631004 การบ้าน ความจริงและความลวง (6/2563) [10]

631004 การบ้าน ความจริงและความลวง (6/2563)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน ความจริงและความลวง ประจำวันที่ 28 กันยายน – 4 ตุลาคม 2563 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

สรุปมีผู้ส่งการบ้านสัปดาห์นี้ 10 ท่าน

  1. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์
  2. อรวิภา กริฟฟิธส์
  3. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)
  4. จงกช สุทธิโอสถ (ป้าย่านาง,บัวสายธรรม)
  5. สมพงษ์ โขงรัมย์
  6. สุภา ลอว์สัน
  7. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน
  8. นงลักษณ์ สมศรี(ลายใบไม้)
  9. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์
  10. ชุติวรรณ แสงสำลี

10 thoughts on “631004 การบ้าน ความจริงและความลวง (6/2563) [10]”

  1. พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

    ความจริงความลวง

    1. การคาดเดาของเรามักผิดเสมอ

    2. ในช่วงที่ได้เดินทางไปบำเพ็ญช่วยงานอาจารย์หมอเขียวที่พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างการเดินทางทั้งขาไปและขากลับ ผมได้มีโอกาสพบกับเพื่อนที่ไมได้พบกันมานาน อย่างน้อย 2 คน คนหนึ่งอยู่จังหวัดเชียงใหม่ อีกคนหนึ่งอยู่จังหวัดอุทัยธานี ทีแรกผมไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปพบเพื่อนเลย เพราะไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว วิถีชีวิตของผมเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ในอดีตถ้าได้เจอเพื่อนเมื่อไหร่ อย่างน้อยต้องออกไปนั่งดื่มเบียร์คุยกัน ถ้ามีเวลามากก็อาจจะนั่งกินเหล้ากันจนรุ่งสาง แต่ตอนนี้ผมเลิกดื่มเหล้าเบียร์ไปหมดแล้ว และไม่คิดที่จะกลับไปดื่มอีกเลย ไม่ใช่แค่นั้น แม้แต่อาหารมื้อเย็นผมก็เลิกกินไปแล้ว อย่างมากก็แค่กินน้ำเต้าหู้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีความรู้สึกไม่อยากไปเจอเพื่อนเท่าไหร่ เพราะกลัวว่าเพื่อนจะไม่เข้าใจ และหาว่าผมรังเกียจเขา หรืออวดดิบอวดดี และถ้าเขาชวนผมไปดื่มหรือไปหาอะไรกินตอนค่ำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เราเคยทำกันมา แล้วผมต้องปฏิเสธ ก็อาจถูกเข้าใจผิดได้

    3. แม้เดิมทีผมไม่มีเจตนาจะแวะไปพบเพื่อนระหว่างการเดินทาง แต่แม่บ้านก็วางแผนการเดินทางให้ผมได้ไปแวะพักที่โรงแรมเล็ก ๆ ที่เพื่อนเป็นเจ้าของอยู่ ดีกว่าต้องไปหาโรงแรมอื่น ๆ ที่เราไม่รู้จัก อย่างน้อยก็รู้สึกสบายใจได้มากกว่าไปพักที่อื่น ดังนั้น ผมจึงได้ติดต่อและจองที่พัก และได้พบกับเพื่อนในที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าเหตุการณ์มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ผมคิดเอาไว้เลย ระหว่างที่พิมพ์การบ้านส่งนี้ ผมได้พบกับเพื่อนที่เชียงใหม่มาแล้วเมื่อหลายวันก่อน เรานั่งคุยกันอยู่หลายชั่วโมง ทั้งเรื่องสารทุกข์สุกดิบทั่วไป เรื่องการทำกสิกรรม สุขภาพ ธรรมะ ตลอดจนเรื่องการบ้านการเมืองด้วย โดยไม่จำเป็นต้องสั่งเหล้าหรือเบียร์มาดื่มเลย มีแค่น้ำเปล่าคนละขวดเท่านั้นเอง เราคุยกันจนถึงเวลาสี่ทุ่มเศษก็ร่ำลาและแยกย้ายกันไปนอน

    และเมื่อวานนี้เอง ผมได้พบกับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่จังหวัดอุทัยธานี เขาก็ถามผมก่อนว่าจะกินข้าวเย็นหรือเปล่า ผมก็บอกว่าไม่กินแล้ว ก็เท่านั้น แล้วเราก็นั่งคุยกันที่ห้องล็อบบี้ของโรงแรมที่เพื่อนเป็นเจ้าของอยู่ เพื่อนบอกว่ารู้จักญาติธรรมชาวอโศกท่านหนึ่งอยู่จังหวัดอุทัยธานี ทีแรกว่าจะชวนมาพบกันด้วย แต่ไม่รู้ว่าผมจะมาถึงอุทัยฯ กี่โมง จึงไม่ได้ชวน แล้วเราก็คุยกันเรื่องต่าง ๆ ไปอีกสักพักก็เลิก เพราะยุงมารบกวนมาก และเพื่อนเห็นว่าผมขับรถมาไกล จึงปล่อยให้ผมขึ้นห้องไปพักผ่อน นัดมาเจอกันใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้น ว่าจะไปดูที่ ๆ เพื่อนอีกคนหนึ่งซื้อไว้เตรียมทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

    โดยสรุป เรื่องที่ผมกังวลใจไปว่าเพื่อนจะเข้าใจเราได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ผมคิดเดาไปเองทั้งนั้น เพื่อนก็พอจะรู้ความเป็นไปของผมอยู่บ้างผ่านทางเรื่องราวที่ผมเปิดเผยไปทางเฟสบุค และไม่คิดที่จะหักหาญเอาผมกลับไปเป็นอย่างเดิมเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนเขาจะโมทนาสาธุกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผมเสียมากกว่า แม้วิถีชีวิตเราจะแตกต่างกันไปมาก แต่ความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมายาวนานก็ยังคงมีเยื่อใยที่ดีต่อกันอยู่ และสามารถยอมรับความแตกต่างอย่างเคารพซึ่งกันและกันได้ ผมรู้สึกดีที่ได้มีโอกาสเดินทางมาพบมาเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าง หลังจากที่ห่างหายกันไปนาน

    4. ความลวง คือความรู้สึกกลัวไปก่อนล่วงหน้าว่าเพื่อนจะยอมรับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราไม่ได้ โดยลึก ๆ มันอาจจะยังมีความหวั่นไหวอยู่ในใจว่าเพื่อนจะยินดีหรือไม่ยินดีกับชีวิตที่เปลี่ยนไปของเรา

    5. ความจริง ก็คือเพื่อนยังสามารถรับรู้และยอมรับความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของเพื่อนได้ ให้เกียรติและเคารพในความแตกต่าง และสามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ และความจริงที่ลึกไปกว่านั้นก็คือ ไม่ว่าเพื่อนจะยอมรับหรือไม่ยอมรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของเรา เราก็ยังสามารถที่จะปรารถนาดีต่อกันได้ ไว้วางใจในกันและกันได้ ถ้าหากเราต้องเจอเหตุการณ์ที่เพื่อนบางคนไม่เข้าใจเรา พยายามคาดคั้นหรือบีบบังคับให้เราต้องลำบากใจมาก ๆ นั่นก็เป็นเพราะวิบากกรรมของเราเอง เราก็จะได้เรียนรู้และหลีกเลี่ยงที่จะไปปะทะกับเพื่อนบางคนเสีย ก็เท่านั้น

    สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างไร เราก็ไม่จำเป็นต้องมีความหวั่นไหวอะไร เพราะทุกอย่างเป็นไปตามวิบากดีวิบากร้ายของเราและของเพื่อนทั้งสิ้น ถ้าเป็นวิบากดีเราก็ยึดอาศัย ถ้าเป็นวิบากร้ายเราก็ยอมรับด้วยความยินดี รับแล้วมันก็หมดไปเท่านั้น

  2. อรวิภา กริฟฟิธส์

    เรื่อง ติดขนมจีน
    เนื้อเรื่อง เนื่องจากว่าตัวดิฉันเองก่อนมาเจอแพทย์วิถีธรรมนั้น ตัวเองเป็นคนที่ชอบกินขนมจีนมากชนิดที่ว่าต้องกินทุกวัน กินแทนข้าวเลยก็มี ทำเป็นหลากหลายเมนู ที่ชอบมากคือยำขนมจีน ขนมจีนส้มตำ ขนมจีนน้ำยาป่า จะทำขึ้นมากินเองจะได้กินรสที่จัดจ้านสมใจของตัวเอง

    ผัสสะ ขนมจีน

    ความลวง ขนมจีน อร่อย กินง่ายไม่ต้องเคี้ยว สะดวก

    ความจริง ขนมจีนไม่ได้สะดวกกว่าจะมาเป็นขนมจีน ต้องเอาข้าวมาแช่มาบดผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอนทำให้สูญเสียคุณค่าทางโภชนาการและบางทีก็มีสารกันบูดด้วย ความอร่อยที่จริงก็ไม่มีเพราะว่าพอเอามากินแยก ไม่ปรุ่งรวมกัน พอเคี้ยวขนมจีนมันก็จะเละๆจืดๆ มันก็เป็นรสชาติแบบนี้ความอร่อยหายไปเลย สู้กินข้าวเปล่าๆรสชาติดีกว่ตั้งแต่วันนั้นเป็นเวลา๒ปีแล้วที่เลิกติดขนมจีน

  3. มาลิน จุ้ยทรัพย์เปี่ยม (เมฆ ลม ฟ้า)

    ชื่อเรื่อง ความอิจฉาในขนมเค้ก ทั้งๆที่ไม่ได้กิน
    เนื้อเรื่อง ได้เข้าประชุมพนักงานของที่ทำงาน รอบนี้เป็นวันเกิดของน้องคนหนึ่ง มีการจัดเซอร์ไพร์ร้องแฮ้ปปี้เบิร์ดเดย์ถึง 2 รอบ
    ร้องครั้งแรกรอบเช้าน้องได้ของขวัญเป็นช่อดอกไม้ ครั้งที่ 2 รอบบ่ายน้องได้เค้กผลไม้และขนมเค้ก เริ่มมีจิตไหวๆ รู้เลยว่าเป็นกิเลส มันเกิดอาการเปรียบเทียบกับการประชุมครั้งที่แล้ว วันเกิดของเรามีแค่พี่ๆหัวหน้า ร้องเพลงให้ มีขนมเค้กที่จัดด้วยผลไม้เท่านั้น แต่อันนี้ร้องเพลงหลายรอบ พนักงานทั้งหมดที่ประชุมร้องเพลงให้ดูยิ่งใหญ่ อลังการ กิเลสอีกตัวเริ่มมาสมทบ พนักงานคนจัด เขาไม่ชอบขี้หน้าเรา ชอบนินทาเรา กิเลสเริ่มลามปาม
    ผัสสะ เหตุการณ์ ขนมเค้ก ผู้คน
    ความลวง กิเลสบอก อิจฉา ทำไมเราไม่ได้แบบนั้น เราได้น้อยกว่านั้น เราก็อยากจะได้ จะเอาแบบนั้นบ้าง กิเลสอีกตัวก็มา ไม่ชอบหมู่กลุ่มนี้ เขารังเกียจเรา ขนาดประชุมไม่เคยจัดอาหารมังสวิรัติให้เราเลย
    ความจริง มันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เราได้แคะกิเลสตัวนี้ของเราออกมา แสดงว่าเรายังมีหลงเหลืออยู่
    การเฉลิมฉลองมันเป็นสมมติโลก เป็นเรื่องไร้สาระ จริงๆตัวเราก็ไม่ได้อยากได้ พอถามจริงๆ ว่าจะเอาไปทำไร อยากได้อะไร ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันเพราะตัวเองก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับวันเกิดเหมือนกัน กิเลสมันโง่
    ส่วนเหตุการณ์ที่คนได้รับสิ่งใด ก็เป็นสมบัติของเขาคนนั้น เหตุการณ์ที่เราได้รับ ก็เป็นสมบัติของเรา เราทำมาได้แค่ไหน ก็จะได้แค่นั้น เราจะโง่ เอาความสุขของเราไปแขวนหรือฝากไว้กับเหตุการณ์/พฤติกรรมของคนอื่น มันเสียพลัง เสียเวลา ทุกอย่างสำคัญที่ใจเรา ต้องเป็นอิสระจากกิเลสให้ได้…

  4. จงกช สุทธิโอสถ (ป้าย่านาง,บัวสายธรรม)

    ความจริงและความลวง (ตอนที่ ๑)
    การชนะเป็นความลวง ความจริงคือ ชนะก็ได้ แพ้ก็ได้โดยเราไม่ทุกข์
    สภาวะธรรมที่เป็นสัจจะย้อนสภาพเกิดขึ้นในช่วงนี้ของชีวิต ขอใช้ชื่อว่า “My lost is my win”
    ทางโลกียะ : ทุกชีวิตชอบการชนะ เกลียดการแพ้ ถ้าชนะจะสุข ดีใจ แพ้ก็จะทุกข์ เสียใจ เศร้าใจ
    ทางโลกุตระ : เมื่อแพ้จะชอบและเป็นสุขอย่างเบิกบาน เมื่อชนะก็จะไม่รู้สึกตื่นเต้นเพราะรู้ว่ามันก็ไม่ได้สุขนาน แป๊บเดียวก็หมดไป เก็บไว้เพื่อเอาออกมาดูใหม่ก็ไม่มีแล้ว
    My lost คือการสูญเสีย การพ่ายแพ้ของการยอมของตัวเองโดยไม่มีใครมาบังคับ ไม่ว่าผัสสะที่มากระทบใดๆที่จะมาทำให้ใจทุกข์ ใจเกิดการปรุงแต่ง ใจที่ชอบ ใจที่ชัง ที่ผ่านเข้ามาให้ต้องวิตก วิจารณ์ มาให้พิจารณา ถ้ามีช่องทางให้ป้าเลือกได้ ป้าขอเลือก ความไม่ได้ดั่งใจตัวเอง ความคิดใดที่อยากได้อยากมี จะขอยอมไม่เอา ขอเป็นผู้แพ้ด้วยใจที่ยอมรับ จะไม่ขอแย้งใดๆ เพราะได้รู้อย่างจะแจ้งแล้วว่า ทุกสิ่งอย่างที่ส่งมาให้เราต้องพบเจอคือสิ่งที่เป็นของเรา ที่เราเคยทำมา ที่เราต้องรับทั้งผิดและชอบ ไม่ต้องผลักไปให้ใครทั้งสิ้น เขามาเพื่อให้เราได้ใช้โอกาสในการแก้กรรมเก่าที่เราเคยทำพลาดมา แต่ไม่มีโอกาสได้แก้ เราก็ควรยินดีที่โอกาสนั้นมาถึงแล้ว
    My win คือสิ่งที่เขาจะเกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่ต้องไปร้องขอหรือไปหวังอยากได้ เมื่อเรายอมรับสิ่งชั่วที่เราเคยทำมา ยอมขอโทษ ยอมแพ้ ยอมรับผิด ด้วยการไม่มีข้อแม้ ไม่ผลักไปให้ใคร รับด้วยความเต็มใจและยอมรับว่ามันเป็นของเราที่ต้องชดใช้ วิบากชั่วที่เรายอมรับนั้นก็จะถูกหักลบกลบหนี้ลงไปเรื่อยๆ พลังร้ายหมดไป My win คือพลังพุทธะที่เข้ามาแทนที่ มาเพิ่มปัญญา เพิ่มกุศลให้เราโดยอัตโนมัติ
    “ชีวิตนี้จะมีอะไรที่ดีไปกว่านี้เล่า….”

    ความจริงกับความลวง (ตอนที่ 2)
    การเสพกิเลสคือความลวง การไม่เสพกิเลสคือความจริง
    เมื่อใดที่เราเสพสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เสพมากเกินจำเป็น เสพตามกิเลสคืออร่อย สิ่งที่เสพคือความลวงทั้งหมด มีผลให้
    1. เสียทรัพย์
    2. เสียเวลาการปฏิบัติธรรม
    3. เสียสุขภาพเพราะขาดสมดุล
    4. เสียพลัง
    5. เสียสายใยของการเหนี่ยวนำผู้อื่นจากการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพราะทันทีที่เราเสพสิ่งที่ไม่ควรเสพ จะมีแรงเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นเสพตาม เมื่อผู้อื่นทุกข์ เราก็ต้องมีส่วนรับวิบากนั้นด้วย
    ในทางตรงกันข้ามหากเราทานเพื่อเลี้ยงชีวิตเท่าที่จำเป็นเพื่อการยังชีพโดยไม่ชอบ ไม่ชัง สิ่งที่เสพเป็นประโยชน์ สร้างสมดุลให้ร่างกาย ก็จะเป็นสายใยให้เพื่อนในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีผลที่ดีทั้งตัวเราและผู้อื่น
    “สุขจากการเสพคือการที่ไม่ได้เสพ” คำคมจาก อจ.หมอเขียว

    ความจริงและความลวง (ตอนที่ 3)
    “เก่งจัง เก่งจริง” คือความลวง “พอใช้ได้ พอเป็นพอไป” คือความจริง
    เมื่อเราทำอะไรได้สำเร็จโดยที่คนอื่นทำได้ยาก มักมีคนมาชมเราว่า”เก่งจริง เก่งจัง แน่มาก สุดยอด โอ้โห ยกนิ้วมือให้ ปรบมือให้” หรืออื่นๆที่เป็นสัญญลักษณ์ให้เรารู้สึกว่า”ฉันเก่ง ฉันแน่” ปรากฎการณ์นี้ทำให้เรามีอัตตา ภูมิใจ ได้ดั่งใจ เก่งกว่าคนอื่น กร่าง หน้าชื่นมื่น สุขใจ(แบบตื่นเต้น) ลิงโลดใจ ถ้าเราได้รับปรากฎการณ์เช่นนี้บ่อยๆ ครั้งต่อไปหากเราทำสิ่งใหม่อีก และมีคนชมน้อยลงหรือไม่ชมเลย เราจะรู้สึกผิดหวัง และหากไม่มีการชมติดๆกันไป เราก็จะไม่อยากทำสิ่งนั้นอีกเลย ประโยชน์จากสิ่งนั้นก็ไม่เกิด ใจที่ติดการขื่นชมโดยทางกายภาพจะทำให้หัวใจเต้นแรง มีผลต่อสุขภาพในระยะยาว และเป็นการเพิ่มศัตรูโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เพราะมนุษย์อีกหลายท่านที่ไม่ยินดีหรือชอบให้ผู้อื่นดีกว่าเรา จะหมั่นไส้ อิจฉา จนกระทั่งถึงพยาบาท ภัยจะมาถึงตัวโดยเราไม่คาดคิด
    ส่วนการที่มีคนชมว่า”พอเป็น พอไป พอใช้ได้ ดูดีพอควร” เป็นคำพูดที่มีหวังดีของผู้พูดหรือผู้วิจารณ์ ที่ช่วยไม่ให้เราเกิดปฏิกิริยาดังข้างต้น ช่วยทำให้เรารู้จักประมาณตนได้โดยไม่มีอัตตาเกินจริง คนผู้นี้เป็นผู้ที่มีเมตตากับเราประเภทหนึ่ง
    แต่ยังมีผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรอีกประเภทหนึ่ง คือ มองเห็นจุดที่ควรแก้ไขของเราเห็น(เพราะไม่มีงานใดที่สมบูรณ์แบบจนหาที่ติไม่ได้) และกล้าที่จะแนะนำหรือวิจารณ์เราได้อย่างเมตตา ท่านผู้นี้เราต้องถือว่าเป็นผู้มีพระคุณ ยิ่งถ้าความเห็นของท่านต่างกันกับของเรา เราควรเอามาพิจารณาความเป็นไปได้ อย่าเพิ่งปฏิเสธในใจหรือไม่เห็นด้วย พิจารณาข้อดีข้อเสีย หากตัดสินใจไม่ได้ ถ้าหมู่คนดีอยู่ใกล้ๆหรือถ้าสามารถติดต่อได้ ก็น่าจะลองดูมติหมู่(มติฟ้า) ก็จะปลอดภัย ถ้าไม่มีใครช่วยออกมติให้ได้เลย ก็ตัดสินใจไปเลย พอถึงขั้นตอนการลงมือทำจริงๆ ถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น มีการติดขัดน้อยซึ่งสามารถทำต่อไปได้เรื่อยๆ ก็แสดงว่าฟ้าเปิด ทำตามนั้นไปเลย

    “เย่ เย่ เย่ ดีใจจัง ไม่ได้ดั่งใจ แย่ แย่ แย่ ซวยแน่เรา เอาแต่ใจ” บททบทวนธรรมจาก อจ หมอเขียว

    ความจริงและความลวง (ตอนที่ 4)
    การท่องเที่ยวทำให้เศรษฐกิจของชาติดี ทำรายได้เป็นดับ 1 ของประเทศไทยเป็นความลวง การท่องเที่ยวทำให้คนไทยใช้ชีวิตที่ไม่พอเพียงเป็นความจริง
    จากวิกฤติของการระบาดจากโรค covid 19 ทำให้กิจการต่างๆมีปัญหาในทางลบ รายได้ที่เคยได้รับหดหายไปจากการที่คนส่วนมากไม่มีโอกาสได้เสพกิเลสที่เขาเคยทำมาเช่นเดิม คนขายออกมาขายโดยตรงไม่ได้ คนซื้อก็ต้องระมัดระวังในการเข้าไปซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกที่เคยมีมาไม่ได้ เศรษฐกิจจึงหยุดชะงัก รัฐก็จำเป็นต้องใช้มาตราการพิเศษเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาตามเหตุปัจจัยที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะกิจการด้านการท่องเที่ยว ที่มีการลงทุนสำหรับที่พักมาก่อนล่วงหน้าด้วยเงินทุนมหาศาล ขณะนี้ขาดชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาใช้บริการ มาใช้มาจ่ายตามสถานที่ที่เกี่ยวข้องนั้นๆ การจ้างพนักงานประจำหรือชั่วคราวก็พลอยมีปัญหากระทบไปหมด ทั้งที่ก่อนหน้าโควิดมา สถานที่ต่างๆโดยรวมก็กำลังไปได้ด้วยดี มีการกักตุนกำไรจากชาวต่างชาติไว้มากบ้างน้อยบ้างตามกิเลสความโลภของเจ้าของเหล่านั้น เมื่อปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ออกฤทธิ์ ผู้ที่ไม่รู้การปลดทุกข์ให้ใจตัวเอง จึงพยายามดิ้นหาทางออกเพื่อให้รัฐเปิดประเทศให้เร็วขึ้น แต่รัฐก็ไม่สามารถทำได้เพราะไม่ประมาท เมื่อเป็นเช่นนี้ ณ ขณะนี้ การท่องเที่ยวจึงเป็นภาพลวงตาของนักธุรกิจที่เคยหมายมั่นปั้นมือในการนำประเทศสู่ประเทศที่น่าเที่ยวที่สุดประเทศหนึ่ง ถ้าว่ากันตามหลักพุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวเป็น”มิจฉาอาชีวะ” ทำให้คนฟุ้งเฟ้อ ใช้ชีวิตอย่างประมาท ไม่พอเพียง เพียงเพื่อเสพกิเลสให้ได้ดั่งใจหวัง และเหนี่ยวนำให้คนอื่นทำตามด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้คนที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ก็ตกอยู่ในความทุกข์ (ยกเว้นผู้ที่มีทุนหนา ก็กระทบอยู่ แต่ก็ทำให้เขาหวั่นไหวได้) สรุป คือการท่องเที่ยวทำให้เศรษฐกิจของชาติดี ทำรายได้เป็นอันดับ 1 เป็นความลวง
    ความจริงของผลกระทบจากโควิด19 ทำให้บางท่านที่ไม่ยอมแพ้ชีวิตเริ่มเปลี่ยนวิถีทางของตัวเอง มาเปิดร้านขายอาหารบ้าง ร้านขายของชำ ร้านอาหารบ้าง เจ้าของโรงแรมที่มีปัญญาบางแห่งก็เริ่มหันมาทำกสิกรรมโดยไม่ต้องรอนักท่องเที่ยว(ในใจก็ยังลุ้นว่าเมื่อไรรัฐจะเปิดประตูเมืองสักที) และก็มีหลายแห่งที่ปลดพนักงานออกเรื่อยๆ เหลือไว้เท่าที่จำเป็น บางแห่งก็ปิดชั่วคราว บางแห่งก็ถาวร ชาวต่างชาติที่มาทำกิจการเอาเปรียบคนไทย แข่งกับคนไทยก็ได้รับผลเช่นกัน แถมอยากกลับบ้านในต่างประเทศก็กลับไม่ได้ ญาติที่จะมาเยี่ยมก็เข้าไม่ได้ นี่คือความจริงที่ผู้คนซึ่งทำธุรกิจนี้มีผลกระทบโดยตรงจากวิบากร้ายที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน โควิดเป็นตัวสมานและสลายความรวยและความจนให้มีความต่างที่ไม่ห่างกันเหมือนเก่า คนจนก็ยังจน แต่คนรวยจะรวยน้อยลงน้อยลงทุกเวลาที่มีการปิดเมือง จุดที่แย่ที่สุด คือ คนเหล่านี้มองไม่เห็นทางออกของชีวิต ได้แต่หวัง หวัง โดยน้อยคนที่เปลี่ยนตัวเอง คนส่วนใหญ่ก็ยังซื้อล๊อตเตอรี่เพื่อหวังเงินมาแก้ปัญหา บางคนก็เอาของไปถวายสิ่งศักดิ์ บนบานศาลกล่าวให้ผ่านวิกฤตินี้ไปได้ ป้าได้แต่หวังว่า สักวันหนึ่งเขาจะเข้าใจทฤษฎี”เศรษฐกิจพอเพียง” ของ ร 9 และนำมาประยุกต์ใช้จนสามารถช่วยตัวเองได้ เมื่อนั้นประเทศไทยเราก็จะทำให้ไทยเป็น”ครัวโลก”ได้สำเร็จ จนได้เป็นเศรษฐกิจอันดับ 1 ของประเทศและของโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

  5. สมพงษ์ โขงรัมย์

    ทุกข์ใจที่จะมาอยู่สวน4 ชังที่มาอยู่สวน4

    ความลวง
    กลัว กังวล ระแวง ว่ามาอยู่สวน4 เดาใจตนเองว่า เราจะสู้กิเลสไหวมั๊ยเนี่ย กิเลสดิ้น ตั้งแต่อยู่ภูผาฟ้าน้ำ

    ความจริง.
    เราโชคดีแล้ว ที่ได้มาอยู่สวน4 เป็นโอกาสดี ที่หมู่กลุ่มให้มาบำเพ็ญ
    เราได้เห็นกิเลสเห็นผัสสะ จริง ณ ปัจจุบันนั้น
    เอาประโยชน์ให้ได้เพราะเราหนีปัญหาอุปสรรคไม่พ้นอยู่แล้ว
    เพราะมีหมู่มิตรดี หรือพระโพธิสัตว์ ท่านได้ประมาณหน้าที่หรืองานที่เหมาะสมให้เราแล้ว
    เรามีหน้าที่ทำโจทย์ที่ใจเรา ท่านเห็นว่าควรเหมาะที่เราจะทำ
    เป็นการทำในสิ่งที่ขาดคนทำ ขอบคุณที่ได้มาอยู่สวน4 ได้เห็นประโยชน์ ว่าเรายอมมากขึ้น
    ได้ยอมรับ กรรมทายาโท ว่าเราทำมาแสบสุดๆ ที่ได้รับปัจจุบันนี้น้อยไป ตรงกับทบทวนธรรม
    รับเต็มเต็ม หมดเต็มๆ ทำดีเรื่อยไปใจเย็นข้ามชาติ เราได้สู้ของจริง
    ตอนอยู่ภูผาฟ้าน้ำ เราได้เพียงสมถะกดข่มไว้ เพราะไม่มีผัสสะมากระแทกกิเลสมันออกมา

    ขอบคุณหมู่มิตรดี ที่หล่อหลอม ขัดเกลาผมจนได้เจอผัสสะตัวนี้ คุ้ยมันออกมาครับ สาธุครับ ขอบคุณครับ

  6. สุภา ลอว์สัน

    เข้าใจผิด (งงเป็นไก่ตาแตก)

    เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ได้คุยกับเพื่อนว่าทำอะไรอยู่แล้วจะทำอะไรต่อไป ช่วงนี้หยุดงาน พักงานอยู่ ให้เพื่อนช่วยทำงานแทนแล้ว ทำไมเพื่อนต้องไปเปิดบัญชีแอปซูมอีก เหมือนทำงานแข่งกันเลย ช่วงนี้สุไม่ได้คุยกับใครเลยเพราะจะขอพักงานสักพัก แม้นายไข่ (นามสมมุติ) ก็ยังไม่ได้คุยเลย เออใช่ ! ไม่เห็นเธอพูดถึงเขาผ่านมาเลย ทะเลาะกันหรือเปล่า แล้วสุก็ตอบไปว่า “ไม่ ไม่ได้ทะเลาะกัน ที่ไปเปิดซูมเพราะอยากช่วยน้อง” หลังจากนั้นนายไก่ (นามสมมุติ) ก็พูดแต่เรื่องลบตลอด จนเรารู้สึกอึดอัด วิบากดียังมีที่พ่อบ้านมาเรียกเลยถือโอกาสวางสาย

    ผัสสะ คือ คำพูดของนายไก่ที่พูดว่า “เขาทำงานแข่งกันแน่เลย” พอฟังคำพูดนี้แล้วทำให้เราทุกข์
    ความลวง คือ พอฟังที่นายไก่พูดแล้ว เราก็แค่คิดว่า “อาจจะเป็นเช่นนั้น มั้ง” พอเราคิดตามไป เดาตามไป ก็เริ่มทำให้ทุกข์แล้ว เราก็รู้สึกว่าเริ่มสงสัยว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก็ได้
    ความจริง คือ พอได้ถามนายไข่ก็ทำให้รู้ว่าเรื่องที่คิดว่าอาจจะเป็นไปตามที่นายไก่พูด เลยได้รู้ความจริงว่าเรื่องนั้นไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

  7. อภินันท์ อุ่นดีมะดัน

    1. ชื่อเรื่อง : ทุกข์จากตั้งศีลกินมื้อเดียว
    2. เนื้อเรื่อง : ผมตั้งศีลกินมื้อเดียวและกินจืดช่วงค่ายพระไตรปิฎกครั้งที่ 30 แล้วหิวข้าวเย็นครับ
    3. ผัสสะ : รู้สึกหิวข้าวตอนเย็น ปวดท้อง ไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ ว้าวุ่น จากการตั้งศีลกินข้าวมื้อเดียว
    4. ความลวง : ร่างกายบอกว่า กระเพาะต้องการอาหาร ต้องกินข้าวถึงจะหายหิว หายปวด มีแรง ถ้าไม่กินจะเป็นโรคกระเพาะ ต้องทำกับข้าวกินจึงจะทำให้ความทุกข์หายไป
    5. ความจริง : การที่เราหิวข้าวเย็น รู้สึกปวดท้อง ไม่มีแรง จากการตั้งศีลกินข้าวมื้อเดียว ความจริงแล้วเกิดจาก วิบากของเรา ที่เราไปผิดศีล จริงๆแล้ว ร่างกายต้องการอาหารแค่วันละมื้อก็เพียงพอ แต่เนื่องจากเราพึ่งเริ่มตั้งศีลวันแรก จากเมื่อวานกินสองมื้อ ร่างกายกำลังปรับสภาพความเคยชิน เพราะเราเคยกินมื้อเดียวมาแล้ว เดือนกว่า ตอนที่ร่างกายปรับตัวได้แล้วจะไม่หิวตอนเย็นเลย เราต้องยอมรับวิบาก จากความหิว เห็นประโยชน์ ว่าความหิว ทำให้เรารู้ว่า กิเลสมีจริงๆ เราก็ทนๆไปก่อน ทำใจให้สบายๆ ไม่ต้องเครียดหลงกลกิเลส วันต่อไปก็จะหายและหลังจากนั้นถ้าร่างกายปรับสภาพแล้ว กินมื้อเดียวแล้ว ก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เบาสบายมีกำลังเป็นอยู่ผาสุก ถสภาวะของผม ตรงกับธรรมะที่อาจารย์เทศน์ว่า ถ้าเราไปเสพกิเลส เราก็ต้องทุกข์ทรมานจากการล้างกิเลสไม่จบไม่สิ้นครับ หากล้างได้แล้วถ้าปัญญามีความชัด ก็จะไม่อยากไปเสพกิเลสไปผิดศีลอีก เราใช้ประโยชน์จากผัสสะตอนนี้ พิจารณาความทุกข์จากการที่เราไปเสพกิเลส เพื่อให้เห็นโทษเห็นภัยของกิเลสนำทุกข์ทั้งมวลมาให้ครับ สาธุครับ

  8. นงลักษณ์. สมศรี(ลายใบไม้)

    ความปิติประทับใจ
    เกิดความประทับใจ ในทุกๆครั้งที่ได้เข้าประชุม zoom ทั้งเรื่องเรียนห้องสาระธรรม ร่วมบันทึกรายการต่างๆนา ทุกๆครั้งจะได้ฟังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทั้งได้เล่าสภาวธรรม ได้หารือได้ไอเดียการทำรายการใหม่ๆ ได้คบคุ้นกับพี่น้องในอีกหลายแง่มุม. เกิดความเมตตาต่อกัน ไม่ถือสากัน จึงยินดีที่ได้สานพลังกับพี่น้องด้วยความเต็มอกเต็มใจทุกครั้ง
    บางครั้งการประชุมกับบางหมู่บางท่านก็เกิดการไม่เข้าใจกันบ้างและไม่ได้ล้างใจกัน เกิดสะสมกดข่มเอาไว้ พอได้พบเหตุการณ์นี้ใจก็ประหวัดระลึกถึงเสียงหัวเราะ การหยอกล้อกันในวาระการประชุมสนทนาครั้งก่อนๆที่มีจำนวนครั้งมากกว่า
    ผัสสะ : บรรยากาศการประชุมไม่ราบรื่น
    ความลวง : เกิดความคาดหวังเพราะความเคยชินว่า เมื่อเราคุยกับคนปฎิบัติธรรม เราจะพูดคุยไปในทิศทางเดียวกัน มีเหตุและผลที่พอจะแลกเปลี่ยนกันได้ไม่ยาก.
    ความจริง. : ถ้าทำความผาสุกที่ใจ ไม่หวั่นไหวไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ใช้ทุกโอกาสที่เกิดขึ้นเพื่อตรวจดูกิเลสและได้ล้างใจ เข้าใจถึงความสุข และความไม่สมดังใจหมาย ตั้งจิตเมตตาต่อกันว่าได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว

  9. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์

    เหนื่อยแต่ไม่อยากพัก

    ช่วงหลายวันที่ผ่านมามีงานค่อนข้างเยอะ ทั้งงานส่วนตัวและงานบำเพ็ญกับหมู่ พวธ. ทำให้นอนดึกติดกันหลายวัน รู้สึกว่าเริ่มเหนื่อยล้า มีอาการง่วงทั้งวันเหมือนนอนไม่พอ

    ผัสสะ : มีอาการเหนื่อย อ่อนล้า อยากพักผ่อน
    ความลวง : เห็นว่างานที่ทำมีประโยชน์มากเป็นสิ่งดี ช่วยเหลือพี่น้องได้มาก ยังไม่ต้องพักหรอก เหนื่อยเดี๋ยวค่อยพักทีหลัง เอาสาระก่อน เอาสิ่งดีก่อน ลุยและลุย ทำไปเลยเต็มที
    ความจริง : ควรจะพร้อมยึดพร้อมวาง ดูองค์ประกอบที่เหมาะสม ให้ดูสุขภาพของเราด้วย ไม่ร้ายตัวเอง แม้สิ่งนั้นจะดีแต่ร่างกายไม่พร้อมแปลว่าสิ่งนั้นไม่ดี เราไม่พร้อมที่จะทำในเวลานั้น ก็ไม่เหมาะที่ควรจะทำ พร้อมทำพร้อมวาง เมื่อเริ่มอัตตกิลมถะก็เลิก ก็วางด้วยใจที่เป้นสุข เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ค่อยมาทำใหม่ได้

  10. ชุติวรรณ แสงสำลี

    ^.^ความลวง
    หนึ่งวันมี24ชั่วโมงนี้ยาวนักเพราะมีทุกวัน ไม่มีวันหมด แปรเปลี่ยนได้เป็นเมื่อวาน วันนี้ และพรุ่งนี้

    ความจริง อยู่กับปัจจุบัน
    หนึ่งวันมี24ชั่วโมงนี้สั้นนัก
    เป็นวันที่มีค่าราคาแพงมากกว่าถ้ามีใจผาสุก ด้วยการ ลด ละ เลิก ล้างกิเลสได้
    เมื่อวานและพรุ่งนี้จะมีค่าเพิ่มทวีมากขึ้นๆๆๆๆๆๆนับไม่ได้
    ¤¤¤
    แต่ถ้าวันนี้ยังมีกิเลสยังไม่คิดจะลด ละ เลิก ล้าง มันก็จะเพิ่มขึ้นทุกวันๆๆๆๆๆๆๆๆ
    ฉะนั้นในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง
    เวลาแห่งความผาสุก ใจเบิกบาน สะอาด ผ่องใส มันก็จะเหลือลดลงๆๆๆๆๆเพราะเสียเวลาไปให้กิเลสซะแล้วที่ตกค้างจากเมื่อวานมันจะทำให้เราทุกข์ กังวล พลังตกมีเวลาความผาสุกน้อยลงๆๆๆ
    🙂🙂🙂🙂🍀🍀🍀
    ลองพิจารณามองความจริงตามความเป็นจริง🌻โลกุตระธรรม

Comments are closed.