีรีวงศ์ใหม ใครไม่ไปให้ยกมือ(มี4คนรวมทั้งเราด้วย)ส่วนใครจะไปบ้าง(ไม่มีใครยกมือ)มติคือ4คนชนะ แต่มีท่านสมณะท่านบอกว่าท่านไม่เคยไปมติเลยบอกว่าไปเที่ยวต่อ คำแรกที่4คนพูดพร้อมกันคือ ดีใจจังไม่ได้ดั่งใจ แต่สำหรับตัวเองวางใจทำใจในใจว่า ณ.ตอนนั้นจะไปหรือไม่ไปก็ได้ ณ.กาละนั้นเราต้องทำอะไรก็ทำไปตามเหตุตามปัจจัยณ.กาละนั้นๆต่อให้โหวตแล้วมติส่วนใหญ่ว่าไม่ไปแต่มติหมู่กลุ่มว่าไปเราก็ต้องฟังมติหมู่กลุ่ม
    และแล้วผลจากการที่เราวางใจได้เมื่อรถไปจอดที่ปั๊มพร้อมกัน เด็กๆศีรษะอโศกบอกว่าเค้าไม่ไปแล้วเพราะเด็กๆเหนื่อยหิวกันอยากกลับไปพักผ่อนกัน อนิสงค์เราก็ได้กลับไปพักผ่อนด้วยใจผาสุกเบิกบานแจ่มใสค่ะ

  32. คำเพียงเพชร ปิ่น - Nang Khan Noon

    งานเข้า (ขออนุญาตแก้ไขค่ะ)

    เมื่อ ช่วงค่ายพระไตรปิฎกที่ผ่านมา ได้ร่วมวิพากษ์ นักศึกษาวิชารามที่ขึ้นไปสอบที่ภูผาฟ้าน้ำท่านหนึ่ง ผ่านระบบ Zoom Meeting เนื่องจากเราคิดว่าได้คบคุ้นกับท่านประมาณหนึ่ง จากการที่ได้ร่วมกิจกรรมการทำการบ้านวิชชารามด้วยกัน แต่เกิดสิ่งที่ไม่คาดหมายขึ้น คือด้วยอัธยาศัยที่น่ารักและความอ่อนน้อมของท่าน ท่านก็มาเรียกเราว่าคุรุ ซึ่งทำให้เราไปไม่เป็นเลยทีเดียว คือถ้ารู้ว่าท่านจะเรียกเราแบบนี้ เราจะไม่ร่วมวิพากษ์ท่านแน่นอน

    ทุกข์ : อึดอัดใจ ไม่อยากให้ท่านเรียกเราว่าคุรุ

    สมุทัย : กลัวงานเข้า ไม่อยากให้คนเข้าใจเราผิด คิดว่าเราอยากเป็นคุรุ ไม่อยากให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเราอยากได้โลกธรรม

    นิโรธ : งานจะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ คนจะเข้าใจผิดหรือเข้าใจถูกก็ได้ คนจะมองว่าเราอยากได้โลกธรรมหรือไม่ก็ได้ เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : ที่เรารู้สึกอัดอัด กลัวงานเข้า กลัวคนจะเข้าใจผิด คิดว่าเราอยากจะเป็นคุรุ หรือคิดว่าเราอยากได้โลกธรรม นี่เรากำลังคิดไปเองล่วงหน้า ทั้งๆที่มันยังไม่เกิดขึ้นเลย มันอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ในเมื่อเราชัดเจนในเจตนาเราอยู่ว่าเราเจตนาดี ว่าเราบริสุทธิ์ใจก็ดีแล้ว เราก็ไม่ควรหวั่นไหวไม่ควรทุกข์ใจ ไม่ว่าคนจะเข้าใจเราผิดหรือเข้าใจเราถูก และจริงๆแล้วถ้าคนจะเข้าใจเราผิดว่าเราอยากเป็นคุรุหรือจะมองว่าเราอยากได้โลกธรรม มันก็เป็นเพราะวิบากกรรมของเราที่เราเคยพลาดทำกรรมอันนี้มา ไปโดนใจให้ท่านนั้นท่านนี้เข้าใจเราผิดเท่านั้นเอง ถึงรอบวิบากเข้าก็รับไป ยินดีรับเต็มใจรับ รับแล้วก็หมดไป รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น

    สรุป : เมื่อพิจารณาดังนี้ ความอึดอัดใจทุกข์ใจในเรื่องนี้ก็คลายลงได้ 100 %

  33. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    ชื่อเรื่อง ผิดศีลก็ต้องทุกข์ รักษาศีลไว้ได้ก็ไม่ต้องทุกข์

    เนื้อเรื่อง — ช่วงระหว่างเดินทางกลับจากภูผาฟ้าน้ำวันที่ 9-11 ธันวาคม 2563 ผมต้องอดทนกับความเจ็บปวดจากแผลในปากมาก สาเหตุของการเป็นแผลในปากเกิดจากการกัดถูกผนังในกระพุ้งแก้มตอนเคี้ยวอาหารและการกินอาหารและขนมมากเกินไประหว่างการเดินทาง ทำให้แผลนั้นหายช้า และยังเกิดแผลใหม่ประทุเพิ่มขึ้นที่ริมฝีปากด้วย กลายเป็นว่ามีแผลในปากหลายจุด รู้สึกเจ็บปวดมากพอสมควร โดยเฉพาะเวลาแปรงฟันจะลำบากมาก

    ทุกข์ — ความทุกข์ทางร่างกายคืออาการเจ็บแผลในปาก เป็นทุกข์ที่ไม่หนักมาก เราพออดทนได้ ก่อนที่จะมาพบแพทย์วิถีธรรมเราก็เป็นแผลร้อนในในช่องปากอยู่บ่อย ๆ จนเมื่อมารู้วิธีปรับสมดุลร้อนเย็นแล้ว การเป็นแผลในช่องปากก็ลดลงไปมาก แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจและทำให้เป็นทุกข์มากกว่า คือความคิดที่ว่า ทำไมครั้งนี้เป็นเยอะ เป็นหลายจุด และอาการเจ็บปวดทุเลาลงได้ช้ากว่าที่ผ่านมา สรุปว่าทุกข์อริยสัจคือ ไม่พอใจที่แผลหายช้า

    สมุทัย — เหตุแห่งทุกข์ก็คือ มีความอยากให้แผลหายเร็วเหมือนที่ผ่านมาในครั้งก่อน ๆ มีความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าแผลในปากหายเร็วจะสุขใจ ถ้าหายช้าจะทุกข์ใจ

    นิโรธ — แผลในปากจะหายเร็วก็ได้ หายช้าก็ได้ เราจะไม่ทุกข์ใจ

    มรรค — พิจารณาเรื่องกรรมให้แจ่มแจ้งว่า การเป็นแผลในปากเกิดจากสิ่งที่เราทำมา ทั้งในด้านวัตถุคือ กินอาหารที่ไม่สมดุล กินขนมมากไป และด้านวิบากกรรมที่ผิดศีลกินขนมในวันพฤหัสฯ ที่เราตั้งศีลไว้ว่าจะไม่กิน รวมทั้งกินอาหารนอกมื้อระหว่างการเดินทางด้วย สาเหตุทั้งสองด้านรวมกันทำให้อาการแผลในปากครั้งนี้รุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะเรื่องการผิดศีลที่ได้ตั้งไว้ ทำให้เรารู้สึกทุกข์ใจมากเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเราลืม เราขาดการสังวรในศีลที่เราตั้ง จึงต้องรีบสำนึกผิด ตั้งจิตยอมรับผิด ยอมรับสภาพความเจ็บปวดที่มันเกิดขึ้นด้วยความยินดี และพยายามรักษาศีลต่อไปให้มั่นคง

    เมื่อได้สำนึกผิดและตั้งใจจะรักษาศีลต่อไปแล้ว ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก แม้จะยังคงเจ็บแผลในปากอยู่ แต่ใจเราก็ยินดียอมรับความเจ็บปวดนั้นได้ หลังจากนั้น แผลในปากก็ค่อย ๆ ทุเลาลง อาการดีขึ้นตามลำดับ บวกกับการระมัดระวังในการกินอาหารด้วย เราได้ใช้เวลาในการดูแลรักษาประมาณหนึ่งสัปดาห์ อาการแผลในปากทั้งหมดก็หายเป็นปกติดี รู้สึกดีใจที่ได้กลับมารักษาศีลที่ตั้งไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง

  34. ชุติวรรณ แสงสำลี

    เรื่อง มาจับกิเลสตัวละโมบเพ่งเล็งอยากได้ๆกันเถอะ มันแอบซ่อนอยู่นะ

    เนื้อเรื่อง
    เมื่อได้มาเข้าค่ายกสิกรรมไร้สารพิษชีวิตผาสุก ครั้งที่ 2 ที่ภูผาฟ้าน้ำ ในวันแรก อ.หมอเขียวพาทำตีแปลงดินที่แปลงสันโดษ พร้อมชาวค่ายและพี่น้องจิตอาสาพวธ.รู้สึกว่าดินดี ไม่แข็ง ถึงแม้จะเหนื่อยและเหงื่อออกมาก แต่กลับรู้สึกมีความสุขใจ เบิกบาน สดชื่น เวลาเหงื่อไหลติ๊งๆๆ และได้รับพลังจากหมู่กลุ่ม ทำให้ยิ่งขุด ยิ่งสนุก และไม่เหนื่อยเลย แต่ก็ยังมีกิเลสต้องการเก็บจอบขุดดินได้ดีที่เราได้ใช้ ไว้อยู่กับเราต่อไป ไม่อยากไปใช้จอบอันอื่น

    ทุกข์ กลัวว่าจะได้ใช้จอบขุดดินที่ไม่ดี

    สมุทัย ชอบใจเป็นสุขใจถ้าได้ใช้จอบขุดดินที่ดีที่เราได้ใช้ ไม่ชอบใจทุกข์ใจถ้าไม่ได้ใช้จอบขุดดินที่ดีที่เราได้ใช้

    นิโรธ เราจะได้ใช้จอบขุดดินที่ดีที่เราได้ใช้ หรือเราจะไม่ได้ใช้จอบขุดดินที่ดีที่เราได้ใช้เราก็ไม่ทุกข์ใจ เราก็เป็นสุขใจได้ เพราะเรามาทำความดี รวมพลังกับพี่น้อง ย่อมมีกำลังมากกว่าจอบขุดดินที่ดีเราที่ได้ใช้แค่อันเดียว ถ้าเราทำงานคนเดียวคงไม่สำเร็จดั่งใจหมาย แต่นี่คืองานของพลังหมู่ต่างหากงานถึงสำเร็จได้

    มรรค เมื่อเห็นว่ามีอาการกิเลสเกิดขึ้นท่ามกลางหมู่ในขณะที่ขุดดิน กิเลสมันหรอกให้คิดว่าเราน่าจะยึดเก็บจอบนี้ไว้ใกล้ๆตัวอย่าไปวางที่อื่น เราจะได้มีโอกาสได้ใช้จอบขุดดินที่ดีนี่อีก จะทำให้เราขุดดินได้มาก เราก็พิจารณาทันทีว่า “ไอ้กิเลสเราไม่เชื่อเจ้าหรอก เราไม่คิดเลวตามเจ้า เราได้ใช้จอบดีเราก็ได้สุขใจ สบายตัว ใช่มั๊ย เราก็ต้องแบ่งปันจอบดีนี้ให้พี่น้องชาวค่ายได้มีโอกาสใช้จอบที่ดีนี้บ้าง เหมือนโอกาสที่เราได้รับ ชาวค่ายจะรู้สึุกประทับใจเหมือนกับเรานั่นแหละ ชาวค่ายเดินทางมาไกล ท่านควรจะได้รับของใช้ที่ดีบ้างบางท่านก็อาวุโสอายุมาก ก็จะทำให้เรียนรู้การขุดดินทำเป็นได้ และไม่เหนื่อย ท่านยังอยู่กับเราอีกหลายวัน ่ท่านจะได้มีความสุขในการมาเรียนรู้กสิกรรมและนำไปปฏิบัติได้พึ่งตนเองได้ เราเป็นจิตอาสาเราต้องไม่เห็นแก่ความสุขส่วนตัว เราต้องเห็นถูกเป็นชอบแก่ประโยชน์ส่วนรวม ที่ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน เห็นมั๊ยคิดแบบพุทกิเลสก็ขายหน้ารีบสลายไปทันที
    นี่ไงคือการทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่านเป็นสุขใจแบบนี้เอง เมื่อกิเลสสลายหายตัวไป เราก็ระลึกรู้สัญญาเก่าได้ว่าเราเคยทำชั่วมาตั้งมากตั้งมายในชาตินี้ที่ได้มาเป็นจิตอาสายังเผลอใจหลงผิด ชอบยึดไม้แขวนเสื้อและไม้หนีบผ้าไว้ใช้ส่วนตัว เมื่อใช้เสร็จแล้วไม่คืน ไม่แบ่งปันให้ผู้อื่นได้ใช้ต่อ นี่ไงสะสมกิเลสอาสวะไว้นานไม่รูัตัวว่ามีกิเลสแอบซ่อนหมักหมมไว้ในสันดาน จนตัวใหญ่โอฬารลิกะอัตตา ในที่สุดต้องรับวิบากร้ายออกฤทธิ์เรื่องการชอบสะสมของเกินความพอดี ไม่เลือนฐานซะที เราก็พิจารณาต่อในปัจจุบัน เรามาฝึกฝนปฏิบัติธรรมอยู่ในหมู่มิตรดี ใช้สิ่งของสาธารณโภคีร่วมกัน อย่าเห็นแก่ตัว ยึดสิ่งของที่ชอบไว้ กลัวว่าจะขาดแคลน กลัวว่าจะไม่ได้ใช้ นี่ไงความกลัวของกิเลสอีกตัว ที่เราหลงติดดียึดดี ความสมบูรณ์ อยากให้มีสภาพดีๆเกิดขึ้นกับตนเอง จนเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น พอตอนนี้เราล้างกิเลสตัวหมักหมมทำพร่องศีล ละโมบเพ่งเล็งอยากได้ ลงได้ ใจเราก็ผาสุกเบิกบาน เราโชคดีอีกแล้ว ยินดีพอใจที่ได้มาอยู่ในแดนบุญ และได้ร่วมทำกุศลจะทำให้วิบากร้ายเบาบางลงดั่งเช่นที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้เลย และจขอะพากเพียรสังวร ระวัง ในศีลให้มากขึ้นค่ะ

  35. นฤมล ยังแช่ม

    งานยุ่ง

    งานสื่อเป็นงานที่ปุ้ยไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็น่าใจดีคะ การเขียนข่าว การอ่านข่าว ก็พอทำได้ การตัดต่อจากโปรแกรมสำเร็จรูป Reslove ท่านสมณะใต้ดาวสอนให้ ก็พอทำได้คะ วันศุกร์ที่ 18 ธ.ค.เป็นวันสุดท้ายที่จะต้องส่งงานข่าวให้กับส่วนกลาง ได้รับรูปจากอาติ๋ววันพุธกับวันพฤหัส มาบางส่วนแล้ว แต่เสียงที่จะต้องลงวิดีโอยังไม่ได้ ได้วันศุกร์ตอนเช้า แล้วปุ้ยมีประชุมคณะกรรมการเลือกตั้งที่อำเภอตอนเช้า ตอนบ่ายกลับมาสำนักงาน ทำงานให้น้อง สตง.ที่มาตรวจงาน ก็ยังทำงานสื่อไม่ได้ บอกกับกิเลสไปว่าไม่รีบนะ ต้องทำทีละอย่าง และจัดลำดับความสำคัญของงาน ณ ปัจจุบันไม่งั้นก็ทุกข์

    ทุกข์ ทุกข์ใจถ้างานสื่อส่งไม่ได้

    สมุทัย อยากจะส่งงานสื่อให้อาตู่ได้ ถ้าส่งงานสื่อให้อาตู่ได้จะสุขใจ ถ้าส่งงานสื่อให้ไม่ได้จะทุกข์ใจ

    นิโรธ ส่งงานสื่อให้อาตู่ได้หรือไม่ได้ก็สุขใจ แล้วแต่วิบากดีร้ายของเราและคนที่เกี่ยวข้อง

    มรรค เข้าไปเห็นสภาพทุกข์ใจ ณ ขณะนั้น พิจารณาว่ามันเป็นสภาพที่ไม่ได้ไม่น่าเป็นไม่น่ามี นี้มันทุกข์นะ อาจารย์สอนว่า ความสำเร็จของใจ คือความสำเร็จของงาน ถ้าเราทำไม่ได้ก็เอาข่าวเท่าที่มีนั่นแหละ พยามทำเต็มที่แล้วได้แค่นี้ ก็พอใจได้แล้ว สุขใจได้แล้ว อุปสรรคและปัญหาทำให้มีชีวิตชีวา ถ้าไม่มีปัญหาขณะทำงาน ก็ไม่เกิดปัญญาที่จะแก้ปัญหา แล้วก็ไม่ได้เห็นกิเลสด้วย ทำงานไปด้วยดูใจไปด้วย ทำงานตัดต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่รีบ ลองผิดลองถูกอยู่หลายรอบ ในการส่งข้อมูลที่ตัดต่อข่าวเสร็จแล้วให้อาตู่เพื่อรวบรวมข่าวทั้งหมดให้ส่วนกลาง ในที่สุดก็ส่งได้ ประมาณสามทุ่มก็ได้กลับบ้านคะ

  36. นางบัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม

    สติเต็ม

    วันนี้19/12/2563 ช่วงเวลา17-18โดยประมาณ เราได้ดูละครสั้นที่ผ่านเข้าในหน้าเฟสบุ๊คเราโดยไม่ได้ตั้งใจ ชื่อเรื่อง “เปรต” เห็นชื่อละครแล้วน่าสนใจ จึงดูจนจบ และได้คติธรรมตาม หลวงพ่อในละคร คือ การมีสติ และ เมตตาเมื่อพบเจอเหตุการณ์ร้ายต่างๆ จึงน้อมจิตตั้งศีลตามหลวงพ่อในละคร
    (เรื่องการมีสติและเมตตานี้เราก็ได้พากเพียรและฝึกฝนเห็นความเจริญในใจมาเป็นลำดับๆ และตั้งใจทำต่อเนื่องตลอดเวลา ) ช่วงเวลา19:30น.โดยประมาณ เราง่วงนอน จึงนอนบนโซฟาและเหมือนทุกครั้งเวลานอนก็เจริญสติภาวนาในใจจนหลับไป ตื่นมาอีกที21:30น.โดยประมาณ เวลาตื่นนอนทุกครั้งเราก็จะเจริญสติภาวนาต่อเนื่องเลย แต่ครั้งนี้ เราตื่นมา” ลืมเจริญสติภาวนา ” พอลืมตาในความมืด เหลือบมองเพดาน เห็นกลมๆตะคุ่มๆลอยอยู่ติดเพดาน ตกใจวาบเล็กน้อย ใจปรุงแต่งไปถึงเปรตในละครที่ดูเมื่อตอนหัวค่ำ คิดว่านั่นคือหัวของเปรต

    ทุกข์ : ตกใจวาบเล็กน้อยที่เห็นโคมไฟติดเพดานใความมืด

    สมุทัย : จิตปรุงแต่งเห็นโคมไฟกลมๆว่าเป็นหัวของเปรต ทำให้มีความกลัวเกิดขึ้นเแม้เล็กน้อยและไม่นานแต่ก็ยังมีอยู่

    นิโรธ : สติเต็ม สลายจิตปรุงแต่งและขจัดความกลัวออกจากใจได้

    มรรค : สงบใจเจริญสติภาวนา บริกรรม คำว่า” พุทธังสะระณังคัจฉามิ ธัมมังสะระณังคัจฉามิ สังฆังสะระณังคัจฉามิ ” ให้รู้เนื้อรู้ตัวและพยายามให้มีสติเต็มตื่น กระพิบตาถี่ๆและลืมตามองให้ชัดๆด้วยใจที่ตื่นเต็มอีกครั้ง ในขณะเดียวกันสังเกตว่า “อาการตกใจวาบก็ได้หายไปแล้ว” สลายจิตที่ปรุงแต่งและขจัดความกลัวออกจากใจได้สำเร็จภายในสามสิบวินาที และพอมองไปที่เพดานก็เห็นว่า “ที่เรามองเห็นกลมๆตะคุ่มๆนั้นน่ะ คือโคมไฟติดเพดานนั่นเอง”

    สาระธรรมที่ได้ : “พอเราตั้งศีลอะไรก็จะมีบททดสอบ เพื่อให้ได้ฝึกฝนทันที ตามที่ท่านอาจารย์หมอเขียวได้เมตตาสอนไว้” เหมือนกับเราครั้งนี้ที่ตั้งศีลว่าจะเจริญสติให้เต็ม ทั้งก่อนนอนและตื่นนอนทั้งๆที่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่พอตั้งศีล กลับลืมและได้บททดสอบ ก็นับว่าเกินคุ้มแล้ว เพราะได้กระทุ้งกิเเลสออกมา และพากเพียรฝึกฝนให้มีสติตื่อนเต็มยิ่งๆขึ้นไปด้วยใจเบิกบานและผาสุก กราบสาธุธรรมค่ะ

  37. นางก้าน.ไตรยสุทธิ์

    การบ้านวิชาราม
    อาริยสัจสี่
    เรื่องไม่ชอบป้าจิตอาสา
    เนื้อเรื่อง
    ทุกข์.ป้าจิตอาสาตัดกาบกล้วยมากกั่ลวปกติชังป้ามากๆ

    สมุทัย.เหตุแห่งทุกข์.มาตาลีส่งโจทย์มาเราเพิ่งโทษท่านมาเคื่รนไม่ดีจึงดูด
    สิ่งเราทำไม่ดี.ควรคิดดี.พูดดี.ทำดี

    นิโรธ.สภาพดับทุกข์.ป้าจะตัดกาบกล้วยก็สุขใจ.ป้าไม่ตัดก็สุขใจไม่ชอบไม่ชังได้พลังสุดๆ

    วางวิธีการ.มรรค.สละๆไม่พัวพันเราควรลดกิเลสรักสาโรคพลังเด็จขาดในการลดกิเลสเป็นพลังมีฤทธิเร็วและแรงทีสุดในโลกรักสาโรคได้ฉับพัน
    ปฎิหารจะเกิดขึ่นเราหยุกอยากจะได้ทุกข์อย่างที่ไม่ยึดหยุดยึดก็หมดอัตตายอมๆซะโชคดีอีกแล้ว

  38. เสาวรี หวังประเสริฐ

    เรื่อง การบ้านที่หายไป
    นั่งพิมพ์การบ้านส่งกดส่งแล้วมาตรวจดูไม่มีการบ่านที่เราพิมพ์ส่งทำให้มีความทุกข์ใจ
    ทุกข์ อยากเห็นการบ้านที่ส่งไป
    สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ชอบที่จะเห็นการบ้านที่ส่งรอบที่19มีชื่อของเราขึ้นมาชังที่ไม่มีการบ้านที่เป็นรายชื่อของเรา
    นิโรธ สภาพดับทุกข์แมื่อทำการบ้านส่งแล้วตรวจสอบดูถ้าไม่มีรายชื่อของเราขึ้นมาก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค วิธีดับทุกข์ทำใจว่าโชคดีอีกแล้วร้ายหมดอีกแล้ว ทำดีเรื่อยไปใจเย็นข้ามชาติไม่ติดไม่ยึดในการทำการบ้านรอบนี้ไม่สำเร็จก็ทำใหม่ในรอบถัดไปด้วยใจเบิกบาน

  39. นายรวม เกตุกลม

    เรื่อง วิบากเข้าหลังถอนฟัน
    เรื่องมีอยู่ว่า ฟันมีปัญหาเลยไปพบหมอฟัน เพื่อให้หมอฟันตรวจดูว่ามีปัญหาอะไร เมื่อหมอตรวจแล้วพบว่า ฟันเสื่อมต้องถอนทิ้ง ซึ่งถ้าปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อเหงือก จึงได้ตัดสินใจให้หมอถอนออก หลังจากถอนฟันแล้ว ก็ได้ไปบำเพ็ญกิจร่วมกับหมู่กลุ่มต่อไป จนถึงเวลาทานอาหาร ก็ได้ไปร่วมทานอาหารกับหมู่กลุ่ม ซึ่งในขณะที่กำลังทานอาหารอยู่นั้น มีความรู้สึกว่า ยังมีอาการชาที่บริเวณปาก อันเนื่องมาจากยาชายังไม่หมดฤทธิ์ เป็นเหตุให้บางครั้งก็เผลอกัดปากตัวเอง โดยไม่ได้ตั้งใจและไม่รู้สึกตัว ซึ่งต่อมาทำให้เป็นแผลเพิ่มอีก เจ็บแผลที่ปาก เจ็บแผลที่ถอนฟัน จนทานอะไรลำบากมากๆ แต่ก็ได้ทำใจ ยอมรับมันให้ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อทานอะไรก็ไม่สบาย จึงได้ตัดสินใจอดอาหาร 1วันครึ่ง เพื่อรักษาบาดแผลที่กำลังเป็นอยู่ หลังจากเลิกอดอาหารแล้ว อาการไม่สบายก็หายไปประมาณ 60-70% สามารถทานอาหารได้ตามปกติ ซึ่งต่อมาไม่กี่วัน อาการไม่สบายก็ทุเลาลงและหายไป

    ทุกข์:เจ็บแผลที่ปาก ทุกข์เจนิโร

    สมุทัย:เกิดจากวิบากกรรม ที่ชาติใดชาติหนึ่งได้ไปทำผิดศีลข้อ 4 บวกกับร่างกายเสียสมดุลร้อนเย็น

    นิโรธ:ปากจะเจ็บหรือไม่เจ็บ เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค:ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ด้วยใจที่เป็นสุข สำนึกผิดหรือยอมรับผิด เต็มใจรับโทษ เจ็บก็ให้มันเจ็บ ปวดก็ให้มันปวด ทรมานก็ให้มันทรมาน ตายก็ให้มันตาย รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น โชคดีอีกแล้วร้ายหมดไปอีกแล้ว พร้อมกับปรับสมดุลร้อนเย็นของร่างกาย ด้วยหลัก 9 ข้อของพวธ.ด้วยใจที่ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวโรค ไม่เร่งผล และไม่กังวล ทำเต็มที่ไม่มีอะไรคาใจ ไม่เอาอะไร คือสุดยอดแห่งความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส สาธุ

Comments are closed.