การบ้านอริยสัจ (12/2563) [40]

631101 การบ้านอริยสัจ (12/2563)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 26 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2563 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สรุปมีผู้ส่งการบ้านสัปดาห์นี้รวม 40 ท่าน

  1. จิตรา พรหมโคตร
  2. นางจิราภรณ์ ทองคู่
  3. นางก้าน ไตรยสุทธิ์
  4. เพิ่มสุข สังคมศิลป์
  5. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)
  6. นาง โยธกา รือเซ็นแบรก์
  7. นางบัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม
  8. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์
  9. สมพงษ์ โขงรัมย์
  10. ประคอง เก็บนาค
  11. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์
  12. อรวิภา กริฟฟิธส์
  13. นางมัณฑนา ชนัวร์ร เตี้ย ศีลประดับ
  14. นงลักษณ์ สมศรี(ลายใบไม้)
  15. สำรวม แก้วแกมจันทร์
  16. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
  17. Sunita Monitzer
  18. ชลิตา แลงค์
  19. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์
  20. ณ้ฐพร คงประเสริฐ
  21. จงกช-ป้าย่านาง
  22. วรางคณา ไตรยสุทธิ์ (พุทธพรฟ้า)
  23. ปิ่น คำเพียงเพชร
  24. ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล)
  25. แสงอรุณ สังคมศิลป์
  26. นายศรายุทธ พูนพิน
  27. มั่นศีลขวัญ. นางสนทยา กันทะมูล
  28. ประภัสสร วารี
  29. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์
  30. จรัญ บุญมี
  31. นปภา รัตนวงศา
  32. ดินแสงธรรม กล้าจน
  33. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน
  34. นฤมล ยังแช่ม
  35. นางพรรณทิวา เกตุกลม
  36. นางสาวสันทนา ประวงศ์
  37. นายรวม เกตุกลม
  38. ขวัญจิต เฟื่องฟู
  39. ทิวากร ชุมจีด (บ่าวสุขแสงพุทธ)
  40. ศิริพร ไตรยสุทธิ์

Tags:

72 thoughts on “การบ้านอริยสัจ (12/2563) [40]”

  1. จิตรา พรหมโคตร

    เรื่อง:เหงือกบวม

    เนื้อเรื่อง:วันที่23ตุลาคม2563 ไปเป็นเพื่อนน้องสะไภ้พาแม่ไปบ้านที่ปากช่อง ข้าพเจ้าไปกินของอร่อยถึงแม้ไม่มีเนื้อสัตว์แต่ยังปรุงรส เป็นเหตุให้เกิดอาการเหงือกบวม

    ทุกข์:ทุกข์จากเหงือกบวม

    สมุทัย:(เหตุแห่งทุกข์)อยากให้เหงือกหายบวม

    นิโรธ:(สภาพดับทุกข์):เหงือกจะหายบวมหรือไม่หายก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค:(วิธีดับทุกข์)
    1.พิจารณากรรมว่าเกิดจากการไปกินของอร่อยจนเป็นเหตุให้เหงือกบวม ซึ่งทำผิดศีลกับอธิศีลที่ตั้งไว้ว่า”จะไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น”ก็ยอมรับและสำนึกผิดยินดีรับผลของกรรมที่ตนเองทำ
    2.พิจารณาโทษของการกินของอร่อยว่า”โทษคือทำให้เหงือกบวม”
    3.พิจารณาประโยชน์ของการกินของอร่อย”ประโยชน์คือเป็นวัคซีนให้ร่างกายฝึกขับพิษ”
    ทำให้วางใจยอมรับความจริงในเหตุปัจจัยว่าเรายังเลิกกินของอร่อยไม่ได้ ซึ่งจะต้องพากเพียรปฏิบัติใหม่ เมื่อเราได้ต่อสู้พยายามลด ละ เลิกกินของอร่อยไปตามลำดับแล้ว มันทุกข์เกินทนที่เห็นว่ามันเบียดเบียนตนเองมากเกินไปแล้ว ก็วางความยึดมั่นไปกินของอร่อย ถึงแม้เหงือกจะบวมก็ยอมรับ ยินดีรับด้วยใจไร้ทุกข์ว่า”โชคดีอีกแล้ว ร้ายหมดไปอีกแล้ว”แล้วจะพากเพียรปฏิบัติต่อไป

    ผลของการล้างเรื่องเหงือกบวมจากกินของอร่อย คิดเป็นร้อยละ100% ล้างได้20%

    1. รูปแบบ ผ่าน
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ มรรค ควรพิจารณาประโยชน์ของการไม่เสพกิเลส ไม่ใช่พิจารณาประโยชน์ของงกิเลส

  2. นางจิราภรณ์ ทองคู่

    ชื่อเรื่อง รำคาญพ่อบ้านเปิดทีวีแล้วนอนหลับ

    เนื้อเรื่อง ทุกวันหลังอาหารเช้าพ่อบ้านมักเปิดทีวีดูแล้วนอนหลับพร้อมกับกรนเสียงดัง เรารู้สึกรำคาญพอเขาหลับเราก็จะปิดทีวี เขาก็จะรู้สึกตัวทุกครั้งและมักพูดว่าปิดทำไม เราก็บอกว่าเห็นนอนหลับและมีเสียงกรน จึงปิด

    ทุกข์ รำคาญเสียงกรน

    สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ ถ้าเขาเปิดทีวีดูแล้วไม่หลับเราจะสุขใจ ถ้าเขาหลับเราจะทุกข์ใจ

    นิโรธ สภาพดับทุกข์ เขาเปิดทีวีดูแล้วจะหลับหรือไม่หลับเราก็สุขใจ 

    มรรค วิธีดับทุกข์ เชื่อเรื่องกรรม สิ่งที่เราพบ เราเห็นเราไม่ชอบใจเพราะเราเคยทำเช่นนี้มาก่อน ต้องขอบคุณเขาที่เขาแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ให้เราเห็นเราจะได้เห็นตัวตนของเรา จิตเราก็เบิก ความรำคาญก็ลดลงได้90% ที่เหลือก็จะพากเพียรโดยการตั้งศีลมาปฏิบัติคือจะพยายามไม่รำคาญพฤติกรรมของพ่อบ้าน 


    1. รูปแบบ ผ่าน (ควรเว้นบรรทัดเพิ่ม)
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ ทุกข์กับสมุทัยยังไม่สอกคล้องกัน สมุทัย ควรพิจารณาสาเหตุของความรำคาญเสียงกรน

  3. นางก้าน ไตรยสุทธิ์

    เรื่อง.ข้าวไม่สุข
    ทุกข์ ข้าวไม่สุขก็ตักมาแล้วกินอาหารตามรำดับ
    (สมุทัย) กินยังไม่ถึงข้าวป้าแขกก็เอาราดหน้ามากิเลสชอบตักเลยเขาบอกจะไปกฐินซ่อมจะไปพรุ้งนี่ป้าจิบอกว่าข้าวไม่สุกกิเลสได้เลยจะได้กินเส้นโดยสบาย
    (โรธ)ได้กินราดหน้าสุขใจ ไม่ได้กินทุกข์ใจพิจารณว่าเส้นไม่มีประโยชน์
    (มรรค) ตั่งศีลไว้แล้วว่าจะไม่กินเส้นไม่กินนานแล้วสันญาเก่าแขกจรมาเยีอมรู้แล้วว่าผิดศีลไม่ดีและเป็นแรงเหนี่ยวนำไม่ดีจะวิปัสสนาให้ถึงจิตคะ

    1. รูปแบบ พอใช้ได้
      สภาวะ ปรับปรุง
      คำแนะนำ ควรตรวจคำผิด ควรเล่าเรื่องย่อก่อนเล่าสภาวะ และนิโรธเขียนผิด ควรเป็นจะได้กินเส้นหรือไม่ก็ไม่ทุกใจ

  4. เพิ่มสุข สังคมศิลป์

    ส่งการบ้าน ทุกข์อริยสัจ
    เรื่อง.เพื่อนชอบวุ่นวาย
    ทุกข์. รำคาญท่ืเพื่อมาทำลักษณะที่เราไม่ชอบใจ
    สมุทัย.เรายึดมั่นถือมั่นไม่ชอบไม่อยากให้เพื่อนมาวุ่นวายกับเรา ชอบถ้าเขาไม่มาวุ่นวายกัเรา
    นิโรธ.วางใจวางความยึดมั่นถือมั่นเขาจะมาวุ่นวายหรือไม่วุ่นวายกับเรา เราก็ไม่ทุกข์
    มรรค.พิจารณาโทษของความยึดมั่นถือมั่นทำให้เราทุกข์ใจ ขอโทษขออโหสิกรรมคิดว่าสิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมาได้รับแล้วก็หมดไปเราก็จะโชคดีขึ้นและตั้งศีลไม่รำคาญเขา

    1. รูปแบบ พอใช้ได้
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ ควรตรวจคำผิดก่อนส่ง ขาดเนื้อเรื่องย่อ ควรเว้นบรรทัดระหว่าหัวข้อ

  5. ธัญมน หมวดเหมน(มั่นแสงธรรม)

    อริยสัจ 4 the 4 noble truth
    ชื่อเรื่อง
    ไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิด
    บางครั้งเราเห็นว่า การทำงานก็จำเป็นต้องแยกไปทำคนเดียวบ้างตามเหตุปัจจัย เพราะจำนวนพี่น้องที่บำเพ็ญอยู่ที่นี่(ภูผาฟ้าน้ำ)ก็น้อย ต้องแยกกันไปทำงานคนละฐานบ้าง ซึ่งบางทีเราก็ต้องแยกไปคนเดียว แต่ยังมีกิเลสตัวหนึ่งคอยกวนให้ไม่สบายใจ กิเลสตัวกลัวว่าเพื่อนจะเข้าใจผิดคิดว่าเราชอบไปทำอะไรไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่ยอมทำงานร่วมกับหมู่กลุ่ม
    ทุกข์
    เกิดความกังวลไม่สบายใจ
    สมุทัย
    ไม่ชอบให้เพื่อนเข้าใจผิด ชังที่เพื่อนจะมองเราไม่ดี
    นิโรธ
    สบายใจ เลิกกังวล
    มรรค
    เพื่อนจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ได้ เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว ก็วางใจไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งที่เราทำจะถูกเพื่อนมองว่าดีหรือไม่ดีก็ได้ ผู้มีปัญญา ต้องคิดให้ตัวเองสุขให้ได้ ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะทำงานคนเดียวหรือทำกับหมู่ ตามองค์ประกอบเหตุปัจจัยในเวลานั้น คนอื่นจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจเราไม่สำคัญ สำคัญว่าเราเข้าใจตัวเองแค่ไหน สำคัญว่าใจเรายึดไหมว่าต้องทำงานคนเดียวหรือต้องทำกับหมู่กลุ่มให้ได้ตลอด ถ้าเราไม่ยึดแล้วก็ไม่มีอะไรให้ทุกข์
    การคิดให้ถูกตรงเป็นสัมมาสังกัปปะจึงจะพ้นทุกข์

    1. รูปแบบ พอใช้ได้ (ควรปรับตามตัวอย่างวิธีเขียนการบ้าน)
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ นิโรธ ควรเพิ่ม เพื่อนจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ได้

  6. นาง โยธกา รือเซ็นแบรก์

    27ตุลาคม2563

    ชื่อเรื่อง อึดอัดใจ,กดดัน

    เนื้อเรื่องย่อ ข้าพเจ้าทำงานเป็นกลุ่มในห้องสาระธรรมและเป็นผู้หาคำคมมาส่งต่อให้พี่น้อง บ่อยครั้งที่พยายามทำเต็มที่ตามความสามารถที่ตนเองพอจะทำได้ แต่ก็ยังไม่ดีพอสำหรับหมู่กลุ่ม ที่บอกว่าต้องดีกว่านี้ เอาใหม่ หามาอีก แรกๆก็ยอม ไปหาใหม่ 2-3วันก็ยังหาและหาไม่ได้ บางครั้งเช้ายันดึกก็ทำ เพื่อให้ได้งานตามหมุ่กลุ่มต้องการ ทำให้มีความอึดอัด และกดดัน ถามใจตัวเองเราจะมาลดกิเลสตัวเอง หรือมาเพิ่มกิเลสให้พี่น้องกันแน่ ที่แน่ๆคือ ตัวเองแบกทุกข์เอาไว้ โดยไม่รู้ตัว รู้ว่าอึดอัด และกดดัน ถามใจตนเองหลายหนว่าจะหยุดแค่นี้หรือก้าวต่อไปและจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ส่งเสริมกิเลสกันไปมากกว่านี้ เพราะเราไม่ได้คุยกัน คิดอยู่ในใจจะชวนพี่น้องมาเปิดใจคุยกัน นี่ข้อพร่องของเราและ ยึดดีไม่อยากออกจากกลุ่มรอบที่2 ซึ่งไม่ใช่ตัวตนของเราที่ปากกับใจไม่ตรงกัน ทั้งที่ทำเราทำ ทุกขอริสัจ แต่เรื่องนี้กับลืมทำ .

    ทุกข์:อึดอัดเพราะพูดไม่ตรงกับใจ / กดดันที่ตนเองวิ่งตามความต้องการของพี่น้อง ซึ่งภูมิปัญญาฐานจิตของเรายังไม่ถึง

    สมุทัย: อยากให้ตัวเองวางใจได้จริงๆ แม้พี่น้องจะพูดอย่างไร ชอบ-ที่ตัวเองจะวางใจได้ ชังที่ตัวเองวางใจไม่ได้

    นิโรธ: เบิกบานใจ และวางใจได้เราทำเต็มที่ ตามความสามารถของเราแล้ว แม้พี่น้องจะพูดอะไร ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค: พิจารณา ทบทวนเห็นว่า เราผิดศีลเบียดเบียนตัวเองที่ไม่พูดกล้าความจริงตามความรู้สึก จนทำให้เราต้องทุกข์ใจ พลังตก ทำให้คิดไม่ออก จึงขอตั้งจิตใหม่เราจะซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตนเอง ไม่ทำทุกข์ทับถมตน ยินดีพอใจตามความเป็นจริง และเพิ่มศีล จะพูดให้ตรงกับใจ เมื่อพิจารณาอย่างนี้ใจก็คลายลง 80% พิจารณาไปอีกถึงพี่น้องที่เราเผลอไปเพ่งโทษโดยไม่รู้ตัวจึงขอสำนึกผิด ขอขมา ขอโทษ ขออโหสิกรรมใจก็คลายเบาอีก 90% และพิจารณาลงไปอีกที่ผิดศีลโกหก(ไม่ทันกิเลส)ว่ามีความสุขแต่แฝงปนความทุกข์อยู่ด้วย ที่ได้เข้ามาร่วมทำงานกลุ่ม ข้าพเจ้าขอสำนึกผิด กราบขอขมา กราบขอโทษ คุรุ และพี่น้องทุกๆท่าน ทั้งกลุ่มเล็ก /กลุ่มใหญ่ แล้วแต่คุรุ พี่น้องจะพิจารณาโทษค่ะเมื่อพิจารณาถึงตรงนี้ ใจก็เบาเบิกบาน 95%
    ข้าพเจ้าได้นำเรื่อง ทุกขอริยสัจ มาคุยกับพี่น้องกลุ่มพลังศีล พี่น้องได้ให้แนะนำ ชี้แนะวิพากษ์ ให้รู้ตัว -รู้ใจให้ดูที่ใจเราว่า เราต้องการอะไรเปลี่ยนใจเราก่อน(ไม่เกี่ยวกับพี่น้องเลย)ถ้าเข้าใจเรื่องวิบากกรรมจริงๆจะตัดได้เร็วไม่ต้องหาเหตุผลอะไรมากมาย และ ให้เชื่อจริงๆว่าเราถ้าทำวิบากดีก็เป็นของเรา เราทำวิบากร้ายก็เป็นของเรา( ข้อนี้ยิ่งชัดเจนเพราะเห็นผลไม่ต้องรอนานคิดอกุศล วิบากร้ายตีกลับมา เพิ่มอีกหลายเท่าทันทีที่คิดไม่ดี )และคำว่าเมตตา- อุเบกขาได้จริงหรือยัง ทุกๆเรื่องคือเมตตาและอุเบกขา และได้ฟังธรรมะที่ท่านอาจารย์หมอเขียวเทศน์ให้รีบล้างความชอบความชัง ในพี่น้องหมุ่กลุ่มให้เร็วที่สุดยิ่งเผลอไปเพ่งโทษผุ้ที่ปฏิบัติธรรมด้วยกัน การปฏิบัติธรรมก็ไม่ไปไม่มา จะเจอวิบาก11ประการ พิจารณาตามเห็นความจริงทุกอย่าง ข้าพเจ้าขอน้อมจิตตามที่พี่น้องหมู่กลุ่มชี้แนะ ความทุกข์ในใจก็หายไป 100%
    กราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ และพี่น้องหมู่มิตรดีที่เมตตาชี้แนะ
    กราบสาธุธรรมค่ะ .

  7. นางบัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม

    อริยสัจสี่

    ชื่อเรื่อง ฟังค้าง

    เนื้อเริ่องย่อ วันพฤหัสบดี ที่ 22 ต.ค.2563ข้าพเจ้า ได้เข้าห้องเรียนการนำเสนอ ภาพประกอบสาระธรรมคำคม มีช่วงเวลาหนึ่งที่ท่านคุรุกำลังวิพากษ์พี่น้องท่านหนึ่งแต่ท่านคุรุยังพูดไม่ทันจบประโยคดีพี่น้องที่ถูกวิพากษ์ก็พูดแทรกขึ้นมา ขณะนั้น ข้าพเจ้า ตรวจใจ เห็นว่า มีอาการเสียดาย อยากจะฟังท่านคุรุพูดต่อ แต่ท่านก็ไม่ได้พูดต่อ จบแค่นั้น จึงเกิดอาการฟังค้าง(เซ็ง เล็กน้อย)

    ทุกข์ : เสียดายคำวิพากษ์จากท่านคุรุ

    สมุทัย : อยากจะฟังคำวิพากษ์จากท่านคุรุ ชอบที่จะได้ฟังต่อให้จบ

    นิโรธ : เบิกบานใจได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ฟังคำวิพากษ์จากท่านคุรุจนจบ

    มรรค : เจริญสติ สงบใจระลึกถึงวิบากกรรมที่เราเคยพูดแทรก ขณะที่ครูบาอาจารย์ หรือพี่น้อง กำลังบรรยายหรือพูด เห็นภาพขึ้นมาในใจเป็นฉากๆเลย ว่าเราเคยทำเช่นนี้มา จึงตั้งจิตสำนึกผิด ขอโทษขออโหสิกรรม ใจที่เสียดาย ก็คลายลง 90%และได้พิจารณาต่อระลึกถึง คำสอนครูบาอาจารย์คือ วิบากกรรมเราให้ได้รับฟังเท่านี้ ก็ดีแล้ว ยินดี พอใจเท่าที่ได้ ไม่อยากได้ ในสิ่งที่ไม่ควรได้ ณ เวลานี้ ฟังเอาประโยชน์ ฟังพี่น้องทุกท่านให้ได้ และรับฟังให้ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่เลือกที่จะฟัง เมื่อพิจารณาถึงตรงนี้ความอยากที่จะฟังต่อ และ อาการฟังค้างก็คลายลง ใจก็เบิกบานได้ 100% ภายในห้านาที ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ฟังคำวิพากษ์จากท่านคุรุจนจบก็ตาม และได้ตั้งศีลเพิ่มคือ นับตั้งแต่วันนี้จะไม่พูดแทรกขณะครูบาอาจารย์หรือพี่น้องกำลังพูด จะตั้งใจฟังด้วยใจที่สงบ รอให้ท่านพูดจนจบประโยคก่อนจึงจะขอโอกาสพูด ยกเว้น ถ้าพี่น้องท่านนั้นพูดแล้วจะเป็นการผิดศีล หรือผิดประเด็นก็จะขอโอกาสพูดแทรก เพื่อปรับให้ถูกต้องถูกตรง ตามโอกาสที่เหมาะสม
    ข้าพเจ้าก็ได้นำสภาวะธรรมนี้เข้าแลกเปลี่ยนกับพี่น้องหมู่กลุ่มพลังศีล พี่น้องบางท่านก็ได้สภาวะธรรมตาม บางท่านก็ตั้งศีลตาม กราบขอบพระคุณพี่น้องหมู่กลุ่มพลังศีล ที่ให้โอกาสแลกเปลี่ยนสภาวะธรรม

    1. รูปแบบ ดี
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ นิโรธ ควรเพิ่มจะได้ฟังจนจบก็ได้ไม่จบก็ได้

  8. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์

    ไปเดินเร็ว
    หลังจากที่ไม่ได้ไปออกกำลังกายเดินเร็วข้างนอกบ้านมานาน ส่วนใหญ่จะกายบริหารในบ้าน ครั้งนี้ได้ออกมาเดินเร็วที่สวนสาธารณะริมทะเล อากาศดี ลมโชย เริ่มเดินจากความเร็วปกติ แล้วค่อยเพิ่มเป็นเดินเร็ว เดินเร็วไปสักพักก็รู้สึกว่ายังไม่เหนื่อยเลย เหงื่อก็ไม่ออก เริ่มมีความอยากที่จะเหนื่อยเร็ว ๆ อยากให้เหงื่อออก โดยการเปลี่ยนจากการเดินเร็วเป็นวิ่ง รู้สึกว่าถ้าเหงื่อออก มีความเหนื่อย หัวใจเต้นเร็วขึ้นน่าจะดี ร่างกายได้เผาพลาญพลังงานเยอะ

    ทุกข์ : อยากเหนื่อยเร็ว อยากให้เหงื่อออก

    สมุทัย : มีอาการใจร้อน อยากเหนื่อย อยากให้เหงื่อออกเร็ว ๆ ไปยึดว่าการออกกำลังกาย หากมีเหงื่อออก มีอาการเหนื่อยบ้าง จะดีต่อร่างกาย

    นิโรธ : การได้ออกกำลังกายเป็นสิ่งดีแล้ว ทำให้พอประมาณ จะมีเหงื่อออกก็ได้หรือไม่มีเหงื่อก็ได้ เหนื่อยเล็กน้อยก็ได้ หรือเหนื่อยมากก็ได้ ไม่ยึดว่าจะต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง

    มรรค : พอมีความคิดที่จะทำให้ตัวเองเหนื่อยเร็ว มีเหงื่อออกเร็ว ก็เลยลองวิ่งดู ก็พบว่าการวิ่งจะมีแรงกระแทกมากกว่าการเดิน แต่ก็ยังไม่มีความผิดปกติอื่น เพราะตัวเองไม่ได้มีปัญหาเข่า หรือข้อเท้า ก็รู้สึกว่าเหนื่อยขึ้นจริง ๆ แต่ก็จับอาการใจร้อนของตัวเองได้ วิ่งไปประมาณ 2 กิโลเมตร ก็กลับมาเดินเร็วก็รู้สึกว่าเบากว่า

    ก็พิจารณาต่อว่าการวิ่งแม้ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวเร็วกว่าแต่ก็มีผลกระทบกับร่างกายมากกว่าเดิน การเดินเป็นการออกกำลังกายที่เบากว่ามีการกระแทกน้อยกว่ามาก ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัว ค่อย ๆ เหนื่อย มาต่อที่ความใจร้อน ว่าเราจะรีบไปไหน ได้ออกกำลังกายก็ดีแล้ว ไม่เห็นต้องไปรีบเหนื่อยเลย ให้เวลากับชีวิตบ้าง ก็ไม่มีอะไรต้องรีบ ได้ออกมาเดินเร็วก็ดีแล้ว ได้ออกกำลังกาย ได้ยืดเส้นยืดสายก็ดีแล้ว เป็นผลดีต่อสุขภาพ ดันจะไปโลภเอามาเร็ว ๆ อีก

    พอพิจารณาแล้วก็คลายใจ เดินเร็วอย่างสบายใจ ไม่เร่งรีบอะไร ให้เวลากับชีวิต คลายความใจร้อน

  9. สมพงษ์ โขงรัมย์

    ชื่อเรื่อง หลงคำพูดตัวเอง
    เนื้อเรื่อง เวลาจะพูดอะไรในหมู่มิตรดีก็จะไม่ค่อยสังวรศีล อยากพูดอะไรก็พูดก็เลยทุกข์ใจ ความทุกข์ใจเรื่อง คำพูดผิดศีลหาอยู่ตั้งหลายปีไม่เข้าใจ 2-3 วันนี้ฟังหมู่มิตรดี เข้าไปถึงจิตใจ ร้อง อุทาน ออกมาว่าก่อนหน้านี้เราทำอะไรอยู่ทำไมเราหาอยู่ตั้งนานต้องขอบคุณองค์ประกอบหมู่มิตรดีกว่า ครูบาอาจารย์ อาจารย์ ที่ให้โอกาสผมได้อยู่ท่ามกลางผู้มีศีล
    ทุกข์ ไม่อยากพูดผิดศีล
    สมุทัย ชอบที่จะพูดแล้วไม่ทุกข์ไม่กังวลถูกศีล ชังเวลาที่พูดแล้วผิดศีล คนไม่ฟัง ชังคนที่เขาไม่ฟังเราไม่เข้าใจเรา
    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังได้ตั้ง ศีล และพยายาม จะพูดด้วยการตั้งใจ ไม่ให้ผิดศีลแต่ก็ผิดศีลอยู่บ่อยๆ ก็พยายามฝึกบ่อยๆ ล้างชอบล้างชังบ่อยๆ ทำได้น้อย 1% บ้างแต่ก็ยินดีเต็มใจรับ เข้าใจกรรม
    มรรค คิดแบบพุทธ- ก็เรามีปัญญาแค่นี้ทำได้แค่นี้ ก็ยอมรับความจริงว่าได้ทำผิดยอมรับผิดไม่ทำร้ายตัวเองโดยการให้โอกาสตัวเองได้ฝึกฟังธรรมมากๆ คนเราพลาดได้เช่นพระเทวทัตยังพลาดเลยพระพุทธเจ้ายังพลาดไปฆ่าน้องชายต่างมารดาแล้วผมจะเหลืออะไรก็ต้องให้กำลังใจตัวเองเพื่อจะสู้กับมารก็เรามีปัญญาแค่นี้ทำได้แค่ยอมรับผิด ฟังอาจารย์ตอนนึงว่าคนที่ผิดแล้วรีบสำนึก ไม่ติดแป้น คือทำกรรมปัจจุบัน ทําดีเรื่อยไปใจเย็นข้ามชาติครับ
    คิดแบบมาร เรามันไม่ดีทำผิดศีลบ่อยๆมันก็จะบอกให้ออกจากหมู่ให้ทำร้ายตัวเองให้ทุกข์ใจไม่ให้โอกาสตัวเองได้ปฏิบัติธรรม เป็นแรงสันนิทานสูต เหนี่ยวนำให้คนอื่นทำชั่วตาม ไม่เป็นตัวอย่างที่ดี หน้าตาเศร้าหมองมารเขารู้ว่าตัวนี้ผมแพ้บ่อยๆเขาก็จะเอามาตีผมบ่อยๆ ชาตินี้พิงเชือกอยู่กับหมู่ได้ก็พอแล้ว

    1. รูปแบบ ผ่าน (ควรเว้นบรรทัดระหว่างหัวข้อ)
      สภาวะ ผ่าน (สามารถแยกเขียนได้ 2 เรื่อง)
      คำแนะนำ –

  10. ประคอง เก็บนาค

    เรื่อง : แม่ใส่ยาฆ่าแมลงในแปลงผัก

    เนื้อเรื่อง : เช้าวันนี้ แม่บอกให้ช่วยนำเศษหญ้าที่พ่อตัดมาจากสวนใส่แปลงผักที่แม่ปลูกไว้ข้างบ้านหน่อย ตอนที่กำลังแหวกต้นผักเพื่อนำเศษหญ้าไปคลุมดิน ก็สังเกตเห็นว่ามีเม็ดสีฟ้าเข้มเล็ก ๆ กองอยู่ข้าง ๆ ต้นผักเกือบทุกต้นในแปลงผัก แว๊บแรกคิดว่าเป็นปุ๋ยเคมี แต่เหลือบไปเห็นมีหอยทากนอนหงายท้องตายอยู่หลายตัว อ๋อเลย เป็นยาฆ่าแมลงแน่ ๆ พอไปถามท่าน ๆ ก็ตอบว่าเป็นยาสำหรับฆ่าหอยทาก ชังที่หอยไปแอบกินผัก ทำให้ผักมีใบไม่สวย มีรูพรุนเต็มไปหมด

    ทุกข์ : – ชังที่แม่ใช้ยาฆ่าแมลง
    – เป็นกังวลว่าสารเคมีที่เป็นพิษจะซึมลงดิน
    – สงสารที่หอยทากตาย

    สมุทัย : ยึดว่าการใช้ยาฆ่าแมลงจะทำให้เกิดสารเคมีตกค้างในดิน เป็นพิษต่อชีวิตคนและสัตว์

    นิโรธ : แม่จะใช้ยาฆ่าแลง หรือไม่ใช้ก็ได้ เราก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค : ผักที่แม่ใส่ยาฆ่าแมลงเป็นผักที่แม่ปลูกเอง แม่เขามีสิทธิ์เต็มที่ แม่จะได้ทานผักที่เป็นปนเปื้อนสารพิษ หรือรับวิบากกรรมที่ตั้งใจไปทำให้หอยทากตาย นั่นก็เป็นวิบากของท่านที่ท่านทำเอง ไม่ใช่ว่าท่านจะไม่รู้ว่ายาฆ่าแมลงนั้นเป็นสารเคมี สารพิษ สามารถฆ่าหอยทากหรือแมลงอื่น ๆ ที่จะมาแอบกินผัก หรือว่าท่านจะไม่รู้ว่าการฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่ความรู้สึกชังหอยทากและความยึดที่อยากให้ผักเติบโตสวยงาม ไม่มีแมลงหรือหอยทากมารบกวนอาจจะมีมากกว่า จึงทำให้ท่านตัดสินใจทำไปแบบนั้น แล้วเราจะไปชังท่านทำไม เราก็ทานผักที่เราปลูกเองสิ เราปลูกแบบไร้สารพิษ ก็คิดให้ใจไร้สารพิษ ไร้ทุกข์ให้ได้สิ เหมือนเวลาที่เราทำอาหารหากเราอารมณ์ไม่มี ใจร้อน โกรธ อาหารนั้นก็จะอาจจะมีรสชาติไม่ดี หรือเป็นประโยชน์กับเราน้อยลง ผักที่เราปลูกก็ไม่ได้อยู่ใกล้กับผักของแม่มากนัก จะมากลัวอะไรนักหนากับสารพิษที่จะซึมลงดินแล้วไหลไปหาผักที่เราปลูก แม้ว่าผักเราจะมีสารพิษเจือปน นั่นก็ทำให้เราได้วิบากร้ายของเราไง เราทำมากี่ครั้ง กี่ชาติแล้วไม่รู้ …(แล้วก็พิจารณามาถึงจุดพีค)…เออ ใช่ เราตั้งศีลนี่ ว่าจะรับแต่สิ่งที่เขาให้ ไม่อยากได้ ไม่ขอในสิ่งที่เขาไม่ได้ให้… แม่เขากำลังให้ในสิ่งที่เราชัง ให้เราได้รับมัน มันสาสมที่สุดแล้ว จะมาโอดครวญอะไร คิดถึงศีลนี้ หัวสมองโล่งโปร่ง เบาสบาย ยิ้มออกมาคนเดียว…(ไม่มีใครเห็น)…ขอบคุณสถาบันวิชชารามที่มีการบ้านให้พวกเราทำ ไม่งั้นเราคงลืมไปแล้วว่าตั้งศีลอะไรไว้…กราบขอบพระคุณค่ะ…

  11. นวลนภา ยุคันตพรพงษ์

    ทุกข์ใจจากการย้ายเข้ามาอยู่ร่วมกับผู้อื่น
    การใช้ชีวิตในกระท่อมไม่สบายกายแต่สบายใจ เพราะความเคยชินจากการตื่นเช้าและจะโพส์ตเฟสและไลน์ช่วงเช้ามืืดเนื่องจากสมองโล่ง ข้อมือยังไม่ปวดและสัญญานWifiดีทำงานได้ไว นอกจากตี5เป็นต้นไปก็มีกิจวัตรประจำวันที่ต้องบำเพ็ญทั้งวัน ล้วนแต่เสริมให้กิเลสได้ใจ ทำตามใจตัวเองที่โพสต์งานแต่เช้ามืดไม่น่าจะเบียดเบียนใคร
    ทุกข์ ถูกสั่งห้ามการโพสต์ตอนเช้ามืดเพราะเสียงอ่านไปรบกวนการนอนของท่าน
    สมุทัย สภาพทุกข์ ตกใจเสียงตะคอกของท่านที่ออกมาต่อว่าที่รบกวนท่าน ตัวชาวาบตั้งแต่ศรีษะถึงปลายเท้า หัวใจเต้นแรง นำตาพาลจะไหล รู้สึกละอายและเกรงกลัวต่อบาปที่เบียดเบียนท่านโดยไม่ตั้งใจอีกแล้ว จากกิเลสที่ตามใจตัวเองที่ขึ้เกียจพิมพ์แป้นใช้เสียงพูดที่ที่มีเสียง “ติ้ด” ทุกครั้งที่ใช้จึงดังเป็นระยะจนท่านนอนไม่ได้ เพียงได้แต่ขอโทษท่านในใจ แม้คำพูดเอ่ยคำขอโทษยังไม่สามารถทำได้ณ.เวลานั้น
    นิโรธ สภาพดับทุกข์ หายใจเข้าออกลึกๆเพื่อให้สภาพร่างกายสู่ปกติไม่ร้องไห้ออกมา พิจารณาว่าเราก็เคยทำเช่นนี้มาก่อน ได้ชดใช้วิบาก ขอบคุณที่ท่านมาเตือนดีกว่าปล่อยให้เกิดวิบากร้าย เข้าใจเรื่องกรรมแล้วจึงโล่งหายใจปกติ ไม่เศร้าและวางใจด้วยกฏไตรลักษณ์ไม่ยึดติดว่าจะต้องโพส์ตงานให้เสร็จหรือไม่ก็ตาม
    มรรค หนทางดับทุกข์ โชคดีที่ฟังธรรมจากท่านอ.หมอเขียวช่วงเข้ามืดธรรมะพาพ้นทุกข์ เรื่องการตัดเวทนา สัญญา สังขารตั้งแต่ขั้นฌาน1-4 ถึงขั้นวิมุตติหลุดพ้นจากกิเลสด้วยไตรลักษณ์ ใจผ่องใสขึ้นมาแทนความเศร้าที่ทุกทีจะร้องไห้เสียพลังและย้ายหนี หรือไม่คุยกับคู่กรณีจนกว่าจะทำใจได้ ตรงข้ามกับรู้สึกสบายๆและทักทายท่านตามปกติและขอโทษท่านในสิ่งที่ผิดโดยจะต้องสำรวมกายวาจาใจให้อยู่ในสัมมาทิฏฐิเป็นที่ตั้ง ขอบคุณท่านที่ช่วยขัดเกลาให้ได้ฝึกมีความสุขได้กับทุกสถานการณ์ เข้าใจลึกซึ้งแล้วว่าความสำเร็จของงานคือความสำเร็จของใจ พร้อมวางแม้งานนั้นจะดีและสำคัญเพียงใดแต่ถ้าเบียดเบียนตนและคนสำคัญรอบข้าง เกิดสภาพวิวาทะก็พร้อมวางได้ด้วยใจเบิกบาน

    1. รูปแบบ ปรับปรุง (ควรเว้นบรรทัดระหว่างหัวข้อ)
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ อธิบายทุกข์ในสมุทัยทำให้อ่านแล้วสับสน เขียนวิธีพิจารณาในนิโรธควรปรับไปเขียนในมรรค

  12. อรวิภา กริฟฟิธส์

    ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ

    รู้สึกว่าตัวเองทุกข์กับการกินที่ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ คือท้องอิ่มแล้วแต่ใจยังอยากกินอยู่อีกมีอาการอาลัยอาวรอย่างชัดเจน ขออันนี้อีกคำนะ ขอถั่วอีกช้อนนะ เป็นอย่างนี้อยู่เสมอแล้วเราก็หามากิน จนร่างกายได้รับความทรมานอึดอัดแน่นท้อง แต่ก็ยังอยากกินอยู่อีกเลยต้องเดินหนี ไปหาอย่างอื่นทำก็ปรากฏว่าอาการอยากกินก็หายไป เลยรู้ตัวว่าตัวเองโง่กว่ากิเลสโดนมันหลอกอีกแล้ว และเช้านี้ก็เช่นกันร่างกายเขาแสดงอาการฝืดปากฝืดคอขึ้นมานั้นคือเขาส่งสัญญานให้รู้ว่าพอแล้วอิ่มแล้ว แล้วอาการของกิเลสที่อยากไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอก็เกิดขึ้นมาอีก แต่วันนี้ไม่ทำตามที่มันเรียกร้องอีก พิจารณาเรื่องกรรม เราเอามามากก็เป็นภาระร่างกายต้องอึดอัดทรมานกว่าจะย่อยและสบายก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง เป็นการสร้างวิบากร้ายให้กับตัวเองไม่มีวันสิ้นสุด เอามามากโลกก็ขาดแคลนและเป็นแรงเหนี่ยวนำที่ไม่ดีให้คนอื่นเป็นตาม พอเราพิจารณาอย่างนี้ก็เห็นอาการอยากกินลดลงและหายไปในที่สุด

    ทุกข์ กินเกินพอดีไม่รู้จักอิ่มจักพอ

    สมุทัย อยากกิน ไม่ได้กินทุกข์ใจไม่ชอบใจ

    นิโรธ ได้กินหรือไม่ได้กินก็สุขใจได้ เมื่อกินพอดีแล้วก็หยุดได้ด้วยใจเป็นสุข

    มรรค พิจารณาเรื่องกรรม ให้เห็นจริงตามความเป็นจริงอย่างแจ่มแจ้งว่า กิเลสนำแต่สุขปลอมทุกข์จริงมาให้ เรากินมากเอามามากก็มีวิบากให้ร่างกายอึดอัดไม่สบายท้อง เป็นภาระให้ร่างกายต้องทำงานหนักหลายชั่วโมงกว่าจะสบาย เป็นการเบียดเบียนตนเอง เป็นความโลภเอามามากโลกก็ขาดแคลนคนอื่นขาดแคลนและเป็นแรงเหนี่ยวนำที่ไม่ดีให้คนอื่นเป็นตามอีก อยากได้มากก็ทำชั่วได้ทุกเรื่องนำวิบากร้ายมาสู่ตนเองไม่มีวันสิ้นสุด

  13. นางมัณฑนา ชนัวร์ร เตี้ย ศีลประดับ

    อริยสัจ ๔
    เรื่อง รถชนถังขยะ

    ตอนเช้าวันนี้เป็นวันทิ้งขยะรวม ลูกสาวก็เตรียมขยะห้องส่วนตัวและขยะห้องน้ำ ส่วนแม่ก็เตรียมขยะห้องครัวและแม่ก็เสร็จก่อนก็บอกว่าแม่เอาไปทิ้งก่อนและรอที่รถนะ เตรียมไปส่งลูกที่โรงเรียนลูกชายก็รอในรถ พอแม่ขึ้นรถลูกชายก็ได้ถามแม่ว่า ทำไมไม่เอาของพี่สาวไปทิ้งด้วยเลยพี่สาวจะได้ไม่ต้องเดินหลายรอบ แม่ก็ตอบทำไมต้องเป็นแม่หนูก็ทำได้ ไม่ต้องเป็นแม่และพี่สาวเท่านั้นเป็นผู้ชายก็ต้องช่วยกัน รู้สึกไม่พอใจที่ลูกชายพูดอย่างนั้นและลูกชายก็เงียบไป และรู้สึกว่าตัวเองพูดเสียงดัง ใจก็นึกขึ้นมาว่าเราพูดเสียงดังไปไหม พอลูกสาวเสร็จก็บอกจะเอาขยะไปทิ้งและรอหน้าบ้าน พอขับรถไปจอดรับลูกสาว และขับรถออกจากที่ก็ได้ยินเสียงถังขยะดังเหมือนมีอะไรชนอากาศก็มืดมองไม่เห็น รู้สึกตกใจว่ารถเราชนถังขยะแน่เลยก็ได้พูดออกไป ลูกชายก็เลยพูดขึ้นว่าผมว่าจะบอกแม่อยู่ว่าระวังรถชนถังขยะ ก็คิดไปว่ารถเราจะเป็นอะไรมากไหมนี่
    ตั้งสติรถจะเป็นอะไรมากหรือน้อยมันได้เกิดขึ้นแล้ว ทำอะไรไม่ได้ต้องมีสติขับรถนะตอนนี้ ก็นึกถึงตอนที่ได้พูดกับลูกชาย นี่เป็นวิบากกรรมที่เราได้รับ ลูกชายเขาก็พูดด้วยความซื่อและบริสุทธิ์ของเขาแต่เราไปไม่พอใจและมีปรุงแต่งไปอีก ก็ตั้งจิตขอโทษ ขออโหสิกรรมลูกชาย ยอมรับวิบากกรรมที่ได้รับ ระลึกนึกถึงบททบทวนธรรม สิ่งที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา “เกิดได้ทั้งความคิดและวาจา”ก็เห็นใจตัวเองคลายความกังวลลงได้

    ทุกข์:1.ไม่พอใจกับคำพูดของลูกชาย
    2 .หวั่นไหว ตกใจที่ได้ยินเสียงถังขยะดัง
    3 .หวั่นไหว กังวลใจที่รถจะเสียหาย

    สมุทัย:1 .ไม่ชอบคำพูดของลูกชายที่พูดกับแม่อย่างนี้
    2 .กลัวว่ารถเราจะชนถังขยะ ไม่ชอบที่รถชนถังขยะ
    3 .กลัวรถจะเสียหาย ไม่ชอบที่รถจะเสียหาย

    นิโรธ:1.เข้าใจในความบริสุทธิ์ใจของลูก เข้าใจเรื่องกรรม เจริญอภัย ไม่ถือสา แนะนำและอบรมลูกด้วยความเมตตาและอุเบกขาได้
    2.มีสติคลายความหวั่นไหวตกใจให้ได้เร็วที่สุดไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร
    3.วางใจได้/ยอมรับสภาพความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่ารถจะเสียหายมากหรือน้อยเพียงใด

    มรรค: ตั้งสติยอมรับวิบากกรรมที่ได้รับและพิจารนานี่คือวิบากกรรมติดจรวดทันตาเห็น แม้ความเป็นแม่ที่มีสิทธิในการพูดก็ควรระวังเจตนาของจิตที่มีกิเลสและอัตตาแฝงและพิจารนาควรพึงระวังทุกเวลาและสถานการณ์ และก็ตั้งจิตขอโทษขออโหสิกรรมลูกชาย ทั้งในจิต และทางวาจาด้วยความอันควร ขอโทษที่แม่พูดเสียงดัง มาตรวจดูใจตัวเองก็คลายความกังวลใจได้100% และได้แลกเปลี่ยนสภาวะธรรมนี้กับพี่น้องหมู่กลุ่มพลังศีล ที่คอยเติมเด็มพลังและชี้ขุมทรัพย์ที่บางเรื่องบางอย่างเราก็ไม่รู้ สาธุค่ะ

    สภาวะธรรมที่ได้จากเหตุการนี้ แม้จะไม่เจตนาก็มีผล ยอมรับความจริงหรือยอมรับผิด จากหนักก็เป็นเบาจากร้ายก็เป็นดี (รถเสียหายนิดหน่อย ส่วนลูกชายก็บอกเข้าใจ)

    1. รูปแบบ ดี
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ ควรปรับการเขียนเป็น 1 เรื่อง จะช่วยให้พิจารณาได้แม่นขึ้น

  14. นงลักษณ์ สมศรี(ลายใบไม้)

    แก้ไขการบ้าน (เก็บมะกอกหรือเข้าประชุม)

    ลังเลใจ

    ช่วงเดือนตุลาคมในอิตาลี จะเป็นช่วงเก็บมะกอกมาทำน้ำมัน(โอลีฟออย) เพื่อนชวนไปช่วยกันเก็บในวันหยุด ปีนี้อยู่บ้านพอดีคิดว่าจะไปช่วยเพราะอากาสดี ได้ไปอยู่กับธรรมชาติ ได้พักผ่อน เพราะไม่ได้ออกไปไหนมาเป็นเวลานาน
    พอใกล้ถึงวันนัด ก็ทราบว่าจะมีประชุมสรุปกาย สรุปใจกับผู้ประสานงานค่ายออนไลน์ ในวันนั้นพอดี
    ตอนนั้นใจหนึ่งก็คิดว่าน่าจะไปตามนัดเพราะจะได้ไม่ต้องผิดคำพูดกับเพื่อน อีกใจหนึ่งก็สนใจจะสนทนาธรรมกับพี่น้อง

    ทุกข์ : ลังเลใจที่จะต้องเลือก

    สมุทัย : กังวลใจเพราะไม่แน่ใจ ว่าควรจะตัดสินใจเลือกทำสิ่งไหนดี

    นิโรธ : ไม่ว่าจะตัดสินใจไปตามนัดกับเพื่อน หรืออยู่ประชุมกับหมู่ เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ

    มรรค : เรียงลำดับความสำคัญให้ชัด ว่าสิ่งไหนที่ทำแล้วเกิดประโยชน์สูงสุดกับเรา ซึ่งก็ทำให้ตัดสินใจได้ทันทีเลยว่า
    เลือกที่ประชุมกับหมู่โดยไม่ลังเลใจ
    สรุป พอถึงวันนัดประชุม ก็เข้าประชุมสรุปกายใจกับพี่น้อง ทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด
    จริงๆแล้วความกังวล มันเป็นทุกข์ แล้วมันก็ไม่เที่ยง และสุดท้ายมันไม่มีอยู่จริง ทำให้คลายใจได้ 100%

    1. รูปแบบ ดี
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ เน้นดูสมุทัยว่าอยากทำอะไรกันแน่ ให้ชัดเจนขึ้นจะได้ล้างได้ชัดเจนขึ้น

  15. สำรวม แก้วแกมจันทร์

    เรื่อง “ไม่กังวล รอได้” จึงเกิดอาจินไตย
    เนื้อเรื่อง เมื่อวันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2563 ตัวเองกลับมาจากภูผาฟ้าน้ำ แต่ยังไม่ทันถึงย้าน ก็ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับเพื่อนคือน้องแอ๋วว่า เราสองคนจะไปร่วมทำบุญกุศลศพแม่ของน้องสุธีร์ (ที่วัดถ้ำใหญ่ ทุ่งสง) ถึงบ้านเวลาเที่ยงพอดี ก็รีบทำภาระส่วนตัว เสร็จแล้วก็ไปตลาด เพื่อหาซื้อผักเเอาไปใช้ในงานศพ (ที่บ้านมีผัก แต่เก็บไม่ทัน) พอไปถึงตลาด เพื่อนก็มาถึงบ้านเราพอดี จึงต้องบอกให้รอก่อน ทั้งๆ ที่เกรงใจ และกังวล กลัวว่า จะทำให้เสียเวลาในการเดินทาง
    ในที่สุด พอวางใจได้ ก็ได้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นถึง 3 อย่าง เป้นอาจินไตย คือ 1) น้องแอ๋ว(เพื่อนที่รอ)ได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ 2) ตัวเองได้เจอแม่ค้าขายผักที่เป็นคนดี เป็นคนบ้านๆ ที่ใจดี มีน้ำใจ มีความซื้อสัตย์ มีใจแบ่งปัน 3) การเดินทางสะดวกและปลอดภัย

    ทุกข์ : มีทั้งความเกรงใจและความกังวล กลัวว่าต้องให้เพื่อนรอนาน
    สมุทัย : นัดกับเพื่อนไว้ว่าจะไปงานศพ เพื่อนจะมารับที่บ้าน เพื่อนโทรบอกว่า มาถึงบ้านแล้ว “กำลังรออยู่” จึงต้องบอกเพื่อนให้รอก่อน เพราะตัวเองยังทำธุระไม่เสร็จ จึงทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที รู้สึกว่า ทั้งมีความเกรงใจและมีความกังวล กลัวว่า เพื่อนต้องรอนาน จะทำให้เสียเวลาในการเดินทาง
    นิโรธ : ยอมวางใจว่า “ยอมเสียเวลา” ไม่เป็นไร ช้าก็ได้ เร็วก็ได้ โล่ง สบายใจ เบาสบาย ได้จริง
    มรรค : พูดความจริง บอกความจริงกับเพื่อนว่า “ยังทำธุระไม่เสร็จ ขอให้รอก่อนนะ” เสร็จแล้วจะรีบกลับมา ใช้ปัญญาแก้ปัญหา รีบหาซื้อผักตามที่ต้องการอย่างมีสติ พร้อมยอมวางใจว่า ช้าก็ได้-เร็วก็ได้ ใจก็โล่ง เบา คลายกังวลได้ ด้วยดี
    อาจินไตยเกิดขึ้นได้ เช่นนี้เอง

    1. รูปแบบ ผ่าน
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ ตรวจคำผิด อาจินไตย = อจินไตย สมุทัย ควรเป็นไม่อยากให้เพื่อนรอ นิโรธ ควรเป็นถึงเพื่อนจะต้องรอหรือไม่รอก็ไม่ทุกข์

  16. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

    สบายใจ ถนนซ่อมได้

    หลังจากที่ทำถนนพัง ด้วยเหตุที่สั่งของมาส่งหน้าฝนแล้วรถส่งของติดหล่ม กว่าจะลากกันออก ถนนก็พังจนออกไม่ได้ หลายวันผ่านมาฝนไม่ตก ดินแห้ง ก็เลยตามเขามาไถปรับถนน ระหว่างที่ดูเขาไปก็รู้สึกสบายใจที่ถนนกลับมาเป็นเหมือนเดิม

    ทุกข์ : ความหวั่นใจซ้อนเมื่อรู้สึกสบายใจ
    สมุทัย : เพราะรู้ว่าถ้ามันสบายใจขึ้นตอนที่ถนนกลับมาดี แสดงว่าถ้าถนนพังอีก ใจก็จะแฟ่บลงตามได้เหมือนกัน สรุปคือเอาใจไปผูกกับถนนที่ดีหรือถนนที่พังนั่นแหละ
    นิโรธ : ถนนจะดีหรือจะพังก็ไม่เกี่ยวกับใจเรา ต้องไม่เอาไปผูก จะดีจะร้ายก็ทำใจให้ผาสุกให้ได้
    มรรค : ทำความเข้าใจในใจตัวเองว่า ทำไมถึงรู้สึกสบายใจ+ผ่อนคลาย เมื่อถนนซ่อมเสร็จ ทำไมจึงไม่ได้สบายใจตลอดเวลา รู้สึกว่าความสบายใจนี้มีค่าน้อย เสพได้น้อย สุขน้อย ทุกข์นาน ใช้ทุนมาก ต่างจากใจที่ไม่ว่าถนนพังหรือจะดีก็ผาสุก พิจารณาโทษของความสบายใจเพียงเล็กน้อยเมื่อได้สุขสมใจว่ามันมีโทษมาก เหนี่ยวนำวิบากร้ายมาสู่ตน สร้างความหมองหม่นในใจ เพียงเพื่อสุขชั่วคราว ทำซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสำเร็จ

  17. นางบัณฑิตา โฟกท์ แบม มุกแสงธรรม

    ชื่อเรื่อง ทากน้อยลายงูเหลือม

    ช่วงบ่ายๆวันอาทิตย์ที่25 ตุลาคม 2563 ข้าพเจ้าได้ล้างกะละมังสำหรับล้างผักที่วางไว้ข้างๆแปลงผัก ตลอดฤดูร้อน มาวันนี้สิ้นสุดฤดูร้อนแล้วจะต้องล้างทำความสะอาดเพื่อจะเก็บเข้าที่ ขณะพลิกกะละมังล้างอีกข้าง ตรงบริเวณช่องของหูจับกะละมัง ตาก็มองเห็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง สี ขาว ดำ ขดอยู่ เห็นใจตัวเองว่ามีอาการตกใจวาบเล็กน้อย จินตานาการปรุงแต่งว่าอาจจะเป็นลูกงูเหลือม ขณะนั้นก็เห็นใจตัวเองว่ากลัวเล็กน้อย จึงรีบเจริญสติเพื่อให้อาการตกใจหายเร็วที่สุด(กดข่มไว้ก่อน)คลายความตกใจ และความกลัวลงได้90%

    ทุกข์ : ตกใจวาบเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งลวดลายขาว-ดำ

    สมุทัย : กลัว ลวดลายขาว-ดำของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่จิตคิดปรุงแต่งว่าเป็นลูกงูเหลือม

    นิโรธ : มีสติสงบใจได้/เมตตาและอุเบกขาได้ ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตที่มีลวดลาย ขาว-ดำชนิดนี้จะเป็นอะไร เข้าใจเรื่องกรรม

    มรรค : ตั้งสติพิจารณาโทษที่เราคิดปรุงแต่งให้ตัวเองกลัวเอง ทุกข์เอง โง่เอง และกำลังเพ่งโทษสัตว์ร่วมโลกโดยไม่เจตนาอีก กำลังจะผิดศีล จึงรีบเปลี่ยนความคิดใหม่และตั้งจิตขอโทษขออโสิกรรมตัวเองและสัตว์ร่วมโลกพร้อมกับได้ตั้งจิตบอกกับสิ่งมีชีวิตเล็กๆนี้ว่า “เราไม่เบียดเบียนกันนะคะ เราไม่กลัวท่านแล้วและท่านก็ไม่ต้องกลัวเรานะคะ ตอนนี้ตรวจใจตัวเองว่าหายตกใจและหายกลัวได้จริงๆแล้ว 100%ภายในสามนาที และ ได้นึกในใจต่อว่า ” แต่ว่าเราขอย้ายที่อยู่ให้ท่านไปอยู่ในกระถางต้นสะระแหน่ดีกว่า เพราะเราจะเก็บล้างกะละมังแล้ว ขอโทษขออโหสิกรรมต่อกันค่ะ เราจะขออนุญาตใช้ไม้เขี่ยท่านออกจากหูจับกะละมังนะคะ ” เมื่อค่อยๆเขี่ยออกเห็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆนี้ค่อยๆยืดตัวและคืบคลานออกจากหูจับกะละมังอย่างช้าๆ เห็นชัดๆมีขนาดเท่านิ้วโป้ง และเป็นทาก ไม่ใช่ “ลูกงูเหลือม” แต่เป็น “ทากน้อยลายงูเหลือม”นั่นเอง
    ข้าพเจ้าได้ระลึกถึงวิบากกรรมที่เคยไม่ชอบงู กลัวงู แต่ก็ไม่เคยทำร้ายงู ถึงอย่างนั้นก็ต้องได้รับวิบากกรรม ตรงกับคำสอนของครูบาอาจารย์ที่กล่าวสอนไว้ว่า”สิ่งที่เราได้พบได้เจอได้สัมผัสหรือได้รับ คือสิ่งที่เราทำมาหรือส่งเสริมมา ไปชอบไปชังมาทั้งนั้น และก็ต้องได้รับวิบากกรรมนั้นตามสัจจะ แม้ไม่ได้เจตนาก็มีผลจะมากหรือน้อย ก็เป็นไปตามวิบากดีร้ายของเราของโลก ณ เวลานั้จะส่งผล ตรงนี้ทำให้ข้าพเจ้ายิ่งเข้าใจและเชื่อชัดเรื่องกรรม จึงตั้งจิตขอขมา ขอโทษ ขออโหสิกรรม ต่องูเหลือม และนับจากวันนี้ ข้าพเจ้าจะตั้งศีล เจริญเมตตา ล้าชอบล้างชัง ไม่กลัว สัตว์ร่วมโลกทุกชนิด ตามฐานจิตที่จะทำได้ สาธุ

    1. รูปแบบ ดี
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ นิโรธ ควรเป็นไม่ว่าสิ่งมีชีวิตนี้จะเป็นงูหรือไม่ก็ไม่ทุกข์ใจ

  18. เรื่อง.กุญแจบ้านหายไปจากตู้ที่เคยเก็บไว้
    ทุกข์ .ทุกข์กังวลใจที่เปิดตู้ออกมาแล้วไม่พบกุญแจบ้านอยู่ในตู้ที่เคยเก็บไว้
    สมุทัย. ถ้าเปิดตู้มาแล้วจะพบกุญแจบ้านวางอยู่เหมือนเดิมก็จะสุขใจ
    ถ้าเปิดตู้มาแล้วไม่พบกุญแจบ้านวางอยู่เหมือนเดิมก็จะทุกข์ใจ
    นิโรธ.วางใจ แล้วระลึกว่า เราจะได้กุญแจบ้านกลับคืนมาเราก็จะสุขใจ ถ้าเราจะไม่ได้กุญแจบ้านกลับคืนมาเราก็จะสุขใจ
    มรรค. ตั้งสติ และพิจารณา ล้างความยึดมั่นถือมั่นในใจ ว่าข้าน้อยขอสำนึกผิด ยอมรับผิด และยินรับเต็มใจรับ ด้วยใจที่เบิกบาน ที่กุญแจบ้านหายไปในครั้งนี้ ขอโทษขอโหสิกรรม กับผู้ที่ได้หยิบกุญแจบ้านข้าน้อยไป ให้ท่านคิดทำในสิ่งดีสิ่งถูกได้เร็วๆหนาเพราะข้าน้อยก็เคยเป็นเช่นนั้นมามากกว่านั้น
    แล้วก็วาวใจได้100% จนลืมไปเลยค่ะว่ากุญแจบ้านหาไม่เจอจริงๆ ประมาณ2 อาทิตย์ผ่านไป หนูได้เปิดตู้เพื่อที่จะหยินเอากรรไกรมาตัดกิ่งไม้ พอเปิดตู้มาก็ได้เห็นว่ากูญแจบ้านวางอยู่ในตู้อย่างไม่หน้าเชื่อเลยค่ะ ทันทีนั้นหนูก็ได้ระลึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์หมอเชียวเลยทันทีค่ะว่า เราจะได้กุญแจบ้านกลับคืนมาหรือไม่นั้นเราก็จะสุขใจ วางความยึดมั่นถือมั่นในใจได้ เราก็จะได้พบสิ่งดีนั้นคืนมาค่ะ
    นี้คือความมหัศจรรย์มากค่ะ.
    กราบสาธุธรรมค่ะ

    1. รูปแบบ พอใช้ได้ (ควรเว้นบรรทัดระหว่างหัวข้อ)
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ สมุทัย ควรเป็น กลัวกุญแจหาย

  19. ชลิตา แลงค์

    เรื่องพี่ชายมาไม่ตรงเวลา

    วันนี้มีนัดกินข้าวที่บ้านพ่อปู่ แม่ย่า ในเวลา 18.30น. ซึ่งวันนี้จะมีพี่ชายของคุณพ่อบ้านและลูกๆมาด้วยข้าพเจ้ากับคุณพ่อบ้านเดินทางไปถึงก่อนเวลานัดนิดหน่อย พอถึงเวลานัด 18.30 น. ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์จากพี่ชายโทรมาบอกว่าจะมาถึงเวลา 19.30 น. พอได้ยินอย่างนั้นเห็นใจตัวเองหงุดหงิดใจ ไม่พอใจที่พี่ชายมาไม่ตรงเวลา

    ทุกข์ : ไม่พอใจที่พี่ชายมาไม่ตรงเวลา

    สมุทัย : อยากให้พี่ชายมาตรงเวลา ชังที่พี่ชายมาไม่ตรงเวลา ชอบที่พี่ชายมาตรงเวลา

    นิโรธ : 1.พี่ชายจะมาตรงเวลา หรือไม่ตรงเวลาก็สุขใจได้ 2. เข้าใจและให้อภัยพี่ชายได้

    มรรค : ขณะที่เจอผัสสะได้ตั้งสติเห็นอาการไม่พอใจนี้เป็นทุกข์เบียดเบียนตนเอง ผิดศีลข้อ1.ต้องรีบล้างให้ไว พิจารณาเหตุผลของพี่ชายที่ท่านบอกว่ายังไม่เสร็จธุระเลยมาสาย เพื่อทำความเข้าใจให้อภัยท่าน เราหาอย่างอื่นทำรอก็ได้ เลยได้ทำกดจุดลมปราณไปเรื่อยๆไม่ได้คิดถึงเรื่องพี่ชายเลยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนพี่ชายและหลานๆมาถึง เห็นใจตัวเองยังมีอาการขุ่นๆอยู่นิดๆ นึกในใจว่าเวลาผ่านไปตั้ง 1 ชม. ที่ไม่ได้นึกถึงพี่ชายเหมือนอาการไม่พอใจหายไปแล้ว แต่พอเจอโจทย์ก็เห็นใจยังมีขุ่นอยู่อีก แต่มีความยินดีที่ท่านและหลานๆมาถึงมากกว่า สักพักความรู้สึกขุ่นๆก็หายไป
    ในเหตุการณ์นี้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้คือ
    1.ความไม่พอใจเป็นทุกข์เบียดเบียนตนเองผิดศีลข้อ1.ทำให้ตนเองตั้งจิตจะเจริญภาวนาสังวรในศีลระมัดระวังอารม์ของตนเอง 2.เหตุการณ์ที่เราได้รับคือสิ่งที่เราทำมา เราเองก็เคยผิดนัดไปไม่ตรงเวลาทำมาหลายครั้ง ทำให้คนอื่นไม่พอใจมาหลายครั้งมันเป็นวิบากกรรมของเรา เราก็ย่อมได้รับมันยุติธรรมที่สุดแล้ว
    3.ข้าพเจ้าอยากได้ในสิ่งที่ท่านไม่ได้ให้ เป็นการขโมย ขโมยพฤติกรรมดีๆคือความตรงเวลาของพี่ชาย ผิดศีลข้อ2 ทำให้ข้าพเจ้าตั้งจิตสำรวมจะรับแต่ของที่ท่านให้ ไม่เป็นขโมย
    กราบสาธุค่ะ

    1. รูปแบบ ดี
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ สมุทัย ควรพิจารณาว่า อยากได้อะไรจากพี่ชาย เช่น อยากให้พี่ชายมาตรงเวลา อยากได้ความสมบูรณ์ของครอบครัว

  20. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    ชื่อเรื่อง คิดงานไม่ออกก็ไม่เป็นไร แต่ต้องออกจากทุกข์ให้ได้

    ผมได้รับมอบหมายให้ทำคลิปโฆษณาประชาสัมพันธ์ค่ายออนไลน์ครั้งที่ 4 โดยมีเวลาเหลืออีกประมาณ 1 สัปดาห์จะถึงวันเปิดค่าย ในช่วงแรกก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี อยากจะสื่อออกมาในแนวทางใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจาก 3 ครั้งที่ผ่านมาบ้าง การทำงานชิ้นนี้ได้ผ่านการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องหลายรอบ สุดท้ายก็ได้นำเสนอแนวทางในการทำคลิปในที่ประชุมอปริหานิยธรรมบนภูผาฟ้าน้ำ โดยมีอาจารย์หมอเขียวเป็นประธาน ในระหว่างการนำเสนอก็ได้พูดถึงความกังวลใจของตนเองที่ต้องพยายามคิดใหม่ทุกรอบ มีความกลัวอยู่เหมือนกันว่าบางครั้งอาจจะถึงคราวตีบตัน คิดอะไรไม่ออก ทำงานออกมาไม่ได้ อาจารย์หมอเขียวจึงได้ให้ข้อคิดว่า ไม่จำเป็นต้องคิดใหม่ทุกรอบหรอก สัจจะของพุทธะเมื่อชัดเจนแล้วก็สื่อของเดิมออกไปซ้ำ ๆ ก็ได้ ถึงแม้จะซ้ำของเดิมแต่ผู้ชมก็จะได้ของใหม่ ให้เราพากเพียรบำเพ็ญให้เต็มที่ ลดละเลิกกิเลสให้เต็มที่ แล้วบารมีจะมากขึ้นเอง งานที่เราสื่อออกไปจะมีคนได้ประโยชน์มากขึ้นเอง นอกจากนี้เราก็จะมีปฏิภาณดีขึ้นด้วย และเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำงานจะมีตัวช่วยมาช่วยเราให้ทำงานนั้นได้เอง เมื่อได้ฟังข้อคิดจากอาจารย์แล้วผมก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก และคิดได้ว่าเรานี่หลงโง่ไปกังวลอยู่ได้ อันที่จริงงานที่ผ่าน ๆ มาเราก็ทำงานออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ ทุกครั้งมันจะมีปฏิภาณเกิดขึ้นพอดี หรือไม่ก็มีคนมาช่วยพอดี ดังนั้น แม้ว่าจะเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มาก ๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวลอะไร ให้วางใจในกุศลและอกุศลของเรา สุดท้ายแล้วเราจะทำได้ดีหรือไม่ดีแค่ไหน ก็มีจริงเป็นจริงเท่าที่เรามีกุศลและอกุศลเท่านั้น ๆ นั่นแหละ

    ทุกข์
    มีความกังวลใจว่าจะคิดงานไม่ออก กังวลใจว่าจะไม่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ในการทำงาน

    สมุทัย
    มีตัณหาคือความอยากทำผลงานออกมาให้แปลกใหม่อยู่เสมอ ยังติดความคิดเก่า ๆ ของตัวเองที่มักจะต้องคิดอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ มีความยึดมั่นถือมั่นว่า ถ้าได้คิดงานออกมาในรูปแบบใหม่ ๆ จะสุขใจ ถ้าต้องทำงานย่ำอยู่กับรูปแบบเดิม ๆ จะไม่ชอบใจ

    นิโรธ
    สภาพที่ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นนั้นเสีย ทำใจในใจว่า เราจะคิดงานใหม่ ๆ ได้ก็ดี หรือคิดงานใหม่ ๆ ไม่ได้ก็ดี ล้วนเป็นไปตามกุศลและอกุศลของเรา ไม่มีความทุกข์ใจหรือกังวลใจใด ๆ

    มรรค
    พิจารณาเรื่องกรรมให้แจ่มแจ้งว่า ในแต่ละครั้งที่ทำงาน เราจะทำออกมาได้ดีแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับกุศลและอกุศลของเราและผู้ที่เกี่ยวข้อง ณ เวลานั้น ทำใจให้ยอมรับในผลของวิบากกรรมของเราเองและผู้ที่เกี่ยวข้องให้ได้ เชื่อมั่นและศรัทธาในผลของกรรม แล้วทุกอย่างจะออกมาดีเอง คือดีที่สุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้จริง ณ เวลานั้น จึงไม่จำเป็นต้องบีบคั้นตัวเองให้กังวลหรือเครียดในการคิดงานเลย

    พิจารณาซ้อนลงไปอีกว่า ความคิดที่ว่าจะต้องคิดงานใหม่ ๆ ออกมาให้ได้นั้น เป็นความยึดมั่นถือมั่นอย่างหนึ่ง เป็นความคิดแบบกิเลส ถ้าไม่รีบล้าง ไม่รีบปล่อยวางเสีย ก็มีแต่จะสั่งสมเป็นอกุศลและพอกพูนให้หนาขึ้นไปเรื่อย ๆ มันมีแต่โทษ เราจึงควรเปลี่ยนมาคิดแบบพุทธะให้ได้ คือเวลาที่ต้องทำงานโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ เราก็พากเพียรทำให้เต็มที่ตามความสามารถที่เรามีอยู่จริง ใช้ความคิดให้เต็มที่ แต่ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นว่างานจะต้องออกมาดีเสมอไป บางครั้ง โดยเฉพาะเวลาที่วิบากร้ายเข้า อาจจะคิดงานออกมาไม่ดีเลยก็ได้ แต่เราจะยอมรับได้อย่างยินดีและพอใจ ไม่โทษตัวเองและไม่ต้องทุกข์ใจอะไร

  21. ณ้ฐพร คงประเสริฐ

    เรื่อง: มือบวมก็ไม่หวั่นไหว

    เนื้อเรื่อง: ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่สามารถทำกิจกรรม กิจวัตรประจำวัน ได้เหมือนเดิม เพราะมีอาการมือขวาบวมจากเอ็นอักเสบ ขยับแล้วปวด เพราะเราเพียรพักไม่พอดี ทำสมดุลร่างกายได้ไม่พอดี ร่างกายก็มีอาการมาเตือนเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน แต่เราก็ยัง มีความประมาท ๆ อยู่ จนเป็นมากขึ้นขยับข้อมือไม่ได้ จนเห็นทุกข์ใจเกิดขึ้น

    ทุกข์: มีความรู้สึกหวั่นไหวที่มือขวาบวมจากเอ็นอักเสบเป็นมากขึ้นจนเจ็บปวดเวลาขยับทำงานได้น้อยลง

    สมุหทัย:ใจหวั่นไหวเพราะมือเจ็บและเห็นว่าใจไปยึดที่งานว่าการทำกิจกรรม กิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิมนั้นเป็นสิ่งที่ดี ที่ควรจะเกิด ถ้าทำไม่ได้ตามเดิมจะไม่ดี ใจที่หวั่นไหวและความประมาณในการเพียรพักไม่พอดี ทำให้อาการเจ็บป่วยที่มือจากเล็กน้อยเป็นมากขึ้น

    นิโรธ: ความสำเร็จของงาน ไม่ใช่ความสำเร็จของงาน ความสำเร็จของใจ คือความสำเร็จของงาน วันหน้าไม่รู้ วันหน้าสู้ไม่ถอย สู้กิเลสอย่างรู้เพียรรู้พัก แม้ร่างกายเจ็บป่วยก็แก้ไขไปตามความสามารถที่ทำได้ ร่างกายได้เท่าที่ได้ ระหว่างที่ร่างกายเจ็บป่วยอยู่นั้นนั้นจะทำงานได้ตามปกติหรือไม่ ใจก็ผาสุกได้

    มรรค: ร่างกายมีความสำคัญแม้เป็นรังของโรค ไม่เที่ยง เรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา เมื่อทำองค์ประกอบไม่สมดุล ร่างกายก็แสดงอาการไม่สมดุลออกมาให้เห็น เราก็ควรอยู่กับปัจจุบัน พิจารณาทบทวนการกระทำทางกายวาจาใจที่ผ่านมาที่ส่งผลถึงปัจจุบัน อาการเจ็บป่วยเกิดขี้นแล้วก็ควรรู้เพียรรู้พัก แก้ไขไปทำปัจจุบันใหม่ให้เต็มที่เท่าที่สามารถทำได้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ก็ยอมรับได้ด้วยใจผาสุก ส่วนงานดูผลของใจที่ผาสุกไม่ใช่ปริมาฌงาน เมื่อพิจารณาดังนั้นใจก็ผาสุกทันที เพียรพักไป เมื่อพอดี สมดุลขึ้น ร่างกายก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายในวันเดียวอย่างน่าอัศจรรย์ และเพียรพักไปจนกว่าร่างกายจะเป็นปกติ

    1. รูปแบบ ดี
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ นิโรธ ควรเป็นแค่ ระหว่างที่ร่างกายเจ็บป่วยอยู่นั้นจะทำงานได้ตามปกติหรือไม่ ใจก็ผาสุกได้ ที่เหลือนำมาเป็นการพิจารณาในมรรค

  22. จงกช-ป้าย่านาง

    การบ้านวิชชาราม(นางจงกช – ป้าย่านาง) รหัส นศ 5911001010

    อริยสัจ 5(ตอนที่ 5)

    จากการมาปฏิบัติธรรมปีนี้ก็ย่างเข้าปีที่ 10 ของตัวเอง ความเป็นอยู่ในแต่ละวันนั้น ระยะหลังรู้สึกว่ามันไม่ได้ง่ายเหมือนช่วงแรกเหมือนฟ้าส่งโจทย์มาให้ยากขึ้นๆเพื่อทดสอบความเพียรของเรา เช่น เรื่องอาหารการกิน ซึ่งบางครั้งเราจะกินอย่างพี่น้องที่ไม่ต้องเลือกมากไม่ได้ เพราะร่างกายไม่มีตัวช่วยปรับสมดุล ต้องพิจารณาและปรับด้วยตัวเองตั้งแต่ต้นทาง การไม่ยึดมั่นถือมั่น กินง่ายๆ มีอะไรก็กินไปเพื่อจะได้ไม่ต้องให้ผู้ที่เขาตั้งใจบำเพ็ญ ทำให้เราทานจะได้ไม่ยุ่งยาก แต่ปฏิกิริยาการตอบรับของร่างกายกลับมีผลเสียในบางครั้งที่เราต้องมาแก้ในเวลาต่อมา ดูเหมือนวิบากของเราเขาไม่ให้เราผ่านการดำรงชีวิตในแต่ละวันได้ง่ายบ้างยากบ้างเหมือนพี่น้องทั้งหลาย การทำงานก็เช่นกัน ฟ้าเขาจะส่งอุปสรรคมาให้เพื่อทดสอบว่าเราจะยังมีอิทธิบาทอย่างที่เคยเป็นหรือเปล่า เราต้องเปลี่ยนแปลงความตั้งใจที่ได้สัปปุริสธรรมมาแล้วอยู่บ่อยๆกว่าเราจะได้มีโอกาสในการไปช่วยบำเพ็ญกับหมู่กลุ่ม เหมือนฟ้าจะทดสอบว่าเราจะมีทุกข์ไหมถ้าต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้นึกถึงโจทย์การแก้สมการเมื่อตอนยังศึกษาอยู่ เรามักทำการบ้านล่วงหน้าก่อนอาจารย์ให้ทำเพราะเป็นวิชาที่ชอบ เราจะคอยลุ้นคำตอบว่าเราสามารถทำได้ถูกไหมถ้าอาจารย์ยังไม่ได้สอนเรา เราจะเรียนด้วยตัวเองได้ไหม ซึ่งบางครั้งก็ทำผิด บางครั้งก็ถูก ในคราวที่ทำถูกตอนนั้นก็คิดในใจว่า เย่ เราทำได้นะ วิชาเรขาคณิตก็ไม่เห็นยากตรงไหนเลย แต่พอมาปฏิบัติธรรม ไม่เหมือนการทำการบ้าน เราไม่สามารถทำล่วงหน้าได้ ทุกอย่างต้องปฏิบัติ ณ ขณะนั้น ต้องตัดสินใจ ณ วินาทีนั้น เราจึงรู้สึกว่าชีวิตจริงมันท้าทายกว่า ยากกว่า

    ทุกข์ : รู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมของตัวเองมักเจอแต่โจทย์ที่ยาก
    สมุทัย : การสัปปุริสธรรมในแต่ละครั้ง มักจะต้องปรับเปลี่ยนบ่อยครั้งเนื่องจากปัจจัยเปลี่ยน
    นิโรธ : สภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นบ่อย ซึ่งเราก็เข้าใจ ยอมรับด้วยความเต็มใจ ยินดี และไม่ได้ทุกข์ รู้ว่าจะได้ทำอย่างที่คิดก็ได้ จะให้เปลี่ยนไปทำอีกอย่างก็ได้
    มรรค : จากการอ่านและฟังพระไตรปิฎกผ่านการสอนของอาจารย์ หมอเขียว ทำให้รู้ว่า เมื่อเราสามารถก้าวผ่านเรื่องที่เราตั้งศีลไว้ได้อย่างไม่ยากไม่ลำบากแล้ว ฟ้าจะส่งโจทย์ที่ยากขึ้นๆมาให้เพื่อจะทดสอบความตั้งมั่นของเราแบบชนิดไม่ให้เราอยู่สบายๆ ยอมรับว่าบางครั้งก็ซวนเซบ้างเหมือนกัน ท่านจะเช็คดูว่าเราจะท้อไหม ซึ่งเป็นความจริงของชีวิตแต่ละชีวิตที่ค่อนข้างท้าทาย สรุปโดยส่วนมากก็สามารถผ่านหรือทำโจทย์ได้พอสมควร มีผิดบ้างบางโจทย์ แต่ถ้าฟ้าจะกรุณา ส่งง่ายๆปนมาด้วยก็น่าจะขอบพระคุณนะคะ

    1. รูปแบบ พอใช้ได้ (ควรเพิ่มชื่อเรื่อง)
      สภาวะ ปรับปรุง
      คำแนะนำ ทุกข์กับสมุทัยยังไม่ตอบโจทย์กันจึงควรทบทวนการเขียนสภาวะด้วยอริยสัจ 4 ตามตัวอย่างการบ้าน

  23. สมพงษ์ โขงรัมย์

    ชื่อเรื่อง ทุกข์ใจเพราะรีบใจร้อน อยากทำงานได้เร็วๆ
    เนื้อเรื่อง พอตื่นขึ้นมาก็รีบไปทำงาน บางครั้งก็ไม่ล้างหน้าบางครั้งก็เปิดธรรมะ ไม่เร็วได้ดั่งใจ ทำให้หัวใจเต้นแรง ลุกลี้ลุกลน ธรรมะก็จะฟังงานก็จะทำตอนนี้
    ทุกข์ข์ ใจเรายึดมั่นถือมั่นว่าต้องฟังธรมะพร้อมกับทำงาน
    สมุทัย ชอบที่ได้ดั่งใจชังที่ไม่ได้สมใจเวลาทำงานต้องฟังธรรมะไปด้วย
    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชังไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าทำงานพร้อมกับฟังธรรมก็ได้ไม่ฟังธรรมก็ได้
    มรรค คิดแบบพุทธะ การฟังธรรมะก็ดีแต่ว่าจังหวะนั้น เครื่องเล่น MP3 พังหรือแบตหมดเราก็เอาหัวข้อธรรมะมาล้างกิเลสพร้อมกับเจอผัสสะสำคัญกว่าเอาดีที่ดีกว่า ที่ใหญ่กว่า ลดกิเลสได้ณเวลานั้น เอาพ้นทุกข์ดีกว่า ล้างกิเลสได้นี่คือการได้ปฏิบัติทำจริง ดีแล้วที่ เราเห็นกิเลสตัวยึดมั่นถือมั่น ว่าต้องได้ฟังธรรมก็เป็นแค่สมถะกดข่มกิเลส ไว้เท่านั้นเอง
    คิดแบบมาร ถ้าได้ทำงานพร้อมกับฟังธรรมะจะได้จดจำหัวข้อธรรมะเยอะๆ แล้วก็ทุกข์ใจ อึดอัดรำคาญใจ ว่าเมื่อไหร่จะล้างกิเลสได้สักตัว เราก็ฟังธรรมะมาเยอะแล้วนะดูถูกคนอื่นที่ไม่ฟังธรรมะหลงตัวเองเพราะจำหัวข้อธรรมะได้เยอะก็เอาไปพูดไปข่มกัน

    1. รูปแบบ พอใช้ได้ (ควรเว้นบรรทัดระหว่างหัวข้อ)
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ ตรวจคำผิด ทุกข์ข์ = ทุกข์ สมุทัย ควรเป็น อยากฟังธรรมเวลาทำงาน

  24. ชื่อเรื่อง เหงือกบวมเป็นหนองกลัวจะเสียฟันหรือถูกถอนฟัน
    เนื้อเรื่อง วันไหนที่กินอาหารมีพิษร้อน เหงือกจะบวม กังวลใจกลัวว่า จะได้ถอนฟันกรามทิ้ง เดี๋ยวจะไม่มีฟันเคี้ยวอาหาร ขี้เกียจใส่ฟันปลอม เพราะไม่เหมือนฟันจริง
    ทุกข์ อาการทาางกายเหงือกบวม ใจก็ยึดมั่นถือมั่นไม่อยากเสียฟัน
    สมุทัย ชอบที่มีฟันอยู่จะได้เคี้ยวอาหาร ชัง
    ที่จะถูกถอนฟัน
    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชัง มีฟันก็ดีได้เคี้ยวอาหารไม่มีฟันก็ดีเราก็ไม่ทุกข์ใจเพราะยังมีฟันอีกข้างหนึ่งให้เคี้ยวอาหารอยู่
    มรรค คิดแบบพุทธ การที่เราต้องถูกถอนฟัน ก็ดีแล้วเพราะว่าฟันเขาหมดอายุแล้วอายุเราก็ 45 แล้วเราใช้งานเขาหนักเกินไปเขาก็อยู่กับเราไม่ได้ ฟันเป็นแค่วัตถุ แต่ใจที่กลัวกลัวไม่มีฟันเคี้ยวอาหารเพราะยึดมั่นถือมั่น โชคดีแล้วที่เราเห็นกิเลสตัวยึดมั่นถือมั่นจากผัสสะที่ปวดฟัน
    คิดแบบมาร ฟันที่ปวด กลัวหมอฟันทำไม่ดีถอนผิดซี่ ไม่อยากไปโรงพยาบาลหัวเชื้อโรคกลัวเสียฟัน กังวล เอามือไปโยกฟันเล่นบ่อยๆทำให้ปวดฟันหนักกว่าเดิม ก็ทุกข์ใจเสียดายฟัน

    1. รูปแบบ พอใช้ได้ (ควรเว้นบรรทัดระหว่างหัวข้อ)
      สภาวะ พอใช้ได้ (สมุทัย ควรเป็น กลัวที่จะไม่มีฟันเคี้ยวอาหาร)
      คำแนะนำ ลืมใส่ชื่อ-สกุล

  25. วรางคณา ไตรยสุทธิ์ (พุทธพรฟ้า)

    ขี้เกียจฟังนักการเมืองพูด

    ตั้งแต่เด็กเวลาพ่อฟังข่าวช่วงเย็นก็จะมีข่าวการเมืองด้วย โดยเฉพาะช่วงก่อนเลือกตั้งจะมีข่าวมากเป็นพิเศษ เราก็จะได้ฟังข่าวกับพ่อแทบทุกวัน นักข่าวก็จะเล่าเนื้อหาในประเด็นที่กำลังร้อนแรงของแต่ละวัน แล้วข่าวก็จะตัดไปให้ฟังนักการเมืองพูด แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่า “ทำผิดแบบนั้นแบบนี้” พูดจารุนแรง แต่งเติมน้ำเสียง ท่าที ลีลา ให้ดึงดูดคนฟังให้สนใจตัวเองให้มากที่สุด บางครั้งก็อาจถึงขั้นพูดไม่จริง เราก็พูดกับพ่อว่า “น่าเบื่อจริง ๆ เลย เอาแต่ด่ากัน” พ่อก็จะบอกว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร สมประโยชน์ก็พูดกันดี พอเสียประโยชน์ก็ทะเลาะกัน นักการเมืองก็เป็นแบบนี้ล่ะ !” เราก็คิดว่า “นักการเมืองจริง ๆ ควรเป็นแบบไหนน้า !” พอโตขึ้นได้มาฟัง อ.หมอเขียว และพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ พูดตอนไปชุมนมทางการเมืองเมื่อหลายปีที่แล้วก็ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่า “นักการเมืองที่ดีควรเป็นอย่างไร”

    ทุกข์ : เวลาได้ยินเสียงนักการเมืองพูดกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม
    สมุทัย : รำคาญ หงุดหงิด ไม่ชอบใจ เวลาได้ยินเสียงนักการเมืองพูดกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม
    นิโรธ : นักการเมืองจะพูดกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ก็ตาม เราก็ไม่ทุกข์ใจ
    มรรค : พิจารณายอมรับตามความเป็นจริงว่า “นักการเมืองที่ได้ไม่ตั้งใจมาเสียสละตัวเองเพื่อประชาชนที่แท้จริงก็จะเป็นเช่นนี้” เราควรยินดีฟังด้วยความเข้าใจว่า “เป็นไปตามฐานที่เขาเป็นเพราะนักการเมืองบางคนก็ตั้งใจมาทำดีจริง ๆ แต่พอมีอำนาจสรรเสริญถ้าจิตใจไม่มั่นคงก็จะคล้อยตามกิเลส บางคนก็อยากได้อำนาจสรรเสริญนี้เพื่อเอาไปหาประโยชน์ให้ตนเองและพรรคพวกจริง ๆ ส่วนบางคนมีอุดมการณ์อยากมาทำดีเพื่อประชาชนพอทำไปแล้วถูกขัดขวางก็ถอดใจลาออกไป ตอนนี้เราไม่ควรถือสาใครแม้กระทั่งคนชั่วเพราะเราเองนี่ล่ะ ! ที่กำลังทำชั่วอยู่ ที่ไปหลงโง่มีอัตตาซ้อน เรารู้ว่าเขาคิดพูดทำไม่ดีก็ดีแล้ว เราก็จะไม่ทำแบบนี้และไม่ไปส่งเสริม” พอวางใจได้ก็ทำให้รับฟังนักการเมืองพูดได้มากขึ้น ไม่ขี้เกียจฟังเขาพูด แต่พยายามฟังเพื่อทำความเข้าใจและเรียนรู้วิธีคิดของเขาว่ามีสาเหตุมาจากอะไรที่ทำให้เขาคิดพูดทำแบบนั้น ช่วยให้เราแยกแยะวิเคราะห์ข้อมูลได้มากขึ้น ช่วยให้ไม่หลงเชื่อคนง่ายหรือรีบตัดสินว่าใครผิดใครถูกในทันที ในปัจจุบันไม่มีความรำคาญ หงุดหงิด ไม่ชอบใจ เวลาได้ยินเสียงนักการเมืองพูดกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามได้ 100 %

    1. รูปแบบ ผ่าน
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ ทุกข์ ควรเป็น รำคาญ หงุดหงิด ไม่ชอบใจ สมุทัย ควรเป็น ชิงชัง รังเกียจ เวลาได้ยินเสียงนักการเมืองพูดกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม

  26. ปิ่น คำเพียงเพชร

    อยากกินหมูกระทะ หรือ สัญญาเดิมที่ไม่ได้ล้าง ?

    เมื่อหลายวันก่อน ก่อนนอนตั้งใจว่าจะเข้าเว็ปวิชชาราม เพื่อทำการบ้านทุกข์อริยสัจ 4 แต่แว๊บไปเลื่อนดูเฟซบุ๊คก่อน ก็ไปเจอภาพหมูกระทะที่เพื่อนโพสต์ลง Facebook แว๊บๆ แล้วรู้สึกน้ำลายส่อ จนต้องเลื่อนกลับไปดูเพื่อให้ชัดว่าตกลงสาเหตุมันเกิดจากอะไร ทำไมน้ำลายจึงต้องส่อด้วยเนื่องจากว่าข้องใจและสงสัย เพราะเราชัดเจนและมั่นใจว่าตัดเนื้อสัตว์ได้ 100% แล้ว และไม่เคยคิดไม่เคยรู้สึกอยากกลับไปกินเนื้อสัตว์ใดๆอีกเลยแบบไม่ได้รู้สึกกดข่มอะไรแล้วด้วย

    ทุกข์ : สงสัยข้องใจ ว่าทำไมน้ำลายต้องส่อด้วยในเมื่อเราไม่ได้อยากกินเนื้อสัตว์ใดๆแล้ว

    สมุทัย : ยึดว่าน้ำลายต้องไม่ส่อสิ เพราะมั่นใจว่าเราตัดเนื้อสัตว์ได้แล้วและเราก็ไม่เคยคิดอยากกลับไปกินเนื้อสัตว์อีกเลยแล้ว

    นิโรธ : แม้ว่าน้ำลายจะส่อทั้งๆที่เลิกเนื้อสัตว์ได้แล้วก็ตาม หรือว่า ถ้าน้ำลายจะส่อเพราะแท้ที่จริงแล้วเรายังเลิกเนื้อสัตว์ไม่ได้ถึงใจจริงๆเลยก็ได้ ไม่เป็นไร เราก็ไม่ควรทุกข์ใจ ข้องใจหรือสงสัย เราก็แค่ยอมรับความจริงตามความเป็นจริง แล้วก็พากเพียรปฏิบัติในการล้างต่อไป ไม่วันใดก็วันหนึ่ง หรือชาติใดชาติหนึ่ง เดี๋ยวก็เลิกได้ถึงจิตได้เองแหละ

    มรรค : เริ่มพิจารณาและเช็คใจตัวเองอีกทีว่า เรายังมีตัวยังอยากกินเนื้อสัตว์อยู่หรือไม่ ถ้ายังมีก็ควรมีสัญชาตญาณแห่งคนตรงด้วยการยอมรับความจริงตามความเป็นจริง แล้วก็ปฏิบัติพากเพียรในการล้างให้ถึงจิตต่อไปตามลำลำดับด้วยใจที่ไม่ทุกข์ ไม่วันใดก็วันหนึ่งหรือชาติใดชาติหนึ่งก็จะล้างได้เองในที่สุด

    ซึ่งก็ได้พบว่า ความจริงก็คือเราไม่ได้อยากกินเนื้อสัตว์แล้ว แต่ที่น้ำลายยังส่ออยู่นั้น มันเป็นเพราะว่าสัญญาเดิมที่เราไม่ได้เก็บมาล้างให้เกลี้ยงก็เท่านั้นเอง

    และจริงๆแล้วความยึดตัวนี้ก็คือกิเลส มันเป็นทุกข์ มันไม่เที่ยง และมันก็ไม่ได้มีอยู่จริง เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป แต่ผลของวิบากที่เราต้องได้รับจากการหลงไปตามกิเลสตัวนี้นี่สิมีจริง การมีกิเลสตัวนี้หรือตัวไหนๆนั้นมันก็ทำให้เราทุกข์ มันเป็นบาป และมันก็ยังเหนี่ยวนำให้คนอื่นเป็นตามกลงตามอีก ซึ่งมันทำให้มีวิบากร้ายตามมาอีกด้วยเช่นกัน

    ส่วนประโยชน์ของการไม่มีกิเลสตัวยึดว่าน้ำลายต้องไม่ส่อนี้ได้นั้น มันทำให้เราเป็นอิสระจากกิเลสตัวนี้ ไม่ต้องทุกข์กับกิเลสตัวนี้ มันเป็นวิบากดี และไม่ต้องเป็นแรงเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นเป็นตามหลงตามอีกด้วย

    สรุป : เมื่อพิจารณาดังนี้ ความทุกข์จากความยึดของกิเลสตัวนี้ หรือความสงสัยข้องใจก็คลายลงได้ 100% เลย

    1. รูปแบบ ดี
      สภาวะ พอใช้ได้
      คำแนะนำ
      1. ตรวจคำผิด น้ำลายส่อ = น้ำลายสอ
      2. นิโรธ น้ำลายจะสอหรือไม่สอก็ไม่ทุกข์ไม่กังวลใจ และควรตรวจอาการน้ำลายสอว่า เรายังเสพกิเลสหรือไม่ ถ้ามีก็จะได้ล้าง ถ้าไม่มีก็จะได้ทบทวน มีแต่ประโยชน์

  27. ชรินรัตน์ ชุมจีด (น้ำน้อมศีล)

    การบ้าน ทุกข์อริยสัจ
    เรื่อง. เกี่ยวข้าว
    ทุกข์. อยากให้เพื่อนฟังคำอธิบายเข้าใจคำที่ตัวเองอธิบาย
    เนื่องจากไปเกี่ยวข้าวกับหมู่แล้วมีพี่ท่านนึงเกี่ยวข้าวออกด้านข้าวเกือบโดนเราจึงบอกให้พี่ท่านนั้นว่าน่าจะทำแบบนี้ดีมั้ยแต่มีพี่อีกท่านพูดมาว่าทำไมไม่ทำของตนเองไปไปยุ่งกับคนอื่นทำไมแต่กิเลสเราไม่ยอมอยากบอกเค้าว่าถ้าเกี่ยวอย่างนั้นว่าอันตรายนะ
    สมุทัย.ถ้าเพื่อนฟังแล้วทำตามที่เราคิดเราจะสุขใจถ้าเพื่อนไม่ฟังไม่ทำตามที่เราคิดก็ชังไม่่ชอบใจทุกข์ใจ
    นิโรธ. วางใจไม่กังวลว่าเพื่อนจะฟังหรือไม่ฟังเราก็ไม่ทุกข์ใจเมื่อเราทำดีเท่าที่ทำได้แล้ววางใจคนอื่นจะคิดกับเราอย่างไรก็ได้ให้เป็นไปตามวิบากกรรมเขาวิบากกรรมเรา
    มรรค.ล้างความยึดมั่นถือมั่นความอยากให้เป็นอยากให้ได้ดั่งใจเราเพราะการที่ได้เจอคำพูดเจอเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา เป็นเครื่องมืออันล้ำค่า ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส คือ ความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา และทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา เราก็จะโชคดีขึ้น
    และจะตั้งศีลสำรวมกายวาจาใจให้มากขึ้น

  28. แสงอรุณ สังคมศิลป์

    เรื่อง เป็นห่วงพ่อ

    พ่อลงจากภูผาฟ้าน้ำหลังจากที่บำเพ็ญมา 5 เดือน ท่านก็อายุปีนี้ย่าง 74 ปีแล้ว ลงไปคนเดียวก็ไม่ได้เป็นห่วงอะไรเพราะท่านมีเพื่นฝูงเยอะ และไม่ได้มีโรคประจำตัวหรือเจ็บป่วยอะไร จนวันนี้น้องสาวคนเล็กโทรมาบอกว่า พ่อตกจากหลังคาเพราะไปซ่อมบ้านที่ปลวกขึ้นและพ่ออยู่บ้านคนเดียว

    ทุกข์ เป็นห่วงพ่อ

    สมุทัย กังวลว่าพ่อจะบาดเจ็บจากการตกจากหลังคา

    นิโรธ เหตุการณ์เกิดขึ้นมาแล้วเราแก้ที่เหตุการณ์ไม่ได้แก่ที่ใจเราก่อน ใจที่ไม่กังวล ไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะเกิดอะไร

    มรรค เพิ่มศีล ตรวจสอบตัวเอง หลายวันมานี้อากาศหนาวจะลุกขึ้นไปฟังธรรมช้า จนอาจารย์สวดมนต์เสร็จค่อยลุกไป เป็นแรงเหนี่ยวทำให้เกิดเหตุการณ์มาบอกว่า ปฏิบัติศีลไม่ดี พอเจอเหตุการณ์พ่อตกจากหลังคาก็มีความกังวล แม้จะไม่มากเหมือนเมื่อก่อนแต่ก็ยังมีอยู่ จับอาการได้ว่าใจยังไหวอยู่ อาจารย์บอกว่าผู้ที่ปฏิบัติธรรมได้ดีเจอเหตุการ์ร้ายแค่ไหนจะไม่หวั่นไหวเลย เพิ่มศีลและพากเพียรต่อไป

  29. นายศรายุทธ พูนพิน

    1.ชื่อเรื่อง กลัวรถดับ กลับบ้านไม่ได้

    2.เนื้อเรื่อง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เป็นเวลาเย็นแล้ว…วิ่งรถกลับจากที่ทำงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท้อแท้จะไปบ้านไผ่ขอดอนถึงแถวทางเข้าวัดหอกลอง….รถก็มีอาการ..เหมือนเร่งไม่ขึ้น… มีอาการสั่นๆ…ที่ตัวรถปานกลาง….ขับรถต่อถึง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหอกลอง… ไม่แน่ใจว่ารถจะเป็นอะไรมัย จอดดูรอบรถยางรถเป็นไรมัย…ดูแล้วก็ปกติดี….ลองติดเครื่องยนต์ใหม่ เห็นไฟAuto….ติดตลอดเวลา…ไฟสีส้มรูปเครื่องยนต์…โชว์ขึ้นมา…ตัดสินใจโทรหาเพื่อนหล่วนที่เป็นช่างซ่อมรถยนต์….ขอคำแนะนำ…เพื่อนบอก…เกียร์ออร์โต…หรือ..เครื่องยนต์มีปัญหา…ให้เปลี่ยนจากวิ่งระบบแก๊สมาวิ่งระบบ..น้ำมันแทน…ถ้าวิ่งกลับบ้านแล้วไม่ถึงบ้านให้โทรหาอีกที ถ้าวิ่งถึงบ้านเพื่อนจะมาดูให้วันรุ่งขึ้น….สตาร์ทรถใหม่อีกรอบ…เปลี่ยนโหมดจากแก๊สมาใช่น้ำมัน…ปิดแอร์…เปิดหน้าต่าง…ลดการใช้พลังงานลงให้มากที่สุด….ตั้งสติให้ดี…ทำใจในใจว่า…รถขับถึงบ้านก็ได้..ไม่ถึงบ้านก็ได้… ใจเป็นสุขให้ได้ตลอดเวลา…ขณะขี่กลับตอนขึ้นสะพานแควน้อยข้ามรถไฟก็ลุ้นว่าจะวิ่งขึ้นสะพานได้มัย….แต่เขาก็วิ่งขึ้นไปได้ค่อยๆประครองรถ…ประคองจิตตัวเองให้เป็นปกติ…ขับมาเรื่อย…จนถึงจุดกลับรถทางเบี่ยง…ก็ทำใจในใจมาตลอด…ไม่ให้รู้สึกอึดอัดอะไร… เปิดไลน์ฟังรายการบุญนิยมทีวีแบบฟังอย่างเดียวมาตลอดทาง…เอาเสียงท่านสมณะสิขมาตเป็นที่พึ่งเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง….กว่าจะถึงบ้านได้…พอถึงบ้านได้ก็..ค่อยยังชั่วหน่อย..ความอึดอัดเล็กๆก็หายไป….

    3.ทุกข์ : มีอาการวิตกกังวลกลัวรถดับ กลับบ้านไม่ได้

    4.สมุทัย : ไม่อยากให้รถดับ เพราะขับรถมาคนเดียว ตอนนี้ก็เป็นเวลาเย็น 17.43 น. ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ร้านซ่อมรถก็ปิดกันแล้ว

    5. นิโรธ : ตั้งสติให้ดี…ทำใจในใจว่า…รถขับถึงบ้านก็ได้..ไม่ถึงบ้านก็ได้…ใจเป็นสุขให้ได้ตลอดเวลา

    6.มรรค : ไม่ต้องกลัว ว่ารถจะดับหรือไม่ดับ เราได้โทรขอคำแนะนำจากเพื่อนที่เป็นเจ้าของอู่รถแล้ว เราต้องลองทำตามขั้นตอนที่เพื่อนแนะนำ สตาร์ทรถใหม่อีกรอบ…เปลี่ยนโหมดจากแก๊สมาใช่น้ำมัน…ปิดแอร์…เปิดหน้าต่าง…ลดการใช้พลังงานลงให้มากที่สุด….ตั้งสติให้ดี…ทำใจในใจว่า…รถขับถึงบ้านก็ได้..ไม่ถึงบ้านก็ได้…ใจเป็นสุขให้ได้ตลอดเวลา ถ้ารถไม่ถึงบ้านจริงๆ เราก็ยังจะขอความช่วยเหลือจากเพื่อนได้ เปิดฟังรายการบุญนิยมทีวีแบบฟังอย่างเดียวมาตลอดทาง…เอาเสียงท่านสมณะสิขมาตเป็นที่พึ่งเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น ความกังวลลดลง

  30. มั่นศีลขวัญ. นางสนทยา กันทะมูล

    ทุกข์ #กลัวหนอน กลัวแบบ ฝังใจมาตั้งแต่จำความได้ กลัวเมื่อได้พบ เห็น
    เหตุแห่งทุกข์
    กลัว ชัง ที่จะพบเห็นหนอน และ
    สิ่งมีชีวิตที่มีความนุ่มนิ่ม
    คิดว่าหนอนเป็นพิษเป็นภัยต่อเรา
    สภาพดับทุกข์
    พบเห็นหนอนแล้วไม่ชัง ไม่กลัว
    เส้นทางดับทุกข์
    พยายาม มองหาเหตุผลที่เรากลัวหนอน ชังหนอน อาจจะเป็นเพราะในวัยเด็กได้ข้อมูลมาว่าหนอนน่ากลัว ไม่น่าเข้าใกล้ ทำให้เราเชื่อและจำฝังใจ เมื่อคิดว่าเหตุเป็นอย่างนั้น เราก็เลยคิดถึงลูกเราที่ยังเล็กว่า เขาจะกลัวแบบเรา ทุกครั้งที่เราหลุด เช่นกะละมังผักกระเด็น หรือร้องเสียงหลง เวลาพบเจอหนอนในผัก เราก็จะบอกลูกว่า
    จริงๆแล้ว หนอนเค้า ไม่ได้น่ากลัว แต่แม่ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้กลัวหนอนมากขนาดนี้
    เฝ้าเพียรบอกลูกอย่างนี้เรื่อยๆจนลูกโตเขาก็ไม่ได้กลัวหนอน เวลาซื้อผักมา เขาก็จะมาบอกว่าจะดูให้ก่อนว่ามีหนอนไหม ถ้ามีเขาจะช่วยหยิบออกให้
    เราก็ค่อยๆคลายความกลัวหนอนลงบ้าง สามารถที่จะเอามือไปลูบไปจับ ที่รูปภาพหนอนได้บ้างแล้ว และหนอนตัวเล็กๆก็ไม่ค่อยกลัวแล้ว ถ้าตั้งสติได้ดีนอนที่อยู่ในผัก ก็ไม่ค่อยกลัวแล้ว ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม มาเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม และปลูกผักกินเอง
    เวลาไปสวน ถอนหญ้า ขุดดิน ก็จะพบหนอนหลายแบบมาก ตาโปน ขนฟู ขนตั้ง มีพิษ ไม่มีพิษ มีสีหลากหลายมาก
    แรกๆก็รู้สึกกลัว ถ้าตัวโต ก็สะดุ้ง จะกระโดดบ้าง แต่ความต้องการ และเห็นประโยชน์ของการปลูกผักกินเอง ทำกสิกรรมไร้สารพิษมีสูงมาก จึงทำให้มองข้ามความกลัวหนอนไปได้ เข้ากับหลักที่อาจารย์หมอเขียว สอน และ พาปฏิบัติ ล้างทุกข์อริยสัจ ด้วยการ

    #ล้างชังด้วยชอบ
    #ยินดีให้ได้ในทุกสถานการณ์

    เราได้พบว่าบริเวณที่เจอหนอน ร่วนซุย ผักขึ้นงาม ส่วนบริเวณที่ดินแข็ง ผักไม่งาม จะไม่ค่อยพบเจอหนอน ดังนั้นจึงรู้สึกว่าหนอนเป็นดัชนีชี้วัดสภาพดินดีดินที่เหมาะกับการปลูกผักของส่วนเรา
    จริงๆแล้วหนอนเค้ามีผิวที่บอบบางมาก.เขาจะท้องแตกได้ง่ายมาก เขาน่าจะกลัวเรามากกว่าเรากลัวเขา จนกลายเป็นว่าความกลัว ความชังหนอนลดลงเป็นลำดับๆ หลังจากทำกสิกรรมไร้สารพิษปลูกผักกินเองมาหลายปี
    พ่อบ้านเริ่มสังเกตเห็นว่า ไม่กลัวหนอนจึงทักขึ้นทำให้เราได้รู้สึกว่าความกลัวของเราเกือบจะหายไปแล้วจริงๆ จนได้ขึ้นมาบนภูผาฟ้าน้ำได้มาเช็คความกลัวหนอนอีกที เมื่อพบเจอกับทากดูดเลือด ตอนแรกๆ ก็รู้สึกขยาดนิดๆ ในช่วงแรกของการขึ้นมาบำเพ็ญบนภูผาฟ้าน้ำ ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องจิตอาสาที่เป็นผู้หญิงและมีความกลัวทากมาก ถ้าเราจะต้องมากลัวอีกคน คงทำให้การขึ้นมาบำเพ็ญบนภูผาฟ้าน้ำยุ่งยากมากขึ้น จึงได้พยายามมองหาประโยชน์ของทาก เพื่อที่จะมาล้างความกลัวที่เหลืออยู่ก็ได้พบว่า ทาก เป็นสัตว์ที่มีอยู่ในบริเวณที่ไม่มีมลพิษ สถาพแวดล้อมอากาศบริสุทธิ์ พื้นดินชุ่มชื้นด้วยน้ำ พื้นดินแห้งเขาไม่สามารถจะอยู่ได้ เพราะเขาหายใจผ่านทางผิวหนัง มีชีวิตรอดได้ต้องการแค่เลือดไม่กี่ซีซีเท่านั้นถ้าเราจะต้องถูกทากดูดเลือดเราก็ยังไม่ตายถือว่าเป็นการถอนพิษ และได้ชดใช้ ดังนั้นเมื่อเราพบเจอทากเราก็ ไม่ได้มีความกลัว กลับรู้สึกสงสารเขาเมื่อจะต้องมาตาย ถ้ามาอยู่ที่บริเวณอากาศแห้ง
    สุดท้ายเราก็เอาชนะความกลัวหนอน กลัวทาก กลัวสัตว์ตัวนุ่มๆนิ่มๆได้ เพราะคิดถึงประโยชน์ของเขา และยอมที่จะได้พบเจอกับเขาแล้วได้ล้างความกลัว ยอมเมื่อจะต้องได้ชดใช้เขาด้วยเลือดของเราเพราะถือว่าสิ่งที่เราได้รับน้อยกว่าที่เราทำมามากมายมหาศาล
    ขอบคุณชีวิตน้อยๆ ที่ทำให้ เราจะได้มีความเจริญในธรรมขึ้นเป็นลำดับๆ สาธุ

  31. ประภัสสร วารี

    กลัวตกเครื่อง ✈

    ระหว่างนั่ง taxi เพื่อเดินทางไปสนามบิน แม้จะอยู่บนทางด่วนรถก็ติดจนแทบไม่ขยับอยู่นาน เมื่อเปิด google map เพื่อดูเวลาที่จะใช้เดินทางไปสนามบิน ต้องใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง ทำให้ไปถึงสนามบินประมาณ 20.00 น. นั่นคือเรามีโอกาสตกเครื่อง เพราะไปถึงสนามบินหลังเค้าเตอร์ check in ปิดไปแล้ว 15 นาที (เค้าเตอร์ check in จะปิดก่อนเดินทาง 45 นาที)

    ทุกข์ : กลัวไป check in เพื่อขึ้นเครื่องบินไม่ทัน แล้วทำให้ตกเครื่อง

    สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) : พ่อบ้านบอกว่าไป check in ไม่ทันแน่เลย เพราะวันนี้รถติดมากกว่าปกติ เราจึงบอกพ่อบ้านให้ทำใจให้สบายและหยุดบ่นอยู่หลายครั้ง จากนั้นเราเองก็ไม่สบายใจและกลัวตกเครื่องบิน

    นิโรธ(สภาพดับทุกข์) : จะขึ้นเครื่องบินทันหรือไม่ทันก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค(วิธีดับทุกข์) : นั่งพิจารณาว่า ถ้าตกเครื่องแล้วจะทำอย่างไร ? สิ่งที่ต้องทำซื้อตั๋วขึ้นเครื่องใหม่ในวันนี้ หรือถ้าวันนี้ตั๋วไม่มีก็กลับบ้าน แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่

    ตั๋วเครื่องบินที่เราซื้อมามีราคาไม่สูง ตกคนละ 100 บาท ถ้าซื้อใหม่ถึงจะราคาสูง แต่ก็เหมือนซื้อครั้งเดียว แล้วจะกลุ้มไปทำไม และถ้าตกเครื่องจริงก็คิดว่า “ร้ายหมดไปอีกแล้ว โชคดีอีกแล้ว” คิดได้อย่างนี้ก็ทำใจว่า ตกเครื่องแน่นอน

    “เมื่อวางใจได้” ก็รู้สึกหมดกังวลและรู้สึกสบายใจ จากนั้นเราโทรไปหาน้องชายซึ่งอยู่ที่สนามบิน และบอกว่า ถ้าใกล้ถึงเวลาเค้าเตอร์เครื่องบินปิด ให้ check in แล้วบินไปกับแม่ก่อนได้เลย ไม่ต้องรอเรา เพราะคิดว่าคงไปไม่ทัน และน่าจะตกเครื่อง

    หลังวางสายโทรศัพท์น้องชาย รถก็เริ่มขยับ และวิ่งอย่างเร็ว จนแทบไม่เจอรถติด ทำให้จากเดิมที่ต้องใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็เหลือเพียงครึ่งชั่วโมงทำให้วันนี้ไปขึ้นเครื่องบินทันค่ะ

  32. ประภัสสร วารี

    เรื่อง : แค่คิดจะพาไปกินก็ปวดหัวแล้ว 😖

    น้องชายเคยพูดว่า มาภูเก็ตทีไร เป็นช่วงกินเจทุกทีเลย และอยากมาในช่วงที่ไม่กินเจ เพราะจะได้กินอาหารอย่างอื่นบ้าง

    ปีนี้ครอบครัวมากินเจที่ภูเก็ต และจะกลับกรุงเทพหลังเลิกกินเจไปแล้ว น้องชายบอกว่า “อยากกินอาหารทะเล” ด้วยว่าน้องชายคนนี้ไม่เคยพูดขออะไร ก่อนกลับจึงคิดจะพาน้องไปร้านอาหารทะเล จากนั้นจึงหาร้านอาหารที่ขายอาหารทะเลใน internet ทั้ง ๆ ที่ลึก ๆ ในใจไม่อยากทำ เพราะถ้าไปกินอาหารทะเล นั่นคือ จะมีการนำสัตว์ทะเลเป็น ๆ มาปรุงอาหาร และหลังจากที่ตัวเองเริ่มหาร้านอาหารที่จะพาน้องชายไปกิน ก็เริ่มปวดหัว

    ทุกข์ : ปวดหัว

    สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) : อยากหายปวดหัว

    นิโรธ(สภาพดับทุกข์) : ปวดหัว หรือไม่ปวดหัว ก็ไม่ทุกข์ใจ

    มรรค (วิธีดับทุกข์) : มานั่งทบทวนว่าที่ปวดหัวเกิดจากอะไร ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะไปตากฝน ต่อมาคิดว่าคงเพราะไปกินเห็ดทอด และแม้จะ detox ดื่มปัสสาวะ และกินน้ำ 4 พลัง หรือสำนึกผิดที่ไปกินเห็ดทอดก็ไม่หายปวดหัว

    หลังปวดหัว 3 วัน ก็คิดได้ว่า คงเพราะไปหาร้านอาหารทะเล ที่จะพาน้องชายไปกิน หลังจากนั้นจึงสำนึกผิด และขอโทษ ขออโหสิกรรม ที่ตนเองได้คิดหาร้านอาหารทะเล  จากนั้นจึงนึกได้ว่าทุกครั้งปวดหัว ได้ใช้ปัสสาวะหมักผม แล้วหลังสระผม ให้ทำกัวซาที่หัว เมื่อคิดได้แล้ว จึงทำกานหมักผมและกัวซาที่หัว แล้วอาการปวดหัวที่เป็นอยู่ก็หาย

    🥗 แม้ไม่กิน แค่คิดพาไปก็ผิดศีล ได้รับวิบากทันทีที่คิด “คิดปุ๊บ รับปั๊บ”

  33. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง กิเลสดิ้น

    ฤดูใบไม้ร่วงได้มาถึงแล้ว
    แน่นอนสินค้าหน้าร้อนก็ได้ลดราคามากกว่า
    50 % “ซื้อๆ” กิเลสตัวร้ายบอก แต่จิตพุทธะ
    บอกว่า “ดูได้นะ แล้วคิดให้ดี ๆ ก่อนว่าจำเป็นแค่ไหน” …ตกลง ๆ สัญญาว่าจะดูเพื่อสนองกิเลสเท่านั้นเหละแต่จะยังไม่ซื้อหรอกนะ… ข้าพเจ้าดูสินค้าตัวเดิมและพิจารณาไปมาอยู่เกือบ 2 เดือนแล้ว ถึงปัจจุบันข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้ซื้อ กิเลสตัวนั้นเขาก็ยังดิ้นอยู่ต่อไป

    ทุกข์ หวั่นไหว สนใจในสินค้าลดราคา

    สมุทัย อยากซื้อสินค้าลดราคา ชอบในสินค้าลดราคา

    นิโรธ ไม่ชอบไม่ชัง ถ้าหากข้าพเจ้าจะได้ซื้อสินค้านั่นหรือไม่ ใจข้าพเจ้าก็เป็นสุขได้

    มรรค พอตั้งสติได้ข้าพเจ้าจึงได้พิจารณาถึงโทษและประโยชน์ของการซื้อสินค้าว่า เป็นการสิ้นเปลือง และเป็นการเบียดเบียนตนเองและสังคมโลก ข้าพเจ้าไม่ได้ซื้อถ้าสินค้านั้น ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข และพอได้นึกถึงเพื่อนมนุษย์ที่ยากจนไม่มีอันจะกินมากกว่า จากใจที่ดิ้น ๆ อยากซื้อ ๆ ก็คลายลง จาก 100 % เหลือ แค่ 30 % ข้าพเจ้าจะพากเพียรล้างกิเลสที่เหลืออยู่ อย่างรู้เพียรรู้พักต่อไป ทุกวัน ๆ ค่ะ สาธุ

  34. พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

    อริยสัจ 4

    เรื่อง เพื่อนเปลี่ยนไป

    ข้าพเจ้าทำงานกลุ่มสาระธรรมประกอบรูปภาพร่วมกับเพื่อน ปกติเพื่อนท่านนี้จะทำงานดี และเร็ว แต่วันนี้งานเพื่อนทำงานไม่สวยและไม่ได้ตรงกับประเด็นตามที่พวกเราได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้เลย ข้าพเจ้าจึงบอกเพื่อนไปว่า..น้องไม่ต้องประหม่า นะจ้ะทำเต็มที่มั่นใจไปเลย ทำสไตล์น้องนั้นแหละจ้ะ.. แต่เพื่อนก็บอกข้าพเจ้าว่า ได้ประมาณนี้ค่ะ / เดี๋ยวหนูจะลองดู / ค่ะ…เอ้..ทำยังงัยน้อ../ หรือว่าเราจะลองทำยังงี้ดีไหมค่ะ …สรุปคือเพื่อนไม่มีอารมณ์คล้อยตาม หรือ อาจจะไม่สบอารมณ์ที่จะทำงาน ทำไม่ได้ตามที่พวกเราคุยกันไว้ สักพักข้าพเจ้าก็เริ่มจับความรู้สึกได้ว่า ตัวเองกำลังจะขโมยสิ่งที่เพื่อนยังไม่ให้ ข้าพเจ้าเองก็นึกว่าทำไมงานชิ้นก่อนยังทำได้ซึ่งก็ง่ายกว่างานชิ้นนี้ งานชิ้นนี้ก็ไม่ได้ยากเลยนะ นี้เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนเรา

    ทุกข์ : รำคาญใจเล็กน้อยในความไม่มั่นใจของเพื่อนที่ไม่กล้าแสดงความสามารถออกมาให้เต็มที่

    สมุทัย : อยากให้เพื่อนมีความมั่นใจและกล้าแสดงความสามารถ ออกมาเต็มที่ ชอบที่เพื่อนจะกล้าและมั่นใจ ชังที่เพื่อนไม่กล้าและไม่มั่นใจ

    นิโรธ : วางใจได้ตามที่เพื่อนจะกล้าและมั่นใจ สร้างสรรผลงานออกมา เท่าที่เพื่อนจะทำได้ ณ เวลานั้น ๆ ไม่ชอบไม่ชังเข้าใจเรื่องกรรมของเราและของหมู่กลุ่มได

    มรรค พอข้าพเจ้าจับความรู้สึกตัวเองได้ว่ากำลังจะผิดศีล ข้อ 2 ก็หยุดความคิดและรีบสำรวมดึง
    สติกลับมา นึกถึงบททบทวนธรรมของท่านอาจารย์ ที่ว่า..การกระทำเดียวกันมีเหตุผลในการกระทำกว่าล้านเหตุผล..บททบทวนธรรมบทนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้ล้างอาการที่กำลังจะไปเพ่งโทษเพื่อนได้ทัน แต่ก็ได้บอกเพื่อนออกไปอยู่ว่า .. ให้ทำงานด้วยความมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดนะจ้ะ ผลงานจะออกมาเป็นอย่างไรเเดี๋ยวพี่น้องเราจะมาช่วยกันพิจารณาเอง…. แต่งานก็ยังออกมาได้ไม่ดี สำหรับเพื่อนและข้าพเจ้า สรุปแล้วก็คือพวกเราหยุดทำงานชิ้นนั้น ต่างคนก็แยกย้ายไปนอน ความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนก็หายไปค่ะไม่ได้ติดใจอะไร ว่าพวกเราทำการบ้านไม่เสร็จ คือใจเป็นปกติแล้ว จนเช้าวันรุ่งขึ้นเพื่อนก็ทำงานชิ้นนั้นออกมา และมาเสนอในหมู่กลุ่ม ปรากฏว่างานชิ้นนั้นไม่ผ่านการโหวตจากหมู่กลุ่ม ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ชัดแจ้งว่าแรงเหนี่ยวนำเขามีจริง นี่เพราะข้าพเจ้าพร่องศีล ใจของข้าพเจ้าไม่อุเบกขา และไม่มีความเมตตาให้กับตัวเองและเพื่อน จึงทำให้งานที่ออกมาไม่ได้รับการโหวต หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปแล้วข้าพเจ้าได้แลกเปลี่ยนสภาวะธรรมกับพี่น้องหมู่กลุ่มพลังศีล ซึ่ง พี่น้องเราได้แลกเปลี่ยนสภาวะธรรมกัน เพื่อนท่านนี้ก็ได้สารภาพมาว่า ที่ตนเองไม่สามารถทำงานได้ดีตามสมควรที่จะไปได้ ณ เวลานั่น เพราะเพื่อนไม่ชอบคำคมที่นำมาประกอบรูปภาพ จึงทำให้ท่านไม่มีอารมณ์ ที่จะทำสาระธรรมประกอบรูปภาพนั่นออกมาได้ตามที่ควร เหตุการณ์นี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้ายังพร่องในศีลอยู่ ข้าพเจ้าจึงขอตั้งจิตตั่งใจที่จะหมั่นฝึกฝนให้มีความละเอียดในศีลข้อ 2 ให้มากกว่าเดิม จะขอหมั่นตรวจดูความพร่องของศีลที่ข้าพเจ้ามีอยู่และหมั่นพิจารณาให้ไปถึงจิตแท้ ๆ ให้ละเอียด สาธุค่ะ

  35. จรัญ บุญมี

    😁ชื่อเรื่อง มีดีต้องมีร้าย
    😂ทุกข์(ความไม่สบายกายไม่สบายใจ:เสียงแบคโฮ โครงครามแป๊งปั๊ง มันกระทบกระแทกที่รถแต่มันช้ำมันบุบสึกที่ใจเรา เราไม่ชอบรู้สึกเคืองๆ เพื่อนที่ขับแบคโฮ
    🙄สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์): อยากได้ดีจากเพื่อน ของมีราคา จะเสียจะสึกมาก มันซ่อมแพงเขาไม่ได้ใช้กันหยาบแบบนี้ ดูคนอื่นเขาใช้หน่อย มันว่าเพื่อนในใจ ยังว่าต่อด้วยเหตุผลมากมายงานอาจารย์มีมากสำคัญมาก เครื่องมือเราต้องดูแลให้ดีจะได้ทำงานได้มาก รถราคามากเขาอุตส่าห์ให้มาใช้ด้วยความเสียสละอย่างสูงหายากมากแบบนี้ เราควรจะดูแลและใช้งานให้ดี 😁นิโรธ(สภาพดับทุกข์):คนดีไม่ดีก็สุข งานจะได้ไม่ได้ก็สุข สิ่งของจะเป็นอย่างไรเราก็สุข ทุกข์ทำไมทำไมต้องทุกข์
    😀มรรค(ทางดับทุกข์):รู้สัจจะจะไม่ทุกข์เพื่อนทุกคน เป็นตามฐานเขาพัฒนามาเป็นได้เท่านี้ ณ.ตอนนี้เราเมตตาช่วยเขาได้ไหมล่ะ เขาดีน่าศรัทธาอยู่ เขาไม่ดีติดมานับชาติไม่ถ้วนเหมือนเรา เห็นใจเขาบ้าง สิ่งของถ้าเราหรือใครช่วยกันทำให้ดีได้ก็กุศลของเรา ของโลกให้เป็นอย่างนั้นได้ ถ้าช่วยเต็มที่แล้วยังไม่ได้ ก็ นั่นแหละกุศลของเราของโลกมีแค่นั้นอยากได้ดีกว่านั้นต้องทำดีทำกุศลเพิ่ม ต่อไป อย่าเอาอะไรเกินสิ่งที่ควรจะได้ สิ่งใด ฝืดฝืนเกิน แตกร้าวเกิน ปิดกั้นเกิน เสี่ยงเกิน มันเกินที่ควรจะได้ มันเป็นสิ่งลวงว่าควร ว่าถูก ว่าดีว่ามีประโยชน์ความจริงกุศลให้เราเท่านั้นณ.ตอนนั้น ถ้าเรารู้ความลับแห่งสัจจะเราก็จะเลิกทุกข์มีแต่สุข รู้ทุกเวลาก็สุขทุกเวลา

  36. นปภา รัตนวงศา

    เสียใจที่ไม่ได้ไปเยื่ยม
    เหตุเกิดจากน้าสะใภ้ท่านไม่สบายป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ ลามมาในช่องท้องได้ทำการผ่าตัดก้อนในช่องท้องออก ต่อด้วยคีโมจนครบตรวจค่ามะเร็งผลปกติ ต่อมาอีก6เดือนเจอมะเร็งอีกแถมลุกลามไปทั่ว ช่วงที่ไปบำเพ็ญที่ภูผา 2รอบตั้งใจจะไปเยื่ยมแต่วิบากเข้าให้ไม่สบายทั้ง 2รอบจนท่านมาเสียชีวิต
    วันที่รู้ข่าวไปดูศพ ทำไมท่านผอมมากเหลือแต่กระดูกจริงๆ ท่านคงทรมานมากที่กินอะไรไม่ได้เลยแม้กระทั่งน้ำก็กลืนไม่ลง นี่ละคนกินไม่ได้ ถ่ายไม่ได้จนเสียชีวิต
    ท่านจะเอาทางแพทย์วิธีธรรม ในขณะไปอยู่กับลูกสาวที่เชียงใหม่น้องเขาทำผักต้ม ผักลวก ข้าวต้มให้แต่ท่านกินไม่ได้ กินได้ก็ฝืนมาก จนท่านบอกท่านยอมตายก็เข้าใจที่วิบากไม่ยอมให้มาทางเลือกนี้
    ทุกข์ ไม่ได้ไปเยื่ยมน้า จนท่านเสียชีวิต
    สมุทัย ถ้าได้ไปเยื่ยมท่านจะสุขใจ ไม่ได้ไปเยื่ยมจะทุกข์ใจ
    นิโรธ จะได้ไปเยื่ยมหรือไม่ได้ไปเยื่ยมก็สุขใจ
    มรรค ทุกคนมีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ดีแล้วละที่ไม่ได้ไปเยื่ยมเพราะถ้าไปเยื่ยมก็คงจะอดไม่ได้ที่จะแนะนำแพทย์ทางเลือกวิธีธรรม ที่เราเห็นว่าดีจริง รักษาได้จริงๆ และหายได้จริง ท่านและลูกๆก็คงเพ่งโทษพระพุทธเจ้า พระอาริยะ ท่านอาจารย์ วิบากก็คงจะหนักกว่านี้ ท่านเสียชีวิตเร็วก็ดีแล้วจะได้ไม่ทุกข์มากกว่านี้ ได้วางร่างวางขันธ์โดยไม่ทุกข์มากและไปเอาร่างใหม่ที่ดีกว่าเดิม อย่างน้อยท่านก็รู้ว่าไม่รับประทานอาหารเนื้อสัตว์ กินอาหารรสไม่จัด กินผักต้มผักลวก ข้าวต้มดีก็ดีแล้ว แต่ท่านทำไม่ได้
    นับ 1ที่เราทำที่เรา ตั้งศีลเพิ่มขึ้น ตั้งมื้อเดียวให้เข้มขึ้น พิจารณาใจทุกขณะที่เริ่มไม่แจ่มใส อย่าปล่อยให้มันผ่านไปไม่พิจารณาเหมือนที่ผ่านมา ท่านก็จะได้เจอพุทธะเร็วขึ้นในชาติต่อไปหรือชาติอื่นๆสืบไปคะ

  37. ดินแสงธรรม กล้าจน

    เรื่อง เห็นแล้ว…วืด ๆ
    วันนี้ (31 ตุลาคม 2563) เห็นอาท่านหนึ่งถือซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ เกือบเต็มแพ็ค ประมาณ 5 ซอง เดินตรงมาที่โต๊ะที่เรานั่งกินข้าวในครัว ผัสสะกระทบทางทตา เกิดอาการเวทนาที่ใจ จับได้ทันทีว่าเกิดความรู้สึกวืด ๆ อยู่ภายในใจ เมื่อมีอาการแบบนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ตรวจใจทันที…เป็นอะไรรึใจเรา แบบนี้เป็นกิเลสแน่เลย เพราะเราเคยชอบกิน ชอบมองคนอื่นกิน ชอบมองซองที่อยู่ในถังขยะ…และเคย ๆๆ แสดงว่าอาการครั้งนี้ค่อนข้างแน่นอนว่าเป็นกิเลส ฟันธง…เอาล่ะ เจอกิเลสแล้ว
    เอ…ต่อไปต้องทำยังไงนะ…ถามตัวเอง อ๋อ…ต้องตรวจต่อว่า เออ..แล้วมันเป็นกิเลสตัวไหนล่ะ …สแกนต่อไป ตาก็มองห่อบะหมี่ เหลือง ๆ ไป แต่ใจตอนนี้ก็เหมือนไม่ค่อยจะกล้ามองมันเท่าไหร่นะ เออ…แล้วเธอกลัวอะไรรึ ทำไมไม่กล้ามอง เออ..เราจะกลัวอะไรล่ะ ตรงจอีก……อ๋อ….กลัวจะรู้ว่ามีกิเลสชอบชังอยู่รึไง เออใช่….กลัวว่าตัวเองจะรับไม่ได้ ถ้ารู้ว่าตัวเองยังมีกิเลสชอบชังมาม่าอยู่!!! งั้นไม่ต้องกลัวนะ จับมาดูเลย….เราก็จับมาดู….สีสันของซอง ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับมัน… ก็ไล่ไปอ่านอาการจากการสัมผัสลูบคลำซิ…..ก็ลูบ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนมือไปสะดุดซองเล็ก ๆ ที่บรรจุอยู่ข้างใน เอ๊ะ…นี่มันซองเครื่องปรุงนี่นา ทำไมต้องมีเอ๊ะตรงนี้ด้วยล่ะ….ตรวจต่อไปอีกซิ เออ..จริงด้วย ทำไมเราจะต้องเอ๊ะตรงซองเครื่องปรุงด้วยนะ คลำไปคลำมาต่อไปอีกหน่อย อ๋อ……นึกออกแล้วค่ะ ตอนนี้ภาพในจิตปรากฏออกมาเป็นฉากๆ ชัด ๆ เลย คือ ภาพที่เราเคยชอบกินมาม่าแห้ง ฉีกซอง ใส่เครื่องปรุง ใช้ช้อนคลุก ๆๆ แล้วก็ตัวกินเลย 555 เราเคยชอบแบบนี้จริง ๆ ด้วย
    สมุทัย ชอบ….กินมาม่าแห้ง ฉีกซอง ใส่เครื่องปรุง ใช้ช้อนคลุก ๆๆ แล้วก็ตัวกินเลย
    ชัง….ที่ไม่ได้กินมาม่าแห้ง ฉีกซอง ใส่เครื่องปรุง ใช้ช้อนคลุก ๆๆ แล้วก็ตัวกินเลย
    อ๋อ……เรายึดกามไว้ 2 ด้านอย่างนี้นี่เอง จึงทำให้ไม่แล้วใจทุกครั้งที่เห็นซอง เห็นคนกิน หรือแค่ได้ยินใครพูดถึง ใจเราก็จะรู้สึกวืด ๆ วืด ๆ เล็ก ๆ ลึก ๆ ทุกครั้งเลย จะให้หมดก็ไม่หมดซะที จะต้องเกิดทุกครั้ง แล้วก็หาไม่เจอด้วยว่าเพราะเหตุอะไร ..แต่วันนี้ได้เจอแล้ว ยินดีสุด ๆ เย่! ๆๆ ได้เจอกิเลส…ก็จะได้ล้างกิเลสไง…แล้วจะได้หมดกิเลสไง เย่! แต่ที่ผ่านมามันรู้สึกทุกข์อยู่ตลอด แต่เราไม่รู้เหตุ ก็เลยล้างกิเลสไม่ได้สักที สรุปว่า…วันนี้สุดยอด เห็นเหตุแล้ว ก็จะเห็นสภาพออกจากเหตุนะซิ จะรออะไรล่ะคะ….
    นิโรธ สภาพไม่ชอบไม่ชัง ไม่ยึดทั้ง 2 ด้าน
    ไม่ชอบว่า…ได้กินมาม่าแห้ง ฉีกซอง ใส่เครื่องปรุง ใช้ช้อนคลุก ๆๆ แล้วก็ตัวกินเลย
    ไม่ชังว่า…ไม่ได้กินมาม่าแห้ง ฉีกซอง ใส่เครื่องปรุง ใช้ช้อนคลุก ๆๆ แล้วก็ตัวกินเลย
    และสภาพที่ไม่กินกินมาม่าแห้ง ฉีกซอง ใส่เครื่องปรุง ใช้ช้อนคลุก ๆๆ แล้วก็ตัวกินเลย…อย่างเป็นสุขใจได้ และก็รู้ด้วยว่า…ถ้าหมดกิเลสชอบชังแล้ว เราก็จะได้สภาพไม่ชอบไม่ชัง กินก็ได้ถ้าไม่มีอาหารสุขภาพกิน เพราะไม่ได้ชังแล้ว หรือจะไม่กินก็จะดีกว่าถ้าเรามีข้าวกินแล้ว เพราะเราก็ไม่ได้ชอบแล้ว ดังนั้น เราจะกินให้เป็นโรค ทำไม แถมยังเหนี่ยวนำผู้อื่นตามอีก…
    มรรค กิเลสครั้งนี้เอาลงไม่ยาก แค่เห็นว่ามันยึดอะไร (เหตุแห่งทุกข์) ก็เอากิเลสลงได้แล้ว เป็นกิเลสตัวไม่ใหญ่มาก แต่กวนใจมาตลอด และที่สำคัญคือ เราล้างกิเลสในปัจจุบันที่กำลังเกิดอาการอยู่เลย เห็นตัวไม่เที่ยง ตัวสุขลวงชัด ๆ เห็นของปลอมที่มาหลอกให้เราหวั่นไหวชัด ๆ จับได้คาหนังคาเขาเลย แล้วก็เห็นอาการทุกข์ที่มันวืด ๆ วืด ๆ อยู่หลัด ๆ เลย ไม่น่าได้น่าเป็นน่ามีเลย ก็พิจารณาแค่นี้..กิเลสก็ยอมแล้ว ไม่ยากอะไร
    ผลของการพิจารณาแบบนี้ จากตอนแรกที่ใจมีอาการวืด ๆ อยู่แว้บหนึ่ง พอเห็นตัวยึดว่าชอบชังแบบนี้ ล้างแบบนี้ กิเลสมันก็เลยสลายไปเองอัตโนมัติ กลายเป็นใจที่สงบ นิ่งเหมือนกับตอนที่ยังไม่เห็นอาท่านนั้นถือมา เห็นอนัตตาเลย นี่คือตัวชี้วัดว่ากิเลสสลายไปแล้ว ได้ความโล่ง โปร่ง สบายใจ ไร้กังวลจริง ๆ ตรงกับที่ฟังอาจารย์บอกว่า ถ้าทำถูกกิเลสก็คลายโดยไม่ต้องมีเจตนาว่าทำแล้วมันต้องคลาย (เจตนาสูตร)

    1. ดินแสงธรรม กล้าจน

      ขออนุญาตเพิ่มเติมข้อความค่ะ ทุกข์ คือ ใจที่วืด ๆ เล็ก ๆ ลึก ๆ

      ขออภัยค่ะ คำผิดเยอะ เพราะมีกิเลสใจร้อน ไม่อ่านตรวจสอบก่อนส่งค่ะ มันยึดว่าถ้าส่งเร็วจะสุขใจ ส่งช้าจะทุกข์ใจ แต่ก็ยังไม่ได้ล้างกิเลสก่อน เลยส่งไป ส่งไปแล้วพบว่าแก้ไขไม่ได้ ก็เลยได้ล้างตัวใจร้อนค่ะ ว่าคราวหน้าจะไม่เสพความใจร้อน จะไม่ชอบส่งเร็วแบบใจร้อน และจะไม่ชังที่ส่งช้าค่ะ จะตรวจสอบให้รอบคอบมากขึ้นค่ะ สาธุค่ะ

  38. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน

    ชื่อเรื่อง : เครียด อินเตอร์เนตช้า ไม่ได้ดั่งใจ

    เนื้อเรื่อง : เนื่องจากซิมเนตผมหมดอายุ ทำให้ไม่มีเนตใช้แบบเร็วๆเหมือนเดิม ต้องทำเรื่องขออนุมัติหมู่กลุ่ม รอนานกว่าจะได้ใช้

    ทุกข์ : ไม่ได้ดั่งใจ เครียด อินเตอร์เนตช้า เข้าซูมก็หลุดบ่อย โหลดอะไรก็ไม่ได้ สัญญาณของเครื่องพี่นายช้า

    สมุทัย : อยากให้อินเตอร์เนตเร็วได้ดั่งใจ คลิกแล้วเด้งออกมาเลย ไม่ต้องรอนาน ชอบการติดต่อสื่อสารรวดเร็ว

    นิโรธ : ไม่ชอบไม่ชัง ที่อินเตอร์เนตจะเร็วหรือไม่เร็ว ไม่ติดที่ได้ใช้งานอินเตอร์เนตเร็วๆ

    มรรค : พิจารณาว่า อินเตอร์เนตไม่ใช่ปัจจัย4 ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต อินเตอร์เนตจะเร็วหรือไม่เร็วชีวิตก็อยู่ได้ แต่เราไปยึดติด ไปติดการได้ดั่งใจจากการใช้งานอินเตอร์เนต ทำให้เราจะต้องทุกข์เวลาอินเตอร์เนตมีปัญหา เมื่อพิจารณาแล้ว ทำให้รู้ว่าเรายังยึดติดกับอินเตอร์เนตเร็ว ทำให้เราต้องทุกข์ ฝึกคิดว่าอินเตอร์เนตจะเร็วหรือไม่เร็วก็ยังสามารถทำงาน บำเพ็ญลดกิเลสได้ ตามเหตุตามปัจจัย เพียรเต็มที่ มีงานอย่างอื่นให้ทำมากมาย สิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตคือปัจจัย4เท่านั้น ที่เหลือเป็นสิ่งไม่จำเป็น เพียงแต่เราไปยึดมั่นถือมั่น ติดกับสิ่งที่ไม่จำเป็น เป็นโอกาสดีที่มีผัสสะ ได้เห็นกิเลสตัวนี้ ต้องหาทางตั้งศีลเพื่อให้ไม่ติดกับสิ่งไม่จำเป็น ฝึกพรากจากสิ่งที่ติด เช่นอินเตอร์เนต ไม่หลงกลมาร ไปทุกข์กับสิ่งนี้ครับ สาธุครับ

  39. นฤมล ยังแช่ม

    น้ำหนักเพิ่มขึ้น

    ทุกข์ใจที่น้ำหนักขึ้น

    ถ้าน้ำหนักเท่าเดิมจะสุขใจ ถ้าน้ำหนักเพิ่มขึ้นทุกข์ใจ

    น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นหรือจะเท่าเดิมก็สุขใจ เพราะมันไม่เที่ยง

    มาพิจารณาว่าที่น้ำหนักเราขึ้นนี้เพราะอะไร กินข้าวเยอะ ข้าวเป็นแป้งทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ถ้าเราเปลี่ยนมากินผักเพิ่มแทนข้าวได้ไหม ทั้งยังได้กากใยอาหาร ดีต่อระบบขับถ่ายอีกด้วย ตั้งศีลกินข้าวในปริมาณที่ลดลง แต่ถ้ายังไม่อิ่มก็จะกินผลไม้เพิ่มให้ แล้วเพิ่มการพิจารณาในการกินอาหารว่า กินกันตาย กินกันหิว กันเป็นยา กินฆ่ากิเลส อร่อยไม่มีจริง กินเอาประโยชน์ กินน้อยตายยาก กินมากตายเร็ว ตั้งตนอยู่บนความลำบากกุศลธรรมเจริญยิ่ง อดทน สู้ ๆๆ

  40. นางพรรณทิวา เกตุกลม

    เรื่อง รอเก้อ
    ช่วงต้นสัปดาห์น้องจากสวน 4 ส่งเอกสารการขอจบการศึกษามาให้และแจ้งว่าเอกสารจะถึงวันศุกร์รอเอกสารทั้งวันก็ไม่มารู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ้างที่เอกสารยังมาไม่ถึงได้แต่ยอมรับความจริงว่าจะถึงเมื่อไรก็ได้แต่เป็นเพราะอยากได้รับเอกสารเร็วๆวิบากร้ายจึงออกฤทธิ์ยิ่งทำให้ได้รับช้าตามที่น้องแจ้งมาอีกว่าเขาเช็คดูเอกสารตีกลีบไปต้นทางด้วยเหตุผลว่า(นำจ่ายไม่สำเร็จ ย้าย/ไม่ทราบที่อยู่ใหม่)ได้แต่เต็มใจรับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความอดทน รอคอย จนไปรษณีย์เปิดทำการวันจันทร์แล้วค่อยไปติดตามเอกสารต่อไป
    ทุกข์:กระวนกระวายใจ
    สมุทัย:ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องได้รับเอกสารตามกำหนด ถ้าเอกสารถึงตามกำหนดจะชอบใจ พอเอกสารไม่มาตามกำหนดจึงกระวนกระวายใจ ไม่ชอบใจ
    นิโรธ:เอกสารจะมาถึงตามกำหนดหรือไม่ก็สุขใจ ไม่กระวนกระวายใจ
    มรรค:ยินดีกับสิ่งที่ได้รับถือว่าใช้วิบากร้ายที่พลาดทำมาด้วยความเต็มใจยอมรับความจริง อดทน รอคอย ให้อภัย ทำดีเรื่อยไป ไม่เพ่งโทษ ไม่ถือสาคนที่เกี่ยวข้องเพราะ”ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทุกข์ใจ ความทุกข์ใจไม่ได้แก้ปัญหา มีแต่เพิ่มปัญหา สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ต้องดับไป จะทุกข์ใจไปทำไม เบิกบานแจ่มใสดีกว่า

  41. นางสาวสันทนา ประวงศ์

    การบ้านอริยสัจ ๔
    เรื่อง : หูหาเรื่องทุกข์
    เหตุเกิดเมื่อไปนั่งกินข้าว แล้วได้ยินพี่น้อง ๒ ท่าน พูดถึงพี่น้องท่านที่ ๓ แบบไม่ดี
    ทุกข์ : ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ
    สมุทัย : ไม่ชอบการนินทาลับหลัง ชอบการไม่นินทา
    นิโรธ : จะได้ยินเสียงใคร จะพูดถึงใคร ไม่ดีอย่างไร เราก็ไม่ทุกข์ใจได้
    มรรค : พิจารณาไตรลักษณ์ เสียงที่ได้ยิน ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เกิดและดับไปแล้ว แต่ใจเราไปเก็บมาทุกข์อยู่นั้น ทุกข์เรื่องคนอื่น ฉลาดหรือโง่ โง่น่ะซิ เป็นกิเลสโง่ตัวโต พุทธะไม่โง่ ไม่ทุกข์ ใจเริ่มคลายความอึดอัดลง
    พิจารณาเรื่องกรรม สิ่งที่เราได้รับ ได้ยินได้ฟัง คือสิ่งที่เราทำมา ไปร่วมสนับสนุนและส่งเสริมมาแน่ ๆ จึงต้องมาได้ยิน ได้ฟัง ได้มารับรู้ ใช่เลย
    พิจารณาโทษของการมีกิเลส มีกิเลสโง่ มีกิเลสทุกข์ สิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องของเขา เขาทำเขาก็ต้องรับ มันเรื่องของเขากิเลสเขา เราไปร่วม ส. ด้วยทำไหม ไปหาเรื่องมาทุกข์ด้วย โง่นี้
    ใจเริ่มเบาขึ้นๆ เห็นอาการของใจได้ชัดว่ากิเลสเข้าอึดอัดอย่างไร กิเลสออกแล้วค่อยๆ เบาสบายเป็นอย่างไร สาธุค่ะ

  42. นายรวม เกตุกลม

    เรื่อง เครื่องตัดหญ้าไม่ติด
    ได้ตั้งใจจะตัดหญ้าในสวน โดยใช้เครื่องตัดหญ้าในการตัด แต่พอสตาร์ทเครื่องๆก็ไม่ติด ได้พยายามสตาร์ทอีกหลายครั้ง แต่เครื่องก็ไม่ติด ทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย แต่ก็ได้ทำใจยอมรับกับเหตุการ์ที่เกิดขึ้น เพราะเชื่อมั่นในกรรมและวิบากกรรม ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างมีมาแต่เหตุ คนเราเคยพลาดทำชั่วมาหาทีต้นที่สุดไมได้ อะไรที่ทำไม่ได้ เราก็ไปทำอย่างอื่นแทนเท่าที่ทำได้ พร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่ยึดมั่นถือมั่น ทำดีเรื่อยไปใจเย็นข้ามชาติ
    ทุกข์ หงุดหงิดเล็กน้อย
    สมุทัย ยึดมั่นถือมั่น อยากให้งานสำเร็จสมใจได้ดั่งใจ เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ก็ทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด
    นิโรธ งานจะสำเร็จหรือไม่ เราก็จะไม่หงุดหงิด
    มรรค ยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นณปัจจุบัน ด้วยความเบิกบานใจ พร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ไม่ยึดมั่นถือมั่น อะไรที่ยังทำไม่ได้ เราก็ไม่ทำ เราก็ไปทำอย่างอื่นแทนเท่าที่ทำได้ เพราะเชื่อในกรรมและวิบากกรรมที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ เพราะเราเคยทำเช่นนั้นมามากกว่านั้น อดทน รอคอย ให้อภัย ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ

  43. ขวัญจิต เฟื่องฟู

    อริยสัจ4

    เนื้อเรื่อง

    ไปปั่นจักรยานเเล้วเห็นเเอปเปิ้ลข้างทางเยอะมาก ก็เลยหยุดเก็บ ระหว่างเก็บก็มีรถขับผ่านเเล้วชะลอดู คันเเรกไม่เป็นไร คันที่สองเริ่มลังเลใจ เห็นความกังวลขึ้นมาในใจว่าเรากำลับทำผิดศีลอยู่หรือเปล่า

    ทุกข์ กังวลใจรู้สึกผิดที่ไปเก็บเเอปเปิ้ลข้างทาง

    สมุทัย อยากเก็บเเอบเปิ้ล ชอบที่จะเก็บเเอปเปิ้ลเเล้วไม่รู้สึกผิด
    ไม่ชอบที่เห็บเเอปเปิ้ลเเล้วทำให้เกิดความกังวลใจ ทุกข์ใจ

    นิโรธ ไม่ชอบ ไม่ชัง จะเก็บเเอปเปิ้ลด้วยใจไร้กังวล

    มรรค ตั้งสติทำอริยสัจ4 ตั้งจิตขอโทษขออภัย ถ้าเราได้ไปเก็บเเอปเปิ้ลมาโดยไม่รับอนุญาต ท่านอ.หมอเขียวเคยสอนไว้ถ้าเรารู้สึกผิด ให้ใช้ญาณ 7 พระโสดาบัน คือขอโทษขออภัย ยอมรับเเละสำนึกผิด เเละไม่ทำทุกข์ทับถมตัวเราเอง ให้รู้สึกเเย่ลง ใจก็รู้สึกเบาลง70% เเล้วก็คิดว่าถ้าเราไม่เก็บเเอปเปิ้ลที่อยู่ข้างทาง มันก็คงเน่าเสีย เราเก็บเอามากินเพื่อเป็นประโยชน์ต่อร่างกายดีกว่า เเละขอตั้งศีลว่าจะไม่หยิบของโดยไม่ได้รับอนุญาติอีก ใจก็คลายหายทุกข์ค่ะ

  44. ทิวาร ชุมจีด (บ่าวสุขแสงพุทธ)

    1.) ชื่อเรื่อง : อาการน้อยใจ ใจเหลือน้อย “ให้ผมช่วยนะครับ” “ไม่ต้อง”

    2.)เนื้อเรื่องหรือเรื่องย่อ : ครั้งหนึ่ง ในกิจกรรมการจัดโรงทาน ณ ท้องสนามหลวง หลังจากในหลวง รัชกาลที่ 9 สวรรคต ผมได้โอกาสบำเพ็ญร่วมกับพี่น้องจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ขณะทำกิจกรรมในฐานครัว ได้เห็นพี่น้องจิตอาสาท่านหนึ่งกำลังยกของ ในใจคิดว่าของหนักพอควร ท่าทางท่านจะยกลำบากๆ ผมจึงได้อาสาเข้าไปช่วยท่านยกของนั้น จึงกล่าวว่า “ให้ผมช่วยนะครับ” ท่านตอบว่า “ไม่ต้อง” นะตอนนั้น ผมรู้สึกน้อยใจ ใจที่ดูเหมือนเต็มๆอยู่ พอได้รับคำ ปฏิเสธ ใจเหลือน้อยลงทันที่ เป็นใจที่ไม่สบายเลย ส่วนมากจะอยู่ภายในใจ ผมเห็นความต่างกันของใจชัดเจนขณะคิด เดินไป พูดอาสาช่วย กับตอนที่ได้รับคำปฏิเสธ นั้นต่างกันมาก เมื่อได้รับคำปฏิเสธผมก็กลับไปทำงานที่ได้ทำอยู่ก่อนหน้านั้น พร้อมกับทบทวนตัวเอง ในผัสสะ อาการ เหตุการณ์นั้นไป

    3.) ทุกขอริยสัจ : น้อยใจ ที่ไม่ได้ช่วยผู้อื่น สมดั่งใจอย่างที่คิดไว้ (อยากได้สิ่งใด ไม่สิ่งนั้นจึงเป็นทุกข์ ไม่ได้ดีดั่งใจหมาย อัตตา ติดดี)

    4.) ทุกขสมุทัย : อยากช่วยผู้อื่นแบบยึดมั่นถือมั่น อยากได้ดีดั่งใจหมาย หากได้ช่วยจะสุขใจ พอใจ ใจเต็มแบบชั่วคราว

    5.) ทุกขนิโรธ : จะได้ช่วย ไม่ได้ช่วย ก็สุขใจ พอใจ ใจสบาย

    6.) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา :
    -พิจารณาเห็นโทษของ กิเลส ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น เป็นทุกข์ ไม่อยากแบบยึดมั่นถื่อก็ไม่ทุกข์ อาการน้อยใจก็ไม่สบายเลย
    – พิจารณาเรื่องกรรม กรรมปัจจุบันเพราะกิเลสส่วนเหลือ อัตตา ยึดดี จึงสร้างทุกข์ใจ ในปัจจุบัน ผัสสะนั้น คิดผิดจึงทุกข์ใจ น้อยใจ ส่งผลต่อร่างกาย กำลังก็ลดลงเท่าที่ใจตก น้อยใจ กรรมปัจจุบันสังเคราะกับอดีต การขวนขวายน้อยใหญ่ของหมู่มิตรดี พร้อมลดกิเลสไปด้วย ด้วยอธิศีล ลดกาม ลดอัตตาเท่าที่ทำได้ ทำตามมติหมู่มิตรดี ไม่โทษและสิ่งใดเท่าที่ทำได้ ณ ขณะนั้น ทำให้เราได้เห็น ได้ล้างกิเลสส่วนเหลือ ได้ใช้วิบาก คำพูด ที่เราได้เคยปฏิเสธ น้ำใจของผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ใจมามากกว่าที่เราได้รับในปัจจุบัน ในปัจจุบันเราไม่ค่อยปฏิเสธน้ำใจจากใคร รับไว้พิจารณา ประมาณการรับหรือไม่รับได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน และความจริงเราเคยปฏิเสธน้ำใจจากผู้อื่นด้วยคำพูดที่ไม่เหมาะควร ไม่เป็นประโยชน์มามากกว่านั้น ด้วยกิเลสชอบชังกับการประมาณที่ไม่พอเหมาะ ส่วนกรรมวิบากของท่านก็เป็นการประมาณจะรับหรือไม่รับ ท่านจะมากิเลส ความยึดมั่นหรือไม่ก็เป็นส่วนของท่าน เราทำกิจในส่วนที่เราควรทำ

    #ความต่างของอาการน้อยใจ นะตอนนั้น เมื่อทบทวน พิจารณาเข้าใจเรื่องกรรมส่วนปัจจุบัน ส่วนปัจุบันกับส่วนอดีต ทุกข์ใจหายไป ไม่มีอาการน้อยใจ ใช้เวลาทบทวนประมาณ 3-5 นาที ส่วนที่จักพากเพียรต่อ ตอนนั้นยังคงมีส่วนเหลือของ อัตตา ยึดอยากได้สภาพดีดั่งใจหมายอยู่ กับส่วนที่จักฝึกฝนของการประมาณคำพูดในการรับน้ำใจ(กุศล ของเรา ของผู้อื่น) ประมาณบุคคลต่อไป สาธุครับ

  45. ศิริพร ไตรยสุทธิ์

    ชื่อเรื่อง ไม่อยากลางาน

    มีอาการปวด ตึง ในท้องช่วงเย็น ก็คิดว่า น่าจะทานอาหารเยอะไปนิดนึง ไม่ได้ใส่ใจอะไรแล้วก็เข้านอนตามปกติ ตกดึกอาการปวดบิด(จากอาหารเป็นพิษ)เยอะขึ้นเรื่อยๆ จึงตื่นมาดื่มยาหอมเทพจิตร แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงทำการสวนล้างลำไส้ไป 3 ชุด ก็ยังไม่ดีขึ้น มีอาการพะอืดพะอมแทรกด้วย จึงหยุด ง่วงก็ง่วง แต่นอนปกติไม่ได้ จึงนอนในท่านั่ง เกิดความกังวล กลัวจะไปทำงานในวันรุ่งขึ้นไม่ได้ ยิ่งกังวลก็ยิ่งปวด จึงเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า ถ้าปวดมากก็ต้องลางานหยุดอยู่บ้าน และได้ตั้งสติของอโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรต่างๆ ที่ทำผิดไป ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว แล้วก็หลับไปด้วยความเพลีย
    เช้าวันรุ่งขึ้น อาการเหมือนจะหายไป แต่ก็ยังไม่สบายตัว จึงทำการสวนล้างลำไส้อีกครั้ง และดื่มน้ำถ่านผสมน้ำเกลือแร่ สามารถไปทำงานได้ตามปกติ(ไม่ได้ทานอาหารเลย ดื่มน้ำปัสสาวะเป็นหลัก) หลังเลิกงานก็ใช้แนวทางแพทย์วิถีธรรม ยา 9 เม็ด ดูแลสุขภาพต่อไป จนหายดีแล้ว

    ทุกข์ คือ กลัวว่าจะไปทำงานไม่ได้
    สมุทัย คือ ไม่อยากลางาน
    นิโรธ คือ จะไปทำงานก็ได้ จะหยุดพักรักษาตัวอยู่บ้านก็ได้
    มรรค คือ ยอมรับว่า ถ้าปวดท้องมาก ร่างกายก็ต้องพัก ต้องรู้เพียรรู้พัก อย่าไปยึดติดว่า เราไม่เคยลางานจากการป่วย การเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดา ถ้ารักษาตามแนวทางแพทย์วิถีธรรมแล้วไม่ดีขึ้น ก็ต้องไปหาหมอแผนปัจจุบัน เมื่อวางใจได้ ไร้กังกล มีสติ ร่างกายก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

Comments are closed.