การบ้านอริยสัจ (18/2563) [38]

631213 การบ้านอริยสัจ (18/2563)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 7 – 13 ธันวาคม 2563 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สรุปมีผู้ส่งการบ้านสัปดาห์นี้ทั้งหมด 38 ท่าน 40 เรื่อง

  1. นางจิราภรณ์ ทองคู่
  2. ขวัญจิต เฟื่องฟู
  3. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
  4. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  5. นาง โยธกา รือเซ็นแบรก์
  6. นงลักษณ์ สมศรี (ลายใบไม้) (2)
  7. อรวิภา กริฟฟิธส์
  8. จุฬิญญา ชายสวัสดิ์
  9. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์
  10. ภคมน ถิระธรรมภณ
  11. พรนภา บุรณศิริ
  12. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)
  13. นางสาวสันทนา ประวงศ์
  14. นางสาวนัฏฐา พิมาพันธู์ศรี
  15. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์
  16. นางศิริเพ็ญ ทองดี (2)
  17. วรางคณา ไตรยสุทธิ์ (พุทธพรฟ้า)
  18. สำรวม แก้วแกมจันทร์
  19. นายมงคลวัฒน์ รัตนชล
  20. ประคอง เก็บนาค
  21. นายสมบัติ วรรณรส
  22. คำเพียงเพชร ปิ่น – Nang Khan Noon
  23. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)
  24. นปภา รัตนวงศา
  25. เสาวรี หวังประเสริฐ
  26. นางบัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม
  27. นางกุลนันทน์ กันยะมี
  28. Sriprasom Sirikanya
  29. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์
  30. นฤมล ยังแช่ม
  31. น.ส.ลักขณา แซ่โซ้ว (คะน้า)
  32. ชัยวิทย์ เลิศทรัพย์สุรีย์
  33. นางก้าน ไตรยสุทธุิ์
  34. นส พวงผกา โพธิ์กลาง (พรเพียรพุทธ)
  35. จิตรา พรหมโคตร
  36. ณ้ฐพร คงประเสริฐ
  37. ชุติวรรณ แสงสำลี
  38. นายรวม เกตุกลม

Tags:

43 thoughts on “การบ้านอริยสัจ (18/2563) [38]”

  1. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    เรื่อง ผู้ช่วยทันตแพทย์


    เนื้อเรื่อง มาอยู่ที่ภูผาฟ้าน้ำได้บำเพ็ญงานเกษตร ซึ่งเป็นงานมี่ถนัด เช่น ปลูกผัก รดน้ำต้นไม้ ดายหญ้า ทำความสะอาดบริเวณและรดน้ำสมุนไพรไล่ศัตรูพืช ต่อมามีเพื่อนจิตอาสามาขอแรงบุญให้ไปช่วยบำเพ็ญเป็นผู้ช่วยทันตแพทย์ทีแรกก็ปฏิเสธแล้วเพื่อนที่เป็นทันตแพทย์ก็พูดออกมาเหมือนกับจะน้อยใจว่าถ้าหาผู้ช่วยไม่ได้ก็คงจะไม่ได้มาทำฟันให้เพื่อนที่ภูผาฟ้าน้ำจะกลับไปทำที่สวน 9 พอเราเห็นอาการของเพื่อนก็อดสงสารไม่ได้เพื่อนอุตส่าห์เสียสละมาบริการทำฟันฟรีถึงที่แล้ว จึงตัดสินใจตอบรับเพื่อนไปว่าตกลงจะไปช่วยเป็นผู้ช่วยให้ จะเริ่มงานวันไหนบอกเลย เพื่อนก็บอกว่าเริ่มวันพรุ่งนี้หลังจากฟังธรรมะอาจารย์เสร็จในตอนเช้าเราก็เริ่มปฎิบัติงานการเป็นผู้ช่วยทันตะเลย ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร ถ้าลดกิเลสได้ไม่ชอบไม่ชังให้ได้ก็ยินดีได้ เราจึงทำงานช่วยเพื่อนได้อย่างมีความสุข


    ทุกข์ ไม่ชอบที่จะไปเป็นผู้ช่วยทันตแพทย์

    สมุทัย( เหตุแห่งทุกข์) ถ้าได้ไปทำงานเกษตรจะสุขใจ ถ้าได้ไปทำงานเป็นผู้ช่วยทันตแพทย์จะทุกข์ใจ

    นิโรธ(สภาพดับทุกข์)จะทำงานเกษตรหรืองานผู้ช่วยทันตแพทย์ก็สุขใจ

    มรรค (วิธีดับทุกข์)นึกถึงคำถามที่อาจารย์ ถามตอนที่ปวารณาตัวเป็นจิตอาสาที่สวน 1 อาจารย์ถามว่าจะเสียสละทำงานฟรีได้ไหมเราตอบว่าได้ค่ะ จะทำตามมติหมู่ได้ไหมเราก็ตอบว่าได้ค่ะ จะถือศีลห้าได้ไหมเราก็ตอบว่าได้ค่ะ ในเมื่อเราได้ให้สัจจะกับอาจารย์และหมู่มิตรดีแล้วทำไมเราจะทำไม่ได้จึงตัดสินใจไปช่วยเพื่อนเป็นผู้ช่วยทันตแพทย์ด้วยความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใสเพื่อนเขาเสียสละได้เราก็เสียสละได้ใจก็ไร้ทุกข์

  2. ขวัญจิต เฟื่องฟู

    อริยสัจ 4

    ชื่อเรื่อง อยากกลับบ้าน

    อาทิตย์ก่อนคุยกับพ่อบ้านว่า ถ้ามีการกักกันตัวรอบสาม จะขอกลับเมืองไทย เห็นที่อาการของพ่อบ้านที่ท่านพูดเชิงเล่น เชิงจริง ว่าไม่ให้ไป มีตกใจเล็กน้อย ที่พ่อบ้านปฎิเสธ เห็นใจที่อยากกลับบ้าน เเละใจหนึ่งที่ห่วงพ่อบ้าน เพราะทุกครั้งที่เรากลับเมืองไทย พ่อบ้านก็ไม่เคยขัด อาจจะเป็นเพราะว่าเวลาเรากลับบ้านไปเยี่ยมเเม่ ท่านก็ไปพักผ่อนเหมือนกัน จึงไม่รู้สึกเหงาเเละถูกทอดทิ้งนี้เหมือนรอบนี้

    ทุกข์ : มีอาการใจเเป้วเเละผิดหวังที่จะไม่ได้กลับบ้าน

    สมุทัย : อยากกลับบ้าน ชอบที่จะได้กลับบ้าน ไม่ชอบที่พ่อบ้านยื้อเราไว้ไม่ให้กลับบ้าน อยากให้พ่อบ้านเห็นด้วย ที่เราจะกลับบ้าน

    นิโรธ : จะได้กลับบ้านหรือไม่ได้กลับบ้าน ก็จะสุขใจ อยู่ที่ไหนก็จะสุขใจ

    มรรค : คิดทบทวนดูหลายครั้งเเล้วว่า ทำไมถึงอยากกลับบ้าน
    (ความลวง) ก็เห็นว่าเราวาดฝันไว้เต็มที่ ว่าถ้าได้กลับบ้านเราจะไปทำอย่างนั้น เราจะไปทำอย่างนี้ตามที่เราคิดไว้ อยู่ที่เยอรมันเราเองก็ไม่ค่อยได้ทำงานเท่าไร น่าเสียดายเวลา นี่เป็นโอกาสที่จะได้กลับบ้านไปอยู่กับเเม่ให้เต็มที่ เราไม่เคยได้กล้บไปอยู่บ้านนานๆ ครั้งนี้เป็นโอกาส
    ( ความจริง ) สถานะเราเป็นเเม่บ้าน มีคู่ครอง ในช่วงสถานการณ์เเบบนี้ เราควรจะอยู่กับพ่อบ้านที่นี่ เพื่อเป็นกำลังใจให้ท่านรู้สึกดีว่า ไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว ก็ได้ถามตัวเองว่า เราจะไม่เห็นเเก่ตัวเกินไปหรือ? ถ้ายังดื้อจะไปอีก !
    มีความละอายใจตัวเอง ปล่อยให้กิเลสมันปรุงเเต่งไปตั้งไกล ฟุ้งไปตั้งนาน ไม่มีสติอยู่กับปัจจุบัน หลังจากที่หาข้อมูลเเละดูตามเห็นตามผลเเล้ว มันอันตรายเเละเหตุปัจจัยไม่หมาะสมที่จะเดินทาง ใจก็วางได้ 90 %
    ระหว่างที่ขับรถไปซื้อขนมปังอยู่ ก็เห็นกิเลสที่เหลือ 10 % มันออกมาดิ้นให้เห็น ยังอยากกลับบ้านอยู่ ก็ได้บอกกิเลสตัวเอง เป็นการตั้งศีลว่า จะถามพ่อบ้านให้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าท่านบอกว่าหรือพูดอย่างไรก็ตาม ที่เป็นในทางปฎิเสธ เเสดงว่ามีมาตารีเทพสารถีมาเตือน ว่าไม่ให้ไป เธอต้องยอมฉันนะ เขาบอกตกลง
    ระหว่างนั่งกินอาหารเช้ากัน ก็ได้ถามพ่อบ้านอีกครั้ง ท่านก็บอกว่า ฉันตัดสินใจเเทนเธอไม่ได้ เธอต้องตัดสินใจเอง เห็นตัวเองมีน้ำตาคลอๆอยู่น่ะ เเต่ก็ยอมรับโดยดี ยินดี ยอมรับ ที่ไม่ได้ดั่งใจ ความที่อยากกลับบ้านก็ได้ค่อยจางหายไป หลังจากที่พิจารณาอยู่หลายวัน ก็ได้สภาวะธรรมตรงที่ได้ฝึกล้างตัวฟุ้งซ่าน โดยการที่เรามีสติปัจจุบัน เเม้จะได้บ้างไม่ได้ก็พยายามฝึกอยู่ค่ะ

  3. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

    งุ่นงานหางานทำไม่ได้

    ช่วงนี้ช่างเข้ามาก่อสร้าง ดังนั้นตารางงานประจำวันจึงปรับเป็นงานเล็ก ๆ น้อย ๆ และใช้เวลาวนเวียนไปดูช่างก่อสร้างเป็นระยะ จึงทำให้ตารางงานว่าง ด้วยความที่ว่างเกือบทั้งวัน งานค้างเท่าที่นึกได้ก็เคลียหมดแล้ว ตอนเย็นจึงว่าง เกิดความหมองหม่นในใจ เพราะนึกหาอะไรทำไม่ออก จิตซัดส่าย หาอะไรสักอย่างที่มันน่าทำ ก็นึกไม่ออก เกิดความหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่สักพัก

    ทุกข์ : ความหงุดหงิดงุ่นง่าน
    สมุทัย : อยากใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ เพราะแรงเหลือ
    นิโรธ : ถึงจะมีหรือไม่มีงานทำก็ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ได้ คืออยู่กับความจริงตามความเป็นจริง นึกไม่ออกก็คือนึกไม่ออก ไม่ต้องพยายามนึกจนเริ่มหงุดหงิดทรมานตัวเอง ไม่มีงานทำแม้แรงจะเหลือก็ผาสุกได้

    มรรค : พอเริ่มรู้สึกว่าเริ่มกดดันตัวเอง ก็เริ่มรู้สึกว่าก้าวเข้าสู่ความโง่ไปสองขาแล้ว ว่าแล้วก็ค่อย ๆ ถอยออกมาจากตรงนั้น คือเลิกคิด เพราะคิดแล้วทุกข์เลยเลิกคิด นั่งเฉย ๆ ถามตัวเองว่าจะเอาอะไร รู้สึกเหมือนอยากได้อะไรที่คุณค่าน้อยแต่ต้องจ่ายแพง คือความได้ดั่งใจ เพราะปกติจะเป็นคนที่วางแผน และทำตามแผนไปเรื่อย ๆ พอไม่มีแผนก็เลยออกอาการแบบนี้ คือโล่งแบบโง่ ๆ โล่งแบบไม่มีอะไรทำ โล่งแบบไม่มีปัญญา พอได้สติรู้ดังนั้นก็วางความโง่นั้นไป และหลังจากที่วางความคิดเหล่านั้น ความคิดดี ๆ ใหม่ ก็ไหลเข้ามา งานที่น่าทำ ที่เป็นประโยชน์เข้ามาในหัวเต็มไปหมด อยู่ ๆ ก็นึกออก ว่าแล้วก็ทำ ๆ ๆ ๆ สรุปก็เป็นงานที่ดีเหมาะกับวันที่ว่างและแรงเหลือจริง ๆ

    ก็นึกทบทวนซ้ำไปอีกว่าต้องมีงานดี ๆ ทำถึงจะสุขไหม? ก็ไม่หรอก เพราะโจทย์นี้ทุกข์เพราะคิดอะไรไม่ออก มันตื้อ ๆ ไปเฉย ๆ ทำให้เข้าใจว่าบางจังหวะ มันก็ต้องพัก ทำให้นึกถึงโอกาสที่ชีวิตเราจะพิกลพิการ ทำอะไรไม่ได้ หลงลืม คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ถ้าเราฝึกมรณสติไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เราก็จะสบายในภายภาคหน้า มรณสติ พิจารณาความตาย ตายจากความปกติ ตายจากความมี ด้วยความผาสุก

  4. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ( 6 ธันวาคม 2563 ) เพื่อนมาหาที่บ้านเพื่อช่วยกันทำการบ้าน และกินข้าวเช้าร่วมกัน หลังจากทำการบ้านเสร็จ และกินข้าวเช้าร่วมกันเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าผัก และ ผลไม้ที่เพื่อนซื้อมานั้น เหลือเยอะ ข้าพเจ้าเลยจะแบ่งให้เพื่อนกลับไปกินที่บ้าน พอถามเพื่อน เพื่อนบอกว่าไม่เอา ก็เริ่มเห็นใจตัวเอง ..” เอ้าละสิทีนี้ ยังงัยเราจะกินทันละน้อ..” แต่ทันใดนั่นเอง เพื่อนท่านเดิมก็พูดขึ้นว่า ..” เอาก็ได้จ้ะ ..ผลไม้.. เผื่อลูกชายกิน..” ใจที่เป็นกังวลอยู่ก็ผ่อนคลายลง

    ทุกข์ : ผิดหวังเล็กน้อยที่เพื่อนปฏิเสธไม่รับผัก ผลไม้ กลับไปกินที่บ้าน

    สมุทัย : อยากให้เพื่อนรับผัก ผลไม้ กลับไปกินที่บ้าน ไม่ชอบที่เพื่อนปฏิเสธ ชอบที่เพื่อนจะไม่ปฏิเสธ

    นิโรธ : ถึงแม้เพื่อนจะไม่รับผัก ผลไม้จากตนเอง ก็จะสุขใจได้ ไม่มีปัญหาอะไร

    มรรค : ทันที ที่ข้าพเจ้าจับกิเลสตัวกังวล ผิดหวังนิด ๆ ที่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่ใจอยากให้เป็น ได้ ก็เริ่มคิดหาวิธีจัดการกับผักและผลไม้ที่เหลือเฟือทันที แต่เมื่อเพื่อนบอกว่าเอาผลไม้ก็ได้ ข้าพเจ้าก็เริ่มเห็นใจที่ผ่อนคลายลง แล้วก็ได้พิจารณาลงไปอีกว่า แม้เพื่อนจะไม่รับของที่เราจะให้ เราก็จะเอาไปแจกเพื่อนบ้าน และบางส่วนก็จะเก็บใส่ในช่องแช่แข็งไว้ก็ได้ ความกังวลที่มีก็คลายลงและหมดไปในที่สุด เหมือนที่ท่านอาจารย์หมอเขียวได้สอนไว้เลยว่า “ถ้าเราวางใจได้แล้วของที่คิดว่ายาก ก็จะง่าย ของที่หาไม่เห็น ก็จะเห็น” สาธุ

  5. นาง โยธกา รือเซ็นแบรก์

    ชื่อเรื่อง ผิดคำพูด

    เนื้อเรื่อง วันอาทิตย์ปกติจะไม่ออกไปไหน จะให้เวลากับครอบครัว อาทิตย์ที่ผ่านมาขออนุญาตพ่อบ้าน ไปหาเพื่อนเหตุผลที่บอกพ่อบ้านจะให้เพื่อนช่วยเรื่องการเรียนทำคลิปทำเองแล้วทำต่อไม่ได้ท่านก็อนุญาตและบอกน้องกับเพื่อนจะกลับมาก่อนเที่ยงนะ มาทำอาหาร.ก่อนถึงวันคุณพ่อบ้านบอกพรุ่งนี้กลางวันท่านจะทำอาหารเองเราก็ได้โอกาสบอกท่านว่างั้นฉันขออยู่ต่อถึงบ่ายสองนะ แต่จะกลับมาให้ทันออกไปเดินสูดอากาศด้วยท่านก็ตกลง. เดินทาง+ทานข้าวเวลาเกือบ 11 โมงแล้วยังไม่เริ่มต้นการเรียนเลย แต่ก็วางใจ ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้นก็เรียนไป แต่ก็เห็นว่าเพื่อนช่วยน้องโหลดข้อมูลเข้าเครื่องคอมฯของน้องสาวยังทำไม่ได้จนถึงบ่ายโมงครึ่งน้องสาวก็บอกว่า ไปกินข้าวดีกว่า เราคิดว่าอะไร!!!หิวแล้วหรือเพิ่งทานอาหารไม่นานยังเต็มท้องอยู่เลยและคิดว่าจะทานแค่อาหารที่มีอยู่ก็มีหลายอย่างก็นั่งทำงานของเราไป นานหลายนาทีจึงเดินตามเข้าไปในครัวเห็นเพื่อนกับน้องสาวทำอาหารเพิ่ม เห็นใจตัวเองโอ้!!!นี่คงกลับตามเวลาไม่ได้แล้ว จึงโทรบอกพ่อบ้านว่าทำงานยังไม่เสร็จขออยู่ต่ออีกนิดนะพูดตอนแรกคุณพ่อบ้านไม่ได้ยินก็ถามกลับด้วยน้ำเสียงดังกว่าปกติจะพูดจะบอกอะไรเราตอบใหม่อีกครั้ง เรื่องพ่อบ้านเอาไว้ก่อน เอาใจมาอยู่กับปัจจุบันตรงนี้ก่อน การดาวน์โหลดเข้าเครื่องต้องใช้เวลาเดี๋ยวก็เสร็จไหนๆก็มาแล้วงานของน้องก็สำคัญ คิดในใจสามโมงครึ่งกลับก็ยังทันที่จะได้ทำตามที่บอกไว้กับพ่อบ้าน แต่ก็เห็นว่าใจยังไม่ลงจริงๆปรุงต่อท่านคงจะไม่เชื่อในคำพูดเราอีก.
    จากคิดว่าจะทานข้าวแค่เวลาเดียว งานที่ตั้งใจมาทำก็ไม่อยากทำต่อแล้ว จึงมานั่งทานข้าวอีกรอบรอเวลาที่จะได้กลับ.เพราะก่อนออกมาก็ได้ยินน้องสาวบอกน้องเขยว่าเดี๋ยวกลับมาทานกาแฟ – เค้กเป็นเพื่อน 15:30หันไปมองน้องสาวที่เรามาด้วยกันเห็นว่าไม่รีบเลย ทั้งที่ทำได้เสร็จแล้ว
    ใจปรุงแต่งต่อ”เป็นแบบนี้อีกแล้ว”ไม่ชอบเลยที่เวลาออกนอกบ้านในวันอาทิตย์แล้วกลับไม่ได้ตามเวลาที่เราตั้งใจไว้ สรุปว่าคือทั้งวัน กลับถึงบ้าน17:40 นาทีมืดแล้ว พ่อบ้านก็ไม่ได้ต่อว่าอะไร แถมยังช่วยล้างจานล้างหม้อ และเก็บครัวให้เรียบร้อย เฮ้อ!!เราคิดรอไปเอง.

    ทุกข์ : กระวนกระวายใจเห็นว่าเวลาที่เราบอกไว้กับพ่อบ้านใกล้จะถึงเวลาแล้ว

    สมุทัย : อยากทำตามสัญญาที่บอกกับพ่อบ้านไว้ ถ้าได้กลับบ้านตรงเวลาจะสุขใจ ไม่ได้กลับบ้านตรงเวลาจึงทุกข์ใจ

    นิโรธ : แม้ไม่ได้กลับบ้านตามเวลาที่บอกกับพ่อบ้านไว้ ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : ตั้งสติ พิจารณา เจริญภาวนาเอาใจมาอยู่กับปัจจุบัน ระลึกนึกถึงทบทวนธรรม วาทะแห่งปี
    ทุกเสี้ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยง ต้องพร้อมรับ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยน ตลอดเวลา ใจก็เย็นลง80%
    แต่ยังไม่ลงหมดจึงพิจารณาไปว่าเพราะเรายึดดีว่าต้องทำตามสัจจะที่พูดไว้และไม่ชอบถ้าใครนัดแล้วไม่มาตรงเวลาและตัวเรามาทำเสียเอง ในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ทำให้เห็นใจ เข้าใจความรู้สึก ลูกค้า,และคนอื่นที่เกี่ยวข้องที่มาไม่ตรงเวลาไม่ได้เพราะมีเหตุผลแตกต่างกัน ถึงแม้อยากจะไปแค่ไหนก็ไปไม่ได้. จึงตั้งจิตขอขมา ขอโทษ ขออภัยขออโหสิกรรมต่อตัวเอง และผู้คนที่เราเคยว่า เคยวีน นัดแล้วไม่ตรงต่อเวลา และจะเมตตา อุเบกขาทุกๆท่านที่เกี่ยวข้องกับเรา ใจก็คลายเบา95% พิจารณาลงไปอีกเรื่องถึงวิบากกรรมที่เราทำมาหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ แต่ยังเห็นตัวยึดดีไม่หมดอยู่อีก ข้าพเจ้าจะขอพากเพียรพยายามต่อไป.
    กราบสาธุค่ะ.

    เรื่องที่ 2 ในเรื่องเดียวกัน

    ชื่อเรื่อง พี่รีบนะแต่น้องไม่รีบ

    น้องก็รู้ว่าเราจะกลับเวลาไหนบอกแล้วชัดเจนเพราะอะไรถึงต้องกลับ แต่น้องก็ไม่สนใจ เห็นใจตัวเองว่าหงุดหงิดที่น้องทำไม่รู้ไม่ชี้กับอาการที่อยากกลับบ้านของเรา คิดปรุงแต่งในใจ( กิเลส )ครั้งหน้าไม่มาด้วยแล้ว ต่างคนต่างมาดีกว่า อยากกลับตอนไหนก็ไม่ต้องรอทำให้ต้องเสียคำพูดกับพ่อบ้าน แต่ก็กราบขอบคุณน้องที่สอนให้เรามีความอดทน รอคอยไม่ติดไม่ยึด ปากไม่พูดแต่ใจถกเถียงกันทั้ง ตัวดี ตัวร้ายใจไม่ยอม (แต่ทำไมต้องเป็นวันที่เรามีนัดกับคนสำคัญด้วย)
    ใจหนึ่งก็บอกอย่าคิดอย่างนั้นนะ ไม่ดีผิดศีลเป็นบาป เรากำลังฝึกใจล้างความชอบ -ชังกับคนใกล้ตัวอยู่นะ เราต้องศรัทธาความดีของน้องที่มีมากมาย อย่ามากเรื่องเลย ดีแล้วที่จะได้ตรวจใจวัดใจเราไปด้วยว่าที่เรากำลังล้างความ ชอบ- ชัง กับคนใกล้ ว่าเหลือมาก -น้อยเท่าไหร่ พอพิจารณาไป เห็นว่าใจที่หงุดหงิด ไม่ชอบใจ ลดลงเรื่อยๆและเห็นว่าใจตัวเอง สงบลง ต่างกับเมื่อก่อนชัดเจนมาก คือไม่ทางออกปาก แม้จะไม่หมดเลย แต่ก็ดีขึ้น กว่าแต่ก่อน .
    เคยถามใจตัวเองบ่อยๆ ว่ารารู้ว่าผิดศีล เป็นบาป
    ไม่ดี ยังโง่ ยังทุกข์ ทำมั้ย ทำไม ถึงยังตัดไม่ขาดให้หมดๆให้สิ้นเกลี้ยงเสียที จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลา เสียพลัง อยู่อย่างนี้ คำตอบคือ เราเห็นตัวเองทำมามาก วิบากส่งผลเพื่อจะให้เราเข้าใจ เห็นใจ คนอื่นเพื่อจะได้มีความเมตตาคนอื่นบ้างไม่เอาแต่ใจเหมือนก่อน จึงต้องมาค่อยล้างทีละตัว .

    ทุกข์ : หงุดหงิด น้องไม่รีบขัดใจเรา

    สมุทัย : ถ้าน้องรีบจะสุขใจ น้องไม่รีบจึงทุกข์ใจ

    นิโรธ : แม้น้องไม่รีบก็ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญเราต้องรีบล้างใจที่ไม่ชอบของเราดีกว่า

    มรรค : พิจารณา นึกถึงบททบทวนธรรม ข้อ5 สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา .เราเคยทำมากกว่านี้อีกเคยให้เพื่อนๆเป็นกลุ่ม รอนานมากและทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่สนใจใครจะรีบไม่รีบแค่ไหน และไปถึงแล้วถ้าอยากกลับก็จะกลับเลยแม้เพื่อนๆจะอยากกลับหรือไม่อยากกลับและทำหลายครั้งด้วยเพราะเอาแต่ใจตัวเอง ทำให้ สงสารและเข้าใจความรู้สึกของคนที่รอเรา .
    ตั้งจิตขอขมา ขอโทษ ขออโหสิกรรม ต่อตัวเอง และน้อง ,เพื่อนๆ ที่เคยทำทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ. (น้อง)ที่เผลอใจไปคิดอกุศล .
    กราบขอบพระคุณน้องที่ไม่รีบจึงเป็นโอกาสดีทำให้พี่ได้ใช้หนี้ที่เคยทำมา เจอแค่นี่ยังน้อยไป เราแสบสุดๆ เต็มใจรับ รับเต็มๆ รับแล้วก็หมดไป โชคดีอีกแล้ว ” สิ่งเราได้รับคือเราทำมา. ”
    กราบสาธุธรรมค่ะ.

  6. นงลักษณ์ สมศรี (ลายใบไม้)

    จับกิเลสในช่วงกักตัว

    ได้เดินทางกลับเมืองไทย ผ่านการดูแลของทางรัฐบาลไทยที่ดีมากๆ
    ตั้งใจไว้ว่า ช่วงกักตัว 14 วัน จะได้กินน้อย คือกินเท่าที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ แล้วค่อยดื่มน้ำปัสสาวะเสริมเอา ซึ่งคิดว่าน่าจะทำได้ไม่ยาก เพราะช่วงที่ไปบำเพ็ญกับอาจารย์และหมู่มิตรดีเป็นเดือนๆก็ยังเคยทำได้อยู่ เมื่อถึงที่กักตัว ปรากฏว่าทางโรงแรมไม่มีอาหารมังสวัติให้ จึงขอเป็นผลไม้มื้อเช้าและเย็น ส่วนมื้อกลางวันเป็นข้าวกับผักลวกนำมาโรยเกลือ
    เนื่องจากทางโรงแรมเขาไม่มีถั่วให้ พอผ่านไปได้ 2 วัน กิเลสเริ่มไม่ยอมร่วมมือด้วย โผล่มาเต็มห้อง ทำให้รู้ว่าจริงๆแล้วฐานเรายังไม่ถึง หลังจากได้สู้อย่างเต็มที่แล้ว จึงฝากทางแม่บ้านซื้อถั่วมาเพิ่มให้ และสั่งอาหารนอกเมนู เช่นต้มยำผักรวมแบบไม่ปรุงอีกด้วย

    ทุกข์ : กังวลว่าจะทำไม่ได้อย่างที่คิด อย่างที่ตั้งใจไว้ คือ จะกินน้อยเท่าที่เขาจัดให้

    สมุทัย : ยึดว่าน่าจะทำได้ เหมือนที่เคยทำได้เวลาอยู่กับอาจารย์และหมู่มิตรดี

    นิโรธ : หากสามารถทำได้เป็นเรื่องที่ดี แต่หากทำไม่ได้ เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ คือ ไม่หลงไปกับความคิดกังวลเหล่านั้น จะกินมากหรือกินน้อยก็ไม่ทุกข์ใจ ค่อยๆฝึกไป ประมาณตนตามฐานจิต ตามกำลังของตนเท่าที่เราจะทำได้

    มรรค : หลังจากที่ได้สู้อย่างเต็มที่แล้ว ก็เลยสั่งถั่วและอาหารเพิ่ม แต่เนื่องจากไม่ประมาณในการกิน จึงหลงทำให้
    ไปกินถั่วและอาหารตามแรงกิเลส คือกินเกินจนทำให้เรารู้สึกหนักเนื้อหนักตัว และมีอาการมึนๆไม่แช่มชื่น ไม่เบากายมีกำลัง จึงทำให้ซาบซึ้งว่าการเสพกามมันทำให้ทุกข์

    และได้ตั้งใจว่าจะประมาณในการกินให้พอดีให้ได้มากขึ้น เท่าที่จะสามารถทำได้ ทบทวนธรรมทุกวัน และน้อมนำมาปฎิบัติตาม ใช้เวลาช่วงกักตัวพิจารณาความหวั่นไหวของกายและใจเวลาอยากเสพกิเลสเหล่านั้น
    ตั้งศีลใหม่ว่า จะกินแค่พออิ่ม เท่าที่จะจัดสรรได้ ใจก็คลายกัวลไป ตามลำดับ และจะทำความเพียรไปกับหมูกลุ่ม ด้วยการหมั่นประมาณ ทุกการกระทำ ทั้งทางกาย วาจา และ ใจ เท่าที่ฐานของเราจะไปถึง

  7. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ทำงานไม่ทัน

    รู้สึกว่างานล้นมือทำไม่ทัน จัดสรรเวลาไม่ลงตัว งานสวนก็ต้องทำ งานประจำก็ต้องทำ งานต่างๆ ก็เลยค้างคาอยู่ไม่เสร็จ แต่ก็ต้องวางเพราะไม่ใช่เวลา พอตัวเองทำไม่ได้ก็เริ่มเพ่งจะเอาจากพ่อบ้าน ว่าท่านน่าจะเอาภาระมากกว่านี้ เห็นใจหดหู่ ไม่แจ่มใสรู้สึกละอายใจเห็นว่าตัวเรามันโลภมาก ไม่ยินดีพอใจ อยากได้มากกว่าที่เป็นไปได้จริง เราควรทำเต็มที่แล้วยินดีพอใจเท่าที่เราทำได้

    ทุกข์ รู้สึกหดหู่ใจไม่แจ่มใส ทำงานไม่ทัน

    สมุทัย อยากทำงานทุกอย่างให้เสร็จอย่างที่ใจเราหมายแล้วจะสุขใจ ไม่เสร็จจะทุกข์ใจ

    นิโรธ งานจะเสร็จหรือไม่เสร็จอย่างที่ใจเราหมายก็สุขใจได้ เราตั้งใจทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แล้วยินดีพอใจให้ได้

    มรรค พิจารณาว่าการที่เราอยากได้มากกว่าที่เป็นไปได้เป็นความโลภ เมี่อโลภเราก็อยากได้มา พอตัวเองทำไม่ได้ก็ทำชั่วเพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่น เราเองก็อยากได้จากพ่อบ้านมากกว่าที่ท่านเต็มใจให้เรา เป็นขโมยผิดศีลข้อสอง เป็นการสร้างวิบากใหม่ ส่งผลให้มีจิตไม่เบิกบานแจ่มใส เป็นการเบียดเบียนตัวเองผิดศีลข้อหนึ่ง เป็นแรงเหนี่ยวนำที่ไม่ดี อาจารย์สอนอย่าไปอยากได้มากกว่าที่เป็นไปได้ งานนอกจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ได้แต่ใจจะต้องสำเร็จคือใจที่ไร้ทุกข์ ทำดีเต็มที่แล้วไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีอะไรคาใจ ไม่เอาอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่จะเป็นไปได้ ณ เวลานั้น พอพิจารณาอย่างนี้ใจก็รู้สึกเบิกบานยินดี วันนั้นก็ทำงานที่บ้านที่สวนเต็มที่ได้เท่าไรก็เท่านั้น พอถึงเวลาไปทำงานก็ไปทำงานด้วยใจที่เป็นสุข

  8. จุฬิญญา ชายสวัสดิ์

    ชื่อเรื่อง มังสวิรัต ผงชูรส ไข่ และ ผลไม้

    เนื้อเรื่องย่อ
    เมื่อข้าพเจ้าเดินทางกลับจากเนเธอร์แลนด์มายังไทยแลนด์ช่วงโรคโควิ-19กำลังระบาดหนักทั่วโลก รัฐบาลไทยมีกฏว่าต้องมากักตัว 14 วัน ไม่ร่วมวันเข้าและวันออก ก่อนจะเดินทางไปไหนมาไหนได้โดยอิสระในประเทศไทย
    เมื่อมาถึงได้มีการให้แจ้งว่าแพ้อาหารอะไรหรือไม่ จึงแจ้งว่าแพ้ผงชูรสและเป็นมังสวิรัต วันแรกได้รับประทานอาหารมังฯอร๊อย อร่อย คือรสจัดมากจนแสบคอ ทั้งสามมื้อ ใส่เต็มไปด้วยผงชูรสจึงมีอาการแพ้ และได้แจ้งให้ฝ่ายการแพทย์ทราบ ฝ่ายการแพทย์ให้คุยกันแผนกครัวจึงเขาจึงเสนอ ข้าว ผักต้ม และไข่ต้ม ด้วยกิเลสอยากกินไข่ต้ม(ทั้งๆที่ตนเลิกกินไข่ไปแล้ว)ตนก็ยอมรับข้อเสนอ กินแล้วก็รู้สึกอร่อยแต่ทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นคาวและผื่นขึ้นจึงแจ้งยกเลิกไข่ต้ม และขอเปลี่ยนจากไข่ต้มเป็นผลไม้แทนทุกมื้อ ใช้เวลาอยู่หลายวันกว่าเขาจะยอมงดส่งไข่มาให้แต่พอไม่ส่งไข่มาก็ส่งน้ำพริกมาแทนซึ่งมีผงชูรส บางครั้งก็มีเนื้อสัตว์ในน้ำพริก ด้วยความเสียดายบวกความอยากกินของอร่อยก็กินน้ำพริกเหล่านั้น(แทนที่จะทิ้งรู้สึกเสียดายทรัพย์ยากรโลก โดนกิเลสหลอกเต็มๆ) ตนก็ป่วยอีก ตาบวมบ้าง ผื่นขึ้นบ้าง กล่องข้าวทุกวันจะมีมะนาวหนึ่งซีก ซีอิ้วขาว พริกป่น น้ำตาลใส่ซองมาให้ด้วย บางวันก็มีน้ำปลา มีพริกน้ำส้มใส่มาด้วย ก็เราตั้งใจจะกินย่ำยีมาร เอามาให้เราทำไม เรามีดอกเกลือแล้ว เราตั้งใจจะอยู่ฝึกตนอยู่บนความบำบากหนะเฮ้อนี่ เสียดายของ(แล้วเราก็อดไม่ได้ซะอีก กินซี่อิ้ว ใส่ปริกป่นและน้ำปลาราดข้าวบ่อยมาก สลับกับกินข้าวกับเกลือ) ตนรู้สึกเป็นทุกข์ที่ทางโรงแรมที่เรากักตัวอยู่ทำแบบนี้ เพราะได้ขอผลไม้เพื่อทดแทนไข่ต้มทุกมื้อไปแล้ว(ก็เรามีสิทธิ์นี่ กินถูกกว่าคนอื่นๆเลยนะ) จึงแจ้งไปอีกว่า เราต้องการกินแค่ผักต้ม ผลไม้ กับข้าวสุกจากโรงแรมที่กักตัวอยู่เท่านั้น แต่ทางโรงแรมยังส่งของเหล่านี้มาให้ “ทำไมเขาไม่เข้าใจนะ ทำไม เอ๊เป็นอะไรกันน้อ เฮ้อ เฮ้อ” เ”ราก็ไมเข้มแข็งเลยที่เค้าให้น้ำพริกมาด้วยแล้วไม่ทิ้ง” ยิ่งกว่านั้นเมื่อเค้าให้น้ำพริกมาด้วยกล่องน้ำพริกจะเบียดพื้นที่ใส่ผักต้มเราก็ได้ผักต้มน้อยกว่าทุกวัน ตนรู้สึกแย่คิดวนเวียนทำยังไงเขาจะทำตามที่เราต้องการ เราต้องการง่ายๆแค่นี้เอง งานเขาแยะอะไรที่นอกกระบวนการปรกติคือยุ่งยาก คิด คิด คิด ทุกข์ ทุกข์ ทุกข์ จนในที่สุดก็ได้ระรึกรู้ว่า เรานี้ช่างเอาแต่ใจแท้หนอ เขาจะให้หรือไม่ให้อะไรเราก็กินไปเถิด ยังไงเขาก็ให้ผักต้มทุกมื้อแน่นอน โอ๊ยความโง่ของคนเอาแต่ใจนำมาซึ่งความทกข์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ เอาหละต่อไปนี้จะไม่ต้องทำอะไรละ เขาให้อะไรมาก็กินอันนั้นแหละ เรามีผักสดที่นำมาด้วยจากต่างประเทศพอกินแล้วพอกินไปจนเกือบจบ 14 วันแน่ๆ โอ้เนอะ ของกินก็ไม่ขาดแคลน มาเสียดายน้ำพริกที่เป็นโทษ ตัวเองไม่เอาก็จะให้คนอื่นได้กิน พอวางใจว่าไม่เอาแต่ใจแล้ว ปรากฏว่าเพื่อนได้ส่งผลไม้มาให้ และทางโรงแรมก็จัดผลไม้ให้มื้อเย็นทุกมื้อ

    ทุกข์
    1) ทุกข์อยากได้ผลไม้จากโรงแรม
    2) ทุกข์ไม่อยากได้ซีิ้ว พริกป่น น้ำปลา จากโรงแรม
    3) ทุกข์ไม่ได้ดั่งใจ
    4) ทุกข์ที่ยังละกิเลสเรื่องการกินไมได้

    สมุหทัย
    เหตุแห่งทุกข์ทั้งหมดมาจากการเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ยึดว่าตนนั้นสำคัญมาก มีอัตตามากและใหญ่โตแข็งแรง ต้องการให้ได้อย่างที่ตัวเองต้องการเท่านั้น อัดตามากล้นหลามเป็นเด็กเอาแต่ใจ อยากได้อะไรต้องได้ นี่เราเป็นลูกค้านะ(สำคัญตนว่าสำคัญ) เราแพ้อาหารนะถามทำไมตั้งหลายรอบว่าแพ้อะไรแล้วเอาที่เราแพ้นั่นแหละมาให้เรากิน(เพ่งโทษผู้อื่น) เรามีสิทธิ์นะเพราะเราไม่ได้กินกับข้าวเค้าต้องเอาผลไม้มาชดเชยให้เราสิ(ขี้โลภจะเอาของที่ไม่ใช้สมบัติของเรา จะเอาของทีไม่ควรได้ )

    นิโรธ
    1) ทุกข์อยากได้ผลไม้จากโรงแรม สภาพที่ดับทุกข์ได้แล้วคือ “แม้จะไม่ได้ผลไม้จากโรงแรมก็ไม่ทุกข์”
    2)ทุกข์ไม่อยากได้ซีิ้ว พริกป่น น้ำปลา จากโรงแรม สภาพที่ดับทุกข์ได้แล้ว”แม้จะได้ซีอิ้ว พริกป่นและน้ำปลาจากโรงแรมก็ต้องวางใจไม่ทุกข์
    3)ทุกข์ไม่ได้ดั่งใจ สภาพที่ดับทุกข์ได้แล้วคือ “การจะได้หรือไม่ได้ดั่งใจก็ไม่ทุกข์ ดับทุกข์ให้ไว”
    4)ทุกข์ที่ยังละกิเลสเรื่องการกินไมได้ สภาพดับทุกข์คือ “บรรลุธรรมทุกคำข้าวได้”

    มรรค
    1) ทุกข์อยากได้ผลไม้จากโรงแรม วิธีแก้ การที่เราจะได้หรือไม่ได้ผลไม้ก็เป็นเรื่องดี เป็นโอกาสดีที่จะได้รุ้ว่า การขาดผลไม้แค่ 14-15วันนั้นร่างกายและจิตใจจะเป้นเช่นไร และมาพลภายหลังว่าโรงแรมมีผลไม้ขาย สามารถสั่งได้จาก Room Service ถ้าสิ้งนั้นเป็นสมบัติของเราเวลานั้นเราก็ได้ กฏของการกักตัวคือห้ามส่งอาหารและของสดเข้ามาให้ผู้กักตัว เรายังได้ผัก ผลไม้ตั้งสองครั้งด้วยเหตุผลว่ากินเจ แพ้อาหารทุกชนิดกินได้แต่ผักและผลไม้เพียวๆ พอเราวางใจสิ่งที่ควรได้ก็ได้แม้ไม่อยากได้ก็ได้มา

    2)ทุกข์ไม่อยากได้ซีิ้ว พริกป่น น้ำปลา จากโรงแรม วิธีแก้ ได้เก็บเอาไว้เองและจะนำกลับบ้านใว้ใช้ยามต้องการจริงๆ ให้ญาติใช้ หรือคืนทางโรงแรม(เกรงว่าเขาจะนับเป็นขยะติดเชื้อเอาไปทิ้งอีก) การอ้างว่าเสียดายของ สิ้นเปลืองทรัพยากรณ์ของโลกเป็นเพียงข้ออ้าง จริงๆแล้วตนรู้ตัวว่าตนนั้น ยังติดในความอร่อย กลัวว่าตนนั้นจะอดใจไม่กินไมได้ต่างหาก ต้องแก้ที่ตนฝึกฝนให้ “บรรลุธรรมทุกคำข้าว”ต่อไป

    3)ทุกข์ไม่ได้ดั่งใจ วิธีแก้คือ สะดุ้งกลัวต่อความน่าเกลียดของความเอาแต่ใจ ความทุกข์ที่เกิดจากการเอาแต่ใจว่าพอไม่ได้ดั่งใจนั้นมันทรมาณรุนแรงขนาดหนัก “เรานี่โง่เนอะปล่อยให้ความเอาแต่ใ่จมากดขี่ใจจนทุกข์ได้ขนาดนี้” “ไม่เอาละไม่ทุกข์” “หายโง่ละ”

    4)ทุกข์ที่ยังละกิเลสเรื่องการกินไมได้ วิธีแก้คือ สอนตัวเองว่า “ยอมรับว่าเรานั้นมีกิเลสมาก ค่อยๆพากเพียรล้างไป เมื่อล้างไม่ได้ก็ต้องยอมรับว่าเราทำได้แค่นี้ ณ เวลานี้ ขยันสู้ ขยันฝีก ขยันเรียนรู้จากสัตบุรุษ” ที่สำคัญคือเราต้อง “ไม่โลภที่จะเอาแต่สภาวะดีๆ” “ไม่โลภที่จะล้างกิเลส” “ไม่ใจร้อนที่จะเป็นผู้สะอาดจากกิเลส” “เพราะอยากสุขจึงทุกข์มาก”

    เมื่อเขียนมาถึงตรงนี้ทุกข์ลึกๆที่ซ่อนอยู่คือ “อยากผอมไม่มีพุง” “อยากสบายเบากายมีกำลังเป็นอยู่ผาสุกตลอดเวลา(นี่ยังไ่ม่ยอมเข้าใจเรืองไตรลักษณ์อีกหรือนี่)”

  9. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์

    ไม่ค่อยสบาย

    ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมารู้สึกมีอาการหนักเนื้อหนักตัว ไม่สดชื่น เหมือนจะไม่สบาย ทำอะไรก็เนือย ๆ ไม่กระปรี้กระเปร่า ทั้งที่ช่วงนี้อากาศก็ดี เย็นสบาย

    ทุกข์ : ไม่แช่มชื่นจากอาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว

    สมุทัย : ไม่อยากให้เกิดอาการหนักเนื้อหนักตัว ไม่กระปรี้กระเปร่า อยากให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง

    นิโรธ : ร่างกายเราจะมีทั้งสบายและไม่สบายเมื่อร่างกายไม่สมดุล ไม่สบายก็ปรับสมดุลไป ไม่ยึดว่าจะต้องหายเมื่อไร หายเร็วก็ได้ หายช้าก็ได้

    มรรค : เมื่อพอจับอาการไม่แช่มชื่น จากอาการไม่สบายหนักเนื้อหนักตัว พอรู้ก็เข้าใจว่าเกิดจากการไม่สบายของตัวเรา อาการที่ไม่แช่มชื่นเกิดจากความยึดมั่นของตัวเองที่ต้องการสภาพดี ๆ ร่างกายแข็งแรงมีศักยภาพตลอดเวลา มันเป็นความลวงของกิเลสความจริงไม่มีใครแข็งแรงได้ตลอด ต้องปรับไปปรับมาให้ถูกสมดุลร่างกาย พอได้ความจริง ใจที่ทุกข์ก็เบาลง แล้วมาพอเริ่มเห็นปัญหาเกิดจากการเพียรการพักที่ไม่พอดี ก็ดูจากการพักช่วงนี้ก็พักผ่อนพออยุ่นะ แต่การเพียรที่ได้ออกแรง ช่วงนี้ห่างไปหน่อย ก็เลยเพิ่มการออกกำลังกาย ไปเดินเร็ว ก็รู้สึกสดชื่นขึ้น สบายขึ้น ได้ทบทวนยาเม็ดที่เก้า รู้เพียร รู้พัก การเพียรพักก็ควรทำให้สมดุลด้วย จะแข็งแรงที่สุด

  10. ภคมน ถิระธรรมภณ

    เรื่อง ชังคนทิ้งขนม

    เนื้อเรื่อง : ขณะข้าพเจ้ากำลังแจกขนม มีผู้หญิงท่านหนึ่ง
    เดินกินขนมที่แจกมา กินไปนิดเดียวแล้วทิ้ง เรารู้สึก
    ชังพฤติกรรมของเขา

    ทุกข์ เห็นผู้หญิงทิ้งขนม แล้วรู้สึกไม่พอใจ

    สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) ชอบถ้าเขาไม่ทิ้งขนมแล้วจะสุขใจ ชังถ้าเขาทิ้งขนมจะทุกข์ใจ

    นิโรธ(สภาพดับทุกข์) เขาจะทิ้งก็ได้ ไม่ทิ้งก็ได้ ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค พิจารณากรรมอย่างอย่างแจ่มแจ้งว่า การกระทำ
    ที่เราเห็นคือการกระทำที่เราเคยทำมาก่อน เมื่อเห็น
    พฤติกรรมว่าเป็นเราก็สำนึกผิดต่อไปจะไม่ทำอีก
    ใจก็รู้สึกเยาสบาย

  11. พรนภา บุรณศิริ

    เรื่องลังเลในการบำเพ็ญ ไม่รู้ว่าจะบำเพ็ญที่ภูผาฟ้าน้ำหรือสวน9?

    ทุกข์ ยังมีความอยากที่จะบำเพ็ญทั้ง2ที่

    สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) เนื่องจากได้มาบำเพ็ญที่ภูผาฟ้าน้ำตั้งแต่เริ่มแรกค่ายและค่ายพระไตรปิฎกครั้งแรกจนปัจจุบัน ได้เรียนรู้การทำกสิกรรมไร้สารพิษมากมาย การปลูกข้าว พืชผักต่างไป พอดีตอนนี้ค่ายสวน9จะมีการเปิดค่ายใหม่ต้องการคนไปเข้าค่ายเพื่อเตรียมงาน จนทำให้เกิดความลังเลและมีอาการปวดเมื่อยกตามตัวคล้ายเป็นไข้

    นิโรธ(การดับทุกข์) ได้คิดพิจารณาให้เห็นความสำคัญและผลประโยชน์ที่เราจะได้รับแล้วว่าการบำเพ็ญที่ภูผาฟ้าน้ำมีประโยชน์มากกว่าคือไดรับความรู้เรื่องการทำกสิกรรมไร้สารพิษ การผันน้ำมาใช้ต่างไป โดยอาจารย์พาทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและคิดว่าสามารถนำไปต่อยอดที่สวน9ได้ย่างดียิ่ง เมื่อพิจารณาแล้วว่าไปก็ได้ไม่ไปก็ได้อาการลังเลก็หายไปไม่มีอาการปวดเมื่อยร่างกายคล้ายเป็นไข้

    มรรค(วิธีปฏิบัติ)จึงได้ตัดสินใจอยู่บำเพ็ญที่ภูููผาฟ้าน้ำต่อไปเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆเกี่ยวกับกสิกรรมไร้สารพิษและการปลูกพืชผักและข้าว การผันน้ำจากที่ต่างไปตามที่อาจารย์พาทำและจะนำไปบำเพ็ญต่อไปได้อย่างมากมาย เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ทำให้มีความผาสุก เบิกบานแจ่มใส

  12. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    ชื่อเรื่อง สุขที่เหนือสุข

    ช่วงนี้เห็นกิเลสต้วขี้น้อยใจโผล่มาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะหลายครั้งที่ตั้งใจจะไปร่วมบำเพ็ญฐานงานกับอาจารย์และพี่น้องแต่พอถึงเวลาเห็นฐานอื่นขาดคน ไม่มีคนก็อดไม่ได้ที่จะเอาภาระอยู่ช่วย ทั้งๆที่อยากจะตามพี่น้องคนอื่นไปร่วมบำเพ็ญกับอาจารย์บ้าง
    ทุกข์ (the truth of suffering)
    เกิดอาการน้อยใจ อึดอัด ขัดเคืองใจตัวเองที่ไม่ยอมทำตามใจตัวเองบ้างด้วยการปล่อยวางภาระอื่นแล้วตามไปร่วมบำเพ็ญกับพี่น้องและอาจารย์บ้าง
    สมุทัย(the truth of the cause of suffering)
    ขัดเคืองใจตัวเองเพราะไม่ได้ดั่งใจไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมจะต้องฝืนใจตัวเองที่จะต้องเอาภาระตลอดทั้งที่ไม่มีใครบังคับทำไมไม่ทำตามใจตัวเองให้สุขใจบ้าง
    นิโรธ (the truth to end suffering)
    จะบำเพ็ญฐานไหนจะได้บำเพ็ญร่วมกับอาจารย์หรือไม่ ก็ต้องสุขใจให้ได้เอาประโยชน์ให้ได้ในทุกสถานการณ์
    เพราะที่เรามาบำเพ็ญก็เพราะตั้งใจมาฝึกฝนการลดละความเอาแต่ใจ มาล้างความชังในความไม่ได้ดั่งใจซึ่งพิจารณาแล้วมันคือรากเหง้าของกิเลสตัวอื่นๆรวมทั้งความขี้น้อยใจนี้ด้วย
    มรรค(the truth of the path to end of suffering)
    พิจารณาเวทนาที่เกิดในจิตจนเห็นเหตุว่าความขี้น้อยใจที่เกิดแต่ละครั้งมีรากเหง้ามาจากความไม่ได้ดั่งใจ บอกตัวเองว่าจะเอาอะไร จะเอาความสุขด้วยการยอมทำตามใจตัวเองหรือจะฝึกล้างกิเลสด้วยการขัดเกลาใจตัวเองด้วยการฝืนที่จะไม่ทำตามใจ(กิเลส) ล้างความรู้สึกไม่สุขใจด้วยการนำคำสอนของอาจารย์มาพิจารณา คือสุขที่เหนือกว่าสุขคือสุขจากการไม่เสพ

  13. นางสาวสันทนา ประวงศ์

    เรื่อง : ดูกิเลสเสพ

    เหตุการณ์ : ได้ส่งไลน์ขอให้หมู่พี่น้อง ช่วยซื้อปลาเค็มเจทอดมาให้ ๓ ชิ้น อยากกินปลาเค็มเจทอดกับข้าวเหนียวร้อนๆ หมู่พี่น้องซื้อมา มี ๒ แบบ ทั้งแบบเป็นชิ้น และแบบรูปเป็นตัว ได้เห็นอาการของกิเลส ไม่กินต่อหน้าพี่น้อง กินต่อหน้าพี่น้องต้องกินแบบมีมารยาท ไปกินคนเดียวที่เต็นท์ ตั้งใจไม่ชวนใครกิน ใครอยากกินมาเอาได้ เอามาวางไว้ในหม้อหิ้วเลส พอไปเอาข้าวเหนียวร้อน ๆ มา รู้ว่ากิเลสทำงานทันที เห็นว่ามีอาการใจเต้น ใจร้อน รีบร้อน ร้นๆ กระวนกระวาย อยากกินๆ อย่างชัดเจน ตั้งสติ รู้ว่าเราอยากกินอย่างใจร้อน หักคอกิเลสก่อนด้วยการทำอะไรให้ช้าลง เพื่อชะลอเวลา เมื่อเข้ามาในเต็นท์ก็ถอดหมวก ถอดถุงเท้า ผ้าพันคอ เสื้อกันหนาว นั่งหันหน้าไปทางพระพุทธรูปยกมือขึ้นพนม ตั้งจิตระลึกต่อพระพุทธเจ้า พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ อาจารย์หมอเขียว ขอตั้งจิตกินเพื่อเรียนรู้ มีกิเลสอยู่ด้วย ในการเรียนรู้ครั้งนี้จะได้รับวิบากร้ายอะไรยินดียอมรับ ขอเรียนรู้เพื่อสะสมปัญญาเหลี่ยมมุมในการออกจากกิเลส ความชอบที่ติดอยู่ เพื่อเห็นความจริงตามความเป็นจริง เมื่อเปิดหม้อหิ้วมื้อไปหยิบชิ้นปลาเค็มเจมาใส่ปาก หอมกลิ่นทอด กัดเคี้ยวเนื้อนุ่มๆ รสเค็มถูกใจกิเลส ข้าวเหนียวร้อนๆ ควันขึ้น นุ่มและเหนียว พยายามควบคุมสติ คำที่ ๒ กินคำใหญ่และเคี้ยวไม่ละเอียดเลย มีความใจร้อนมากขึ้นเป็น ๒ – ๓ เท่า คำต่อมาไม่มีสติอ่านกิเลสแล้ว ได้แต่ดูอาการกิเลสผีเปตรเสพ หมดไป ๒ ชิ้น จากที่เคยตังใจไว้ว่าวันนี้กินแค่ ๑ ชิ้น หยุดไม่อยู่ไหลไปถึงปลาเค็มเจแบบรูปเป็นตัว พยายามหยุดตั้งสติพิจารณาชิ้นและลักษณะคล้ายปลาสลิดที่ไม่มีหัว ใช้สาหร่ายห่อ และก็หยิบเข้าปาก ว้า! เหม็นคาวสาหร่าย รสไม่เค็ม รสออกหวานอ่อนๆ ไม่ดูด ไม่ถูกใจกิเลส ไม่ชอบ วางได้ ไม่กินอันนี้ได้ ยังคงชอบปลาเค็มเจทอดแบบแรกอยู่ ๘๐% วิบากที่ได้รับ มดเข้าเต็นท์มาตามกลิ่นปลาเค็มเจทอด มีอาการมึนหัวข้างขวาอยู่พักใหญ่หลังกินเสร็จ และก็กลับเป็นปกติ

    ทุกข์ : จากอาการอยากกิน ใจเต้น ใจร้อน รีบร้อน ร้นๆ กระวนกระวาย

    สมุทัย : ตัณหาความอยาก อยากกินปลาเค็มเจทอดกับข้าวเหนียวร้อนๆ กิเลสชอบกินปลาเค็มเจทอดกับข้าวเหนียวร้อนๆ อุปาทานยึดมั่นถือมั่นว่าต้องกินปลาเค็มเจทอดกับข้าวเหนียวร้อนๆ

    นิโรธ : ความอยาก ความชอบ ความยึดมั่นถือมั่นเป็นทุกข์ ไม่อยากไม่ชอบไม่ยึดมั่นถือมั่นไม่ทุกข์ อิ่ม เต็มพอ สุขสงบ เบาสบายใจ อิ่มเอิบ เบิกบาน แจ่มใส ใจไร้ทุกข์ ไร้กังวลได้ เยี่ยมยอดที่สุด

    มรรค : พิจารณายินดีที่ได้เห็นอาการ การเสพของกิเลส ยินดีที่ได้เรียนรู้ความจริงตามความเป็นจริงของกิเลสที่มีในตัวเองครั้งนี้ เห็นกิเลสตัวมีมารยาทห่วงภาพลักษณ์ และเห็นกิเลสผีเปรต ตัวที่อยู่ในเต็นท์ เห็นความไม่เที่ยงของอาการความอยาก ความชอบของกิเลส ความยึดมั่นถือมั่น กลิ่นหอม กลิ่นคาว รสชาติ ความเหนียวนุ่ม ความร้อน ที่ไม่เที่ยงไม่มีตัวตนแท้ เกิดขึ้นแล้วก็ค่อยๆ ดับไป ยึดไม่ได้ไม่มีสาระแก่นสารที่เป็นประโยชน์ของชีวิต เสียเวลา เสียงพลังไปคิด ไปปรุง ไปหามากินมาเสพ ในครั้งต่อไปถ้าไม่มีเหตุปัจจัยให้กินก็จะไม่สรรค์หาไม่สั่งซื้อมากินอีก สาธุค่ะ

  14. นางสาวนัฏฐา พิมาพันธู์ศรี

    เรื่อง ทำไมมาเปิดพัสดุคนอื่น

    ทุกข์ ที่เพื่อนมาเปิดกล่องพัสดุของเรา
    สมุทัย ชังที่เพื่อนเปิดกล่องพัสดุเรา ไม่ถามเราก่อน ชอบที่เพื่อนไม่มาเปิดกล่องพัสดุเรา ต้องถามเราก่อนเปิด
    นิโรธ สภาพดับทุกข์ หรือเป้าหมายที่จะเดินไปให้ถึง เพื่อนจะเปิดกล่องพัสดุ หรือไม่เปิดกล่องพัสดุเราก็ได้ จะถามเราก่อนหรือไม่ถามเราก่อนก็ได้ ก็ยินดีและสุขใจได้
    มรรต วิธีดับทุกข์
    เพื่อนฝากให้สั่งของออนไลน์ให้ก็สั่งและได้ระบุชื่อเพื่อนไป ส่วนตัวก็สั่งของออนไลน์อีกชิ้นหนึ่งระบุชื่อเราเอง พัสดุส่งมาพร้อมกัน ก็มีสองกล่องวางอยู่ด้วยกัน เพื่อนก็เปิดพัสดุทั้งสองกล่องทั้งที่ไม่ใช่ชื่อตัวเอง แต่คิดว่าเป็นของตัวเองเพราะวางอยู่ด้วยกัน
    ก็ทำให้เห็นอาการในใจว่า ไม่พอใจ ไม่ช่อบใจ มีคำถามว่าทำไมมาเปิดของที่ไม่ใช่ของตัวเองนะ ทำไมไม่ถามเจ้าของก่อน มีชื่ออยู่บนกล่องไม่ใช่ของตัวเองยังมาเปิดอีก กิเลสก็พาปรุงไปให้ทุกข์ขึ้นเรื่อยๆ พอได้สติก็เห็นแล้วว่าคิดแบบกิเลสนั้นทุกข์ เปลื่ยนจิตใหม่มาคิดแบบพุทธะว่า เพื่อนไม่ได้ตั้งใจจะอยากรู้อยากเห็นนะ เพื่อนเข้าใจผิดนะ เสียงกิเลสก็ยังไม่ยอม ยังหาเหตุผลมาเถียงอีกว่า ก็มีชื่อเขียนอยู่ชัดเจนนะ แค่รอสักหน่อยมาถามก่อน ทำไมไม่ถามก่อนเปิดล่ะ เห็นอาการที่ใจยังไม่ยอม ไม่ยอมเข้าใจเพื่อน ยังจะเอาให้ได้ดั่งใจ เอาว่าเขาต้องถามจึงจะสุขใจ แต่ที่ได้รับคือทุกข์ใจอยู่ยังอยากจะเอาอีก วิปลาสแท้ๆ เห็นความลวงของกิเลสแล้ว แต่ใจก็ยังไม่ยอม
    จนได้คุยกับหมู่มิตรดีท่านหนึ่ง ท่านแบ่งปันสภาวธรรมที่ท่านได้ไปเปิดกระเป๋าผู้อื่นทั้งๆ ที่ไม่ใช่ปกติวิสัยที่ท่านจะทำเช่นนั้น แต่มีเหตุปัจจัยและวิบากกรรมของเขาของเจ้าของกระเป๋ามาดึง มาดลใจให้ท่านเปิดกระเป๋าผู้อื่น และท่านก็รู้สึกทุกข์ใจ ละอายใจมาก
    วินาทีนั้นทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า ที่เพื่อนมาเปิดกล่องพัสดุเรานั้น ท่านก็ไม่ได้ตั้งใจและท่านรวมทั้งเราต่างก็มีวิบากกันทั้งนั้น ไม่มีใครอยากพร่องอยากทำพลาด ก็ทำให้เข้าใจเขา และทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่มีอะไรบังเอิญ เป็นที่สิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้เห็น ให้ได้ล้าง
    และเป็นเรื่องที่ดีมาที่ทำให้เห็นส่วนที่เหลือในใจ ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้ก็จะไม่เห็นว่ายังมีอาการที่ จะเอาให้ได้ดั่งใจตัวเอง ได้เห็นทุกข์จากการที่อยากได้ดั่งใจแล้วไม่ได้ ได้ชัดเรื่องวิบากกรรมที่มีจริงที่เราต้องรับ แล้วเขาก็ไม่ได้อยู่ตลอด มาเพื่อที่จะหมดไป รับแล้วก็หมดไป ก็จะโชคดีขึ้น
    ความคิดของกิเลสก็หายใปเลย ได้เห็นความไม่มีตัวตนของกิเลสที่ปั้นสุขปลอมว่าถ้าได้ดั่งใจหมายจะสุขใจสลายไปเลย ได้เห็นความจริงตามความเป็นจริง คือ เพื่อนจะเปิดกล่องพัสดุก็ได้ จะไม่ถามเราก็ได้นะ เราก็สุขใจได้แล้ว

  15. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    ชื่อเรื่อง — เป็นห่วงเขาก็ดีแล้ว แต่เราไม่จำเป็นต้องทุกข์ใจไปด้วย

    เนื้อเรื่อง — ช่วงที่ผมกับแม่บ้านไปเข้าค่ายพระไตรปิฎกที่ภูผาฟ้าน้ำ ระหว่างวันที่ 3-8 ธันวาคม 2563 เราก็พยายามเก็บเกี่ยวงานในความรับผิดชอบของตนเองกันอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันเราก็ต้องต่อสู้กับสภาพอากาศที่หนาวเย็นไปด้วย จนกระทั่งเมื่อผ่านไปสามสี่วัน ช่วงหัวค่ำแม่บ้านก็เริ่มมีอาการเพลีย ๆ มึนหัว และตัวร้อนนิดหน่อย ทำท่าเหมือนจะป่วย วันนั้นเราจึงพักงานกันเร็วขึ้นหน่อย คือแยกย้ายกันไปนอนที่เต็นท์ของตัวเอง แม่บ้านเขาก็พยายามดูแลตัวเองไปตามแนวทางของแพทย์วิถีธรรม จนวันรุ่งขึ้นหลังจากได้พักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว เขาก็ดีขึ้น มีเรี่ยวแรงทำงานและสู้ความหนาวต่อไปได้จนถึงวันเดินทางกลับบ้าน

    ทุกข์ — ในช่วงที่แม่บ้านเริ่มมีอาการไม่ค่อยสบาย เราก็รู้สึกเป็นห่วง มีความกลัวอยู่ในใจว่าเขาจะล้มป่วยหนักเหมือนเราในคราวที่กลับจากภูผาฟ้าน้ำครั้งที่แล้ว

    สมุทัย — เหตุที่เรากลัว กังวล หวั่นไหวเมื่อแม่บ้านมีอาการไม่สบายเล็กน้อยก็เพราะเรามีความอยากแบบยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าแม่บ้านสบายดี ไม่เจ็บป่วย เราจะสุขใจ ถ้าแม่บ้านไม่สบาย เจ็บป่วย เราจะทุกข์ใจ

    นิโรธ — แม่บ้านสบายดีเราก็ยินดี พอใจ ไร้กังวล แม่บ้านเจ็บป่วยเราก็ยินดี พอใจ ไร้กังวล

    มรรค — พิจารณาความจริงตามความเป็นจริงว่า ในโลกนี้ทุกคนก็มีสิทธิ์เจ็บป่วยกันทั้งนั้น มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยและวิบากกรรมของแต่ละคน แม่บ้านเราก็มีสิทธิ์เจ็บป่วยด้วยเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับวิบากกรรมและภาวะสมดุลร้อนเย็นของเขาเอง ถ้าเขาเจ็บป่วยขึ้นมาเราก็มีหน้าที่ดูแลเขาให้เต็มที่ แต่ไม่ใช่หน้าที่ที่เราจะต้องทุกข์ใจ ทำใจให้ได้ตามนี้มากเท่าไหร่ เราก็ทุกข์น้อยลงเท่านั้น

  16. นางศิริเพ็ญ ทองดี

    1.ชื่อเรื่อง “ส่งคลิปไม่ทันเวลา”
    2.เนื้อหาหรือเรื่องย่อ
    ได้รับผิดชอบทำคลิปรายการตอบปัญหาเพิ่มปัญญาครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขดีที่ได้บำเพ็ญบุญ แต่เนื่องจากเป็นมือใหม่ยังไม่เก่งและยังขาดประสบการณ์ในการตัดต่อคลิป ทำให้ใช้ระยะเวลาในการทำคลิปนาน ซึ่งไม่เคยทราบมาก่อนว่าคลิปที่ทำยาวๆ ประมาณ 1-3 ชั่วโมงต้องใช้ระยะเวลาบันทึกในแอปที่เราตัดต่อ และอัปโหลดขึ้นยูทูปนานมาก ทั้งนี้ก่อนวันที่จะใช้คลิปออกอากาศ 1 วันได้แจ้งไปทางทีมผู้ประสานงานรายการว่าจะส่งคลิปทัน คลิปที่ทำเริ่มทำตอนหัวค่ำ คลิปเสร็จประมาณตีสามถึงตีสี่ ขั้นตอนสุดท้ายคือบันทึกในแอปที่ทำก่อนอัปโหลดขึ้นยูทูป และในเวลา 08.00 น.ที่ต้องใช้คลิป ทำให้มีความเสี่ยงที่จะไม่ทันออกอากาศ รู้สึกเห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ แต่ก็ไม่มากเหมือนก่อนที่ยังไม่ได้มาฝึกลดลิเกสกับแพทย์วิถีธรรม ถ้าเป็นเมื่อก่อนนั้นระดับความทุกข์คงจะสูงมาก ระดับทุกข์มากถึงทุกข์ที่สุด ทั้งความใจร้อน ความร้อนรน ที่จะส่งงานให้ทันเวลา และคุณภาพของงานที่ทำ และอื่น ๆ อีกมากมาย
    3.ทุกข์ (อาการทุกข์ทางกาย ทางใจ หรือเหตุการณ์)
    ทุกข์จากความวิตกกังวลว่าคลิปจะออกอากาศไม่ทันเวลา 08.00 น. กังวลและกลัวว่าคลิปที่ทำจะคุณภาพไม่ดี ข้อความไม่สมบูรณ์ เพราะความเร่งรีบในการทำคลิป รู้สึกเป็นภาระให้หมู่กลุ่มที่ต้องรอรับคลิปที่จะออกอากาศ
    4.สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์)
    ความอยากทำคลิปให้ดีที่สุด อยากทำส่งคลิปให้ทันเวลา อยากได้คลิปที่มีคุณภาพที่ดีคนดูง่าย
    5.นิโรธ (สภาพดับทุกข์)
    ปล่อยวางส่งทันก็ได้ ไม่ทันก็ได้ ตัดใจไม่คาดหวังว่าจะส่งทันหรือไม่ทัน ไม่คาดหวังว่าคลิปจะมีคุณภาพดีที่สุดหรือไม่ ขอให้ได้ทำเสร็จและได้ส่ง
    6.มรรค (วิธีการดับทุกข์)
    ใช้สัมมาทิฐถิและสัมมาสังกัปปะ ในการท่องบททบทวนธรรม “ปัญหาทั้งหมดเกิดจากคน โง่กว่ากิเลส” “คนที่แพ้ไม่ได้ พลาดไม่ได้ พร่องไม่ได้ ทุกข์ตายเลย โง่ที่สุด” “คนที่แพ้ก็ได้ ชนะก็ได้ พลาดก็ได้ ไม่พลาดก็ได้ พร่องก็ได้ ไม่พร่องก็ได้ สบายใจจริง ฉลาดที่สุด” “เร็วและพร่องแล้วเกิดผลดีมากกว่าผลเสียนั้นดี แต่เกิดผลเสียมากกว่าผลดีนั้นไม่ดี ช้าและสมบูรณ์แล้วเกิดผลดีมากกว่าผลเสียนั้นดี แต่เกิดผลเสียมากกว่าผลดีนั้นไม่ดี” คิดตามบททบทวนธรรม มีความเห็นคล้อยตามบททบทวนธรรมว่าถูกต้อง ถูกตรง จริงแท้แน่นอน คิดตามแล้วทำให้ทุกข์ลดลงไปเกือบหมด และใช้สัมมาวายามะ เพียรลดกิเลสในใจคือความใจร้อนความกังวลที่จะไม่ทันเวลา ตั้งใจทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น ความดีที่เราทำจะมอบสิ่งที่ดี ที่เหมาะสม เวลาที่เหมาะสมให้เราเสมอ มอบให้เท่ากับความดีที่เราทำมาต้องยอมรับ และใช้สัมมาสติ รู้ตัวไตร่ตรองใคร่ครวญ ไม่คาดหวังไม่อยากได้เกินความสามารถของตนเอง เคารพในคุณความดีของหมู่มิตรดี ว่าถ้าเป็นคนอื่นคงไม่พอใจเราแน่ๆ แต่ในหมู่มิตรดีผู้มีศีลจะมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชิงบวกเสมอ ให้ถือว่าท่านก็ได้ฝึกผัสสะ ฝึกปฏิบัติธรรมของท่านเช่นกัน

  17. นางศิริเพ็ญ ทองดี

    1.ชื่อเรื่อง “กทม.เราทำมา”

    2.เนื้อหาหรือเรื่องย่อ
    เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา มีคน(เป็นผู้หญิง)ไปตัดต้นตระไคร้ทั้งหมดซึ่งมีหลายกอ และต้นไม้ อื่น ๆ ที่ปลูกไว้รอบ ๆ สระน้ำในที่นาของตนเองโดยพละการ จากการรวบรวมข้อมูลและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นคนที่เคยมารับจ้างทำงานในไร่นาของตนเอง หลังจากแจ้งให้ผู้นำหมู่บ้านและญาติของผู้มาบุกรุกรับทราบ และขอร้องให้ไปบอกบุคคลผู้นี้หยุดการกระทำแล้ว แต่ก็ไม่ยอมหยุด ยังออกไปที่นาเกือบทุกวัน ผู้นำหมู่บ้านแนะนำให้ไปแจ้งความกับตำรวจ ก็เลยได้ไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ หลังจากตำรวจออกมาแนะนำให้หยุดการกระทำ และได้ให้บันทึกลงลายมือไว้เป็นหลักฐานว่าจะไม่ออกไปอีก แต่ก็ยังไม่ยอมหยุดยังออกไปเหมือนเดิม จากการสอบถามญาติให้ข้อมูลว่าคนนี้สภาวะจิตใจไม่ปกติ เคยพูดคุยไม่รู้เรื่อง เขาบอกว่าบางครั้งมีเหตุการณ์ที่ทำไปแล้วโดยไม่รู้สึกตัวว่าทำอะไร มีอยู่วันหนึ่งคนนี้ออกไปนาและทะเลาะกับพี่ชายที่มีที่นาติดกัน จึงได้ไปปรึกษาตำรวจ ตำรวจให้แจ้งความลงบันทึกไว้เพื่อจะดำเนินการต่อไป กระทั่ง ณ ปัจจุบันนี้ บุคคลผู้นี้ก็ยังออกไปทำโน่นนี่นั่น ในที่นาบริเวณสระน้ำที่ปลูกต้นไม้ พืชหรือไม้ผลต่าง ๆ ไว้ ในนาและรอบๆ สระทุกวัน
    3.ทุกข์ (อาการทุกข์ทางกาย ทางใจ หรือเหตุการณ์)
    รู้สึกกังวล ไปความปลอดภัยของตัวเอง จึงไม่กล้าออกไปนาคนเดียว ทำให้หญ้าขึ้นรกในสวน และต้นไม้ที่ปลูกไว้ในนาก็จะไม่ได้ดูแล กลัวต้นผักหวาน ต้นไผ่ ต้นมะพร้าว และต้นไม้ผลอื่น ๆ ที่ปลูกไว้จะตายเพราะไม่ได้รดน้ำ ทุกข์จากการเสียดายต้นตระไคร้หลายๆกอ และต้นถั่วแฮ ต้นหมามุ้ยอินเดีย ต้นเถาเอ็นอ่อน ที่โดนตัดทิ้งไปหมด ทุกข์จากการเป็นห่วงความรู้สึกญาติพี่น้องที่คอยวิตกกังวลกับเรากลัวว่าจะโดนทำร้ายเวลาออกไปนาคนเดียว
    4.สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์)
    ไม่อยากให้ผู้บุกรุกไปตัดต้นไม้ ตัดตระไคร้ทิ้งรู้สึกเสียดาย เสียดายต้นหมามุ้ยอินเดียปีนี้จะไม่ได้เก็บเมล็ดแห้งเพราะโดนตัดทิ้งหมด ไม่ได้เก็บฝักถั่วแฮที่โดนตัดทิ้งไปหมดทุกต้น, ทุกข์จากอยากให้คนนี้ไปรับการรักษาสุขภาพจิตที่เป็นอยู่ ทั้งที่บอกญาติแล้วญาติก็ไม่พาไปรักษา, อยากให้คนนี้หยุดการกระทำไม่อยากให้ออกไปทำอะไรในที่นาอีก
    5.นิโรธ (สภาพดับทุกข์)
    ทำใจปล่อยวางกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพราะเราเคยทำมาทั้งนั้น, คิดบวกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนมีสิ่งที่ดีอยู่บ้าง
    6.มรรค (วิธีการดับทุกข์)
    1.ใช้สัมมาวายามะ เพียรดับทุกข์ใจที่เกิดขึ้น ด้วยการท่องบททบทวนธรรม ข้อ “เกิดอะไร จงท่องไว้ กู-เรา-ฉันทำมา” “ทำร้ายเขามาตั้งมากตั้งมาย ยังมีหน้ามาโกรธ มาเกลียดเขาอีก มันชั่วเกินไปแล้วเรา”
    “สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา” “เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ เพราะเราเคยทำเช่นนั้นมามากกว่านั้น เมื่อได้รับแล้วก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น” “ทุกข์ย่อมไม่ตกถึงผู้ที่เข้าใจ เชื่อ และชัดเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง” เมื่อท่องทบทบทวนธรรมแล้วรู้สึกคลายวิตกกังวลลงได้มาก บางวันก็ออกไปนาเพราะตั้งใจยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น “ตายก็ตายจะได้ไปเกิดใหม่ อยู่ก็ทำความดีต่อ” พิสูจน์บุญกุศลที่เราทำมาว่าจะคุ้มครองเราไว้หรือไม่ 2.ใช้สัมมาวาจาพูดดีๆไม่ดุด่าว่าร้ายวันหนึ่งเห็นคนนี้ถือมีดออกไปนา ก็เลยบอกว่าขอร้องอย่ามาอีก ได้นั่งพนมมือกราบลงพื้นขออโหสิกรรม อย่ามาอีก พอเห็นเรานั่งกราบถือมีดวิ่งหนีไป แต่วันต่อมาก็ไปอีก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงทุกข์มากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ จิตใจคงสับสนวุ่นวายอย่างมาก แต่เพราะเราได้ฝึกลดกิเลสมาแล้วปีนี้เป็นปีที่ 5 (5 ปี กับ 1 เดือน) ที่ได้มาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติวิธีการลดกิเลสกับแพทย์วิถีธรรม กับสถาบันวิชชาราม กับสัตบุรุษคือท่านอาจารย์หมอเขียว (ดร.ใจเพชร กล้าจน) ทำให้เรารู้สึกพอเห็นได้ทุกข์ พอเห็นความกลัว ความกังวล ความหวาดระแวง ยอมรับได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเราทำมา ไม่อาฆาตพยาบาทกับคนนี้ ไม่คิดอยากได้เงินจากเขาที่จะชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ต้องการเพียงให้เขาไปรักษาให้สุขภาพจิตให้ดีขึ้น ต้นตระไคร้ ที่ตัดทิ้ง ก็ได้บอกตำรวจให้เขาเอาไปขายเอาเงินไปใช้จ่ายในครอบครัว 3.วันเวลาที่จะผ่านไปก็จะตั้งใจอาทิศีล ทำความดีเพื่อให้ได้ใช้วิบากหมด จะได้โชคดี ถ้าวิบากกรรมหมดวันไหน คนนี้ก็คงหยุดการกระทำได้ ไม่ออกไปทำอะไรในที่นาอีก

  18. วรางคณา ไตรยสุทธิ์ (พุทธพรฟ้า)

    ฟ้าเปิด

    ก่อนหน้านี้ตั้งใจว่า “จะทำงาน ป.เอก ให้เสร็จก่อนค่อยมาลุยงานวิชชารามกับพี่น้องหมู่มิตรดีก็ได้” แต่เหตุการณ์ก็ให้ได้กลับมาดูแลงานวิชชารามอยู่ดีเพราะยังไม่มีท่านอื่นมาบำเพ็ญงานส่วนนี้ ตอนนั้นมีความคิดว่า “ถ้ามีท่านอื่นมาดูแลงานวิชชารามก็ดีนะ” จึงคิดได้ว่า “จะมีท่านอื่นมาดูแลหรือไม่ก็ตาม ตอนนี้ฟ้าเปิดให้เราบำเพ็ญก็ทำไปเต็มที่ตามฟ้าเปิดเถอะ”

    ทุกข์ : ไม่สบายใจ ไม่สดชื่นเต็มที่
    สมุทัย : อยากให้ท่านอื่นมาดูแลงานวิชชารามเราจะได้มีเวลาให้งาน ป.เอก มากขึ้น ถ้ามีท่านอื่นมาดูแลงานวิชชารามจะสบายใจ ถ้าไม่มีจะไม่สบายใจ
    นิโรธ : จะมีท่านอื่นมาดูแลงานวิชชารามหรือไม่ เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : ตอนที่คิดว่า “ถ้ามีท่านอื่นมาดูแลงานวิชชารามก็ดีนะ ท่านที่ทำได้ดีกว่าเราทั้งงานนอกและงานใน หรือท่านที่มีภูมิธรรมมากกว่าเราก็ยิ่งดี” จึงคิดได้ว่า “เราไม่ควรคิดแบบนั้น จะมีท่านอื่นมาดูแลหรือไม่ก็ตาม ตอนนี้ฟ้าเปิดให้เราบำเพ็ญก็ทำไปเต็มที่ตามฟ้าเปิดเถอะ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้วล่ะ ! เพราะยังไงทุกสิ่งทุกอย่างก็สลายไปอยู่แล้วทั้งเรื่องดีและร้าย ถ้าเรามาทุกข์ใจกับเรื่องนี้ก็เป็นการสร้างอกุศลไม่จบไม่สิ้น เราควรทำดีเต็มที่ตามที่ฟ้าเปิดให้ทำดีกว่า หลังจากนี้ผลจะออกมาดีหรือแย่ก็ไม่เป็นไร ทำไปปรับกันไปร่วมกับหมู่มิตรดีดีกว่า” พอพิจารณาแบบนี้ก็โล่งใจ เบาใจ สบายใจ และจะพากเพีบรทำงาน ป.เอก ไปด้วย ร่วมกับการส่งเสริมให้พี่น้องทีมภาคเข้ามาเรียนรู้ร่วมกันเพื่อนำไปบำเพ็ญกับพี่น้องในภาคของตนเองด้วย

  19. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    เรื่อง “สำนึกผิด”

    เรื่องย่อ การเดินทางโดยรถตู้ ของจิตอาสาพวธ. เพื่อไปค่ายพตฏ. ครั้งที่ 31 จากสวนป่านาบุญ2 นครศรีธรรมราช ไปที่พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ เชียงใหม่
    ระหว่างทางคนขับรถตู้ได้ขนย้ายจัดวางกระเป๋าบางส่วนไปวางไว้ที่ใหม่ โดยการวางสลับรถกับคน จึงหากระเป๋าไม่เจอ ด้วยที่กลัวหนาวมาก เพราะต้องนั่งรถกลางคืน เมื่อเจอกระเป๋าเพื่อน แล้วได้ทำผิดศีลอย่างแรง ไม่น่าให้อภัย น่าอายสุดๆๆ โดยการไปเปิดกระเป๋าคนอื่นโดยไม่ได้รับการอนุญาต ถือวิสาสะหยิบหมวก หยิบเสื้อ มาใช้ มันเป็นวิบากกรรมชั่วตามไล่ล่า จึงเป็นขโมยโดยอัตโนมัติ “โง่ฉับพลัน” สำนึกได้เมื่อโดนเจ้าของใช้วาจาสั่งสอนอย่างรุนแรง จึงได้แต่ขอโทษๆๆๆ ผิดไปแล้วๆๆๆ ยอมรัยผิดเต็มๆ แบบไม่มีเงื่อนไข

    ทุกข์ : กลัวหนาวมาก อยากได้เสื้อผ้ากันหนาว

    สมุทัย : หากระเป๋าไม่เจอ อยากได้เสื้อกันหนาว ถ้าหาเจอจะสุข หาไม่เจอจึงทุกข์ กลัวหนาว

    นิโรธ : เจอกระเป๋าก็ได้ ไม่เจอก็วางใจได้ ไม่กลัวหนาว ไม่ทุกข์

    มรรค : ตั้งสติ รวมรวบสมาธิ ใช้ปัญญาใคร่ครวญซ้ำๆๆๆ ทบทวน หาสาเหตุแห่งทุกข์ ผิดศีล พูดเล่นพูดหัว ไม่ประมาณในการพูด อีกทั้งเพ่งโทษเพื่อน รีบสำนิกผิด ยอมรับผิด ยอมรับสารภาพผิด ขอโทษขออโหสิกรรม หยุดทำสิ่งไม่ดีเหล่านั้น ตั้งจิตทำความดีให้มากๆ ลดกิเลส วางใจว่า หากระเป๋าเจอหรือไม่เจอ ก็ไม่ทุกข์ รับเต็มๆ จะได้หมดหมดเต็มๆ เราจะโชคดีขึ้น

    กิเลส คือ ความกลัวหนาว / อยากได้เสื้อผ้ากันหนาว เมื่อจับตัวกิเลสได้แล้ว จิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ยอมรับผิดอย่างเต็มใจ สำนึกผิดเต็มๆ ด้วยใจที่บริสุทธิ์ ขอบคุณเจ้าของกระเป๋าที่มีความเมตตา ที่มาช่วยไม่ให้เราทำผิดมากกว่านี้ ได้ฆ่ากิเลสอย่างง่ายดาย ต่อหน้าต่อตา ยอมรับผิดด้วยใจที่เบิกบาน ผาสุก ขอบคุณเจ้าของการเป๋าที่ช่วยฆ่ากิเลสตัว “อยากได้” จนได้ รู้ตื่น รู้เบิกบาน วางได้ โล่ง โปร่ง เบา สบาย

  20. นายมงคลวัฒน์ รัตนชล

    เรื่องอยากไปร่วมค่ายพระไตรปิฎกครั้งที่31ของแพทย์วิถีธรรมที่ดอยฟ้าบ้านแม่เลาตำบลป่าแป๋แม่แตงเชียงใหม่”กสิกรรมไร้สารพิษชีวิตผาสุก”ซึ่งเป็นค่ายที่อาจารย์หมอเขียวจัดให้กับจิตอาสาและผู้ที่สนใจสนใจเรียนพระสูตรต่างๆในพระไตรปิฎกปฏิบัติอธิศลีจนเห็นกิเลสใช้ธรรมะวิจัยและสติปัญญาจนรู้ทุกข์สมุทัยของทุกข์นิโรธสภาพที่ทุกข์หายไปและมรรควิธีรู้อุบายการกำจัดกิเลสเหตุแห่งทกข์นั้นๆซึ่งเป็นค่ายสุดท้ายของปี63:
    ทุกข์:ห่วงกังวลว่าจะติดภาระหรือมีเหตุการณ์ที่ไม่สามารถทำให้ไปร่วมได้
    สมุทัย:การยึดว่าถ้าได้ไปจะเป็นสุขไม่ได้ไปจะเป็นทุกข์
    นิโรธ:สภาวะยินดีไม่ว่าจะได้ไปหรือไม่ได้ก็ได้ตามกรรมวิบาก
    มรรค:วางใจว่าพร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนไปก็ได้ไม่ไปก็ได้และพากเพียรลดกิเลสทำกุศลการงานเต็มที่ทั้งภาระการงานประจำและดูแลครอบครัวและอุปสรรคเหตุการณ์ภายนอกซึ่งก็คือฝนตกน้ำท่วมซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้เมื่อวางดีได้วางใจได้ ก็เคลียร์งานและครอบครัวได้เหตุการณ์น้ำท่วมบ้านก็ไม่เกิดนำ้ลดก่อนเข้าบ้านสามารถมาได้ในนาทีสุดท้ายก่อนเดินทาง

  21. ประคอง เก็บนาค

    เรื่อง : เมื่อไหร่จะเชื่อฟังสักที

    เนื้อเรื่อง : วันหนึ่ง เราได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการร่วมประเมินผลงานทางวิชาการของบุคลากรในสังกัดเพื่อให้มีวิทยฐานะเพิ่มขึ้น หลังจากที่กระบวนการประเมินเสร้จสิ้นลงแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของหน่วยงานที่ผู้รับการประเมินต้องพาผู้ประเมินไปเลี้ยงรับประทานอาหารกลางวันเพื่อเป็นการให้เกียรติและขอบคุณ ซึ่งก็แน่ว่าเป็นร้านอาหารมีชื่อเสียงในท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นเมนูอาหารเนื้อสัตว์และมีของมึนเมาด้วย งานนี้เราจึงขอตัวไม่ไปร่วมด้วยเพราะเราเลิกทานของเหล่านั้นแล้ว (รู้สึกโชคดีจัง) แต่ลูกน้องที่รับการประเมินมาแจ้งว่าจะเชิญลูกน้องของเราที่อยู่ในสำนักงานไปร้านอาหารนั้นด้วยเพื่อฉลองความสำเร็จ เราก็บอกปฏิเสธไปว่าน้องที่ทำงานในสำนักงานเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับการประเมินครั้งนี้ อีกทั้งถ้าออกไปรับประทานอาหารกลางวันก็มักจะกลับเข้ามาทำงานไม่ทันเวลาช่วงบ่าย และทางฝ่ายงานของเราก็ไม่ได้ส่งเสริมให้มีกิจกรรมที่ปลูกฝัง ยึดติดกับการเลี้ยงฉลองที่มักจะเลยเถิดเรื่องของมึนเมา อีกอย่างถ้ามีคนไปร่วมมากก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก สิ้นเปลืองกันมากไปอีก อีกอย่างมักจะเกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกันภายในครอบครัวของคนที่ไปร่วมงานหลายครั้ง เพราะจะพากันกลับบ้านค่ำมืดหรือจนดึกดื่น ไม่สนใจและละเลยหน้าที่ของตนในครอบครัว ซึ่งก็ดูเหมือนเขาจะเข้าใจในเหตุผลที่เราบอกไป…เมื่อเรากลับถึงสำนักงานซึ่งก็เป็นเวลาใกล้พักกลางวัน ลูกน้องในสำนักงานมาบอกว่าคนที่รับการประเมินส่งข้อความมาบอกให้ไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วย โดยได้สั่งอาหารเครื่องดื่มไว้รอแล้วด้วย ซึ่งในใจพวกเขาก็ไม่อยากออกไปเพราะช่วงบ่ายมีงานต้องเคลีย เนื่องจากสุดสัปดาห์นี้มีวันหยุด 4 วัน เกรงว่าจะมีงานค้าง…ความรู้สึกปิ้ดขึ้นมาในใจเลย อีกแล้วหรือ..คนนี้อีกแล้วหรือ..สัปดาห์ก่อนที่ส่งการบ้านก็คนนี้นะ …เฮ้อเมื่อไหร่จะเชื่อฟังที่เราพูดสักที…ต้องคนนี้อีกกี่ทีกัน…

    ทุกข์ : รู้สึกขัดใจ ขุ่นในใจ คนนี้อีกแล้ว

    สมุทัย : ยึดว่าลูกน้องเชื่อฟังและทำตามจะสุขใจ ลูกน้องไม่เชื่อฟัง ไม่ทำตามจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : ลูกน้องจะเชื่อฟัง และทำตามหรือไม่ เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : พิจารณาเรื่องความดื้อ (ไม่เชื่อฟัง)ของคนเรา ช่างมีมากมายมหาศาล เหมือนไม่รู้จบสิ้นจริง ๆ แม้คนเดียวกันก็สามารถดื้อในเหตุการณ์เดียวกันได้ซ้ำ ๆ แล้วโลกใบนี้มีคนหลายล้านคนแล้วไอ้เจ้าความดื้อนี่เขาจะมีมากขนาดไหนกัน นี่ไงที่อ.หมอเคยบอกว่าคนเราเกิดมามีชาติภพแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เราก็คงเป็นคนดื้อแบบนั้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน แม้ชาตินี้เราเองก็เคยดื้อมาแล้วกี่ครั้งเคยนับได้บ้างไหม ตอนเด็กที่พ่อตี แม่ตี ครูตี เพราะเราดื้อไม่เชื่อฟังท่านน่ะกี่ครั้ง (ซึ่งก็ไม่ค่อยจะจำ ดื้อซ้ำ ทำซ้ำอยู่นั่นแหละ) กลับมามอง มาพิจารณาที่ตัวเรา…โห นี่มันเราชัด ๆ ..ไปบอกเขาใหม่ก็ได้นี่ บางครั้งกับบางคนอาจต้องพูดซ้ำหลายครั้งเขาถึงจะเข้าใจและทำอย่างที่เราต้องการ..บางทีตอนที่เราพูดเขาอาจจะไม่เข้าใจหรือสนใจฟัง หรือฟังไม่ชัด ก็เลยส่งข้อความกลับไปบอกเขาอีกครั้งว่า เราไม่อนุญาตให้เด็กในสำนักงานออกไปร่วมทานกลางวันด้วยนะ มีงานต้องเคลียให้เสร็จหลายอย่าง …แล้วหันมาหน้าตัวเองในกระจกเงาบนโต๊ะทำงาน ยิ้มให้คนในนั้นแล้วคิดในใจว่า อดทน สู้ ๆ นะ น่าจะได้เจอแบบนี้อีกหลายครั้งล่ะ….

  22. นายสมบัติ วรรณรส

    เมื่อวันจันทร์ที่ ๗ ธันวาคมที่ผ่านมา มีข้อความจากห้องไลน์ของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอแจ้งว่า ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนรายงานตัวเพื่อทำการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดตามนโยบายของจังหวัด หากใครไม่มา ให้เขียนรายงานชี้แจงนายอำเภอ จะเอายังไงหล่ะทีนี้ ไม่อยากลับเพราะเพิ่งมาบำเพ็ญได้ ๒ วันเอง ไป-กลับ ต้องเสียค่าน้ำมัน ๕๐๐ บาทเลยนะ
    ทุกข์ คือ ไม่อยากกลับบ้านเพื่อตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดตามนโยบายของจังหวัด เพราะต้องเสียค่าใช้น้ำมันไป-กลับ แพง
    สมุทัย คือ อยากประหยัดค่าน้ำมันรถ
    นิโรธ คือ มันเป็นนโยบายของจังหวัดหรือของทางราชการที่ต้องตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ถ้ามันจำเป็นต้องกลับก็ต้องกลับ จะทุกข์ใจไปทำไม กลับก็ได้ไม่กลับก็ได้
    มรรค คือ วางใจ จะทุกข์ใจไปทำไม ทุกข์ใจก็ต้องกลับ ไม่ทุกข์ใจก็ต้องกลับ จะทุกข์ให้โง่ทำไม ให้เสียพลังชีวิตทำไม พอทำใจได้ก็เลยส่งข้อความสอบถามผู้บังคับบัญชาว่า ตอนนี้ผมลาพักร้อนมาบำเพ็ญอยู่อำเภอธาตุพนม ไม่สะดวกกลับไปตรวจปัสสาวะ ผมสามารถตรวจภายหลังได้ไหม ก็ได้คำตอบว่า ได้ กลับมาค่อยตรวจ เท่านั้นแหละยิ้มเลย สาธุ

    1. นายสมบัติ วรรณรส

      กราบคารวะอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน เจริญธรรม สำนึกดี พี่น้องทุกท่านครับ ชื่อ สมบัติ วรรณรส จิตอาสาคบคุ้น สวนป่านาบุญ 1 มีพ่อไก่คือ พี่เล็ก แก่นศีล กล้าจน กับอาจารย์ใบ สิงห์นาคลอง เป็นนักศึกษาอาริยะปัญญาตรี ชั้นปีที่ 2 สถาบันวิชชาราม รหัส 61 1 1 008 020 อายุ 50 ปี อาชีพรับราชการเป็นพยาบาล ปฏิบัติงานใน รพ.สต. ชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังปวารณาเป็นจิตอาสาคบคุ้น ก่อนหน้านี้จะบำเพ็ญที่ตนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีหมู่ ทำคนเดียวตลอด แต่เราก็ยึดคำสอนของอาจารย์ว่า ให้ทำความผาสุกที่ตน ช่วยคนที่ศรัทธา เพิ่มศีลไปเรื่อยๆ และตั้งจิตว่า คนที่มีศีลจงมาร่วมกันบำเพ็ญ จากวันที่ปวารณามาถึงตอนนี้จะครบปีแล้ว ปรากฏว่า เริ่มมีคนทำตาม และมีหมู่กลุ่มในการบำเพ็ญ แม้จะเป็นการทำตามในเรื่องของยาเม็ดหลัก คือการออกกำลังกายด้วยการทำมาร์ชชิ่ง ก็ตาม แต่ก็ไม่ทุกข์ใจอยากได้มากกว่าที่ตนได้รับ และจะตั้งใจพากเพียรทำดีเรื่อยไปใจเย็นข้ามชาติ
      อริยะสัจ ๔ และการต่อสู้กับกิเลส เรื่อง อยากประหยัดค่าน้ำมัน
      เมื่อวันจันทร์ที่ ๗ ธันวาคมที่ผ่านมา มีข้อความจากห้องไลน์ของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอแจ้งว่า ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนรายงานตัวเพื่อทำการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดตามนโยบายของจังหวัด หากใครไม่มา ให้เขียนรายงานชี้แจงนายอำเภอ จะเอายังไงหล่ะทีนี้ ไม่อยากลับเพราะเพิ่งมาบำเพ็ญได้ ๒ วันเอง ไป-กลับ ต้องเสียค่าน้ำมัน ๕๐๐ บาทเลยนะ
      ทุกข์ คือ ไม่อยากกลับบ้านเพื่อตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดตามนโยบายของจังหวัด เพราะต้องเสียค่าใช้น้ำมันไป-กลับ แพง
      สมุทัย คือ อยากประหยัดค่าน้ำมันรถ
      นิโรธ คือ มันเป็นนโยบายของจังหวัดหรือของทางราชการที่ต้องตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ถ้ามันจำเป็นต้องกลับก็ต้องกลับ จะทุกข์ใจไปทำไม กลับก็ได้ไม่กลับก็ได้
      มรรค คือ วางใจ จะทุกข์ใจไปทำไม ทุกข์ใจก็ต้องกลับ ไม่ทุกข์ใจก็ต้องกลับ จะทุกข์ให้โง่ทำไม ให้เสียพลังชีวิตทำไม พอทำใจได้ก็เลยส่งข้อความสอบถามผู้บังคับบัญชาว่า ตอนนี้ผมลาพักร้อนมาบำเพ็ญอยู่อำเภอธาตุพนม ไม่สะดวกกลับไปตรวจปัสสาวะ ผมสามารถตรวจภายหลังได้ไหม ก็ได้คำตอบว่า ได้ กลับมาค่อยตรวจ เท่านั้นแหละยิ้มเลย สาธุ

  23. คำเพียงเพชร ปิ่น - Nang Khan Noon

    ยอมให้จริง

    ปกติเวลาโทรกลับไปบ้านเพื่อคุยกับแม่ จะเลี่ยงที่จะคุยเรื่องธรรมะกับพี่ จะคุยเท่าที่จำเป็นที่เกี่ยวกับการงานเท่านนั้น เพราะก่อนหน้านี้เวลาคุยธรรมะกันทีไร ความเห็นจะไม่ตรงกันสักที พี่จะพยายามพูดกับเราและกับใครๆตลอดว่า ตนเองรู้ธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ อยากให้เราเคารพเขา ซึ่งเราก็เคารพในส่วนที่เขาเป็นพี่ชายและในส่วนดีของพี่อยู่ แต่เนื่องจากในมุมนี้เราเห็นว่าการกระทำกับคำพูดของพี่มันไม่สอดคล้องกันเอาเสียเลย มันต่างจากที่อาจารย์หมอเขียวและพ่อครูสมณะโพธิรักษ์สอนเอาไว้มาก คือภาษาน่ะใช่แต่การกระทำไม่ใช่ แต่เข้าใจว่าตนเองบรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว และบ่อยครั้งเราก็มีกิเลสไปค้านพี่ว่าการกระทำกับคำพูดพี่ไม่สอดคล้องกันเลย แต่พี่ก็ไม่ยอมรับหรอก ก็เลยกลายเป็นว่าสวนกันไปสวนกันมา คือไม่มีใครยอมใคร จนเมื่อปี 2562 ได้ปรึกษาหมู่มิตรดี ท่านก็แนะนำว่า อย่าไปอะไรกับพี่เขา ก็ให้พี่เขาเป็นของเขาแบบนั้นไป คือให้เรายอม ให้เราวางใจที่เรา จึงได้ตั้งอธิศีลสำรวมกายวาจาใจกับพี่เขา

    จนมาครั้งนี้ ก็เช่นกัน แม่ก็คุยกับเราไปแล้วก็สอนงานที่พี่เขายังทำไม่เป็นไปและติติงข้อที่แม่เห็นว่าไม่ดีและสอนไปด้วย แต่พี่เขาก็สวนแม่ทุกคำอยู่สักพักหนึ่ง เราก็หลุดช่วยแม่พูด แต่ดูแล้วไม่ได้ผล ก็เลยบอกพี่ไปว่าตอนนี้ทางสถาบันวิชชารามเขามีให้นักศึกษาส่งการบ้านอริยสัจ 4 ออนไลน์ได้ดวยนะ ถ้าสนใจก็ลองเข้าไปดูเผื่อจะไปร่วมกิจกรรมบ้าง อาจารย์ก็สนับสนุนให้ทำ แต่พี่เขาสวนกลับมาทันทีว่า ก็ไม่ทุกข์อะไรแล้วจะไปดูทำไม เราก็ตอบพี่ไปว่าคนที่ไม่มีทุกข์อะไรนี่มันคนที่หมดกิเลสหมดแล้วนี่พระอรหันต์เลยนะพี่ พี่ก็สวนกลับมาว่าอีกว่า แล้วน้องรู้ได้ยังไงว่าพี่ไม่ใช่ ซึ่งเราฟังแล้วก็รู้สึกขัดใจ แต่พอมีสตินึกถึงคำเตือนของหมู่มิตรดีขึ้นมาก็เลยหยุดและบอกว่ายอมแล้ว เพราะถ้าตอบไปอีกก็จะยาว แต่ก็รู้ตัวว่าการยอมของเรามันยังไม่ใช่ยอมที่ถึงใจหรอกแต่ยอมเพื่อให้สงบเท่านั้น

    ทุกข์ : ขัดใจ ที่พี่พูดเชิงว่าตนบรรลุธรรมทั้งๆที่เราเห็นว่าไม่ใช่ความจริง

    สมุทัย : อยากให้พี่ยอมรับความจริงว่าพี่เขามีแต่ภาษา ที่กำลังหลงว่าตนบรรลุธรรมอยู่ ยึดว่าคนที่บรรลุธรรมจริง การกระทำกับคำพูดจะต้องสอดคล้องกัน

    นิโรธ : พี่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ จะบรรลุธรรมจริงหรือไม่ ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : แทนที่เราจะเมตตาเข้าใจและทำใจยอมรับความจริงตามความเป็นจริง เรากลับโง่หลงไปถือสาพี่ โลภจะเอาจากพี่ กดดันบีบคอพี่ เพื่อจะให้ได้สมใจ คือจะให้พี่ยอมรับให้ได้ว่าพี่กำลังหลงอยู่นะ ไปอยากได้ ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่นั่นแหละ เรานี่ทั้งโง่ทั้งชั่วจริงๆ ทำไม รับไม่ได้หรือไงถ้าพี่จะบรรลุธรรมจริง ก็ถ้าพี่จะเป็นพระอรหันต์จริง ก็เป็นดีของพี่ เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาไม่ใช่หรือ และถึงแม้จะไม่จริง ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ มันก็เป็นไม่ดีของพี่เป็นวิบากของพี่ ไม่เกี่ยวกับเรา เราจะมาทุกข์ใจทำไม น่าเห็นใจด้วยซ้ำ เราควรจะเมตตาปรารถนาดี และวางใจให้ได้สิจึงจะถูก นี่ถ้าเป็นคนอื่นเราจะทุกข์ขนาดนี้ไหมนี่ ก็ไม่นะ อ้อที่เราทุกข์ก็เพราะยึดว่าเขาเป็นพี่เรานี่เอง

    อาจารย์ท่านก็สอนอยู่เสมอว่า ไม่มีชีวิตใดที่เกิดมาแล้วอยากโง่อยากชั่วอยากพร่องอยากพลาดหรอก แต่ทุกชีวิตก็ต้องโง่ต้องชั่วต้องพร่องต้องพลาดไปตามแรงอวิชชา ตามแรงวิบาก ตามกิเลส ที่หลงไปสั่งสมมา กว่าที่ชีวิตๆหนึ่งจะฝึกพัฒนาไปถึงอีกจุดหนึ่งได้นี่มันไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่เขาเป็นอย่างนั้น ชาติก่อนเขาก็เป็นอย่างนั้นชาติก่อนๆเขาก็เป็นอย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นอย่าโง่คิดที่จะไปเปลี่ยนใคร ที่สำคัญ เราเองก็เคยหลงโง่หลงชั่วหลงพลาดหลงพร่องมาเหมือนกันนั่นแหละ แม้ในชาตินี้เราจะไม่พร่องในมุมนี้แล้วก็ดีแล้วนี่ แต่เราก็ยังมีมุมที่ยังโง่ยังชั่วยังพลาดและยังพร่องในมุมอื่นๆอยู่อีกมากมาย เมื่อคิดได้ดังนี้จึงได้ตั้งจิตใหม่ คือขอสำนึกผิด ขอโทษขออโหสิกรรมกับพี่ ตั้งจิตเคารพในส่วนดีเมตตาในส่วนด้อยและปรารถนาให้พี่คิดได้คิดดีคิดถูกให้ไวๆ แล้วก็วางใจให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของพี่ไป และตั้งอธิศีลสังวรอินทรีย์จะพยายามมีสติสำรวมกาวาจาใจกับพี่เขาต่อไป

    สรุป เมื่อพิจารณามาถึงขั้นนี้ ก็สามารถทำให้ความทุกข์ความคา ใจในครั้งนี้สลายไปได้หมด แต่ก็ต้องมาดูกันอีกว่าผัสสะกับพี่ในคราวต่อๆไป เราจะยังทุกข์อยู่อีกไหม จะคุมกระบี่ได้ไหม ทุกข์จะลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างไร ก็ค่อยมาดูกันอีกทีตามจริงในคราวต่อไป ทุกข์ครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่า อย่าโง่ไปเสียเวลาอย่าไปเอาจริงเอาจังเอาเป็นเอาตายในการเคี่ยวเข็ญให้คนอื่นพ้นทุกข์ แต่จงทุ่มโถมเวลาและเอาจริงเอาจังเอาเป็นเอาตายกับการขัดเกลาเคี่ยวเข็ญให้ตนเองพ้นทุกข์ไปตามลำดับดีกว่า คือ ทำนาตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่เสามารถทำได้ดีกว่า

  24. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน ทุกข์อริยสัจ
    เรื่อง.อยากได้อะไร
    เนื่องจากตัวเองจะกลับบ้านแล้วจะมีพี่จิตอาสาท่านนึงจะมาช่วยบำเพ็ญงานบางส่วนต่อจากที่เรารับผิดชอบอยู่ เราก็บอกว่าเดี๋ยววันนี้พี่ลองทำดูเลยนะคะว่าพี่จะทำได้มั๊ย แต่พอทำจริงๆถ้าเราไม่เป็นคนเริ่มหรือทำด้วยพี่ท่านก็เฉยๆอืดๆ
    ได้ได้ทำตามที่พูดกันไว้
    ทุกข์. ไม่ชอบลักษณะนิสัยหรือการกระทำของพี่ท่านนี้
    สมุทัย. เพราะอยากได้สภาพดีๆที่พี่เค้าทำแล้วเราจะสุขใจเมื่อพี่เค้าไม่ทำตามสิ่งที่เราต้องการเราจึงทุกข์ใจ
    นิโรธ. พี่เค้าจะทำตามให้ได้ดั่งใจหรือไม่ทำเราก็สุขใจ
    มรรค. พิจารณาว่าจะได้แค่ไหนก็แค่นั้นพี่เค้าทำได้แค่นั้นก็ดีมากแล้วก็ยังดีกว่าเราทำคนเดียว
    อย่าไปอยากได้กว่าสิ่งที่เราจะได้เกินฐานของเค้าของเรา และขอโทษขออโหสิกรรมตั้งจิตตั้งศีลจะไม่ทำสิ่งไม่ดีเพราะผัสสะที่เราได้รับได้เจอเราเคยทำมาทั้งนั้น ตั้งศีลปฏิบัติดีและช่วยคนอื่นและบำเพ็ญการงานอย่างวางใจ
    ทำเต็มที่สุขเต็มที่ไม่มีอะไรคาใจไม่เอาอะไรเบอคือสุดยอดแห่งความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส

  25. นปภา รัตนวงศา

    กังวลเวลาต้องเข้าหมู่กลุ่ม
    เนื่องจากมีรายการค่ายสุขภาพออนไลน์ให้ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข มาให้ความรู้เรื่องโรค และตอบคำถามสุขภาพ โดยใช้ยา 9เม็ด และแชร์ประสบการณ์ที่ตนเองเป็นหรือเคยได้แนะนำมา
    กิเลส เข้ามาทุกครั้ง มันบอกว่า
    : อย่าเข้าไปเลย ยังไม่เก่ง ยังเรียนชั้นอนุบาลอยู่เลย
    :ยังปฎิบัติได้ไม่ดี แนะนำผู้ป่วยได้น้อย
    :เรียนมาน้อย จบมาแค่ปริญญาตรี
    :พูดเร็ว พูดไม่รู้เรื่องวกไปวนมา
    จะกลัวเวลาต้องพูดในที่สาธารณะ ในหมู่ หน้าเวที
    ได้เข้าไปร่วมกับหมู่อยู่ แต่ครั้งสุดท้าย คิดจะไม่เข้าร่วม แต่ก็กังวลจะมีใครเข้าร่วมบ้าง ก็แอบเข้าไป เมื่อรู้ว่ามีคนช่วยอยู่ก็รีบออกมา แต่บังเอิญพี่จิตอาสาเห็น จึงเข้าไปร่วมและตั้งศีลใหม่
    ทุกข์ กังวลจะพูดคุยได้ไม่ดี
    สมุทัย ถ้าพูดได้ดีจะสุขใจ พูดได้ไม่ดีจะทุกข์ใจ
    นิโรธ จะพูดได้ดี หรือไม่ได้เรื่องก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค พิจารณาความจริงตามความเป็นจริงว่า โชคดีแล้วที่ไม่เก่งทางโลก แต่ทางธรรมก็เก่งอยู่ไม่ใช่หรือ ใน4-5ปีที่ผ่านมาก็ปฎิบัติได้มากอยู่นะ
    :ด้านจิตใจ ความโกรธ ลดลงตั้งเยอะถึงจะยังไม่หมด แต่สามารถตามทันและฆ่ากิเลสได้อยู่มากมายตามลำดับระยะเวลาสั้นลงเรื่อยๆ
    :ด้านร่างกายโรคภัยไข้เจ็บ บางโรคหายไป บางโรคที่หนักก็ลดลงเหลือแค่ 10 %
    :ความทุกข์ ลดลงไปได้มากมาย แม้จะมีเหตุการณ์เหมือนเดิมแต่ความทุกข์เราลดลง
    ดูแลตัวเองได้ดีอยู่ ถึงจะช่วยเหลือคนอื่นได้น้อย ก็ให้คำแนะนำตามสภาวะที่ตัวเองทำได้ ตามความรู้ที่มี คนเราต้องเริ่มจากน้อยๆถ้าเก่งเลยคงเป็นอรหันต์ไปแล้ว ความรู้ไหนที่ไม่รู้ก็จะได้ความรู้จากพี่ๆจิตอาสาในกลุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าให้กิเลสมันหลอก อย่าโง่ อย่ากังวล อย่าทำทุกข์ทับถมตน
    ท่านอาจารย์สอนว่า ถ้าเรารอเก่งแล้วค่อยทำ ก็เท่ากับว่า เราหวังเป็นพระพุทธเจ้าก่อนโดยที่ไม่ได้บำเพ็ญ
    อย่าเป็นอสูรกายปิดกั้นความเจริญของตนเองและผู้อื่น ให้ซื่อสัตย์ บอกเท่าที่รู้ตามภูมิที่มี เต็มใจทำสั่งสมบารมีไปเรื่อยๆ ได้เท่าไหร่ก็ดีเท่านั้นแล้ว
    ยิ่งกิเลสกลัวก็ต้องยิ่งเข้าหมู่ให้มากขึ้น
    จึงตั้งศีลใหม่ จะเข้าหมุ่ทุกครั้งที่สามารถเข้าได้ และจะไม่ทุกข์ใจให้ได้

  26. นปภา รัตนวงศา

    กังวลเวลาต้องเข้าหมู่กลุ่ม
    เนื่องจากมีรายการค่ายสุขภาพออนไลน์ให้ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข มาให้ความรู้เรื่องโรค และตอบคำถามสุขภาพ โดยใช้ยา 9เม็ด และแชร์ประสบการณ์ที่ตนเองเป็นหรือเคยได้แนะนำมา
    กิเลส เข้ามาทุกครั้ง มันบอกว่า
    : อย่าเข้าไปเลย ยังไม่เก่ง ยังเรียนชั้นอนุบาลอยู่เลย
    :ยังปฎิบัติได้ไม่ดี แนะนำผู้ป่วยได้น้อย
    :เรียนมาน้อย จบมาแค่ปริญญาตรี
    :พูดเร็ว พูดไม่รู้เรื่องวกไปวนมา
    จะกลัวเวลาต้องพูดในที่สาธารณะ ในหมู่ หน้าเวที
    ได้เข้าไปร่วมกับหมู่อยู่ แต่ครั้งสุดท้าย คิดจะไม่เข้าร่วม แต่ก็กังวลจะมีใครเข้าร่วมบ้าง ก็แอบเข้าไป เมื่อรู้ว่ามีคนช่วยอยู่ก็รีบออกมา แต่บังเอิญพี่จิตอาสาเห็น จึงเข้าไปร่วมและตั้งศีลใหม่
    ทุกข์ กังวลจะพูดคุยได้ไม่ดี
    สมุทัย ถ้าพูดได้ดีจะสุขใจ พูดได้ไม่ดีจะทุกข์ใจ
    นิโรธ จะพูดได้ดี หรือไม่ได้เรื่องก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค พิจารณาความจริงตามความเป็นจริงว่า โชคดีแล้วที่ไม่เก่งทางโลก แต่ทางธรรมก็เก่งอยู่ไม่ใช่หรือ ใน4-5ปีที่ผ่านมาก็ปฎิบัติได้มากอยู่นะ
    :ด้านจิตใจ ความโกรธ ลดลงตั้งเยอะถึงจะยังไม่หมด แต่สามารถตามทันและฆ่ากิเลสได้อยู่มากมายตามลำดับระยะเวลาสั้นลงเรื่อยๆ

  27. นงลักษณ์ สมศรี (ลายใบไม้)

    ข่าวดี

    ได้รับข้อมูลจากสถานทูต ว่าได้โควต้าให้ได้กลับเมืองไทยและพ่อบ้านก็ยินยอมให้กลับไทยได้นานขึ้น
    ซึ่งใจเราไม่ต้องการจะมีชีวิตคู่ พยายามจะใช้ชีวิตอยู่เป็นเพื่อนกับพ่อบ้าน และฝึกลดละกิเลส ของตัวเองร่วมกับหมู่กลุ่ม พยายามตั้งอธิศีลให้มากขึ้น ทำดีกับพ่อบ้านเท่าที่เราทำได้

    ทุกข์ : กังวลนิดๆว่าถ้าจะต้องกลับอิตาลี

    สมุทัย : ถ้าไม่ได้กลับอิตาลีจะยินดี ถ้าจะต้องกลับไปเป็นทุกข์(เล็กๆ)

    นิโรธ : ถ้ากุศลให้ได้อยู่ก็ดี แต่ถ้าจะต้องกลับไปก็ทำให้ดีที่สุด
    จะกลับหรือไม่ได้กลับเราก็ไม่ทุกข์ไม่กังวล

    มรรค : อยู่กับปัจจุบันทำดีเต็มที่ ทำดีที่สุด ตั้งศีล ยอมรับรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง ว่าทุกอย่างอยู่ที่วิบากทั้งสิ้น ถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องให้มาเป็นคนคู่ ก็เป็นวิบากกรรมของเรา ทำความเข้าใจตัวเองและผู้อื่น ไม่ยึดมั่นถือมั่นถ้าได้อยู่ก็ดี แต่ถ้าจะต้องกลับไปก็จะทำให้ดีที่สุด
    อาจารย์บอกว่า “ให้อยู่ในที่สัจจะจัดสรร ไม่ว่าจะได้อยู่กับหมู่หรือไม่สุดท้ายเราก็ต้องตายอยู่ดี ให้ยินดี ที่จะอยู่และยินดีที่จะไป” ทำให้ความกังวลใจคลายไป

  28. เสาวรี หวังประเสริฐ

    เรื่อง: ความพากเพียร
    เมื่อต้องเรียนรู้ค่ายพระไตรปิฎกผ่านสื่อออนไลน์เป็นความท้าทายที่จะทำได้มากน้อยแค่ไหน การติดตามเรียนบางครั้งก็ทันบ้างไม่ทันบ้างแตกต่างจากการเข้าค่ายที่เคยไปภูผาครั้งก่อน การตั้งศีลจึงตั้งเท่าที่จะพอทำได้
    ทุกข์ :อยากที่จะได้ไปเรียนในพื้นที่ได้พากเพียรร่วมกับหมู่กลุ่ม
    สมุทัย :ชอบที่จะไปเรียนในพื้นที่ได้พากเพียรร่วมกับหมู่กลุ่มชังที่ไม่ได้ไปกลัวว่าเรียนได้น้อยตามไม่ทันหมู่กลุ่ม
    นิโรธ:สภาพดับทุกข์ ไม่ชอบไม่ชังที่ไม่ได้เข้าร่วมเข้าค่ายพระไตรปิฎก เรียนโดยติดตามอาจารย์สอนผ่านสื่อออนไลน์ได้ด้วยใจที่เป็นสุข
    มรรค :วิธีดับทุกข์ทำใจว่าโชคดีอีกแล้วร้ายหมดไปอีกแล้ว รับเท่าไรหมดเท่านั้นเรียนรู้อย่างรู้เพียรรู้พักด้วยใจที่เบิกบานตามบททบทวนธรรมที่ว่า จงทำดีเต็มที่เหนื่อยเต็มที่สุขเต็มที่ไม่มีอะไรคาใจไม่เอาอะไรคือสุดยอดแห่งความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส สาธุ

  29. ปิ่น คำเพียงเพชร

    ยอมให้จริง (ขออนุญาตแก้ไขให้กระชับขึ้นค่ะ)

    ปกติเวลาโทรกลับไปบ้านเพื่อคุยกับแม่ จะเลี่ยงที่จะคุยเรื่องธรรมะกับพี่ เพราะเวลาคุยธรรมะกันทีไร ความเห็นจะไม่ตรงกันสักที พี่จะพยายามพูดกับเราและกับใครๆตลอดว่า ตนเองรู้ธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ อยากให้เราเคารพเขา ซึ่งเราก็เคารพในส่วนที่เขาเป็นพี่ชายและในส่วนดีของพี่อยู่ แต่เนื่องจากในมุมนี้เราเห็นว่าการกระทำกับคำพูดของพี่มันไม่สอดคล้องกันเอาเสียเลย มันต่างจากที่ อาจารย์หมอเขียว และ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สอนเอาไว้มาก คือภาษาน่ะใช่แต่การกระทำไม่ใช่ ก็เคยได้ปรึกษาหมู่มิตรดี ท่านก็แนะนำว่า อย่าไปอะไรกับพี่เขา ก็ให้พี่เขาเป็นของเขาแบบนั้นไป คือให้เรายอม ให้เราวางใจที่เรา จึงได้ตั้งอธิศีลสำรวมกายวาจาใจกับพี่เขา

    มาครั้งนี้ ก็เช่นกัน แม่ก็คุยกับเราไปแล้วก็สอนงานที่พี่เขายังทำไม่เป็นไปและติติงข้อที่แม่เห็นว่าไม่ดีและสอนไปด้วย แต่พี่เขาก็สวนแม่ทุกคำอยู่สักพักหนึ่ง เราก็หลุดช่วยแม่พูด แต่ดูแล้วไม่ได้ผล ก็เลยบอกพี่ไปว่าตอนนี้ทางสถาบันวิชชารามเขามีให้นักศึกษาส่งการบ้านอริยสัจ 4 ออนไลน์ได้ดวยนะ ถ้าสนใจก็ลองเข้าไปดูเผื่อจะไปร่วมกิจกรรมบ้าง อาจารย์ก็สนับสนุนให้ทำ แต่พี่เขาสวนกลับมาทันทีว่า ก็ไม่ทุกข์อะไรแล้วจะไปดูทำไม เราก็ตอบพี่ไปว่าคนที่ไม่มีทุกข์อะไรนี่มันคนที่หมดกิเลสหมดแล้วนะ นี่พระอรหันต์เลยนะพี่ พี่ก็สวนกลับมาอีกว่า แล้วน้องรู้ได้ยังไงว่าพี่ไม่ใช่ ซึ่งเราฟังแล้วก็รู้สึกขัดใจ แต่พอมีสตินึกถึงคำเตือนของหมู่มิตรดีขึ้นมาก็เลยหยุดและบอกว่ายอมแล้ว

    ทุกข์ : ขัดใจ ที่ได้ยินพี่พูดเชิงว่าตนบรรลุธรรมทั้งๆที่เราเห็นว่าไม่ใช่ความจริง

    สมุทัย : อยากให้พี่ยอมรับความจริงว่าพี่เขามีแต่ภาษา ที่กำลังหลงว่าตนบรรลุธรรมอยู่ ยึดว่าคนที่บรรลุธรรมจริง การกระทำกับคำพูดจะต้องสอดคล้องกัน

    นิโรธ : พี่เขาจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ได้ พี่เขาจะบรรลุธรรมจริงหรือไม่บรรลุธรรมจริงแต่หลงว่าบรรลุก็ได้ ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : แทนที่เราจะเมตตาเข้าใจและทำใจยอมรับความจริงตามความเป็นจริง เรากลับโง่หลงไปถือสาพี่ โลภจะเอาจากพี่ กดดันบีบคอพี่ เพื่อจะให้ได้สมใจ คือจะให้พี่ยอมรับให้ได้ว่าพี่กำลังหลงอยู่นะ ถ้าพี่จะบรรลุธรรมจริง เป็นพระอรหันต์จริง ก็เป็นดีของพี่ เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนา และถึงแม้จะไม่จริง มันก็เป็นวิบากของพี่ ไม่เกี่ยวกับเรา เราจะมาทุกข์ใจทำไม น่าเห็นใจด้วยซ้ำ เราควรจะเมตตาปรารถนาดี และวางใจให้ได้สิจึงจะถูก

    อาจารย์ท่านก็สอนอยู่เสมอว่า ไม่มีชีวิตใดที่เกิดมาแล้วอยากโง่อยากชั่วอยากพร่องอยากพลาดหรอก แต่ทุกชีวิตก็ต้องโง่ต้องชั่วต้องพร่องต้องพลาดไปตามแรงอวิชชา ตามแรงวิบาก ตามกิเลส ที่หลงไปสั่งสมมา กว่าที่ชีวิตๆหนึ่งจะฝึกฝนพัฒนาไปถึงอีกจุดหนึ่งได้นี่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญ เราเองก็เคยหลงโง่หลงชั่วหลงพลาดหลงพร่องมาเหมือนกันนั่นแหละ แม้ในชาตินี้เราจะไม่พร่องในมุมนี้แล้วก็ดีแล้ว แต่เราก็ยังมีมุมที่ยังโง่ยังชั่วยังพลาดและยังพร่องในมุมอื่นๆอยู่อีกมากมาย เมื่อคิดได้ดังนี้จึงได้ตั้งจิตขอสำนึกผิด ขอโทษขออโหสิกรรมกับพี่ ตั้งจิตเคารพในส่วนดีเมตตาในส่วนด้อยและปรารถนาให้พี่คิดได้คิดดีคิดถูกให้ไวๆ แล้วก็วางใจให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของพี่ไป และตั้งอธิศีลสังวรอินทรีย์จะพยายามมีสติสำรวมกายวาจาใจกับพี่เขาต่อไป

    สรุป เมื่อพิจารณามาถึงขั้นนี้ ก็สามารถทำให้ความทุกข์ความคา ใจในครั้งนี้สลายไปได้หมด

  30. นางบัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม

    ลืมเงยหน้า

    เช้าวันนี้ 12/ธ.ค./2563 ช่วงเวลาเช้าตรู่ เรากำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างใช้สมาธิอยู่ในครัว พ่อบ้านเข้ามาชงกาแฟและได้เอ่ยบอกเราว่า ท่านจะนำถ้วยกาแฟขึ้นไปดื่มข้างบนบ้าน เราจึงได้เอ่ยตอบไปว่า” ตกลง ” แต่เรา ลืมเงยหน้า ขึ้นมองพ่อบ้าน ตอบไปโดยที่ยังก้มหน้าอ่านหนังสือต่อไป แว๊บหนึ่ง ใจระลึกไปถึงคำวิพากษ์ของพี่น้องท่านหนึ่ง เมื่อวันก่อน ที่แนะนำให้ มีการใส่ใจดูแลเอื้อจิตวิญญาณของคนคู่ที่ควรทำเมื่อยังมีชีวิตอยู่หรือยังอยู่ด้วยกันตามวิบากคนคู่อะไรที่ควรทำก็น่าจะได้ทำ จะได้ไม่นึกเสียดายภายหลัง เราจึงตั้งจิต ตั้งศีลว่า เราจะปฏิบัติตาม แต่เมื่อตะกี้นี้ เราลืมเงยหน้ามองพ่อบ้านขณะพูดกับท่าน แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ตรวจใจแล้ว ว่าเราไม่แช่มชื่น ไม่มีสมาธิที่จะอ่านหนังสือต่อไป จึงน้อมจิตปฏิบัติอริยสัจสี่ดังนี้

    ทุกข์ : ไม่สบายใจเล็กน้อย ที่ลืมเงยหน้า มองพ่อบ้านขณะที่พูดตอบท่านไป

    สมุทัย : ยึดดีว่า ถ้าเราได้พูดและเงยหน้ามองพ่อบ้านด้วยจะทำให้สุขใจ

    นิโรธ : ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า เมื่อพูดกับพ่อบ้านจะต้องเงยหน้ามองพ่อบ้านไปด้วยจึงจะสุขสบายใจ

    มรรค : สงบใจ พิจารณาระลึกถึงคำสอนครูบาอาจารย์ที่กล่าวว่า ยึด คือ ทุกข์ และเราก็ได้รู้ได้สัมผัสแก่ใจแล้ว คือ ไม่สบายใจ นี่คือ การเบียดเบียนตัวเอง ผิดศีลแม้จะเพียงแว๊บเดียวก็ได้รับวิบากทันทีเลย คือ ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือต่อไป ก็ได้สติสะดุ้งตื่นจากกิเลสตัวยึดดี จึงคิดได้ว่า วางใจ ดีกว่า ความจริง เราโง่เข้าไปยึดเองว่า เมื่อพูดจะต้องเงยหน้ามองด้วยจะดูเหมือนว่าใส่ใจพ่อบ้าน ได้ทำดีกับท่าน ซึ่งพ่อบ้านท่านก็ไม่ได้พูดว่าให้เราต้องเงยหน้ามองท่านแต่อย่างใด ความจริงอีกประการหนึ่งคือ ทันทีที่เราผิดอริยศีล ก็ได้รับวิบากกรรมทันทีคือไม่มีสาธิในการอ่านหนังสือต่อไป จึงได้สำนึกผิดและเจริญอภัยต่อตนเอง เข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง พิสูจน์ให้เห็นกันหลัดๆจริงๆ ยึด สิ่ง ไหน ก็ทุกข์ กับสิ่งนั้น แล้วเราจะโง่ยึดไป ทำไม เมื่อ คิด
    พิจารณาอย่างนี้ ใจก็คลายลง เบิกบานใจได้ภายในครึ่งนาที และเราก็มีสมาธิอ่านหนังสือต่อไปได้

  31. นางกุลนันทน์ กันยะมี

    เรื่อง ไม่เข้าใจการส่งการบ้าน
    -เล่าเรื่อง พี่น้องช่วยสอนการส่งการบ้าน แต่เราไม่เข้าใจเพราะไม่เคยส่ง
    1. ทุกข์ คือ กังวลใจ อยากได้ดั่งใจ
    2. สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) คือ ใจร้อนต้องการบ้านให้เป็นเร็วๆจะได้ไม่ต้องรบกวนพี่น้อง
    3. นิโรธ(สภาพดับทุกข์) คือ ใจเย็นลง ทำใจว่าจะส่งการบ้านเป็น ช้าหรือเร็วเราก็สุขใจให้ได้
    4. มรรค(วิธีดับทกข์) คือ ฝึกลดความใจร้อนลง ทำดีที่ทำได้ให้ดีที่สุด ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องทำให้ได้เร็วๆจึงจะสุขใจแต่เราต้องสุขใจให้ได้ในทุกสถานะการณ์

  32. Sriprasom Sirikanya

    เรื่อง: ทุกข์ใจ หงุดหงิด ไม่มีเวลาร่วมกิจกรรมหมู่และส่งการบ้านอริยสัจ
    เนื่องจากเป็นคนติดดี + perfectionist แล้วก็รักษาคำพูดอย่างยิ่ง เมื่อตั้งใจอะไร ก็จะพยายามทำให้สำเร็จให้ได้ดีที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่สิ่งที่ตั้งใจทำจะเป็นไปตามนั้น พอมาเป็นจิตอาสา และ นักศึกษาวิชชาราม ก็ตั้งใจอีกว่า จะพยายามร่วมกิจกรรมของหมู่กลุ่ม และ พร้อมส่งการบ้านอริยสัจให้ได้มากที่สุด คราวนี้ธรรมมาพิสูจน์จริง ๆ ตั้งแต่ตั้งใจ มันก็มีแต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้ทำสิ่งที่ตั้งใจไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่มุ่งมั่นไว้ หงุดหงิด อารมณ์เสียเวลาเกิดอุปสรรค พาลไปกระทบคนหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่ได้ดั่งใจ จนคนใกล้ตัวเริ่มพึมพำว่า ทำแล้วทุกข์แบบนี้ จะทำไปทำไม ประกอบกับตัวเองทุกข์ใจจนเริ่มได้คิดว่า ไปผิดทางแน่ ๆ

    ทุกข์: ความหงุดหงิดงุ่นง่าน รำคาญใจ

    สมุทัย: ความอยากที่จะรักษาสิ่งที่ตั้งใจไว้ ความไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง มุ่งหวัง

    นิโรธ: ตั้งใจที่จะทำดีแล้ว ทำดีให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วผลจะเป็นอย่างไร ก็ผาสุกกับสิ่งทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ ความสำเร็จของงาน ไม่ใช่ความสำเร็จของงานเท่านั้น ความสำเร็จที่แท้จริงคือความสำเร็จของใจ ทำอะไรแล้วไม่หวังจะได้จากสิ่งนั้นให้ได้อย่างแท้จริง

    มรรค: ใจที่เริ่มเป็นทุกข์จากการไม่ได้ดั่งใจ หงุดหงิด จนพาลเป็นคำพูดกับการกระทำไปกระทบกับคนรอบข้าง ความจริงรู้ตั้งแต่กิเลสตัวไม่ได้ดั่งใจก่อตัวเล็ก ๆ ที่หมองในอารมณ์ แต่ไม่ใส่ใจจะแก้ไข และ พิจารณาธรรม ไม่วิปัสสนาไปถึงแก่น เพื่อล้างใจ ปล่อยให้มันสะสมจนกลายเป็นกิเลสพอกพูน อ้วน เทอะทะ ไม่ตัดไฟแต่ต้นลม เลยต้องรับผลมันของมัน แล้วก็ทุกข์ใจกับตัวเอง และทำให้คนใกล้ตัวต้องมารับความไม่ได้ดั่งใจของตัวเอง ไป ๆ มา ๆ เหมือนจะท้อใจ เซ็งไปกันใหญ่ จนต้องมาทบทวนธรรมซ้ำ ๆ ถึงเหตุของทุกข์ ว่าได้ดั่งใจตัวเองแล้วมันได้อะไร นอกจากเพิ่มเติมอัตตาตัวตน ว่าเราทำได้ เพิ่มกิเลสพอกพูน ที่สำคัญทุกข์มากขึ้นไปอีก จะโง่ทุกข์ไปทำไม ตอนนี้ถึงได้โล่งใจ สบายใจ เพราะโง่มาตั้งพักใหญ่ แล้วสอนใจตัวเองว่า อย่าปล่อยให้กิเลสสุมใจ พอตัวมันเล็ก ๆ ต้องไม่ประมาท และใส่ใจที่จะพยายามล้างออกอยู่เรื่อย ๆ

  33. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    ทุกข์จากการไม่สำรวมอายตนะทั้ง 6 กระทบผัสสะจนซึมเศร้า

    ทุกข์ : ไม่อยากแม้จะมองหน้าคู่กรณี

    สมุทัย : สุขใจถ้าไม่ต้องยุ่งเกี่ยวด้วย ทุกข์ใจเมื่อกระทบทั้งตา ได้เห็น หูได้ยินน้ำเสียง จมูกได้กลิ่น ลีลาท่าทางของคู่กรณ๊

    นิโรธ : สุขใจแม้ยังต้องกระทบผัสสะกับคู่กรณ๊

    มรรค : พิจารณาว่ายังโกรธอยู่ทำให้หมอง เราทำตัวไม่สมดุลเอง จึงเป็นกิเลสที่ทำให้ไม่สำรวมกาย วาจา ใจ เองเป็นความประมาทและความเสื่อม จิตจึงหมอง สุขไม่ได้กับทุกสถานการณ์ตามที่ตั้งตบะไว้ จึงเกิดความเกลียดชัง ตามกิเลสไม่ทัน เห็นว่าเป็นความผิดของตัวเอง แต่ก็ผิดศีลเพ่งโทษคู่กรณีอยู่ประจำ ทำให้เกิดเหตุซ้ำๆ จึงต้องพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำ ทุกข์อยู่ไม่นาน เราต้องแก้ที่ตัวเราเอง สมเหตุสมผลแล้วที่ต้องกระทบผัสสะเช่นนี้เพื่อทดสอบอินทรีย์พละของตัวเองให้เข้มแข็งและไม่ประมาทเพื่อหลุดพ้นจากกิเลส หาหนทางสุ่นิพพานให้ได้อย่างแท้จริง

  34. นฤมล ยังแช่ม

    ปวดขา

    วันหยุดอาทิตย์นี้ ไปช่วยงานที่ศาลีอโศกเหมือนเดิมคะ ช่วยทำงานสื่อช่วงนี้ที่ไพศาลีกำลังเตรียมแปลงปลูกผักหลายแปลง สื่อจะต้องเก็บข้อมูลว่าปลูกผักชนิดใดบ้าง ปุ้ยได้รับหน้าที่ในการเขียนข่าว และอ่านข่าว ยังไม่มีข้อมูลข่าวจึงต้องออกไปสอบถามข้อมูลผู้ปลูกผัก มองไปมองมามีรถจักรยานจอดไว้ข้างๆโรงครัวอยู่หนึ่งคัน ก็เลยปั่นรถจักรยานออกไปตามหาข่าว ปั่นไปได้สักพักเกิดอาการเมื่อยขา เพราะขาปุ้ยยาว แต่รถจักรยานที่ปั่นมาเป็นรถที่น่าจะเหมาะกับคนขาสั้นมากกว่าคะ

    ทุกข์ ปวดขา

    สมุทัย ชอบที่ไม่ปวดขา ชังอาการปวดขา

    นิโรธ จะปวดขาก็สุขใจ ไม่ปวดขาก็สุขใจ

    มรรค พิจารณาว่าความไม่ชอบความปวดนี้ทำให้เป็นทุกข์ มากกว่าความปวดขาอีก ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เกิดแล้วก็ดับ ไม่ได้อยู่ตลอดไป อาการปวดนี้มันก็เกิดจากขาที่ต้องงอขาเพราะรถจักรยานต่ำ อีกอย่างเราก็ไม่ค่อยได้ปั่นจักรยานนานแล้ว เป็นการออกกำลังกายทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย

  35. น.ส.ลักขณา แซ่โซ้ว (คะน้า)

    เรื่อง ไม่อยากเดินจงกรม
    ในโปรแกรมการเรียน ป.โท ของ มจร. มีข้อกำหนดว่าจะต้อง ไปฝึกปฏิบัติกรรมฐาน จำนวน 30 วัน ครั้งนี้ เราก็ไปฝึกตามโปรแกรม 9 วัน ซึ่งมีอาการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ นั่งสมาธิเราก็พอทำได้ แต่เดินจงกรมนี่มันรู้สึกไม่อยากทำ มันต้านๆฝืนๆ มันเป็นท่าทางที่ฝืนธรรมธาติ ทำให้ร่างกายปวดเมื่อย

    ทุกขอริยสัจ : ไม่อยากเดินจงกรม เพราะมันปวดเมื่อยร่างกาย และใจก็ไม่อยากทำ

    ทุกขสมุทัยอริยสัจ : มีกิเลสชอบชัง ชอบที่ไม่ต้องเดินจงกรม ชังที่ต้องเดินจงกรม ถ้าไม่ต้องเดินสมใจจะเป็นสุข ถ้าต้องเดิน ก็จะไม่สมใจ เราก็จะเป็นทุกข์

    ทุกขนิโรธอริยสัจ : จะเดินจงกรมก็ได้หรือไม่เดินจงกรมก็ได้ ใจก็ไม่ทุกข์ เพราะไม่มีกิเลส ว่าจะต้องอยากหรือไม่อยาก (ดับกิเลสได้)

    ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (มรรค)
    1. พิจารณาโทษของกิเลส เราเห็นชัดๆว่าเรากำลังมีกิเลส มีตัณหา มีความอยาก พออยากได้อย่างหนึ่ง มันก็ชังอีกอย่างหนึ่ง คืออยากได้การไม่เดินจงกรม ก็จะชังการเดิน จงกรม แล้วเราเห็นว่าใจที่ชัง มันเป็นความรู้สึกทุกข์ในใจ มันต้าน มันฝืน มันไม่สบาย แล้วคนที่รับผลจากการต้านการฝืนนี้ก็คือเรา
    เอง ทำเองรับเอง มีกิเลสเองก็ทุกข์เอง ไม่ใช่คนอื่นจะมารับแทนเรา เราต้านเองเราฝืนเองเราก็ทุกข์เอง พอใจฝืนร่างกายมันก็ฝืนไปด้วย มันตึงมันเกร็งมันแรงตก ทำให้เราเห็นชัดเรื่องวิบากกรรม (กรรมปัจจุบัน) คือความชังที่เราสร้างขึ้นมามันเป็นพยาบาทธาตุ เราสร้างขึ้นมาเองแล้วเราก็รับผลเอง ผลทางใจคือใจเป็นทุกข์ ใจฝืนใจต้านใจกระสับกระส่าย ผลทางกายคือแรงตก กล้ามเนื้อตึงเกร็ง ไม่เบาตัวไม่คล่องแคล่ว ผลทางเหตุการณ์ คือ เดินจงกรมได้ไม่ดี เท้ากับปากไม่ตรงกัน ซึ่งวิปัสสนาจารย์ก็จะบอกว่าไม่มีสติ ซึ่งทำให้เรายิ่งตระหนักว่า แค่มีกิเลสเกิดขึ้นในใจนิดเดียว มันส่งผลทั้งจิตใจ ทั้งร่างกาย แล้วก็ทำให้เราทำงานต่างๆได้ไม่ดีเท่าที่ควร เหตุการณ์ภายนอกโดยรวมก็จะดูไม่ค่อยสงบเรียบร้อยไปด้วย

    2. เราพิจารณาเรื่องกรรมและผลของกรรม ว่าสิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่นแสดงว่าเรายังไม่เข้าใจตนเอง (กรรมอดีตมาส่งผลในปัจจุบัน) เมื่อพิจารณาอย่างนี้ ใจเราก็ยอมรับได้ เพราะเราก็เคยเป็นแบบนี้มาจริงๆ เราก็เคยเป็นคนยึดดี แล้วอยากให้คนอื่นเป็นอย่างใจเราหมาย อยากให้คนอื่นทำอย่างที่เราต้องการ เพราะเราเข้าใจว่ามันดี แต่จริงๆแล้วเราก็มีความหลงผิดเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ แล้วยังไปชักชวนกึ่งบังคับ ให้ผู้อื่น ทำตามมิจฉาทิฏฐิของเรา แต่ตอนนั้นเราเข้าใจว่ามันเป็นสัมมาทิฏฐิ ตอนนี้เราก็ต้องมารับผลนี้ด้วยตนเอง แล้วเราจะโกรธท่านไปทำไม (รู้สึกว่ามันเป็นการบังคับ ที่จะต้องให้เรามาทำสิ่งนี้) เราจะไม่พอใจไปทำไม ถ้าเราไม่ยอมรับ วิบากก็ไม่หมดซะที ก็ไม่ได้ชดใช้ซะที หนี้เก่าก็ไม่หมดซะที เพราะฉะนั้น ก็ยอมรับไปซะเถอะ

    3. เราเห็นไตรลักษณ์ของกิเลส คือเห็นความไม่เที่ยงของกิเลส คือมันเกิดขึ้น แล้วมันก็ดับไป มันมีความเสื่อมไป มันไม่ได้อยู่คงทน แล้วเราจะไปยึดมันไว้ทำไม จะไปทำให้ตัวเองทุกข์ทำไม ได้เห็นอาการทุกข์จากการที่เรายึดมั่นถือมั่น แล้วก็เห็นความไม่มีตัวตนของกิเลส คือเราบังคับมันไม่ได้ มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะบังคับได้เลย

    ผลของการพิจารณา คือ ความทุกข์ในใจลดลง ใจที่ต้านๆ ลดน้อยลง แรงที่ตกก็กลับมามีแรงมากขึ้น แต่ก็ไม่ถึงกับว่าใจเราจะอ่อนน้อมยอมรับทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ มันยังมีความฝืนอยู่นิดๆ กิเลสก็ยังหวนกลับมาหลอกเราเป็นพักๆ เราก็ต้องคอยพิจารณาทุกครั้งที่กิเลสกลับมา ปกติแล้วกิเลสเราจะไม่ค่อยดื้อ พิจารณาไม่กี่ครั้งก็ตาย หรือแค่เห็นก็ตายแล้ว แต่ครั้งนี้กิเลสมันดื้อ มันหนา ต้องใช้เวลาถึง 7 วัน กว่าที่กิเลสจะยอมศิโรราบลงอย่างราบคาบ (ระหว่าง 7 วันนี้ก็ยังต้องถูกบังคับ ให้เดินจงกรมทุกวัน ก็พิจารณาล้างกิเลสไปเรื่อยๆ ทุกวัน จนกิเลสต้องยอมถอยทัพในที่สุด)

    เรื่องนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ในกิเลสตัวที่หนาๆ เราก็ต้องใช้ความเพียรอย่างมาก ใช้ความพยายามอย่างมาก ในการที่จะต้องพิจารณาซ้ำๆ ทำแล้วทำอีกทำซ้ำๆซ้ำๆซ้ำๆ จนกว่า กิเลสจะยอมตายไปในที่สุด และ ในตอนที่กิเลสยังไม่สิ้นเกลี้ยง ยังไม่ยอมตาย เราก็ต้องใจเย็น และไม่ทำทุกข์ทับถมตน (เพราะมันเป็นอัตราซ้อน) ไม่ได้ไปบังคับ ว่ากิเลสจะต้องลงเร็วๆ จะต้องหมดไปเร็วๆ จะต้องหายทุกข์เร็วๆ เพราะบางครั้งมันก็มีวิบาก ที่เราจะต้องรับความทุกข์นั้นอยู่นานๆ เรามีหน้าที่เพียงทำเหตุให้เต็มที่ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ทำเต็มที่แล้วก็วาง มันดีที่สุดแล้วเท่าที่เป็นไปได้จริง

  36. ชัยวิทย์ เลิศทรัพย์สุรีย์

    เรื่อง ฟันเคี้ยวได้ข้างเดียว

    เรื่องย่อ เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว ได้ทำครอบฟัน แล้วไม่สมบูรณ์ จึงได้ซ่อมใหม่ แต่ก็ยังมีปัญหา เวลากินอาหาร เคี้ยวได้เพียงข้างเดียว จึงเกิดความรำคาญ กินได้ยาก เคี้ยวไม่ละเอียดเลย จึงทุกข์

    ทุกข์ : รำคาญเวลาเคี้ยวข้าว

    สมุทัย : ชอบใจที่เคยเคี้ยวได้ทั้งสองข้าง ชังที่เคี้ยวได้ข้างเดียว

    นิโรธ : จะเคี้ยวได้ข้างเดียวหรือเคี้ยวได้สองข้างก็สุขใจได้

    มรรค : สำนึกผิดในกรรมที่เคลได้ทำมา ต้องประมาณในการกิน เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เกิดปัญญา รู้ว่า กินเพื่อประโยชน์ให้ร่างกายประคองชีวิตอยู่ได้ เพื่อจะได้ทำกุศลกับหมู่มิตรดี ไม่ใช่กินตามใจกิเลสเหมือนเมื่อก่อน ขอโทษขอโหสิกรรมที่เคยทำมา เช่น พูดมาก ศีลข้อ 4 พร่อง เห็นมาตลีมาเคือน ขอบคุณ ยินดีเต็มใจ ยอมรับ จะพากเพียรในการประมาณการกินการพูดให้เหมาะควรยิ่งขึ้นตามลำดับๆ

  37. นางก้าน..ไตรยสุทธุิ์

    เรื่อง จิตอาสาบางคนไม่รับผิดชอบเก็บกากข้าว
    เนื้อเรื่อง.
    ทุกข์.จิตอาสาบางคนสีข้าวแล้วไม่รับผิดชอบเก็บกากข้าว

    สมุทัย.เขาอยากทำอะไรก็ทำไม่ตามดู.ชังและชังไม่ชอบๆเขาเป็นคนดีนะแต่ว่าเรารับไม่ได้คนๆทำไมๆ.เราว่าเราไม่เคยทำชาตินี้.แน่ๆชาติก่อนไม่รู้ ่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่ชาตินี้สู้ไม่ถอย

    นิโรธ.เขาจะไม่รับผิดชอบเก็บกากข้าวก็สุขใจ.เขารับผิดชอบเก็บกากข้าวก็สุขใจ.เขามาอยู่ได้ก็ดีแล้วเราเคยเป็นเช่นนั้นมามากกว่านั้นเห็นใจเขาหน่อย

    มรรค.คิดแบบดีสัมมาทิฎฐิให้ได้เขาทำดีมากมาย
    เอาจุดด้อยเขาทิ้งไปเอาจุดดีเขามาชมสิ
    อ๋อ.เข้าใจตนเองตัวเองจึง.จะเข้าใจคนอื่น.อ.จ.หมอเขียวว่ากระจกกรรมเราๆจึงสุขใจเบาสบายไร้กังวลคะ

  38. นส พวงผกา โพธิ์กลาง (พรเพียรพุทธ)

    นส.พวงผกา โพธิ์กลาง ( พรเพียรพุทธ )

    เรื่อง ไม่อยากอ้วน

    เนื้อเรื่อง ช่วงนี้อากาศหนาวก็เลยกินข้าว 2 มื้อ ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะกินเยอะ เคี้ยวอาหาร
    ไม่ละเอียด ไม่กินอาหารตามลำดับ

    ทุกข์ เพราะไม่ชอบที่ตัวเองอ้วนขึ้น

    สมุทัย รู้ว่าต้องทำอย่างไรจะผอมลงได้ แต่ก็สู้กิเลสตัวตัณหายังไม่ได้ เพราะได้อุปทานใว้ว่า ถ้ามีน้ำ
    หนักตัวที่พอดีจะสุขใจ และถ้ามีน้ำหนักมากจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : น้ำหนักตัวจะเพิ่มหรือจะลดเราก็สุขใจได้

    มรรค ตั้งศีลมาสู้กับกิเลสตัวเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด แล้วพิจารณาโทษของการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
    ทำให้กินได้เยอะ ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนัก ประโยชน์ของการเคี้ยวอาหารให้ช้าลง จะทำ
    ให้ลดวามใจร้อน ทำให้กินอาหารได้น้อยลง ร่างกายก็ไม่ต้องทำงานหนัก สุขภาพก็จะแข็ง
    แรงขึ้น

  39. จิตรา พรหมโคตร

    เรื่อง:อยากให้พ่อบ้านเลิกกินเหล้า

    เนื้อเรื่อง:วันที่ 11 ธันวาคม 2563 กลับมาจากค่ายพระไตรปิฏกที่ภูผาฟ้าน้ำ มาถึงบ้านเห็นพ่อบ้านกินเหล้า รู้สึกไม่พอใจ อารมณ์กำลังเบิกบานร่าเริงแจ่มใสหายไปทันที กลับมีความขุ่นมัว

    ทุกข์:เห็นพ่อบ้านกินเหล้าแล้วรู้สึกไม่พอใจ

    สมุทัย:อยากให้พ่อบ้านเลิกกินเหล้า ถ้าพ่อบ้านเลิกกินเหล้าแล้วจะสุขใจ ชังเมื่อพ่อบ้านไม่เลิกกินเหล้าก็ทุกข์ใจ

    นิโรธ:พ่อบ้านจะเลิกกินเหล้าหรือไม่เลิกกินเหล้า ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค:พิจารณากรรมและเข้าใจเรื่องกรรมว่า สิ่งที่เราได้รับคือวิบากดีที่เราตั้งศีลว่าจะไม่ถือสาและจะยอมรับฟังพ่อบ้านทุกเรื่อง กลับจากค่ายก็ถูกทดสอบ พ่อบ้านกลับมากินเหล้าทั้งที่เลิกมาได้2เดือนแล้ว เมื่อข้าพเจ้ามาเห็นพ่อบ้านกินเหล้าก็ยังมีความรู้สึกไม่พอใจ อาการนิ่งเฉย ไม่พูดคุยสนทนา ซึ่งพ่อบ้านก็สังเกตุได้จนเป็นเหตุให้เกิดวิวาทะแต่ไม่รุนแรงเหมือนเมื่อก่อนเพราะข้าพเจ้าเข้าใจเรื่องกรรมว่า สิ่งที่พ่อบ้านกระทำคือตัวเราในอดีตยอมรับกรรม สำนึกผิด ขอรับโทษ เต็มใจรับโทษ ขออโหสิกรรมให้กับตนเอง จะตั้งใจพากเพียรทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ เมื่อได้พิจารณาทบทวนซ้ำๆ ประมาณ3วัน ความไม่พอใจก็ค่อยๆผ่อนคลายสบายใจขึ้น

    ผลการล้างความชอบชังในเรื่องอยากให้พ่อบ้านเลิกดื่มเหล้าจาก100% ล้างได้50%

  40. ณ้ฐพร คงประเสริฐ

    กสิกรรมที่ภูผาฟ้าน้ำ

    ช่วงวันหยุดยาวในสัปดาห์ที่สองของเดือนธันวาคม 2563 ขออนุญาตครอบครัวไปบำเพ็ญฐานกสิกรรมที่ภูผาฟ้าน้ำ เชียงใหม่ พอวันสุดท้ายของการบำเพ็ญ มีอาการคันบริเวณข้อเท้า และมีตุ่มแดงขึ้นหลายที่ในจุดที่เคยเป็นแผลเมื่อหลายเดือนก่อน ทำให้กังวลใจว่าจะเกิดแผลประทุอีก แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในความตั้งใจที่ไปบำเพ็ญในครั้งนี้

    ทุกข์: กังวลใจว่าจะเกิดแผลประทุขึ้นอีก

    สมุทัย: อากาศหนาวเย็นสิบกว่าองศาเซลเซียสช่วงเช้า สลับกับร้อนจัดช่วงบ่าย บนภูผาฟ้าน้ำ ทำให้การปรับสมดุลร่างกาย ได้ยากขึ้นกว่าปกติที่อยู่ กทม มาก การรับประทานอาหารแม้มีพืชผักจะไร้สารพิษ แล้วก็ยังยากในการทานมื้อเดียว เพราะความอร่อยที่เรายังมีชอบชังในรสสัมผัสทำให้แพ้แรงดูดดึงของกิเลส ทำให้ทานมากกว่าหนึ่งมือ และการเลือกรับประทานสัดส่วนอาหารฤทธิ์ร้อนเย็นก็ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร และรู้สึกสนุกกับการทำงานกสิกรรมร่วมกับหมู่มิตรดีจนไม่อยากพักเลย

    นิโรธ: จะเกิดแผลประทุขึ้นมาอีกหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร ใจก็ผาสุกได้

    มรรค: เพราะแผลประทุก็เป็นอาการบ่งบอกให้เราได้เรียนรู้การปรับสมดุลให้ดียิ่งขึ้น เป็นการรับวิบากร้ายเราก็จะโชคดีขึ้น เราก็เคยทำให้ชีวิตหลายชีวิตต้องบาดเจ็บล้มตายเสียเลือดเสียเนื้อมาก็มาก แผลก็ยังไม่ได้ประทุเลย กลับมาอยู่กับปัจจุบัน เรามีอาการเพียงแค่คันเล็กน้อยเท่านั้น มีรอยแดงเกิดขึ้น เราก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่รู้เหตุอยู่แล้วให้ดีขึ้นเท่าที่ทำได้ มันดีที่สุดแล้ว ก็สุขสุด ๆ ๆได้แล้ว ใจก็ผาสุกทันที หรือแม้จะเกิดแผลประทุขึ้นมา เราก็มีประสบการ์ณที่ดีในการดูแลแผลให้หายได้ด้วยการพึ่งตนแล้ว พิจารณาดูแล้วไม่มีสิ่งใดเหลือให้ต้องกังวลใจเลย เป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อนอะไร เพียงแต่ทุกเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นแบบเดียวกันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นการตอกย้ำซ้ำเตือน ที่จะได้ฝึกฝนอ่านเวทนาและล้างใจที่หวั่นไหวออกไปให้สิ้นเกลี้ยงเท่านั้นเอง

  41. ชุติวรรณ แสงสำลี

    ชื่อเรื่อง พิสูจน์สัจจะความจริงในดินแดนพุทธะ
    เนื้อเรื่อง ครั้งที่แล้วเข้าค่ายพระไตรปิฎกครั้งที่30 แพ้กิเลสกลัวหนาวมากไปเลยขนสัมภาระเสื้อผ้า เครื่องนอนมามากมาย เป็นวิบากร้ายเข้าให้ได้รับเพราะเราเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นในการนั่งรถเดินทางมาพร้อมหมู่พี่น้องจิตอาสา ครั้งนี้มาเข้าค่ายก็ยังเหลือความกลัวอยู่บ้างแต่ก็ตั้งใจมาต่อสู้กับกิเลส
    ทุกข์ # กลัวว่าจะไม่ได้รับสภาพดีๆเมื่อมีอากาศหนาวมากจะปรับตัวได้ยาก กังวลว่าจะต้องขนเสื้อผ้าสัมภาระมามากมาย

    สมุทัย # มีความชอบอยากได้สภาพดีๆเกิดขึ้นทำให้เราไม่หนาวเย็นเกินไปได้ดั่งใจจะเป็นสุขใจ มีความชังถ้าสภาพดีๆนั้นมันไม่เกิดเราก็ยังหนาวเย็นอยู่ไม่ได้ดั่งใจจะเป็นทุกข์ใจ

    นิโรธ # ไม่ชอบไม่ชังแม้ว่าจะเกิดสภาพดีๆก็ได้เราก็เป็นสุขใจ หรือสภาพดีๆไม่เกิดก็ได้เราก็เป็นสุขใจ เราก็ยินดีรับได้ทุกสถานการณ์ ไม่กลัวว่ามันจะหนาว

    มรรค # เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมกินอาหารปรับสมดุลร้อนเกิน-เย็นเกินไม่เกิน10 ส่วน กินผักสด ผักต้ม ข้าว ให้พอดีร่างกายแข็งแรง สบาย เบากาย มีกำลัง และกำจัดตัวความกังวลในเรื่องการขนเสื้อผ้ากันหนาว ตั้งใจสู้กับกิเลสให้ได้ โดยจัดเสื้อผ้ามา 2 ชุด และเสื้อหนาวตัวเดียวเท่านั้น ไม่มีผ้าห่มหนาๆ ไม่มีเสื่อที่นอน ไม่มีเต็นท์ ไม่หวั่นไหวไม่ทุกข์ใจอะไรจะเกิดก็เกิดใจคิดว่าลดเรื่องการสะสมแบกสัมภาระมามากจะเป็นวิบากเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่นในการเดินทางนั่งรถมาพร้อมหมู่พี่น้องจิตอาสาและดูว่าถ้ามันหนาวจริงจะทนได้ไหม เรามาฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ พอมาถึงวันแรกที่นอนไม่พอให้ได้รับโอกาสไปนอนที่ศาลาซาวปี๋ซึ่งได้ชื่่อว่าหนาวมากและผ้าห่มก็ไม่พอมีแค่1ผืนบางๆ ขณะนั้นใจเราก็ไม่ทุกข์ ยินดีรับได้ทุกสถานการณ์ พอเราวางใจได้สิ่งรอบตัวจะเป็นอย่างไร ไม่ชอบไม่ชังแม้ว่าจะเกิดสภาพดีๆก็ได้เราก็เป็นสุขใจ หรือสภาพดีๆไม่เกิดก็ได้เราก็เป็นสุขใจ เราก็ยินดีรับได้ทุกสถานการณ์ ไม่ยึดมั่นถือมั่น เราก็เป็นสุขใจ นึกถึงคำที่ท่านอ.หมอเขียวกล่าวไว้ว่าเทคนิคทำใจยินดีรับได้ทุกสถานการณ์ 1.ไม่ได้อะไรเลยก็มีความสุขมากแล้ว 2.ได้เท่าที่จำเป็นต่อชีวิตก็มีความสุขมากแล้ว 3.แม้ไม่ได้เท่าที่จำเป็นเพราะมีวิบากร้ายมากั้นเราก็มีความสุข 4.ถ้าได้มากเกินความจำเป็นที่ได้รับเราก็มีความสุขได้ พอเราล้างกิเลสไม่กลัวว่าจะไม่ได้รับสภาพดีๆเมื่อมีอากาศหนาวมากจะปรับตัวได้ยาก ไม่กังวลเรื่องเสื้อผ้า ทำให้เราได้รับวิบากดี มิตรดีพี่น้องให้ความอบอุ่นใจ ทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้เราสบายใจมีความสุข สุขกายที่แท้จริงสภาพดีๆที่เกิดขึ้นในใจเราก็คือการกำจัดล้างกิเลสได้ต่างหาก ส่วนสภาพดีๆหรือสภาพดีๆไม่ได้ดั่งใจเราในเหตุการณ์เราก็ยินดีรับได้อย่างมีความสุข คืนแรกที่ภูผาฟ้าน้ำแม้จะอากาศหนาวเย็นก็ทำให้สามารถนอนหลับได้อย่างสุขใจค่ะ วันต่อมาก็มีสภาพดีๆเกิดขึ้นเพื่อนเอาผ้าห่มมาให้เพิ่มขึ้น เดินไปอาบน้ำอยู่ๆก็มีเพื่อนยกน้ำสมุนไพรร้อนๆมาให้อาบ(ทั้งๆที่น้ำสมุนไพรลดน้อยลงต้องรอน้ำร้อนอีกครั้งก็ใช้เวลาหลายนาที)วันต่อมาก็ได้รับแจกเสื้อหนาว 1 ตัว มีพี่น้องนำมาแบ่งปันไม่มีอะไรบังเอิญ สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ลดกิเลสได้ ยอมรับวิบากด้วยความยินดี คบมิตรดี อยู่ในผู้มีศีล ใจผาสุกเบิกบาน

  42. นายรวม เกตุกลม

    เรื่อง โชคดีอีกแล้ว

    เรื่องมีว่า ได้ลงมือทำงานร่วมกันในสวนขณะที่ทำไปพูดคุยไป ก็เกิดความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ทำให้อีกฝ่ายค่อยๆทำงานห่างออกไป แล้วไปทำงานอยู่คนเดียว เราก็รู้ว่าวิบากเข้าแล้ว ซึ่งเราเองก็ไม่ชอบที่เขาแสดงพฤติกรรมออกมาอย่างนั้น ทำให้เราเกิดอาการไม่เบิกบานใจ เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ เราก็เลยหันกลับมาปรับที่ใจ เขาจะแสดงออกอย่างไร เราก็ต้องเบิกบานใจ เพราะว่าสิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา โชคดีอีกแล้ว ร้ายหมดไปอีกแล้ว แล้วก็ลงมือทำงานต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความอดทน รอคอย ให้อภัย ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ ไม่ให้เกิดอาการวิวาทะเป็นอันขาด พอตอนเย็นเราก็มาทำอปริหานิยธรรมร่วมกัน ทุกอย่างก็สงบเรียบร้อยดี

    ทุกข์:ไม่เบิกบานใจ

    สมุทัย:ชังที่เขาแสดงอาการอย่างนั้น จนต้องแยกตัว ไปทำงานอยู่คนเดียว

    นิโรธ:เขาจะแสดงอาการที่เราชอบหรือชัง เราก็ต้องเบิกบานใจ

    มรรค:สมนึกผิดหรือยอมรับผิด เต็มใจรับโทษ เพราะว่ามันเป็นวิบากร้ายของเราที่เคยพลาดทำมา เมื่อรับแล้วก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น ด้วยความอดทน รอคอย ให้อภัย ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ สาธุ

Comments are closed.