630906 การบ้านอริยสัจ (4/2563) [4]

630906 การบ้านอริยสัจ (4/2563)

นักศึกษาสถาบันวิชชารามส่งการบ้าน อริยสัจ 4 ประจำวันที่ 31  สิงหาคม – 6 กันยายน 2563 (อ่านที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมของการบ้าน)

รวมผู้ส่งการบ้านในสัปดาห์นี้ 4 ท่าน

  1. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์
  2. จิตรา พรหมโคตร
  3. โยธกา รือเซ็นแบรก์
  4. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

4 thoughts on “630906 การบ้านอริยสัจ (4/2563) [4]”

  1. ตรงพุทธ ทองไพบูลย์

    ขี้เกียจออกกำลังกาย

    จากเมื่อก่อนเป็นคนชอบออกกำลังกาย แต่มาช่วงหลังมีโควิด-19 เข้ามา สถานที่ก็ไม่สะดวก ปกติจะออกไปเดินในสนามโรงเรียนใกล้บ้านหรือสวนสาธารณะ ช่วงนั้นก็ก็ปิด แล้วก็เลยทำให้เราติดลมไป เพลินไป ห่างจาการออกกำลังกาย ร่างกายก็ไม่สมดุลเท่าไร มีอาการเหนื่อยๆ เมื่อยๆ อยู่บ้าง

    ทุกข์ : สู้กับการขี้เกียจการไปออกกำลังกาย
    สมุทัย :มีข้ออ้างเยอะในการไม่ไปออกกำลังกาย เช่นไม่มีเวลา เลยเวลาแล้ว สถานที่ไม่สะดวก เหนื่อยแล้ววันนี้ แต่ในใจก็รู้อยู่ว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งดี ทำให้ร่างกายแข็งแรง
    นิโรธ : รู้ว่าการออกกำลังกายนั้นหากทำพอดีก็ควรทำ และก็ไม่ยึดมั่นว่าจะต้องได้ออกกำลังกายไปตลอด ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ไม่ทำอย่างผาสุกให้ได้
    มรรค : ตั้งใจว่าจะออกกำลังกายให้ได้สัก 3-4 วัน ต่อสัปดาห์ และไม่ต้องไปยึดสถานที่เวลาอะไรมาก ทำที่ที่สะดวก เช่นตื่นมาวิดพื้นบนที่นอนก็ได้ ยึดเส้นยึดเส้นบบนที่นอนก็ได้ เดินมาร์ซชิ่งในบ้าน ใช้เวลาไม่ต้องเยอะ พิจารณาประโยชน์ของการออกกำลังกาย ทำให้ร่ายกายแข็งแรง มีสมรรถนะ พิจารณาโทษการไม่ออกกำลังกายทำให้ร่างกายอ่อนแอ เส้นเอ็นยึด ปวดเมื่อย จะพยายามพากเพียรต่อไปในเรื่องนี้ให้มากขึ้น

  2. จิตรา พรหมโคตร

    ชื่อเรื่อง:ขนมรวมมิตร
    เนื้อเรื่อง:วันที่2กันยายน2563 ไปซื้อกับข้าวในตลาดสด ตาไปเห็นขนมรวมมิตรเป็น เส้นสีเขียว แดง เหลืองผสมน้ำกะทิใส่ไว้ในโหล แว๊บหนึ่งรู้สึกอยากกิน แต่ก็สามารถตัดได้ว่าไม่มีประโยชน์ความรู้สึกอยากหายไป พอกลับมาถึงบ้านภาพขนมรวมมิตรมากวนใจตลอดเวลา จึงตั้งสู้ว่าวันนี้จะไม่กินขนมรวมมิตร
    ทุกข์:มีอาการอยากกินขนมรวมมิตร
    สมุทัย:(เหตุแห่งทกข์)มีผัสสะทางตาคือมองเห็นขนมรวมมิตรแล้วชอบใจ
    นิโรธ:(สภาพดับทุกข์)กินก็ได้ไม่กินก็ได้แต่ตั้งศีลสู้ก่อน ถ้าสู้ไม่ได้ก็กิน
    มรรค:(วิธีการปฏิบัติ) เมื่ออยากกินขนมรวมมิตรกดข่มไม่ซื้อกินให้เหตุผลว่าไม่เป็นประโยชน์ความอยากกินหายไปทันที กลับมาถึงบ้านขณะกำลังทำกับข้าวความอยากกินขนมรวมมิตรผุดขึ้นมาอีก จึงตั้งศีลว่าวันนี้จะไม่กินขนมรวมมิตรและมีสติสู้กับขนมรวมมิตรผ่านไปโดยไม่มีความอยากกินเลย ตอนเย็นน้องสะไภ้ให้ขนมเทียนกับขนมเข่งมา
    สรุป:ผลปรากฏว่าแพ้กิเลสราบคาบกินขนมเทียน1อัน ขนมเข่ง1อัน กิเลสมักลวงให้เราหลงทางเสมอ.ที่อยากกินขนมรวมมิตรเพราะหลงชอบความเหนียวกับความหวาน

  3. โยธกา รือเซ็นแบรก์

    ทุกข์เพราะอยากดูข่าวที่เราชอบ
    สมุทัย: นั่งรถกลับกลับพี่น้องขับรถ นอนไม่หลับจึงเปิดมือถือ เห็นข่าวที่เราชอบจอยากดู แต่ยังไม่ได้ทำการบ้านส่ง ความอยากดูข่าวมากกว่า เพราะกิเลสอ้างว่า ถึงบ้านแล้วทำก็ได้ แต่อีกใจก็เห็นก็เห็นว่าทำการบ้านดีกว่าน่า ชอบ-ที่ดูข่าว ไม่ชอบที่จะไม่ได้ดูข่าว
    นิโรธ: ดูก็ได้ไม่ดูก็ได้ ไม่ชอบไม่ชัง
    มรรค: พิจารณา อยากดูเพราะชอบ (กิเลส)ข่าวดังมากดังนาน แต่อีกมุมก็เห็นความจริงของชีวิตคนเราว่าไม่มี อะไรแน่นอน แต่ข่าวจะดูเมื่อไหร่ก็ได้ ทำการบ้านดีกว่า ได้ประโยชน์กว่าเพราะได้ขัดใจกิเลสด้วยและล้างตัวกิเลส ที่ชอบอ้างนั่นอ้างนี่ตลอด เดี๋ยวก็ได้ยังมีเวลาตอนเย็นก็ได้ ฯ ถึงเวลาก็ไม่ได้ทำ เป็นเช่นนี้บ่อยๆ เมื่อพิจารณาหาเหตุผลมาบอกกิเลส ๆ จึงยอม จึงทำการบ้านส่งด้วยใจเบิกบาน กราบสาธุค่ะ เจริญธรรมสำนึกดีค่ะ

  4. ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

    ทนร้อน

    วันก่อนทำงานก่อปูน ตั้งแต่สาย ๆ จนถึงเกือบเที่ยง แดดก็ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ทำงานกลางแดดร่างกายก็สะสมความร้อน แล้วงานก็ใกล้จะเสร็จ ก็เกิดมีความรู้สึกอยากจะทำงานให้เสร็จ ๆ จะได้ไปพักเสียที

    ทุกข์ : ความร้อนใจอยากทำงานให้เสร็จ + ร้อนกาย
    สมุทัย : หลงผิดว่างานเสร็จจึงจะพัก แล้วผ่อนคลายได้
    นิโรธ : งานเสร็จหรือ ไม่เสร็จก็พักได้ ร้อนเกินไป หนักเกินไปก็วางได้
    มรรค : ลองเดินไปพักดู ถอดหมวก ถอดถุงมือ ยืนรับลมในร่ม พบว่า การที่เราไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเสร็จตอนไหนนี่มันสบายกว่าจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ติดพัก ได้ผ่อนคลายความร้อนสักหน่อยก็ไปทำงานต่อ ตามหลัก รู้เพียรรู้พัก รู้พักแล้วก็กลับไปเพียรจนงานเสร็จอย่างเป็นสุข และไม่ป่วย

    ก็มีครั้งก่อนมีเรื่องราวแบบนี้เหมือนกัน แต่เลือกที่จะไม่พัก ทำงานกลางแดดต่อเนื่อง ผลคือร้อนเกิน ไม่สบาย น้ำมูกไหล มาครั้งนี้ตัดสินใจได้ดี ผลคืองานก็เสร็จ ใจก็โล่ง แถมยังแข็งแรงอีกต่างหาก

Comments are closed.