การบ้านอริยสัจ (17/2563) [33]

 

631206 การบ้านอริยสัจ (17/2563)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2563 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สรุปสัปดาห์นี้มีผู้ส่งการบ้านทั้งหมด 33 ท่าน 34 เรื่อง

  1. สำรวม แก้วแกมจันทร์
  2. สยั่น สายหยุด
  3. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)
  4. นาง ก้าน ไตรยสุทธิ์
  5. จรัญ บุญมี
  6. นิตยาภรณ์ สุระสาย (น้อมพรฟ้า)
  7. นางจิราภรณ์ ทองคู่
  8. จิตรา พรหมโคตร
  9. นางสาวสันทนา ประวงศ์
  10. นางบัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม
  11. อรวิภา กริฟฟิธส์
  12. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)
  13. นางสาวสุพัชชญา ทองเปรม
  14. นาง โยธกา รือเซ็นแบรก์ (2)
  15. พรพิทย์ สามสี
  16. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์
  17. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  18. ณ้ฐพร คงประเสริฐ
  19. ชุติวรรณ แสงสำลี
  20. ประคอง เก็บนาค
  21. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
  22. ปิ่น คำเพียงเพชร
  23. วรางคณา ไตรยสุทธิ์ (พุทธพรฟ้า)
  24. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน
  25. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์
  26. ขวัญจิต เฟื่องฟู
  27. สุภา ลอว์สัน
  28. ชลิตา แลงค์
  29. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)
  30. jariya janpakdee
  31. นฤมล ยังแช่ม
  32. เสาวรี หวังประเสริฐ
  33. ศิริพร ไตรยสุทธิ์

Tags:

35 thoughts on “การบ้านอริยสัจ (17/2563) [33]”

  1. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    “ยึดแล้วทุกข์”

    เรื่องย่อ
    ด้วยที่ตัวเองเป็นนักศึกษาวิชชาราม ควรต้องทำการบ้านอริยสัจ4 ส่งสัปดาห์ละครั้ง ตามคำแนะนำของฝ่ายวิชาการ และก็มีความตั้งใจ มุ่งมั่นว่า จะต้องทำการบ้านส่งทุกสัปดาห์ให้ได้ เพราะตัวเองเป็นคนหนึ่งที่ได้ช่วยทำหน้าที่ประสานงานวิชาการ ให้นักศึกษาได้ทำการบ้านส่ง โดยเฉพาะนักศึกษาของภาคใต้ สวนป่านาบุญ 2 ชะอวด นครศรีธรรมราช จึงต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำการบ้านส่งให้ได้ ทุกสัปดาห์ แม้ว่าว่าบางสัปดาห์ไม่สะดวก ไม่พร้อมที่จะส่งการบ้านก็ตาม ทั้งนี้เพื่อจะได้เป็นตัวอย่างให้เพื่อนนักศึกษารายอื่นๆ ให้ได้ทำการบ้านส่งด้วย ยิ่งคิด ยิ่งพยายาม ก็ยิ่งกังวล ยิ่งยึด ก็จะมีความเครียดเพิ่มขึ้นอีก ก็ทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้น คิดแล้วทุกข์ๆๆๆ เพราะ คิดให้เกิดดี เกิดดี แล้วจะดี เพราะ “ยึดดี” อีกแล้ว

    ทุกข์ : ยึดดี อยากให้เกิดดี

    สมุทัย : ถ้าได้ส่งการบ้านทุกสัปดาห์จะสุข แต่ถ้าไม่ได้ส่งการบ้านทุกสัปดาห์ ก็จะกังวล เครียด แล้วก็ทุกข์

    นิโรธ : ได้ส่งการบ้านทุกสัปดาห์ก็สุข สบายใจ ไม่ได้ส่งทุกสัปดาห์ก็สุขได้ เกิดดีก็ได้ ไม่เกิดดีก็ได้สบายใจได้ เบา สบาย เบิกบาน ผาสุก

    มรรค : นำยาเม็ดเลิศเม็ดที่ 8 ใช้ยาใจ จึงเกิดปัญญา นำคาถา “บททบทวนธรรม” มาใช้ได้อย่างอัตโนมัติ ทันที
    “โง่เท่าที่ยึด ยึดเท่าที่โง่”
    “ไม่โง่ เท่าที่ไม่ยึด ไม่ยึดเท่าที่ไม่โง่”
    “ยึดทำไม ยึดให้โง่”
    “ยิ่งยึด ยิ่งโง่”
    “ทุกเสี้ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยง”
    “พร้อมรับ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยน”
    “ยึดอาสัยดี”

    เมื่อไหรควรยึด เมื่อไหรควรวาง”

    อาจารย์หมอสอนว่า “สุข-ทุกข์” เป็นตัวเดียวกัน แต่ขึ้นอยู่กับวิธีคิด คิดให้ทุกข์ จะได้ทุกข์ทันที ถ้าคดให้เป็นสุข ก็จะได้สุขทันที เข่นนี้เอง กรายสาธุ

  2. สยั่น สายหยุด

    การบ้านอริยสัจ 4
    เรื่องหุงข้าวสุกไม่ทันให้เพื่อนกิน
    เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 ข้าพเจ้ามีหน้าที่หุงข้าว วันนี้เวลาประมาณ 8.00 น เพื่อนๆไปทำนาตามปกติ ทุกวัน ส่วนข้าพเจ้าทำหน้าที่หุงข้าวตามปกติเช่นกัน ข้าพเจ้าหุงข้าวไว้ 1 หม้อแล้วไปสีข้าว กะไว้ว่าจะกลับมาหุงข้าวหม้อที่ 2 ประมาณ 10.00 น เพื่อให้เพื่อนๆที่อยู่ศูนย์กินข้าวหม้อที่ 1 ให้เหลือสักครึ่งหนึ่งก่อน แต่ข้าพเจ้าสีข้าวจนเพลิน ทำให้ลืมหุงข้าวหม้อที่๒ ข้าพเจ้านึกได้เมื่อเวลา 12.00 นจึงรีบกลับมาหุงข้าว
    ขณะนั้นข้าวหม้อที่ 1 ยังเหลือประมาณ 1 ใน 4 ของหม้อ และเพื่อนๆก็กลับมาจากนาพอดี บางคนก็ได้กินข้าว บางคนก็ไม่ได้กิน
    ข้าพเจ้าก็ได้แต่พูดปลอบใจเพื่อนๆว่า”ขอโทษๆๆกินข้าวต้มก่อนก็ได้นะครับ รออีก๕นาทีข้าวจะสุกครับ
    ขณะนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งยืนอยู่ข้างข้าพเจ้าช่วยต้อนรับเพื่อนๆ เขาพูดว่า”ข้าวต้มมีนะคะๆๆเชิญกินข้าวต้มกอ่นคะ” และมีเพื่อนอีกคนซึ่งเป็นผู้กลับมาจากนาพูดขึ้นว่า “รู้ไหม ไปนาขุดดินเหนื่อยนะ ดูซิเนื้อตัวเลอหมดเลย แล้วข้าวต้มมันไม่อยู่ท้อง”
    ซึ่งข้าพเจ้ายืนอยู่ข้างคนที่พูด ข้า พเจ้าจึง
    ยกมือไหว้และขอโทษๆๆ และคิดลงโทษตนเองว่า เราหุงข้าวสุกไม่ทันเวลาสองครั้งแล้วนะ ครั้งก่อนไม่เข้าใจระบบงานจึงหุงข้าวสุกไม่ทันเวลา
    ครั้งนี้ประมาท เพลือเรอ ข้าพเจ้าจึงรู้สึกเสียใจมาก
    ทุกข์ เสียใจ ไม่สบายใจทีทำผิดเป็นครั้งที่๒
    สมุทัย เราประมาท เพลอเรอ ทำให้เพือนๆๆหิว
    มรรค สำนึกผิดและคิดว่า จะต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้ ไม่มีใครไม่ผิดในโลก ทุกคนพลาดได้
    นิโรธ เราต้องหาความสุขบนความทุกข์ให้ได้
    หุงข้าวสุกทันเวลาให้เพือนๆได้กิน ก็สุขใจ ไม่ทันเวลาก็สุขใจให้ได้เพราะเราได้ใช้วิบาก

  3. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    อริยสัจ 4 the truth of suffering
    ชื่อเรื่อง
    ใจไม่อยู่กับปัจจุบัน
    พอตื่นมาตอนเช้าของทุกวัน ก็คิดแต่ว่าจะวันนี้จะปลูกอะไรดี อยากปลูกนั่นปลูกนี่ เต็มหัวไปหมด งานนั้นก็น่าทำ งานนี้ก็น่าทำ พ่อคิดมากๆเข้าก็เลยหมดแรง
    ทุกข์ The Truth of suffering
    วุ่นวายใจ คิดแต่เรื่องจะทำงาน คิดถึงงานอะไรก็มีแต่ฉันทะความยินดีอยากจะทำไปเสียหมด คิดมากไปจนหมดแรง
    สมุทัย The Truth of the cause of suffering
    เพราะคิดอยากทำนั่นทำนี่มากไป แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ คิดล่วงหน้าไปไกลเกินทำให้หมดแรงเพราะใจไม่อยู่กับปัจจุบัน และคิดไปในสิ่งที่ยังทำไม่ได้ เป็นการทำให้เสียพลัง
    นิโรธ The Truth of state to end suffering
    ใจโล่งเบาสบายขึ้น เพราะ เลิกคิดล่วงหน้า ทำใจให้มาอยู่กับปัจจุบัน และคิดว่า เราจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน เราก็ทำให้ดีที่สุดตามกำลังของเราก็พอแล้ว
    มรรค The Truth of the path to end suffering
    หยุดคิดในสิ่งที่ยังไม่เกิด ทำใจให้อยู่กับปัจจุบัน ทำขณะปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะการคิดในสิ่งที่ยังไม่เกิดทำให้เสียพลัง ทำให้หมดแรง เพราะเราเอาใจไปคาดหวังกับสิ่งที่ยังเป็นไปไม่ได้ ยังไม่ได้ลงมือทำ ความคาดหวังในสิ่งที่ยังไม่เกิดเป็นกิเลส ล้างด้วยการทำใจให้อยู่กับปัจจุบันและทำสิ่งที่ทำได้ในทุกขณะปัจจุบันให้ดีที่สุดแล้ววาง

  4. นาง ก้าน ไตรยสุทธิ์

    631201 การบ้านวิชาราม
    ทุกข์.เนื่อเรื้อง
    ไม่ชอบเพือนกลัวไม่มั่นใจ
    สมุทัย.เขากลัวไปหมดเลยอยู่คนเดียวด้วย
    นิโรธ.ไม่ชอบไม่ชังเขาเขากลัวเราก็ไม่ทุกข์ใจเขาไม่กลัวเราก็สุขใจ
    มรรค.สละไปๆอย่างไม่พัวพันเราเคยเป็นเช่นนั้นมามากกลั่วนั้นเข้าใจคนอื่นจึงเข้าใจตัวเองเขาคือกระจกกรรมเราเองจึงสบายใจไร้กังวน.เย้ๆ

  5. จรัญ บุญมี

    การบ้านอริยะสัจ ๔
    เรื่อง นักรบพ่อลูกอ่อน
    ตอนที่ ๒ คุรุสอนลูกเอง

    สอนให้ลูกขับรถไถ บอกทำความเข้าใจ ซ้ำๆในจุดที่พร่อง เขาก็งงทำไม่ถูก เราก็เห็นว่าไม่น่าจะยากแต่ก็ยังทำไม่ได้ เราเริ่มเสียงดัง เคี้ยวเข็น จับได้ว่าเรามีอารมณ์ จึงปล่อยวางให้เวลาเขาฝึกไปเลื่อย ๆ
    (*) ทุกข์(ไม่สบายกาย-ใจ)มันรำคาญ ขัดอกขัดใจ
    (*) สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) อยากได้ดังใจ ให้ลูกเรียนรู้เร็วเท่าใจเรา ใจร้อน ถ้าไม่ได้จะทุกข์
    (*) นิโรธ(สภาพดับทุกข์) ลูกจะทำไดัเท่าไรอย่างไรก็สุข ก็ยินดี
    (*) มรรค(ทางดับทุกข์)ไม่มีอะไรเป็น ไม่มีอะไรมีเกินกุศลที่เรามี ณ.เวลานั้น ลูกทำได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว ไม่ร้ายกว่านี้ก็ดีมากแล้ว สิ่งที่เราได้น่าชื่นใจที่สุดแล้ว ได้เท่าไหร่ก็ยินดี

  6. นิตยาภรณ์ สุระสาย (น้อมพรฟ้า)

    ยินดีที่รู้เท่าทันกิเลส

    “ปัญหาทุกอย่างในโลกเกิดจาก คนโง่กว่ากิเลส” แม้เรื่องนี้เกิดเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ฉันยังประทับใจจดจำเรื่องราวเกือบโง่กว่ากิเลสมาได้จนถึงทุกวันนี้ และนำประสบการณ์ไปใช้เพิ่มความเร็วในการจับกิเลสตัวอื่น ๆ ที่มาคิดว่าน่าจะนำมาบันทึกในเรื่องราวการต่อสู้กิเลสของฉันเป็นเรื่องแรก
    เหตุเกิดในห้องประชุมของโรงพยาบาลที่มีการนำเสนอการดำเนินงานเด่นให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขที่มาเยี่ยมได้รับทราบ ณ เวลานั้นฉันเป็นพยาบาลวิชาชีพทำหน้าที่หัวหน้างานควบคุมโรค ผู้บังคับบัญชาของฉันประสงค์ให้ฉันรายงานเรื่องแพทย์วิถีธรรมที่เป็นนวัตกรรมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ใช้ได้ผลดีในการ ลดโรค ลดยา ลดค่าใช้จ่าย ลดทุกข์ เรื่องที่ทำให้กิเลสเหตุแห่งทุกข์ของฉันแสดงตัวคือ ฉันไม่มีโอกาสได้นำเสนอข้อมูลที่สำคัญมากของเราเพราะมีนักวิชาการสุภาพสตรีของส่วนราชการในจังหวัดเดียวกับฉัน ซึ่งทำหน้าที่ต้อนรับและพาคณะผู้บริหารฯมาที่โรงพยาบาลพูดแทนฉันด้วยข้อมูลที่เธอมีเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลนั้นเป็นเพียงประสบการณ์เก่าของเธอเท่านั้น ระหว่างรอจะพูดบ้าง ฉันรู้สึกร้อนใจว่าเวลาเหลือน้อยลง ผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขจะไม่ได้ฟังข้อมูลดี ๆ ของแพทย์วิถีธรรมที่ฉันจะนำเสนอท่าน ฉันกระวนกระวายมากขึ้นเมื่อสบตากับผู้บังคับบัญชาของฉันเพราะฉันตีความว่าท่านลุ้นให้มีจังหวะที่ฉันจะได้นำเสนอและตำหนิเธอที่ไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้พูด ภายใต้อริยาบทนั่งเงียบ ๆ แต่ภายในใจฉันรู้สึกตำหนิเธออย่างรุนแรง “คนอะไรไม่รู้จักกาละเทศะ ทำเกินหน้าที่” “ไม่รู้จริงยังกล้าพูด เอาเรื่องเก่ามากแล้วมาพูด” “เวลาจะหมดแล้ว ยังไม่เลิกพูดอีก เห็นไหม ท่านผู้อำนวยการยังเห็นด้วยกับฉันเลยว่า เธอควรหยุดเพื่อให้ฉันพูด” ฉับพลันความรู้เรื่องการล้างกิเลสเหตุแห่งทุกข์ที่ฉันได้ยินในค่ายสุขภาพวิถีธรรมจากอาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน ผ่านเข้ามาในสมองของฉัน ฉันรู้สึกตัวว่าฉันกำลังทุกข์ใจด้วยความโกรธ ฉันจับกิเลสได้แล้ว ฉันกำลังถูกกิเลสล่อลวงให้เบียดเบียนตนเองด้วยความโกรธ ฉันหยุดความคิดอื่นกลับมาพิจารณากิเลส พบตัวเด่นคือ ความโกรธ (โกธะ) และยังมีตัวถือดี (มานะ) ดูหมิ่นเขา (อติมานะ) อีกด้วย เมื่อฉันรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกหลอกให้คิดว่าการนำเสนอเรื่องราวดี ๆ ของแพทย์วิถีธรรมนั้นสำคัญมาก จนอุปกิเลสหลายตัวเข้าครอบงำ ตอนนี้สิ่งสำคัญกว่าคือฉันจับกิเลสได้ ฉันรู้สึกปิติยินดีจนฉันยิ้มได้ จนถึงวันนี้ฉันจำไม่ได้ว่าฉันได้นำเสนอแพทย์วิถีธรรมหรือไม่เพราะเรื่องนั้นไม่สำคัญแล้ว เรื่องสำคัญที่สุดที่เป็นเป้าหมายของชีวิตคือ ใจที่ไร้ทุกข์ ใจที่ดีงาม ใจที่ผาสุก ต่างหาก ฉันจะไม่สร้างกรรมใหม่โดยการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นด้วยความโกรธ ถือดี หรือดูหมิ่นเขาใคร
    ฉันเชื่อเรื่องกรรมว่า คนเราจะได้ยินได้ฟังอะไร จะสร้างประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ย่อมเกิดจากวิบากดีร้ายของเรา ของเขา ของโลกมาสังเคราะห์กัน และวิบากดีร้ายของฉันทำให้ได้พบกับเรื่องราวนี้ โดยผ่านตัวแสดงคือบุคคลตรงหน้าฉัน ฉันรู้สึกขอบคุณสุภาพสตรีท่านนั้นที่มาทำให้ฉันได้พบกับกิเลส ขอบคุณสถานการณ์และเวลาที่มีน้อยทำให้มีองค์ประกอบมากพอที่กิเลสจะแสดงตัว เหตุการณ์ในวันนั้นจึงเป็นความทรงจำที่ดี เพราะ“ฉันยินดีที่รู้เท่าทันกิเลส”

    ทุกข์ : ร้อนใจ กระวนกระวายใจ

    เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) : ความโกรธ (โกธะ) ที่ไม่มีโอกาสพูด พร้อมทั้งถือดี (มานะ) และดูหมิ่นเขา (อติมานะ) ว่ารู้ไม่เท่าเรา ย่อมจะพูดได้ไม่ดีเท่าเรา

    สภาพดับทุกข์ (นิโรธ) : ใจไร้ทุกข์ ใจดีงาม ใจผาสุก มีโอกาสได้เสนอก็ดี ไม่มีโอกาส

    วิธีการดับทุกข์ (มรรค) : ด้วยความเชื่อเรื่องกรรมว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากวิบากดีร้ายของเรา และคนในโลกสังเคราะห์กัน เรามีหน้าที่ทำดีที่ทำได้ด้วยใจผาสุก ทำไม่ได้ก็แสดงว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะได้ทำ ณ เวลานั้น เมื่อรู้ตัวว่าจับกิเลสได้ ความทุกข์ใจ อาการร้อนใจ กระวนกระวายใจ สลายไปทันที เกิดความปิติในใจว่าเรารู้เท่าทันกิเลสแล้ว เย้

  7. นางจิราภรณ์. ทองคู่

    เรื่อง ร้อนแดด 


    เนื้อเรื่อง ขึ้นไปบำเพ็ญที่ภูผาฟ้าน้ำและได้ไปรดน้ำผักที่สวนจิตตะ ผักที่ไปรดน้ำคือผักเหรียง ประมาณ 25 ต้นปรากฎว่าเวลารดน้ำน้ำจะไหลไปทางอื่นหมดและไม่ซึมลงดิน จึงนึกถึงอดีตที่คุณพ่อพาทำร่องน้ำรอบโคนต้น แล้วจึงชวนเพื่อนและช่วยกันทำ ปรากฏว่าวันนี้แดดจัดและร้อนมากเดี๋ยวขุดเดี๋ยวพักร้อน แต่ก็ยังร้อนอยู่ เพื่อนจึงแนะนำว่าให้เอาผ้าชุบน้ำโพกหัวจะได้ไม่ร้อนมาก เราก็ลืมคิดไปและก็ได้ทำตามที่เพื่อนบอก ก็ช่วยลดความร้อนได้ดี นี่นะอยู่กับหมู่มิตรดีเราลืมคิดเพื่อนก็ช่วยเรา จึงได้ขอบคุณเพื่อนค่ะ

    ทุกข์ ร้อนแดด

    สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์)แดดร้อนและรู้สึกทรมานไม่มีความสุข ถ้าไม่ร้อนจะไม่ทุกข์ 


    นิโรธ(สภาพดับทุกข์)แดดจะร้อนหรือไม่ร้อนก็สุขใจได้


    มรรค (วิธีดับทุกข์) ถือว่าเป็นวิบากกรรมที่เคยทำมารับแล้วก็หมดไปจะโชคดีขึ้น เพราะเราเคยปิ้งย่างและต้มเขามาก่อน ทั้งในชาตินี้และชาติที่ผ่านๆมา วันนี้รับแค่นี้ไม่เป็นไร สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา จิตก็เบิกบานแจ่มใส ใจไร้ทุกข์

  8. จิตรา พรหมโคตร

    ชนะความอยากกินก๋วยเตี๋ยวเจ

    เมื่อเช้าวันที่ 29พฤศจิกายน 2563 ขับรถมอเตอร์ไซด์ไปเสียค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าในเมือง รู้สึกอยากกินก๋วยเตี๋ยวเจ มีอาการอย่างนี้มาตลอด แต่ก็พิจารณาไตรลักษณ์ความไม่เที่ยงของกิเลส ความเป็นทุกข์ วิปลาส4 จนกิเลสสลายไป วันนี้ก็เช่นเดียวกันมันเกิดขึ้นมาอีกครั้ง ก็พิจารณาว่า”ไปชอบกินตรงไหนนะ”น้ำก็ใช้ปรุงรสผสม กินอร่อยแว๊บเดียว เดี๋ยวก็เจ็บหู เส้นก๋วยเตี๋ยวลองเอามากินไม่ใส่น้ำปรุงรสก็จืดๆเป็นมันจากน้ำมัน มีความเหนียวจากแป้งเคี่ยวกับน้ำไม่มีประโยชน์เลย ลูกชิ้นเทียมทำจากแป้งหรือบุกจากพืชกรรมวิธีการทำผสมด้วยสารเคมีให้เหนียวนึบ ไม่มีสารอาหารกินแต่ซากพืช สู้กินข้าวไม่ได้มีประโยชน์กว่าไม่เจ็บหู ปวดตามเนื้อตัวจากกินก๋วยเตี๋ยวอร่อย พิจารณาซ้ำๆขณะรอเสียค่าไฟฟ้า เมื่อชำระค่าไฟฟ้าเสร็จขับรถออกมาความอยากกินก๋วยเตี๋ยว100% ลดลงเหลือ20% แต่ก็ยังอยากอยู่เราก็รีบพิจารณาทบทวนอีกหลายครั้ง เมื่อถึงวงเวียนที่จะเลี้ยวรถไปร้านอาหารเจ รู้สึกลังเลจะไปดี ไม่ไปดี จะไปดี ไม่ไปดี จึงตัดสินใจไม่ทำตามกิเลส ขับรถตรงมาบ้านระหว่างทางกิเลสมันรู้สึกอาลัยอาวรณ์ยังอยากกินเล็กน้อยก็พิจารณาซ้ำอีกครั้งผลก็คือความอยากกินก๋วยเตี๋ยวมันสลายไปไม่อยากกินอีกเลย กลับมากินข้าวที่บ้านด้วยใจไร้ทุกข์เพราะไม่ต้องมาเจ็บหู ปวดเมื่ยตามเนื้อตัวอีก

    ทุกข์: กลัวไม่ได้กินก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟเจ

    สมุทัย: อยากกินก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟเจ ถ้าได้กินจะสุขใจ ถ้าไม่ได้กินจะทุกข์ใจ

    นิโรธ: จะได้กินก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟเจหรือไม่ได้กิน ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค:1.พิจารณาไตรลักษณ์ของกิเลสอยากกินก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟเจว่า มันไม่เที่ยงต่อให้เราไปกินก็อร่อยแว๊บเดียว ไม่มีตัวตน ไม่มีสาระอะไร เราเคยกินมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วเก็บไม่ได้ เดี๋ยวก็อยาก เดี๋ยวก็เบื่อ ความอร่อยไม่มีจริง ต่อให้มีก็เก็บไม่ได้ไปบ้าๆบอๆกับความไม่เที่ยงทำไม สุขที่เก็บไม่ได้กับสุขที่เก็บได้ เราเอาสุขที่เก็บได้ดีกว่า

    2.พิจารณาความเป็นทุกข์ต่อว่ามันไม่ใช่สุขนะ. ถึงแม้ว่าสุขก็จริงแต่สุขเพียงแป๊บเดียวเดี๋ยวก็หมดติดกิเลสมันคือทุกข์ มันไม่ใช่สุข เวลาเราอยากก็ไม่สบายใจ พอได้กินสมใจก็ทุกข์ลดลงชั่วคราวหลงว่าเป็นสุข แล้วสุขนั้นก็สลายไป แล้วก็อยากใหม่อีก สร้างทุกข์ ลดทุกข์ ทุกข์ใหญ่ขึ้น ลดลงนิดนึง ทุกข์ใหญ่ขึ้น แต่ละครั้งก็ยังมีวิบากร้ายไม่สิ้นสุด ใจที่เป็นพิษอีก 70% แล้วยังพิษของก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟอีก30%

    3.พิจารณาโทษของกิเลสว่าเป็นแรงเหนี่ยวนำที่ไม่ดีทำให้ผู้อื่นทำตาม คนอื่นก็ต้องทุกข์กายทุกข์ใจเป็นวิบากร้าย

  9. นางสาวสันทนา ประวงศ์

    เรื่อง : เลือกอยู่กับปัจจุบัน
    เหตุการณ์ : มีงานที่เป็นกุศลมาให้บำเพ็ญพร้อมกัน ๓ งาน งานแรกไปลงแปลงงานกสิกรรมมีอาจารย์หมอเขียวนำทีมพร้อมกับพี่น้อง งานที่สองรายการหมู่มิตรดีปลูกปัญญาพาพ้นทุกข์ งานที่สามขุดหลุมปลูกไชยาหลังห้องน้ำ เอาไง เลือกงานไหนละ ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่คิดมากขนาดนี้ ก็ไปทำตามที่ชอบเลยจบ แต่ตอนนี้ต้องมาคิดพิจารณา งานที่ ๑ และ ๒ ผู้บำเพ็ญมากพอเป็นพอไปแล้ว แต่งานที่ ๓ มีพี่น้องผู้บำเพ็ญท่านเดียวเอง และท่านก็ไม่ค่อยมีแรงในการขุด เลยตัดสินใจเลือกงานที่ ๓ แต่ระหว่างทำงานนั้น ใจกลับมาอยู่กับงานที่ ๒ เฮ้ย! ใจอยากอยู่กับพี่น้องหมู่ที่คุยกันเรื่องวิปัสสนากรรมฐานในรายการ หูฟังเสียงพี่น้องพูด ได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง อ้าว! สติเราอยู่ไหน? ไม่อยู่กับปัจจุบันแล้ว
    ทุกข์ : ใจหวั่นไหว
    สมุทัย : ตัณหาความอยาก อยากพูดคุยกับพี่น้องในรายการเรื่องวิปัสสนากรรมฐานที่ไปปฏิบัติมา
    นิโรธ : ได้พูดคุยก็ได้ ไม่ได้พูดคุยก็ได้ สุขสบายใจ อิ่มเอิบ เบิกบาน แจ่มใส ใจไร้ทุกข์ ไร้กังวลได้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน
    มรรค : พิจารณายินดีที่ได้ฝึก ได้เห็นใจที่หวั่นไหว พิจารณางานทุกงานมีความสำคัญเท่ากันหมด เราเลือกเองน่ะ ไม่เลือกตามกิเลสความอยากแล้ว ยินดีได้ฝึกพรากจากงานที่ชอบ งานที่ได้พูดคุย มาทำงานที่ขาดคนทำอยู่ อยู่กับปัจจุบัน การขุดได้ใช้แรง ได้ฝึกสติ ฝึกความอดทน ไม่ฝึกตอนนี้จะฝึกตอนไหน สิ่งที่เราได้รับน่ะดีแล้ว เหมาะสมกับเราแล้ว สาธุค่ะ

  10. นางบัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม

    มะเขือม่วงชุบแป้งทอด หรือ ต้มดี ?

    วันนี้(2/12/2563)เราได้ตั้งศีลทาน อาหารสูตรพลังพุทธย่ำยีมารวรรณะ9 ขณะหั่นผักแต่ละชนิดเพื่อเตรียมไปต้มใจก็เบิกบานแช่มชื่นดี แต่พอหั่นมาถึงมะเขือม่วง ใจเริ่มหวั่นไหวระลึกถึงมะเขือมะม่วงชุบแป้งทอด รส มัน นุ่มอร่อยที่เราเคยกิน

    ทุกข์ : หวั่นไหว ระลึกถึงรสชาติ มัน นุ่มอร่อยของมะเขือม่วงชุบแป้งทอด

    สมุทัย : อยากกิน มะเขือม่วงชุบแป้งทอด ชอบใน รสชาติ มัน นุ่ม อร่อย ถ้าได้กินจะสุขใจ ถ้าไม่ได้กินจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : เบิกบานใจได้แม้จะได้กินหรือไม่ได้กินมะเขือม่วงชุบแป้งทอด

    มรรค : สงบใจพิจารณาโทษของมะเขือม่วงชุบแป้งทอด มะเขือม่วงชุบแป้งทอด ยุ่งยากเป็นภาระหาวัตถุดิบเพิ่ม ประโยชน์น้อยและ คงไม่ถูกกับสภาาวะร่างกายของเราเพราะมะเขือม่วงชุบแป้งทอด อมน้ำมันมาก ทานแล้วอาจจะมีภาวะร้อนเกิน เนื่องจากตอนนี้เราก็มีอาการริมฝีปากแห้งอยู่ จึงพิจารณา ประโยชน์ ของมะเขือม่วงต้ม แทน คือไม่ต้องหาวัตถุดิบ เพิ่ม เตรียมง่ายๆ ประหยัดเวลา และ น่าจะถูกกับสภาวะร่างกายเรา ณ เวลา นี้ มากกว่า และได้ระลึกถึงองค์ศีลที่ตั้งใจจะปฏิบัติให้สมบูรณ์ในวันนี้ คือ จะทานอาหาร สูตรพลังพุทธย่ำยีมาร วรรณะ9 เมื่อพิจารณาอย่างนี้ เห็นใจตัวเองที่หวั่นไหวอยู่ค่อยๆสงบลงเรื่อยๆ คลายความอยากที่จะกินมะเขือม่วงชุบแป้งทอดลงไปเรื่อยๆ เห็นใจตัวเองมีความมั่นคงแข็งแกร่งขึ้นมาแทนที่ และเบิกบานใจได้แม้จะได้กินหรือไม่ได้กินมะเขือม่วงชุบแป้งทอดก็ไม่ทุกข์ใจ ได้100% ภายในห้านาที
    สรุป วันนี้ได้ทานอาหารสูตรพลังพุทธย่ำยีมาร วรรณะ9 ได้สำเร็จตามที่ได้ตั้งใจไว้ และรู้สึกถึงพลังชีวิตของอาหารที่มีต่อร่างกายเราคือ สบายท้อง ย่อยง่ายและอิ่มนาน สาธุค่ะ

  11. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ชังเพราะรัก

    วันนี้ได้แชร์บททบทวนธรรมเป็นภาษาอังกฤษไปให้กับพี่น้องในเฟสบุค และหนึ่งในนั้นที่ได้รับบททบทวนธรรมด้วยก็คือลูกชายคนโตของอดีตพ่อบ้านที่เสียชีวิตไป เราไม่ได้ติดต่อกันมานานตั้งแต่คุณพ่อเสียชีวิต พอเขาได้รับบททวนธรรมเขาก็ส่งข้อความเข้ามาหาในห้องแชท พอเราเห็นสัญญาณเตือนเข้ามาว่ามีข้อความมาจากใครเราก็รู้สึก มีอาการอึดอัด หายใจถี่ เลยตั้งสติตรวจดูใจตัวเองถามตัวเองว่ากลัวอะไร ก็พบว่าเรายังมีภพชังลูกชายท่านนี้อยู่ เรามีอาการผลักไม่อยากคุยด้วย แม้ว่าเราไม่เคยมีการทะเลาะกันตรงๆ แต่เพราะเรารักพ่อบ้านของเราและเห็นว่าเขาคือต้นเหตุของความเจ็บป่วยของพ่อ ในตอนแรกเราคิดว่าเราไม่มีชอบชังในตัวลูกคนนี้แล้ว เพราะพ่อเขาก็เสียชีวิตไปนานแล้ว และเราไม่ได้ติดต่อกันเลย แต่พอเขาติดต่อมาวันนี้เราเห็นอาการนั้นเกิดขึ้นมาอย่างชัดเจน อาการชังเพราะรัก เรารักพ่อบ้านเห็นท่านทุกข์กับลูก เราก็เลยไปชังลูกเขา สร้างวิบากกรรมเกี่ยวเนื่องกันไปไม่มีวันสิ้นสุด

    ทุกข์ กลัวอึดอัดหายใจถี่

    สมุทัย ชังลูกชายไม่อยากคุยด้วย คิดว่าเขาคือต้นเหตุให้พ่อเสียชีวิต

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังที่ได้พูดคุยกับลูกชาย เราตั้งใจรับฟังเขาไม่ตัดสินการกระทำของเขา ปล่อยวางให้เป็นหน้าที่ของวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต

    มรรค กิเลสมักลอกเราว่าคนอื่นทำให้เราทุกข์ แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา คนอื่นที่เขาทำไม่ดีนั้นเขาทำไม่ดีกับตัวเขาเองและเขาก็ต้องได้รับวิบากร้ายนั้นเอง การที่เรามีชอบชังแสดงว่าเรายังมีเงื่อนไขให้ใจเป็นทุกข์อยู่ ชอบก็อยากได้มา ชังก็อยากเอาออกไป สร้างวิบากร้ายไม่มีวันสิ้นสุด รู้สึกสำนึกผิด ตั้งสติทบทวนธรรมว่า ดีก็เป็นดีของท่าน ชั่วก็เป็นชั่วของท่าน ในวันที่ท่านทุกข์จนเกินทนท่านจะปฏิบัติธรรมสู่ความพ้นทุกข์ เรามีหน้าที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ให้โลกและเราได้อาศัยก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น พอคุยอย่างนี้ใจเริ่มคลายความอึดอัดลง และได้เข้าไปคุยกับลูกชายท่านนี้ในห้องแชท

  12. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)

    ความกลัวจากสมุดโน๊ตหาย

    ปกติจะมีสมุดโน๊ตเอาไว้จดอะไรที่สำคัญ จดทุกอย่างกันลืม วันดีคืนดีสมุดโน๊ตก็หายไป หาไม่เจอะ เลยคิดว่า น่าจะอยู่ที่ออฟฟิศ พอไปออฟฟิศตอนเช้าก็รีบไปหา ถามเพื่อนๆว่าเห็นสมุดโน๊ตไหม ใจก็กังวล อยากหาให้เจอะ เพราะจดอะไรสำคัญ จดความลับไว้เยอะแยะ

    ทุกข์ หงุดหงิด รำคาญใจ กังวล วุ่นวายใจ หาสมุดโน๊ตไม่เจอะ หาทั่วโต๊ะก็ไม่เจอะ อารมณ์ไม่อยากจะทำอะไร อยากจะหาสมุดโน๊ตอย่างเดียว

    สมุทัย มีความกลัว คนอื่นมาเจอะสมุดโน๊ตแล้วอ่านสิ่งที่อยู่ในนั้น กิเลสบอกว่าสมุดโน๊ตสำคัญ เพราะเขียนอะไรมากมาย จดอะไรไว้เยอะเป็นความลับเยอะแยะ กลัวคนอื่นเห็น

    นิโรธ สมุดโน๊ตจะหาเจอะหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ไม่ทุกข์ ไม่กังวลใจ วาง ไม่มีอะไรสำคัญ และใครจะเจอะแล้วเอาไปอ่านก็ไม่ทุกข์ใจ อ่านก็อ่านไป ความจริงก็คือความจริง

    มรรค พิจารณาล้างตัวยึดมั่นถือมั่น ยึดทั้งสิ่งที่เป็นวัตถุคือสมุดโน้ตและยึดทั้งนามคือ ภาพลักษณ์ของตัวเอง ความลวงคือ สมุดโน๊ตสำคัญมาก ต้องหาให้เจอะ สำคัญๆๆๆ เผื่อใครเจอะ เอาไปอ่านนี่แย่เลย ความจริง คือ สมุดโน๊ตคือวัตถุ สสารมันไม่หายไปไหน สมุดโน๊ตเป็นตัวแทนของความยึดของเรา ยึดให้ได้ดังใจเราหมาย ยึดว่าสมุดโน๊ตต้องอยู่กับเรา รวมทั้งมีความกลัวคนจะไปอ่าน จริงๆ เขาจะอ่านหรือไม่อ่าน ก็ไม่เป็นไร ทำใจให้ได้ เชื่อในวิบากเรา ถ้าคนจะรู้เรื่องของเราหรือจะเกิดอะไรกับเรา ก็ให้เชื่อเรื่องวิบากกรรมที่เราจะได้รับ ยอมรับให้ได้

  13. นางสาวสุพัชชญา ทองเปรม รหัสศึกษา6314009002

    เรื่อง ยอมรับ..
    เนื้อหา ขณะนี้ร่างกาย..อยู่ในช่วงพักจากการอักเสบเฉียบพลันของกล้ามเนื้อช่วงเอว-สะโพก เริ่มทยอยหยุดยาจาก รพ. คาดว่าน่าจะสะสมจากการยกของหนักที่ต่อเนื่องกัน..ตั้งแต่ก่อนกลับมาจากค่ายไปช่วยแบกฟัก ลงมาจากแปลงพ้นทุกข์ มีกันแค่ 3 คน คนป่วยเป็นมะเร็ง กับป้าอายุ มากกว่า 70 เนื่องจากมีจำนวนมากถึง 30 กว่าลูกและ นน.ค่อนข้างหนักมาก..แต่ก็ยังไม่แสดงอาการใดใด และพอดีกลับมาปรับที่ดินไร่ที่ชลบุรี ขนอินทรีย์วัตถุ ก้อนเห็หลายพันก้อน จากชาวบ้านที่บอกให้ พอดี ช่วงคนงานที่ไร่ ลากลับบ้าน พอกลับน่าน มาทำต่อกลับแปลงผักหน้าบ้าน..อาการเกิดแสดงผลเมื่อ ยกถังที่มีดินใส่อินทรีย์วัตถุหนักมาก..เพราะคิดว่า รับน้ำหนักไหว..จนมีอาการปวดหนักมากจนนั่งไม่อยู่ แช่น้ำอุ่น น้ำปัสสาวะ และพอก 2 วันตอนทำก็หยุด ปวด แต่ที่น่านอากาศเย็นเท่าภูผายิ่งทำให่ ปวดมากขึ้น อาการดิ้นเหมือนงูมาก (แม่ครูท่านบอก..) จึงนึกขึ้นมาได้ ว่าวันที่ไปค่ายเมื่อเดือนก่อนช่วงก่อนเข้าเมืองลอง รถยนต์เหยียบ งูใหญ่มาก หลบเค้าไม่ทันจริงๆ เหมือนข้ามลูกระนาด จึงได้แต่สำนึกขอขมาและจะปวดมากตอนไหว้พระทำวัตรเช้า-เย็น(ตอนนี้อาการดีขึ้นมาก ได้ยาจากหมอช่วยอาการลดอักเสบและปวด ตอนนี้ทานแค่มื้อเช้า เพราะอากาศเย็นก็เตรียมจะไปค่ายพระไตรปิฎกครั้งนี้( วางแพลนไว้ว่าจะไป 30/11 ล่วงหน้า ) ก็พอดีโควิทมาอีก..(ขอบคุณวิบากครั้งนี้) ที่ไม่ต้องเสี่ยงกับการเดินทางและการรวมตัวที่กับคนที่เยอะมาก..
    สรุป อริยสัจ 4
    ทุกข์ จากการเจ็บปวดของร่างกาย
    สมุทัย ความใจร้อนและไม่ประมาณกับการรับ น้ำหนัก..(ประมาทกับการที่แบกฟัก ลงมาได้ ทีละ4-5 ลูกใหญ่ๆ คิดว่า ทำได้..จนสะสมกับงานที่กลับมาบ้าน )
    นิโรธ..ตอนนี้ต้้้้้้้้องใช้ยาเม็ดที่ 9 ไปก่อนวางใจในงานที่จะทำข้างหน้า และยอมใจเย็นให้ก่อนกับงานในหัวที่คิด จนเป็นความโลภ
    มรรค … อุเบกขา..วางใจลง..ขอบคุณกับเหตุการณ์ที่มีมาเตือน..ล้างวิบาก..และปลอดภัยกับโควิท..มาในวันที่เรากำหนดจะเดินทางพอดีค่ะ

  14. นาง โยธกา รือเซ็นแบรก์

    ชื่อเรื่อง ลืมหน้าที่ควรทำ

    เนื้อเรื่อง พยายามจะทำหน้าที่ของแม่บ้านและหน้าที่มนุษย์แม่เพื่อลูก ทำเต็มที่และดีที่สุดเพื่อจะไม่ต้องมีวิบากเพิ่ม ควบคู่ขนานไปกับการปฏิบัติธรรมด้วยการพากเพียร ล้างกิเลส ตัวชอบ ตัวชังกับคนใกล้ตัวไปด้วย แม้พยายามระวังมากแค่ใหนก็ยังมองข้ามสิ่งสำคัญคือจิตวิญญาณของลูกชายที่ยังต้องการความอบอุ่นจากแม่ เดือนที่2ไม่ได้ทำงานนอกบ้านจึงมีเวลาทำอาหารกลางวัน-เย็นให้ลูก,พ่อบ้านทานทุกวันรู้สึกดีที่มีโอกาสได้ชดเชยที่ไม่ได้ทำมานานและได้อยู่บ้านทุกวันก็คิดว่าทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว.
    ทุกๆวันจะคุยกับพี่น้องหมู่กลุ่มวันละหลายรอบ และช่วงนี้ฝึกเข้าซูมกันบ่อย และทุกวันช่วงค่ำๆลูกชายจะเข้ามาหาเห็นแม่คุยกับเพื่อนๆก็ไม่พูดและออกไป ทั้งที่ก็บอกคุยได้นะแม่ปิดกล้อง ,ปิดเสียง บางทีเข้ามา 2-3รอบ ตามออกมาถามมีอะไรจะคุยกับแม่หรือเปล่าลูกก็บอกว่าไม่มีอะไรสำคัญเพราะเกรงใจแม่ และเราก็ทำบ่อยๆ พี่น้องมิตรดีท่านหนึ่งพูดให้ได้ยินหลายครั้งต้องบำเพ็ญกับคนใกล้ตัวก่อน เพราะเรายังอยู่ในครอบครัว ได้ยินแล้วแต่ก็ลืมไม่ได้คิดต่อ เพราะคิดว่าตัวเองทำหน้าที่สมบูรณ์(ทำอาหาร ทำงานบ้าน)ของแม่แล้วแต่ลืมไปว่าแม้ลูกจะโตแล้วแต่ลูกก็ยังต้องการอยากให้แม่กอดให้ความอบอุ่นทางใจอีก เพิ่งจะมาคิดทบทวน2-3 วันที่ผ่านมา เรานี่คุยมากเกินไปจนทำให้ละเลยหน้าที่ของแม่ที่เราเคยทำมาและรู้สึกผิด กะแค่เวลา 5-10นาทีที่ลูกจะเข้าหาเราตอนค่ำๆ เราก็มัวแต่ห่วงคุยไม่ยอมวาง เพราะคิดง่ายๆว่าก็ถามแล้วจบนะ พอนำมาพิจารณาใหม่จึงคิดได้
    จึงตั้งจิตใหม่ ปรับปรุงตัวเองจะหยุด และวางเรื่องอื่นทันทีเมื่อลูกเข้ามาหา จะได้ไม่รู้สึกผิดเหมือนเช่นตอนนี้เราจะทำหน้าที่ของแม่ให้ดีที่สุด จะดูแลทั้งกายและใจของลูกด้วยความเต็มใจเหมือนที่เคยทำมา.

    ทุกข์ : ไม่แช่มชื่นใจ ที่ลืมคึดถึงความรู้สึกของลูกชาย

    สมุทัย : รู้สึกผิด ชอบ-ที่จะไม่ลืม,ละเลยหน้าที่ของตนเอง ชังที่จะลืม,ละเลยหน้าที่ของตนเอง

    นิโรธ : จะทำหน้าที่ให้เต็มที่และดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ และทำด้วยใจเบิกบาน

    มรรค :สงบใจ พิจารณา และตั้งจิตขอขมา ขอโทษ ขออโหสิกรรม ต่อตนเอง และลูกชายที่ทำให้ลูกทุกข์โดยไม่ตั้งใจ และตั้งจิตจะทำใหม่ไม่รอให้ลูกเข้ามาหา ทำใหม่คือเข้าไปหาลูกเองเลย
    แม้จะคิดได้ช้าทีหลังแต่ก็ยังมีโอกาสได้แก้ใขในสิ่งที่ผิดผลาดทำไป ถึงจะช้าแต่ก็ได้ทำ.
    ระลึกถึงสุดยอดวาทะแห่งปี ” ทีทำชั่ว ยังมีเวลาทำ ทีทำดีไม่มีเวลาทำ อยากได้สิ่งใด้ จงคิดสิ่งนั้นกับผู้อื่น” จะได้ไม่ต้องมาท่องตอนเราทุกข์ ว่าเราเคยทำมา . และบททบทวนธรรม จงทำดีเต็มที่ เหนื่อยเต็มที่ สุขเต็มที่ ไม่มีอะไรคาใจ ไม่เอาอะไร คือ สุดยอดแห่ง”ความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส” กราบสาธุค่ะ

  15. พรพิทย์ สามสี

    เรื่อง จะเดินทางไปภูผาฟ้าน้ำค่ายพระไตรปีฏก 6-12
    ธันวาคม 2563 ได้ขอคนคู่แล้วว่าจะไป ปรกติช่วงนี้ฝนตกหนักเกือบทุกวันตอนวันเดินทางฝนก็ตกหนักมากบอกคนคู่ว่าช่วยไปส่งขึ้นรถสองแถวหน่อยได้ไหม เขาไม่ไปส่ง เราก็เลยขับมอเตอร์ไซด์ไปตามมอเตอร์ไซด์รับจ้างให้มาช่วยรับที่บ้านหน่อย โชคดีเขามารับแต่ขนาดใส่เสื้อฝนแล้วเรายังเปียกเลย นั่งสองแถวสองต่อถึงจะถึงสถานีรถไฟ ตอนลงรถสองแถวฝนก็ตกหนักคนขับรถสองแถวก็ไม่ช่วยยกกะเป๋าให้ พอมาซื้อตั๋วรถไฟนายสถานีบอกรถไฟเดินได้แค่ครึ่งทางนะ น้ำท่วมถนนขาด แล้วเราจะไปสวน ๒ ได้ยังไงรถไฟไม่วิ่งไปชะอวดไปแค่พัทลุง รถตู้ก็วิ่งไปชะอวดไม่ได้ แต่โชคยังดีจิตอาสาท่านหนึ่งบอกให้ไปรอที่พัทลุงจะขับรถไปรับไปชะอวด สวน ๒ แต่มาทางตรงไม่ได้ตรงหาทางอ้อมหลีกน้องน้ำ ขับวกวนไปมาอยู่หลายทีกว่าจะพบทางหนีน้ำได้ก็นานพอดูอยู่
    ทุกข์ # พ่อบ้านอย่างเดิม
    สมุทัย # ชอบที่จะอะไรๆราบรื่นสะดวกสบาย ชังที่ติดขัดเรื่องการเดินทางตลอด
    นิโรธ # คนคู่จะมาส่งก็เป็นสุขไม่มาส่งก็เป็นสุข มีวิธีอื่นอีกที่จะมาได้ไม่เห็นเป็นไรไม่คิดให้เสียพลัง
    มรรค # อะไรที่เกิดขึ้นกับเราทั่งเรื่องดีเรื่องร้ายไม่ใช่เรื่องบังเอิญเราทำมา โชคดีอีกแล้วได้ใช้วิบาก ทำดีเรื่อยไป ให้อภัย ใจเย็นข้ามชาติ เบิกบานแจ่มใสไร้ทุกข์ไร้กังวลอย่างเป็นอมตะธรรม

  16. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    ทุกข์จากการที่ปั้มน้ำเสีย

    เนื่องจากปั้มน้ำเสีย และซ่อมไม่เสร็จนานเกือบ 1 สัปดาห์ คิดแทนต้นไม้ว่าคงหิวน้ำจนตายแน่

    ทุกข์ : ทุกข์ใจที่ไม่ได้รดต้นไม้ เกรงว่าเขาจะตาย

    สมุทัย : สุขใจถ้าปั้มน้ำซ่อมแล้วจะได้รดต้นไม้ ทุกข์ใจ ไม่มีน้ำรดต้นไม้

    นิโรธ : สุขใจแม้ปั้มน้ำซ่อมไม่เสร็จ ไม่ทุกข์ใจแม้ไม่ได้รดต้นไม้

    มรรค : พิจารณาความเป็นไตรลักษณ์ของความไม่เที่ยง เมื่อปั้มน้ำเสียได้ ก็จะมีวันที่ซ่อมให้เสร็จและใช้การได้ รองน้ำใส่ถังตักรดได้ หรือใช้นิำที่ใช้แล้วจากครัวเรือนไปรดเท่าที่จะทำได้ ประหยัดเรียบง่าย กลับกลายทำให้พืชผักงอกงามดี ออกดอก ออกผลมากขึ้น จากการที่ไม่ฉีดน้ำแรง ทำให้ดอกไม่ร่วงติดผลมากกว่าเดิม

    เหตุการณ์หรือผัสสะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง ขันธ์5 เป็นอนัตตา เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น ดับการปรุงแต่งและอยู่กับปัจจุบัน มองหาข้อดีในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมไม่ทุกข์ใจ สุขใจได้กับทุกสถานการณ์

  17. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง ทุกข์หลังจากส่งการบ้าน

    เมื่อวันอังคาร (2.12.2020) ที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้ทำการบ้านเรื่อง อาหารสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ซึ่งต้องกรอกข้อมูล เกือบ 10 ข้อ ปกติถ้าเป็นการบ้านรูปภาพธรรมดา ข้าพเจ้าจะกรอกข้อมูล จากข้อ 1-9 ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย แต่ครั้งนี้ข้าพเจ้ามีคลิปวีดีโอ ความยาวประมาณ 3 นาทีแนบมาด้วย จึงส่งแบบที่เคยส่งไม่ได้ พอข้าพเจ้ากรอกข้อมูลทุกอย่างเรียบร้อยพร้อมที่จะส่ง ปรากฏว่ากดส่งไม่ได้ เพราะโปรแกรมบอกว่าต้องใส่รูปภาพลงในข้อ 9 ด้วย ซึ่งภาพสวย ๆ ที่จะใส่ในข้อ 9 ไม่มี ข้าพเจ้าเลยใส่ภาพธรรมดา ๆ ลงไปพอให้แล้ว ๆ จะได้กดส่งการบ้านได้ ผ่านไปประมาณ 3 ชั่วโมง ช่วงเช้าหลังจากที่ข้าพเจ้าส่งการเรียบร้อยแล้ว เกิดความรู้สึกละอายใจ รู้สึกได้ชัดว่าตัวเองทำการบ้านส่งแบบขอไปที เหมือนไม่ได้ตั้งใจทำ

    ทุกข์: ละอายใจว่าตนเองทำการบ้านแบบขอไปที

    สมุทัย : อยากทำการบ้านให้ดีกว่านี้ ชอบที่จะทำการบ้านให้ได้ดีกว่านี้ ไม่ชอบที่ตนเองไม่ได้ตั้งใจทำการบ้านให้ดี เท่ากับความสามารถที่มีอยู่

    นิโรธ : วางใจไม่ชอบไม่ชังว่าการบ้านที่ส่งจะสมบูรณ์ หรือไม่ก็ได้

    มรรค : หลังจากตั้งสติจับความรู้สึกตนเองได้ก็นึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์สอนว่า ” ความสำเร็จของงานไม่ใช่ความสำเร็จของงาน ความสำเร็จของใจต่างหากคือความสำเร็จของงาน”
    และ ” ทำดีเต็มที่สุดความสามารถแล้ว อะไรจะเกิดเราต้องยอมรับให้ได้ (อุเบกขา) ” ..แต่ตัวเองยังทำไม่ได้…
    เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว ใจก็ยังไม่หายจากทุกข์ ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของนิโรธที่ตั้งเอาไว้ จึงได้ตัดสินใจทำการบ้านข้อเดิมส่งเป็นครั้งที่ 2 หลังจากส่งการบ้านสำเร็จแล้ว ความทุกข์ที่มีอยู่ก็หายไป ใจก็โล่ง โปร่ง เบาสบาย ค่ะ ต่อไปข้าพเจ้าจะใจเย็น อดทน รอคอย รอบคอบ ให้มากกว่านี้ สาธุ

  18. นาง โยธกา รือเซ็นแบรก์

    ชื่อเรื่อง คำว่า ปึ้ง !!!

    เนื้อเรื่อง ได้เข้าร่วมเรียนทำตัด, ต่อ ,ใส่เพลงวิดิโอคริปสั้นๆ กับพี่น้องหมู่กลุ่ม น้องคุรุผู้สอน มีเทคนิคในการสอน น้องใจเย็นมาก ถ้าไม่เข้าใจ หรือไม่ทันเพื่อนน้องคุรุก็กลับมาทวนซ้ำใหม่จนเข้าใจ เพื่อให้เข้าใจง่ายจึงมีคำพูดเพื่อให้มองเห็นภาพ เช่นเวลา จะเปิดเพลง ,เล่นสี, เขียนคำ แต่มีคำหนึ่งใช้มากในการสอน คำว่า “ปึ่ง ” หมายความ เพลงเด้งมา ปึ่ง ,ใส่สี สีมาปึ่ง, เขียนคำปึ่ง ฯฯ ฟังแรกๆก็ไม่เป็นอะไร พอฟังไปๆ มีความรู้สึกไม่ชอบ คำว่า ปึ้ง และเห็นใจเริ่มรำคาญ แต่บอกตัวเองว่ามันป็นเทคนิคการสอนของน้องคุรุ ห้ามคิดต่อเด็ดขาดนะหยุดเลยจะเป็นการเพ่งโทษคุรุผู้มีศีลอีกไม่ดีผิดศีลเป็นบาปหนักอีก กราบขอขมา ขอโทษขออโหสิกรรมน้องเลยนะ แต่บอกเท่าไหร่กิเลสก็ไม่ฟังยิ่งรำคาญมากขึ้นและเริ่มจะนับว่าคำนี้มีกี่ครั้งที่น้องพูดคำนี้(ก่อนจะเข้าเรียนปวดหัวเล็กน้อย )และเรียนไม่รู้เรื่องแล้ว ปวดหัวมากขึ้น ใจหนึ่งก็อยากจะบอกให้น้องคุรุ เปลี่ยนคำอื่นได้มั้ย ก็ต่อสุ้กับกิเลสอีกยุส่ง พูดเลยๆ อีกใจไม่เอาน่าอย่าทำนะ ดีแค่ใหนแล้วที่น้องเมตตามาสอนต้องขอบคุณน้องซิ ยังจะเนรคุณจะพูดตัดกำลังใจน้องกับคำแค่นี่นะน่าละอายใจจริงคิดได้ไงคิดชั่วๆ ดูพี่น้องท่านอื่นๆซิตั้งใจเรียนกันสนุกสนาน ไปถึงใหนๆแล้วไม่เห็นจะมีใครมาเรื่องมากเหมือนเธอเลย จะมาเอาวิชายังจะมารำคาญเทคนิคการสอนของคุรุอีก พออธิบายชี้แจงเหตุผลกิเลสก็เข้าใจและยอมลงกับเรื่องนี้เท่านั้นนะ มีเรื่องใหม่ก็ต้องสู้กันใหม่.

    ทุกข์ : รำคาญใจ

    สมุทัย : ไม่ชอบคำพูดคำนี้ฟังแล้วขัดใจ ชอบถ้าจะไม่พูดคำนี้จะสุขใจ

    นิโรธ : วางใจ น้องคุรุ จะพูดคำใหนก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : นึกถึงธรรมะที่ได้ฟังท่านอาจารย์หมอเขียวเทศน์หลายครั้งว่ากิเลสนี่เก่งจริงๆเลยมีหลายเหลี่ยมหลายมุม วิบากร้ายเขารู้หมดแหละว่าเราคิดอะไรคิดดีหรือไม่ดีถ้าใครมีเชื้ออะไร วิบากรู้ว่าจะเข้าช่องทางใหน ถ้าจะสู้กับกิเลสต้องใช้ปัญญา ต้องหาเหตุหาผลมาอธิบายใจให้กิเลสเข้าใจกิเลสจึงจะยอมกลับมาเป็นพุทธะ .
    พิจารณาตามและน้อมนำมปฏิบัติก็เห็นผลจริงๆ แต่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่ากิเลสยอมจะลง .
    กราบขอขมา ขอโทษ ขออโหสิกรรมต่อตัวเอง และน้องคุรุด้วยที่ไม่ทันกิเลส และทำบาปเพิ่มโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เรียนไม่รู้เรื่องและต้องเสียเวลามาแก้กับเรื่องนิ้ดเดียว ทำให้เห็นว่าตัวเองยังพร่องศีลอยู่ อยากจะฟังแต่คำที่ชอบ คำไม่ชอบไม่อยากฟัง .
    ตั้งจิตจะเอาจริงๆกับการล้างตัวชอบตัวชัง ให้ได้.
    และได้ตั้งศีลเพิ่มในวันรุ่งขึ้น” ฟังให้ได้”ทุกคน ทุกเรื่อง .

    **และได้มาสารภาพขอโทษขออภัย กับน้องคุรุ ด้วยตัวเองเพราะวันนั้นถึงจะล้างกิเลสได้แต่ยังละอายใจ ที่คิดไม่ดี.
    กราบสาธุค่ะ

  19. ณ้ฐพร คงประเสริฐ

    ตั้งตนบนความลำบากกุศลธรรมเจริญยิ่ง

    การจะจัดสรรเวลาที่มีให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว เราฝึกทำมามากเลย ยังไม่เห็นว่าทุกข์จะหมดไป แถมเมื่อก่อนยังไม่รู้ตัวว่ามีทุกข์ด้วยซ้ำไป บัดนี้เราได้มีโอกาสเข้าสู่องค์ประกอบที่ดี ที่สัตตบุรุษท่านมีบารมีสร้างองค์ประกอบที่ดีไว้ให้แล้ว จะช้าอยู่ใย

    ทุกข์: อยากเรียน วชช แต่รู้สึกท้อที่จะต้องจัดสรรเวลา ที่ปัจจุบันก็ยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่

    สมุทัย:มีความยึดว่าจะทำอะไร ต้องดี สมบูรณ์แบบ จัดสรรเวลาในชีวิตไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ ทำให้เป็นเหตุให้รู้สึกท้อที่จะเรียน วชช เพราะกลัวว่าจะไม่มีเวลาไปรวมหมู่รวกลุ่มกับพี่น้องตามนัดหมายในช่วงที่เรียน อ๋อที่แท้กลัวจะไม่จบภายในเวลาที่กำหนดนี่เอง

    นิโรธ: ทุกอย่างมีความพร่องเป็นนิตย์ การจัดสรรเลาจะลงตัว ไม่ลงตัว เราก็ผาสุกได้ เพราะเราได้พากเพียรเต็มที่พยายามทำดีเท่าที่ทำได้ แล้ววาง ผลก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่าที่ทำได้ จบก็ได้ไม่จบก็ได้ สบายใจได้

    มรรค: การตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง การจะแก้กิเลสตัวยึดนี้ได้ ก็ต้องใช้พลังหมู่มิตรดี ทำกิจกรรมทีดีร่วมกัน แล้วล้างตัวยึดดีไปพร้อม ๆ กัน เป็นผัสสะที่พร้อมพุ่งชน การจัดสรรเวลาในยุคโควิด นี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ฝึกฝนแล้ว เพราะการเรียนก็ใช้ออนไลน์ส่วนใหญ่ มีพบปะกันบ้าง เล็กน้อย เป็นองค์ประกอบที่เราสามารถพอทำได้

    จึงทบทวนและประเมินตัวเองมาเรื่อย ๆ เมื่อดูว่าเป็นโอกาสที่ไม่กิลิมถะเกินไป เพียงเพิ่มศีลในการจัดสรรเวลา อะไรที่ไม่รีบเร่ง เหมาะสม หรือ ไม่ควรทำ ก็ตัดออก ตั้งตนบนความลำบากเพิ่มขึ้นอีกนิด เพื่อเข้าหาเหตุแห่งความพ้นทุกข์ ทำไมจะไม่ทำ จึงตัดสินใจเรียน วชช ร่วมกับหมู่มิตรดี จะจบไม่จบไม่สำคัญ เพราะช่วงเวลานี้เราได้ฝึกฝนขัดเกลาตนเองไปตลอดปีแล้ว ไตร่ตรองดูแล้วเกินคุ้ม และที่แน่ ๆ ได้ล้างความสมบูรณ์แบบที่ไปหลงยึดไว้ในอีกเหลี่ยมมุมนึงได้ คิดแบบนี้แล้วผาสุกสุด ๆ

  20. ชุติวรรณ แสงสำลี

    เรื่องย่อ ช่วงนี้มีโอกาสได้มาบำเพ็ญเรื่องการศึกษาในปัจจุบัน ให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่รับเงิน เดือน เราได้ตั้งจิตเรื่องการศึกษาไว้ที่จะได้ช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ ตอนแรกเขาก็ตกลง แต่ต่อมาเขาเปลี่ยนใจบอกว่าจำเป็นต้องจ่าย เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกนินทาว่ายักยอกเงินครูฉะนั้นเขาจึงทำตามกฏระเบียบของโรงเรียน

    ทุกข์ ทุกข์ที่เขาจะให้เงินเดือนจำนวนมาก

    สมุทัย ชังที่เขามีตัวยึดที่ต้องให้เงินเดือนเรา ชอบถ้าเขาไม่มีตัวยึดที่จะต้องให้เงินเดือนเรา

    นิโรธ เขาจะมีตัวยึดว่าต้องให้เงินเดือนเรา หรือ หรือไม่มีตัวยึดว่าต้องให้เงินเดือนเรา ใจเราก็ไม่ทุกข์ ไม่ชอบไม่ชัง
    เขาจะยึดก็ได้ ไม่ยึดก็ได้ ใจเราก็สุขใจ เราก็ไม่มีตัวยึดว่าเขาจะยึดก็ได้ ไม่ยึดก็ได้ เราก็สบายใจ

    มรรค ยอมรับความจริงในสการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดใจเราก็สุขใจ เราได้มีโอกาสรักษาสัจจะที่อธิศีลตั้งตบะไว้กับพระพุทธเจ้า แม้ต้องได้ออกมาบำเพ็ญนอกศูนย์ที่เคยอยู่ แต่เราก็ต้องเอาภาระไม่ทิ้งโอกาสที่พระพุทธเจ้านำทางให้เราได้มีโอกาสบำเพ็ญทำกุศลความดี เรื่องการศึกษาในปัจจุบัน เราก็คุยกับเขาใหม่ให้เข้าใจ ว่าเรายึนยันจะไม่รับเงินเดือน แต่ถ้าเขาจำเป็นต้องทำตามหน้าที่เราก็ยินดีรับแต่จะขอเป็นเงินส่วนน้อยเพื่อใช้จ่ายเล็กน้อย ส่วนเงินส่วนใหญ่ทั้งหมดจะขอบริจาค เขาก็เห็นด้วยค่ะ เพื่อให้มีความสุขร่วมกันทั้งสองฝ่ายที่ได้ทำความดีร่วมกันเรื่องการศึกษาค่ะ

  21. ประคอง เก็บนาค

    เรื่อง : เมื่อไหร่จะเสร็จสักที

    เนื้อเรื่อง : วันนี้ต้องเตรียมงานจัดการแข่งขันกีฬาของนักเรียน คุณครู(ลูกน้องเรา)แต่ละศูนย์ฯ ก็มาร่วมด้วยช่วยกันจัดเตรียมสถานที่เหมือนเช่นที่เคยทำทุกปี แต่ปีนี้พิเศษตรงที่เพิ่มการประดับตกแต่งบริเวณเสาธงชาติและธงกีฬาด้วยผ้าสีแทน เนื่องจากลดค่าใช้จ่ายและลดขยะด้วย (ทุกปีจะใช้ลูกโป่งหลายสี เพราะเป็นงานของเด็ก ๆ อายุ 2 – 3 ขวบ) ซึ่งในจำนวนคุณครูเหล่านั้นก็มีคนที่มีความชำนาญและประดับผ้าเป็นริ้วลวดลายต่าง ๆ ได้หลายคน แต่พอลงมือทำจริง ๆ มีคนทำเพียง 2-3 คน ส่วนคนอื่น ๆ ก็เอาแต่นั่งคุยกันบ้าง นั่งจิ้มโทรศัพท์ของตัวเองบ้าง (ประมาณ 10 กว่าคน) พอเราเห็นก็เกิดอาการขัดใจ ขุ่นขึ้นมา คิดว่าทำไมไม่ช่วยกันจับผ้า มัดผ้า นี่ก็เย็นมากแล้ว (เวลา 16.00 น.) ใกล้เวลาเลิกงาน ควรจะรีบทำเพื่อจะได้รีบกลับไปรับผิดชอบงานบ้าน ครอบครัว ยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูหนาวทำให้ค่ำมืดไวกว่าฤดูอื่น ตอนแรกเราส่งสายตาจ้อง ๆ ดุ ๆ ไปและยังใจเย็นรอคอยว่าเมื่อไหร่จะรู้สึกตัวเอง แล้วลุกไปช่วยเพื่อน ๆ ทำเสียที แต่ก็ไร้วี่แววจะรู้สึกตัวกัน จึงได้ลุกออกไปสั่งคนนี้ทำนั่นสิ คนนั้นทำนี่สิ พร้อมกับบ่นถึงความชักช้าของงานด้วยคำพูดที่เสียงดังและแฝงอาการไม่พอใจด้วย

    ทุกข์ : รู้สึกขัดใจที่ลูกน้องไม่ยอมช่วยกันทำงานให้เสร็จสักที

    สมุทัย : ยึดว่าช่วยกันทำงานให้เสร็จไว ตามกำหนดเวลาทำงานจะรู้สึกสุขใจ แต่หากไม่ช่วยกันทำงานและงานเสร็จช้าจะทุกข์ใจ

    นิโรธ : ลูกน้องจะทำงานเสร็จไว ในกำหนดเวลาหรือไม่เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : มาพิจารณาได้หลังจากที่เหตุการณ์นั้นผ่านไป และเลิกงานกลับมาถึงบ้านแล้วว่าที่บางคนเขาคุยกัน เขาอาจมีเรื่องงานที่ต้องซักซ้อมทำความเข้าใจให้ตรงกันเพื่อให้งานของแต่ละคนได้สำเร็จลุล่วง หรืออาจกำลังปรึกษาหารือเรื่องปัญหาของงานที่กำลังทำอยู่ หรืออาจมีเรื่องจำเป็นจริง ๆ ที่ต้องจิ้มโทรศัพท์ตอนนั้น และเราก็รู้ด้วยว่าบางคนมีอาการป่วย หรือเครียดเรื่องงานการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ ซึ่งเราก็นั่งห่างจากที่เขากำลังนั่งทำงานกันอยู่ ไม่รู้ข้อมูลและเรื่องราวที่พวกเขากำลังคุยกัน แล้วไปด่วนตัดสินว่าพวกเขาเอาแต่คุยเล่น เอาแต่นั่งจิ้มโทรศัพท์ ..ท่านอาจารย์หมอเขียวก็เคยสอนว่าการทำนาย การทายพฤติกรรมคนอื่นผิดล้านเปอร์เซนต์ ทุกคนมีเหตุผลในการกระทำกว่าล้านเหตุผล ..สิ่งที่เราพูดไป แสดงออกไป นั่นคือเรากำลังตัดสินการกระทำคนอื่น การยึดความสำเร็จของงาน การอยากได้ดั่งใจเราตังหาก โดนกิเลสหลอกอีกแล้วนะ ต่อไปขอให้ตั้งจิตคิด ทำ อะไรให้ช้ากว่านี้บ้าง ให้มองให้อยู่กับปัจจุบัน ถามตัวเองเสมอ ๆ ว่าตอนนี้รู้สึกทุกข์ หรือ สุข…ตอบ คำถามนี้บ่อย ๆ สิ …คิดให้ได้นะอย่าตั้งเงื่อนไขใด ๆ ให้ใจเป็นทุกข์..พอคิดถึงคำนี้ก็ อ๋อ เลย ยิ้มเลย…

  22. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

    ฟุ้งซ่านกับงาน

    สองวันก่อน มีงานที่จำเป็นต้องทำให้เสร็จ เพื่อความต่อเนื่องของงานอื่น นั่นคืองานเขียนแบบก่อสร้าง วางแผนการจัดซื้อ ในการก่อสร้างห้องเก็บของ ก็ใช้เวลาจนเกือบเที่ยงคืน งานก็ยังไม่เสร็จ และงานออกแบบส่วนใหญจะทำตอนค่ำ ซึ่งบางวันก็ไม่มีเวลาทำมากเท่าไหร่ ส่วนตอนเช้า – เย็น จะไปทำงานนอกบ้านเป็นหลัก

    ทุกข์ : ความกระวนกระวายกับงานที่ยังจบไม่ลง จนทำให้ไม่ง่วงนอนจากความฟุ้งซ่านนั้น ๆ
    สมุทัย : ความยึดว่างานจะต้องเดินไปได้เร็ว ๆ ทำงานนี้เสร็จไว ไปงานอื่นต่อ ถึงจะดี
    นิโรธ : งานจะไปได้เร็วหรือช้าก็ไม่โง่ไปทุกข์ เพราะหากเราพยายามเต็มที่ก็ดีพอแล้ว ส่วนจะเสร็จเร็วหรือช้าก็เป็นเพียงความเหมาะสมที่จัดสรรโดยวิบากกรรมเท่านั้น

    มรรค : นึกย้อนไปว่าจริง ๆ งานนี้ก็ล่าช้ามานาน ปีนี้ฝนตกยาวนาน ตอนแรกเรารีบสั่งของมาก่อนจนทำให้ถนนพัง เสียเงินค่าจัดการให้กลับมาพอใช้ได้ 3 พันกว่าบาท ก็ช้ามาเดือนกว่า ต่อมาก็ไปเที่ยวกับที่บ้านอีก ก็ช้าไปอีกเดือน จนมาตอนนี้ มันดี มันโล่งขนาดนี้แล้วก็น่าจะพอใจ เพราะองค์ประกอบตอนนี้เหมาะกว่าก่อนหน้านี้ ฝนก็ไม่มี ดินก็แห้ง ช่างก็ว่าง จึงพิจารณาต่อว่าความรีบให้งานเสร็จได้ดั่งใจนี่มันเป็นพิษจริง ๆ มันสร้างความเดือดร้อนให้ทั้งใจเราและสิ่งแวดล้อม ถ้าเราใจเย็น ๆ ค่อยเป็นค่อยไป “ทำดีเต็มที่ พอใจเท่าที่ได้” มันก็จะสบายใจ

    สรุปงานเขียนแบบก็ช้าไปอีก 1 วัน โดยใช้เวลาช่วงสายอีกวัน ไม่ออกไปทำงานสวน แต่เอาเวลามาเขียนแบบ และงานจัดซื้อให้เสร็จ แล้วงานแรกนี้ก็เสร็จไปตามลำดับ คำว่าช้าไป 1 วัน อันนี้เรากำหนดเอง ถ้ามองจากมุมคนอื่น เขาก็คงไม่ได้ใส่ใจอะไร จะผ่านไปอีกเดือนอีกปีค่อยทำหรือไม่ทำเลยทั้งชาติเขาก็คงจะไม่ได้ใส่ใจอะไร มีแต่เราเองที่ใส่ใจ เพราะมันเป็นของเรา เรากำหนดไว้ว่ามันงานของเรา เป็นประโยชน์ของเรา แล้วเราก็เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในประโยชน์เหล่านั้น ก็กลายเป็นเรานั่นเองแหละที่โง่

  23. ปิ่น คำเพียงเพชร

    อยากอ่านการบ้านคุรุที่จะมาทำหน้าที่ตรวจการบ้านนักศึกษา…

    เมื่อวันที่ 30 พ.ย 2563 ที่ผ่านมา ได้ยินคุรุทีมบัณฑิตศึกษา รายงานข้อมูลเรื่องการตรวจการบ้านประจำสัปดาห์ของนักศึกษาวิชาราม ให้อาจารย์หมอเขียวและพี่น้องหมู่กลุ่มทางภูผาฟ้าน้ำรับทราบตามปกติ

    และได้เล่าบรรยากาศการตรวจการบ้านให้อาจารย์และหมู่กลุ่มในอปริหานิยธรรมฟัง แต่ครั้งนี้คุรุได้เชิญชวนหมู่ กลุ่มทางภูผาฟ้าน้ำมาร่วมบำเพ็ญเป็นคุรุตรวจการบ้านนักศึกษาด้วยกัน เหตุผลคือ อาจารย์เคยให้สัมมาทิฏฐิเอาไว้ว่า ไม่ควรทำงานคนเดียว ให้ทำกับหมู่ดีที่สุด

    ซึ่งอาจารย์หมอเขียวท่านก็บอกว่าดี ให้ไปช่วยกันทำ และอาจารย์ท่านได้พูดถึงด้วยว่า ท่านเคยได้มาฟังดูหลายครั้งอยู่ เป็นกิจกรรมที่ดี เป็นกิจกรรมที่พาให้พ้นทุกข์ ควรทำต่อไป ใครอยากพ้นทุกข์ก็มาร่วมกิจกรรมนี้

    แต่เนื่องจากเราเห็นว่า ทีมคุรุชุดเดิมที่ทำหน้าที่ตรวจการบ้านนักศึกษาอยู่นี้ ท่านทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว เราในฐานะนักศึกษารู้สึกว่า ท่านมีความแม่นยำในการล้างกิเลส แม่นยำในอริยสัจ 4 และมีพลังเหนี่ยวนำที่เป็นของจริงที่ล้างกิเลสได้จริง ซึ่งส่งผลทำให้นักศึกษาเองก็แม่นยำในอยิสัจ 4 แม่นยำในการล้างกิเลสตามไปด้วยเช่นกัน

    และจากที่ได้ร่วมกิจกรรมนี้มาสักระยะ เราก็เห็นถึงความเจริญไปพร้อมๆกันตามลำดับของเหล่านักศึกษาที่มาร่วมกิจกรรมการตรวจการบ้านของทีมบัณฑิตศึกษาชุดนี้อยู่ ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ เราจึงอยากให้ทีมบัณฑิตศึกษาชุดเดิมที่ทำหน้าที่คุรุได้ดีอยู่แล้วนี้ ได้ทำหน้าที่นี้ต่อไป…

    ทุกข์ : อยากอ่านการบ้านคุรุท่านที่จะมาทำหน้าที่ตรวจการบ้านนักศึกษา อยากให้ท่านส่งการบ้านประจำสัปดาห์ของตัวท่านเองและเปิดโอกาสให้นักศึกษาร่วมวิพากษ์ด้วย เหมือนกับนักศึกษาและคุรุชุดเดิม ที่ทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว

    สมุทัย : อยากรู้จักท่าน อยากเช็คภูมิท่าน เพราะยังไม่แน่ใจว่าท่านที่จะมาทำหน้าที่ตรวจการบ้านนักศึกษาชุดใหม่นี้ จะมีความแม่นยำในอริยสัจ 4 แม่นยำในการล้างกิเลสเท่าคุรุ ชุดเดิมหรือไม่

    ยังไม่แน่ใจว่าท่านมีความแม่นยำมากพอ เหมาะสมกับบทบาทคุรุหรือไม่ อยากได้คุรุที่แม่นในอริยสัจ 4 แม่นในการล้างกิเลส

    อยากได้ทีมคุรุชุดเดิม เพราะเราเห็นว่าท่านทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว และท่านก็มีความแม่นยำมากพอในการล้างกิเลส และในอริยสัจ 4

    ยึดว่าท่านที่จะมารับบทบาทคุรุ ควรมีความแม่นยำในการล้างกิเลส แม่นยำในอริยสัจ 4 ที่มากพอ

    นิโรธ : หากคุรุท่านที่จะมาทำหน้าที่ร่วมตรวจการบ้านนักศึกษาชุดใหม่ มีความแม่นยำมากพอในการล้างกิเลส มีความแม่นยำมากพอในอริยสัจ 4 หรือได้ทีมคุรุชุดเดิมทำหน้าที่ต่อ ก็เป็นเรื่องที่ดี สำหรับเราและสำหรับนักศึกษา

    แต่หากท่านจะไม่มีความแม่นยำมากพอในการล้างกิเลสและในอริยสัจ 4 หรือ คุรุชุดเดิมไม่ได้ทำหน้าที่ต่อแล้ว เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ เราก็ทำที่ตัวเราเป็นหลัก แบบไหนทำแล้วล้างกิเลสได้ ลดทุกข์ได้ เราก็ทำไป แบบไหนทำแล้วล้างกิเลสไม่ได้ ลดทุกข์ไม่ได้ ก็ไม่ทำ

    มรรค : จริงๆแล้วท่านที่จะอาสามาทำหน้าที่เป็นคุรุ ท่านเองคงพิจารณาแล้วว่าท่านมีความมั่นใจในความแม่นยำในการล้างกิเลส และในอริยสัจ 4 พอสมควรอยู่แล้วแหละ ไม่เช่นนั้นท่านคงจะไม่อาสามาทำหน้าที่นี้หรอก

    แต่ที่เราไปกังวลไปห่วง ว่าท่านจะมีความแม่นยำในการล้างกิเลส แม่นยำในอริยสัจ 4 มากพอกับบทบาทคุรุไหมนั้น มันเป็นกิเลสของเรา มันคือความลวงของกิเลสที่เราไปหลงยึดมั่นถือมั่นว่า ท่านที่จะมารับบทบาทคุรุในการตรวจการบ้านนักศึกษานั้น ควรมีความแม่นยำที่มากพอในการล้างกิเลสและในอริยสัจ 4

    แต่ความจริงก็คือ เราไปกังวลไปด่วนสรุปเอาเอง ทั้งๆที่เรายังไม่เคยร่วมกิจกรรมนี้กับท่านมาก่อน เราจึงยังไม่เห็นความดีความสามารถของท่าน ดังนั้นเราควรให้โอกาสท่านได้บำเพ็ญก่อน ท่านอาจจะมีความแม่นยำมากพอก็ได้

    ซึ่งแน่นอนว่า หากท่านมีความแม่นยำมากพอนั้น เป็นเรื่องที่ดี เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวท่านเองและต่อนักศึกษา
    แต่ถึงแม้ว่าท่านจะไม่มีความแม่นยำมากพอเท่าคุรุชุดเดิม เราก็ควรยอมรับด้วยใจที่ไม่ทุกข์ ควรยอมรับด้วยใจที่ไม่เพ่งโทษถือสาท่าน

    เชื่อและชัดเรื่องกรรมว่า การที่เราและหมู่กลุ่มจะได้รับสิ่งดีร้ายอะไรแค่ไหนอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับวิบากดีร้ายของเราและหมู่กลุ่มสังเคราะห์กันแล้ว ว่า องค์ประกอบเหตุปัจจัย ณ ขณะนั้นๆ เหมาะควรที่เราจะได้รับสิ่งดีร้ายอะไรแค่ไหนอย่างไร

    ดังนั้น ถ้าเราอยากให้ดีที่มากๆเกิด เราก็ทำดีมากๆ ล้างกิเลสให้มากๆ ฝึกฝนให้ตัวเราเองมีความแม่นยำให้มากๆขึ้นตามลำดับ เริ่มต้นที่เรานับหนึ่งที่เรา

    ส่วนเรื่องที่ท่านจะส่งการบ้านประจำสัปดาห์ของตัวท่านเองด้วยหรือไม่นั้น ถ้าท่านส่ง ก็เป็นเรื่องที่ดีเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวท่านเองและต่อนักศึกษา แต่ถ้าท่านไม่ส่ง เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ ควรวางใจ คือ ท่านส่งก็ดี ท่านไม่ส่งก็ไม่เป็นไร หากมีโอกาสเสนอท่านก็อาจจะลองเสนอดู แต่ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าท่านจะรับข้อเสนอหรือไม่ ก็ถือว่าเสนอดี แล้วก็ได้สลายอัตตาไป

    เมื่อวางใจได้ดังนี้ ความยึดความกังวลเรื่องนี้ก็คลายลง อย่างเห็นได้ชัด เกือบหมด

    และเมื่อทราบว่าท่านที่จะมาร่วมตรวจการบ้าน เป็นท่านที่เรารู้จักและเคยได้ฟังสภาวะธรรมของท่านมาก่อน ก็ยิ่งทำให้วางใจได้ยิ่งขึ้น

    ซึ่งทำให้ยิ่งชัดว่า อ๋อแท้ที่จริงแล้วเราต้องการคุรุท่านที่ล้างกิเลสได้จริง มีความแม่นยำมากพอในการล้างกิเลสและอริยสัจ 4 นั่นเอง

    สรุป : เมื่อรู้เหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงแล้ว และได้พิจารณาทบทวนไปมาหลายๆรอบ ก็ทำให้สามรถสลายความยึดนั้นได้อย่าง 100 % เลย สาธุ…

    1. อยากอ่านการบ้านคุรุที่จะมาทำหน้าที่ตรวจการบ้านนักศึกษา… (แก้ไขการจัดบรรทัดค่ะ)

      เมื่อวันที่ 30 พ.ย 2563 ที่ผ่านมา ได้ยินคุรุทีมบัณฑิตศึกษา รายงานข้อมูลเรื่องการตรวจการบ้านประจำสัปดาห์ของนักศึกษาวิชาราม ให้อาจารย์หมอเขียวและพี่น้องหมู่กลุ่มทางภูผาฟ้าน้ำรับทราบตามปกติ และได้เล่าบรรยากาศการตรวจการบ้านให้อาจารย์และหมู่กลุ่มในอปริหานิยธรรมฟัง แต่ครั้งนี้คุรุได้เชิญชวนหมู่กลุ่มทางภูผาฟ้าน้ำมาร่วมบำเพ็ญเป็นคุรุตรวจการบ้านนักศึกษาด้วยกัน เหตุผลคือ อาจารย์เคยให้สัมมาทิฏฐิเอาไว้ว่า ไม่ควรทำงานคนเดียว ให้ทำกับหมู่ดีที่สุด ซึ่งอาจารย์หมอเขียวท่านก็บอกว่าดี ให้ไปช่วยกันทำ และอาจารย์ท่านได้พูดถึงด้วยว่า ท่านเคยได้มาฟังดูหลายครั้งอยู่ เป็นกิจกรรมที่ดี เป็นกิจกรรมที่พาให้พ้นทุกข์ ควรทำต่อไป ใครอยากพ้นทุกข์ก็มาร่วมกิจกรรมนี้

      แต่เนื่องจากเราเห็นว่า ทีมคุรุชุดเดิมที่ทำหน้าที่ตรวจการบ้านนักศึกษาอยู่นี้ ท่านทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว เราในฐานะนักศึกษารู้สึกว่า ท่านมีความแม่นยำในการล้างกิเลส และแม่นยำในอริยสัจ 4 และท่านมีพลังเหนี่ยวนำที่เป็นของจริงที่ล้างกิเลสได้จริง ซึ่งส่งผลทำให้นักศึกษาเองก็แม่นยำในอยิสัจ 4 และแม่นยำในการล้างกิเลสตามไปด้วยเช่นกัน และจากที่ได้ร่วมกิจกรรมนี้มาสักระยะ เราก็เห็นถึงความเจริญไปพร้อมๆกันตามลำดับของเหล่านักศึกษาที่มาร่วมกิจกรรมการตรวจการบ้านของทีมบัณฑิตศึกษาชุดนี้อยู่ ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ เราจึงอยากให้ทีมบัณฑิตศึกษาชุดเดิมที่ทำหน้าที่คุรุได้ดีอยู่แล้วนี้ ได้ทำหน้าที่นี้ต่อไป…

      ทุกข์ : อยากอ่านการบ้านคุรุท่านที่จะมาทำหน้าที่ตรวจการบ้านนักศึกษา อยากให้ท่านส่งการบ้านประจำสัปดาห์ของตัวท่านเองและเปิดโอกาสให้นักศึกษาร่วมวิพากษ์ด้วย เหมือนกับนักศึกษาและคุรุชุดเดิมที่ทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว

      สมุทัย : อยากรู้จักท่าน อยากเช็คภูมิท่าน เพราะยังไม่แน่ใจว่าท่านที่จะมาทำหน้าที่ตรวจการบ้านนักศึกษาชุดใหม่นี้ จะมีความแม่นยำในอริยสัจ 4 แม่นยำในการล้างกิเลสเท่าคุรุชุดเดิมหรือไม่ ยังไม่แน่ใจว่าท่านมีความแม่นยำมากพอ เหมาะสมกับบทบาทคุรุหรือไม่ อยากได้คุรุที่แม่นในอริยสัจ 4 แม่นในการล้างกิเลส อยากได้ทีมคุรุชุดเดิม เพราะเราเห็นว่าท่านทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว และท่านก็มีความแม่นยำมากพอในการล้างกิเลส และในอริยสัจ 4 ยึดว่าท่านที่จะมารับบทบาทคุรุ ควรมีความแม่นยำในการล้างกิเลส แม่นยำในอริยสัจ 4 ที่มากพอ

      นิโรธ : หากคุรุท่านที่จะมาทำหน้าที่ร่วมตรวจการบ้านนักศึกษาชุดใหม่ มีความแม่นยำมากพอในการล้างกิเลส มีความแม่นยำมากพอในอริยสัจ 4 มากพอ หรือได้ทีมคุรุชุดเดิมทำหน้าที่ต่อ ก็เป็นเรื่องที่ดี สำหรับเราและสำหรับนักศึกษา แต่หากท่านจะไม่มีความแม่นยำมากพอ หรือคุรุชุดเดิมไม่ได้ทำหน้าที่ต่อแล้ว เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ เราก็ทำที่ตัวเราเป็นหลัก แบบไหนทำแล้วล้างกิเลสได้จริง ลดทุกข์ได้จริง เราก็ทำไป แบบไหนทำแล้วล้างกิเลสไม่ได้ ลดทุกข์ไม่ได้ ก็ไม่ทำ

      มรรค : จริงๆแล้วท่านที่จะอาสามาทำหน้าที่เป็นคุรุ ท่านเองคงพิจารณาแล้วว่าท่านมีความมั่นใจในความแม่นยำในการล้างกิเลส และในอริยสัจ 4 พอสมควรอยู่แล้วแหละ ไม่เช่นนั้นท่านคงจะไม่อาสามาทำหน้าที่นี้หรอก แต่ที่เราไปกังวลไปห่วง ว่าท่านจะมีความแม่นยำ มากพอกับบทบาทคุรุไหมนั้น มันเป็นกิเลสของเรา มันคือความลวงของกิเลสที่เราไปหลงยึดมั่นถือมั่นว่า ท่านที่จะมารับบทบาทคุรุในการตรวจการบ้านนักศึกษานั้น ควรมีความแม่นยำที่มากพอ
      แต่ความจริงก็คือ เราไปกังวลไปด่วนสรุปเอาเอง ทั้งๆที่เรายังไม่เคยร่วมกิจกรรมนี้กับท่านมาก่อน เราจึงยังไม่เห็นความดีความสามารถของท่าน ดังนั้นเราควรให้โอกาสท่านได้บำเพ็ญก่อน ท่านอาจจะมีความแม่นยำมากพอก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่า หากท่านมีความแม่นยำมากพอนั้น เป็นเรื่องที่ดี เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวท่านเองและต่อนักศึกษาและต่อสถาบัน แต่ถึงแม้ว่าท่านจะไม่มีความแม่นยำมากพอเท่าคุรุชุดเดิม เราก็ควรยอมรับด้วยใจที่ไม่ทุกข์ ควรยอมรับด้วยใจที่ไม่เพ่งโทษถือสาท่าน
      เชื่อและชัดเรื่องกรรมว่า การที่เราและหมู่กลุ่มจะได้รับสิ่งดีร้ายอะไรแค่ไหนอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับวิบากดีร้ายของเราและหมู่กลุ่มสังเคราะห์กันแล้ว ว่า องค์ประกอบเหตุปัจจัย ณ ขณะนั้นๆ เหมาะควรที่เราจะได้รับสิ่งดีร้ายอะไรแค่ไหนอย่างไร ดังนั้น ถ้าเราอยากให้ดีที่มากๆเกิด เราก็ทำดีมากๆ ล้างกิเลสให้มากๆ ฝึกฝนให้ตัวเราเองมีความแม่นยำให้มากๆขึ้นตามลำดับ เริ่มต้นที่เรานับหนึ่งที่เรา ส่วนเรื่องที่ท่านจะส่งการบ้านประจำสัปดาห์ของตัวท่านเองด้วยหรือไม่นั้น ถ้าท่านส่ง ก็เป็นเรื่องที่ดีเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวท่านเองและต่อนักศึกษา แต่ถ้าท่านไม่ส่ง เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ ควรวางใจ คือ ท่านส่งก็ดี ท่านไม่ส่งก็ไม่เป็นไร หากมีโอกาสเสนอท่านก็อาจจะลองเสนอดู แต่ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าท่านจะรับข้อเสนอหรือไม่ ก็ถือว่าได้เสนอดี แล้วก็ได้สลายอัตตาไป
      เมื่อวางใจได้ดังนี้ ความยึดความกังวลในเรื่องนี้ก็คลายลงอย่างเห็นได้ชัดเกือบหมด และเมื่อทราบว่าท่านที่จะมาร่วมตรวจการบ้าน เป็นท่านที่เรารู้จักและเคยได้ฟังสภาวะธรรมของท่านมาก่อน ก็ยิ่งทำให้วางใจได้ยิ่งขึ้น ซึ่งมันทำให้ยิ่งชัดว่า อ๋อแท้ที่จริงแล้วเราต้องการคุรุท่านที่ล้างกิเลสได้จริง มีความแม่นยำมากพอในการล้างกิเลสและอริยสัจ 4 นั่นเอง
      สรุป : เมื่อรู้เหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงแล้ว และได้พิจารณาทบทวนไปมาหลายๆรอบ ก็ทำให้สามารถสลายความยึดนั้นได้อย่าง 100 % เลย สาธุ…

  24. วรางคณา ไตรยสุทธิ์ (พุทธพรฟ้า)

    เวลาน้อย

    รู้สึกว่า “เวลาตนเองมีน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ควรทำมากมายตอนนี้ร่วมกับพี่น้องหมู่มิตรดี” จึงคิดได้ว่า “ไม่ว่าเวลาจะเหลือน้อยหรือมากแค่ไหน เราก็จะพากเพียรดีทำเต็มที่ทุกวินาทีและพร้อมเลิกทำในทุกวินาที”

    ทุกข์ : ท้อใจ
    สมุทัย : โลภดีและอยากได้เวลามากขึ้น เพราะรู้สึกว่า “เวลาตนเองมีน้อยจึงทำให้รู้สึกท้อใจที่จะอาจจะทำอะไรได้ไม่มาก”
    นิโรธ : ไม่ว่าจะมีเวลาน้อยหรือมีเวลามากก็ไม่ทุกข์ใจในการบำเพ็ญร่วมกับพี่น้องหมู่มิตรดี

    มรรค : ตอนที่รู้สึกว่า “ตนเองมีเวลาน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ควรทำมากมายตอนนี้ร่วมกับพี่น้องหมู่มิตรดี” จึงคิดได้ว่า “ไม่ว่าเวลาจะเหลือน้อยหรือมากแค่ไหน เราก็จะพากเพียรทำดีเต็มที่ทุกวินาทีและพร้อมเลิกทำในทุกวินาที เราสามารถต่อเวลาแต่ละวินาทีไปเรื่อย ๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยการทำบุญ (ชำระกิเลสตนเอง) และทำกุศล (ช่วยเหลือผู้คนด้วยการงานต่าง ๆ) เพราะอย่างไรเวลาก็เป็นสิ่งสมมุติอย่างหนึ่งเช่นเดียวกันกับทุกอย่าง เราเลือกได้ที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้สู่ความพ้นทุกข์ตามพระพุทธเจ้าทุกพระองค์และครูบาอาจารย์ทุกท่าน” พอคิดได้แบบนี้ความท้อใจก็เบาลงและลดลงเรื่อย ๆ จนหายไป

  25. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน

    ตกใจทำงานพลาด

    เรื่องย่อ: วันนี้เช้า ผมเปิดดูคลิปที่ตัวเองตัดต่อ แล้วเห็นตัวหนังสือพิมพ์ผิด เห็นชื่อเรื่องไม่ตรงกับเรื่อง และข้อผิดพลาดหลายอย่างเนื่องจากคลิปได้ถูกแชร์ออกไปแล้ว แก้ไม่ทันแล้ว จึงตกใจครับ

    ทุกข์: ตกใจ เครียด กังวล กลัวโดนว่า กลัวคนตำหนิ เพราะทำงานไม่รอบคอบ

    สมุทัย: ยึดว่างานต้องสมบูรณ์ ไม่มีที่ผิด ยึดว่าไม่อยากโดนใครว่า หรือตำหนิ

    นิโรธ: งานจะสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ก็ไม่ทุกข์ ใครจะว่าหรือไม่ว่าก็ไม่ทุกข์ ทำงานให้เต็มที่ ตามกำลังปัญญา ความสามารถของเราตามเหตุปัจจัย ตามองค์ประกอบ ณ เวลานั้นๆ แล้วอะไรจะเกิด เราก็ไม่ทุกข์ครับ

    มรรค:
    *
    พิจารณาว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว งานที่ทำผิดพลาดแล้ว ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว ได้แต่ทำใจ ว่าวิบากจากงานไม่สมบูรณ์ ที่เราได้รับ เป็นเพราะเราต้องเคยทำผิดศีล
    *
    พิจารณากรรม เข้าใจกรรมว่า เรายังทำงานไม่เต็มที่ ยังเล่นเฟสบุ๊ค เล่นยูทูปไปด้วย ทำให้ไม่มีสมาธิ ไม่ละเอียดรอบคอบ จึงทำให้เกิดวิบากใหม่ด้วย จึงทำให้เกิดความพร่อง
    *
    ความพร่องที่เกิดขึ้น ก็ยังสามารถเอาประโยชน์เป็นบทเรียนได้ ว่าเราควรต้องทำงานให้เต็มที่ จึงจะไม่คาใจ และเป็นผัสสะให้เราได้ตรวจสอบใจ ได้เห็นว่าเรายังทุกข์ ได้เห็นกิเลส
    *
    แต่เราก็ยังโชคดี เพราะงานในหมู่มิตรดี เป้าหมายหลักคือ เพื่อเป็นเครื่องมือ ในการปฏิบัติธรรม (เพื่อความสำเร็จของใจ ไม่ใช่ความสำเร็จของงาน)
    *
    บทเรียนนี้ ทำให้เราได้เห็นผลของกรรม จากการทำงานไม่รอบคอบ ทำให้ผมคิดว่า จะปรับปรุงการทำงานให้ละเอียดมากขึ้น ทำดีให้เต็มที่มากขึ้นครับ
    *
    หากงานผิดพลาดหรือโดนตำหนิ ในเมื่อเราทำเต็มที่แล้ว แสดงว่ามาจากวิบากเก่า เหนี่ยวนำทำให้เราคิดได้แค่นั้น มีปัญญาแค่นั้น ก็ไม่มีอะไรคาใจครับ
    *
    ผมขอขอบคุณหมู่มิตรดีที่ทำให้ผมได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมเพื่อเดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์ครับ สาธุครับ

  26. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์

    จะช่วยอย่างไรดี

    ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ความเห็นไม่ตรงกันในครอบครัว แต่ไม่ได้กระทบที่ตัวเองโดยตรง เป็นฝ่ายน้องที่ต้องการให้พ่อแม่ทำตามที่น้องเสนอ แต่พ่อแม่ไม่ทำตามมีเหตุผลของท่าน เป็นความไม่เข้าใจกันที่ค่อนข้างรุนแรง แตกร้าว เลยทำให้เกิดความคิดลวงขึ้นมาว่า เราในฐานะพี่คนโตน่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง ช่วยเขา ก็คิดปรุงไปว่าทำอย่างไรดี จะไปพูดหรือสื่อสารอย่างไรดีให้เกิดความสามัคคี ไม่อยากให้เกิดบาป ก็หาคำตอบไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรดี เพราะรู้ว่าเขาไม่ได้ศรัทธา พูดไปก็ไม่ฟังหรือฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี แต่ก็พยายามหาทางอยู่

    ทุกข์ : คิดหาวิธีช่วยเขา

    สมุทัย : เห็นสิ่งที่น้องทำ กับสิ่งที่พ่อแม่ยึดล้วนเป็นบาป ทำให้ทุกข์ แล้วเราก็ไปยึดว่าเราน่าจะช่วยเขาให้ได้บ้าง น่าจะลองช่วยดู

    นิโรธ : ทำความผาสุกที่ตนดีก่อน แล้วจะช่วยใครได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็วาง ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละคน

    มรรค : หลังจากเกิดทุกข์ จากการหาวิธีที่ช่วยคนอื่น แต่ก็ไม่มาไม่ไป ก็กลับมาพิจารณาว่าจริง ๆ แล้วทางไหนถึงจะถูก ความจริงก็คือ เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นทุกข์ของเขาที่เขาสร้างขึ้นมา แม้จะกระทบเราบ้างแต่เราก็ไม่ได้ทุกข์ตรงนั้น เราดันมาทุกข์ที่จะช่วยเขาต่างหาก แล้วก็พิจารณาไปต่อว่าจะช่วยเขาอย่างไร เรื่องนี้ อ.หมอเขียวได้เคยสอนไว้ว่าให้ช่วยคนที่ศรัทธา คนที่ไม่ศรัทธากันช่วยไม่ได้สอนไม่ได้ เขาไม่ฟังหรอก ดีแค่ไหนก้ไม่ฟัง ไม่มีประโยชน์ เพราะเขาไม่ได้อยากให้เราช่วย เราไปยุ่งเขาเอง มีแต่อกุศล ก็คลายได้ 80 %

    แต่ก็ยังติด ๆ อยู่ในใจเล็ก ๆ เนื่องจากเป็นคนในครอบครัวเคยทำดีต่อกันมาบ้าง แล้วได้ อ.หมอเขียวมาสอนอีกที่ เป็นคำแนะนำที่ อ.หมอเขียวแนะนำพี่น้องที่มีปัญหาแนวนี้เหมือนกัน ประมาณว่าอย่างน้อยก็ให้วางใจที่เรา เราไม่ทุกข์ก็พอแล้ว ช่วยเขาไม่ได้ไม่เป็นไร เขามีกิเลสมาก เขาไม่ได้เรียนรู้ธรรมะเวลาเกิดปัญหาก็ต้องทุกข์ เราช่วยเขาไม่ทันหรอก อย่างน้อยก็ลดทุกข์ได้ 1 คน คือเราก็ดีมากแล้ว ดีกว่าทุกข์ 2 คน ทำให้ได้ปัญญาชัดขึ้น เออใช่ใครทุกข์ไม่สำคัญหรอก เราไม่ทุกข์ก่อนถูกที่สุด คลายเรื่องนี้ได้ 100% วางใจได้

  27. ขวัญจิต เฟื่องฟู

    อริยสัจ 4

    ชื่อเรื่อง ห่วง

    สองวันก่อนคุยกับพ่อบ้านว่า ถ้ามีการกักกันตัวรอบสาม จะขอกลับเมืองไทย เห็นอาการของพ่อบ้านที่ท่านพูดเชิงเล่น เชิงจริง ว่าไม่ให้ไป เห็นใจตัวเองว่า มีตกใจเล็กน้อย ที่พ่อบ้านปฎิเสธ เห็นใจที่อยากกลับบ้าน เเละใจหนึ่งที่ห่วงพ่อบ้าน เพราะทุกครั้งที่เรากลับเมืองไทย พ่อบ้านก็ไม่เคยขัด อาจเป็นเพราะว่าเวลาเรากลับบ้านไปเยี่ยมเเม่ ท่านก็ไปพักผ่อนเหมือนกัน จึงไม่รู้เหงาหรือถูกทิ้งเหมือนรอบนี้

    ทุกข์ : ห่วงพ่อบ้าน

    สมุทัย : เห็นอาการใจเเป้ว ที่พ่อบ้านท่านยื้อให้เราอยู่ด้วย อยากให้ท่านบอกว่าไปเลย

    นิโรธ : ละวางความห่วงในตัวพ่อบ้าน

    มรรค : ตรวจใจตัวเองดูยังเห็นว่า ตัวเองมีความรู้สึกห่วงเเละเเคร์ความรู้สึกพ่อบ้าน ทั้งที่เราเรียนตัดหรือพรากจากคนคู่มานาน เเต่เมื่อเหตุการณ์ครั้งนี้มาถึง ทำให้เห็นว่าเรายังมีความรู้สึกนี้อยู่ เคยคุยกันกับหมู่กลุ่มอยู่บ่อยๆ ว่าชีวตคนคู่ หรือคนใกล้ตัวต้องฝึกตัดเเละพิจารณาไปถึงความตาย ถ้าไม่จากเป็นก็จากตายวันใดวันหนึ่ง ถ้าเราฝึกเเละวางตรงนี้ได้ ใจเราก็จะไม่ทุกข์ เมื่อเหตุการณ์นั้นมาถึงจริงๆ พอระลึกถึงตรงนี้ ใจมันก็เบาลงได้ระดับหนึ่ง
    เรายังอยู่ในสถานะของคนคู่ เราต้องทำหน้าที่ภายนอกอยู่ เเต่ภายในเราก็ต้องฝึกของเราไปเรื่อยๆจนกว่าจะตัดเรื่องความห่วงได้จริงๆ พอคิดทบทวนถึงตรงนี้ ใจก็เบาลงได้ 70 %
    ตอนนี้ก็คงรอดูว่าสถานการณ์ของโควิดจะเป็นอย่างไรต่อไป ถ้าฟ้าเปิดก็คงได้ไป เเต่ถ้าไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไร ตอนนี้ก็ต้องเอื้อจิตวิญญาณของพ่อบ้านเราก่อน ส่วนเรื่องจะได้กลับหรือไม่ได้กลับเมืองไทยนั้น อีกเรื่องหนึ่ง
    ส่วนเรื่องความห่วงนั้น คงจะต้องฝึกล้างไปเรื่อยๆค่ะ สาธุค่ะ

  28. สุภา ลอว์สัน

    ทำไมต้องตอนนี้

    ช่วงก่อนหน้านี้ เคยได้บำเพ็ญอย่างเต็มที่ แต่หลังจากที่มีการซื้อบ้านหลังใหม่(3 อาทิตย์ที่ผ่านมา) แล้วพ่อบ้านก็มาบอกว่า จะไม่เข้าร้าน ซึ่งทำให้เราต้องไปดูแลกิจการแทนเขา ทำให้เราไม่สามารถบำเพ็ญได้อย่างเต็มที่ตามเดิม ทำให้รู้สึกทุกข์ใจ เพราะไม่อยากไปทำงานที่ร้าน ยิ่งช่วงหลังๆเห็นได้ชัดเจนว่าทำงานที่ร้านไม่มีทางพ้นทุกข์ เหมือนการบำเพ็ญตามครูบาอาจารย์กับพี่น้องหมู่มิตรดี

    ทุกข์ : ไม่อยากให้พ่อบ้านรีโนเวทบ้านตอนนี้

    สมุทัย : กังวลว่าเราต้องไปดูแลกิจการแทนเขา ซึ่งเราไม่อยากไป เราอยากบำเพ็ญงานพวธ เพราะยังมีงานคั่งค้างอีกเยอะ รู้สึกบกพร่องในหน้าที่กับพี่น้อง

    นิโรธ : ถ้าเราไม่ต้องไปดูแลกิจการแทนเขา และได้บำเพ็ญอย่างเต็มที่ นั้นเป็นเรื่องที่ดี
    แต่เมื่อเหตุปัจจัย ไม่สามารถทำอย่างที่ต้องการได้ เนื่องจากมีจำเป็นต้องไปดูแลกิจการแทนเขา และทำให้เราไม่สามารถบำเพ็ญได้อย่างเต็มที่ เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ คือจะทำงานโดยการบำเพ็ญก็ได้ หรือ จะทำงานที่ร้านก็ได้ เอาประโยชน์(ด้านดี)ในการทำงานแต่ละที่ให้ได้

    มรรค : การอยากได้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ณ เวลานั้น ๆ มันทำให้เป็นทุกข์ มันทำให้เบียดเบียนตัวเอง เราควรยอมรับความจริงตามความเป็นจริง ว่า ณ เวลานี้เราควรจะทำอะไร มาคิดๆดู จริงๆแล้วเราเองไม่ได้ไปช่วยเขาดูแลกิจการมานานแล้ว เขาให้โอกาสเราบำเพ็ญมามากพอสมควรแล้ว เราก็น่าจะพอใจได้แล้ว ช่วงนี้เขามีความจำเป็น เราก็ควรจะไปช่วยเขาก่อน ส่วนเรื่องบำเพ็ญ แม้ว่าตอนนี้เราจะไม่สามารถบำเพ็ญได้อย่างเต็มที่ ก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรก็ยังมีพี่น้องอีกหลายท่านที่บำเพ็ญอยู่แล้ว พอผ่านช่วงนี้ไป แล้วเราสามารถจัดสรรเวลาได้ ค่อยไปบำเพ็ญกับพี่น้องหมู่กลุ่มอีก และสิ่งที่จะทำให้เราสามารถบำเพ็ญได้อย่างเต็มที่ได้ ก็คือ ให้เราตั้งอธิศีล ด้วยการพากเพียรทำดีให้มากๆ ลดกิเลสให้มากๆ เท่าที่สามารทำได้

    สรุป หลังจากที่พิจารณาได้ดังนี้ ก็ทำให้ความทุกข์ใจคลายลงได้หมด ทำให้ไปทำหน้าที่ดูและกิจการแทนพ่อบ้านได้โดยไม่ทุกข์ใจ โดยไม่ห่วงเรื่องกลัวไม่ได้บำเพ็ญ…

  29. ชลิตา แลงค์

    เรื่อง ให้แล้วไม่คิดจะเอาอะไรจากใครให้ได้

    ข้าพเจ้าได้แบ่งปันวิธีการตัดต่อวีดีโอให้กับพี่น้องหมู่กลุ่มโดยการเรียนการการสอนผ่านทาง zoom การสื่อสารก็ไม่สะดวกทั้งหมดเหมือนที่ได้เจอตัวกันจริงๆ จึงได้คิดเทคนิคเพื่อเสริมการอธิบาย ตัวเองคิดว่าน่าจะดีที่สุดเพื่อช่วยพี่น้องจดจำสิ่งที่สอนได้ดี บางทีก็เป็นสัญลักษณ์ในการเปลี่ยนหัวข้อเรื่องที่สอน ข้าพเจ้าใช้คำว่า ตึ๊ง!!แต่พี่น้องได้ยินว่าปึ้ง!! แต่สองคำนี้ก็ไม่ได้ต่างกันอะไร วันต่อมาได้คุยไลน์กับพี่น้องหมู่กลุ่ม และมีพี่น้องท่านหนึ่งมาสารภาพกับข้าพเจ้าว่าท่านรู้สึกรำคาญใจกับคำที่ข้าพเจ้าใช้ในการสอนมาก จนทำให้ปวดหัวเรียนไม่รู้เรื่องจนต้องหยุดเรียนทั้งที่การสอนยังไม่จบ และท่านได้ขอโทษขออโหสิกรรมข้าพเจ้า พอข้าพเจ้าได้ยินว่าท่านรำคาญใจคำนั้น ก็รู้สึกขำและเกิดคำถามว่าคำเพียงเท่านี้ก็เป็นผัสสะได้ด้วยเหรอ และเกิดความรู้สึกอีกอันหนึ่งขึ้นมาด้วยคือความรู้สึกขุ่นๆเล็กน้อยไม่ค่อยเบิกบาน เป็นความรู้สึกที่อยากให้พี่น้องพอใจในสิ่งที่เราทำ อยากให้พี่น้องชื่นชมว่าเราทำดี

    ทุกข์ : อยากให้พี่น้องชื่นชม

    สมุทัย : อยากให้พี่น้องชื่นชมในสิ่งที่เราทำ ชอบถ้าพี่น้องชื่นชม ไม่ชอบถ้าพี่น้องไม่ชื่นชม

    นิโรธ : 1.พี่น้องจะชื่นชมในสิ่งที่เราทำก็สุขใจ พี่น้องจะตำหนิในสิ่งที่เราทำก็สุขใจได้ ไม่ชอบไม่ชังในคำชื่นชมหรือคำตำหนิให้ได้ 2.เมื่อให้แล้วไม่คิดที่จะเอาอะไรจากใครให้ได้ แม้แต่รอยยิ้ม และคำขอบคุณ

    มรรค : ขณะที่เจอผัสสะข้าพเจ้าไม่สามารถพิจารณาล้างได้ทันที แต่เมื่อมีพี่น้องหมู่กลุ่มท่านหนึ่งได้ให้คำชี้แนะว่า ถ้าเราได้ฟังคำสารภาพ หรือคำตำหนิจากบุคลอื่นแล้วเกิดอาการหวั่นไหวในใจต่างๆแสดงว่าจิตใจของเรายังไม่เป็นกลาง ยังมีกิเลสแฝงอยู่ ข้าพเจ้าได้พิจารณาตามก็ได้เจอจริงๆ ข้าพเจ้าอยากได้คำชื่นชมในสิ่งที่ตนเองทำ พอจับกิเลสได้เห็นเหมือนมันไปต่อไม่เป็น ข้าพเจ้าได้พิจารณาต่อนึกถึงการได้แบ่งปันของตนเองก็เกิดความยินดี มีความสุขที่ได้ให้มากกว่า เห็นตัวที่อยากได้คำชื่นชมนั้นค่อยๆคลายลงข้าพเจ้าไม่รู้ว่ากิเลสตัวอยากได้คำชมหมดไปรึเปล่าเพราะจับไม่ได้แล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่ารับฟังพี่ท่านนั้นด้วยความรู้สึกเมตตา และไม่ถือสาท่านได้ มันเกิดความรู้สึกขำด้วยความเบิกบาน เราต่างก็ขอขมากันไปมา และเจริญอภัยกันไปมาอยู่ 2-3 รอบ
    ข้าพเจ้ากราบขอบพระคุณพี่ท่านนั้นที่มาเป็นผัสสะให้ข้าพเจ้าได้เห็นกิเลสที่ซ่อนอยู่ ขอคาราวะหัวใจที่ท่านกล้าหาญมาสารภาพกับข้าพเจ้า กราบขอโทษขอขมาที่ได้เพ่งโทษท่านโดยไม่ได้ตั้งใจด้วยค่ะ

    เหตุการณ์นี้ทำให้จ้าพเจ้านึกถึงธรรมะที่ท่านอจ.หมอเขียวได้บรรยายสอนเอาไว้ว่า
    1. ให้แล้วไม่คิดที่จะไม่เอาอะไรจากใครให้ได้ แม้แต่รอยยิ้ม และคำขอบคุณ
    2. ทำดีแล้ว ยอมถูกด่าให้ได้
    3. สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา
    4. การอปริหานิยธรรมทำให้เจริญอย่างเดียวไม่มีเสื่อม
    กราบสาธุค่ะ

  30. น.ส ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้าน้อมศีล)

    ส่งการบ้าน ทุกข์อริยสัจ
    เรื่อง.พี่สาวไม่ได้มาค่ายพระไตรปิฎก
    คือเนื่องจากภาคใต้น้ำท่วมพี่สาวเดินทางจากตรังไปขึ้นรถที่ชะอวดจะมาภูผาฟ้าน้ำ
    ทุกข์.รู้สึกเศร้าใจเว้าใจแหว่งใจไม่ได้ดั่งใจที่พี่สาวไม่ได้มาค่าย(ทุกข์จากเหตุการณ์)
    สมุทัย.เพราะเราคาดหวังถ้าพี่สาวมาแล้วได้มาบำเพ็ญร่วมกันเราก็สุขใจ เมื่อมาไม่ได้จึงทุกข์ใจ
    นิโรธ.เมื่อพี่ไม่ได้มาหรือได้มาก็สุขใจ
    มรรค.วางความยึดมั่นถือมั่น วางใจให้ได้ว่าแม้อยู่ตรงไหนถ้าปฏิบัติให้เต็มที่ก็ถือว่าดีที่สุดตามเหตุตามปัจจัย เมื่อเค้าพยามทำเต็มที่ที่จะให้ได้มาแล้วแต่เหตุปัจจัยมันทำให้มาไม่ได้จริงๆ ก็ทำใจยอมรับความจริงตามความเป็นจริง หรือตามกุศลอกุศลของแต่ละชีวิต เราอยู่ที่นี่ตั้งศีลปฏิบัติดีและช่วยเหลือการงานบำเพ็ญเต็มที่เท่าที่ทำได้แล้ววางด้วยใจที่ผาสุก

  31. ส่งารบ้านอริยสัจ๔ 6ธ.ค.63
    เรื่องน้ำท่วม
    หลายปีแล้วที่น้ำท่วมไม่ถึง มาปีนี้ทำการปลูกพืชผักเพิ่มขึ้นในช่วงโควิทได้เก็บผลได้ไม่นานผักบางอย่างกำลังงามใกล้จะได้ใช้ประโยชน์ก็จมหายไป
    ทุกข์:กังวลใจ
    สมุทัย:ยึดว่าผ้กต้นไม้ในแปลงที่ปลูกไว้จะได้ใช้เต็มที่ตามประโยชน์ของพืชนั้นน้ำท่วมเลยกังวลใจทำให้ทุกข์
    นิโรธ:ไม่ว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วมของทุกอย่างมันขึ้นแล้วมันก็พร้อมกับการจบดับอยู่ในตัวมันเอง
    มรรค:วางใจน้ำท่วม2-3วันเดี่ยวก็น้ำแห้งเพื่อนพืชก็จะเน่ากรายเป็นปุ๋ยชั้นดีดินชุ่มฉ่ำปลูกในครั้งต่อไปได้น้ำท่วมครั้งนี้สอนให้รู้จักเลือกปลูกพืชที่ทนน้ำได้เลยคลายกังวลได้เบิกบานแจ่มใสสาธุค่ะ
    j

  32. นฤมล ยังแช่ม

    วางใจ

    วันหยุด 10-13 นัดหมายกับอาเสาวรีย์ว่าจะไปภูผากัน เขียนใบลาพักผ่อนแล้วด้วย แล้วอาเสาก็โทรมาบอกว่าไปไม่ได้แล้ว ลูกชายไปแข่งบาสที่พิจิตรและไปสถานที่เสี่ยงต่อโรคโควิดมา จึงตัดสินใจที่จะไม่ไปภูผา ปุ้ยก็บอกท่านไปว่าไม่เป็นไร ใจก็คิดว่าเราจะไปกับใครได้อีกนะ นึกถึงอาดาวจึงโทรหาท่านและบอกว่าจะไปกับท่านด้วย อาดาวก็ตกลง วันถัดมาจังหวัดพิจิตรประกาศว่ามีคนเป็นโรคโควิค รู้สึกไอ้หวังจะหมดหวังแล้ว สงสัยปุ้ยคงไม่ได้ไปค่ายพระไตรปิฏกแน่แล้วคะ

    ทุกข์ ทุกข์ใจที่จะไม่ได้ไปค่ายพระไตรปิกฎก

    สมุทัย จะสุขใจถ้าได้ไปค่าย จะทุกข์ใจถ้าไม่ได้ไปค่าย

    นิโรธ จะได้ไปค่ายก็สุขใจ ไม่ได้ไปก็สุขใจ

    มรรค พิจารณาว่าอ.หมอ และจิตอาสาที่ทำนอยู่บนภูผาท่านก็บำเพ็ญกันไม่ได้หยุด ทำงานกันตั้งแต่เช้าจนถึงสามทุ่ม แล้วถ้าเราจจะไปทั้งๆที่จังหวัดพิจิตรมีความเสี่ยงกับโรคโควิค จะเป็นความคิดที่เอาแต่ใจตัวเองมากเกินไปรึเปล่า และถ้าเราควรจะได้ไปจริงๆ ทางก็จะไม่ติดขัด โปร่งโล่งสบาย แต่ณ ขณะนี้ ไม่เป็นเช่นนั้น ก็แปลว่าอกุศลออกฤทธิ์ไม่ได้ไป ต้องยอมรับความจริงว่าเรายังทำดีไม่มากพอ ควรจะต้องปฏิบัติศีลให้ดีกว่านี้ แล้วถ้าได้รับสิ่งหนึ่ง แล้วเรารับ กลับไปอยากได้ในสิ่งที่ไม่ได้นี้มันเป็นเหตุให้ทุกข์นะ ถ้าไม่ได้ไปถึงอย่างไรก็ไม่ได้ไปอยู่ดี แล้วจะอยากไปให้ทุกข์ทำไม อยู่ช่วยทำงานที่ศาลีก็ได้ อ.หมอเคยเทศน์ว่าอยู่กับพุทธะ อยู่ที่ไหนก็สุขได้เหมือนกันคะ ไม่ได้ไปก็ไม่ทุกข์เพราะว่าวางใจได้ ทุกอย่างก็เป็นไปตามวิบากดีร้ายที่เราได้ทำลงไปนั่นเอง

  33. เสาวรี หวังประเสริฐ

    เรื่อง เมื่อต้องยอมรับ
    จากความตั้งใจและเตรียมการว่าจะไปเข้าค่ายพระไตรปิฎกที่ภูผาฟ้าน้ำแต่ต้องงดเพราะเหตุการณ์พบผู้ติดเชื้อCOVID19ทำให้ต้องงดเดินทาง
    ทุกข์ :อยากไปค่ายพระไตรปิฎก
    สมุทัย :เหตุแห่งทุกข์ชอบที่ได้ไปค่ายพระไตรปิฎกชังที่ไม่ได้ไป
    นิโรธ : สภาพดับทุกข์ไม่ชอบไม่ชังที่ไม่ได้ไปค่ายพระไตรปิฎก
    มรรค : พิจารณาบททบทวนธรรมโชคดีอีกแล้วร้ายหมดอีกแล้ว เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเราไม่มีอะไรบังเอิญทุกอย่างยุติธรรมเสมอ จงทำดีเต็มที่เหนื่อยเต็มที่สุขเต็มที่ไม่มีอะไรคาใจไม่เอาอะไรคือสุดยอดแห่งความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส วางใจว่า ไม่ไปก็สามารถติดตามค่ายได้จากสื่อต่างๆก็เหมือนกับได้ไปเรียนรู้ที่ภูผาเช่นกัน

  34. ศิริพร ไตรยสุทธิ์

    เพื่อนร่วมงานดื่มไวน์แดงในเวลางาน

    ทำงานเสร็จแล้ว กำลังจะเก็บข้าวของตัวเองในครัวให้เรียบร้อยพร้อมกลับบ้าน มองเห็นขวดไวน์และแก้วไวน์อยู่บนโต๊ะอาหาร เกิดอาการงง ๆ ว่า มันมาได้อย่างไร
    สักพักนึง เพื่อนร่วมงานเดินผ่าน แล้วเราก็ได้กลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากเขา(จมูกเรามันดีเกินไป) จึงถามไปว่า “เธอดื่มไวน์ตอนนี้เหรอ” เขาก็ตอบว่า “ใช่” เราก็พูดกับเขาต่อว่า “ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานนะ” เขาก็มีเหตุผลเพิ่มเติมว่า “ก็อากาศมันหนาว กินแล้วอบอุ่นขึ้น” เราก็ได้แต่ ถอนหายใจ(เฮ้อ)

    ทุกข์ คือ ไม่อยากให้เพื่อนร่วมดื่มไวน์แดงในเวลางาน

    สมุทัย คือ เรายึดว่า ในเวลางานไม่ควรดื่ม เพราะมีผลต่อภาพลักษณ์ของคลินิก

    นิโรธ คือ เขาจะดื่มหรือไม่ดื่ม มันก็เป็นเรื่องของเขา ตอนนี้เราทำงานเสร็จแล้วก็กลับบ้าน

    มรรค คือ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาจจะทำให้ศักยภาพการทำงานลดลง ภาพลักษณ์คลินิกไม่ดี คิดพิจารณาอยู่ครู่นึง ก็รู้ตัวว่า เราทำอะไรไม่ได้ เขาดื่มไปแล้ว มันก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล เราไม่ควรคิดแทนเขา และไม่ควรคิดล่วงหน้าไปก่อน ถ้าคลินิกจะถูกมองไปในทางที่ไม่ดีก็เป็นวิบากร่วม หรือเขาอาจจะถูกมองไปในทางที่ไม่ดี ก็เป็นวิบากของเขา
    คิดได้อย่างนั้น ก็เก็บข้าวของในส่วนของเราให้เรียบร้อย แล้วกลับบ้านอย่างไม่กังวล วางได้ 100%

    ขออภัยคุรุด้วยค่ะ ที่ส่งช้า

Comments are closed.